หนังสืออ่านเล่น เล่มที่ 4 โดย.. ส. สังข์สุวรรณ
puy - 7/8/10 at 14:34

<< เล่ม 1 เล่ม 2 เล่ม 3 เล่ม 5 เล่ม 6 เล่ม 7 เล่ม 8 เล่ม 9 เล่ม 10 เล่ม 11
เล่ม 12 เล่ม 13 เล่ม 14 เล่ม 15 ->>


หนังสืออ่านเล่น

เล่มที่ ๔

โดย ส. สังข์สุวรรณ


ฉบับอินเทอร์เน็ต : จัดพิมพ์โดย..พระวัดท่าซุง
(ลิขสิทธิ์เป็นของ "สำนักพิมพ์เวฬุวัน" วัดท่าซุง)




เนื้อหาของสารบัญ เล่มที่ ๔


1.
คำปรารภ
2. แจกของคนน้ำท่วม
3. อานิสงส์การให้ทาน
4. พระตายไปดาวดึงส์
5.
นางเทพธิดาปูทะเล
6.
นางฟ้าปลาทู
7. ลาชเทวธิดา นางเทพธิดาข้าวตอก
8. นางฟ้าหมอดู
9. สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
10. หมาไปเกิดเป็นเทวดา



1

คำปรารภ

หนังสืออ่านเล่น เล่ม ๔ ที่ท่านถืออยู่นี้ มีทั้งนิทานและเรื่องจริงนิทานคือเรื่อง นางฟ้าปลาทู และนางเทพธิดาปูทะเล ท้องเรื่องเป็นนิทานแต่ธรรมะนั้นเอาเป็นแนวปฏิบัติได้ เพราะเขียนตามความเป็นจริงของธรรมะ

เรื่องจริง

เรื่องจริงทั้งเรื่อง และความเป็นมาของเรื่องก็คือ เรื่องของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พบมาเองทั้งหมด (ท่านจะได้อ่านหนังสืออ่านเล่น เล่มที่๕ )
ท่านผู้อ่าน ขอให้ท่านอ่านแบบอ่านนิทาน แต่ถ้ามีธรรมหมวดใดที่เขียนไว้เป็นที่พอใจของท่าน ท่านเอาไปปฏิบัติได้และจะมีผลตามนั้น

ส. สังข์สุวรรณ

๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒


◄ll กลับสู่สารบัญ



2

แจกของคนน้ำท่วม

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย สำหรับเสียงที่บรรดาท่านพุทธบริษัทได้ฟังอยู่นี้ เป็นเสียงต้นเทปของ หนังสืออ่านเล่น เล่มที่ ๔

สำหรับในตอนนี้ที่ต้องใช้เสียงเป็นต้นฉบับ ก็เพราะเขียนไม่ไหว เขียนไปเขียนมาเพียงครึ่งหน้ากระดาษ ก็ปรากฏว่าตาไม่เห็นเส้นหมึก ต้องเลิกเขียน ไปใช้การบันทึกเสียงแทน การบันทึกเสียงนี่ก็เหมือนกันบรรดาท่านพุทธบริษัท เวลานี้ร่างกายก็ยังป่วย เสียงไม่มีการทรงตัว เสียงแห้งเสียงแหบ แต่ก็เพื่อประโยชน์ในการเขียนก็ใช้ได้

วันนี้ก็จะขอพูดเรื่อง การแจกของคนน้ำท่วม แต่ความจริงเรื่องน้ำท่วมปีนี้ วัดท่าซุงก็ท่วม ท่วม ๒ ระลอกติดกัน น้ำเก่าไปไม่ทันหมด น้ำใหม่ก็มาต่ออีก งานก่อสร้างต้องหยุดชะงักไป ๔ เดือน ก็เป็นอันว่าคนน้ำท่วม จะไปแจกของคนน้ำท่วมก็ไปไม่ไหว และประการที่สอง คนพูดเองก็ป่วยไข้ไม่สบายอย่างหนัก

ก็เป็นอันว่าจะไปแจกคนอื่นไม่ได้ ก็ต้องแจกกันในบ้านนั่นคือว่าเด็กลูกของชาวน้ำท่วม มาเรียนหนังสืออยู่ที่วัดท่าซุง โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระ ประมาณเกือบ ๓๐๐ คน จริง ๆ แล้วก็ถึง ๓๐๐ คน แต่ว่าเธอลาออกไปเสียบ้าง ให้ออกไปบ้าง เพราะความประพฤติบกพร่อง ที่ดีก็เหลืออยู่ประมาณ ๒๘๐ คนเศษ ทั้งหมดนี้ทางวัดรับเลี้ยง เลี้ยงอาหาร ให้เสื้อผ้า ให้ยารักษาโรค ให้อุปกรณ์การศึกษา เสียค่าเล่าเรียนให้เสร็จ จ้างครูสอนให้ด้วย

เมื่อน้ำท่วมมาแล้ว ท่านย่ามีคำสั่งว่า ๓ เทอมนี้ ไม่เก็บทุกอย่างจากนักเรียน ให้เลี้ยงทุกอย่างหมด แม้แต่ค่าอาหารที่เคยผ่อนคลายมาบ้าง คือปกตินักเรียนหอพักให้ผู้ปกครองจ่ายค่าอาหารมาบ้าง แต่ก็ไม่พอ ส่วนนั้นก็ยกไป วัดจ่ายหมด เป็นอันว่านักเรียนทั้งหมดที่มีอยู่ วัดต้องสงเคราะห์เทอมละล้านเศษ แต่เงินทองที่จะได้มาทั้งหมดก็อาศัยบรรดาลูกหลานและบรรดาท่านพุทธบริษัทช่วยกัน

เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ ก็แจกเสื้อ แจกผ้า แจกผ้าห่ม ผ้าห่มนี่แจกเป็น ๒ ระลอก ระลอกที่ ๑ แจกแก่นักเรียน ๓๐๐ ผืน ระลอกที่ ๒ แจกแก่ผู้ปกครองของนักเรียนอีก ๓๐๐ ผืน รวมเป็นผ้าห่ม ๖๐๐ ผืน เครื่องแต่งตัวที่บรรดาท่านพุทธบริษัทสงเคราะห์มา แจกไปคราวนี้ โดยประมาณ ๒,๐๐๐ ชุดเศษ คือว่าให้แก่นักเรียนด้วยให้ไปส่งให้แก่ผู้ปกครองด้วย ก็รวมความว่า ของที่ท่านทั้งหลายให้มาได้จัดจ่ายไปแล้ว

สำหรับผ้าห่มนั้น เมื่อไปซอยสายลมต้นเดือนธันวาคม นุสมล เธอถวายมา ๑๐๐ ผืน เมื่อพิจารณาแล้วก็เห็นว่าไม่พอจึงสั่งให้ เดือนฉาย คอมันตร์ หรือ เดือนฉาย บุนนาค คนเดียวกัน จัดซื้ออีก ๒๐๐ ผืน คิดว่าจะออกสตางค์เองก็พอดีเดือนฉายกับพวก ใครบ้างก็ไม่ทราบ ช่วยกันออกครบอีก ๒๐๐ ผืน

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ทีแรกคิดจะแจกบรรดาผู้ปกครอง ก็ปรากฏว่าบรรดาเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีผ้าจะห่ม เพราะว่าทุนเดิมของเธอน้อยอยู่แล้ว ก็เลยแจกนักเรียนเสียเกือบ ๓๐๐ ผืน ขาดนิดหน่อย และก็สั่งจ่ายให้แก่บิดามารดาอีก ๓๐๐ ผืน เป็น ๖๐๐ ผืนด้วยกัน สำหรับการแจกเสื้อแจกผ้าให้แก่นักเรียนด้วย และบิดามารดาของเธอด้วย ผู้ปกครองด้วย

◄ll กลับสู่สารบัญ



3

อานิสงส์การให้ทาน

บรรดาท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่ามีอานิสงส์เป็นประการใด ทั้งนี้ก็ขอให้ดูเรื่องราวของ อังกุรเทพบุตร ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชมน์อยู่ ในขณะนั้นที่องค์สมเด็จพระบรมครู ขึ้นไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา

เมื่อไปถึงดาวดึงส์ครั้งแรก แรกไปถึงก็ปรากฏว่ามีเทวดา๒ องค์ คือ อินทกเทพบุตร กับ อังกุรเทพบุตร ทั้ง ๒ ท่านมาก่อนเทวดาอื่น ทั้งนี้พระอินทร์ท่านรับอยู่ก่อนนะ เมื่อพระอินทร์ท่านรับอยู่ก่อน แต่ว่า ๒ องค์นี่อยู่ใกล้ เมื่อเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นไป ก็มาก่อนเทวดาอื่น ท่านอังกุรเทพบุตร นั่งข้างพระบาทข้างซ้าย อินทกเทพบุตร นั่งข้างพระบาทข้างขวา

ต่อมาเมื่อเทวดาองค์อื่นมา อังกุรเทพบุตรก็ถอย อินทกเทพบุตรนั่งที่เดิม เมื่อเทวดามาหมดดาวดึงส์ ปรากฏว่า อังกุรเทพบุตรอยู่ท้ายสุด เป็นเทวดาหางแถว อินทกเทพบุตรเป็นเทวดาหัวแถวตามเดิม พระพุทธเจ้าหวังจะประกาศผลของการบำเพ็ญกุศลนอกพระพุทธศาสนากับในพระพุทธศาสนาให้บรรดาประชาชนทราบ

จึงทรงบันดาลเสียงของพระองค์ด้วย เสียงของเทวดาด้วยที่สนทนากัน ให้ดังถึงเมืองมนุษย์ ให้คนที่อยู่ที่เมืองพาราณสีทั้งหมด คอยพระองค์อยู่หลายโกฏิได้ยินได้ฟังทั้งหมดสมเด็จพระบรมสุคตจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า

“อังกุระ เมื่อตถาคตมาถึงตอนแรก เธอนั่งข้างพระบาทข้างซ้ายของตถาคต ครั้นเทวดาองค์อื่นมาหมดดาวดึงส์ เธอเป็นเทวดาท้ายแถว นั่งไกลที่สุด อยากจะถามว่าในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอทำบุญอะไรไว้”

อังกุรเทพบุตรจึงกราบทูลองค์สมเด็จพระจอมไตรว่า “ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่เป็นมนุษย์ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมหาเศรษฐี เวลานั้นคนมีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี อีก ๒๐,๐๐๐ ปีท้าย ใกล้จะตาย ให้ตั้งโรงทาน ๘๐ แห่ง ๑ โยชน์ ตั้ง ๑ แห่ง ๑ โยชน์ ตั้ง ๑ แห่ง

ให้ทานคนยากจน คนกำพร้า คนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคืน สิ้นเวลา ๒๐,๐๐๐ ปี แต่อาศัยว่าเวลานั้นไม่มีพระพุทธศาสนา คนทั้งหมดไม่มีศีล ไม่มีธรรม จึงได้อานิสงส์น้อย ตายจากความเป็นมนุษย์ มาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด แต่ว่าก็มี วิมานทองคำเกลี้ยง มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร”

นี่แหละบรรดาท่านผู้รับฟัง แม้แต่การบำเพ็ญกุศลแจกแก่คนที่ไร้ศีล ไร้ธรรม ยังเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ มีวิมานทองคำเกลี้ยง มีนางฟ้า๑,๐๐๐ เป็นบริวาร

แต่ทว่า สำหรับเด็กที่ท่านแจก เด็กนักเรียนโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา วัดท่าซุง เด็กทั้งหมดที่จะเข้าโรงเรียน จะต้องสอบการฝึกกรรมฐานให้ได้ก่อน ถ้าได้กำลังมโนมยิทธิได้พอสมควรจึงจะเข้าได้ และก็ต้องมีการซักซ้อมกันทุกกึ่งเดือน ครึ่งเดือนจะมีการซ้อมกรรมฐานกันครั้งหนึ่ง และกฎระเบียบของโรงเรียนนี้

อันดับแรก นักเรียนทุกคนต้องปฏิบัติอยู่ใน สังคหวัตถุ ๔ ได้ คือ
๑. รู้จักการสงเคราะห์
๒. พูดดี
๓. ช่วยเหลือการงาน
๔. ไม่ถือตัว

และก็ต้องพยายามทรงใน พรหมวิหาร ๔ คือ
๑. เมตตา ความรัก
๒. กรุณา ความสงสาร
๓. มุทิตา ไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นใครได้ดีพลอยยินดีด้วย
๔. อุเบกขา วางเฉยเมื่อเคราะห์กรรมเข้ามาถึง

และก็ต้องมี กรรมบถ ๑๐ ปฏิบัติ คือ
ทางกาย
ไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ลักทรัพย์
ไม่ประพฤติผิดในกาม
และไม่ดื่มสุราเมรัย

ทางวาจา
ไม่พูดปด
ไม่พูดคำหยาบ
ไม่ยุให้เขาแตกกัน
ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

ทางใจ
ไม่อยากได้ทรัพย์สินของใครโดยไม่ชอบธรรม
ไม่พยาบาทจองล้างจองผลาญใคร
และมีความเห็นตรงตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่เป็น คุณธรรมของนักเรียนโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา วัดท่าซุง ก็รวมความว่าเด็กทั้งหมดมีศีล มีธรรม มีสมาธิ พอสมควร การพลั้งพลาดไปบ้าง เป็นของธรรมดาของปุถุชน ฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลของบรรดาท่านพุทธบริษัท

ถึงแม้ว่าบิดามารดาของเธอจะบกพร่องบ้าง แต่ว่าเด็กก็ตั้งอยู่ในเกณฑ์มีความประพฤติดี มีศีล มีธรรมพอสมควร ฉะนั้นอานิสงส์ที่จะพึงได้รับจากการแจกเด็ก ก็เห็นจะเป็นอย่างน้อยที่สุดท่านต้องได้สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แน่นอน

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงหรือลูกหลานทุกคนที่บำเพ็ญกุศลมา สงเคราะห์มา ก็เป็นคนมีศีลธรรมอยู่แล้ว มีศีลเป็นปกติ มีสมาธิเป็นปกติ มีการให้ทานเป็นปกติ เจริญภาวนาเป็นปกติ ตนเองมีอานิสงส์ใหญ่อยู่แล้ว ครั้นมาเสริมด้วยการให้ทานอย่างนี้ ผลแห่งความดีก็จะยิ่ง ๆ ขึ้น ไป ก็รวมความว่า การให้ทานกับเด็กที่ทรงศีล ทรงธรรม ทรงสมาธิ ตามสมควร ย่อมมีอานิสงส์สูงกว่าผลของ อังกุรเทพบุตร

ทีนี้เมื่อพูดถึง อังกุรเทพบุตร ก็ขอพูดถึง อินทกเทพบุตร ด้วย เป็นเทวดาที่สมัยพระพุทธเจ้าพบ ท่านอินทกเทพบุตรนั่นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ เข้าไปถึงใหม่ ๆ เธอนั่งข้างขวามือ ใกล้พระบาทของพระพุทธเจ้า ในเมื่อเทวดามาทั้งหมดดาวดึงส์ ท่านอินทกเทพบุตรก็ไม่ถอยให้ใคร ก็ถือว่าเป็นเทวดาผู้มีศักดิ์ศรีใหญ่ในดาวดึงส์ ถ้ายกพระอินทร์เสียแล้วไม่มีใครใหญ่กว่า ไม่มีใครมีบุญมากกว่า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใคร่จะประกาศอานิสงส์แห่งการทำบุญในพระพุทธศาสนาให้ทราบ
จึงถามอินทกเทพบุตรว่า “อินทกะ เมื่อตถาคตมาใหม่ ๆ เธอก็นั่งตรงนี้ แต่ว่าเมื่อตถาคตนั่งอยู่นานเข้า เทวดามาหมดดาวดึงส์ เธอก็นั่งตรงนี้ เธอเป็นเทวดาที่มีมเหสักขา (คือ มีฤทธิ์มาก มีบุญมาก) มากกว่าเทวดาองค์อื่น นอกจากพระอินทร์แล้วไม่มีใครยิ่งไปกว่าเธอ อยากจะถามว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้ จึงเป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากอย่างนี้”

อินทกะได้กราบทูลองค์สมเด็จพระชินสีห์ว่า “ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ เป็นลูกคนจน ต่อมาบิดาตายก็ต้องเลี้ยงแม่”
คำว่า เลี้ยงแม่ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นการกตัญญูรู้คุณ สนองความดีของแม่ที่ท่านเลี้ยงมา อันนี้มีอานิสงส์สำคัญมาก สูงมาก

ต่อมา พระสงฆ์ในสำนักขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินเฉียดบ้านเข้าไปก่อนเพล ได้นิมนต์พระสงฆ์ทั้งหมดประมาณ ๔ รูป มาถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ในชีวิตของท่าน ท่านบอกว่าท่านจนมาก โอกาสที่จะบำเพ็ญกุศลไม่มี มีโอกาสคราวเดียว การบำเพ็ญสังฆทานคราวนี้คราวเดียวและก็เลี้ยงแม่ให้มีความสุขตามฐานะ

เพียงเท่านี้ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าตายจากความเป็นมนุษย์ มาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานแก้ว ๗ ประการเป็นที่อยู่ มีนางฟ้า ๑ แสน เป็นบริวาร และก็มีวิมานสวยสดงดงามมีความสุขมาก

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การบำเพ็ญกุศลในศาสนาขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมมีอานิสงส์สูงกว่าการบำเพ็ญกุศลแก่คนนอกศาสนามาก อย่างอินทกเทพบุตร การที่กล่าวมาอย่างนี้ก็เพราะว่า ในกาลต่อไปก็จะได้พูดถึงบุคคลที่บำเพ็ญกุศลในพุทธศาสนา ที่กล่าวมานี้

แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าเทวดามีจริง นางฟ้ามีจริง สวรรค์มีจริง นรกมีจริง พรหมโลกมีจริง นิพพานมีจริง ตายแล้วมีสภาพไม่สูญจริง อันนี้เป็นหนังสืออ่านเล่น


◄ll กลับสู่สารบัญ


puy - 14/8/10 at 09:59



4
(Update 14-08-53 )


พระตายไปดาวดึงส์


ต่อไปก็ของดเรื่องเทวดาประจำชั้นดาวดึงส์ชั่วคราวเอาเป็นเทวดาจร นั่นคือ เทวดาที่ไปเกิดใหม่ เพราะว่าอาตมาเองก็มีท่านผู้มีคุณ มีพระที่มีคุณอยู่ท่านหนึ่ง ความจริง พระที่มีคุณกับอาตมาก็ดี กับวัดท่าซุงก็ดี นี่มีมาก เพราะว่าการมาอยู่วัดท่าซุงใหม่ ๆ อยู่ทีแรกก็ดี ยังไม่มีคนทำบุญทำกุศลมาก ไม่เป็นไร

พอมีคนทำบุญทำกุศลมากเข้า เกิดกับพุทธศาสนา อาตมาก็เป็นคนไม่ดี ไม่รู้จักตามใจคนในทางที่ผิด ที่นี้มีบุคคลคณะหนึ่งเป็นเจ้าของถิ่น เขาอยากจะได้ทรัพย์สินประเภทนั้นมาเป็นสมบัติของตน

ตัวอย่างของวัดท่าซุงมีอยู่ว่า วัดโทรมเพราะการขายวัดกิน พระพุทธรูปมากก็ขายพระพุทธรูปกิน และต่อมาวัดโทรม มีการเรี่ยไรทุกปีแต่ไม่ทำ แบ่งกันใช้แบ่งกันกิน คนประเภทนี้จะเป็นใครบ้าง อาตมาก็ไม่ทราบ ไม่รู้จักหน้า เพียงแต่ว่าก่อนที่จะมาทราบข่าวการเรี่ยไร พอมาเข้าจริง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างโทรมเป็นปกติ ไม่มีการทำอะไรขึ้น

ต่อมาคนประเภทนี้ก็เกิดขัดใจ หาทางกลั่นแกล้งทุกอย่าง เพื่อให้อาตมาไปจากวัดนี้ อาตมาสร้างแล้วหลายชิ้นหลายอย่างลงทุนไปล้านบาทเศษ เพื่อพระพุทธศาสนา ก็เป็นเงินของบรรดาท่านพุทธบริษัทถ้วนหน้าให้มา ก็คิดว่า เราทำเพื่อพระพุทธศาสนา วัดนี้เป็นวัดของพุทธศาสนา ไม่ใช่วัดของโจร แต่เมื่อโจรมาใช้อำนาจอย่างนี้

เราก็ยอมไม่ได้ มีความจำเป็นต้องอยู่ ความจริงไม่อยากอยู่ เขาก็หาทางกลั่นแกล้งต่าง ๆ ฟ้องร้องบ้าง หาทางโจษจันบ้าง เปิดขยายเสียงด่าบ้าง ขยายเสียงเขาเปิดที่ศาลาการเปรียญเก่า พวกเขามาก

ก็มีพระกลุ่มหนึ่ง คณะหนึ่ง มี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เป็นประธาน แล้วก็มี ท่านเจ้าคุณราชรัตนโมลี วัดแก้วแจ่มฟ้า เจ้าคุณราชรัตนกวี วัดอนงคาราม (เป็นเจ้าคุณเทพฯเวลานี้) และก็ เจ้าคุณวิสุทธาธิบดี (ไสว) วัดไตรมิตร และ สมเด็จพุฒาจารย์ วัดสุทัศน์ และก็มี เจ้าคณะตรวจการภาค (เจ้าคุณธรรมเจดีย์เวลาปัจจุบัน) และก็ ท่านเจ้าคุณราชรัตนโสภณ รองเจ้าคณะตรวจการภาค อีกองค์หนึ่ง ทั้งหมดนี้รู้สึกว่ามีคุณหนัก ท่านช่วยเต็มกำลัง

นอกจากนั้นก็ช่วยเหมือนกัน แต่ไม่ประจัญหน้านัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเจ้าคุณวัดไตรมิตร คือว่าเจ้าคุณ.... นึกชื่อไม่ออกเสียอีกแล้ว เจ้าคุณไสว วัดไตรมิตรน่ะนะที่มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม กับ สมเด็จพุฒาจารย์ วัดสุทัศน์ เป็นตัวตั้งตัวตี เจรจากับพระในจังหวัดอุทัยธานี ตรง เรียกว่าเป็นนักชนตรงในอันดับแรก

ต่อมาก็เจ้าคุณราชรัตนกวี วัดอนงคาราม (เจ้าคุณเทพฯ ปัจจุบัน) และเจ้าคุณราชรัตนโมลี วัดแก้วแจ่มฟ้า ก็เข้ามาเป็นตัวแทนของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ในที่สุดงานทุกอย่างก็เป็นไปเรียบร้อยปกติ ทุกอย่างเรียบ และก็อันธพาลก็เรียบที่สุด

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๑ อาตมากำลังป่วยมาก ทราบข่าวทางโทรศัพท์ว่า เจ้าคุณวัดไตรมิตร พูดไปก็นึกชื่อไม่ออก พระวิสุทธาธิบดี ท่านมรณภาพ ก็คิดว่า พระองค์นี้มีคุณมาก วัดท่าซุงจะตั้งขึ้นมาได้และเจริญรุ่งเรืองเวลานี้ ก็มีท่านส่วนหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญมาก ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง

ชื่อว่าเป็นลูกมือของสมเด็จวัดสามพระยา ก็คิดในใจว่า อยากจะไปรดน้ำศพ แต่ก็นอนลุกไม่ขึ้น จะไปจัดงานสวดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังไปไม่ไหว ถึงวันที่ ๑๘ ธันวาคม แล้ว ยังลุกจากที่นอนไม่ไหว

วันที่ ๑๘ มีอาการคลายนิดหนึ่ง เวลา ๔ โมงเช้า นอนภาวนาอยู่ ก็คิดถึงท่านว่า ท่านผู้มีคุณของเรา เวลานี้ท่านตายแล้วท่านไปอยู่ที่ไหน อันดับแรกเราก็ต้องไปดูที่สำนักพระยายมก่อน เพราะยังไม่กี่วันนัก อย่างน้อยที่สุดถ้าบังเอิญผ่านสำนักนั้น ก็ยังไม่มีการสอบสวน เพราะว่าสำนักพระยายมนี้ก็ไม่ได้ไปนาน ตอนป่วย ๑๐ วันกว่าไม่ได้ไป

พอไปถึงท่านลุงผู้ใหญ่ นายบัญชี ท่านก็ถามว่า “คุณมาถามถึงเจ้าคุณไสวใช่ไหม”
ท่านไม่เรียกราชทินนาม ท่านเรียกชื่อเดิม ก็บอกว่า “ใช่”
ท่านบอกว่า “คนชื่อ ไสว ที่เป็นพระ เวลานี้ไม่มีบัญชีในเมืองนรก พอฟังเท่านั้นดีใจมาก ขนลุกซู่ ชื่นบาน ก็นึกว่าพระคุณใหญ่ของท่านผู้มีคุณของเรา เวลานี้ท่านไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องทรมาน

แต่ความดีของท่าน จะมีเป็นประการใดบ้างกับคนอื่น อาตมาไม่ทราบ ความไม่ดีของท่านจะมีที่ไหนบ้าง อาตมาไม่ทราบ ทราบแต่ความดีที่ท่านลงทุนลงแรงทุ่มเทมาก ช่วยอาตมาให้ทรงตัวอยู่ได้ และก็ช่วยให้วัดท่าซุงให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ ไม่ได้คณะท่านทั้งหลายเหล่านี้ วัดท่าซุงไม่ปรากฏภาพ

สิ่งที่ปรากฏไปแล้วก็ปรากฏว่าจะต้องถูกขาย เพราะพวกนั้นเขามีอาชีพขาย เขามุ่งเลย อย่างนั้นจะขายเท่านั้น อย่างนี้จะขายเท่านี้ แต่คนพวกนี้ตายไปหมดแล้ว ไม่เหลืออยู่ เวลานี้ไม่เห็นหน้า ตายไปแล้ว เมื่อทราบว่าท่านไม่มีชื่อในบัญชีก็ดีใจ

ก็ถามท่านนายบัญชีใหญ่ว่า ท่านอยู่ที่ไหน
ท่านนายบัญชีใหญ่ก็บอกว่า “ผมบอกก็ได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของผม ท่านต้องไปถาม ปัญจสิกขเทพบุตร เป็นเลขานุการบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก” ก็ลาท่านไป
ไปหาท่านปัญจสิกขเทพบุตร ถามท่านว่า “พระองค์หนึ่งที่ชื่อว่า ไสว อยู่วัดไตรมิตร เวลานี้ท่านอยู่ที่ไหน”

ท่านก็ยิ้ม ท่านบอก “นี่ยังไง นั่งอยู่ข้าง ๆ คุณ นี่ยังไงล่ะ คนนุ่งผ้าเขียวเป็นมันระยับ แพรวพราว แล้วก็ใส่เสื้อสีขาวแพรวพราวเป็นระยับ หน้าตาสวยสดงดงามผ่องใสมาก คนนี้น่ะคือ “ไสว วัดไตรมิตร”
ก็หันไปถามท่าน ท่านยิ้ม และต่างคนต่างก็ยกมือไหว้กัน แต่เวลานี้ท่านไม่ใช่พระเสียแล้ว เป็นเทวดาไปแล้ว

ถามท่านว่า “ท่านมาอยู่ชั้นดาวดึงส์รึ”
ท่านตอบว่า “ใช่”
ท่านบอกว่า “ขอบใจนะที่ช่วยผมอยู่มาก”
ถามว่า “ช่วยอะไรท่าน”

ท่านบอกว่า “การที่นิมนต์ไปที่วัดน่ะผมไม่ได้หมายความว่าถวายเงิน ถวายผ้าไตร แต่ช่วยกำลังใจผมให้มีความชื่นบานในบุญกุศลของท่าน กำลังใจของผมก็มีปีติ ที่พระที่ผมช่วยไว้เป็นผู้ชนะความชั่ว คือ ชนะความทรุดโทรม มีแต่ความรุ่งโรจน์ทำให้วัดวาอารามรุ่งโรจน์ ทำให้พระพุทธศาสนาเด่นขึ้น”

ก็ถามท่านว่า “ท่านตายในขณะที่ไปดูงาน ท่านมีกำลังใจเป็นกุศลส่วนไหน จึงมาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้”
ท่านก็ตอบว่า “จงอย่าลืมว่า ผมไปในงานของพระศาสนา เขาจะตรวจสอบวิชาความรู้ของนักธรรม ผมไปนั้นจิตเป็นธรรมจริง ๆ ไม่มีกังวลอื่นช่วย ไม่ใช่ไปคิดอยากได้เงินอยากได้ทอง มันอยากได้ที่ไหนมันก็ไม่ได้ เพราะงานนั้นไม่มีค่าแป๊ะเจี๊ยะ ไม่มีเงินไม่มีทอง มีอย่างเดียวคือจ่าย ผมไป ค่าพาหนะผมก็จ่ายจากทุนของผมเอง ผมไปเพื่อพระศาสนาจริง ๆ กำลังใจของผมไปเพื่อบุญเพื่อกุศล เพื่อให้ความเป็นธรรม

เวลาที่ป่วยลงมาปั๊บ รู้สึกว่ามีอาการวูบลง หน้ามืด พอหน้ามืด ไม่เห็นสิ่งภายนอก ก็ปรากฏสิ่งภายในปรากฏขึ้น นั่นคือพระพุทธรูปในพระอุโบสถ
พระทองคำ ภาพท่านปรากฏชัด เห็นแสงสว่างมาก ยิ่งดูยิ่งชัด ๆ หนักเข้าใกล้จะถึงวาระจริง ๆ เห็นท่านยิ้ม พอท่านยิ้ม ผมก็หมดความรู้สึกอีกที ตอนนี้ปรากฏมีร่างกายมาอยู่

สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานแก้ว ๓ ประการเป็นที่อยู่ มีนางฟ้า ๕,๐๐๐ คน เป็นบริวาร”
ก็เลยบอกว่า “ท่านเจ้าคุณ ได้เปรียบนะ เป็นพระไม่มีเมีย แต่เป็นเทวดามีเมียตั้ง ๕,๐๐๐ คน”
เอาละ บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน เวลาเหลือ ๒๐ วินาที จะหมดเวลา ก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี

◄ll กลับสู่สารบัญ



5

นางเทพธิดาปูทะเล

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายและท่านผู้รับฟังทั้งหมด วันนี้ก็เป็นรายการของ วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ เหมือนกัน แต่รายการนี้ขอให้ชื่อเรื่องว่า นางเทพธิดาปูทะเล สำหรับเรื่องเทวดาก็ดี สวรรค์ก็ดี มนุษยโลก พรหมโลกก็ตาม นรกก็ตาม พระพุทธเจ้ายอมรับรอง อาตมาก็บวชเข้ามาจากพระไตรปิฎก ก็ยอมรับนับถือว่าพระไตรปิฎกพูดถึงภพต่าง ๆ ไว้ถูกต้องจึงบวชเข้ามา

ฉะนั้นวันนี้หรือต่อไปนี้ขอพูดตามความจริง ในวิชาความรู้ของพระพุทธศาสนา ถ้าใครจะกล่าวโทษโจทย์ความผิดก็ตามใจ ในเมื่อไม่ผิดจะหาว่าผิดก็ต้องแยกพรรคแยกพวกกัน อยู่เป็นอิสระ อาการนี้ตั้งใจมานานแล้วว่าถูกรบกวนหนักเมื่อไรจะแยกพรรคทันที เพราะว่าเวลานี้หรือเวลาไหนก็ตาม ไม่ค่อยยอมรับความจริงกัน

ความจริงมีอยู่ในศาสนาขององค์สมเด็จพระบรมครู แต่ว่าถ้าใครพูดความจริงหาว่ามีความผิด แล้วก็คนที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ล่ะ ถูกอยู่เสมอรึ สวรรค์มีจริงบอกว่าสวรรค์ไม่มี นรกมีจริง บอกว่านรกไม่มี ตายแล้วมีสภาพสูญ อันนี้มันเป็นศาสนาของเดียรถีย์ แต่พราหมณ์บางพวกเขาก็ยอมรับว่าสวรรค์นรกมีจริง เรื่องนี้ปรารภให้ทราบ ไม่ได้ว่าใคร พูดไว้ก่อน พูดแล้วถ้าเรื่องเกิดจริงก็ทำจริงตามนั้น

เพราะว่าเวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มีมากด้วยกัน สามารถเจริญกรรมฐานในส่วนของวิชชาสามบวกอภิญญาหก อันนี้เป็นความรู้ในพุทธศาสนา พระน่ะควรจะรู้ทุกองค์ ไม่ใช่ว่าพระจะมานั่งคัดค้าน วิชานี้

วิชาของพระพุทธศาสนา สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต พระมีความจำเป็นต้องรู้ในเมื่อพระมีความจำเป็นต้องรู้ ก็ไม่น่าจะสงสัย ถ้าไม่รู้ก็แสดงว่าท่านไม่ได้สนใจในพุทธศาสนาจริง มันเป็นวิชาความรู้ที่ไม่หนักนัก แม้แต่เด็กนักเรียนก็ทำได้

เป็นอันว่าที่พูดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าต่อนี้ไปก็จะพูดถึงเทวดาหรือนางฟ้าปัจจุบัน ประเดี๋ยวจะหาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรมกันอีก อันนี้ไม่เป็นไร อย่าลืมนะ โจทย์กันเมื่อไร แยกพวกกันเมื่อนั้น หมดเรื่องหมดราวกันไป บอกกันไว้ก่อน ถ้าสงสัยควรจะไปฝึกฝนเสียให้ดี ทำให้มันได้ เขาทำกันได้เยอะแยะไป อย่ามัวติดกระดาษกันอยู่เพลินไปซิ ติดอารมณ์ของใจไว้บ้างจะมีประโยชน์

ขอกล่าวถึงเรื่อง นางเทพธิดาปูทะเล ขณะที่นั่งอยู่กับ ท่านปัญจสิกขเทพบุตร ก็ปรากฏว่ามีผู้หญิงประมาณ ๘ คน นับจริง ๆ แล้วได้ ๘ คนจริง ๆ รูปร่างหน้าตาสะสวยงดงามมาก ผิวพรรณผ่องใส เครื่องประดับก็สวย เธอมองหน้าแล้วก็ยิ้ม ๆ

แต่มีคนหนึ่งนั่งอยู่ใกล้อาตมาที่สุด เธอมองหน้าไม่ละ ก็สงสัยว่า เราจะเกิดมีแฟนบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกหรืออย่างไร คำว่า “แฟน” เขาแปลว่า “คลั่ง” เราจะเกิดไปคลั่งกับนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เป็นไปไม่ได้

เพราะสภาพของคนพูดอยู่ในสภาพ เหลาเหย่ แต่ว่าเวลาที่ออกไปจากกายมันไม่เหลานะ แต่นี่บรรดานางฟ้ากับคนมันรักกันไม่ได้ มันแต่งงานกันไม่ได้ เวลาไปนั้นก็ไปโดยธรรม ถ้ามีนิวรณ์นิดหนึ่งก็ไปไม่ได้ ต้องละนิวรณ์ให้ได้แน่นอน

เฉพาะเวลานั้นทำจิตให้สะอาด ไม่เกาะในอารมณ์ต่าง ๆ ในเมื่อมีอารมณ์ผ่องใสดีแล้ว มันก็หลุดไปเอง ไม่ต้องบังคับให้ไป มันไปของมันเอง ในเมื่อไปในสภาพจิตผ่องใส อารมณ์กามารมณ์มันก็ไม่มี

แต่ว่าเบื้องหลังของหญิง ๘ คน มีภาพแปลก ความจริงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี่ก็มามาก มาบ่อย แต่ก็ไม่เคยเห็นภาพอัศจรรย์แบบนี้ มันเป็นภาพหญิงคนหนึ่ง อยู่ไกลออกไปประมาณสัก ๒ เส้น เป็นภาพใหญ่มาก สีเนื้อดำแดง ค่อนข้างดำ อ้วนใหญ่ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ในความรู้สึกว่าภาพนั้นเป็นภาพของ นางยักษิณี จึงหันมาถามท่านปัญจสิกขเทพบุตร

ถามว่า บนเมืองสวรรค์นี่มีภาพประเภทไม่สวยอย่างนี้เหมือนกันรึ
ท่านปัญจสิกขะท่านบอกว่า ไม่มี ปกติไม่มี
ก็ถามว่า ฉันขึ้นมาทุกครั้งก็ปรากฏว่าไม่มี แต่วันนี้มันมี มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ท่านปัญจสิกขะก็บอกว่า หญิง ๘ คนนี้ ที่เป็นนางฟ้าอยู่เวลานี้ ที่ท่านเห็น เป็นคนที่มีบาปอยู่เบื้องหลัง

นั่นก็หมายความว่า ในระยะต้นสร้างบาปไว้มาก แต่ว่าไม่ถึง อนันตริยกรรม คือกรรมไม่หนักเกินไป มาตอนใกล้จะตาย หรือช่วงหลังของชีวิต ทำกำลังใจเป็น สัมมาทิฏฐิ รู้จักการให้ทาน รู้จักการรักษาศีล รู้จักการเจริญภาวนา เรียกว่าเอากำลังความดีลบความชั่วไว้ชั่วขณะหนึ่ง เวลาที่จะตายจิตใจก็เกาะความดี

ในที่สุดก็มาเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกก่อน แต่ทว่าบาปยังติดตามอยู่ ถ้าเธอต้องจุติไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เมื่อไร และก็ไม่สร้างความดีไว้เพื่อการป้องกัน นั่นหมายความว่าบาปต้องดึงเธอทั้งหมดลงอบายภูมิทันที

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท หรือท่านผู้อ่าน ฟังแล้ว อ่านแล้วก็จงคิดตามว่า ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
“จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา” เวลาจะตาย จิตใจเป็นอกุศล หรือเศร้าหมองนิดหน่อย ไปอบายภูมิทันที
“จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา” ก่อนจะตาย แม้แต่จิตใจผ่องใสในด้านของบุญกุศลนิดหน่อย ก็ไปสวรรค์ทันที

ก็รวมความว่าหญิงทั้ง ๘ คนนี้ มีบาปหนัก แต่ว่าไม่หนักถึง อนันตริยกรรม แต่ทว่าเธอจับกำลังบุญไว้ภายหลัง ก่อนจะตาย
ต่อจากนั้นก็หันไปถาม นางเทพธิดาปูทะเล
ถามว่าน้องหญิง อยากจะทราบว่าสมัยที่เป็นมนุษย์เธออยู่ที่ไหน
เธอก็ตอบทันทีว่า จำฉันไม่ได้รึ

ก็เลยบอก ถ้าอย่างนั้นขอดูภาพเดิม ภาพเดิมของเธอบรรดาท่านผู้ฟัง เป็นคนรูปหล่อจริง ๆ แต่หล่อประเภทที่ยังไม่ได้ขัด นั่นก็หมายความว่าให้ดูของที่เขาหล่อใหม่ ๆ ยังไม่ตบไม่แต่ง ไม่ขัด มันเป็นอย่างไร เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เป็นคนแก่ อายุจริง ๆ ก็ประมาณสัก ๕๐ ปีเศษ ใกล้ ๖๐ ปี ผิวเนื้อดำแดง ค่อนข้างดำ ร่างใหญ่เทอะทะ

เลยถามเธอว่า รูปหุ่นของเธอเป็นอย่างนี้รึ เธอมีสามีหรือเปล่า
เธอก็ตอบว่ามี ก็เป็นอันว่าคนที่มีสามี แสดงว่าเคยเป็นคนสวย เพราะถ้าไม่มีชายใดเห็นว่าสวย เขาก็ไม่ดึงเธอ ไม่รับเธอมาเป็นภรรยา

ขอดูภาพต้น เธอก็ให้เห็นตั้งแต่สมัยเธอเป็นเด็ก แล้วก็เป็นสาววัยรุ่น เป็นสาวโต สาวใหญ่ แต่งงาน รวมความว่าร่างกายของเธอมาเปลี่ยนแปลงตอนอายุใกล้ ๔๐ ตอนเป็นเด็กกับเป็นสาวรุ่น เป็นสาวโตก็ตาม รูปร่างหน้าตาดี ทรวดทรงดี ผิวพรรณก็รู้สึกว่าจะไม่ดำ ผิวเนื้อดำแดง เกลี้ยง

แต่ว่าอาชีพของเธอ เธอเป็นคนจน เวลานั้นอาชีพจริง ๆ ก็คือ หาปูทะเล จับปูทะเลมาขาย ปูทะเลจับมาได้ก็ต้องมัด แล้วเขาทำอะไรบ้างก็ไม่ทราบ มัดน่ะมัดแน่ เก่งเสียด้วย จับปั๊บมาเดี๋ยวมัดปุ๊บ จับปั๊บมัดปุ๊บ แม้แต่เป็นเด็กก็คล่อง อย่างคนพูดจะไปจับบ้างมีความหวังว่าปูทะเลงับ เอาก้ามหนีบตายแน่ เธอคล่องแคล่วได้แล้วก็เอามาขาย เป็นสาวก็ทำอย่างนั้น แต่งงานแล้วก็ทำอย่างนั้น

มาเปลี่ยนแปลงเอาจริง ๆ เมื่ออายุ ๓๐ ปีเศษ ตอน ๓๐ ปีเศษนี่ มีทุนอยู่บ้าง ไม่จับปูแล้ว ขายปูได้กำไรพอสมควร เป็นคนซื้อปูมาขาย เป็นอันว่าการซื้อปูมาขายก็ปูที่เขาจับมา และถูกมัดแต้ เธอก็คุมเพื่อการขาย บรรดาท่านทั้งหลายก็ลองนึกดูว่า สภาพถูกมัดกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แบบนั้นมันจะมีการทรมาน มีการเจ็บการปวดการเมื่อยขนาดไหน ทรมานขนาดไหน สภาพของปูทะเลก็มีสภาพแบบนั้นเหมือนกัน

ก็สรุปแล้วว่า เธอทำบาปอย่างหนัก นี่บาปที่ติดตามมาที่เห็นเป็นภาพนางยักษิณีโผล่ขึ้นมาน่ะ เป็นแบบนั้น

ทีนี้ก็มาตอนหลังเมื่ออายุเข้า ๔๐ ปี แต่ความจริง ในตอนระยะต้น ๆ ตั้งแต่เด็กมา เป็นสาวมา สาวเล็ก สาวใหญ่ แต่งงานแล้วก็ตาม บุญเธอก็ทำบ้าง แต่บุญทำแบบผิวเผินจริง ๆ นั่นก็หมายความว่าใส่บาตรบ้าง นาน ๆ ก็ใส่ครั้งนาน ๆ เขามีเทศน์ก็ไปฟังบ้าง แต่ก็ไม่ตั้งใจนัก เขาทำบุญเรี่ยไรก็ทำบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจมาก ทำประเภทปัดสวะให้ผ่านพ้นไป

ฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่แจกฎีกาพึงทราบว่า คนที่เขาทำบุญตามฎีกามา มันจำใจทำกันมา แต่ก็ได้บุญ ถึงแม้จะได้บุญไม่เต็มเม็ดไม่เต็มหน่วย อย่างชาวบ้านเขามีข้าว ๑ กาละมัง ได้บุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราได้บุญไม่เต็มเม็ดไม่เต็มหน่วย มีข้าว ๑ จาน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย รวมความว่าเธอทำมา

ต่อมาเมื่ออายุ ๔๐ ปีเศษ ๆ ก็มีความรู้สึกว่า อาชีพเดิมทั้งหมด มันบาปทั้งหมด บังเอิญมีพระที่น่าเคารพท่านหนึ่ง ท่านไปอธิบายให้ฟัง พระใกล้บ้าน เป็นพระหลวงตา ท่านอธิบายให้ฟังว่า ไอ้การทำแบบนี้มันบาป และพระหลวงตานั้นก็เป็นพระที่ไปรับบาตรประจำ ผ่านอยู่เสมอ ในที่สุดก็ละจากอาชีพนั้น มาเป็นอาชีพรับจ้างอย่างอื่น ที่ไม่เป็นบาป

ตอนหลังนี่ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ แต่ความจริงน่าขอบคุณหลวงตาองค์นั้นท่าน และมาระยะใกล้จะตาย ๔ เดือน เธอก็มีโอกาสมาที่ วัดท่าซุง เธอเล่าให้ฟังนะ บุญใหญ่เธอทำมาเป็นปกติ ใส่บาตรก็ทำมา ฟังเทศน์ก็ทำมา ใครเขาไปเรี่ยไรก็ให้ ทำมาเรื่อย ๆ จิตใจเป็นบุญกุศลที่มาวัดท่าซุงนี่ก็มา เป่ายันต์เกราะเพชร

เห็นวัดเข้าก็ชอบใจ ก็คิดในใจว่า วัดสวย ๆ แบบนี้หายาก เธอก็ไปสนใจมณฑปแก้วที่ปิดกระจกทั้งข้างนอกข้างใน สนใจมาก เข้าไปนั่งไหว้พระ ดูภาพพระก็ชอบใจ เห็นมณฑปก็ชอบใจ มีจิตใจสดชื่น ไปนั่งนานจนกว่าจะได้ถึงเวลาเป่ายันต์เกราะเพชร ก็ไปรับยันต์ฯ เมื่อไปรับยันต์ฯ ตอนเช้า ๔ โมงเช้าแล้ว ปรากฏว่ารถเขาประกาศว่าเขาจะออก ๔ โมงเย็น ก็ไปนั่งป๋ออยู่ที่มณฑปแก้วตามปกติ สดชื่นมาก จิตใจจับที่นั่น

ต่อมาได้ทราบข่าวว่าที่ซอยสายลม มีพระวัดท่าซุงไปสอนกรรมฐานที่นั่น เธอก็ไป ไปกับเขาด้วย ไปเจริญกรรมฐานวันแรก เธอบอกว่า ภาพพระที่มองเห็น เวลาลืมตาเวลาหลับตาแล้ว เปลี่ยนพระใหม่ พระองค์นั้นไม่เห็น เป็นพระปูไป บรรดาปูที่คลานยั้วเยี้ยที่เธอจับมาก็ดี กำลังภาพมัดปูก็ตาม ขายปูก็ตาม นั่งขายปูก็ตาม

ก็รวมความว่า ภาพนั้นปรากฏเต็มไปหมด จะมองเท่าไรก็ไม่เห็นพระ เห็นแต่ปูแทน ในที่สุดลืมตา ทิ้งภาพปู ลืมตาดูพระใหม่ พอเห็นภาพพระแจ่มใสดีสดชื่น เมื่อลืมตาแบบนั้น นาน ๆ หน่อยก็หลับตาปุ๊บ เมื่อหลับตาไปทีแรกก็ปรากฏว่าเห็นปูอีก เป็นอันว่าวันแรกของการเจริญกรรมฐาน คือ เป็นวันเสาร์ ไม่มีผลเป็นพระ มีผลเป็นปูทะเล เธอก็เศร้าสลดใจ

ต่อมาถึงการอุทิศส่วนกุศล พระท่านแนะนำบอกว่า ให้พระยายมและเทพเจ้าเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศล และท่านอธิบายว่า เผอิญพระยายมท่านบอกว่า ถ้าใครทำบุญไว้ เวลาอุทิศส่วนกุศลให้ฉันเป็นพยาน ถ้าบังเอิญที่จะต้องผ่านสำนักฉัน การสอบสวนเรื่องบาปก็ไม่มี ฉันจะเป็นพยานให้ เพราะบุญมีอยู่ จะส่งไปสวรรค์ก่อน

เธอก็บอกว่า ดีใจถ้อยคำนี้ เวลาท่านนำอุทิศส่วนกุศลก็สดชื่นมาก ตั้งใจจริง ๆ เพราะว่าเจ้าปูเป็นเหตุ อย่างไร ๆ ไม่ขอลงนรกแน่ เธอคิดในใจว่าถ้าขืนลงนรกเสียท่าปู ปูมันตามหนีบกันแน่ ปูมันเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เจ็บตาย เธอไม่ได้คิดถึงไฟ คิดถึงปูอย่างเดียว แล้วก็กลับบ้าน

ก่อนที่จะกลับบ้าน ตอนนั้นก็ถวายสังฆทานก่อน พอเสร็จจากการอุทิศส่วนกุศลแล้วก็วิ่งแร่เข้าไปหาจุดสังฆทาน จะเอาชุดใหญ่ ๕๐๐ ๘๐๐ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ สตางค์ก็ไม่มี มีสตางค์ผสมผเสได้ ๑๐๐ บาท เอาชุด ๑๐๐ เถิด ก็เอาชุด ๑๐๐ มา

วันรุ่งขึ้นไปใหม่ ตั้งใจว่าไปทีแรก จะถวายสังฆทานทันที ชุด ๑๐๐ บาท ก็ทำสังฆทานชุด ๑๐๐ บาท ชุดเล็ก และก็ฟังการคุยไป นั่งดูพระพุทธรูปไป ตัดสินใจ วันนี้จะไม่ยอมให้ปูเข้ามากวนใจ จะขออยู่กับพระพุทธรูป หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง ใครจะคุยอย่างไรก็ช่าง สนใจพระพุทธรูปอย่างเดียว

พอตอนกลางคืน เจริญกรรมฐานเสร็จ ก็ถวายสังฆทานอีกครั้ง แต่ว่าตอนคืนที่ ๒ ปรากฏว่าเวลาหลับตา ปูกับพระแย่งกัน ประเดี๋ยวภาพพระเกิดขึ้นบ้าง เห็นภาพปูบ้าง ภาพพระบ้าง ภาพปูบ้าง สลับกัน เธอก็ดีใจว่าวันนี้พระสู้กับปูแล้ว ปูกับพระสู้กัน ปูแพ้ ปูเกิดขึ้นมาน้อยภาพ เห็นภาพพระมาก เห็นภาพปูน้อย

ต่อมาวันที่ ๓ ทำอย่างนั้นอีก วันนี้ชนะเด็ดขาด ปูไม่ปรากฏ เห็นแต่พระอย่างเดียว ไปถึงแล้วปั๊บ ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด ตั้งหน้าตั้งตา ตาจ้องภาพพระพุทธรูป กับพระสงฆ์ที่พูด เอา ๒ พระ พระนี่ขับปู ก็รวมความว่าได้ผล วันนี้ปูไม่ปรากฏ เอาพระพุทธรูปด้วย เอาพระสงฆ์ด้วย ช่วยกันขับปู

มองลีลาของพระสงฆ์ที่นั่ง มองลีลาของพระสงฆ์ที่พูดบ้าง จำลีลาและจำภาพพระพุทธรูปบ้าง ดู ๒ อย่าง อย่างไหนเลือน จับอีกอย่างหนึ่งเข้ามาแทน วันนี้ชัด เห็นทั้งภาพพระพุทธรูป เห็นทั้งภาพพระสงฆ์ ปูไม่เกิด เธอก็ดีใจมาก

ก็รวมความว่าทำอย่างนี้มาได้ ๓ ครั้ง วาระที่สุดของชีวิตของเธอก็มาถึงเวลาที่มันจะตายจริง ๆ อาการป่วย ป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายวัน มันปวดศีรษะบ้าง แน่นหน้าอกบ้าง เสียดท้องบ้าง เป็นปกติ แต่ในเวลานั้นก็ตั้งใจภาวนาว่า “พุทโธ”

นึกถึงภาพพระกับพระสงฆ์ที่เคยเห็น ภาพก็ชัดเจน แจ่มใสเป็นบางกำลัง บางทีมันปวดมาก ภาพก็หายไป มันคลายหน่อยก็ปรากฏว่าจิตเห็นภาพ แต่ใจไม่ยอมปลด มันจะปวดอย่างไรก็ตาม ตั้งใจ “นะมะพะธะ” บ้าง “พุทโธ” บ้าง จับภาพพระสงฆ์บ้าง จับภาพพระพุทธบ้าง สลับกัน ในที่สุดเธอก็ตาย

เวลาจะตายเธอบอกว่า ไม่มีความรู้สึกว่ามันจะตาย มันเป็นแต่มีความรู้สึกวูบหนึ่ง อาการปรากฏทีแรกมันอืดเสียดมาก อาการอืดเสียดหายไป มึนงงหายไป จิตเป็นสุข อารมณ์เป็นสุขมาก มีความเยือกเย็น มีความสบาย ใจจับภาพพระพุทธรูป ภาวนาว่า “พุทโธ” เดี๋ยวก็ “พุทโธ” บ้าง เดี๋ยวก็ “นะมะพะธะ” บ้าง ก็ตีกัน ๒ อย่าง

แต่ไม่เป็นไร ก็เป็นคุณทั้งหมด ภาพพระก็เกิด มีสภาพแจ่มใส สดใสขึ้น สวยขึ้น ๆ ตามลำดับ เป็นทองอร่ามขึ้น ในที่สุด พระยิ้ม เมื่อเห็นภาพพระพุทธรูปยิ้ม เธอก็มีอาการสดชื่น

ตอนนั้นเองบรรดาท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่าน มาตอนนี้ เธอคุยบอกว่า มีความรู้สึกว่าวูบเหมือนกับตกจากที่สูง และมีความรู้สึกอีกทีหนึ่งมาอยู่บนวิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก วิมานของเธอแจ่มใสมาก สดสวยมาก แพรวพราวเป็นระยับ เป็นสีน้ำมันก๊าด เป็นเพชรสีน้ำมันก๊าด ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จะว่าขาวก็ไม่ใช่ มันใสนะ

ถามเธอว่าที่ได้วิมานอย่างนี้เพราะอะไร
เธอตอบทันทีว่า เพราะสนใจในมณฑปแก้ว และพระพุทธรูปในมณฑปแก้ว
ถามว่า ไปในมณฑปนั่นกี่ครั้ง
เธอบอกว่า ไป ๓ ครั้ง ติดใจ เวลามีงานก็ไป ยามปกติก็ไป เวลาไปก็ต้องขึ้นมณฑปก่อน ไปนั่งหน้าพระภาวนาให้สบาย ตัดภาพปูทิ้งไป เห็นพระแทน ดูภาพมณฑปก็ชอบใจ อันนี้เป็นปัจจัยให้ได้วิมานแก้ว ใสมาก สว่างมาก

ถามว่าเธอมีนางฟ้าเป็นบริวารเท่าไร เธอมีนางฟ้าเป็นบริวารหรือมีเทพบุตรเป็นบริวาร
เธอก็ยิ้ม เธอบอกว่า ไม่มีเทวดาเป็นบริวารเจ้าค่ะ มีแต่นางฟ้าเป็นบริวาร นางฟ้าที่เป็นบริวารนั้นก็มี ๔,๐๐๐ คน เครื่องประดับประดาก็มาก

ก็บอกเธอว่า อยากจะเห็นวิมาน ก็ปรากฏว่าเวลานั้นวิมานลอยมา ในเมืองสวรรค์นี่แปลกบรรดาท่านผู้ฟัง บ้านเรามีบ้าน ยกบ้านไปไหนไม่ได้ แต่ประเทศอเมริกาเขามีบ้านใส่รถยนต์ไปได้ เขาลากไปได้ นั่นต้องใช้รถลาก แต่ว่าวิมานบนสวรรค์ บ้านบนสวรรค์นี่ไม่ต้องลาก พอต้องการอยากจะเห็นวิมาน วิมานก็ลอยมาทันที นางฟ้าทั้งหมดหน้าตาแจ่มใสมาก วิมานของเธอโตมาก และมีความสว่างไสวมาก

ก็ถามเธอว่า เธอมีความรู้สึกอย่างไร เรื่องบาปเก่า เวลานี้ภาพนางยักษิณียังปรากฏอยู่ เธอก็บอกว่าทราบ ภาพนางยักษิณีนี่ความจริงไม่ใช่นางยักษิณีจริง เป็นภาพที่แสดงออก เมื่อท่านปรากฏนี่เอง ตามปกติฉันไม่เห็น แต่ว่าภาพนั้นคงเป็นพยานให้ท่านทราบ ฉันยังเป็นคนมีบาป

ถามเธอว่า เธอทราบไหม ถ้าหมดบุญจากสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกเธอจะไปไหน
เธอก็ตอบว่าทราบ เขาจะนำฉันไปไว้นรกชั้นที่ ๕
ก็ถามเธอว่า จะไปไหม
เธอก็ตอบว่า ที่ไปซอยสายลม พระสอนบอกว่า ให้หนีไปนิพพาน เวลานี้ฉันก็ตั้งใจไปนิพพาน

ฉันไปฟังเทศน์ที่พระจุฬามณีเจดียสถานเสมอ และก็ที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ และที่ ประชุมเทวสภา ก็มีหลายวาระที่บรรดาพระโพธิสัตว์ท่านมาเทศน์ วันไหนพระโพธิสัตว์ไม่มา ไม่ว่าง ก็พระอินทร์ท่านก็เทศน์แทน ท่านเทศน์สงเคราะห์ ให้เทวดาทุกคนบำเพ็ญกุศลต่อ

ให้ทุกคนมองดูกรรมของตัวเอง ว่ากรรมที่เป็นอกุศล ที่ดั้งเดิม ก่อนที่จะตาย มีกรรมที่เป็นอกุศลมีไหม และกรรมที่เป็นอกุศลนั้นทิ้งเราหรือยัง เทวดาหรือนางฟ้าทุกคนก็ปฏิบัติตามท่าน รวมความว่า ไม่มีเทวดา ไม่มีนางฟ้าองค์ไหนที่ไม่มีบาปกรรมต่อท้ายอยู่เบื้องหลังควบคุมอยู่เบื้องล่าง ฉะนั้น เทวดาหรือนางฟ้าทุกองค์ ก็ตั้งใจบำเพ็ญกุศลหวังไปนิพพาน

เมื่อคุยกับเธอจบ ก็ถามเธอว่า เธอมีอะไรจะสั่งไปถึงพวกบ้านไหม
เธอก็ตอบว่า ฉันก็ขอสั่ง สั่งตามท่าน ท่านเขียนหนังสือแล้วก็บอกเขาด้วยนะว่า ฉันคนชื่อ ป. อยู่หน้า ตายเมื่ออายุ ๕๗ ปี อาชีพเดิมจับปูและก็ขายปู ต่อมาเมื่ออายุ ๔๐ ปีเศษ ก็ปรากฏว่าเป็นนักบุญ เวลานี้ มีความสุขมาก

แต่ว่าไอ้กรรมเก่า ขอบรรดาลูกหลานทุกคนที่อยู่ในเมืองมนุษย์คิดว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นปัจจัยให้เกิดความสุขแก่ตัวเองนั้น ความจริงไม่จริง มันจะลากไปอบายภูมิ จะมีความทุกข์หนัก ความสุขนิดหนึ่ง ที่ทำให้ร่างกายอิ่ม ไม่มีความสำคัญ ไม่คุ้มกัน ฉะนั้นขอบรรดาลูกหลานและพี่น้องทุกคน จงละบาปอกุศล ทำงานรับจ้างเขาที่ไม่เป็นบาปดีกว่า

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า มองดูเวลาแล้วก็เหลือนาทีเศษ ๆ จะหมดเทปที่ตั้งไว้ ก็ต้องขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี

◄ll กลับสู่สารบัญ


puy - 21/8/10 at 10:39



6

(Update 21-08-53 )

นางฟ้าปลาทู


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็มาคุยกันถึงเขตของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ความจริงการบันทึกวันนี้ เป็นการบันทึก วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๑ แต่ว่ารายการที่พูดเป็นรายการของ วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ เพราะภาพนิมิตที่เห็น เห็นเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม

ขอทบทวนนิดหนึ่งว่า มีนางฟ้ากลุ่มหนึ่งที่นิมิต อาตมานิมิตไปว่าไปสำนักของ ท่านปัญจสิกขเทพบุตร ไปตามคำแนะนำของท่านนายบัญชีใหญ่ เมืองนรก ซึ่งท่านบอกว่า พระชื่อไสวที่ตายมาแล้วไม่มีในบัญชีนรก ถ้าต้องการอยากจะทราบจริง ๆ ว่าอยู่ที่ไหนให้ไปถาม ปัญจสิกขเทพบุตร ซึ่งเป็นเลขานุการหรือนายบัญชีชองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามนิมิตนั้น

พอพูดจบภาพก็ลอยปุ๊บเดียวมันก็ถึง ในเมื่อถึงแล้ว ก็ถามท่านปัญจสิกขเทพบุตรว่า เวลานี้คนชื่อไสวที่เป็นพระตายมาเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๑ มีในบัญชีสวรรค์ไหม ท่านก็ชี้ให้ดูเทพบุตรองค์หนึ่งว่า คนชื่อไสว คือ เทพบุตรองค์นี้ ตามนิมิตเป็นอย่างนี้นะบรรดาท่านพุทธบริษัท

คำว่า “นิมิต” เป็นภาพที่ปรากฏในขณะที่จิตเป็นสมาธิ เป็นภาพที่ไม่สามารถจะบังคับได้ ในเมื่อบังคับไม่ได้ ก็ต้องปล่อยไปตามสภาพนิมิต จะเป็นอย่างไรก็ว่ากันตามนิมิต จะผิดหรือจะถูกก็เป็นเรื่องของนิมิต

ต่อมาก็มาพบนางฟ้าชุดหนึ่ง ๘ คนด้วยกัน เธอมีรูปร่างหน้าตาสะสวย แต่ทว่านางฟ้า ๘ คนนี้มีลักษณะแปลกจุดหนึ่ง นั่นคือเบื้องหลังออกไป มีภาพนางยักษิณี ตัวใหญ่มาก ลอยอยู่เบื้องหลัง จึงได้ถามท่านปัญจสิกขเทพบุตรว่า บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามที่เคยมาแล้วไม่ปรากฏอย่างนี้ อยากจะถามว่า ภาพประเภทนี้มีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นประจำหรือ

ท่านปัญจสิกขเทพบุตรก็บอกว่า ไม่มีเป็นประจำ และไม่เคยมีมาก่อน ภาพอย่างนี้ที่ปรากฏ ก็ปรากฏเฉพาะเมื่อท่านขึ้นมาแล้วหญิงพวกนี้มานั่ง ภาพเกิดข้างหลังนี้แสดงว่า หญิง ๘ คนนี้ เวลานี้เป็นนางฟ้า คือเป็นนางฟ้าของชั้นดาวดึงส์บ้าง เป็นนางฟ้าของชั้นยามาบ้าง แต่ว่าทุกคนมีบาปอยู่เบื้องหลัง นั่นก็หมายความว่าในระยะต้นทำบุญบ้าง ทำบาปบ้าง บาปก็มีกำลังดีพอสมควร

แต่ทว่าเวลาใกล้จะตาย ทำบุญ จิตยอมรับนับถือสิ่งที่เป็นกุศลในขณะจะตาย บุญก็พามาสวรรค์ก่อน ฉะนั้นภาพที่ปรากฏขึ้นนี้จึงแสดงออกว่า เขาบอกว่า หญิงทั้ง ๘ คนนี้ยังมีบาปคอยอยู่เบื้องหลัง ถ้าจุติจากนางฟ้าเมื่อไร ไม่บำเพ็ญกุศลต่อ บาปก็ดึงลงอบายภูมิทันที

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ฟังแล้วก็คิดไว้ด้วย รวบรวมกำลังใจไว้เพื่อความดี วันนี้ก็จะขอคุยรายการของวันที่ ๑๘ ธันวาคมต่อไป ยังเหลืออยู่

ขณะที่คุยกับนางฟ้าปูทะเลเสร็จ ก็มีนางฟ้าคนที่ ๒ เลื่อนเข้ามา นางฟ้าปูทะเลถอยออกไป เธอมองหน้าแล้วก็ยิ้ม คนนี้มองหน้าแล้วก็ยิ้มเหมือนกัน
ถามเธอว่า เธอเคยรู้จักฉันหรือ
เธอก็ตอบง่าย ๆ ว่า ตัวต่อตัวไม่เคยรู้จักกัน นั่นก็หมายความว่าในสมัยที่มีชีวิตอยู่ไม่เคยรู้จักกัน แต่ทว่าเคยเห็นภาพถ่ายตามหนังสือพิมพ์บ้าง เคยดูโทรทัศน์พบ ที่เทศน์โทรทัศน์บ้าง จำได้ แล้วก็ได้ยินชื่อเสียงอยู่เสมอ คนเขาพูดให้ฟัง แต่เวลาที่จะไปหาจะไปคุยด้วยไม่มี เพราะมีธุระมาก

ถามเธอว่า เวลานี้เธอเป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นไหน
เธอก็ตอบว่า เป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ก็ถามเธอว่า วิมานของเธอสวยไหม
เธอก็ตอบว่า วิมานสวย สวยกว่าบ้านที่เมืองมนุษย์มาก
ถามว่า บ้านที่เมืองมนุษย์ของเธอเป็นบ้านไม้หรือบ้านตึก

เธอก็ตอบว่า ตอนแรก ๆ เดิมทีเดียวเป็นบ้านไม้ ภายหลังเป็นบ้านตึก ตึกสร้างเองไม่ได้เช่าเขา แต่ว่าเป็นตึกย่อม ๆ ๓ ห้องนอน พออยู่ระหว่างพ่อแม่และลูก
ก็ถามว่า เธอมีอาชีพอะไร
เธอก็ตอบว่า เดิมทีเดียวเป็นคนทำปลา ขนปลาจากเรือตังเก
ลืมบอกบรรดาท่านพุทธบริษัทไปว่า เรื่องนี้ให้ชื่อว่า นางฟ้าปลาทู จำให้ดีนะ ม้วนที่แล้วเป็น นางฟ้าปูทะเล คนนี้ เป็น นางฟ้าปลาทู

เธอก็บอกว่า ตามปกติเธอเป็นลูกจ้างเขา ขนปลาจากเรือตังเก แล้วก็แยกส่วนของปลา ปลาที่เธอสนใจมากที่สุดก็คือ ปลาทู เพราะเรือตังเกจะได้ปลาทูมามาก ถ้าวันไหนได้ปลาทูมามาก เจ้าของทำการค้าเขาก็แบ่งให้มาก วันไหนได้น้อยเขาก็แบ่งให้น้อย แต่ค่าจ้างแรงงานนั้นมีอยู่ สำหรับปลานี้เขาแจกให้คนงาน เพื่อให้ไปกินที่บ้านตามสมควร เธอก็บอกว่า ชีวิตของเธอ นอกจากค่าแรงงาน ก็ได้อาศัยปลาทูและปลาทะเลบางส่วน ช่วยให้ทรงชีวิตได้ นอกจากจะรับจ้างเขาแล้ว

ต่อมาก็มาดำริว่า บรรดาลูกจ้างทั้งหลายมีเงินน้อย แต่ละวันนายจ้างก็เลี้ยง แต่ว่าอาหารบางส่วนอาจจะไม่เป็นที่พอใจของลูกจ้าง เพราะกินซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็มีการซื้อพิเศษกินกันในตอนบ่าย นอกเวลาที่เขาเลี้ยง เธอก็พยายามทำข้าวแกง และอาหารบางส่วน สิ่งใดที่คนงานชอบก็ทำสิ่งนั้นทำแล้วก็ให้ลูกสาวหาบไปขาย เธอทำงานรับจ้าง ลูกสาวอยู่บ้าน หาบเอาไปขาย ก็รวมความว่าการขายอาหารหาบนี้เป็นปัจจัยให้เกิดความสุขมาก เป็นปัจจัยให้ก่อฐานะได้ดี วิธีขายของเธอก็

๑. ตักข้าวให้มาก
๒. แกงหรือกับให้สมควรแก่ข้าว
และก็ประการที่ ๓. ๑ จาน ราคาถูกกว่าที่อื่น ๑ บาท
ข้าวของเธอก็ร้อนเสมอ หุงข้าวใส่หม้อไป แต่ว่าทำซึ้งไว้นึ่ง นึ่งข้าวให้ร้อน แกงก็ทำเตานึ่ง นึ่งให้ร้อน ทำอย่างนี้ เป็นที่ถูกใจของคนกินมาก

ต่อมาเมื่อฝีมือเป็นที่ชอบใจของคนงาน ก็ขยายงานออกไปตอนเช้าตรู่ ก็จ้างคน ๒-๓ คน มาช่วยหาบและช่วยตัก เอาไปขายที่ท่าเรือ เรือเขามาจอด เรือเมล์มาจอด คนขึ้นลงมาก ตอนเช้าตรู่คนหิว เธอไปขายที่นั่นก็ทำแบบนั้น ขายราคาถูก ๑ บาท แล้วข้าวก็มาก แกงก็มาก คนก็ชอบใจ

เป็นอันว่าเป็นเหตุให้เธอได้สตางค์มาก กำไรน้อยก็จริงแต่คนจองมาก ถ้าเธอยังไม่ไป ส่วนใหญ่เขาจะไม่ซื้อคนอื่นกิน จนกว่าว่าถ้าวันไหนสายแล้วเธอไม่ไปจริง ๆ เขาจึงจะซื้อคนอื่นกิน การค้าแบบนี้เป็นเหตุให้เธอเกิดความร่ำรวย

แล้วก็ถามเธอว่า การขายแบบนั้นมันได้กำไรหรือไม่ขาดทุนหรือ
เธอก็บอกว่า กำไรจริง ๆ เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าการขายข้าวแกงกำไรมาก แต่เธอก็บอกว่า เธอไม่ได้เสียค่าเช่าที่ ไม่ได้เสียค่าเช่าห้อง เป็นบ้านของตัวเองก็มีกำไรตอนนี้ด้วย คนงานส่วนใหญ่ก็เป็นลูก จ้างคนงานเขามาเพิ่ม ๓ คน ตอนเช้าขายที่ท่าเรือ ตอนบ่าย ๆ หลังจากเที่ยงไปแล้วก็ขายตามโรงงาน แยกกันขาย เป็นเหตุให้ได้สตางค์มาก

ถามเธอว่า เธอมาในกลุ่มของภาพนางยักษิณีติดตามมา เธอมีบาปอะไรหรือ
เธอก็ตอบว่า ถ้าถามถึงบาปจริง ๆ ก็มีหลายอย่าง อย่างการฆ่าสัตว์ก็เคยฆ่า ปลาก็เคยฆ่า มดก็เคยฆ่า ยุงก็เคยฆ่า ฆ่าหลายอย่าง แต่ฆ่าไม่หนักนัก ถึงอย่างนั้นก็บาป สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดที่ติดตามมาก็คือว่า จิตใจพอใจในปลา พอใจในปลาที่เจ้านายเขาได้มาจากเรือตังเก วันไหนถ้าเรือตังเกนำปลามามาก วันนั้นก็ดีใจ วันไหนได้ปลามาน้อยก็ดีใจน้อยไปหน่อย ก็ใจเสียไปนิดหนึ่ง ที่ดีใจมากเสียใจ ก็เพราะว่า ถ้าวันไหนเขาได้ปลามากได้แบ่งมาก วันไหนได้ปลาน้อยเขาแจกให้น้อย การที่เขาแจกปลาให้ ไม่ต้องมีการลงทุนในการซื้อปลา

ก็ถามเธอว่า การดีใจกับการไม่ดีใจ ในเมื่อเขาได้ปลามากปลาน้อยก็ไม่น่าจะเป็นบาป
เธอก็ตอบว่า มันต้องบาป เพราะยินดีในการหามาได้ของเขา นั่นคือหาล่าชีวิตของปลามา ก็ถามว่า ยินดีเฉย ๆ มันจะบาปได้อย่างไร เธอก็แสนฉลาด พอถามเธอแล้ว

เธอก็ยิ้ม เธอก็ตอบว่า พระคุณเจ้าคงลืมไปว่า คนใดที่เขาทำบุญ คนที่ไม่มีทรัพย์จะทำบุญ โมทนาย่อมได้อานิสงส์พิเศษ คือพลอยได้บุญกับเขาด้วย ถ้าเจ้าของบุญเป็นเทวดาได้ คนนั้นก็เป็นเทวดาได้ เจ้าของบุญเป็นนางฟ้าได้ คนนั้นก็เป็นนางฟ้าได้ ถ้าเจ้าของบุญหัวหน้าบุญเป็นพระอรหันต์ได้ คนนั้นก็เป็นพระอรหันต์ได้

ตัวอย่างท่านคหบดี เจ้านายของพระอนุรุทธ คือในที่สุด ลูกจ้างซึ่งถวายทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และเจ้านายโมทนา ในชาติสุดท้ายพระอนุรุทธได้เป็นพระอรหันต์ เจ้านายซึ่งเกิดมาเป็นลูกของเพื่อน ก็เป็นพระอรหันต์ด้วย อย่างนี้เพราะอาศัย ปัตตานุโมทนามัย

ก็สำหรับฉันนี่โมทนากับเจ้านายเขาทุกวัน ยินดีทุกวันยินร้ายทุกวัน ยินร้ายก็ไม่ร้ายมาก ยินร้ายแต่เพียงว่าได้น้อยไปหน่อย วันนี้ได้ปลาไม่ถึงถัง วันนี้ได้ปลา ๑ ถัง ที่เขาแบ่งให้ ถ้าได้มาก มากจริง ๆ เขาให้ถึง ๑ ถัง ความจริงเงินเดือนก็ได้ อาหารเขาก็เลี้ยง แถมก็ได้ปลาเป็นพิเศษ ก็ดีใจ ตัวดีใจในการทำบาปของเขา ก็พลอยมีบาปไปด้วย มันดีใจทุกวันรวมความว่า โมทนากับเขาทุกวัน บาปมันก็สั่งสมตัวเอง และบาปอย่างอื่นก็มี ฉะนั้นบาปจึงติดตามมา

ก็ถามเธอว่า นอกจากบาปมีอย่างนี้แล้ว อยากจะทราบว่าในสมัยที่มีชีวิตเป็นคนอยู่ เธอทำบุญอะไรไว้
เธอก็ตอบว่า เรื่องบุญนี้หาเวลาทำยาก ก็มีโอกาสบ้าง บางทีพระมาบิณฑบาตในตลาด บางครั้งก็ได้ใส่บาตร บางครั้งก็ไม่ได้ใส่บาตร การใส่บาตร ก็ใส่บาตรเป็นธรรมเนียมมากกว่า เห็นเพื่อนเขาใส่ก็ใส่ ที่จะมีความเลื่อมใสจริง ๆ ก็ยาก เรียกว่า ใส่ตามประเพณี ตามเพื่อนเขา เมื่อเพื่อนเขาใส่ เราไม่ใส่บาตร เพื่อนเขาก็ว่า ก็ใส่มาอย่างนั้น แต่ไม่ได้ใส่ทุกวัน

ถามเธอว่า มีเวลาฟังเทศน์ไหม
เธอก็ตอบว่า ไม่มีเวลาฟังเทศน์ เวลาไม่ว่าง
ขอดูภาพเดิม ภาพที่เป็นมนุษย์ คุยกันในฐานะที่เป็นนางฟ้า เธอมันสวยมากไป ตัวภาพเดิมของเธอ ก็เป็นหญิงที่มีอายุมาก ตายเวลาอายุประมาณสัก ๖๐ ปีเศษ ๆ นิดหน่อย แต่ผิวขาว ร่างใหญ่ ลักษณะแบน ดูลีลาแล้วก็เป็นลูกจีน ลูกจีนชัด ๆ

ถามเธอว่าเธอเป็นฮวนนั่งหรือตึงนั้งเกี๊ยะ (เขาแปลว่า อะไรก็ไม่รู้) ถามว่า เธอเป็นลูกครึ่ง พ่อแม่เป็นไทย พ่อเป็นเจ๊ก แม่เป็นไทย หรือพ่อเป็นเจ๊ก แม่เป็นเจ๊ก
เธอก็ตอบว่า ทั้งสองเจ๊ก คือพ่อเป็นเจ๊ก แล้วก็แม่เป็นจีน นั่นก็หมายความว่า พ่อเป็นเจ๊ก คือผู้ชายเขาเรียกว่าเจ๊ก ถ้าผู้หญิงเขาเรียกว่าจีน เธอก็พูดมีตลก ๆ รู้สึกว่านางฟ้าองค์นี้ใจดี พูดแล้วยิ้มตลอดเวลา นี่ดูถึงภาพเดิมของเธอนะ

ก็ถามว่า การที่เธอมาเกิดเป็นนางฟ้า เพราะอาศัยบุญอะไรสำคัญมาก การจะเป็นนางฟ้าหรือเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้มันยาก
เธอก็ตอบว่า บุญสำคัญมีอยู่ ๒ อย่าง นั่นคือถวายสังฆทานเป็นปกติ แต่คำว่าปกติไม่ได้ทำทุกวัน และประการที่ ๒ มีพระองค์หนึ่งท่านแนะนำให้นึกถึงท่าน ก็เลยสงสัยว่าท่านแนะนำให้นึกถึงท่านในลักษณะไหน

ถามต่อไปว่า ขณะที่ไปหาพระนี่ ในระยะที่พระให้นึกถึงท่าน เป็นระยะความเป็นสาว หรือวัยกลางคน หรือค่อนข้างแก่
เธอก็ตอบว่า ในขณะที่ไปหาพระนี่อายุค่อนข้างแก่ ตอนนี้ขายไม่ออกแล้ว ไม่มีใครต้องการ ถ้าจะขาย แถมเงินให้เขาด้วย ก็ไม่มีใครเขาเอา เพราะแก่
เลยถามว่า พระให้นึกถึงท่านทำไมล่ะ ในเมื่อเธอไม่ใช่คนสาว และพระท่านคงไม่อยากจะแต่งงานด้วย

เธอก็ยิ้ม เธอถามว่า พระแต่งงานได้หรือ
ก็ตอบว่า ตามปกติของพระ ไปในงานแต่งงานได้ คนเขาแต่งงานกัน เขาก็เชิญพระไปในงานแต่งงาน แต่ว่าพระไม่ได้เป็นเจ้าบ่าว
เธอก็ตอบว่า การที่ท่านให้นึกถึง มันเป็นอย่างนี้ จะเล่าประวัติให้ฟัง

ท่านบอกว่า ต่อมาระยะที่เป็นคนแก่ ก็ลาออกจากงานจัดปลา จัดให้ลูกไปทำแทน ตัวเธอก็ไปจัดการควบคุมขายข้าวแกงหาบ ไม่ยอมตั้งร้าน เพราะตั้งร้านมันต้องเสียภาษี มันต้องยุ่งยากมาก ต้องรอคนมาซื้อ ทีนี้เธอก็จัดการเป็นพิเศษ ที่ไหนบ้าง ที่เราจะขายเป็นประจำ เวลาตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนเย็น ที่นั่นก็หาที่ตั้งเตา ตั้งเตาสำหรับอุ่น เป็นซึ้ง ๒ ซึ้งอุ่นข้าว

เวลาอุ่นก็อุ่น ๒ ทาง ให้มันร้อน ตักซึ้งนี้เกือบจะหมด ก็เอาข้าวใส่ แล้วก็ตักซึ้งนี้ขาย ข้าวก็ร้อนเสมอ แกงก็ร้อนเสมอ แล้วก็ตั้งหม้อน้ำลูกใหญ่ ๆ ไว้ ๒ เตา ให้น้ำเดือด จานที่จะใส่ข้าว ก่อนที่จะใส่อาหารให้แก่คนรับประทาน ต้มเสียก่อน อยู่ในน้ำเดือด หยิบออกมาจากน้ำเดือด แล้วก็ใส่อาหารให้เขา เขาก็ไว้วางใจ

ถามว่า ตอนหลังนี่ ลดราคา ๑ บาทหรือเปล่า
เธอบอกว่า การลดราคา ๑ บาท ทำได้ระยะแรก และตอนกลาง ๆ ตอนหลังนี่เกิดอารมณ์ริษยาจากคนอื่น เขาหาว่าหักหน้าเขา เกือบจะมีเรื่องหลายครั้ง เลยไม่ลด ๑ บาท ขายราคาเท่าเก่า แต่ว่าข้าวมากกว่าเขาอีกประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แกงก็ท่วมข้าว เรียกว่าโชก ต้องทดลองก่อน ข้าวขนาดนี้ใช้แกงขนาดนี้พอไหม ใส่จานลงไป เห็นพอดี ลองกินดูก่อน ถ้าเท่านี้พอ ก็จัดเอาสูตรนั้น ระดับนั้น การทำแบบนี้เป็นเหตุให้เธอฐานะดีขึ้น มีคนกินประจำมาก

แล้วระยะนั้น ในขณะที่มีเรื่องวุ่นวายมาก ๆ มีคนเขากลั่นแกล้ง เขาหาว่าหักหน้าเขา ก็พยายามหาหมอดู หมอดูมีที่ไหนไปที่นั่น ถ้าหมอดูเป็นพระ โดยมากนิยมหมอดูที่เป็นพระ เพราะราคาไม่แพง จะให้เท่าไรท่านก็ไม่ว่า จะไม่ถวายเลยท่านก็ไม่ว่า ก็เลยนิยมไปหาหมอดูทุกอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งไปหาหมอดูครั้งหนึ่ง

การไปหาหมอดูครั้งหนึ่ง ก็มีปิ่นโตไปเถาหนึ่ง ก็มีข้าวไปหม้อย่อม ๆ เฉพาะ ๑ หม้อ เอาแกงกับและขนมใส่ปิ่นโต แล้วก็มีหม้อเขียวใส่ข้าวไป ไปถวายพระเวลาเพล พระท่านฉันหลายองค์ เวลานั้นก็ไม่ทราบว่าเป็นสังฆทาน แต่จริง ๆ แล้ว เวลาตายได้อานิสงส์ เขาบอกว่า นี่เป็นอานิสงส์สังฆทาน

ก็ถามเธอว่า อานิสงส์ใหญ่จริง ๆ ที่เธอได้ คืออานิสงส์สังฆทานอย่างเดียวหรือ ภาพที่เป็นนางฟ้าเธอผ่องใสมาก
เธอก็บอกว่าไม่ใช่ มีภาพกรรมฐานด้วย คือ ทำสมาธินึกถึงพระ
ก็เลยถามว่า เธอปฏิบัติตามคณาจารย์ไหน

เธอก็บอกว่า ไม่มีคณาจารย์เป็นแต่เพียงว่า มีพระองค์หนึ่ง ท่านดูแม่นมาก ท่านดูทางใน คำว่าดูทางใน ใช้สมาธิดู เวลาถามท่าน ท่านก็หลับตานิดหนึ่ง แล้วท่านก็ตอบ ท่านตอบมาทีไร ถูกทุกที

ต่อมาท่านก็สั่งว่า โยมเอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพื่อความสะดวก โยมมาหาอาตมาทุกอาทิตย์ แล้วก็เอาของมาถวายพระทุกอาทิตย์ อาตมาก็ขอโมทนาด้วย ดีมาก แต่ว่าถ้ามีอะไรขัดข้องเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือได้ง่าย อาตมาใช้วิธีดูทางใจ โยมก็รับทางใจ ต่อนี้ไปเพื่อเวลาโยมบูชาพระให้นึกถึงภาพอาตมาสักคราวละ ๒ นาทีพอ แค่เพียงเท่านี้การดู การพยากรณ์ การช่วยเหลือ จะเป็นได้โดยง่าย เพราะใจตรงกัน

เธอก็หวังแต่การแค่ให้พยากรณ์ให้แม่น นึกถึงพระองค์นั้นเป็นปกติ ท่านสั่งว่าหลังจากบูชาพระแล้ว นึกถึงท่าน ๒ นาที มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น มันนึกทั้งวัน ถ้าว่างอยู่มันนึกถึงหน้าพระองค์นี้ ลักษณะพระองค์นี้ แต่ว่าไม่ใช่นึกในด้านกามารมณ์ นึกนิยมในความแม่นยำในการดูของท่าน และใจก็ดี หัวเราะต่อกระซิกเสมอ ไปก็ยิ้มแย้มแจ่มใส

เธอบอกว่าอาศัยกำลังใจที่นึกถึงพระ นึกถึงแบบเบา ๆ ไม่ได้นั่งขัดสมาธิกับเขา แต่ว่านึกถึงได้ทั้งวันทุกวัน พอมีเรื่องอะไรปั๊บก็บันทึก เราจะไปถามพระ อย่างนี้จิตก็นึกถึงพระ พอมีเรื่องอะไรขึ้นมานิด ก็เราจะไปถามพระ ท่านเป็นที่ปรึกษาได้ดี เรื่องการค้าการขาย เรื่องการติดต่อการงาน ติดต่อกับคน ท่านบอกได้ถูกต้องหมด

ตอนนี้จิตเป็นสมาธิใน สังฆานุสสติกรรมฐาน แบบไม่รู้ตัว เธอก็บอกว่า จะถือว่าเป็นฌานนักก็ไม่ได้ กำลังใจเป็นแค่ อุปจารสมาธิ ตายจากความเป็นคน ก็เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานแก้ว ๓ ประการ เป็นที่อาศัย มีนางฟ้า ๕,๐๐๐ คนเป็นบริวาร วิมานสวยมากสว่างมาก

ก็ถามเธอว่า อยากจะดูวิมานของเธอดูได้ไหม
เธอก็ตอบว่าได้ เธอก็ให้วิมานลอยเข้ามาใกล้ ๆ พอวิมานลอยเข้ามาใกล้ ๆ ก็เห็นว่าได้หม้อเขียวที่ใส่ข้าวกับปิ่นโตของเธอ มันแขวนรอบวิมานหมด และหม้อเขียวไม่ใช่เขียว เป็นหม้อทองคำประดับเพชร แพรวพราวเป็นระยับ ปิ่นโตก็เป็นปิ่นโตทองคำประดับเพชร เพราะถวายสังฆทานอาทิตย์ละครั้ง ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ก็ถามเธอว่า เธอถวายสังฆทานกี่ครั้ง ทำไมมากขนาดนี้
เธอตอบว่า ปริมาณของที่แขวนนี่ มากกว่าเวลาถวายสังฆทาน
จึงได้ถามเธอว่า ในเมื่อเธอถวายไม่มากเท่านี้ ทำไมของแขวนมากอย่างนี้ ก็เป็นการหลอกลวงน่ะซิ
เธอก็ตอบว่า ไม่ใช่ให้ดูเรื่องราวของ ลาชเทวธิดา

ลาชเทวธิดานั่นเธอถวายข้าวแก่ พระมหากัสสป เพียงขันเดียว (ข้าวตอก) และครั้งเดียว และก็ตายทันที ตายจากความเป็นคนมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร และรอบ ๆ วิมานของเธอ มีขันทองคำ เต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำรอบวิมาน ก็นั่นลาชเทวธิดา

เธอถวายครั้งเดียวในชีวิต ก็ฉันตอนแก่อายุประมาณ ๕๐ ปี อย่างนี้ ทำสังฆทานทุกอาทิตย์เดือนหนึ่งก็ ๔ อาทิตย์บ้าง ๕ อาทิตย์บ้าง ก็รวมความว่าถ้าอย่างน้อยฉันก็ถวายสังฆทานเดือนละ ๔ ครั้ง
แต่ความจริงไม่รู้เรื่องเลยว่าสังฆทาน คิดแต่เพียงว่าพระท่านเป็นหมอดู เราไปให้ท่านดู ค่าจ้างก็ไม่มี ท่านก็ไม่เรียกไม่ร้องอะไรทั้งหมด แม้แต่กาแฟ ๑ ถ้วย ท่านก็ไม่เรียกพระองค์นี้ไม่เคยรบกวนเลย เห็นหน้าไป ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส คิดว่าท่านดี ก็เลยตั้งใจถวายอาหารแก่ท่าน และท่านก็ไม่ได้ฉันองค์เดียว ท่านฉันรวมกัน ๕ องค์บ้าง ๗ องค์บ้าง บางทีก็ถึง ๑๐ องค์ พระที่มาให้ดู การถวายอย่างนี้เป็นสังฆทานไปในตัว จึงได้มีอานิสงส์อย่างนี้

เอาละ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาที่ตั้งไว้ไม่ถึงนาทีนัก ก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี

◄ll กลับสู่สารบัญ



7

ลาชเทวธิดา

นางเทพธิดาข้าวตอก


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็มาคุยถึงรายการของวันที่ ๑๘ ธันวาคมต่อไป เพราะเรื่องยังไม่จบ นิมิตนี้ดีคุ้มได้หลายวัน วันที่พูดนี่เป็นวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๑ มาพูดถึงตอนที่แล้วมา นางฟ้าปลาทู เธอก็ทาบทามถึงเรื่อง ลาชเทวธิดา นางเทพธิดาข้าวตอก แต่ว่าตอนนี้ให้ชื่อว่า นางฟ้าหมอดู สำหรับเรื่องราวของนางฟ้าหมอดูนี่ทิ้งไว้นิดหนึ่งก่อน เอาเรื่องราวของ ลาชเทวธิดา มาพูดกันก่อน เพราะว่าเป็นนางฟ้าตัวอย่างในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เรื่องของเธอมีอยู่ว่า เธอเป็นลูกคนจน ไปรับจ้างเฝ้าไร่อ้อยของเจ้านาย นำเอาข้าวตอกไปเพื่อจะกิน เพราะคิดว่าในตอนเช้า กว่าคนจะไปส่งอาหาร ถ้าเขาส่งสายไปเราก็หิว นำข้าวตอกที่ไม่มีน้ำกะทิไปเพื่อจะกิน แต่ก็เป็นการบังเอิญวันนั้นเป็นเวลาพอดีที่ พระมหากัสสป พระสาวกองค์สำคัญขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกจากนิโรธสมาบัติ

พระออกจากนิโรธสมาบัตินี่บรรดาท่านพุทธบริษัท เข้าสมาบัติหลายวัน ออกก็ไม่ตามเวลาที่เขาบิณฑบาตกัน อาจจะสายไป ไปบิณฑบาตไม่ทันเขา ก็ต้องนั่งใช้ทิพจักขุญาณว่า เราจะไปรับบาตรที่ไหน ใครจะให้เราวันนี้ เวลานี้พระอื่นเขากลับจากบิณฑบาตหมดแล้ว เพราะสายแล้ว

สาวกองค์สำคัญขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทราบว่า หญิงสาวน้อย (สาวรุ่น ๆ นะ ความเป็นสาวยังน้อย) เธอเฝ้าไร่อ้อยอยู่ตรงโน้น เธอมีข้าวตอกไม่มีน้ำกะทิอยู่ ๑ ขัน เพื่อจะมากินเวลาเช้า แต่ทว่าถ้าเราไปบิณฑบาต เธอพร้อมจะถวาย เธอเต็มใจในการทำบุญ ความจริงไม่ตั้งใจจะเบียดเบียน ต้องดูก่อนว่าถ้าเขาให้แล้วเขาเดือดร้อนไหม

ก็ทราบว่าการให้แล้วเรื่องอาหารเขาไม่เดือดร้อน แต่ท่านจะทราบหรือเปล่าว่าให้แล้วเธอจะตาย อาจจะทราบ จึงตั้งใจมาโปรดคนนี้ มาโปรดโดยตรง เมื่อเหาะมาในอากาศ พอใกล้จะถึงก็ลงเดิน เหาะให้ชาวบ้านเห็นไม่ได้ เป็นการแสดงปาฏิหาริย์ คนจะติดเหาะ

เมื่อเธอเห็นเข้า เธอก็มีความรู้สึกว่าเราเป็นคนจน บางโอกาสที่เราเห็นพระ เราก็ไม่มีของถวาย ไม่ได้ทำบุญกับเขา บางโอกาสที่เรามีของ เราก็ไม่เห็นพระ เราคนจนหาพระยาก วันนี้เรามีข้าวตอกด้วย และพระท่านก็มาด้วย ขอถวายพระเถิด ตอนสายมันจะหิวสักหน่อย เขาเอาอาหารมาให้ช้าไปก็ไม่เป็นไร พอทนได้

เธอก็นำข้าวตอกออกไป นั่งกระหย่งพนมมือ กล่าววาจาว่า “ขอหยุดก่อนเถิดเจ้าข้า” พระมหากัสสปท่านก็หยุด หยุดแล้วเธอก็เดินเข้าไปใกล้ น้อมข้าวตอกมาถวาย ค่อย ๆ บรรจงเทข้าวตอกลงในบาตรพระมหากัสสป เมื่อเธอเทเสร็จแล้ว ก็นั่งกระหย่งพนมมือด้วยความเคารพ กล่าววาจาว่า “ธรรมใดที่พระคุณเจ้าเห็นแล้ว ขอฉันเห็นธรรมนั้นด้วยเถิดเจ้าข้า” พระมหากัสสปก็ให้พรว่า “เอวัง โหตุ” ซึ่งแปลเป็นใจความตามภาษาไทยว่า “เธอปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนา” เพียงเท่านี้ แล้วพระมหากัสสปก็หลีกไป

เธอดีใจที่ได้ทำบุญ ขณะที่เดินออกไป ความจริงมันมีงูเห่าตัวหนึ่ง เขาไม่ได้บอก งูเห่า เขาบอก งูพิษร้าย มีงูที่มีพิษร้ายอยู่ตัวหนึ่งมันนอนอยู่ที่ตรงนั้น พระมหากัสสป มายืนอยู่ มันฉกกัดไม่ได้ เพราะติดจีวร สาวน้อยเดินออกไป เธอเดินด้วยความสงบ งูก็ไม่ตกใจ แต่ว่าพอใส่บาตรแล้ว พระมหากัสสปกลับ ด้วยความดีใจที่เธอได้ทำบุญ ที่เรากล่าวกันว่า มีปีติในการทำบุญ คำว่า ปีติ แปลว่า อิ่มใจ ชื่นใจ ก็ดีใจ ก็กระโดด โลดเต้น เสียงตึ้กตั้ก ๆ ๆ เจ้างูมันตกใจ ผงกขึ้นมาเห็นเข้า มันก็ฉกกัด เธอก็ล้มลงถึงแก่ความตาย

การทำบุญของเธอในชีวิต มีครั้งเดียวในชีวิต แต่ว่าถึงแม้จะมีครั้งเดียว แต่ว่าเธอตายด้วยกำลังของบุญจริง ๆ นั่นคือจิตใจจับบุญเต็มอัตรา คือมีปิติเต็มที่ถึงกระโดดโลดเต้นก็เลยไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร รอบ ๆ วิมานของเธอก็มีขันทองคำ เต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำห้อยเต็มไปหมด

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ตามที่นางฟ้าปลาทู เธอบอกว่า การที่เห็นหม้อเขียวของเธอก็ดี เห็นปิ่นโตของเธอก็ดี ที่เป็นทองคำประดับเพชร ห้อยรอบวิมาน ก็เพราะว่าเธอถวายสังฆทานหลายครั้ง ลาชเทวธิดาถวายครั้งเดียว ก็มีรอบวิมานเหมือนกัน เป็นของอัศจรรย์ในเมืองสวรรค์

◄ll กลับสู่สารบัญ



8

นางฟ้าหมอดู

ต่อไปนี้ก็คุยถึง นางฟ้าหมอดู นางฟ้าคนที่ ๓ เธอขยับเข้ามา นางฟ้าปลาทูก็ถอยไป จบเรื่องของเธอแล้ว เข้ามาเธอก็กราบ
เธอถามคำแรกว่า จำฉันได้ไหม
เลยตอบเธอแบบสัพยอกว่า เวลานี้ฉันยังเป็นคน จำเธอไม่ได้ ถ้าฉันเป็นเทวดาอาจจะจำเธอได้ เพราะเธอสวย
เธอก็ยิ้ม เธอก็บอกว่า ชอบพูดล้อแบบนี้อยู่เสมอ ในสมัยที่ฉันยังไม่ตายก็ชอบพูดแบบนี้ ชอบพูดว่าเวลานี้ฉันแก่แล้ว ถ้าไม่แก่ฉันอาจจะแต่งงานกับเจ้าสาวสัก ๑,๐๐๐ คน ในคราวเดียวกัน คือ ชอบพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ล้อเล่นให้เกิดความสนุก

เธอก็บอกว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์ฉันเคยทำบุญกับท่าน และก็เคยเจริญพระกรรมฐานกับท่าน แต่ว่าการเจริญกรรมฐานของฉันใช้หลายวัด ฉันศึกษาวัดต่าง ๆ มาก่อนหลายวัด ฉันชอบเจริญสมาธิ แล้วก็ต่อมาเมื่อข่าวของท่านปรากฏขึ้น ฉันก็เลยไปศึกษาที่ท่านด้วย แต่ผลที่เจริญสมาธิอยู่เรื่อย ๆ มีผลอย่างหนึ่ง นั่นคือได้ ทิพจักขุญาณ แต่ความจริงคำว่า ทิพจักขุญาณ เธอไม่สามารถจะแจ่มใสเท่าพระอรหันต์ นั่นก็ไม่เป็นไร ก็พอใช้ได้ตามสมควร และก็เลยทำกรรมฐานเรื่อยมา จิตเป็นสุข

ความจริงทิพจักขุญาณนี่ช่วยให้จิตเป็นสุขมาก วันไหนถ้ามีอาการแห้งแล้งทางใจเกิดขึ้น หรือหงอยเหงาทางใจเกิดขึ้น ความหดหู่ทางใจเกิดขึ้น ก็ใช้ทิพจักขุญาณเป็นเครื่องปลอบนั่นก็หมายความว่าหาทางเห็นเทวดา เห็นนางฟ้า เห็นพรหม เห็นพระ แล้วก็คุยกับท่าน ท่านก็คุยด้วย ฉันก็คุยกับท่าน สร้างความเพลิดเพลิน เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี พระก็ตาม ท่านไม่คุยเรื่องอกุศล ท่านคุยเฉพาะสิ่งที่เป็นกุศลเสมอ อะไรที่บกพร่องอยู่ท่านเตือน เตือนให้ปฏิบัติตามแบบง่าย ๆ ฉันก็ทำตามท่าน

ถามเธอว่า เวลานี้เธอเป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นไหน
เธอตอบว่า ฉันอยู่ชั้นยามาค่ะ
ตกใจ ที่ตกใจเพราะว่าผู้หญิงดีกว่าเรา เรายังเป็นคนด๊อกแด๊ก ๆ ปวดท้อง เสียดท้อง อืดอยู่ทุกวัน อาการร่างกายเครียดขึ้นทุกวัน ไม่มีทางดีขึ้น เวลานี้เธอละร่างกายไปแล้ว และก็ไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์กันบ้าง ชั้นยามากันบ้าง

ร่างกายของพวกเธอทั้งหมด ไม่มีความเปลี่ยนแปลง เกิดระดับแรก เป็นสาวขนาดไหนก็เป็นสาวขนาดนั้น รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นตลอด มีแต่การรุ่งโรจน์สวยงามมากขึ้น ถ้าบุญบารมีเพิ่ม ไอ้เราเองนี่ย่ำแย่ แก่ลงทุกวัน ประสาทก็ใช้ไม่ค่อยได้ทุกวัน งานก็หนักจึงอยากจะเลิกงาน อยากจะพักทุกอย่างเสียให้หมด แต่ก็พักไม่ได้ เพราะมีกฎจำกัด

รวมความว่าก็ตามเรื่องตามราว มันเป็นกฎของกรรม เกิดมาชาตินี้ก็ให้มันไปหนึ่งชาติ มันจะอยู่ไปเท่าไรก็เชิญมันอยู่ไปตามชอบใจของมัน มันจะมีทุกขเวทนาขนาดไหน ก็เชิญเป็นไปตามชอบใจของมัน แต่ก็พยายามรวบรัดการงานให้แล้ว ๆ เร็วที่สุด ก็อยากจะทำเฉพาะงานภายใน คือ สอนกรรมฐาน เพราะจิตเป็นสุข อย่าบ่นเลยนะคนแก่มันขี้บ่น

เล่าเรื่องราวของเธอต่อไป จึงถามเธอว่า อยากจะดูวิมาน วิมานของเธอสวยไหม แต่ความจริงบรรดาท่านพุทธบริษัท นางฟ้าคนนี้มีเครื่องแต่งกายแตกต่างจากนางฟ้า ๒ คน ที่พูดมาแล้ว คนแรก นางฟ้าปูทะเล เธอมีพื้นผ้าประดับกายสีเขียวอ่อน สวยเย็นตา แพรวพราวเป็นระยับ สวยงามมาก เวลาพูดนี้เธอก็ยิ้ม น่ากลัวจะยิ้มอวด และต่อมานางฟ้าปลาทู ชุดแต่งกายของเธอมีสีเหลือง ทั้งนี้ เพราะอะไร เธอบอกมาเดี๋ยวนี้ เธอบอกว่า เพราะจิตใจจับพระสงฆ์องค์นั้น พระสงฆ์องค์นั้นท่านมีสีเหลือง คือ ผ้าของท่านเหลือง

เธอตอบต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า เธอไม่ทราบหรอกว่าพระสงฆ์องค์นั้นเป็นพระที่มีความสำคัญ
ก็ถามเธอว่า มีความสำคัญขั้นไหน ขั้นฌานโลกีย์หรือ
เธอตอบว่า ไม่ใช่
ถามว่า เป็นโลกุตตระหรือ

เธอก็ยิ้ม ถ้าไม่ใช่ฌานโลกีย์ ก็เป็นฌานโลกุตตระ พอจะถามต่อไปเธอก็สั่นหน้า เธอบอกว่า ห้ามถาม ขั้นไหนไม่บอก บอกอย่างเดียวว่า ไม่ใช่ฌานโลกีย์
อยู่แถวไหน
เธอตอบว่า ไม่บอก ตะวันออกก็ได้ (ลองเล่นกับนางฟ้าดู) ถามว่าอยู่แถวไหน เธอบอกว่า ไม่บอก ตะวันออกก็ได้ เลยสงสัยว่าอาจจะอยู่ทางทิศตะวันออก

พระองค์นี้เป็นพระดีจริง เป็นพระที่มีความฉลาดมาก อาตมาก็ขอโมทนาในความฉลาดของท่าน ที่ท่านเป็นหมอดู คนชอบหมอดู เวลานี้ ถ้าคนไหนเป็นหมอดู คนนั้นมีเสน่ห์มาก คนชอบมาก คนไปมาก และพระองค์นี้ก็ฉลาด แถมให้นึกถึงท่าน นี่สำคัญมาก การนึกถึงท่าน ท่านบอกว่าจะช่วยได้ง่าย ๆ มีอะไรเกิดขึ้น อุปสรรคเกิดขึ้น อาศัยใจต่อใจประสานกันอย่างนี้มันไม่ใช่กามารมณ์ เพราะพระท่านก็แก่แล้ว คนที่ถูกแนะนำก็แก่แล้ว เป็นการแนะนำที่ฉลาด ให้เจริญ สังฆานุสสติกรรมฐานอย่างง่าย ๆ

แหม...ต้องชมความฉลาดของพระองค์นี้ ขอชมจริง ๆ อยู่ที่ไหนก็ช่าง เผอิญฟังเทปก็โปรดทราบด้วยว่า ผมโมทนาในความดีของท่าน รู้สึกขอบคุณท่านที่ช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา การเป็นหมอดู ดึงคนให้เกิดศรัทธาได้ดี แต่ว่าอาตมาไม่ไหวนะ ได้แต่เป็นหมอดู ดูว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าจะให้พยากรณ์นี่ไม่ไหว

ก็ถามเธอต่อไปว่า วิมานของเธอ (ขอโทษ!) เครื่องประดับของนางฟ้าชั้นยามานี่ใสขาว เป็นแก้วแพรวพราวทั้งตัวเหมือนกับวิหารแก้ว (ขอโทษ!) เหมือนกับมณฑปแก้ว หรือวิหาร ๑๐๐ เมตร วิมานของเธอก็เลื่อนเข้ามา วิมานของเธอก็ขาวใสเหมือนกัน แพรวพราว เป็นเพชร เป็นระยับ เต็มหลังไปหมด วิมานใหญ่ แต่วิมานของเธอมีวิมานแถม วิมานหลังใหญ่ ก็มีเป็นวิมานหลังย่อม ๆ เป็น ๒ หลัง คล้าย ๆ กับสถานที่นั่งเล่น เธอคงทำบุญไว้มาก

เธอก็ตอบว่าใช่ สมัยที่เป็นหมอดู ชอบเป็นหมอดูทางใน (นั่นแน่! เอาเข้านั่นแน่ เจอะตัวดีเข้าแล้ว) เธอใช้ ทิพจักขุญาณ ดู
การใช้ ทิพจักขุญาณ ดูนี่มีประโยชน์มาก เพราะตอนเช้าก็ต้องคุมอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่ให้นิวรณ์กวนใจ ตั้งแต่เช้าตรู่ พอตื่นขึ้นมาแล้วปั๊ปก็ต้องจับจิต ไล่นิวรณ์กันทันที ถึงกระนั้นมันก็อดกวนใจไม่ได้ แต่กวนใจไม่ได้นาน ขับนิวรณ์ ขับออกไปให้จิตใจผ่องใสไว้เสมอ ใครถามเมื่อไรตอบได้ทันที

เมื่อขับนิวรณ์แล้ว สิ่งที่จับประจำอยู่ก็คือ พระพุทธเจ้า กับครูบาอาจารย์ กับเทวดาหรือพรหมทั้งหลายที่ท่านเมตตา รวมความว่าจิตเป็นสมาธิ เป็นพุทธานุสสติด้วย เป็นสังฆานุสสติด้วย เป็นเทวตานุสสติด้วย เป็นประจำกำลังเธอจึงสูง

ก็เลยถามเธอว่า อะไรนะที่มันห้อย ๆ อยู่รอบ ๆ วิมาน ปรากฏมองแล้วเหมือนกับถังตักน้ำ แต่ถังมันก็เป็นเพชรแพรวพราว อันนี้ไม่ใช่ทองคำ เป็นเพชรแพรวพราว เป็นระยับและของที่ใส่ข้างบนก็เป็นเพชร สูงขึ้น สวยมาก รอบวิมาน
เธอก็บอกว่า นี่คือการถวายสังฆทานที่พระคุณเจ้าจัดให้ใส่ถัง ถังนั้นก็เลยมาห้อยรอบ ๆ วิมานของฉัน

ถามว่า เธอถวายสังฆทานแบบถัง ๆ นี่กี่ครั้ง มันจึงมากมายแบบนี้ แต่ถังเวลานั้นสวยมาก ไม่เหมือนถังที่เขาหิ้วถวายสังฆทาน ถังที่ถวายสังฆทานเป็นถังเก่า ของข้างในก็แลดูมัว ๆ แต่นี่ทุกอย่างเป็นเพชรหมด ของข้างในก็เป็นเพชร แพรวพราวเป็นระยับ มีแสงออกสวยมาก

เธอก็ตอบว่า การถวายสังฆทานจริง ๆ ไม่เกิน ๑๐ ครั้ง เฉพาะสังฆทานถัง เพราะเวลานั้นสังฆทานถัง ๑๐๐ บาท ยังไม่มี มีแต่สังฆทานถัง ๕๐๐ บาท เงิน ๕๐๐ บาท มันก็หาได้ยาก แต่เวลาใครเขามาดู ให้พยากรณ์ เขาให้ก็เก็บไว้ ไว้ถวายสังฆทานบ้าง ไว้ใส่บาตรบ้าง

เวลาพระท่านขัดข้องอะไรขึ้นมาก็ทำบุญกับพระบ้าง ทุกอย่าง เงินที่ได้มาทั้งหมดก็ใช้ ๒ ประการ คือ กินใช้เองตามความจำเป็น ไม่เก็บกักไว้ แต่เก็บกักไว้บ้างเพียงแต่ยารักษาโรค ป้องกันการเจ็บป่วย นอกนั้นก็ทำบุญหมด ก็คิดว่าเราต้องตาย

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจะตาย ก็เห็นวิมานที่ชั้นยามานี่ก่อน ถามพระ ถามเทวดาท่านว่า คนอย่างฉันถ้าตายจากความเป็นคนจะไปอยู่ที่ไหน ท่านก็ชี้ให้ดูวิมานหลังนี้ วิมานหลังนี้มันเกิดก่อนฉันตายมาก พอฉันได้ทิพจักขุญาณ ฝึกได้แล้ว และก็มาที่นี่ได้ อาศัยมโนมยิทธิมาที่นี่ได้ ฉันก็เห็นวิมานหลังนี้แล้ว วิมานหลังนี้ว่างจากเจ้านาย แต่ว่ามีคนอยู่ นั่นคือบริวาร ถามว่า บริวารของเธอมีเท่าไร ก็ตอบว่า บริวารของฉันเวลานี้มี ๔,๐๐๐ คน เป็นนางฟ้าทั้งหมด

เธอบอกให้ดูบริวารของเธอแล้ว ก็เห็นทุกคนนั่งสงบสงัด ก็ถามว่า เขานั่งเงียบ ๆ เขาทำอะไรกัน
เธอก็บอกว่า บริวารทั้งหมดนี้ทำสมาธิ
ก็ถามว่าเธอมีบริวารทำไมกันนะ ในเมื่อเป็นนางฟ้าเป็นเทวดาก็ตาม เป็นพรหมก็ตาม ไม่มีงานจะพึงทำ และมีบริวารก็ไม่ได้ใช้ บริวารทุกคนต่างคนต่างนั่งหลับตา อย่างนี้ก็คือว่ามีบริวารตอไม้จะดีกว่า เรานั่งฉี่บนตอไม้ได้

เธอก็หัวเราะ เธอบอกว่า มันเป็นระเบียบของสวรรค์ ในเมื่อมาเห็นก็เห็นบริวารเต็มแล้ว
ก็ถามว่า บริวารพวกนี้มาจากไหน
เธอก็ตอบว่า บริวารพวกนี้เป็นคนที่เคยเจริญสมาธิ เคยให้ทาน เคยรักษาศีล เคยฟังเทศน์ แต่ว่า ขาดการสร้างวิหารทาน คนประเภทนี้มีมาก ในเมื่อ ไม่เคยสร้างวิหารทาน วิมานของตัวเองก็ไม่มีอยู่ ก็ต้องมาอยู่ร่วมกัน แต่คำว่าบริวารนี้ก็ไม่ใช่ทาสรับใช้ ถือว่าเป็นเพื่อนแก้เหงาดีกว่า

ก็รวมความว่า บุญบารมีของเธอบรรดาท่านผู้ฟัง รู้สึกว่านางฟ้าหมอดูนี่เธอเป็นหมอดู ก็ถามเธอต่อไปว่า การเป็นหมอดูของเธอมีประโยชน์อะไรบ้าง
เธอบอกว่า ทำจิตใจผ่องใสตลอดเวลา อารมณ์เป็นสุข
ก็ถามว่า เวลานี้เธอมานั่งในกลุ่มของคนที่มีบาปอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมี นางยักษิณีคุมอยู่ข้างหลัง แต่ความจริงเขาไม่ได้คุมอยู่ เขาแสดงเป็นภาพ เป็นนางยักษิณี แต่ความจริงไม่ใช่นางยักษิณี เป็นภาพแสดงอาการว่า ทุกคนยังมีบาปอยู่เบื้องหลัง ถ้าพลาดจากสวรรค์เมื่อไร ลงไปเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องลงเลย ไปถึงอบายภูมิ

เธอก็ตอบว่า บาปเก่า ๆ มันมีอยู่ ก่อนที่จะมีจิตศรัทธาในพุทธศาสนาจริง ๆ ความจริงพ่อแม่ก็เป็นคนของพระพุทธศาสนา นับถือพุทธศาสนา การนับถือในระหว่างนั้นมันก็ไม่แน่นักที่ว่าไม่แน่เพราะอะไร เพราะว่ากำลังใจว่าอะไรว่าตามกัน ท่านบางท่าน ครูบาอาจารย์บางคน พระบางองค์ บางทีท่านก็ไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนา บาป ปาณาติบาต ฉันก็เคยทำ อทินนาทาน มีบ้าง ตอนเด็ก ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ กาเมสุมิจฉาจาร ขอผ่านไป ไม่มี ไม่เคยแย่งสามี ภรรยาของใคร

ถามว่า มีสามีหรือเปล่า
เธอบอกว่า มี
ถามเธอว่า ก่อนมีสามี มีสามีพิเศษหรือเปล่า
เธอยิ้ม เธอถามว่า ถามทำไม

ก็อยากจะทราบว่า รูปร่างหน้าตาสะสวยแบบนี้ มันน่าจะมีคนชอบมาก ๆ
เธอก็ตอบว่า คนชอบมากก็มีก็ได้แต่ชอบ เขาชอบฉัน ฉันก็ชอบเขา แต่ว่าฉันก็ไม่ชอบให้มาลวนลามถึงขนาดนั้น แค่คุยกันคุยได้ แต่ทำอย่างอื่นทำไม่ได้ เพราะผิดประเพณีนิยม (นี่เคร่งครัดมาก คนนี้เก่ง จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ อ้าว! คุยกับนางฟ้ามันก็ต้องจริงสินะ)

ก็รวมความว่า ถามว่า บาปที่มีความสำคัญของเธอมีอะไรบ้าง เท่าที่พูดมามันไม่หนัก
เธอก็ตอบว่า บาปที่มีความสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ถึงกับปรามาสพระรัตนตรัย แต่ว่า ปรามาสนักบวชที่ไม่เคารพในพระพุทธศาสนา (เอาเข้าแล้ว ๆ นี่ด่าฉันหรือเปล่าก็ไม่ทราบสินะ ชักสงสัย)
ก็ถามเธอคำว่า พระรัตนตรัย
เธอบอก พระรัตนตรัย คือ ๑. พระพุทธเจ้า ๒. พระธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓. พระอริยสงฆ์

อย่างนี้ คือ ๓ รัตนะ แก้ว ๓ ดวง แก้วจริง ๆ ไม่มีเสีย เป็นของดีมาก มีแต่ความผ่องใส แค่นักบวชบางคนไม่เคารพพระพุทธศาสนา อย่างนี้ไม่อยู่ในเกณฑ์พระรัตนตรัย (เอาเข้าแล้ว ๆ พูดเสียใจเต้น ตึ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ เอ๊ะ! ยายคนนี้แกพูดยังไงหว่า)
ก็ถามว่าเป็นอย่างไร

เธอตอบว่า การที่ฉันทำบุญ แกก็นินทาว่าทำไมทำบุญต้องไปทำวัดโน้นต้องไปทำวัดนี้บุญมันก็ได้ทุกวัด เธอก็ยอมรับว่าความจริงบุญได้ทุกวัด แต่กำลังใจมันไม่ฟู มันไม่อิ่มใจ จึงตั้งใจทำบุญเฉพาะวัดที่มีความเลื่อมใส พระพวกนี้ก็ว่า นักบวชพวกนี้ก็ว่า ฉันก็เลยไม่ชอบใจ เมื่อว่าฉันมา ฉันก็ว่าบ้าง

ตอนฉันเจริญกรรมฐานแกก็หาว่า บ้า ตอนที่ฉันเป็นหมอดู แกก็ป่าวประกาศกับบรรดาประชาชนว่าอย่าไปเชื่อ อีนี่มันหลอกลวง มันเป็นลูกเจ๊กลูกจีน (ขอโทษ! ลืมบอกไปว่าลูกเจ๊กผิวขาวโปร่ง) มันเป็นลูกเจ๊กลูกจีน ไม่นับถือพุทธศาสนาจริง หลอกลวง แต่ว่าการดูของเธอไม่เก็บเงิน ไม่เรียกเงิน ไม่เรียกของ ไม่เรียกอะไรทั้งหมด ถ้าเขาให้ รับ ไม่มีการกะเกณฑ์ คนไม่มีสตางค์ให้ก็ไม่เป็นไร แต่การดูของทุกคนต้องนำดอกไม้ธูปเทียนมาครบ เขียนคำถาม ๕ ข้อ

ทุกคนเมื่อนำดอกไม้ธูปเทียนมาแล้วต้องไปบูชาพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงจะพยากรณ์ให้ รวมความว่า เธอแนะนำให้คนมีบุญ และคนพวกนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัทที่เป็นบริวาร
เอาละ บรรดาท่านทั้งหลาย เวลานี้มองดูนาฬิกา มันเหลือเพียง ๒๐ วินาที เท่าที่ตั้งไว้ ก็ต้องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี

◄ll กลับสู่สารบัญ


puy - 30/8/10 at 09:54

9

(Update 30-08-53 )

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันที่บันทึกวันนี้ เป็น วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๑ ที่บอกไว้ก็เพื่อจะได้ทราบว่าบันทึกเมื่อไร สำหรับตอนที่แล้วมา มายับยั้งอยู่แค่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งได้พูดกันถึงอานิสงส์แห่งการสร้างศาลา และสร้างช่อฟ้าของ นางสุธรรมา

รวมความว่า บรรดาผู้ชายอก ๓ ศอก ที่คิดว่าจะฉลาดกว่าผู้หญิงนั้นไม่แน่นอนนัก ในเรื่องนี้ปรากฏว่าผู้หญิงฉลาดกว่าผู้ชาย แต่ว่าตอนที่พูดไปนั้นข้ามไปตอนหนึ่ง นั่นคือ อานิสงส์ของการสร้างสระโบกขรณี หรือบ่อน้ำ

เป็นอันว่าเมื่อท่าน ๓๓ คน ช่วยกันขุดสระน้ำ หรือขุดบ่อน้ำ ได้น้ำใสสะอาด เป็นที่กินที่อาบที่ล้างหน้าของท่านผู้เดินทาง ตอนนั้นก็ปรากฏว่ามีภรรยาของคนที่สองของ ท่านมาฆมาณพ คนนี้ไม่ทำเกี่ยวกับศาลา มีความรู้สึกว่าเวลานี้สามีกับเพื่อนทำบุญทำกุศล สร้างทางไปสวรรค์ แต่ว่าไม่ชวนผู้หญิงร่วมด้วย เห็นจะเข็ดผู้หญิง

แต่การเข็ดผู้หญิงหรือไม่เข็ดเป็นเรื่องของท่าน เราในฐานะภรรยา เป็นหน้าที่ของภรรยา เมื่อสามีดีเราก็ต้องดีด้วย เมื่อสามีรวยเราก็รวยด้วย เมื่อสามีจะไปสวรรค์เราก็ต้องไปด้วย เราจะไปอยู่กับท่านได้หรือไม่ได้เป็นเรื่องข้างหน้า วันนี้ทำก่อน

เป็นอันว่า ท่านสุนันทา นี่ตามประวัติไม่มีปากไม่มีเสียง ปากมี เสียงมี แต่ก็ไม่พูดให้สามีรำคาญ แต่จะว่ากันไปอีกทีภรรยาทั้งสาม คือ ท่านสุธรรมา ท่านสุนันทา ท่านสุจิตรา ๓ ท่านนี้ รู้สึกว่าจะเป็นหญิงที่มีความสงบเสงี่ยมมาก

แต่ว่าท่านสุชาดา มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นญาติกับสามี คือ มาฆมาณพ และมีความรู้สึกว่าตนเป็นคนสวย ก็คงจะหยิ่งในความสวย ในเมื่อถือตัวว่าเป็นญาติด้วย ถือตนว่าเป็นคนสวยมากกว่าเขาด้วย ก็คงจะมีลีลาทำให้สามีรำคาญ ถ้าพิจารณาตามเรื่องแล้ว ที่มาฆมาณพรำคาญสตรี เบื่อสตรี ก็คงจะเป็นท่านสุชาดาเป็นเหตุ

ฉะนั้นท่านสุชาดา คนนี้ไม่ปรารภเรื่องบุญเรื่องกุศลใดใดทั้งหมด ต้องการอย่างเดียวแต่งตัวสวยสดงดงาม หวังจะบำรุงบำเรอสามีด้วยกามารมณ์ แต่ก็ดูผลข้างหน้าต่อไป อย่าเพิ่งไปนินทาท่าน ทั้งหมดนี้ท่านไป นิพพาน หมดแล้ว นี่เราพูดกันถึงตอนต้น

ก็รวมความว่าเมื่อท่านสุนันทา ท่านเห็นว่าสามีขุดสระน้ำเป็นที่กินที่อาบเป็นที่เล่นของคนผู้เดินทาง มีความสุข ท่านก็มารำพึงว่าการมีต้นไม้พักผ่อนมีความสุข ร่มเย็นก็ดี มีแท่นนั่งก็ดี มีศาลาพักก็ดี แต่ก็ยังขาดดีอีกดีหนึ่ง นั่นคือความอิ่ม ถ้าอิ่มด้วยก็จะดีมาก

ฉะนั้น ท่านสุนันทา จึงสั่งให้คนสร้างสวน จ้างคนเขามาสร้างถนน เป็นสวนผลไม้ ผลไม้ทุกประเภทที่คนนิยมเวลานั้น มาปลูกข้าง ๆ สระทั้งหมด เป็นสวนใหญ่มาก และก็บำรุงรักษาอย่างดี ตั้งคนตั้งเวรรักษาไว้เพื่อผลประโยชน์ คือ คนเดินทางไปมา เมื่อได้พักผ่อนแล้วก็ได้กินผลไม้ มีความอิ่มหนำสำราญ

(บรรดาท่านพุทธบริษัท วันนี้ไม่ดี เสียงแห้งมาตั้งแต่เช้า วันนี้จะไปได้ถึงไหนก็ไม่ทราบ เวลาพูดก็กลั้วกัน ปากไม่ดี)

เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผลประโยชน์ก็เป็นไปตามนั้นคือท่านสุนันทา ไม่เคยเก็บเงินไม่เคยเก็บทอง ปล่อยเป็นสวนสาธารณะ ก็เป็นที่ชอบใจของคนเดินทาง คนเดินทางที่มาพัก บริโภคอิ่มบ้าง และสำหรับคนนี่ต้องมีการแถม

นั่นก็คือแถมเมื่อก่อนที่จะกลับ ก็คิดถึงสามีที่บ้านบ้าง คิดถึงภรรยาที่บ้านบ้าง คิดถึงลูกบ้าง คิดถึงหลานบ้าง คิดถึงคนรักบ้าง ก็เก็บผลไม้ที่ตนชอบใจ ถือว่าดีที่สุด ไปฝากไปฝังกัน ท่านสุนันทาก็ทราบเหตุนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ว่า ถือว่าทำเป็นทาน อะไรก็ตามถ้าเป็นความสุขของบุคคลผู้รับก็มีความพอใจ

ที่นี้อานิสงส์ท่านสุนันทาจะพึงได้ คือเมื่อท่านตายจากความเป็นคน ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานสวยสดงดงามเป็นที่อยู่ เพราะผลแห่งการสร้างสวน สร้างสวนผลไม้นี่ก็มีวิมานเหมือนกัน

ฉะนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่นำต้นไม้มีผลก็ดี นำต้นไม้ที่ไม่มีผลก็ดี ไปปลูกเป็นสาธารณประโยชน์ ในที่ต่าง ๆ ก็ดี ในวัดก็ตาม อานิสงส์ของท่านก็คือจะมีวิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ตัวอย่างท่านสุนันทา

สำหรับ ท่านสุนันทา นอกจากจะมีวิมานเป็นที่ชอบใจของตน และชอบใจของบุคคลอื่นแล้ว วิมานสวยมาก ใหญ่โตมาก นอกจากนั้นผลที่สร้างสวนสุนันทา ก็มี สวนสุนันทาปรากฏขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ใกล้ ๆ กับสระโบกขรณีของท่านมาฆมาณพกับเพื่อน

ท่านมาฆมาณพกับเพื่อนสร้างสระ เป็นเหตุให้ได้สระโบกขรณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เป็นที่เล่นเป็นที่สำราญของบรรดาเทวดาและนางฟ้าทั้งหลาย นอกจากนั้น สวนสุนันทา ก็ปรากฏว่ามีผลไม้ทิพย์ทุกอย่าง ตามที่เทวดาและพรหมทั้งหลายหรือว่าบรรดาคนธรรพ์ทั้งหลายต้องการ มีทุกอย่าง และก็มีความสวยสดงดงามเป็นพิเศษ

สวนนี้เป็นที่น่ารื่นรมย์ของเทวดาและนางฟ้าทั้งหมด ปรากฏว่าเทวดาและนางฟ้าชอบไปบันเทิงมีความสุข หมายความว่าไปรื่นเริงหรือไปเที่ยว ไปเที่ยวที่สวนสุนันทากันเป็นปกติ มีความสุขมาก เมื่อไปเที่ยวแล้วก็อาบน้ำในสระโบกขรณีเป็นที่ชอบใจ บางครั้ง ท้าวสักกะ คือ พระอินทร์ ได้แก่ มาฆมาณพ ก็พาบริวารของท่านไปเที่ยวสวนสุนันทาเหมือนกัน

เป็นอันว่า สวนสุนันทา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของเทวดาและนางฟ้าทั้งหลาย เป็นแดนแห่งความสุข นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ทำอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สร้างวิหารทาน ไม่ได้สร้างโบสถ์ ไม่ได้สร้างวิหารการเปรียญ แต่ว่าทำสวนผลไม้ให้บุคคลทั้งหลายได้กิน ได้บริโภค มีความสุข เป็นสวนสาธารณะ เราก็มีวิมานเหมือนกัน

ส่วนที่จะแถมให้ก็คือว่า เกิดขึ้นไปเป็นเทวดาหรือเป็นนางฟ้า ก็จะมีสวนทิพย์ เป็นที่รื่นเริงใจ อย่างกับ สวนสุนันทา เป็นอันว่า ท่านสุนันทา ภรรยาคนที่ ๒ ก็มีสิทธิ์ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

ต่อมาท่านสุจิตรา ท่านสุจิตรา เป็นภรรยาคนที่ ๓ ท่านสุจิตราก็มานั่งนึกในใจว่า ท่านมาฆมาณพซึ่งเป็นสามี สร้างศาลา ปลูกต้นไม้สร้างแท่นหิน ขุดสระ ทำแล้ว และก็เป็นบุญสาธารณประโยชน์ ท่านสุธรรมาก็มีความฉลาด สร้างช่อฟ้าสวมเหมาศาลาหลังนั้นทั้งหมดเป็นของสุธรรมาแต่ผู้เดียว แต่อานิสงส์ได้ทุกคน

ทีนี้เรื่องการเขียนชื่อก็เหมือนกัน เขียนชื่อที่ศาลา ที่กุฏิ ที่โบสถ์ ที่วิหาร บางทีบางวัดท่านก็ว่า ใครออกเงินมากต้องเขียนชื่อคนนั้น เขียนนามสกุลคนนั้น บางท่านที่ออกเงินน้อย ๆ ไม่มีชื่อก็อาจจะโกรธ ทั้งนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทโปรดรทราบว่าจงอย่าโกรธเขา ชื่อในเมืองมนุษย์จะเป็นชื่อของใครก็ตาม แต่ว่าอานิสงส์ทุกท่านย่อมได้เหมือนกัน

ตัวอย่าง ท่านมาฆมาณพ สร้างศาลาหลังเดียว ๓๓ คน ก็ไปเกิดเป็นเทวดาหมดทั้ง ๓๓ คน มีวิมานกันคนละหลัง ทั้ง ๆ ที่ศาลาหลังนั้น ชื่อ ๓๓ คน ไม่มีเลย เป็นชื่อของท่านสุธรรมาคนเดียว ผู้ที่ร่วมสร้าง คือ ช้าง ก็ไปเกิดเป็นเทวดา มีนามว่า เอราวัณเทพบุตร มีวิมานแถม ๑ หลังเหมือนกัน ไม่ต้องรวมกับใคร ท่านวัฑฒกี คือ นายช่าง ก็ไปเกิดเป็น วิษณุกรรมเทพบุตร มีวิมาน ๑ หลังเหมือนกัน

นี่รวมความว่า ชื่อของท่านสุธรรมาชื่อเดียว แต่วิมานได้แล้วจริง ๆ ๓๕ หลัง ต่อมาท่านสุธรรมาเอง เมื่อไปเกิดเป็นนางฟ้า ก็ปรากฏว่ามีวิมานอีก ๑ หลัง เจ้าของชื่อ เจ้าของช่อฟ้า ก็มีวิมาน ๑ หลังเหมือนกัน

ฉะนั้นบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน และลูกหลานทุกคนที่สร้างแล้ว ทำแล้วถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อ ก็อย่าไปสนใจเรื่องชื่อ สนใจเรื่องศรัทธาเป็นสำคัญ ศรัทธาเรามีแล้ว เราบริจาคแล้ว เราทำแล้ว อย่างนี้อานิสงส์ใครจะว่าอย่างไรก็ตามอานิสงส์จะได้กับเราอยู่เสมอ

รวมความว่า ท่านสุจิตรา ก็คิด คิดว่า เมื่อท่านสุธรรมามีช่อฟ้าสวม ไปกับสามีได้ เมื่อท่านสุนันทามีสวนผลไม้ ก็ไปกับสามีได้ ร่วมกับสามี ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องขออนุญาต ที่หาเองเวลานั้นที่มากไม่ต้องซื้อ เป็นที่ป่า จัดสรรที่เอง ไม่ต้องขออนุญาตสามี ก็ทำสวน

ท่านสุจิตราก็คิดว่าอีกแถบหนึ่งของสระมันยังไม่มีสวน ถ้าคนเรามาได้พักผ่อนสบาย อาบน้ำมีความสุข เดินเล่นในสวน แต่ทว่าถ้าได้ทัดทรงดอกไม้ หรือดมดอกไม้หอม ๆ เอาดอกไม้ไปนั่งดูบ้าง ทัดทรงบ้าง ติดหน้าบ้าง ติดอกบ้าง อย่างนี้ความสุขจะเพิ่มพูนขึ้น เพราะเครื่องประดับ จึงได้สั่งสร้างทำสวนขึ้นสวนหนึ่ง เป็นส่วนดอกไม้โดยเฉพาะ จัดสรรดอกไม้ที่ดีแสนดีเท่าที่มีในเวลานั้น

รวมความว่าจัดดอกไม้ทุกประเภทเพราะคนเราไม่แน่นอนนัก คนนั้นชอบอย่างนี้ คนนี้ชอบอย่างนั้น มีไว้ให้ทุกอย่าง เมื่อดอกไม้งามสะพรั่งออกครบ ก็เป็นที่ชื่นใจของคน มานั่งปุ๊บเห็นปั๊บ ชื่นใจแล้ว ต่อมาก็อาบน้ำอาบท่ามีความสบาย พักผ่อนแล้ว ลุกก็เดินไปเก็บผลไม้กินมีความสุข

เมื่อท่านสุจิตราสร้างสวนดอกไม้ขึ้นเป็นที่รื่นรมย์ของคน อานิสงส์ที่ท่านจะพึงได้คือว่า ตายจากความเป็นคน ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกเหมือนกัน อานิสงส์ที่สร้างสวนดอกไม้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้วิมาน ๑ หลัง สวยสดงดงามเหมือนกัน ใหญ่โต น่าอยู่ไม่แพ้ภรรยาทั้ง ๒

นอกจากนั้น ก็มีสวนสุจิตราเกิดขึ้น เป็นสวนสวรรค์ ข้าง ๆ สระโบกขรณีเป็นที่ยินดี เป็นที่ชอบใจ ของเทวดาและนางฟ้าทั้งหมด สวนนี้ปรากฏว่าจะมีนางฟ้าบำรุงทั้ง ๒ สวนนี่นะ สวนสุนันทาก็ดี สวนสุจิตราก็ดี จะมีนางฟ้าบำรุงเป็นปกติ

สำหรับนางฟ้าที่บำรุงสวน บรรดาท่านพุทธบริษัทบางท่านบางคนคิดว่าเราปลูกต้นไม้ในวัด แล้วก็เราปลูกต้นไม้ดอกในวัด ต้นไม้มีผลกินในวัด หรือในที่สาธารณะ แต่ว่าที่สาธารณะกับที่วัด มีอานิสงส์ต่างกัน เพราะวัดเป็นเขตของสงฆ์ เป็นเขตในพุทธศาสนา เป็นพุทธเขต เป็นที่อยู่ของผู้ทรงศีล ทรงธรรมฆราวาสท่านสร้างให้เป็นที่อยู่ของผู้ทรงศีลทรงธรรม แต่ผู้อยู่จะทรงศีลทรงธรรมตามที่หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของส่วนบุคคล

แต่จริง ๆ แล้วบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนอุทิศตรงเพื่อพระพุทธศาสนา จึงจัดว่าเป็นของสงฆ์โดยตรง เป็นของพระพุทธศาสนาโดยตรง การไปซ่อมแซมวัดก็ดี สร้างสวนดอกไม้ในวัดก็ดี ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนบำรุงวิหารทาน ชื่อว่า ร่วมในการสร้างวิหารทาน

คือร่วมกัน กุฏิวิหารเป็นที่อยู่ มีความสุข สวนผลไม้ทำอิ่มหนำสำราญ มีความสุข เป็นส่วนหนึ่งของวิหารทาน ดอกไม้สร้างความชื่นใจให้เกิดขึ้น มีความสุข เป็นของเนื่องถึงกัน

ฉะนั้น อานิสงส์ในการสร้างในเขตของวัด ก็เหมือนกัน ท่านอินทกะ ถวายทานแด่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา อานิสงส์มากอย่างนั้น สำหรับสวนสาธารณะบรรดาท่านพุทธบริษัทใครก็ได้ คนมีศีลธรรมใช้ก็ได้ คนมีศีลมีธรรมดีบ้าง กระพร่องกระแพร่งบ้างใช้ก็ได้ คนไร้ศีลไร้ธรรมใช้ก็ได้ ฉะนั้นอานิสงส์จึงไม่เหมือนกัน อานิสงส์ที่จะพึงได้ก็คือเหมือน อังกุรเทพบุตร

แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท จงอย่าเลือกเฉพาะผลใหญ่อย่างเดียว จงเลือกทั้งผลเล็กและผลใหญ่ สิ่งใดใกล้มือคว้าไว้ก่อน นั่นหมายความว่าถ้าสวนสาธารณะเขามีขึ้น เขาต้องการต้นไม้ เขาต้องการดอกไม้ เราก็ไปร่วมกับเขา อย่าลืมว่าข้าวแต่ละจานย่อมมีค่า ข้าว ๑ กาละมังใหญ่ก็มีค่า แต่ว่าข้าวแต่ละจาน จานแม้จะน้อยกว่ากาละมัง แต่หลาย ๆ จานเข้าก็สามารถเต็มกาละมังได้ฉันใด

บุญกุศลที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายทำบุญกับสวนสาธารณะ หรือที่สาธารณประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะไม่อยู่ในเขตสงฆ์ แต่ว่ามีโอกาสทำบ่อย ๆ ก็ชื่อว่าจะเป็นการสั่งสมบุญให้เต็มที่ได้เหมือนกัน

อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฝนตกทีละหยาด ๆ สามารถทำภาชนะให้เต็มได้ฉันใด บุญกุศลที่เราทำแล้วไซร้ แม้จะครั้งละน้อย ๆ แต่ว่าทำบ่อย ๆ ก็สามารถจะทำให้บุญบารมีของเรา เต็มบริบูรณ์ได้

ฉะนั้น ขอทุกคนจงอย่าเลือกเฉพาะที่สงฆ์อย่างเดียว ส่วนใดที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนไม่จำกัด หมายความว่าเป็นสาธารณะ ให้ทำด้วย น้อยก็เอา มากก็เอา อย่างนี้เราจะไม่เสียทีในการเกิด เพราะตามวัดวาต่าง ๆ ก็ไม่แน่นัก นาน ๆ ท่านจะปลูกต้นไม้สักที อาจจะมีหลาย ๆ วัด ต้นไม้ของท่านเต็มแล้วไปปลูกก็ไม่มีที่ปลูก

ฉะนั้น ถ้าที่สาธารณะมีที่ไหน เขาชวนที่ไหนไปที่นั่น มันก็เป็นปัจจัยของความสุข นอกจากความสวยสดงดงาม เราให้ความสุขแก่คนที่เห็น คนที่ได้ใช้ ได้ดม ได้กิน ผลอย่างนี้ถือเป็น ทาน (เสียงมันชักจะเป๋ ๆ ไปแล้ว ท่านพุทธบริษัท วันนี้คอไม่ดีแต่เช้า)

ก็ว่าต่อไปมีเวลาอีกสัก ๖ นาที ก็ขอพูดเรื่อง ภรรยาคนที่ ๔ คือ นางสุชาดา นางสุชาดานี้ไม่เอาเรื่องบุญ ถือว่าเรามีผัวต้องการความเป็นผัว เราเป็นเมียต้องบำรุงผัวให้มีความสุขในด้านกามารมณ์ แต่งตัวสวย ๆ สร้างความสุขจิตให้เกิดกับผัวเวลากลับมาบ้าน แต่คนที่มีอารมณ์อย่างนี้ก็อดจะมีอารมณ์อิจฉาริษยาคนอื่นไม่ได้ เป็นของธรรมดา อาจจะค่อน อาจจะแคะ อาจจะแงะ อาจจะสร้างความรำคาญให้อีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเข้าใจว่าตัวสวย

ความจริงความสวยสดงดงามของร่างกายนี้มันไม่ทน และมันไม่แท้ เพราะร่างกายมีส่วนของความสกปรก ผิวพรรณที่คิดว่าสวยมันก็สวยไม่จริง มันดีประเดี๋ยวเดียวมันก็สกปรกโสโครก ส่วนภายในของร่างกายทุกคนมีสภาพเหมือนกันหมด มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก

แล้วร่างกายก็ เหลาเหย่ คือแก่เหี่ยวลงไปทุกวัน ๆ ความเบื่อหน่ายของร่างกายก็ย่อมมี เหตุฉะนี้ละกระมังที่ มาฆมาณพ จึงมีความเบื่อหน่ายสตรี คิดว่าชาติหน้าไม่ต้องการจะพบ

เมื่อนางสุชาดา มีความประมาทอย่างนั้น อย่าลืมนะ บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปมาโท มัจจุโน ปทัง ความประมาท เป็นทางของความตาย” นางสุชาดานี้ประมาทมาก ความสวยช่วยคนไม่ได้ หลงความสวยมากเท่าไร มีทุกข์มากเท่านั้น หลงความสวยมากเท่าไร ก็มีความเร่าร้อนมากเท่านั้น

ขั้นสุดท้ายภายหลังจะมีอารมณ์เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะความสวยมันลดตัวลงไป เมื่อเธอประมาท ตายจากความเป็นคน ก็ไม่ได้เป็นนางฟ้ากับเขา ไปเกิดเป็น นางนกยาง

ท่านมาฆมาณพ หรือว่า พระอินทร์ ท่านก็พิจารณาว่า เมีย ๓ เมียตามมาแล้ว แต่น้องแก้วสุชาดาหายไปไหน ท่านก็ใช้กำลังใจที่เป็นทิพย์สอดส่ายหาไปก็พบ ปรากฏว่า นางสุชาดาไปเกิดเป็นนกยาง ไปย่ำน้ำเตาะแตะ ๆ น้ำตื้น ๆ หาปลากิน

ท่านพระอินทร์ก็ไปทรมาน ให้นางนกยางรู้จักรักษาศีล ๕ แสดงองค์ให้ทราบว่าฉันคือ พระอินทร์ หรือ มาฆมาณพ เป็นสามีของเธอในชาติก่อน เวลานี้ ๓ ภรรยา (ภรรยามี ๔ คนด้วยกัน) เป็นภรรยาฉัน เขาไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว แต่น้องแก้วก็มีความสวยสดงดงาม ขาว สวยมาก แต่ไม่ไหว มาหากินแบบนี้มันเป็นบาป สอนให้นางนกยางรู้จักรักษาศีล ๕ ไม่ทำปาณาติบาต

นางนกยางก็เชื่อ หาอาหารมันยาก เมื่อหาอาหารไม่ได้ตามต้องการ ร่างกายก็ผอมลง ๆ ๆ ผลที่สุดก็ตาย ในฐานะที่เป็นนกมีศีล ก็ไปเกิดเป็นลูกสาวนายช่างหม้อ เป็นคหบดีมีความร่ำรวย

ในที่สุด พระอินทร์ ท่านก็แปลงตัวไป เอาทองเท่าลูกฟักหนักเท่าตัวคนไปถามว่าใครรู้จักศีล ๕ บ้าง เป็นอันว่าคนทั้งหมดในแถวนั้น ตำบลนั้น เมืองนั้นทั้งเมือง ไม่มีใครรู้จักศีล ๕ แต่ว่าลูกสาวนายช่างหม้อ อาศัยที่เคยมีศีล ๕ มาตั้งแต่นกยาง อารมณ์เดิมปรากฏ ยังจำได้ นึกออก (บารมีมันติดตาม)

ผลที่สุดก็ตอบว่า ฉันรู้จักศีล ๕ และกำลังรักษาศีล ๕ อยู่ ท่านมาฆมาณพจึงให้โฉมตรูมารับทองคำเท่าลูกฟักหนักเท่าตัวคน เอาไปไว้กินไว้ใช้ บอกว่าจะได้เป็นสมบัติเลี้ยงตัวต่อไป จงรักษาศีลอย่าให้ขาด แล้วก็แสดงตัวว่าเป็นพระอินทร์ เคยเป็นสามีของเธอในกาลก่อน ให้ตั้งใจทำบุญทำกุศลเพื่อไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยกัน

เมื่อลูกสาวนายช่างหม้อตายจากชาตินั้น ก็ไปเกิดเป็นลูกอสูร อสูรพวกนี้เดิมทีเดียวอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ต่อมาเมื่อเทวดาไปอยู่ใหม่ มีบารมีสู้ไม่ได้ ก็ลงต่ำลงมาหน่อย

ในเมื่อไปอยู่ในเขตอสูร ก็ไม่สามารถจะพบกันได้อีก พระอินทร์ก็ต้องแปลงเป็นอสูรแก่ ในขณะที่ท้าวอสูร ผู้เป็นพ่อประกาศหาสามีให้แก่ลูกสาว ให้ลูกสาวเลือกสามี ก็เป็นอันว่าเธอเลือกใคร ดูแล้วสรรแล้วก็ไม่ชอบใจ มาเจอะอสูรแก่ ซึ่งเป็นคู่เก่า คือพระอินทร์เข้าแล้วไซร้ก็ชอบ โยนพวงมาลัยให้

เมื่อพระอินทร์รับพวงมาลัยแล้ว ก็คว้าข้อมือขึ้นรถขับหนีทันที ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเกรงว่าอสูรจะรู้เข้า เพราะไม่ค่อยจะถูกกัน บรรดาอสูรทั้งหลายเหล่านั้นแปลกใจ ก็ต่างพากันกวด แต่กวดพอจะเข้าเขตฉิมพลีก็ถูกครุฑต่อต้าน ไม่สามารถจะมาได้ ในที่สุดพระอินทร์ท่านก็พาสุชาดามาไว้ในเวชยันตวิมาน

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เล่ามาอย่างนี้ก็จำ ก็คิดตามก็แล้วกัน ว่าทำแบบไหนมันดี ทำแบบไหนไม่ดี ไอ้แบบอวดตัว หลงตัวว่าสวย แบบนี้เกิดเป็นนกยาง ชอบไหม ความจริงนกยางก็สวยดี ผิวขาว ไม่ต้องฟอกสบู่ ไม่ต้องทาแป้ง ไม่ต้องอบตัว ไม่ต้องอาบน้ำนม ขาวตลอดกาล ถึงแม้ขนเก่าจะหลุดไป ขนใหม่ออกมาก็ขาว ชอบไหม ถ้าชอบก็เอาแบบสุชาดาสมัยหลงความสวย ถ้าต้องการมีความสุขก็รักษาศีล ๕ หรือ กรรมบถ ๑๐

บรรดาท่านพุทธบริษัทพูดมากไม่ได้แล้ว เวลาเหลืออีก ๓๐ วินาที ก็หมดเวลาที่ตั้งไว้ ก็ต้องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี

◄ll กลับสู่สารบัญ



10

หมาไปเกิดเป็นเทวดา

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับการบันทึกวันนี้ยังเป็น วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๑ ตอนนี้เป็นตอนจบของหนังสือเล่มที่ ๔ ตอนจบวันนี้ยังคงไม่อาศัยนิมิต เพราะว่าพูดกันมาเรื่องดาวดึงส์ เรื่องของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ที่มีความสำคัญมีอยู่

ที่องค์สมเด็จพระบรมครูทรงยืนยันว่า สวรรค์มีจริง และ สวรรค์เป็นที่เปิด คำว่า สวรรค์เป็นที่เปิด ก็เพราะว่าสวรรค์ ไม่จำกัดเฉพาะคนประเภทไหนจะไปสวรรค์ได้

นั่นหมายถึง ฐานะ จะเป็นพระมหากษัตริย์ก็ดี เป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็ดี ก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ จะเป็นมหาเศรษฐี อนุเศรษฐีก็ไปได้ จะเป็นคหบดี หรือพ่อค้า คนยากจนเข็ญใจ ก็ไปได้ ก็รวมความว่าพระภิกษุสามเณรก็ไปได้ เหมือนกับนรกเหมือนกัน สวรรค์เป็นแดนเปิด และก็นรกก็เป็นแดนเปิด ใครสมัครใจจะไปทางไหนไปได้ทั้งนั้น

แต่ว่าสวรรค์ก็ดี นรกก็ดี ไม่เปิดเฉพาะคน ก็สงสัยเหมือนกันนะว่า นรกเขาจะเปิดรับสัตว์เดรัจฉานหรือเปล่าก็ไม่ทราบ คือว่าสัตว์เดรัจฉานที่ต้องตกนรก ก็ยังไม่ทราบว่ามีหรือไม่มี หรืออาจจะมีแต่จำไม่ได้ ก็เป็นไปได้ ก็ต้องขอบอกให้ทราบว่า ความรู้ทุกอย่างในพุทธศาสนา อาตมารู้ไม่ครบ มีความรู้เฉพาะอย่างเท่าที่พบมา และสิ่งใดที่ไม่พบก็ไม่ขอปฏิเสธ และก็ไม่ขอยืนยันว่าจะมีหรือไม่มี

เป็นอันว่าสวรรค์เปิดตลอด คนก็รับ สัตว์เดรัจฉานก็รับ เปรตก็รับ เปรตจะไปสวรรค์ สวรรค์ก็รับ อย่างกับมารดาพระสารีบุตรเป็นเปรตอยู่ ไปได้โมทนาอานิสงส์ของพระสารีบุตร จากเปรตไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ต่อมาสัตว์เดรัจฉานก็มีโอกาสไปอย่างช้างของท่านมาฆมาณพ ก็ไปเกิดเป็นเอราวัณเทพบุตร แต่ช้างเชือกนี้ปรากฏประวัติเป็นแค่สร้างความดี ไม่สร้างความชั่ว อย่างที่พระราชาให้เหยียบคน ๓๓ คน ซึ่งทำความดี ช้างไม่ยอมเหยียบ นอนเฉย ๆ นายอำเภอบอกว่า ช้างกลัวตาคน ตาคนมาก ให้เอาเสื่อรำแพนคลุม

ในเมื่อเอาเสื่อรำแพนคลุม ไสช้างเข้าไปให้เหยียบ ช้างไปถึงปั๊บหยุด ไม่ยอมเหยียบ เป็นอันว่าช้างเชือกนี้เป็นช้างที่มีบุญ และมีความฉลาด รู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักควรไม่ควร รู้จักสิ่งที่ควรเว้น แต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ สุนัข หรือ หมา ตอนนี้ให้ชื่อว่า หมาไปสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก (คนบันทึกเขียนไว้ด้วยนะ เขียนจ่าหัวข้อว่า หมาไปสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก)

ในเมื่อหมาไปได้ เราเป็นคนจะไปได้ไหม บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ลองคิดดูว่าเรากับหมาใครจะเก่งกว่ากัน หมานี่ความจริงเขาเรียกกันว่า “สุนัข” สุนัข แปลว่า เล็บงาม เป็นภาษาบาลีว่า สุนัข ถ้าหมาจริง ๆ ใช้ศัพท์ว่า สา (ส.เสือ สระอา) ทีนี้จริง ๆ แล้วเธอเป็นหมา เธอจะเป็นสุนัขด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ

ขอเล่าประวัติความเป็นมาสักเล็กน้อย (เล่มนี้จบกันเรื่องนี้นะ คอแย่เต็มที) นั่นก็หมายความว่า คนที่จะไปดาวดึงส์ หรือหมาที่จะไปดาวดึงส์ ตัวนี้ เดิมทีเดียวเป็นคน ตายจากคนเป็นหมา ตายจากหมาเป็นเทวดา ตายจากเทวดามาเกิดเป็นลูกหญิงแพศยาถูกทิ้ง ๗ ครั้ง เขาปล่อยให้อดข้าวมาตั้งแต่เกิด แล้วต่อมาก็ได้เมีย เป็นลูกของอนุเศรษฐี

ต่อไปก็ได้เป็นมหาเศรษฐี ก็เลยสงสัยว่าท่านผู้นี้ไปนิพพานแล้วหรือยัง ถ้าไปนิพพานแล้วก็แสดงว่าหมาดีกว่าอาตมามาก อาตมาคงสู้หมาไม่ได้ โดยเฉพาะเวลานี้ หมาตัวที่พูดนี้นะ อาตมาก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว ในช่วงแรกท่านไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราสู้ไม่ได้ เราเป็นคน

อันนี้ก็ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนพึงทราบว่า หมาที่มีคนสงเคราะห์ และมีความยินดีในพระ อย่าตี นอกจากมีความผิดก็ตีได้ ไม่มีความผิด จะวิ่งไปหาพระ แสดงความยินดีในพระ อย่าตี เพราะหมามีบุญ จะได้ไปสวรรค์ เราก็ช่วยสงเคราะห์ให้สัตว์ไปสวรรค์ด้วยจะเป็นการดี (เอ้า! พูดเข้าเรื่องต่อไป พูดมาก)

เป็นอันว่า ท่านผู้นี้เดิมทีเดียวเป็นคน ชื่อ โกฏุหลิกะ อยู่เมือง ๆ หนึ่ง เกิดโรคระบาดเกิดขึ้น ก็พาเมียกับพาลูกน้อย (ลูกน้อยเพิ่งออกได้ ๒-๓ เดือนมั้ง เดือน ๒ เดือน ตอนนี้ยังคลานไม่ได้) อุ้มเดินทางผ่านป่าไปอีกเมืองหนึ่ง ในที่สุดหลายวันเข้าอาหารที่ติดมาก็หมด สองคนตายายก็อดอาหาร แต่ยังหนุ่มยังสาวนะ สามีก็บอกกับภรรยาว่าลูกคนเดียวอุ้มไม่ไหวแล้วทิ้งเสียเถิด เธอยังสาวอยู่ พี่ยังหนุ่ม พี่จะสร้างให้ใหม่ ภรรยามีความรักในลูกก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม เอาลูกมาอุ้มแทนเสียเอง

ต่อมาตอนเย็นใกล้ค่ำวันหนึ่ง สามีก็หานโยบายบอกว่า เธออุ้มลูกมานานแล้วผลัดกันเถิด ฉันอุ้มแทนไม่เป็นไร ลูกเราก็รักเสมอกัน ฉันเป็นพ่อเธอเป็นแม่ ภรรยาก็เชื่อ เมื่อภรรยาเชื่อก็ให้สามีอุ้ม สามีก็แกล้งเดินช้า ๆ ภรรยาก็เดินไปข้างหน้า มันก็ไกลไปหน่อย เวลาก็พลบค่ำลง

ในเมื่อโกฏุหลิกะเห็นภรรยาไปไกล ก็เอาลูกเข้าไว้ในโคนต้นไม้ เอาใบไม้กลบ ในตอนนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท แกแถมหักคอลูกตายหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ทว่าเอาใบไม้กลบน่ะกลบแน่ แล้วก็เดินช้า ๆ อีก ให้ภรรยาเดินไปไกลแสนไกลจึงค่อย ๆ เดินไปทัน

ตอนนี้เวลามันก็ค่ำมากแล้ว ไม่รู้ว่าไปไหนต่อไปไหนกัน ภรรยาถามว่าลูกไปไหน เธอก็รับตามความเป็นจริงว่าทิ้งไว้ตรงโคนไม้โน้น ภรรยาเสียใจ กลับเดินย้อนมาใหม่ มาหาลูก มันก็ค่ำแสนค่ำ หาไม่พบ ผลที่สุดก็ต่างคนต่างเดินตามกันไป พอโผล่มาถึงเมืองอีกเมืองหนึ่ง อาศัยความหิวโหยมา ๒-๓ วัน มันจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว เห็นบ้านหลังใหญ่ ๆ สวย ๆ มีคนมาก ก็คิดว่าบ้านนี้คงจะมีอาหาร ๒ คน จึงเข้าไปในบ้านคลานเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขออาหารกิน

ท่านคหบดีเวลานั้นท่านกำลังกินข้าวอยู่ เวลากินข้าวก็มีสุนัขตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสุนัขตัวเมีย ท่านเลี้ยงไว้ ท่านกินบ้าง ท่านก็แบ่งให้สุนัขกินบ้าง ข้าวที่สุนัขกินหรือหมากิน ตัวนี้สุนัข ไม่ใช่หมา เพราะจริยาต่างกัน ขอเรียกว่าสุนัข คือเล็บงาม เธอดีมาก เธอเป็นสุนัขแสนรู้ เธอกินข้าวที่มหาเศรษฐีกินก็เป็น ข้าวมธุปายาส ข้าวชั้นเลิศของคนสมัยนั้น

เมื่อท่านเห็น ๒ คนเข้าไปขออาหาร ท่านก็สั่งให้คนใช้ไปนำอาหารมาให้ ๒ คน เมื่อเวลาเขานำอาหารมาให้ ภรรยามีความรักสามีมากก็ยังไม่กิน ให้สามีกินก่อน สามีก็แสนดีหม่ำเสียจนกระทั่งไม่เหลือ ภรรยาถามว่าอิ่มหรือยัง สามีบอกว่ายังไม่อิ่ม ยังไม่พอ ภรรยาก็ส่งส่วนของตนให้อีก ความจริงเมียเขาดีจริง ๆ มีความรักในผัวมาก ยอมอด ยอมหิว ปล่อยให้สามีหรือผัวมีแรง ท่านผัวก็แสนเลว

ความจริงก็น่าจะคิดถึงเมียว่า เมียก็หิวมาด้วยกัน เหนื่อยมาด้วยกัน กินคนละจานมันไม่พอก็ขอใหม่ หรือมิฉะนั้นถึงแม้ยังไม่พออิ่มก็ไม่เป็นไร ไม่ตายแล้ว มีอาหารกิน เธอไม่คิดอย่างนั้น เป็นคนเห็นแก่ตัวเกินไป กินจานส่วนที่สองเข้าไป ทีนี้มันก็ล้นนะซี อึดอัด ผลที่สุดลมก็แน่นจุกเสียด ตายเวลานั้น

ก่อนที่จะตาย ขณะที่เธอกินอาหาร ก็มีความรู้สึกว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มันแสนจะดี เป็นสุนัขที่มีบุญ ดีกว่าเราซึ่งเป็นคน เราเป็นคน อด ๆ อยาก ๆ แต่เจ้าสุนัขมันมีความสุข อาหารก็ดี ที่อยู่ก็สบาย ท่านคหบดีกินอะไรมันก็กินอย่างนั้น รู้สึกว่าดีกว่าคนใช้ในบ้าน คนใช้ในบ้านก็ดีกว่าเรา

แต่เราเลวกว่าหมา เราเลวกว่าสุนัข เธอก็จิตใจผูกพัน กินไปมองดูสุนัขไป มองอาหารที่ตนกินมันก็ดีไม่เท่าสุนัข กินไปจิตใจผูกพันนึกถึงสุนัขเวลาจะตายใจนึกถึงสุนัข เวลานั้นใจไม่ได้ไปทางไหน เลยไม่ต้องลงนรก เข้าท้องสุนัขไป

ต่อมาเมื่อครบกำหนด กี่เดือนไม่ทราบ หมามันท้องกี่เดือน อาตมาก็จำไม่ได้ ก็ปรากฏว่าเจ้าสุนัขตัวนั้นคลอดออกมาเป็นตัวผู้ เป็นสุนัขแสนรู้ ตัวนี้ก็ขอเรียกสุนัขหน่อยเป็นสุนัขแสนรู้ เพราะตายจากความเป็นคนเกิดเป็นสุนัข ก็รู้ภาษาคนทุกอย่าง เว้นไว้แต่พูดเหมือนคนนั้น พูดไม่ได้ ฉะนั้นเวลาท่านมหาเศรษฐีจะทำอะไร ใช้อะไร ทำได้ทุกอย่าง ตามที่สุนัขสามารถจะพึงทำ

เวลานั้นท่านมหาเศรษฐี เวลาออกพรรษา มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ท่านมหาเศรษฐี (ขอเรียกมหาเศรษฐีก็แล้วกัน คหบดีนี่ลืมเรื่อย เขามีทรัพย์เป็นสิบ ๆ โกฏิ เรียกมหาเศรษฐีก็ได้นะ มันก็ผิดบาลีไปหน่อย ตามบาลีท่านเรียกคหบดี แต่ปากมันเผลอเสียงวันนี้มันค้านกับปาก ปากไม่พูดตามเสียง เพราะคอไม่ดีมาก)

เป็นอันว่า ท่านคหบดีมีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้มาก นิมนต์มาฉันภัตตาหารเป็นประจำตลอด จนกว่าจะเข้าพรรษา มาอยู่ที่เขาใกล้ ๆ บ้าน ตอนเช้าท่านไปรับพระปัจเจกพุทธเจ้า พอถึงพุ่มไม้ ท่านก็เอาไม้ตีส่งเสียงดัง เป็นการไล่สัตว์ร้ายที่อยู่ในพุ่มไม้นั้น เจ้าสุนัขตัวนี้ก็จำ พอไปถึงถ้ำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ก็เข้าไปกราบนิมนต์ท่านมา

บางวันท่านคหบดีไปไม่ได้ มีธุระ ก็ใช้เจ้าสุนัขตัวนี้ไปว่าเจ้าจงไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามา เจ้าสุนัขตัวนี้ไปถึงพุ่มไม้ที่ท่านมหาเศรษฐีเคยตี เคยตวาด ก็ส่งเสียงเห่าโฮ้งเฮ้ง ๆ ๆ เป็นการไล่สัตว์ที่อยู่ในนั้น พอไปถึงวิหารพระปัจเจกพุทธเจ้า มันก็หมอบ ก็คลานเข้าไป ส่งเสียงโหยหวนเล็กน้อย เป็นการแสดงว่านิมนต์ พระปัจเจกพุทธเจ้ารู้ท่า ก็ตามมันมา

เจ้าสุนัขก็เดินนำหน้า พอถึงทางเลี้ยวเข้าบ้านก็เลี้ยวเข้า ทำอย่างนี้เป็นปกติ บางครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านลองดูซิว่า เจ้าสุนัขตัวนี้จะรู้จริงหรือไม่จริง ถึงทางที่เจ้าสุนัขเลี้ยวท่านไม่ยอมเลี้ยวท่านเดินตรงไป เจ้าสุนัขก็เข้าขวางหน้า เมื่อท่านไม่ยอมกลับมันก็ดึงชายสบง ตอนนี้ลำบาก ถ้าสบงหลุดท่านก็อยู่ไม่ได้ ดึงชายสบงให้เข้าทาง ผลที่สุดพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ต้องตามไป

ก็รวมความว่าเธอปฏิบัติอย่างนี้ เธอมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก ถ้าจะบอกว่าเคารพด้วยก็ได้นะ บาลีไม่ได้บอกว่าเคารพ ความจริงก็ต้องเคารพ เพราะเห็นเจ้านายหมอบคลาน เวลาไปถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าก็หมอบคลานเหมือนกัน แล้วก็ส่งเสียงนิดหน่อย ลีลาคล้ายจะนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเคารพ ทั้งมีความรัก ทั้งมีความเคารพ ในเมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าฉันอยู่ที่บ้าน เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ไม่ได้นั่งห่าง อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา

ต่อมาถึงเวลาเข้าพรรษา พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านต้องกลับเขาคันธมาธน์ ท่านก็ลาคหบดี อาจจะบอกลาเจ้าสุนัขแสนรู้ด้วยก็ได้ คงจะบอกลา และอาตมาเคยว่าง ๆ ก็พูดกับหมาเหมือนกัน มันรู้เรื่องหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ว่าสิ่งใดที่ต้องการพูดไป เจ้าหมาทำได้ทุกอย่าง ตามความสามารถของหมา แสดงว่าฝูงหมาที่เลี้ยงไว้ หรืออยู่ในวัด มันก็รู้พอสมควร ก็เป็นอันว่าท่านอาจจะลาเจ้าสุนัขตัวนั้น

หลังจากนั้นท่านก็เหาะไป เจ้าสุนัขมันเห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะไปมันคิดถึง คิดถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เห่าบ้าง หอนบ้าง แสดงความเคารพ แสดงความอาลัย เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าลับตัวไป เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ขาดใจตายทันที

เมื่อขาดใจตายจากความเป็นสุนัข อาศัยที่มีความเคารพมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า อย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทอย่าลืมว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มันมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามาหลายเดือน เข้าใจว่าเขาจะนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นปกติ จะเห็นว่าเวลาที่ท่านมหาเศรษฐีไปรับ เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ไปด้วย

เวลาที่ท่านมหาเศรษฐีไปไม่ได้ ก็ใช้เจ้าสุนัขตัวนี้ไป เขาก็ทำทุกอย่าง แสดงว่าเขารักพระปัจเจกพุทธเจ้า และก็มีความเคารพนับถือด้วย จิตนึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นปกติ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันที่บ้าน เธอก็ไม่ห่างพระปัจเจกพุทธเจ้า เวลาพระปัจเจกพุทธเจ้าจากไปเธอก็มีความอาลัย แสดงว่ามีความนึกคิด รักพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก นี่เป็นเครื่องพิสูจน์

การที่มีความรู้สึกอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้านักพุทธศาสนาจริง ๆ เขาเรียกว่า พุทธานุสสติกรรมฐาน
ถ้าจะถามว่าสัตว์เจริญกรรมฐานได้รึ
ก็ขอตอบว่า สุนัขตัวนี้นั้นเจริญกรรมฐาน

ถ้าจะถามว่าเจริญกรรมฐานนั่งสมาธิไม่ได้ก็ต้องขอตอบว่า กรรมฐานไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ กรรมฐานอยู่ที่อารมณ์ของใจหรือสมาธิ เป็นอารมณ์ของใจวิปัสสนาเป็นอารมณ์ของใจ ร่างกายจะอยู่ท่าไหนนั้นไม่มีความสำคัญ จะนั่งก็ได้ นั่งท่าไหนก็ได้ตามชอบใจ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนอนก็ได้ แต่ทว่าข้อสำคัญมีอยู่ว่าให้จิตใจจับอยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่เราต้องการ

อย่างเจ้าสุนัขตัวนี้ จิตใจจับจ่ออยู่ในพระปัจเจกพุทธเจ้า จะเห็นว่าแกนึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นปกติ ถ้าจะถามว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ใช่สัมมาสัมพุทธเจ้า
ทำไมจึงเรียกว่า พุทธานุสสติ
ก็ต้องขอตอบว่า เขาเรียกกันว่าอะไรนะ เขาเรียก พระปัจเจกพุทธเจ้า ใช่ไหม พุทธะ ใช่ไหม ปัจเจกพุทธะ ใช่ไหม

ปัจเจกพุทธเจ้าก็คือพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แต่ว่าไม่มีหน้าที่สอนตรงกับบรรดาท่านพุทธบริษัท บรรลุเองโดยไม่ต้องมีครูสอนเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ว่าใครสนใจในธรรมไปบอกท่านก็ไป แต่ท่านไม่เดินไปสอน ใครไปหาท่านท่านช่วย ถ้ามีความจำเป็น ท่านก็ไปหาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สาธารณะทั่วไปเหมือนพระพุทธเจ้า

ฉะนั้น การที่สุนัขนึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเป็น พุทธานุสสติ ตามในเรื่องของ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ไม่เคยยกมือไหว้ ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยใส่บาตร ตายแล้วไปสวรรค์นับไม่ถ้วน นับเป็นโกฏิ ๆ
แต่ว่าสุนัขตัวนี้มีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ใช่นึกถึงอย่างเดียว มีความเคารพด้วย รักด้วยปฏิบัติ เพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย มีกำลังสูงมาก

ฉะนั้น เมื่อเธอตายจากความเป็นสุนัข ก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกมีนามว่า โฆษกเทพบุตร (โฆษกะ แปลว่า กึกก้อง) ถ้าพูดเป็นภาษาไทยก็แปลว่า “เทวดาที่มีเสียงดัง” พูดตามปกติธรรมดา ๆ เสียงเบา ๆ ดังไป ๖๐ โยชน์

ถ้าพูดเต็มเสียง ดังก้องทั่วดาวดึงส์ อันนี้เป็นผลของการส่งเสียงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า ส่งเสียงขับไล่ศัตรูที่จะมีระหว่างทางให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็ส่งเสียงเคารพรักอาลัยในพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหาะไป เสียงดัง แล้วก็เสียงเพราะ

เมื่อหมดบุญบารมีจากความเป็นเทวดาก็จุติมาเป็นคน กรรมที่ทิ้งลูกเข้ามาสนอง เข้าไปเกิดเป็นลูกหญิงแพศยา คือ โสเภณี โสเภณีเวลานั้นเขามีตระกูล เขามีศักดิ์ศรี แต่เขาไม่ต้องการลูกผู้ชาย เมื่อเกิดเป็นลูกผู้ชายมา เขาไม่ต้องการ กรรมที่ทิ้งลูก เขาก็เลยนำไปทิ้งไว้ในป่า เอาใบไม้กลบ

ต่อมาท่านมหาเศรษฐีก็นำมาเลี้ยง ท่านมหาเศรษฐีก็มีลูกคนหนึ่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ก่อนมา มีโหรพยากรณ์ว่า คนเกิดวันนี้จะเป็นมหาเศรษฐีในวันหน้าต่อไป ท่านมหาเศรษฐีก็ให้ไปดูภรรยาว่าเมียคลอดบุตรหรือยัง ก็ปรากฏว่า ยัง ก็ทราบว่าหญิงคนนี้คลอดบุตร แล้วก็เอาไปทิ้ง จึงให้นำมาเลี้ยง หวังจะให้เป็นมหาเศรษฐี

ต่อมาจากกรรมที่ทิ้งลูก เป็นเหตุให้เขาทอดทิ้งเพื่อให้ตาย ๗ ครั้ง (เวลาน้อยขอเล่าลัด ๆ เรื่องใหญ่เขามีแล้ว) เมื่อทิ้ง ๗ ครั้งไม่ตาย แต่ในที่สุดลูกชายของมหาเศรษฐีเองตายแทน

ต่อมาเขาก็ใช้ให้ไป เพื่อให้นายบ้านฆ่า นายบ้านสวยก็ไปพักบ้านอนุเศรษฐีหลับ ลูกสาวอนุเศรษฐีบ้านนั้นมีอยู่ทราบว่าชื่อว่า โฆษก ก็เกิดความรัก ย่องเข้ามาดูเห็นห่อผ้า (โฆษกคนนี้ปรากฏว่าไม่ได้เรียนหนังสือ เขาเขียนจดหมาย

ไป ให้ปลายทางฆ่าก็ไม่ทราบ อ่านไม่ออก)
เธอแก้ห่อผ้าออกมาดู อ่านหนังสือพบ ก็คิดว่าตายจริง คนนี้โง่มาก เขาสั่งให้ฆ่ายังนำจดหมายมา จึงแปลงสารเสียใหม่ว่า คนนี้ถึงเมื่อไรให้ต้อนรับทันที และให้แต่งงานกับลูกสาวอนุเศรษฐี (เอาเข้านั่นแล้ว) แต่งงานกับเธอ และจัดการระวังป้องกันเป็นอย่างดี เมื่อถึงปลายทางเขาก็ทำอย่างนั้น ในที่สุด พ่อเลี้ยงซึ่งเป็นมหาเศรษฐีตาย เธอก็ได้เป็นมหาเศรษฐี

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ตอนท้ายลัดมาก ก็เพื่อจะให้ทราบว่า คนเราเกิดมา กฎของกรรมทั้ง ๒ ประการ ย่อมให้ผล คือกรรมที่ทิ้งคนของโฆษก ก็ต้องถูกทอดทิ้ง เพื่อเขาจะหวังฆ่า แต่บังเอิญยังไม่ตาย ก็เพราะอาศัยที่ตนเคยทำบุญมา ได้แก่การมีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้า ช่วยเหลือท่าน

และผลที่เคยสร้างเจดีย์ร่วมกัน สร้างเจดีย์ และเป็นทาสที่ปฏิบัติพระเจดีย์ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่เขาฝังพระธาตุในกาลก่อน (ต้องอีกเรื่องหนึ่ง อย่างนี้ต้องเป็น สูตร อีกสูตรหนึ่ง) เป็นผลให้เธอได้เป็นมหาเศรษฐีต่อมาในชาตินี้

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย คนเกิดมาในชาตินี้ได้รับผลกรรม ๒ อย่าง เวลาใดที่กรรมเป็นกุศลให้ผล เวลานั้นก็มีความสุข เวลาใดกรรมที่เป็นอกุศลในชาติก่อนให้ผล เวลานั้นก็มีความทุกข์

ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพึงทำใจให้สบายว่า ชาตินี้กุศลหรืออกุศลจะให้ผลก็ตามที เราเกิดมาพบศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ท่านสอนให้รู้จักให้ทาน เราให้ ท่านสอนให้เรารู้จักรักษาศีล เรารักษา ท่านสอนให้เรารู้จักภาวนา เราภาวนา ทำทุกอย่างตามที่พระพุทธเจ้าทรงประสงค์

อย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท อย่างต่ำเราไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ อย่างกลางเราไปพรหมได้ สวรรค์นี้ไม่จำกัดนะญาติโยมพุทธบริษัท อาจจะเป็นสวรรค์ชั้นไหนก็ได้ สวรรค์ อากาศเทวดา จริง ๆ มี ๖ ชั้น อย่างกลางไปพรหมได้ อย่างดีที่สุด ไปนิพพานได้

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ดูเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง ๑ นาที ก็หมดแล้ว ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี


*** จบเล่ม๔ ***



((( โปรดติดตามเล่มต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


puy - 11/9/10 at 15:23