Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม
[*] posted on 27/11/09 at 09:10 [ QUOTE ]

หนังสือ "หลวงพ่อธุดงค์" โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน




หลวงพ่อธุดงค์

โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร




สารบัญ

01. ฝึกธุดงค์
02. ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๑
03. ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๒
04. ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๓
05.
ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๔
06. ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๑
07. ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๒
08. พระสอนในป่า
09. ศึกษาตามคำสอนของพระ
10. เตรียมตัวกลับวัด

11. อุปสรรคในวัด
12. ไปนมัสการหลวงพ่อโหน่ง
13. เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๑
14. เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๒
15. เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๓
16. ไปนมัสการหลวงพ่อเนียม เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม ตอนที่ ๑
17. ไปนมัสการหลวงพ่อเนียม เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม ตอนที่ ๒
18. หลวงพ่อปานนำออกธุดงค์
19. ปักกลดที่เขาชอนเดื่อ
20. พระเจ้าของถ้ำหุงข้าว

21. ชมบึงบอระเพ็ด และเรียนระลึกชาติต่าง ๆ
22. ธุดงค์ไปนครสวรรค์
23. ไปเที่ยวสุวรรณวิหาร
24. หลวงพ่อจงพยากรณ์
25. ธุดงค์ภาคอีสาน ตอนที่ ๑ (หน้าที่ ๒)
26. ธุดงค์ภาคอีสาน ตอนที่ ๒ (หน้าที่ ๒) update ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓
27. บ้านหน้าถ้ำที่อีสาน (หน้าที่ ๒) update ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓
28. ถ้ำศรีฐาน (หน้าที่ ๒) update ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓
29. ไปพักที่ดงพระยาเย็น (หน้าที่ ๒) update ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓
30. ไปพักที่ภูเขาภูกระดึง
31. ไปสายเมืองกาญจนบุรี
32. ขึ้นเขาพระสุเมรุ
33. ไปเที่ยวภูกระดึง(บทสุดท้าย)


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/11/09 at 09:11 [ QUOTE ]



ฝึกธุดงค์


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย จะขอเล่าความเป็นมาสมัยที่บวชใหม่ๆ เพราะว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อเห็นปฏิปทาในปัจจุบันก็ดี เมื่อเห็นความเป็นมาต่างๆ ในปัจจุบันก็ตาม อาจจะคิดว่า ตอนบวชใหม่ ๆ คงจะเป็นพระที่มีการเคร่งครัดมัธยัสถ์มาก เพราะว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน

คำว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อปาน นี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็จงอย่าคิดว่า เหมือนหลวงพ่อปาน ทุกองค์ หรือว่าจะปฏิบัติคล้ายคลึงหลวงพ่อปานทุกองค์ก็หาไม่ ความจริง พระที่ปฏิบัติตามหลวงพ่อปานจริง ๆ มีไม่ถึงร้อยละสอง ขอกล่าวด้วยความจริงใจ นอกนั้นก็เป็นพระที่อาศัยบารมีกินทั้งนั้น แต่ทว่ามีอาการเบ่ง เวลาไปทางไหนเขาบอกว่าพระวัดบางนมโค คนก็มีความเคารพ ถือว่าเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาจะถือว่า หัวหน้าท่านดี แต่ลูกน้องจะดีเหมือนกันทั้งหมด ไม่ใช่

แม้แต่ที่วัดท่าซุงเอง ก็เหมือนกัน ก็จงอย่าคิดว่า ท่านจะเป็นนักสมถวิปัสสนากันทุกองค์ บางองค์ก็ยังถือว่า ปฏิบัติถูกตามพระธรรมวินัยใช้ได้ก็มีอยู่ บางองค์ที่มีการเคร่งครัดมัธยัสถ์ในสมถภาวนาก็มีอยู่ ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ว่าพระส่วนใหญ่ ประกอบกับงานของวัดห่วงงานวัด ในใจในงานวัดดี อาจจะมีบ้างที่ขี้เกียจ จะมีบ้างหรือเปล่า ก็มองไม่เห็นแต่ถือว่าทำงานกันตามหน้าที่ รู้สึกว่า จะดีกว่าสมัยนั้นมาก ก็รวมความว่า มาเล่าเรื่องอาตมาเองก็แล้วกัน คนอื่นจะไปนินทาเขาทำไม (ความจริงไม่ตั้งใจนินทา แต่ล่อเข้าแล้ว ไม่ใช่นินทาเล่าสู่กันฟัง)

เมื่อสมัยที่บวชใหม่ ๆ ก็มีผ้าห่มไม่ดี ผ้าก็เป็นผ้าดิบ เมื่อบวชเข้ามาแล้ว รู้สึกว่าบวชเข้ามาประมาณ 1 เดือน อารมณ์ของพระ 1 เดือนนี่ ความเป็นพระน้อยเต็มที นอกจากระวังพระธรรมวินัย เพราะว่า เห็นอะไรมันดีหมด เห็นทรัพย์สินต่าง ๆ ก็ดีหมด เห็นสาว ๆ ก็สวยหมด (อีตอนเห็นสาว ๆ สวยหมดนี่ มันจะดีมากเกินไป) ก็มาคิดในใจว่า ผ้าเหลืองไม่ได้ทำให้กิเลสหด ถ้าอย่างนั้นก็ลองปฏิบัติธุดงค์ (ธุดงค์ 13 นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทมันไม่จำเป็นต้องเข้าป่าเข้ารกเสมอไปหรอก)

ไปถามหลวงพ่อปานท่านบอกว่า อยากจะปฏิบัติธุดงค์ตามแบบฉบับใน ธรรมวิภาคปริเฉท 2 จะทำได้ไหม ท่านบอกว่า ทำได้ ท่านถามว่า เธอต้องการอะไร

ก็ต้องการ อันดับแรก เอกาสนิกังคะ ก็หมายความว่า กินข้าวเวลาเดียว

2. เตจีวริกังคะ ใช้ผ้า 3 ผืน (เอาภาษาไทยดีกว่า) เอา 2 อย่างนี่ก่อน

หลวงพ่อปานบอกได้ฉันจะขึ้นให้ แล้วท่านก็แนะนำการปฏิบัติธุดงค์ กินข้าวเวลาเดียวใช้ผ้า 3 ผืน

แต่ความจริงเขามีผ้าอาบน้ำฝนเพิ่มขึ้นมา ก็มีเป็นผ้าผลัด เมื่อถึงเวลาวันโกนทีก็ซักย้อมสบง จีวร ใช้ผ้าอาบนุ่ง ย้อมกันที วันโกนก็ย้อมที ผ้าสมัยนั้นต้องย้อม เพระสีตกผ้าสีตกนี่ดี ทำให้พระสีสวยเพราะสีผ้าตกเข้ามาในเนื้อพระ

ลองกินข้าวเวลาเดียวอยู่ 1 ปี อาหารที่วัดบางนมโคเวลานั้นไม่ได้ฟุ่มเฟือยไม่ได้มากมายเหมือนกับวัดท่าซุงเวลานี้ มันก็เหมือนวัดท่าซุงเมื่ออาตมามาอยู่ใหม่ ๆ คือ ไม่ค่อยจะมีอะไรกิน หลวงพ่อปานจึงต้องแกงหม้อใหญ่ ๆ 1 หม้อ หุงข้าวกระทะ ข้าวบิณฑบาตก็ไม่พอกิน แกงก็ไม่พอ กับข้าวที่ฉันเช้าแล้ว ก็ต้องเก็บไว้เพล ก็รวมความว่าเพลกับเช้า กินข้าวเหมือนกัน

พอมาถือเอกาเช้า กับข้าวที่ถือว่าเป็นพื้นฐานก็คือ ปลาย่าง ปลาย่างกับน้ำปลาแล้วก็พริกแห้งบ้าง พริกขี้หนูบ้าง อะไรก็ตามเท่าที่มี หั่น ๆ ใส่ กินเป็นประจำอย่างนี้ทุกวัน บางทีมีผักบุ้ง ก็เอาผักบุ้งมาต้ม กินกับน้ำปลา กับพริก พริกก็เผ็ด น้ำปลาก็เค็ม ผักบุ้งก็จืด ๆ ก็ใช้ได้ แบบนี้ 1 ปี สังเกตดูแล้วว่า กิเลสมันตกไหม ถึงแม้ว่าจะกินข้าวเวลาเดียว ถือผ้า 3 ผืน ก็ทำตัวเสมอกับพระต่าง ๆ คือว่า ก็ยังสมาคมกับท่านตามปกติ เวลาที่ว่างจากการเจริญกรรมฐาน สำหรับกรรมฐานนี่ว่ากันปกติตั้งแต่วันแรก

ก็เป็นอันว่า กินข้าวเวลาเดียวมา 1 ปี สังเกตดูกำลังจิตใจ ทั้ง ๆ ที่เจริญสมาธิกรรมฐานด้วย สมัยแรกก็ใช้ภาวนาว่า พุทโธ อย่างเดียว และใช้กำลังวิปัสสนาญาณบ้าง ก็ไม่มากก็ทำแบบนกแก้ว นกขุนทอง แต่ว่าภาวนาไม่เลิก ภาวนานี่ไม่เลิกแน่ เดินไปเดินมาก็ภาวนา เว้นไว้แต่คุยกับเพื่อน คุยกับเพื่อนก็คุยไป เมื่อเลิกคุยก็ภาวนา เวลาไปบิณฑบาตก็ว่า อิติปิโสฯ ว่าเรื่อยไปจนกว่าจะกลับ นึกในใจนะ อย่างนี้ 1 ปี กิเลสไม่ตกเลย มองดูสาว ๆ ยังสวย มองดูเงินทองยังมีค่า มองดูทุกอย่างท่าทางมันยังดี ก็นึกในใจว่า การถือเอกา กินข้าวเวลาเดียว บางคนเขาถือว่าเคร่งครัดมัธยัสถ์ แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้ว กิเลสยังท่วมหัวตามเดิม

ต่อมาเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า หลังจากนี้ไป เราจะไม่กินของคาว จะเรียกว่า กินเจหรือกินเจ๊อะไรก็ตามใจเถอะขึ้นชื่อว่าของคาวไม่กิน แต่ก็ไม่บอกชาวบ้านให้ทราบถ้าบอกแล้ว เขาจะทำมาลำบาก เราก็บิณฑบาตมาแล้ว อะไรก็ตามที่มันเป็นของคาว เราก็ไม่กินนั่งกินรวมวงกับพระธรรมดา ๆ ไม่ได้แยกไปไหน เลือกกินแต่ของที่มันไม่มีคาว ขณะที่ไม่กินของคาวนี่ใช้เวลา 3 ปี ก็ยังกินข้าวเวลาเดียวตามเดิม ในที่สุด กิเลสก็ไม่ตก สาวก็ยังสวย เงินก็ยังมีค่า วัตถุต่าง ๆ ก็ยังมีค่ามากสวยสดงดงาม เลยมีความเข้าใจว่าการที่เราปฏิบัติทางกายแบบนี้ ตามที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ท่านตรัสว่า มรรคผล ไม่ได้เกิดจากทางกาย มันเกิดจากทางใจ

แต่ว่ามีอะไรแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ขณะที่ตั้งใจว่า จะไม่กินของคาว บังเอิญวันหนึ่งในระหว่างที่ยังไม่กินของคาวนั่น มีญาติโยมเขาถวายข้าวต้มเครื่อง เขานิมนต์ทั้งวัด จะไม่ฉันก็เกรงใจเขา จะฉันก็คิดว่ามันเสียสัจจะ เขาบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเจ้าค่ะ โปรดสักชามหนึ่งเถิด ถึงแม้ว่าจะถือว่า ไม่ฉันของคาว ก็โปรดสักชาม พอกินเข้าไป ช้อนที่หนึ่งทำท่าอืด พอช้อนที่สองอาเจียนทันที อาเจียนอย่างหนัก

ญาติโยมตกใจ ต้องหาของไม่มีคาวมาให้พอพ้น 3 ปีไปแล้ว ก็กินของคาวตามเดิม ตอนที่ถือเอกาด้วย ไม่กินของคาวด้วย บรรดาญาติโยมทั้งหลาย กิเลสมันก็ดีตามเดิม ยังไม่ไปไหนเลย สาวสวยก็ยังสวยตามเดิม เงินมีค่า ก็ยังมีค่าตามเดิม วัตถุต่างๆ ก็ยังสวยสดงดงามตามเดิม อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนัก เว้นไว้ว่า จะคุมด้วยกำลังของภาวนา หรือพิจารณาบ้างในบางโอกาสเท่านั้นเอง

ก็เป็นอันว่า ปฏิปทาเดิมจริง ๆ และสำหรับการปฏิบัติตัว ก็เหมือนกันพระท่านนั่งคุยที่ไหนไปที่ไหน ก็ไปด้วยกัน เว้นไว้แต่เวลาอยู่เราก็อยู่ในป่าช้าของเราตามปกติ เวลาออกมาก็คุย คุยสนุกสนานตามปกติธรรมดา ไม่แสดงตัวว่า ฉันกับเธอน่ะไม่เหมือนกันนะ ตัดมานะตัวนี้ออกไป

ต่อมาก็มีความรู้สึกทางใจว่า เรานี่คงไม่สามารถชนะกิเลสแน่ ถ้าไม่ชนะกิเลส เราจะอยู่หรือเราจะสึกในเมื่อเราออกพรรษาไปแล้ว ก็มานั่งปรึกษากัน 3 องค์ว่า ถ้าเราอยู่ต่อไปเราก็ขาดจากงานที่เราเป็นลูกจ้างเขา นี่เราลาเขามาเพียงแค่ไม่กี่เดือนเวลานี้มันก็ครบแล้ว ถ้าหากว่าเกินเวลาไป ถ้าเราสึกไป เขาก็ไม่จ้างเรา ถ้าเราจะอยู่ ถ้าอยู่ไม่ตลอด มันก็ไม่ดีเหมือนกัน เวลานี้กิเลสทุกอย่างมันก็ห้ำหั่นเรา เราไม่ได้หั่นกิเลส ถ้าอย่างนั้น เอาอย่างนี้ดีกว่า เราสึกกันดีกว่า สึกไปหากิเลส อยู่กับกิเลสให้มันช่ำใจ ให้มันเบื่อกิเลส เพราะการเคล้าคลึงกับกิเลส ในเมื่อเราเบื่อกิเลส เราก็บวชใหม่ ปรึกษากันตอนเช้า

พอดีตอนเช้า หลวงพ่อปานท่านก็เดินผ่านมาถึงหน้าบันได ท่านก็เอาไม้เท้า เคาะบันได ป๊อก ๆๆ หันไปหาท่าน ยกมือไหว้ ท่านบอก ว่าอย่างไร อยากไปหา เป็นขี้ข้ากิเลสอย่างนั้นรึ มันไม่มีทางชนะมันหรอก ออกไปแล้ว นอกจากตัวเราคนเดียว เราก็ห่วงขันธ์ 5 ต่อไปไม่ช้า นี่คุณระหว่างที่บวชอยู่นี่ ผู้หญิงเขาจองหลายคนนะ ทั้งสามองค์นี่ แกอย่านึกว่าฉันเป็นพระแก่ฉันไม่รู้นะ ฉันรู้ว่าใครเขาจองเธอหลายคน และที่เขาจองเธอหลายคนนี่ สักคนหนึ่งในจำนวนนั้นอาจจะชนะใจเธอ

ในเมื่อเขาชนะใจเธอแล้ว เธอก็แต่งงานกับเขา แต่งงานก็เลยเป็น ขันธ์ 10 คนเดียวขันธ์ 5 สองคนขันธ์ 10 ต่อมา ลูกออกมา ก็เป็น ขันธ์ 15 ลูกออกมาอีก ก็เป็นขันธ์ 20 เพียงแค่ขันธ์ 5 อย่างเดียว ยังมีทุกข์อย่างนี้ จะต้องการขันธ์ 20,30,40 ขันธ์ มันจะมีความสุขได้อย่างไร ความห่วงใยที่คิดว่าจะตัดกิเลส มันตัดไม่ออก กิเลสมันพอกมากขึ้น ตัดสินใจเองก็แล้วกันนะ ว่าอยากจะเป็นอิสระ หรืออยากจะเป็นขี้ข้าเขาต่อไป

ท่านพูดแล้วท่านก็ยิ้ม ท่านก็เดินกลับ เราก็นึกในใจว่า เอ..มีเมีย เราก็เป็นขี้ข้าเมีย มีลูก เราก็เป็นขี้ข้าลูก ไปไหนไม่มีอิสระ บวชต่อไปดีกว่า เมื่อมันทนไม่ไหวจริง ๆ เราก็สึก สึกแล้วเรารับจ้างที่เดิมไม่ได้ เราก็ทำมาหากิน ปลูกผักปลูกหญ้าไปตามเรื่องตามราวก็แล้วกัน ฐานะก็พอมีอยู่บ้าง มันไม่ร่ำไม่รวยก็ช่างมันเถอะ มีพอกินไปวันหนึ่ง ๆ ก็ตัดสินใจอยู่

นี่เป็นเรื่องราวปกติธรรมดา ๆ นะญาติโยมนะ อย่าไปนึกว่าพระที่กินข้าวเวลาเดียวเคร่งครัดดีกว่าพระอื่น อย่าไปคิดนะ แต่องค์อื่นนั้นอาจจะดีก็ได้ แต่อาตมากิเลสมันท่วมหัวมาแล้ว กินข้าวเวลาเดียว แล้วแถมกินเจประเภทไม่บอกชาวบ้านนี่ มันพิลึกพิลั่นละ กับข้าวที่เขาหามาให้เขาใส่บาตรมาให้ บางทีมันก็มีคาวทั้งหมด ทำอย่างไร เอาน้ำปลากับหัวหอมมาเป็นกับข้าว หัวหอมธรรมดานี่ เป็นกับข้าว กินเป็นปกติ อย่างนี้กิเลสมันยังไม่หดเลย ถ้าเราจะถือมังสวิรัติ หรือกินเจจริง ๆ กิเลสมันจะหดได้อย่างไร เขาทำกับข้าวเวลานี้มันดีมากกับข้าวเจนี่ บางทีไม่รู้ว่าเจ แหม…มีอะไรหลอกเป็นหมูบ้าง เป็นเนื้อบ้าง เป็นไก่บ้าง ตักไปพับ อ้าว…นี่มันไม่ใช่นี่หว่า มันของปลอม

ก็รวมความว่า คนอื่นอาจจะลดได้ แต่อาตมามันไม่ลด ก็ตัดสินใจว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราออกธุดงค์กัน ธุดงค์ในวัดเราก็ทำแล้วคือ ใช้ผ้าสามผืน และถือเอกาบางครั้งเราก็ถือเนสัชชิ และโยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมฐานก็ทำแล้วเป็นปกติ กิเลสมันยังไม่ลดไปสักตัว ราคะ ความรัก มันยังมี โลภะ ความโลภ มันยังมี โทสะ ความโกรธ มันยังมี โมหะ ความหลง มันยังมี มันยังมีตัวอยาก จึงตัดสินใจธุดงค์

พรรษาที่สอง ตัดสินใจธุดงค์ หลวงพ่อปานก็ฝึกธุดงค์ให้ ท่านก็ถามว่า เธอจะธุดงค์อย่างปกติ หรืออุกฤษฏ์ ก็ถามว่า ปกติเป็นอย่างไรขอรับ ท่านบอก ปกติก็เดินไปตามหลังบ้าน ปักกลดตามหลังบ้านชาวบ้านเขาก็ใส่บาตร ถ้าอุกฤษฏ์จะต้องเข้าป่าลึก ถ้าดีไม่พอเทวดาไม่ให้ข้ากิน ถ้าคืนไหน วันไหน จิตใจเราบริสุทธิ์ รุ่งเช้าเทวดาจะใส่บาตรให้ ก็เลยตัดสินใจบอกว่า ผมต้องการอุกฤษฏ์ครับ ทำมันอย่างจริงๆ เอาจริง ๆ ท่านก็เลยฝึกธุดงค์ให้

อันดับแรกก็ฝึกธุดงค์ในป่าช้า หาทางบิณฑบาตกับเทวดา หากินกับเทวดานี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มันยากจริง ๆ เอาบาตรไปแขวนกับต้นไม้ แล้วยืนหลับตาพักหนึ่งทำแบบนี้ มาประมาณ 15 วัน

ต่อมา เป็นวันที่ 16 หรือ 17 จำไม่ได้ หลับตาภาวนาอยู่เฉย ๆ พอจิตเป็นสุขความจริง วันแรก ๆ มันทำไม่ถูก ก็คิดว่า เมื่อไรเทวดาจะมา ๆ ภาวนาไป คิดถึงเทวดาไป จิตมันฟุ้งซ่าน วันนั้นตัดสินใจตามนี้ เทวดาจะมา หรือไม่มาก็ช่างเถิด ฉันก็มีข้าวกินจากพระอื่น เขาบิณฑบาตมาให้ ก็ทำใจสบาย จับอานาปานสติ แล้วก็เจริญพุทธานุสสติ เห็นภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ที่ท่านเคยแสดงให้ปรากฏ สวยอร่ามมาก

โอ้โห..แท่นใหญ่เบ้อเร่อ ยิ้มแฉ่ง ริมฝีปากแดง ผมดำ สวยสดงดงาม ก็มีคนปฏิบัติอยู่คนหนึ่งชื่อ พุฒ ท่านเรียก มหาพุฒ ๆ เมื่อเห็นท่าน ก็ดูท่านเพลิน ชื่นใจ ประเดี๋ยวได้ยินเสียงฝาบาตรดังก๊ง แล้วมหาพุฒก็บอกว่า คุณ..ลืมตาได้แล้ว เทวดาใส่บาตรแล้ว วันนี้คุณทำถูก ทำอย่างนี้ต่อไปทุกวันนะ จะไม่พลาดจากการได้กินข้าวจากเทวดา แล้วภาพท่านก็หายไป

พอลืมตาขึ้นมา เปิดฝาบาตรดู มีข้าวในบาตร สีเหลือง ๆ น้อย ๆ และมีดอกไม้ที่ไม่เคยเห็นมาในกาลก่อนมีอยู่ 1 ดอก เอาข้าวมากินมันมีรสหวานน้อย ๆ มีอารมณ์ชุ่มชื่นตอนนี้ก็ได้ท่าแล้ว วันหลังต่อมาก็ใช้วิธีแบบนี้ หลับตาพับ ไม่สนใจแล้วกับใคร สนใจกับภาพพระพุทธเจ้าอย่างเดียวภาวนา พุทโธ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ และนึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ตอนแรกท่านมาให้เห็นตอนหลังเรานึกเห็นเอาเอง นึกเห็นเอาเองจิตก็เห็นภาพชัดเจน เหมือนกับที่ท่านมาให้เห็นพอได้ยินเสียงฝาบาตร ก๊ง ก็ยกมือไหว้พระพุทธเจ้าเสร็จ ลืมตาขึ้นมา มีข้าวตามเดิม ซ้อมอย่างนี้อยู่ในป่าช้า 15 วัน

ถ้าถามว่า ในยามปกติหลังจากนั้นกับพระอื่น ก็เล่นกับเขาธรรมดา เขาคุยสนุกเราก็คุยสนุก เขาแบบไหน เราก็แบบนั้น ก็ถือว่า แค่อะไรก็แค่กัน เวลาปกติก็เป็นเวลาปกติ

หลังจากนั้น เมื่อครบ 15 วันเสร็จ ท่านส่งไปที่ป่า โน่น… ป่าศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี 3 องค์ไปซ้อมกันที่นั่น ท่านบอกว่า อีคราวนี้แหละแกถ้าแกไม่ได้กินข้าวเทวดาไม่ให้ แกก็ไม่ต้องกินอะไรทั้งหมด เพราะไม่มีวัดที่อาศัย ไม่มีบ้านที่อาศัย ก็ไม่ไกลบ้านนัก แต่มันอยู่ในป่า กว่าจะเดินออกไปถึงบ้านได้ก็ 2-3 ชั่วโมง ก็ยังไกลหนักเข้าไป ความหวังไม่มีที่พึ่งอื่น อารมณ์ใจก็ยิ่งเป็นสุข อารมณ์ก็เป็น เอกัคคตารมณ์ นั่นก็หมายความว่า ทุกวัน กินข้าวเทวดาได้ทุกวัน

และที่ดีไปกว่านั้นในป่าที่มีความสุขจริง ๆ ก็คือว่ากลางวันทั้ง ๆ ที่อยู่ไกลบ้านแสนไกลก็มีคนมาเป็นเพื่อนคุย แต่คนที่มาคุยนั่น ทุกคนตาแข็งหมด ไม่มีใครกระพริบตา พวกนี้ไม่กลัวผงเข้าตา เป็นผู้หญิงบ้าง ผู้ชายบ้าง ผู้หญิงแก่ ผู้ชายแก่ก็ดี เราถือว่า ท่านเป็นครูเวลานี้เราอายุ 20 ปีกว่า ๆ ท่าน 50-60 ปี ไม่ช้าเราก็ 50-60 ปี เหมือนท่าน พอเห็นท่านปั๊บ..เรามีความคิดอย่างนั้น

ท่านผู้นั้นก็ยิ้ม ถามว่า ท่านมีความรู้สึกอย่างนี้หรือ ก็ตอบว่า ใช่ถามว่า โยมทำไมถึงมีความรู้ว่าอาตมาคิดอย่างนี้ล่ะ โยมก็บอกว่า โยมเป็นคนแก่เดิมทีเดียวก็มีความรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน โยมรู้ใจคน บางวันก็หาคนแก่ไม่ได้ มีแต่คนสาววัยรุ่น กับสาวเต็มตัว อายุไม่เกิน 18 ปี ถ้าเต็มตัว วัยรุ่นก็ 13-14-15-16 นี่ มาเป็นฝูงนำอะไรต่ออะไรมาดะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่นำมาก็เป็นดอกไม้มาถวาย แล้วก็นั่งทำตาเล็กตาน้อย (ผู้หญิงคงรู้เรื่องกระมัง ตาเล็กตาน้อยนี่)

พอเห็นเธอทำแบบนั้นก็เลย บอกว่าหนูฉันน่ะ แก่แล้วนะ แล้วก็มีสาวคนหนึ่งบอกว่าเขาแก่กว่านี้ผู้หญิงเขายังเอาทำผัวกันเลย นี่ทำไม แก่เท่านี้จะเป็นผัวผู้หญิงไม่ได้รึ ก็ตอบว่าถ้าแก่ธรรมดา พอเป็นผัวผู้หญิงได้ แต่แก่เป็นพระนี่มันมีเมียไม่ได้เธอก็ถามว่า จะไม่สึกแน่รึก็ตอบว่า ถ้ายังไม่อยากสึก ก็ไม่สึก ถ้าอยากสึกเมื่อไร ก็จะสึก เธอถามว่า มีกำหนดไหม ก็บอกว่า กำหนดไม่มี

คุยไปคุยมาคุยมาคุยไป เผลอประเดี๋ยวเดียว หันหน้ามากินน้ำมารินน้ำจากกระติกพอหันไปอีกที แม่เจ้าประคุณเอ๋ย พ้นจากความเป็นคนสาว ฟันเฟินไม่มีแล้ว ตาโหล หนังเหี่ยวไปแล้ว บอก นี่ ที่ฉันไม่มีเมียเพราะกลัวแบบนี้ ก็ถามว่า กลัวอะไร ก็กลัวไอ้หนังเหี่ยวแบบนี้ เมื่อกี้มันสาวผ่องใส ยังน่ากอดน่ารัด นี่เวลานี้ แม้แต่มือจะแตะตาจะมองเห็น ยังไม่อยากจะมองเห็นเลย แกก็หัวเราะชอบใจ

แกก็เลยบอกว่า ท่าน..เริ่มชนะแล้วนะ ถาม ชนะอะไร บอกว่า ชนะความงาม ก็เลยบอกว่า ยัง เมื่อกี้ยังเห็นว่าเธอสวยอยู่ แต่ฉันก็คิดว่าที่ไม่ต้องการเธอเป็นเมียก็เพราะอะไรรู้ไหม เธอถามว่า เพราะอะไร เพระว่าเธอเป็นนางฟ้า เธอไม่ใช่คน ฉันไม่อยากจะเอาลมมาทำเมียฉัน เธอก็หัวเราะชอบใจ กลับมาสาวใหม่บอก รู้แล้วก็แล้วไป ดีแล้ว ฉลาดอย่างนี้ก็ดีแล้ว สักวันหนึ่งข้างหน้าคงเจอะกัน (นั่นแน่ แกมีลีลาหลายลีลา)

ต่อไปอีกวันหนึ่งเว้นไป 1 วัน พอวันที่ 3 หลังจากวันนั้นนะก็ปรากฏว่า มีเสียงสาวคุยแหมเสียงเพรียก เสียงเพราะโหยหวน (คำว่า โหยหวน ไม่ใช่เสียงผีนะ) เสียงนิ่มนวลเสียงน่าฟัง พอออกมาจากป่า แทนที่จะเป็นสาว กลายเป็นเสือโคร่งฝูงเบ้อเร่อ เดินย่างสามขุมเข้ามา ก็นึกในใจ มองไปหาเพื่อ ถาม เฮ้ย..มีความรู้สึกอย่างไรโว้ย..!

เพื่อนก็บอกว่า ไอ้เสือพวกนี้มันไม่กระพริบตานะ เลยบอกว่า ตามธรรมดา เสือมันเห็นคนมันไม่กระพริบตา เพื่อนก็บอกว่า ไม่ใช่หรอก สังเกตดูให้ดี เจ้าเสือพวกนี้ขนมันไม่พอง ถ้าเสือจริง ๆ ขนมันพอง และอีกประการหนึ่ง เสือมาเป็นฝูงอย่างนี้ไม่มี ตามประเพณีเสือไม่มี ต้องไปเดี่ยว อย่างเก่งเขาก็ไป 2 ตัว ผัวเมีย แต่เดินห่างกัน แต่นี่มันมาเป็นฝูง คงไม่ใช่เสือธรรมดา ก็เป็นเสืออย่างวานซืนนี้แหละ ผมคิดว่า พวกวานซืนนี้คงจะมา เพื่อว่าอย่างนั้น

ในเมื่อสรุปแล้ว ก็เป็นอันว่า เมื่อเสือฝูงนั้นเข้ามาใกล้ พวกเราก็นั่งเฉย ๆ กินข้าวกินน้ำตามธรรมดา ๆ เขาสูบบุหรี่ก็สูบไป อยากทำอะไรก็ทำ ทำท่าเหมือนกับไม่รู้ว่าเสือมา มีเสือตัวหนึ่งรำคาญ ถามว่า ไม่กลัวเสือหรือเจ้าคะ (เสือเสียท่า คำว่า เจ้าคะ นี่เป็นผู้หญิง) บอกว่า เอาแล้ว แม่เสือกระบาก เอ๊ย.. มาทำไม วานซืนนี้ก็มาเป็นรูปผู้หญิงสาวแล้วก็แก่ วันนี้มาเป็นเสือ ไอ้พวกแกเป็นเสือแบบนี้ ฉันจึงไม่มีเมีย

เพราะอะไรรู้ไหม ถ้ามีสภาพเป็นเสือแบบนี้ยังคอยยังชั่ว สำคัญหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เสียงเพราะ จริยานิ่มนวล แต่ถ้าเผลอเมื่อไรเธอก็คว้าเสือกระบากขว้างฉัน นี่ฉันก็แย่น่ะซิ แล้วพวกเธอก็ฮา…ครืน กลับร่างกายเป็นนางฟ้า ทีนี้เป็นนางฟ้าเต็มอัตรา ไม่ใช่คนแล้ว เปล่งปลั่ง สวยสดงดงามมาก ลีลาดีมาก เธอก็บอกว่า พวกฉันนี่ ที่ท่านบิณฑบาต พวกฉันนี่มาใส่บาตรทุกวัน เห็นว่าท่านมี พรหมวิหาร 4 ครบถ้วนบริบูรณ์ จำให้ดีนะ

เห็นว่าท่านมี พรหมวิหาร 4 ครบถ้วนบริบูรณ์ ประการหนึ่ง
ประการที่สอง มี พุทธานุสสติ
ประการที่สาม มี ธัมมานุสสติ
ประการที่สี่ มี สังฆานุสสติ
ประการที่ห้า มี สีลานุสสติ
ประการที่หก มี มรณัสสติ
ประการที่เจ็ด มี อุปสมานุสสติ คือ ถือพระนิพพานเป็นที่ไป จึงมาใส่บาตรให้

ก็เป็นอันว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกฉันจะไม่มารบกวน ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ว่าง ๆ ก็มาคุยกันนะ อย่าปล่อยฉันเหงาเกินไปนะ ถ้ามาคุยทีหลังก็ไม่ต้องปลอมกันมาเป็นนางฟ้า ก็นางฟ้ากันไปเลย แล้วบอกว่า ทำบุญอะไรจึงเป็นนางฟ้าอย่างนี้ใครทำบุญอะไรใครอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร พ่อแม่ (โคตรเหง้าเหล่ากอ ไม่ได้ถามเขานะ) ชื่ออะไรบอกกันมาแล้วทำบุญแบบไหน จะได้ไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง เขาบอกว่า เออ..ถ้าอย่างนั้นก็ดีนะ ว่าง ๆ ฉันจะมาเล่าสู่กันฟังว่า ใครทำบุญอะไร จะเอาพวกฉันมาแต่ละคน ๆ

แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อยู่บ้านใกล้เคียงกับวัดของท่านก็มีนะ นี่ 2 คนนี่อยู่บ้านใกล้ๆ ถามว่า ชื่ออะไร แกก็บอกชื่อ ถามว่า เป็นอะไรตายเป็นไข้ตาย เป็นคนใส่บาตรอยู่เสมอ อาศัยการใส่บาตรกับท่าน ฉันก็ไม่รู้ว่าเวลาใส่บาตรท่านภาวนา อิติปิโสฯ แต่ว่าเวลาก่อนจะตาย เห็นภาพพระพุทธเจ้าเด่นชัดมาก

แล้วท่านก็บอกว่า เธอใส่บาตรกับพระที่ภาวนา อิติปิโสฯ นี่ จะไปนรกไม่ได้ ต้องไปสวรรค์ แล้วฉันก็อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ถามว่า โยมชื่ออะไร ?
เธอก็ตอบว่า ฉันชื่อ "ภู" คนบางนมโคทั้งหมด รู้จักคนชื่อ "ภู" ทั้งหมดในสมัยนั้น..!


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/12/09 at 08:43 [ QUOTE ]



ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๑

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันนี้ วันที่บันทึกเป็น วันที่ 7 พฤษภาคม 2533 ตรงกับ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 รุ่งขึ้น คือ วันพรุ่งนี้ จะเป็น วันวิสาขบูชา

ก็หวนคิดถึงความหลัง ในสมัยเมื่อบวชพรรษาที่ 1 ผ่านไป กำลังจะเข้าพรรษาที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ วันนี้ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ใกล้จะวิสาขบูชา วันนี้ยังอยู่ที่ ป่าศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี กำลังฝึกวิธีการธุดงค์แบบอุกฤษฏ์

การฝึกธุดงค์เวลานั้นก็แบกเอาตำราของนักธรรมโทไปด้วยทั้งหมด นักธรรมโทมีหนังสืออะไรบ้าง แบกไปด้วย ถ้าจะถามว่าเป็นนักปฏิบัติ ทำไมต้องแบกหนังสือไป ก็ต้องขอตอบว่า ปริยัติ กับปฏิบัติมันห่างกันไม่ได้ ถ้าใช้ปริยัติอย่างเดียวไม่ใช้ปฏิบัติควบคุมอย่างนี้จะพบกับความเป็นมิจฉาทิฏฐิเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการอ่านหนังสือ แล้วใช้อารมณ์คิด อารมณ์คิดที่คิด ก็คิดด้วยอารมณ์หยาบ อารมณ์ที่เต็มไปด้วย นิวรณ์ 5 ประการ ขาดสติสัมปชัญญะ ขาดตัวปัญญา

ฉะนั้น ความเข้าใจของนักปริยัติโดยตรงไม่ค่อยจะตรงกับความเป็นจริงในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นเมื่อจะปฏิบัติ ก็ต้องมีปริยัติด้วย เรียนนักธรรมตรีจบไปแล้ว ที่นั่นเขาไม่มีการสอบบาลีกัน ที่ วันบางนมโค แต่เรียนจริง ๆ เรียนทีวัดบ้านแพน เป็นวัดเจ้าคณะตำบล ก็แบกตำราวิชานักธรรมโทไปหมด ท่องแบบคล่องเพราะเงียบสงัดไม่มีใครกวน อ่านหนังสือเข้าใจ

เวลาอ่านหนังสือไม่เข้าใจตอนไหน ก็ขีดเส้นใต้ไว้ เวลาอ่าน อ่านช้า ๆ ตั้งใจอ่านคราวละ 4 ใบ อ่านไปจบ 4 ใบ เวลาอ่าน ตั้งใจจำทุกตัวอักษร ทุกถ้อยคำ แล้วก็วางหนังสือนิดหนึ่ง นึกทบทวนดู จำได้หรือยัง หรือสงสัยหรือยัง ถ้ายัง ก็ดูใหม่เป็นวาระที่ 2 ดูช้า ๆ ดูเที่ยวที่ 2 เที่ยวที่ 2 เริ่มสงสัย แล้วก็ดูเที่ยวที่ 3 แก้สงสัยไปในตัวเสร็จ

ถ้าข้อไหนแก้สงสัยไม่ได้ข้อนั้นขีดไว้ เอาไว้ถามบรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านจะมาสอนในเวลากลางคืน แล้วดีไม่ดีท่านก็มาสอนในเวลากลางวัน ถ้าถามว่า ครูบาอาจารย์มาจากไหน ต้องตอบว่า ไม่ทราบครูบาอาจารย์ที่มาสอน บางทีก็เป็นฆราวาส เป็นผู้ชายก็มี เป็นผู้หญิงก็มี เป็นคนแก่ก็มี เป็นคนหนุ่ม คนสาวก็มี เป็นพระก็มี ท่านจะมาตามความจำเป็น

ก็เป็นอันว่า ขณะวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลานั้น วันนี้ กำลังเงียบสงัด เวลาประมาณ 6 โมงเย็น (นี่ก็ 6 โมงเย็นครึ่ง เวลาที่บันทึกนี่) ก็นึกถึงความหลังขึ้นมาว่า วันนั้นเราอยู่ในป่าศรีประจันต์ ด้านทิศตะวันออก เรากำลังนั่งอ่านหนังสือ แล้วขีดเส้นใต้ตัวที่ไม่เข้าใจ ทั้งสององค์ก็ทำเช่นเดียวกัน เพราะเรียนมาด้วยกัน ทำด้วยกัน ปฏิบัติด้วยกัน เมื่อขีดเส้นใต้เสร็จ รู้สึกว่าการอ่านหนังสือมันเหนื่อย บางจุดก็คิดไม่ออก ก็เริ่มเจริญกรรมฐาน ทำกรรมฐานพอจิตสบาย พอมีอารมณ์เป็นสุข

กรรมฐานจริง ๆ ไม่ได้คิดหวังต้องการฌานสมาบัติ ต้องการอะไร ไม่มี มีความต้องการอย่างเดียวคือ จิตเป็นสุข ถ้าขณะใดจิตเป็นสุข ถือว่าเราถึงกรรมฐานกองนั้น ถ้าขณะทำไปจิตยังไม่เป็นสุข ถือว่าใช้ไม่ได้ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน แต่ว่าทำไป ๆ เมื่อจิตถึงที่สุดของอารมณ์ คำว่า ที่สุดของอารมณ์ ก็หมายถึงอารมณ์ที่จะพึงได้ จะถามว่า ฌานชั้นไหนน่ะไม่ได้ มันได้แค่ไหนก็ได้แค่นั้น อย่างนักเรียน ป.1 เขาเก่งที่สุดของ ป.1 นักเรียน ป.2 ก็เก่งที่สุดของ ป.2 เอาเก่งที่สุดก็แล้วกัน คืออารมณ์ถึงที่สุด

เมื่ออารมณ์ถึงที่สุดแล้ว ตำราเดิมก็เกิดมาคือ ตำราตุ่มน้ำ หวังว่าท่านพุทธบริษัทคงจำตำราตุ่มน้ำได้ เมื่อจิตถึงที่สุด ตำราตุ่มน้ำก็ปรากฏขึ้น นั่นคือ มันก็ไปตามจุดที่ต้องการของมัน มันไปของมันเองไม่มีการบังคับ ไม่ได้นึกว่าจะไปมันก็ไป ไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จะไป ก็ไปสวรรค์กันบ้าง ไปพรหมกันบ้าง ไปนรกบ้าง ไปแดนเปรตบ้าง ไปแดนอสุรกายบ้าง ไปดินแดนมนุษย์บ้าง ตามเรื่องตามราว

ถ้าไปถึงในสถานที่นั้น ถ้าพบใครคนใดคนหนึ่งหรือหลาย ๆ คน ก็ถามชื่อเขาว่า ก่อนที่ท่านจะตายนี่ ท่านอยู่ที่ไหน ท่านชื่ออะไร นามสกุลว่าอย่างไรมีลูกเต้า มีสามี มีภรรยาชื่ออะไร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ทำอะไรไว้จึงตกนรก ทำอะไรไว้จึงขึ้นสวรรค์ทำอะไรไว้จึงเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหม อย่างนี้เป็นต้น

ท่านพุทธบริษัท อย่างนี้จะหาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรม มันก็ยังไม่ได้นะ ทั้งนี้เพราะว่าในฐานะที่เราห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ก็พยายามทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน พอไปในแดนต่าง ๆ เสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้ มีความรู้สึกว่า ชีวิตของเราล่อแหลม เนื่องจากความตายมาก เพราะอะไร เราอยู่ในป่าตามลำพังถึงแม้ว่าจะอยู่ 3 องค์ ก็เหมือนอยู่องค์เดียว ความกลัวก็คือ

ประการที่หนึ่ง กลัวเสือจะกิน แต่ยุงจะกิน ริ้นจะกัดไม่กลัว เพราะยุงไม่กิน ริ้นไม่กัด

ประการที่สอง อาจจะงูกัดตาย

ประการที่สาม อาจจะป่วยตาย

ประการที่สี่ ถ้าครองอารมณ์ไม่ดีเกิดขึ้น เทวดาไม่เลี้ยง นางฟ้าไม่เลี้ยง ก็อดข้าว ตาย แต่กำลังใจก็มีอยู่ว่า ถ้ามันจะตาย ก็ตายเถอะ เราจะตายด้วยกำลังของปีติในธรรมะ ของพระพุทธเจ้า

ขณะเมื่อตัดสินใจอย่างนี้เวลาที่ตัดสินใจเวลานั้น นั่งอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ อยู่ที่มุมหนึ่งของจุฬามณีเจดียสถาน เห็นพระกับเทวดาท่านมามาก ก็นึกในใจว่า ก่อนจะเกิด เรามาจากไหนแต่ความจริงถ้าใช้ จุตูปปาตญาณ ก็ทราบ แต่มันก็ไม่แน่ อาจจะเป็นอุปาทาน นึกในใจว่ามีพระองค์ไหนบ้างที่ท่านจะเมตตาบอกเราว่า ก่อนที่เราเกิดมาจากไหน

พอนึกเพียงเท่านี้ ก็มีพระองค์หนึ่งท่านเข้ามาใกล้ แต่พระองค์นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นพระที่ต้องเคารพอย่างสูงนั่นคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบอกว่า สัพพเกสี ก่อนที่เธอจะไปเกิดเป็นคน เธอไปจากพรหมชั้นที่ 4 เวลานั้น หลายชาติมาแล้ว

เธอปรารถนาพุทธภูมิ เวลานี้เธอก็ตั้งใจปรารถนาพุทธภูมิ ตามที่หลวงพ่อปานสอน อันนี้ถูกต้อง แต่ว่าการเป็นพุทธภูมิของเธอไม่ตอลดรอดฝั่ง เพียงเข้าได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เธอก็ต้องลาพุทธภูมิ ก็ถามท่านว่า จะลาชาติไหน และชาติไหนจะได้ 99 เปอร์เซ็นต์ ท่านก็บอกว่า ชาตินี้แหละ มันเป็นชาติสุดท้าย

ถ้าเธอเอาจริง ๆ ก็จบกันชาตินี้ พุทธภูมิ แต่ความจริงนี่เธอก็ทำจริงมาทุกอย่าง เอาจริงทุกอย่าง ทำชนิดที่เรียกว่า คนอื่นเขาไม่ค่อยจะทำกัน ไม่ใช่ไม่มีคนทำอย่างนี้ พระที่ทำอย่างนี้ มี คนที่ทำอย่างนี้ มี แต่ว่ามีจำนวนน้อย เธอมาจากพรหมชั้นที่ 4 เวลาตายแล้วต้องกลับขึ้นไปสูงกว่านั้น ความรู้สึกในเวลานั้นก็คิดว่า คงจะเป็นพรหมชั้นที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ก็ว่ากัน ตามเรื่องตามราว

พอคิดอย่างนั้น ท่านก็บอกว่า ไม่ถูก ต้องไม่ใช่ดินแดนของพรหม แต่ว่าก่อนจะตายเธอต้องรับภาระพุทธภูมิก่อน เมื่อเธอลาจากพุทธภูมิแล้ว เธอต้องทำงานพุทธภูมิจนกว่าจะสิ้นลมปราณ ก็เลยถามท่านว่า การสิ้นลมปราณ เมื่อไรกันแน่ อายุเท่าไร ท่านก็เลยบอกว่าสุดแล้วแต่กฏของกรรม กรรมมันมี 3 อย่าง

1. กุศลกรรม กรรมที่เป็นบุญ คือ ความดี ความดีส่งผลให้อยู่อายุเท่าไรก็อยู่อายุเท่านั้น

2. กรรมที่เป็นอกุศล คือ ผลของความชั่ว มันจะมาลิดรอนเมื่อไร ก็ต้องอยู่ได้แค่นั้นตามคำสั่ง ถ้างานนั้นยังไม่เสร็จตามคำสั่งเพียงใด เธอก็ยังตายไม่ได้

ก็ถามว่า ใครจะเป็นคนสั่ง ท่านก็ตอบว่า วันนั้นจะรู้เอง ถามว่า วันนั้น เวลากี่ปีพระเจ้าข้า ท่านบอกว่า การนับปี นับเดือน นับวันนั้นไม่ถูก สุดแล้วแต่กำลังใจของเธอ ถ้ากำลังใจของเธอถึงวันนั้นเมื่อไร จะทราบเรื่องนี้ แต่ก็บอกว่า ขึ้นชื่อว่า ความตาย ยังไม่มีในป่า ในป่าของอำเภอศรีประจันต์

ตอนนั้นท่านก็นิ่ง อาตมาก็นิ่งเหมือนกัน นึกในใจว่าข้อความใดที่เราอ่านหนังสือแล้ววันนี้ ที่มีความไม่เข้าใจ เราขีดเส้นไว้ มีพระองค์ใดไหมที่จะสอนเรา หรือเทวดาองค์ไหน หรือพรหมองค์ไหน

พอนึกอย่างนี้ ท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่าฉันนี่แหละจะเป็นคนสอน ท่านก็แนะนำให้บอกว่า ถ้าหากว่าจะสอบตามวิธีกรรม ที่เขาสอบต้องตอบอย่างนี้ ต้องมีความเข้าใจอย่างนี้ แต่ว่าถ้าจะเอาจริงตามแบบปฏิบัติในพุทธศาสนาจริง ต้องมีความเข้าใจอย่างนี้ คือมันผิดกัน รู้สึกว่ามันผิดกันมาก แล้วท่านก็ อธิบายให้ฟังจนมีความเข้าใจทุกข้อ

หลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ต่อจากนี้ไป เธอก็ไปที่เก่าของเธอก็แล้วกันนะ ฉันจะเข้า จุฬามณีเจดียสถาน เพราะพรหม เทวดา พระอริยเจ้าท่านคอยอยู่ ก็ถามท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้น จะเข้าไปบ้างได้ไหม อยากจะเจอะพรหม เจอะเทวดามาก ๆ เจอะพระอริยเจ้า เพราะมีความเคารพในพระอริยเจ้ามาก

ท่านบอกว่า เข้าได้ แล้วท่านก็เสด็จเข้าไป อาตมาเองก็เดินเข้าไป ก็พอดีอีก 2 องค์ก็มาพร้อมกัน เข้าไปพร้อมกัน เข้าไปก็เห็นว่า พระอริยเจ้า นั่งเป็นกลุ่ม ๆ ความจริง คำว่า พระอริยเจ้า บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ท่านตายไปแล้ว นั่นมันเรื่องหนึ่งต่างหาก สำหรับพระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย ที่มีความสำคัญที่ท่านเป็นพระก็มี ท่านเป็นอุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้หญิง ผู้ชายที่ยังไม่ได้บวชก็มี เป็น พระอริยเจ้า ท่านนั่งตามลำดับของท่าน

ต่างคนต่างตั้งใจสดับ รับรสพุทธพจน์เทศนาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพุทธบริษัทอ่านมาถึงตอนนี้แล้วจะรู้สึกว่า อาตมาบ้าหรือเปล่าก็ไม่ทราบก็ไหน ๆ มันก็บ้ามาหลายสิบปีแล้ว ก็บ้ามันต่อไป

หลังจากท่านเทศน์เสร็จ ท่านก็หายไป อาตมาก็หันไปมองพระอริยเจ้า ที่สนใจก็คือพระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย ที่ตายแล้วนมัสการท่าน ท่านก็ยิ้ม ท่านก็จับมือไม้ ท่านก็ชี้มือชี้ไม้แสดงว่ารู้จักกันมาก่อนก็เยอะแยะในชาติก่อน ๆ แต่พระอริยเจ้าที่ยังไม่ตาย นี่ก็หลาย พระอรหันต์ก็มี พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีก็มี ฆราวาสที่เป็นอนาคามี ทั้งผู้หญิง ผู้ชายก็มี พระโสดาบันก็มี สกิทาคามีก็มี

เมื่อเห็นฆราวาสท่านเป็นพระอริยเจ้า ก็รู้สึกอายท่าน ว่าท่านนุ่งกางเกง ท่านนุ่งผ้าโจงกระเบน ท่านเป็นพระอริยเจ้าได้ แต่เรายังไม่ใช่พระอริยเจ้าเราเลวกว่าท่านมาก ที่รู้จักท่านก็มีเยอะ และพระอริยเจ้าผู้ชาย ผู้หญิงนะ แหม..ญาติโยมบางคนก็แต่งตัวรุ่งริ่ง ๆ ผ้าเก่าแล้วเก่าอีก คนแต่งตัวดี ๆ ไม่ค่อยมี มีแต่คนจน ๆ แสนจน จนน้อยบ้าง จนมากบ้าง จนจริง ๆ ดูเครื่องแต่งตัว

แต่ถ้าดูความเป็นทิพย์ของท่าน มีความผ่องใสมาก ขอดูภาพเดิมท่านนะ ที่รู้เครื่องแต่งตัวและที่รู้จักกันก็มีที่ไม่รู้จักกันก็มี ที่รู้จักกันก็มีหลายคน ที่รู้จักกันก็รู้สึกว่า บรรดาประชาชนบางคน ดูถูกดูหมิ่นท่านว่า เป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น

ก็รวมความว่า วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในอดีต คือ ก่อนเข้าพรรษาที่ 2 มานั่งคิดนอนคิดถึงความหลังว่า เราอยู่ในป่าศรีประจันต์ หลังจากนั้นก็กลับก็คิดว่า อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพียงแค่พักเดียว พอกลับลงมาปรากฏว่า ได้อรุณพอดี ก็จึงหยิบบาตรขึ้นสะพายตั้งใจว่า จะอาศัยต้นไม้ต้นไหนเป็นที่บิณฑบาต เคยแขวนต้นไม้ พอสะพายบาตรเสร็จ พอหันหน้ามา จะเดินทางจากกลด ก็ปรากฏว่ามีเทวดา กับนางฟ้า เป็นอากาสเทวดาก็มี รุกขเทวดาก็มี ภุมเทวดาก็มี ท่านยืนเป็นแถวอยู่

ท่านบอกว่า วันนี้ไม่ต้องเดินไกลเจ้าค่ะ เพราะว่าเมื่อคืนไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ต้องเดินไกล ฉันมาคอยแล้ว ท่านก็ใส่บาตร พอใส่บาตรแล้วท่านก็ยกมือ สาธุ ท่านบอกว่า ที่ท่านคิดว่า ท่านไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า แต่ก็จงอย่าลืมว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ก็เลยบอกว่า พระโพธิสัตว์มีบารมีไม่เท่าพระอริยเจ้าท่าน ท่านมีความบริสุทธิ์แล้ว อย่างพระโสดาบัน ท่านก็ตัดสังโยชน์ 3 ได้ พระสกิทาคามี ก็เช่นเดียวกันพระอนาคามี ท่านตัดสังโยชน์ 5 ได้

แต่ว่าพระโพธิสัตว์ ตัดอะไรยังไม่ได้ แม้แต่นิวรณ์ ยังมีเต็มตัว แต่เทวดา กับนางฟ้าท่านก็บอกว่า ก็ไม่ใช่ของแปลก ในเมื่อทำบุญ ได้บุญก็แล้วกัน เมื่อท่านพูดเท่านั้นแล้ว ท่านก็นั่งลงยกมือไหว้ แล้วก็หายไป พวกนี้ไม่ต้องเดิน หายไปเฉย ๆ

เป็นอันว่า วันนั้นข้าวเยอะ แต่กับข้าวไม่มี มีแต่ข้าวสีเหลืองเฉย ๆ อีก 2 องค์ก็ยิ้ม บอกวันนี้เราสบายนะ เราเที่ยวกันแบบนี้ เรามีความสดชื่น และได้รับความรุ้ คิดว่า ปีนี้เราต้องสอบนักธรรมโทได้แน่ เพราะว่าเราได้ครูใหญ่สอนวิชาถึง 2 ประเภท ทั้งด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ ให้มีความเข้าใจในตำราทั้ง 2 อย่าง ถ้าเขาสอบด้านปริยัติ ให้ตอบอย่างนี้ถ้าจะปฏิบัติ ให้มีความเข้าใจอย่างนี้

นี่แหละท่านพุทธบริษัท เรื่องปริยัติ กับปฏิบัติ มันขัดกันตรงนี้แหละ เพราะว่าความเข้าใจไม่เสมอกัน แต่ปฏิบัติก็เหมือนกัน ปฏิบัติ ถ้าได้ถึงไหน มีความเข้าใจถึงนั่น อย่างคนที่เป็นพระโสดาบันจะเข้าใจเรื่องราวของสกิทาคามีนั้นไม่ได้ ความเข้าใจยังผิดมากเกือบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ท่านได้พระสกิทาคามี จะเข้าใจเรื่องของอนาคามี ก็ยังไม่ถึงยังไม่ถูกอีก ท่านที่ได้อนาคามี จะเข้าใจเรื่องอรหันต์ก็ไม่ได้ อรหันต์ธรรมดา จะไปเข้าใจเรื่องอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา นี่ก็ไม่ได้ ต้องถึงขั้นจริง ๆ จึงจะตอบถูก เข้าใจถูก รู้ถูก

เป็นอันว่า เมื่อฉันข้าวเสร็จก็ปรึกษากันว่า เราทั้งสามคนจะนอนหรือไม่นอนอีก 2 องค์ก็ตอบว่าเราต้องนอน ร่างกายต้องเป็นร่างกาย เมื่อคืนนี้ร่างกายมันนั่ง มันนั่งทั้งข้างล่างและก็นั่งทั้งข้างบน ไม่มีเวลาพักผ่อนให้คลายตัวมันบ้าง แต่การนอนของเรา ก็ต้องนอนอย่างพระ ตามที่หลวงพ่อปานท่านสอน อย่างไร ๆ อย่าทิ้งคำสอนของหลวงพ่อปาน เพราะ คำสอนของหลวงพ่อปานนี้ กับพระที่ท่านสอนข้างบนนั้น ช่างเหมือนกันจริง ๆ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ต่างคนต่างก็เข้ากลดนอน

เวลานอนทำอย่างไร บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็นอนธรรมดา ๆ ไม่ใช่วิเศษวิโสอะไรจงอย่าคิดว่า อาตมานี่เป็นผู้วิเศษวิโส ยังก่อน ต้องถามกันก่อนว่า นิวรณ์ทั้ง 5 ประการน่ะ ตัวไหนตัดขาดบ้าง (คำว่า นิวรณ์ แปลว่า กิเลส หยาบ ที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือเป็นคนไร้ปัญญา) ก็ต้องขอตอบว่า นิวรณ์ทั้ง 5 ประการ ครบถ้วนบริบูรณ์ ดี หรือเลว ความเลว ยังมีอยู่ทั้ง 5 อย่าง ความรักในระหว่างเพศก็มี อารมณ์ไม่พอใจก็มี ความง่วงเหงาหาวนอนก็มี ความฟุ้งซ่านคิดนอกลู่นอกทางก็มี อาการสงสัยก็มี ความเลวทั้ง 5 อย่างนี้ ยังมีครบ

ฉะนั้น ท่านพุทธบริษัทจงอย่าคิดว่าอาตมาเป็นคนดี ยังเป็นคนเลวเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเป็นประเภทที่ เลว ค่อยๆ แคะความเลวออก แต่มันก็ไม่ออก นิวรณ์มันเหนียวเหลือเกิน ทีนี้ถ้าจะถามว่าในขณะที่อยู่ในป่า ถ้านิวรณ์กวนใจ จะทำอย่างไร ก็ต้องขอตอบสั้น ๆ ว่า ในบาลีท่านบอกว่าเหมือนกับไม้สดที่แช่น้ำ ยางมันก็สด น้ำมันก็เปียก มันก็ชุ่มทั้งยาง ยางก็ชุ่ม น้ำก็เปียก ถ้าไม้สดยกขึ้นมาจากน้ำ วางไว้บนตลิ่ง วางไว้บนคาน น้ำมันจะแห้งจากไม้สด แต่ยางยังมีอยู่ฉันใด พระที่กำลังธุดงค์อยู่ในป่า ก็เหมือนไม้สด ที่ยกขึ้นมาจากน้ำ วางไว้บนคานฉันนั้น

ในเมื่อนิวรณ์มันจะเข้ามากวนใจก็ต้องทราบทันทีว่า เวลานี้เรากำลังหนีความชั่วกำลังแสวงหาความดี ถ้านิวรณ์ตัวนี้เข้ามาสิงใจเรา พรุ่งนี้เราจะอดข้าว เสืออาจจะกัดตายก็ได้ งูอาจจะกัดตายก็ได้ จะเป็นโรคตายก็ได้ และพรุ่งนี้เทวดานางฟ้า อาจจะไม่ให้ข้าวกินก็ได้ เราจะยอมแพ้นิวรณ์ไม่ได้ เราจะไม่ชนะนิวรณ์ แต่ว่าเราจะยันนิวรณ์ไว้

ถ้าอารมณ์นิวรณ์เกิดขึ้นปั๊บ ก็มีความรู้สึกตัว ก็ตัดทันที นิวรณ์ตัวต้นตัดด้วย กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐาน นิวรณ์ตัวที่ 2 ตัดด้วยพรหมวิหาร 4 หรือกสิณ 4 ไม่ยาก เพราะคล่องไปแล้ว ถ้านิวรณ์ตัวที่ 5 เกิดขึ้นก็ไม่ยาก ขยับใจปั๊บเปิดเลย ไปสวรรค์โน่น สวรรค์คนมาก รื่นเริงมาก หายง่วงไปเอง พอนิวรณ์ตัวที่ 4 เกิดขึ้น ความฟุ้งซ่านรำคาญ อันนี้ไม่หนัก

จับภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น เห็นแย้มพระโอษฐ์ปั๊บ หายฟุ้งซ่านทันที ถ้าอารมณ์สงสัยเกิดขึ้นมาเมื่อไร จับพระพุทธเจ้าทันที มองดูพระพุทธเจ้าเห็นลุงพุฒชื่นใจหมดสงสัย แค่นี้พอ นี่เป็นวิธีตัด คือ ถือว่าเป็นการฝึกขั้นต้นในการที่จะเข้าธุดงค์ในป่าแต่ก็เป็นขั้นอุกฤษฏ์

เวลานี้ยังอยู่ที่ป่าศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือน 6 วันรุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะเป็น วันวิสาขบูชา เราก็จะทำพิธีวิสาขบูชาในป่า เราจะทำกันอย่างไร

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 15/12/09 at 14:45 [ QUOTE ]



ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๒

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็ยังเป็น วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เพราะว่า บันทึกติดต่อกัน สำหรับตอนนี้ก็มาพูดถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของป่าศรีประจันต์ พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก็มานั่งปรึกษากัน 3 องค์ว่า วันนี้เป็น วันวิสาขบูชา เราจะบูชาพระพุทธเจ้า กันที่ไหน เพื่อนทั้ง 2 องค์ก็บอกว่า การบูชาที่ไหนก็ถึงพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเรานึกเห็นท่านเมื่อไร ก็ถึงเมื่อนั้น

การเห็นบรรดาท่านพุทธบริษัทบางท่านก็บอกว่า อาจจะเป็นพุทธนิมิตบ้าง อาจเป็นองค์จริงบ้าง ทั้งนี้ไม่ขอวิจารณ์ ก็ถือว่า ถ้าเห็นภาพพระพุทธเจ้าได้ เป็นใช้ได้ จะเป็นภาพเป็นพุทธนิมิตก็ตาม ภาพเขียนก็ตาม ภาพปั้นก็ตามเราถือว่า นั่นคือ พระพุทธเจ้าเพราะจิตเราไม่ติดที่รูป จิตเราติดที่พระพุทธเจ้า คือ ธรรมะของพระองค์

ขณะที่นั่งคุยกันว่า เราจะทำอย่างไรดี เป็นวันวิสาขบูชา เราจะเวียนเทียน เราก็ไม่มีเจดีย์ เราจะบูชาพระพุทธรูป เราก็ไม่มี เราก็บูชานึกถึงพระ จะนั่งกันเฉย ๆ ก็ดูท่ากระไรอยู่คิดว่าเอาอย่างนี้ดีไหม เราใช้วิชาตุ่มน้ำ ดีไหม ตุ่มน้ำในห้องของอาตมา สององค์ก็บอกว่าแกก็ใช้วิชาตุ่มน้ำก็แล้วกัน ข้าไม่ต้องหรอก ข้าไม่ต้องเข้าตุ่มน้ำ ถามว่า เราจะไปไหนกันดี เขาก็เลยบอกว่าทางที่ดีก็คือ พระจุฬามณี

เวลานั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้ง 2 องค์เขามีความสนใจเรื่อง นิพพานเพราะว่าทั้ง 2 องค์นั่นเขาปรารถนา สาวกภูมิ แต่อาตมาปรารถนา พุทธภูมิ เรื่องนิพพานยังไม่เข้าใจ ขอพูดด้วยความจริงใจว่า ไม่เข้าใจเรื่องนิพพานจริง ๆ และการไปไหนได้ ก็ไปแค่ยันพรหมไม่ถึงนิพพาน (นี่เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้)

ก็เป็นอันว่า ตัดสินใจกันว่า ถ้าอย่างนั้นเราไปพระจุฬามณี สององค์ก็บอกว่าถ้าเราไปที่พระจุฬามณี แล้วเราจะเลยไปไหน ก็คุยกันบอกว่า เราก็ไปแค่จุฬามณีก็พอ เพราะว่าที่พระจุฬามณีนั่นใช้เวลา 1 วันของท่าน เท่ากับ 100 ปีของเรา เราไปชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวมันก็ 24 ชั่วโมง แล้วไปที่นั่นก็มีแต่ความสดชื่น มีแต่ความเอิบอิ่ม มีแต่ความปลาบปลื้มใจอารมณ์ มีอารมณ์เป็นสุข ร่างกายเป็นอย่างไร ก็ช่างหัวมันเป็นไร เรื่องร่างกาย เราไม่เกี่ยว ถ้าเราอยู่กับมัน เราเกี่ยว เราไปจากมันเราไม่เกี่ยว ก็ตกลงกันบอกว่า ถ้าอย่างนั้นประเดี๋ยวประมาณสัก 3 โมงเช้า เราไปกัน

ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั่นเอง บรรดาท่านทั้งหลาย ก็ปรากฏว่ามีเสือลาดพาดกลอน 2 เสือ อาตมาจะไม่เรียกว่า 2 ตัว ทั้งนี้ก็เพราะว่า จะเป็นการปรามาสครูบาอาจารย์ สองเสือย่างสามขุมเข้ามา ท่าทางดุดัน องอาจมาก ทำท่าคล้ายกับว่าจะกิน พวกเราทั้ง 3 คนเห็นเข้าก็นึกในใจว่า เสือมาแล้ว ทุกวันเราเห็นแต่เพียง เสือปลาบ้าง เสือดาวบ้าง แต่วันนี้เจอะลายพาดกลอน แล้วก็ยาวมาก ใหญ่มาก

ถ้าแกจะกินเราก็รู้สึกว่า 3 คนอิ่มพอดี ๆ ทุกคน ตั้งใจเลิกพูด ตอนนี้เลิกพูดแล้ว เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าทุกคนยังกลัวตายอยู่ไม่ใช่ไม่กลัวตาย ก็นึกในใจว่า เวลานี้เสือมา ถ้าเสือทำร้ายเรา เราก็ต้องตาย แต่ความตายของเรามีความหาย นั่นคือถ้าเราตายเวลานี้ เราจะไปอยู่พรหม (นี่อาตมา คิดอย่างนี้นะ อีก 2 องค์เขาคิดอย่างไรก็ไม่ทราบ) อีก 2 องค์ดูเหมือนว่า จะตั้งใจไปนิพพานเลย

แต่ว่าอาตมาเอง ไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน ก็คิดว่า ถ้าตายเวลานี้เราอยู่พรหม ทำไมจึงจะไปพรหม ถ้าหากว่า เราจะไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ ในเมื่อเราปรารถนาพุทธภูมิ ก็มีความรู้สึกว่า ชั้นดุสิตนี่มีนางฟ้ามาก พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งมีนางฟ้าเป็นบริวาร เป็นหมื่น ๆ แล้วก็สวยเสียด้วย เรื่องภารกิจ ความห่วงใยกังวลก็ยังมีอยู่ ถ้าไปอยู่พรหมเราอยู่คนเดียว พรหมองค์หนึ่ง วิมานหลังหนึ่งมีพรหมองค์เดียว ไม่มีบริวารสำหรับบริวารก็มีวิมานคนละหลัง ไม่อยู่ร่วมกัน เราชอบ อารมณ์เป็นสุข

เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็เริ่มจับอานาปานสติ แล้วเสือก็ย่าง 3 ขุมเข้ามา หลับตานึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น เห็นชัดเจนแจ่มใสมาก เห็นตามเดิม ท่านอยู่กับ ลุงพุฒ คือ มหาพุฒ เห็นท่านทรงแย้มพระโอษฐ์ ก็ชื่นใจ คิดว่าเอาละช่างมัน คราวนี้กายเนื้อมันจะตาย แต่กายที่ไม่ใช่กายเนื้อ เราจะไปพรหม

แล้วเสียงลุงพุฒก็ถามมาบอกว่า ไปแค่พรหมน่ะพอใจแล้วหรือ ก็ เรียนท่านบอกว่า ในเมื่อมาจากพรหม ก็ขอไปพรหม ท่านก็บอกว่า ไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ ก็บอกว่าผู้หญิงมาก และผู้หญิงที่นั่นก็สวยมาก ก็เกรงว่า กำลังใจจะยุ่งกับผู้หญิงมากเกินไป เดี๋ยวกังวลจะมีมาก ก็ขอไปอยู่พรหม ไปอยู่คนเดียว ท่านก็บอก ตามใจ

นั่งทำสมาธิไป จิตใจจับที่ภาพพระพุทธเจ้าอย่างเดียวไม่ไปไหน ก็คิดว่าร่างกายมันจะเป็นอาหารของเสือเวลานี้ ก็ช่างหัวมัน ไม่สนใจแล้ว แล้วก็ประกอบกับความรู้สึกว่าคิดว่าดี ถ้าตายเวลานี้ ดี เราอยู่กับพระพุทธเจ้า อย่างไร ๆ เราก็ไม่ลงนรกจิตใจชุ่มชื่นต่างคนต่างทำสมาธิกัน

อีก 2 องค์ เขานึกอย่างไร อาตมาไม่ทราบ สักพักใหญ่ ๆ เสือก็ไม่กิน พอลืมตาขึ้นมาดูเสือนั่งข้างหน้าเฉย ๆ นั่งมองคนนั้น นั่งมองคนนี้ ในเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้ว ก็ถามเสือว่า ทำไมแกจึงไม่กินฉันล่ะ เสือขยับหนวด ขยับปาก แต่ไม่ใช่แยกเขี้ยว ไม่ใช่ขยับเขี้ยว เสือขยับหนวด ขยับปาก ก็บอกว่า เสือ 2 ตัวนี่ไม่กินโว้ย เสือ 2 ตัวนี่ อยากจะรู้ว่า ลูกศิษย์ที่ปล่อยเข้ามาอยู่ป่าศรีประจันต์นี่ มันจะมีกำลังใจขนาดไหน มันจะมีความกล้าหรือมีความกลัว การตัดสินใจผิด หรือตัดสินใจถูก

เสียงเสือตัวที่พูดตัวแรก เสียงเหมือนหลวงพ่อปานชัด (เสือพูดภาษาคน) และเสือที่สองก็พูดเบา ๆ เหมือนเสียงหลวงพ่อจง ท่านบอกว่า การตัดสินใจแบบนี้ถูกต้องทุกองค์ สององค์นั่นตัดสินใจเพื่อนิพพานตรง เพราะเป็นพุทธสาวก ปรารถนาสาวกภูมิถูกต้อง ต้องทำอย่างนี้และองค์นี้ปรารถนาพรหม ก็ดี เพราะปรารถนาพุทธภูมิตั้งใจไปพรหม

รวมความว่าทุกองค์ตัดสินใจถูก ความกลัวย่อมมีแก่คนทุกคน บุคคลใดถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ก็ตาม ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ยังไม่ใช่ม้าอาชาไนย หรือไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิต้องกลัว แต่การกลัวของพวกคุณทั้งหมด ถูกต้อง เป็นการกลัวที่ถูก คือ กลัวเสือจะกิน แต่ก็ไม่กลัวในการที่จะไปเป็นพรหม ไปนิพพาน

หลังจากนั้น เสือทั้ง 2 เสือ ค่อย ๆ คลายตัว เป็น หลวงพ่อปาน กับหลวงพ่อจง ในเมื่อกลายเป็นหลวงพ่อทั้งสอง ก็ลุกขึ้นกราบท่านด้วยความเคารพอิ่มใจ ชื่นใจ น้ำตาไหล ท่านถามว่า ดีใจรึ บอก ดีใจขอรับ ถามว่า หลวงพ่อเป็นเสือได้อย่างไร ท่านบอกว่า มันเรื่องของฉัน ฉันจะเป็นเสือฉันจะเป็นแมว ฉันจะเป็นอะไร มันเรื่องของฉัน ไม่ต้องถาม

พวกเธอทำตามคำสั่งให้ดีที่สุด แล้วการกระทำของพวกเธอทั้งหมด นี่มันไม่พ้นสายตาของฉัน ก็ถามว่าหลวงพ่อส่งตาทิพย์มาดูหรือ ท่านก็เลยบอกว่า งานของฉันมาก ไม่มีเวลาจะดูพวกเธอ แต่ว่าเทวดาเขารายงาน เทวดารายงานทุกอิริยาบถที่เธอทำ เธอจะนั่งท่าไหน จะนอนท่าไหนเขาบอกหมด

ก็รวมความว่า ไม่พ้นสายตาของท่าน เพราะเทวดาบอก ท่านก็เลยบอกว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ทุกองค์ก็ตั้งใจไปพระจุฬามณีเจดียสถานก็แล้วกัน ไปตั้งใจอธิษฐานว่าจะอยู่ที่นี้จนกว่าจะได้อรุณ จึงจะลง ถ้าตัดสินใจอย่างนั้น พอได้อรุณปั๊บมันจะเคลื่อนลงทันที เมื่อท่านสอนแบบนั้นแล้ว ท่านก็หายไป เราก็กราบตามหลังท่านไม่รู้ว่าท่านไปอย่างไร ร่องรอยก็ไม่มีเงาก็ไม่มี ไม่รู้ว่าหายไปไหน

เมื่อหลวงพ่อทั้งสองหายไป พวกเราก็ดีใจ คิดว่า โอ้โฮ..เสือใหญ่นี่จำไว้เลยว่า เสือใหญ่เสือลายพาดกลอนแบบนี้ แล้วก็เข้ามาขนไม่พอง แสดงว่าเสือไม่จริง เป็นเสือปลอม เป็นอันว่าท่านสอนแนะนำให้ไปพระจุฬามณีเจดียสถาน เราก็ไปกัน ก็ตัดสินใจว่า เราไปกันเดี๋ยวนี้ไม่ต้องตั้งท่า

คำว่าเดี๋ยวนี้ปั๊บ ก็ปรากฎว่า ถึงพระจุฬามณีเจดียสถาน เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมไหม ท่านพุทธบริษัท เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อธิศีลสิกขา อธิจิตสิขา อธิปัญญาสิกขา ทำเสียให้ครบถ้วนละก็ จะไม่มีอะไรสงสัย ไม่มีอะไรตำหนิ และก็ไม่มีอะไรจะชม จะเป็นอุเปกขาญาณได้

ก็รวมความว่า เมื่อถึงพระจุฬามณีเจดียสถาน สิ่งที่พบก็คือ อาจจะเป็น พระพุทธเจ้าเนรมิตก็ได้ หรือพระพุทธเจ้าองค์จริงก็ได้ใครก็ไม่รู้ แต่ที่เห็นก็เห็นว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์จริงสวยงามอร่ามมาก มีแพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ไพเราะมากจับใจ ชื่นใจ การแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ลีลาไม่มาก สำนวนไม่มาก ท่านเทศน์ชัด ๆ เทศนาตรง ๆ เทศน์ให้เข้าใจเรื่องขันธ์ 5 ขันธ์ ของใครก็ตาม ไม่มีการทรงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ชอบใจจริง ๆ อยู่คำหนึ่งชอบมาก เทศน์ทั้งกัณฑ์ ชอบมากอยู่คำหนึ่งว่า

เวลานี้ท่านทั้งหลาย ท่านที่ตายจากความเป็นคนมาเป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี เป็นพรหมก็ดี ร่างกายของทุกท่านไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข แม้ว่าท่านทั้งหลายที่ยังไม่ตายจากความเป็นคน แต่เวลานี้ชำระร่างกายอันประกอบไปด้วยขันธ์ 5 ใช้อทิสมานกายขึ้นมานั่งอยู่ที่นี่ ร่างกายอันนี้ของท่านก็ไม่มีทุกข์อย่างขันธ์ 5 ธรรมดา เป็นร่างกายที่มีความสุข ฉะนั้นขอทุกคนจงอย่าประมาทในชีวิต จงอย่าคิดว่าเราจะอยู่กับโลกตลอดกาล ตลอดสมัย แต่จงตัดสินใจตายก่อนอายุขัย หรือตามกาลเวลา ถ้าเวลายังมีอยู่เพียงใด ตัดสินใจทำลายกิเลสให้พ้นไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สักกายทิฎฐิ ให้มีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ทำอารมณ์ใจวางเฉยในร่างกาย มันจะแก่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของมัน มันจะป่วยก็เป็นหน้าที่ของมัน เพราะกฎของกรรม มันจะตายก็เป็นหน้าที่ของมัน ถ้าร่างกายมันตายเมื่อไร ที่ไปของเรา คือ นิพพาน ถ้ากำลังใจยังไม่ถึง นิพพาน เราก็มาค้างสวรรค์ หรือค้างพรหมโลก เท่านี้เราก็มีความสุข

ท่านเทศน์เยอะ นั่งฟังกันตั้งแต่เวลา 4 โมงเช้า ถึงเวลา 6 นาฬิกา ก็รู้สึกว่าไม่นานหลังจากนั้น ร่างกายก็กลับลงมา เป็นวันแรมค่ำหนึ่ง เดือน 6 พอกลับลงมาแล้ว ทีนี้ไม่ทันจะถือบาตร ปรากฎว่า เทวดา นางฟ้า ซึ่งเป็นกุมเทวดาบ้าง รุกขเทวดาบ้าง อากาสเทวดาบ้าง นางฟ้าบ้าง ท่านนั่งกันเป็นแถวอยู่แล้ว พร้อมในการใส่บาตร แต่ว่าการใส่บาตรของท่านมันแปลก จะกี่องค์ก็ตาม ปริมาณอาหารเท่าเดิม

ถ้าท่านมาองค์เดียว การใส่บาตรก็มีปริมาณอาหารเท่านั้น มาหลายองค์ ต่างคนต่างใส่ ปริมาณอาหารเท่าเดิม คือ อิ่มพอดี กินอิ่มแล้วมีความชุ่มชื่น แม้แต่น้ำก็ไม่ค่อยอยาก ความกระหายไม่มี ชุ่มชื่นมาก อารมณ์มีความสุขในเมื่ออารมณ์มีความสุข มันก็มีความสบายทั้งวันทั้งคืน แต่ว่าท่านทั้งหลาย การเกิดขึ้นมาแล้ว ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีเป็นของธรรมดา ท่านใส่บาตรแล้ว ต่างคนต่างก็ไป

เป็นอันว่าการไม่ได้นอนทั้ง 2 คืนติดต่อกัน อาการทางร่างประสาทมันก็เครียดถึงเวลาประมาณ 4 โมงเช้า ตอนนั้นอาตมาปวดศีรษะมาก มันปวดมากผิดปกติ ปวดจัดถึงกับต้องนอน นั่งไม่ได้ นึกในใจว่า ทุกขเวทนาจงมีกับร่างกายอย่างเดียว จงอย่ามีกับใจของเรา แต่ใจมันเกาะร่างกาย มันก็ต้องมี แต่เราไม่สนใจมัน มันเจ็บ ก็เชิญเจ็บ มันปวด ก็ทนปวด มันจะเจ็บ จะปวดไปไม่นานนัก ไม่ช้าร่างกายนี้ก็พัง ในเมื่อร่างกายนี้มันพัง มันก็ไม่มีใครเขาต้องการ ร่างกายที่พังแล้ว ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ยังดีกว่าร่างกายที่เน่า ไม่ช้าเรากับร่างกายจะแยกกัน จุดที่เราจะไปนั้นคือ พรหม

พอคิดเพียงเท่านี้ก็เห็นองค์สมเด็จพระชินสีห์ คือ พระพุทธเจ้า ชัดเจนแจ่มใสมาก กับลุงพุฒ ท่านมาหน้าตักประมาณ 8 ศอกเศษ ๆ สวยสดงดงาม มีฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ ทรงแย้มพระโอษฐ์ สักประเดี๋ยวท่านก็หายไป แต่ใจยังนึกถึงภาพอยู่ ใจยังจับภาพอยู่

พอสักครู่เดียวก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูด เป็นเด็กผู้หญิง ยืนอยู่บนยอดไม้ เรียกว่าหลวงพี่ ๆ หนูอยู่ที่นี่ แหงนหน้าขึ้นไป ก็ปรากฏว่าเป็นน้องสาวคนเล็ก เธอตายตั้งแต่ 4 ปี เมื่อเธอคลอดออกมาแล้ว รู้สึกว่า ขณะที่ทรงตัวได้ เธอไม่ยอมนอนกับแม่ นอนกับอาตมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จะไปไหนก็ต้องอุ้มไปด้วย ไปโรงเรียนก็ต้องเอาไปด้วย แต่สิ่งที่เธอเคร่งครัดทุกอย่าง ถ้าแม่สั่งจำได้ดีมาก และปฏิบัติได้ดี

ถ้าพี่ปฏิบัติพลาด น้องจะเตือนว่า แม่สอนอย่างนี้นะ พี่นะไม่ไม่ให้พูดอย่างนี้ แม่ไม่ให้ทำอย่างนี้ รู้สึกว่าเป็นน้องสาวที่ดีมาก แต่ว่าเธอต้องมาตายเมื่ออายุ 4 ปี หลังจากเธอตายไปแล้ว วันนั้นก็หลายปี หลายปีมา ไม่พบเธอ เธอก็บอกว่าหลวงพี่ ๆ ปวดศีรษะมากหรือ แหงนขึ้นไปเห็นเข้า ก็บอกว่า เออ..น้อง พี่ปวดมาก

เธอชื่ออุบล เธอก็บอกว่า ประเดี๋ยวพ่อจะมา ถามว่า พ่อไหน เธอก็บอกว่า พ่อพระอินทร์ พ่อพระอินทร์ท่านจะมารักษาให้ แล้วถามว่า หนูเวลานี้อยู่ที่ไหน เธอก็บอกว่า อยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ก็ถามว่า บุญอะไร ที่อยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เธอก็บอกว่า ที่แม่สอนกรรมฐานว่า พุทโธ หนูทำกรรมฐานได้ดีเป็นฌาน 4 แต่ว่าเวลาที่จะตายเวลานั้นพี่ไม่อยู่ไปข้างนอกบ้านหนูป่วยหนัก มีอาการอยากน้ำ และร้อนภายในมากเรียกหาพี่ไม่พบ จิตก็เลยวุ่นวายไปหน่อยคิดถึงพี่ ทั้ง ๆ ที่ในอากาศก็มีเทวดา มีนางฟ้ามาก มาชวนให้ไปอยู่ ในที่สุดคอยพี่ไม่ไหวก็ต้องไปแต่ว่าไปชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เพราะว่าตายนอกฌาน ไม่ได้เข้าฌานตาย เป็นกำลังเศษของฌาน 4

พอเธอพูดเท่านั้น ก็ปรากฎว่า ท้าวโกสีย์ คือ พระอินทร์ ท่านก็มาถึงท่านก็มาในรูปเต็มอัตรา คือ เขียวป๋อมาเลย มาเต็มที่ รองเท้าก็สวย เครื่องแต่งกายก็สวยอีก 2 องค์ลุกขึ้น ทำท่าจะกราบ ท่านก็ยกมือห้ามว่า พระคุณเจ้าอย่างกราบผมเลยครับ อีก 2 องค์ก็บอกว่า อาตมาทั้ง 2 องค์ยังไม่เป็น พระโสดาบัน

แต่ว่าท้าวโกสีย์เวลานี้เป็น พระโสดาบันขึ้นไปนานแล้ว อาจจะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง ผมก็ไหว้ได้ ท่านบอก ไม่ควรขอรับ ร่างกายของท่านเป็นพระ แม้ว่าใจยังเป็นพระไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม แต่ควรถือศักดิ์ศรีของผ้าเหลืองเข้าไว้ก่อน และรักษาฌานสมาบัติ วิปัสสนาญาณที่พึงทำได้ อย่างนี้ใช้ได้

วันนี้ผมจะมารักษาลูกชายผมเธอปวดศีรษะมาก พระทั้ง 2 องค์ถามว่าเป็นโรคอะไร ท่านบอกง่า ไม่ต่องถาม เป็นกฎของกรรม เพราะลูกชายคนนี้ เป็นนักรบทุกชาติ ขึ้นชื่อว่าการรบจะมีการเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน กรรมทั้งหลายเหล่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะมีบุญมากเท่าไรก็ตาม มันก็ตามทัน มันก็มาเบียดเบียน

ในที่สุด ท่านก็มาใกล้ๆ แล้วบอกว่า คุณ ขออภัยนะครับท่านก็เอามือมาที่ศีรษะ 2 มือ ทำเหมือนกับ กอบของทั้งกอบไปครั้งหนึ่ง แล้วก็วางทิ้ง กอบครั้งหนึ่งก็ทิ้ง กอบครั้งหนึ่งไปทิ้ง มันเบาออกไปเยอะอีกครั้งทิ้งหายเลย ท่านก็เลยบอกคาถาให้ว่า คาถาบทนี้ มีคาถาอยู่ 4 คำ ถ้าคุณจะรักษากัน จะเป็นโรคอะไรก็ตาม ทั้ง 3 องค์นี่ และการอยู่ในป่าของคุณ จะไม่อยู่ในป่าเฉพาะคราวนี้คราวเดียว ต่อไป การธุดงค์จะมีเรื่อยทุกปีจนกว่าจะครบ 10 ปี ถ้าจะเป็นอะไรขึ้นมา จะปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดอะไรก็ตาม ใช้คาถา 4 คำ แล้วก็กอบแบบผมทำนี่ แล้วก็เวลาจะทำ นึกถึงผม ผมจะมาช่วย แค่กอบทิ้ง 3 ครั้ง จะหายทันที

ต้องขอภัยท่านพุทะบริษัท คาถานั้นลืม คาถา 4 คำนั่นลืมจริง ๆ เพราะท่านบอกว่า ถ้าจะทำให้คนอื่น ต้องยกครู 1 สลึง ถ้าทำกันเองระหว่างพระ ก็ไม่ต้องยกครู และที่ต้องลืมเพราะว่า ต่อมา ชาวบ้านปวดศีรษะบ้าง เป็นโรคอะไรบ้าง ก็ให้กอบ กอบให้ก็หายทันที แต่สลึงหนึ่ง บางคนไม่ให้ ถ้าคนไหนไม่ให้ คนกอบป่วยตามนั้น โดนคนโกงเข้า 3 ครั้ง เลยบอกศาลา เลิกคาถาบนนี้ไม่ใช้กัน เพราะไอ้คนเลว ๆ มันมีมาก เป็นที่น่าเสียดายที่คาถาของพระอินทร์ท่านให้ไว้ แล้วก็หายไป และไม่กล้าขอท่านใหม่

ต่อมาเมื่อหายจากปวดแล้ว ท่านก็แนะนำต่าง ๆ แนะนำถึงวิธี ลีลาการปฏิบัติ แล้วท่านก็เรียกประชุมเทวดา มีทั้งภุมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา บอกว่า พระองค์นี้ลูกชายฉันนะ ถ้าจะไปที่ไหนก็ตาม ให้ตามอารักขาในเขตของตัว ถ้าท่านจะไปพ้นเขต ให้แจ้งเทวดาในเขตนั้น ตามอารักขาต่อไป อย่าให้มีอันตรายนะ ถ้าลูกของฉันมีอันตรายเมื่อไร พวกเธอมีโทษหนัก

และอีก 2 องค์นี่ ก็เหมือนกัน ในฐานที่ท่านเป็นเพื่อนกัน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พระอริยเจ้า ยังเป็นปุถุชน ก็ถือว่า เป็นบุคคลผู้หวังทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน ถึงแม่ว่ายังมีความดีไม่ครบถ้วน แต่ความดีก็ยังอยู่ทุกวัน เพิ่มพูนทุกวัน ต้องรักษาไว้อย่าให้มีอันตราย ต้องรักษาเช่นเดียวกับลูกชายของฉัน ท่านกล่าวแล้วท่านก็ไป เมื่อไปแล้วพวกเราก็มานั่งอยู่ มันก็มีความสุข คิดว่า ที่ตรงนี้นะ เราอยู่กันมาเกือบ 10 วัน อยากจะย้าย ก็คิดว่า จะย้ายไปทางไหนดี

พอคิดว่าจะย้ายไปทางไหนดี ก็ปรากฏ คนแก่คนหนึ่ง แก่อายุประมาณสัก 60 ปี ท่านเดินทางมา เป็นคนป่า ท่าทางคนป่าชัดๆ มีมีดเหน็บขัดหลัง มีย่าม ใส่อะไรบ้างก็ไม่ทราบ ในย่าม ปรากฏว่า ท่านเดินมา ท่านเห็นเข้า ท่านก็มานั่งยกมือไหว้ มาถึงท่านก็ถามเลย บอกว่า ท่านทั้ง 3 องค์ อยากจะย้ายที่ใช่ไหมครับ ถามว่า ทำไมโยมจึงรู้

โยมแก่ก็บอกว่า ไอ้เรื่องที่ผมจะรู้ เพราะอะไรไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เอาแต่เพียงเรียกว่า ท่านอยากจะย้ายใช่ไหม ก็ตอบว่าใช่ ท่านก็บอกว่า ถ้าย้ายนะ ก็ย้ายไปฝั่งทิศตะวันตกของอำเภอศรีประจันต์ ด้านโน้น มีดินแดนที่มีความสำคัญอยู่จุดหนึ่ง นั่นคือ ดอนเจดีย์ เจดีย์พระนเรศวรมหาราช บรรจุเครื่องกษัตริย์ ที่พระมหาอุปราชแต่งตัวเวลานั้น ทั้งของ้าว ทั้งมีด อะไรก็ตาม ทั้งหมดเครื่องแต่งกายทั้งหมด มาฝังไว้ที่นั้น


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/12/09 at 08:05 [ QUOTE ]




ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๓


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันที่บันทึกวันนี้ เป็น วันที่ 8 พฤษภาคม 2533 เป็นวันวิสาขบูชา

ต่อนี้ไปก็มาคุยกัน ถึงเรื่อง อำเภอศรีประจันต์ ของจังหวัดสุพรรณบุรี กันต่อไป เมื่อตอนที่แล้วมายับยั้งอยู่ตอนที่ว่า มานั่งคิดว่า เรานั่งกันอยู่ที่นี่หลายวัน เราจะเคลื่อนที่ไปบ้างดีกว่า ในป่าก็รกชัฎ ป่าศรีประจันต์เวลานั้น บางจุดก็เป็นป่าโปร่ง บางจุดก็เป็นป่าทึบ มีไผ่ เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ไม่ใช่ป่าสูงนัก ต้นไม้ใหญ่ก็มีบ้าง ต้นไม้เล็กก็มีบ้าง เอาแน่นอนไม่ได้จริง ๆ

กำลังนั่งคุยกัน หารือว่าควรจะย้ายที่ ก็ปรากฎว่า เป็นเวลาพอดี มีชายแก่คนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี ท่านนุ่งกางเกงขาสั้นไม่มีเสื้อ มีผ้าขาวม้าห้อยไหล่มาด้วย และก็มีมีดเหน็บเหน็บมาข้างหลังแบบคนป่า เดินตรงเข้ามาแล้วก็มานั่งยกมือไหว้ ท่านถามว่า ท่านจะย้ายที่หรือขอรับ ทุกคนเมื่อฟังก็แปลกใจ ต่างคนต่างมองหน้ากันว่า เราปรึกษาหารือกันแบบนี้ ท่านได้ยินได้อย่างไร

จึงถามว่า คุณลุงทราบหรือว่า อาจมาจะย้ายที่ ท่านบอกว่า เป็นธรรมดาของลีลาของคน ผมไม่ใช่หมอดู และก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ แต่เห็นว่าท่านพักกันอยู่ที่นี้ ลองนั่งชุมนุมกันแบบนี้ ก็แสดงว่าจะปรึกษาหารือกันว่า อาจจะย้ายที่ก็ได้ เพราะตรงนี้เป็นป่าต่ำไป ไม่ค่อยจะสวยนัก ป่าของศรีประจันต์นี่ เดินจากผักไห่มาประมาณ 2 วันถึงที่นี่ จะเดินจากที่นี่ไปที่อำเภอศรีประจันต์ใช้เวลาเดินธรรมดา ๆ ก็ 2 วัน เพราะต้องลัดเลาะ ลัดไปในที่ต่าง ๆ

แต่ว่าถ้ารู้ทางลัด ก็เดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึง ก็ถามว่า คุณลุงเดินบ่อยหรือ ท่านบอกว่า ท่านเป็นคนที่นี่ ท่านเกิดในป่า บ้านท่านอยู่ไหลจากที่นี่ ไปทางด้านของอำเภอผักไห่ ไม่มากนัก ก็เดินที่นี่อยู่เสมอ การไปศรีประจันต์ ท่านไปเกือบทุกวัน รู้ทางลัด ไปประเดี๋ยวเดียวก็ถึง

เลยถามท่าน บอกว่า ถ้าอย่างนั้น จะย้ายจากที่นี่ไปศรีประจันต์เลยหรือว่าจะอยู่ป่าแถวนี้ก่อน ท่านบอกว่า ป่าแถวนี้ มันก็อย่างนั้นแหละ แต่ว่าไปถึงอำเภอศรีประจันต์ ข้ามฟากไปด้านตะวันตก ที่นั่นจะมีที่สำคัญ เป็นที่ควรระลึกแห่งหนึ่งนั่นคือ ดอนเจดีย์ เป็นที่พระนเรศวร สร้างฝังเครื่องแต่งตัว อาวุธ ของพระมหาอุปราช เป็นการตัดไม้ข่มนาม

ก็เลยชักสงสัย ถามว่าคุณลุงรู้เรื่องราวนี้หรือ ท่านบอกว่า รู้ เพราะอายุท่าน 60 ปีกว่าแล้ว รัชกาลที่ 6 ก็เพิ่งสวรรคตไป ถอยหลังจากนี้ไปแค่ 10 ปีเศษ ๆ ตัวท่านเองเกิดทันสมัยรัชกาลที่ 4 เราก็ไม่เถียง เถียงไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่า มันไม่รู้จริง

คิดว่าท่านคงจะรู้เรื่อง เลยถามความเป็นมาว่า สมัยที่รัชกาลที่ 6 ท่านมาทำพิธีกรรมที่ดอนเจดีย์ ท่านทำแบบไหน ท่านก็บอกว่า เวลานั้นท่านก็ยังหนุ่มแน่นกว่านี้ ประมาณสัก 20 ปีละมั้ง ท่านว่าอย่างนั้น ถอยหลังไปประมาณอายุ 40 ปีเศษ ๆ ท่านก็มาร่วมงานด้วยในการร่วมงานเวลานั้น

รัชกาลที่ 6 ก็ใช้พราหมณ์บวงสรวงเชิญเทพเจ้า ก็ถามท่านว่าพราหมณ์บวงสรวงเชิญเทพเจ้า เทพเจ้ามาไหม ท่านก็บอกว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเทพเจ้าของพราหมณ์มาหรือไม่มา ผมไม่รู้ แต่ว่า ตอนนั้นก็มีพระอยู่หลายองค์ด้วยกัน พระที่มีความสำคัญมาก มีพระองค์หนึ่งเป็น พระอรหันต์ เป็นพระที่อยู่ใกล้ๆ วัดป่าเลไลย์ ถามว่าอยู่ใกล้หรือเป็นพระของวัดป่าเลไลย์จริง ๆ ท่านบอก ไม่ใช่พระวัดป่าเลไลย์

เป็นพระที่อยู่ใกล้ ๆ วัดป่าเลไลย์ เวลานั้นตั้งสำนักอยู่ที่ วัดประชุมสงฆ์ มีกุฏิเพียง 3 หลัง และก็ไม่มีการเจริญรุ่งเรือง ท่านแก่มากแล้ว ต้องตะบันหมากกิน แต่เขาลือกันว่าพระองค์นี้เป็นพระอรหันต์ ชาวบ้านเขาลือกัน ก็ถามว่า ลุงเชื่อไหมครับ บอก ผมก็เชื่อสิ ผมเป็นคนนับถือพระนี่

เวลานั้นท่านก็นิมนต์พระองค์นี้มาด้วย และก็มีพระมาอีกหลายองค์ มากองค์ด้วยกัน ในจำนวนพระที่มาทั้งหมด ปรากฏว่า เป็นพระอรหันต์เสีย 6 องค์ นอกจากนั้นก็เป็นพระผู้ทรงฌาน แต่ว่าพระทั้งหมดเท่าที่สังเกตมา จะฟังพระองค์แก่องค์เดียว ถ้าพระแก่พูดอย่างไร พระทั้งหมดจะฟัง และปฏิบัติตามทั้งหมด ก็แสดงว่า พระองค์แก่ที่สุด คือพระตะบันหมากกิน ข้างวัดป่าเลไลย์ (วัดประชุมสงฆ์) ก็ต้องเป็นพระอรหันต์

ก็ถามว่า คุณลุงเชื่อว่าเป็นอรหันต์เพราะการที่พระอื่นเชื่อใช่ไหม ท่านบอกไม่ใช่หรอกผมสังเกตดู เพราะเวลาทำพิธีจริงๆ ท่านบอก การตัดไม้ข่มนามคราวนั้นมีผล พระแก่ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านนั่งต้นแถว

ก็เลยถามท่านว่า ดอนเจดีย์อยู่ไกลไหม ก็อยากจะไปดอนเจดีย์ ท่านก็บอกว่า ถ้าไปทางตรงจากตรงนี้นะ ทิศทางที่ท่านคิดจะไปนี่จะต้องใช้เวลาเดิน 3 วัน(คำว่า ตรง หมายความว่า ตรงชาวบ้านเขาเดินกัน) แต่ถ้ารู้จักทางลัด จะใช้เวลาไม่นานนักก็ถึง ก็ถามว่าคุณโยมจะไปไหน ผมจะพาไปทุกแห่ง เพราะป่าทั้งหมดนี่ จะเป็นป่าสุพรรณบุรี ศรีประจันต์สามชุก ท่าช้าง เดิมบางนางบวช ที่ไหนก็ตาม ผมรู้จักหมดทุกแห่ง คนแถวนั้น ใครชื่ออะไรอยู่ที่ไหน ผมรู้จักหมด ผีที่ตายไปแล้วอยู่ที่ไหน ใครชื่ออะไร ผมรู้จักหมด

อีตอนนี้ชักสงสัยว่า ลุง รู้จักชื่อคนมันไม่ยาก มันก็ยากมากถ้าถามกันพอรู้ แต่รู้จักชื่อผีนี่สิ ผีที่ประจำถิ่น ท่านบอกว่า ผีประจำถิ่นมันก็ไปจากคน ก็เลยไม่เถียงกัน 3 คน ต่างคนต่างมองหน้ากันว่า ชักจะแปลก ๆ ก็เริ่มสงสัยว่า ลีลาที่ท่านพูดเดิมตั้งแต่เข้ามาทีแรก ก็รู้ว่าจะย้ายสถานที่ ตอนนี้มาชักเริ่มจะรู้ทุกอย่าง รู้จักทั้งคน รู้จักทั้งผี นี่มันแปลกเสียแล้ว ต่างคนเหมือนกับนัดกัน ต่างคนต่างก็มองหน้ากัน และก็พยายามคุย ก็พยายามชำเลืองดูตาคุณลุง ตาคุณลุงผ่องใสเหมือนกับตาหนุ่ม ตาหนุ่มตาสาวยังสู้ไม่ได้เลย ผ่องใสมาก แต่ว่าตาคุณลุงไม่กระพริบ

อาตมาก็นึกในใจว่า เอ๊ะ…วานนี้โยมท่านมาสั่งว่าให้เทวดาที่นี่อารักขาทั้งหมด ถ้าจะไปไหน ให้ไปส่ง แล้วก็ให้มองหมายกับเทวดาที่นั่น นี่สงสัยท่าจะเป็นเทวดา พอนึกเท่านั้นคุณลุงแก่ท่านก็บอกว่า ท่านนึกอย่างนั้นมันก็ถูก แต่ว่ายังไม่ตรงตามความเป็นจริง ผมไม่ใช่รุกขเทวดา ไม่ใช่ภุมเทวดาที่นี่ จะเรียกผมว่า เทวดา ก็เรียกไม่ได้ แต่มันจะไม่ถูกนัก ก็ถามว่าเรียกอะไรถึงจะถูกล่ะลุง ก็เรียก ลุง อย่างคุณว่านั่นแหละ

ถูก ก็ต้องถือว่า เป็นลุงธรรมดา ๆ ไม่ใช่ลุงพี่ของพ่อ ไม่ใช่พี่ชายของพ่อก็แล้วกัน แล้วถามว่า คุณลุงเกิดมาน่ะ มีอาชีพอะไร ท่านบอก ผมก็ไม่มีอาชีพอะไร ก็เดินไปเดินมา เดินมาเดินไปแบบนี้ มีอะไร เจอะอะไร ก็กินตามเรื่องตามราวไป บ้านผมก็อยู่ในป่า ผักหญ้าก็มีเยอะ ตำลึงก็มี หน่อไม้ก็มี หัวเผือกหัวมันก็เยอะแยะ ไม่ต้องทำบาป ไม่ต้องทำกรรม ลุงก็ว่าเรื่อยไป

ก็สรุปแล้วก็บอก เอ้า..ถ้าอย่างนั้น ลุง อาตมาทั้ง 3 คน ไปตามลุงไป ลุงจะพาไปศรีประจันต์ใช่ไหม ท่านบอกว่าใช่ ท่านถามว่า จะไปแค่อำเภอศรีประจันต์ หรือจะไปดอนเจดีย์ถามท่านว่าที่ดอนเจดีย์มีภูเขาไหม ท่านบอกว่า ทิศเหนือจองดอนเจดีย์มีภูเขา ทางด้านทิศตะวันออกก็มีภูเขา แต่ว่าภูเขาไม่สูง ภูเขาต่ำ ๆ ผมรู้จักภูเขาพิเศษอยู่ลูกหนึ่งเหมาะสำหรับพระธุดงค์ ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาชั่วคราว (เอ๊ะ..พูดไม่เหมือนชาวบ้านภูเขาชั่วคราวมันก็ต้องทำขึ้นมา)

ท่านบอกว่า เป็นภูเขาชั่วคราว ท่านบอกว่า มีถ้ำสวยงามมาก หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตก และด้านทิศใต้มีเขาย้อยไปบังแสงแดดเวลาบ่าย ด้านหน้ามีสนามหญ้า มีบริเวณสวนดอกไม้ มีทางเดินเล่น มีธารน้ำไหล น่าอยู่มาก ท่านจะไปไหมล่ะ พอได้ฟังก็น้ำลายไหล ก็นึกในใจว่า มันจะไกลเกินไปไหม ถ้าเวลาจะกลับ จะกลับอย่างไร

พอนึกในใจ ท่านบอก เวลากลับไม่เป็นไร นึกถึงผมสิครับ ผมเป็นคนแก่ ผมเป็นลูกศิษย์ของพระอรหันต์ องค์นั้น (นั่นแน่ ชักขยับเข้ามาแล้ว) ทีนี้หากว่าใครก็ตาม ถ้ามีความสัมพันธ์กับผม ถ้ารู้สึกนึกอย่างไรละก็ ผมจะรู้หมดทุกอย่าง ถ้าต้องการสิ่งไหน ถ้าผมหาทำให้ไม่ได้ ผมจะวานเพื่อนของผมที่มีความสามารถช่วยทำให้

สำหรับดินแดนนี้ทั้งหมดไม่ต้องวานใคร ผมคนเดียวพร้อม ผมรู้จักทั้งหมด ป่ามีเท่าไร เขามีกี่ลูก ถ้ำมีเท่าไร ต้นไม้มีกี่ต้น (เอ๊ะ..ชักเอาแล้ว ชักรู้จักต้นไม้มีกี่ต้น เราก็ปล่อยแกไปเถอะ นึก ตานี่โม้มาก) นึกในใจว่าลุงนี่โม้มาก แกก็ยิ้ม แกบอก ครับ นึกไปก่อนเถอะว่า ผมโม้ นึกก็ไม่ได้ นึกก็รู้ และต่อไปจะทราบเองว่า ผมไม่โม้ เป็นอันว่า ถ้าอย่างนั้นทุกท่านเตรียมตัวออกเดินทาง

ทุกคนก็เริ่มต้นทำท่าจะชุมนุมเทวดา ขอลาเดินทาง ท่านบอกว่า ไม่ต้องชุมนุมเทวดาหรอกครับ เทวดาที่นี่ก็พร้อมแล้ว พอท่านพูดเท่านั้น เห็นเทวดาพึ่บ หลายร้อยองค์เป็นภุมเทวดาบ้าง เป็นรุกขเทวดาล้าง เป็นเทพธิดาบ้าง เทวดาผู้หญิงบอกว่าท่านเจ้าคะจะไปหรือ ไม่โปรดฉันก่อนหรือ ก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าไปพักที่ไหนไม่ไกลเกินไป ก็ตามไปสงเคราะห์ที่นั่นก็แล้วกัน ฉันก็ขอบคุณทุกท่าน เพราะว่าทุกท่านเมตตาปรานีเสมอ

ขณะที่ใช้เวลาทั้งคืน ตลอดคืน จะไปบิณฑบาตก็ไม่ต้องท่านมาคอยใส่อยู่แล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าไปที่ใหม่จะมีใครเขาใส่บาตรไหม ท่านผู้นั้นก็บอกว่า เจ้าของที่เขาก็ใส่ แต่ฉันอาจจะไปกันนะ เมื่อคุยกันเสร็จ ก็ลาท่าน ท่านลุงก็ออกหน้า ดึงมีดออกจากฝักขาวจั๊ว มีดเหน็บใหญ่ เดินไปก็ถางต้นไม้เล็ก ๆ ต้นไม้เล็กๆ ขวางหน้า ท่านก็ตัด ตัดก็เหวี่ยงไปข้างทาง ทำให้พวกเราเดินสบาย พอเดินไปท่านก็คุยไปบอก ต้นยางต้นนี้นะ เจอะต้นยางต้นหนึ่ง

ต้นนี้ แหม..ชาวบ้านชอบมาสุมไฟทำเป็นหลุม สุมไฟเอาน้ำมันกันทุกวัน และก็ชมต้นไม้เรื่อย ๆ ไป เดินไปประมาณสัก 10 นาที แต่ความจริง เราอยู่ฝั่งตะวันออกของอำเภอศรีประจันต์ ถ้าจะไปอำเภอศรีประจันต์จริง ๆ ไปฝั่งตะวันตกที่ดอนเจดีย์ จะต้องข้ามแม่น้ำท่าจีน แต่ว่าใช้เวลาเดินไปประมาณ 10 นาที

ลุงก็ชี้ให้ดูยอดไม้ต้นโน้น ยอดไม้ต้นนี้ ชี้ไปชี้มา ชี้ปั๊บไปที่เจดีย์ บอกว่า เจดีย์องค์นี้ละครับเป็นเจดีย์ที่รัชกาลที่ 6 มาสร้างไว้ ก็ตกใจ ก็บอกว่า ลุง นี่เราเดินมาประมาณ 10 นาทีนะ เมื่อกี้นี้อาตมาดูในเวลา ท่านก็เลยบอกว่า ผมบอกแล้วว่า ผมรู้จักทางลัด ถ้าทางที่ชาวบ้านเขาเดินกัน ต้องใช้เวลาหลายวันนะครับ นี่ผมรู้จักทางลัด ผมเป็นเด็กที่นี่ ผมเป็นเด็กป่านี้

ก็เลยถามท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นในเจดีย์ พระนเรศวรมหาราชฝังอะไรไว้บ้าง ท่านบอก ฝังของ้าว ฝังอาวุธทั้งหมด ที่อยู่บนคอช้างของพระมหาอุปราช ก็บอกว่า เวลานั้น ช้างของพระมหาอุปราชเขาก็หนีไปแล้ว พระมหาอุปราชถูกฆ่าตาย ควาญก็ขับไสไป ท่านบอกไม่ไป ไม่ได้ไป ถูกปืน ควาญช้าง ถูกปืนตาย จับได้ทั้งช้าง จับได้ทั้งสรรพาวุธ ทั้งกูบช้างทั้งหมด อาวุธทุกอย่างฝังไว้ที่นี่ แล้วก็เครื่องแต่งกายของมหากษัตริย์ พระมหาอุปราชฝังไว้ตรงนี้

ก็ถามว่า การรบ รบตรงนี้หรือเปล่า ท่านบอก การรบ รบที่ลาดหญ้า ไม่ใช่ที่นี่ แต่ว่าการจะสร้างเจดีย์ไว้ที่ลาดหญ้า ก็ไม่เหมาะเพราะเป็นสนามรบ ท่านก็คิดว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า กษัตริย์เบื้องหลัง ก็คงจะไม่รับศึกที่กำแพงเมืองอย่างที่แล้วมา ถ้าไม่รับศึกที่กำแพงเมือง เจดีย์ก็จะกลายเป็นแดนสนามรบไป เอามาตั้งไว้ตรงนี้มันเหมาะกว่า

ก็ถามว่า พิธีกรรมซ้ำสาป ท่านบอก คำสาปของพระอรหันต์มีผล หลังจากนั้นมาพม่าก็สงบไปพักหนึ่ง ต่อมาอยุธยาเสื่อมจากความเจริญทางใจ ความชิงดีชิงเด่นกันมีขึ้นการสามัคคีน้อยไป ในที่สุดพม่าก็มาล้อมเมือง และก็ พระยาราม กับคนหลายคน ก็เป็นไส้ศึก เรียกว่า เป็นแนวที่ 5 ให้พม่า ในที่สุดพม่าก็ตีอยุธยาแตก ตอนนั้น พระยาวชิรปราการ คือ พระเจ้าตากสิน ก็นำกำลังพลประมาณ 500 คน ออกไป ตีฝ่าพม่าไป

เป็นอันว่า เวลานั้นขึ้นชื่อว่า การจบอยุธยา แล้วต่อมาก็มาสร้าง กรุงธนบุรี แล้วท่านก็บอกว่า คำสาปของพระอรหันต์ ท่านสาปตามกฏของกรรม จะฝืนกฏของกรรมไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าต่อไปเบื้องหน้าจะเห็นว่าประเทศไทยเราเวลานี้ก็ถูกข้าศึกล้อมเข้ามา ฝรั่งเศสก็เข้า อังกฤษก็เข้า แต่เวลานี้พม่าเป็นทาสของอังกฤษ เขมรและลาวเป็นทาสของฝรั่งเศส แต่ทว่าไทยยังเป็นอิสระเพราะว่ารัชกาลที่ 5 มีความฉลาด รู้ผ่อนสั้นผ่อนยาว ยอมเสียอวัยวะดีกว่าเสียชีวิต ยอมเสียทรัพย์สิน ดีกว่าเสียร่างกาย ยอมเสียอวัยวะ ดีกว่ายอมเสียร่างกาย คือ ความตาย

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/1/10 at 08:00 [ QUOTE ]




ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๔


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อตอนที่แล้วมาหยุดอยู่ที่ดอนเจดีย์ ครั้นมาถึง ดอนเจดีย์คุณลุงก็เล่าความเป็นมาตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดว่า ท่านรู้ว่าพระองค์นั้นเป็น พระอรหันต์ท่านก็ประกาศด้วยว่า ท่านเป็นลูกศิษย์

แล้วท่านก็ถามว่า พวกท่านจะอยู่ที่ดอนเจดีย์นี่ หรือว่าจะไปไหน ก็บอกว่า ใกล้บ้านเกินไป ห่างจากที่นี่ไปประมาณไม่ถึงกิโลเมตร ก็ปรากฏว่ามีบ้านอยู่ การมาธุดงค์คราวนี้เป็นการฝึกครั้งแรก ต้องการไม่พบบ้านจริง ๆ ถ้าไม่มีข้าวจะกินเพราะความดี ก็ให้มันตายไปเลย แล้วลุงก็เลย ถามว่า พวกท่านกิเลสหมดหรือยัง ก็เลยตอบท่านบอกว่า

ถ้ากิเลสหมดก็ไม่ต้องมาธุดงค์ การมาธุดงค์ มาฝึกเพื่อทำลายกิเลส ไม่ใช่เป็นพระที่กิเลสหมดอย่างพระมหากัสสป พระมหากัสสปท่านไปธุดงค์ ก็เป็นการฝึกพระที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นอรหันต์แล้ว ก็ฝึกความเป็นอยู่ในป่า เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของพระรุ่นหลัง

ลุงก็เลยบอกว่า กิเลสไม่หมด อยู่ไกลคนเกินไป ถ้าเทวดาเขาไม่เมตตาจะว่าอย่างไรก็เลยบอกท่านบอกว่า เรื่องการ….เทวดานั้นไม่มี มีแต่ว่าตัวเอง พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าอัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทก์ความผิดตัวเองไว้เสมอ หรือว่า จงเตือนตนด้วยตนเองเพราะว่าการมา ก่อนที่จะมา ก็ฝึกที่ป่าช้าวัดบางนมโค ไม่มีข้าวกินมา 16 วัน ต้องอาศัยข้าวที่พระบิณฑบาตกิน

พอวันที่ 17 ตัดสินใจคิดว่า เทวดาจะให้ หรือไม่ให้เป็นเรื่องของเทวดาท่านจะเมตตา แต่เราขอถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจับภาพพระพุทธเจ้าไว้ให้ทรงตัว เพียงแค่นี้เทวดาก็ให้กิน เมื่อมาอยู่ในป่า ก็ใช้ตำราแบบนั้นก็ได้กินทุกวัน แต่บางวันที่ไปเที่ยวไกลเกินไป กลับมาสว่างไม่ทันจะออกบิณฑบาตก็ปรากฏว่า เทวดาท่านก็มาใส่ให้ถึงที่ ท่านเมตตาอย่างนี้ เมื่ออยู่ฝั่งตะวันออก เทวดา และนางฟ้า เมตตา มาฝั่งตะวันตก เทวดา นางฟ้าไม่เมตตา ก็ตามใจท่าน จะยอมตายในป่า

ลุงฟังแล้วก็มองจ้องหน้า จ้องหน้าองค์โน้นที จ้องหน้าองค์นี้ที แล้วลุงก็ถามว่าทุกท่านตัดสินใจตามนี้หรือ ก็บอกว่า ตามนี้ ต่อไปท่านจ้องหน้า 2 องค์เพื่อนกัน ท่านลิงเล็ก กับลิงขาว ถามว่าท่าน 2 องค์นี่ ปรารถนาสาวกภูมิใช่ไหม ท่าน 2 องค์ก็ตอบว่า ใช่ ก็หันมาถามอาตมาว่า ท่านปรารถนาพุทธภูมิใช่ไหม ก็ตอบว่า ใช่

ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพุทธภูมิก็แสดงว่า เป็นหัวหน้า เพราะสาวกภูมิต้องตามหลัง แต่ว่าสาวกภูมิทั้ง 2 องค์นี่ ผมมีความสงสัยว่า เวลานี้สามารถตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้วในพรรษาที่ 2 ท่านทั้ง 2 องค์ก็บอกว่า อาตมาไม่กล้าพยากรณ์ตัวเองอย่างนั้น มันเป็นความประมาท และทะนงตนเกินไป ลุงก็เลยบอกว่า ผมเป็นคนช่างสังเกต เพราะอาจารย์ของผมเป็นพระอรหันต์

สังเกตว่า อาการอย่างนี้ เป็นพระที่ตัดสังโยชน์ 3 ได้ แต่ว่าเป็นสังโยชน์ 3 อย่างหยาบอย่างนี้เทวดาเมตตา สำหรับพระโพธิสัตว์ก็เช่นเดียวกัน ท่านปรารถนาพุทธภูมิ พระโพธิสัตว์นี่เทวดามีความเคารพ จึงคิดว่า เทวดา และนางฟ้าคงจะเมตตาต่อไป เลยบอกท่านบอกว่า ความดียังไม่พอ ความปรารถนามันมีอยู่ เหมือนกับคนที่ตั้งใจอยากจะเป็นมหาเศรษฐี แต่ว่าเวลานี้ ที่สักกระแบะมือหนึ่งก็ไม่มี ทุนสักไพหนึ่งก็ไม่มีจะถือว่าดีไม่ได้ ลุงก็บอกว่า ถ้าเราพูดกันมันก็ไม่จบ

เลยถามว่า คุณลุงอยากจะทราบว่า คุณลุงบ้านอยู่ที่ไหนท่านบอกว่า บ้านของผมอยู่ที่บ้านดึง ถาม บ้านดึงที่อำเภอผักไห่มีหรือ ท่านก็ตอบว่า มี ถามว่า มันอยู่ที่ไหน ท่านก็บอกว่ามันอยู่ที่บ้านผมตั้งอยู่ เขาเรียกว่า บ้านดึง และก็มี ผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ อิน ที่ผมไปผมมาที่ไหนได้ไม่ไป ที่ผมมานี่ก็เหมือนกัน

ผมจะมาธุระที่อำเภอศรีประจันต์ ท่านผู้ใหญ่อิน ท่านก็บอกว่าลูกชายของท่าน กับเพื่อนมาธุดงค์อยู่ที่นี่ ให้ช่วยสงเคราะห์ พาไปที่ดอนเจดีย์ด้วย และก็นอกจากที่ดอนเจดีย์นี้ให้ไปภูเขาชั่วคราว ภูเขาชั่วคราวก็หมายความว่า ช้างในมีธารน้ำใสมีเตียง มีตั่ง เป็นที่นั่ง เป็นที่นอนสบาย และก็มีสวนดอกไม้ มีสวนหย่อม มีพุ่มไม้สว่างไสวทางด้านทิศตะวันตกก็มีเงื้อมภูเขา บังแสงพระอาทิตย์ที่จะสาดมาเวลาตอนบ่าย

เมื่อฟังท่านแล้วก็คิดในใจว่า ลุงนี่แปลก อยู่บ้านดึงผู้ใหญ่บ้านชื่ออินก็เลยไม่ถามท่านต่อไป ก็เลยบอกกับท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง อาตมาอยากจะไปที่ภูเขาชั่วคราวไปพักที่นั่นให้มันมีความสุข ท่านก็บอกว่า ดูดอนเจดีย์นี่เสียก่อน ตรงนี้พระนเรศวรสร้างไว้ ข้างในมีรูปร่างลักษณะเป็นแบบนี้เป็นเจดีย์เล็ก ๆ ไม่โตนัก แต่เวลานี้รัชกาลที่ 6 ท่านสร้างคลุมไว้ทำหลักฐาน ใหญ่โตมาก แล้วก็มองตามภาพ มองไปมองมา ลุงบอกว่า ถึงภูเขาชั่วคราวแล้ว (เจอะดี เป็นการลองฝึกธุดงค์นะ ถึงภูเขาชั่วคราว)

พอท่านพูดอย่างนั้นก็ปรากฏว่า เจดีย์ ดอนเจดีย์หายไป มาถึงถ้ำ ถ้ำมีความสวยสดงดงามมาก ไกลจากดอนเจดีย์ประมาณสัก 10 กิโล เดินดูบริเวณสนามหญ้าก็สวย ทางเดินก็ดี เป็นสถานที่จงกรม มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ในบริเวณกลางลานประมาณสัก 30 ต้น เป็นที่บิณฑบาตอย่างสบายๆ มีเตียง มีตั่งเป็นที่นอน มีสระน้ำ

เมื่อถึงที่นั้นเสร็จ ลุงก็บอกว่า ผมจะลากลับนะครับ ก็เลยบอกกับลุงบอกว่า เวลากลับอาตมาอยากจะให้ลุงช่วย ช่วยพากลับ เพราะไอ้ทางลัดนี่จำไม่ได้เลย มาประเดี๋ยวเดียวมันถึง มันแปลกใจ ท่านบอกว่า ไม่น่าจะแปลกใจถ้าหากว่าคนบ้านดึงนำมาจะไปที่ไหนก็ตามใกล้ทั้งหมด ถามว่าคุณลุงชื่ออะไร จำได้ไหม ท่านถามว่าทำไมจะจำได้ หรือไม่ได้ชื่อของผมน่ะถามแปลก ๆ

ท่านก็บอกว่า ผมชื่อ วิ เป็นลูกศิษย์ของผู้ใหญ่อิน ถ้าผู้ใหญ่อินจะสร้างอะไรก็ตาม ผมเป็นช่างนะ ทำทุกอย่างได้ตามความพอใจ ผมจะทำอะไรให้ดูสักอย่างไหมล่ะก็บอกว่า อยากจะดู กลางคืนที่นี่มันมืดใช่ไหม ก็บอกว่า ใช่ ท่านมีเทียนมาหรือเปล่า บอกเทียนหมดแล้ว กลางคืนก็ใช้นั่งเดาสุ่มกัน

ถ้าอย่างนั้นผมจะทำเทียนให้ เทียนอันนี้ถ้ามันยังไม่มืดเทียนจะไม่ติด ถ้าอากาศมืดเมื่อไรหรือแสงพระอาทิตย์หรี่ลงเมื่อไร จะมีแสงเทียนปรากฏขึ้นและสว่างทั่วบริเวณ หากว่าท่านต้องการให้เทียนดับ ท่านก็นึกว่า เทียนนี้จงดับ เทียนก็จะดับ ถ้าต้องการให้เทียนติดก็นึกว่า เทียนนี้จงติด เทียนก็จะติด ทั้ง 2 คนก็มองหน้ากันว่า ลุงวินี่ แกไม่กระพริบตาสายตาแจ่มใส แกจะทำเทียน บอกถ้าอย่างนั้นลุงทำ

คุณลุงก็บอกว่า เทียนตั้งตรงนี้นะครับมันจะสว่างทั่วบริเวณของถ้ำ พอตกลงว่าตั้งตรงนี้ก็ดี เพียงเท่านี้เทียนปรากฏเป็นเทียนเฉย ๆ ไม่มีไฟ ลุงก็บอกว่า ลองดูซิ ท่านลองนึกว่า เอ้าเทียนจงมีไฟเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ เทียนก็มีไฟทันที เทียนจงดับ นึกว่า เทียนจงดับ เทียนก็ดับทันที แล้วท่านบอกว่า เทียนนี่เป็นอัตโนมัติ นั่นก็หมายความว่า ถ้าอากาศมันมืดจริง ๆ เทียนจะสว่างขึ้นเองโดยไม่ต้องสั่ง

แล้วท่านลุงก็ลาไป การลาของท่านลุงก็เป็นของไม่แปลก แบบคนธรรมดา ๆ แต่ที่แปลกก็มีอยู่ว่า เวลาเดิน ลุงเดินไป 2-3 ก้าว ลุงหายไปเลย พวกเราก็หันมายิ้มกันบอกว่านี่เราถูกต้มแล้วนะ วิ นี่หมายถึง วิษณุกรรมเทพบุตร บ้านดึง ก็คือ ดาวดึงส์ ผู้ใหญ่อิน ก็คือ พระอินทร์ คือ โยมผม ท่านทั้ง 2 ก็เห็นด้วย ท่านทั้ง 2 ก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเอากันให้แน่ใจกันไปเลย เวลานี้เราตัดสินใจไปดาวดึงส์กันดีกว่า ไปพิสูจน์กัน ก็ตกลง

เมื่อวางของเสร็จเรียบร้อยแล้ว จัดที่หลับที่นอนดีแล้ว ก็ขึ้นนั่งเตียงคนละเตียงมันเป็นเตียงหิน แต่ว่าอ่อนนุ่ม คล้าย ๆ ใครเอาผ้าที่นุ่มนิ่มมาปูไว้ แล้วก็อุ่น ไม่เย็นแฉะ ขึ้นนั่งเตียงปั๊บหลับตาปุ๊บ มันก็ไม่ยาก เป็นของที่ทำจนชิน เพียงแค่นึกปั๊บ มันก็ไปปุ๊บ ถึงดาวดึงส์พอเข้าไปถึงก็ไปที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เวลานั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ว่าง ไม่มีใครเลย คิดว่าจะเข้าไปในเวชยันตวิมาน ก็ไม่น่ารัก เช้ามืดเกินไป ก็พอดีเห็นเทวดาท่านหนึ่งเดินมา ก็แสดงคารวะในท่าน ทักทายปราศรัยท่าน

ท่านบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ท้าวโกสีย์กำลังสั่งงานอยู่ ประเดี๋ยวจะออกมา ท่านทราบ ท่านให้ผมมาบอกท่านว่าให้คอยประเดี๋ยวเดียว ก็เป็นอันว่า คอยอยู่ประเดี๋ยวเดียว ปรากฏว่า ท้าวโกสียสักกเทวราช ท่านก็ออกมา เมื่อท่านออกมาแล้ว ท่านก็ถามว่า คุณมาธุระอะไรกัน ก็เลยบอกท่านบอกว่า มีคุณลุงพิเศษชื่อ วิ อยู่บ้านดึง แต่ผู้ใหญ่บ้านชื่อ อิน อาตมานี่สงสัยว่า บ้านดึง ก็คือ ดาวดึงส์ ลุงวิ ก็คือ วิษณุกรรม ใช่ไหม โยมก็เลยบอกว่า ใช่ ท่านบอกว่า โยมเห็นว่าคุณอยู่ที่นั่นมานานแล้ว มันจำเจเกินไป ก็ควรจะย้ายที่ สถานที่ ที่จะย้าย ก็ควรจะเป็นที่ศรีประจันต์ฝั่งด้านตะวันตก เพราะมีอะไรดีมากๆ

หลังจากนั้น ท่านก็เรียก วิษณุกรรมเทพบุตร มาหา ท่านวิษณุกรรมเทพบุตรนี่ความจริงท่านสวยมาก แต่ท่านมาใน 2 รูป รูปขางหน้าก็เป็นเทวดา รูปข้างหลังก็เป็นลุง เป็นลุงวิ ท่านถามว่า จำได้ไหมครับ ก็บอกว่า จำได้ ที่มานี่ก็สงสัย

ท่านเลยบอก ต่อนี้ไปท่านไม่ต้องวิตกกังวล หากว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน บอกผม นึกถึงผมก็แล้วกัน เพราะท่านท้าวโกสียสักกเทวราชท่านอนุมัติไว้ ให้ทำทุกอย่างเพื่อท่าน เพื่อความสุข ก็เลยถามว่าการมาธุดงค์มีความสุขมันจะดีหรือ ท่านบอกว่า ความสุข หรือความทุกข์มันไม่สำคัญให้กายสุขไว้ก่อน ใจจะได้มีความสบาย

เพราะเวลานี้ยังตัดกิเลสกันไม่ได้ ถ้าร่างกายเป็นทุกข์ ความทุกข์ทางกายเกิดขึ้น กิเลสก็เลยไม่หมด มันต้องมีกายสุขพอสมควร แล้วก็ใช้ความสุขเป็นวิปัสสนาญาณ มาเจอะเทวดาสอนวิปัสสนาญาณเข้าอีกแล้ว ก็ถามว่าจะทำอย่างไร ท่านก็เลยบอกว่าอย่าลืมว่า ภูเขาลูกนั้นมันเป็นภูเขาชั่วคราว คำว่า ชั่วคราวมันเป็น อนิจจัง ถ้าพวกท่านกลับไปหมด ภูเขาลูกนั้นก็จะสลายตัว จะหายไป มันก็เป็นอนัตตา เพียงเท่านี้พอหรือยัง ก็บอกท่านบอกว่า พอแล้ว เข้าใจแล้ว

หลังจากนั้นก็ลากลับ กลับมาถึงที่พักพวกเราก็มีความสุข เดินไปเที่ยวบริเวณ เดินจงกรมบ้าง คำว่า เดินจงกรม มันไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ญาติโยมพุทธบริษัทก็เดินกันแบบธรรมดา ๆ เดินกันไปคุยกันไปก็ได้ แต่ปากก็คุยกันไป แต่ใจส่วนหนึ่งก็คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็น อนิจจัง เรามาอยู่นี่ชั่วคราว มันก็เป็นของไม่เที่ยง ไม่ช้าเราก็กลับ เมื่อกลับแล้วที่นี่หายไปจากเรา ก็เป็น อนัตตา เราหายไปจากที่นี่ เราก็เป็นอนัตตา

รวมความว่า การเกิดมาเป็นของไม่ดี มันต้องมีความลำบากอย่างนี้ เจ้านายที่มีความสำคัญ ก็คือ กิเลส ถ้ากิเลสยังท่วมหัวเราเพียงใด ความสุขก็ไม่มีกับเราเพียงนั้น เดินไปก็คุยกันไป ชี้โน่นดูนี่ ก็ดูว่าต้นไม้ทุกต้นทำเป็นระเบียบทั้งหมด นี่อาศัยกำลังใจของวิษณุกรรมเทพบุตรองค์เดียว พอถึงเวลาค่ำก็กลับเข้าที่นอน พอเข้าที่นอนปั๊บ ต่างคนต่างอยู่ทีนี้ไม่คุยกันแล้ว ค่ำแล้ว หน้าที่ของใครก็เป็นหน้าที่ของใคร ใครจะทำอย่างไรก็ทำไปตามชอบใจของตนเอง

เวลาประมาณสักตี 2 เสียงดังโครมคราม ๆ ในธารน้ำไหลในถ้ำ ทุกองค์ตื่นจากที่นอนพอลุกจากที่นอนมาดูที่ธารน้ำไหล ปรากฏว่า มีเสือ 4-5 ตัวกำลังเล่นน้ำอยู่ ก็นึกในใจว่าเจ้าเสือนี่มันเข้ามาอย่างไร แล้วทำไมถึงมาเล่นน้ำที่นี่ มันจะเล่นแต่น้ำ หรือเล่นเราด้วยก็ยังไม่แน่ ก็มองไปมองมา ดูเสือ เสือก็ทำท่า ทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ เล่นน้ำกันตามสบาย ๆ เลยทุกคนก็นั่งมองดู ก็คิดในใจว่า

การเกิดของคน การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเป็นของไม่ดีอย่างนี้ ถ้าเราพลาดจากความเป็นคนเป็นเทวดา หรือเป็นพรหมก็ยังดี ถ้าไปเกิดในอบายภูมิ ถึงแม้จะเป็นเสือ เป็นสัตว์ที่มีอำนาจมากก็มีความลำบากด้วยอาหาร เวลานี้มาเล่นน้ำกันในเวลาดึก แต่ความจริง มันไม่ใช่เวลาอาบน้ำ มันเวลานอน เป็นเวลาพักผ่อนเฉพาะคน แต่เวลากลางคืน เป็นเวลาหากินของเสือ แต่เสือนี่จะมีความสุข หรือความทุกข์

เมื่อคิดไปแล้วก็เห็นว่า เสือมีความทุกข์ เพราะว่าเสือมีความหิว การอาบน้ำแสดงว่าเสือมี ความร้อน ความร้อนมันก็เป็นทุกข์ เมื่ออาบน้ำมีความเย็น ก็เป็นสุขชั่วคราว ถ้าขึ้นไปจากน้ำ ประเดี๋ยวก็อาจจะร้อนใหม่ แล้วก็ในที่สุด เสือนี่ก็ต้องแก่ แล้วก็ต้องตายเช่นเดียวกับเรา เราก็มีสภาพเช่นเดียวกับเสือ ถ้าเวลานี้บังเอิญเสือเห็นเราเข้าเสือจะกินเราเราก็ตามใจเสือ เราจะไม่ยอมดิ้นให้มันเจ็บ ให้มันเจ็บแค่เสือกัด ประเดี๋ยวมันก็ตายเมื่อตายเราก็มีความสุข ที่ไปของเราก็คือ พรหม

อาตมาคิดอย่างนั้นนะ แต่ว่ามาถาม 2 องค์ทีหลัง 2 องค์ท่านก็บอกว่า ที่ตายของท่าน ท่านตายแล้ว ที่ไปของท่านก็คือ นิพพาน มีอารมณ์ต่างกัน พระโพธิสัตว์ กับสาวก มีอารมณ์ไม่เสมอกัน พระโพธิสัตว์ไม่ค่อยเข้าใจนิพพานนัก อาตมาไม่เข้าใจเลยเวลานั้น เรื่องนิพพานแล้วก็จิตหวังนิพพานไม่มีอยู่ ต้องการอย่างเดียวคือ เป็นพระพุทธเจ้า

พอคิดอย่างนั้นเสร็จ เสือก็ยังไม่เลิกเล่นน้ำ เราก็เลยนั่งสมาธิตรงนั้นคิดในใจว่าขออุทิศร่างกายให้เป็นอาหารของเสือ เสือจะได้มีความสุข ตั้งใจจับสมาธิปั๊บ จิตหลุดออกจากกายไปโน่นไปป๋ออยู่ ดาวดึงส์เทวโลก โยมผู้หญิงท่านก็ถามว่า คุณมาทำไม ก็เลยบอกว่าปล่อยร่างกายให้เสือมันกิน ท่านบอก เสือไม่กินหรอก เสือนี่กินคนไม่ได้ ถาม ทำไมล่ะโยมก็เสือ 4 ตัวนี่ ขอโทษท่านนะ ท่านก็ยกมือไหว้ว่า เสือ 4 องค์ คือ

เสือที่ 1 คือ เสือหลวงพ่อปาน

เสือที่ 2 คือ เสือหลวงพ่อสุข

เสือที่ 3 คือ เสือหลวงพ่อจง

เสือที่ 4 คือ เสือหลวงพ่อจาด

ทั้ง 4 องค์นี่เป็นเพื่อนกันมาพิสูจน์กำลังใจของคุณว่ามาที่ใหม่นี่คุณจะกลัวหรือไม่กลัว และว่าคุณจะทำอย่างไรในเมื่อเห็นเสือมาอยู่ใกล้ ๆ จะทำอย่างไร จะตกใจกลัววิ่งหนีแบบไหน เวลานี้คุณตั้งใจถูกแล้ว คุณจะกลับไปหรือยังเล่า ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะลากลับ โยมก็บอก กลับก็ดี ประเดี๋ยวครูบาอาจารย์จะได้แสดงตัว

เมื่อกลับลงมาแล้ว ก็ปรากฏว่า หลวงพ่อปานแสดงองค์ก่อน จากเสือในน้ำขึ้นมาพอขึ้นจากพื้นน้ำนั่งปั๊บ เป็นหลวงพ่อปานทันที แล้วก็ หลวงพ่อจงเป็นองค์ที่ 2 หลวงพ่อจาดเป็นองค์ที่ 3 หลวงพ่อสุข เป็นองค์ที่ 4 แล้วก็บอกว่า

เออ..ตัดสินใจอย่างนี้ดีนะ อย่าลืมว่าเทวดาท่านสงเคราะห์ จงทำความดีที่เทวดาชอบใจ ถ้าหากว่าเธอสงสัยว่า เทวดาชอบใจอะไรบ้าง ให้ไปถามโยมเธอที่สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ถามโยมผู้ชายก็ได้ ถามโยมผู้หญิงก็ได้ พอหลวงพ่อปานพูดจบ เสียงก้องมาจากข้างนอกว่า ตามคำแนะนำที่หลวงพ่อปานสอนน่ะถูกต้องทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องไปถามใครอีก ก็ไม่ทราบว่าเสียงใคร แล้วก็เงียบไป

แล้วท่านก็บอกว่า ท่านก็ขอกลับ หลวงพ่อมาเท่านี้ เตือนเท่านี้ จะกลับนะ จำไว้ว่า ถ้าเสือธรรมดาจะไม่มาเล่นน้ำในเวลากลางคืน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในถ้ำ เสือถ้าจะกินคนต้องคนนอนที่แจ้ง เพราะว่าเวลาจะกินคน หรือกินสัตว์ เสือจะต้องโดดคาบ แล้วก็โดดต่อไป ในถ้ำนี้หมอบ หรือคลานเข้ามาคาบลากออกไป เสือไม่ทำอย่างนั้น เวลาเสือจะกิน จะต้องโดดพับจับได้ แล้วก็โดดออก ที่นี่ถ้ำต่ำ โดดไม่ได้ แล้วท่านก็ลากลับ

เมื่อท่านลากลับเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราก็กราบสถานที่ท่านนั่ง ก็จัดบริเวณที่ท่านนั่งไว้ เอาหินมาวางเรียงรายให้ล้อมรอบว่า ที่ตรงนี้เราจะไม่เหยียบ จะไม่เดินเหยียบลงไป เราจะไม่นั่ง ไม่นอนที่ตรงนั้น เพราะเป็นที่ครูบาอาจารย์ท่านนั่งสอนทั้ง 4 องค์

หลังจากนั้นแล้ว ก็ต่างคนต่างตัดสินใจว่า เราจะนั่งกันตรงนี้ข้าง ๆ นี้ เราฟังคำสอนจากหลวงพ่อปาน หลวงพ่อ 4 องค์ ท่านมาพร้อมกันในที่ใด เราจะนั่งตรงนั้นจนกว่าจะตลอดรุ่ง เมื่อตัดสินใจเสร็จ ต่างคนต่างเข้าสมาธิ ต่างคนต่างนั่งเข้าสมาธิจิตอารมณ์สงัด เวลานั้นไม่เที่ยวแล้ว สงัดตัดสินใจจับอารมณ์ดิ่งที่สุด จิตมีอารมณ์สว่างโพลง จนไม่รู้สึกภายนอก เขาเรียกกันว่า ฌาน 4 อารมณ์เป็น เอกัคคตา ดี ตัดสินใจว่า ถ้า 6 โมงเช้าเมื่อไร เราจะมีความรู้สึกตัว

พอถึงเวลา 6 โมงเช้า ก็รู้สึกตัวทันที ลืมตาขึ้นมาเห็นนาฬิกา 6 โมงเช้าพอดี ก็หยิบบาตรขึ้นมา จะออกบิณฑบาต จะไปแขวนต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง แต่ว่าพอโผล่ออกจากปากถ้ำก็เจอะเทวดา 2 ท่าน กับนางฟ้า 2 ท่าน วันนี้ท่านแต่งตัวเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าชัด สวยจริง ๆ (อย่าลืมนะ คำว่า สวย เลวานั้นนึกไม่ได้นึกแล้วอดข้าว)

ก็นึกตามความเป็นจริงว่า เป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี ท่านไม่มีขันธ์ 5 ท่านมีความสวยสดงดงาม สวยทั้งข้างนอก และสวยทั้งข้างใน อารมณ์ใจไม่เหมือนเรา ก็รับบาตรจากท่าน ท่านใส่บาตร และท่านใส่ดอกไม้คนละดอก แล้วท่านนั่งยกมือไหว้ ท่านก็ลาไป พวกเราก็กลับมากินข้าว มากินข้าวกินปลาเสร็จแปรงฟันดีแล้ว ก็นั่งเจริญกรรมฐานไปนานแสนนาน จนกว่าจะถึงตะวันเที่ยง จึงคลายกรรมฐานออกมาพักผ่อน นอนคุยกัน


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/1/10 at 08:45 [ QUOTE ]




ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๑


วันนี้ วันที่ 9 พฤษภาคม 2533 วันนี้ก็จะคุยกับบรรดาท่านพุทธบริษัทเรื่อง ซ้อมอตีตังสญาณ ที่ป่าศรีประจันต์ ตามเดิม ขณะอยู่ที่ป่าศรีประจันต์ รู้สึกว่ามีความสุขมากเพราะว่าในสถานที่นี้ ลุงวิก็มาสร้างภูเขาให้ สร้างถ้ำให้ มีสนามเดิน มีสนามหญ้า มีสวนดอกไม้ มีต้นไม้ใหญ่พุ่มไสว มีเตียงนอน นุ่มนิ่ม เตียงเป็นหิน แต่ว่านุ่มนิ่ม ภายในถ้ำก็มีธารน้ำไหล อากาศก็สบาย มีความสุข ที่นี่มีความสุขกว่าที่ป่าศรีประจันต์ด้านตะวันออกมาก ฝั่งทิศตะวันออก อยู่กับโคนต้นไม้ แต่ก็มีความสุข

แต่ว่าป่าเวลานั้น บรรดาท่านทั้งหลาย หากว่าท่านทั้งหลายมีอายุประมาณสัก 60 ปีเศษ ๆ ขึ้นไป ก็จะเข้าใจถึงป่าในเวลานั้น ถ้ามีอายุน้อยกว่านั้นจะมีความเข้าใจยาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลานั้นมีป่ามาก ประเทศไทยมีที่ว่างน้อย คนไทยยังน้อยคนไทยมีประมาณ 10 ล้านเศษ ๆ เครื่องจักรเครื่องกลทำลายป่ายังไม่มี ต้นไม้ต้องใช้เลื่อย เลื่อยบ้าง ใช้ขวานฟันบ้าง กว่าจะตัดออกสักต้นก็แสนยาก ดินแดนที่ทำมาหากินก็หาง่าย

ถ้าใครต้องการป่าที่ไหนจะทำไร่ไถนา ก็ไปตัดต้นไม้ตรงโน้นไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งมุมนี้ไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งแสดงว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของฉัน หลังจากนั้นก็ไปขอใบเหยียบย่ำจากเจ้าหน้าที่ แล้วก็มาค่อย ๆ ถางป่า ป่ามีมาก ความเย็นก็สูง อากาศตอนเย็น ๆ ประมาณสัก 3 โมงเย็น ก็เริ่มเย็นมากแล้ว 4 โมงเย็นน้ำค้างตก 5 โมงเย็น ถ้านั่งข้างนอก จีวรเปียก ป่ามันหนาว และก็มีความเย็นสูงมาก แค่ป่าใกล้ ๆ เป็นป่าสำหรับฝึกธุดงค์ชั้นอุกฤษฏ์ที่หลวงพ่อปานท่านให้ปฏิบัติก็ยังมีความอุดม

สมบูรณ์ด้วยเสือสางนางไม้ เก้ง ละมั่ง กระต่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัขจิ้งจอกและหมาป่าก็ยังมี ที่หายากเข้ามานิด ก็คือ ช้าง ช้างมีเหมือนกัน แต่นาน ๆ จะพบสักทีหนึ่ง

เป็นอันว่า การอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก็อยู่แบบชนิดที่เรียกว่า คนอยู่ป่าใหม่ ๆ เวลาตื่นขึ้นเช้า กลดที่บังน้ำค้างก็เปียกโชกน้ำไหลโกร๊ก ดีไม่ดี ก็ขึ้นลงข้างล่าง ทีนี้พอลุงวิท่านพามา มาอยู่ที่ถ้ำชั่วคราว ขอเรียกตามท่าน อยู่ที่ถ้ำ และเขาชั่วคราว (มันจะเป็นชั่วคราวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ที่นี่มีความสุข

สถานที่เดินก็มีเงื้อมเขาชะโงกมาเป็นหลังคา น้ำค้างตกลงมาก็ไม่ถูก มีลานสำหรับเดินเล่น มีลานหญ้ามีต้นไม้สวย ๆ มีดอกไม้สวย ๆ และก็ไม่ต้องบำรุง ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด สวยจริง ๆ กลางคืนเสียงจักจั่นเรไรร้อง เสียงไพเราะ นาน ๆ จะได้ยินเสียงเสือร้องสักครั้งหนึ่ง เสือร้องกลางคืนเสียงครืด ๆ ๆ ไม่ใช่ปี๊บ ๆ ๆ ก็มีความสุขอยู่กันอย่างสบาย

แต่การอยู่ธุดงค์ต้องระมัดระวัง นั่นก็คือว่าการที่จะต้องอดข้าวกินจะต้องระวังทางด้านจิตใจ ไม่ให้นิวรณ์กวนใจ ขึ้นชื่อว่า นิวรณ์ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันต้องกวนตลอดเวลา คำว่า นิวรณ์ เดี๋ยวท่านจะไม่ทราบว่าอะไร บางท่านไม่ทราบ คำว่า นิวรณ์ เป็นภาษาบาลีตามพระไตรปิฏกท่านแปลว่า เป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง นั่นก็หมายความว่าคนใดถ้านิวรณ์รบกวนใจ ประจำใจอยู่ เวลานั้นเป็นคนไร้ปัญญา นิวรณ์ 5 ประการก็คือ

1. ความรักในระหว่างเพศ ขอเจาะเอาสั้น ๆ คือ รักรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ก็ขอบอกสั้น ๆ ว่า ความรักระหว่างเพศ รักแก้ว ถ้วยโถโอชามสร้อยถนิมพิมพา ก็รักแค่นั้นแหละ ความรุ่มร้อนมันมีน้อย ถ้าเกิดรักคนสวยขึ้นมานี่ ความเร่าร้อนมันมีมาก เลยถือใช้คำนี้เป็นคำสำคัญ และก็

2. อารมณ์ไม่พอใจ จะต้องมีอารมณ์แช่มชื่นอยู่เสมอ

3. ความง่วงในขณะที่ปฏิบัติความดี

4. อารมณ์ฟุ้งซ่านนอกรีตนอกรอย สร้างวิมานในอากาศ

5. สงสัยในความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกฏของกรรม

รวมความว่า ทั้ง 5 อย่างนี้ จะต้องไม่ให้เป็นเจ้าหัวใจ มันมีได้ แต่ทว่า มันก็ต้องมีไม่ใช่ไม่มี แต่มันมีขึ้นเดี๋ยวเดียว ต้องรีบตกลงไป

ถ้า กามฉันทะ เกิดขึ้น ก็ใช้ ภายคตานุสสติ กับอสุภกรรมฐาน เข้าหักล้าง

ถ้า ความโกรธ ความพยาบาท เกิดขึ้น ใช้ พรหมวิหาร 4 เข้าหักล้าง

ถ้า ความง่วง เกิดขึ้น เอาน้ำล้างหน้า หักล้าง

ถ้า ความฟุ้งซ่าน เกิดขึ้นจับ อานาปานสติ หักล้าง

ถ้า ความสงสัยเกิดขึ้น ใช้ ปัญญา ใคร่ครวญความเป็นจริง ถึงความ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น ความแก่ ความเก่า ในท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงในท่ามกลางการแตกสลายในที่สุด

ค่อย ๆ ทำมันไปตามนี้เบา ๆ ไม่ต้องเรียนมาก เวลาที่เข้าป่าเพิ่งได้นักธรรมตรี กำลังจะเรียนนักธรรมโท และเวลาว่างก็อ่านแบบนักธรรมโทไปด้วย หนังสืออธิบายด้วย ถ้าหากว่าไม่เข้าใจตอนไหนก็ขีด ๆ เส้นใต้ ไว้ถามพระท่านต่อไป พระท่านอธิบายเข้าใจง่าย ๆ ไม่ยากเหมือนครูสอน

ต่อมาวันหนึ่งก็มานั่งหารือกันว่า บรรดาพวกเราทั้งหลายก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่ขณะที่เราฝึกอยู่ที่ป่าช้าวัดบางนมโค ตอนนั้นหลวงพ่อปานสั่งอะไรไว้เป็นสำคัญ สิ่งที่สั่งไว้เป็นสำคัญก็คือ อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่ป่าช้าวัดบางนมโค มีอะไรบ้างต้องเขียนแต่ละสมัย ไปรายงานให้หลวงพ่อปานทราบ เวลาที่เราไปเที่ยว วัดบางปลาหมอก็กลับมาเขียนรายงานให้ทราบว่า ในอดีตมีอะไรบ้าง ไปเที่ยววัดหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ต้องรายงานให้ทราบ ไปเที่ยววัดสามกอ ก็ต้องรายงานให้ทราบ อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้ก่อนจะมา หลวงพ่อปานสั่งว่า เธอจะไปที่ไหนก็ตาม ไปพักที่ไหนก็ตาม ต้องรู้อดีตของที่นั่น แต่ทว่าความสำคัญที่พวกเรารู้ บางทีหลวงพ่อปานก็ขีด ๆ ว่า ถูก บางทีก็บอกว่าถูก แต่ไม่ครบถ้วน บางทีก็บอกว่า ถูก แต่ว่าผิดสมัย สมัยที่น่าจะรู้มากกว่านี้ ทำไมจึงไม่รู้ ก็รวมความว่า เรารู้ไม่จริง

ความรู้จริงต้องอาศัยตามที่ อาจารย์ทองบอก อาจารย์ทองบอกว่า การรู้ด้วยกำลังของฌาน 4 ยังมีอุปาทานกินมาก ถ้าจะรู้จริง ๆ ไม่พลาด ต้องอาศัยถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง คือ ถามพระพุทธเจ้าเอง

ที่นี้ สมัยที่อยู่ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำศรีประจันต์ ใกล้อำเภอผักไห่ เราไม่มีเวลาจะทำกลางวันก็แย่ กลางคืนก็เครียดจากความหนาว เวลานี้เรามีความสุขสบายแล้วในเรื่องการรู้เรื่องราวสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งตรงนั้นทั้งทั่วประเทศ หรือทั่วโลก เราอยากจะรู้อะไรที่ไหน เราก็สามารถรู้ได้ แต่ว่าพวกเราจะรู้กันอย่างไร เอามาสอบกันดีไหมต่างคนต่างใช้อตีตังสญาณ แล้วมาสอบกัน เพื่อนทั้ง 2 ก็ค้าน

ท่านลิงขาวบอกว่า ทำอย่างนั้นได้ แต่ว่าอุปาทานมันจะกินมาก ยิ่งเรามีความสนใจมาก อุปาทานก็กินมาก และอีกประการที่ 2 เราไม่มีเครื่องสอบสวน เอากันอย่างนี้ดีกว่าทางที่ดี ถามตรงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นการรบกวนท่านเกินไปไหม ความจริงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ไม่น่าจะกวนพระพุทธเจ้า

ท่านอีกองค์หนึ่ง ท่านลิงเล็กก็บอกว่า เป็นความจริง เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะกวนก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุด ท่านเจ้าของที่ คือ ภุมเทวดาท่านต้องรู้ ภุมเทวดาไม่ใช่ว่าจะมีขอบเขต และมีร่างกายเป็นทิพย์ มีใจเป็นทิพย์ มีอารมณ์เป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ มีหูเป็นทิพย์ ทิพย์ทั้งหมด ถ้าหากว่าภุมเทวดาท่านบอกว่า ความรู้ท่านแคบไป เราเอาแค่ท่านรู้ หลังจากนั้นก็ถามรุกขเทวดา รุกขนางฟ้า ถ้ารุกขเทวดา รุกขานางฟ้า ท่านบอกเราแคบเกินไป เราก็ถามอากาสเทวดา ต่อไปดีไหม ทุกองค์ก็เห็นพร้อมใจกันบอก ดี

ทีนี้เราจะรู้อะไรก่อน เพื่อนก็บอกว่า เวลานี้เรามาอยู่ใกล้ดอนเจดีย์ ดอนเจดีย์เป็นสถานที่ไม่ทราบว่าประวัติศาสตร์เขาเขียนกันว่าอย่างไร จริง ๆ แล้วมีความเข้าใจว่า ฝังศพพระมหาอุปราช เขาว่าอย่างนั้น ทีนี้เราก็ไม่แน่ใจว่า คนเขียนเขาจะเขียนถูก หรือเขียนผิดหรือเราจะรู้ถูกรู้ผิด เราก็ไม่ทราบ เราจะถามใคร ทั้ง 2 องค์ก็นิ่ง

เมื่อนิ่งแล้วก็เสียงดังคล้าย ๆ หินโยนตึ๊กข้างหลัง เหลียวไปดู เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวสวย เขาใช้ชุดทรงสีขาวนุ่งผ้าพื้น ใส่รองเท้าเชิงงอน ใส่เสื้อเรียบ ๆ มีเครื่องผูกหัวน่ะ ผูกผมนิดหน่อย เป็นผู้ชาย เดินมาแล้วก็ยกมือไหว้ถามว่า ท่านคุยกันเรื่องอะไรครับ ก็ถามว่าคุณมาจากไหน ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาว่าผมเป็นภุมเทวดาที่นี่ครับ

ท่านวิ (ลุงวิ) สั่งผมไว้ว่าท่านมีธุระอะไร ถ้าไม่เกินวิสัยของผม ให้ผมบอก ถ้าเกินวิสัยของผม ให้ถามรุกขเทวดาต่อ ถ้ารุกขเทวดาตอบไม่ได้ ถามอากาสเทวดาชั้นจาตุมหาราช ถ้าเกินวิสัยจากท่านนั้นก็ให้ถามตรงท่านวิเลย สำหรับท่านวิอะไร ๆ ก็รู้หมด

เลยถามว่า ท่านเป็นภุมเทวดาอยู่ที่นี่นานไหม ท่านงบอกว่า ถ้าจะนับอายุมนุษย์ก็ประมาณ 300 ปีเศษแล้ว ก็ถามว่า ถ้านับอายุเทวดาจะเท่าไร ท่านบอกว่าใช้ 50 หารสิครับ 50 ปีของมนุษย์เป็น 1 วันของผม 300 ปีนี่มันกี่วัน 6 วันเท่านั้นเอง ก็ถาม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเวลาหลับเวลานอน ท่านบอก เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องนอน เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องหลับ คำว่า เหนื่อยของเทวดา ไม่มี เพราะเทวดาไม่มีขันธ์ 5

เลยถามท่านว่า ถ้าอย่างนั้นที่ดอนเจดีย์นี่อยากจะทราบว่า เขาฝังศพพระมหาอุปราชใช่ไหม ท่านบอกว่า ไม่มีใครเขาเอาข้าศึกมาบูชาหรอกครับ (แหม..ท่านตอบน่ารัก) พระมหาอุปราชกษัตริย์ของพม่าเวลานั้นเป็นศัตรูกับคนไทย ยกทัพมาย่ำยี่ ไทยอาศัย พระนเรศวร กับพระเอกาทศรถ ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก จึงเข้าชนช้างกัน ในที่สุด ก็ฟันพระมหาอุปราชตาย และพระเอกาทศรถก็ฆ่านายทหารของเขาตายพร้อมกัน ทีนี้

ศพคนเลว ๆ แบบนี้ ไม่มีใครบูชา ก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้นเขาฝังอะไรไว้ล่ะ ท่านบอก เขาฝังเครื่องสาตราวุธที่มีอยู่บนหลังช้างทั้งหมด ก็ถามว่า ช้างไม่วิ่งหนีหรือ ท่านตอบ ช้างมันวิ่งหนีไม่ได้เพราะควาญช้างก็ถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน จับช้างได้จึงเอากูบช้างลงมา อาวุธทั้งหมดในนั้นมีครบ ถอดเครื่องกษัตริย์วางไว้ แล้วก็นำมาขุดหลุมฝังที่ตรงนี้ แล้วทำเจดีย์ครอบ ก่อนที่จะฝัง เขาทำพิธีกรรมเหยียบย่ำกันอย่างหนัก

เรียกว่า สาปให้พม่าฉิบหายขายตนไปเลย เมื่อถามท่านต่อมาว่า การเหยียบย่ำใครเหยียบ ก็บอกว่า พราหมณ์หรือเจ้าพิธีกรรมเป็นคนเหยียบ ไม่ใช่พระนเรศวรเป็นคนเหยียบ และตอนทำพิธีกรรมเหยียบย่ำแล้ว เขาทำอ่างเก็บไว้ เวลานี้ของทั้งหลายเหล่านั้นยังอยู่ดี เขาทำเป็นอ่างเก็บดีเรียบร้อย ไม่มีสนิม และก็ปิดสนิท

หลังจากนั้นก็ทำเจดีย์ เมื่อทำเจดีย์เสร็จ ก็นิมนต์พระมาสวด พระมาทำพิธีกรรมพระแก่ที่เป็นหัวหน้าที่สุดเป็น อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ เวลานั้นมีพระอรหันต์มาร่วมจริง ๆ 6 องค์ นอกจากนั้นก็เป็นพระอันดับต่ำลงมา พระทรงฌานโลกีย์ แล้วก็ถามท่านต่อไปแล้วอย่างไรต่อไป ท่านก็บอกว่า ถามเท่านี้ ตอบเท่านี้ แล้วจะเอาอย่างไรอีกล่ะ

ก็ถามต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นคำสาปของพระอรหันต์จะมีผลขนาดไหน ท่านตอบว่าคำสาปของพระอรหันต์ ท่านลุงวิบอกแล้ว บอกว่า ประเทศไทย ก็เป็นประเทศไทย ไม่เป็นประเทศราช ไม่เป็นขี้ข้าของพม่าต่อไป แต่พม่ายังจะมีการรุกรานประเทศไทยต่อไปอีก ตามกฎของกรรมของคนไทย และก็เป็นกรรมของทหารพม่า

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทหารพม่า เจ้านายยกทัพมา มันก็ต้องตายกัน พลัดลูกพลัดเมีย พลัดพ่อพลัดแม่ ผู้หญิงเป็นหม้ายไปตาม ๆ กัน ก็รวมความว่า สงครามไม่มีอะไรดี สงครามมีแต่ความโหดร้าย แล้วต่อไปประเทศไทยก็ต้องย้ายไปที่ บางกอก คือฝั่งธนบุรี หลังจากนั้นจะต้องอยู่ฝั่ง กรุงเทพ คือ ฝั่งบางกอกใหญ่

แล้วก็ถามท่านบอกว่า เวลานี้ก็อยู่ที่กรุงเทพแล้ว ก็อยากจะทราบจริง ๆ เอากันจริง ๆ นะว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตขณะที่จะยกทัพไปตีพม่า กำลังใจของท่านเวลานั้นมีกำลังใจอย่างเดียว คือ ฆ่า หรือจับ ยึดประเทศชาติให้ได้ ทำลายพม่าให้ได้ กำลังใจเต็มอารมณ์ของความบาป อยากจะทราบว่า พระนเรศวรตกนรกหรือเปล่า ท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่าไม่ตกนรกครับ เลยถามท่านบอกว่า ขนาดที่บาปยกทัพจะไปรบกันน่ะ มีแต่อาวุธ ทั้งกำลังใจตั้งใจจะห้ำหั่นกัน ท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่า ความจริงการยกทัพไปรบก็มีอารมณ์ 2 อย่าง

1. อยากจะห้ำหั่นข้าศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องการมากอย่างยิ่ง คือ ยึดพื้นที่

และประการที่ 2 มีความต้องการ ให้บุคคลภายหลังในประเทศของเรา อยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยความเมตตาปรานี จะได้ไม่ถูกบรรดาพม่าทั้งหลายรบกวนต่อไป กำลังใจเป็นทั้งบุญ และบาป

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักรบทุกคนที่ไปรบนั้นหรือเวลาอื่นก็ตาม ทุกคนตื่นขึ้นเช้าเป็นนักบุญหมด พอเทวดาบอกอย่างนั้น ก็ตกใจว่า นักรบเป็นนักบุญหมด ถาม นักรบเป็นนักบุญอย่างไร ท่านก็ตอบว่า นักรบทุกคน ตื่นขึ้นมาแล้ว นึกถึงพระอันดับแรก พระที่ห้อยอยู่ที่คอ ความจริงนะ พระจริง ๆ ไปรบมากกว่าคนไปรบ คน 30 คน มีพระเกิน 100 องค์ที่ร่วมรบ

เป็นอันว่า นักรบทุกคนเวลาตื่นขึ้นเช้าไม่อยากตาย ปลุกพระ อาราธนาบารมีพระให้ช่วย คำว่า พระที่ห้อยคอ นี่หมายถึง พระพุทธเจ้า และก็หมายถึง พระสงฆ์ผู้ทำพระ เขานึกถึงพระที่ห้อยคอแล้ว เขาก็ปลุกด้วยคาถาตามที่เขาเรียนมา เป็นการอาราธนาบารมีของความปลอดภัยของตัว เขาเป็นนักบุญทุกวัน

ในเมื่อเขาเป็นนักบุญอย่างนี้ ถ้าถูกฆ่าตายในขณะที่จิตใจนึกถึงพระ แทนที่เขาจะไปนรก เขาไปสวรรค์ทันที เพราะใจนึกถึงพระ (เอาเข้านั่น) และพระนเรศวรมหาราชก็เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ได้นึกถึงพระเฉพาะป้องกันพระองค์เอง นึกถึงพระให้ป้องกันทหารในกองทัพทั้งหมด นึกว่าขอให้ชนะข้าศึก เพื่อให้คนไทยทั้งหมดมีความสุข เมตตาสูงมาก ฉะนั้น พระนเรศวรมหาราชท่านจึงไม่ลงนรก

เมื่อฟังไปแล้วก็คิดว่า เอ๊ะ…นี่เราได้ความรู้จากเทวดา เราคิดกันมานานแล้วว่า ถ้านักรบต้องตกนรก นี่ไม่ใช่เสียแล้ว เทวดาพูด เราต้องเชื่อ ถ้าใครจะไม่เชื่อ ก็เชิญไปซักเทวดาที่ศรีประจันต์ก็แล้วกัน ข้าง ๆ กับดอนเจดีย์ เลยถามไปนิดว่า ขอต่ออีกหน่อยได้ไหม ท่านถามว่า ต่ออะไร อยากจะถามว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตแล้ว ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน

ท่านตอบทันทีเลยว่า นักรบไปอยู่ชั้นจาตุมหาราชเป็นนายของพวกผม ถามว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศไหน ท่านบอกว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศตะวันออกของประเทศไทย คำว่า ตะวันออก นี่หมายถึง ประเทศไหน หรือแหล่งไหน ท่านบอก ไม่ใช่

เวลานี้พระนเรศวรมหาราชเกิดเป็นคนแล้ว และอยู่ในประเทศด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย จึงถามว่าท่านบอกว่า พระนเรศวรมหาราชเป็นคนไทย หรือเป็นคนแขก หรือเป็นคนลาว หรือเป็นฝรั่ง ท่านบอกว่า เป็นคนไทยที่เกิดในเมืองฝรั่ง และในกาลต่อไปข้างหน้าวาระเข้ามาถึง พระนเรศวรมหาราชจะเข้ามาครองประเทศไทยในฐานะเป็น พระมหากษัตริย์

บรรดาท่านพุทธบริษัทอ่านเรื่องนี้แล้ว ทิ้งไว้ก่อนนะอย่าเชื่อนะอย่างไปเชื่อ ถ้าจะเชื่อก็ถามท่านผู้รู้จริง ๆ อันนี้เป็นการฟังจากภุมเทวดา ถามว่า เป็นกษัตริย์จะเป็นกษัตริย์นักรบไหม ท่านบอกว่า ขึ้นชื่อว่า พระนเรศวร เกิดชาติไหน รบชาตินั้น แต่การรบตอนหลัง พระนเรศวรจะไม่มีเวลาพักผ่อน

ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นกษัตริย์ก็จะรบเรื่อยไป จนกระทั่งยันวันตายเลย บอกว่า ถ้าอย่างนั้น คนไทยทั้งชาติไม่ต้องทำมาหากินกันละ ก็รบกันอย่างเดียว ภุมเทวดาท่านบอกว่า ไม่ใช่ คนไทยทั้งชาติ ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน แต่พระนเรศวรมหาราชจะตั้งหน้าตั้งตารบ ถามว่า รบองค์เดียวหรือ ท่านบอกว่า มีคู่หูรบ ถามว่า รบกับอะไร รบกับใคร รบอย่างไร ท่านบอกว่า รบกับความยากจนของคนทั้งชาตินั่นคือ พระนเรศวรมหาราชมีพระเมตตากรุณากับคนไทยมามาก

ในกาลก่อนที่ต้องการรบ ก็เพราะว่า ต้องการให้บรรดาประชาชนมีความสุข ถ้าพม่ารบกวนอย่างนั้น คนไทยจะมีความสุขไม่ได้ จะตั้งตัวไม่ได้ ก็มีความจำเป็นต้องรบ เสี่ยงชีวิตแม้ต้องปีนค่าย เอาปากคาบดาบ เอามือยึดค่าย เท้าปีนค่ายก็เอาขึ้นไปฟันกับข้าศึก ถ้าพลาดพลั้งมันก็ต้องตาย เสียสละชีวิตของพระองค์ เพื่อคนไทยทั้งชาติขนาดนี้

และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นนิสัย ขึ้นชื่อว่า นิสัย นี่ละไม่ได้ ดู พระสารีบุตร เคยเป็นลิงเหมือนกัน นิสัยลิงต้องโดด เมื่อถึงลำคลอง ลำรางพอจะข้ามได้ก็ไม่ข้าม กระโดด จนกระทั่งพระบวชใหม่สงสัย องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงบอกว่า กิเลส ละได้ แต่นิสัย ละไม่ได้ ขนาดเป็น อัครสาวก

ทีนี้สำหรับ พระนเรศวรมหาราชเป็นนักรบ เป็นนิสัย เกิดชาติไหน ก็ต้องรบชาตินั้น ในเมื่อเกิดชาติตอนหลังขึ้นมา โอกาสที่จะรบอย่างนั้นมันไม่มี เพราะว่า มีแม่ทัพ มีนายกอง มีรัฐบาลควบคุมงานการบริหาร รัฐบาลควบคุม พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องวางแผนรบกับความยากจนของบรรดาประชาชนชาวไทย ถามท่านว่า อีกกี่ปี จะถึงวาระที่พระนเรศวรมหาราชมาครองประเทศไทย ท่านบอกว่า หากว่าท่านอยู่ไปไม่ตาย ไม่นานนักท่านก็มาครองประเทศไทยแน่ เวลาที่ถาม เป็นสมัยของรัชกาลที่ 8


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/1/10 at 12:17 [ QUOTE ]




ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๒


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็ยังเป็น วันที่ 9 พฤษภาคม 2533 ก็เป็นอันว่าเมื่อท่านภุมเทวดาท่านเล่าให้ฟัง ต่างคนต่างก็บันทึก ก็บอกท่านก่อน บอกว่าอย่าเพิ่งไปไหนนะ อยู่ด้วยกันก่อน

ท่านบอก ไม่ไปหรอกครับ ผมมีหน้าที่เฝ้าพวกท่านอยู่ตามหน้าที่ เวลานี้หน้าที่อย่างอื่น องค์อื่นทำแทน และภุมเทวดามีด้วยกันหลายองค์ ที่นี่ผมมีหน้าที่คอยดูแลรักษาท่านโดยเฉพาะ ท่านมีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยขอรับ รู้สึกว่าเทวดาท่านใจดี ก็พากันบันทึก

เมื่อบันทึกเสร็จก็ถามท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วาจาของท่านซึ่งเป็นเทวดาย่อมเป็นวาจาจริง ก็มีโลกเดียวโลกมนุษย์ ที่พูดจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ทีนี้ก็อยากจะทราบว่าของที่ท่านพูดทั้งหมด จะมีอะไรตามความเป็นจริงบ้างขนาดไหน จะพิสูจน์กันได้อย่างไร มีอะไรเป็นสัญลักษณ์

ท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วันพรุ่งนี้ท่านไปที่นั่น เวลาท่านจะไป ท่านก็บอกผม ผมจะพาไป จะไห้ชี้จุดหลักเขต กำหนดเขตที่เขาจะทำเจดีย์กัน มันยังมีหมุดอยู่ หมุดเขตนี่เป็นหิน ปักอยู่ 4 ทิศ แต่ทว่าเวลานี้ดินกลบไปหมดแล้ว

ผมจะชี้ให้ท่านดู และจะช่วยท่านขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่า ที่นี่เป็นสถานที่ฝังอาวุธยุทโธปกรณ์และกูบช้าง ตลอดจนเครื่องกษัตริย์จริง ๆ และก็ที่หินตรงนั้นจะมีภาษาเขียนเป็นภาษาพิเศษ เป็นศัพท์ย่อ แช่งไว้ด้วย ก็ถามว่า คำแช่ง เป็นคำแช่งของใคร ท่านบอก เป็นคำแช่งของคณาจารย์ ไม่ใช่พระอรหันต์ พระอรหันต์มีหน้าที่เพียงพยากรณ์อย่างเดียว ไม่แช่งใคร

หลังจากนั้นก็ไปดูกัน ต้นไม้มันก็รก หญ้ามันก็รก เทวดาท่านก็แหวก ความจริงไม่ใช่ใช้มือแหวก อย่าไปนั่งนึกว่า เทวดาใช้มืออย่างคนนะ นี่แค่ภุมเทวดา ท่านก็ดีกว่าเราเยอะ ท่านบอก ตรงนี้ครับ

หญ้าแหวกหายไป ดินแหวกหายไป เห็นหลักชัยชนะตระหง่าน ใหญ่โตมากกว้างประมาณ 4 ฟุต ยางก็ประมาณ 4 ฟุต เขียนเป็นอักษรขอมจารึกไว้ แล้วก็มีเหมือนกันทั้ง 4 ด้าน ดูครบ 4 ด้าน เมื่อเดินกลับมาใหม่ ต้นหญ้ากับดินมันก็มีเหมือนเดิม

แต่ความจริงที่เห็นไม่ใช่แหวกต้นหญ้าไม่ใช่รื้อดิน แต่อำนาจของเทวดาทำให้เราเห็น เวลานี้เสาหินที่ว่าเป็นเขตนี่ยังอยู่ข้างนอกเขตบริเวณรั้ว หากว่าใครจะพิสูจน์ก็ลองเอาแทรกเตอร์ไปไถดูก็แล้วกันมันก็จะลึกประมาณสัก 1 เมตร แต่ว่าถ้าไม่พบ ก็อย่ามาด่ากันก็แล้วกันนะ ต้องบอกเทวดากันเสียก่อน

หลังจากนั้นก็มาคุยกันต่อไปว่า นี่ฉันมานานแล้ว ไม่ได้ทำรายงานส่งหลวงพ่อปาน กลับไปคงถูกดุ ท่านภุมเทวดาก็บอกว่า หลวงพ่อปานท่านไม่ดุหรอก ท่านรู้เพราะว่าพวกท่านมีความหนักใจและมีความทุกข์ในสถานที่อยู่ จะบันทึกกลางวันเวลาบันทึกก็น้อย กลางคืนก็นอนน้อย อากาศก็เย็นจัด ฉะนั้น ท่านท้าวโกสีย์สักกเทวราช จึงมีบัญชาให้ท่านวิษณุกรรมเทพบุตร มาสร้างภูเขาชั่วคราว แล้วก็สร้างถ้ำชั่วคราว สร้างสถานที่ชั่วคราวให้อยู่

ท่านภุมเทวดาท่านก็ถามว่า ท่านจะอยู่ที่นี่นานไหม ก็เรียนให้ท่านทราบว่า จะกลับก่อนเข้าพรรษาสักหนึ่งวันพระ อย่างช้าก็เป็นวันพระขึ้น 8 ค่ำเดือน 8 จะกลับ จะอยู่ที่นี่ให้นาน ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ก็เลยถามท่านบอกว่า สถานที่ตรงนี้ ที่ภูเขาตั้งนี้ เดิมทีมีอะไรเป็นสำคัญบ้าง เคยมีบ้านมีเมืองไหม

ท่านก็บอกว่า สมัยก่อนบ้านเมืองมันมีเยอะ ตรงนี้ก็เป็นวังของพระมหากษัตริย์ เวลานั้นมันเป็นเมืองเล็ก ๆ เป็นหย่อม ๆ คือ เป็นหัวหน้าคนนั่นเอง เป็น พ่อบ้าน เมืองก็ไม่ใหญ่นัก ขนาดใหญ่โตจริง ๆ ก็เท่าเขตอำเภอ และมีกำลังในกองทัพก็ประมาณ 4-500 คน ต้องมีกองทัพกันคนอื่นเข้ามารุกราน และก็สถานที่นี้มีความเจริญรุ่งเรือง

ท่านก็ชี้ไปภูเขาลูกหนึ่งว่า ภูเขาลูกนั้น เป็นคลังเก็บทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ในสมัยนั้น ก็ถามว่าเวลานี้มีถ้ำเป็นที่เข้าไปไหม ท่านบอกว่า ถ้าจะเข้าตามทางที่มนุษย์เข้าจริง มันเข้ายาก แต่ว่าถ้าจะเข้าไปอย่างผมเข้า มันก็เข้าไม่ยาก ท่านจะไปไหมล่ะ ก็บอกว่า ไป ท่านบอกว่า ไปละก็ต้องทิ้งกายไว้ตรงนี้นะ กายนอก ไอ้กระสอบข้างนอก ทิ้งไว้ตรงนี้ เอากายในที่เหมือนกายผมนี่ไปด้วยกัน ไปที่ไหนก็ไปได้ ก็เลยตกลงใจบอก เอ้า..ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกัน

เมื่อตัดสินใจว่าไป ก็ออกจากกายนอก เหลือแต่กายในไปด้วยกัน กายในของเราก็สวยไม่แพ้ภุมเทวดา เดินไปด้วยกัน เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง พอไปถึงก็ต้องตกใจ หน้าถ้ำมีหินปิด ปิดหลายชั้น และก็สูงมาก ยาวมาก เข้าไปข้างใน กลายเป็นถ้ำใหญ่ มีความยาวเหยียดหลายเส้น และมีความกว้างพอสมควร ข้างในก็ไปเจอะ เทวดาชั้นจาตุมหาราช 4 องค์

พอเข้าไปข้างใน ท่านก็ยกมือไหว้ บอก อ้าว..เพื่อนเก่ามาแล้วหรือ ก็เลยตกใจถามว่าฉันเป็นเพื่อนกับท่านหรือ ท่านบอก แหม.. ท่านนี่มันลืมง่าย เป็นคนเกิดง่าย ตายง่าย เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเกิด เกิดไม่รู้กี่ครั้ง ตายไม่รู้กี่ครั้ง

สมัยที่ท่านอยู่กับผมนี่ ก็อยู่แถวนี้แต่บริเวณเขตนี้ ก็เป็นที่อารักขาของพวกเรา ท่านก็เป็นเจ้าของอารักขา แต่เวลานี้ไปแล้วก็ลืม ทำลืม เรื่องก็บอกว่าไม่ทำลืมหรอก มันลืมจริง ๆ ก็ถามว่า ที่นี่มีอะไรบ้าง ท่านก็มองปราดไป ไอ้ตาข้างในนี่ มันดีกว่าตาข้างนอกเยอะ

ถ้าจะว่ากันจริง ๆ ก็คือ กายทิพย์ ตามันก็ทิพย์เห็นหมด ทองเหลืองอร่าม ทองแท่งใหญ่ ทองแท่งเล็ก มันจะยาวจริง ๆ ประมาณสัก 500 เมตร ตั้งเป็นทิวแถว ต่อมาก็เป็นทองรูปพรรณ เป็นเพชรนิลจินดา เป็นเงินเบี้ยที่เขาใช้กันบ้าง เป็นแท่งทองแท่งเงินบ้าง ที่เขาใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

ก็ถามว่าท่านเทวดาชั้นจาตุมหาราชว่า ไอ้ของทั้งหลายเหล่านี้ มันมาอยู่ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่า กษัตริย์สมัยนั้น เขาเก็บที่นี่เป็นการเก็บหลบข้าศึก แต่มีทางช่องเข้าต่างหาก ท่านก็ทำให้ดูช่อง ไอ้ช่องนั้นก็เป็นช่องลดเลี้ยวเคี้ยวคด เดินยาวมากกว่าจะออกปากทางได้ เป็นสถานที่ลี้ลับป้องกันไม่ให้ข้าศึกรู้และก็เวลาจะใช้ ก็นำมาใช้มีคนรู้เฉพาะ ไม่รู้มาก คือเป็นเจ้าหน้าที่เป็นชั้น ๆ ไม่ใช่รู้ทั้งหมดก็ไม่ต้องอธิบาย

เป็นอันว่า ชมดีแล้ว ก็นึกเชื่อภุมเทวดานี่ท่านเก่งจริง ก็เลยถามเทวดาชั้นจาตุมหาราชท่านหนึ่ง ท่านนี้แต่งตัวสวย คาดเข็มขัดเป็นเพชร แพรวพราวเป็นระยับ ที่คอมีเพชร ที่เสื้อมีเพชร ถามว่า ท่านเป็นเทวดาชั้นไหน ท่านบอกว่า ผมเป็นเทวดาชั้น มหาอำมาตย์ ถามว่าท่านประจำอยู่ที่นี่หรือ

ท่านบอกเปล่า ก็รู้ว่าท่านจะมา ผมก็เลยมาดักที่นี่ ที่นี่เป็นอาณาเขตอารักขาของพวกผม มีภุมเทวดาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ถามว่า กษัตริย์องค์นั้น ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเวลานี้ไปเกิดที่ไหน ท่านก็หันหน้ามายิ้ม ๆ ท่านบอก กษัตริย์องค์นั้น เวลานี้เป็นพระ

ก็ถามว่า ถ้าพระองค์นั้นจะเอาทรัพย์สินนี่จะได้ไหม ท่านบอกพระองค์นั้น ถึงแม้จะเป็นกษัตริย์มาก่อน เป็นเจ้าของมาก่อน ก็ไม่มีสิทธิ เพราะทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิราช เมื่อตายไปแล้ว ก็หมดอำนาจที่จะพึงครอบครอง

ถามว่า เวลานี้พระองค์นั้นอยู่ที่ไหน ท่านบอก นี่ กำลังคุยอยู่นี่ พระที่กำลังคุยอยู่นี่ นี่เจ้าของนะ เขาจึงพาให้มาดู ไม่ได้เคยเป็นเจ้าของมาก่อน เขาไม่ให้เห็นหรอก และก็ถามว่าถ้าอย่างนั้น ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าฉันจะเอาไปสักชิ้นหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ให้หลวงพ่อปานดูจะได้ไหม

ท่านบอกว่า ท่านต้องการจริงๆ ผมให้มากกว่า 1 ชิ้น แต่ว่าหากว่าท่านจะพร้อม ยอมที่จะถูกหลวงพ่อปานด่า ถามว่า ทำไม ท่านก็เลยบอกว่า ที่หลวงพ่อปานสั่งมา ผมได้ยินทั้งหมด หลวงพ่อปานบวงสรวงผมไปด้วยนะ ก่อนที่ท่านจะมา ห้ามติดลาภ ห้ามติดยศ ห้ามติดสรรเสริญ ห้ามติดความสุข นี่พวกท่านก็ชักจะเผลอมา 2-3วัน ติดความสุขในถ้ำนี่ มันไม่ดีนะ ถ้านำทรัพย์สมบัติไปชิ้นเดียวเท่านั้น หลวงพ่อปานจะสั่งระงับการธุดงค์ทันที

แหม.. อยากจะกราบเทวดาองค์นั้นที่ท่านเตือน พอนึกในใจว่า อยากจะกราบความดีของท่าน ท่านบอกไม่ต้องกราบผมหรอก เพียงแค่ไม่ฝืนกันก็ดีแล้ว ท่านทำดีแล้ว ผมจะช่วยอารักขาทุกอย่าง

ภุมเทวดาที่มาด้วยนี่ เขามีหน้าที่แค่ผู้ใหญ่บ้าน ผมมีหน้าที่เสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอะไรก็บอกภุมเทวดามา ถ้าเกินวิสัยของเขา เขาก็บอกนายอำเภอ บอกกำนัน แล้วก็มาบอกผม ถ้าเกินวิสัยของผม ผมก็บอกท้าวมหาราช เกินวิสัยท้าวมหาราช ท้าวมหาราชก็ทูลพระอินทร์ทราบ ก็หมดเรื่องกัน ก็เลยขอบใจท่าน

และก็ถามว่าภูเขาลูกนี่ ถ้าจะพูดไปได้ไหม ท่านบอกว่า ควรเอาเครื่องบัดกรี บัดกรีปากเสีย ทิ้งเลย แต่ความจริงเวลานั้น ท่านสั่งมา ก็รับคำก็ไม่ได้พูดกับใครเลย เวลานี้ก็ไม่ได้พูดกับใคร พูดคนเดียว นั่งพูดคนเดียว แล้วเขาก็ไปเขียนเป็นหนังสือ จะหาว่าผิดสัจจะก็ไม่ได้และใครอยากรวย ก็ไป คอหักตายไม่รู้ด้วย เป็นอันว่าถ้าอย่างนั้นก็ลาท่านเทวดากลับ พอจะกลับทั้ง 4 องค์ก็มาส่งทั้งหมด

พอมาถึงสถานที่พัก เทวดาใหญ่ท่านมหาอำมาตย์ก็บอกว่า ท่านอย่าประมาทในชีวิตสิครับ สถานที่ใดมีความสุข สถานที่นั้นก็มีความทุกข์ ก็ถามว่า เอ๊ะ ลุงเทวดา มาเทศน์ให้ฟังอีกแล้ว ไหนลองเทศน์ให้ละเอียดหน่อยสิ มันเป็นอย่างไร ท่านบอก สถานที่นี้มีความสุข แต่ว่าสิ่งที่อยู่ในสถานที่นี้มันมีความทุกข์ คือตัวพวกท่านทั้ง 3 องค์นั่นแหละ ท่านมีความทุกข์จาก

1. ความเหนื่อยจากการเดินจงกรม

2. นั่งมากเกินไปก็เหนื่อย

3. นอนมากเกินไปก็เหนื่อย ยืน เดินมากเกินไปก็เหนื่อย

4. ท่านต้องมีความทุกข์เรื่องอาหาร ถ้าปฏิบัติไม่ดีหน่อยเดียว ไม่ได้กินอาหาร

ก็เป็นอันว่า ที่ท่านมีอาหารฉันอยู่ทุกวันนี้ เพราะท่านมีความดี แต่ท่านก็อย่าลืมความดี ร่างกายมีความสุขจิตใจมีความสุข แต่อย่าลืมทุกข์ที่มันคืบคลานเข้ามาหาจงตั้งหน้าตั้งตาเจริญ วิปัสสนาญาณ กับสมถภาวนา ให้ทรงตัว

แล้วท่านก็บอกว่า ท่านท้าวมหาราช คือ ท่านท้าวเวสสุวัณสั่งมา ท่านบอกว่า สิ่งที่ต้องการจะรู้ทั้งหมด ถ้ามีอะไรไม่เกินวิสัย ที่ท่านท้าวเวสสุวัณจะบอกได้ ท่านจะบอกให้ จะได้ทำรายงานให้หลวงพ่อปานทราบ

เวลานี้ท่านก็จดเสียสิว่า เขาลูกนั้น ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเขาชั่วคราวลูกนี้ ประมาณ 7 กิโลเมตร บ้านแถวนั้นเขาเรียกกันว่า บ้านเดื่อ แต่สมัยต่อไปข้างหน้า เขาก็เลิกเรียกแล้ว ไม่รู้เรียกอะไร มันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีต้นมะเดื่ออยู่ต้นหนึ่ง เขาเลยเรียกว่า บ้านเดื่อ

เขาลูกนี้ เขาก็เรียกว่า เขาบ้านเดื่อ และก็มีทองมาก มีทรัพย์สมบัติมาก มีเพชรนิลจินดามาก มีน้ำหนักของทองจริง ๆ ไม่น้อยกว่า 50 ตัน ทองรูปพรรณต่างหาก มีเทวดาชั้นจาตุมหาราชรักษาอยู่ 4 องค์ องค์ที่เป็นหัวหน้า เป็นชั้นมหาอำมาตย์ประดับเพชร และก็มีภุมเทวดาเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีสัมภเวสีทั้งหลายนับพันเป็นบริวาร สำหรับทำร้ายและมุ่งร้าย ขัดขวางบุคคลที่จะมาทำลายทรัพย์สิน พอบันทึกเสร็จ ท่านก็บอกว่า จบแล้ว

พอจบแล้วท่านก็จะลาไป ก็บอกเดี๋ยวก่อน ๆ เพื่อนเก่าไหน ๆ ก็บอกว่าเป็นเพื่อนเก่าเราก็คุยกันก่อน วันพรุ่งนี้พบกันใหม่ได้ไหม ท่านบอก พร้อมเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านต้องการพบผมเมื่อไร นึกถึงผม เรียกผมว่า นายจัน
ถามว่า จันน่ะ เป็นชื่อของเทวดา หรือเป็นชื่อสมัยเป็นคน ท่านบอก สมัยเป็นคน สมัยเป็นคน ผมชื่อ นายจัน สมัยที่พระนเรศวรมหาราชมารบที่นี่ ผมมารบด้วย ก็ถามบอก เออ..แล้วแกทำไมไม่ตายล่ะ เวลานั้นแกตายหรือเปล่าผมไม่เคยตาย ผมออกทัพจับศึกทุกครั้ง ไม่เคยตายและก็ไม่เคยบาดเจ็บ

ถามว่า หนังเหนียวหรือ บอก หนังผมก็ไม่เหนียว หรืออาจจะเหนียวก็ได้ ผมก็รู้ไม่ได้ แต่ผมไม่เคยถูกอาวุธ จึงได้ถามว่า ในเมื่อรบกันทำไมจึงไม่ถูกอาวุธ ท่านบอกว่า ผมเป็นกองเสบียง หุงข้าวเลี้ยงทหาร ไอ้ข้าว ไอ้กับ ไอ้หมูเนื้อต่าง ๆ ผมกินพุงปลิ้น ทหารได้กินไม่เท่าผมหรอก ผมมันทหารกองเสบียง เขาเรียก พลาธิการ

ก็เป็นอันว่า เวลานั้นก็รู้เรื่องราวความเป็นมาต่าง ๆ จึงถามบอกว่า ตามที่ท่านรุกขเทวดาบอกน่ะ ตรงไหม ท่านบอกว่า ตรง จึงถามว่า เวลาที่พระเอกาทศรถ กับพระนเรศวรมหาราช รบที่ตรงนี้ หรือรบที่ตรงอื่น

ท่านบอก เท่าที่รบกันจริง ๆ ที่ลาดหญ้า ไม่ใช่ที่ตรงนี้ ทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ทัพเข้าไปปะทะกันที่นั่น และก็ทำการรบกันที่นั่น ในเมื่อพระมหาอุปราชเสียท่ากองทัพก็ถอย กองทัพไทยก็ตีหนัก เข้าก็ใช้ยิงปืนมาถึงพระเอกาทศรถกับพระนเรศวรมหาราช แต่บังเอิญท่านมีพระแคล้วคลาด มีพระหนังเหนียว ไม่เป็นไร

และในที่สุด เมื่อฆ่าพระมหาอุปราชตาย ก็คิดว่าจะทำเจดีย์ที่ตรงนั้น ก็มีนายทหารผู้ใหญ่ค้านว่า ที่ตรงนี้เป็นที่รบกันเป็นที่ย่ำเหยียบ ถ้าทำเจดีย์ไม่ช้าเจดีย์ก็พัง สัญญลักษณ์ก็จะสลายตัว มาทำที่ป่าศรีประจันต์ดีกว่า จึงหาแหล่งที่จะทำแล้วมาทำที่ป่าศรีประจันต์นี่

ก็เป็นอันว่า ท่านพุทธบริษัท ท่านอ่านประวัติศาสตร์ก็ดี ฟังมาก็ดี ถ้อยคำของเทวดาค้านกับประวัติศาสตร์ก็ไม่ขอบอกว่า ประวัติศาสตร์ผิด และเสียงที่อาตมาฟังนี่ อาจจะฟังผิดก็ได้ ฉะนั้น อย่าไปโทษ ใครผิดใครถูกเลย อ่านเป็นเรื่องนิทานไปก็แล้วกัน

เป็นอันว่า พอพูดจบ ท่านเทวดาก็ลากลับ เพราะมันค่ำมากแล้ว พวกเราก็เข้าเจริญสมาธิตามธรรมดา ญาติโยมทั้งหลายอ่านมาถึงตอนนี้ ก็จงอย่าเพิ่งชมว่าดีนะ โดยมากจะเข้าใจพระผิด พระไม่ทันจะดี ก็บอกว่าดีเสียแล้ว ถ้าพระหลงดี ก็จะเหลิงจากความดีที่ยังมีความดีไม่ถึง ดีไม่ดีพระองค์นั้นก็จะลงนรกไป

ที่ทำได้อย่างนี้ พบกับเทวดาก็ได้ ถอดกายภายในไปเที่ยวก็ได้ ไปทั้งกายภายใน และกายภายนอกก็ได้ อย่างนี้ยังไม่ชื่อว่าดีเพราะอะไร เพราะว่ายังเป็นฌานโลกีย์ ฌานโลกีย์นี่ยังไม่พ้นปากของอบายภูมิ คือ ยังไม่พ้นนรก ถ้าพลาดเมื่อไร ก็ลงนรกเมื่อนั้น ก็ต้องดูกำลังใจว่า กำลังใจตัดนิวรณ์ 5 ประการครบหรือเปล่า

1. ความรักในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ยังอยู่เต็มแหง ๆ นี่มันเป็นความเลว แต่ว่าที่มันยังอยู่ก็เพราะอยู่คนเดียวไม่พบสาวที่ไหน ถ้าพบสาวเข้าเมื่อไรอาจจะหลงใหลใฝ่ฝันในสาวก็ได้ นี่ยังไม่เจอะกันของที่ยังไม่สัมผัสกัน จะถือว่าตัดได้นั่นไม่ได้ อารมณ์ยังมี แต่ว่าคอยกดอารมณ์ไว้ด้วย กายคตานุสสติ กับอสุภกรรมฐาน คอยยับยั้งไว้

และประการที่ 2 อารมณ์ไม่พอใจ มีไหม ยังมีไม่พอใจใคร โดยมากไม่พอใจตัวเองที่การคล่องตัวยังไม่มี ไอ้สิ่งที่เราต้องการนี่มันก็เป็นอารมณ์เลวที่ยังไม่ควร ถ้าความไม่พอใจในตัวเองมี ความไม่พอใจในบุคคลอื่นก็ต้องมี ต้องยับยั้งไว้ด้วย พรหมวิหาร 4

เข้าสมาธิคิดว่า เราจะไม่ไปไหน จับ อานาปานสติ กับพุทธานุสสติ พอจิตทรงตัวนิดหน่อย ก็คลายอารมณ์นิดหนึ่ง ใช้กำลังวิปัสสนาญาณ เห็นว่า ร่างกายเป็นทุกข์ ทุกขังในอริยสัจ จะต้องกิน จะต้องใช้ จะต้องเดิน จะต้องขี้ จะต้องเยี่ยว จะต้องหนาว จะต้องร้อน จะต้องป่วยไข้ไม่สบาย จะต้องแก่ จะต้องตาย ร่างกายนี่เป็นฐานที่มาของความทุกข์ เราไม่ควรจะเมาร่างกายต่อไป แต่เวลานั้น ปรารถนาพระโพธิญาณ คิดว่า เราต้องการอย่างเดียว คือ พระโพธิญาณ ถ้าถึงพระโพธิญาณเมื่อไร เวลานั้นเราก็ไปนิพพาน

ตอนนั้นขอยอมรับว่า ไม่เข้าใจเรื่องนิพพานจริง ๆ แต่ 2 องค์นั่น เขาไม่มีอะไร ปั๊บเขาจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ มันต่างกันตั้งเยอะ ทั้ง 2 องค์ท่านเก่งกว่าตั้งเยอะ ลิงขาวกับลิงเล็ก (แต่ลิงขาวตัวจริงนะ ไม่ใช่ลิงขาวปลอม ๆ ลิงขาวที่เป็นช่อดอกไม้นั่นไม่ใช่มันคนละตัว)

ถ้าลิงขาวจริง ๆ ท่านเก่ง ท่านเป็นพระอริยเจ้า คือ อย่างที่ลุงวิบอกท่าน ท่านตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้ว (ลิงขาว กับลิงเล็ก) นั่นหมายถึงเป็น พระโสดาบัน หรือสกิทาคามี ท่านบอกว่า ได้โสดาบันอย่างหยาบ ก็หมายถึง อย่างต้น ก็ยังดีกว่าเราเยอะ อาตมายังไม่ได้อะไรเลย อย่าลืมนะ อย่างนี้ยังอยู่ในขั้นเลวนะ ญาติโยมนะ ยังเลวอยู่ ยังมีนิวรณ์ 5 อยู่ แต่ว่าที่อยู่ได้เพราะอดกลั้น

หลังจากนั้นเวลาที่ทำไป เมื่อคลายจากอารมณ์จากสมถะ ก็เข้ามาจับวิปัสสนาญาณทีนี้ต่อไปก็จับวิปัสสนาญาณ บวกสมถะนั่นหมายความว่าใช้วิปัสสนาญาณนำหน้า ใช้สมถะตามหลัง คือ ใช้กำลังวิปัสสนาญาณพิจารณา และใช้อานาปานสติควบ ทำทั้ง 2 อย่างประเดี๋ยวเดียวจิตตก

คำว่า จิตตก ก็หมายความว่า จิตตกจากภวังค์ นั่นก็หมายความว่า จิตตกจากอารมณ์เดิม จิตมีความละเอียด มีอารมณ์ดิ่ง ลมเกือบจะไม่กระทบร่างกายภายในอย่างนี้เขาเรียก สมาบัติขั้นสูงของฌานโลกีย์ จิตตกในสมาบัติมีอารมณ์ดิ่ง มีความสุข มีเอกัคคตารมณ์ มีความแน่นสนิท มีจิตสว่างโพลง สักครู่หนึ่ง

เมื่อกำลังมันเต็มที่ มันก็หลุด กายภายในหลุดจากกายภายนอก มันไปของมันเองไป บื้ด.ก็ขึ้นไปพระจุฬามณีเจดียสถานเวลาขึ้นไป ต่างคนต่างขึ้น ต่างคนต่างไม่นัดหมายกัน มันก็ไปพร้อมกัน ตามกันขึ้นไป แป๊บเดียวก็ถึง พระจุฬามณีเจดียสถาน

ก่อนที่จะเข้าพระจุฬามณี เห็นหลวงพ่อปานยืนอยู่ กราบหลวงพ่อปานท่าน ท่านบอกทำดีแล้วลูก ทำอย่างนี้ถูก และการที่บันทึกไว้นั่นก็ถูกต้อง เป็นที่พอใจของพ่อ เห็นไหมท่านอยู่วัด เราอยู่ป่า เราทำอะไรท่านก็รู้

จึงเข้าไปนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระอรหันต์ ก็ตามท่านเข้าไป ท่านก็พาไปกราบพระพุทธเจ้า ใครจะว่าพระพุทธเจ้าเป็นพุทธนิมิต อะไรก็ตามเถอะ ไม่ว่าใครละ ขอถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน เป็นรูปพระพุทธเจ้าใช้ได้ อันนี้ไม่เถียงกัน แล้วกราบพระอรหันต์ทั้งหมด

ก็มีพระองค์หนึ่ง ท่านมาลูบศีรษะคือ พระมหากัสสป ท่านบอกว่า นักธุดงค์นี่ต้องเป็นนักธุดงค์จริง ๆ นะ อย่าธุดงค์หวังเงินหวังทอง เห็นเงินเห็นทองเป็นของดี นี่ไม่ใช่นักธุดงค์ โอ..โดนด่าเข้าแล้ว

ก็ถามว่า เท่าที่ผมล้อเทวดา เป็นความผิดหรือครับ ท่านบอกว่า มันไม่เป็นความผิด แต่ว่ามันก็เป็นปรามาส ปรามาสในความดี ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า อย่าหลงในรูปเสียง กลิ่น รส และสัมผัส อย่าทำใจให้เศร้าหมอง อย่าทำใจให้มัวหมอง

เรื่องของอดีต เป็นเรื่องของอดีต เรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องของปัจจุบัน เวลานี้เราต้องการพระโพธิญาณ ปักใจไว้เพื่อพระโพธิญาณอย่างเดียว ก็พอดีได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าตรัสว่า กัสสปพูดถูกแล้ว กัสสปพูดถูกแล้ว


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/1/10 at 09:57 [ QUOTE ]



พระสอนในป่า


ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็เป็น วันที่ 22 พฤษภาคม 2533 ก็มาคุยกันถึงป่าศรีประจันต์ ตอนนี้ก็จบกันเสียที ป่าศรีประจันต์ ตอนป่าศรีประจันต์นี่เป็นการซักซ้อมธุดงค์แบบอุกฤษฏ์ แต่ความจริง เรื่องธุดงค์แบบอุกฤษฏ์นี่ ทางภาคอีสานท่านเก่ง ลูกศิษย์หลวงพ่อมั่นท่านเก่ง เอากันจริง ๆ จัง ๆ แต่ทางด้านลูกศิษย์หลวงพ่อปานก็มีบ้าอยู่ 3 องค์ ทางด้านอุกฤษฏ์ นอกจากนั้นก็เป็นธุดงค์ปกติ แต่ว่าค่อนข้างอุกฤษฏ์ก็มี ท่านก็ดี ๆ กันทั้งนั้น

ทีนี้ก็มาคุยกันถึง ป่าศรีประจันต์ มาอยู่ที่ภูเขาชั่วคราว (ไปมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2533 ภูเขาชั่วคราวไม่มีแล้ว ภูเขาระยำอะไรมันหายไปเร็วจริง ๆ) อยู่ที่ภูเขาชั่วคราวก็มีความสุข นั่งกินนอนกินแบบสบาย ๆ ถึงเวลาก็บิณฑบาต ทีหลังก็ชักกำเริบเอาใหม่ ประเภทที่แขวนต้นไม้ไม่เอาแล้ว เรามาตั้งใจกัน 3 คน บอกว่า เราเอากันอย่างนี้นะ เราจะเดินบิณฑบาตกัน จากต้นไม้ต้นนี้ไปถึงต้นไม้ต้นโน้น จากต้นโน้นกลับมาถึงต้นเดิม ถ้าไม่มีใครใส่บาตร เราจะอยู่ด้วย ธรรมปีติ

นั่นก็หมายความว่า (คำว่า ปีติ แปลว่า ความอิ่มใจ) เราจะอิ่มใจในธรรม ถ้าบังเอิญมันจะตายเวลานี้ เราก็พร้อม พร้อมในการตาย เพราะความตายขึ้นชื่อว่า เกิด แล้ว มันต้องตาย แต่ว่าเราจะตายเพราะกำลังบุญกุศล เราจะเสียดายอะไรกับร่างกาย ร่างกายเป็นอนิจจัง มันเป็นของไม่เที่ยง ร่างกายเป็นทุกขัง มันเป็นทุกข์ ร่างกายเป็นอนัตตา มันต้องตายแน่สักวันหนึ่งข้างหน้า เราจะตายอยู่กับธรรม

เมื่อตัดสินใจแบบนั้นแล้ว พอตื่นขึ้นเช้าเริ่มทำสมาธิ

อันดับแรก ตั้งอารมณ์ พรหมวิหาร 4 ก่อน ให้ครบถ้วนบริบูรณ์อารมณ์จริง ๆ

หลังจากนั้นก็จับ อานาปานสติ ควบกับ พุทธานุสสติ จับนิมิตเห็นภาพพระพุทธเจ้าตามที่เคยเห็น อีก 2 องค์นั่นเขาเก่งกว่า คือว่าเทวดาท่านบอกว่า อีก 2 องค์นั่น เขาตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้ว เขาคงจับนิพพานเป็นอารมณ์ สำหรับอาตมาเวลานั้น อยู่ในเขตพระโพธิสัตว์ ยังปรารถนาพุทธภูมิ ก็จับพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ลุกขึ้นคว้าบาตรสะพาย

เวลาออกเดินเราก็ไม่ภาวนาว่า พุทโธ ใช้ อิติปิโสฯ ตามเดิม ไม่สนใจใครจะใส่บาตรหรือไม่ใส่บาตร ไม่สนใจ ฉันจะเดินจากต้นไม้ต้นนี้ไปถึงต้นโน้น ก้าวไปก้าวมาก็รู้สึกถึงอิติปิโสฯ เป็นลำดับ พอเดินไปถึงครึ่งทาง ก็ปรากฏว่าเจอะเทวดา แต่งตัวเป็นเทวดา เจอะนางฟ้า แต่งตัวเป็นนางฟ้า ถือขันคนละใบ มีดอกไม้คนละ 3 ดอก ใส่บาตร พอใส่บาตรเสร็จท่านยกมือไหว้ ก็ให้พรท่านว่า เอวัง โหตุ กลับมาที่เดิม ข้าวก็กินพอดี ๆ ดอกไม้เราก็บูชาพระ

หลังจากนั้นก็อยู่กันแบบสงบ ก็คุยกันบ้าง อะไรกันบ้าง ตามธรรมดา ๆ แต่ว่าก่อนจะกลับ ถึงวันใกล้ที่จะกลับ ก็ปรากฏว่ามีพระ 2 องค์ ก็ไม่ทราบว่ามาจากไหน กำลังนั่ง ๆ คุยกัน ก็ปรากฏปุ๊บปั๊บ มานั่งร่วมวงเฉย ๆ ท่านถามว่า คิดจะกลับหรือ

ก็กราบเรียนท่านบอกว่า จะกลับขอรับ ท่านบอกว่า จำทางได้ไหม ก็เลยบอกว่า จำไม่ได้ เพราะเวลามานี่เทวดานำมา จากป่าศรีประจันต์ด้านทิศตะวันออกใกล้อำเภอผักไห่ มาถึงดอนเจดีย์นี่มันก็ไกลแสนไกล ท่านเดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึง ผมจำทางไม่ได้ แต่ว่าผมจะถือเอาทิศตะวันออกเป็นเกณฑ์ เดินไปตามสายทิศตะวันออก มันจะถึงเมื่อไรก็ช่างมัน

ท่านบอกว่าไม่เป็นไร คนที่เขาพามา เขาก็พากลับเวลานี้ทั้งผี ทั้งเทวดา มีความชื่นชมในท่านทั้ง 3 มาก แต่ว่า ผมยังเห็นว่า ท่านทั้ง 3 นี่ยังมีอารมณ์หยาบอยู่ นี่ได้ครูแล้ว ผมคิดว่าจะมาแนะนำท่านสักหน่อยหนึ่ง ท่านจะรับฟังไหม ก็เลยกราบท่านด้วยความเคารพจริง ๆ

ถ้าจะถามว่า จำได้ไหม พระ 2 องค์นี่ พระอะไร ก็บอกว่า ไม่รู้หรอก จำไม่ได้ ไม่ใช่ลีลาหลวงพ่อปาน ไม่ใช่ลีลาหลวงพ่อจง แล้วก็ไม่ใช่ลีลาหลวงพ่อจาด สุ้มเสียงก็ไม่ใช่ นุ่มนวลเหลือเกินองค์หนึ่งน่ะสวยงามมาก หนุ่มไม่แก่มองแล้วมีแสงสว่างออกจากกาย อีกองค์หนึ่งก็สวยงามเหมือนกัน แต่ว่าท่าทางผิวจะคล้ำกว่ากันนิดหนึ่ง แต่มีแสงสว่างจากกายเหมือนกัน

ท่านก็สอนบอกว่า การเจริญกรรมฐานของพวกคุณทั้ง 3 องค์นี่ หนักสมถภาวนามากเกินไป ควรจะให้พอดี ๆ กัน สมถภาวนา กับวิปัสสนาภาวนา เรื่องศีลไม่กังวล ผมไม่กังวลเรื่องศีล เพราะผมเห็นคุณแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณนี่ปรารถนาพุทธภูมิ แต่มันก็ไปไม่รอดหรอก

ในที่สุดคุณก็ต้องลาพุทธภูมิ ถามท่านว่า เป็นเพราะอะไรครับ ท่านบอกว่า สัญญาน่ะมีอยู่ ก่อนที่คุณจะลงมานี่ คุณมีสัญญานะว่า จะมาช่วยงานกันตามกำลังที่คุณจะช่วยได้ ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง คือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ว่ามีปริมาณไม่น้อยกว่า 4 แสนคนเป็นกลุ่มไม่ใหญ่ คุณตั้งใจว่าจะมาช่วยคนกลุ่มนี้ให้พ้นจากอบายภูมิ ถึงแม้ว่าตัวเองจะป่วยไข้ไม่สบายก็ตาม จะลำบากยากแค้นอย่างไรก็ตาม คุณจะช่วยเขา ทีนี้การช่วยเขาด้วยกำลังพุทธภูมินี่ไม่สมบูรณ์แบบ คำว่า ไม่สมบูรณ์แบบนั่นก็หมายความว่าเรามีอารมณ์ขาดพระนิพพาน เพราะพระนิพพานเราคิด แต่เราไม่รู้จักพระนิพพานจริง ถ้าอย่างอีก 2 องค์นี่เขารู้จักนิพพานจริง เพราะว่าเขาปรารถนาสาวกภูมิ

ทีนี้ 3 องค์เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วิปัสสนาญาณน่ะ เราเอากันง่าย ๆ อย่าให้มันยาก ถ้ายากตามตำราละ คุณไม่มีทางจะได้อะไรหรอก ตามที่อาจารย์คุณสอนน่ะ ถูกต้อง แต่คุณเอง ทั้ง 3 คน ก็ไม่ค่อยจะเอาตามแบบอาจารย์นัก ไปติดอารมณ์ตำรามาก ทีนี้คนเขียนตำราน่ะ คุณก็ต้องดูว่าเป็นพุทธพจน์หรืออรรถกถาจารย์ หรือว่า ฏีกาจารย์ เกจิอาจารย์ ฏีกาจารย์ กับเกจิอาจารย์นี่ คุณถือเอาเป็นเรื่องจริงเรื่องจังไม่ได้ วางเสียหน่อยหนึ่ง ดูไปบ้าง อันไหนถ้ามันเป็นประโยชน์จริง ๆ ง่าย ๆ สั้น ๆ ละก็เอา ที่เขาเขียนถูกก็มี เขาเขียนผิดก็มาก

แต่ว่าถ้าอรรถกถาจารย์ก็ต้องดูเหมือนกัน อรรถกถาจารย์ที่ท่านเขียนองค์นั้น เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า ถ้าอรรถกถาจารย์ไม่ใช่พระอรหันต์ เราก็อ่านเราก็ฟัง จับเอาเฉพาะจุดที่มีเหตุมีผลตามพุทธฏีกาจริง ๆ ถ้าอรรถกถาจารย์ส่วนใดเป็นอรหันต์เขียนไว้ เชื่อได้เลย ก็ถามท่านบอกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า อรรถกถาจารย์องค์นั้นเป็นอรหันต์ ท่านบอกว่า อรรถกถาจารย์ที่เป็นอรหันต์ ต้องไม่ทิ้งอารมณ์พระพุทธเจ้าสอน แนวทางที่พระพุทธเจ้านี่ไม่ทิ้งแล้วสอนง่าย ๆ

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เวลานี้ผมจะบอกคุณว่า เอาบังสุกุลทั้ง 2 อย่าง เป็นพื้นฐานวิปัสสนาญาณ ถาม บังสุกุลอะไรครับ ท่านก็บอก บังสุกุลเป็นกับบังสุกุลตายเอา บังสุกุลตายก่อนว่า

อนิจจา วต สังขารา สังขาร คือ ร่างกาย ไม่เที่ยงหนอ มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นไม่ความแปรปรวนไปในท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด

อุปปาทวยธัมมิโน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป มันแก่ทุกวัน นั่งคิดอย่างนี้

อุปปัชชิต์วา นิรุชฌันติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตาย ดับไป

เตสัง วูปสโม สุโข การไปถึงนิพพาน นั่นคือ สงบกาย การสงบกาย หมายความว่า ไม่มีร่างกายอย่างนี้ เป็นสุข นั่นคือ นิพพาน

เอาจิตคิดอย่างนี้ไว้ทุกวัน ลืมตาขึ้นมาปั๊บบูชาพระเสร็จคิดอย่างนี้ และให้นึกต่อไปว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เราอาจจะตายได้ทุกขณะ ที่นั่งคุยเวลานี้ คุณอาจจะตายทันทีทันใดก็ได้ อย่าไปรอความป่วย ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นของไม่แน่นอนมันป่วย หรือไม่ป่วย มันก็ตาย เวลาคุณจะตาย

และอีกประการหนึ่งก็ใช้บังสุกุลเป็นว่า อจิรัง วตยัง กาโย ปฐวิง อธิเสสสติ ฉุฑโฑอเปตวิญญาโณ นิรัตถังวะ กลิงครัง ร่างกายนี้อีกไม่ช้าไม่นานนัก ก็จะมีวิญญาณไปปราศแล้ว (คือ จะหมดวิญญาณ) มันก็จะตาย ร่างกายนี้เวลาที่เราอยู่ คนนั้นก็บูชา คนนั้นก็รักคนนี้ก็ชอบ ถ้าเราตายแล้วจริง ๆ แม้แต่เท้าเขาก็ไม่อยากเขี่ยร่างกายของเรา เขาเห็นสภาพร่างกาย เป็นของน่าเกลียด เขามีความรังเกียจในร่างกาย มันก็สู้ไม่ท่อนที่ไร้ประโยชน์ไม่ได้ ไม้ท่อนดีกว่า จงคิดว่า ร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไร ขอไปนิพพานจุดเดียว ทั้ง 3 องค์คิดอย่างนี้เหมือนกันหมดนะแล้วก็ดูอารมณ์ว่า

1. สักกายทิฏฐิ เรายังมีความรู้สึกว่า ร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเราไหม

2. วิจิกิจฉา สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ไหม หรือเลิกสงสัยแล้ว ถ้าเห็นว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเราสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ใช้ไม่ได้ มีความรู้สึกว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราไว้เสมอ

3. สีลัพพตปรามาส รักษาศีลเคร่งครัดไหม

4. กามฉันทะ เห็นว่าร่างกายของคนเพศตรงข้ามมันสวยไหม แต่ความจริงมันสกปรกแสนสกปรก เราเห็นว่า สวยไหม ถ้าเห็นสวย ใช้ไม่ได้ จิตระงับไหม เมื่อเป็นความสวยสดงดงามของผิวพรรณ และความอวบของผิวพรรณ ถ้าจิตไม่สนใจใช้ได้

5. ปฏิฆะ อารมณ์ไม่พอใจมีไหม ให้ถือกฎของกรรมว่า คน และสัตว์ทั้งโลกเกิดมาเพื่อหวังความดี ที่ทำดีไม่ได้ ก็เพราะกฎของกรรมที่เป็นอกุศลบังคับ

และหลังจากนั้น รูปราคะ อรูปราคะ การหลงในรูปฌาน และอรูปฌาน มีไหม อย่าหลงมันรูปฌาน และอรูปฌาน เป็นแต่เพียงสักแต่ว่า เป็นกำลังให้วิปัสสนาญาณเกิดเท่านั้น

แล้วก็ มานะ การถือตัวถือตนมีไหม หมากับคนต้องคุยกันได้ คบกันได้ แม้แต่หมาขี้เรื้อน เราก็ต้องคบได้ ไม่ควรจะถือตัว เพราะมีสภาพเหมือนกัน

อุทธัจจะ จิตเลี่ยงจากนิพพานมีไหม ถ้ามีใช้ไม่ได้ ให้จับนิพพานโดยตรง

อวิชชา ก็มีความรู้สึกว่า ความพอใจในมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ไม่มีในเรา มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก สวย ไม่มีในเรา เราต้องการนิพพานจุดเดียว

จำไว้ให้ดีนะคุณนะ ทั้ง 3 องค์นี่ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของคุณแล้ว ถือบทนี้เป็นสำคัญ วิปัสสนาญาณแค่นี้พอเหลือแหล่กินเหลือใช้ เพียงเท่านี้ท่านจะไปไหนมันก็ไปไม่ได้แล้วนอกจากนิพพานแห่งเดียว ก็ถามว่า เมื่อไรผมจะลาจากพุทะภูมิ ท่านบอก ถึงเวลาก็รู้เอง ถามว่า พระเดชพระคุณทั้งสองเป็นใครขอรับ ท่านบอกว่า ผมทั้งสองเป็น อัครสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านก็ลาไป


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/2/10 at 08:52 [ QUOTE ]



ศึกษาตามคำสอนของพระ


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันนี้เป็น วันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ก็มาคุยกันถึงเรื่องว่า ตอนที่พระทั้ง 2 องค์ท่านมาเตือน ท่านบอกว่า ท่านเป็นอัครสาวกซ้ายขวา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง 2 องค์มีแสงสว่างออกจากกาย แต่ว่าท่านตำหนิว่า คณะที่ไปปฏิบัติทั้ง 3 องค์ หนักไปทางด้านสมถภาวนามากเกินไป สำหรับวิปัสสนาภาวนานั้นอ่อนไป และท่านกล่าวบอกว่า ครูบาอาจารย์สอนถูก แต่ทว่าลูกศิษย์ปฏิบัติผิด ไม่ครบถ้วนตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ หลังจากนั้นท่านก็หายไป

ต่อมาก็มานั่งหารือกันถึงคำสอนของหลวงพ่อปาน ก็ปรึกษากันบอกว่า อันดับแรกที่เราเจริญกรรมฐาน โดยเฉพาะวันแรกจริง ๆ หลวงพ่อปานสอนตามนี้ ท่านสอนบอกว่าทุกองค์ให้รู้จัก นิวรณ์ 5 ประการก่อน ให้ศึกษา นิวรณ์ 5 ประการ ว่ามีอะไรบ้าง คือ

1. ความรักในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ

ประการที่ 2. อารมณ์ไม่พอใจ

ประการที่ 3. ความง่วง

ประการที่ 4. อารมณ์ฟุ้งซ่านเกินไป

ประการที่ 5. สงสัยในผลของการปฏิบัติ

ให้ทุกองค์พยายามระงับนิวรณ์ 5 ประการ ในระหว่างที่เจริญภาวนา แต่ว่าก่อนที่จะภาวนาอะไรทั้งหมด คำภาวนาในตอนต้นจริง ๆ ท่านให้ใช้คำว่า พุทโธ (เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ)

แต่ท่านก็ย้ำอีกทีว่า คำภาวนาทิ้งไว้ก่อนอันดับแรกจับลมหายใจเข้าออกก่อน หายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออกหายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่ และหลังจากนั้น ก่อนภาวนาก็พิจารณาตามนี้ ให้พิจารณาใน ไตรลักษณญาณ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (คำว่า อนิจจัง หมายความว่า ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นความทุกข์ อนัตตา มีการสลายตัวในที่สุด)

คำว่า อนิจจัง ให้ดูร่างกายของเรา ร่างกายของคนอื่น ร่างกายของสัตว์วัตถุธาตุต่าง ๆ เมื่อเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ มันมีสภาพใหม่ คนมีสภาพเป็นเด็ก หลังจากเด็กเล็ก ก็เป็นเด็กใหญ่ หลังจากเป็นเด็กใหญ่ ก็เป็นหนุ่มเป็นสาว เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ก็เป็นวัยกลางคนแล้ว ก็เป็นคนแก่ นี่มันเป็นอนิจจัง ถ้าเรามองดูร่างกายของเราไม่เห็น ก็ดูร่างกายคนอื่น

สำหรับร่างกายคนอื่น ตั้งแต่สมัยหนุ่มสมัยสาว เรายังมีความสวยสดงดงาม พอเริ่มแต่งงานแล้ว ไม่ช้าไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงก็ปรากฏชัด ในที่สุด วัยกลางคนก็เข้ามาถึง และความแก่ก็เข้ามาถึง ให้ดูสัตว์ดูบุคคล ดูวัตถุ แล้วเปรียบเทียบกับตัวเองว่า เขากับเรามีสภาพเช่นใด เขามีสภาพเช่นใด เรามีสภาพเช่นนั้น

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมีอย่างนี้ จงอย่ายึดถือว่า ร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเรา ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ถ้าร่างกายเป็นเราจริงเป็นของเราจริง เราต้องห้ามมันได้ ถ้ามันจะแก่ เราก็ห้ามไม่ให้มันแก่ มันจะป่วย เราก็ห้ามไม่ให้มันป่วย มันก็ต้องไม่แก่ มันก็ต้องไม่ป่วย แต่อาศัยที่ร่างกายมันมีอิสระของมัน

ในเมื่อเราจะห้ามมันขนาดไหนก็ตาม จะบำรุงบำเรอขนาดไหนก็ตาม มันต้องแก่ มันต้องป่วย มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเมื่อสภาพของร่างกาย มีสภาพเป็นตนของตนเองอย่างนี้ เราคิดว่ามันจะมีการทรงตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อารมณ์เป็นทุกข์ก็เกิด (นี่จัดว่าเป็นส่วนช้า)

สำหรับ ทุกขัง ความทุกข์ มันมีตั้งแต่วันเกิด เมื่อเกิดจากครรภ์มารดา เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา มันมีแต่ความอบอุ่น เมื่อออกจากครรภ์มารดาแล้ว มากระทบอากาศ มันเกิดความหนาวเย็น แสบร่างกายจึงร้องจ้า หลังจากนั้น เราก็ต้องอาศัยอาหาร ความหิวมีกับเราทุกวัน ความหิวเป็นทุกข์ ในเมื่อความหิวเกิดขึ้น เราก็ต้องหาอาหาร ประกอบกิจการงานทุกอย่างเพื่อให้ทรงชีวิตอยู่ การประกอบกิจการงานทุกอย่าง เป็นอาการของความทุกข์ และในที่สุด ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ความทุกข์ก็เกิด ท่านสอนถึง อนิจจัง ทุกขัง

และในที่สุด อนัตตา ก็ปรากฏ เราทุกคนเราต้องตาย เมื่อนึกถึงความตายของเราไม่เห็น เราก็นึกถึงความตายของคนอื่น ที่เขาพูดได้ เขาเดินได้ บางคนก็สั่งสอนเราได้ เขาทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ในที่สุดก็ตาย เมื่อตายแล้ว ความหมายมีอะไรบ้าง ร่างกายคนทั้งหลาย เมื่อสมัยที่มีชีวิตอยู่ เขามีความรัก เขามีความเคารพ เขามีความสงสาร เขามีความเกื้อกูล แต่พอตายแล้ว ทุกคนไม่อยากจะแตะต้องร่างกาย รักแสนรักขนาดไหน ก็ไม่อยากจะแตะต้องร่างกาย เขาแสดงความรังเกียจในร่างกาย

เป็นอันว่า หลวงพ่อปานท่านแนะนำบอกว่าให้พิจารณาไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ถ้าทุกคนพิจารณาไปโดยไม่ต้องภาวนาเลย จนกระทั้งหมดเวลา แล้วก็พักผ่อนจะดีมาก แต่ถ้าพิจารณาไปไม่ไหว จิตใจมันฟุ้งซ่าน ก็เริ่มภาวนา จับลมหายใจเข้าออก แล้วก็ภาวนาว่า พุทโธ

แต่ว่าก่อนจะเดินไปไหน ก่อนจะตื่นใหม่ๆ ให้นึกถึงพุทโธ เสียก่อน คือพระพุทธเจ้าให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ถ้านึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ถนัดไม่ชัด ไม่ทราบว่ารูปร่างท่านเป็นอย่างไร ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งไว้เป็นประจำ การนึกถึงภาพพระอยู่นอกกายอย่างนี้ ถือว่าเป็นรูปฌาน เห็นภาพพระอยู่ภายในอก หรือในสมองเป็น อรูปฌาน ท่านบอกว่า จะแบบไหนก็ใช้ได้ทั้งหมด ให้จับภาพพระเป็นปกติ

เมื่อปรึกษาหารือกันอย่างนี้แล้ว จึงได้พากันพูดขึ้นว่า พวกเราผิด ที่เราทำนี่เราเดินสมถะ ใช้สมถะกันหนักเกินไป มุ่งฌานสมาบัติ แต่ความจริงฌานสมาบัติเป็นของดี

แต่ว่าฌานสมาบัติไม่เป็นกำลังตัดกิเลสไม่ใช่อาวุธ เป็นแต่เพียงกำลังกาย(หมายความว่า กำลังดี แต่อาวุธของเราไม่ดี) ต่อจากนี้ไปเราจะใช้ทั้งสมถะและวิปัสสนา สมถะเราจะทิ้งไม่ได้ นั่นคือ อานาปานสติกับคำภาวนาว่า พุทโธ และเมื่อจิตสบายเราจะใช้วิปัสสนาญาณ

แต่ว่า วิปัสสนาญาณที่พระท่านมาสอน ท่านบอกว่า ให้ถือ บังสุกุลตาย และ บังสุกุลเป็น ถ้าอารมณ์เบา ๆ ให้ถือ บังสุกุลตาย คือ

อนิจจัง วต สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

อุปปาทวยธัมมิโน เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป

อุปปัชชิต์วา นิรุชฌันติ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

เตสัง วูปสโม สุโข การเข้าไปสงบกายนั่นชื่อว่า ความสุข (นั่นหมายถึง นิพพาน)

อีกอันหนึ่งท่านใช้ บังสุกุลเป็น ว่า

อจิรัง วตยัง กายโย ปฐวิง อธิเสสสติ ฉุฑโฑ อเปตวิญญาโณ นิรัตถังวะ กลิงครัง ร่างกายภายในไม่ช้า วิญญาณก็ไปปราศแล้ว คือหมด จิตดับ วิญญาณไม่เหลือ ในเมื่อวิญญาณไม่เหลือแล้ว ร่างกายนี้ก็ไม่เป็นที่ปรารถนาของคน คนทุกคนเขารังเกียจร่างกาย ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์มันดีกว่าร่างกายของเรา

ก็ตกลงกันบอกว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะเป็นผู้ไม่ประมาท เราจะทำให้ครบถ้วน ตามที่หลวงพ่อปานสอน และทำให้ครบถ้วนตามที่พระทั้ง 2 องค์ท่านสอน ในฐานะที่ท่านบอกว่า ท่านเป็นอัครสาวก ก็หมายถึงว่า พระโมคลัลลาน์ กับพระสารีบุตร จะใช่ท่านหรือไม่ก็ตาม แต่ว่าท่านสอนถูก สอนตรงตามความเป็นจริง เราต้องเอาตามนั้น

ก็เป็นอันว่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ใช้ทั้งกำลังสมถะ และวิปัสสนากันเรื่อยไป จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน ก็ใช้บังสุกุลทั้งสอง ควบคู่ไปกับอารมณ์ของใจ ถ้าอารมณ์เฝือไปนิดกำลังจะส่าย ก็ใช้อานาปานสติ กับคำภาวนาว่า พุทโธ ควบคุมใจก่อน เมื่อใจสบายแล้ว ก็ใช้บังสุกุลทั้งสองเข้าควบคุมใจ

สิ่งที่พอใจมากนั่นก็คือว่า ชีวิตนี้มันต้องตาย ร่างกายนี้ไม่ช้าก็มีวิญญาณไปปราศแล้ว (คือ ตาย) เมื่อตายแล้วร่างกายใช้อะไรไม่ได้ ก็นึกถึงร่างกายของคนที่ตาย สภาพความจริงเป็นไปตามที่พระท่านบอก ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ดีกว่าร่างกายของเรา

ท่อนไม้ ถึงแม้ว่าไร้ประโยชน์ คนเขายังหยิบ เขายังเก็บ ดีไม่ดีถ้าขวางทาง เขาก็หยิบโยนทิ้งหรือเก็บไปกองไว้ แต่ร่างกายของเรา ในเมื่อมันเน่า อย่าว่าแต่หยิบเลย เข้าใกล้ เขายังไม่อยากเข้าใกล้ ก็ทำอย่างนี้กันตลอด

บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อย่าพึงหลงว่า 3 องค์ เป็นผู้วิเศษเสียแล้ว คือว่ายังมีความเลวอยู่มาก ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะกำลังสมถะก็ดี วิปัสสนาญาณก็ดี ทั้งหมดที่ว่านี้มันต้องควบคุมอยู่ตลอดเวลา

แต่ว่าการอยู่ในป่า เป็นความดีอย่างหนึ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ว่าเป็นความดีก็เพราะว่า มีความกลัวเรื่องกลัวผีเป็นของธรรมดา อย่านึกว่าไม่กลัว ความกลัว ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า ถ้าไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าไม่ใช่ม้าอาชาไนยของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังกลัวตายเหมือนกันทุกคน

ฉะนั้นทั้ง 3 องค์ เวลานั้นก็ยังมีความกลัว คนที่ยังมีความกลัว ยังไม่ใช่คนดีถึงขั้นที่จะไปนิพพานกันได้ แต่ว่าอาศัยความกลัวเป็นเครื่องควบคุม ก็เป็นความดี ที่กลัวอันดับแรกก็คือว่า กลัวว่าตอนเช้าจะไม่มีข้าวจะกิน ตอนนี้จะต้องคุมอารมณ์ไว้ว่า นิวรณ์ทั้ง 5 ประการ อย่าเข้ามากวนใจฉัน ฉันไม่คบเธอ ทั้ง ๆ ที่ควบคุมอยู่อย่างนี้ก็อย่าลืมว่า นิวรณ์มันต้องเข้ามาสิงใจกันแน่ เผลอเมื่อไร มันเข้ามาเมื่อนั้นทั้ง 5 ตัว ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง มันเข้ามาแทรกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ที่มีความฟุ้งซ่านมันก็เข้ามาแทรกใจอยู่เสมอ ๆ ต้องห้ามกัน

ในเมื่อความฟุ้งซ่านเข้ามา เราเผลอ เราไม่รู้ตัว ก็ว่าเรื่อยไปตามเรื่องของมัน คิดโน่นคิดนี่ คิดนั่น พอรู้ตัวปั๊บว่า นิวรณ์มันเข้ามาแล้ว ก็เริ่มจับ อานาปานสติ อันดับแรก รู้ลมหายใจเข้าออกก่อน ยังไม่ภาวนา เมื่อจับลมหายใจเข้าออกได้ตามความพอใจคือ รู้ลมเข้ารู้ลมออก รู้ลมเข้ายาวหรือสั้น รู้ลมออกยาวหรือสั้นก็ทราบ อย่างนี้ก็เริ่มภาวนาควบคู่กันไป หลังจากนั้นก็จับอารมณ์วิปัสสนาญาณสลับกันไป ถึงความดีบ้าง ความชั่วบ้างแบบนี้

ฉะนั้นท่านพุทธบริษัท จงอย่าคิดว่า ดี ยัง ยังเลวมาก ดูวันเวลาจะถึงเวลากลับเหลือเวลาอีกประมาณ 15 วัน ถึงเวลาก็เดินจงกรมบ้าง นั่งตามโคนไม้บ้าง นั่งตามเงื้อมเขาที่มีแดดร่มบ้าง แยกกันไปบ้าง เมื่อถึงเวลาก็มานั่งคุยกันถึงเรื่องสมถวิปัสสนาบ้าง คุยถึงอารมณ์ที่ผ่านมาบ้าง ใครผิดใครถูก ใครมีอารมณ์เป็นอย่างไร ปรึกษากันแบบนั้น

ต่อมาไม่นานนัก ไม่กี่วัน คิดว่า เรามีกำลัง เกือบจะเหนือนิวรณ์แล้ว (คำว่า เกือบจะเหนือ ก็หมายความว่า นิวรณ์กวนใจน้อยเข้า) ก็มีเหตุเข้ามาขัดข้องอีก นั่นคือ พอบิณฑบาตเวลาเช้าเสร็จ เริ่มลงมือฉันข้าว

แต่ก่อนลงมือจะฉันข้าว ที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทเห็นว่าพนมมือ การพนมมือ นั่นนึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้านึกถึงพระอริยะทั้งหมด มีพระอรหันต์ เป็นต้น นึกถึงเทวดา นึกถึงนางฟ้า นึกถึงพรหม ที่ท่านมีคุณ และก็นึกในใจ นึกถวายทานบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ที่เรียกว่าถวายข้าวพระ ทำอย่างนี้เป็นปกติ ให้จิตเป็นสุข เริ่มทำสมาธิก่อนฉัน และก็ลงมือฉันข้าว

แต่ว่าพอไหว้พระเสร็จ หรือว่าถวายข้าวพระเสร็จ หรือว่าบูชาพระรัตนตรัยเสร็จก็ตาม จะเรียกอย่างไรก็ได้ สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาใหม่นั้นคือ ปี่พาทย์วงใหญ่มีนักบรรเลงเป็นคนหนุ่มทั้งหมด มาตั้งวงใกล้ ๆ ที่ฉันข้าว บรรเลงเพลงไพเราะ บรรเลงเพลงไทย เท่าที่เคยฟังเพลงนั้นไพเราะจับใจมาก เมื่อฟังเสียเพลง บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มันเป็นของใหม่แต่ความจริงเพลงนี่อยู่ที่วัดน่ะเคยฟัง แต่ว่าการอยู่ในป่า เราทิ้งเสียงเพลงมาแล้ว

ในเมื่อเกิดฟังเพลงขึ้นอารมณ์ก็คล้อยไปตามเพลง นี่ก็เป็นนิวรณ์ตัวที่ 1 รูปสวยเสียงเพราะ ก็เป็นอันว่า เครื่องปี่พาทย์ทั้งวงเขาสวย มีทองประดับแก้วแพรวพราวเป็นระยับ เห็นรูปสวย ติดรูปเข้าไปแล้ว การบรรเลงไพเราะเพราะพริ้ง ติดในเสียงเพราะ ก็รวมความว่านิวรณ์ทั้ง 2 ตัวเข้าสิงใจทันที ขณะที่นั่งฉันข้าวอยู่ และก็ฟังเพลิน ก็ได้ยินเสียงก้องมาทางอากาศบอก นั่นจงอย่าเผลอ

การคิดว่าเครื่องปี่พาทย์สวย คนบรรเลง ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชายก็เป็นคนหนุ่ม รูปร่างหน้าตาเรียบร้อย ผิวพรรณดี แต่งตัวงาม อย่างนั้นเป็นการติดในรูปติดทั้งเสียง ติดทั้งรูป นี่เป็นนิวรณ์ นิวรณ์ แปลว่า ธรรมชาติกั้นความดี หรือว่า เป็นกิเลสหยาบที่ทำให้ปัญญาถอยหลัง ถ้าเราติดรูป เราติดเสียง เวลานี้เราเป็นคนไร้ปัญญา

เสียงก้อง มาในอากาศเสียงนั้นจำได้ว่าเป็นเสียงของพระ 2 องค์ที่มาบอก ท่านบอกว่าเวลานี้ฉันข้าวเข้าไป หูฟังเสียงเพลง อย่าทิ้งเสียงเพลง แต่จิตใจจับภาพคน จับภาพเครื่องประดับ เครื่องปี่พาทย์ จงคิดตัดอารมณ์เป็นวิปัสสนาญาณว่า ปี่พาทย์นี่ต้องเคาะมันจึงดัง ถ้าเขาเลิกเคาะเมื่อไรมันก็สิ้นเสียงดังเมื่อนั้น

มันก็เหมือนกับชีวิตของเรา ถ้ายังมีลมหายใจเข้าลมหายใจออกอยู่ มันก็ยังมีชีวิต ถ้าลมหายใจเข้า เข้าแล้วไม่ออก หรือออกแล้วไม่เข้า มันก็ตาย จงจับเสียงปี่พาทย์เป็นวิปัสสนาญาณ เป็น มรณัสสติกรรมฐาน เสียงเขาเคาะเป๊งลงไป มันก็มีเสียง ถ้าเขาไม่เคาะใหม่ เสียงก็ไม่มี ถ้าเราหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก ร่างกายก็หมดไป

สำหรับรูปทั้งหมดเวลานี้ เครื่องปี่พาทย์ทั้งหมดใหม่ ใหม่เอี่ยมสวยสดงดงาม แต่ว่าถ้าตั้งอยู่นาน ๆ ไม่ช้ามันก็เริ่มเก่า นั่นเป็นอนิจจัง เป็นความเสื่อม คนที่บรรเลงก็เหมือนกัน เวลานี้เขาหนุ่มไม่ช้าเขาก็แก่ แต่ว่าคนที่บรรเลงทั้งหมดนี่ไม่ใช่คนเป็นเทวดา อีกสักประเดี๋ยวหนึ่ง อนัตตามันก็จะปรากฏ นั่นคือ

เมื่อเราฉันอิ่ม เขาก็จะเลิกบรรเลง ถ้าเลิกบรรเลงเสียงไม่มี ก็เหมือนกับชีวิตของเรามันต้องตาย ในที่สุดเป็นอนัตตา ประเดี๋ยวภาพทั้งสองอย่าง ทั้งคน และเครื่องบรรเลง ก็จะหายไป ก็มีสภาพเป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน จับภาพนี้เป็นวิปัสสนาญาณ

ก็นึกตามท่าน เขาบรรเลงเพลงไพเราะ ก็คิดว่าเพลงไพเราะอย่างนี้ คนที่ฟังเพลงอย่างนี้ ฟังมาเยอะแยะแล้ว ตายไปไม่รู้เท่าไร เราก็ต้องตายเช่นเดียวกัน และคนที่บรรเลงหนุ่ม ๆ อย่างนี้ไม่ช้าก็เป็นคนแก่ สมัยที่เราก่อนบวชเราก็เคยฝึกปี่พาทย์ ครูของเรา สมัยก่อนท่านเป็นคนหนุ่ม แต่ว่าเวลาที่ฝึกให้ ท่านเป็นคนแก่

และบรรดาพวกรุ่นพี่ทั้งหลายฝึกปี่พาทย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก ขณะที่เข้าไปศึกษา รุ่นพี่สอนให้ รุ่นพี่ก็เริ่มแก่แล้ว เราก็มีสภาพเช่นนั้น เหมือนกัน รวมความว่า พยายามทำอย่างนั้น ให้จิตไม่ติดในเสียง ฟังเสียงให้เป็นวิปัสสนาญาณ ดูรูปเป็นวิปัสสนาญาณ ก็พอดีอิ่มข้าว เมื่ออิ่มข้าว เสียงก็หายไป ภาพคนก็หายไป ก็คิดว่าเวลานี้เขาทั้งหลายเป็นอนัตตาไปแล้ว ไม่ช้าเราก็เป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน

แล้วก็นึกในใจว่า บรรดาเทวดาทั้งหลายทั้งหมดที่มาบรรเลงในสมัยก่อน ท่านก็เป็นมนุษย์เวลานี้สภาพความเป็นมนุษย์ของท่านหมดแล้ว ท่านตายจากความเป็นคนมีความดีจึงเป็นเทวดา เพราะอาศัย หิริ และโอตตัปปะ (หิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัว กลัวผลของความชั่ว อายความชั่ว)

เราก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราควรจะเป็นคนมี หิริ และโอตตัปปะ หิริ กลัวว่าเราจะไม่ได้ภาวนา กลัวว่าเราจะไม่ได้รู้ลมหายใจเข้าออก กลัวว่าเราจะทิ้งอารมณ์วิปัสสนาญาณ จะหลงในรูปหลงในเสียง ก็พยายามตั้งใจฟังตั้งใจทำ ทั้งๆ ที่ตั้งใจทำ มันก็เผลอ ไป ๆ มา ๆ มันก็เผลอ นึกโน่น นึกนี่มาอีก นอกลู่นอกทาง (นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท อย่าเพิ่งชมว่า อาตมากับเพื่อนทั้ง 2 คนดีเหลือเกิน อย่าเพิ่งยังมีความเลวอยู่มาก)

ต่อมาก็เตรียมตัวแบบนั้น ทั้ง 2-3 วันคิดอย่างนั้น มาอีก 2-3 วันมาใหม่แล้ว ปี่พาทย์ คราวนี้เป็นวงมโหรี มีทั้งระนาด มีทั้งซอ มีทั้งพิณ มีทั้งจะเข้ อะไรต่ออะไรมีครบเสียงไพเราะเพราะพริ้ง ไม่บรรเลงอย่างเดียว ร้องส่งด้วย แต่คณะบรรเลง คณะร้องส่งทั้งหมดไม่มีผู้ชายเลย มีผู้หญิงล้วน แต่งตัวกันแบบชาวบ้านธรรมดา แต่งหน้าตาสวยเพริดพริ้ง ส่วนสัดดีทุกอย่าง เครื่องแต่งกายก็ดี เครื่องประดับก็แพรวพราวเป็นระยับ

หลังจากบูชาข้าวพระพุทธก่อนฉันเสร็จ ภาพก็ปรากฏทันที เริ่มบรรเลง เลยมองหน้ากันทั้ง 3 องค์ ทั้ง 3 องค์ก็บอกว่า เราเริ่มชนะผู้ชาย แต่ทว่าเวลานี้ผู้หญิงมาแล้ว แต่ความจริงผู้หญิงนี่ก็เคยเป็นคนมาก่อน เคยเกิดเป็นเด็กเล็ก เคยเกิดเป็นเด็กใหญ่ เคยเป็นสาว ตอนเป็นสาวนี่ เธอมีประจำเดือน ประจำเดือนนี่มันก็น่าเกลียด ร่างกายของเธอทุกคนข้างใน มีตับไตไส้ปอด อุจจาระปัสสาวะน่าเกลียด

แล้วต่อมาก็เป็นวัยกลางคนเป็นคนแก่ แล้วก็เป็นคนตายในสมัยที่เป็นคนแก่ คนก็เริ่มรังเกียจร่างกาย พอเป็นคนตาย ไม่มีใครปรารถนาร่างกายของเธอ แม้แต่เข้าใกล้ เวลานี้เธอเป็นนางฟ้า นางฟ้าไม่ใช่สมบัติของเรา เราเป็นมนุษย์และเสียงบรรเลงของเธอก็มีสภาพเดิม เมื่อในขณะเสียดสีไป เสียงก็ปรากฏ แต่ว่าถ้าเธอเลิกเสียดสีเมื่อไร เสียงก็หายไปเมื่อนั้น เป็นอนัตตา

ก็เป็นอันว่า เราก็ไม่ยอมรับเสียงเป็นสรณะ ไม่ยอมรับเสียงเป็นที่พึ่ง เราก็กินข้าวของเราตามปกติ คิดว่า เธอทั้งหลายเวลานี้มาพิสูจน์ นั่นหมายความว่า มาสอบอารมณ์ของนิวรณ์ 5 ประการว่า เราจะเห็นเธอสวยไหม ความรู้สึกเวลานั้นก็คิดว่า

ผิวพรรณของเธอดี รูปร่างดี เครื่องประดับสวย แต่ประเดี๋ยวเดียวก็สลายตัวไป ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเรา ถ้าเราติดเธอ เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเราไม่ติดเธอเราก็ไม่เวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏะ ใจเราก็เริ่มเป็นสุข เมื่อจิตเริ่มเป็นสุข เห็นภาพเธอแล้วก็นึกถึงพระพุทธเจ้า ตามที่เคยเห็น ภาพพระพุทธเจ้าปรากฏชัด ทรงแย้มพระโอษฐ์และตรัสว่าความรู้สึกอย่างนี้ ถูกต้องดีแล้ว


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/2/10 at 08:36 [ QUOTE ]



เตรียมตัวกลับวัด


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้วันที่ 25 พฤษภาคม 2533 ก็มาเล่าต่อกันไปว่า เวลาอีกประมาณสัก 15 วัน จะถึงเวลาวันกลับ ก็ซักซ้อมร่างกายตามคำแนะนำของพระ

ถ้าถามว่าในช่วงนี้ เจอะผีเจอะเทวดาไหม ก็ต้องตอบว่า เป็นปกติทุกวัน เรื่องผีเทวดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเทวดานี่พบกันทุกวัน คุยกันทุกวัน เพราะว่าท่านเป็นเพื่อนที่ดีมาก ยามว่างหลังจากเจริญกรรมฐานแล้ว เวลาที่นั่งพักผ่อนกัน ดีไม่ดีก็มีผู้ชายบ้าง ผู้หญิงบ้าง แต่ว่าท่านก็มาในรูปของชาวบ้าน

เท่าที่สังเกตได้ว่า จะเป็นเทวดา หรือเป็นนางฟ้า ก็ต้องสังเกตกันที่ลูกตา ลูกตาของท่านพวกนี้ไม่กระพริบ ถ้าลูกตาแจ่มใส แสดงว่าเป็น อากาสเทวดา ตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป ถ้าเป็นลูกตาสีแดง ก็เป็น เทวดาชั้นจาตุมหาราช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชั้นจาตุมหาราชนี่ท่านคุมอยู่เป็นปกติ

ในสถานที่พักบรรดาท่านพุทธบริษัท มันมีความร่มรื่นชื่นใจเหลือเกิน ไม่อยากจะจากมา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าปราศจากเสียงขัดคอ ไอ้เรื่องคนขัดคอนี่เป็นปกติ ถ้ามาถึงวัดเมื่อไร หรือว่าพบคนเมื่อไร ก็พบคนขัดคอเมื่อนั้น ฉะนั้นการที่อยู่ที่นั่นไม่มีใครขัดคอ เรา 3 คน มีอารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ประการที่ 2 ท่านที่มาคุย ท่านก็ไม่คุยเรื่องโลก ท่านก็คุยเรื่องว่า คนนั้นตายไปแล้ว ไปอยู่ที่นั่นบ้าง ไปอยู่ที่นี่บ้าง ทำความดีอย่างนั้น ทำความดีอย่างนี้ ครั้นถามท่านเข้าว่า ท่านทำความดีอะไร จึงเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า ท่านก็อธิบายให้ฟัง

แล้วท่านก็คุย ท่านบอกว่า ท่านเองท่านก็ทำบาปอกุศลไว้มาก แต่ว่าเวลาจะตายจิตใจนึกถึงกุศลโดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านก็เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า ครั้นไปถามท่านเข้าว่า ถ้าบุญบารมีของท่านหมด ท่านต้องจุติลงมาเกิด ท่านจะไปไหน ท่านก็บอกว่า ถ้าผมไม่สร้างความดีต่อไปฐานะที่เป็นเทวดา ผมก็ต้องลงนรก เพราะผมเห็นภาวะผมแล้ว ถ้าผมพลาดลงไปเมื่อไร ต้องลงนรกขุมนั้นขุมนี้ แล้วท่านก็ชี้ให้ดูขุมนรกที่ท่านจะไป

แล้วก็ ถามท่านว่า ท่านจะไปไหน ท่านบอก ผมไม่ไป ถามว่าทำไมถึงไม่ไป ก็บอกว่า ผมรู้แล้ว ถ้าผมหมดบุญจากเทวดา ผมจะไปที่นั่น ผมก็ต่อบุญของผมใหม่ การที่ผมมาช่วยท่านอยู่เวลานี้ ก็ชื่อว่าเป็นการต่อบุญกุศลของผม ก็ชื่อว่าท่านก็ช่วยผม ผมก็ช่วยท่าน ก็ถามว่า เวลาท่านที่มาใส่บาตร ท่านจะมีอานิสงส์อะไร ท่านก็ชี้ให้ดูวิมานของท่าน วิมานของท่านเดิมมีสภาวะเป็นอย่างนี้ เวลานี้มันแจ่มใสขึ้น แสดงว่า ผมก้าวหนีนรกไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว

ก็เป็นอันว่า เป็นปกติ และก็มีบางท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช ท่านผู้นี้คุยเก่ง แต่เวลาคุยของท่านเรียบร้อย บางท่านก็เรียบร้อย บางท่านก็ท่าทางเหมือนนักเลง ก็สุดแล้วแต่วาระ แต่ว่าท่านผู้นี้ชอบคุยว่า ขุมทรัพย์มีที่โน่น ขุมทรัพย์มีที่นี่ ถ้าบอกขุมทรัพย์มีที่ไหน พอชี้ไป เหมือนกับไม่มีแผ่นดิน มันจะเห็นทรัพย์ชัดเจนแจ่มใสมาก

บางท่านก็ถามว่า ต้องการไหมล่ะครับ ทรัพย์ก้อนใหญ่ทั้งหมดนี้ ท่านไม่มีสิทธิ์ แต่ว่าก้อนเล็ก ๆ ขนาดนี้ (ถ้าก้อนเล็ก ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท หนักเกิน 10 กิโล) เอาไหม ถ้าเอา ผมจะนำมาถวาย ก็เลยบอกกับท่านว่า การนำทรัพย์สินมานี่ มันประโยชน์หรือมีโทษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธุดงค์แค่มีสตางค์อยู่ในย่าม 1 สตางค์ มดก็กินแล้ว (มดคันไฟ) เรื่องทองไม่มีความหมาย วันนี้ไม่มีความหมาย วันหน้าก็ไม่มีความหมาย ไม่ต้องการทอง ต้องการอยากจะเป็นเทวดา อย่างท่านมากกว่า ท่านก็หัวเราะชอบใจ ท่านก็บอกว่า ถ้าไม่ทิ้งความดีอย่างนี้ก็มีหวังแน่นอน

บางท่านก็มาบอกถึงประวัติเดิมว่า เราเคยเป็นเพื่อนกัน ตั้งแต่สมัยนั้น สมัยนี้ คือสมัยเป็นเทวดา แล้วท่านก็ทำรูปร่างให้ดูว่า ท่านเป็นเทวดารูปร่างแบบนี้ อาตมาเป็นเทวดารูปร่างแบบนั้น และท่านก็บอกว่า ก่อนที่จะท่านจะลงมาเกิดนี้ ท่านอยู่สูง อยู่พรหม แต่ว่าเป็นพรหมชั้นที่ 4 (นี่พวกพรหมลงมาคุย)

ก็ถามว่า ก่อนที่ฉันลงมาเกิดมีสัญญาอะไรไหม บอก มีสัญญาว่า ตั้งใจจะให้ดีกว่าเดิม เมื่อตายไปแล้วคราวนี้ จะต้องอยู่สูงกว่าเดิม ก็ถามว่า คำว่า สูงกว่าเดิม เป็นพรหมชั้นที่ 5 ชั้นที่ 6 ชั้น 7 ที่ 8 ใช่ไหม ท่านบอก ไม่ใช่ ก็ถามว่า ชั้นไหน ท่านบอก รู้เอาเองเมื่อตาย ก็เป็นอันว่า การอยู่ในป่าบรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่มีความเหงา ยามว่างก็มีเพื่อนคุย และเป็นเพื่อนที่ดี

ทีนี้ต่อมา วันเวลาใกล้เข้ามาทุกที ปฏิบัติหนัก (คำว่า หนัก ไม่ได้หมายความว่า ใช้เวลานาน) คือการใช้อารมณ์ทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยามว่าง จิตก็จับภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ไว้เป็นปกติ

เห็นท่านลอยอยู่บนศีรษะ เห็นภาพชัดเจนแจ่มใสมาก และก็เห็นพระในอก เป็นสภาพแก้วใสสวยมาก เห็นพระในสมอง 3 องค์สวยมาก ที่อก 2 องค์ ในอกมีพระ 2 องค์ ที่สมองมีพระ 3 องค์ เป็นแก้วทั้งหมด เห็นภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ใหญ่ตระหง่าน หน้าตักเกิน 8 ศอก เห็นเป็นประจำ ภาพนี้ไม่ยอมให้เลือนไปจากใจ

ถ้าจะทำอะไรก็ดี จะต้องจับภาพนี้ก่อนเป็นปกติ การเดินจงกรม เดินไปเดินมา ก็เห็นภาพพระพุทธเจ้าชัดเจนแจ่มใสมาก จะไม่วางใจ ทำอย่างนี้เป็นธรรมดา

ตรงนี้ท่านพุทธบริษัท อย่าเพิ่งชมกัน ถ้าจะชม ก็ขอให้ชมกันตอนดี เพราะตอนที่ไม่ดีมันมีอยู่ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะใจยังเป็นทาสของนิวรณ์ ต้องระมัดระวังมัน ถ้าเผลอเมื่อไร นิวรณ์ 5 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งมันเข้าสิงทันที

1. ความรัก

2. ความโกรธ

3. ความง่วง

4. ความฟุ้งซ่าน

5. อารมณ์สงสัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์สงสัยไม่มีแน่ ตัดทิ้งไปแล้ว ไม่สงสัยทั้งหมด ตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพิสูจน์ด้วยอารมณ์ตามปกติ ทีนี้อารมณ์ฟุ้งซ่าน บางอย่างมันยังเกิดขึ้น ความง่วงนี้ไม่เป็นไร ถ้าง่วงเมื่อไร ก็นอนเมื่อนั้น

นอนกับคำภาวนา นอนกับการพิจารณา นอนกับภาพพระพุทธเจ้าที่เห็นชัดเจนแจ่มใส ถ้าจะหลับ ก็หลับอยู่กับภาพพระพุทธเจ้าที่เห็นชัดเจนแจ่มใส ทีนี้ความไม่พอใจ ความไม่พอใจ นี่มี ทั้งเพราะอะไร ไม่พอใจใคร ไม่ใช่ใคร ไม่พอใจตัวเอง บางทีแขนขามันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ จะเดินข้างหน้า จะเดินข้างหลัง เดินถนัดบ้าง ไม่ถนัดบ้าง วางอะไรลืมไปบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

ความไม่พอใจมันก็เกิด ความไม่พอใจอย่างนี้มันก็เป็นนิวรณ์ อารมณ์ความรัก ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส บางครั้งมันก็มี ไอ้นี่มันก็เป็นความเลว รวมความว่า ท่านพุทธบริษัทโปรดทราบว่า อาตมาในสมัยนั้นก็ยังเลว ในสมัยนี้ก็ยังเลว ความเลวยังมีอยู่ ยังขึ้นชื่อว่า ถ้ายังมีขันธ์ 5 เพียงใด เราก็ไม่พ้นความเลว ต่อมามาเล่ากันต่อไป

เมื่อนั้นเวลาวันใกล้จะกลับ คิดว่า วันพรุ่งนี้กะเวลา 3 วันถึงวัดบางนมโค มันจะถึงหรือไม่ถึง ถ้าหากเห็นว่าจะไม่ถึง เราก็จะเดินทั้งกลางวันและกลางคืน ตื่นขึ้นมาตอนเช้าบิณฑบาตเสร็จ ก็นึกถึงเทพเจ้าทั้งหมด นางฟ้าทั้งหมด และก็พระทั้งหมดที่เมตตา ขอลาท่าน ขอขอบคุณท่าน

แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นสิ่งที่น่าแปลกเกินคาด พอนึกถึงท่านพับ ปรากฏว่า ทุกองค์ปรากฏชัดหมด มีสภาพเป็นเทวดา แพรวพราวเป็นระยับ ท่านที่เคยใส่บาตร นุ่งผ้าขาด ใส่เสื้อขาดก็หมด ไม่ขาดแล้ว เป็นเทวดา เป็นนางฟ้าหมด ก็กล่าวว่าจักขอลาท่านขอขอบคุณท่าน และก็ขอความเมตตาท่าน บอกว่า การเดินกลับก็ดี อยู่ที่วัดก็ตาม ขอท่านเมตตาต่อไป ท่านทั้งหลายก็ยอมรับ

และก็มีท่านหนึ่งถามว่า จำทางได้ไหม ก็เรียนให้ท่านทราบ บอกว่า จำไม่ได้ เพราะตอนมานี่ลุงวิพาเดินลัดตัดทางมาเร็วเหลือเกิน ตั้งแต่หลังผักไห่เดินมาที่ศรีประจันต์ ใช้เวลา 10 นาที ไม่รู้มาอย่างไร

และก็ถามว่า ท่านจะกลับอย่างไร ก็เลยบอกว่า ถ้าเทวดาไม่ช่วย ก็ใช้ทิศตะวันออกเป็นเกณฑ์ จะเดินตามพระอาทิตย์ เดินสวนทางกับพระอาทิตย์ พระอาทิตย์ตะวันออกออกมาเราก็เดินสวนทางไป อย่างไร ๆ ก็ถึงแม่น้ำเจ้าพระยาแน่ เมื่อถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ถือว่าการถึงวัดเป็นของง่าย จะจับสายแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญ และก็จะตัดทางตามสมควร

ก็มีเทวดาท่านหนึ่งบอกว่า การกลับของท่านจะต้องแวะที่อีก 2 สถาน คือว่า ที่ใต้อำเภอบางปลาม้าแห่งหนึ่ง และก็ที่เหนือวัดบางซ้ายในแห่งหนึ่ง จะต้องปักกลดค้างที่นั่น ก็เลยบอกท่านบอกว่า จากศรีประจันต์ ไปอำเภอบางปลาม้านี่ วันเดียวมันไม่ถึง จะไปอย่างไร

ท่านก็บอกว่า เรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของลุงวิ ท่านลุงวิแต่งตัวสวยแพรวพราว บอกว่าไม่เป็นไร ผมพาท่านมาได้ ผมก็พาท่านกลับได้ ไปตามกำหนดที่จะพึงไป ก็ถามท่านบอกว่าจะไปที่นั่น มีเหตุผลอย่างไร ท่านก็บอกว่า ในที่ 2 สถานนี้ เขาจะโกนจุก โกนเปียเด็ก แต่บ้านแถวนั้น เป็นบ้านคนจน จะจัดงานเข้า มันมีการสิ้นเปลือง ถ้าได้พระธุดงค์ เขาก็ไม่ต้องลงทุนมาก ขอท่านไปโปรด ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ

ท่านจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นวันนี้ เวลาตอนเย็นเวลาประมาณบ่าย 3 โมงจะออกเดินทาง (คุยกันตอนเช้า) ก็ถามท่านบอกว่า การออก เดินทางบ่าย 3 โมงจะถึงพอดีไหม ท่านบอกว่า นั่นเป็นหน้าที่ของผม ต้องถึงพอดีแก่เวลา หลังจากนั้นทุกท่านก็หายไป พวกเราก็นอน ก่อนจะนอนก็เตรียมกลด เตรียมมุ้ง เตรียมอะไรทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมเสร็จ คิดว่า ถ้าจะไปเมื่อไร ครองผ้าปุ๊บ คาดพุงปั๊บ ออกเดินทางได้ทันที

เมื่อถึงเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ลุงวิก็มา ทีนี้ลุงวิมาไม่แต่งตัวเหมือนเก่า นุ่งกางเกงแพรสีดำ ใส่เสื้อกุยเฮงสีดำ มาถึงก็ชวนเดินทาง ก็เดินทางไปกับท่าน เมื่อเดินทางออกไปสัก 10 นาที หันหลังมา หวังจะดูที่ว่า ที่ตรงนี้มันมีความสุข วันหลังเราจะมาที่นี่ ปรากฏว่าภูเขาหายไปหมดแล้ว

ก็ถามลุงวิบอกว่า ภูเขาที่พักเมื่อสักครู่นี้ เวลานี้ไปไหน ท่าก็บอกว่า ผมบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นภูเขาชั่วคราว มันไม่ใช่ภูเขาประจำ ก็หมดเรื่องกันไป

เดินตามท่านไป ใช้เวลาประมาณสัก 10 นาที ก็พบกลุ่มคน กลุ่มใหญ่ ยืนอยู่ทางหลังบ้านของเขา คนทั้งหมดประมาณ 50 คนเศษ เมื่อเขาเห็นเข้า เขาก็ออกมาต้อนรับ ขอนิมนต์ให้ปักกลด ตรงหลังบ้านเขาออกไป เมื่อเลือกชัยภูมิได้ดี ห่างบ้านพอสมควรประมาณกิโลเศษ ๆ ก็ปักกลด ลุงวิท่านก็ยังอยู่ที่นั่น เลยถามเขาว่า ที่ญาติโยมยืนอยู่นี่คอยใครหรือ หรือรู้ว่าอาตมาจะมา

ญาติโยมทั้งหลายก็บอกว่า เมื่อ 3-4 วันนี้มีคนแก่คนหนึ่งเดินทางมาที่นี่ มาจากป่า บอกว่า วันนี้จะมีพระธุดงค์ เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จะเดินทางผ่านมาทางนี้ ขอให้นิมนต์ปักกลดที่นี่ และลูกของใครมีจุกมีเปีย พอที่จะตัดได้ให้มาพร้อมกันตัดจุกที่นี่ จะเป็นมงคลใหญ่

ในเมื่อบอกอย่างนั้น ก็เชื่อท่าน (คำว่า เป็นมงคลใหญ่ ก็หมายความว่า พระธุดงค์ไม่มีกังวลกับญาติโยม เพียงแค่มีข้าวให้กินก็ใช้ได้ สตางค์ไม่ต้องจ่าย) เมื่อขณะที่ปักกลดเสร็จ ญาติโยมก็เอาน้ำชาบ้าง เอาน้ำมะตูมต้มบ้าง เอามาให้ฉัน

เวลานั้นก็มีปี่พาทย์วงหนึ่ง พร้อมด้วยคณะลิเก หอบเครื่องพะรุงพะรังมา แบกกลองเดินผ่านมาในทุ่ง พอมาถึงที่ตรงนั้น เห็นคนมุงมาก ๆ ก็นั่งพัก ถามว่า พวกคุณจะไปไหน ก็บอกว่า ผมอยู่ บ้านไปนาใต้ ครับ และลิเกวงนี้ เป็นลิเกอ่างทอง ไปแสดงร่วมกันมาที่สระยายโสม กำลังจะเดินทางกลับ เพราะทางสระยายโสม ถ้าใช้เรือไปก็ไม่สะดวก ก็เลยคุยกัน

เขาก็เลยตัดสินใจบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเมื่อท่านพักที่นี่ผมก็ขอค้างคืนที่นี่ด้วยครับ และคุยกันไป 2-3 คำ ก็มีคนหนึ่งเตรียมเครื่องโกนจุก เขาถามว่า จะมีการโกนจุก โกนเปียหรือครับ บอกมีญาติโยม มีเด็กมาประมาณสัก 10 คนเศษ ๆ เขามาตัดจุก ตัดเปีย เขาบอก ถ้าอย่างนั้น ผมก็จะเอาปี่พาทย์บรรเลงให้ ไม่ต้องเสียอะไร เอาบุญด้วยครับ ลิเกก็บอกว่า จะแสดงให้ด้วย

ก็เป็นอันว่า มีทั้งปี่พาทย์ มีทั้งลิเก มีเครื่องครบ ชาวบ้านก็ดีแสนดี พอรู้ว่าจะมีปี่พาทย์ มีลิเก ก็สร้างโรงลิเกทันที วิ่งไปอาไม่กระทู้มาปักเข้า ไม่ลำมาพาดเข้า ไม่สักมาโปะเข้า ทำพื้นให้เรียบ ปูเสื่อปูสาด ทำเป็นที่พักคนด้วย ทำเป็นที่แสดงด้วย

ก็เป็นอันว่า คืนนั้นครื้นเครงกันทั้งคืน ปี่พาทย์ก็บรรเลง เขาบอกว่า เป็น ปี่พาทย์วงบ้านไปนาใต้ แต่ความจริงวงบ้านไปนาใต้ เป็นปี่พาทย์ประจำวัดบางนมโค อาตมารู้จักนักบรรเลงทุกคน แต่นักบรรเลงที่บอกอยู่บ้านไปนาใต้วันนั้น ไม่รู้จักสักคน จะหาใครสักคนที่รู้จักก็ไม่มี นั่นเป็นเรื่องของเขา เป็นอันว่าเขาก็บรรเลงกันไป และมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นนักร้องประจำวงปี่พาทย์ ร้องทำขวัญจุกได้ดีมาก ไพเราะ เป็นธัมมะธัมโมอย่างดี คนฟังก็เพลิดเพลิน ปี่พาทย์ก็บรรเลงอย่างดี

พอตกกลางคืน ชาวบ้านก็ไปหาตะเกียงเจ้าพายุมา 10 ดวง ลิเกก็แสดง เมื่อแสดงเสร็จเวลาประมาณ 6 ทุ่มก็เลิก ก็เลยบอกว่า ตั้งแต่นี้ไป ฉันต้องการความสงัด ทุกคนก็นอนกันเงียบ ชาวบ้านก็นอนกลางทุ่ง พวกลิเกก็นอน ชาวบ้านเขานอนป้องกันพวกลิเก และพวกปี่พาทย์เกรงว่าของจะหาย ตะเกียงก็จุดสว่างจ้าทั้งคืน พวกเราก็เจริญกรรมฐานกันตามปกติ

รุ่งขึ้นตอนเช้า ตอนนี้ก็ไม่ต้องกินข้าวของเทวดา ก็เป็นอันว่าฉันข้าวเสร็จ ชาวบ้านกินข้าวเสร็จ กับข้าวก็เหลือเยอะแยะ พวกลิเกปี่พาทย์ก็กินกัน กินเท่าไรมันก็ไม่หมด ชาวบ้านก็ช่วยกินกัน กินเท่าไรมันก็ไม่หมด เมื่อมีการฉันข้าว ปี่พาทย์ก็บรรเลง ต่อไปก็ทำการพิธีโกนจุก พอสวดชยันโตพรมน้ำมนต์เสร็จ ปี่พาทย์ก็บรรเลง ลิเกก็แสดง

บ่าย 3 โมงเย็น ลุงวิก็บอกว่า เดินทางต่อ ไปทิศเหนือวัดบางซ้ายใน ไปที่ตรงนั้นมีบ้านตั้งเด่น ๆ อยู่ 3 หลัง ไปถึงตรงนั้นก็มีคนเขามายืนดักอีกแหละ ขอให้พักตรงนี้จะโกนจุกเด็ก ถามว่าโยมรู้ได้อย่างไร เขาก็บอกว่า มีคนแก่มาบอกล่วงหน้า 3 วันแล้วว่าพระจะมา 3 องค์ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน ก็ทำในลักษณะเดิม หลังจากนั้นก็กลับวัด พอถึงประตูน้ำเจ้าเจ็ด คณะปี่พาทย์กับคณะลิเกก็ขอลาแยกไป

อันนี้แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ในช่วงนี้เป็นการฝึกธุดงค์แบบอุกฤษฏ์ แต่ถ้าถามว่า เขามีปี่พาทย์ มีลิเก มีอารมณ์เป็นอย่างไร ก็ตอบว่า ใช้อารมณ์เดิม ตามที่พระท่านเตือนว่า นักแสดงก็ดี คนที่มาดูก็ดี ทั้งหมดนี้อายุไม่ถึงร้อยปีก็ตายหมด ตามที่พระโมคัลลาน์ พระสารีบุตร ท่านเคยคิด ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกันไม่ถึงร้อยปีเราก็ตาย

เสียงลิเกที่ร้อง ถ้ากำลังร้องอยู่ ก็มีเสียง หยุดร้องเมื่อไรก็หมดเสียง เหมือนกับชีวิตของเรา ยังหายใจอยู่ ยังชื่อว่า มีชีวิต ถ้าเลิกหายใจเมื่อไร ชีวิตก็หมดไป เสียงปี่พาทย์ลาดตะโพนก็เหมือนกัน ถ้ายังบรรเลงอยู่เพียงใด เสียงก็ปรากฏ ถ้าเลิกบรรเลง เสียงก็หาย ก็เหมือนกับชีวิตของเรา ชีวิตของเราในเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ก็ยังมีชีวิต ลมหายใจหมดก็หายไป คิดแค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย

แล้วก็คิดต่อไปอีกว่า อจิรัง วตยัง กาโยฯ เป็นต้น ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ร่างกายนี้อีกไม่นานนัก ชีวิตก็ไปปราศแล้ว (คือ จะหมด ชีวิตแล้ว) ร่างกายของเราเมื่อหมดชีวิตมันก็ไร้ประโยชน์ ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ ดีกว่าร่างกาย เพราะยังมีคนต้องการ


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/2/10 at 09:34 [ QUOTE ]



อุปสรรคในวัด

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็ยังเป็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2533 ก็มาคุยกันว่าตอนนี้ให้ชื่อว่า อุปสรรคในวัด เพราะว่าคนในวัด บรรดาท่านพุทธบริษัท ชื่อว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อปาน ไปไหนก็มีชื่อเสียง มีคนเคารพนับถือ ยกย่องว่า ท่านเป็นพระดีด้วยกันทุกองค์ แต่ว่าพระในวัดก็มี 4 ประเภท

1. อุคฆฏิตัญญู มีปัญญาดีมาก มีปฏิภาณดีมาก สนใจในธรรมะปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็ฉลาดมาก

2. วิปจิตัญญู คนที่มีศรัทธาดี มีบารมีดี แต่ว่ามีปัญญาน้อยไปนิดหนึ่ง

3. พวกเนยยะ นี่รับฟังคำสองหลวงพ่อปานแล้ว ต้องรับฟังหลาย ๆ หนจึงปฏิบัติได้ครบถ้วน

4. พวกปทปรมะ พวกประเภทบวชตามประเพณี ท่านพวกนี้ไม่มีอะไรมาก วิธีปฏิบัติของท่านก็คือ ผัดหน้าแต่งตัว บางครั้งก็หนีไปร้องเพลงเสียบ้าง ทำอะไรทุกอย่างไม่ต่างจากฆราวาส

ฉะนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท ระเบียบนี้ก็เป็นระเบียบของวัดทุกวัด แม้แต่ในปัจจุบันในเมื่อผู้ใหญ่ดี ก็จงอย่านึกว่า ลูกน้องดีเหมือนกันทุกท่าน แต่ที่ชั่วก็มี ที่ดีก็มาก

รวมความว่า เมื่อเข้าไปถึงวัด การไปธุดงค์ บรรดาท่านพุทธบริษัท แม้แต่มีดพับก็มีเล่มเล็ก ๆ แล้วก็หักปลาย ไม่ให้เป็นอาวุธ มีดโกนก็นำไปไม่ได้ เพราะมันเป็นอาวุธได้เป็นอันว่า ไปธุดงค์ตั้งหลายเดือน แต่ทว่าเวลากลับมา ผมก็ยาว ไม่ได้โกน

พอเข้ามาในวัด สุนัขที่เคยเลี้ยงไว้ มันก็จำไม่ได้ มันวิ่งเข้ามากระโชกเห่า แต่พอเข้ามาใกล้ มันจำกลิ่นได้ มันก็เลิกเห่า มันก็หมอบ มันก็คลาน มันก็ต้อนรับ กระโดดต้อนรับ

ครั้นมาถึงในวัด ก็ตรงไปหาหลวงพ่อปาน แขกกำลังมาก ไปถึงก็กราบท่าน ท่านก็บอกว่า พระ 3 องค์นี่เขาฝึกธุดงค์ (บอกกับญาติโยม) ญาติโยมจะแปลกใจว่า พระ 3 องค์ นี่ 1.ห่มจีวรกรัก 2.แบกกลด และก็ 3.มีย่าม 4. มีกาน้ำ 5.มีบาตร ผมที่ยาวอย่างนี้ก็เพราะว่าการไปธุดงค์ เอามีดโกนไปไม่ได้ ปลงผมไม่ได้ ก็ต้องปล่อยไว้ตามสภาพ

เมื่อกราบท่าน ก็รายงานให้ท่านทราบว่าการไปอยู่ในป่ามีความสุขดี ไม่มีอะไรเป็นอันตราย ท่านก็ยิ้ม ท่านยิ้ม แล้วหันไปหาญาติโยมบอกว่า นี่พระของฉันโกหก ทั้ง ๆ ที่ไปธุดงค์มาแล้วนี่ยังโกหก นี่เอาดีกันไม่ได้ พอฟังอย่างนั้นก็ตกใจคิดว่า เอ๊ะ นี่เราโกหกอะไรท่าน

ท่านก็บอกว่า หลังจากที่พวกเธอไปอยู่ที่หลังผักไห่ ในเขตศรีประจันต์ วันหนึ่งเธอปวดศีรษะมากใช่ไหม ก็กราบท่านบอกว่า ใช่ แล้วท่านถามว่า แล้วทำไมจึงบอกว่า มีความสุขดี เลยกราบเรียนท่านบอกว่า พระอินทร์ท่านมาช่วยรักษาให้ ท่านก็ถามว่า พระอินทร์มารักษาให้ แล้วให้อะไรไว้บ้าง ก็กราบเรียนท่านตรง ๆ บอกว่า ให้วิชากอบโรคทิ้ง

ท่านก็ถามว่า ก่อนที่จะกอบโรคทิ้ง ต้องมีครูไหม ก็ตอบว่า ต้องมีครู มีธูป 3 ดอก มีเทียนหนักบาท 1 เล่ม มีดอกไม้ 3 ดอก และเงิน 1 สลึง ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นดีแล้ว ท่านก็เลยถามญาติโยมว่า ใครต้องการจะรักษาโรคบ้าง (นี่ไม่ต้องพักกันแล้วนะ) รักษาโรค ตำราที่พระอินทร์สอนพระใครต้องการไหม ญาติโยมยกมือพรึ่บ (ยกมือพนมนะ) มึงต้องการครับ กูต้องการค่ะ ว่ากันเป็นแถว ๆ ในที่สุดหลวงพ่อปานก็ให้แสดง บอก เอาเลยทำการรักษาได้เลย

เมื่อญาติโยมทั้งหลายจัดสถานที่เรียบร้อยแล้ว ตามระเบียบแล้ว มีของทุกอย่าง ก็เลยทำพิธีกอบให้ท่าน ก็มีคน ๆ หนึ่งบอกว่า ปวดศีรษะมาก พอกอบทิ้ง 3 ครั้ง ท่านสลัดหัวเป็นการใหญ่ สลัดหัวหาการปวดศีรษะ ก็เป็นอันว่า ไม่ปวดศีรษะ การปวดศีรษะหายไป

วันนั้นก็เลยต้องทำพิธีการกอบกันเป็นการใหญ่ เป็นอันว่า คนที่มีโรควันนั้นประมาณ 100 คนเศษ มีคนหนึ่งปวดท้องกำลังปวดมาก พอกอบ 3 ครั้งทิ้งก็หาย ก็รวมความว่า วันนั้นได้เงินหลายสลึง ได้เงิน 100 สลึงกว่า ก็นำไปถวายหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานบอกว่าเขาถวายเธอ ก็เลยบอกว่า พระอินทร์ท่านบอกว่าเงินนี่ใช้ไม่ได้ ต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้มีคุณ ท่านเป็นครู หลวงพ่อปานก็ยิ้มว่า เออ ทำถูกแล้ว แต่ว่าวิชากอบนี้จะต้องปฏิบัติตามครูสอนเด็ดขาดนะ เงินสลึง หรือว่าดอกไม้ก็ดี ธูปเทียนก็ดี จะเว้นไม่ได้เด็ดขาด หลังจากนั้นท่านก็สั่งให้ไปพัก

เมื่อเข้าที่พัก ก็ปรากฏว่าที่พักเดิมที่พักอยู่ รกรุงรังไปหมด บรรดาพวกพระปทปรมะไปนั่งเล่น นอนเล่น ทำสกปรกเสียเยอะแยะ ก็เริ่มวางกลด จะกวาดพื้นที่ ก็พอดีเห็นลุงวิมา ลุงวิก็บอกว่า ไม่ต้องกวาดครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง พวกท่านเอาผ้าออก เปลื้องจีวรออก ปลงผมกันก็แล้วกัน ต่างคนก็ต่างช่วยกันปลง ผลัดกันปลง เมื่อปลงผมเสร็จ ก็ปรากฏพื้นที่เรียบร้อยดีทุกอย่าง ที่นั่ง ที่นอนเรียบร้อย เตาต้มน้ำต้มท่าเรียบร้อย น้ำก็มีเสร็จเรียบร้อย แต่ลุงวิหายไปแล้ว ก็เป็นอันว่า มีความสุข

แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทอุปสรรคใด ๆ ของนักปฏิบัติจะยิ่งไปกว่าอุปสรรคของคนนี่ไม่มี ฉะนั้นบรรดาพระพวกปทปรมะทั้งหลาย เขาเห็นหน้าเข้าเขาก็เรียกว่า เฮ้ย พระอรหันต์มาแล้วโว้ยพระโสดาบันมาแล้วโว้ย อะไรบ้างก็ตาม ผู้วิเศษมาแล้วโว้ย คือพูดยวนกวนใจ

ทีนี้บรรดาท่านทั้งหลาย อาตมาบอกแล้วว่า พวกเรายังไม่ดี ยังเป็นทาสของนิวรณ์ นี่นักปฏิบัติทุกคนควรจำไว้นะ คำว่า นิวรณ์ แปลว่า กิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง เมื่อเขาพูด บางครั้งบางคราวจิตใจก็ยั้บยั้ง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าบางคราวก็ชักไม่ชอบใจเหมือนกัน

ในเมื่ออาการไม่ชอบใจเกิดขึ้น จิตก็มัวหมอง ต้องมีการซักซ้อมกันอยู่เรื่อย ๆ และพระบางพวกก็พูดยียวนต่าง ๆ นา ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกฆราวาสในตำบลบางนมโคเองไม่ใช่จะมีคนมีความเลื่อมใสหลวงพ่อปานทุกคน ที่เลื่อมใสก็มีไม่เลื่อมใสก็มี ทั้ง ๆ ที่ท่านดีขนาดนั้น ที่ไม่มีความเลื่อมใส เขาก็หาว่าอาตมา 3 คนนี่ บ้า

รวมความว่า การพูดคุยกับใคร ต้องถนอมถ้อยคำ เขาถามความเป็นมาว่า วิชากอบลองกอบให้ผมซิ เวลานี้ผมไม่มีสตางค์ กอบให้รวยสตางค์สิ ก็เลยนึกในใจว่า จะบอกให้เขาฟังว่า กอบให้มีสตางค์น่ะ กอบไม่ได้ แต่กอบให้ตายน่ะ กอบได้ พอนึกในใจแค่นี้ก็ได้ยินเสียงบนอากาศบอก อย่าทำนะ ถ้าทำเขา เขาจะเป็นอย่างนั้นทันที จะมีโทษ ในฐานฆ่ามนุษย์ ก็เลยยั้บยั้ง

เป็นอันว่า การอยู่ที่วัด บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่มีความดี นึกอยากจะอยู่ในป่า แต่วิธีที่ปฏิบัติอยู่ในวัด ในเมื่อเข้าถึงวัดแล้วเราก็วางภาระของธุดงค์ แต่ก็ยังกินข้าวเวลาเดียว ตอนเช้าก็ไปบิณฑบาตกับเขา กลับมาก็ยังไม่กินข้าวพร้อม อาหารทั้งหมดที่ได้มา ก็ให้กับส่วนกลางหมด

แต่ทว่าอาหารที่กินเอง เมื่อเข้ามาอยู่ในป่าช้าก็บิณฑบาตใหม่ เทวดา นางฟ้า ท่านก็ใส่บาตรให้กินตามเดิม กินอาหารของท่านมีความสุข พระบางองค์ที่มีความฉลาด ก็สงสัยว่าอาหารตอนเช้าท่านได้มา ท่านเอาไว้ส่วนกลางหมด แล้วท่านฉันอะไร ก็ต้องตอบว่า ผมมีอาหารส่วนหนึ่งสำหรับฉัน ผมมีอยู่แล้ว ไม่เป็นไร

แต่ว่าในวัดเวลานั้นจริง ๆ พระที่มีกรรมฐานเก่งมีอยู่ 2 องค์ คือ นอกจากหลวงพ่อปานแล้ว ก็มี หลวงพ่อเล็ก รองลงมา แล้วก็มี พระอาจารย์ฉัตร พระอาจารย์ฉัตรนี่เป็นนักปฏิบัติ เข้าป่าช้าทุกคืน ความจริงอาจารย์ฉัตรนี่ ท่านไม่ค่อยจะรู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออกมาก่อน ต้องมาเรียนหนังสือเมื่อขณะบวช แต่ว่าการปฏิบัตินี่เก่งมาก เอาจริงเอาจัง คนเอาจริงเอาจังประเภทนี้ คนเขาก็ไม่ค่อยนิยมเหมือนกัน

ถ้าจะถามว่าองค์อื่นมีไหม ถ้าองค์อื่น ก็ขอตอบว่า เวลาที่หลวงพ่อปานประกาศขึ้นกรรมฐานสมาทานกรรมฐานเขาก็สมาทานด้วย แต่ทว่าเลิกมาแล้ว จิตใจเขาเริ่มทำเป็นสมาธิ นั้นคือ รักผู้หญิง อยากจะรวยบ้าง อยากจะพบคนสวยบ้าง อย่างนี้เป็นต้น คือว่าเป็นธรรมดา ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักจะคุยกันเรื่องรวย อยากจะรวยอย่างนั้น อยากจะรวยอย่างนี้ เป็นโลกียวิสัย

ฉะนั้น การเข้าไปอยู่ในวัดก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ก็เป็นความดี ที่ว่าเป็นความดี ก็เพราะว่า นักมวย ถ้าเป็นเพียงซ้อมมวยอยู่คนเดียวบนยอดเขา ก็อาจจะคิดว่า ตัวเองเก่ง เป็นเจ้าโลก เป็นแชมป์โลก ไม่มีใครสามารถจะสู้ได้ เพราะไม่มีใครจะสู้ด้วย แต่ถ้าขึ้นชกจริง ๆ ขึ้นเวทีจริง ๆ อาจจะแพ้ ตั้งแต่ยกแรกก็ได้ หรือไม่ทันเต็มยกฉันใด พระธุดงค์ที่อยู่ในป่า ก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครขัดคอ ไม่มีคนขัดคอสักคน

เพื่อนกัน 3 คน ก็คุยเหมือนกันหมด คุยกันถึงผลการปฏิบัติแต่ละวัน ๆ ใครพบอะไรบ้าง ใครมีอารมณ์อะไรบ้าง พูดกันโดยเฉพาะ นอกจากนั้นเวลาว่างก็มีเทวดา มีนางฟ้า มีพรหม มีพระท่านมาคุย ท่านก็คุยในผลการปฏิบัติ ก็มีแต่อารมณ์ชุ่มชื่น ครั้นมาอยู่กับคนเข้า ก็กระทบกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เรียกว่า นิวรณ์ 5 ประการ กระทบกันอย่างหนัก

1. ความสวยของคน คนที่มีเพศตรงกันข้าม รูปร่างหน้าตาดี ๆ ในเมื่อกิเลสมันยังมี ก็อาจจะชอบเขาได้ แต่ว่ากำลังใจ ถ้านึกชอบขึ้นมาเมื่อไร อีกสักประเดี๋ยวหนึ่งเราก็รับตัดทัน

วิธีตัดไม่ยาก ก็คิดว่าเวลานี้เราเป็นพระเรายังไม่มีโอกาสจะแต่งงานกับใคร และการที่ไปรักเขา เขาจะรักหรือเปล่า ถึงแม้ว่ารัก ก็ไม่เป็นการสมควร เพราะเราเป็นพระ เอาง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าเห็นคนที่เขาแก่กว่า แก่กว่าไม่มากก็คิดว่า นี่เขาเป็นพี่ จะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็ตามแก่กว่ามาก แต่อ่อนกว่าพ่อกว่าแม่ก็นึกว่า เขาเป็นน้า หรือเป็นอา คราวพ่อคราวแม่ ก็คิดว่าเขาเป็นลุงบ้าง

ถ้าเจอะผู้หญิง หรือผู้ชายก็ตาม ที่อ่อนกว่าก็คิดว่า เขาเป็นน้อง ต้องใช้อารมณ์แบบนี้อยู่นาน อุปสรรคประเภทนี้ มันหนัก ต้องใช้อารมณ์แบบนี้อยู่ประมาณสักเดือนเศษ จิตจึงทรงตัวเริ่มอารมณ์วางเฉยในร่างกายของคนได้บ้างแล้วพอสมควร แต่ว่าไม่ได้เฉยไปทั้งหมด บางทีเผลอแว้บมันก็เอาเหมือนกัน นี่จึงได้บอกให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ถ้าได้ยินข่าวใครเขาพูดเรื่องราวต่าง ๆ ตามที่อ่านมาแล้วว่า มีประสบการณ์แบบนั้นแล้วเป็นผู้วิเศษ อย่าเพิ่งเชื่อ มันยังเลวอยู่

ประการที่ 2 อารมณ์ที่ไม่พอใจ มันก็ยังมีอยู่บางครั้งบางคราว ในเมื่อถูกเหยียดหยามบ้าง ถูกพวกพระเสเพลพูดกระทบกระแทกบ้าง บางครั้งก็ไม่พอใจ อันนี้ก็เป็นอารมณ์เลวคือ เป็นนิวรณ์ตัวที่ 2

สำหรับนิวรณ์ตัวที่ 3 คือ ความง่วง ก็ไม่จำเป็น ง่วงเมื่อไร ก็นอนเมื่อนั้น ภาวนาให้มันหลับไป หมดเรื่องหมดราว เราตั้งใจภาวนา แต่มันอยากจะง่วง ก็เลยนอนภาวนาให้มันหลับไป ก็หมดเรื่องกัน เพราะว่าก่อนจะหลับ จิตถ้าไม่สงบไม่ถึงฌานมันไม่หลับ ถ้าจิตสงบถึงฌานเมื่อไร มันจึงจะหลับ ถ้าหลับได้ในขณะที่ภาวนาอยู่ ก็ถือว่าเป็นการดี

ต่อมาอีกอันหนึ่ง คือ อารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์คิดไม่พอใจบ้าง อารมณ์คิดพอใจบ้าง อยากจะได้อย่างโน้น อยากจะได้อย่างนี้ คำว่า อยากจะได้ ไม่ใช่อยากรวย อยากจะเป็นพระโสดาบัน อยากจะเป็นสกิทาคามี อยากจะเป็นอนาคามี อยากจะเป็นอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น อยากจะสร้างโน่น อยากจะทำนี่ อยากจะทำให้ดีที่สุด ที่หลวงพ่อปานท่านทำอยู่แล้ว อยากจะช่วยให้มันดีขึ้น ให้มันไวขึ้น ได้ตัวนี้เป็นอารมณ์ฟุ้งซ่าน เป็นนิวรณ์ตัวที่ 4 เป็นอารมณ์เลว

ทีนี้ ความสงสัย อันนี้ไม่ต้องพูดกัน เลิก สำหรับนิวรณ์ตัวที่ 5 นี่ตัดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็รวมความว่า เข้าป่ามาตั้งหลายเดือน ชนะความชั่วได้ตัวเดียว คือ ตัวสงสัย

และต่อมาการปฏิบัติ การปฏิบัติก็เหมือนธรรมดา ๆ เป็นกันเองทุกอย่าง แต่ทว่าข้าวกินเวลาเดียว กินข้าวของท่านที่มาใส่บาตรให้เป็นกรณีพิเศษ ถ้าบอกอย่างนี้ ถ้าคนสมัยนั้น เขายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่เชื่อหรอก เพราะว่าพวกเราต้องปกปิด ถ้าไม่ปกปิด พวกนั้นก็จะบาปมากขึ้น จะหาว่าโกหกหมดเท็จด้วยประการต่าง ๆ ก็รวมความว่า ต้องปกปิด ท่านที่รู้จริง ๆ ก็คือ หลวงพ่อปาน

แต่งานประจำก็คือว่า อยู่กับหลวงพ่อปาน เวลาหลวงพ่อปานรับแขก ก็อยู่ใกล้ ๆ ท่าน หากว่าท่านต้องการอะไร จะใช้อะไร เราก็ยอมรับ และขณะที่หลวงพ่อปานรับแขก ก็นั่งดูแขกไปด้วย จะเป็นคนหนุ่ม จะเป็นคนสาว จะเป็นคนแก่ คนวัยกลางคน ก็ป่วยเหมือนกันหมด ทุกคนก็ประกาศแต่ทุกขเวทนา

บางคนก็มาปรารภเรื่องความเป็นอยู่ ตอนนี้ก็ใช้อารมณ์ของอริยสัจว่า ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่เกิดมาในโลกเต็มไปด้วยความทุกข์ นี่เป็นความจริง ในเมื่อมันทุกอย่างนี้แล้วชาย และหญิงทุกคนจะมีชีวิตอยู่นานไหม แต่ว่าทุกคนที่มานี่แปลกไม่มีใครคิดถึงความตาย ทุกคนก็บอกอยากจะทำกินอย่างโน้น อยากจะทำกินอย่างนี้ อยากให้หลวงพ่อปานช่วย ให้มันรวยอย่างนั้น ให้มันรวยอย่างนี้ ก็คิดในใจว่า พวกนี้เวลาความตายเข้ามาใกล้เต็มที ทำไมจึงไม่คิด

และงานอีกประเภทหนึ่ง ก็คือว่าหลวงพ่อปานใช้ให้รดน้ำมนต์ เวลาถึงกาลรดน้ำมนต์ก็ผลัดกันรด เพราะคนมาก ๆ เหนื่อยมากเหมือนกัน คนตักน้ำใส่ตุ่มเขาก็เหนื่อย ต้องมีหลายคน เพราะท่าน้ำมันไกล แต่ถึงเวลารดน้ำมนต์ ก็ไม่ต้องว่าคาถาอะไร แต่บางคราวคนที่เขามีอารมณ์เครียดมากจากการป่วย (คือ มีทุกขเวทนามาก) ท่านก็เรียก ลิงดำเอ๊ยไปช่วยกอบโรคเขาทิ้งทีวะ

เลยกราบเรียนหลวงพ่อบอกว่า ค่าครูครับ ท่านก็บอกเขา มีสตางค์สลึงไหม ถ้าจนมากไม่มี ฉันจะออกให้ ท่านก็จัดดอกไม้ธูปเทียนให้เสร็จ ถ้าเขามีสตางค์สลึงใส่เขาก็ใส่ ถ้าเขาไม่มีสตางค์สลึงใส่ หลวงพ่อปานก็ใส่ให้ อาตมาก็ไปวางที่หน้าพระพุทธรูป กราบพระ นึกถึงพระอินทร์ท่าน นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระอินทร์ท่าน ก็ไปกอบให้พอกอบทิ้ง 3 ครั้ง โรคก็หาย อาการที่เป็นหายทันที (แต่ว่าจะหายตลอดไป หรือไม่ตลอด ไม่ทราบ แต่เวลานั้นหายกันแน่)

ทีนี้สำหรับวิชากอบโรคทิ้ง บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาจำเป็นต้องเลิก เพราะทำได้ไม่นานนัก คนที่ทำให้เลิกก็คือ พวกพระที่เป็นปทปรมะ ก็เพื่อน ๆ กัน บวชรุ่นราวคราวเดียวกันบ้าง บวชรุ่นพี่บ้าง บวชรุ่นน้องบ้าง เธอไม่สบาย ก็วานให้กอบโรค

ก็มีหลาย ๆ ท่าน ที่ปฏิบัติตามระเบียบ ก็มีรุ่นพี่อยู่ 3 คน ไม่ยอมทำตามระเบียบ บอกทำเถอะวะ เราเป็นพระด้วยกันไม่เป็นไรน่า อาตมาก็เกรงใจก็ไปกอบให้ท่านก็หาย พอท่านหายปวด ไม่ช้าเราก็ปวดแทน ต้องหาสตางค์มายกครู มาไหว้ครูเป็น 2 เท่าหาย ไม่ช้าก็มีมาอีก โดนเข้าแบบนั้น 3 องค์

พอถึง 3 วาระ ท่านเจ้าของก็มาบอกว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เลิกใช้วิชานี้ เพราะว่าคนเลว ๆ ประเภทนี้มีอยู่ คุณไม่ช้าก็แย่ เพราะถ้าไม่ไหว้ครู อาการประเภทนั้น โรคนั้นจะเข้าตัวคุณ ถ้าบังเอิญเขาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ที่เป็นโรคที่ร้ายแรง คุณก็ไม่สามารถรักษาหายได้ จะมีทุกขเวทนาหนัก ความจริงวิชานี้เป็นที่น่าเสียดาย บรรดาท่านพุทธบริษัท

ก็เป็นอันว่า ถือว่าเป็นความดีส่วนหนึ่ง เป็นการเชื่อได้ว่า เทวดามีความรู้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอินทร์ท่านรู้จริง ๆ ท่านมีความสามารถจริง ๆ ที่ท่านให้วิชานี้ และทำให้หายไปหลายคน และความสามารถของลุงวิก็เก่งจริง ๆ สามารถปรับพื้นที่ให้เรียบราบได้แบบสบาย ๆ

การอยู่ป่าช้าเวลานั้น ก่อนจะไปมันรกรุงรัง ทางหายาก ลุงวิมาจัดการทำทางให้เรียบร้อยเป็น 3 สาย เดินไปหากันสบาย ๆ ไม่มีหนาม ไม่มีขวาก ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคทั้งหมด เดินกลางวันก็ได้เดินกลางคืนก็ได้ ไม่ต้องใช้ไฟฉายก็ได้ และเวลาเดินไปไม่ใช้ไฟฉายก็จะมีแสงเรือง ๆ สว่าง ๆ น้อย ๆ คล้าย ๆ กับแสงพระจันทร์ขึ้นน้อย ๆ พอเห็นทาง ทั้ง ๆ ที่อยู่ในป่าไผ่ อันนี้ก็เป็นความสุขบรรดาท่านพุทธบริษัท

เมื่อกลับมาวัด เขาบิณฑบาตเดินกัน ก็เป็นการบังเอิญ มีญาติโยมคนหนึ่ง มาจากกรุงเทพฯ ซื้อเรือยาวให้ลำหนึ่ง บอกว่า สำหรับท่าน 3 องค์นี้ครับ ก็ใช้เรือยาวบิณฑบาต เวลาหน้าแล้งเขาบิณฑบาตเดิน เราก็บิณฑบาตเรือ ไปใกล้ ๆ หัววัดท้ายวัดนิดหน่อย

ก็ปรากฏว่ามีญาติโยมพุทธบริษัท เพียงแค่ไม่กี่บ้าน คนใส่บาตรไม่เกิน 6 บ้าน ไปใกล้ ๆ เพราะถ้าขืนไปไกล เดี๋ยวพระที่บิณฑบาตเดินเขากลับมา เขาจะคอย ไปแต่เพียงบ้านที่เขาไม่สามารถจะใส่บาตรพระบิณฑบาตเดินได้ แต่เพียงเท่านี้

บรรดาท่านพุทธบริษัท อาหารก็เต็มหัวเต็มท้าย แกงที่หลวงพ่อปานจะต้องแกงทุกวัน ก็ไม่ต้องแกง พอกินพอใช้ ทั้งนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุญบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วย

ถ้าถามว่าไปบิณฑบาตว่าคาถาอะไร ก็บอกไว้แต่ตอนต้นแล้วว่า อิติปิโส ภควา อรหังสัมมาสัมพุทโธฯ ว่าหมดจบ พายเรือไปก็ว่าเรื่อยไป นึกในใจเรื่อยไป เขาใส่บาตรปั๊บ เวลาที่เขาจะใส่บาตรก็นึกในใจว่า ขอท่านผู้มีคุณ จงมีความเป็นอยู่เป็นสุข มีความคล่องตัวในการทรงชีวิต

แต่ว่าข่าวนี้ไม่ช้าก็ถึงหลวงพ่อปาน เมื่อ 2 เดือนผ่านไปถึงปรากฏ เขามาแจ้งให้หลวงพ่อปานทราบว่า เมื่อก่อนนี้ผมมีการฝืดเคืองมาก หากินไม่สะดวก ค้าขายไม่ดี พอพระ 3 องค์นี่ไปบิณฑบาตเข้า ใส่บาตรท่านเข้า หากินคล่อง ซื้อง่ายขายคล่อง มีกำไรดี พอถึงฤดูกาลทำนา เวลาฝนแล้ง ต้นข้าวเขาไม่ตาย และเวลาจะเกี่ยว ข้าวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเขาก็มารายงานหลวงพ่อปานให้ทราบ

หลวงพ่อปานก็บอกว่า เออ ดีแล้ว พระ 3 องค์นี่เขาดี พอใช้ได้ แต่ญาติโยมก็บอกว่า เคยไปถามท่านแล้ว ท่านบอกว่า ท่านไม่ดี ท่านยังเป็นทาสของนิวรณ์อยู่ หลวงพ่อปานบอกว่า จริงความไม่ดีของเขาน่ะมันดีกว่า พวกเราที่เราดีกันนะ พระอื่นที่ว่าตัวดีน่ะ มันยังดีไม่เท่าเขาเลว เขาบอกว่ามาก เขารู้จักนิวรณ์แต่คนอื่นไม่รู้จัก (นิวรณ์ คือความชั่ว)

การอยู่ที่วัด ก็คุยกันถึงเรื่อง เรียนหนังสือกับท่าน การปฏิบัติกรรมฐาน กับเรียนหนังสือ นี่คู่กัน ครูที่สอนนักธรรมตรีของอาตมา ซื่อ วาด ต่อมาภายหลังเป็น พระครูปริยัติคุณูปการ เจ้าคณะตำบลบ้านแพน (เมื่อปี พ.ศ.2529 ท่านยังมีชีวิตอยู่) ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีมาก

ท่านครูองค์นี้มีคติแปลกจากครูองค์อื่น คือว่า เวลาที่มาสอน ไม่ถือหนังสือมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมปฏิบัติก็ดี หรือวินัยมุขก็ดี ท่านจำมาทุกถ้อยคำ เวลาก่อนที่จะอธิบายต่าง ๆ ท่านจะพูดตามหนังสือเดี๊ยะ เคยเอาหนังสือไปกางดูแล้วเหมือนทุกคำพูด เหมือนกับท่องมา เคยถามท่าน ท่านบอกไม่ได้ท่อง ท่านอ่านแล้วท่านก็จำทุกถ้อยคำ เมื่อว่าไปตอนหนึ่งแล้ว ท่านก็อธิบายให้เข้าใจทราบ อาตมาเรียนกับท่าน

เมื่อเรียนกับท่านแบบนี้ อาตมาเองเป็นคนมีนิสัยลอกแบบ ในเมื่อเห็นครูบาอาจารย์ ท่านทำอย่างนั้นได้ ก็คิดในใจว่า เราก็ควรจะทำบ้าง กลับมาวัด ดูหนังสือจริง ๆ 3 เที่ยว แต่ดูครั้งละ 4 ใบ ดูไปครั้ง ตั้งใจอ่านช้า ๆ จำทุกถ้อยคำ ถึง 4 ใบแล้วก็วาง ประเดี๋ยวหนึ่งวางนิดหนึ่ง

แล้วก็นึกถึงถ้อยคำที่เราจำในหนังสือนั้น จำได้หมด หรือไม่หมด ถ้านึกว่าจำไม่ได้หมด ก็ดูเป็นเที่ยวที่ 2 เมื่อดูเป็นเที่ยวที่ 2 ก็รู้สึกว่า จำได้หมดทุกถ้อยคำ แต่ก็เกิดความสงสัยในบางกรณี ไม่เข้าใจในถ้อยคำนั้น ก็กลับดูอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ 3 ต้องแก้ข้อสงสัยให้ได้ ถ้าแก้ข้อสงสัยไม่ได้ก็ไม่เลิก

ก็เป็นอันว่าสามารถจำถ้อยคำทุกถ้อยคำของหนังสือได้เหมือนครู เวลาครูท่านมาสอนเราก็ฟังท่านเหมือนทุกคำ เวลาเปิดหนังสืออ่านก็เหมือนทุกคำ เป็นอันว่า การดูหนังสือแบบนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ความจริง นักธรรมตรีนี่ อาจารย์วาด หรือพระครูปริยัติคุณูปการท่านสอน แต่ว่านักธรรมโท กับ นักธรรมเอก อาจารย์เชื้อเป็นผู้สอน แต่ว่าท่านอาจารย์เชื้อนี่ตายไปนานแล้ว

ทีนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องการสอบ การสอบมันก็ไม่แปลก บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะจำได้ทั้งหลักสูตร แล้วก็จำได้ทั้งถ้อยคำที่ครูอธิบาย เวลาครูอธิบายจริง ๆ ก็ ตาดู หูฟัง ใจจำ คิดตามไป เขาเรียก สุ.จิ.ปุ.ลิ. เวลาสอบจริง ๆ มันก็ไม่พลาด นี่พูดถึงการศึกษา ที่เป็นอย่างนี้ได้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็อาศัยสมาธิ สมาธิมีความสำคัญมากในการเรียนในการรู้ในการจำ สมาธิ แปลว่าการตั้งใจทำ

ทีนี้ก็มาคุยถึงปฏิปทาที่อยู่ที่วัด หลวงพ่อปานท่านก็คุยให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทฟังว่า พระ 3 องค์นี่เขาเก่ง เขาฝึกธุดงค์เข้าไปอยู่ในป่า กินข้าวกับเทวดา กับนางฟ้าเขาสามารถทำได้

แล้วก็ความจริงก็เปิดเผยขึ้นมา เพราะว่าเวลาที่อาตมาไปบิณฑบาตก็ไปบิณฑบาตกับพระธรรมดา ๆ วันปกติ แต่ว่า เวลาที่จะไปบิณฑบาต ตั้งแต่เริ่มห่มผ้าว่า อิติปิโส ภควาฯ เรื่อย และเวลาไปบิณฑบาตก็ว่าเรื่อยไป จนกว่าจะกลับ ทำอย่างนี้เป็นปกติ

ท่านก็คุยกับบรรดาชาวบ้านให้เขาฟัง บอกว่า พระ 3 องค์นี่เขาไปบิณฑบาตมา แต่เขาไม่กินหรอก เขาถวายพระหมด ก็เป็นสังฆทานไป แล้วเขาเอง เขาก็เข้าที่อยู่ของเขา ในป่าช้าเขาก็บิณฑบาตของเขากิน เขาทำอย่างนี้เป็นปกติ

ก็ถือว่า เขาตั้งใจจริง ญาติโยมที่ได้ฟังก็ต่างคนต่างมอง ต่างคนต่างสนใจเป็นกรณีพิเศษ แล้วท่านก็คุยต่อไปว่า 3 องค์นี่ เขาคุยกับเทวดา คุยกับนางฟ้า คุยกับพรหมเป็นปกติ

ยามปกติอาตมาทั้ง 3 องค์ อยู่ที่วัดเป็นคนพูดน้อย เพราะไม่ค่อยอยากจะพูดกับบรรดาเพื่อนพระด้วยกัน นอกจากมีธุระจำเป็นจริง ๆ ก็คุย หรือว่าถ้าใครเขาคุยประเภทมีเหตุมีผลก็คุย ถ้าไม่อย่างนั้นก็เป็นคนนิ่ง ที่นิ่งเพราะอะไร เพราะว่าบรรดาเพื่อนทั้งหลาย ไม่สนใจในความเป็นพระ พระทั้งหมดจริง ๆ ที่เห็นว่าสนใจในความเป็นพระอยู่ก็

1. หลวงพ่อปาน

2. หลวงพ่อเล็ก

3. พระอาจารย์ฉัตร

3 องค์นี่ สนใจในความเป็นพระจริง ๆ นอกจากนั้น ก็สนใจในความเป็นพระประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์บ้าง 5 เปอร์เซ็นต์บ้าง 1 เปอร์เซ็นต์บ้าง 0 เปอร์เซ็นต์บ้าง จริยาของท่านมุ่งอย่างเดียวคือ โลกียวิสัย

ชอบคุยกันเฉพาะ เรื่องทางโลก ชอบคุยเรื่องความรัก นี่พระหนุ่มชอบคุยเรื่องความรัก และคุยเรื่องความโลภ คุยเรื่องความโกรธ คือ อารมณ์ไม่พอใจ คุยเรื่องความหลงใหลในชีวิต คิดว่าจะร่ำรวยเพราะเรื่องนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ในที่สุด ที่สึกไป เห็นเจ๊งทุกรายไม่มีใครตั้งตัวได้ ฉะนั้นจึงคุยกันไม่ได้

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาก็นึกว่า อาตมาทั้ง 3 คน บ้า ๆ บวม ๆ ในเมื่อเขาเห็นว่าเราเป็นคนบ้า เป็นคนบวม เราก็ไม่สนใจ เราก็บ้าตามเรื่องของเรา เข้าที่พักสบาย ๆ มีอารมณ์สงัด บางเวลาก็คุยกัน 3 องค์ บางเวลาก็แยกกันคุย

แยกกันคุยกับเทวดาบ้าง พรหมบ้างนางฟ้าบ้าง ภุมเทวดาที่เป็นท่านเจ้าที่บ้าง ท่านท้าวมหาราชบ้าง ใครต่อใครตามเรื่องตามราว บางคราวเราก็ย่องไปเที่ยวนรกบ้าง ย่องไปเที่ยวสวรรค์บ้าง ตามความพอใจเพราะว่า ชอบใจในปฏิปทาของพระโมคคัลลาน์ และพระมาลัย

ทีนี้การย่องไปเที่ยวนรกสวรรค์ มันก็ไม่พ้นสายตาหลวงพ่อปาน พอตอนเช้า เวลาที่มานมัสการท่าน ท่านมักจะถามว่า เมื่อคืนนี้ไปที่นั่นมาใช่ไหม ไปที่นี่มาใช่ไหม เป็นอันว่าหลวงพ่อปานท่านรู้ทุกขณะ ก็ถามว่า หลวงพ่อทราบได้อย่างไร

ท่านก็บอกว่า ฉันก็ไม่ได้สนใจเธอ ฉันก็สนใจในเรื่องของฉัน ท่านว่า เทวดาเขาบอก คือว่าท่านเจ้าที่ เทวดาที่อารักขาวัดมีทั้งภุมเทวดา มีทั้งอากาสเทวดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทวดาชั้นจาตุมหาราชมีมาก เทวดาชั้นสูงก็มีเยอะ เขาก็รายงานให้ท่านทราบว่า 3 องค์ ไปพบคนนั้นบ้าง ไปพบคนนี้บ้าง

ทีนี้การไปพบของพวกเรา บรรดาท่านพุทธบริษัทไม่พบเฉย ๆ ชอบถามประวัติความเป็นมาของเขา เรื่องนี้เป็นเหตุอีกอันหนึ่ง ที่หลวงพ่อปานท่าน ก็ชอบคุยกับแขกที่มารักษาโรค แขกที่มาคุยบ้าง บอกว่า 3 องค์นี่ เขาชอบปฏิบัติตามแบบปฏิปทาของ พระโมคคัลลาน์ กับพระมาลัย ชอบถามโน่น ถามนี่

บรรดาญาติโยมทั้งหลายก็อยากจะถามว่า พ่อฉันตายแล้วไปไหน แม่ฉันตายแล้วไปไหน แต่เมื่อเขาถามอย่างนี้ ก็ไม่ตอบ หลวงพ่อปานก็บอกว่า ถ้ารู้ก็ตอบเขาเถอะ ก็บอกว่า ผมยังดีไม่พอ ผมยังมีความเลวอยู่มาก ผมยังตอบเวลานี้ไม่ได้ ถ้าจะให้ตอบ ผิด หรือถูก ไม่รับทราบ ไม่ยืนยัน

แต่ก็ชอบบรรดาญาติโยมทุกท่านที่ต้องการรู้ ไปจุดธูปจุดเทียน นมัสการพระรัตนตรัยก่อน และก็เขียนคำถามมาได้อย่างมากคนละ 3 ข้อ แล้วจะมารับได้ในวันรุ่งขึ้น หรือวันต่อไป หลวงพ่อปานบอก เออ.ก็ดี

เป็นอันว่า เมื่อเขาเขียนมา เราก็ต้องถามว่า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ผิวพรรณเป็นอย่างไร ต้องซักกันก่อน แต่ความจริง ถ้าจะบอกเวลานั้น ก็บอกได้ แต่มันก็ไม่แน่นอนนักเพราะว่าจับได้ว่า บางคน คนยังไม่ตาย ก็ย่องมาถามว่า เวลานี้เขาตายแล้วไปไหน (ตอนนี้นิวรณ์ มันก็เกิด บรรดาท่านพุทธบริษัท นี่มันยังเลวอยู่นะ)

เขาถามว่า ญาติของผมที่ตายแล้วรูปร่างเป็นอย่างนี้ ชื่อนี้ เวลานี้อยู่ที่ไหน ก็มองหน้าหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านก็ยิ้ม ในเมื่อท่านยิ้มแสดงว่า ท่านไม่ชัดคอ ก็เลยบอกว่า โยม ถ้าโยมมีนิสัยโกหกแบบนี้ อย่าพูดกับอาตมาต่อไปนะ เพราะอาตมานี่เพิ่งบวชน้อยพรรษา กิเลสในความเป็นฆราวาสยังมีมาก ในสมัยเมื่อเป็นฆราวาสนั่น ถ้าไม่ชอบใจใครมักจะเตะทันที แต่เวลานี้เกรงใจผ้าเหลืองนะโยมนะ ถ้าไม่เกรงใจ ประเดี๋ยวเตะแล้ว

ถ้าโดนเข้ารูปนี้ หลวงพ่อปานท่านก็หัวเราะ กั้ก ๆ ๆ บอก เออ.ไอ้ลิงดำมันพูดตรงไปตรงมาดี หลวงพ่อชอบ ท่านก็เลยไปสวดอีตาคนนั้นว่า ทำไมจะต้องมาลองพระแบบนี้ แกนี่เลวขนาดนี้เชียวหรือ นี่ต่อหน้าคนประมาณ 2-300 คน แกยังโกหกพระ

ไอ้คนที่แกถามมันยังเลี้ยงควายอยู่ เวลานี้ที่แกถามนี่ มันเลี้ยงควายอยู่ มันตายที่ไหน เล่นเอาตานั่นแกกราบ แกก็จำใจกราบขอขมาโทษ ก็บอกว่า โยม การกราบของโยมนี่ไม่ใช่ศรัทธาแท้นะ มันเป็นการจำใจกราบ อาตมาไม่รับหรอก ไอ้กราบเลว ๆ แบบนี้ (เห็นไหม ญาติโยมพุทธบริษัทความเลวยังมีอยู่มาก อารมณ์ไม่พอใจ)

ในที่สุดก็ต้องหันไปจับภาพพระพุทธเจ้า เมื่อจับภาพพระพุทธเจ้าท่านมีสภาพแจ่มใสดี จิตใจก็ชุ่มชื่นเห็นท่านยิ้ม ก็ชุ่มชื่น ก็เลยคัดเอาแต่เพียงรายชื่อที่เขาเขียนมา ตรงไปตรงมา แล้วก็แบ่งกัน 3 องค์

เมื่อถึงเวลากลางคืน เวลาที่เจริญกรรมฐาน เราก็ทำตามเรื่องตามราวของเราให้มันเสร็จ ไม่ไปห่วงงานของเขา เขาจะให้มาขนาดไหน นี่มันเรื่องของเขา เราจะรู้ หรือไม่รู้ พบหรือไม่พบ ไม่มีความจำเป็น เพราะไม่ได้บวชมาเป็นทาสคนประเภทนี้

แต่ว่าพอถึงวาระจะเลิกจริง ๆ ก็ลองคิดดูว่าคนนี้ เวลานี้อยู่ที่ไหนก็ปรากฏว่าภาพคนนั้นปรากฏขึ้นมาข้างหน้า ก็ถามความเป็นมาของเขาว่า เขาเมื่อสมัยที่มีชีวิตอยู่ มีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ที่ลูกหลานมีความเบื่อ หรือว่าเวลาเมื่อป่วย ก่อนจะตาย มีอาการอย่างไรที่ลูกหลานเข้าใจว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้จำได้ชัด ๆ

เมื่อเขาบอกแล้วก็ถามว่า เวลานี้อยู่ที่ไหน เขาก็บอกที่อยู่ของเขา ถ้าหากว่าเขาอยู่ในนรก เขาจะบอกว่า เขาทำกรรมประเภทนั้นประเภทนี้ ที่ลูกหลานเห็นชัด และกรรมประเภทนี้เป็นเหตุให้เขาลงนรกขุมนั้นขุมนี้ แล้วก็ดูนรก เขามีทุกขเวทนาขนาดไหน

ถ้าเขาเป็นเทวดา เขาเป็นนางฟ้า เขาจะบอกว่า ก่อนจะตายเขานึกถึงบุญอย่างนี้ บุญประเภทนี้บางคนลูกหลานรู้ บางคนลูกหลานไม่รู้ เขาก็เลยบอกว่า บุญที่ลูกหลานรู้เป็นอย่างนี้ เขาเคยทำอย่างนี้แต่ว่าเวลาจะตายจริงๆ ส่วนใหญ่คนที่ไปสวรรค์มักจะใช้คำภาวนาว่า พุทโธ บางรายปากก็ขยับไม่ได้ มือขยับไม่ได้ แต่ใจยังนึก พุทโธ อยู่ แล้วเขาก็ตาย เขาก็ไปสวรรค์กัน

เมื่อทราบเหตุทราบผลดีแล้ว ก็จดบันทึกตามที่เขาบอกมา ตอนเช้า ก่อนที่จะไปบอกบรรดาเจ้าของปัญหาผู้ถาม ก็ต้องไปอ่านรายงานให้หลวงพ่อปานทราบก่อนว่า แบบนี้ถูกต้องไหมครับ บางรายหลวงพ่อปานท่านก็ตอบว่า ถูกต้องแล้ว

บางรายท่านก็บอกเดี๋ยวก่อนเรียกเขามาก่อน ท่านเรียกเขามาแล้ว ท่านก็สอบถามตามความเป็นจริง แล้วท่านก็ยืนยันว่า ถูกต้องให้เขาได้ อาการอย่างนี้ก็ทำเฉพาะกิจไม่มากไม่มายนัก มีบางรายที่เขาเชื่อ เขาก็ถาม ที่เขาไม่เชื่อ เขาก็ไม่ถาม

แต่ว่าถ้าไปถามหลวงพ่อปานเข้า หลวงพ่อปานท่านบอก ท่านไม่มีเวลาจะบอก แต่เวลาที่อาตมา หรืออีก 2 องค์เขียนไปให้เขา ท่านบอก ท่านยืนยันว่า ตรงตามความเป็นจริง นี่ความจริงเขามีหลวงพ่อปานเชื่อ

ทีนี้มันก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่ารำคาญ นั่นก็คือว่า ชาวบ้านบางคนใช้วิธีโตแล้วเรียนลัด อยากจะรู้อะไร อยากจะทำบุญที่บ้าน อยากจะรู้ว่าคนที่ตายไปแล้วจะไปทางไหนบ้าง อะไรก็ตามเถิด แกก็ไม่มานิมนต์ แกจุดธูปนิมนต์ที่บ้าน การจุดธูปนิมนต์ที่บ้านนี่

บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเอง หรืออีก 2 องค์ไม่รู้นะว่า เขาจุดธูป อย่าไปนึกว่า มีตาเป็นทิพย์ เห็นเขาจุดธูป เห็นเขานิมนต์ไม่ใช่อย่างนั้น มันมีความรู้สึกอยากจะไปที่นั่น เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นก็ข่มอารมณ์ได้เพียงแค่ 2 วัน วันที่ 3 ข่มอารมณ์ไม่ไหว ก็ต้องลาหลวงพ่อปาน

บอกว่าหลวงพ่อขอรับ ผมอยากจะไปที่นั่นไม่ทราบว่า เพราะอะไรมันจึงอยากจะไป ไอ้บ้านนั้น ผมก็ไม่เคยไป เคยแต่เห็นเขามาที่นี่ ถ้าไปแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรบ้าง หลวงพ่อปานท่านหัวเราะ กั๊ก ๆ บอก เออ. ลูกศิษย์ของข้า ให้มันฉลาดอย่างนี้สิ (คำว่า ฉลาด นี่หมายถึง โง่ นะญาติโยมนะ)

ท่านก็บอกบ่า ไอ้บ้านนั้นมันจุดธูปเรียกแกมาเป็นวันที่ 3 แล้ว ข้ารู้ข้าไม่บอกแก ข้าก็อยากรู้ว่า แกจะรู้หรือไม่รู้ ก็เลยกราบเรียนกับท่านว่า ผมไม่รู้ แต่มันอยากไป ท่านก็บอกไปเถอะ มันมีประโยชน์ในที่สุดก็ไป ถ้าอยากไปองค์เดียวก็ไปองค์เดียว บางทีก็อยากไป พร้อมกัน 3 องค์ก็มี พอไปถึงที่นั่นเข้าปรากฏว่า

ที่บ้านนั้นเขาทำบุญบ้าง บางทีเขาก็มีการจัดการเลี้ยงพระเล็กน้อย ตามธรรมเนียม เป็นธรรมดา ๆ หลังจากนั้นเขาก็ถามความเป็นมาของ คนตาย ก็ให้ทำปฏิบัติตามนั้น ตามเดิม จุดธูปบูชาพระก่อนเขียนมาแล้ววันรุ่งขึ้นถึงได้คุยกัน

ทีนี้การที่ไปนอนที่ไหน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย มันมีเรื่องสำคัญมาตั้งแต่อายุ 7 ปี เมื่ออายุ 7 ปี มันปรากฏการณ์อย่างนี้มาแล้ว คือว่า บ้านไหนก็ตาม ถ้าไปนอนคืนแรกจะทราบได้ทันทีว่า บ้านนั้นมีคนตายแล้วกี่คน และคนตายประเภทนั้น เป็นอะไรกับคนที่อยู่ที่บ้าน และเวลาที่เขาตายไปแล้วเขามีความสุข หรือมีความทุกข์ เพราะกฎของกรรมอะไร

ที่รู้อย่างนี้ไม่ใช่นั่งกรรมฐาน เป็นแต่เพียงว่า ก่อนจะนอนก็บูชาพระเล็กน้อยเป็นเด็ก ๆ นี่นะ ก็ว่าแค่ อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธฯ จบแม่สอน แล้วก็ภาวนาว่า พุทโธ แล้วก็นอน พอนอนลงไปแล้ว ก่อนจะหลับบรรดาคนที่ตายทั้งหลายเหล่านั้นแหละ มานั่งคุยด้วย เขามาในภาพเดิมของเขา แล้วเขาก็ทำให้ไม่กลัว แล้วก็คุยกัน

ในเมื่อคุยกัน ก็ถามว่า เขาเป็นอะไรกับคนที่บ้านเขาบอกเป็นญาติ เขาเป็นเจ้าของ ก็ต้องถามความเป็นมา บอกว่าคุณ ที่บอกอย่างนี้ฉันเชื่อ แต่ว่าคนอื่นเขาอาจจะไม่เชื่อ ต้องบอกก่อนว่า มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ บางคนก็บอกว่า สร้อยเส้นหนึ่ง หนัก 2 บาทบ้าง 3 บาทบ้าง ผมวางไว้ที่ตรงโน้น วางไว้บนขื่อ แล้วเอากระดานทับไว้แล้วเอาของอื่นเทินไว้ ลูกหลานมันไม่รู้ช่วยบอกมันด้วย บางคนก็บอกอาการอย่างอื่น ซึ่งเป็นความจริง

พอตอนเช้าขึ้นมาก็ถามเจ้าของบ้าน บอกว่า คนที่บ้านนี้ ตายมาแล้วเท่านี้คนใช่ไหม เขาก็ตอบว่า ใช่ ชื่อนั้น ชื่อนี้ใช่ไหม เขาก็ตอบว่า ใช่ แล้วก็ของสิ่งนั้นที่คนนั้นยังไม่ได้บอกให้ทราบไหมว่าอยู่ที่ไหน เขาบอก เขาไม่ทราบ ก็ชี้บอกเขาว่า เมื่อคืนนี้มาบอกว่าอยู่ตรงนี้

ลองรายงานในสภาพต่าง ๆ ว่า ฉันตายไปแล้ว ฉันแค่นึกถึงการทุบหัวปลาตัวเดียว ฉันก็ลงนรกบางคนก็บอกว่า ฉันสุ่มปลา ฉันทอดแห ผมสุ่มปลา ผมทอดแห แต่ว่าเวลาจะตายจริง ๆ ผมนึกเคารพพระพุทธรูปที่มีที่บ้านของผม นึกถึงพระท่าน ตายแล้วก็ไปสวรรค์

นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน ปฏิปทาเดิมเป็นอย่างนี้ แล้วก็ต้องเดินทางกันเรื่อย ๆ การเดินทางแบบนั้นไม่ใช่ว่าจะมีกำไร มันก็ขาดทุนเรื่อย ๆ เหมือนกัน เขาให้หรือไม่ให้ เป็นเรื่องของเขา บางบ้านก็ให้สตางค์มาก บางบ้านก็ให้สตางค์น้อย บางบ้านไม่ให้สตางค์เลย แต่งานเป็นหน้าที่ของเรา ก็ถือว่า เป็นหน้าที่ของเรา

และเรื่องคนตายไปไหน คนชอบถามจริง ๆ แต่ก็มีข้อแม้อยู่ตามเดิมว่า ต้องตั้งใจบูชา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยความเคารพ เวลาเขาจุดธูปบูชา บางคนนั้นมันแกล้งจุดธูปเฉย ๆ แล้วก็ทำปากหมุบหมิบ ๆ

ก็เลยบอกว่า คุณโยม หรือลุง ทำให้ไม่ได้หรอก คนที่ไม่มีความเคารพพระพุทธเจ้าจริง อย่างนี้ไม่ทำให้ แกบอกว่า ผมบูชาแล้วก็เลยบอกว่า นั่นสักแต่ว่าทำท่าเท่านั้น แล้วลุงไม่ต้องทำอีกนะ อย่างไรก็ไม่ทำให้ คนประเภทนี้ คนที่ดูถูกดูหมิ่นพระพุทธเจ้า คบกันไม่ได้ อาตมายอมรับนับถือพระพุทธเจ้าเหมือนพ่อ ท่านเป็นพ่อที่มีพระคุณมาก ถ้าโดนเข้าฉากนี้ก็หลาย ๆ คน ดีไปหลายคน

ก็รวมความว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท การกลับมาอยู่วัดก็เป็นคนบ้า เป็นพระบ้าของคนในวัด แล้วก็เป็นพระบ้าของบรรดาทายก ที่เขาเรียกว่า กรรมการวัด ไอ้พวกทายกมันกินเหล้าบ้าง อะไรบ้าง เราก็ทราบว่า พวกทายกก็ไม่ค่อยชอบใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สตางค์เวลามีงานที ทายกเก็บสตางค์ในที่ต่าง ๆ เขาทำบุญ บางครั้งแกหยิบมาไม่หมด ก็บอกว่า โยม เงินมีขาดเท่านั้นเท่านี้

มีครั้งหนึ่ง ทายกไม่มีเจตนาจะโกง แต่เงินมันไปติดที่ปลายลิ้นชัก แบงค์ 5 บาท มันยู่ยี่มาก ติดที่มุมลิ้นชัก แกกวาด ๆ ไป แกนึกว่าหมดแล้ว มารายงาน แล้วก็นับให้ทราบก็เลยบอกว่า โยม เงินขาด 5 บาทจ้ะ เงินจริง ๆ ต้องเท่านี้ แกบอก หมดแล้วขอรับ

บอกว่าขอให้โยมกลับไปดูใหม่ ผลที่สุด แกไปดึงลิ้นชักมา มันไปติดที่มุมลิ้นชัก แกเลยยกมาทั้งลิ้นชักให้หลวงพ่อปานดู หลวงพ่อปานก็หัวเราะชอบใจ ท่านบอก ไอ้เงินรั่วไหลของวัดนี่ ฉันรู้มานานแล้วนะ แต่ว่าฉันมันโตเกินไป ไม่น่าจะพูด

ทีนี้ต่อนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของเจ้า 3 ตัวนี่ ไอ้ลิง 3 ตัว ไอ้ลิงดำ ไอ้ลิงขาว ไอ้ลิงเล็ก มันพูดได้ในฐานะที่มันเป็นเด็กกว่าพวกแก ทีหลังต่อไปจงอย่าถือเอาเงินของสงฆ์ เป็นของส่วนตัว จะไปซื้อกาแฟ ซื้อเหล้าไม่ได้ เพราะเงินส่วนกลาง เงินลงทุนจ่ายเขามีอยู่แล้ว เงินรับ ต้องเป็นเงินรับ จะเอาเงินรับไปจ่าย ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าต้องการอะไร มาบอกฉัน


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/3/10 at 13:13 [ QUOTE ]



ไปนมัสการหลวงพ่อโหน่ง

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ วันที่ 27 พฤษภาคม 2533 ในตอนก่อน มาเล่าทิ้งไว้ถึงเรื่องภายในวัด ทีนี้เรื่องภายในวัด ความจริงก็มีมาก การปฏิบัติตนในวัดเป็นแบบธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ใช่ ใช้เวลาไปนั่งสมาธิให้ใครเห็น

การทำสมาธิ ก็เป็นเวลา แต่การใช้อารมณ์วิปัสสนา ใช้เป็นปกติ แต่คำว่า ปกติ จะถือว่า เป็นผู้ชนะกิเลสไม่ได้ คือ บางครั้งจิตมันก็เห็นความสวยเป็นของดี บางครั้งจิตมันก็เห็นความโกรธเป็นของดี นี่ใช้ไม่ได้

ก็เป็นอันว่า การปฏิบัติในวัด ถือว่าเป็นสภาพปกติธรรมดา ๆ ไม่ผิดแผก กลับมาในวัดก็ห่มผ้าสีเหลืองตามเดิม ไม่ห่มผ้าสีกรัก เพราะผ้าสีกรักจริง ๆ เขานิยมกันเฉพาะออกธุดงค์ เพราะเวลาไปธุดงค์ ห่มผ้าสีเหลืองตก มันก็เป็นสีขาว และต่อมามันก็จะเป็นสีฝุ่น เพราะฝุ่นจับ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ต้องใช้ผ้าสีกรัก

แต่ว่าเวลานี้รู้สึกจะเปลี่ยนตาลปัตรไปเวลานี้นะ โดยมากเห็นพระท่านนิยมห่มผ้าสีกรักก็เลยกลายเป็นคิดว่า พระทุกองค์เจริญสมถวิปัสสนา แต่ว่าเนื้อแท้จริง ๆ มันไม่ใช่

รวมความว่า ไม่ถือว่าใครผิด ไม่ถือว่าใครถูก ถ้าจะว่าคนห่มผ้าสีเหลืองผิด คนห่มผ้าสีกรักก็ผิด ถ้าจะว่าคนห่มผ้าสีเหลืองถูก คนห่มผ้าสีกรักก็ถูก ก็ให้มันเหมือนกันเสียก็หมดเรื่อง ทำใจให้เหมือนกัน

สีไม่เป็นเรื่องสำคัญ สีผ้าไม่สำคัญเท่าสีใจ ถ้าสีใจของใครใสเป็นเพชรนั่นแหละดีที่สุด เป็นเพชรน้ำหนึ่งที่ไม่มีรอยขีด ไม่มีรอยข่วน ไม่มีตำหนิติเตียน ไม่มีอะไรทั้งหมด สีใจนี่สำคัญ

ทีนี้ต่อไปก็จะขอคุยกันว่า พระที่มีสีใจสะอาด มีท่านหนึ่งคือ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เวลานี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอะไรก็ไม่ทราบ สมัยนั้นเรียก วัดคลองมะดัน อยู่ปลายเขตอำเภอสองพี่น้องขึ้นไป ใกล้สระยายโสม

หลวงพ่อปาน ท่านเวลาออกพรรษาไปแล้ว รับกฐินแล้ว ท่านก็ชวนพระ และญาติโยมพุทธบริษัทจากกรุงเทพฯ มีเรือยนต์ นายละไม เป็นเรือลาก เดินทางเข้าผ่านประตูน้ำบางยี่หน ออกจากประตูน้ำบางยี่หนแล้ว ก็วิ่งไปทางบางใหญ่ เลยบางใหญ่ไปแล้วเรือก็วิ่งลัดทุ่ง

คราวนี้ไม่เข้าประตูน้ำสองพี่น้อง วิ่งลัดไปในทุ่ง (จำทางไม่ได้หรอก ไปเที่ยวเดียว แต่ว่าเรือเขาก็เก่ง) เขาพาไปถึงวัดคลองมะดันก็เป็นตอนเย็น

เมื่อถึงเวลาตอนเย็น ก็ปรากฏว่า หลวงพ่อโหน่งท่านเดินลงมารับหลวงพ่อปานที่หน้าสะพาน ต่างองค์ต่างนมัสการ ต่างองค์ต่างไหว้ ต่างองค์ต่างกราบกัน รู้สึกว่าท่านดีกันเหลือเกิน

พวกเรา ก็กราบ ญาติโยมทุกคนไปก็กราบ แล้วท่านก็พาไปพักที่หอสวดมนต์ของท่าน ซึ่งใหญ่พอสมควร ขณะที่นั่งพักอยู่ หลวงพ่อปานก็โอภาปราศรัย คุยกันตามธรรมดา ๆ บรรดาญาติโยม ท่านก็ทักคนโน้นบ้าง ทักคนนี้บ้างตามสมควร

เมื่อได้เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง หลวงพ่อปานก็บอกฝาก บอกว่า ผมขอฝากพระ 3 องค์นี่ด้วยครับ ถ้ามีอะไรจะต้องตักเตือน โปรดตักเตือนด้วย ถ้าเห็นว่ามีอะไรบกพร่องก็สอนได้เลยครับ ผมขอถวายเป็นลูกศิษย์ พวกคณะเราทั้ง 3 คน ก็เข้าไปกราบท่าน หลวงพ่อโหน่งท่านมองหน้า แล้วท่านก็บอกว่า จะให้สอนอะไร เลยกราบเรียนท่านบอกว่า สุดแล้วแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควรครับ

ท่านถามว่า บกพร่องตรงไหน ก็กราบเรียนตรง ๆ บอกว่า กิเลสทั้งหมด บกพร่องทั้งหมดครับ ท่านยิ้ม ท่านบอก ไม่จริงหรอก ก็มีคุณ 3 องค์นี่เท่านี้แหละ ที่มารายงานตัวผมว่า คุณเลว มีนักปฏิบัติมากมายเยอะแยะ ที่เขาฝึกจากผมบ้าง เขาฝึกจากอาจารย์ปานบ้าง เขาฝึกจากคนอื่นบ้าง เขามาถึง เขาก็บอกว่า เขาเป็นคนดีหมด ตั้งแต่ผมเกิดมานี่ เพิ่งเห็นลูกศิษย์อาจารย์ปาน 3 องค์นี่เท่านั้นแหละ ว่า เป็นคนเลว

แล้วหลวงพ่อปานก็ถามว่า แล้วพากเธอเลวหรือไม่เลวล่ะ หลวงพ่อโหน่งก็บอกว่าเดี๋ยวซักซ้อมกันก่อนสิ ได้ยินว่าเลว หรือไม่เลว คำว่า เลว อาจจะมีคำว่า ดี อาจจะมี ความชั่วอาจจะมี ความดีอาจจะปรากฏแต่เจ้าตัวเองยังไม่ทราบคำว่าดี หรือไม่ทราบคำว่าเลว ที่แท้จริง อาจจะมีความสงสัยอยู่บ้างหรืออาจจะรู้ แต่ว่าแกล้งบอกว่า เลว

ก็เลยกราบเรียนท่านบอกว่า ขึ้นชื่อว่าความดีจริง ๆ ยังมีไม่ถึงขอรับ ท่านถามว่า ความดีจริง ๆ มีไม่ถึง เธอมีความหมายว่าอย่างไร ก็กราบเรียนท่านบอกว่า อจิรัง วตยังกาโย ปฐวิง อธิเสสสติ ฉุฑโฑ อเปตวิญญาโณ นิรัตถังวะ กลิงครัง ข้อนี้ยังไม่ครบถ้วนขอรับท่านหัวเราะใหญ่ ชอบใจ เออ..นี่เป็นคาถาที่พระท่านสอน ที่ใกล้ ๆ กับดอนเจดีย์ใช่ไหม

พวกเราฟังกันแล้ว ก็มองหน้ากัน ท่านบอก ไม่ต้องมองหน้ากัน มีพระ 2 องค์ใช่ไหมล่ะ ก่อนที่จะกลับน่ะ ท่านสอนว่า อจิรัง วตยัง กาโยฯ กับ อนิจจา วต สังขาราฯ ถามว่าหลวงพ่อ ทราบหรือครับ ท่านก็บอกว่า พระท่านเพิ่งบอกฉันเดี๋ยวนี้เอง ท่านบอกว่า ท่านสอนว่า อจิรัง วตยัง กาโยฯ กับ อนิจจา วต สังขาราฯ แต่ว่าพวกเธอทั้ง 3 คนก็ยังบกพร่องอยู่มาก อันนี้ถูกต้อง เธอคิดถูก แต่ทว่าคิดไกลเกินไป

เอาอย่างนี้ดีกว่า ลองถามกันจริง ๆ เถอะ ที่ชาวบ้านเขาว่า ดี หรือไม่ดี ทิ้งเขา ปล่อยของเขา เวลานี้เธอเจอะพระไหม ก็ตอบท่านบอกว่า เจอะพระทุกเวลาขอรับ ถ้ามีอะไรขัดข้อง ถามพระได้ไหม บอก ถามได้ขอรับ แล้วพระตอบให้ฟังรู้เรื่องไหม ก็บอกว่า รู้เรื่องขอรับ พระแนะนำอย่างไร แนะนำแล้วทำตามหรือเปล่า บอก ทำตามขอรับ

ท่านถามว่า ถ้าอย่างนี้ทำไมจึงถือว่า เลว ก็กราบเรียนท่านบอกว่า มันยังดีไม่พอเท่าที่พระท่านสอนนี่ขอรับ ท่านสอนทำอย่างนี้ก็ทำ แต่ผลทางด้านจิตใจมันดีไม่พอ ท่านก็ยอมรับว่าจริง

ท่านก็กันไปหาสององค์ว่า สององค์นี่เดินทางกันคนละทางกับองค์นี้ใช่ไหม สององค์มองหน้ากันแล้วก็นิ่ง ท่านบอกว่า เธอองค์ปรารถนาสาวกภูมิใช่ไหม สององค์ก็ตอบว่าใช่ ท่านถามว่า เวลานี้สังโยชน์ 3 มีการคล่องตัวไหม ทั้ง 2 องค์ตอบว่า ไม่มีอุปสรรคขอรับ ท่านก็เลยหันมาทางอาตมาว่า เธอปรารถนาพุทธภูมิ ก็ทำอารมณ์เปรียบเทียบเข้าไปก็แล้วกัน ท่านก็เลยบอกว่า การพบพระก็ดี พบเทวดา พบพรหมก็ดี พบได้เสมอใช่ไหม

หลวงพ่อปานก็บอกว่า เขาชอบปฏิปทาของพระโมคคัลลาน์ กับพระมาลัยขอรับ ปกติเขาชอบเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้วตอนเช้าก็มาซักซ้อมกับผมว่า ถูกต้องไหม หลวงพ่อโหน่งท่านก็บอกว่า เอ้อ.นี่ดีมาก ๆ อย่างนี้ดีมาก อย่าเชื่อตัวเอง ต้องมีการซักซ้อม หาเหตุหาผลเพราะการเชื่อตัวเองเกินไปมันก็จะเป็น อุปาทาน

ก็รวมความว่า คุยกับหลวงพ่อโหน่งถึงตอนนี้ ท่านก็บอกว่า เอาละ ที่เข้าใจว่าตัวเองยังไม่ดีน่ะ ถูกต้อง แต่ฉันก็คิดว่า ยังดีกว่าคนที่เขาว่า ดี ตั้งเยอะแยะ ตั้งหลายคน เพราะคนหลายคนที่เขามาหาฉัน เพียงเขามาภาวนาว่า พุทโธ ได้นิดหน่อย เขาบอกเขาดีแล้ว

บางคนก็นึกถึงวิปัสสนาญาณตัวเล็กน้อย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขาบอก เขาดีแล้ว แต่ความจริงนั่นเขาก็ดี การภาวนา นึกว่า พุทโธ ถ้าเขายึดไว้ได้ อย่างต่ำเขาก็ไปสวรรค์ได้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นวิสัยแห่ง อรหัตมรรค อรหัตผลได้ คือ เป็นพื้นฐานขึ้นไป แต่มันยังไม่ถึง

ก็เป็นอันว่า คุยกับหลวงพ่อโหน่ง แล้วหลวงพ่อปานก็ฝากท่านว่าในกาลต่อไปถ้าผมไม่มีโอกาสไม่พามาหา แต่ก็จะส่งมาฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อโหน่งก็บอกว่า เอ้า เต็มใจ มาเมื่อไรได้เลย แล้วฉันจะสอนให้ตามที่ต้องการนะ การบรรลุมรรค บรรลุผล ใครสัญญากันไม่ได้

ทีนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโหน่ง ความจริง หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ก็เขียนไว้แล้ว แต่เล่มนี้ควรจะบอกไว้สักหน่อยหนึ่ง ความเป็นมาจริง ๆ ของหลวงพ่อโหน่ง เป็นพระที่ไม่เคยศึกษาธรรมวินัยมาก่อน อ่านแล้วก็อย่าตกใจว่า ไม่รู้อะไรเลยนะ

เมื่อท่านบวชยังไม่ได้พรรษาแรก เพิ่งบวช หลวงน้าของท่านอยู่ที่วัดโพธิ์ ท่าเตียนและหลวงน้าของท่านได้เปรียญ 9 ประโยค เป็นเจ้าคุณด้วย เมื่อท่านบวชพระเสร็จอยู่ไม่กี่วันท่านก็เข้าไปหาหลวงน้าท่านที่กรุงเทพฯ หวังจะเรียนหนังสือ หลวงน้าเห็นพระหลานชายมาก็ดีใจมาก จัดห้องจัดหับให้อยู่

ต่อมาวันรุ่งขึ้น ท่านมีโอกาสก็ถามหลวงน้าว่า หลวงน้าขอรับ หลวงน้าเป็นเปรียญ 9 ประโยค แล้วก็เป็นเจ้าคุณด้วย ตัดกิเลสหมดไหมครับ หลวงน้าฟังแล้วก็ชอบใจ ท่านไม่ตอบ ท่านบอก โหน่ง ลองเข้าไปดูข้างในห้องฉันสิ

หลวงพ่อโหน่งก็เข้าไปดู คิดว่าจะมีตำราแต่ไม่มีหรอก มีโต๊ะหมู่ทองบ้าง โต๊ะหมู่มุกบ้าง งาช้างบ้าง เครื่องประดับประดา สวยสดงดงามมาก แล้วท่านก็ออกมา บอก ไม่เห็นมีอะไรครับ เห็นมีโต๊ะหมู่ทองบ้าง โต๊ะมุกบ้าง งาช้างบ้าง เครื่องประดับต่าง ๆ บ้าง แพรวพราวเป็นระยับ สวยสดงดงาม

หลวงน้า ก็เลยบอกว่า โหน่ง ที่ฉันให้เข้าไปดู ฉันจะได้บอกให้ทราบว่า ถ้าฉันหมดกิเลสของทั้งหลายเหล่านี้มันไม่มี ถ้ามันมี มันก็ต้องไม่ใช่ของฉัน เป็นของสงฆ์ แต่นี่ฉันยังถือว่าของทั้งหลายเหล่านี้เป็นของฉัน

แสดงว่า ฉันได้เปรียญ 9 ก็จริง และเป็นเจ้าคุณก็จริง แต่ว่าฉันไม่ได้เป็นพระอรหันต์ กิเลสไม่ได้หมด หลวงพ่อโหน่งก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นหลวงน้าขอรับ ในเมื่อเรียนถึงเปรียญ 9 ประโยคแล้ว และเป็นเจ้าคุณแล้ว กิเลสไม่หมด ผมก็ไม่เรียนแล้วครับ ผมขอลากลับบ้าน วันรุ่งขึ้นท่านก็เดินทางกลับ (นี่ตามประวัติที่ท่านเล่าให้ฟังย่อ ๆ นะ)

แล้วท่านก็ชี้ไปที่พระอุโบสถ ท่านบอกว่า ที่ตรงนี้มันเป็นดงไผ่ แต่เป็นที่โปร่งหน่อยหนึ่ง ฉันก็มานั่งกรรมฐานตรงนี้ ถึงเวลากลางคืนฉันก็มานั่งกรรมฐานที่นี่ ที่วัดนี้มีการเจริญกรรมฐานฉันคนเดียว แล้วผลที่ได้รับจากบรรดาเพื่อนทั้งหลายก็คือว่า ฉันบ้า

แต่ว่ากรรมฐานที่ฉันเรียนนี่ ฉันไปเรียนกับ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ฉันไปเรียนกับหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อเนียมยืนยัน บอกว่า การปฏิบัติกรรมฐานกับท่านถึงที่สุดแน่

ฉันก็มาเลือกชัยภูมิ เห็นตรงนี้ เวลาหน้าแล้งจัด ดินที่อื่นแตกเป็นระแหง แต่ที่นี่ชุ่มมีความชื้น แล้วนั่งก็เย็น ฉันเลยถือเป็นที่นั่งเจริญกรรมฐาน เวลานั้นฉันบวชเข้าพรรษาที่ 2 อยู่ในพรรษาที่ 2 แต่ยังไม่ครบพรรษาที่ 2 ฉันนั่ง กรรมฐานไป ตอนกลาง ๆ พรรษาจิตก็เริ่มเป็นสุขขึ้นมาทีละน้อย ๆ ปฏิบัติตามที่หลวงพ่อเนียมสอน

ก็หมายความว่า ก่อนที่จะภาวนา อันดับแรกก็นึกถึงวิปัสสนาอย่างอ่อน คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก่อน เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต ของร่างกายของทรัพย์สิน แล้วก็ต่อจากนั้นไป ก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แล้วภาวนา ผลที่ได้ก็คือ อารมณ์เป็นสุข มีจิตสว่างบ้าง มีแสงสว่างบ้าง มืดบ้าง ตามเรื่องตามราวตามธรรมดา แต่ว่าสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ก็คือ มีอารมณ์เป็นสุข

มาคืนวันหนึ่ง ตอนกลาง ๆ พรรษา วันนั้นฝนไม่ตก ฉันนั่งกรรมฐานไป เวลาประมาณสัก 2 ทุ่มเศษ เพราะว่าทุ่มกว่า ๆ มืด ฉันก็เริ่มทำแล้ว ปรากฏว่า มีพระสวย มีพระสงฆ์รูปร่างหน้าตาสวยทรวดทรงดี ผิวเหลือง เนื้อกับจีวร เหลืองคล้ายคลึงกัน แต่จีวรเหลืองมากกว่า เนื้อเหลืองน้อยกว่านิดหน่อย มีรัศมีออกจากกาย มาบอกว่า โหน่ง เธอจงสร้างพระอุโบสถตรงนี้นะ

เวลานั้น วัดนั้นยังไม่มีพระอุโบสถ ท่านก็กราบเรียนพระว่า กระผมเป็นพระหนุ่มขอรับ บวชยังไม่เต็ม 2 พรรษา เกรงว่าญาติโยมจะไม่เชื่อ และประการที่สอง การติดต่อหาซื้อของ ติดต่อหาช่องก็แสนยาก เพราะไม่เคยปฏิบัติมาก่อน

ท่านบอกว่าไม่เป็นไร เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันพระให้ประกาศกับบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่มาทำบุญ บอกว่า อยากจะสร้างโบสถ์ที่ตรงนั้น แล้วก็จะมีคนช่วยตัดไม้นั่งร้านไม้ในป่า มีคนช่วยตัดมา จะมีคนหาทราย มีช่างทำอิฐ แต่ละคนจะต่างคนต่างอาสาทำจนครบ

หลวงพ่อโหน่งท่านก็ประกาศแบบนั้นจริง ๆ วันพระ เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไป ท่านบอกว่า ท่านก็เป็นลูกคนจน ไม่ใช่ว่าพ่อแม่เป็นคนมั่งมี เป็นที่เคารพนับถือ หรือเป็นเจ้าบุญนายคุณใคร แต่ว่าประกาศไปเท่านั้น

คนนั้นก็รับอาสา คนนี้ก็รับอาสา คนนั้นจะตัดไม้ คนนี้จะทำอิฐหาทราย หาแกลบ ต่างคนต่างทำกันจนเสร็จ เมื่อทำอิฐ ทำทรายเสร็จดี เรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างคนต่างช่วยกัน ใครที่เป็นช่างก็ช่วยแนะนำ สร้างพระอุโบสถเสร็จไป 1 หลัง ใช้เวลาเพียง 1 ปีเศษ ๆ พระอุโบสถเสร็จ

ในเมื่อพระอุโบสถเสร็จแล้ว ก็ปรากฏว่า พระประธานยังไม่มี ท่านก็คิดว่า จะปั้นพระประธานแต่ไม่ทราบว่าจะหาช่างที่ไหน ก็ทิ้งไว้ก่อน มีพระพุทธรูปองค์ย่อม ๆ ก็ไปตั้งเป็นประธานเข้าไว้ ก็ปรากฏว่า

เวลานั่งกรรมฐานตอนกลางคืน ก็มีพระองค์เดิม ท่านบอกว่า โหน่ง ช่างที่จะปั้นพระประธานมีอยู่นะ อยู่ที่จังหวัดอยุธยา (อาตมาก็ลืมตำบลเสียแล้ว นึกเชื่อไม่ออก ต้องอ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ตอนนั้นยังนึกออก) ให้ไปปักกลดที่นั้น

ตอนเช้าจะมีคนมาก่อนคนอื่นทั้งหมด ถือขันข้าวมา 1 ขัน นุ่งขาวห่มขาว ผมยาว นั่งจะไม่คุยกับใคร นั่งเรียบร้อย ใส่บาตรแล้วก็นั่งเฉยๆ คนนี้แหละเป็นช่างปั้นพระประธาน ให้คุณโหน่ง ติดต่อกับเขา แล้วเขาก็จะรับเอง ให้ไปในลักษณะธุดงค์

ตอนเช้าหลวงพ่อโหน่ง ท่านเชื่ออยู่แล้วนี่ ท่านก็เอา ตกลง เตรียมตัวออกธุดงค์เดินตัดทุ่งไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ปักกลดที่นั่น ถึงตอนเช้าก็มีคนนั้นจริง รูปร่างหน้าตาทรวดทรงดี ผมขาว ผิวเนื้อขาว นุ่งขาวห่มขาวเสร็จ มีขันข้าว มีแต่ข้าวแต่ว่าไม่มีกับ เดินมาเป็นคนแรก มาใส่บาตรพระธุดงค์ แล้วต่อมาญาติโยมทั้งหลายก็มา

เมื่อหลวงพ่อโหน่งฉันเสร็จ ท่านก็หันไปถามว่า โยม คุณโยมเป็นช่างปั้นพระใช่ไหม โยมนั้นก็ตอบว่า ใช่ ท่านก็บอกว่า อาตมาอยากปั้นพระประธานในพระอุโบสถ เพิ่งสร้างพระอุโบสถเสร็จ ยังไม่มีพระประธาน โยมก็รับปากว่า ผมจะทำให้ ทำถวายขอรับ เต็มใจทำถวาย

เมื่อคุยกันมา คุยกันไป ก็ลืมบอกตำบลที่อยู่ หลวงพ่อโหน่งก็ลากลับ ถอนกลดเดินทางกลับ เมื่อเดินทางมาระหว่างทาง ก็นึกขึ้นมาในใจว่า เอ๊. เราก็ลืมบอกตำบลที่อยู่ให้โยมไปแล้ว โยมท่านจะมาถูก หรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ และเวลาที่นึกได้ก็ใกล้วัดเต็มทีแล้ว เข้าวัดก่อน

ปรากฏว่าตอนเช้า ช่างมาถึงวัดพอดี มาพร้อมกับลูกน้อง รับอาสาทำพระประธานไม่กี่วันนัก ทำพระประธานเสร็จ พระประธานสวยสดงดงาม เรียบร้อย ทรวดทรงดีมาก เป็นที่ถูกใจกันทุกคน

แต่ปรากฎว่า พอทำพระประธานเสร็จ ช่างกับลูกน้องก็เดินทางกลับ โดยไม่บอกให้ใครทราบ หลวงพ่อโหน่งก็ไม่ทราบ พระเณรก็ไม่ทราบ หลวงพ่อโหน่งก็ไม่แน่ใจว่า ช่างเขามีลูกน้อง มันต้องใช้เงินใช้ทอง ก็ใช้วิธีการเดินธุดงค์ไปที่เดิม

พอไปถึง ชาวบ้านก็มาทำบุญ ก็ถามถึงคน ๆ นั้น ชาวบ้านบอกว่า คน ๆ นั้นไม่ใช่คนแถวนี้ครับ วันนั้นผมเห็นเหมือนกัน ผมไม่รู้จัก ไม่ทราบว่าคนที่ไหน ก็รวมความว่า หลวงพ่อโหน่งท่านก็บอกว่า ช่างที่มาทำ ผมก็เพิ่งรู้ทีหลังว่า นั่นคือ ท่านวิษณุกรรมเทพบุตร เป็นคำสั่งของพระอินทร์ท่าน

ทีนี้สำหรับประวัติหลวงพ่อโหน่งมีอยู่ว่า ท่านไม่เคยเรียนแม้แต่นักธรรมตรี ตั้งใจเจริญกรรมฐานอย่างเดียว แต่ว่าเวลาเช้าบิณฑบาตกลับมาแล้ว ท่านก็แบ่งข้าวให้กับโยม ท่านเอาโยมท่านมาเลี้ยงที่วัด เมื่อโยมรับประทานเสร็จ ท่านฉันเสร็จ ท่านก็เทศน์ให้โยมฟัง 1 กัณฑ์

การเทศน์นี่ไม่ต้องการหนังสือ ก็ไปถามหลวงพ่อโหน่งว่า เวลาเทศน์หลวงพ่อเทศน์เรื่องอะไรบ้างครับ ท่านก็บอกว่า สุดแล้วแต่พระท่านให้เทศน์พระให้เทศน์เรื่องอะไร ก็เทศน์อย่างนั้น ท่านดลใจเอง ไม่ต้องนึก ปากก็ว่าไปตามความรู้สึกของใจ

ถ้าเวลาใครไปนิมนต์หลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อโหน่งท่านบอกว่า จะถามพระก่อน พระจะให้ไป หรือไม่ให้ไป ก็จะไป พระไม่ให้ไป รวมความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขึ้น อาศัยพระอย่างเดียว ท่านต้องถามพระก่อน ถ้าพระไม่อนุมัติ ท่านจะไม่ทำเด็ดขาด

ก็เลยถามหลวงพ่อขอรับ คำว่า พระ หมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่ไหม ท่านมองหน้า แล้วท่านก็บอกว่า นี่เฉพาะที่คุณนั่งอยู่เวลานี้ไม่มีใครนะ ถ้ามีคนอื่น ฉันจะไม่ตอบ และเวลานี้ก็มีแต่ ท่านอาจารย์ปาน กับเธอทั้ง 3 องค์ พอพูดกันรู้เรื่อง ฉันก็ ยอมรับว่า คำว่า พระ ก็คือ พระพุทธเจ้า ทุกอย่างที่ฉันจะทำ ฉันทำตามพระพุทธเจ้าสั่งทุกอย่าง


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/3/10 at 08:09 [ QUOTE ]



เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๑

เป็นอันว่า หลังจากไปวัดหลวงพ่อโหน่ง กับหลวงพ่อปานแล้ว ต่อมา ตอนเดือนสาม ปลายเดือน ข้างแรม การเกี่ยวข้าวของชาวบ้านรู้สึกว่าน้อยลงไป ข้าวเหลือน้อย บางรายก็เกี่ยวหมดแล้ว บางรายก็เหลือบ้างเล็กน้อย การออกธุดงค์เวลานั้นไม่เหยียบข้าวไม่เหยียบปลาของชาวบ้านเขา ก็พอไปได้

หลวงพ่อปานจึงมีบัญชาบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเธอก็จงไปหาหลวงพ่อโหน่งไปเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่งอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าพระแต่ละองค์มีความสามารรถไม่เสมอกัน อย่างท่านมีความสามารถไปทางหนึ่ง หลวงพ่อโหน่งมีความสามารถไปทางหนึ่ง แต่ว่าหลวงพ่อโหน่งนี่มีความสำคัญมากที่สุด ยากที่จะหาพระเหมือนได้ นั่นก็คือว่า ติดต่อกับพระได้โดยตรง (คำว่า ติดต่อกับพระ หมายความว่า ติดต่อกับพระพุทธเจ้าก็ได้ ติดต่อกับพระอรหันต์ก็ได้)

ท่านพุทธบริษัทอ่านตอนนี้คงจะมีบุญหลายคน มีบาปหลายคน ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าที่บอกว่า ติดต่อกับพระพุทธเจ้าได้ ติดต่อพระอรหันต์ได้ หลายท่านคิดว่า นิพพานมีสภาพสูญในเมื่อสูญไปแล้วจะพบกันได้อย่างไร (นี่นักตำรา)

แต่ว่านักปฏิบัติที่เขาได้ตั้งแต่วิชชาสาม ขึ้นไป เขาบอกว่า ไม่ใช่ของเกินวิสัย มันเป็นของทำได้แน่นอน เพราะว่า นิพพานนั้นสูญจริง สูญแต่กิเลส สูญแต่ความชั่ว แต่ว่าตัวจริง ๆ คือ กำลังจิตไม่สูญไปด้วย มีความเป็นทิพย์ เขาเรียกว่า ทิพย์พิเศษ ไม่มีการเคลื่อนไหวไปทางไหนอีก (คำว่า ไม่มีการเคลื่อนไหวไม่ได้หมายความว่าไปนั่งปุ๊กเหมือนตุ๊กตา ไม่ใช่อย่างนั้น) หมายความว่า ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ กรรมชั่วที่จะสนองให้มีความทุกข์นั้น ไม่มี

ก็เป็นอันว่า หลวงพ่อปานก็มีพระบัญชาบอกว่า วันมะรืนนี้ คุณทั้ง 3 องค์ ไปหาหลวงพ่อโหน่ง ก็ถามท่านบอกว่า หลวงพ่อขอรับ ไปวันนั้นไปด้วยกันมาก ผมก็ไม่มีโอกาสเข้าใกล้หลวงพ่อโหน่ง นั่งอยู่ไกล ๆ ท่านจะจำได้หรือครับ หลวงพ่อปานท่านบอกว่าฉันติดต่อกันแล้วว่า วันมะรืนนี้จะให้เธอไป 3 องค์ ท่านบอกว่า ท่านจัดห้องไว้ให้แล้ว สำหรับเจริญกรรมฐาน สำหรับพัก

เป็นอันว่า ในเมื่อท่านผู้ใหญ่สั่ง ก็ต้องทำและก็ทำด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าการเจริญกรรมฐานเป็นหน้าที่ของพระจริง ๆ ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างครบถ้วน

1. อธิศีลสิกขา รักษาสิกขาบท คือ ศีล มากกว่าฆราวาส และก็รักษาให้ครบถ้วน

2. อธิจิตสิกขา รักษาสมาธิให้มีการทรงตัวเป็นฌานอยู่เสมอ เป็นการป้องกันนิวรณ์เข้ามารบกวน

3. อธิปัญญาสิกขา นั่นหมายถึงว่า ใช้ปัญญาตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน

แต่ว่าจะตัดได้หมด หรือไม่หมด ก็เป็นเรื่องของจิตใจในเวลานั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะบังคับกันว่าต้องตัดหมด ถ้าตัดหมดได้ก็ดี เพราะการบวชเวลานั้นถือภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า นิพพาน สจฺฉิกิริยา เอต กาสาว คเหต์ว่า ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์มาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

ทั้งนี้เพราะว่า เมื่อปลายพรรษาคิดว่า จะอยู่ หรือจะสึก เมื่อตัดสินใจว่าไม่สึก ก็ตั้งใจเจริญกรรมฐานหนักขึ้น เพราะการอยู่ต้องใช้กรรมฐานเป็นพี่เลี้ยง เพราะถ้าไม่มีกรรมฐานจิตใจมันก็วอกแวก อารมณ์ไม่เป็นสุข

ถ้าจะถามเรื่องกามารมณ์ บรรดาท่านพุทธบริษัท ในเมื่อยังไม่เป็นพระอนาคามีเพียงใด กามารมณ์มันต้องมี ถ้าถามว่า เคยรักผู้หญิงอยากจะแต่งงานกันไหม ต้องขอตอบว่าเคยเห็นผู้หญิงลักษณะดีดี มรรยาทดีดี คิดว่า คน ๆ นี้เป็นคนดี อย่างนี้มีอยู่ แต่ว่าคิดว่าจะแต่งงานจริง ๆ ไม่มี

ในเมื่อถึงวันมะรืนตามที่หลวงพ่อปานสั่ง (คือ สั่งวันนี้ วันนี้ก็เตรียมของ เตรียมกลด เตรียมมุ้ง เตรียมกาน้ำ เตรียมแก้วน้ำ เตรียมย่าม เตรียมผ้าสบง จีวร สังฆาฏิ ผ้าอาบ อังสะ) พอถึงกำหนดวัน ฉันข้าวเช้าแล้วก็ไปลาหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานบอก เออ..ไปได้ เดินทางอย่างนี้นะ เดินทางตัดเข้าเขตบางซ้าย ไปข้ามฟากที่บางซ้ายนอก แล้วก็เดินไปถึงองครักษ์ ข้ามฟากที่องครักษ์ เดินทางตัดไปทางบางใหญ่ ข้ามฟากที่บางใหญ่ แล้วเดินทางตัดตรงไปตอนบ่าย ๆ ก็ถึง เวลานั้นป่ายังมีมาก ก็ไปตามสบาย ๆ

ในที่สุด ก็ไปถึงวัดคลองมะดันเวลาประมาณ 3 โมงเย็นเศษ ๆ อากาศก็ยังร้อน ก็มีความรู้สึกว่า ถ้าหากว่าเราจะเข้าไปหาหลวงพ่อเวลานี้ ท่านอาจจะมีแขก ก็เป็นการไม่สมควร จึงเอากลดวาง แล้วก็นั่งที่โคนต้นพุทรา หลังกุฏิของท่าน พอนั่งเรียบร้อย ท่านก็เปิดหน้าต่างออกมา ท่านถามว่า มานั่งอยู่ทำไมพ่อคุณ คอยมาตั้งแต่เช้าแล้ว เข้ามาที่นี่ได้เลย

ญาติโยม พุทธบริษัท คิดบ้างไหมว่า หน้าต่างของท่านปิด เราไปกันเงียบ ๆ ต้นพุทราห่างจากกุฏิของท่านประมาณ 20 วา นั่งอยู่ที่นั่น พอนั่งเรียบร้อย ท่านก็เปิดหน้าต่าง ออกมาแล้วก็เรียกบอก คอยตั้งแต่เช้าแล้ว นี่เป็นอันว่า หลวงพ่อโหน่ง กับหลวงพ่อปาน ติดต่อกันแล้ว เขาเรียกกันว่า ทางใน (คำว่า ทางใน นี่ก็คือ อภิญญา) ก็แสดงว่า พระทั้ง 2 องค์นี่เป็นผู้ทรงอภิญญาทั้ง 2 ท่าน

เมื่อเข้าไปก็นมัสการท่าน กราบท่านแล้ว ท่านบอกว่าเดินมาเหนื่อยคุณเอ๊ย อย่าเพิ่งคุยอะไรกันเลย เดินมาตั้งแต่เช้าไม่ได้พักกัน ฉันข้าวเวลาเดียว เข้าไปพักที่พักก่อนเถอะ ฉันจัดไว้แล้ว แล้วท่านก็นำไป นำเข้าห้อง 3 ห้องติด ๆ กัน เป็นเรือนไทย

สมัยนั้นมี 3 ห้อง แล้วท่านก็กลับ ท่านบอกว่า ถ้าอยากจะพบฉัน ก็พบในเวลากลางคืนนะ เวลาประมาณ 2 ทุ่มพบได้เลย พักเสียก่อน อาบน้ำอาบท่าพักผ่อนให้สบาย ก็กราบท่าน ท่านก็กลับ พวกเราก็อาบน้ำอาบท่า นอนพักตามสบาย

ถึงเวลา 2 ทุ่มก็ไปหาท่าน ท่านก็บอกว่า เอ้า..พวกเธอ 3 องค์หลับตา ใช้กำลังฌานตามลำดับที่ได้มา ทีนี้คณะอาตมาก็พากันหลับตามใช้กำลังฌานตามลำดับ พอถึงที่สุดของฌานทั้งหมดก็ลืมตาขึ้น ทั้ง 3 องค์ ก็เป็นการบังเอิญ ลืมตาพร้อมกันเพราะได้เท่ากัน ท่านก็ลืมตา(ท่านก็หลับตาเหมือนกัน)

ท่านก็บอกว่าในเมื่ออาจารย์ปานสอนขนาดนี้แล้ว จะเรียนอะไรกับฉัน เขาเรียนกันโดยมากเขาไม่ทำกันถึงนี่หรอกนะ ที่เขามาเรียนกับฉันน่ะ แค่เขาภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ได้ รู้ลมหายใจเข้าออกได้ เขาก็เลิกกันแล้ว นี่พวกเธอทำขนาดนี้ยังไม่เลิกอีกหรือ ก็ถามว่า หลวงพ่อขอรับ ทำขนาดนี้ มันจบกิจพระพุทธศาสนาหรือยัง

ท่านก็ถามว่า เธอมีความรู้สึกว่า เธอจบกิจพระพุทธศาสนาหรือยัง ก็กราบเรียนท่านบอกว่ายังไม่จบขอรับ ท่านก็บอกว่า ในเมื่อเธอมีความรู้สึกว่า ยังไม่จบ มันก็ต้องไม่จบ ถ้าจบก็ต้องมีญาณเป็นเครื่องรู้ว่า เวลานี่เราจบแล้ว

ท่านก็ถามอาตมาว่า คุณ คุณปรารถนาพุทธภูมิใช่ไหม ก็กราบเรียนว่า ใช่ ท่านหันไปถามอีก 2 องค์ว่า ทั้ง 2 องค์ปรารถนาสาวกภูมิใช่ไหม ทั้ง 2 องค์ก็บอกว่า ใช่ ท่านก็บอกทั้ง 2 องค์บอกว่า เออ..สังโยชน์ 3 นี่เธอตัดได้แล้วนะ (นั่นแสดงว่าทั้ง 2 องค์ เป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบัน หรือสกิทาคามี)

ท่านบอกว่า สังโยชน์ 3 นี่ไม่ต้องห่วง พยายามก้าวเข้าไปหาสังโยชน์ 4-5 แล้วก็ 6,7,8,9,10 เลยก็แล้วกัน แต่ค่อย ๆ ทำ แต่ว่าวิชานี้หลวงพ่อปานก็สอนมาแล้วใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ใช่ ท่านก็หันมาถามว่า เธอทำไมถึงปรารถนาพุทธภูมิ ก็เลยบอกท่านบอกว่า หลวงพ่อปานท่านชวนปรารถนาพุทธภูมิ ผมเองก็ไม่อยากปรารถนาพุทธภูมิ ผมมีความต้องการจะเป็นสาวกภูมิมากกว่า

ท่านก็เลยบอกว่า ตั้งแต่สมัยชาติก่อน ๆ มา เธอปรารถนาพุทธภูมิไว้ เวลานี้กำลังพุทธภูมิก็มีความเข้มข้นมาก ใกล้จะจบอยู่แล้ว ก็ควรจะทำให้จบ ก็ถามว่า พุทธภูมิของผมนี่จะจบ หรือไม่จบขอรับ จะต้องเกิดอีกกี่ชาติ ท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปรู้กันปลายมือนะ ถึงเวลาปลายมือ พระจะอนุญาต หรือไม่อนุญาต ถ้าเธอจะลาพุทธภูมิ ถ้าพระอนุญาต เธอก็ออกได้ เป็นสาวกภูมิได้ ในเมื่อเป็นสาวกภูมิ เธอก็สามารถจะตัดสังโยชน์ได้เหมือนเพื่อน ถ้าพระไม่อนุญาต เธอก็ไม่มีโอกาส

ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า พระ คือใครขอรับ ท่านก็บอกว่า พระที่สูงสุดของพวกเรามีองค์เดียว คือ พระพุทธเจ้า แล้วพระที่รองลงมาคือ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลาย นั่นคือ พระ ก็ถามว่า หลวงพ่อเวลาที่หลวงพ่อปฏิบัติแล้วถามพระน่ะ ถามพระองค์ไหนครับ ท่านบอกว่า ฉันถามพระพุทธเจ้าองค์เดียว โดยตรง เฉพาะงานธรรมะ ถ้างานอย่างอื่นอาจจะถามพระสาวกบ้างถามเทวดาบ้าง ถามพรหมบ้าง

ก็กราบเรียนท่านบอกว่าการเรียนถามนี่กระผมไม่ทราบขอรับ อยากศึกษา ท่านก็เลยบอกว่า ฉันเองฉันก็ตั้งใจจะสอนเธอในด้านนี้เหมือนกัน เพราะการถามพระได้ก็ดี ถามพระอริยสงฆ์ได้ก็ตาม ถามเทวดา ถามพรหมได้ก็ตาม ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้า ท่านจะแนะนำทางตรงของเรา เราบกพร่องตรงไหน ท่านจะเตือนตรงนั้น ก็กราบเรียนถามท่านบอกว่า ถ้าจะถามพระจะทำอย่างไรขอรับ

ท่านก็บอกว่า พยายามทำจิตให้บริสุทธิ์ไว้ ถ้าเวลานั้นจิตใจ นิวรณ์ไม่กวนใจก็ดีสังโยชน์ทั้งหลายไม่กวนใจก็ดี เวลานั้นอารมณ์ใจเป็นทิพย์เต็มที่ ถ้าต้องการเห็นพระจะพบพระ จะเป็นพระองค์ไหนก็ได้ หรือว่าจะเป็นเทวดาหรือพรหม นางฟ้าองค์ไหนก็ได้เราจะพบท่าน แล้วก็คุยกับท่านได้ ท่านแนะนำอะไร ปฏิบัติตามนั้น อย่าฝืน

ต่อไปก็กราบเรียนถามว่า เวลาที่หลวงพ่อเทศน์ตอนเช้า ๆ โปรดโยมนี่ หลวงพ่อปานบอกว่า ตอนเช้าเมื่อฉันข้าวเสร็จแล้ว หลวงพ่อเทศน์โปรดโยมทุกวัน วันละ 1 กัณฑ์อย่างนี้หลวงพ่อใช้ตำราอะไรขอรับ ท่านก็บอกว่า ฉันไม่ได้เรียนนักธรรม แม้แต่นักธรรมตรีก็ไม่ได้เรียนในโรงเรียน ฉันดูวินัยมุข ฉันก็ดูหนังสือตามแบบฉบับที่เขาเรียนกันแล้ว ก็อาศัยพระทุกอย่างฉันถามพระหมด

ถ้าพระให้เทศน์ ฉันก็เทศน์ ถ้าพระไม่ให้เทศน์ ฉันก็ไม่เทศน์ กราบเรียนถามท่านว่า ถ้าเวลาพระให้เทศน์ พระท่านสอนหรือขอรับท่านบอกว่า พระท่านสอน แต่สอนทางใจ ไม่ได้สอนทางวาจา คือพระท่านดลใจให้เราพูดเวลานั้นไม่ต้องใช้อารมณ์คิด เมื่อมีความรู้สึกอย่างไร พูดตามนั้น นั่นเป็นลีลาของพระที่ท่านสอน ฉะนั้นวิชานี้ฉันจะสอนพวกเธอ

ก็กราบเรียนถามท่านว่า แล้วก็ฌานสมาบัติที่พวกผมได้กัน มันจะเสื่อมไหม ท่านบอกว่า ถ้าเธอเกาะพระไม่มีอะไรจะเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 องค์นี่ คำว่าเสื่อมไม่มี หมายถึงเพื่อน เพราะเขาตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้ว เธอยังเป็นพุทธภูมิ พุทธภูมิยังมีกิเลสเต็มกำลังพยายามระงับนิวรณ์ให้มาก ท่านก็เลยถามว่า การอยู่ที่วัดบางนมโค เธออยู่ในป่าช้าใช่ไหมทั้ง 3 องค์ ก็กราบเรียนว่า ใช่ แล้วเวลานี้ตามปกติก็หากินกับเทวดา กับนางฟ้าใช่ไหมก็กราบเรียนว่า ใช่

การหากินกับเทวดา กับนางฟ้านี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นการแก้สงสัย บางทีท่านจะไปถามชาวบางนมโค ขอรับรองว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องของอาตมาเขาจะเข้าไม่ได้ แม้แต่พระก็ไม่มีความเข้าใจ ที่มีความเข้าใจได้องค์เดียวก็คือ หลวงพ่อปาน

เพราะว่าเวลาเช้า อาตมาก็ไปบิณฑบาตกับพระ ไปบิณฑบาตกลับมาแล้ว ก็บอกว่า ผมฉันเวลาเดียวขอรับ ฉะนั้นจะต้องไม่ฉันพร้อมกัน และก็ไม่แบ่งอาหารเอามา ก็กลับเข้าป่าช้า เมื่อล้างบาตรเช็ดบาตรเสร็จแห้งดีแล้ว ก็เอาบาตรไปแขวนที่ต้นไม้ยืนภาวนาว่า พุทโธ อยู่ประเดี๋ยวเดียว ก็ปรากฏว่าเทวดา กับนางฟ้า ท่านก็ใส่บาตรให้ มีดอกไม้สวย ๆ 1 ดอก เพียงเท่านี้เราก็ได้ข้าวกินอิ่ม และก็มีความสุข ก็ทำอย่างนี้จริง ๆ ประมาณ 10 ปี

ถ้าจะถามว่า มีพระอะไรรู้เรื่องบ้าง ก็ขอตอบว่า สงวนเป็นความลับ ไม่บอกใครเลยนอกจากหลวงพ่อปาน ถ้าถามว่าทำไมจึงสงวน ก็ต้องตอบว่า การเจริญกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเราไปกล่าววาจาโอ้อวด พระพุทธเจ้าถือว่าเป็น อุปกิเลส เพราะว่าการแสดงตัวว่าเราเองเป็นผู้เจริญกรรมฐาน ห่มผ้าสีกรัก ทำท่าหลับตา ทำท่าสงบเสงี่ยมเกินไป อย่างนี้เป็นการโอ้อวดแสดงออกว่า ฉันเจริญกรรมฐาน พระพุทธเจ้าท่านกลาวว่าเป็นอุปกิเลส ทำไม่ได้ ต้องทำตัวให้เหมือนเขา

ฉะนั้นยามปกติทั้งหมด จะทำตัวเหมือนกับชาวบ้านเหมือนกับพระธรรมดา ๆ ทั้งหมด จะคุยสนุกสนานเฮฮาตามเรื่องตามราวไป ไม่ขัดจังหวะกัน แต่ว่าถึงเวลาของเรา เราก็ทำของเรา

หลังจากนั้นหลวงพ่อโหน่งก็พยายามสอน เมื่อถึงเวลาที่พระท่านมา ท่านก็บอกว่าเวลานี้พระมาแล้ว ทุกองค์จงกำหนดใจดูพระว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ก็บอกรูปร่างกับท่านว่าสีสันวรรณะเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบว่า ถูก แล้วก็บอกว่า เวลานี้ฉันจะเทศน์ละนะ ดูพระท่านจะแสดงอย่างไร

ก็เห็นว่าพระท่านลอยอยู่เฉย ๆ แต่ว่ามีแสง ๆ หนึ่ง พุ่งลงมาที่จิตหลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อโหน่งท่านก็เทศน์เทศน์ไป ๆ พอจบลีลาการเทศน์ แสงนั้นก็ลอยกลับขึ้นไปหาพระ นี่เป็นอันว่า พระท่านสงเคราะห์หรือพระท่านบอก ก็คือใช้แสง หรือฉัพพัณณรังสี รัศมี 6 ประการ สีใดสีหนึ่ง เข้ามาช่วยกำบังใจ ให้หลวงพ่อโหน่งพูดตามความต้องการของท่าน

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/3/10 at 07:52 [ QUOTE ]



เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๒

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ วันที่ 23 มิถุนายน 2533 ก็ขอคุยเรื่องวัดคลองมะดัน กันต่อไป ไปวัดคลองมะดันครั้งที่ 2 คือ วัดหลวงพ่อโหน่ง ไปศึกษาวิชาการที่นั่น

เมื่อไปถึงท่าน ท่านให้นั่งหลับตา เราหลับตา ท่านก็หลับ ท่านสั่งให้เข้าสมาธิตั้งแต่ต้นยันปลาย พวกเราก็หลับตากัน เมือเราลืมตาขึ้น ท่านก็ลืมตา ท่านก็ถามว่า อาจารย์ปานสอนขนาดนี้แล้ว คุณต้องการอะไรอีก

จึงได้ถามท่านบอกว่า การทำได้แค่นี้ ถึงที่สุดความรู้ในพุทธศาสนาแล้วหรือยัง ท่านก็ตอบว่า ยังไกลมาก ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องศึกษาต่อ ถ้าจะไม่จบ ก็ให้มันใกล้จบเข้าไป ค่อย ๆ ทำตามกำลังที่จะพึงทำได้ ท่านก็พอใจ ท่านถามว่า สิ่งที่ต้องการจริง ๆ คืออะไร

ก็เลยกราบเรียนท่านตรง ๆ บอกว่า ตามที่หลวงพ่อปานบอกว่า หลวงพ่อจะทำอะไรต้องถามพระก่อน เมือพระอนุญาตให้ทำ ก็ทำ พระแนะนำทางไหน ทำตามนั้น ถ้าพระสั่งว่า สิ่งนี้ไม่ควรทำ หลวงพ่อจะไม่ทำ ผมอยากจะศึกษาวิชานี้ขอรับ

ท่านก็บอกว่า เธอต้องการในสิ่งที่ง่ายเกินไปเสียแล้ว ก็กราบเรียนถามท่านว่า ทำไมจึงง่าย ท่านก็บอกว่า ตามธรรมดานี่ เธอเจริญกรรมฐานใช้อารมณ์พุทธานุสสติใช่ไหม ก็กราบเรียนว่า ใช่ ท่านถามว่าเคยเห็นภาพพระพุทธรูปไหม ก็ตอบว่า เคยเห็น

ท่านถามว่า เคยเห็นภาพพระใหญ่แล้วครั้งหนึ่งใช่ไหม ก็ตอบว่า ใช่ แล้วทุกวันนี้ เวลานี้ก็เห็นพระพุทธเจ้าทุกวันใช่ไหม ก็ตอบว่าใช่ การเห็นพระ เธอทำไมจึงไม่ถามท่าน ถามในสิ่งที่ควร ท่านจะบอก ถ้าสิ่งใดที่ไม่ควรเราก็อย่าถาม ถ้าถาม ท่านไม่บอก

กราบเรียนบอกว่า ตามตำราไม่มีขอรับ ท่านเลยบอกว่า จริง ตำราเขาไม่มี แต่ว่าเราทำกันได้ ตำราท่านคงจะไม่เขียน เพราะเขียนแล้วก็เกรงว่า คนจะคิดว่าเป็นสิ่งเกินวิสัย เพราะเขาเข้าใจว่า พระนิพพานมีสภาพสูญ เมื่อสูญแล้วก็ไม่มีอะไรหมด

และคนเขียนตำราในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่สูญจากนิพพาน คำว่าสูญจากนิพพาน ก็เพราะว่า เขาถือว่า นิพพานสูญ เขาก็เลยไปนิพพานกันไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเข้าใจว่า นิพพานสูญอย่างเดียว ทุกสิ่งก็เจ๊ง

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อเธอเห็นพระท่าน ถ้าเธอต้องการจะถามอะไร แต่สิ่งที่จะถามต้องเป็นประโยชน์นะ ต้องเป็นคุณ ต้องเป็นประโยชน์ มีเหตุมีผลพอ ก็กราบเรียนท่านบอกว่า จะยอมรับปฏิบัติตามนั้นขอรับ

ท่านถามว่า จะอยู่พักสักกี่คืน ตอนนี้ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ไม่แน่นอนนักครับก็คิดว่า อย่างน้อยก็ 7 วัน หรือ 15 วัน ท่านก็บอกว่า ตามใจ 7 วันก็ได้ 15 วันก็ได้ พอใจเมื่อไรก็บอกฉัน กลับได้ หลังจากนั้นท่านก็แนะนำกรรมฐาน

การแนะนำกรรมฐานบรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ไม่ต่างกับหลวงพ่อปานเลย เหมือนกันทุกอย่าง เว้นไว้แต่ถ้อยคำที่พูดบางคำ จะต่างกันนิดหน่อย แต่ใจความเหมือนกันหมดแนะนำสิ้น ๆ ทีนี้ถ้าจะไม่กล่าวเสียเลย คนก็จะสงสัย ท่านแนะนำก็คือ

1. จงละนิวรณ์ 5 ประการ นิวรณ์ 5 ประการนี่ ขออย่าได้ยึดถือมัน เราหลีกมันไม่ได้มันกวนใจเราเสมอ เป็นของธรรมดา ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ต้องระงับมันได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่เธอทำสมาธิ นิวรณ์มันไม่กวน กำลังใจดีพอแล้ว

ประการที่ 2 ศีลบริสุทธิ์

ประการที่ 3 รักษาไตรสรณคมน์ให้ดี ด้วยความเคารพ

ประการที่ 4 กายคตาสติ ต้องมีความรู้สึกว่า ร่างกายของเราดูตามความเป็นจริงว่าในร่างกาย ตรงไหนมันดีบ้าง จะดูผิดหนัง นึกถึงไส้ ถึงปอด ถึงตับ ถึงไต อุจจาระ ปัสสาวะ ที่มันอยู่ข้างในว่า อะไรมันดีบ้าง ดูคนอื่น ก็ดูเหมือนกับดูตัวเรา เห็นผิวพรรณปั๊บก็ดูข้างในว่าตับไต ไส้ปอด อยู่ตรงไหนบ้าง มีน้ำเหลือง น้ำหนอง มีอุจจาระ ปัสสาวะ

และอีกประการหนึ่ง สิ่งที่เราต้องทำกันจริง ๆ เอาแน่นอนละไม่ได้จริง ๆ นั้นคือบานมี 10 บารมี 10 ประกานี้ต้องท่องจำให้ได้ เขียนเอาไว้ข้างที่นอน (เหมือนหลวงพ่อปานเปี๊ยบเลย เขียนไว้ข้างที่นอน) พอตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่าวันนี้ บารมี 10 จะไม่เคลื่อนไปจากเรา

ประการที่สอง สังโยชน์ 10 สังโยชน์ 10 ประการนี่ ท่านหันหน้ามาทางอาตมาท่านบอกว่า ถึงแม้ว่าเธอจะปรารถนาพุทธภูมิเธอก็จงอย่าลืมว่า คำว่า พุทธภูมิ หมายถึงว่าเรียนวิชาครู การที่จะเป็นครูเขา ถ้าเราไม่มีความเข้าใจ เราจะสอนเขาได้อย่างไร

มันต้องฝึกสังโยชน์ 10 ด้วย ค่อย ๆ ทำ ทำสังโยชน์ 3 ก่อน ให้ได้แน่นอน เมื่อได้สังโยชน์ 3 แล้ว ค่อย ๆ คลำสังโยชน์ 5 ไปอีก 2 แล้วต่อ ๆ ไปคลำไปถึง 10

ก็ถามท่านว่า ถ้าคลำไปถึง 10 ไม่ได้เป็นพระอรหันต์หรือขอรับ เพราะผมปรารถนาพุทธภูมิ ท่านบอกว่า เธอต้องทำ จะเป็นหรือไม่เป็น ต้องทำ ทำให้ช่ำชอง แล้วตัดให้ได้เพราะถึงอย่างไรก็ดี เธอมีความจำเป็นจะต้องใช้ เพราะถ้าเราไม่ตัดสังโยชน์ 10 ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังโยชน์ 3 ประการตัดไม่ได้ เราไม่สามรถจะพ้นอบายภูมิได้ อย่างน้อย ๆ การปรารถนาพุทธภูมิ ไม่ควรจะลงนรก (ความจริงที่ท่านสอนนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเราฟังกันจริง ๆ ท่านสอนให้เป็นพระอรหันต์นั่นเอง)

ก็เป็นอันว่า ท่านสอน และแนะนำให้ปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้ว ก็กราบท่าน ท่านก็บอกว่า ต่อนี้ไปปฏิบัติตามความพอใจนะ จะเอาตรงไหนก่อนก็ได้ ดีทั้งหมด ก็กราบท่าน

กลับเข้าที่พัก ก็นั่งคุยกัน คุยกันถึงการที่ท่านแนะนำ บรรดาเพื่อนทั้งหลายก็บอกว่าอันดับแรก เราต้องถามพระให้ได้ เพราะว่าการถามพระ พระทุกองค์ที่เป็นผู้ใหญ่เหมือนกันหมด

หลวงพ่อปานมีอะไรสำคัญที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่า พระบอกท่านพระครูอุดมสมาจารย์ เป็นพระกรรมฐานที่มีความสำคัญ ถ้ามีอะไรท่านก็บอกว่าพระบอกว่าอย่างนี้ หลวงพ่อจงก็บอกว่า พระบอกว่าอย่างนี้ ถ้าพวกเราไม่สามารถจะถามพระได้ แล้วก็ไม่สามารถจะให้พระบอกได้กรรมฐานเบื้องต้น เราก็ยังใช้ไม่ได้ก็รวมความว่า เรายังไม่ได้กรรมฐานเบื้องต้น

ทีนี้ก็มีปัญหาว่า การถามพระ จะพูดกันรู้เรื่องไหม เห็นหลวงพ่อโหน่งท่านกำลังนั่งว่าง ๆ ก็เข้าไปกราบใหม่ ถามว่า หลวงพ่อขอรับการถามพระนี่ ผมสงสัยว่า กำลังใจของพวกผมยังไม่แน่นอนนัก การถาม ถามด้วยวาจา หรือถามด้วยกำลังใจ

ท่านบอกว่า ถ้ากำลังใจเวลานั้น สมาธิวิปัสสนาญาณเข้มแข็ง ก็ถามด้วยกำลังใจนั่นแหละแต่มันจะมีคล้ายๆ เสียง มันจะมีความรู้สึกเหมือนกับเสียงออกมาแล้วก็รับฟังตามนั้น ถามตามนั้น ถ้ากำลังใจเวลานั้น อ่อนไปหน่อยหนึ่ง มันจะเกิดความรู้สึก เจอะพระเข้าปั๊บ นึกถามท่าน ความรู้สึกเกิดขึ้น ให้เชื่อความรู้สึกครั้งแรกทันที นี่อย่างอ่อน

แล้วก็ต้องสังเกตตัวเองด้วยว่าการรับฟังมาแล้วนั่น ผิดหรือถูก ผลจะมีตามนั้นไหม อันนี้ต้องสังเกตให้ได้ จำให้ได้อย่าถามแล้วก็เชื่อเลย ถามแล้วต้องสังเกตว่า วันพรุ่งนี้จะมีอะไรบ้าง อย่างนี้ต้องถามบ่อย ๆ จะมีคนมาหา หรือจะมีภาระกิจ หรือจะมีอะไรสำคัญ เอาจุดใดจุดหนึ่งอย่างเดียว อย่าไปถามเรื่องลาภสักการะ เพียงเท่านี้ ถ้ามันตรงทุกวัน ก็ใช้ได้ อย่างอื่นก็ตรงหมด เข้าใจแล้วก็กราบลาท่านมา

ต่อมาถึงเวลากลางคืน ท่านก็เข้าไปเจริญกรรมฐานในโบสถ์ พวกอาตมาก็ไปที่กอไผ่มีกอไผ่อยู่กลุ่มหนึ่ง ไปนั่งที่กอไผ่ เอาผ้าอาบปู แล้วก็เอาย่ามทำหมอน นอนที่นั่นสบาย ๆ ทำกรรมฐานแบบเป็นสุข อันดับแรก ก็จับ พุทธานุสสติ กับอานาปานสติ ก่อน

การจับพุทธานุสสติ บรรดาท่านพุทธบริษัท คำว่า พุทธานุสสติ หมายถึงว่า นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ อันนี้ก็ขอบอกกันไว้ก่อนเลยว่า การนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ทำเป็นปกติ ทุกวัน และทุกเวลา แม้จะนั่งคุยกับเพื่อน ก็นึกถึงภาพพระพุทธเจ้า เห็นภาพพระพุทธเจ้าในอกบ้าง ถ้าคุยกับใคร จะนึกเห็นภาพพระพุทธเจ้าในอก กับในสมอง

แต่ว่าในอกเห็นภาพเป็น 2 องค์คือ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในสมองจะเห็นภาพพระพุทธเจ้า 2 องค์คือ สมเด็จพระพุทธทีปังกร กับสมเด็จพระพุทธกัสสป ตามความรู้สึกของจิตมันเห็นตามนั้นนะ

ถ้าถามว่า เห็นกี่วัน ก็ต้องขอตอบว่าเห็นมาตลอด ทั้งเวลานี้ ก็ยังเห็นอยู่เหมือนกัน แล้วก็เวลาเดินไปไหนมาไหนก็ตาม เรื่องภาพพระพุทธเจ้านี่ จะไม่ห่างกันเด็ดขาด จะเห็นทั้งข้างใน และเห็นทั้งข้างนอก แต่ว่าการจะถามท่าน ถามไม่เป็น วันนั้นก็ไม่ลองกัน

วิธีลองทำอย่างไรทำกรรมฐานตั้งแต่เริ่มต้น จับอานาปานสติให้ทรงตัว แล้วก็ใช้พุทธานุสสติ คือ ภาวนาว่า พุทโธ จนกระทั้งจิตเป็นฌานเต็มกำลัง ฌาน 1, ฌาน 2, ฌาน 3, ฌาน 4, ฌาน 5, ฌาน 6, ฌาน 7, ฌาน 8 พอถึงฌาน 8 แล้วก็ลองถอยหลังมาฌาน 7, ฌาน 6, ฌาน 5 มาหยุดอยู่ฌาน 4 พอถึงฌาน 4 ก็หย่อนอารมณ์มานิดหนึ่ง ถึง อุปจารสมาธิ

(คำว่า อุปจารสมาธิ ก็เหมือนกับที่เขาฝึกมโนมยิทธินี่แหละ ถ้าคนสมัยนี้ที่เขาได้มโนมยิทธิ เขาทำตามที่เล่ามานี่ เขาจะดีกว่าอาตมามาก เพราะเวลานั้น อาตมามีความรู้ยังไม่เท่ากับพวกที่ฝึกมโนมยิทธิในเวลาปัจจุบัน เวลาปัจจุบันนี้ ลูกศิษย์ที่ได้มโนมยิทธินี่เก่งกว่าเยอะเห็นภาพพระชัดเจนแจ่มใส ไปนิพพานก็ได้ เขาเก่งกว่า แต่การเก่งกว่า ทะนงว่าเก่งกว่าไม่ช้าก็เจ๊ง แต่ว่าคนใดไม่ทะนง ใช้ให้ถูก ก็ใช้ได้)

ก็รวมความว่า หลังจากนั้นแล้ว เมื่อเอาจิตลดลงมาถึงอุปจารสมาธิ กำลังฌาน 4 คุมจิต มีอารมณ์ทรงตัว นิวรณ์ไม่กวนใจ ก็กราบทูลถามองค์สมเด็จพระจอมไตร คือ พระพุทธเจ้า เห็นท่านนั่งงามสง่าอยู่ข้างหน้าสวยงามมาก แล้วก็แย้มพระโอษฐ์ ท่านถามว่าอยากจะคุยกับพระใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่าอยากจะคุยกับพระขอรับ

ท่านบอกได้เลยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มีอะไรถามฉันได้ แต่ว่าจงทิ้งอุปาทาน นะ (คำว่า อุปาทาน คือ อารมณ์จิตที่คิดไว้ก่อนว่า ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างโน้น ระวัง)

และประการที่สอง การที่จะพบพระพุทธเจ้าได้จริง ๆ ต้องใช้กำลังวิปัสสนาญาณให้มีความเข้มข้น มีความเบื่อหน่ายในร่างกายจริง ๆ เห็นทุกข์ในร่างกายจริง ๆ แล้วก็มีความต้องการละร่างกายจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นจะพบพระพุทธเจ้าอย่างดี (คำว่า อย่างดี ก็หมายความว่า ของแท้)

ถ้าหากว่ายังมีอุปาทานครอบงำอยู่ ระวัง กิเลสมารจะเข้าครอบงำ มารจะแปลงตัวเป็นพระพุทธเจ้า มีสภาพแจ่มใส แล้วก็จะพูดคล่องกว่าพระพุทธเจ้า เขาจะบอกทุกอย่างแต่มันไม่ถูก มันถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง จงจำอารมณ์ไว้ว่า อารมณ์วันไหนมีสภาพอย่างไรถามแล้วได้รับคำตอบตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง วันต่อไป ถ้าอารมณ์ไม่ดีถึงขนาดนั้น จงอย่าเชื่อ จงอย่าถาม จะถามต่อเมื่ออารมณ์ดีถึงที่สุดก่อน

ก็เป็นอันว่า เป็นการฝึกการถามพระ ท่านพุทธบริษัทคงคิดว่า ถามอะไรในวันนั้นก็ถามท่านว่า วันนี้หลวงพ่อโหน่งสอนแปลก ในเมื่อข้าพระพุทธเจ้าเองปรารถนาพุทธภูมิ แต่ว่าท่านสอนให้ปฏิบัติในสังโยชน์ 10 ประการ ตัดสังโยชน์ 10 ประการให้ได้ พระท่านก็ยิ้ม ท่านก็บอกว่า มีความจำเป็น ถ้าเราไม่ทรงบารมี 10 ให้ครบถ้วน ไม่สามรถชำระสังโยชน์ 10 ประการให้สะอาดจากใจ ความปรารถนาใดใดในเรื่องนิพพาน ของเราจะไม่มี

ก็ถามท่านว่า ตามธรรมดา คนที่ปรารถนาพุทธภูมิ ก็ยังจะไม่เป็นพระอริยเจ้าใช่ไหม ท่านบอกว่า ใช่ ก็ถามท่านว่า ถ้าบังเอิญตัดสังโยชน์ขาด เป็นพระอริยเจ้าไป จะไม่ผิดสัจจะหรือท่านบอก ก็ไม่มีอะไรผิด การเป็นพระพุทธเจ้าก็ไปนิพพาน การเป็นพระอริยสาวกก็ไปนิพพาน

ขอให้สรุปตัวเองว่า เราต้องการนิพพานดีกว่า ถ้าเราเป็นพระพุทธเจ้าได้ เราก็จะสอนคนให้ไปนิพพาน และวิชาที่จะสอนคนให้ไปนิพพานคือ บารมี 10 กับสังโยชน์ 10 ปฏิบัติในบารมี 10 ให้ได้ครบถ้วน ละสังโยชน์ 10 ให้ได้ครบถ้วน อันนี้เราต้องรู้ไปก่อน นั่นหมายความว่า จิตเราสามารถจะระงับสังโยชน์ได้ แต่มันไม่เด็ดขาด นั่นคือ พุทธภูมิถ้าตัดได้เด็ดขาด ก็เป็นพระอริยเจ้า เรียกว่า บรรลุความเป็นพระอริยเจ้ากัน

ท่านพูดแล้วท่านก็ยิ้ม ๆ ท่านก็บอกว่า เธอจงสนใจในสังโยชน์ 10 และสนใจในบารมี 10 ให้ครบถ้วน เพราะว่าสัญญาใดที่มีมาในกาลก่อนที่จะเกิด สัญญานั้นยังไม่ขาด ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามสัญญา ก็ถามท่านว่า สัญญามีอะไรขอรับ ท่านบอกว่า มันไม่ใช่จะรู้เวลานี้ เวลานี้ไม่ใช่เป็นเวลารู้สัญญา เป็นการรู้การฝึกปฏิบัติให้มันถูกต้อง ปฏิบัติให้มันตรงตามความเป็นจริง

หลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ต่อนี้ไปจงตั้งใจรักษาสัจจะ คือ

1. บารมี 10 จะปฏิบัติให้ครบถ้วนจริง ๆ

ประการที่ 2 จะค่อย ๆ ตัดสังโยชน์ สังโยชน์ 3 ข้อ จะตัดให้ได้ทรงตัว

ต่อไปก็สังโยชน์ 5 ข้อ จะตัดให้ได้ทรงตัว

สังโยชน์ 10 ข้อ จะตัดให้ได้ทรงตัว

ก็ถามว่า จะตัดให้ได้ทรงตัวจะใช้เวลานานไหมขอรับ ท่านบอกว่า ก็ต้องใช้กำลังกันเป็นเวลา 10 ปี ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ไม่ใช่ปีหน้า ไม่ใช่ปีโน้น สำหรับเธอ ตัวเธอนี่จริง ๆ จะต้องใช้เวลาเกิน 20 ปี

เวลานั้นก็บวชเข้ามา 2 พรรษาแล้วจะเข้าพรรษาที่ 2 เป็นพรรษาที่ 1 คือ ออกจากพรรษาที่ 1 แล้ว ถึงเดือน 3 ยังไม่เข้าพรรษาที่ 2 แต่ต้องว่าไปอีก 20 ปี ถามท่านว่า เมื่อเวลานานแบบนั้น ไม่ต้องการได้ไหม เอาเฉพาะด้านพุทธภูมิ

ท่านบอกนี่แหละเป็นหลักการของพุทธภูมิ พุทธภูมิก็ต้องมีบารมี 10 ครบถ้วน และก็มีจิตละเอียดในสังโยชน์ 3 ประการ, 5 ประการ,10 ประการ จะต้องเข้าใจในสังโยชน์ทุกประการจึงจะเป็นได้ หลังจากนั้นท่านก็ลากลับ หายไปเลย

เมื่อพระพุทธเจ้าที่ท่านลอยมาหายไป ท่านสวยมาก ท่านมาใหญ่เท่าเดิม หน้าตักประมาณ 8 ศอกเศษ ๆ สวยมาก พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใสที่ใครเขาว่า พระพุทธเจ้าไม่ยิ้มนี่ไม่จริงหรอก ทรงแย้มพระโอษฐ์สวยมาก หลังจากพระพุทธเจ้าไปแล้ว จิตก็ชุ่มชื่น ไม่อยากหลับ จิตใจชุ่มชื่นที่ได้คุยกับพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก หมายความว่า ครั้งก่อน ๆ อาจจะพูดบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่หลักวิชาการ


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/3/10 at 09:19 [ QUOTE ]



เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง ตอนที่ ๓

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้คงเป็น วันที่ 23 มิถุนายน 2533 ตามเดิมมาคุยกันต่อไป

หลังจากที่จิตตกลงนิดหนึ่ง กำลังสมาธิลดลงมาถึงอุปาจารสมาธิ ความรู้สึกมันก็เกิดขึ้นทันที ตามกำลังของปัญญาของสมาธิ ที่ท่านบอกว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ ปัญญาก็เกิด ปัญญาตัวเกิดตัวแรกก็คือ ปัญญาจับ กายคตาสติกรรมฐาน เพราะว่า กรรมฐาน 40 นี่ ปฏิบัติกันไม่ได้แน่นอนนะญาติโยม สุดแล้วแต่ว่าอันไหนขึ้นมา จับอันนั้น ต้องศึกษากันครบ 40 มีประโยชน์มาก

อันดับแรก จิตจะล้วงเข้าไปถึงตับ ไต ไส้ ปอด ตั้งแต่หัว ถึงเท้า ถ้าหนังมันลอกไปแล้ว จะมีความรู้สึกอย่างไร มีแต่เนื้อ เลือดไหลซิบ ๆ คำว่า สวย ของคน หมดกันตรงนี้แล้วก็ต่อมา ถ้าลอกเนื้อออก จะมีความรู้สึกอย่างไร เหลือแต่โครงกระดูก แต่ข้างในยังมีตับ ไต ไส้ ปอดอยู่ ถ้าตับไต ไส้ ปอดหมดแล้ว จะเหลือแต่กระดูก ก็พิจารณากันไม่ยาก

ทุกอย่างเมื่อเห็นแล้ว ก็มีความรู้สึกว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายทั้งหมดนี้มันเป็นธาตุ 4 แบ่งเป็น อาการ 32 และมันเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก อย่างนี้เป็นกายคตาสติ

แล้วในที่สุดมันก็สลายตัว เป็น อนัตตา อันนี้เป็นวิปัสสนา จิตมันก็เห็นชัดด้วยกำลังของฌาน มีอารมณ์ผ่องใส สดชื่น มีความดีใจว่า เวลานี้เราเพิ่งรู้จักของจริง เรามุ่งเฉพาะสมถภาวนามานาน ทำกันถึงฌาน 8 คือ รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 นี่เรายังไม่มีดีอะไรเลย ยังวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่แค่รูปฌาน และอรูปฌานก็ไปหลงคำยอของคนอื่น พระอื่นที่เขาทำมาก่อนเขาบอกว่าเก่งแล้วดีแล้ว ๆ นี่เรามันโง่ จะไปโทษท่านไม่ได้ เพราะเรามันโง่เอง

ในเมื่อมาพบกับของจริงเข้าอย่างนี้ จิตใจก็ชุ่มชื่น คิดว่า ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความเลวอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องการมีต่อไป ทีหลังอารมณ์นี้มันก็จับอารมณ์ใจ เห็นใครเข้าปั๊บเห็นผิวนอก ก็เห็นข้างในหมด มันมีความรู้สึกเหมือนกันหมด เห็นข้างในแล้ว ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่า ทุกคนต้องตายหมด คืนนั้นทั้งคืนเกือบไม่หลับ มันมีธรรมปีติ

แต่ว่าในตอนเช้ามือ ประมาณสักตี 3 ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงบอก คุณเสียงที่พูดนี่เคยเป็นแม่คุณนะ จำวัดเสียเช้าจะงง อย่าทรมานมากเกินไป การเพลิดเพลินเกินไปเป็นการทรมานกาย จะขัดต่อคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผลที่จะพึงได้ มันก็จะไม่ได้

ก็ถามว่า ทำไม่จึงจะหลับ เวลานี้จิตมันฟูเหลือเกิน ท่านก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น แม่จะทำให้หลับ เอนกายลง ไม่เห็นตัว พอเอนกายลง ท่านบอก จับอานาปานสติ ก็ทิ้งภาพ กายคตาสติ จับ อานาปานสติ นึกถึงพุทธานุสสติ พอนึก พุท หายใจเข้า โธ ออก แค่นั้นเองหลับ เมื่อหลับแล้วก็พ้นไป

พอตอนเช้า ฉันเช้าเสร็จ ก็มาคุยกันหน่อยหนึ่ง ฉันเช้าที่ไหน ขอตอบว่า ฉันเช้าในป่าเวลานั้นมันยังเป็นป่าเยอะ ดินแดนเมืองสุพรรณป่าเยอะแยะ เป็นป่ามาก มีทุ่งน้อย ก็เอาบาตรแขวนกับต้นไม้ จับพุทธานุสสติกรรมฐานเห็นภาพพระพุทธเจ้า เห็นท่านยิ้ม ท่านถามว่ามีอะไรจะคุยไหม

(ความจริงเห็นภาพอย่างนี้ เห็นทุกวัน แต่คุยไม่เป็น ความโง่ของคน มันเป็นอย่างนี้คนที่เขามาคุยกับอาตมาบ้าง มาศึกษากรรมฐานบ้าง เขาคงคิดว่า คงฉลาดมาก แต่ความจริง โง่บัดซบ โง่แสนโง่ พบพระพุทธเจ้ามานานพูดไม่ได้ ถามไม่ได้)

ท่านก็ถามว่า เมื่อคืนนี้มีความรู้สึกอย่างไร ก็เลยกราบเรียนท่านบอกว่า มีธรรมปีติสูงมาก ท่านบอกว่าระวังนะ ปีติ ถ้ามากเกินไป มรรคผลจะไม่เกิด เพราะอารมณ์ปีติฟู ปีติ ถ้าน้อยเกินไปมรรคผลก็จะไม่เกิด ต้องมีกำลังใจแค่พอดี ๆ

จึงกราบเรียนถามท่านว่า คำว่า พอดี แค่ไหน ท่านบอกว่า แค่อารมณ์จิตเป็นสุข อย่าให้ฟูเกินไป อย่างเมื่อคืนนี้ฟูเกินไปไม่อยากจะเลิก อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องถอยหลังก็รับปากท่าน ที่ท่านสอน

เมื่อท่านพูดจบ ก็มีเสียงบอกว่า บาตรมีอาหารครบแล้วครับ เป็นเสียงผู้ชายแต่ไม่เห็นตัว ก็ลืมตาขึ้นมา บาตรมีอาหารครบ มีดอกไม้สวย ๆ 1 ดอก ต่างองค์ต่างก็ฉันข้าวกัน เมื่อฉันข้าวเสร็จ ก็เดินจงกรมเดินไปเดินมา เดินมาเดินไป ตามสบาย ๆ ให้ร่างกายหายเครียด ร่างกายคลายเครียดแล้วก็นั่ง หลังจากเที่ยง ถึงเวลาที่หลวงพ่อโหน่งออกมารับแขก

เมื่อเห็นว่าเป็นเวลาพอสมควร เวลาประมาณบ่าย 3 โมงก็เข้าไปกราบท่าน เมื่อเข้าไปกราบท่าน ท่านก็ถามว่า เมื่อคืนนี้พบพระแล้วใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่า เรื่องพบพระ นี่พบทุกวัน ตั้งแต่เจริญกรรมฐานมา วันแรกก็พบพระเรื่อย แต่ว่าไม่เข้าใจเรื่องการถามพระ ท่านบอกว่า นี่มันเป็นหน้าที่ของอาจารย์ปานท่าน ที่ท่านไม่บอกเธอเพราะอะไรรู้ไหม

เพราะว่าหน้าที่การบอกเธอ คือ ฉัน เราเคยทำบุญร่วมกันมา แต่หน้าที่ของใครก็หน้าที่ของใคร หลังจากนี้มีความพอใจหรือยังว่า การถามพระได้ บอกว่า พอใจแล้วครับ ท่านก็เลยบอกว่า การปฏิบัติกรรมฐาน ต้องถามพระทุกขั้น ทุกตอนนะ

อะไรที่ได้มา เขาเรียกกันว่าอะไร อย่างนี้ถูกต้องแล้วหรือยัง ถูกหรือผิด ถ้าผิดพลาด จะทำอย่างไรในการแก้ไข ให้ถามพระโดยตรง อย่าถามใคร แต่ว่าอย่างอาจารย์ปาน หรืออย่างอาจารย์จง นี่ถามได้ ไม่ผิด แต่คนอื่นอย่าเพิ่งไปถามเข้า เพราะว่าหลวงพ่อเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเขาได้ชั้นไหน

ถ้าบังเอิญไปพบกับคนที่เขาได้จริง ๆ มันไม่ผิด ถ้าไปพบกับคนที่ไม่ได้จริง ๆ เขาจะแนะนำว่า อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เฝือ การเห็นภาพพระเป็นจิตเลื่อนลอย การเห็นนิพพานมีจริงเป็นของเลื่อนลอย อย่างนี้เธอก็จะผิดทาง ก็รับปากท่าน ท่านบอกว่า ต้องทำทุกวัน ถึงแม้ว่าฌานสมาบัติที่เธอได้ก็เหมือนกัน เมื่อทำอารมณ์ถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้น วิปัสสนาญาณมันจะเข้า ปัญญามันเกิดเอง

คำว่า วิปัสสนาญาณ คือ ปัญญา ที่รู้แจ้งเห็นจริง มีความเข้าใจตามความเป็นจริง อย่างเมื่อคืนนี้ที่เธอเห็น กายคตาสติ ร่างกายเป็นทุกข์ ร่างกายน่าเกลียด ลอกหนัง ลอกเนื้อ เอาตับ ไตไส้พุงออก อย่างนั้นเป็นกายคตาสติ และอสุภกรรมฐาน แล้วเธอก็นึกถึงความตาย หรือการสลายตัวซึ่งเป็น อนัตตา

นี่เป็นอันว่า ไม่ได้บอกท่าน ท่านรู้ ท่านบอกว่า นี่แหละเป็นตัวปัญญาที่เกิดจากสมาธิมันตั้งมั่นดีแล้ว ขณะที่สมาธิตั้งมั่น มันจะไม่คิดอะไร มันจะมีสภาพดิ่งของมันทรงตัวก็ปล่อยไป อย่าฝืน (คนที่เคยมาถามบ่อย ๆ ว่า จิตดิ่ง ทำอย่างไร ๆ จำไว้ด้วยนะ) ปล่อยให้ดิ่งไปตามนั้น

สักครู่หนึ่งจิตมันจะลดตัวเอง กำลังสมาธิจะลดตัว ในเมื่อสมาธิลดตัวมาถึงอุปจารสมาธิ อารมณ์ก็จะเกิด ความรู้สึกจะเกิด ความรู้สึกตัวนี้เป็นตัววิปัสสนาญาณ เป็นตัวปัญญา จะเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเต็มไปด้วยความทุกข์ ถ้ามันจะเกิดมุมไหน ก็จับเฉพาะมุมนั้นนะ มันดีทุกมุม

รวมความว่า การฝึกกับหลวงพ่อโหน่ง ฝึกจนคล่องอยู่ที่นั่นใช้เวลา 15 วัน ก็ไปลาท่านกลับ ท่านถามว่า แล้วจะมาอีกไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่าสุดแล้วแต่หลวงพ่อปาน ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้น เธอก็ยังไม่ได้มาอีกนาน ถ้าจะมาก็จวนฉันจะตายนั่นแหละ ใกล้ ๆ เวลาที่ฉันจะตาย เธอจะได้มากับหลวงพ่อปานอีกครั้งหนึ่ง

ก็กราบเรียนท่านว่า ท่านจะตายก่อนหลวงพ่อปานหรือขอรับ ท่านบอกว่า ใช่ พระท่านบอกว่า ฉันจะตายก่อนหลวงพ่อปาน แต่ไม่เป็นไร มีอะไรมาถามกันได้เลยนะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน การเดินไปเดินมาเป็นของยาก เราไปพบกันที่ต่อหน้าพระก็แล้วกัน

ถ้าเธอเห็นพระเมื่อไร นึกถึงฉันเมื่อนั้น ฉันจะพบกับเธอทันที ที่ข้างหน้าพระเธอมีอะไรถามฉันได้ ถ้าฉันไม่เข้าใจ พระท่านจะตอบแทน แหม..เป็นโชคหนัก แต่บรรดาท่านพุทธบริษัทสังเกตดูให้ดีนะว่า การศึกษากันทั้งหมดนี่ไม่พูดกันถึง เรื่องฤทธิ์ เลย เรื่องการเหาะเหินเดินอากาศนี่ ไม่ได้มีการศึกษากัน

ทีนี้ก็มีคนหลายคนคุยว่า อาตมาเก่ง เก่งกว่าความเป็นจริงเยอะ ที่เขาคุยกันนะแต่ความจริงเรื่องฤทธิ์นี่ไม่ได้คิดว่าจะเหาะ คิดว่า ทำอย่างไรจะคุยกับพระได้ คุยกับพระถูก

ที่นี้มาก็ขอเล่าเรื่องหลวงพ่อโหน่งสักเรื่องหนึ่ง คือ หลวงพ่อปานท่านเล่าให้ฟังนี่หลวงพ่อปานท่านพูดเองนะว่า สมัยหนึ่ง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดมหาธาตุฯ คือ หลวงพ่อเฮง เวลานั้นท่านเป็นพระราชาคณะ ยังไม่ได้เป็นสมเด็จฯ

ท่านจะไปฝังลูกนิมิตที่วัดปากคลองสองพี่น้อง (วัดนี่จำไม่ได้แน่อน) ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าคณะมณฑล แล้วในงานนั้นเขาก็ต้องนิมนต์หลวงพ่อโหน่งมาด้วยเป็นของธรรมดา ถึงเวลากลางคืน ตอนที่เขาจะทำนิมิตกัน พระทุกองค์มาหมด แต่ว่าขาดหลวงพ่อโหน่งองค์เดียว

เป็นอันว่า หลวงพ่อโหน่งไม่มา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดมหาธาตุฯ (หลวงพ่อเฮง) ท่านก็บอกกับพระทั้งหลายว่า ถ้าหลวงพ่อโหน่งไม่มา เรายังทำกันไม่ได้ เพราะว่าหลวงพ่อโหน่งเป็นพระที่มีความสำคัญมาก การที่เราทำ มันอาจจะผิดวิธีการก็ได้ ตามตำรานี่ ตำราเขาเขียนถูก แต่ความรู้สึกของเราอาจจะผิด

แต่ความจริง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(เฮง) ใคร ๆ ก็ยอมรับนับถือว่าเป็นนักตำราจริง ๆ มีการแตกฉานในพระไตรปิฏกจริง ๆ ทุกคนก็ต้องคอยในเมื่อหัวหน้าบอกให้คอย ก็ต้องคอย คอยจนกระทั้งยันเช้า หลวงพ่อโหน่งยังไม่มา ก็ไม่มีใครทำกัน

พอตอนสายประมาณ 3 โมงเช้าหลวงพ่อโหน่งมา ในเมื่อหลวงพ่อโหน่งมา หลวงพ่อเฮง ท่านก็เรียนถามหลวงพ่อโหน่ง ท่านเห็นหลวงพ่อโหน่ง (ท่านเข้าไปกราบหลวงพ่อโหน่งนะ ท่านไม่ได้คิดว่า ท่านเป็นเจ้าคณะมณฑล อันนี้ต้องคิดให้ดี พระชั้นดีนะ หลวงพ่อเฮงนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ ไม่ใช่ดีแต่ตำรา ด้านจิตใจสมาธิก็ดีมาก)

ท่านเข้าไปกราบหลวงพ่อโหน่งในฐานะที่เป็นอาวุโสกว่าท่าน ท่านก็ถามว่า เมื่อคืนนี้ทำไมไม่มาครับหลวงพ่อ พวกผมคอยกันจนสว่าง ท่านก็เลยบอกว่า พิธีกรรมที่ทำนี่ ที่กำหนดว่าจะทำ พระท่านบอกว่าผิด ทำไม่ถูกท่านไม่ให้ผมมา ให้มาตอนสาย ผมก็เลยมาตามคำสั่งของท่าน

หลวงพ่อเฮงก็ถามว่า (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นะ) พระสั่งว่าอย่างไรขอรับท่านก็บอกว่า พระสั่งว่าต้องทำแบบนี้ แล้วสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เฮง) ก็ให้พระจดทันที(เลขานุการจด) ช่วยกันจดพิธีกรรมต่าง ๆ เมื่อจดเสร็จ สั่งทำตามพิธีกรรมนั้นทันทีทันใด ท่านบอกว่า อย่างนี้ถูกแน่นอน

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ความจริงพระสมัยนั้นท่านดีจริง ๆ พระดีมีมาก แต่ขึ้นชื่อว่า ของธรรมดาในโลก บรรดาท่านพุทธบริษัท มันเป็นของคู่กัน เมื่อมีความดีแล้วก็ต้องมีความชั่ว มีความชั่วแล้วก็มีความดี มีคนรู้จริง ก็ต้องมีคนรู้ไม่จริง คนรู้ไม่จริงมี ก็ต้องมีคนรู้จริง คนรู้อย่างประเภทหยิ่งยะโสโง่แกมหยิ่ง ประเภทนี้ก็ต้องมีประจำโลกเหมือนกัน ก็เป็นของธรรมดา ๆ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ คนในโลกก็ไม่มี ไปนิพพานกันหมด

ก็รวมความว่า หลังจากนั้นก็ลาหลวงพ่อโหน่งกลับ เมื่อลาหลวงพ่อโหน่งกลับวัดมาถึงที่วัดก็มาเจอะของดีอีก เราจะเรียกกันว่าอย่างไรดี ก็เจอะพระชั้นดี ลูกศิษย์หลวงพ่อปานบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าไปที่ไหนมีคนยกย่องสรรเสริญ เคารพนับถือ บูชาสักการะเลี้ยงดูอย่างดีมาก

แต่ว่าที่ดีจริง ๆ มีปริมาณน้อยเหลือเกิน เพราะอะไร เพราะว่าวิชาที่หลวงพ่อปานสอนไม่เอาหรอก อย่างสมถวิปัสสนานี่ อาตมาจำได้ ในสมัยนั้นก็มี พระสำรวย คือพระครูธรรมโสภิต วัดสร้อยทอง องค์หนึ่ง ที่สนใจกรรมฐานจริง ๆ แล้วก็ หลวงพ่อเล็กเกสโร อาจารย์ฉัตร 3 องค์นี่เอาจริง

นอกนั้นก็เป็นลิงหลอกเจ้า คำว่า ลิงหลอกเจ้านี่หมายความว่าไม่เอาเลย เรียนนักธรรมบาลีก็ไม่อยากจะเรียนแต่การงานชอบทำเพราะไม่ต้องเรียน อย่างนี้เราจะพบดีกันที่ไหน

ในเมื่อเข้าไปวัดก็เจอะของดีเข้าซิ บรรดาพระพวกนี้แหละ เอ้า. อรหันต์มาแล้วโว้ยคนเก่งแล้ววะ เอ้า..พวกเราใครอยากจะดูอะไร ใครอยากจะดูแสดงฤทธิ์ ก็ต้องยิ้ม เขาว่าอย่างไร เราก็ยิ้ม ที่ยิ้มเพราะอะไร ยิ้มเพราะว่า เราดีใจว่า เรารู้แล้วว่าพวกนี้เขาจะไปไหน

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะกำลังใจเราคุมพระจิตใจเห็นพระตลอดเวลา พอเขาพูดปั๊บ เห็นภาพในอดีตของเขาลงไปนอนจมในอเวจีมหานรก ไฟลุกพึ่บ ๆ ๆ มีหอกร้อย หอกเสียบดิ้นรนไม่ไหว เราก็ยิ้ม เราคิดว่า นี่เราจะไปเถียงกับสัตว์ในอเวจีอย่างไร ถ้าเถียงกับเขา ดีไม่ดี เราก็ลงอเวจีไปด้วยคน

ถ้าด่ากันฝ่ายเดียว ฝ่ายหนึ่งด่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่ด่า ถ้าขึ้นสถานีตำรวจ ฝ่ายที่ไม่ด่า ไม่ต้องเสียเงินค่าปรับ ถ้าด่าด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ถูกปรับทั้ง 2 ฝ่ายนี่ก็เหมือนกัน ในเมื่อเขาเลว ถ้าเราไปเลวตามเขา ไปโกรธเขา เราก็เลว เราก็ต้องไปนรกกับเขาด้วย เราก็ยิ้ม พอพวกเรายิ้มมันก็บอกว่า นั่นแน่..เห็นไหม คนธรรมดา ถ้าพูดอย่างนี้ เขาต้องเถียง ไอ้นี่มันบ้า ๆ บวม ๆ ใครเขาพูดอย่างไร ก็เอาแต่ยิ้มอย่างเดียวอย่างนี้เขาเรียกว่า บ้ายิ้ม เขายังเอาอีก

ต่อมาเมื่อเดินเข้าไป เห็นหลวงพ่อปานกำลังรับแขก ก็เข้าไปกราบท่าน ท่านก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรทั้งหมด เพราะท่านกำลังคุยกับแขก เรากราบท่าน ท่านก็ยกมือรับไหว้ เราก็ยังไม่เข้ากุฏิก่อน เข้าไม่ได้ ในเมื่อท่านยังไม่พูด ยังไม่สั่ง ในเมื่อท่านคุยกับแขกจบเรื่องท่านก็ถามว่า วิชาคุยกับพระได้มาแล้วใช่ไหม บรรดาพวกแขกเขาก็ตะลึง เขามองดูเขาถามว่าคุยกับพระอย่างไรขอรับ

หลวงพ่อปานท่านบอก คำว่า คุยกับพระ ก็คือ พูดกับพระพุทธเจ้าการที่พบพระพุทธเจ้าได้ก็ดี พบเทวดา หรือพรหม นางฟ้าได้ก็ดี เป็นของดี แต่ก็ยังไม่ดีจริง ถ้าจิตเราเลว ทีนี้การพบพระได้ เราจะถามได้ว่ากรรมฐานที่เราทำ หรือข้อวัตรปฏิบัติที่เราทำมันดี หรือไม่ดี มันถูก หรือมันผิด ถ้าสิ่งใดที่มันยังพร่องอยู่

สมมติว่าเวลานี้บารมีเรายังพร่อง เรายังมีบารมีชั้นสวรรค์ชั้นกามาวจร เราอยากจะเป็นพรหม เราจะทำอย่างไร ท่านจะบอกให้สั้น ๆ ง่าย ๆ แล้วก็ปฏิบัติตามท่าน เพียงแค่นี้ ประเดี๋ยว 2-3 วันก็ได้ ถ้าเราต้องการจะไปนิพพาน จะทำอย่างไร ท่านก็จะบอกให้แบบสั้น ๆ เฉพาะที่พร่อง เพราะบุญบารมีทุกคนทำมาแล้ว อย่างไหนมันเต็มแล้ว ท่านก็บอก ไม่ต้องทำ อันนั้นมันเต็มแล้ว รักษาไว้ไม่ต้องทำใหม่ ทำสิ่งที่มันบกพร่องให้มันเต็ม

ในสมัยพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เวลานั้นสมเด็จพระบรมครูเทศน์ไม่ยาก เทศน์คนฟังง่าย ๆ อย่างเทศน์ให้ เปสการี ฟังว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยงขอเธอทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต คิดว่าความตายจะมีกับเราวันนี้ไว้เสมอ และทุกคนให้นึกถึงพระไตรสรณาคมน์ รักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ (อันนี้แถม) เพียงเท่านี้เธอก็เป็นพระโสดาบัน เพราะอะไร

เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเขาพร้อมแล้ว มันขาดเท่านั้นที่นี้ถ้าเราเจริญกรรมฐาน พบกับพระได้ คุยกับพระได้ เขาถือว่า เป็นการเจริญกรรมฐานที่ได้อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ผลที่จะพึงได้จริง ๆ ถ้าบุคคลใดได้อาจารย์ที่ไม่ใช่มนุษย์ บุคคลนั้นมีหวังไปนิพพานในชาตินี้ ถ้ากรรมอย่างอื่น กรรมชั่ว ไม่มาลิดรอน ไม่มาตัดทอนเขา เขาสามารถจะไปนิพพานได้

ก็มีโยมผู้ชายคนหนึ่งถามว่า พระทั้ง 3 องค์นี่ พบพระได้แล้วหรือยัง ท่านก็บอกว่าฉันสอนให้เขาพบพระได้ตั้งแต่วันแรกบวช เขาก็พบ แต่ว่าเขาคุยกับพระไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจ ถ้าฉันจะบอกเขา ฉันก็บอกได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของฉันมันเป็นหน้าที่ของหลวงพ่อโหน่ง ที่จะต้องบอก เพราะทั้ง 3 องค์นี่ เขาเคยบำเพ็ญบารมีร่วมกันมา ร่วมกับฉันเขาก็ร่วม ร่วมกับหลวงพ่อโหน่งเขาก็ร่วม แต่หน้าที่ในการบอกจะต้องเป็นหลวงพ่อโหน่ง ฉันก็ให้เขาไปหาหลวงพ่อโหน่ง เขาก็ไปหาหลวงพ่อโหน่ง เขาก็เรียนมาแล้ว

ท่านก็หันมาถามว่า เวลานี้คล่องตัวแล้วใช่ไหม ก็ตอบท่านว่า คล่องแล้วครับ ญาติโยมทั้งหลายก็ถามว่า การคุยกับพระทำอย่างไรขอรับ ก็บอกว่าโยมถามหลวงพ่อปานก็แล้วกัน อาตมาเป็นลูกศิษย์ เพิ่งจะได้เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ ยังเป็นคนที่ไม่ถึงความดี อย่าเพิ่งถามกันเลย

หลวงพ่อปานก็บอกว่า จริงอย่าไปยุ่งกับพระท่าน เอ้า..คุณทั้ง 3 องค์กลับไปกุฏิได้นะตามสบาย ตอนเช้าจะไปบิณฑบาตก็ได้ ไม่ไปบิณฑบาตก็ได้ แต่การบิณฑบาตกับต้นไม้ของเธอให้ทำตามปกติ และธุดงค์ 13 ให้เลือกปฏิบัติตามชอบใจนะ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/4/10 at 08:01 [ QUOTE ]



เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม ตอนที่ ๑


วันนี้ตรงกับ วันที่ 26 มิถุนายน 2533 บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท หลังจากกลับมาจากวัดหลวงพ่อโหน่งแล้ว ก็อยู่วัดไม่นานนัก ถ้าจะถามถึงวิธีปฏิบัติ ก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบ การปฏิบัติปฏิบัติกันแบบสบาย ๆ แต่สิ่งที่มีความสำคัญอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า

พระพุทธรูป หรือว่ารูปพระพุทธเจ้าอย่าให้ห่างจากใจ เราจะคุยกับใครก็ตามจะทำอะไรก็ตาม เว้นไว้แต่ว่าเอาใจไปเรียนหนังสือ ดูหนังสือ ฟังสวดมนต์ ถึงแม้ว่าฟังสวดมนต์ อย่าเอาใจห่างจากพระพุทธรูป หรือว่ารูปพระพุทธเจ้า ก็รวมความว่า จับรูปพระเป็นอนุสสติเป็นอันดับแรก และต่อมา เจริญวิปัสสนาญาณ การเจริญวิปัสสนาญาณนี่ไม่ได้ทำจริงจัง

คำว่า ไม่ทำจริงจัง ก็หมายความว่า ไม่ใช่ไปนั่งเครียดใช้อารมณ์ธรรมดา ๆ ตามที่ท่านสอนมา เรานั่งอยู่ที่ไหน ก็เห็นทุกข์ที่นั่น ตามอริยสัจ การนั่งก็เป็นทุกข์ การนอนก็เป็นทุกข์ การยืนก็เป็นทุกข์ การเดินก็เป็นทุกข์ ค่อย ๆ เห็นทุกข์ อย่าเห็นแรงนัก

และเวลาเห็นคนก็จงอย่าดูเฉพาะผิวภายนอกของคน หรือดูผิวภายนอกก็อย่าดูเฉพาะที่สะอาด แต่เนื้อแท้จริง ๆ ร่างกายของคนเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ค่อย ๆ เห็น แต่บางทีมันก็ย่องไปเห็นคนสวยเหมือนกัน สาว ๆ บางทีก็เห็นสวย แต่ถ้าดูนาน ๆ ชักเริ่มไม่สวย ทั้งนี้ก็เพราะว่าจิตมันชินนึกเห็นโน่น นึกเห็นนี่ นึกเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริง ก็เลยคิดว่า ไม่สวยถ้าจะถามว่า อย่างนี้ หลวงพ่อปานชมว่า ดี หรือยัง ก็ต้องตอบตามความเป็นจริงว่าหลวงพ่อปานยังชมว่า ยังใช้ไม่ได้

ต่อมาไม่ช้าไม่นานเท่าไรนัก ท่านก็บอกว่า ต่อแต่นี้ไปเธอจงไป วัดน้อย ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ในเขตของอำเภอบางปลาม้า วัดน้อยอยู่ในเขตอำเภอบางปลาม้า ใกล้อำเภอท่าพี่เลี้ยง (อำเภอท่าพี่เลี้ยง ก็คือ อำเภอเมือง) ใกล้จะสุดเขตอำเภอบางปลาม้า หลวงพ่อเนียม อยู่ในฐานะ อาจารย์ของหลวงพ่อปาน

การไปสมัยนั้นจะไปเรือจ้างจะไปเรือเมล์ มันหายากเหลือเกิน ทางที่ดีจริง ๆ ก็ต้องไปธุดงค์ การไปธุดงค์ก็ไม่หนัก เพราะธุดงค์จนชินข้ามฟากจากวัดบางนมโค เดินตัดตรงมาตลาดบ้านแพน เดินตัดตรงไปประตูน้ำเจ้าเจ็ดหลังจากนั้นก็ตัดตรงไปอำเภอบางปลาม้า ใช้เวลาพักเวลากลางวันประมาณ 2 วันก็ถึงวัดหลวงพ่อเนียม

เรื่องความเป็นมาของหลวงพ่อเนียม ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทอ่านเอาในหนังสือประวัติหลวงพ่อปานก็แล้วกัน แต่ว่าจะพูดถึงวิธีสอนของท่านสักนิดหนึ่ง เพราะในสมัยนั้นไม่ได้พูดถึงวิธีสอนมากมายนัก วิธีสอนของท่านก็คือว่า

เมื่อวันที่สามผ่านไปแล้ว พอวันที่สี่ก็ปรากฏว่าท่านให้ไปหาในโบสถ์ ทีนี้ ในช่วงนั้นหลวงพ่อเนียมจริง ๆ อายุเห็นจะใกล้ 80 ปี (เรื่องอายุนี่ก็ไม่แน่นอน ไม่ขอยืนยัน) ท่านแก่มาก ท่านนุ่งผ้าอาบผืนเดียว เอาผ้าอาบอีกหนึ่งผืนมาคล้องคอ ไปทางไหนก็มีไม้เท้าคือไม้อันหนึ่ง ไม้เท้า ก็ไม่เป็นรูปไม้เท้า แต่ว่าคืนวันนั้นที่ไปหาหลวงพ่อเนียม ท่านนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูป ห่มผ้าเรียบร้อย ทรวดทรงสวยสดงดงาม ผิวเหลืองอร่าม สวย หน้าตาอิ่มเอิบ ท่านมีความหนุ่มคล้ายกับคนอายุประมาณ 28 ปี หรือ 30 ปีที่มีเนื้อเต็ม พอเข้าไปแล้วก็สงสัย เอ๊ะ.. จะใช่หรือไม่ใช่ ความจริงคนแก่ กับคนหนุ่มนี่มันต่างกันมาก

ในเมื่อสงสัยท่านก็กวักมือเรียกบอกว่า เข้ามาเถอะ เป็นของจริง ไม่ใช่ของปลอมเรื่องขันธ์ 5 อย่าไปสนใจมัน ขันธ์ 5 คือร่างกาย มีสภาพไม่แน่นอน ดีไม่ดีประเดี๋ยวมันก็แก่ประเดี๋ยวมันก็หนุ่ม ประเดี๋ยวมันก็ดำ ประเดี๋ยวมันก็ขาว ช่างมัน อย่าไปสนใจกับขันธ์ 5

พอจะเข้าไปกราบท่าน ท่านก็ชี้มือบอก ไปกราบพระประธานก่อน เมื่อกราบพระประธานด้วยความเคารพ ขณะที่กราบพระประธาน บรรดาท่านพุทธบริษัท จิตตั้งใจกราบด้วยความเคารพ เมื่อจิตตั้งใจกราบด้วยความเคารพ อารมณ์ของจิตก็ทรงตัวตามปกติที่เคยปฏิบัติมา อารมณ์ใจมันเริ่มเป็นทิพย์ ก็หันมาหาหลวงพ่อเนียม

ก็ปรากฏว่า หลวงพ่อเนียมเป็นพระซ้อนพระ คือ พระที่สวยจริง ๆ ไม่ใช่หลวงพ่อเนียมเป็นพระที่นั่งคุมหลวงพ่อเนียมอีกทีหนึ่ง แล้วก็กราบท่าน พระที่คุมหลวงพ่อเนียมจะเป็นใคร ก็ช่างเถอะ ขอทิ้งไว้เป็นปริศนาดีกว่า เพราะว่าทุกคนเวลานี้ก็เจริญกรรมฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาธิในด้านมโนมยิทธิกันมาก ถ้าใช้กำลังใจนิดเดียวก็จะทราบ

พอกราบท่าน 3 วาระก็เงยขึ้นมา ท่านก็บอกว่า การเจริญพระกรรมฐานของพวกเธอทั้งหมด ที่ทำมาแล้วไม่ผิด ถูกทุกอย่างแต่ทว่าบางอย่างก็มีกำลังอ่อนไป บางอย่างมีกำลังพอดี บางอย่างก็เครียดเกินไป ขอให้พยายามตั้งกำลังใจให้ทรงตัว ให้พอดี ๆ อย่าใช้อารมณ์เครียด

การเจริญกรรมฐาน จงอย่าถือเอาเวลานั่งสมาธิเป็นสำคัญ ถ้ายังใช้เวลานั่งสมาธิ เป็นสำคัญ ก็ยังถือว่า ยังไกลต่อมรรคผลมาก เพราะขึ้นชื่อว่าความจริง (วิปัสสนาญาณนี่เขาแปลว่า ความจริง ที่แปลว่า รู้แจ้ง เห็นจริง)

ท่านบอกว่า ขึ้นชื่อว่า ความจริง มันมีอยู่กับเราทุกขณะ ทุกขณะที่เรายังมีลมหายใจเข้าออก เราต้องรู้จักความจริง อย่าถอยหลังไปหาความจริงที่แล้วมา หรือว่าอย่าคิดข้างหน้า ไปหาความจริงที่ยังไม่ถึง

ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทคงจะงง คำว่า ถอยหลังไปหาความจริงที่แล้วมาหมายถึงว่า มองดูความเป็นหนุ่มเป็นสาวว่า สมัยก่อนเขามีความเป็นหนุ่มเป็นสาว รูปร่างเป็นอย่างนั้น ๆ แต่เวลานี้มันเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะ อันนี้ก็ไม่ถูก ต้องใช้เวลานี้ และบางคนเขายังแก่ไม่มาก ก็ยังไม่ต้องไปคิดถึงความแก่ข้างหน้า

คิดแต่เพียงว่า ในขณะนี้เขาจะทรงตัวแบบไหนก็ตาม เขาก็มีทุกข์ ทุกข์เพราะความหิว เพราะความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การปวดอุจจาระ ปัสสาวะ การประกอบกิจการงาน การป่วยไข้ไม่สบาย ความปรารถนาไม่สมหวัง และความตายจะเข้ามาถึง ทุกอย่างมันทุกข์

ต่อมาท่านก็สอนด้วยวิธีลัด ท่านบอกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฌานโลกีย์ พวกเธอทั้งหมด มีการคล่องตัวมาก การคล่องตัวในฌานโลกีย์ อย่าทะนงตัวว่าเป็นคนดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฌานโลกีย์มีสภาพไม่แน่นอน ประเดี๋ยวก็ขึ้น ประเดี๋ยวก็ลง เดี๋ยวถอยหน้า เดี๋ยวก็ถอยหลัง ถ้าเวลาร่างกายทรุดตัวลง ฌานโลกีย์จะเสื่อม

หรือมิฉะนั้น บางทีอารมณ์เผลอ นิวรณ์เข้ากวนใจเมื่อไร อารมณ์ก็เสื่อม เมื่อนั้น (นิวรณ์ คือ ความรักในรูปสวยเสียงเพราะกลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ อารมณ์ไม่พอใจ ความง่วง อารมณ์ฟุ้งซ่านมากเกินไป สงสัยในผลของการปฏิบัติ)

นิวรณ์ทั้ง 5 ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเข้าเกาะใจ ฌานก็เสื่อม จงอย่าสนใจในด้านของนิวรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอองค์นี้ (ท่านหันมาทางอาตมา) เธอปรารถนาพุทธภูมิก็จริง แต่ทว่า คำว่า พุทธภูมิ หมายถึงว่า การศึกษาวิชาเป็นครู การจะเอาแต่ฌานโลกีย์ อย่างเดียว นี่มันไม่ได้ ต้องใช้กำลังด้านวิปัสสนาญาณ เข้าช่วยให้หนัก ถ้าครูโง่ก็ไม่มีใครเขามาเป็นลูกศิษย์

นั่นก็หมายความว่า การทรงฌานโลกีย์นี่ยังมีความโง่อยู่มาก ฌาน 1,2,3,4,5,6,7,8 เธอสามารถจะทำเมื่อไรก็ได้ แต่ว่าถ้าจะถามเธอว่า เวลานี้สังโยชน์ 3 เธอละได้ไหม เธอก็ตอบว่า ไม่ได้ สังโยชน์ 5 เธอละได้ไหมเธอก็ตอบว่า ไม่ได้ สังโยชน์ 10 ละได้ไหม เธอก็ตอบว่า ไม่ได้ ฉะนั้นการทรงฌานโลกีย์ ในเมื่อยังไม่สามารถทำลายสังโยชน์ทั้ง 10 ประการได้ จะถือว่าฉลาดไม่ได้ ก็ถือว่าเป็น คนโง่

ต่อมา ท่านก็แนะนำเรื่องการศึกษาสังโยชน์ 10 ประการ ว่า การศึกษาสังโยชน์ 10 ประการนี่ ความจริงไม่ใช่ของหนัก เป็นของเบา เราต้องทำแบบเบา ๆ อย่างสมัยพระพุทธเจ้าท่านเทศน์ให้คนฟัง คนที่เขาฟังเขามีความฉลาด เขาฟังแล้วเขาก็คิดตาม ในเมื่อคิดตามจิต ก็มีผลตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

แต่ว่าคนสมัยนี้ พระสมัยนี้หายาก ที่ฟังแล้วคิดตาม มีแต่จำอย่างเดียว ดีไม่ดีก็จำไม่ได้เสียอีกด้วย วิธีคิดตามก็มีง่าย ๆ เป็นของไม่ยาก เมื่อท่านพูดถึงสังโยชน์ 3 ประการ เราก็ต้องจำว่า สังโยชน์ คือ กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดใจ พูดง่าย ๆ ก็คือ ความชั่ว ที่เข้ามาดึงใจไม่ให้เข้าไปถึงความดี อันดับแรกมี 3 อย่าง คือ

1. สักกายทิฏฐิ

2. วิจิกิจฉา

3. สีลัพพตปรามาส

สำหรับในตอนต้น เราจะตัดสังโยชน์ 3 ก็จงอย่าละเมอเพ้อฝัน ไปนำเอาอารมณ์พระอรหันต์มาใช้ ที่ทำกันไม่ได้จริง ๆ น่ะเพ้อไป แต่ความจริงสังโยชน์ 3 ของพระโสดาบันกับสกิทาคามีเป็นของง่าย นั่นคือ

1. นึกถึงความตาย ท่านก็หันมาถามว่า พวกเธอทั้งหลายเคยนึกถึงความตายไหมทุกองค์ก็ตอบว่า นึกทุกวันพระเจ้าข้า (เรื่องความตายนี่ต้องนึก ถ้าไม่นึกถึงความตาย ฌานมันเสื่อม อารมณ์จิตมันกำเริบ ต้องเอาความตายเข้าคุมและยอมรับความจริงว่า มันตายจริง)

ประการที่ 2 เธอมีความสงสัยในพระไตรสรณคมน์ไหม คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ก็ตอบท่านว่า ไม่สงสัย

ประการที่ 3 เธอมั่นใจในศีลไหม ว่า เธอเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็กราบเรียนท่าน บอกว่าข้อนี้ไม่มั่นใจ เพราะศีลละเอียดมาก ศีลของพระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านอภิสมาจาร อภิสมาจารนี่ละเมิดเรื่อย ๆ ท่านบอกว่า อภิสมาจารนี่ไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องของจริยาเล็กน้อย ก็ไม่น่าจะสนใจนัก ตั้งใจระวังก็แล้วกัน

ระวังสิกขาบทที่มีความสำคัญยิ่งกว่านั้นอย่างปาราชิก สังฆาทิเสส นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ เป็นต้น นอกจากนั้นเป็นส่วนปฏิบัติเป็นเรื่องของจริยา อาจจะมีการละเมิดบ้างไม่สำคัญ เลยกราบเรียนท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่หนักใจ

ท่านบอกว่า ไม่หนักใจจงอย่าคิดว่า ได้นะ จงคิดว่า อันดับแรก ก่อนที่จะทำอะไรเมื่อลืมตาขึ้นมา ก็ดูกำลังใจว่า กำลังใจ เวลานี้ของเรา ต้องการสงัด หรือต้องการคิดการปฏิบัติทางจิต อย่าฝืนกำลังใจ ถ้าลืมตามีความรู้สึกขึ้นมาว่า กำลังใจต้องการคิด ก็ให้มันคิด เพราะกรรมฐานทั้งหมด 40 อย่าง มีอารมณ์คิด 29 อย่าง มีอารมณ์ทรงตัว 11 อย่าง ชอบใจกองไหน ทำกองนั้น

เวลาที่จะคิดก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องคิดเฉพาะกองนั้น เฉพาะกองนี้ จะเป็นกองใด กองหนึ่งก็ได้ อย่าง อสุภกรรมฐานก็ได้ มรณัสสติกรรมฐานก็ได้ กายคตาสติกรรมฐานก็ได้ หรืออะไรก็ได้ตามชอบใจ คิดให้มันถูกว่า เวลานี้ เราคิดนอกเหนือกำลังของกิเลส ฉะนั้น การศึกษาเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งก็ถูก แต่ก็แพ้ความดีง่าย ต้องศึกษาให้รอบตัวในกรรมฐาน 40 ใช้ได้ให้คล่องทุกอย่าง

ท่านถามว่า ในกรรมฐาน 40 เธอหนักใจกองไหนบ้าง ก็กราบเรียนท่านบอกว่ากรรมฐาน 40 ไม่มีอะไรหนักใจเลย เวลานี้ตามความเข้าใจของตัวเองคิดว่า คล่องทุกอย่างท่านตอบว่า ใช่ เธอมีความคล่องจริง แต่อย่าลืมนะว่า เธอยังไม่สามารถทำลายนิวรณ์ได้ นิวรณ์นี่เป็นตัวชั่วร้ายมาก เป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง จะต้องพยายามทำลายนิวรณ์ให้ได้ด้วยสังโยชน์ ก็ถามท่านว่า

ปรารถนาพุทธภูมิ ต้องตัดสังโยชน์ด้วยหรือ ท่านบอกว่า มันก็ไม่มีความจำเป็นว่า ปรารถนาพุทธภูมิ หรือไม่ปรารถนาพุทธภูมิก็ตามต้องตัดสังโยชน์ให้ได้ ถ้าตัดสังโยชน์ 3 ข้อไม่ได้ เราก็ต้องเป็นเหยื่อของอบายภูมิ เรายังมีโอกาสลงนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน มันจะดีหรือ ก็กราบเรียนท่านว่าไม่ดี

ท่านเลยบอกว่า ในเมื่อมันไม่ดี ก็จงเลิกเสีย เลิกคิดว่า พุทธภูมิไม่ควรจะปฏิบัติในสังโยชน์ ต้องมีความเข้าใจว่า พุทธภูมิต้องคล่องทุกอย่าง ตั้งแต่ อานาปานสติถึงสังโยชน์ 10 ต้องมีการคล่องตัว และก็มีอารมณ์ทรงตัว ก็ยอมรับว่า จะปฏิบัติตามนั้น

ต่อมาท่านก็บอกว่า นี้กำลังใจที่จะเข้าถึงสังโยชน์ 3 ได้ดี ท่านบอก ให้พิจารณาตามนี้ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า

1. เราไม่ประมาทในความตาย ข้อนี้พวกเธอทั้ง 3 องค์สบายมาก

ข้อที่ 2 มีความเคารพในพระไตรสรณาคมน์ ข้อนี้พวกเธอก็สบายมาก เวลานี้เธอสามารถติดต่อกับพระได้แล้วใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านว่า ใช่ ถามอะไรพระท่านบอกตรงตามความเป็นจริงไหม ก็ตอบว่า ตรงทุกอย่าง ท่านบอกว่า อย่าลืมนะ อย่าใช้กำลังใจให้มันพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเธอสามารถตัดสังโยชน์ได้ ความละเอียดของจิต จะดีกว่านั้นการพบกับพระ เห็นพระ จะชัดเจนกว่านั้น ความแม่นยำ ความรู้จากพระบอก จะดีกว่านั้น

และอีกประการหนึ่ง การตัดสังโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นึกถึงความตาย เคารพพระไตรสรณาคมน์ ตั้งใจรักษาศีลเท่านี้ยังไม่พอ จะต้องมีอารมณ์ต้องการพระนิพพานอีกที่เรียกว่า อุปสมานุสสติกรรมฐาน นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์

ก็กราบเรียนถามท่านว่า เขาบอกว่า นิพพานสูญ ท่านบอกว่า อย่าคิดตามเขา เวลานี้เธอมีหน้าที่ฟังฉันพูด เธอยังไม่มีหน้าที่ถาม ถ้านิพพานสูญ จะเอาความสุขจากนิพพานมาจากไหน ตามพระบาลีมีอยู่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คำว่า สุขต้องมีอารมณ์รับสัมผัส ต้องการสัมผัส ถ้าไม่สัมผัส จะไม่มีความเป็นสุข หรือเป็นทุกข์อย่างคนนอนหลับ เราจะเรียกว่าสุขก็ไม่ได้ จะเรียกว่าทุกข์ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่รู้เรื่องเหมือนกับเขาที่พูดว่า นิพพานสูญ แต่ความจริงนิพพานที่พูดไม่ใช่นิพพานตัวนั้น เป็นนิพพานตัวแท้ที่มีความสุข นั่นก็หมายความว่า นิพพานยังมีสภาพเป็นทิพย์ ทิพย์ยิ่งกว่าพรหม ความเป็นทิพย์อันดับแรกก็คือเทวดา หรือนางฟ้า (สวรรค์) ทิพย์ที่ 2 ก็คือพรหมทิพย์ที่ 3 ก็คือนิพพาน ทิพย์สูงสุด

เวลานั้นเราต้องใช้อุปสมานุสสติกรรมฐานเข้าควบคุมใจ คือต้องการนิพพาน เมื่อจิตต้องการนิพพาน จิตมันก็คุมตัว วันหนึ่งเราจะต้องเป็นคนทรงฌานโลกีย์ได้ครบถ้วน ประการที่ 2 ไม่ลืมความตาย ประการที่ 3 เคารพพระไตรสรณาคมน์ ประการที่ 4 มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเข้าถึงก้าวแรก คือการเข้าสู่พระนิพพาน เริ่มเข้าถึงกระแส พระนิพพาน แต่ยังไม่ถึงนิพพาน ถ้าเรียกเหมือนชาวบ้าน เขาก็เรียกว่า เข้ารั้วนิพพาน

อีกประการหนึ่ง การสังเกตจิต จะสังเกตว่า จิตเราจะมีความเยือกเย็นลง คำด่า คำนินทา จะรู้สึกเฉย ๆ จะไม่กระทบกระเทือนจิตใจมากนัก การกระทบกระเทือนจิตใจก็ต้องมี เป็นธรรมดา แต่ว่ามันเบากว่าเดิม มันช้ากว่าเดิม ไม่ใช่มีอารมณ์ไม่โกรธ อารมณ์โกรธมี แต่เรียกว่าโกรธเบากว่า โกรธเล็กกว่า โกรธช้ากว่า อารมณ์รักยังมี ในเมื่อยังมีอารมณ์รัก อารมณ์โกรธ อารมณ์หลง จิตก็ยังเลว แต่เราเลวอยู่ในขอบเขตในรั้วพระนิพพาน ดีกว่าเลวภายนอก

แต่ว่า เรื่องฌานโลกีย์จงอย่าทิ้ง ให้ใช้เป็นกำลังป้องกันความเสื่อมของจิตใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพบพระพุทธเจ้า พบพระปัจเจกพุทธเจ้า พบพระอรหันต์ พบเทวดา หรือพรหมที่ท่านมีความฉลาด ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าก็มีเยอะ ถามท่าน ปรึกษาหารือกับท่าน มีอะไรสงสัย ถามท่าน ผลที่จะพึงได้ ให้ถามตรงพระพุทธเจ้า อย่างนี้เขาเรียกอะไร เขาเรียกว่า พระโสดาบัน หรือสกิทาคามี หรืออนาคามี หรืออรหันต์ หรือยังไม่ได้อะไรเลย

อย่างเธอนี้ (ท่านหันมาทางอาตมา) เขายังถือว่า ยังไม่ได้อะไรเลย แม้จะทรงสมาบัติ 8 สมาบัติ 8 มักเป็นของเด็กเล่น เผลอหน่อยเดียว นิวรณ์เกาะใจนิดเดียว สมาบัติก็เจ๊งพัง เป็นของเปราะง่าย แตกง่าย ฉะนั้น จงอย่าหลงสมาบัติ 8 ว่าเป็นของดี และจงอย่าคิดว่าสมาบัติ 8 เป็นของเลว ให้คิดว่า สมาบัติ 8 คือเครื่องป้องกันอันตราย หรือกำลังที่จะเข้าห้ำหั่นศัตรู แต่ยังไม่มีอาวุธ อาวุธของเรา คือ ปัญญา คือ วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาญาณก็อย่าว่าเพ่นพ่านไป ให้จับสังโยชน์เป็นสำคัญ การเจริญเพ่นพ่านเปะปะไป มันไร้ประโยชน์จริง ๆ บางคนที่บอกว่า เจริญกรรมฐานมาตั้ง 10 ปี ไม่มีผลก็เพราะว่า เขาไม่รู้จักสังโยชน์ 3

แล้วท่านก็หันหน้าไปหาอีก 2 องค์ว่า 2 องค์นี่ดี เริ่มดีแล้วนะ ดีหน่อย ๆ คือสามารถตัดสังโยชน์ 3 ได้ แต่ว่า เรื่องของฤทธิ์ จงอย่าใช้ในเมื่อไม่จำเป็น เธอ 2 องค์นี่ซนมาก ชอบเล่นโน่น ชอบเล่นนี่ เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ให้ใช้เฉพาะเวลาที่มีความจำเป็น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน สมมติว่า ถ้าเราหิวข้าว เราขอข้าวเทวดากินได้ อันนี้ต้องถือเป็นหลักใหญ่ ถ้าวันไหนขอข้าวกินไม่ได้ถือว่าเราเลว


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/4/10 at 07:57 [ QUOTE ]



เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเนียม ตอนที่ ๒

วันนี้เป็นวันที่ 26 มิถุนายน 2533 ขอต่อเรื่องของหลวงพ่อเนียมต่อไปว่า การละสังโยชน์ 3 เบื้องต้น มีอารมณ์ตามนี้ คือ จิตมีความสุข เพราะคิดว่า เราตายเมื่อไรก็ตาม เราจะไม่ไปอบายภูมิ ประการที่ 2 จิตมีอารมณ์รักพระนิพพานมาก ตอนนี้ยังเป็น สังโยชน์ 3 อย่างหยาบ

เมื่อจิตมีความละเอียด จิตมีอารมณ์ทรงตัวในกรรมบถทั้ง 10 ประการ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่ลักไม่ขโมยของใคร ไม่ทำกาเมสุมิจฉาจาร ไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่พูดปด ไม่พูดหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล และจิตใจไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของใคร โดยไม่ชอบธรรม จิตไม่คิดจองล้างจองผลาญ คือตัดพยาบาท จิตมีความเห็นตรงเฉพาะนิพพานอย่างยิ่ง อย่างนี้เป็นอย่างกลาง ที่เรียกว่า พระโสดาบันอย่างกลาง

ถ้าอย่างละเอียด จิตจะมีอารมณ์สงบสงัดมาก มีอารมณ์ทรงตัวนิ่มนวล ทุกอย่างไม่ต้องระวัง

พอเข้าถึงสกิทาคามี ความอ่อนตัวของความรักระหว่างเพศ อ่อนตัวของความโลภ อ่อนตัวของความโกรธ อ่อนตัวของความหลงจะมีขึ้น มันมีบ้าง แต่มีความอ่อนตัวมาก มีกำลังเล็กน้อยไม่หนักหนาไม่รุนแรง และในขั้นสุดท้ายปลายของสกิทาคามี จิตจะไม่มีความรู้สึกในระหว่างเพศเลย จิตจะไม่มีความความรู้ในความโกรธ

ทั้งนี้เพราะว่าอารมณ์ละเอียดมาก บางท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าเวลานี้เราเป็นพระอนาคามี อันนี้ไม่ใช่ ต้องสังเกตว่านาน ๆ ในอารมณ์สงัด จะมีความรักโผล่เข้ามานิดหนึ่ง หรือมีอารมณ์ไม่พอใจโผล่เข้ามานิดหนึ่ง แล้วก็ถูกตีกลับไป อย่างนี้เป็น พระสกิทาคามีละเอียด

ต่อมา เราก็ต้องศึกษาเป็น พระอนาคามี (การศึกษาทุกอย่าง เราจะทิ้งฌานไม่ได้เด็ดขาด คำว่า ฌาน1,2,3,4,5,6,7,8 ว่าให้มันตรงตัว ให้มันตรงจริง ๆ ต้องการเมื่อไรต้องได้เมื่อนั้น และไม่ต้องไปนั่งหลับตาทรงฌาน การนั่งหลับตาทรงฌาน นี่ไม่ใช่ของจริง การทรงฌานจริง ๆ คือ ไม่มีการหลับตา ใช้กำลังใจได้ทันทีทันใด) ใช้กำลังฌานช่วยระงับเป็นกำลังป้องกัน ใช้มีดดาบฟัน นั่นคือ วิปัสสนาญาณ ฟันต่อไป คือ

กามฉันทะ มันก็ฟันง่ายเสียแล้วนี่ ความรู้สึกในกามฉันทะมันจะไม่มีอยู่แล้ว เมื่อคิดถึงความจริง ใช้กำลัง พรหมวิหาร คือ เมตตา หรือกสิณ 4 คือ กสิณสีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เป็นพื้นฐาน

และหลังจากนั้นก็จับ อสุภกรรมฐาน ขึ้นมาเห็นว่าร่างกายของคน และสัตว์มันสกปรก ในที่สุดก็จับ สักกายทิฎฐิ ตัวนี้ตัวสำคัญมาก ก็คิดว่าร่างกายจริง ๆ ไม่ใช่ของใครมันเป็นของโลก ชาวโลก มันเป็นธาตุ 4 ที่ประกอบเข้าด้วยกัน เป็นร่างกายขึ้นมา มันเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก

ความโกรธ ก็เช่นเดียวกัน ใช้พรหมวิหาร 4 เข้าตัด และใช้สักกายทิฎฐิเข้าห้ำหั่น ในที่สุดเราก็จะเห็นว่า ร่างกายของคนไม่เป็นที่ปรารถนา ความโมโหโทโส ความโกรธ ความเป็นมา ไม่เป็นที่ปรารถนาของคน เราไม่มีความต้องการอย่างนั้น อารมณ์ก็ทรงตัว จิตจะมีความเยือกเย็นมากขึ้น ขึ้นชื่อว่า ความรักนิดหนึ่ง ในวัตถุก็ดีในคนก็ดี ในสัตว์ทั้งหลายก็ตาม คำว่า รักด้วยกิเลสไม่มี แต่รักด้วยเมตตา มีกำลังสูง มีเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร อุเบกขา วางเฉย ตัวนี้มีกำลังแก่กล้า ในเมื่อมีกำลัง แก่กล้า ความรักในระหว่างเพศไม่มี ความโกรธไม่มี เราก็เป็นอนาคามี มันก็เป็นของไม่ยาก

ต่อไปก็ก้าวเข้าสู่ความเป็นอรหันต์ ตอนนี้ไม่มีอะไรหนัก การเข้าในเขตความเป็นอรหันต์นี่ไม่มีอะไรหนัก เพราะเป็นการใช้ปัญญาอย่างเดียว หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า ใช้ความฉลาด การเป็นอรหันต์ให้ตัดรูปราคะ คือ ตัดรูปฌาน

(คำว่า ตัด ไม่ได้หมายความว่า โยนทิ้งไม่ใช้ ใช้รูปฌาน และอรูปฌานเป็นปกติ คือ รูปราคะ อรูปราคะ เราใช้ ใช้ทุกวัน ทุกเวลา จะเป็นฌานขั้นไหนก็ตาม ฌานขั้น 1 ขั้น 2 ขั้น 3 ขั้น 4 ขั้น 5 ขั้น 6 ขั้น 7 ขั้น 8 เราชอบใจฌานขั้นไหน เหมาะแก่กาลสมัย เวลานั่งคุยกันอยู่นี่ อย่างน้อยที่สุดให้ทรงฌานที่ 2 และก็ใช้วิปัสสนาญาณดูไปด้วย ฟังคำพูดของคน ดูรูปร่างของคน ดูภายนอกไม่พอต้องดูภายใน ภายนอกก็แก่ทุกวัน สกปรก ภายในก็สกปรก)

ก็รวมความว่า รูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี เรายึดไว้เป็นกำลัง แต่ไม่หลงอยู่แค่นั้น ถ้าหลงในรูปฌาน หรืออรูปฌาน หรืออรูปฌานทั้ง 2 อย่าง ก็ถือว่าหลงความโง่ คนโง่เท่านั้นที่คิดว่า รูปฌาน และอรูปฌานเป็นของดี

ต่อมาก็ ตัดมานะ การถือตัวถือตน นี่เป็นของไม่ยาก เราจะถือตัวถือตนเพื่ออะไรในเมื่อร่างกายของเรามันก็เลว มันเป็นธาตุ 4 ที่เข้าประชุมกัน มีอาการ 32 เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก เราหันไปดูร่างกายที่เป็นทิพย์ ร่างกายเทวดา ร่างกายนางฟ้า ร่างกายพรหม ร่างกายพระอรหันต์ และพระพุทธเจ้า ที่ท่านนิพพานแล้ว ดีกว่าร่างกายนี้ แล้วก็จงดูร่างกายภายในของเรา กายภายนอกมันสกปรก กายภายในเราผ่องใสไหม ต้องดูร่างกายภายในให้ผ่องใสคล้ายพระอริยเจ้าไว้เสมอ ๆ อย่างนี้

เธอปรารถนาพุทธภูมิต้องทำตามนี้นะ ดูพระอริยเจ้าที่ท่านนิพพานไปแล้วหรือพระอริยเจ้าที่ตายไปแล้ว พระอริยเจ้าเบื้องต่ำ อย่างพระโสดาบัน ท่านตายไปแล้ว รูปร่างหน้าท่าน สวยสดงดงามขนาดไหน ดูร่างกายของเรา สวยเหมือนท่านไหม(ร่างกายภายใน) และพระสกิทาคามี อนาคามี ก็เหมือนกัน เหมือนท่านไหม ถ้าไม่เหมือนท่าน ยังใช้ไม่ได้ ยังเลวมาก

ต่อไปก็ให้ดูร่างกายพระอรหันต์ ร่างกายพระอรหันต์ ท่านสวยขนาดไหน ร่างกายของเรา สวยถึงขนาดนั้นแล้วหรือยัง (ร่างกายภายใน) ถ้ายังก็ถือว่าเรายังเลวมาก เราไม่เอาร่างกายของเราเข้าไปเปรียบกับพระพุทธเจ้า เพราะเวลานี้เราไม่ใช่พระพุทธเจ้า ต้องทำอย่างนี้เป็นปกติ

ในเมื่ออารมณ์จิตเป็นอย่างนี้ อารมณ์มานะทิฏฐิการถือเนื้อถือตัวมันจะมาจากไหน เราคิดว่า เราดีกว่าเขา มันมีอะไรดี ร่างกายเน่า ร่างกายแก่ ร่างกายสกปรก ก็ไม่ใช่ของดี ร่างกายต้องตาย เราคิดว่า เราเลวกว่าเขา เราจะเลวอย่างไร มันเลวไม่ได้ เพราะว่ามันเท่าเขา มันเน่า มันเปื่อยเหมือนกัน

เราคิดว่า เราเสมอเขา มันก็เสมอไม่ได้ เพราะร่างกายของคน ย่อมคล้ายคลึงกัน แต่ว่าจิตใจของคนไม่เท่ากัน จิตใจของเขาอาจจะเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหม เป็นพระอรหันต์ ต้องดูภายใน คือ จิตใจ หรือร่างกายภายใน

ก็รวมความว่า ตัดอารมณ์ความรู้สึก 3 อย่าง ว่า เราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา ตัดโยนทิ้งไป เราไม่สนใจเขา เราสนใจแต่ตัวเราอย่างเดียว ชำระกายภายในให้สะอาด ให้สวยที่สุด เท่าพระอรหันต์

ท่านบอกว่า ถ้าจิตเข้าถึงตอนนี้ อารมณ์จะมีแต่ความเป็นสุข จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เป็นของธรรมดาไปหมด คนที่เขาแสดงความรักในเราก็จงทราบว่า ไม่ช้าเขาก็เกลียดเรา เพราะมันเป็นของธรรมดาของชาวโลก ถ้าใครเขารักในเรา เราก็จงอย่าดีใจ ใครเขาเกลียดเรา เราก็อย่าเสียใจ เขาสรรเสริญเรา เราก็อย่าดีใจ เขานินทาเรา เราก็อย่าสะเทือนใจ ทำอารมณ์ใจเป็นสุข ท่านบอกว่า ในเมื่อถึงตอนนี้แล้ว ไม่ต้องไปคุมอารมณ์ใจ อารมณ์ใจมันจะเป็นของมันเอง

และต่อมา ความเป็นทิพย์ของจิต นี่เธอไปเรียนกับท่านโหน่งมาแล้วใช่ไหม ก็บอกว่าใช่ขอรับ เรียนกับท่านโหน่งมาแล้ ท่านบอกว่า เป็นของดีมาก ท่านปานก็ดี ท่านโหน่งก็ดีเป็นพระดีมาก ท่านจงอีกองค์หนึ่งนะ ถอดแบบฉบับเขาไว้ ทั้งหมดนี้ มีอารมณ์จิตเป็นทิพย์ ผ่องใสมาก และการปรึกษาหารือกับพระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์องค์ไหนก็ตาม พรหม เทวดา นางฟ้าก็ได้ ที่ท่านมีความดี มีความรู้ยิ่งไปกว่าเราเราศึกษากับท่าน ท่านบอกอะไร เราเชื่อ

แต่จงจำไว้ว่า เทวดา นางฟ้า พรหมก็ตามและรูปพระที่เราเห็นก็ตาม เขาจะต้องสอนตามพระไตรปิฏก ถ้าสอนผิดจากพระไตรปิฏกนั่นไม่ใช่ เป็นมาร ต้องระวังมารให้มาก (คำว่า มาร แปลว่า ผู้ฆ่า) เขามาทำลายความดี มารนี่รบกวนไม่ว่าใคร แม้แต่องค์สมเด็จพระจอมไตร คือพระพุทธเจ้า มารก็เคยเข้าไปรบกวนอยู่เสมอ ๆ

ก็รวมความว่า ทุกองค์ที่มาศึกษาที่นี่ ความจริงความรุ้จริง ๆ นี่ ท่านปานสอนหมดแล้ว ท่านปานสอนไม่มีอะไรเหลือ แต่ว่าที่ท่านปานให้กลับมาหาฉัน ท่านปานต้องการให้ซ้อมจากฉันอีกทีหนึ่ง เพื่อความมั่นใจของเธอ ท่านปานนี่เป็นครูที่มีความฉลาดมาก ไม่ทะนงตนว่าเป็นคนดี หรือไม่ทะนงตนว่า เป็นคนรู้แต่ผู้เดียว

และพวกคณะเธอทั้ง 3 องค์ ก็เป็นลูกศิษย์ที่มีความสำคัญ เพราะเชื่อครูทุกอย่าง ครูจะสอนแบบไหนก็เชื่อให้ทำอะไรก็เชื่อ ให้ไปอยู่ในป่า ไปอยู่ในป่าศรีประจันต์สนุกไหม ก็ตอบว่า สนุกขอรับ ท่านเลยบอกว่า คนที่มาคุยกับเธอทุกคนที่ป่าศรีประจันต์ เป็นเทวดา กับนางฟ้าทั้งนั้นใช่ไหม ก็ตอบว่า ใช่ ต่อมาภายหลัง บางทีเราเที่ยวเพลินเกินไป กลับมาสว่าง เทวดา นางฟ้ามาใส่บาตรให้ใช่ไหม ก็ตอบท่านว่า ใช่

ท่านบอกว่า ลีลานี้จงอย่าทิ้ง ท่านปานสอนดีแล้ว แต่ที่ฉันนี่ สอนเฉพาะสังโยชน์ 10 ท่านโหน่งสอนทุกอย่าง ให้รู้จักเทวดา รู้จักพระ ดีทั้งหมด จำเอาไว้ และก็ปฏิบัติให้ดี ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ภายในไม่ช้าพวกเธอก็พ้นทุกข์ แล้วก็จะรู้อะไรได้ทุกอย่าง แต่ความรู้ของพระ จงระมัดระวังให้มาก ถ้าคนเขามาถาม ดูสีหน้าคน ดูใจเขา ถ้าถามเพื่อลองใจ ลองภูมิ อย่างนี้ก็ใช้แบบฉันธรรมดา ๆ ก็แล้วกัน ฉันก็ทำตนเองเหมือนคนบ้า ทั้งนี้เพราะอะไร

เพราะว่า คนบ้าในโลกนี้มีมาก คนบ้ามันมาหาฉัน ฉันก็ต้องบ้าตอบ ถ้าคนดีมาหาฉัน ฉันก็ดีตอบ พวกเธอนี่ อาจารย์เธอดี และเธอก็ดีตามอาจารย์ ฉันก็ดีตอบ วิชาอย่างนี้ฉันไม่เคยสอนใครมาก่อน นอกจากท่านปาน กับท่านโหน่ง เคยสอนมาก่อนก็แค่ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ดีถมเถไป เพราะเขาถือว่า เท่านั้นดี แต่คนที่ต้องการที่สุดของความดีมีน้อยเหลือเกิน

หลังจากนี้ไป พวกเธอจงไปพักและรักษากำลังใจให้ดี จงอยู่ที่นี่ 15 วัน ในเวลา 15 วันนี้ ถ้าสงสัยอะไร ถามฉันได้ หรือว่าถ้าเธอคิดว่า เธอไม่สงสัย ถ้าเธอมีกำลังใจคิดพลาดไป ฉันจะบอกให้ ก็รวมความว่า กราบท่านแล้วก็ออกมา ออกมาก็คุยกันว่า เอ๊ะ…องค์เมื่อกี้นี้ไม่ใช่หลวงพ่อเนียมนี่นะ เราเห็นหลวงพ่อเนียมนั่งเฉย ๆ องค์นั้นมาคุมรูปร่างหลวงพ่อเนียมและก็พูดไพเราะมาก ผิวเหลืองคล้ายจีวร สดสวย หน้าตาดีมาก ตาก็ใส ริมฝีปากก็แดงเหมือนกับพระพุทธเจ้าที่เราเห็นทั้ง 3 องค์ก็ตอบว่า เหมือนกันก็เลยคุยกัน บอกว่าถ้าอย่างนั้น เราก็พบพระซ้อนพระอีกแล้ว

เราไปหาหลวงพ่อโหน่งก็พบพระซ้อนพระ เรามาหาหลวงพ่อเนียม เราก็พบพระซ้อนพระ และคนอย่างพวกเราจะมีวาสนาบารมีเป็นพระซ้อนพระกันบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ คุยกันแล้วก็มาที่พัก เมื่อมาที่พักก็อาศัยธรรมปีติ ปีติมันมาก ความสดชื่นมันมาก ก็นั่งใคร่ครวญกรรมฐาน คุยกันถึงความเป็นมาของธรรมะ ที่หลวงพ่อเนียมสอนถึงสังโยชน์ 10

ก็คุยกันอยู่ประมาณตี 2 เสียงหลวงพ่อเนียมร้องตะโกนมาบอก เอ้อ..ทั้ง 3 องค์คุยกันถูกแล้วนะ คิดอย่างนี้ถูก วิปัสสนาญาณไม่ใช่เฉพาะเอาไปนั่งคิดคนเดียว ต้องคุยกันตามนี้ เวลาที่เราคุยกัน เวลานั้นจิตว่างจากกิเลส เมื่อจิตว่างจากกิเลส อารมณ์ก็มีความสุข แต่ว่าเวลานี้มันตี 2 แล้วนี่คุณ จิตใจมันจะเพลียเกินไป พักผ่อนเสียนะ เวลาพักผ่อน จิตจับอานาปานสติกรรมฐาน จับพระองค์ที่เธอเห็น (ท่านพูดเสียงดัง ๆ มาจาก กุฏิของท่านนะ)

พระที่เธอทั้ง 3 องค์เห็นนั้นไม่ใช่ฉัน คือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสวมกายฉัน และก็ใช้เสียงฉันพูด แต่เสียงก็ไม่เหมือนเสียงฉัน พวกเราก็ดีใจ ก็ต้องเชื่ออาจารย์ ต่างคนต่างก็ลุกแยกกันไป พอศรีษะถึงหมอน เริ่มตะแคงขวา จับอานาปานสติ เสียงท่านบอกว่า อย่างนั้นถูกแล้ว จิตจับพระเป็นอารมณ์ จิตก็จับถึงพระพุทธเจ้าองค์นั้น ประเดี๋ยวเดียวก็หลับ

พอตี 4 ก็ตื่น ตื่นขึ้นมาก็เจริญกรรมฐาน ทั้งกำลังนอน พอรู้สึกตัวพับ จิตก็จับอานาปานสติ ใช้กำลังฌานให้มีการทรงตัว สำหรับเรื่องฤทธิ์ ไม่ใช่เรื่องของพวกเรา เราไม่เรียนกันเรื่องฤทธิ์ เพราะว่าพระพุทธเจ้าห้าม แต่ว่าตอนเช้า พวกเราก็ไปบิณฑบาตไปในป่าช้า หลวงพ่อเนียมสั่งตามนั้น เพราะทำเป็นปกติ

พอไปถึงป่าช้าเราก็เอาบาตรแขวนกับต้นไม้ ยืนหลับตา จับอานาปานสติ กับพุทธานุสสติ ประเดี๋ยวเดียวก็มีเสียงบอกว่า ไม่ต้องหลับตาหรอก ลืมตาก็ได้ ชินกันแล้วนี่นะ ก็ลืมตาขึ้นมา เห็นภุมเทวดาที่รักษาวัดอยู่ ท่านก็บอกว่า เวลานี้เทวดา กับนางฟ้าเขามาพร้อมแล้ว ท่านเปิดบาตร เขาจะใส่บาตรทุกคนก็เปิดบาตร ท่านก็ใส่บาตร แต่ว่าท่านมาในรูปร่างของชาวบ้านธรรมดา ๆ แต่ว่าข้าวที่นำมากิน นั่นคือ ข้าวสีเหลือง ไม่มีกับ เป็นของธรรมดาปฏิบัติอย่างนี้ทุกวัน

เมื่อฉันข้าวไปแล้วก็ไปนั่งคิดว่า ท่านทุกคนที่ใส่บาตรเรา เดิมท่านก็เป็นมนุษย์อย่างเรา เวลานี้ท่านตายจากความเป็นคนไปแล้ว เราก็ต้องตายเหมือนกัน แต่ว่าท่านตายแล้วท่านเป็นเทวดา เราตายแล้ว เราจะไปไหน ถ้าอย่างเลว เราก็อยากเป็นเทวดา เพราะเราไม่ลงนรก อย่างกลางเราก็อยากเป็นพรหม อย่างดีที่สุด เราก็อยากเป็นพระอรหันต์ไปนิพพาน

พอนึกอย่างนี้เท่านั้น ได้ยินเสียงหลวงพ่อเนียมบอกว่า ถูกแล้ว ๆ ต้องเป็นอย่างนั้น อันดับแรก ต้องจับความเป็นเทวดาให้ได้ก่อน แต่ว่าเวลานี้เธอกินข้าวของเทวดา เธอต้องเป็นเทวดาได้แน่ เพราะเทวดายอมรับ อย่าทิ้งความดีนี้เสีย

และประการที่ 2 ตั้งใจว่า ถ้าหากว่าเลยจากเทวดา เราจะไปเป็นพรหม ต้องจับกำลังพรหมให้ได้ ด้วยการทรงฌานทั้ง 8 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งให้ทรงตัวก่อนตาย ไม่ต้องทั้ง 8 ฌาน เวลาเข้าไม่ต้องเข้าเรียงลำดับ จับเอาตามจุดที่เราต้องการทันทีทันใด แต่การใช้ฌานเรียงลำดับ ต้องใช้เป็นปกติ เป็นการฝึกเข้าไว้ ฌาน 1,2 , 3, 4, 5, 6, 7, 8 ต้องฝึกให้คล่อง จนกระทั่งไม่มีอารมณ์ขัดข้อง

หลังจากนั้น จับวิปัสสนาญาณ คือ สังโยชน์ 10 อย่าไปจับส่งเดชมันจะป้วนเปี้ยนไป การจับส่งเดชป้วนเปี้ยนเป็นของไม่ดี จับให้ทรงตัว หลังจากนั้นแล้วก็ปล่อยใจตามสบาย ๆ ขณะที่ปล่อยใจตามปกติ ก็ดูใจ เวลาไหนใจเราผิดจากสังโยชน์ 10 บ้าง ถ้าคลาดจากสังโยชน์ 10 ข้อไหน ต้องถือว่าเวลานั้นเราเลว จงตำหนิตัวเองว่าเราเลว สังโยชน์ทั้ง 10 ประการ ต้องไม่มีในเรา ความจริงมันมี เราต้องทำให้มันไม่มี มันจะมี เราก็ฝืนไม่ให้มันมี มันก็ต้องสู้กันแบบนี้ ไม่ช้าเราก็ชนะ

ในที่สุด เมื่ออยู่ครบถึง 15 วัน ท่านก็บอกว่า 2 องค์นี่สามารถตัดสังโยชน์ 5 ได้แล้วนะ แต่ว่าสำหรับเธอ (หันมาที่อาตมา) กำลังก็เทียบเคียงสังโยชน์ 5 เพราะเธอปรารถนาพุทธภูมิ ต่อไปก็เร่งรัดสังโยชน์อีก 5 ให้จิตมันละเอียดจริง ๆ

ในเมื่อถึงวาระท่านให้กลับ ก็ลาท่านกลับ กราบด้วยความเคารพและกราบเรียนท่านว่า กระผมจะมีโอกาสจะมาหาหลวงพ่ออีกไหมขอรับ ท่านบอก เธอไม่มีโอกาสมาพบฉันอีกเพราะไม่ช้าฉันก็ตายแล้ว ร่างกายคือขันธ์ 5 มันตาย แต่ว่าฉันจะไปอยู่บ้านฉัน แล้วท่านก็ชี้ให้ดูบอกว่า หลังนี้บ้านฉัน ฉันเตรียมไว้นานแล้ว พวกเธอเคยเห็นบ้านเธอไหม ก็บอกท่านว่าไม่เคยสังเกต ท่านบอก ต้องสังเกต ต้องเตรียม เราจะไปอยู่ที่ไหน ต้องเตรียมที่นั่น

เวลานี้เธอต้องการอะไรก็บอกท่านบอกว่า ต้องการนิพพาน ท่านหันมาถามอาตมาบอกว่า เธอไม่ต้องการพุทธภูมิหรือ บอก พุทธภูมิก็เอา นิพพานก็เอา ถ้ายังไปนิพพานไม่ได้ก็ไปพุทธภูมิ ไปพุทธภูมิได้ ก็ไม่เอานิพพาน ท่านบอกว่า ทำไมเป็นคน 2 ใจ ก็เลยบอกท่านว่าหลวงพ่อปานชวนไว้ ท่านก็เลยบอกว่า ท่านปานจะชวนหรือไม่ชวนก็ตาม เธอก็ต้องทำหน้าที่พุทธภูมิ ไปจนกว่าจะตาย

ต่อไปเบื้องหน้า เธอจะมีภาระหนักเรื่องการสอนพระกรรมฐาน พยายามศึกษาให้ละเอียด พยายามหาแนวทางสอนให้ง่ายที่สุด เพราะว่ามนุษย์ที่ติดตามเธอมาเกิดมีมาก เธอยังเป็นหนี้เขา ถึงอย่างไรก็ดี บ้านหลังนี้ ท่านชี้เลย บ้านหลังนี้ ที่มีบ้าน 3 หลัง และมีหอระฆังอยู่ข้าง ๆ มีรั้วเป็นเพชร เป็นสีคล้ายเพชรประดับทอง มีสระโบกขรณี มีแท่นแก้วและมีต้นไม้แก้ว มีบริเวณกว้าง เป็นบ้าน 3 หลัง บ้านสำหรับเธอ

เพราะในฐานะที่เธอปรารถนาพุทธภูมิมาก่อน แต่ว่าพุทธภูมิของเธอต้องลา ถามว่าจะลาเมื่อไร ท่านบอก ลาอายุประมาณ 40 ปีเศษ ๆ นิดหน่อย ถามว่า ทำไมต้องลา ท่านบอกว่า เป็นไปตามสัญญา สัญญาเดิมมีอย่างไร ต้องปฏิบัติตามนั้น ก่อนที่จะมาเกิด มาเกิดเพราะอะไร สัญญากันไว้

ตอนที่เธอลาพุทธภูมิ เธอจะสังเกตได้ว่า กรรมฐานจะแพร่หลายมาก จะมีคนเจริญกรรมฐานมาก และการสอนกรรมฐานของคนบางคน บางทีเพียงแค่เห็นภาพเล็ก ภาพน้อย ก็บอกว่า สำเร็จแล้วอย่างนี้มันใช้ไม่ได้ ก็มีหลายท่านที่สอนถูก และก็มีหลายท่านที่สอนไม่ถูก คนที่จะมาเรียนกับเธอ ก็เป็นคนของเธอ ไม่ใช่คนของคนอื่น เธอก็แนะนำชำระหนี้เขาไป อายุประมาณ 70 กว่า ๆ 80 กว่า ๆ 90 กว่า ๆ 100 กว่า ๆ (อีตอนกว่า ๆ นี่สำคัญ มันจะตายกันกว่า 70 มันก็ยังไม่ตาย จะตายกว่า ก็ตาย 70 กว่า พอถึง 80 กว่าไม่ตายก็ถึง 100 ถึง 100 ยังไม่ตาย ต้องตายกว่า 100)

ก็เลยบอกท่านว่า ท่าจะไม่ไหวขอเวลาสัก 2 ปี พอไหม ท่านบอกว่า เรื่องเวลานี่มันเป็นสัญญาเดิม ไม่ใช่เรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของเธอ เธออย่าสนใจกับร่างกาย มันจะตายเมื่อไรก็ช่างมันเถอะ เราทำถึงที่สุดของกำลังใจก็แล้วกัน หลังจากนั้นก็ลาหลวงพ่อเนียมกลับวัด


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/4/10 at 07:56 [ QUOTE ]



หลวงพ่อปานนำออกธุดงค์

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันที่บันทึกวันนี้ เป็น วันที่ 27 มิถุนายน 2533 สำหรับวันนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องที่ไปเรียนกับ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี

ในเมื่อหลวงพ่อเนียมแนะนำเรื่อง สังโยชน์ 10 และก็แนะนำวิธีปฏิบัติว่า จงอย่าทำให้เครียด การทำ ให้ใช้ปัญญาให้มาก แต่ก็อย่าใช้มากเกินไป ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องสม่ำเสมอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระมัดระวังนิวรณ์ 5 ประการ ถ้าจิตเรายังหลงนิวรณ์ 5 ประการ ตัวใดตัวหนึ่งอยู่ ก็ยังชื่อว่าเราเป็นคนโง่ แล้วประการที่ 2 ถ้าจิตยังติดในฌานอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ก็ถือว่า เราเป็นคนโง่ ประการที่ 3 ถ้าจิตยังข้องอยู่ในสังโยชน์ทั้ง 10 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ก็ยังถือว่าเราเป็นคนโง่ จงอย่าคิดว่าเราเป็นคนฉลาด

ท่านสอนแบบนี้แล้ว ท่านก็ยังแนะนำว่า ต่อนี้ไปจงปฏิบัติ วิธีปฏิบัติไม่ใช่นั่งหลับตาเฉย ๆ จะคุยกับคน จะคุยกับพระ จะทำธุระต่าง ๆ ให้ใช้กิจการนั้นเป็นวิปัสสนาญาณตลอดเวลา ศีลคุมไว้ สมาธิทรงตัว สมาธิ คือ ตั้งใจทำงาน ปัญญา คือ พิจารณาสภาวะต่าง ๆ เช่น คน เราจะต้องเห็นว่า คนมีความเกิด แก่ เจ็บ ตายในที่สุด หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ วัตถุก็มีสภาพเช่นเดียวกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวเราเองก็มีสภาพอย่างนั้น สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ นั่นคือ นิพพาน

นิพพานเขาไปกันอย่างไร คนที่จะไปนิพพานได้ ต้องเป็นคนดี ดีที่ไม่มีความเลวคือว่าไม่ติดในนิวรณ์ 5 ไม่ติดอยู่ในฌาน อย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่หลงใหลใฝ่ฝันในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของรูป พระพุทธเจ้าทรงแนะนำเราจริง ๆ ก็คือ ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ที่เนื้อแท้จริง ๆ ที่ติดหนักก็คือ รูป ตัดรูปได้อย่างเดียวตัดได้ทั้งหมด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในรูป เมื่อท่านแนะนำอย่างนี้แล้ว ท่านก็ส่งกลับ

เมื่อกลับมาแล้ว เข้ามาในวัด ก็มาหาหลวงพ่อปาน ท่านก็ซักถามว่า หลวงพ่อเนียมสอนอะไรมาบ้าง ก็กราบเรียนให้ท่านทราบตามที่กล่าวมาแล้ว หลวงพ่อปานก็บอกว่าหลังจากนี้ไป เดือนหน้าฉันจะพาเธอออกธุดงค์ แต่การไปธุดงค์คราวนี้ เราจะไปไม่เกิน 1 เดือน พวกเธอจงซักซ้อมธุดงค์ไว้

อันดับแรก ซักซ้อมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา จงอย่าลืม

ประการที่ 2 ซักซ้อมในการหากินกับเทวดากับนางฟ้า

ประการที่ 3 ซักซ้อมญาณ 8 ประการ

พอท่านบอก ญาณ 8 ประการ เท่านี้ก็งง ก็ถามว่า หลวงพ่อขอรับ ญาณ 8 ประการ เป็นอย่างไร ท่านบอกว่า ญาณ 8 ประการ พวกเธอทำได้แล้ว แต่เธอไม่รู้จักชื่อ เพราะฉันไม่เคยสอนไว้ก่อน แต่วันนี้ฉันจะบอกให้ ญาณ 8 ประการ ก็คือ

1. ทิพพจักขุญาณ ที่เราสามารถเห็นผี เห็นนรก เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ รู้ได้ด้วยญาณ (ญาณ คือ ความรู้ทางใจ)

2. จุตูปปาตญาณ ที่เราเห็นคนก็ดี เห็นสัตว์ก็ดี ก็ทราบว่าก่อนจะเกิดเขามาจากไหนมาจากสัตว์นรก หรือมาจากเปรต มาจากอสุรกาย มาจากสัตว์เดรัจฉาน มาจากคน มาจากเทวดา หรือมาจากพรหม เมื่อทราบข่าวคนตาย เราจะรู้ได้ทันทีว่า คนตายไปอยู่ที่ไหนมีความสุข หรือมีความทุกข์

3. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ พยายามถอยหลังระลึกชาติให้ได้ ให้คล่อง

4. เจโตปริยญาณ การรู้จักกำลังใจของคน ความรู้สึกของคน ความสะอาด หรือความสกปรกของจิตของคน

5. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีต รู้ที่มาของประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ก่อนหน้านั้นมีอะไรมาบ้าง

6. อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ข้างหน้า ประเภทหมอดู แต่ก็รู้ตามความเป็นจริง

7. ปัจจุปปันนังสญาณ คือ ญาณปัจจุบัน รู้ว่าเวลานี้ใครอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่มีความสุข หรือมีความทุกข์

8. ยถากัมมุตาญาณ รู้กฏของกรรมว่า คนเราที่มีความสุข และมีความทุกข์เพราะกรรมอะไรเป็นเหตุ กรรมที่ทำไว้ เป็นกรรมชาตินี้ หรือกรรมชาติก่อน ๆ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี เราจงอย่าให้ท่านเป็นผู้มาหาเสมอไป ต้องฝึกใช้กำลังใจไปหาท่าน วันทั้งวันให้คุยกับเทวดา นางฟ้า หรือพรหมหรือพระอริยเจ้าที่ท่านนิพพานไปแล้ว หรือเทวดา นางฟ้า พรหม ที่ท่านเป็นพระอริยะก็มาก คุยกับครูบาอาจารย์ที่ท่านตายไปแล้ว หรือว่าย่องไปดูในสถานที่ใดที่หนึ่ง ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เรามีความพอใจ หรือมีความไม่พอใจ (คำว่าไม่พอใจ ก็หมายความว่า ปฏิปทานั้น มันไม่ดีเป็นโทษ) ที่พอใจ ก็หมายถึงว่า ท่านมีปฏิปทาดี มีประโยชน์

ในเมื่อหลวงพ่อปานท่านแนะนำแบบนี้แล้ว พวกเราทั้ง 3 องค์ก็เข้าป่าช้าตามเดิมซักซ้อมกันทั้งวัน ทั้งคืน แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ต้องทำเบาๆ ทำแบบสบาย ๆ แบบหลวงพ่อเนียม บางเวลาเราก็ใช้ ทิพพจักขุญาณ แต่ก่อนจะใช้ทิพพจักขุญาณก็ต้องพิสูจน์ศีล ระงับนิวรณ์ 5 แผ่เมตตาไปในจักรวาลทั้งปวง ทำให้จิตเป็นสุข เรื่องพรหมวิหาร 4 นี่ทิ้งไม่ได้ ต้องมีประจำใจ เมื่อพรหมวิหาร 4 ประจำใจ อารมณ์ก็เป็นสุขจิตก็มีสภาพแจ่มใส อย่างนี้ ทิพพจักขุญาณแจ่มใสทุกราย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคิดว่า ชีวิตนี้มันต้องตาย แต่เราจะตายอย่างคนไม่ขาดทุน คือ ไม่ยอมไปนรก อย่างเลวไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม อย่างนิยมที่สุดก็คือ ไปนิพพาน เราจะไปได้ หรือไม่ได้ เราจับนิพพาน เป็นกำลังนอกจากนั้นก็จับภาพพระพุทธเจ้าจะไม่ขอพูดว่า พระพุทธรูป จับภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น และต่อแต่นั้นไป ถ้าต้องการรู้อะไร ก็ถามท่าน

อันนี้เป็นลีลาที่หลวงพ่อปานบอก หลวงพ่อปานบอกว่า การรู้เองจริง ๆ มันมีอุปาทานกิน ถ้าสิ่งที่สูง เป็นธรรมะที่สูง ควรถามตรงพระพุทธเจ้า ถ้าต่ำลงมา เป็นโลกีย์วิสัยอยู่บ้าง ก็ถามเทวดา หรือพรหม เฉพาะองค์ที่ท่านสงเคราะห์ อย่าถามพร่ำเพรื่อ เจอะใครก็ถาม ๆ อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องดู องค์ไหนท่านสงเคราะห์เรา หวังเมตตาเราจริง ๆ เราถามเฉพาะองค์นั้น ถ้าองค์อื่นมาพูดเป็นอย่างอื่น เราไม่เชื่อ ถ้าอย่างนี้จะรู้จริงเสมอ

เมื่อซักซ้อมกันอยู่ประมาณสักครึ่งเดือนเศษ หลวงพ่อปานก็สั่งจัดแจงการเดินธุดงค์ การเดินธุดงค์ไม่มีอะไรมีจีวรสีกรัก 1 ตัว ตามปกติอยู่วัดห่มผ้าสีเหลือง แล้วก็มีสังฆาฏิสีกรัก มีอังสะสีกรัก มีสบงสีกรัก รัดประคดสีกรัก ผ้ารัดอกสีกรัก บาตร 1 ลูก กาน้ำ 1 ลูก แล้วก็ย่าม ในย่ามจะมีสิ่งที่เป็นอาวุธไม่ได้ จะมีเงินมีทองไม่ได้ แม้แต่ทองปิดพระก็มีไปไม่ได้ เพราะว่าถือว่าเป็น อนามาส

เมื่อเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาวันขึ้น 15 ค่ำ หลวงพ่อปานก็พาเดินออกจากวัด ท่านบอกว่า ฉันจะนำเธอไปธุดงค์เป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย ฉันก็แก่มากแล้ว แต่ว่าการที่เธอฝึกธุดงค์ก็ทำถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ก็ใช้ได้ แต่การไปกับฉัน ให้ฟังคำสั่งฉันโดยเฉพาะท่านก็สั่งบอกว่า ก่อนจะออกเดินทางให้เตรียมกำลังใจไว้ว่า

1. เราจะเป็นคนมีศีล

2. เราจะไม่เป็นทาสของนิวรณ์

3. เราจะมีพรหมวิหาร 4 ประจำใจ

4. เราจะไม่ติดในโลกีย์วิสัย มนุษยโลก พรหมโลก เทวโลก เราต้องการนิพพาน

และหลังจากนั้นขณะเดินทางออกไป ใครจะภาวนาว่าอย่างไรก็ได้ จะพิจารณาก็ได้สุดแล้วแต่กำลังใจ จงอย่าทำใจคิดห่วงหน้าห่วงหลัง การห่วงหน้าห่วงหลังไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่ได้อยู่ที่นั่นเราห่วงเฉพาะเราตัวเดียว ร่างกายไม่น่าห่วง ห่วงแต่เพียงว่าเมื่อตายแล้วมันจะไปไหนกันแน่ จะไปสวรรค์หรือนรก ถ้าเราภาวนาอยู่ก็ดี พิจารณาก็ตาม ถ้าเราตายจะไปตามกฎของกรรมที่เราพึงทำได้

ในเมื่อท่านสอนแล้ว ตอนเช้าฉันข้างเช้าแล้ว ออกเดินทางไปทางสีกุก พอไปถึงสีกุกเห็นค่ายพม่า สมัยมาตีอยุธยา ตอนนั้นก็ไม่ได้บังคับจิต จิตก็มีความรู้สึกเห็นภาพพม่า เห็นภาพกองทัพพม่ามีกำลังมากมาย ความเป็นอยู่ก็เป็นไปด้วยความลำบาก นอนกับดินกินกับทราย และพม่าก็เป็นชาติที่ใจร้าย ข่มเหงคนไทย หลังจากนั้นก็เดินต่อไป ข้ามจากสีกุกเข้าเขตอำเภอบางบาล เมื่อออกจากบางบาลก็เดินตรงไปอยุธยา จากอยุธยาก็เข้าอำเภอบ้าหมอ พอเข้าถึงเขตอำเภอบ้านหมอ ก็หมดเวลาพอดี คือหมดเวลาเดิน

เวลานั้นประมาณบ่ายสัก 5 โมงเศษ หลวงพ่อปานก็สั่งปักกลด การปักกลด เขามีคาถาปักกลด ว่าคาถา คาถาก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากแสดงความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ กับชุมนุมเทวดา (ที่เรียกว่า บวงสรวงบ้าง ชุมนุมเทวดาบ้าง) เวลาปักหลักผูกสายอัพโภกาส ก็มีคาถาว่า คาถาก็ไม่เห็นมีอะไร พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา คือใจนึกถึงพระพุทธเจ้า ใจนึกถึงพระธรรมใจนึกถึงพระอริยสงฆ์ ใจนึกถึงเทวดา และเจ้าที่ ไปที่ไหนต้องเคารพเจ้าที่

เมื่อปักกลดกันเสร็จ หลวงพ่อปานท่านบอกว่า การนึกมีความรู้สึกอย่างนั้นถูกต้อง และต่อมาท่านก็แนะนำว่า ต้องทำพิธีบวงสรวง ก็มานั่งประชุมกัน ท่านก็กล่าววาจาบวงสรวงตามที่ปฏิบัติในปกติ หลังจากนั้นก็ขอความคุ้มครอง ตั้งแต่พระพุทธเจ้า ลงมาถึงเจ้าที่ ท่านบอกว่าเราไปที่ไหนก็ตามต้องเคารพเจ้าที่ เพราะเจ้าที่มีความสำคัญมาก จะป้องกันอันตรายได้

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะอาบน้ำ ก็มีชาวบ้านเขาเห็นพระเข้า ก็พากันตักน้ำมาคนละหาบ เอาน้ำมาถวายพระให้พระสรง พระอาบ (ลืมบอกไปว่าไปคราวนั้นมีผ้าอาบน้ำไปด้วย คือเป็นสีกรักเหมือนกัน โตเท่าสบง)

เมื่ออาบน้ำเสร็จ ทรงสบงจีวรดีเรียบร้อยแล้ว ก็กลับเข้ามานั่งที่ ก็มีชาวบ้านเขาเข้าไปคุยกับหลวงพ่อปาน ก่อนที่จะเข้าที่ หลวงพ่อปานบอกว่า พวกเธอฉันให้นำสมุดมา จงเขียนมาว่า ขณะที่ผ่านมาจากวัด จนกระทั่งถึงที่นี่ เธอพบอะไรในอดีตบ้าง (นั่นหมายถึงอตีตังสญาณ) ก็เขียนตามที่พบตามที่เห็น

การเดินไปบรรดาท่านพุทธบริษัท การเดินไปคราวนั้น เดินธุดงค์จริง ๆ 4 องค์ แต่ว่าการเดินไปจริง ๆ มีเทวดามากมายหลายท่าน ท่านก็เดินไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช ท่านจะอยู่ไม่ห่าง ท่านจะบอกความเป็นมาของสถานที่ทั้งหมดว่าที่ตรงนี้มีอะไรอยู่บ้าง

พอถึงสีกุก ท่านบอกว่า ตรงนี้เป็นค่ายของพม่า พม่าใช้กำลังเท่าไรมาตั้งที่นี่ เพื่อตีกรุงศรีอยุธยา การตีอยุธยาแตกครั้งใหญ่คราวนั้นและใครเป็นแม่ทัพนายกอง แล้วท่านก็ทำภาพให้ดูลีลาการรบ การรบเขาทำอย่างไรแบ่งเป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นกอง มีลีลาหลายอย่างเวลานั้นอยุธยาของเราเสียท่าเขา มีหน้าที่อยู่ในบ้าน คอยให้เขาเข้ามาตีบ้าน บางครั้งก็ยกทหารออกมาตีกับเขาบ้าง บางครั้งบางคราว แต่ในที่สุดอยุธยาก็พัง ถูกไฟเผา พระเจ้าตากสินตีฝ่าข้าศึกออกไป เห็นภาพทั้งหมด เทวดาท่านแสดง

เราก็เขียน จากอยุธยามา เห็นอะไรบ้าง พบอะไรบ้าง เขียนทุกอย่างตามที่มีความรู้สึก และตามที่เทวดาชั้นจาตุมหาราชบอกให้ฟังด้วย และนึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันถึงอดีตต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระพุทธกัสสป พระกกุสันโธ พระโกนาคม เป็นต้น และบางกรณี บางสถานที่ ก็บอกไปถึงสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระพุทธทีปังกร มีพระเท่าไร พระปฏิบัติกันแบบไหน ท่านทำภาพให้ดูหมด เมื่อเขียนตามที่เห็นสมควร ตามที่ท่านบอกก็หยุดการเขียนตอนเช้าก็มาอ่านให้หลวงพ่อปานฟัง ท่านยอมรับว่า อย่างนี้ใช้ได้

หลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ประเดี๋ยวเราจะถอนกลดไป ฉันข้าวเช้าแล้ว เราจะเดินทางต่อ ท่านก็นำเดินทางมาต่อ เวลานั้นป่ามีมากนามีน้อย เดินจากบ้านหมอ ไม่ช้าก็เข้าเขตพระพุทธบาท เข้ามาปักกลดที่พระพุทธบาท ค้างที่พระพุทธบาท 2 คืน

ที่พระพุทธบาทนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้ง ๆ ที่มีเทวดาอารักขาอยู่มาก เทวดาก็ดีนางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี อารักขาอยู่มาก ก็ยังมีเทวดาจรเข้ามาอีก เทวดาจรเข้ามา ก็น่ากลัวจะเป็นพวกเดียวกับเทวดาที่อารักขา ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นก็คงจะเข้ามาไม่ได้ เพราะเทวดาชั้นจาตุมหาราชนี่เขาถือว่า มีความดุร้ายมาก เข้มแข็งมาก แต่ก็ยังมีเทวดาแปลกเข้ามา (สำหรับเพื่อน ๆ เขาจะมีอะไรบ้างก็ไม่ขอเล่าสู่กันฟัง ขอเล่าเฉพาะส่วนตัวเอง)

ขณะที่เจริญสมาธิอยู่ในกลด อุซุง กายัง ปติฏฐายะ ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาล จิตตั้งอยู่ในพรหมวิหาร 4 และก็ใช้กำลังวิปัสสนาญาณ คือพิจารณาร่างกายว่า มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างไร ๆ เราก็ต้องตาย จะตายที่ไหน มันก็ตายเหมือนกัน ตายที่ตรงนี้ก็ช่างเราต้องการไปนิพพาน แล้วก็นั่งไล่เบี้ย ฌาน 1,2,3,4,5,6,7,8 แล้วก็ถอยหลังมาตั้งอยู่ที่ฌาน 4 ลดกำลังใจมาถึงอุปจารสมาธิ ตั้งอยู่ในกำลังของวิปัสสนาญาณ

เวลานั้นก็พอดี พอเริ่มจับกำลังวิปัสสนาญาณได้ประเดี๋ยวเดียว ก็มีสาวสวย 2 คน เดินผ่านเข้ามาในกลด เปิดมุ้งเข้ามานั่งข้างหน้า ก็นึกในใจว่า สายอัพโภกาสกันทั้งผีกันทุกอย่าง นี่เข้ามาได้อย่างไร เธอก็ถามว่า ท่านจะไปไหน ก็บอกว่า จะไปธุดงค์ เวลานี้อยู่ในเขตธุดงค์ ก็ถามว่า เธอมาได้อย่างไร เธอก็บอกว่า ฉันจะไปทางไหน ฉันไปได้ทุกทาง ไม่มีอะไรขีดคั่น ก็ถามเธอบอกว่า เธอเป็นนางฟ้าใช่ไหม เธอก็ตอบว่า ไม่ใช่ ถามว่า เป็นมนุษย์หรือ เธอก็ตอบว่า ไม่ใช่ ถามว่า เป็นผีหรือ เธอก็ตอบว่า ไม่ใช่ ถามว่า พวกเธอเป็นพวกอนัตตาใช่ไหม เธอตอบว่า ใช่ และถามว่า มาทำไม

เธอก็บอกว่า ผู้หญิงก็อยากจะพบผู้ชาย ท่านเป็นผู้ชายไม่อยากพบผู้หญิงบ้างหรือ ก็บอกว่า ตามปกติแล้วไม่อยากพบใครทั้งหมด ผู้หญิงก็ไม่อยากพบ ผู้ชายก็ไม่อยากพบ ส่วนที่อยากพบอย่างเดียวคือ พระนิพพาน เธอทั้ง 2 คนหันไปยิ้มเข้าหากัน แล้วก็พูดบอกว่า เราผิดหวัง นี่ความจริงเราเป็นสาวใหญ่มานานแล้ว หาสามีไม่ได้ คิดว่าพระท่านอยากจะมีเมียบ้าง ก็มาหาท่านท่านไม่ต้องการเสียแล้ว เราไปดีกว่า แล้วก็ลากลับ

ในเมื่อเธอไปแล้ว ก็มาคิดในใจว่า ทั้ง 2 คนนี่ ต้องเป็นเทวดาที่มีอานุภาพมาก ไม่ใช่นางฟ้า นางฟ้าเขาจะไม่ยุ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องเป็นเทวดาที่เป็นพระอริยเจ้า เมื่อมีความสงสัยอย่างนี้ จึงถามท่านคณะท่านท้าวมหาราช ท่านเวสสุวัณก็บอกว่า ใช่ 2 ท่านที่มาเมื่อกี้นี้ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่นางฟ้า ไม่ใช่คน เป็นพรหม ท่านแปลงกายเป็นผู้หญิงเข้ามา หวังจะทดลองใจท่านว่า มีความพอใจไหม ท่านท้าวเวสสุวัณท่านก็บอกว่า ท่านทำกำลังใจถูกแล้ว ถ้ารักษากำลังใจอย่างนี้ ทุกอย่างที่ท่านต้องการไม่พลาดแน่ หลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ต่อแต่นี้ไปไม่มีอะไรอีก นิมนต์ตามสบาย

ก็นั่งเจริญกรรมฐานบ้าง เมื่อเมื่อยก็นอน เมื่อยลงไปก็นอนมองดูเวลา หยิบนาฬิกาขึ้นมาดูประมาณตี 2 เมื่อถึงเวลาตี 2 เห็นว่าควรพักผ่อน ก็นอน อารมณ์จับนิพพานเป็นอารมณ์ที่เรียกว่า อุปสมานุสสติกรรมฐาน จากนั้นก็จิตจับภาพพระ คือ ภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น เห็นท่านมีสภาพแจ่มใส ท่านยิ้มแย้มก็มีความดีใจ มีปีติเกิดขึ้นในที่สุดก็หลับ

พอเวลา 6 โมงเช้า ได้ยินเสียงปลุกว่า ท่าน เวลานี้ 6 โมงเช้าแล้ว นิมนต์ลุกได้ประเดี๋ยวจะต้องไปบิณฑบาต พอตื่นขึ้นมาแล้ว ก็เอาน้ำในกามาล้างหน้า พอล้างหน้าเสร็จก็ปรากฏว่า (ไม่ได้ไปบิณฑบาต) มีคนใส่บาตร คือเป็นแบบชาวบ้านธรรมดา (ชาวบ้านธรรมดาก็มี ชาวบ้านผิดธรรมดาก็มี ชาวบ้านที่ผิดธรรมดาก็คือว่าแต่งเนื้อแต่งตัวร่างกายเหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่ว่านัยน์ตาไม่กระพริบ ชาวบ้านประเภทนี้มีข้าวแต่ไม่มีกับมีข้าวกับดอกไม้) ชาวบ้านธรรมดาก็มีต้ม มีแกงเอามาใส่ พอฉันข้าวเสร็จ หลวงพ่อปานนำให้พร ให้พรเสร็จ ทุกคนเขาก็ลากลับ

หลวงพ่อปานก็เล่าความเป็นมาของพระพุทธบาท คือ ประวัติพระพุทธบาทตั้งแต่ต้น ตั้งแต่องค์สมเด็จพระเทศพลมาโปรดพราหมณ์ที่นั่น และหลังจากนั้นมามีอะไรบ้าง ท่านก็เล่าสู่กันฟัง หลังจากนั้นก็ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท ท่านก็ยืนยันว่า รอยพระพุทธบาทนี้ เป็นรอยพระพุทธบาทจริง ๆ แท้ ๆ ไม่มีใครทำขึ้น ไม่ใช่ของปลอม หลังจากกราบเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ท่านก็สั่งให้ทุกองค์นั่งทำสมาธิ

พอเริ่มทำสมาธิ บรรดาท่านพุทธบริษัท จับลมหายใจเข้า ไม่ทันจะหายใจออกเห็นภาพพระพุทธเจ้าประทับยืนยิ้มอยู่ข้างหน้า และก็ทรงมีวาจาตรัสว่า เธอทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ร่างกายนี้ไม่ช้าก็มีวิญญาณไปปราศแล้ว มันก็ตาย เมื่อร่างกายนี้ตายเราก็ต้องทิ้งร่างกาย ร่างกายก็เป็นของไร้ประโยชน์ จงหวังพระนิพพานเป็นที่ไป ตั้งใจไว้อย่างนั้น เมื่อท่านตรัสเพียงเท่านี้ ท่านก็หายไป พวกเราก็เอาจิตจับพระนิพพาน

เวลานั้นจริง ๆ เรื่องรู้จักนิพพานจริง ๆ ยังไม่มี ก็นึกในใจขออาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ว่า ถ้าพระนิพพานมีที่ไหน ขอไปที่นั่น เพียงเท่านี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ไปปรากฏกายที่นิพพานทันที นิพพานมีความสวยสดงดงามมาก มีสภาพแจ่มใสมีอาการสงบสงัด เป็นเมืองแก้ว ที่เขาบอก เมืองแก้วกล่าวแล้ว คือ พระนิพพาน มีบ้านมีเมือง ไม่ใช่มีสภาพว่างอย่างหนังสือว่า



((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/5/10 at 09:39 [ QUOTE ]



ปักกลดที่เขาชอนเดื่อ

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้เป็นวันที่ 27 มิถุนายน 2533 เมื่อพักอยู่ที่พระพุทธบาทแล้ว หลวงพ่อปานก็นำย้ายกลดมาที่ เขาวงพระจันทร์ ขึ้นไปปักกลดกันอยู่บนยอดเขา เวลานั้นบันไดก็ไม่มี ต้องเดินแบกกลดบุกป่าขึ้นไปบนยอดเขา ไปตามทางที่เขามีอยู่บ้าง ไม่ใช่ทางบ้าง ไต่เขาขึ้นไป พอถึงยอดเขาก็ปักกลด การปักกลดก็ทำตามปกติ

หลวงพ่อปานท่านบอกว่า ที่เขาวงพระจันทร์นี้ มีพระบรมสารีริกธาตุ วันนี้ ถ้าพวกเธอปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นที่พอใจของพระพุทธเจ้า พวกเธอจะเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ถ้าองค์ไหนปฏิบัติไม่ดี ไม่ชอบ ไม่ควร จะมองไม่เห็น

เมื่อถึงเรียบร้อยแล้ว เราไม่ได้ห่วงเรื่องการกินข้าวกินปลากับใคร เพราะถือว่าเรากินกับเทวดาได้ บนยอดเขาใครจะไปใส่ (เวลานั้นบ้านอยู่บนยอดเขาไม่มี เชิงเขาก็ไม่มี อยู่ไกล) พอขึ้นไปปักกลดเสร็จ มีบ่อน้ำอยู่ไปอาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งพิงโคนต้นไม้ ซึ่งมันร่มดีและก็เย็นสบาย ๆ นั่งหลับตาเจริญภาวนา นึกถึงบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อย่าลืมว่า การธุดงค์ จิตจะต้องวางนิวรณ์ทั้งหมด มันมี แต่ว่าจงทำเหมือนคนไม่มีนิวรณ์ นั่นคือ ไม่นึกถึงมัน ไม่สนใจในมัน และประการที่ 2 การไล่เบี้ยฌาน เข้าฌาน 1,2,3,4,5,6,7,8,8,7,6,5 ไล่มา ไล่ไปไล่มา ไล่มาไล่ไป ให้มันคล่อง มันเพลินในฌานหลังจากนั้น ก็ใช้ทิพพจักขุญาณ บางจุดใช้ทิพพจักขุญาณบ้าง จุตูปปาตญาณบ้าง ญาณ 8 ประการ ใช้ให้มันคล่อง ให้มันเพลินอยู่ในฌาน เพลินอยู่ในญาณ ไม่ใช่ไปชมต้นไม้ต้นไร่

พอถึงที่สบายใจ ลืมตาขึ้นมา เห็นใบไม้มีสภาพไม่เสมอกัน ใบไม้หล่นมา ก็คิดในใจว่าใบไม้นี่ เมื่อก่อนจะเกิด มันก็ผลิเป็นตุ่มเล็ก ๆ เหมือนกับคนเหมือนกับเด็ก ที่เราเกิดมาเป็นเด็ก ต่อมาก็ค่อย ๆ โตขึ้นมาเต็มที่ เป็นหนุ่มเป็นสาวใบก็เขียว ต่อไปใบก็เริ่มเหี่ยว และก็แห้งเหมือนกับคนแก่ในที่สุดหลุด ก็คือตาย เหมือนกับคนตาย เปรียบเทียบกับร่างกายของเราอันนี้เป็น วิปัสสนาญาณ ใช้กับต้นไม้ ใช้กับบ่อน้ำ ใช้กับอะไรทุกอย่าง มองเห็นทุกอย่างเป็นวิปัสสนาญาณ จิตก็เป็นสมาธิ สมาธิไม่ใช่ไปนั่งเข้าฌานกันอยู่ตลอดเวลา

สมาธิต้องทรงตัว วิปัสสนาญาณต้องทรงตัว พรหมวิหาร 4 ต้องทรงตัว ต้องระงับนิวรณ์ 5 ประการทรงตัว จิตมีการคล่องในสังโยชน์ทั้ง 10 ประการ (คำว่า คล่อง คือว่ามีความเข้าใจในสังโยชน์ทั้ง 10 ประการทั้งหมด) ถึงแม้ว่าเราจะยังตัดไม่ได้ แต่ก็ต้องคล่องก็หมายความว่า สักกายทิฏฐิ อย่างต่ำคือ นึกว่าตาย อย่างกลางคือ นึกว่าร่างกายมันจะต้องตาย และก็สกปรก มีชีวิตอยู่ก็เต็มไปด้วยความสกปรก อย่างสุงสุดคือ ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา โดยมากก็จะใช้ข้อสุดท้าย กับข้อที่ 2

ต่อจากนั้นไปก็ ความมั่นใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ และระงับอารมณ์ของกามคุณ ระงับอารมณ์ของโทสะ เล่นฌานให้คล่อง แต่ไม่ติดในฌานไม่มีการถือตัวว่า คนกับคน คนเหมือนคน คนเท่าคน เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน จิตไม่ฟุ้งซ่าน คือ จิตหวังคิดว่า เวลานี้เราตายเราไปนิพพานกันแน่ เราไม่ต้องการ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก เราต้องการเฉพาะ นิพพานจุดเดียว

แล้วก็เดินไปเดินมา หลวงพ่อปานท่านก็ปล่อยตามอัธยาศัย พอเดินเข้าไปในป่ามันเป็นป่ารกชัฏ ตอนนี้ก็ไปเจอะพระองค์หนึ่ง เวลานั้นเวลาประมาณบ่ายสัก 2 โมง ท่านกำลังนั่งฉันข้าวอยู่องค์เดียว และกับข้าวมีมากเหลือเกินมีแกงเป็ด มีแกงไก่ มีแกงหมู โอ๊ย.จิปาถะ กินสัก 10 คนก็ไม่หมด ท่านนั่งฉันตุ้ย ๆ อายุมากแล้ว อายุประมาณสัก 40 เศษ ๆ อ้วน ๆ ผิวดำ ๆ พอเข้าไปใกล้ท่าน ก็ยกมือไหว้ท่านถามว่า หลวงพ่อขอรับ เพิ่งฉันเช้าหรือขอรับ ท่านบอก เออ..ข้ากินแต่เช้าว่ะ มันยังไม่อิ่ม ข้าก็กินเรื่อยไป ก็ถือว่าข้ากินข้าวเช้า ก็ถามว่า หลวงพ่ออยู่วัดไหนขอรับ

ท่านบอกว่าเดิมทีเดียวท่านอยู่ที่จังหวัดอยุธยา แต่ว่าเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่นั่นเสียแล้วออกมาจากวัด หาวัดอยู่ไม่ได้ ข้าก็อยู่ตามป่าตามดง ถามว่า หลวงพ่อขอรับ กับข้าวประเภทนี้หลวงพ่อไปนำมาจากไหน มีหมูเห็ด เป็ดไก่ มากมาย ท่านก็บอก เอ็งก็ดูเอาสิ (คำว่า เอ็งก็ดูเอาสิ นั่นหมายความว่า ต้องใช้ทิพพจักขุญาณ) ก็เลยใช้กำลังใจเป็นทิพพจักขุญาณ

พอใช้กำลังใจเป็นทิพพจักขุญาณเท่านั้นแหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท หลวงพ่อองค์นั้นกลายเป็นพรหม เป็นพรหมชั้นสูงมาก เป็นพรหมชั้น พระอรหัตมรรค เป็นพรหมชั้นที่ 16 และกับข้าวทุกอย่างนี่ ไม่มีอะไรเป็นของจริง ไอ้หมูเห็ด เป็ดไก่ใบไม้ทั้งนั้น

พอเห็นภาพอย่างนั้น ก็ถามท่านบอกว่า ขอประทานอภัยครับ หลวงพ่อเป็นพรหมใช่ไหม ท่านบอก เออ..ใช่ ถามว่า หลวงพ่อมาเพื่ออะไร ท่านก็บอกว่า ก็มาเยี่ยมพวกเอ็ง ข้าเห็นว่าพวกเอ็งยังไม่ว่าง ข้าก็เลยมานั่งกินข้าวที่นี่ ก็เลยบอกว่า กับข้าวแบบนี้ ชาวบ้านเขาไม่กินกันหรอกขอรับ เพราะว่าเป็นใบไม้บ้าง เป็นท่อนไม้บ้าง ท่านบอก เออ..มันก็ไม่เป็นอาบัติ ถามว่า พรหมยังต้องกินข้าวหรือ ท่านบอก ไม่กิน (แต่ท่านก็ยังไม่แสดงอาการกายเป็นพรหม) ถามว่า ท่านเป็นพรหมชั้นที่ 16 ใช่ไหม ท่านบอกว่าใช่

ตามความรู้สึกเวลานั้นว่าท่านเป็นพระอรหัตมรรค ก็ถามว่า ท่านเป็นพระอรหันต์หรือยังครับ ท่านบอก ยังแค่มรรคอยู่ยังไม่ใช่ผล ถามว่า ท่านตายจากคนไปกี่ปี ท่านบอกว่า ประมาณ 400 ปีเศษ ๆ และถามท่านว่าการที่มาเยี่ยม มีความประสงค์อะไร ท่านก็ตอบบอกว่า มาสงเคราะห์พวกเธอ พวกเธอมาดีมาหวังดี และเดินไปทุกทางที่ไหน ก็ใช้กำลังวิปัสสนาญาณด้วย มีสมาธิด้วย มีศีลด้วย มีพรหมวิหาร 4 ด้วย กำลังใจตัดสังโยชน์ด้วย อย่างนี้ดีมาก

ถามท่านว่าอย่างพวกผมนี่จะไปนิพพานชาตินี้ได้ไหม ท่านก็ตอบว่าการถามแบบนั้นเป็นการถามของคนโง่ คนฉลาดจะไม่ถามกัน เพราะว่าการจะไปนิพพานหรือไม่ไปนิพพานไม่ใช่คำพยากรณ์ของใคร มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติถูกเท่านั้น เลยถามท่านบอกว่า เวลาที่ปฏิบัติเวลานี้ ถูกหรือยัง ท่านบอกว่า ถูกแล้ว แต่ความเข้มข้นของจิตใจน้อยไปหน่อย ถามว่าขี้เกียจเกินไปใช่ไหม ท่านบอกว่า ไม่ใช่ การขยันเกินไปเป็นของไม่ดี จิตต้องปล่อยไปตามอารมณ์มันบ้าง อย่างบังคับอย่างเดียว อย่าบังคับให้อยู่เฉพาะกำลังฌาน อย่าบังคับให้อยู่เฉพาะกำลังวิปัสสนาญาณ บางครั้งก็ดูต้นไม้ ดูใบไม้ ดูดอกไม้ ที่มันแกว่งไปแกว่งมาตามกระแสลม สร้างความเพลิดเพลินตามปกติเสียบ้าง จิตจะได้ไม่เครียด หลังจากนั้นแล้ว ก็จับสิ่งที่เราเห็น เป็นวิปัสสนาญาณ

ท่านก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ดีกว่า ที่นี่มันเป็นป่า ไปเที่ยวบ้านฉันไหม ก็บอกว่า ไป พอบอกไป ท่านบอก เอ้า…ไปกันได้แล้ว 3 องค์ ก็เลยไปกันทันที การไปก็ไม่มีอะไรมากไปด้วยอานุภาพของท่าน พอท่านบอกไปได้ละ ก็ถึงเลย ไม่เห็นอะไรข้าง ๆ เลย พอไปถึงเข้า ท่านสวยสดงดงามมาก ท่านก็บอกว่า เดิมฉันอยู่ที่จังหวัดอยุธยา ตายมา 400 ปีเศษ ฉันชื่อ สิงห์ เวลานี้เป็น พระอนาคามี

ท่านก็ชี้มาที่อาตมา ท่านบอกว่า ฉันเคยเป็นพ่อเธอมาหลายชาติ เมื่อเธอปฏิบัติอย่างนี้ เป็นที่ชอบใจของฉัน เธอจะไม่กลับถอยหลังอีก คำว่า ถอยหลังไปเกิดเป็นมนุษย์ จะไม่กลับไปอีก ขอให้ตั้งใจตรงเฉพาะนิพพานเข้าไว้แล้วท่านก็พาชม สหัมบดีพรหม ในเขตสหัมบดีพรหมทั้งหมด กว้างใหญ่ไพศาลมาก น่าอยู่ น่าเลื่อมใส ท่านถามว่า ชอบใจไหม ก็บอกว่าดินแดนของพรหมนี่ชอบใจ แต่ว่าก็ไม่เคยคิดจะอยู่พรหม อยากจะไปนิพพาน ท่านก็ให้แหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นนิพพานอยู่สภาพใกล้นิดเดียว ท่านก็พาไปที่นิพพาน ท่านบอก นี่วิมานของเธอ วิมานใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ เพราะการก่อสร้างของเธอทุกชาติ เธอสั่งสมบารมีมามาก เธอเคยพบพระพุทธเจ้ามาหลายองค์ จำวิมานของเธอไว้

เวลาที่ใช้กำลังฌานสมาบัติ ก่อนจะใช้กำลังฌานสมาบัติ ใช้พรหมวิหาร 4 ก่อน และใช้กำลังวิปัสสนาญาณให้ถึงที่สุด คือไม่ต้องการภพทั้ง 3 มนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ต้องการนิพพาน ให้ใจมันแน่วแน่ และตรงดิ่งมาที่นี่ทันที มานั่ง มานอนเล่นให้มันสบายเสียก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยไปเที่ยวที่อื่น จะไปที่ไหนก็ได้ ก่อนจะหลับมาหลับที่นิพพาน อธิษฐานเวลาตื่นเข้าไว้ว่า เวลาเท่านั้นเท่านี้ เราจะลงมา จงทำอย่างนี้ทุกวัน อารมณ์จะชิน เมื่ออารมณ์ชินแบบนี้ สังขารุเปกขาญาณมันจะเกิดขึ้น เป็นวิธีง่าย ๆ และเวลาตายจริง ๆ มันก็จะตรงมาที่นี่

ก็เลยบอกท่านบอกว่า เวลานี้ผมปรารถนาพุทธภูมิ ท่านบอกว่า ไม่มีความหมายเวลานี้เธอจงทำตามแบบพุทธภูมิไปเถอะ แต่เมื่ออายุ 40 ปีเศษ ต้องลาพุทธภูมิ เพราะเวลานั้นจะเกิดมีการผันผวนในด้านพระศาสนาเกิดขึ้นมามาก แต่ก็ไม่ใช่มีใครเขาทำผิดทุกสำนักทำถูกหมด แต่ถูกเล็ก หรือถูกใหญ่ ถูกหมดหรือไม่หมดเท่านั้น ถูกครบหรือไม่ครบทุกสำนักเขาก็ทำถูก อย่าไปว่าเขาทำผิด เพียงแค่ใจเขานึกถึงพระพุทธเจ้า ก็ถือว่า ทำถูกแล้ว แต่กำลังยังอ่อนเกินไป เขาต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ และคนของเธอ เมื่อสมัยที่เธอเกิดในสมัยก่อน ๆ เธอเคยเป็นกษัตริย์บ้าง เป็นแม่ทัพบ้าง เป็นรองแม่ทัพบ้าง เป็นพ่อเมืองบ้างอย่างนี้ คนที่เขาช่วยเธอมีมาก เพราะเธอปรารถนาพุทธภูมิ

พุทธภูมินี่เธอปรารถนามานานแล้ว แต่ว่าชาตินี้ต้องลาพุทธภูมิ ช่วยพระศาสนา ช่วยเฉพาะในกลุ่มของเรา ไม่ใช่คนอื่น คนอื่นจะสอนเขาไม่ได้ เขาจะไม่จำ ในเมื่อเขาไม่จำ ก็ไม่เกิดประโยชน์ คนอื่นช่างเขา เขาจำหรือไม่จำก็ช่าง เอาแต่คนของเรา และเธอก็จะสามารถขนคนพวกนั้นมานิพพานได้ไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เหลือจากนั้นอีกเล็กน้อย เขาจะอยู่บนสวรรค์บ้าง ไปพรหมโลกบ้าง และต่อไปเขาก็จะไปนิพพาน เมื่อคุยกับท่านเสร็จ ท่านก็พาเที่ยวบริเวณของนิพพาน ท่านก็ชี้วิมานของแต่ละบุคคล องค์นั้นวิมานอยู่ตรงนี้ องค์นี้วิมานอยู่ตรงนี้ วิมานมีแล้วทั้งหมด

ก็รวมความว่า เวลานั้นก็เลยรู้สึกตัวว่า เอ๊ะ..เรามีวิมานที่นิพพาน การเป็นพระพุทธเจ้าก็มานิพพาน ปรารถนาพุทธภูมิก็มานิพพาน ปรารถนาสาวกภูมิก็มานิพพาน ในฐานะที่หลวงพ่อปานท่านแนะนำ ท่านชวนให้ปรารถนาพุทธภูมิ ก็ขอปฏิบัติตามสายพุทธภูมิก่อน แต่ว่าที่หลวงพ่อเนียมสั่งว่า สังโยชน์ 10 ประการ ต้องคล่องตัว ก็ต้องทำด้วยเหมือนกันก็เป็นอันว่า หลวงพ่อเนียมก็ดี หลวงพ่อโหน่งก็ดี หลวงพ่อปานก็ดี ท่านรู้ดีว่า มีความจำเป็นเรื่องการกำจัดสังโยชน์ 10 ประการ

และการกำจัด ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะตัดได้ขาด มีความจำเป็นต้องยับยั้งอารมณ์ของสังโยชน์ทั้ง 10 ประการ คือ สักกายทิฏฐิ ที่มีความรู้สึกว่า ร่างกายเป็นเราเป็นของเรา ต้องยับยั้ง ทิ้งไว้เสีย คิดว่า มันเป็นแต่เพียงธาตุ 4 เข้ามาผสมกัน มีอาการ 32 ไม่ช้ามันก็ตาย เราไม่เป็นอรหันต์ก็ช่าง เรายอมเคารพนับถือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ยับยั้งในกามารมณ์ ยังยั้งในความโกรธ ไม่หลงในรูปฌาน และอรูปฌาน ไม่ถือตัวตัวตนแม้แต่กับหมาเราก็เล่นได้ หมาเล่นกับเรา เราก็เล่นกับหมา หมาตะกายหลังตะกายหน้า ก็ปล่อยตามใจหมา เราไม่ถือตัว ไม่ถือตน และอารมณ์เราก็ไม่ฟุ้งซ่านหวังนิพพานไปที่เดียว และเราก็ไม่เห็นว่าพรหมโลก เทวโลก มนุษยโลกดี เราเห็นนิพพานดี เอากันแค่เป็นประเพณีนิยม หรือประจำใจ จะเป็นอรหันต์หรือไม่ ไม่สำคัญ

หลังจากนั้น เมื่อท่านพาเสร็จจบ ท่านก็บอกว่าเวลานี้มันสว่างแล้ว (ขึ้นไปตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็น ไปพักเดียว ท่านบอกว่า สว่างแล้ว) เดี๋ยวหลวงพ่อปานจะคอย แต่ว่าหลวงพ่อปานท่านรู้นะว่ามากับฉันไม่ใช่ท่านไม่รู้ ก็กลับลงมาที่เดิมพอเข้ากลด ก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานเคาะกระดิ่งเล็ก ๆ เป็นสัญญาณบอกให้ออกมาบิณฑบาต ก็นุ่งสบงทรงจีวรตามปกติออกบิณฑบาต พอถือบาตรออกจากกลด ก็ปรากฏว่ามีคน ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คนแก่มาก นั่งเป็น 2 แถวเรียงรายกัน ก็เดินบิณฑบาตตรงกลาง แต่ข้าวที่เอามาเหมือนกันหมด คือ ข้าวสีเหลืองน้อย ๆ มีดอกไม้คนละดอกใส่บาตร

ก็เป็นอันว่า วันนั้นกินข้าวเทวดา กับนางฟ้า พอท่านใส่บาตรกันเสร็จ หลวงพ่อปานก็ให้พรว่า เอวัง โหตุ (เป็นพรของพระสมัยโบราณที่ท่านให้กัน) ทุกท่านก็กราบ ท่านหัวหน้าท่านบอกว่า ผมดีใจมากที่พวกท่านมาโปรด เพราะกำลังต่อนี้ไป แสงสว่างร่างกายผมจะมีมากขึ้น และอีกองค์หนึ่งที่รองจากหัวหน้า ท่านบอกว่า ทั้ง 3 องค์นี่เพิ่งกลับจากนิพพานใช่ไหมก็ตอบว่า ใช่ ท่านบอก ก็ดีแล้ว เพราะที่เป็นอย่างนี้ดี ผมจึงมาใส่บาตร ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ผมก็ไม่มาใส่บาตร ท่านต้องเอาบาตรไปแขวนกับต้นไม้ จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม จะมีเทวดากับนางฟ้ามาใส่บาตรเสมอ ถามท่านว่า ทั้งหมดท่านเป็นเทวดาบ้าง เป็นนางฟ้าบ้าง เป็นพรหมบ้าง ทำไมถึงไม่มาในรูปของเทวดา นางฟ้า หรือพรหม

ท่านบอกมาในรูปเดิมนี้ดีกว่า เมื่อก่อนผมจะตายจากความเป็นคน ผมรูปร่างขนาดไหน อายุเท่าไร แก่ขนาดไหน หนุ่มขนาดไหน ผมมาตามนั้นดีกว่า มีความสบายใจกว่าดีกว่าที่ให้ท่านเห็นว่า ศักดิ์ศรีของผมมันสูง และการแสดงตนเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหม ศักดิ์ศรีสูงมาก รูปร่างก็สวยเกินไป ไม่ดี หลังจากนั้น ท่านก็ลากลับ

หลังจากนั้น หลวงพ่อปานก็บอกว่า เรายังจะไม่ไปกัน เราจะค้างที่นี่อีก 1 คืน พอตกเวลากลางคืน หลวงพ่อปานก็เรียกเข้าประชุม เวลาประชุมก็ไม่มีการอธิบายอะไร บอกทุกคนเริ่มเจริญภาวนา จับพุทธานุสสติเป็นอารมณ์โดยเฉพาะ ไม่เอาอย่างอื่น พอเริ่มทำเท่านั้นแหละ ปรากฏว่า พระบรมสารีริกธาตุองค์โตกว่าบาตรตั้งเยอะ เป็นดาวสว่างจัดขึ้นมาจากเขาวงพระจันทร์ ขึ้นมาจริง ๆ เวลานั้น 7 ดวง แสงสว่างมาก ท่านก็ลอยนิ่งสูงขึ้นไปประมาณสัก 2-3 เท่ายอดไม้ แสงสว่างจัด ในที่สุดก็กลสับลงมา กลับลงมาก็หายเข้าที่เดิม หลวงพ่อปานก็ลืมตา ท่านถามว่า ทุกองค์เห็นพระบรมสารีริกธาตุไหม ก็ตอบท่านว่า เห็น ท่านถามว่า กี่องค์ บอกว่า 7 องค์ หลวงพ่อปานบอก ใช่ ใช้ได้ ๆ ครบ สมาธิดีวิปัสสนาญาณดี

หลังจากนั้น ตอนเช้าหลวงพ่อปานก็ชวนกันถอนกลด เดินทางต่อไปมันเป็นในป่า ท่านก็ไม่ได้บอกว่าในป่ามันป่าอะไร ไม่ได้ถามท่านไม่มีความจำเป็น มันจะเป็นป่าอะไรก็ช่างเราก็เดินกันเรื่อย ๆ มา เวลาเดินมา เทวดาชั้นจาตุมหาราชท่านก็เดินมาด้วย พวกดาวดึงส์ก็มากันมาก ท่านก็ชี้ชมสถานที่ต่างๆ ในอดีต ชมบ้านชมเมืองในอดีต ชมสนามรบในอดีต ชมภาพของคนตายในอดีต (ชมคนอื่นไม่สำคัญเท่าชมตัวเอง เวลานั้นท่านเป็นไอ้นั่น เวลานี้ท่านเป็นไอ้นี่ ท่านมารบกับเขาตรงนี้ มาฆ่าตรงนี้ มาถูกห่าตายตรงนี้บ้าง มาฆ่าเขาตายตรงนี้บ้าง) ว่ากันเรื่อยไป ว่าอดีตเป็นชั้น ๆ เป็นสมัย ๆ หลายสมัย

พอไปถึงใกล้เขาใหญ่ มาทราบตอนหลังนี้เขาเรียกว่า เขาชอนเดื่อ ถ้าเดินธรรมดา ๆ จากพระพุทธบาท มาชอนเดื่อ ถ้าจะใช้เวลา 1 วัน น่ากลัวจะแย่เหมือนกัน ท่านเดินแบบสบาย ๆ รู้สึกว่าไม่เหนื่อย เป็นกำลังของหลวงพ่อปานบ้าง เทวดาท่านช่วยบ้าง

พอถึงเขาชอนเดื่อ ท่าก็ปักกลดหน้าเขาชอนเดื่อ เวลานั้นก็ปรากฏว่า มีพระองค์หนึ่งอยู่ที่เขาชอนเดื่อ พระองค์นั้นท่านก็ออกมารับรอง ท่านรู้จักกับหลวงพ่อปานดีมาก เมื่อปักกลดเสร็จ พวกเราจะพัก เห็นท่านเข้า ก็เข้าไปกราบท่าน ท่านเป็นพระมีอาวุโสแล้ว อายุประมาณ 30 เศษ เกือบจะ 40 พวกเราเพิ่ง 20 กว่า ๆ นิดเดียว ท่านเห็นเข้า ท่านก็ชมว่าพระ 3 องค์นี้ดี เก่งมากแต่ว่าก็ยังเก่งแค่หากินกับเทวดา (นี่ท่านรู้ด้วย) หลวงพ่อปานก็ถามว่าท่านหากินกับเทวดา หรือท่านหุงข้าวกิน ท่านบอก ผมไม่หุงข้าวกินด้วย ไม่หากินกับเทวดาด้วย ผมอยู่ด้วยกำลังของปีติ (คำว่า ปีติ คือ ความอิ่มใจ) หลวงพ่อปานถามว่า น้ำต้องฉันไหมท่านบอก น้ำต้องฉัน แต่ข้าวไม่ต้องฉัน ร่างกายท่านสมบูรณ์ ผิวเหลืองสวย หน้าตาดี

หลวงพ่อปานถามว่า ท่านนิยมอะไร ศัพท์อย่างนี้พวกเราไม่เข้าใจกัน ท่านบอกว่าเวลานี้ท่านกำลังอยู่ในขั้นฌานโลกีย์ แต่ว่าทรงอภิญญา 5 สามารถจะทำอะไรก็ได้ตามชอบใจ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ทำอย่างเดียว ก็คืออาหาร ไม่ทำอาหารมาเพื่อกิน อยู่ด้วยธรรมปีติพวกเราฟังแล้ว ก็ชื่นอกชื่นใจมาก ก็คิดในใจว่า คนที่อยู่ในธรรมปีตินี่ อย่างน้อยต้องเป็นพระอรหันต์ แต่ความจริงไม่ใช่ แค่ฌานโลกีย์ แค่อภิญญาโลกีย์ก็สามารถทำได้

แล้วต่อมาท่านก็คุยกับหลวงพ่อปาน ตามเรื่องตามราวของคนแก่อายุไล่เลี่ยกันหลวงพ่อปาน 60 ปีเศษ ท่านก็ 50 เกือบจะ 60 อยู่แล้ว อายุใกล้กันมาก พวกเราก็มีหน้าที่นั่งฟัง แต่ที่ท่านคุยกันพวกเราไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ท่านคุยเรื่อง ไอ้นั่นมีที่นั่น ไอ้นี่มีที่นี่ โอ้โฮ..ท่านชี้ไปในหุบในเขา มีเหว มีทองคำ มีอะไรต่ออะไร มีผีมีสาง ท่านชี้ไปที่ไหน เราก็พลอยเห็นด้วย ท่านเก่งจริง ๆ


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 12/5/10 at 08:30 [ QUOTE ]



พระเจ้าของถ้ำหุงข้าว

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ตรงกับ วันที่ 16 กรกฏาคม 2533 เมื่อถึงเขาชอนเดื่อ ตอนนั้นก็ปรากฏว่า หลวงพ่อปานท่านรู้จักกันกับพระที่เขาชอนเดื่อ (ความจริงพระที่เขาชอนเดื่อนี่รู้สึกว่า อายุจะน้อยกว่าหลวงพ่อปานมาก ถ้าจะประมาณอายุจริง ๆ ก็ประมาณ 50 เศษ ๆ หลวงพ่อปานเวลานั้น 60 เศษ) ท่านมีท่าทางกระปรี้กระเปร่าแข็งแรง มีการคล่องตัวมาก เพราะอยู่เขา

เขาชอนเดื่อนี่มารู้จักเอาสมัยหลัง สมัยที่มาอยู่ชัยนาทแล้ว เมื่อไปพบถ้ำ ๆ นั้นเข้าจึงได้ทราบว่า ถ้ำ ๆ นี้เราเคยมา เมื่อสมัยมาธุดงค์ แล้วก็เดินไปทั่ว ๆ บริเวณ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนของเก่าหมด ก็แน่ใจว่าเป็นถ้ำ ๆ นี้ แต่ว่าเวลานั้นเป็นป่าชัฏ บรรดาท่านพุทธบริษัทกลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี ไม่ได้ยินเสียงสุนัขเห่า สุนัขหอนจากบ้าน ก็แสดงว่าไกลบ้านมาก

พอเข้าไปพัก ท่านก็มีอัธยาศัยดีมาก ท่านจัดสถานที่ให้นอน เป็นหลืบของถ้ำเหมือนกับเป็นห้องนอน นอนกันแบบสบาย ๆ ไม่รวมกัน ไม่ต้องปักกลด แต่ว่าพอตื่นขึ้นเช้า เวลาสาย ๆ นิดหน่อย ท่านก็ถามหลวงพ่อปานว่า จะฉันข้าวไหม หลวงพ่อปานบอกว่า ฉันตามปกติ

แต่ความจริงการไปคราวนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท หลวงพ่อปานก็ดีคณะที่ไปร่วมก็ตาม กินข้าวจากเทวดา กินข้าวจากนางฟ้ากัน แต่ว่าพอตื่นเช้าวันนั้นหลวงพ่อปานไม่สั่ง ไม่สั่งให้ออกบิณฑบาตตามปกติ ก็ถือว่า คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง เมื่อไปกับหัวหน้า หรือครูบาอาจารย์ ในเมื่อท่านสั่งอย่างไหนเราทำอย่างนั้นท่านไม่สั่ง เราไม่ทำก็คิดว่า วันนี้เราจะกินข้าวกันที่ไหน นั่นก็เป็นเรื่องของท่าน ถ้าไม่มีข้าวจะกิน เราก็อยู่ด้วยธรรมปีติ (คำว่า ธรรมปีติ หมายความว่า มีความอิ่มใจในธรรม) ถ้าจะถามว่า มีความอิ่มใจพอแล้วหรือ ก็ต้องตอบว่าการเดินทางคราวนั้นมีความอิ่มใจพอมากเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามีครูบาอาจารย์ควบคุมไป และประการที่ 2 รอบ ๆ ข้างมีท่านที่มองไม่เห็นตัวด้วยตาเปล่าคุมไปมาก ทำให้มีการสดชื่นมาก

พอตอนสายมานิดหนึ่ง พอตะวันขึ้นไม่สายมาก สักโมงเช้าได้ละมั้ง พระเจ้าของถิ่นท่านก็ถามว่า จะฉันข้าวไหม หลวงพ่อปานบอกว่า ฉัน ท่านก็เอื้อมมือไปหยิบหม้อดินใหม่เอี่ยม (ความจริงนั่งอยู่ที่นั่นก็มองไม่เห็นหม้อดิน ไม่ทราบว่าท่านวางไว้ที่ไหน แต่ว่าเวลาเมื่อท่านต้องการ ท่านเอื้อมมือไปหยิบปั๊บ ได้หม้อดินมา 1 ลูก) เอาน้ำใส่ไปหน่อยหนึ่งเอาข้าวสารใส่หน่อยหนึ่ง แล้วก็ปิดฝา ท่านถามว่า ฉันแกงบอนไหม หลวงพ่อปานบอกว่า ฉัน ท่านก็เอื้อมไปหยิบเอาบอนมา ตัด ๆ ไม่ต้องปอก ตัด ๆ เหมือนที่เขาแกงกัน แล้วก็ใส่ในหม้อ น้ำใส่หน่อยหนึ่ง แล้วก็เอาฝาปิด หลังจากนั้นท่านก็คุยกัน คุยกันไปสักครู่หนึ่ง ท่านก็ถามหลวงพ่อปานว่า หิวหรือยัง เห็นจะเป็นเวลาประมาณสัก 2 โมงเช้า

ก็เป็นอันว่าในเมื่อหลวงพ่อปานบอกว่า หิวแล้ว ท่านก็เปิดหม้อข้าวขึ้นมา ข้าวสุกเต็มหม้อ มีควันคลุ้ง แสดงว่าข้าวสุกและยังร้อน ๆ มาก เหมือนกับยกลงจากเตาใหม่ ๆ (ความจริงก็ตั้งกับพื้นดิน) แล้วก็เปิดฝาหม้อแกงขึ้น แกงเต็มหม้อ เอามากิน รสชาติเหมือนแกงบอนธรรมดา ๆ อร่อยมาก (นี่ก็เป็นส่วนพิสดารส่วนหนึ่ง ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทเข้าใจว่า คนหลายๆ คน อาจจะมีความเห็นไม่เสมอกัน อาตมาก็ไม่ค้านความเห็นของท่าน นี่เป็นเรื่องของอภิญญา)

เมื่อกินข้าวเสร็จ ท่านก็คุยกัน แล้วก็หันมาถามว่า คุณ 2 องค์นี่ สนใจเรื่องฤทธิ์ไหม อีก 2 องค์ท่านตอบว่าสนใจเรื่องฤทธิ์ หลวงพ่อปานท่านบอกว่า สององค์นี่เขาชอบเล่นฤทธิ์มาก แต่อีกองค์หนึ่งนี่ไม่ชอบ ชอบรู้เห็นโดยเฉพาะ ไปได้ตามกำลังใจ ที่เรียกว่า มโนมยิทธิ ชอบเล่นทางใจมากกว่าเล่นทางกาย ท่านก็เลยหันมาถามอาตมาว่า ทำไมไม่ชอบเล่นทางกายเราไปสวรรค์ เราไปนรกด้วยกายตนเอง เป็นการดีนะ ก็ตอบท่านว่า ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนกัน การไปด้วยกายก็เป็นของไม่แปลก การไปด้วยใจก็เป็นของไม่แปลก คือ เนื้อแท้ของร่างกายจริง ๆ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เวลาตายจริง ๆ ไม่ได้นำร่างกายไปด้วย ผมเลยไม่สนใจ

ท่านมองหน้านิดหนึ่ง ท่านบอกว่า ความจริงเป็นของไม่เกินความสามารถใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ไม่แน่ใจครับ มันจะเกินความสามารถหรือไม่เกินความสามารถผมไม่แน่ใจ แต่ว่าผมไม่นิยมใช้มัน ผมใช้เฉพาะใจอย่างเดียว ทางร่างกายพระพุทธเจ้าท่านห้าม ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านห้าม ก็เกรงว่าจะเผลอ ถ้าเผลอเป็นการผิดพุทธบัญญัติ อาจจะมีโทษ (คำว่ามีโทษอย่างนั้นก็ไม่ทราบว่า ท่านปรับโทษอะไร) ท่านก็เลยบอกว่าก็ดีเหมือนกันถ้ามีความสันโดษอย่างนั้นก็ดี แต่เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ อยู่ที่นี่ ถ้าอยากจะเที่ยวที่ไหนก็บอกให้ให้ทราบ ก็ถามท่านว่า ท่านอยู่ที่นี่มานานหลายปีไหม ท่านบอกว่า อยู่ที่นี่มาเกินสิบปี ถามท่านว่า ท่านฉันข้าวแบบนี้หรือ ท่านบอกว่า ปกติท่านไม่ฉันเลย ท่านอยู่ด้วยธรรมปีติ

ก็มีความสนใจมาก ก็ถามว่า ธรรมปีติ เป็นอย่างไรขอรับ ท่านบอกว่า มีความอิ่มโดยธรรมก็ถามว่า อย่างนี้เขาเรียกว่า เข้านิโรธสมาบัติ ใช่ไหม ท่านบอกว่า คนละอย่าง ธรรมปีติกับนิโรธสมาบัติ คนละอย่าง ผมไม่สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ ก็ถามท่านบอกว่าในเมื่ออยู่องค์เดียวอย่างนี้ อยู่ป่าอย่างนี้มีอาการสงัด ก็น่าจะเข้านิโรธสมาบัติได้ ท่านบอกว่านั่นเป็นขั้นตอนของธรรมะ การปฏิบัติเราต้องรู้จริง นิโรธสมาบัติเป็นภาระของพระอรหันต์ท่าน ก็กราบเรียนถามท่านว่า ท่านยังไม่เป็นพระอรหันต์หรือ มีฤทธิ์ขนาดนี้น่าจะเป็นพระอรหันต์พระที่ยังไม่เป็นอรหันต์ ก็ยังสามารถมีความมีฤทธิ์ได้อย่างนี้ ผมก็อัศจรรย์ใจ

ท่านก็รับตรง ๆ ว่า ท่านบอกว่า ผมนี่เป็น พระฌานโลกีย์ มีบางครั้งผมมีความรู้สึกว่าผมเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าผมสามารถระงับความรักในระหว่างเพศ ความโกรธความโลภ ความหลงได้ แต่ว่ากำลังใจมันมีอาการหนักหน่วง เวลานี้ไม่สนใจกับอะไรทั้งหมด มีการสนใจอย่างเดียวคือ ฌานสมาบัติ ที่อยู่ที่นี่ก็มีความสุข เพราะเทวดา นางฟ้าท่านช่วยท่านสงเคราะห์สถานที่ ที่เตียนได้ทั้งหมด ก็ไม่ใช่มือของผม ผมเองไม่สามรถทำบริเวณข้างถ้ำให้เตียนได้ แม้แต่ในถ้ำก็ใหญ่เหลือเกิน ในถ้ำนั้น ความจริงถ้าจะสร้างกุฏิกันได้สัก 2-3 หลัง ถ้ำใหญ่มากปากถ้ำเล็ก แต่ว่าในถ้ำใหญ่ มีหลืบ มีชั้น มีตอน มีหลายตอนด้วยกัน ที่ราบเรียบขึ้นมาได้ก็อาศัยเทวดาบ้าง นางฟ้าบ้าง ท่านสงเคราะห์

แล้วท่านก็คุยต่อไปว่า จากถ้ำนี้ก็มีอีกหลายถ้ำที่อยู่ข้าง ๆ นี้ ที่สถานที่แห่งนี้เดิมทีเดียวเป็นเมืองใหญ่ ใกล้ ๆ ถ้ำนี้ ท่านชี้บริเวณไปข้างหน้า บริเวณเป็นทุ่งข้างหน้า เป็นทุ่งใหญ่พอสมควร ท่านบอกว่าที่ตรงนั้นเป็นเมืองใหญ่ในอดีต และถ้ำที่อยู่ใกล้ ๆ กับถ้านี้ก็ดี หรือถ้ำนี้ก็ดีเป็นที่เก็บทรัพย์สินของพระราชา เวลานี้ทรัพย์สินของพระราชา มีทองเป็นต้นที่เก็บไว้ตามถ้ำต่างๆ ใกล้ ๆ นี้ ยังมีมาก

พอตอนสาย ๆ หน่อย ๆ ท่านก็ชวนไปดู ไปถึงถ้ำ ๆ หนึ่ง อยู่ใกล้ชิดกันมาก ไม่ไกลนักเขาติด ๆ กัน อาจจะเป็นเทือกเขาเดียวกัน แต่เป็นถ้ำคนละถ้ำ พอเข้าไปใกล้ ๆ ก็มีเสียงอึกทึกโครมคราม ครืนครั่น ๆ ไปข้างใน (เสียงดังสนั่นมาก ไม่ใช่ว่าต้องเงี่ยหูฟังชัด) เสียงท่านบอกว่า นี่ ข้างในน่ะ ไม่ต้องขนของหนี ไม่มีใครเขาเอาอะไรหรอก นี่เจ้าของเดิมเขามาแล้ว จำไม่ได้หรือ จะพาเจ้าของเดิมเขามาดูทรัพย์สมบัติเก่าของเขา ไม่จำเป็นต้องเอาหนี ถึงแม้ว่าจะวางไว้ข้างหน้าถ้ำ ก็ไม่มีใครเขาหยิบ เพราะพระธุดงค์ขนาดนี้เขาไม่หยิบเงิน ไม่หยิบของไม่สนใจในทรัพย์สิน เสียงนั้นก็สงบไป

และในที่สุดก็ต้องแหวกเถาวัลย์เข้าไปในถ้ำ ปากถ้ำเล็ก (คำว่า เล็ก ก็หมายความว่าคนเดินลอดได้ มีความกว้างสักไม่ถึง 2 วาดี) แต่เข้าไปข้างในเป็นโพรงใหญ่มาก เป็นถ้ำกว้างมาก เข้าไปดู ทรัพย์สินต่าง ๆ วางเรียงราย สวยสดงดงาม ทองแท่งเล็ก ทองแท่งใหญ่ เงินแท่งเล็ก เงินแท่งใหญ่ และเครื่องประดับเฉพาะทองจริง ๆ ถ้าจะเทียบน้ำหนักก็ไม่ทราบว่าน้ำหนักเท่าไร เพราะมันวางเป็นกำแพง วางเรียงกันเป็นระเบียบ เป็นกำแพงยาวเหยียดเครื่องประดับประดา สวยสดงดงาม เครื่องกษัตริย์ก็มี ก็รวมความว่าไปเจอะทรัพย์สมบัติเก่า

ก็ถามท่านว่าใครครับ ที่ว่าเคยเป็นเจ้าของท่านหันมาหาอาตมาบอกว่า คุณนั่นแหละเคยเป็นลูกของกษัตริย์เมืองนี้ ถามว่า สมัยไหน ท่านบอก สมัยโพ้นนู้น ตั้งแต่คนไทยยังไม่เข้ามา ไทยชุดใหญ่ยังไม่เข้ามาทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ในระหว่างนั้นเป็นเมืองสรรค์บุรี เขตของเมืองไม่กว้างขวางนัก จากนี่ไปทางด้านทิศใต้ก็เลยเมืองชัยนาทไปถึงเมืองสรรค์บุรี เวลานั้นเมืองชัยนาทก็เป็นเมือง ๆ หนึ่ง เมืองสรรค์บุรีก็เป็นเมือง ๆ หนึ่ง เป็นประเทศ ๆ หนึ่ง แต่ว่าขึ้นกับเมืองนี้ ทางด้านทิศตะวันออกไปก็เลยลพบุรีไปนิดหน่อย ประมาณพระพุทธบาททางด้านทิศเหนือ ก็เลยท่าตะโกไปนิดหน่อย ทางด้านทิศตะวันตก ก็เลยเมืองนครสวรรค์ไปนิดหน่อย เป็นอาณาเขตไม่มาก ก็ถือว่าเป็นเมือง ๆ หนึ่ง เป็นประเทศ ๆ หนึ่ง แต่เป็นประเทศมหาอำนาจ ก็พากันดูทรัพย์สิน ท่านก็บอกว่า ทรัพย์สินอีกจุดหนึ่งของคุณ ยังมีอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่ถ้ำ หลังเมืองชัยนาท แล้วผมจะพาไปดู

เมื่อชมที่นั่นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาปากถ้ำ ความจริงดูหลายถ้ำ ถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำใหญ่มีทรัพย์สินมากมายเหลือเกิน ถ้าพูดอย่างนี้นะ บรรดาท่านพุทธบริษัทอย่าลืมว่าอำนาจของผีสิ่งใดก็ตามที่เฝ้าไว้ ถ้าผียังไม่ยอมให้ท่านจะไม่พบของนั้น เมื่อเข้าไปในถ้ำนั้น ถ้าผียอมให้เมื่อไร ก็จะพบของนั้นที่พูดอย่างนี้ ก็เพราะว่าเวลานี้คนต้องการทรัพย์สินมีมาก บางทีอาจจะลองพิสูจน์แต่ความจริง ถ้าท่านมั่นใจในตัวเองของท่านว่า ท่านพูดกับผีได้ก็เชิญไปพิสูจน์ได้

หลังจากนั้นเมื่อออกมาจากถ้ำนั้นแล้ว ชมกันพอดี พอควร ก็ประมาณบ่าย 1 โมง ท่านก็พาไปหลังจังหวัดชัยนาท ความจริงถ้าจะเดินกันจริง ๆ ต้องใช้เวลาประมาณ 1 วัน แต่ว่าท่านพาเดินชมนกชมต้นไม้ไปประเดี๋ยวเดียวก็ปรากฏว่าถึง ถึงถ้ำนั้น (เวลานี้มารู้จักทีหลัง เขาเรียกกันว่า เขาพลอง เวลานี้เป็นวัดอยู่ หรือเป็นสำนักสงฆ์อยู่บนยอดเขาพลอง) ก็พาไปที่ถ้า ๆ หนึ่ง เป็นปากถ้ำเล็ก ๆ และก็มีหินสีขาว ๆ อยู่ก้อน หรือ 2 ก้อน เป็นสัญลักษณ์อีกแถบหนึ่งมีหินวางเรียงรายกัน คล้าย ๆ หินเขามาปะใหม่ แต่เกาะกันแน่น ไม่เรียบร้อยเหมือนที่อื่น ท่านบอกว่า ตรงนี้เป็นปากถ้ำ เวลานั้น กษัตริย์เมืองนั้นก็เอาทองมาเก็บที่นี่ข้างในเป็นถ้ำใหญ่ ก็ถามท่านบอกว่า จะเข้าไปดูได้ไหม ท่านบอก ทางเข้าไปดูมี ไม่ต้องงัดหินเข้าไปหรอก ทางนี้มี

ท่านก็เดินนำหน้าเข้าไป ปากถ้าก็กว้างประมาณสัก 2 วา เข้าไป ก็เล็กเข้าไปทุกทีเข้าไปหน่อยหนึ่งพบว่ามีน้ำ พอมีน้ำ เข้าไปก็เจอะ งูหงอน งูหงอนนอนอยู่หัวขึ้นดู ท่านก็เรียกว่า ท่านมหานาคา ท่านบอกว่า ลูกชายท่านมาแล้ว อยากจะดูทรัพย์สิน ท่านงูมหานาคาก็หายไปทันที อีกประเดี๋ยวเดียวก็ปรากฏเป็นคน เดินออกมาจากข้างใน บอก นิมนต์ครับใครจะชมอะไรบ้าง ก็เชิญชมตามสบาย ผมเป็นคนเฝ้า ก็เลยแปลกใจถามว่า มหานาคาคือใครครับ ทานบอกว่า มหานาคา เป็นเทวดาของทิศตะวันตก ของท้าววิรูปักข์

ท้าวมหานาคา คือ กษัตริย์องค์ก่อน เมื่อก่อนที่จะตายก็มีความฝังใจในทรัพย์สินที่ตนเก็บไว้ การเก็บทรัพย์สินนี้เก็บไกลเมืองออกมา เพื่อเป็นการป้องกัน คิดว่า ถ้าข้าศึกเข้ามายึดเมืองทางโน้น ก็ยังมีทรัพย์สินส่วนนี้ไว้ใช้ต่อไป เป็นการป้องกัน เขาไม่แน่ใจว่าจะมีข้าศึกมาโจมตีไหม จึงเก็บไว้ที่นี่เพื่อใช้สอย เผื่อว่าต้องถอยทัพหนีออกมาจากเมืองหลวง อาจจะมายับยั้งตั้งฐานที่นี่ก็ได้ จะได้ใช้ทรัพย์สินส่วนนี้ไปพลาง ๆ ก่อน ก็มีมากพอสมควร

เมื่อเข้าไปชมก็พบว่า ทองแท่ง ถ้าคิดเป็นตัน มองดูแล้วคิดว่า เลย 4 ตัน ก็ไม่น้อยเฉพาะทองแท่งใหญ่ ทองแท่งเล็ก ๆ ย่อม ๆ ยังมีอีก สั้น ๆ ถ้าคิดเฉลี่ยแล้วจริง ๆ ทั้งหมดเกิน 10 ตัน แล้วท่านก็ถามท่านมหานาคา (ทีแรกท่านคุยกับนาค แล้วตอนนี้มาคุยกับคนรูปร่างหน้าตาดี) ท่านถามว่า มหานาคา ท่านจำลูกชายท่านได้ไหม ท่านผู้นั้นก็บอกว่า ท่านจำได้เพราะจำได้จึงมาคอย ปกติไม่ได้อยู่ที่นี่ วันนี้มาคอยอยากจะชี้ให้ดูทรัพย์สินว่า ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมด เมื่อต้องการเมื่อไร มาเอาได้เมื่อนั้น จุดธูปบอกโยมก็แล้วกันเป็นของไม่ยาก ในเมื่อท่านอนุญาตก็ยอมรับว่า ถ้าจำเป็นก็จะมานำไปใช้ แต่ว่าการนำไปใช้ก็เกรงอันตรายจากโจรผู้ร้าย ท่านก็เลยบอกว่า เรื่องโจรผู้ร้ายเป็นของไม่แปลก ในเมื่อการนำไป จะให้ไปทีละน้อย แล้วก็ป้องกันไม่ให้คนเห็น ไม่ให้คนรู้ ไม่ให้คนทราบ สมมติว่าใส่ถุงหรือใส่ไถ้ไป เขาจะมีความเข้าใจว่าเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ทอง

นี่เป็นเรื่องของการไปธุดงค์คราวนั้นเป็นอานุภาพของพระ เมื่อคุยกับท่านตามสมควรก็ถามท่านบอกว่า เวลานี้ท่านต้องเฝ้าทรัพย์อยู่ที่นี่หรือ ท่านก็บอกว่า ความจริงน่ะจิตมันห่วง ห่วงกังวลถึงพวกคุณนี่แหละ เกรงว่าจะไม่มีทรัพย์สินเป็นเครื่องกินอยู่กัน ไปเกิดในต่างถิ่นแล้วก็ไม่ทราบว่าทรัพย์สินของตนมีอยู่ แต่ว่ากังวลอย่างอื่นนอกจากนี้ก็ไม่มี ตามปกติแล้วผมก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ผมก็อยู่ที่วิมานของผม เป็นวิมานอยู่ในอำนาจของท้าววิรูปักข์ ทางทิศตะวันตก ท่านก็ถามว่าต้องการทรัพย์สินไหม ก็เลยบอกท่านบอกว่า เวลานี้กำลังธุดงค์ เรื่องการต้องการทรัพย์สินไม่มี ต้องการทรัพย์สินเมื่อไร อาบัติก็เกิดเมื่อนั้น นั่นคือ มดแดงจะกัดตายท่านก็ชอบใจ

แล้วหลวงพ่อปานก็หันไปถามท่านบอกว่า ลูกชายนี่จะมีโอกาสได้ใช้ทรัพย์สินนี้ไหม ท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่า ถ้าลูกชายผมเชื่อท่าน ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ทรัพย์สินส่วนนี้ หรือส่วนอื่น ส่วนโน้นก็ไม่ได้ใช้ ส่วนนี้ก็ไม่ได้ใช้ ถ้าลูกชายผมไม่เชื่อท่าน ถ้าเขาสึกออกไป เขาก็มีสิทธิ์จะได้ใช้ หลวงพ่อปานก็ถามว่า ถ้าเขาสึกออกไป เขาจะมีความสุขหรือมีความทุกข์ ท่านก็ตอบว่าคนที่สึกมาเป็นฆราวาส คนที่มีความสุขจริง ๆ ไม่มี มีแต่ความทุกข์ หลวงพ่อปานท่านถามว่าอยากจะให้ลูกชายสึก หรือไม่อยากให้ลูกชายสึก

ท่านก็บอกว่า ผมไม่อยากให้ลูกชายสึกครับ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ผมเป็นมนุษย์มาแล้ว เวลานี้ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเทวดา ก็ยังมีความเหน็ดเหนื่อยต้องมีภาระ เวลานี้พระทั้งหมดที่มานี่ อย่างต่ำก็เป็น พระทรงฌานโลกีย์ และบางท่านก็ทรงฌานโลกุตตระ คือ เป็นพระอริยเจ้า แต่ผมอยากจะให้ทุกท่านหวังนิพพานมากกว่าผมเองก็เช่นเดียวกัน ผมเองเคยฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระภควันต์ คือ พระพุทธเจ้าสมัยที่ท่านยังทรงพระชนม์อยู่ ฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระบรมครูครั้งเดียว ก็เป็นพระโสดาบัน เวลานี้ผมก็เป็นพระโสดาบัน ผมก็ไม่หวังในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ในความเป็นมนุษย์ต่อไป ต้องการนิพพานจุดเดียว

เมื่อคุยกันตามสมควรแล้ว หลวงพ่อปานก็ถามว่า ลูกชายออกเดินทางมาธุดงค์อย่างนี้จะให้การคุ้มครองไหม ท่านก็บอกว่า ต้องให้การคุ้มครองสิครับ ความจริงเมื่อก่อนออกจากวัดผมก็มาด้วย ไม่ได้พบผมเฉพาะที่นี่ผมมาด้วย และก็มากันหลายคน มากันมาก ตามที่ทุกท่านเห็นแล้ว หลวงพ่อปานก็ขอขอบคุณท่าน หลังจากนั้นก็ลาท่านกลับ ท่านบอกว่า ถ้ากลับผมจะไปส่งแล้วท่านก็เดินนำหน้า พอเดินนำหน้าออกมา ปรากฏว่าถึง เขาแหลมหลังตาคลี ท่านก็แวะเข้าไปอีก จุดนั้นท่านบอกว่า ที่เขาแหลมนี่ ทรัพย์จุดหนึ่งของเราก็ยังมีอยู่ที่นี่ เพราะเวลานั้นเราเกรงสงครามมันจะเกิดขึ้น ต้องเอาทรัพย์ ทองคำมาฝังไว้ในที่ต่าง ๆ กัน ออกจากเขาแหลมแล้วก็เดินเรื่อยๆ ไป ใช้เวลาประเดี๋ยวเดียว ก็ถึงถ้ำชอนเดื่อ

ก็เป็นอันว่า บรรดาท่านพุทธบริษัท วันแรกที่เข้ามาอยู่เขาชอนเดื่อ (คือวันรุ่งขึ้น) พบกับสิ่งมหัศจรรย์ คือ พระไม่ต้องฉันข้าว แล้วก็ได้พบทรัพย์สมบัติเก่า ๆ ที่ผียืนยันว่า เป็นทรัพย์สมบัติของเราเอง ถ้าถามถึงความรู้สึก ถึงการเห็นทองคำ เห็นเพชรนิลจิลดา เห็นของมีคุณค่ามาก มีความรู้สึกอย่างไร ก็ขอตอบตรง ๆ เวลานั้นใจมันจืด ถ้าพูดถึงรสอาหารแล้วใจมันจืดสนิท เพราะจิตใจกำลังทรงอารมณ์อยู่ในเรื่องของธุดงค์ ไม่มีความรู้สึกอยากได้

และก็มีความรู้สึกอยู่ตอนหนึ่งว่า เดิมทีเดียว ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านี้เป็นของเรา (คำว่า ของเรา คือ เราเคยครอบครองทรัพย์สมบัติส่วนนี้อยู่) หลังจากนั้นเราก็ตาย ตายไปแล้วนานเท่าไรก็ไม่ทราบ เราจึงมาโผล่ขึ้นที่นี่ แล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่า นี่เป็นทรัพย์สินของเรา ถ้าหากว่าเราจะปกครองทรัพย์นี่ต่อไปอีก เราก็ตายอีก ความแก่ ความป่วย ความตาย เป็นของปกติ ในเมื่อมันจะต้องตายอีก การมีทรัพย์สินก็ไม่เกิดประโยชน์ ความรู้สึกเวลานั้นก็เฉย ๆ รู้สึกแต่เพียงว่า ก็ดีเหมือนกัน ในสมัยหนึ่ง ในชีวิตของเราที่ท่องเที่ยวไปในภพต่าง ๆ ก็เคยเป็นลูกของกษัตริย์ และจะได้เป็นกษัตริย์กับเขาหรือเปล่าก็ไม่ทราบ กษัตริย์เมืองเล็ก ๆ ถ้าจะเทียบเวลานี้ก็ประมาณเนื้อที่สัก 1 จังหวัด แต่ภายในเขตเล็ก ๆ ก็ยังมีเมืองขึ้นอยู่ 2-3 เมือง

ถ้าจะหันไปดูภาพสมัยเก่า มันก็เป็นเมืองย่อม ๆ มีคนไม่มากไม่มายนัก แต่ว่าเวลานั้นทองมาก ที่ทองมีมากเพราะ กษัตริย์เก็บภาษีในการหาทอง และกษัตริย์ก็เกณฑ์ให้ทหารให้ราษฏรเป็นคนร่อนทอง แล้วก็ปันส่วนกับกษัตริย์ กษัตริย์ได้มาก ราษฎรได้น้อย แต่เขาก็มีความสุข ทุกสิ่งทุกอย่างเขาแลกกันด้วยทอง แหล่งทองมีหลายจุด อย่างแหล่งทอง ลพบุรีก็มีแห่งหนึ่ง และแหล่งทองที่ อำเภอท่าตะโก ก็มีอยู่แห่งหนึ่ง แล้วแหล่งทองที่อำเภอสรรค์บุรี ก็มีอีกแหล่งหนึ่ง


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 1/6/10 at 09:57 [ QUOTE ]



ชมบึงบอระเพ็ด และเรียนระลึกชาติต่าง ๆ

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็เป็น วันที่ 16 กรกฏาคม 2533 ตามเดิมหลังจากกลับเข้าถ้ำชอนเดื่อแล้ว วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อปานก็สั่งว่า ทุกองค์ปฏิบัติตนตามปกติ เจ้าของถิ่นไม่ต้องหุงข้าว ไม่ต้องเลี้ยงอาหาร หลวงพ่อปานท่านก็นั่งบิณฑบาต (คำว่านั่งบิณฑบาต ก็หมายความว่า ท่านมานั่งปากถ้ำ เอาบาตรวางข้างหน้า ฝาบาตรปิดท่านก็นั่งหลับตาเฉย ๆ )

คณะที่ไปทั้งหมด ก็ถือว่าเป็นคณะเถรส่องบาตร (คณะเถรส่องบาตร หมายความว่า อาจารย์ทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น) ก็นั่งเรียงจากท่านลงมา แล้วก็เข้าสมาธิตามปกติประเดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงบอก คุณทั้งหมดลืมตาได้แล้ว ข้าวเกือบจะเต็มบาตรแล้ว คนที่ใส่บาตรกลับหมดแล้ว ก็ลืมตาขึ้นมาก็ปรากฏว่า พบข้าวในบาตรและมีดอกไม้ 1 ดอกตามเดิม

เราก็ฉันข้าวกันเสร็จ ข้าวคงฉันกันเวลาเดียว ถ้าถามว่า ข้าวฉันเหลือไหม ก็ต้องตอบว่า ข้าวนี่ได้เท่าไร ฉันหมดเท่านั้นไม่เหลือ ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า ข้าวเทวดา ข้าวนางฟ้านี่ ให้เท่าไรเป็นการพอดี บางครั้งบางคราวให้แค่ทัพพี 2 ทัพพีก็ฉันอิ่มพอดี ให้ครึ่งบาตรก็ฉันอิ่มพอดี ให้ค่อนบาตร ก็ฉันอิ่มพอดี ฉันหมดพอดี แล้วก็อิ่ม ไม่รู้สึกอึดอัด มีความสบาย

หลังจากนั้นหลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า คุณทั้งสาม ต่อนี้ไปผมให้อิสระคุณ จงออกไปจากภูเขานี้แล้วไปมีกำหนด 7 วัน จึงกลับ ไปตามชอบใจของคุณ คุณจะไปที่ไหนก็ได้ ตามใจชอบ เมื่อเป็นวันที่ 8 ของวันที่สั่ง ให้กลับมาถึงถ้ำนี้ เราจะเดินทางต่อไป

ก็กราบลาหลวงพ่อปาน กับเจ้าของถ้ำ ถามท่านว่า ไปทางไหนดีครับ ท่านก็ชี้ไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท่านบอกว่า ในด้านทิศนั้นมี บึงบอระเพ็ด เป็นบึงใหญ่มีน้ำใสสะอาด มีผักหญ้า ปลาเยอะ สัตว์ในป่าที่อาศัยน้ำในบึงบอระเพ็ดมีมาก จะได้ชมสัตว์สวย ๆ แล้วก็มีภูเขาย่อม ๆ อยู่หลายลูก จะอาศัยถ้ำก็ได้เพราะมีถ้ำย่อม ๆ อยู่ เป็นที่อยู่อย่างมีความสุข ถามท่านว่า ไกลไหม ท่านบอกว่า ถ้าคุณจะไป ผมจะไปส่ง แต่การไปส่งของผม ผมจะไม่เอาตัวไป ผมจะเอาใจไปส่ง และเวลาขากลับ นึกถึงผมก็แล้วกัน ผมจะไปรับ

ก็กราบลาท่านแบกกลดขึ้นบ่า ออกเดินทางกันทันทีเวลานั้นเวลาประมาณ 4 โมงเช้า ท่านพุทธบริษัทอาจจะสงสัยว่า จะร้อนแดดไหมเวลานั้นที่นั่นทั้งหมดเป็นป่าชัฏ เดินไปจริง ๆ ใช้เวลาจริง ๆ ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็ไปถึงบึงบอระเพ็ด ถ้าจะเดินกันเวลานี้ ใช้เวลา 2 วัน อาจจะไม่ถึงละมั้ง ทั้ง ๆ ที่ทุ่งเตียนแล้ว

เมื่อไปถึงบึงบอระเพ็ดแล้ว ก็ตรวจพื้นที่ว่า เราจะหาถ้ำลูกไหนเป็นที่อยู่กัน ก็ไปได้ชะโงกผาเป็นถ้ำไม่ลึก จะว่าเป็นถ้ำก็ไม่เชิง เป็นเขาชะโงกเป็นหลุมเข้าไปหน่อยหนึ่งพอที่จะอาศัย ก็หมายความว่า ถ้าฝนตกก็ไม่เปียก มีพื้นสูงจากพื้นดิน อาศัยกันอยู่คนละที่

เมื่ออยู่ที่ถ้ำนี้ก็มีความสุข เวลาตอนเย็น ๆ ก็ไปเดินเล่นใกล้ ๆ กับบึงบอระเพ็ด กลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง ตอนเช้าบ้างก็มีสัตว์ต่าง ๆ มาอาศัยน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝูงช้างมาอาบน้ำ เล่นบ้าง สัตว์ที่น่ารักจริง ๆ ก็คือฝูงลิง กับกระต่าย เจ้าลิงนี่จะไปไหนมันก็ตามไปด้วย จำได้อยู่ตัวหนึ่ง เป็นลิงขาวเผือกใหญ่ เป็นหัวหน้า นอกนั้นก็เหมือนลิงธรรมดา ถ้าจะจำก็อาจจะจำได้ แต่มันก็เหมือนกัน จะบอกว่าจำได้ก็ไม่แน่นอนนัก จำลิงขาวเผือกใหญ่ 1 ตัวก็แล้วกัน เป็นหัวหน้าฝูง

เธอมักจะแสดงอาการมีความจงรักภักดี เอาผลไม้มาให้บ้าง มาล้อเล่นบ้าง มาล้อเลียนบ้าง เดินเล่นใกล้ๆ บ้าง บางทีนั่งเพลิน ๆ ก็มาสะกิดเล่นบ้าง พอลืมตาขึ้นมาเธอก็แหกตาหลอกเสียบ้าง อะไรบ้าง เป็นต้น นี่เรื่องของลิง

และอีกชุดหนึ่งก็พวกกระต่าย กับสุนัขจิ้งจอก ตามธรรมดาสุนัขจิ้งจอกจะไม่ค่อยยอมให้คนพบเห็น แต่สุนัขจิ้งจอกฝูงนี้ก็มาอยู่ใกล้ๆ จะส่งเสียงบอกสัญญาณ ถ้ามีสัตว์ใหญ่จะลงมาที่น้ำ สุนัขจิ้งจอกจะเห่า แล้วก็วิ่งเข้ามาหา กระต่ายก็เหมือนกันจะโดดเข้ามาหา ถ้ามีสัตว์ใหญ่มาในเมื่อเจ้า 2 พวก สุนัขจิ้งจอกก็ดี กระต่ายก็ดี มันกระโดดเข้ามาหา มานั่งใกล้ ๆ แสดงว่ามีสัตว์ใหญ่มาแล้ว แต่ว่าบรรดาสัตว์ใหญ่ทั้งหลาย บรรดาท่านพุทธบริษัท เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร เขามากินน้ำ มาอาบน้ำของเขา เขามาหาความสุข แล้วเขาก็ไปกัน

ทีนี้ยามที่อยู่ถึงเวลา 7 วัน บรรดาท่านพุทธบริษัทลืมบอกไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินทางหลวงพ่อปานบอกว่าให้ทบทวนชีวิตในความเป็นมา ตั้งแต่อยุธยาถึงเขาชอนเดื่อ เราเคยเกิดมาแล้วกี่ครั้ง มีอะไรบ้าง ที่สัมผัสมา เกิดมามีชีวิต มีความสุข หรือมีความทุกข์ มีฐานะเป็นอย่างไร ให้ดูเอา คือว่าให้ใช้กำลัง 3 อย่าง คือ
1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติตัวเอง
2. อตีตังสญาณ เหตุการณืในอดีต
3. อนาคตังสญาณ เหตุการณ์ข้างหน้า

ใช้ญาณ 3 ณาณนี้เป็นเครื่องรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ กับอตีตังสญาณ เมื่อเดินไปเดินมา มีอาการสงบ ใจสบาย ๆ ก็ใช้ญาณเสียทีหนึ่ง

การใช้ญาณความรู้นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทเคยใช้และพิสูจน์มา มันมีอย่างนี้ ถ้าเราใช้ความรู้ของเราเอง มันผิดบ้าง ถูกบ้าง บางทีมันก็ถูกแบบเฉียด ๆ บางทีมันก็ถูกตรงเลย ทีเดียว ผิดก็ผิดไม่ไกลนัก บางครั้งถ้ามีอารมณ์หลวมตัวมาก นิวรณ์กวนใจจะผิดถนัด แต่ว่าถ้ามีที่ถาม มีท่านบอก มีท่านผู้รู้บอก (คำว่า ท่านผู้รู้ นี่ต้องหมายเอามาตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พรหม เทวดา จะเป็นท่านผู้ใดก็ตาม) ถ้าท่านผู้รู้บอกแล้วจะตรงตามความเป็นจริงเสมอ

ฉะนั้นเรื่องนี้หลวงพ่อปานจึงแนะนำบอกว่า จงอย่าเก่งแต่ผู้เดียว จงอย่าทำตนเป็นคนเก่ง ถ้าเราทำตนเป็นคนเก่ง มันจะไม่เก่ง ถ้าเราอาศัยคนอื่น ให้ผู้อื่นเขาเก่งกว่าเรา เราจะมีความสุข มีความสุขด้วย จิตก็เป็นสุข มีความสบายใจ ความผิดเพี้ยนก็ไม่มี จะได้รับผลตรงตามความเป็นจริง

ทั้ง 3 คนก็นั่งทบทวนกันมาว่า เราเคยเกิดร่วมกันมากี่ชาติ ๆ มีไหม มีชาติไหนบ้างที่เคยเกิดแยกกันอยู่ ก็มีบางชาติเกิดกันคนละเมือง เป็นเจ้าเมืองกันคนละเมืองก็มี บางชาติเกิดเป็นลูกเศรษฐี บางชาติก็เกิดเป็นลูกคนจน แต่ก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ถึงกับขอทาน ถ้าจะนับถอยหลังไปตั้งแต่ เอากันตั้งแต่สมัยเบื้องต้นอยุธยา สุพรรณต่ออยุธยานะ สุพรรณบวกอยุธยา นี่ก็เกิดเสียหลายครั้ง จะนับได้ก็สัก 5-6 ครั้งละมั้ง ถ้าจะบอกสมัยก็ไม่ดีนะไม่บอกสมัยดีกว่า เอากันแค่ต้นอยุธยา รองลงมาก็เกิดตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย ๆ ไปไหนก็ไม่พ้นอยุธยา เพราะจิตมันมีความผูกพันอยุธยาอยู่

และความเป็นอยู่ของชีวิต ความเป็นอยู่ของชีวิตจริง ๆ ก็เป็นการสร้างบาป เกิดทุกชาติสร้างบาปทุกชาติ และก็สร้างบุญทุกชาติ บาปกับบุญนี่ จริง ๆ มันไม่เข้าดุลย์กัน บาปมันมากกว่าบุญในชีวิตตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็ก ยันแก่ สร้างทั้งบุญและก็สร้างทั้งบาป เมื่อยามว่างก็ทำบุญ ยามเกิดศึกสงครามก็ทำบาป ต้องรบ ก่อนที่จะรบกับข้าศึก ก่อนที่จะเข่นฆ่าข้าศึกก็ต้องฆ่าเพื่อกันเสียก่อน ฆ่าผู้มีคุณ (ผู้มีคุณ ก็คือ วัว ควาย ช้าง ม้า เป็ด ไก่ ช้างไม่ได้ฆ่า ม้าไม่ได้ฆ่า เป็ดไก่ฆ่า ปลาฆ่า) เอาเป็นอาหารของทหาร เมื่อรบกัน ก็ต้องตายด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายเขา เมื่อเสร็จสงครามแล้วก็มาสร้างบุญกันต่อไป

ในขณะที่สร้างบุญก็สร้างบาป เพราะอะไร อะไรบ้างที่จะเป็นความสุขของปวงชนที่เป็นบริวารก็จะทำทุกอย่างให้เกิดความสุข แม้แต่บางครั้งต้องแนะนำให้เขาทำบาป ประทานอภัยบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลานั้นยังไม่ต้องเลี้ยงปลากัน การเลี้ยงปลาฆ่า มีความจำเป็นน้อย แต่เรื่องฆ่าสัตว์ มีสัตว์ป่า ต้องการจะกินเก้งบ้าง ต้องการจะกินละมั่งบ้าง ต้องการกินหมูป่าบ้าง เรื่องการกิน การเลี้ยงคนนี่บรรดาท่านทั้งหลาย มันก็ต้องฆ่าสัตว์ สัตว์มันตายให้ไม่ทัน อันนี้ก็บาป ยามปกติก็บาป ยามสงครามก็บาป แต่ยามปกติมีทั้งบาป ทั้งบุญ สร้างวัดวาอาราม สถานที่อยู่ เป็นที่บูชาซึ่งกันและกัน สร้างสถานสถูปเป็นที่พักของบรรดาท่านผู้ทรงคุณธรรม สมัยนั้นยังคงไม่เรียกกันว่า สร้างวัด รวมความว่าทานก็ให้ ศีลก็รักษา แต่เรื่องปาณาฯนี่สงสัย รักษาศีลปาณาฯ จริง แต่สั่งเขาฆ่าสัตว์ ทีนี้โทษปาณาฯ มันจะพ้นไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ก็ต้องถือว่า ไม่พ้น โทษปาณาติบาตมันก็มาก

เมื่อต่างคนต่างนึกถึงเรื่องอะไรได้ก็ถามใช้วิธีถามท่านผู้รู้ ก็มีท่านผู้รู้ท่านเดียวที่มาบอก ท่านบอกว่า ถ้าผมบอกคนเดียวแล้ว ไม่จำเป็นต้องถามคนอื่น (บอกตรง ๆ ดีไหมก็บอกกันตรง ๆ มันจะตายหรือ) ท่านผู้รู้จริงๆ ก็คือ พระอินทร์ท่านมาในรูปของคนธรรมดา ๆ นุ่งขาว ห่มขาว ใช้สไบเฉียง มีสภาพเรียบร้อย ท่านก็ไม่ได้บอกว่า ท่านเป็นพระอินทร์ (มารู้ว่าเป็นพระอินทร์จริง ๆ ต่อเมื่อหลวงพ่อปานบอก) ท่านบอกว่า สมัยนั้น คุณเกิดเป็นอย่างนั้น ดูภาพตามนี้ ก็ดูเหมือนดูโทรทัศน์ เหมือนดูของจริง

บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ การปกครองเป็นอย่างนี้ พ่อคุณชื่อนั้น แม่คุณชื่อนี้ คุณชื่อนั้นเมียชื่อนั้น ลูกชื่อนี้ ว่ากันเรื่อยไป แล้วก็ตาย ก่อนจะตายก็ทำบุญอยู่ อาศัยที่การทำบุญจิตใจเวลาจะตาย จิตมันก็นึกถึงบุญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ที่เกาะจริง ๆ เวลานั้น ตอนต้นโน้น ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า (ถ้าจะพูดกันไปก็หมายความว่า ก่อนสมัยพุทธกาล ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า) ก็นึกถึงเทวดาที่เคารพ นึกถึงพรหมที่เคารพ เขาสอน เทวดา กับพรหมมีการให้ทาน มีการรักษาศีลตามสมควร อาศัยทานบ้าง รักษาศีลบ้าง มีความเคารพในพรหมเทวดาบ้าง เวลาตายแล้ว บาปก็ตามไม่ทัน ไปสวรรค์ ไปพรหมทุกที และต่อมาไม่ช้าก็มาเกิด พวกเราทุกคนก็จด บันทึกหัวข้อไว้ เพราะต้องกลับมารายงานหลวงพ่อปาน

รวมความว่า อาศัยการระลึกชาติ แต่ความจริงไม่ได้ระลึกจริง เป็นการถาม ถามท่านท่านตอบ พร้อมกับภาพ ภาพไม่ใช่ภาพเขียนไม่ใช่ภาพในจอโทรทัศน์ ภาพเป็นเมืองเวลานั้นจริง ๆ เลย เป็นบ้านเป็นเมืองชัด เราเป็นอะไรบ้าง ก็เห็นตัวเราทำโน่นทำนี่ ชี้นั่นชี้นี่เห็นหมดทุกอย่าง เหมือนกับดูโทรทัศน์เหมือนกัน แต่เห็นเป็นของจริง เต็มทุ่งเต็มท่าไปหมด การยกทัพจับศึก ไปตีกับข้าศึก ดีไม่ดี เขาไม่มาตีเรา เราก็ไปตีเขา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราระแวงเกรงว่าเขาจะเป็นศัตรูของเรา ถ้าเราไม่ไปตีเขา และเขามีความเข้มแข็งขึ้น เขาก็อาจจะตีเรา เราอาจจะเสียท่า เราก็ไปตีเขาก่อน นี่มันก็เรื่องของบาป

นั่งดูภาพแล้วก็สลดใจ ท่านก็มาแนะนำให้ทั้ง 7 วัน เวลาที่ท่านมาจริง ๆ ก็เวลาเที่ยงหลังจากเที่ยงแล้วท่านมา ท่านบอกว่า ก่อนเที่ยงท่านไม่มีเวลาว่าง ขอโทษเถอะ ลืมบอกความจริงไป คือ ท่านผู้บอกนั้น ท่านไม่ได้บอกว่า ท่านเป็นเทวดา ท่านบอกว่า ท่านเป็นคนแถวนี้ ท่านอยู่ในป่า แต่ท่านมีความรู้เรื่องเมืองต่าง ๆ ความเป็นมาของพื้นที่ทั้งหมด ท่านรู้หมด ท่านบอกว่า ท่านเป็นผู้มีญาณวิเศษ ทีนี้ก่อนที่จะให้ท่านบอก ก็พิสูจน์บอกว่า เอ้า..ถ้าอย่างนั้นเห็นหมด ต้องการเห็นอะไร ๆ เห็นหมดทุกอย่าง นี่เป็นการพิสูจน์กัน แล้วท่านมาบอกให้ฟังเราก็จด จดแล้วก็มีความสลดใจ

ท่านก็แนะนำบอกว่าการที่อาจารย์ของคุณแนะนำให้ใช้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณก็ดี อตีตังสญาณกีดี อนาคตังสญาณก็ดี ทั้งหมดนี้รู้สึกว่าท่านมีความฉลาดมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ กับอตีตังสญาณ ทั้ง 2 ประการ เป็นการตัดกิเลสที่มีความสำคัญ ที่เรียกกันว่า สักกายทิฏฐิ ที่มีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา

ท่านก็ชี้ให้ดูว่า ชาตินี้ท่านเกิดเป็นอย่างนั้น ชาตินี้เป็นลูกคนจน เห็นไหม มีความลำบากขนาดนี้ จนแสนจน ไม่ค่อยมีจะกิน แต่ก็คนสมัยนั้น ถึงแม้ว่าจน ก็ไม่ลำบากเหมือนคนสมัยนี้ เพราะของหาง่าย เข้าป่าเอาหน่อไม้เอาเผือก เอามันมา ประเดี๋ยวก็มีกิน ผลไม้ก็มีเยอะแยะ ผักปลาก็เยอะแยะหาง่าย เวลาหาปลาก็ไม่ต้องมีแหไม่ต้องมีอวน ไม่ต้องมีเรือตังเก ใช้มือจับ เพราะคนน้อยกว่าปลา ใช้มือจับ ๆ 2-3 ครั้ง ก็พอกินพอใช้ พอกินแล้วก็นำมากินกัน กินปลาก็กินบาป แต่ว่าทุกครั้งทุกสมัย จิตใจประกอบไปด้วยกุศล ทำบุญหนัก การทำบุญหนักตามฐานะ มีการเคร่งครัดในบุญในกุศล นิยมให้ทาน นิยมไหว้เทวดา นิยมไหว้พรหม เวลานั้นยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า

ต่อมาภายหลัง มาสมัยที่รู้จักพระพุทธเจ้าแล้ว (คำว่า รู้จักพระพุทธเจ้าก็หมายความว่า ประเทศไทยยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา) ตอนนี้ก็ยึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ท่านก็แสดงภาพให้ดูว่า สร้างวัดที่ไหนบ้าง ทำอะไรบ้าง ที่ลพบุรีนี่ (ให้ดูภาพเมืองลพบุรี ที่เคยผ่านมา) ลพบุรีกับอยุธยา เคยเป็นอะไรบ้าง เคยไปรบทัพจับศึก เคยเป็นแม่ทัพนำกำลังทหารไปรบข้าศึกบ้าง และอาจจะเป็นอะไรบ้างก็ตามเถอะอย่าบอกเลย คือว่าเกิดมาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็เจอะสงครามทุกครั้ง ในเมื่อพระราชาสั่งรบ ก็ต้องไปรบ เต็มใจรบหรือไม่เต็มใจรบก็ต้องไปรบ ถ้าจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว ก็ถือว่า เต็มใจไปรบ เพราะอะไร เพราะว่ารบเพื่อความเป็นอิสรภาพ

และอีกประการหนึ่งถูกพวกหักหลัง อย่างเมืองที่บอกว่าเป็นเมืองขึ้นยอมเป็นลูกน้องแล้วมันก็กลับจะเป็นลูกพี่ แข็งเมืองขึ้นมา อย่างนี้ต้องไปตี มันก็มีความจำเป็น ดูภาพอย่างนั้นแล้ว ในที่สุดก็ตาย เกิดแล้วก็ตายทุกที แต่ก็น่าชอบใจกำลังใจของตัวเองว่า สะสมบาปไว้มหาศาล ยังเป็นหนี้บานเจ้า เวลานี้ดูบาปแล้วกองพะเนินเทินทึก แต่ว่าเวลาจะตายเกาะบุญจุดใดจุดหนึ่ง ที่สั่งสมบุญไว้ก็มาก เกาะบุญขึ้นสวรรค์ไปทุกที

ก็รวมความว่า อยู่ที่นั่น 7 วัน เดินไปเดินมา ป่าในสถานที่นั้นก็เป็นดงรัง เป็นต้นรังสูงสะพริ้ง ป่ารังนี่สวย ไม่มีอะไรเกะกะข้างล่าง เหมือนกับเสาตั้งขึ้นไป มีใบอยู่บนยอดมีความสงบสุข บางครั้งก็เดินไปพบฝูงช้าง ช้างก็ใจดี ไปพบฝูงช้างเข้า ช้างหัวหน้าเป็นช้างสีดอคุกเข่าลงข้างหน้า ยกงวงขึ้น แสดงความคารวะ ทักท่านเหมือนกับไหว้ยกมือไหว้ ช้างลูกน้องต่าง ๆ เขาก็ทำเหมือนกัน ถ้าบางคราวเดินไปไกลเกินไป หิวน้ำ ก็บอกว่า พ่อปู่ ที่ไหนมีหนองน้ำบ้าง น้ำใส ๆ กำลังหิวน้ำ น้ำในกระติกหมด ช้างที่เป็นหัวหน้าหันมา คุกเข่าเทาแล้วก็ลุกขึ้น เดินน้ำหน้าไป พอถึงที่บ่อน้ำ ก็ใช้งวง ชี้ให้ดู เราไปที่ตรงนั้นก็ปรากฏว่าพบหนองน้ำ ก็ได้กินน้ำตามความต้องการ นี่ช้างก็เป็นมิตรที่ดี

ทั้งเสือ ทั้งช้างไม่เคยมีสัตว์ประเภทไหนคิดจะทำอันตราย เสือก็เจอะ เขาก็เดินเฉย ๆ เดินเหมือนกับเราเดินหลีกแมวบนบ้าน เสือ กับแมวรูปร่างคล้ายคลึงกัน แต่เสือโตกว่าเราเดินไป เสือเดินมาเสือก็เดินเฉย เราก็เดินเฉย ถ้าถามถึงความรู้สึกเวลานั้นก็มีความรู้สึกอย่างเดียวว่า เวลานี้เราพร้อมแล้ว พร้อมที่จะไปนิพพาน จะไปได้หรือไม่ได้ จิตใจเราพร้อมจะไปนิพพานอย่างเดียว

เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จากปุพเพนิวาสานุสสติญาณก็ดี อตีตังสญาณก็ตาม มันมีความเบื่อในความเกิดเสียจริง ๆ มันเกิด แล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย ในวาระถึงความเป็นใหญ่เป็นโต แหม..ท่าทางคึกคักห้าวหาญข้างนอกท่าทางแกร่ง แต่เข้ามาในบ้านบางที จ๋อง หมดเรี่ยวหมดแรง นอนเขลง ใจก็เหนื่อยกายก็เหนื่อย และความป่วยไข้ไม่สบายมันก็ไม่เลือก คนฐานะเช่นใดมันก็เอา และความแก่ก็ไม่เลือกคน ความตายก็ไม่เลือกคน

เป็นอันว่าการเห็นสัตว์คิดว่าสัตว์จะทำร้าย จึงไม่มีความรู้สึกอะไร ความรู้สึกเวลานั้นคิดว่า ถ้าตายเมื่อไร ขอไปนิพพานจุดเดียว ทั้ง ๆ ที่กำลังปรารถนาพุทธภูมิ เรื่องการปรารถนาพุทธภูมินั่นเป็นอารมณ์ แต่อารมณ์ที่แท้จริงของเราพุทธภูมิก็ต้องการนิพพาน คือ คนต้องการเป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องการไปนิพพาน แต่ว่าต้องการจะสอนคนอื่นก่อน ทีนี้เราที่หลวงพ่อปานชวนให้ปรารถนาพุทธภูมิ เราก็เอาด้วย เอาอย่างคนตามท่านมันก็ไม่แน่นอนนัก จิตใจก็หวังพุทธภูมิ แต่อีกจิตใจหนึ่งว่า ถ้าไปนิพพานได้เมื่อไร ก็ไปเมื่อนั้น เพราะครูที่สอนมาท่านก็สอนท่านแนะนำให้หวังนิพพานเป็นที่ไป การปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่รู้จักนิพพานก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

ก็รวมความว่า กำลังใจเป็นปกติใจเป็นปกติจริง ๆ เห็นสัตว์ทุกประเภท จิตมันเฉยหมดก็เหมือนกับเห็นมิตรที่ดี ถ้าถามว่า ใช้คาถาอะไร ก็ตอบว่า คาถาที่ใช้จริง ๆ คืออารมณ์ใจ ทรงพรหมวิหาร 4 นี่เว้นไม่ได้ พรหมวิหาร 4 นี่ต้องทรงทุกลมหายใจเข้า - ออก ขณะใดที่ตื่นอยู่ จิตจะทรงพรหมวิหาร 4 ตลอดเวลา ถ้าถามว่า พรหมวิหาร 4 กันอะไรได้ไหมก็ต้องขอตอบว่า พรหมวิหาร 4 กันอารมณ์กลุ้ม อารมณ์จะไม่กลุ้มเพราะความโกรธ อารมณ์จะไม่กลุ้มเพราะความอิจฉาริษยา อารมณ์จะไม่กลุ้มเพราะเหตุปกติธรรมดา คือ ร่างกายป่วยไข้ไม่สบาย ถืออุเบกขาเข้าไว้ อารมณ์จะไม่กลุ้มในเมื่อเจอะสัตว์ร้าย ถ้าคิดว่าสัตว์มันจะกิน ก็เฉย ตามใจมัน ให้ร่างกายเป็นอาหารมัน แต่บังเอิญสัตว์มันก็ไม่กิน

บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นอันว่าถึงกำหนด 7 วัน ก็นึกว่าจะกลับพอดี ท่านเจ้าของถ้ำจะไปรับ หรือไม่ไปรับก็ตาม แต่ว่าท่านผู้ทรงคุณ นุ่งขาวห่มขาว ท่านถามว่า จะกลับใช่ไหมก็กราบเรียนว่า ถึงเวลาวันที่ 8 แล้ว ต้องกลับ ฉันเช้าแล้วกลับ ท่านบอก ไม่เป็นไร นิมนต์ฉันเช้าเถอะ ผมจะส่งท่านเวลาที่ท่านฉันข้าว พอฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปรากฏว่ามานั่งอยู่ที่ถ้ำชอนเดื่อ กำลังฉันข้าวก็คิดว่า อยู่ที่ใกล้ ๆ บึงบอระเพ็ด แต่ว่าพอฉันข้าวเสร็จปรากฏว่า นั่งอยู่ที่ปากถ้ำชอนเดื่อ

หลวงพ่อปานเห็นท่านก็ยิ้ม ท่านบอก เสียท่าแล้วหรือ บอก ใช่ครับ ท่านถามว่าคนนุ่งขาวห่มขาว ที่ไปสอนคุณ คุณทราบไหมว่าใคร ผมไม่รู้ครับ ท่านถามว่า สังเกตลูกตาหรือเปล่า บอกสังเกตครับ แต่ไม่มีเวลาสนใจในท่าน ต้องการอย่างเดียวคือ คำที่ท่านแนะนำแล้วก็บันทึก ก่อนที่ท่านจะมา ผมก็บันทึกสิ่งที่แล้วมาแล้ว เวลาท่านมาพูดให้ฟัง ท่านแนะนำทั้งศีล ทั้งธรรม และทั้งเรื่องราวในอดีต ก็รับฟังท่าน หลวงพ่อปานท่านบอก นั่นคือพระอินทร์ นะ พระอินทร์คือใคร พวกคุณก็ทราบแล้วใช่ไหม ทุกคนก็บอกว่า ทราบ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/6/10 at 08:31 [ QUOTE ]



ธุดงค์ไปนครสวรรค์


ท่านพุทธบริษัททั้งหลายวันที่บันทึกเป็น วันที่ 16 สิงหาคม2533 วันนี้ก็มาคุยกันถึงเรื่องธุดงค์ การไปธุดงค์คราวนี้ออกจากตาคลีไปนครสวรรค์

การเดินทางเวลานั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท เดินทางแบบสบายๆ เพราะเป็นป่าใหญ่ป่าทึบ การเดินทั้งหมด เข้าป่าทั้งหมดเพราะว่าไม่ต้องการพบบ้าน พอไปถึงเขตนครสวรรค์ ก็ไม่ทราบว่าตำบลอะไรมันเลยเมืองนครสวรรค์ไปใกล้กำแพงเพชร หลวงพ่อปานก็สั่งปักกลดเมื่อปักกลดเรียบร้อยแล้วก็หาน้ำอาบกันหาบ่อน้ำอาบหลวงพ่อปานท่านมีความชำนาญมากท่านบอกว่าที่อาบน้ำบ่อน้ำมีทางโน้นเป็นน้ำใสท่านเคยมา

เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็บอกว่าทุกองค์พักให้หายเหนื่อยเมื่อพักหายเหนื่อยดีแล้วก็เขียนระยะทางที่เราผ่านมาบันทึกภาพใช้อตีตังสญาณใครจะพบใครสมัยไหนไม่มีความสำคัญใครเห็นอะไรพ บอะไรเขียนมาแล้วฉันจะพิสูจน์วันพรุ่งนี้เช้าฉันจะรับมาพิสูจน์ ( นี่เป็นปกติธรรมดาบรรดาท่านพุทธบริษัทการเดินทางธุดงค์ท่านไม่ต้องการให้เดินเฉยๆ ให้ใช้กำลังฌานกำลังฌานที่จะพึงได้เป็นการฝึกกันไม่ใช่เป็นผู้ชำนาญ )

ทุกคนก็ต่างคนต่างเขียน เมื่อเข้ากลดของตัวแล้ว ก็เขียนเท่าที่จำได้ หรือนึกออกแต่ส่วนใหญ่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่เขียนนี่ไม่ได้ใช้กำลังใจของตนเอง ถามเทวดาที่เดินมาด้วย เพราะการเดินทางมา เทวดาท่านก็มาด้วย เทวดานี่ท่านมีความเมตตาปรานีจริงๆเห็นท่านตลอดเวลาทำให้เราไม่เหงา เดินถึงที่ตรงนั้นถึงที่ตรงนี้ท่านก็ชี้ว่าในสมัยนั้นมีอะไร สมัยนี้มีอะไร สถานที่ตรงนี้เขารบราฆ่าฟันกัน ที่นี่มีบ้านมีเมือง มีใครเป็นบุคคลสำคัญท่านก็เล่าให้ฟังเรื่อย เวลาเดินกันมาจริง บรรดาท่านทั้งหลายทั้ง 4 องค์นี่ เงียบกริบ ไม่มีใครพูดกันที่ไม่มีใครพูดกันต่างคนต่างฟังเทวดาท่านเล่าให้ฟัง และบางสมัยเรา เองก็เกิดแถวนั้นเหมือนกัน เดินทางผ่านแถวนั้นเหมือนกันและในสมัยนั้นมีสภาพเป็นเป็นอย่างไรท่านก็ชี้ให้ดูภาพ ทำภาพเหมือนกับเราดูของจริง

เมื่อต่างคนต่างเขียนเสร็จก็ทำวัตรสวดมนต์กันตามธรรมดาทำวัตรสวดมนต์ก็ใช้อะไรไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้การเจริญกรรมฐานให้หนัก การเจริญกรรมฐานเป็นของปกติถ้าถามว่าทำอย่างไรก็ไม่ต้องถามเพราะกรรมฐานก็มีเป็นประจำอยู่แล้ว

อันดับแรกต้องมีพรหมวิหาร 4 พรหมวิหาร4นี่ต้องเป็นฌานสมาบัติ

ประการที่ 2 นิวรณ์ทั้ง 5 ประการอย่าให้เข้าประจำใจ ถ้าขืนปล่อยให้นิวรณ์ทั้ง5ประการเข้าประจำใจเช้าจะอดข้าว

ประการที่ 3 เราก็นั่งใคร่ครวญพิจารณาร่างกายตัวเอง ว่าร่างกายนี่มันมีสภาพตายในที่สุดเมื่อเราตายแล้วร่างกายไม่ได้ไปด้วยจิตใจมันไปที่เรียกว่าอทิสมานกาย

ก็ย่อๆ แบบนี้ตามธรรมดาที่ผ่านมาเพราะว่าเคยกินข้าวจากเทวดาแบบไหนก็ทำแบบนั้นเพราะกลัวอดถ้าถามว่านักพรตคือนักเจริญกรรมฐานกลัวอดด้วยหรือก็ต้องตอบว่ากลัวอดแน่ๆทั้ งนี้เพราะอะไรก็เพราะว่าร่างกายมันต้องการอาหาร

ในเมื่อถึงรุ่งเช้า ก็เอารายงานไปส่งหลวงพ่อปาน พอส่งท่านแล้ว ก็ออกบิณฑบาตตามปกติ ไปตามธรรมดาๆ กำหนดว่า จากต้นไม้ต้นนี้ถึงต้นไม้ต้นโน้น เราจะรับบิณฑบาตถ้าไม่มีใครใส่บาตร เดินไปแล้วเดินกลับ เราจะอยู่ด้วยธรรมปีติ ก็เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆว่า ธรรมดาก็มีคนใส่ให้ คนที่ใส่ให้ก็ไม่ใช่รูปร่างเหมือนเทวดา เป็นรูปร่างชาวบ้าน แต่ว่าสังเกตข้าวข้าวเหมือนกันทุกวัน ข้าวสีเหลืองน้อยๆ รสหวานหน่อยๆ มีดอกไม้สวยๆ นี่เป็นเรื่องธรรมดาๆ ก็ไม่ควรจะซ้ำซากกัน

พอฉันข้าวเสร็จ หลวงพ่อปานก็เรียกประชุม ท่านก็แนะนำด้านวิปัสสนาญาณว่าสมถภาวนา น่ะใช้กันจนชินได้ดีแล้ว วิปัสสนาญาณอย่าทิ้ง จงอย่าคิดว่า เราจะได้กลับวัดคิดไว้เสมอว่าวันนี้มันอาจจะตายไว้เสมอ ถ้าเราตายเราจะไปไหน ร่างกายนี้มันไม่ใช่ของดีมันของเลว มันเป็นเครื่องนำมาแห่งความทุกข์ อย่าไปสนใจในมันให้มากเกินไป ร่างกายจะตายที่ไหน ก็ปล่อยมันตายที่นั่น เราจะไปตามทางของเรา เราจะไปสวรรค์ หรือไปพรหมโลก หรือจะไปนิพพานก็ตามใจ

หลังจากที่ท่านอบรมตามสมควร ท่านพูดดีมาก หลวงพ่อปานพูดเพราะ อธิบายจนเข้าใจแจ่มแจ้งทุกอย่าง ต่างคนก็ต่างพักในกลด เข้ามาในกลดสักครู่หนึ่ง เสียงหลวงพ่อปานก็ร้องบอกว่า เอ้า.ใครอยากจะเดินชมอะไรบ้าง ก็ไปได้ตามอัธยาศัย ทุกองค์ทั้ง 3 คนก็ไปกราบท่าน ขออนุญาตเดินเข้าป่า

ตอนเดินเข้าป่านี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท เดินเข้าไปสักครู่หนึ่ง ก็พบต้นไม้ใหญ่ๆ มีต้นยางบ้าง โดยมากเป็นป่าสัก ยางก็มีน้อยกว่าสัก ต้นสักมีมาก เป็นต้นเปลาๆ ข้างล่างเตียนโล่งสบายๆ เดินไปแบบสบายๆ พอไปถึงต้นไม้ต้นสักต้นหนึ่ง มีแสงแดดส่องลงมาบ้างก็มีเสือดำนอนอยู่ 2 ตัว

ยังนึกในใจว่า เจ้าหมาดำนี่ ทำไมตัวมันใหญ่นัก ตัวมันยาวนักคล้ายเสือ ( แต่ความจริงนึกว่า หมา ยังไม่รู้จักคำว่า เสือดำ รู้จักแต่เสือลายพาดกลอนบ้างเสืออะไรต่ออะไรบ้าง เขาเล่าให้ฟัง ก็ไม่รู้จักจริง คำว่า เสือดำ ไม่มีใครเขาพูดให้ฟัง ก็คิดว่าเป็นสุนัขธรรมดาๆ หรือเป็นหมาป่าธรรมดา ) ก็คิดว่า คงไม่เป็นไร พอเข้ามาใกล้ เจ้าเสือดำมองดู มันก็ลุกขึ้นมองเฉยๆ แล้วก็เดินไปเฉยๆ ไม่แสดงอาการท่าทางดุร้าย จึงนึกในใจว่าหมา 2 ตัวนี้ มันเหมือนเสือจริงๆ แต่หน้าตาทำไมเหมือนเสือ แต่พวกเราก็คิดว่าเป็นหมา

แล้วก็เดินทางต่อไปอีก คราวนี้ก็ไปพบคนๆ หนึ่ง นุ่งขาวห่มขาว นั่งภาวนา ชักลูกประคำ ก็คิดในใจว่า นี่ฆราวาสเขาก็มาธุดงค์เหมือนกัน แล้วท่านผู้นั้นเองก็ไม่มีบาตรไม่มีอะไรทั้งหมด มีแต่ผ้านุ่ง กับผ้าห่ม จึงนึกในใจว่า ท่านดีกว่าเรามาก เข้าไปใกล้ท่านนึกอยากจะกราบท่าน แต่ก็กราบไม่ได้เพราะผ้ากาสาวพัสตร์ แต่จิตใจนึกกราบท่านด้วยความเคารพ พอเข้านั่งใกล้ท่านก็ลืมตาขึ้น ท่านถามว่าพวกท่านมาธุระอะไร ก็เรียนว่าอาตมามาเดินเล่น ท่านถามว่า เดินเล่นนี่ จิตคิดอย่างไร ก็ตอบท่านว่าจิตคิดถึง พุทโธ คือ นึกถึงพระพุทธเจ้า เห็นภาพพระพุทธเจ้าเป็นปกติ ท่านก็บอกว่า ดีแล้ว อย่างนั้นก็ดีแล้ว เห็นภาพพระพุทธเจ้า แล้วคิดไหมว่า มันอาจจะตาย ก็เลยบอกว่า คิดตั้งแต่เช้า ท่านบอกว่า เรื่องความตายนี่ ควรจะคิดไว้เสมอๆ จะได้มีความมั่นใจในพุทโธ

เมื่อท่านจะผ่านมาหาผม ท่านเจอะสุนัข 2 ตัวไหม บอกกับท่านว่า เจอะท่านถามว่าสีอะไร ก็ตอบว่า สีดำ ท่านถามว่า คุณเข้าใจว่ามันเป็นสุนัขจิ้งจอก หรือเป็นสุนัขป่า หรือว่าเป็นสุนัขอะไร บอกให้ทราบได้ไหม ก็เลยบอกว่า บอกไม่ได้ เพราะไม่เคยรู้จักสุนัขแบบนี้ รูปร่างหน้าตามันคล้ายเสือ ท่านก็เลยบอกว่า นั่นแหละ เขาเรียก เสือดำ เจ้าเสือดำนี่ มันดุกว่าเสือลายพาดกลอนมาก ที่พวกคุณทั้ง 3 ผ่านมาได้เพราะอาศัย พรหมวิหาร 4 และพุทธานุสสติ ฉะนั้นของ 2 อย่างนี้ จงอย่าลืม ถามท่านว่า ท่านอยู่ที่ไหน ท่านก็ตอบว่า ที่อยู่ในเมืองมนุษย์ของผมไม่มี

พอท่านบอกเท่านั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็นั่งจ้องหน้าท่าน ท่านบอก เอ้า..ดูนานๆ สิว่า ตามันกระพริบไหม (ก็เป็นอันว่า ตาไม่กระพริบ) ท่านถามว่า ในเมื่อท่านเห็นว่าตาผมไม่กระพริบ ท่านเข้าใจว่าผมเป็นอะไร ทีนี้กลิ่นตัวของท่านสิ บรรดาท่านพุทธบริษัท กลิ่นตัวคล้ายๆ กับธูปหอม ถ้ากลิ่นแบบนี้เป็นกลิ่นของพรหม ถ้ากลิ่นตัวเทวดาแล้วเป็นกลิ่น เหมือนดอกไม้ดอกไม้สด หรือกระแจะ คล้ายคลึงกันทั้ง 2 อย่างก็เลยตอบท่านว่า ท่านคือพรหมใช่ไหม ท่านก็บอกว่า ใช่ ถามว่า ท่านเป็นพรหมชั้นไหน

ท่านก็ตอบว่า ผมคือ สหัมบดีพรหม ก็ตกใจ นึกอยากจะไหว้ท่าน ท่านบอกว่าเอาแค่นึกนะ (พอนึกอยากจะไหว้ท่าน ท่านบอกเลยว่า เอาแค่นึกนะ) อย่าไหว้นะ เพศอย่างนี้ ไม่ควรจะยกมือไหว้ฆราวาสก็ถามท่านบอกว่า ท่านมานั่งนี่ท่านมีความประสงค์อะไร ท่านบอกว่า ผมรู้ว่าคุณทั้ง 3 องค์จะมาที่นี่ ก็ถามว่า แล้วมีอะไรจะบอกไหม ท่านบอกว่า ผมจะบอกกับพวกคุณอยู่อย่างเดียว คือ ตั้งใจจะบอกว่า ดินแดนที่คุณเดินผ่านมานี่ คุณเกิดมาแล้วหลายครั้ง หลายชีวิต เอากันตั้งแต่สมัยสุพรรณบุรีก็ได้ สมัยสุโขทัยก็ได้ สมัยเชียงแสนก็ได้ ท่านผ่านมาหลายชีวิตท่านเกิดแล้วตายตายแล้วเกิดเกิดแล้วตายตายแล้วเกิดมาหลายชีวิตแต่ละชีวิตของท่านไม่ได้มีความสุข

ก็ขอดูภาพๆ หนึ่งเป็น สมัยเชียงแสน สมัยนั้นเป็นภาพที่มีความแร้นแค้นมากที่สุด เพราะพ่อถูกขอมขับเข้าไปอยู่ป่า มีความอดอยากมาก แต่ทว่าอาศัยมานะทิฏฐิ และจิตใจเป็นคนไทย เมื่อโตขึ้นมาก็รวบรวมกำลังไพร่พล (ใช้คำว่า ไพร่พล ก็ไม่ถูก รวบรวมกำลังชาวบ้านด้วยกัน เป็นชาวบ้าน) ตั้งเป็นกองทัพ พอถูกพวกขอมรุกรานหนัก ข่มเหงทุกอย่างลูกเขาเมียใคร ต้องการเมื่อไร ก็ได้เมื่อนั้น

ทรัพย์สินของใคร ต้องการเมื่อไร ก็ได้เมื่อนั้นถ้าไม่ให้ก็ทำร้ายร่างกายเสียบ้างฆ่าเสียบ้างไม่มีความผิดตามกฎหมายขอม เขาถือว่า คนไทยไม่ต้องการให้มีชีวิตอยู่ เขาต้องการทำลายคนไทยทั้งหมด ก็มีความจำเป็น เมื่อถูกกดหนักก็ต้องเด้งขึ้นต่อสู้ แล้วในที่สุด ชีวิตนั้นก็ตาย ไม่ใช่รบกันตายรบชนะขอมแล้ว อยู่นานแล้วก็ตาย

ต่อมาก็เกิดใหม่อีกก็เกิดโผล่ขึ้นที่ สุโขทัย ขึ้นมาที่สุโขทัย โผล่ขึ้นมาแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็ตายอีก คราวนี้ตายเป็นพระ แล้วต่อมากโผล่ขึ้นมาอีก โผล่มาในเขตของสุโขทัยเหมือนกันแล้วก็มา สุพรรณบุรีแล้วก็มาอยุธยา นี่ตามกันมาตามพวกกันมานะ แล้วในที่สุด ก็มาถึง กรุงเทพฯ ในที่สุดก็มาถึงชีวิตสุดท้าย ตอนนี้

รวมความดูแล้ว ดูทุกสมัยที่เกิด ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ มีการรบราฆ่าฟันซึ่งกัน และกันรุกรานแผ่นดินซึ่งกัน และกัน แย่งแผ่นดิน แย่งอำนาจแย่งความเป็นใหญ่ แต่จะใหญ่ขนาดไหน ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกัน คิดแล้วก็สลดใจ จึงกราบเรียนท่านว่า ชีวิตนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ท่านก็เลยบอกว่า เข็ดในการเกิดหรือยัง ก็ตอบท่านบอกว่า เข็ดในการเกิดแล้ว

ท่านถามว่า เมื่อก่อนบวชเคยคิดอย่างนี้บ้างไหม ก็กราบเรียนท่านบอกว่าเมื่อก่อนบวช ชีวิตเมามันมาก มีความประมาทในชีวิตมาก ไม่เคยคิดว่าจะตาย เห็นคนอื่นเขาตาย ก็คิดว่าเขาตาย ไม่ใช่เราตาย เห็นคนอื่นเขาแก่ ก็คิดว่า เขาแก่ คิดว่าเราไม่แก่ ทั้งๆ ที่ ตัวเราเคยมีการป่วยไข้ไม่สบาย แต่ก็ไม่เคยคิดถึงความป่วยไข้ไม่สบาย คิดว่าตนเองมีความสุขทั้งๆที่มีความเหนื่อยยาก ต้องทำการงานเสี่ยงชีวิต ทุกอย่างมีความเหน็ดเหนื่อย ทุกอย่างมีความทุกข์ ทุกอย่างมีความแร้นแค้น ทุกอย่างมีความขัดข้อง แต่ก็ไม่เคยคิดถึงความทุกข์เวลานี้รู้จักความทุกข์แล้ว ท่านก็บอกว่า เป็นความดีคิดอย่างนี้เป็นความดีอาจารย์ของท่านน่ะ ท่านรู้ทุกอย่างนะที่ท่านปล่อยให้ท่านมาเที่ยวเพราะท่านทราบว่าจะมาพบกับผมที่นี่ผมบอกอาจารย์ของท่านว่า ผมจะมาคอยท่านที่นี่ จะอธิบายให้ฟัง

แล้วท่านก็ชี้ให้ดูสภาพชีวิตของคน ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ละสมัยๆ ดูแล้วก็เพลินการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันแต่ละคราวๆ ต่างคนต่างก็เจ็บ ต่างคนต่างก็ตาย ต่างคนต่างมีความทุกข์ ทหารก็แสนจะลำบาก กินข้าวอิ่มบ้าง ไม่อิ่มบ้าง บางทีกำลังจะกินข้าว ข้าศึกเข้ามาก็ต้องรบกับข้าศึก ทั้งๆ ที่ท้องไม่อิ่ม แล้วที่พัก ที่หลับที่นอนอยู่ในกลางป่ากลางดงไม่เหมือนบ้าน การรบสมัยนั้นไม่มีพาหนะ มีช้าง ม้าวัว ควาย ก็อาศัยอะไรได้ยาก นอนกับดิน กินกับทรายการรบแพ้ หรือชนะก็ไม่ทราบ พลทหารทั้งหมด แพ้ก็แค่นั้น ชนะก็แค่นั้น (ก็หมายความว่าฐานะก็ยากจนตามเดิม) ไม่มีอะไรเป็นกรณีพิเศษ เงินเดือนเงินดาวน์ก็ไม่มี เบี้ยเลี้ยงที่เป็นสตางค์ก็ไม่มี มีแต่อาหารกิน แล้วหมอก็มีไป แต่ว่าก็เป็นหมอแผนโบราณ แต่ก็ดีมาก

แพทย์แผนโบราณจะว่าไป เลือดออกนี่เขาชะงัดมาก บางรายเลือดออกมาปั๊บ หมอจับปั๊บ เป่าพรวดเดียว แผลหาย เขาเรียกว่า ประสานแผล อันนี้เขาเก่งมาก วิชาเวลานี้ไม่มีบางรายก็ใช้ใบตองปิด เป่า 3 ทีแผลหาย แต่หมอประเภทนี้ก็มีไม่มากนัก เมื่อทหารถูกฟันเข้ามาแล้ว มีการบาดเจ็บมาก กระดูกหัก กระดูกแตก หมอประเภทนี้สามารถต่อกระดูกได้ทันทีทันใด สามารถประสานแผลได้ทันทีทันใด เมื่อแผลหายแล้ว ทหารลุกขึ้นรบใหม่ต่อไปได้อีก แต่ว่าทหารส่วนใหญ่เวลานั้นก็ หนังเหนียว ขนาดแทงด้วยหอกกระเด็นออกมาไม่มีความรู้สึก วิ่งเข้าไปใหม่ ฟันเจ้าของหอกตาย อย่างนี้ก็มี

รวมความว่าท่านทำให้ดู ท่านบอกว่า คนทุกคนที่ท่านมองเห็นเวลานี้ เขาตายไปหมดแล้ว และในกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ตัวท่านเองก็มีส่วนอยู่ด้วย ท่านก็ชี้ให้ดูตัวว่า นั่นคือท่านคนนี้คือคนนั้น คนนั้นคือคนนี้ เวลานั้นรู้สึกว่ามีความดุดันมากสำหรับกับข้าศึก แต่ถ้ากับคนไทยด้วยกันใจดีมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเห็นอกเห็นใจกัน ก็สรุปแล้วผลที่สุดก็แก่ตายมองแล้ว ก็สลดใจ

ก็ถามท่านบอกว่า อาตมาทั้ง 3 องค์นี้ ตายแล้วจะไปไหนท่านก็ตอบว่า ในเมื่อท่านมีอาจารย์ดีขนาดนี้แล้ว ท่านยังจะไปนรกผมก็ช่วยท่านไม่ได้ แต่จะให้ผมพยากรณ์ ผมพยากรณ์ไม่ได้ ก็สุดแล้วแต่กำลังใจของท่าน เมื่อท่านรักดี ท่านก็ไปสวรรค์ก็ได้ ไปพรหมโลกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ท่านรักชั่ว จะตกนรกก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นอสุรกายก็ได้ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ตามใจท่าน ถามถึงวิธีการสอนของหลวงพ่อปาน ท่านสอนจบหรือยัง ท่านบอก วิชาความรู้ทุกอย่างที่ท่านเรียนมา จบหมดแล้ว หลวงพ่อปานก็ดี หลวงพ่อเนียมก็ดี หลวงพ่อโหน่งก็ดี ท่านสอนมา แต่ละองค์สอนให้จบหมดแล้ว เว้นไว้แต่ท่านจะทำให้จบ หรือไม่จบเท่านั้น

แล้วหลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ทรัพย์สินต่างๆ เดิม ของท่านทั้งหลาย ฝังแถวนี้ก็มีท่านต้องการไหม ก็บอกว่า ถ้าต้องการ มันก็เกิด ถ้าไม่ต้องการ มันก็ไม่เกิด ท่านตอบว่า ถูกแล้ว ตัดสินใจถูกทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้น ท่านที่มีอยู่แถวนี้ ท่านก็ชี้ให้ดู นี่ ทองคำ นี่เป็นของท่านตุ่มเงินนี่เป็นของท่าน แต่ว่าเจ้าทองคำ กับตุ่มเงินตุ่มนี้

ในสมัยนั้น รูปร่างท่านเป็นอย่างนี้ ท่านก็สร้างภาพให้ดู มีบ้านมีเรือน มีข้าทาสหญิงชายรับใช้ มีบุตรธิดาภรรยาสามี กันเยอะแยะ ในที่สุดก็แก่ตัวไปทุกวันๆ ตายแล้วชีวิตมันก็ไปที่อื่น ทองคำกับเงินก็ไม่มีความหมาย ท่านบอกว่า ทรัพย์สินทั้งหลายมันมีประโยชน์เฉพาะสิ่งที่มีชีวิตในขณะที่มีชีวิตก็มีความจำเป็นต้องใช้มัน แต่ว่าถ้าตายไปแล้วก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่ช้าคนอื่นเขาก็มาขุดไปทองคำมันก็ไม่มาก เงินมันก็ไม่เยอะ ก็ถามท่านบอกว่า ในป่าลึกอย่างนี้จะมีใครมาขุดหรือ ท่านบอกว่า ป่านี้ไม่ช้ามันก็เตียน ในชีวิตของคุณนี่แหละ ไม่ช้านานนักในที่สุดคุณก็มาเห็นเป็นทุ่งโล่ง เวลานี้เป็นป่าชัฏ

เมื่อคุยกับท่านพักหนึ่ง ก็ลาท่านกลับ ก่อนที่ท่านจะกลับ ท่านก็ให้พร ท่านบอกว่า คุณธรรมใดที่ท่านปรารถนา ขอจงได้คุณธรรมนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ ท่านบอกว่า ถ้ามีอะไร ให้นึกถึงผม ผมคือสหัมบดีพรหม แต่ก่อนที่พวกคุณจะกลับไป ผมจะแสดงตนให้ทราบ หลังจากนั้นท่านก็เป็นพรหมสวยสดงดงามมาก เครื่องประดับประดาเหลืองอร่าม ท่านบอกว่า การเดินทางกลับของคุณไม่ต้องเดินมากหรอก เพียงแค่หันหลังไปหาทางเดินก็ถึงแล้ว พอหันหลังมาจะเข้าทางเดิน ก็ปรากฏว่าถึงกลดพอดี (อันนี้เป็นกำลังของพรหมนะ ไม่ใช่กำลังของอาตมา)

เมื่อมาถึงกลดแล้ว หลวงพ่อปานก็เรียกไปถาม ถามว่า พวกคุณไปที่ไหนมา ก็ตอบว่าผมบอกตำบลไม่ได้ขอรับ เพียงแต่เดินทางไปในทิศนี้ไปในดงสัก ต้นไม้สักมาก แล้วก็ไปพบเสือดำ เสือดำนี่ความจริงเข้าใจว่าเป็นหมา แต่เมื่อลุกไปแล้วไม่ใช่หมา หน้าตาคล้ายเสือแต่มันไม่ดุไม่ดัน ท่านบอกว่าเสือดำ 2 ตัวนี่ความจริงไม่ใช่เสือแท้ มันเป็นเสือเทวดา เขาจะลองใจคุณ

เพราะว่าตามธรรมดา แม้จะไม่ใช่เสือดำก็ดี ถ้าเป็นหมาป่า มันก็มีความดุร้ายกำลังใจของคุณจะมีความเข้มแข็งไหมในเมื่อคุณเดินตรงเข้าไป คุณไม่กลัว เขาก็เลยเดินหนีไปหายไป นั่นเขาเป็นเทวดา แล้วเดินต่อไปอีก ไปเจอะคนนุ่งขาวห่มขาวใช่ไหม ก็กราบเรียนท่านว่า ใช่ แล้วทราบไหมว่าเป็นใคร ก็เลยบอกท่านบอกว่า ท่านบอกว่าท่านเป็นสหัมบดีพรหม หลวงพ่อปานก็บอกว่าใช่ สหัมบดีพรหมองค์นี้เป็นพระอรหัตมรรค ใกล้จะนิพพานอยู่แล้ว ท่านสอนอะไรบ้าง ก็บอกกับท่านว่า ท่านสอนทุกอย่าง (ตามที่เล่ามา)

หลวงพ่อปานก็บอกว่า นั่นแหละเป็นของจริง ฉันอยากจะให้เธอรู้ความเป็นจริงว่าการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นของธรรมดา และการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้มันมีสภาพไม่สูญ ที่ใครเขาว่าสูญเป็นเรื่องของเขา เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงมีความเข้าใจตามพระพุทธเจ้าสอน เชื่อพระพุทธเจ้า อย่าเชื่อคนที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าคนที่หันหลังให้พระพุทธเจ้า ก็ดูตัวอย่างเทวทัต

เทวทัตหันหลังให้พระพุทธเจ้า ฌานสมาบัติก็เลยสลายตัว ในที่สุด เทวทัตก็ลงอเวจีมหานรก ฉันใด คนทั้งหลายในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน บางคนห่มผ้ากาสาวพัสตร์ มาในนามของพระสงฆ์ในนามของพระพุทธศาสนา เมื่อเวลาบวชก็ดี เชื่อพระไตรปิฎก แต่เวลาบวชนานหนักเข้าๆ มรลาภสักการะมาก มีคนขึ้นมาก มีคนนิยมมาก ก็ชักจะทิ้งพระไตรปิฎก ถือความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ คุณจงอย่าเอาอย่างนั้นนะ

เป็นอันว่า วันนี้เราก็นอนกันที่นี่ กลางคืนจงอย่าลืมเจริญกรรมฐาน ก็กราบเรียนท่านบอกว่า กรรมฐานผมไม่ขาดเลยขอรับ ท่านบอกว่า ดี ท่านถามว่า นิวรณ์กวนใจบ้างไหม ก็เลยบอกว่า ตั้งแต่ออกเดินทางมาถึงวันนี้ นิวรณ์ยังไม่เคยกวนใจเลย ท่านบอกว่าดีมาก

ความจริง บรรดาท่านพุทธบริษัท การอยู่ในป่าดีกว่าอยู่ในบ้านในเมืองมาก อยู่ในวัดวาอารามมีนิวรณ์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ฟุ้งซ่านจากเสียงของคนอื่น ไม่เป็นของดีรูปโฉมโนมพรรณของบุคคลทั้งหลาย บางทีจะเตือนใจเราว่า ควรจะสึก ควรจะเป็นคู่ครองของคนนั้น ควรจะเป็นคู่ครองของคนนี้ มันอาจจะมีกับเรา ดีไม่ดีเห็นเขามีทรัพย์สินมากๆ ก็อยากจะร่ำรวยเหมือนเขา แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ลวงเราให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเป็นของไม่ดี ก็ความความว่า การไปนครสวรรค์คราวนี้ เราก็ไปดูหนังเก่ากัน (ดูหนังเก่านั่นก็หมายความว่า ท้าวสหัมบดีพรหม ท่านฉายหนังให้ดู)

เมื่อคุยกับหลวงพ่อปานเสร็จ ก็กราบลาท่าน กลับมาที่กลด เมื่อถึงเวลาเย็น ก็จะไปอาบน้ำ พอเข้าไปใกล้ที่น้ำ ก็ปรากฎว่า มีกลุ่มช้างกลุ่มหนึ่ง ฝูงใหญ่มาก แต่ก็เป็นที่อัศจรรย์พอเห็นเข้า ช้างทุกตัวย่อเข่าทั้งหมด แล้วก็ยกงวงชูขึ้นแสดงเคารพ แล้วหัวหน้าก็ชี้งวงไปที่บ่อน้ำ เหมือนจะบอกว่าบ่อน้ำอยู่ที่นั้น เราก็ไปกันแล้วช้างทั้งหมดนั้นก็มายืนล้อมบ่อน้ำหันหน้าออก

เมื่ออาบน้ำเสร็จกลับมาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานถาม ก็บอกตามความเป็นจริงท่านบอกว่า ที่นี่เสือดุมาก อันตรายมาก ในเวลาที่คุณจะไปอาบน้ำ นั่นมันเวลาที่ใกล้เสือจะออกเดินทาง ใกล้พลบค่ำเต็มที ฉะนั้น ช้างทั้งหมดจึงได้ล้อมบ่อน้ำหันหน้าออก ถ้าเสือเข้ามาช้าง ก็จะจัดการกับเสือ

ก็เป็นอันว่า ก็เลยถามว่า ช้างที่เห็นนี่ ช้างจริงๆ หรือช้างเทวดาขอรับ ท่านบอกว่า ช้างจริงๆ แต่ช้างเขามีอารมณ์ใจเป็นทิพย์ เราพูดอะไรทุกอย่างนี่ ช้างได้ยินหมด รู้หมด เขาจะอยู่ไกลแสนไกลขนาดไหนเขาก็รู้เวลานี้ เขารู้ว่าเรามีพรหมวิหาร 4 ตั้งอยู่ในจิตเมตตาอยู่ในความรัก กรุณา ความสงสาร เป็นต้น และประการที่สอง เราเดินดง ตั้งใจธุดงค์ เป็นการทำความดี ช้างเขารู้ ก็เลยถามท่าน บอกว่า ถ้าอย่างนั้น กำลังใจช้างก็ดีกว่าคนท่านบอกว่าไม่แน่นัก คนที่ดีเขาก็มีคนที่ดีกว่า ช้างก็มีคนที่ดีเสมอช้างก็มี คนที่เลวกว่าช้างก็มี แต่ขึ้นชื่อว่า หูทิพย์ใจ ทิพย์กันแล้ว ช้างดีกว่าคนมาก

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 15/6/10 at 08:13 [ QUOTE ]



ไปเที่ยวสุวรรณวิหาร


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันนี้ตรงกับ วันที่ 24 ธันวาคม 2533 สำหรับเรื่องราวที่จะพูดต่อไปนี้ ก็จะนำเรื่องราวของ ธุดงค์ มาคุยกันต่อไป

การธุดงค์คราวนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท ขอพูดเป็นจุดสุดท้าย ความจริงไม่ใช่หยุดธุดงค์ คือเป็นปีที่ 3 จะหยุดแค่ปีที่ 3 ไม่พูดถึงปีที่ 10 ถ้าขืนพูดถึงปีที่ 10 ก็ไม่ต้องจบกัน หลังจากปีที่ 3 แล้วก็ไปซ้ำแล้วซ้ำอีกไปโน่นบ้าง ไปที่นี่บ้าง ทดลองภาคเหนือบ้าง ภาคใต้บ้าง ภาคไหนบ้างตามที่เห็นสมควร แต่ว่าความสำคัญของธุดงค์ก็อยู่ที่อารมณ์ นั่นคือว่าต้องการสถานที่สงัด

วันนี้ก็มาพูดกันถึงปีที่ 3 ปีที่ 3 นี่เรียนนักธรรมเอก ขณะที่เรียนนักธรรมเอก ตอนนั้นครูบอกว่า จะต้องมีหนังสือวิสุทธิมรรค เป็นหลักสูตร ในเมื่อจะหาวิสุทธิมรรค ก็ไปถามหลวงพ่อปานว่า หนังสือวิสุทธิมรรค ใครเขียนดีที่สุด ท่านก็บอกว่า ของ เจ้าคุณพร้อมวัดสุทัศน์ฯ (ลืมราชทินนามของท่าน ชื่อเดิมชื่อ พร้อม ท่านเป็นเจ้าคุณ) ท่านแปลตามบาลีโดยตรง หนังสือเล่มนั้นเป็นพื้นฐานดีมาก ควรจะยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ

บรรดาท่านพุทธบริษัทคงจะแปลกใจว่า ทำไมหลวงพ่อปานจึงได้บอกอย่างนั้น ก็ขอแจ้งให้ทราบว่า หลวงพ่อปานนี่คู่กับอาจารย์เกี้ยว อาจารย์เกี้ยวนี่สึกไปก่อน หลวงพ่อปานยังอยู่ ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯพร้อมกัน เรียนบาลี สำหรับหลวงพ่อปานนี่มีความชำนาญในวิสุทธิมรรคมาก ถ้าท่านแปลจริง ๆ แปลจบอภิธรรม อาจารย์เกี้ยวมีความชำนาญในอภิธรรมมาก คือ สนใจอภิธรรมมาก สามารถตั้งวิเคราะห์ได้ทุกตัว

เป็นอันว่า ทั้ง 2 ท่านนี้ ถ้าพูดกันถึงภาษาบาลี ก็ดีกว่าอาตมามาก อาตมามีความรู้ภาษาบาลีไม่ได้ 1 ใน 100 ของท่าน จึงไปซื้อวิสุทธิมรรคที่เจ้าคุณพร้อม (ชื่อเดิมชื่อ พร้อม แต่ราชทินนามจำไม่ได้) มาอ่าน อ่านกสิณทั้ง 10 อย่าง สนใจกสิณ

แต่ว่าวิธีอ่านเขาอ่านอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท จะเล่าเกร็ดให้ฟัง หลวงพ่อปานบอกว่า ตามธรรมดาคนที่เกิดมาแล้วนี่ จะไม่เคยมีบุญวาสนาบารมีนั้น ไม่มี ทุกคนต้องมีบุญวาสนาบารมีมาก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่พอใจในการเจริญพระกรรมฐานส่วนใหญ่ก็มักจะเคยเจริญกรรมฐานมาแล้วในชาติก่อน เคยได้มาแล้วคนละหลาย ๆ กอง วิธีปฏิบัติให้ปฏิบัติตามนี้

อันดับแรก ให้วางหนังสือไว้ที่บูชา ต่อหน้าพระพุทธรูป จุดดอกไม้ธูปเทียนเสร็จ ตั้งใจสมาทานพระกรรมฐานด้วยความเคารพ นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่ากรรมฐานทั้ง 40 กองนี้ มีกองใดบ้าง ที่เคยได้มาในชาติก่อน เมื่ออ่านไปแล้วขอให้ชอบกองนั้น ถ้าชอบกองไหน คั่นไว้ หรือขีดไว้ ทำสัญลักษณ์ไว้ หรือเขียนไว้ก็ได้

และต่อมา เมื่อชอบหลาย ๆ กองแล้ว กลับมาทีหลัง ก็มาดูใหม่ บูชาใหม่ว่า กรรมฐานที่ชอบหลาย ๆ กองนี้ กองไหนถ้าทำแล้วจะได้ง่ายที่สุดให้ทำกองที่มีความรู้สึกว่าชอบใจมาก และง่ายที่สุด

ก็บูชาพระแล้วก็ตั้งใจอธิษฐาน กลับมาย้อนดูใหม่ ดูกรรมฐานที่ชอบ สำหรับกรรมฐานชอบ ๆ นั้น จริง ๆ ชอบทั้งหมด 37 กอง ขาดไป 3 กอง คือขาดอรูปฌานไป 3 และต่อมาก็มาดูใหม่ว่า กองไหน ถ้าหากว่าจะทำได้เร็วที่สุด ขอให้ชอบกองนั้นมากที่สุด ก็มาชอบ เตโชกสิณ

การทำเตโชกสิณ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็รู้สึกว่าทำง่าย เพราะว่าเป็นปีที่ 3 มาแล้ว ทุกอย่างก็ผ่านมาหมด ฉะนั้น การเจริญเตโชกสิณจึงเป็นของไม่หนัก เพราะว่า กรรมฐานทั้งหมดมีอารมณ์เสมอกัน จะขึ้นว่ากสิณก็ดี อสุภก็ดี อนุสสติก็ตาม จุดหมายปลายทางคือต้องการจิตเป็นสมาธิ สามารถชนะนิวรณ์ได้ แต่ว่าจะชนะมาก ชนะน้อย ชนะนาน หรือไม่นาน นั่นก็เป็นเรื่องอีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นอันว่า เจริญเตโชกสิณ

หลวงพ่อปานท่านก็แนะนำบอกว่า ถ้าหากว่าเจริญเตโชกสิณ เมื่อเตโชกสิณถึงที่สุดแล้ว ให้สังเกตดูว่า กรรมฐานกองไหนขึ้น ให้จับนิมิตกรรมฐานกองนั้นทำต่อไป แล้วจะได้ภายใน 3 วัน จะจบภายใน 3 วัน ก็เป็นความจริง เมื่อทำเตโชกสิณ ทำจริง ๆ 7 วัน ทำ 7 วันถึงฌาน 4

นี่ไม่ใช่อวดอุตตริมนุสสธรรม มาคุยกันตามความเป็นจริงว่า เรียนด้วย ปฏิบัติด้วยนี่มันดี มันรู้ของจริง ไม่ใช่เอาสักแต่ว่าเรียน สักแต่ว่าอ่าน แล้วก็ไป ๆ มา ๆ ไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เชื่อสวรรค์ ไม่เชื่อนรก ไม่เชื่อว่าการท่องเที่ยวสวรรค์เป็นไปได้ การท่องเที่ยวนรกเป็นไปได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็น มิจฉาทิฎฐิ อย่างหนัก

คำว่า มิจฉาทิฏฐิ ก็แปลว่า มีความเข้าใจผิด หรือมีอารมณ์คัดค้านสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนกับกระจ่า หรือทัพพีที่ตักแกง กระจ่าก็ดี ทัพพีก็ดี เขาฝังอยู่ในหม้อแกง เขาฝังอยู่ในหม้อข้าว เขาแช่ไว้ทั้งวัน แต่จะสามารถรู้รสข้าว รู้รสแกงก็หาไม่ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะกระจ่า หรือทัพพีไม่มีประสาท ข้อนี้ฉันใด แม้การศึกษาปริยัติก็เช่นเดียวกัน ถ้าศึกษาแต่การอ่านอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติตาม ก็จะไม่รู้ผลแห่งความเป็นจริง

แล้วก็มีส่วนใหญ่ มีมากเหมือนกันที่กลายเป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่เชื่อสวรรค์ ไม่เชื่อนรก เคยมีทั้งนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงหนักในสมัยก่อน เทศน์ไปเทศน์มา เทศน์มาเทศน์ไป ก็กลับบอกว่า ผมก็เทศน์ไปตามแบบตามแผน ผมไม่เชื่อว่าสวรรค์นรกมี นี่เป็นอย่างนี้ นี่ขนาดนักเทศน์เองนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ฉะนั้นเพื่อความแน่นอน จึงได้ทำกรรมฐานควบคู่กันไป ในเมื่อทำเตโชกสิณได้แล้ว กองอื่นก็ขึ้นต่อ ๆ ไป ก็รู้สึกว่าไม่ยาก

ทีนี้เมื่อทำหมดไปทั้งหมดตามนิมิตที่เกิดแล้ว ก็จับอรูปฌานที่ยังไม่ได้ คือ อากาสานัญจายตนะ นี่ได้แล้ว พอจับปั๊บก็ได้เลย ทำ 3 วันก็จบ ก็เหลือ อากิญจัญญายตนะ วิญญาณัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อันนี้ก็เป็นของไม่หนัก เพราะมีอารมเสมอกัน เมื่อทำได้ทั้งหมดแล้ว ก็ออกธุดงค์กันใหม่

การออกธุดงค์กันใหม่นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทหมายถึงปีที่ 3 ตามที่พูดมาในตอนต้นออกธุดงค์กันก็ไปกันตามบท ไปถึงโน่นจังหวัดกำแพงเพชร พอไปถึงจังหวัดกำเพชร ก็ไปเจอะ หลวงพ่อจง หลวงพ่อจงท่านไม่มีกลด ท่านมีย่าม 1 ลูก ท่านจึงมีจีวรธรรมดาๆ เหมือนกับอยู่วัด เมื่อพบหลวงพ่อจงเข้า หลวงพ่อปานก็เข้าไปไหว้หลวงพ่อจง เพราะว่าหลวงพ่อจงแก่กว่าหลวงพ่อปานประมาณ 10ปี แต่ว่าเจริญกรรมฐานสำนักเดียวกันจากหลวงพ่อสุ่น

ในเมื่อทั้งสองท่านคุยกันแล้ว หลวงพ่อจงก็ถามว่า ท่านปานพาเด็กมาที่นี่ แล้วพาไปเที่ยวที่ไหนบ้าง หลวงพ่อปานก็บอกว่า ไม่ได้พาไปเที่ยวที่ไหนก็ให้ศึกษาสมาธิ และศึกษาการคบหาสมาคมพูดจาปราศรัย รู้จักเทวดา รู้จักพรหม รู้จักนรกสวรรค์ฝึกซ้อมไว้ เพราะพระพวกนี้ยังเด็กอยู่ ต่อไปถ้าไม่ทำให้ช่ำ ไม่เกิดความชำนาญ ก็จะกลายเป็นมิจฉาทิฎฐิอย่างพระหลายองค์ในพระพุทธศาสนาที่กลายเป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่เชื่อสวรรค์ ไม่เชื่อนรก ไม่เชื่อว่าตายแล้วเกิด ถือว่าตายแล้วสูญ นี่เป็นถ้อยคำของหลวงพ่อปานที่พูดเวลานั้น (เวลานี้จะมีหรือไม่มีก็ไม่ทราบไม่ได้สนใจใคร)

หลวงพ่อจงก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันจะพาเด็กไปเที่ยว ท่านปานจะไปไหมล่ะ หลวงพ่อปานก็บอกว่า ถ้าหลวงพี่ไป ผมก็ไป ผมจะมานั่งอยู่คนเดียวทำไม รวมความว่าเป็น 5 องค์ด้วยกันคือ พวกอาตมา 3 องค์หลวงพ่อปาน 1 แล้วก็หลวงพ่อจง 1

วิธีพาไปเที่ยวของท่าน ท่านก็แนะนำบอกว่า การเที่ยวนี่เป็นของไม่ยาก แถวเมืองกำแพงเพชรนี่ของดีๆ มีมาก ก็ถามว่าท่านบอกว่า จะไปเที่ยวเมืองเก่าหรือ ถ้าเที่ยวเมืองเก่าก็ต้องเข้าบ้านเข้าเมืองจะต้องพบกับคน จะต้องบิณฑบาตท่านบอกว่า ไม่มีความจำเป็น เมืองเก่าเธอจะมาเมื่อไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาในลักษณะธุดงค์ เราเป็นพระธุดงค์ ไม่ใช่ว่าจะมีคนเขาเคารพทุกคน บางคนคบพระธุดงค์ก็ต้องการเลขหวย (เลขหวย12ตัวเวลานั้นเรียกจับยี่กี) บางคนก็ต้องการลาภสักการะบางคนต้องการเสน่ห์มหานิยม ไม่ถูกต้อง ถ้าเธอจะมาก็มาแบบปรกติพระอาคันตุกะธรรมดา เวลานี้เป็นเวลาธุดงค์ ยังไม่ควรจะเข้าไปในเมือง ก็เลยถามท่านบอกว่า จะไปไหน ท่านก็เลยบอกว่า จะไปไหนเป็นหน้าที่ของฉันก็แล้วกัน

ท่านก็ลุกนำหน้า (หลวงพ่อจงแลดูเดินช้าๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท แต่ทว่าพวกเราก้าวกันเกือบแย่ ต้องก้าวถี่ยิบ ตัวท่านก็เล็กแต่ทำไมเดินช้าๆ ทำไมพวกเราต้องเดินไว) ท่านหันหลังมา ท่านถามว่า เดินไม่ทันหรือ ก็เลยบอกว่าไม่ทันขอรับท่านบอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องเดินมากละ ถ้าขืนเดินมากพวกเธอจะเหนื่อย แต่ว่าท่านปานไม่เหนื่อย ท่านปานเดินเป็น ฉันก็เดินเป็น แต่พวกเธอยังเดินไม่เป็น ก็ถามว่า ถ้าจะเดินให้เป็นทำอย่างไรขอรับ ท่านก็บอกว่า ใช้กสิณทั้งหมด ก็ถามว่า ถ้าใช้กสิณทั้งหมด ใช้ทีเดียวหมด อย่างนั้นใช่ไหมครับ ท่านบอกว่า ไม่ใช่ ให้รวบรวมกำลังของกสิณทั้งหมดไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะใช้อะไรก็ได้ทันทีทันใด ตามใจชอบ ก็เลยถามท่านว่าเวลานี้ผมเริ่มฝึกจะใช้กสิณอะไรขอรับ ท่านบอกว่า ใช้ วาโยกสิณ กสิณลม นึกถึงกสิณลมแล้วก็เดินไป มันจะไวเอง ขาไม่ต้องก้าวยาว และขาไม่ต้องก้าวถี่มันจะเดินไวเอง ก็ลองนึกถึงกสิณลม

การนึกถึงกสิณบรรดาท่านพุทธบริษัท ต้องนึกให้ถึงฌาน 4 คือ มีภาพเป็นประกายพรึก ตามแบบฉบับของการปฏิบัติ ถ้ารุ่นหลังใครจะไม่เชื่อก็ตามใจเถิด นี่เล่าสู่กันฟัง เพราะมันแก่มากแล้ว เรียกว่า แก้กางเกงในมาคุยกัน ถอดเสื้อนอก แล้วก็ถอดเสื้อใน ถอดกางเกงนอก แล้วก็ถอดกางเกงในปล่อยกันล่อนจ้อนแล้ว หมดตัว แต่ก็ยังเหลือผ้าเตี่ยวอยู่นิดหนึ่ง (ผ้าเตี่ยวนี่ไม่แก้ให้ดูแน่) เอากันแค่นี้

เป็นอันว่า หลวงพ่อจงบอกว่าให้ใช้รวบรวมกสิณ ก็รวบรวมกสิณ วิธีรวบรวมก็ไม่มีอะไรมาก เพราะพวกเรายังไม่เป็นถาม ท่านบอกว่า ต้องขึ้นปฐวีกสิณก่อนใช่ไหม ท่านบอกว่า ไม่ใช่ ใช้อารมณ์กสิณ นึกเฉพาะวาโยกสิณ ฉันต้องการจะเดิน ขอให้ร่างกายเบา เมื่อท่านแนะนำแบบนั้น ก็ทำตามท่าน ทำตามแบบเถรส่องบาตร เป็นอันว่าครูว่าอย่างไร ก็ว่าตามนั้น แต่ก็มีผลหลวงพ่อจงเดินช้าๆ ตามแบบฉบับเดิม พวกเราก็เดินตามท่าน คราวนี้รู้สึกว่าไม่หนัก ตัวไม่หนักเลย เดินไปแบบสบายๆ จะว่าลอยมันก็ไม่ลอย มันก็เดินเท้ากระทบพื้นดินแต่ทว่าไม่มีความรู้สึกหนัก

ท่านก็ชี้ชมต้นไม้ ชี้ดูต้นยางบ้าง ต้นเต็งบ้าง ต้นรังบ้าง เก้งบ้าง กวางบ้าง กระต่ายบ้าง มีเยอะแยะ เพราะสัตว์ต่างๆ ที่เห็นพวกเราเข้า ไม่มีใครเขาหนี สัตว์ทั้งหมดไม่หนี เพราะยังไม่เคยพบคน เป็นป่าลึกพรานไปไม่ถึง ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ก็พ้นจากเขตป่าเข้าจุดๆหนึ่งใจุด ๆ นั้นก็มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับตึก แต่ว่าเป็นตึกที่ฉาบไปด้วยทองคำ รูปร่างลักษณะจริง ๆ คล้าย ๆ กับพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่ว่าพระที่นั่งอนันตสมาคมสวยกว่า (เอาความสวยกันนะ) แต่ว่าที่ตรงนั้นมันเป็นทองคำทั้งหมด ตั้งแต่หลังคาลงมา บุด้วยทองคำ ข้างในเป็นพื้นบุด้วยทองคำ ที่บันไดก็เป็นทองคำ ทองคำหมด

ก็ถามหลวงพ่อจงว่า ในป่านี้มีวิหารทองคำหรือครับ หรือว่ามีพระราชวังทองคำท่านบอกว่า เขาเรียกว่า สุวรรณวิหาร ถามท่านบอกว่า ที่จุดนี้เขาเรียกตำบลอะไร หรือว่าอำเภออะไร ของจังหวัดกำแพงเพชรครับ ท่านบอกว่า ไม่ใช่จังหวัดกำแพงเพชร ที่นี่มันเป็นประเทศอินเดีย ก็ถามว่าเมื่อกี้นี้เดินดูโคนต้นไม้ ยอดไม้ แล้วทำไมมาถึงอินเดีย ท่านก็บอกว่าถ้าใช้วาโยกสิณ พวกเธอไม่ได้นึก แต่ใจฉันนึก ใจฉันนึกว่า จะมาสุวรรณวิหาร มันก็มาขณะที่ไปสุวรรณวิหาร ปรากฏว่าที่ประเทศอินเดีย แขกหลับ แขกอยู่ยามก็หลับ แขกไม่อยู่ยามก็หลับ พวกนั่งยามก็หลับ พวกนอนยามก็หลับ ยืนยามก็หลับ หลับหมดไม่มีใครเห็นเราก็ไปเที่ยวในสุวรรณวิหารตามชอบใจ

ชมสุวรรณวิหารก็มีความรู้สึกว่า คนที่สร้างสุวรรณวิหาร คือวิหารทองคำ ต้องใช้จ่ายทรัพย์มาก ต้องลงทุนมาก ต้องลงแรงมาก ทรัพย์สินต่างๆ ได้มาจากภาษีอากรของบรรดาราษฎร แต่ว่าราษฎรไม่ค่อยจะมีสิทธิ์จะได้ใช้ คนที่มีสิทธิ์ใหญ่จริงๆ คือกษัตริย์ แต่ว่าวันเวลาที่เขานมัสการสุวรรณวิหารมีอยู่ แต่ก็ต้องเข้าไปอย่างมีระเบียบ ออกมาอย่างมีระเบียบ เห็นแขกแต่งตัวขาวๆ นุ่งผ้าขาว ห่มผ้าขาว โพกศีรษะขาว ถามหลวงพ่อจงว่า พวกนี้พวกอะไรครับ ท่านบอกว่า พวกนี้เขาเรียกว่าสาธุ พวกสาธุ พวกปฏิบัติดี ก็ชมไปชมมา

หลวงพ่อจงก็อธิบายให้ฟังว่า สุวรรณวิหารนี่ คนที่สร้าง หรือคนสั่งให้สร้าง ตายไปหลายคนแล้ว และคนสร้างก็ตายไปหลายคนแล้ว พวกเธออย่าหลงใหลใฝ่ฝันสุวรรณวิหารว่ามันเป็นของดี อย่าลืมว่าทรัพย์สมบัติในโลกมันดี เฉพาะเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ ถ้าเราตายไปแล้วเมื่อไร ทรัพย์สมบัติที่เราหาไว้ในโลก มันก็เป็นสมบัติของบุคคลอื่น เราไม่ควรจะสนใจในทรัพย์สมบัติในโลกมากเกินไป ที่พามาให้ดูนี่ก็ต้องการจะให้รู้ว่า ของที่เขาเรียกกันว่าดี คือ ทองคำ ขนาดเอาทองคำมาเป็นวิหารทั้งหลัง แม้จะเป็นทองบุภายนอก ทองบุภายในก็ตามที ก็ได้มาด้วยความเหนื่อยยากของบรรดาประชาชนทั้งหลาย กษัตริย์เองก็ต้องใช้มันสมองมาก การที่จะใช้คนก็เป็นการยาก การใช้คนไม่ใช่ใช้ง่ายๆ ต้องเป็นคนที่มีบารมีต้องพูดดีให้เขาถูกใจ

การที่คนจะพูดดีได้ก็ต้องใช้กำลังใจ ควบคุมกำลังใจให้ดีไว้ กำลังใจเวลานั้นต้องไม่เป็นทาสของนิวรณ์ และก็ไม่หลงในอำนาจเกินไป เพราะคนทุกคนในโลกชอบยอ (คำว่า ยอ หมายถึง ยกย่อง หรือว่าสรรเสริญ พูดดีๆ) แทนที่จะเร่งรัด ก็กลับน้อมถ่อมลงมา บอกอย่าทำให้แรงนัก อย่าใช้กำลังให้มากนักมันเหนื่อยมากเกินไป พักผ่อนเสียบ้าง อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ต้องมีสินจ้างรางวัล มีรางวัลให้เป็นเครื่องตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยก็รวมความว่า กษัตริย์เองก็หนักบรรดาประชาชนผู้ทำการก่อสร้าง หรือช่าง ก็หนักพวกเสียภาษีอากรก็ต้องหาเงินมา แทนที่จะใช้เป็นส่วนตัวได้ ก็ต้องมาเสียภาษีอากร ก็หนัก

แต่พวกหนักๆ ทั้งหลายเหล่านั้น เวลานี้ไม่มีชีวิตอยู่ตายหมดแล้ว นี่เขาทำมาหลายชั่วคนแล้ว พวกเธอก็เช่นเดียวกัน จงจำไว้ อย่ามีความหลงใหลใฝ่ฝันในชีวิต จงอย่าคิดว่าเราไม่ตาย เราไม่แก่ จะเห็นว่าฉันกับท่านปานสองคนนี่แก่ เธอจะไม่แก่นั้นไม่ใช่ ความแก่พวกนี้ฉันจะไม่เอาไปไหน จะมอบไว้แก่พวกเธอ ก็กราบท่าน บอกหลวงพ่อขอรับ อย่ามอบแต่ความแก่เลยขอรับ ท่านถามว่า เธอต้องการอะไรอีก ผมขอให้หลวงพ่อมอบความสามารถด้วยขอรับ ท่านบอกว่า เอาจากท่านปานน่ะไม่พอหรือ หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า ท่านถนัดแบบหนึ่ง หลวงพ่อจงถนัดอีกแบบหนึ่ง ขอให้มอบความสามารถให้แก่เธอด้วย

หลวงพ่อจง ก็หันมาหัวเราะคิกๆ บอกไอ้2-3 ตัวนี่ มันฉลาด ไอ้ข้าก็หากินของข้าทางหนึ่ง ท่านปานเขาก็ หากินของเขาทางหนึ่ง (นี่หมายถึงผลของการปฏิบัติ) ท่านปานเขาปรารถนาพุทธภูมิ เป็นพระโพธิสัตว์ ข้าปรารถนาไปในชาตินี้ เอ็งจะเอาอย่างไรวะจะ เอาพุทธภูมิ หรือจะเอามรรคผล ก็เลยกราบเรียนกับท่านว่า ผมไม่เจาะจงทั้งพุทธภูมิ และมรรคผลเวลานี้ตัวผมเองหลวงพ่อปานให้ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ว่าผมต้องการความสามารถทั้งสองอย่าง ทั้งพระโพธิสัตว์ และมรรคผลในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถของหลวงพ่อ ขอให้มอบให้ผมด้วย ท่านบอกได้ตกลง แต่ว่าวิธีรับกัน (ก็ไม่ต้องมีธูปไม่ต้องมีเทียน) ให้ใช้กำลังใจเป็นเครื่องรับ ตั้งใจฟังคำแนะนำของท่านปาน แต่ถ้ามีอะไรสงสัยฉันอยู่วัดหน้าต่างนอก ไม่ไกล ไปหาฉัน ฉันจะบอกให้ แต่ว่าการบอกฉันจะบอกครั้งเดียว ฉันจะไม่ซ้ำสอง เพราะการศึกษา ถ้าถึงซ้ำสองก็ถือว่าเป็นคนไม่ดีแล้ว

ฉะนั้น ความสามารถทุกอย่างที่เธอมีความต้องการ ถ้าไม่เกินวิสัยที่ฉันจะให้ได้ฉันจะให้ให้หมด แต่ว่าเธอจะแบกไว้ได้หมด หรือไม่หมด เป็นเรื่องของเธอ ฉันมีหน้าที่อย่างเดียวคือ เป็นผู้บอกที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก

ในเมื่อคุยกันเสร็จ บรรดาพี่บังทั้งหลายก็เริ่มจะขยับตัวตื่น ท่านบอกว่า แขกเริ่มตื่นแล้ว ก็ถามท่านว่า จะหลบแขกไปไหนดีล่ะขอรับ ท่านบอกไม่จำเป็นต้องหลบ เวลานี้แขกมองไม่เห็นเรา เราไม่ต้องการให้แขกเห็น ฉันเป็นผู้นำต้องการแบบนั้น ประเดี๋ยวดูลีลาของแขกพวกแขกนี่มีความเคารพในวิหารนี้จริงๆ เวลามันจะขึ้นไป มันจูบบันไดทุกขั้น แล้วเข้าไปกราบพระเจ้าของเขา แล้วก็ออกมาจูบโน่นจูบนี่

เราก็นั่งนึกในใจว่า ไอ้พวกนี้มันดี หรือมันบ้า เอาทองคำทำเป็นตึก บันไดนี่เขาเอาเท้าเหยียบ มันดันไปจูบ แล้วก็มาคิดอีกทีว่า ถ้าเราคิดว่า เขาบ้า เราก็บ้า เพราะถ้าเราไม่บ้า เราก็ไม่คิดว่าเขาบ้า นี่เพราะว่าเรามันบ้า จึงคิดว่าเขาบ้าเรายังบ้าอยู่ เวลานี้เรายังบ้าอยากอยากมีความสามารถอย่างหลวงพ่อปาน อยากมีความสามารถอย่างหลวงพ่อจง เป็นอันว่าเราก็ยังบ้า พอมาเห็นสุวรรณวิหาร พอเห็นนี่แรกปั๊บ จิตสะดุ้งเฮือก แปลกใจว่า ทองทั้งหลังเขาหามาได้อย่างไร นี่มันก็เป็นความบ้าของคน ความบ้าของความรู้สึก

ก็มาคิดตัดสินใจ ตามที่หลวงพ่อจงบอกว่า เราจะบ้าไปทำไม ของทั้งหลายเหล่านี้ คนสร้างมาตายไปหมด เราคนดู ไม่ช้าเราก็ตายเช่นเดียวกัน เราก็มาบ้าปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีกว่า หลวงพ่อจงท่านหันมายิ้ม บอก เออ..คิดอย่างนี้ถูกแล้ว (นี่ขนาดคิดนะรู้ด้วย)

หลังจากดูแขกบ้าอยู่พักหนึ่งแล้วก็พากันกลับ เวลาเดินทางกลับ ท่านก็บอกว่า ประเดี๋ยวก็ถึงแล้ว เดินมาเพียงแค่ 2-3 ก้าว ก็ปรากฏว่ามาถึงกลดที่ปักอยู่ ก็รวมความว่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ตามที่คนเขาพูดกันบอกว่า เขาเรียนชั้นไหนก็ตาม แต่เขาไม่เชื่อสวรรค์ ไม่เชื่อนรก นั่นก็หมายความว่า นักเรียนประเภทนั้น ไม่เคยปฏิบัติในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลักปฏิบัติก็มีอยู่4ประการคือ
1.สุกขวิปัสสโก
2.เตวิชโช
3.ฉฬภิญโญ
4.ปฏิสัมภิทัปปัตโต

ทั้ง 4 อย่างนี้ ถ้าเขาปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้จะยังไม่ได้มรรคผล เขาก็จะต้องเป็นคนที่มีศรัทธา มีความเชื่อมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ไม่คัดค้านพระพุทธเจ้า แต่หากว่าถ้าไม่ปฏิบัติแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับกระจ่า ที่เขาแช่ในหม้อแกง ซึ่งไม่ได้รู้รสแกงเลยเพราะมันไม่มีประสาท


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/6/10 at 08:29 [ QUOTE ]



หลวงพ่อจงพยากรณ์


ท่านสาธุชนพุทธบริษัท วันนี้ก็เป็น วันที่ 24 ธันวาคม 2533 ก็เป็นอันว่า หลังจากนั้นมา หลวงพ่อจงก็พยากรณ์ ท่านก็บอกว่า กสิณทั้ง 10 ประการนี่เธอใช้ได้หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวเธอเอง (หมายถึงอาตมา) คล่องในกรรมฐาน 40 แล้ว ก็มหาสติปัฏฐานสูตร แต่การคล่องประเภทนี้มันใช้ไม่ได้ ก็กราบเรียนถามท่านว่า ทำไมขอรับ

ท่านก็เลยบอกว่าเธอคล่องเฉพาะการจำ และก็มีความคิดเหมือนกัน แต่ว่าคิดน้อยเกินไป คำว่า คิดน้อย ก็หมายความว่า คิดมาก แต่มันถูกน้อย ต้องคิดให้น้อย ๆ แต่ถูกมาก ก็เลยกราบเรียนถามท่านว่า จะคิดอย่างไร จึงจะคิดน้อย แล้วก็ถูกมาก

ท่านบอกว่า อันดับแรกที่จะทำอะไรทั้งหมดให้คิดถึงอริยสัจเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกขสัจ สำหรับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเชื่อกันแล้ว เป็นของสำคัญอย่างยิ่งก็จริงแล แต่ทว่าเราคิดกันทุกวันแล้ว อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่ว่าสอนใครทั้งหมด เมื่อขั้นสุดท้ายท่านก็ลงอริยสัจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสอนชาดก หรือพระสูตรก็ใช้อริยสัจทุกอย่างใช้อริยสัจหมด แต่ว่าลีลาการสอนขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์มีลีลาต่างกัน คนหนึ่งท่านพูดไปอย่างหนึ่ง อีกคนหนึ่งท่านพูดไปอีกอย่างหนึ่ง เพื่อความเข้าใจของแต่ละบุคคล สำหรับพวกเราไม่ฉลาดเท่าท่าน

ก็กราบเรียนถาท่านว่า อริยสัจมี 4 อย่าง อย่างไหนสำคัญที่สุดขอรับ ท่านบอกเธอไม่ต้องคิดมาก คิดให้เข้าใจเพียงแค่ ทุกขสัจ อย่างเดียวว่าเอาแต่เพียงความจำ เอาเข้าใจให้เข้าใจจริงๆ ถ้าเห็นทุกข์ตัวเดียว อีก 3 ตัวปรากฏ คำว่า สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ในเมื่อเรารู้ทุกข์ เราก็รู้ว่าใครทำให้เราเป็นทุกข์ อะไรทำให้เราเป็นทุกข์ ไม่ต้องไปนั่งคิดถ้าเราเห็นทุกข์ และเข้าใจในทุกข์แล้วก็มีความเบื่อหน่ายในทุกข์เพราะการเกิด นิโรธ ความดับ มันก็เกิด เมื่อนิโรธ ความดับ เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ชื่อว่าถึงที่สุดแห่งพุทธศาสนา คือเป็นความเข้าใจถึงที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ก็กราบเรียนถามท่านบอกว่า ในเมื่อหลวงพ่อยังอยู่ก็ดี หลวงพ่อปานยังอยู่ก็ดี กระผมอาจจะคุมตัวอยู่ได้ แต่ว่าในกาลต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่า สองคนนี่เขาปรารถนาตรงสาวกภูมิ แล้วก็เป็นคนขยันเล่นอภิญญาสมาบัติ สองคนนี่ต้องอยู่ในป่า สงเคราะห์คน และสงเคราะห์ภิกษุสามเณร ที่ต้องการในป่า ที่เข้ามาในป่า เป็นหน้าที่ของเธอทั้งสอง

แต่สำหรับตัวเธอเอง (คืออาตมา) ต้องชำระหนี้เขา เพราะเป็นหนี้เขามาก ชาติก่อนใช้คนมาก ใช้แรงงานเขาก็มาก ใช้ชีวิตเขาก็มาก เพราะเคยเป็นกษัตริย์บ้าง เคยเป็นแม่ทัพบ้าง ต้องรบราฆ่าฟันมาทุกชาติ และอีกประการหนึ่ง

ผลแห่งการรบราฆ่าฟัน ฆ่าคนมามาก แล้วฆ่าสัตว์ก็มาก การฆ่าสัตว์ ก็ไม่ได้หมายความว่า ยิงสัตว์เล่นฆ่าสัตว์ เพื่อเลี้ยงคน เพื่อทำสงคราม แต่ว่าในการครองชาติ ก็ต้องฆ่าสัตว์เพื่อเลี้ยงกัน บาปตัวนี้จะรุกรานเธอตลอดชีวิต นั้นหมายความว่า อาการทางร่างกายของเธอ ไม่มีอาการปรกติ จะมีการป่วยทุกวัน วันไหนที่เรียกว่าไม่ป่วย ไม่มี แต่ว่าทั้ง ๆ ที่เธอป่วย เธอก็ต้องทำงานแล้วงานของเธอก็หนัก

เธอจงจำไว้ว่า เวลานี้เธอเป็นพระวัดบางนมโค แต่ว่าในกาลต่อไป เธอจะไม่ได้อยู่ที่วัดบางนมโคนี่ เพราะคนบางนมโค ก็ต้องเป็นคนบางนมโค เธอไม่ใช่คนบางนมโค เธอเป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี แต่มาอยู่ที่บางนมโค ตั้งแต่เด็ก ก็ถือว่า ถ้าญาติข้างพ่อก็อยู่สุพรรณฯ ญาติข้างแม่อยู่อยุธยา และจังหวัดธนบุรี แต่ว่าเธอจะต้องย้ายจากวัดบางนมโคไปเข้าในกรุงเทพฯ ในเมื่อท่านปานมรณภาพแล้ว

ก็ถามว่า หลวงพ่อปานท่านจะตายเมื่อไรขอรับ ท่านก็เลยบอกว่า ท่านปานตายปีนี้แหละ ปีนี้ท่านปานตาย แต่เธอก็จะอยู่ที่วัดบางนมโคอีก 1 ปี หลังจากนั้น ก็ต้องเข้าไปในกรุงเทพฯ ก็ถามว่าในกรุงเทพฯ ผมไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ท่านเลยบอกว่า จะมีคนเขามาแนะนำเขาชวนไปอยู่ ต่อไปจะได้เรียนบาลี

เพราะว่าเวลานี้เธอสงสัยใช่ไหมว่า พระในกรุงเทพฯ เวลาออกมาบ้านนอกเด่นเหลือเกิน คนยกย่องสรรเสริญ ต้องหาพรมมาปูให้ แต่ความจริง พระท่านก็ไม่ได้ขอ แต่ว่าชาวบ้านเขายกย่องว่าเป็นพระกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นมหาเปรียญ เขาเรียกว่า พระดี สำหรับพระบ้านนอกเขาเรียก พระเลว

อาตมาเองเคยถูกนิมนต์ไปในที่ต่าง ๆ ไปหลายแห่ง ก็มีพระชั้นพระครูบ้าง เวลานั้นเจ้าคุณหายาก บ้านนอกเจ้าคุณหายากเต็มที แล้วก็มีพระมหาเปรียญบ้าง ชาวบ้านเขาเรียกพระครู กับมหาเปรียญว่า พระดี (พระดีนิมนต์ทางนี้ครับ พระเลวนิมนต์ทางนี้ครับ) เราไม่ใช่มหาเปรียญ เป็นพระเลว

ในเมื่อเธอฟังแบบนี้แล้ว เธอก็เกิดความรู้สึกว่าพระในกรุงเทพฯ ชื่อว่า ดี นั้นดีอย่างไร แล้วก็เป็นมหาเปรียญกันอย่างไร เธอก็ต้องไปพิสูจน์ เพราะเธอเป็นนักพิสูจน์ จะต้องพิสูจน์ยันตาย และต่อไปภายในเบื้องหน้า ก็จะเป็นคนที่ชาวบ้าน เขานินทาอยู่ตลอดเวลา เขาจะนินทาว่าร้าย กล่าวโทษตลอดเวลา แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าทนไม่ไหวในฐานะเป็นพระเหลือง เราก็เป็นพระเขียว ก็ถามว่า พระเหลือง พระเขียว เป็นอย่างไรขอรับ

ท่านบอกว่า ในเมื่อเธอพูดตามความเป็นจริง ตามที่ศึกษามาเหมือนกับคนที่กินข้าว กินแกง มีลิ้น ลิ้นมีประสาทรู้รส แต่ว่าต่อไป จะปรากฏว่าคนประเภทกระจ่ามีมาก กระจ่าไม่มีประสาท ไม่รู้รส ไม่รู้เปรี้ยว ไม่รู้เค็ม ถึงแม้ว่าเขาจะแช่ไว้ในหม้อแกง ก็ไม่เคยรู้รสแกง ข้อนี้ฉันใด ในกาลต่อไปคนที่อวดตัวว่า เป็นคนที่มีความรู้ เขายกย่องกันว่าเป็นความรู้เลิศชั้นประเสริฐ เขาจะไม่เชื่อสวรรค์ไม่เชื่อนรก ไม่เชื่ออภิญญาสมาบัติ ไม่เชื่อสมาธิจิต เขาก็จะคิดว่าเธออวดอุตตริมนุสสธรรมบ้าง เขาจะคิดว่า เธอเป็นคนบ้าบ้าง

ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เธอจงจำไว้ ต้องถือ ขันติ ความอดทน เชื่อพระพุทธเจ้า เวลานี้เราเชื่ออยู่แล้ว เราก็เชื่อต่อไปที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า นัตถิโลเก อนินทิโต คนไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก จำไว้เสมอว่าเห็นหน้าคนคิดว่า คนนี้เวลานี้เขาดี แต่เวลาต่อไปข้างหน้า เขาอาจจะนินทาเรา เราจะต้องไม่โกรธเขา ก็ถือว่า เป็นนิสัยของเขา เป็นสมบัติของเขา แล้วมันก็เป็นสมบัติของเรา ที่เราเกิดมาเพื่อให้เขานินทา

ท่านก็สอนตามนี้ แล้วก็ถามท่านว่า คนที่มีความรู้แต่ไม่ปฏิบัติตามความรู้ จะมีหรือขอรับ ท่านบอกว่า ก็ดูพระที่วัดบางนมโคก็แล้วกัน ที่ท่านปานสอนกรรมฐาน มีพระกี่องค์ที่ทำกรรมฐานบ้าง และมีกี่องค์ที่ไม่ทำกรรมฐาน และมีพระกี่องค์ที่เชื่อท่านปานจริง ๆ และมีพระกี่องค์ที่ไม่เชื่อท่านปาน ต่อหน้ามีความเคารพ แต่ลับหลังเหมือนกับลิงหลอกเจ้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อไปในเบื้องหน้าคนประเภทกปิลภิกขุ จะมีมากมายในเขตพระพุทธศาสนา (ตอนนั้นก็ไม่ได้เรียนกปิลภิกขุ) ก็ถามท่านว่า กปิลภิกขุมีในหนังสือเล่มไหนขอรับ ท่านบอกว่า มีในพระธรรมบทเล่ม 1

กปิลภิกขุหรือเรียกกันว่า พระกบิล เมื่อสมัยนั้น เมื่อสมัยพระพุทธเจ้า พระพุทธกัสสปยังทรงชีวิตอยู่ เธอก็เรียนจบพระไตรปิฏก มีพี่ชาย พี่ชายก็บวชพร้อมกัน พี่ชายเป็นคนแก่รู้สึกตัวว่าเป็นคนแก่ แต่ความจริงก็ยังไม่แก่ ไม่ขอเรียนพระไตรปิฏก เรียนเฉพาะความรู้ในด้านวินัย ธรรมะพอสมควรพอเอาตัวรอด แล้วก็ฝึกในด้านปฏิบัติ สำหรับปริยัติก็พอรู้บ้างตามสมควร พอเอาตัวรอด ทั้งสองคนนี่มีผลไม่เสมอกัน พี่ชายไม่ช้าก็เป็นอรหันต์

กปิลภิกขุเธอมีลูกศิษย์ลูกหามาก ทุกคนยอมรับนับถือว่าเธอจบพระไตรปิฏก ก็มีลูกศิษย์มาก เมื่อมีลูกศิษย์มากก็มีลาภสักการะมาก หนัก ๆ เข้า เธอก็เปลี่ยนแปลงคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่างนี้ เธอก็พูดอย่างโน้น พระพุทธเจ้าบอกว่าคนเกิดมาแล้ว เมื่อตายแล้วไม่สูญ ถ้าจิตยอมรับความดี เวลาจะตายก็ไปสู่สุคติ ถ้าจิตยอมรับความชั่วก็ไปสู่ทุคติ อย่างนี้เป็นต้น เธอก็กลับพูดไปอย่างอื่นว่า ตายแล้วมีสภาพสูญอย่างนี้เป็นต้น แต่ว่าเธอก็เทศน์สอนคนอื่นเขา แต่เธอไม่เชื่อในที่สุดเธอตายไปแล้ว เธอก็ลงอเวจีมหานรก

มาสมัยพระพุทธเจ้าองค์นี้ตรัสขึ้นมา เธอเกิดขึ้นมาเป็นปลาทอง เด็กทอดแหเอาไปได้พ่อเอาไปถวายพระราชา พระราชานำไปหาพระพุทธจ้า เกล็ดเหลืองเหมือนทองคำ แต่เวลาอ้าปาก กลิ่นเหม็นเหมือนอุจจาระ ฟุ้งทั่ววิหาร เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารถามเธอว่าเธอมาจากไหน เธอก็ตอบว่ามาจากอเวจีมหานรก ถามว่า เธอชื่ออะไร เธอก็บอกว่า

เมื่อก่อนเธอชื่อ กปิลภิกขุ ในสมัยพระพุทธกัสสป พระพุทธเจ้าถามว่าแม่ของเธอไปไหน เธอก็ตอบว่าแม่ของเธอไปอเวจีมหานรกเพราะด่าพระร่วมกัน น้องสาวไปไหน น้องสาวไปอเวจีมหานรก ถาม พระพี่ชายของเธอล่ะ พระพี่ชายของเธอไปนิพพาน

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าบรรดาพระทั้งหลายเห็นว่า เธอสอนชาวบ้าน สอนพระเปลี่ยนแปลงคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคนที่จบพระไตรปิฏก ไม่ได้จบองค์เดียว ที่จบพระไตรปิฏกตามธรรมดาก็มี เป็นพระอรหันต์ก็มี แม้แต่พระอรหันต์เข้ามาเตือน เธอก็ไม่เชื่อ กลับด่าพระ ด่าพระธรรมดา ด่าพระทรงฌาน ด่าพระอรหันต์ ทั้งหลายเหล่านั้นเห็นว่าไม่เป็นเรื่อง ก็ไปบอกพระพี่ชายให้มาเตือน พระพี่ชายมาเตือน เธอก็ด่าพระพี่ชายไปเสียอีก หาว่าพระพี่ชายไม่เคยเรียนอะไร เธอจบพระไตรปิฏก คนโง่เง่าเต่าตุ่นอย่างนี้ อย่าเสือกมาสอนกัน พระพี่ชายก็ต้องกลับเข้าป่าไป

ต่อไปสภาพของเธอก็จะเป็นอย่างนั้น แต่ฉันจะไม่พยากรณ์ว่า เขาทั้งหลายเหล่านั้น จะไปอเวจีมหานรก แต่เธอก็จะพบกับคนที่เขาถือว่า เขามีความรู้ดี แต่เขาก็จะไม่เชื่อในวาทะที่เธอกล่าวที่เธอสอน เธอจะต้องเป็นคนมีลูกศิษย์มาก เธอจะต้องเป็นคนมีงานหนัก หนักทั้งทางโลก และหนักทั้งทางธรรม

คือหนักทั้งชาวโลก และหนักทั้งชาวพุทธ และพระ การปกครองพระก็หนัก การสร้างวัดก็หนัก การสงเคราะห์ในการศึกษาเล่าเรียนก็หนัก การสงเคราะห์คนยากจนเข็ญใจก็หนัก หนักทุกอย่าง ชีวิตของเธอจะไม่เป็นชีวิตที่มีความสุขเหมือนชาวบ้านเขา เพราะร่างกายจะต้องหนัก ใจจะต้องคิด เมื่อจิตต้องคิด การต้องหนักในการงานแล้วกายก็ต้องป่วย เพราะกฎของกรรม

พอนั่งฟังท่านก็นึกเศร้าใจ คิดว่า เอ..เรานี่ตายเสียเร็ว ๆ จะดีกว่ากระมัง ก็ถามท่านว่า ผมอีกกี่ปีจะตายขอรับ ท่านก็บอกว่า ถ้าเป็นอายุขัยของเธอก็ต้องอายุ 27 ปี แต่ว่าเธอจะตายตามนั้นไม่ได้ เธอต้องใช้หนี้เขาก่อน ถามว่า ต้องใช้หนี้ไปกี่ปีขอรับ ท่านก็บอกว่า สุดแล้วแต่พระจะสั่ง

เธอต้องเป็นพระที่อยู่ในอำนาจของพระ ปฏิบัติตามพระสั่งทุกอย่าง พระสั่งทำแบบไหน ทำแบบนั้น พระท่านจะช่วยทุกอย่างให้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เธอป่วย ก็ต้องลากสังขารไปดูงานก่อสร้าง ต้องลากสังขารไปสงเคราะห์ในธรรมะของเขา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะคนทั้งหลายเหล่านั้นเขาเป็นเจ้าหนี้ เธอเป็นหนี้เขามาตั้งแต่ชาติก่อน ต้องไปชำระหนี้เขา

ฟังแล้วก็เศร้าใจ บรรดาท่านพุทธบริษัท เกิดมากับเขาชาติหนึ่ง จะหาความสุขสักหน่อยก็ไม่ได้แต่ท่านก็พูดให้ดีใจว่า จิตใจของเธอมีความดี ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเป็นทุกข์มันจะหนักอย่างไรก็ตาม แต่ว่าใจของเธอเป็นสุข เพราะเธอมีความรู้สึกว่า เธอเป็นผู้ชนะแล้วจากกฎของกรรม และก็ชนะในชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย

ก็ถามท่านบอกว่า ผมปรารถนาพุทธภูมิชาตินี้ จะมีบุญวาสนาบารมีเต็มหรือขอรับ ท่านก็นิ่งนิดหนึ่ง สัก 1 วินาที ท่านบอกว่า พระท่านบอกว่า ถ้าเธอมีอายุถึง 60 ปี บุญวาสนาบารมีปรารถนาพุทธภูมิของเธอก็จะเต็มชาตินี้ แต่ว่าเธอมีอายุแค่ 27 ปี จะต้องแบกบุญวาสนาบารมี ต้องบำเพ็ญบารมีไปอีกหลายชาติ ก็หนักใจก็ถามท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ผมจะไม่เอาพุทธภูมิดีไหม เคยไปเที่ยวชั้นดุสิต เห็นเทวดาชั้นดุสิตที่มีบารมีเต็ม คอยตรัสเป็นพระพุทธเจ้า มากมายเหลือเกิน ผมไม่ทราบว่า ผมจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่เท่าไร คงจะคอยไม่ไหว

ท่านบอกว่า ไม่เป็นไร เธอก่อนจะเกิดมาเธอมีสัญญา ถามว่า สัญญาอะไรขอรับท่านก็บอกว่า หลังจากอายุ 40 ปีไปแล้ว เธอต้องลาจากพุทธภูมิ แต่ว่าเวลานี้เธอต้องทำให้เข้ม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่าท้อถอย ทุกอย่าง จะประสบกับทุกข์อะไรก็ตาม จะต้องสู้กับทุกข์ตั้งใจปฏิบัติตามกิจพุทธภูมิทุกอย่าง เมื่อลาจากพุทธภูมิแล้ว สิ่งที่เธอลา เธอขอสัญญากับพระ พระท่านจะให้ แล้วจะได้ตามนั้น แต่ว่าเธอจะต้องทำกิจพุทธภูมิต่อไปจนกว่าจะตาย

เมื่อท่านพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ก็รู้สึกเศร้าใจว่า เรานี่เป็นคนมีกรรมจริง ๆ ก็เลยอยากจะรู้กรรมของตนให้มันถนัด เราใช้ของเราเองพอได้บ้าง พอสมควร แต่อาศัยบารมีของท่าน ถามว่า หลวงพ่อขอรับ ผมอยากจะดูภาพเก่า ๆ เคยฆ่าฟันกันมามากมายขนาดไหน ชาติไหนบ้าง ท่านก็ทำให้ดูสิบชาติ ก็เห็นว่าตัวเองสร้างทั้งบาป และทั้งบุญ บุญก็สร้างจริง ๆ บาปก็สร้างจริง ๆ คนต้องตายเพราะคำสั่งก็มาก ฆ่าเขาเองก็มาก สัตว์ ช้างม้า วัวควาย วัวควายที่ต้องเป็นอาหาร เป็ดไก่ นับไม่ถ้วน ก็มานั่งนึกดูว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลาย หรือคนทั้งหลายเหล่านั้น ต่างคนต่างมาทวงกรรม เราใช้ชาตินี้ไม่หมดแน่

พอนึกในใจเพียงเท่านี้ ท่านก็บอกว่า คิดอย่างนั้นไม่ถูก ชาตินี้ใช้หมดแน่ เอาแค่เศษของกรรมที่เหลืออยู่ แล้วก็ใช้เขา แต่การใช้ให้หมดมันไม่มีหรอก แต่ว่าสามารถหนีกฎของกรรมได้ ถามว่า หนีไปไหนครับ ท่านก็บอก หนีไปอยู่ในแดนที่มีความสุข ที่ไหนที่เรียกว่าเอกันตบรมสุข เธอจะไปอยู่ที่นั้นได้ นี่เป็นคำพยากรณ์ของหลวงพ่อจง

แต่ว่าเธอทั้งหลายจงอย่าลืมนะว่า ต้องยึดอริยสัจเป็นสำคัญ อริยสัจที่จะต้องตั้งใจทำให้มั่นก็คือ ทุกขสัจ เข้าใจในทุกขสัจอย่างเดียว ให้ได้จริง ๆ แล้วเธอจะเข้าใจผลในทุกขสัจ แต่ว่ากรรมฐานทั้ง 40 กอง จะต้องซ้อมไว้เป็นปรกติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อภิญญา อย่าทำเป็นอันขาด การทำอภิญญาไม่ใช่วิสัยของเธอ เป็นวิสัยของสององค์นี่ ต้องอยู่ป่า ต้องใช้อภิญญา เธอจงเก็บอภิญญาไว้เป็นคู่มือ เป็นคู่ปัญญา เพื่อเข้าใจในการตัดกิเลส ก็กราบเรียนท่านว่า คนที่เขาเอาจริง เขาไม่ถามกัน มันอยู่ที่กำลังใจของคน คนที่ปฏิบัติจะเอาจริงเอาจังเขาไม่ถามว่า ผมจะบรรลุชั้นนั้นชั้นนี้ไหม เขาไม่ถามกัน มันอยู่ที่ใจของเรา เราอยากจะหมดก็หมด เราอยากไม่หมดมันก็ไม่หมด ถ้าเรายังติดในมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก มันก็ไม่หมด

เมื่อคุยกันต่อไปถึงเวลาอันสมควร ท่านก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าท่านปานตายแล้วนะ เธอสงสัยอะไรก็ไปหาฉัน ทุกอย่างฉันจะไม่ปกปิด จะเป็นความรู้เพื่อบุคคล หรือความรู้เพื่อส่วนตัว ฉันไม่ปกปิด แต่ว่าฉันคิดว่า ในต่อไปภายเบื้องหน้า เธอจะกลายเป็นคนขี้เกียจ คือความรู้ทุกอย่างที่เธอมีอยู่นี้ เธอสามารถทำได้ทุกอย่าง

เวลานี้ก็เริ่มขี้เกียจแล้ว เมื่อทำใหม่ ๆ จริง ๆ ขยัน รู้นั่น รู้นี่ ทำโน่น ทำนี่ พอทำได้จริง ๆ ก็ขี้เกียจ นี่เป็นวิสัยแท้ เป็นกิจที่ต้องทำ แต่ 2 คนนี่เขาขยัน เขาต้องเข้าป่า เธอจงอย่าใช้อภิญญาสมาบัติ ที่สามารถทำได้ ได้หรือไม่ได้ก็ตาม เอาเป็นว่าถ้าทำได้ก็อย่าใช้ ใช้วิชาความรู้ปรกติธรรมดา และต่อไปนี้เบื้องหน้าก็จะได้รับความรู้พิเศษจากพระ จะสามารถสอนให้คนเข้าใจเรื่องสวรรค์ เรื่องนรก ได้อย่างง่าย ๆ

ก็ถามท่านบอกว่า เวลานี้ที่ฝึกอยู่นี่ มันง่ายหรือมันยากขอรับ ผมก็เห็นว่า ไม่ยาก ท่านบอกว่า เวลานี้สำหรับเธอมันไม่ยาก แต่คนอื่นเขายากมาก และจงอย่าลืมว่า เธอจะต้องประสบกับถ้อยคำที่ต้านทาน ถ้อยคำที่กล่าวหา ด่าว่า ถ้าหากว่าบังเอิญจริง ๆ ถ้าเธอรำคาญเข้าจริง ๆ เธอจะกลายเป็นพระเขียว แต่ฉันคิดว่า จะไม่เป็นพระเขียว จะมีพระองค์อื่นช่วย

จะมีพระรูปร่างผอม ๆ สูง ๆ เข้มแข็งในพระศาสนา และพระองค์นี้ จะได้อภิญญาสมาบัติ แต่ว่าเป็นพระที่มีการปกปิด จะสนับสนุนเธอไห้ทรงตัวเป็นพระเหลืองอยู่ เพราะต่อไปเบื้องหน้า เธอจะเกิดความรำคาญ ถ้าเกิดความรำคาญ ถ้าพระองค์นี้ไม่เข้าช่วย เธอก็จะกลายเป็นพระเขียว ( หมายความว่า ถอดสีเหลืองออก และก็ใช้ชุดเขียว ใช้อภิญญาสมาบัติ เป็นการหักล้างพระเหลือง พระเหลืองก็จะพากันผอมไปตาม ๆ กัน)

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าคนทุกคนส่วนใหญ่ 99.99 เปอร์เซ็นต์ เขาชอบอภิญญาสมาบัติ เราทำให้เราแก่ได้ เราทำตัวเราให้หนุ่มได้ แค่นี้ก็พอแล้ว ผิวขาวได้ ผิวเหลืองได้แค่นี้ก็พอแล้ว แต่เธออย่าทำมากกว่านั้น แต่ว่าฉันขอพยากรณ์ว่า เธอไม่มีโอกาสทำ เพราะพระจะไม่อนุญาตเธอ

พระจะอนุญาตให้เธอเฉพาะให้เขารู้ตามความเป็นจริงว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง เขาสามารถเห็นนรกได้ สวรรค์ได้ เขาสามารถไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ ด้วยกำลังของจิต ที่เรียกกันว่า อทิสมานกาย อภิญญาใหญ่อย่าไปสอน ถ้าขืนสอน เธอจะเหนื่อยเปล่า เพราะวิสัยแบบนี้จะมียากสำหรับบุคคลที่จะพึงทำได้ แต่ว่ามีอยู่ แต่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่เธอจะต้องเป็นครู ต้องคนอื่นเขาเป็นครูกัน เธอเอาเท่านั้นก็พอ เป็นแค่ ปัจจัตตัง

ก็เป็นอันว่า คุยกันไป คุยกันมา ท่านก็บอกว่า เวลานี้ก็เย็นแล้ว ฉันจะขอลากลับวัดนะ ก็เลยบอกว่า หลวงพ่อขอรับ ที่นี่มันจังหวัดกำแพงเพชร ท่านก็เลยบอกว่า อินเดีย เดิน 2-3 นาทีก็ถึง วัดหน้าต่างนอก มันจะเดินสักกี่นาที ก็รวมความว่า พอพูดเท่านี้ ท่านก็หายแว้บไปเลย ไม่ได้เดิน ไม่ได้ไปไหน

ก็คิดในใจว่า เอ๊ะ..หลวงพ่อจงนี่ คนหรือผี หลวงพ่อปานก็หันกลับมาบอกว่า คุณอย่าอกตัญญครูบาอาจารย์ อย่าไปนึกว่าครูบาอาจารย์เป็นผี หลวงพ่อจงนี่เป็นพระอภิญญา แต่ก็ไม่ใช่อภิญญาอย่างเดียว เป็นพระปฏิสัมภิทาญาณด้วยด้วย มีความฉลาดมาก แต่ว่าพูดน้อย เพราะหน้าที่พูดมันเป็นหน้าที่ของฉัน แต่ว่าถ้าฉันตายไปแล้ว ท่านก็ไม่ค่อยจะพูด มีอะไรบ้าง เธอต้องไปหาท่าน ท่านจะเรียกไปหาท่าน และท่านใช้ให้เธอพูดแทนท่าน



((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/6/10 at 08:31 [ QUOTE ]



ธุดงค์ภาคอีสาน ตอนที่ 1


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ 20 พฤษภาคม 2534 การบันทึกวันนี้ ก็จะบันทึกเรื่องการธุดงค์ ธุดงค์ในตอนก่อน ได้พูดไปถึง เมืองกำแพงเพชร

แต่ทว่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ทีนี้เราก็มาพูดถึงว่า การออกธุดงค์ แต่ละวัด คณาจารย์ อาจจะสอนไม่เหมือนกันในตอนต้น คือ พิธีกรรม อย่างการปักเสาอัพโภกาส (เสาสำหรับผูกเชือก ที่ผูกมาจากยอดกลด แล้วก็มาผูกกับหลัก) การตอกหลักนี่ บางวัดมีคาถาว่า ถ้าจะถามอาตมาว่า ว่าอย่างไร คาถาบทนั้น ก็ยังตอบว่า ไม่รู้ หลวงพ่อปานไม่ได้บอก

เอาแต่เพียงว่า ขณะที่จะออกธุดงค์ อันดับแรก หลวงพ่อปานให้ร่วมกันบวงสรวง และชุมนุมเทวดา ขออำนาจท้าวมหาราชทั้ง 4 พร้อมไปด้วยบริวารทั้งหมด อินทกะทั้งหมด และอากาสเทวดาทั้งหมด แล้วก็นึกถึงบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ขอความปลอดภัยจากท่าน ขอความคุ้มครองจากท่าน

เมื่อทำพิธีการบวงสรวงเสร็จ รุ่งขึ้นก็ออกเดินทาง ทีนี้ก่อนทีจะออกเดินทาง ท่านก็สั่งว่าสิ่งที่มีความสำคัญก็คือ บท เมตตัญ จะ สัพพโลฯ คือ กรณีย์ฯบทเล็ก เมตตัญ จะ สัพพโลฯ นี่จะต้องว่าก่อนออกเดินทาง ขณะที่เดินทางอยู่ก็ว่า (คำว่า ว่า นี่หมายถึง นึกนะ) ขณะเดินทางอยู่ ถ้านึกมาได้ ก็นึกไปด้วย เมื่อเข้าที่พักก็ต้องสวดบทนี้ (คำว่า ว่า ก็คือ สวด สวด ก็คือ ว่า) ให้สวดด้วยความเคารพ เพราะว่าคาถาบทนี้เป็นคาถาที่มีความสำคัญมาก

ด้วยเมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคมีพระชนม์อยู่ ได้บอกกับพระว่า การที่เข้าไปอยู่ในป่า ถูกเสียงสัตว์ก็ดี ผีหลอกก็ตาม ทำให้หวาดกลัว นั่นคือ เทวดา ที่เขาคิดว่า ท่านจะไปอยู่ 2-3 วัน แต่บังเอิญท่านไปอยู่ทั้ง 3 เดือน พวกรุกขเทวดาอยู่บนต้นไม้ ก็เกรงใจพระว่า อยู่สูงกว่าพระ ถ้าขืนปล่อยไว้ บรรดาพระพวกนี้ก็ไม่กลับ ก็ทำเสียงให้หวาดกลัว แต่ยังไม่ออกพรรษา พระก็กลับไม่ได้ พระก็ทนอยู่ถึงออกพรรษา

เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็กราบทูลให้ทรงทราบถึงความเป็นมา ถึงเสียงน่ากลัวที่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าบอกว่า เธอเข้าป่า เธอไม่ถืออาวุธไปด้วย พระก็ถามว่า ในพระพุทธศาสนามีอาวุธหรือ พระพุทธเจ้าบอกว่า มี

คำว่า อาวุธ ไม่ใช่หอก ไม่ใช่ดาบ นั่นคือบทเมตตา คือ พรหมวิหาร 4 ให้ภาวนาในบท เมตตัญ จะ สัพพโลฯ (คำว่า เมตตัญ จะ สัพพโลฯ หมายถึง การแผ่เมตตาจิตไปในคน ในสัตว์ ในอมนุษย์ทั้งหลายทั้งหมด) เมื่อพระทั้งหลายได้แล้วแบบนั้น ก็กลับไป

พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าสวด เมตตัญ จะ สัพพโลฯ อยู่ ปฏิบัติตามนั้นด้วย เอาจิตนึกน้อมไปตามกระแสเสียง (ไม่ใช่สวดเฉย ๆ จิตต้องมีความเมตตาจริง ๆ ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราทราบกันง่าย ๆ คือ พรหมวิหาร 4 แผ่เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ยินดีในความดีของท่าน อุเบกขา มีความวางเฉยในเมื่ออุปสรรคเกิดขึ้น อย่างนี้ ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย (คำว่า อมนุษย์ หมายถึงว่า สัตว์ก็ดี ผีก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ตาม เปรตก็ตาม เป็นอมนุษย์)

บรรดาพระทั้งหลายเหล่านั้นกลับไปใหม่ก็ใช้ตามนั้น ก่อนออกเดินทางสวด เมตตัญจะ สัพพโลฯ ขณะที่เดินทางอยู่สวด เมตตัญ จะ สัพพโลฯ ตามที่พระพุทธเจ้าสั่ง เมื่อเข้าถึงที่ก็สวด เมตตัญ จะ สัพพโลฯ เมื่ออยู่ประจำแล้วก็ใช้ เมตตัญ จะ สัพพโลฯ เป็นเหตุให้ บรรดาเทวดา นางฟ้าทั้งหลายมีความรัก นำภัตตาหารอันเป็นทิพย์มาถวาย พยายามมาปฏิบัติต่าง ๆ เท่าที่จะพึงทำได้ ให้ความสะดวกทุกอย่าง ถ้าไม่มีน้ำ ก็บันดาลน้ำให้ปรากฏขึ้น ผลไม้หายากก็บันดาลให้ผลไม้หาง่ายขึ้น อย่างนี้เป็นต้น พระพวกนั้นก็เป็นพระอริยเจ้า เหมือนกันหมด

บทนี้หลวงพ่อปานบอกว่า จะลืมไม่ได้ ก่อนออกเดินทางต้องสวดก่อน เวลาสวดให้ใช้อารมณ์ของกรรมฐานสวด เห็นภาพเทวดา เห็นภาพอมนุษย์ทั้งหลาย ขณะที่เดินทางไปใกล้จะถึงสถานที่ก็สวด (นึกสวดในใจ) เมื่อถึงที่แล้วก็สวด ฉะนั้นในการเดินทางไปธุดงค์คราวนั้น จึงไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งหมด

และอีกประการหนึ่ง ก่อนจะออกเดินทาง ท่านบอกว่า ทุกองค์ให้มีสมุดดินสอติดไปด้วย (อันนี้ก็ต้องขอย้อนต้น) ที่ให้มีดินสอติดไปด้วยก็เพราะว่า ขณะที่เดินทางไปให้ใช้อตีตังสญาณ ดูว่า สถานที่ที่เราผ่านไปนี้มีอะไรบ้างในอดีต แต่ละองค์อาจจะมีความรู้สึกมีความรู้ไม่เสมอกัน ก็ไม่เป็นไร แต่ให้มันถูกก็แล้วกัน เพราะแผ่นดินผืนเดียว ก็มีสมัย หลายสมัย จุด ๆ เดียว อาจจะมีประเทศตั้งอยู่หลายสมัย หลายประเทศ หลายชาติ สลับกันไป เพราะแผ่นดินมีอยู่นาน คนมีอายุน้อย แผ่นดินมีอายุมาก บางที่ที่เป็นป่า เป็นพง อาจจะเคยมีบ้าน มีเมือง มีตึก มีราม มีบ้าน มีช่อง มีตลาด มาแล้วก็ได้

รวมความว่า ท่านต้องการให้ทราบว่า มีอะไรบ้างในที่ที่เราผ่านมา ในสมัยอดีตและเมื่อถึงสถานที่พัก เมื่ออาบน้ำอาบท่าเสร็จ พักผ่อนดีแล้ว ท่านก็บอกว่าคืนนี้ทุกองค์ไปบันทึกสิ่งที่สัมผัสมา ที่เดินมาจากตอนต้น ถึงปลายทางว่า พบอะไรกันบ้าง วันพรุ่งนี้มาอ่านให้ฉันฟัง พวกเราก็ต้องปฏิบัติกันตามนั้น แต่การเห็น ความรู้สึกต่าง ๆ อาจจะคล้ายคลึงกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง แล้วแต่ว่า ใครเป็นใคร

สำหรับอาตมาเองก็ขอพูดเล่าย่อ ๆ เท่าที่พอจะนึกได้เมื่อจะออกจากวัด แทนที่จะใช้อตีตังสญาณ เพราะความไม่มั่นใจในตัวเองว่า ถ้าใช้อารมณ์ของตัวเอง อาจจะมีอารมณ์เฝือหมายความว่า จะมีอุปาทานเกิดขึ้นได้ จึงไม่ใช้ สิ่งที่ใช้ก็คือ ถามเทวดา เพราะก่อนจะไปก็เชิญเทวดาเป็นผู้อารักขาไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทวดาชั้นจาตุมหาราชอยู่ใกล้ชิดมากเป็นหน้าที่โดยตรงของท่าน

องค์ที่ถูกถามองค์แรกก็คือ ท้าวเวสสุวัณ อยากจะทราบว่า สถานที่กำลังผ่านอยู่นี้มีอะไรอยู่บ้างในอดีต ท่านท้าวเวสสุวัณก็มอบให้เป็นหน้าที่ของท่านอินทกะท่านหนึ่งเป็นผู้อธิบายให้ฟัง พร้อมกับแสดงภาพให้ดู ขณะที่เดินมาจากวัดบางนมโค ถึงสีกุก ก็จะไม่ขอเล่าเรื่องให้ย่อย ๆ (คำว่า ย่อย ๆ คือ ไม่มีความสำคัญ)

เมื่อถึง สีกุก ก็เจอะสถานที่นั้น มีขอบเขตมีรั้วเรียกว่า มีคันคู แสดงว่าเป็นค่ายของพม่าเก่าก็ถามท่านอินทกะว่า นี่เป็นอะไร ท่านบอกนี่ค่ายพม่าที่มาตีกรุงศรีอยุธยา ก็ขอดูภาพพม่าในสมัยนั้น เห็นภาพทหารพม่ามากมาย มีกำลังมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบื้องหลังค่ายพม่ามาเป็นของพม่าหมด

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะกองทัพเขาล้อมอยุธยาไว้หมด เขาตั้งค่ายล้อมทุกด้าน ทางอยุธยาก็มีทหาร เรียกคนเข้าไปประจำการภายในกำแพงเมือง เกณฑ์พืชพันธุ์ธัญญาหารเอาไปไว้ในกำแพงเมือง จะได้กินในนั้น ออกมาหากินกันไม่ได้ (แค่สีกุก กับอยุธยา เวลานี้รถวิ่งประมาณแค่ 10 นาที ถ้าเดินก็เห็นจะเป็นประมาณสัก 2-3 ชั่วโมง) แล้วก็มาทุกด้าน ก็มีเขตพม่าล้อมรอบ

ทีนี้ในค่ายของพม่า ก็มีคนไทยอยู่ด้วย ก็ถามท่านว่า ในเมื่อพม่ามารบไทย ทำไมจึงมีคนไทยอยู่ในค่ายพม่า ท่านก็บอกว่า หลังจากค่ายนี้ออกไป เป็นดินแดนของไทยก็จริงแล แต่ทว่าพม่ามีอำนาจ พม่ามีทหารมาก มีอาวุธมาก ชาวบ้านไม่สามารถจะสู้ทหารได้ ก็ต้องยอมทนมารับใช้พม่า ถ้าพม่าไปเกณฑ์มาใช้ ก็ต้องทำงานให้แก่พม่า พม่าใช้ทำงานบ้าง ใช้ทำนาบ้าง พืชพันธุ์ธัญญาหาร มีข้าวมีปลา พม่าเกณฑ์ ก็ต้องให้พม่า วัวควายที่มีอยู่ พม่าอยากจะกิน ก็ต้องให้พม่า ไม่ให้พม่า พม่าก็ฆ่าตาย ก็เป็นอันว่า ค่ายพม่า ก็มีคนไทยอยู่ด้วย มองเห็นภาพแล้วก็สลดใจ

มองเข้าไปในกรุงศรีอยุธยา ดูภาพในกรุงศรีอยุธยา ก็มีแต่ความวุ่นวาย มีทหารตั้งอยู่บนเชิงเทินบ้าง บางครั้งก็มีทหารพม่าไปเดินรอบ ๆ กำแพงเมืองใกล้ ๆ กำแพงเมืองอยุธยา อยุธยาก็ส่งกำลังออกมาต่อตีกับพม่า บางทีคนไทยก็แพ้ บางครั้งพม่าก็แพ้ พม่าแพ้ พม่าก็เข้าค่าย ไทยแพ้พม่า คนไทยก็เข้าเมือง รวมความแล้วก็ไม่ได้เรื่อง

ความจริงถ้าพม่าตั้งล้อมอย่างนั้นเฉย ๆ โดยที่ไม่ต้องต่อตีเลย คนไทยภายในกำแพงเมืองไม่ช้าก็อดตาย วิธีรบแบบนี้เป็นวิธีรบที่เสียทีข้าศึกอย่างมาก ฉะนั้นในสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์จึงไม่ยอมให้พม่าเข้าไปประชิดพระนคร ยกทัพกองทัพไปต่อสู้ข้าศึกกลางทาง ถ้าเขามาล้อมบ้านมันมีหวังตายแน่นอน เมื่อเห็นภาพในสมัยนั้น ก็มีความสลดใจก็บันทึกไว้จะไม่ขอพูดละเอียด

ก็เดินต่อไปถึงอยุธยา แล้วเดินออกไปภายข้างนอก พอไปถึงเขตเลยอยุธยาออกไปไม่มากนัก ก็พบค่ายพม่าอีก ก็ขอดูภาพเดิม ก็เป็นตามเดิม เดินไปอีก ใกล้ถึง ชอนสรเดช ก็ปรากฏว่าพบพม่าค่ายใหญ่ตั้งอยู่นั้น เป็นค่ายของบุเรงนอง จึงถามท่านอินทกะว่า บุเรงนอง นี่เป็นแม่ทัพอยากจะดูภาพ ท่านก็ให้เห็นภาพ เห็นกำลังกองทัพ เห็นกองทัพเข้าโจมตีกัน อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็บันทึก และหลังจากนั้นก็ถามท่านต่อไปว่า ก่อนหน้านั้นมีอะไรบ้างไหม ท่านก็ให้ดูภาพ เป็นสมัย ๆ ไป แล้วท่านก็เล่าความเป็นมาให้ฟัง

เมื่อถึงที่พัก อาตมาก็บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่จะพอจำได้จากที่ท่านอินทกะบอก ถ้ามีอะไรสงสัย ก็ถามท่านอินทกะ ท่านอินทกะท่านก็บอกให้ บันทึกไปถวายหลวงพ่อปานปรากฏอีก 2 องค์เขาก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน เขาบอกว่า ผมก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน เพราะผมไม่เชื่อตัวผมเองว่า ผมดี เรายังไม่มีความดีพอที่จะรู้จริงได้ ต้องถามเทวดา ฉะนั้น การบันทึกจึงคล้ายคลึงกันมาก จะแตกต่างก็เพียงแค่ถ้อยคำเท่านั้น เรื่องราวต่าง ๆ ก็เหมือนกันหมด

ทีนี้การที่หลวงพ่อปานสั่งว่า ทุกคนขณะที่เดินทางไป จะต้องใช้อตีตังสญาณ กำหนดสถานที่ทั้งหมดว่า ที่ตรงนี้ เดิมทีก่อนหน้านี้มีอะไรมาบ้าง สมัยไหนมีอะไรบ้าง อันนี้เป็นเหตุให้เกิดความสำรวม ก็เป็นอันว่า ทุกองค์ที่เดินไปทั้งหมด ไม่มีใครคุยกันเลย มันหาเวลาคุยไม่ได้ เพราะจิตต้องรู้ ต้องรู้ถึงภาพของคน รู้ถึงภาพของบ้านเมือง แต่ว่าการรู้ ไม่ใช่รู้เองถามเทวดาท่าน

ก็ต้องเอาอารมณ์ตั้งไว้แค่อุปจารสมาธิ อันดับแรก ทำจิตให้ทรงฌานก่อน จิตจะได้มีความมั่นคง เมื่อจิตทรงฌานดีแล้ว ก็ลดมาถึงขั้นอุปจารสมาธิ เพราะความเป็นทิพย์อยู่ตรงนั้น เมื่อลดกำลังมาถึงขั้นอุปจารสมาธิ ความเป็นทิพย์ก็เกิด ก็เห็นภาพเทวดาชัด ก็เหมือนกับเห็นคนธรรมดา หลังจากนั้น ก็คุยกันไปคุยกันมา ตามเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟัง เราต้องการอะไร ท่านก็พูดให้ฟังตามนั้น ก็จำเอาไว้ แล้วก็ไปบันทึกให้หลวงพ่อปานทราบ นี่เป็นการธุดงค์ครั้งแรก ที่หลวงพ่อปานนำ

เมื่อตอนก่อนได้พูดว่าไปถึง จังหวัดกำแพงเพชร ตอนนั้นกลับหรือยังไม่กลับก็ไม่ทราบ หลังจากนี้ต่อไป ก็ขอเลี้ยวไปทางด้านภาคอีสาน กับภาคตะวันออกก่อน ถ้าจะถามว่า ที่ตรงไหน เขาเรียกว่าอะไร อันนี้ก็ตอบไม่ได้ เพราะว่าเวลานั้นไม่มีป้ายบอก การเดินของคณะธุดงค์คณะนี้ เดินเฉพาะในป่าโดยตรง ถ้าได้ยินเสียงสุนัขเห่า แสดงว่ามีบ้าน เดินให้ห่างออกไป จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงสุนัขเห่า และต้องการความสงัดจริง ๆ (ไม่ใช่กลัวเสียงสุนัขแต่ว่ากลัวจิตจะไปติดบ้าน) เพราะว่าเป็นการธุดงค์แบบอุกฤษฏ์ ถือว่าไม่ดีพอก็ให้มันตายในป่าไปเสียเถอะ

ความจริงการธุดงค์แบบนี้ก็ทำกันได้ ไม่ใช่ได้เฉพาะคณะอาตมาคณะเดียว หลาย ๆ คณะท่านก็ทำได้เหมือนกัน รุ่นก่อน ๆ ท่านก็ทำกันมาแล้ว ในสมัยเดียวกันก็มีหลายคณะ ท่านก็ทำเหมือนกัน คือ บางท่านก็ทำคนเหมือนฤาษี คือ กินผลไม้ในป่า ไม่กินอาหารจากบ้าน บางคณะก็อยู่ด้วยธรรมปีติ บางคณะก็บิณฑบาตกับเทวดา อย่างคณะของอาตมา เพราะยังไม่เก่งพอที่จะอยู่ด้วยธรรมปีติได้ ถ้าอยู่ด้วยธรรมปีติเป็นปีเป็นเดือนนี่ ต้องเก่งจริง ๆ และร่างกายจะไม่ทรุดโทรม

ก็ขอเลี้ยวไปจุดหนึ่ง เอาแค่เป็นจุด ๆ ก็แล้วกันนะ ตอนนั้นเข้าใจว่า เป็นจังหวัดขอนแก่น หรือจังหวัดสุรินทร์ (อาจจะเป็นจังหวัดสุรินทร์) ขอโทษด้วยนะ เพราะว่ามีต้นลานมาก ขณะที่ไปถึงดงลาน ก็ถามท่านอินทกะว่า ที่นี่ปักกลดได้ไหม ท่านบอกว่า ที่ไหนก็ปักได้ ในเมื่อพวกกระผมคอยคุ้มครองท่านอันตรายย่อมไม่มี ก็ถามว่า ในเขตนี้ จวนจะหมดเขต ประเทศไทยหรือยัง ท่านก็บอกว่า ยัง ถ้าหมดเขตประเทศ ต้องเดินไปอีกนานหน่อย แต่ใกล้จะถึงแม่น้ำโขงอยู่แล้ว

ก็เป็นอันว่า ปักกลดที่นั้น เมื่อปักกลดตอนกลางคืน (ตอนนี้ไปเดี่ยว หลวงพ่อปานไม่ได้ไปด้วย หลวงพ่อปานท่านพาไปด้านเชียงตุง อาตมาขอเลี้ยวไปด้านนี้ก่อน ในปีต่อมา) ก่อนที่จะปักกลด ก็ชุมนุมเทวดา (บวงสรวง) ตามที่เคยปฏิบัติ แล้วก็อาบน้ำอาบท่ากันตามสบาย สิ่งที่พวกเราชอบใจมากก็คือ ช้าง ในเขตนั้นรู้สึกว่ามีช้างมาก

ขณะที่กำลังปักกลดอยู่ ก็มีช้างโขลงหนึ่งประมาณ 60 ตัว มายืนมองอยู่ ไกลประมาณสัก 200 เมตร ไม่ห่างนัก แต่พวกเราก็มัวยุ่งอยู่กับการปักกลดไม่ได้ไปสนใจช้าง ไม่รู้ว่าช้างมา พอหันหน้าไปเห็นเข้า ช้างหัวหน้าโขลง ซึ่งเป็นช้างสีดอมีงาสั้น ตัวใหญ่มาก คุกเข่าลง ยกงวงขึ้นชู แสดงว่าทำความเคารพ ช้างทั้งโขลงก็ปฏิบัติตนเหมือนกันหมด ก็เบาใจ

เมื่อปักกลดเสร็จ ก็ถามว่า พ่อปู่ (ย่าเคยบอกว่า ช้างนี่เขาชอบให้เรียกว่าพ่อปู่ ถ้าเรียกว่าพ่อปู่ จะเป็นที่พอใจของเขามาก) ถามว่า พ่อปู่ น้ำมีที่ไหนบ้าง ท่านสีดอท่านลุกขึ้น ท่านก็หันหน้าไปเดิน 2-3 ก้าว แล้วหันหน้ากลับมาใหม่ พวกเราก็เดินตามไป

ท่านเดินนำไปข้างหน้าประเดี๋ยวหนึ่งก็ถึงหนองน้ำใหญ่ น้ำใสสะอาดมาก ท่านก็เอางวงชี้ว่า ที่นี่มีน้ำ ในเมื่อพวกเราเห็นน้ำแล้ว ก็อาบน้ำ สรงน้ำกันแบบสบาย ๆ บรรดาช้างทั้งหลาย ก็มายืนล้อมบ่อ หันหน้าออกทั้งหมด แสดงว่าที่นั่น ยังมีอันตรายมาก เพราะเป็นป่าทึบ อาบน้ำเสร็จก็ขอบใจท่าน ท่านก็เดินทางกลับ พวกเราก็เข้ากลด

ตอนเข้ากลดแล้วนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็นั่งกรรมฐานกันตามธรรมดา ๆ อย่าลืมว่า พวกเราไม่ใช่พระอริยเจ้า จะเป็นพระอะไรนั้นไม่สำคัญ เป็นพระธุดงค์ก็แล้วกัน ความกลัว ถามว่า มีไหม ก็ต้องตอบว่า ทุกคนถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ต้องกลัว ถ้าไม่มีความกลัว ก็ต้องเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่ต้องไปธุดงค์ การไปธุดงค์ ก็เป็นการฝึกเพื่อทำลายกิเลส แต่ว่าจะทำลายได้ขนาดไหน ก็เป็นเรื่องของจิตใจ

เมื่อปักกลดไปแล้ว กลางคืนนั่งกรรมฐาน ปรากฎว่าเวลาประมาณตี 2 มีนกใหญ่ตัวหนึ่ง บินมาเกาะที่ยอดกลด ก็รู้สึกแปลกใจว่า ตามธรรมดานกอะไรจะมาตอนเวลาตี 2 จะว่าเป็นนกแร้งก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นนกกระเรียนก็ไม่ใช่ จะเป็นเหยี่ยวก็ไม่ใช่แน่ เพราะโตกว่าเหยี่ยวมาก ก็มีความเข้าใจว่า ที่นี่มีไสยศาสตร์มาก จึงถามท่านอินทกะว่า นกนั่นคืออะไร ท่านก็บอกว่า หนังควาย

เขาทำมาเพื่อให้เข้าตัวพวกท่าน แต่ผมกันไว้ ถ้าท่านอยากจะรู้ ก็เอาไม้แหลม (มันมีไม้แหลมเล็ก ๆ อยู่ 2-3 อัน สำหรับไว้แคะเล็บบ้าง อะไรบ้าง เพราะมีมีดไปไม่ได้) แทงทะลุกลดขึ้นไปถูกนก นกก็กลายเป็นหนังควายผืนใหญ่หล่นลงมา เป็นอันว่า อีก 2 กลดก็เหมือนกัน เขาก็ถูกนกจับเหมือนกัน พร้อม ๆ กัน เขาก็ทำแบบเดียวกัน เขาก็ถามท่านอินทกะ เหมือนกัน

พอตอนเช้า ก็ไม่ทราบว่า ที่นั้นใกล้บ้าน เพราะเป็นป่าทึบ บังเอิญเป็นเขตใกล้บ้าน กำลังจะออกบิณฑบาตกับต้นไม้ ท่านอินทกะก็บอกว่า ไม่ต้องบิณฑบาตกับต้นไม้ เพราะว่าที่นี่ ประเดี๋ยวคนจะมาทำบุญ ก็ถามท่านว่า คนเขารู้ได้อย่างไรว่า คณะของเรามา

ท่านบอกว่า ไม่เป็นไร พวกผมบอกเขาเอง เขาอยู่ใกล้ ๆ แถบนี้ ให้รับบุญรับกุศลกับเขาหน่อยหนึ่ง แล้วท่านจะรู้ว่า เมื่อคืนนี้ที่นกบินมา นั่นคือใคร ใครเป็นคนทำให้นกบินมา แต่ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะบิน ตั้งใจจะเข้าตัว (ถ้าเข้าตัว ก็หมายถึง ตายทันที เพราะหนังควายผืนใหญ่) ก็นั่งรอคนไม่ไปบิณฑบาต คนเขาก็นำอาหารมา พวกเราทั้ง 3 คนก็เอาหนังควาย ที่ได้เมื่อคืนนี้ มารองนั่งเป็นพรมรองนั่ง

แต่ว่าคนที่มาก่อนคณะอื่นทั้งหมด ก็มีคนแต่งตัวดี 2 คน นุ่งขาวห่มขาว ท่าทางเรียบร้อย มีข้าวสุกสีขาวมาก และมีต้มยำพุงกับไข่ปลา (ไม่ใช่อาหารขอภาคอีสาน เป็นอาหารของภาคกลาง) แต่คนอื่นทั้งหมดแต่งตัวรุงรังมากกว่า แต่ใช้อาหารของภาคอีสาน มีข้าวเหนียว แล้วก็มีปลาร้าปลาจ่อม และมีส้มตำ เป็นต้น เอามาถวาย ขณะที่นั่งฉันข้าว ท่านเจ้าของข้าวก็บอกว่า ท่านเป็นพระภาคกลาง นิมนต์ฉันข้าวเจ้าครับ ผมนำมาถวาย ข้าวสวยมาก นิมนต์ฉันต้มยำ

ทั้ง 3 องค์ก็มองดูหน้ากัน สงสัยว่าคน 2 คนแต่งตัวเรียบร้อยมาก ลีลาดีกว่าคนอื่นทั้งหมด ก็ถามท่าอินทกะ อินทกะท่านบอกง่า ไอ้เจ้า 2 คนนี่แหละ ที่มันทำให้นกมาจับบนหลังคากลดของท่านเมื่อคืนนี้ และข้าวนั่น ท่านจะฉันไม่ได้นะ มันเป็นทราย และพุงปลากับไข่ปลา ก็ฉันไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นหนาม หนามผูกไขว้กันไว้ ถ้าฉันเข้าไปลำไส้จะทะลุ เอาวางไว้เฉย ๆ ก่อน แล้วก็ฉันอาหารของคนอื่น เมื่อฉันอาหารของคนอื่นเสร็จ ท่านอินทกะ ท่านก็บอกว่า ให้ตั้งนะโมฯ 3 จบ ว่า อิติปิโสฯ 1 จบ นึกถึงคุณพระพุทธเจ้า

ขอย้อนหลังไปนิดหนึ่ง ขณะที่นั่ง ๆ อยู่ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ไอ้หนังที่รองนั่งมันค่อย ๆ เล็กมาทีละน้อย ๆ จนกระทั่งถึงเข่า ท่านอินทกะก็เตือนบอกว่า นี่มันเริ่มทำแล้วนะ จะให้หนังเข้าตัว เอาน้ำสำหรับจะฉันมาพรมสิ ก็พรมน้ำลงไป ปรากฏว่าหนังยืดไปตามเดิม เมื่อฉันอิ่มเสร็จ ท่านอินทกะก็บอกว่า เอาน้ำที่ฉันนี่ ไปพรมข้าว พอพรมข้าว ข้าวก็กลายเป็นทรายทั้งหมด พอพรมต้มยำ ต้มยำก็เป็นธรรมดา มีหนามผูกไขว้

คนทั้งหลายพอเห็นเข้า อย่างนั้น ก็เข้าใจว่า คน 2 คนนี่ทำมาเพื่อจะฆ่าพระธุดงค์ เขาถือว่า ถ้าฆ่าพระธุดงค์ได้ เป็นความดีมาก เป็นคนเก่ง ชาวบ้านต่างคนก็ต่างโกรธ จะทำร้ายร่างกายสองคนนั่น อาตมาก็เลยขอร้องบอกว่า อย่าทำร้ายเขาเลย เป็นเรื่องของกฎของกรรมตามธรรมดา พระธุดงค์ต้องมีของป้องกันตัวเป็นของธรรมดา

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/7/10 at 08:32 [ QUOTE ]



ธุดงค์ภาคอีสาน ตอนที่ 2


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ วันที่ 20 พฤษภาคม 2534 หลังจากที่ห้ามบรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว คนทั้งหมดก็พากันขับไล่คน 2 คนไป ก็ถามว่า คน 2 คน เป็นคนที่นี่ หรือที่ไหน ชาวบ้านบอกว่า ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ก็มีอยู่ 2-3 คน บอกว่า ผมจะต้องตามล้างให้ได้คนนี้ ก็เลยบอกว่า โยม อย่าทำเลย ในเมื่อเขาทำอาตมาไม่ได้ แล้วก็แล้วกันไป เขาจะได้ทราบว่า พระธุดงค์ไม่ใช้เหยื่อของไสยศาสตร์ ไม่ใช่ว่า นักไสยศาสตร์จะทำได้ง่าย ๆ

ชาวบ้านก็ขอนิมนต์ให้อยู่ถึง 3 วัน จึงถามท่านอินทกะว่า ตามสัญญาของเรา จะต้องอยู่ในป่า ไม่พบกับคน ท่านอินทกะก็บอกว่า ที่นี่เป็นชาวป่าไกลวัดมาก หาวัดทำบุญยาก ควรจะอยู่สงเคราะห์ ในเมื่อเราอยู่ของเรา เขาก็เข้าบ้านของเขา ถึงเวลาอาหารเขาก็นำมาให้ เราก็รับประเคน ก็ไม่เป็นไร เราจะได้รู้ใจตนเองว่า เราติดอาหารชาวบ้าน หรือไม่ติด

แต่ความจริง อาหารของชาวบ้านก็มีรสอร่อยดี อย่างพริกเผา เขาก็ไม่มีกะปิ โดยมากจะเป็น พริกเผา หรือพริกแห้ง ตำมาให้ อาหารต่าง ๆ ก็มีอะไรบ้างล่ะ บางวันก็มีแย้มาด้วย จะมีอะไรบ้าง พวกเราก็ไม่สนใจ แต่ว่าที่สนใจมากที่สุดก็คือ ผัก อาหารประเภท ผัก กับน้ำพริกชอบฉัน เพราะหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ความจริงไม่ได้กินเจ แต่เกรงว่าจะติดเรื่องเนื้อสัตว์มากเกินไป และอีกประการหนึ่ง ถ้าเราชอบอย่างไหนเข้า เขาจะหาอย่างนั้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวป่าเขาก็ต้องหาแย้บ้าง หาอึ่งบ้าง เป็นต้น พวกนี้ ถ้าเขารู้ว่าพระชอบ เขาจะหามาให้มาก

ก็เป็นอันว่า ทั้ง 3 องค์ชอบเหมือนกันคือ ชอบผัก อย่างผักบุ้ง ผักอะไรต่าง ๆ ที่เขานำมาให้ ก็จิ้มกับน้ำพริก เขาถามว่า ทำไมถึงไม่ฉันเนื้อสัตว์ บอกว่า ตามธรรมดาก็ฉัน และฉันมามากแล้ว แต่ว่าน้ำพริกอย่างนี้ก็ดี ผักประเภทนี้ก็ดี ไม่ได้ฉันมานาน ชอบฉัน อย่างส้มตำ เป็นต้น ก็นำมาเป็นอาหารได้อย่างดี เมื่อกินเสร็จ เรากินกันเวลาเดียว ชาวบ้านก็กลับ ตอนเย็นท่านก็นำน้ำมาถวาย มีน้ำอัดลม เป็นต้น

เราก็อยู่กันแบบสงัด ขณะที่อยู่แบบสงัด ก็ปรากฏว่า เวลากลางคืน คืนหลังนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์ เป็น สัตวศาสตร์ (คำว่า สัตวศาสตร์ ก็หมายความว่า สัตว์ที่มีความรู้) นั่นคือ เสือ เสือจริง ๆ พอเวลาประมาณสัก 3 ทุ่มเศษ ๆ นั่งเจริญกรรมฐานกันอยู่ เมื่อเลิกจากการเจริญกรรมฐานแล้ว ก็นั่งคุยกัน (แต่ว่าคุยกันในกลด ต่างคนต่างอยู่ในกลด เพราะออกนอกกลดไม่ได้ ยุงกัด ยุงมันมาก ยุงจะกัด หรือไม่กัด เราก็ไม่อยากออกจากกลด ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ออกจากกลด)

ปรากฏว่า มีเสือมาตัวหนึ่ง กลางคืนเห็นเป็นสีขาว เพราะเดือนหงาย ตัวยาว ใหญ่มาก เดินดมฟึดฟัด ๆ อยู่รอบกลด เดินสัก 3-4 รอบ เดินไปเดินมา เดินมาเดินไป ก็ถามท่านอินทกะว่า เสือนี่จะทำอันตรายได้ไหม ท่านบอกไม่ได้หรอก ท่านเฉยไว้ก็แล้วกัน ถ้าหากว่าท่านไม่เฉย ท่านก็ไม่มีอะไรจะสู้ ก็ถามว่า คาถา ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ ตวาดป่าหิมพานต์ จะใช้ได้ไหม ท่านบอก ใช้ได้ แต่ไม่ควรใช้ ให้ใช้แต่เวลาที่มีความจำเป็น ในเมื่อประจันหน้ากันจริง ๆ เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ใช้คาถาบทนี้แล้วตวาด ออกเสียงตวาด เสือก็ดี ช้างก็ดี จะหนีไป

และเวลานี้ เสือกำลังคิดจะทำร้าย เดินวนมาวนไป แต่เข้าในเขตกลดไม่ได้ ก็ไม่ควรจะว่าคาถาบทนี้ให้เฉยไว้ เรื่องอันตรายต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของคณะของผม แต่ว่าเสือเดินวนมาวนไปอยู่พักหนึ่ง ก็คุ้ย แกไม่รู้จะทำอย่างไรแกก็คุ้ยดินเข้ากลด หันหลังมาคุ้ยดิน เพื่อให้เราออกจากกลด พวกเราก็ไม่ออก แกเล่นเอาย่ำแย่เหมือนกัน เล่นเอามุ้งตุงไปด้านหลัง คุ้ยดิน คุ้ยเอามาก

ในที่สุดก็บอกท่านอินทกะว่า นี่จะทนไม่ไหวแล้วนะ (คำว่า ทนไม่ไหว ไม่ได้หมายความว่า จะไปสู้กับเสือ เพราะดินเข้าหู เข้าตา เข้าหัว เข้าตัว มุ้งก็กระจุยกระจายไปหมด) ท่านอินทกะก็เลยเอามือชี้ไปที่เสือ เพียงแค่ท่านชี้ไปเท่านี้เอง เสือก็วิ่งโชน วิ่งเข้าป่าหายไป

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายจะถามว่า ใช้คาถาบทไหน คาถาจริง ๆ คือบท เมตตัญ จะ สัพพโลฯ กับ อิติปิโสฯ นี่ทิ้งไม่ได้ ต้องขึ้น อิติปิโสฯ ก่อน ก็สวดมนต์ธรรมดานี่เอง และนอกจากนั้นก็แผ่เมตตาจิต คือ ใช้พรหมวิหาร 4 แผ่เมตตา ไปในจักรวาลทั้งปวง

ถ้าถามว่า แผ่เมตตาแล้วทำไมเสือจึงมาเล่นงาน ก็ต้องตอบว่า นั่นเป็นหน้าที่ของเสือ ไม่ใช่หน้าที่ของพระ เสือมันจะมากิน ถ้าถามว่า ทำไมจึงเข้าในเขตของกลดไม่ได้ ก็ต้องตอบว่า ด้วยอำนาจของท้าวมหาราช กับบริวารของท่าน ทำให้เสือเข้ามาในเขตของกลดไม่ได้ หลักเราปักตรงไหน เสือเข้าถึงหลักนั้นไม่ได้ (หลักผูกสายกลด)

เป็นอันว่า ตอนเช้าชาวบ้านมาเห็นเข้า ก็ทราบว่า อันตรายเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ถามว่า เมื่อคืนนี้มีอะไรมารบกวนท่านหรือขอรับ ก็บอกว่า มีเสือตัวใหญ่ เขาบอกว่า เสือตัวนี้ พวกผมตามล่ามาหลายครั้งแล้ว ไม่พบมันสักทีหนึ่ง ถ้าพบเมื่อไร ต้องยิงมันเมื่อนั้น มันร้ายกาจเหลือเกิน

เคยเข้าไปขโมยสุนัขมากินบ้าง ขโมยไก่ไปกินบ้าง หรือลูกวัวตัวเล็ก ๆ มันคาบเอาไปกิน มันเป็นสัตว์ที่มีความดุร้ายมาก ผมก็คิดไม่ถึงว่ามันจะเข้ามาทำร้ายท่าน คืนนี้ผมจะมานอนเป็นเพื่อน ก็เลยบอก ไม่ต้องหรอกโยม อาตมาเสี่ยงแล้ว ถือว่าถ้าไม่ดี มันก็ตายไปเองเทวดาหรือพระไม่ช่วย ถ้าหากว่าเรามีความดี เทวดา กับพระท่านช่วย ก็ไม่เป็นไร

หลังจากฉันเสร็จ ก็ลาญาติโยมทั้งหลาย ถอนกลดเดินทางต่อไป ไปคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าไปถึงไหน ไปพบกุฏิหลังหนึ่ง เป็นบ้านเรือนไทยแบบธรรมดา ๆ แต่เก่าแล้ว หลังใหญ่หน่อย เป็นบ้านร้าง (จะเป็นบ้านร้าง หรือวัดร้างก็ไม่ทราบ มันมีหลังเดียวจริง ๆ ) ก็พากันปักกลดรอบบ้านหลังนั้น ถามท่านอินทกะว่า ที่นี่จะมีอันตรายไหม

ท่านบอก ขึ้นชื่อว่าอันตรายมันมีทุกแห่ง ให้คิดไว้เสมอว่าทุกแห่งมีอันตราย จะต้องระวังตัวไว้ ก็ถามว่า อันตรายอื่นใดจะมีไหม อย่างเสือเป็นต้น ช้างเป็นต้น ท่านบอก เสือกับช้างไม่ต้องห่วง ไม่มี เพราะผมกันได้ แต่คืนนี้จะมีอันตรายแตกต่างจากเมื่อก่อนนี้ ก็ถามว่า จะเป็นอะไร ท่านบอก เอาไว้รู้เมื่อถึงเวลานั้น

ก็เป็นอันว่า ในเมื่อคิดว่าจะมีอันตราย ก็ใช้สวด เมตตัญ จะ สัพพโลฯ เพื่อเป็นที่รักของเทวดา มนุษย์ และอมนุษย์ทั้งหลายเสร็จ ก็นั่งภาวนากันตามปกติ ใช้จิตตามสบาย ๆ ถือว่าอันตรายใด ๆ ถ้าจะพึงมีกับเรา ก็ต้องเป็นอันตรายที่เกินวิสัยของเทวดาที่ควบคุม ขนาดอินทกะถ้าสู้ไม่ได้ เราก็ควรจะตาย

ตัดสินใจว่า ถ้าตายเมื่อไรอย่างน้อยที่สุดเราก็ไปเกิดบนสวรรค์ หรือเป็นพรหม หรือถ้าบังเอิญกำลังใจเราดี เราก็อาจจะไปนิพพาน แต่ความจริงเวลานั้น ไม่ได้หวังอะไรทั้งหมด คิดแต่เพียงว่าเราต้องการบุญอย่างเดียว เมื่อเรามีบุญอยู่ จิตมีเฉพาะบุญไม่คิดเป็นศัตรูกับใคร อารมณ์ใจเป็นกุศล อย่างน้อยก็ไปสู่สุคติ มีสวรรค์ เป็นต้น

หลังจากนั้น เวลากลางคืน เวลาประมาณตี 2 ลุกขึ้นมาเจริญกรรมฐานอีก ตอนนี้ได้ยินเสียงผู้หญิงเสียงประมาณนับเป็นร้อยคน ไม่ใช่คนสองคนคุยกัน หัวเราะเกรียวกราวก็มองไปมองมา ทีแรกก็มองไม่เห็น หนักเข้า ๆ ก็เห็นพวกเธอเดินใกล้เข้ามา ๆ มากมายเหลือเกิน ประมาณ 200 คนล้อมบริเวณกลดของเรา ก็เฮฮา ๆ ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน

แต่ว่าเป็นผู้หญิงสาวล้วน ๆ ก็มองดูว่า ถ้าเป็นชาวบ้าน เวลานี้มันตี 2 แล้ว ชาวบ้านจะมากันทำไมในป่า มาร้องรำทำเพลงในป่าเพื่ออวดใคร อวดต้นไม้ก็ไม่มีประโยชน์ หรือว่าบางทีเขาอาจบนบานศาลกล่าวเจ้าที่เจ้าทางไว้ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ้านหลังนี้อาจจะเป็นศาลก็ได้

ก็คิดในใจ ถามท่านอินทกะว่า คนที่เห็นประมาณสัก 200 คน ที่ร้องรำทำเพลง เป็นพวกอะไร ท่านบอกว่า ชาวบ้านธรรมดาเขาเรียกว่า ผี แต่ความจริง พวกนี้ไม่ใช่ผี เป็นพวกรุกขเทวดา กับภุมเทวดา ให้ท่านสังเกตให้ดีว่า ทุกคนผิวสวยหมด ทรวดทรงสวยหมดแต่งตัวก็สวยทั้งหมด เครื่องประดับก็สวยทั้งหมด เขาจะมาทดลองพวกท่านว่า พวกท่านจะติดในรูปเขาไหม

ประการที่สอง พวกท่านจะติดในเสียงเขาไหม

ประการที่สาม พวกท่านจะติดในลีลา ในการแสดงของเขาไหม

ถ้าท่านติดทั้ง 3 อย่างนี้ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง พวกเขาก็จะกลับ ก่อนจะกลับเขาจะโห่ หัวเราะเยาะท่าน หากว่าท่านไม่ติด ประเดี๋ยวเขาก็เลิกไป

แล้วท่านอินทกะก็ถามว่า ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ก็ตอบ จะมีความรู้สึกอย่างไรในเมื่อรุกขเทวดาก็ดี ภุมเทวดาก็ดี ก็เคยเป็นคนมาก่อน ในเมื่อพวกนี้เคยเป็นคนมาก่อนเคยมีร่างกายที่แสนสกปรกมาก่อน เวลานี้ตายแล้ว ตายมาเป็นผี มีสภาพเป็นลม ร่างกายเธอก็จับไม่ถูก ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์

ราคะ จะเกิดเพราะอะไร ก็ไม่น่าจะเกิด โลภะ ความโลภอยากได้ทรัพย์สินของเธอ ก็ไม่น่าจะมี เพราะเราทิ้งมาแล้ว โทสะ ความโกรธ เธอก็ไม่ได้สร้างโทสะให้โกรธ เธอมาร้องรำทำเพลง จะถือว่าเป็นการขัดกับการเจริญกรรมฐานก็ไม่ถูกต้อง ก็ต้องถือว่าเรื่องของใคร ก็เรื่องของใคร

เขาจะร้องรำทำเพลง ก็เป็นเรื่องของเขา เราเจริญกรรมฐาน ก็เป็นเรื่องของเรา หลังจากนั้นก็มีความรู้สึกว่า ขึ้นชื่อว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ก็บอกท่านอินทกะบอกว่า อาตมาคิดอย่างนี้

ท่านบอก ถูกแล้ว พอท่านอินทกะบอกว่า ถูก เท่านั้นละพวกนั้นหยุดรำ นั่งลงคุกเข่ากราบ 3 ครั้ง ต่างคนต่างไป อินทกะก็บอกว่า เห็นไหมล่ะ พอท่านคิดถูก เห็นว่าพวกเขาเป็นคนสกปรกมาก่อน มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองอยู่ในร่างกาย มีอุจจาระปัสสาวะ เป็นคนมาก่อน แล้วก็ตาย หลังจากตายก็เหลือสภาพของจิต ที่เรียกกันว่า อทิสสมานกาย แล้วก็ในเวลานี้ เขามาทดลองท่าน

ท่านไม่สนใจในรูปร่างของเขา ท่านไม่สนใจในผิวพรรณของเขาท่านไม่สนใจในเสียงของเขา ท่านไม่สนใจในลีลาของเขา และท่านก็มีความรู้สึกว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง คนทุกคนต้องตายเหมือนกันหมดแบบนี้เมื่อตายแล้ว เขาก็เลยคิดว่า การที่เราจะมาพิสูจน์ เป็นผลสำหรับเขา คือ วันพรุ่งนี้เช้า เขาจะใส่บาตร เขาต้องมาพิสูจน์ก่อน ถ้าบังเอิญคณะของท่าน องค์ใดองค์หนึ่ง ไปชอบผิวพรรณก็ดีทรวดทรงก็ตาม ลีลาก็ตาม หรือสุ้มเสียงก็ตาม พรุ่งนี้อดแน่

ก็ถามว่า อีก 2 องค์ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ท่านอินทกะก็บอกว่า อีก 2 องค์ ท่านก็มีความรู้สึกเหมือนท่านเหมือนกัน ต่างคนต่างปลงอนิจจังว่า บรรดาผีทั้งหลายเหล่านี้ ต่างเน่ามาก่อนแล้ว มันเน่ามาก่อนตาย คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนองในร่างกาย มันเน่ามันเหม็นมาก่อนตาย เมื่อตายแล้วก็เน่า เน่าแล้วก็มาเป็นผี เป็นผีแล้วก็มาล้อพระธุดงค์ ทั้ง 2 องค์ ก็ไม่มีจิตประสงค์ในราคะ โทสะ โมหะ เหมือนกัน ในเมื่อเขาทราบความเป็นจริงอย่างนั้นแล้ว เขาก็กลับไป

ในเมื่อกลับไปแล้ว ก็ปรากฏว่า ตอนเช้าคิดว่า จะออกบิณฑบาตกับต้นไม้ ท่านอินทกะบอกว่า ไม่ต้องไปหรอก ประเดี๋ยวพวกเมื่อคืนก็มา แล้วก็ถานท่านว่า เมื่อคืนนี้ เขาเห็นท่านไหม ท่านอินทกะก็เลยบอกว่า เทวดานี่มีกำลังไม่เสมอกัน

ภุมเทวดามีร่างกายหยาบกว่ารุกขเทวดา รุกขเทวดา ก็มีร่างกายหยาบกว่า อากาสเทวดา อากาสเทวดาละเอียดกว่า เมื่อคืนนี้ผมไม่ยอมให้เขาเห็นผม ถ้าเขาเห็นผม เขาจะไม่แสดงอะไรทั้งหมด เพราะเขากลัวพวกผม ผมปล่อยเขาตามปกติ ประเดี๋ยวเขาจะมา ท่านไม่ต้องไปบิณฑบาต

ก็เป็นอันว่า อีกสักครู่เดียว (ประมาณโมงเช้า ) คราวนี้มีทั้งผู้หญิง มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิงมีแต่สาวทั้งหมด ทรวดทรงดีทั้งหมด (ถ้าพูดตามส่วน คือ พวกเมื่อคืนนี้ แต่งตัวก็ดี ไม่น่าจะเป็นคนภาคอีสาน ไม่น่าจะมาอยู่ในป่า) นำอาหารมาถวาย แล้วก็มีอะไรก็ไม่ทราบ ที่เขาใส่ข้าวเหนียว ถือมาคนละกล่อง ๆ เหมือนกันหมด แต่ว่าอาหารทั้งหมดไม่มีกับ เป็นข้าวมีสีเหลืองน้อย ๆ มาใส่บาตร

เมื่อตักบาตรเป็นที่พอใจแล้ว เขาก็นั่งคุย สำหรับผู้ชายรู้สึกว่ามีท่าทางขรึม ๆ เรียบร้อยสงบเสงี่ยม แต่พวกผู้หญิงนี่สิใช้ตาเป็นสื่อ แสดงอาการออกทางตามาก ทางปากก็แสดง พูดลีลาก็ดี ไพเราะอ่อนหวาน ทางตาก็แสดงอาการเจ้าชู้ พวกเราก็รู้แล้วว่า ผี จะไปยุ่งกับผีก็ไม่มีประโยชน์ ยุ่งกับคนก็ไม่มีประโยชน์ ก็เลยทำเฉยไว้ ทำใจเฉย ๆ

ก็คิดว่าเมื่อเธอตายแล้ว ก็เชิญตายไปเถอะ ต่อไปฉันก็จะตายบ้างเหมือนกัน ตายไปฉันก็จะไม่ไปยุ่งกับพระ อย่างพวกเธอนี่หรอก เราก็กินข้าวไป เมื่อกินข้าวเสร็จก็ ยถา สัพพีฯ ให้พรเขา เขาก็รับพร แล้วต่างคนต่างลา ต่างก็หายไป

หลังจากนั้น ท่านอินทกะก็บอกว่า เดินจากนี้ไปประมาณสัก 2 กิโลเมตร จะมีถ้ำเป็นที่พัก (ไม่ทราบว่าจังหวัดไหนในป่าลึก) ให้ท่านพักในถ้ำนั้นประมาณสัก 7 วัน พวกผมจะอยู่คุ้มครองท่าน แล้วท่านอินทกะก็นำหน้าเดินทางไป พอเข้าไปถึงถ้ำ ท่านก็ชี้แจงเรื่องความเป็นมาต่าง ๆ ว่า ดินแดนแถวนี้ เดิมทีเดียวเคยเป็นเมือง เป็นบ้านเป็นเมือง แต่เวลานี้เป็นป่า ก็ดูสภาพบ้านเมืองต่าง ๆ สมัยก่อนเป็นเมืองย่อม ๆ เล็ก (ขนาดใหญ่ก็ประมาณสักหนึ่งอำเภอ เขตอำเภอในเวลานี้) เป็นกลุ่มของคน

บางครั้งบางคราวเขาก็ยกทัพมารบกันบ้าง บางครั้งบางคราเขาก็ดีกันบ้าง มีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันเป็นปกติ บางคราวก็ดีกัน มันเป็นเรื่องของบุคคลคนเดียว คือ พ่อเมือง ถ้าพ่อเมือง กับพ่อเมืองดีกัน ชาวบ้านก็ดีกัน ถ้าพ่อเมือง กับพ่อเมืองเขาขัดใจกัน ชาวบ้านก็ต้องขัดใจกับเขาด้วย ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่อง ในเมื่อเขาสั่งให้รบ ก็ต้องรบกัน ก็ยกทัพตีกันนั่นเอง ยกพวกตีกัน ดูแล้วก็น่าสลดใจ

ก็เลยถามท่านว่าเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ พวกฉันเคยมาร่วมกับเขาบ้างหรือเปล่าบอก ยังท่าน สมัยท่านไม่มี ในเขตนี้ไม่มี เมืองเล็ก ๆ ประเภทนี้พวกท่านไม่เคยเกิด เกิดเมืองใหญ่กว่านี้ เมื่อดูไปจนเพลิน ก็คิดในใจว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ในสถานที่นี้เคยมีคน คนมีเนื้ออ่อน กระดูกถึงแม้จะแข็ง ก็ยังอ่อนกว่าไม้ ในที่สุดคนก็ตาย บ้านเรือนที่สร้างสวย ๆ ในที่สุดก็สลายหายตัวไปหมด ปรากฏว่ามีแต่ป่าไม้ใหญ่เป็นป่าทึบ บ้านเมืองทั้งหลายเหล่านี้ คงจะผ่านพ้นไปเป็นร้อย ๆ ปี

ในที่สุดก็อยู่ในถ้ำ พอเข้าไปนอนในถ้ำ อินทกะก็บอกว่า ความปลอดภัยมีกับท่านแล้วหน้าที่ต่อไปนี้ ก็จะเป็นหน้าที่ของคนอื่น ผมขอลาท่านไปสักครู่หนึ่ง ถามว่า จะไปไหนท่านบอกว่า จะไปเฝ้าท้าวเวสสุวัณ เพราะว่าท่านท้าวเวสสุวัณตรัสเรียก ก็เป็นอันว่าท่านอินทกะก็ไป ลูกน้องอินทกะก็ไป เหลือแต่พวกเรา 3 คน กำลังนอนเพลิน ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท สิ่งคาดไม่ถึง

เวลาประมาณสัก 4 ทุ่ม สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาก็คือ มีคนมายืนหน้าถ้ำ 4-5 คน คน 4-5 คน ทีแรกก็ตัวเล็ก ๆ คล้าย ๆ กับเด็กสัก 4-5 ขวบ เมื่อมองดูแล้ว หนัก ๆ เข้าเด็กคนนั้นค่อย ๆ โตขึ้นทีละหน่อย ๆ จนกระทั่งหัวยันพื้นของถ้ำ แต่ว่าเธอยังอยู่นอกถ้ำ ในที่สุดตัวก็ใหญ่ขึ้น สูงขึ้น จนกระทั่งสะดืออยู่พ้นหลังคาของถ้ำ ก็มองดูเธอ เธอทำอะไรเราก็มองดู

ด้านจิตใจก็เฉย ๆ คิดว่า เป็นเรื่องธรรมดา ท่านที่ปรากฏร่างกายอย่างนี้ก็คือ ผี แต่ว่าผีที่จะเกิดขึ้นมาได้ ก็มาจากคน และคนประเภทนี้ ทำไมถึงเกเรมาก ในเมื่อเป็นผีแล้วมาเกเรกับพระ พระที่มาธุดงค์ ต้องการความสงัด ก็นึกในใจว่า ทางที่ดีถ้าผีมีความฉลาดก็ควรจะนั่งกราบ และยกมือไหว้พระด้วยความเคารพ สร้างบุญสร้างกุศลต่อ ให้มีบารมีสูงขึ้น มีความสุขความสบายมากขึ้น มีวิมานสูงขึ้น ร่างกายสวยขึ้น

พอคิดเพียงเท่านี้ผีก็ลดตัวลง พอลดตัวลงมาต่ำ นั่งเป็นปกติ ร่างกายของคนก็ค่อย ๆ กลายเป็นสุนัขใหญ่ เป็นสุนัขค่อย ๆ ใหญ่มาทีละน้อย ๆ ทำท่าแยกเขี้ยว เห็นขาวโพลนจะกัดละสิ แต่ก็เป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง แกทำท่าอยู่นอกถ้ำ ไม่เข้ามาในถ้ำ ก็เลยนั่งกันเฉย ๆ พวกเราก็นั่งคุยกันบอก ปล่อยเขา เมื่อผีคนกลายเป็นหมาได้ เราจะสนใจอะไรกับหมา เพราะหมาเป็นสัตว์ที่เลวกว่าคน นี่เป็นคนแท้ๆ กลับกลายเป็นหมา

แสดงว่า คนนี้เป็นคนเลวเมื่อตายจากความเป็นคนแล้ว จึงกลายเป็นหมา และเป็นหมาโต และเป็นหมาที่ดุ ดุใครไม่ดุมาดุพระซึ่งไม่เคยเป็นศัตรูกัน พวกเราเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แผ่เมตตาจิตว่า บรรดาสุนัขทั้งหลายเธอจงมีความสุขตามสภาพของสุนัข เธออยากกินอะไร ขอให้ได้กินตามชอบใจแต่ห้ามกินฉัน

พอพูดเท่านี้ สุนัขหัวเราะกั้ก ๆ เป็นเสียงคนประเดี๋ยวภาพสุนัขก็หายไป กลายเป็นพระ เดินเข้ามาในถ้ำ องค์ที่เดินนำหน้าคือ หลวงพ่อปาน องค์ที่สองคือ หลวงพ่อจงองค์ที่สามคือ หลวงพ่อเนียม องค์ที่สี่คือ หลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อปานถามว่า เมื่อกี้แกแช่งหมาหรือ บอก ผมไม่รู้ว่าเป็นหลวงพ่อนี่ครับ ก็ลุกขึ้นกราบท่าน

ความจริงที่ท่านอินทกะท่านหลีกไป ท่านบอกว่า ฉันจะมา ฉันจะมาลองพวกเธอว่า พวกเธอจะกลัวไหม อินทกะท่านจึงหลีกทาง แต่ความจริงท่านไม่ได้ไปไหน ท่านอยู่ใกล้ ๆ นี่แหละ หากว่าท่านอยู่ ถ้าหากให้ฉันแสดงให้เธอพบ ให้เธอเห็น ก็จะหาว่าท่านไม่มีฤทธิ์ไม่มีอำนาจ

จึงได้บอกว่า ท่านต้องไปเฝ้าท้าวเวสสุวัณ ซึ่งความจริงท้าวเวสสุวัณเวลานี้ก็อยู่ใกล้ ๆ ไม่ได้อยู่ที่ไหน การทำใจแบบนี้ดี ฉันติดตามพวกเธอมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่ถูก ..สามารถเข้าเขตสายอัพโภกาสได้ ก็จับบนยอดกลด ลงมาไม่ได้ กลายสภาพเป็นนก และถูกเขาเอาทรายมาเป็นข้าว เขาเก่งมาก เอาหนามมาผูก ทำเป็นต้มยำไข่กับพุงปลา ฉันก็ติดตามสังเกตเธอว่า เธอจะเผลอไหม ถ้าเธอเผลอเมื่อไร ฉันจะเตือนเมื่อนั้น แต่บังเอิญท่านอินทกะท่านเตือน ฉันก็เลยเฉยไว้

หลังจากนั้น เมื่อมาพบกับนางฟ้าของรุกขเทวดาทั้งหลายก็ดี ภุมเทวดาทั้งหลายก็ดี เธอก็ไม่สนใจมาวันนี้เธอเห็นภาพคนใหญ่ ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นทันหูทันตา ก็ไม่ตกใจ อย่างนี้ใช้ได้ ในการธุดงค์ จงมีความรู้สึกไว้เสมอว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยงเราอาจจะตายเมื่อไรก็ได้ ถ้าหากว่า ถ้าเราตายอยู่กับธรรมะอย่างนี้ เราจะไปสวรรค์เป็นอย่างน้อย ถ้าเราอยู่กับอธรรม จิตที่เป็นอกุศล มีความโกรธ เป็นต้น เราจะลงนรก พวกเธอทำกำลังใจถูกต้อง ขอให้ปฏิบัติตามนี้ต่อไป แล้วทั้ง 4 องค์ ท่านก็บอก จะกลับ ก็กราบท่านขอบคุณท่าน แล้วท่านก็กลับไป

พอท่านกลับไปแล้ว ท่านอินทกะก็มา ท่านอินทกะก็ถามว่า เห็นอะไรไหม ก็เลยบอกท่านว่า ไม่น่าจะหลอกกันเลย บอกว่า จะไปเฝ้าท้าวเวสสุวัณ แล้วปล่อยให้หลวงพ่อปานหลวงพ่อทั้ง 4 เข้ามา ท่านก็บอกว่า ผมไม่ได้โกหกนะครับ ท่านท้าวเวสสุวัณท่านอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง ท่านเรียกผมไป ผมก็ไป ต้องปล่อย ถ้าเราอยู่ที่นั่น จะหาว่าเราไม่มีเดชไม่มีอำนาจกันผีไม่ได้ ก็ต้องปล่อยดูกำลังใจ

เป็นอันว่า พักที่นั่น 7 วัน ก็มีความสุข ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่ามีคนมาใส่บาตรเป็นปกติ แต่คนที่มาทุกคน ไม่มีใครแต่งตัวสวย นุ่งกางเกงปะ ใส่เสื้อปะ บางคนก็ไม่มีเสื้อผู้ชายนะผู้หญิงก็พอมีเสื้อ บางคนไม่มีเสื้อ ก็มีผ้าคาดอกมา เป็นคนรูปร่างรกรุงรัง แต่ว่าข้าวที่กิน เป็นข้าวสีเหลืองน้อย ๆ มีรสหวานหน่อย ๆ เวลาเขาใส่บาตร เขาจะมีดอกไม้สวย ๆ

ก็รวมความว่า พวกที่มาทั้งหมดเป็นนางฟ้า กับเทวดา ไม่ใช่คนธรรมดา เราก็จับได้แต่ว่าเราไม่พูด เรามีหน้าที่รับ เขามีหน้าที่ให้ เราก็รับ มีหน้าที่รับ รับแล้ว เราก็กิน เราก็ฉัน

ก็รวมความว่า การไปธุดงค์คราวนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ก็มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ ถ้าจะถามว่า ถ้าปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ทำอย่างไร ก็ไม่ต้องห่วงหรอกเพราะส้วมมันใหญ่ คือ ป่า จะถ่ายที่ไหนก็ได้ ไม่ถ่ายใกล้ตัวเราก็แล้วกัน


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 12/7/10 at 10:01 [ QUOTE ]



บ้านหน้าถ้ำที่อีสาน


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ก็มาคุยกันเรื่องธุดงค์ ตอนก่อนมาค้างธุดงค์ในภาคอีสาน ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นจังหวัดอะไร

ในตอนนั้น ปรากฏว่าท่านอินทกะ ท่านพาเดินมาพบภูเขาลูกหนึ่ง ใหญ่ยาวมากและก็มีถ้ำ มีหน้าผาสูง มีถ้ำลึก ด้านหน้าถ้ำก็เป็นเชิงออกมายาวกว้างขวาง เป็นที่นอนสบาย ๆ เป็นธรรมดาของนักธุดงค์แบบอุกฤษฏ์ ย่อมชอบที่สงัด คือว่า ในสถานที่ใด กลางคืนไม่ได้ยินเสียงสุนัขของชาวบ้านเห่า ที่นั่นอยู่ได้ ถ้าได้ยินเสียงสุนัขของชาวบ้านเห่า ต้องไปให้ไกลกว่านั้น นั่นหมายความว่า ไม่ต้องการพบคน

ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทอยากจะถามว่า ถ้าไม่พบคน กินอะไร ก็ขอตอบว่า กินข้าวถามว่าหาข้าวจากไหน ก็ตอบว่า หาข้าวจากเทวดา หากว่าท่านจะถามว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่คุยมากเกินไปหรือ ก็ต้องขอตอบว่า คุยไม่มาก คุยคนเดียว แล้วก็คุยตามความเป็นจริง

ความสามารถอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่ใช่มีแต่คณะของอาตมาคณะเดียว หลาย ๆ คณะท่านก็ทำกันอย่างนั้น ท่านทำกันมาก่อน ครูบาอาจารย์ทำมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนหลังก็มี คณะอาจารย์สร้อย จังหวัดสระบุรี ท่านก็ทำเป็นปกติ และมีคณะ (ไม่ใช่คณะมีองค์เดียว) อาจารย์สำราญ ที่ภูเขาภูกระดึง

ภูเขาภูกระดึง บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทคนที่จะขึ้นไป ต้องเดินถึง 5 ชั่วโมงเศษ และต้องเดินจากที่ขึ้นไปถึงแล้วไปอีก 8 กิโลเมตร จึงจะถึงที่อาจารย์สำราญอยู่ ท่านอยู่องค์เดียว อยู่เป็นปี เข้าใจว่าอยู่ถึง 3 ปี โดยไม่มีที่จะบิณฑบาต ท่านก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

ที่นำเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่า บางท่านคิดว่า มันจะเกินพอดีไป ความจริงไม่เกินพอดี อาตมายังไม่เก่งพอเสียอีก ในเมื่อธุดงค์อุกฤษฏ์ อาศัยข้าวจากเทวดา ก็มีความดีอยู่อย่างหนึ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัท วันไหนถ้าจิตใจของเราเลว จิตใจเข้าไปยุ่งกับ โลภะ ความโลภ ราคะ ความรักโทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง แค่อารมณ์คิด ถ้าปรากฏมีกับจิตของเราในวันนี้ วันพรุ่งนี้เทวดาไม่ใส่บาตร ถ้าวันใด จิตใจปลอดโปร่งจากอารมณ์ทั้ง 4 ประการนั้น เทวดาใส่บาตร นางฟ้าใส่บาตรให้ ก็เป็นการระมัดระวังตัวไปในตัวเสร็จ

ถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจะถามว่า ถ้าอย่างนั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้วใช่ไหม ก็ตอบว่า ไม่ใช่ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่ต้องเดินธุดงค์ จะเดินไปทำไม พระอรหันต์อยู่ที่ไหนก็สงัด การออกธุดงค์ในป่า ก็เป็นการหาที่สงัด พระอรหันต์ท่านอยู่ที่ไหนท่านก็สงัด

พราหมณ์เคยถามพระพุทธเจ้าว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ต้องการอยู่ป่าช้า ต้องการอยู่ป่าชัฏ ต้องการอยู่บ้านร้าง ต้องการอยู่ที่สงัดใช่ไหม พระพุทธเจ้าตอบว่า พราหมณะ ดูก่อนพราหมณ์ ไม่ใช่อย่างนั้น พระอริยเจ้า จะอยู่ป่าช้าก็ดี จะอยู่ป่าชัฏก็ดี จะอยู่ในบ้านเปล่าก็ดี ก็สงัด จะอยู่ในบ้านในเมืองก็สงัด เพราะจิตท่านสงัดจากกิเลสเสียแล้ว รวมว่า จิตสงัดจากกิเลส (นี่พูดกันยาวเกินไปนะ ก็หวนกลับเข้ามา)

เมื่อเข้าถ้ำ ท่านอินทกะท่านก็หายไป (ท่านไม่ได้มายืนเฝ้าหรอก บรรดาท่านพุทธบริษัท เทวดาท่านไม่ได้มายืนป๋อเฝ้า มายืนยามแบบนั้น) ท่านมาส่ง แล้วท่านก็หายไป พวกเราก็ปัดกวาดสถานที่ แต่สถานที่ไม่ต้องทำอะไรมาก เหมือนกับมีคนมาจัดสถานที่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ในที่นั้นมีธารน้ำไหล ก็นอนกันอย่างเป็นสุข เป็นสุขอย่างพระธุดงค์ (มีผ้านุ่ง ผ้าสำหรับกรองน้ำ มีกลด สมบัติมีเพียงเท่านี้) อากาศก็รู้สึกจะเย็น ๆ แต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อจับอานาปานสติ กับเตโชกสิณ ความอุ่นก็เกิดขึ้น นอนแบบสบาย ๆ ตามแบบฉบับของพระในป่า เมื่อนอน ๆ ไปแล้ว ก่อนจะนอนก็เจริญกรรมฐาน นี่เป็นของธรรมดา (ไม่ต้องเล่ากันดีกว่า) เป็นอันว่า นอนอย่างเป็นสุข

พอตื่นขึ้นเช้าขึ้นมา บรรดาท่านพุทธบริษัท ตั้งใจจะออกบิณฑบาตตามแบบฉบับเดิม นั่นก็คือว่าตั้งใจว่า เราจะเดินจากต้นไม้ต้นนี้ ไปถึงต้นไม้ต้นโน้น ถึงแล้วก็เดินกลับมาถึงต้นไม้ต้นนี้ ถ้าไม่มีใครใส่บาตร เราจะอยู่ด้วยธรรมปีติ (คำว่า ปีติ คือ ความอิ่มใจ)

ท่านทั้งหลายอาจจะสงสัยว่า อยู่ด้วยธรรมปีติ จะไม่อดตายหรือ ต้องตอบว่า ไม่อดร่างกายจะไม่ทรุดโทรม ข้าวไม่กิน น้ำกิน น้ำก็กินตามธรรมดา ๆ แต่ใจมันอิ่ม แต่จิตต้องคุมอารมณ์ไว้อย่างน้อยแค่ อุปจารสมาธิ เป็นอย่างเบา ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องเล่น ฌาน 4 หรือ สมาบัติ 8 กันไปเลย จิตจะเป็นสุข ร่างกายจะสบาย

ถ้าถามว่า สมาบัติ 8 ทำได้หรือ ก็ตอบว่า เป็นของไม่ยาก สมาบัติ 8 หรือ ฌาน 4 ก็อันเดียวกัน สมาบัติ 8 ก็คือ ฌาน 4 ฌาน 4 ในรูปฌาน จับรูปเป็นสำคัญ สมาบัติ 8 ก็ใช้ฌาน 4 จับสิ่งที่ไม่มีรูป ก็ไม่มีอะไรยาก ก็เหมือนกับบุคคลคนเดียวกัน มองดูวัตถุกับมองดูอากาศ เวลานี้เรามองดูวัตถุ จิตจับที่วัตถุ จิตทรงอารมณ์อยู่ เวลานี้เราเลิกจากวัตถุจับอากาศ มองที่ว่าง ก็เห็นที่ว่าง ไม่เห็นวัตถุ ก็แค่นั้นแหละ ก็ใจของบุคคลคนเดียวกัน เป็นคน ๆ เดียวกัน ฌาน 4 ก็เช่นเดียวกัน เมื่อจับรูปก็เรียกว่า รูปฌาน เมื่อไม่จับรูปก็เรียกว่า อรูปฌาน คือ ฌานที่ไม่มีรูป (เอาละคุยพอเข้าใจ)

ที่นี้เมื่อออกมาจากถ้ำก็ตกใจ ตกใจเพราะอะไร เพราะว่าเมื่อวันวานนี้ การเดินทางมาที่ถ้ำนี้ มีป่าเปลี่ยว มีรอยเสือ มีขี้ช้าง มีฝูงลิง แสดงสัญลักษณ์ แต่ว่าเวลานี้ขณะที่ออกมาจากถ้ำ ห่างจากถ้ำไปประมาณ 10 ว่า มีหมู่บ้านเต็มไปหมด ประมาณ 100 หลังคาเรือน มีทั้งเด็กมีทั้งผู้ใหญ่ คนสาว คนแก่ ยุ่มย่ามไปหมด ต้นไม้สวย ๆ ลูกไม้สุกอร่าม อย่างลูกมะปรางนี่เหลืองอร่าม ลูกมะม่วงก็เหลืองอร่าม ลูกมะเฟืองก็เหลืองอร่าม มันเหลืองไปหมด ผิดปกติ

ก็หันมาปรึกษากัน 3 องค์ว่า มันอย่างไรกันแน่นะ เมื่อวานนี้เรามาไม่มีบ้าน มันเป็นป่าเปลี่ยว แต่บ้านพวกนี้ยกกันมาได้อย่างไร คืนเดียวตั้งร้อยหลังคาเรือน แล้วคนจริง ๆ ก็เกือบจะพันคน สององค์บอกว่า เอาอย่างนี้ดีกว่า กำลังใจของเรามันดีไม่พอ ดีไม่ดีจะเป็นอุปาทาน เราถามท่านอินทกะดีกว่า ในฐานะที่ท่านคุมพวกเรามา เป็นพี่เลี้ยง ก็นึกถึงท่านอินทกะ

ท่านอินทกะท่านก็มา ถามท่านอินทกะว่า เมื่อวานนี้ ตรงนี้มันไม่มีบ้านนี่ แล้วบ้านมันมาอย่างไร หรือภูเขาเดินเข้าไปหาบ้าน ท่านอินทกะก็ยิ้ม ท่านบอกว่า คุณสังเกตดูให้ดีสิว่า คนทุกคนที่นี่จะไม่กระพริบตา พอท่านพูดอย่างนี้ก็นึกได้ว่า ต้องเป็นเทวดาแปลงแน่ เราเกือบจะถูกตุ๋น แต่ความจริงเทวดาเริ่มตุ๋นแล้ว

นักธุดงค์นี่ต้องถูกตุ๋น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า พระมหากัสสปท่านเป็นคณาจารย์ใหญ่ฝ่ายธุดงค์ในพระพุทธศาสนา เป็นหัวหน้าใหญ่ในสมัยพระพุทธเจ้า ก็ถูกเทวดาตุ๋นนับครั้งไม่ถ้วน ในฐานะที่พวกเราเป็นลูกศิษย์ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าไม่ถูกตุ๋นมันก็ซวย ถูกตุ๋นมาไม่รู้กี่วาระ ตั้งแต่เขตอำเภอศรีประจันต์ ก็ถูกตุ๋นมาแล้ว ทีนี้มาภาคอีสานก็ถูกตุ๋นอีก

ก็ถามท่านอินทกะว่า ถ้าอย่างนั้น จะบิณฑบาตที่ไหนล่ะ ท่านก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน บ้านที่มาตั้งนี่ เป็นคนสองพวก พวกหนึ่งเป็น ภุมเทวดา อยู่แถบโน้น พวกแถบทางด้านนี้ คือ แถบทางขวามือนี่ เป็นพวก รุกขเทวดา ทั้งหมดนี้ เขาต้องการทำบุญกับท่าน เพื่อสร้างสมต่อบุญบารมีของเขา ท่านก็เดินเข้าไปบิณฑบาต ตามทางที่เขาจัดไว้ ระหว่างหมู่บ้านมันมีทางเดิน ทางสะอาด ก็เดินเข้าไป (ตอนนั้นท่านอินทกะก็หายไปแล้ว ท่านบอกเสร็จ ท่านก็หายไป)

ก็เดินไปตามทางก็มีชาวบ้าน เรียกกันโว้กเว้กบอก พวกเราโว้ย เวลานี้พระท่านมาโปรดแล้ว มาใส่บาตรกันเร็ว เสียงคำพูดขาดจบ ทุกคนนั่งเรียงเป็นแถวสองข้างทาง ซึ่งตามธรรมดาแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องเดินมาค่อย ๆ เดินมา หรือวิ่งมาก็ได้ ถึงแม้จะวิ่งมามันก็ไม่เร็วขนาดนั้น หมู่บ้านตั้งประมาณร้อยหลังคาเรือน พอคนหัวหน้าพูดจบ ทุกคนนั่งพรึบสองข้างทาง แต่ว่าการแต่งตัว บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็แต่งตัวแบบชาวป่าธรรมดา ๆ

ท่านหัวหน้าเข้ามายกมือไหว้ บอกว่า พวกผมเป็นชาวป่าขอรับ และก็เป็นชาวป่าที่ไม่ใช่พรานป่า ไม่ฆ่าเนื้อ ไม่ฆ่าสัตว์ รักษาศีล 5 บางคนก็รักษาศีล 8 พอบอกรักษาศีล 8 ก็ตกใจ (แค่รักษาศีล 5 ก็ตกใจแล้ว เพราะคนที่ทรงศีล 5 บริสุทธิ์ นี่ต้องเป็นพระโสดาบัน ท่านที่ทรงศีล 8 บริสุทธิ์ ต้องเป็นพระอนาคามี นี่ตามแบบฉบับนะ) แต่เมื่อท่านพูดอย่างนั้นก็เป็นเรื่องของท่าน ก็นึกว่า ท่านพวกนี้ไม่ใช่น้อย

ในเมื่อท่านบอกว่า ท่านทรงศีล 5 กันบ้าง ทรงศีล 8 กันบ้าง การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจึงไม่มี ฉะนั้นการใส่บาตรของพวกท่าน กับข้าวจึงไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีต้ม ไม่มีแกง มีแต่ข้าว ผสมกับน้ำมันบ้าง (น้ำมันอะไรของท่านก็ไม่ทราบ) น้ำมันบ้าง น้ำตาลบ้าง กินหวาน ๆ เค็ม ๆ อร่อยพอกินกันไปได้ อยู่แบบนี้มา อยากกินผลไม้ ก็กินผลไม้ ใครเบื่อข้าว ก็กินผลไม้ เบื่อผลไม้ก็มากินข้าว ความจริงข้าวก็ไม่ได้หว่าน ไม่ได้ปลูก มันขึ้นเอง ท่านอธิบายแบบนั้น

เมื่อสุดแถวแล้วก็เดินทางกลับมาฉันข้าวที่ถ้ำ เมื่อขณะที่เดินกลับมา ก็มีชาวบ้านตามมาด้วย มานั่งในถ้ำบ้าง นั่งนอกถ้ำบ้าง คณะของอาตมาก็นั่งฉันข้าวตามปกติ ก่อนจะฉันก็ใช้ อาหาเรปฏิกูลสัญญาก่อน ขณะที่ใจนึกถึงอาหาเรปฏิกูลสัญญา หัวหน้าก็ยกมือไหว้แล้วกราบ ทุกคนก็กราบ เราก็นึกว่า แกกราบใครกัน ก็ถามว่า โยมกราบอะไร ท่านหัวหน้าก็บอกว่า ท่านนึกอะไร ก็บอกว่า นึกถึงอาหาเรปฏิกูลสัญญา

ท่านก็เลยบอกว่า พระอย่างนี้สิครับ ผมต้องการ ฉะนั้นบรรดาพวกผมเห็นท่านมาพักที่นี่ จึงยกบ้านมาตั้งอยู่หน้าถ้ำ เพื่อไม่ให้ไกลท่าน ถามว่า หมู่บ้านของโยมเดิมอยู่ที่ไหน ท่านบอก ทุกคนแยกกันอยู่ครับ อยู่กันคนละทิศคนละทาง แต่ว่าเมื่อตอนเย็นวาน เห็นท่านมาพักก็เลยพร้อมใจกันยกบ้านเข้ามาปลูกหน้าถ้ำ จะได้ไม่ลำบากในการพบกับท่าน (ฟังท่านพูดบรรดาท่านพุทธบริษัท มันของง่ายเหลือเกิน แค่จะเดินก็ไม่ไหว)

เมื่อฉันข้าวเสร็จก็ให้พร ให้พรตามปกติ ยถา สัพพีฯ ตามธรรมดา ฯ แล้วก็คุยกัน คุยกันไปคุยกันมา ก็นั่งมองทุกคนที่คุยไม่มีใครกระพริบตาสักคนในที่สุด (ไอ้ปากมันก็ทนไม่ไหว บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท) ก็คิดในใจว่า ท่านพวกนี้ ท่านเป็นเทวดาบ้าง ท่านเป็นนางฟ้าบ้าง ทำไมท่านจึงต้องมาหลอกเรา พอคิดเท่านี้

ท่านหัวหน้าท่านก็ยิ้ม ท่านบอกผมไม่ได้หลอกขอรับ ผมต้องการทำบุญ ถามว่า โยมรู้อารมณ์อาตมานึกหรือ ท่านบอกว่า ท่านรู้ ก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้น โยมเป็นเทวดาใช่ไหม ท่านบอกว่า ใช่ ถามว่า เทวดาทำไมต้องปลูกบ้านอยู่ ท่านบอก ถ้าไม่ปลูกบ้านอยู่ ท่านจะเห็นบ้านได้อย่างไร ก็ต้องปลูกบ้าน แต่ผมขอพรท่านสักอย่างหนึ่ง คือว่า ขอให้ท่านอยู่ที่นี่ 7 วัน อย่างน้อย 7 วัน เพื่อพวกผมจะได้ทำบุญ และเวลาตอนกลางคืน เวลา 2 ทุ่ม ขอฟังเทศน์สัก 10 นาที เลยตกลง

ถึงเวลากลางคืน เวลาประมาณ 2 ทุ่ม หลังจากเลิกกรรมฐานแล้ว ก็มีเทวดามาชุมนุมกัน ก็เลยท่านบอกว่าในเมื่อท่านทั้งหลายเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า ก็เลิกแต่งตัวเป็นคนธรรมดาเสียได้ไหม ท่านอกว่า ได้ หลังจากคำว่า ได้ ทุกคนก็เป็นหนุ่มเป็นสาวหมด ที่เป็นเด็กก็เป็นหนุ่มเป็นสาว ที่เป็นคนแก่ก็เป็น หนุ่มเป็นสาว ที่เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่แล้ว ก็เป็นหนุ่มเป็นสาว แต่ผิวพรรณดีกว่าเดิม มีแสงสว่างออกจากกาย แต่ว่าไม่มีเครื่องประดับ ไม่สวมชฎา

ถามว่า ทำไมไม่มีเครื่องประดับ ไม่สวมชฎา ท่านบอกว่า เวลานี้กำลังฟังธรรม ต้องการจะฟังเทศน์ ทำไมจะต้องใช้เครื่องประดับด้วย ทำไมต้องใช้ชฎาด้วย ชฎามันเป็นหมวก ถ้าใส่หมวก ก็เป็นการไม่เคารพในธรรม ถามท่านว่า ท่านต้องการจะฟังเทศน์อะไร (ถามหัวหน้า) ท่านบอก อริยสัจ ก็เลยเทศน์อริยสัจให้ท่านฟัง ตามที่จะพึงเข้าใจ พอฟังจบ ท่านก็สาธุกัน แล้วท่านก็ลากลับ แล้วท่านก็บอกว่า วันพรุ่งนี้ ขอนิมนต์บิณฑบาตตามเดิมนะครับ

ก็อยู่ที่นั่นมาจนกระทั่งอยู่ครบ 7 วัน บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าจะถามว่า ในเมื่อท่านเป็นเทวดาแล้ว บ้านเป็นวิมานไหม ก็ขอบอกว่า บ้านตามเดิม คนเลิกหลอก เทวดาเลิกหลอก แต่บ้านของเทวดายังหลอกอยู่ เป็นบ้านไม้ธรรมดา ๆ อยู่กันอีโหลกโขลกเขลก ฟันฟืนบ้าง ขุดหลุมบ้าง ทำอะไรบ้าง ตามเรื่องตามราวไป เป็นเรื่องของท่าน เป็นการบริหารกาย

ตอนจะกลับ ท่านหยิบเอาลูกมะปรางเข้ามา เหลืองอ๋อยเหมือนทองคำ มาให้องค์ละ 100 ลูก ท่านบอกว่า ลูกมะปรางนี้ ถ้าหากว่าเดินออกไปพ้นจากที่นี้แล้ว จะเป็นทองคำ ก็เลยบอกว่า โยม พระธุดงค์หยิบทองคำไม่ได้ หยิบเงินไม่ได้นะ แม้จะมีทองคำเปลวเพื่อจะปิดพระพุทธบาท มดยังขึ้นกลดเลย เพราะเป็นอาบัติ

การธุดงค์แบบอุกฤษฏ์อย่างนี้ จะต้องไม่ประสงค์ในลาภ และพระธุดงค์ทุกองค์ก็ต้องไม่ประสงค์ในลาภ ถ้าประสงค์ในลาภ ก็ไม่ต้องมาธุดงค์ เพราะการมาธุดงค์ ต้องการตัดโลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง ราคะ ความรัก ต้องการตัด ในเมื่อไปรับทองเข้า โลภ ความโลภมันก็เกิด เมื่อความโลภเกิดขึ้นมาแล้ว ความรักมันก็มี เมื่อความรักในทองมีขึ้น ความโลภอยากได้ ก็อยากมีอีก เมื่อได้มาคนละร้อยลูก ก็อยากจะได้พันลูก หมื่นลูก แสนลูก แล้วจะไม่จบกัน

ท่านก็ยกมือโมทนา ท่านบอกว่า หายากครับ ถามว่า ทำไมจึงหายาก พระธุดงค์ทุกองค์เหมือนกันหมด ท่านบอก ไม่เหมือนกันครับ มีบางรายมาที่เขานี้ ที่ตรงโน้นมีแร่ที่มีความสำคัญ คือ (แร่ที่มีความสำคัญก็ไม่ใช่แร่ยูเรเนี่ยม เป็นแร่เงินแร่ทอง) เป็นทองคำธรรมชาติ ท่านก็ชี้ให้ดู ท่านก็พาไปดู ตรงนี้เป็นทองคำธรรมชาติครับ ท่านเปิดหินพั้บเข้าไป โอ้โฮ..ทองคำเหลืองอร่าม เต็มถ้ำหมด แต่ว่าจะมองเป็นถ้ำไม่ได้ เพราะเป็นภูเขาปิด

ท่านบอก นี่เป็นทองคำ มีพระหลายองค์มาธุดงค์แล้วมาค้นคว้าแถวนี้ คงจะทราบจากใครมา หรือได้ลายแทงจากใครก็ไม่ทราบ เวียนหากันไป เวียนหากันมา บางทีก็ตั้งพิธีบวงสรวงบ้าง อะไรบ้าง พวกผมก็เลยไม่สนใจ เพราะพระพวกนั้นไม่ตั้งใจมาตัดกิเลส มาเพื่อสั่งสมกิเลส มาเพื่อความโลภ

แต่คณะของท่านนี่ ขนาดให้ยังไม่รับ ไม่รับแล้ว มือก็ไม่หยิบบาตรไม่เปิดด้วย ผมขอกราบเป็นครั้งสุดท้ายครับ และต่อนี้ไปท่านจะไปไหน ก็บอกว่ายังไม่แน่ สุดแล้วแต่ท่านอินทกะท่านจะพาไปที่ไหน ก็จะไปที่นั่น ถ้าอินทกะท่านไม่พาไป ก็ไม่ไป จะอยู่แถวนี้ อยู่ใกล้ ๆ บ้านโยม เธอก็บอก ก็ดีสิครับ

ก็นึกถึงท่านอินทกะ ท่านอินทกะท่านก็มา เมื่อท่านมาแล้ว ท่านก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ต่อนี้ไปก็ลาญาติโยมพวกนี้เสีย บรรดาญาติโยมทั้งหลายนี้ก็เป็นลูกศิษย์ผมทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ใคร ก็ขอทุกคนรื้อบ้านให้หมด มันรกป่าเขา พอสั่งคำว่า รื้อบ้าน บ้านหายเลย แล้วขอแสดงบ้านให้ปรากฏ บ้านใครอยู่ที่ไหนบ้าง ปรากว่า ภุมเทวดาก็มีวิมานอยู่ภาคพื้นดิน แต่ว่าสูงกว่าดินหน่อย รุกขเทวดาก็มีวิมานแปะต้นไม้ สวยสดงดงามาก แพรวพราวเป็นระยับพวกที่รักษาศีล 5 คือ พระโสดาบัน พวกที่รักษาศีล 8 คือ พระอนาคามี แล้วท่านอินทกะก็บอกว่า ท่านทั้งหมดที่มานี่ เป็นพระอริยเจ้าทั้งหมด (ที่มาใส่บาตร)

ก็นึกในใจว่า 7 วันนี้ เรากินข้าวของพระอริยเจ้า ถ้าจิตใจของเราเลว มันก็จะต้องลงนรกกันแน่ พอคิดในใจเพียงเท่านี้ ท่านเจ้าของคณะก็บอกว่า ไม่เป็นไรครับ จิตใจของมนุษย์เป็นของธรรมดา มันก็ดีบ้าง เลวบ้าง เป็นของธรรมดา แต่ขอให้ดีเป็นส่วนใหญ่ก็แล้วกัน ตั้งเวลาดีเข้าไว้ เวลาไหนถ้ามันดี ถ้าตั้งเวลาไว้ เวลาเท่านี้ ถึงเท่านี้ เราจะทรงความดีไว้ไม่ยอมให้ความชั่วเข้ามารบกวนใจ

ในเมื่อกิเลสมันยังไม่หมดเพียงใด นิวรณ์มันก็กวนใจเพียงนั้น เป็นของธรรมดา แต่จงอย่าลืมว่า อย่าสนใจกับ ราคะ ความรัก โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง ถ้าสนใจเมื่อไร เทวดาทั้งหมดเขาจะไม่ใส่บาตรให้

เลยถามว่า ท่านรักษาศีลอะไรเป็นปกติ หัวหน้าท่านก็บอกว่า ผมรักษาศีล 8 เป็นปกติครับ ศีล 8 แบบละเอียด (คำว่า ละเอียด นี่หมายความว่า เป็นพระอนาคามีแบบละเอียดใกล้จะเป็นพระอรหันต์ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ขึ้นชื่อว่า เทวดา หรือภุมเทวดาก็ดี รุกขเทวดาก็ดี บางคนก็นึกว่า เป็นเทวดากระจ้อยร่อย ความจริงไม่ใช่ ท่านที่เป็นพระอริยเจ้าก็มาก) ท่านบอกว่า ท่านจะไปพักที่ไหนก็ตาม ในจักรวาลนี้ทั้งหมด คณะผมจะไปใส่บาตร ที่นั่น ท่านไม่ต้องกลัวอด เว้นไว้แต่ว่า ถ้าวันไหนจิตใจของท่านมั่วสุมกับ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ วันรุ่งขึ้นจะไม่ใส่บาตรถวาย เพราะจิตใจของท่านสกปรก

บรรดาท่านพุทธบริษัท ทำให้คณะของอาตมา ดีขึ้นมาก (คำว่า ดี หมายความว่าอะไรเพราะกลัวอดตาย) เดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปเจอะพระอริยเจ้าเข้า และพระอริยเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นเทวดา ถ้าเป็นอนาคามี ท่านไม่มีทางกลับ มีทางเดียว ไปนิพพาน ถ้าเป็นพระโสดาบัน ก็ไม่แน่ ในเมื่อท่านทำบุญต่อ

เมื่อเดินทางออกมาจากท่าน ลาท่านมาแล้วมาปรึกษากันบอกว่า พวกเราต้องระวังตัวให้มากนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขึ้นชื่อว่า มรณานุสสติกรรมฐาน จะพ้นจากจิตใจของเราไปไม่ได้

ประการที่สอง อานาปานสติ พ้นใจไม่ได้

ประการที่สาม พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ พ้นใจไม่ได้ จะต้องทรงอารมณ์อยู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทวตานุสสติ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ท่านเป็นผู้มีคุณกับเรา เราต้องนึกถึงท่าน

สององค์ก็บอกว่า ลื้อไม่ต้องสอนหรอกโว้ย อั๊วปกติอยู่แล้ว สำคัญแต่ลื้อเท่านั้นแหละ เพราะลื้อปรารถนาพุทธภูมิ ยังกอกแกก ๆ อยู่นะ อั๊วสองคนไม่ได้ปรารถนาพุทธภูมิ ที่ท่านพวกนั้นพูด อั๊วมีพร้อมแล้ว แต่ลื้อปรารถนาพุทธภูมิ ก็ถือว่า คนปรารถนาพุทธภูมิย่อมเป็นหัวหน้า ก็ถือว่า ลื้อเป็นหัวหน้า ต้องปฏิบัติตัวให้ดีก็แล้วกัน ลื้ออย่าเผลอลงนรกก็แล้วกัน

เป็นอันว่า เดินกันไปไม่ช้านัก ก็ไปเจอะภูเขาลูกย่อม ๆ แต่ก็เป็นการบังเอิญ มีถ้ำ ๆ หนึ่ง ถ้ำลึกมีธารน้ำไหลใสสะอาด หน้าถ้ำเตียนโล่ง บริเวณต้นไม้ พุ่มไม้ดี ต้นไม้เป็นดงเต็งรัง ร่มรื่น มองดูไกลตา ก็อยากจะพักที่ตรงนั้น ก็นึกถึงท่านอินทกะ

ท่านอินทกะก็ปรากฏตัว ก็เรียนท่านบอกว่า จะพักตรงนี้ไหม ท่านบอก ควรพักครับเพราะว่าที่ตรงนี้ก็มีความสำคัญมาก เพราะว่าที่ตรงนี้แหล่งนี้ เป็นแหล่งที่มีทรัพย์มาก เทวดาชั้นจาตุมหาราชมาเฝ้าที่นี่เยอะ จะได้ป้องกันอันตรายให้กับท่าน ท่านไม่ต้องกลัวสิงสาราสัตว์ทั้งหลาย เพราะว่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชจะต้องอารักขาท่าน

แล้วเทวดาที่พบวันนั้น เขาก็จะมาใส่บาตร เลยถามว่า จาตุมหาราชใส่บาตรเป็นไหมล่ะ ก็บอกว่าเป็น คอยดูก็แล้วกัน ถ้าพวกไหนตาใส พวกนั้นเป็นรุกขเทวดาบ้าง ภุมเทวดาบ้าง พวกไหนตาแดง พวกนั้นเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช เมื่อท่านบอกอย่างนี้แล้ว ก็เข้าถ้ำพักที่สบายมาก ไม่ต้องกวาดมันก็เตียนอยู่แล้ว

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/7/10 at 15:10 [ QUOTE ]



ถ้ำศรีฐาน


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันนี้ตรงกับ วันที่ 16 กรกฏาคม 2534 วันนี้ก็จะคุยกันถึงเรื่องธุดงค์

ในตอนก่อนได้อำลาบรรดาเทวดาทั้งหลาย เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นพระอริยเจ้า นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท บางท่านเห็นว่าเทวดาไม่มีความหมาย นางฟ้าไม่มีความหมาย นั่นไม่จริง หรือบางรายก็ไม่รับรองเทวดา นางฟ้าเสียเลย เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า เทวดามี นางฟ้ามี พรหมมี นรกมี สวรรค์มี แต่ว่าบางท่านที่บวชเข้ามาแล้วก็ลืมคำสอน ตอนนี้คิดว่า ตัวเองเป็นศาสดาเสียเอง สร้างศาสนาใหม่ คัดค้านความมีเทวดา ความมีนางฟ้า ถือว่า ไม่มีที่สุดในโลก

ก็รวมความว่า หลังจากนั้นแล้วก็พบเขา ๆ หนึ่ง เป็นเขาที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางป่าชัฏ ป่าก็เป็นป่าเต็งรัง ตอนโคนโปร่ง ใบมีตอนยอด เหมือนกับใครเอาเสาไปตั้งไว้ เมื่อเข้าไปในถ้ำนั้นแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นสถานที่น่าอยู่มาก มีความรื่นรมย์ ถ้ำกว้าง ปากถ้ำเล็ก แต่ว่าไม่เล็กมากนัก กว้างประมาณสัก 4 ศอก สูงประมาณสัก 6 ศอก แต่เข้าไปบริเวณในถ้ำปรากฏว่า กว้างขวางมาก เป็นที่สำหรับนอน 3 ที่ เป็นแท่นหินและก็มีธารน้ำไหล มีบ่ออาบน้ำมีห้องลับ ลับจากหิน เลี้ยวซ้ายเข้าไปจะมีถาน เป็นส้วม ส้วมนั่นก็มีธารน้ำไหล ถ่ายไปแล้วก็ไหลไปตามกระแสน้ำ เหมือนกับว่า ถ้ำนี้มีใครมาสร้างไว้เพื่ออยู่ อากาศดีมาก

ในเมื่อเขาไปในสถานที่นั้นเสร็จ วางของเสร็จ ก็ไม่มีสมบัติมาก มีบาตรหนึ่งใบ ย่ามหนึ่งลูก กลดหนึ่งชุด ผ้าสบงหนึ่งตัว ผ้าอาบหนึ่งผืน จีวรหนึ่งตัว สังฆาฏิหนึ่งตัว ผ้ารัดอกหนึ่งผืน ผ้าเช็ดปากอีกหนึ่งผืน มีเท่านี้เอง สมบัติอย่างอื่นไม่มีอีก

เมื่อนั่งกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปรึกษากันว่า เวลานี้เป็นเวลาใกล้กลางเดือนหก เราจะกลับวัดกันเมื่อไร เราจะขออยู่ที่ตรงนี้ จะอยู่ที่ตรงนี้จนกว่าจะถึงวันกลับ ทั้ง 3 องค์ ก็ตัดสินใจเห็นพ้องกันว่า ควรจะอยู่ที่นี่ การมาธุดงค์ไม่ใช่การธุเดิน การเดินไปในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อหาที่อยู่ ที่นี้เหมาะสม เสียงสุนัขเห่าหอนก็ไม่ได้ยิน คนเดินให้เห็นก็ไม่มี และเป็นป่าโปร่งมากน่าอยู่มาก

เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ถามท่านอินทกะ เมื่อนึกถึงท่านอินทกะท่านอินทกะก็ปรากฏ ถามท่านว่า เวลานี้จะอยู่ที่นี่ดีไหม ท่านบอกว่า ดีขอรับ ที่ผมพามา เพื่อต้องการให้มาอยู่ที่ตรงนี้ ที่นี้ไกลบ้านมาก สัตว์ร้ายมีเยอะ ผีร้ายก็มีมาก เทวดาที่เป็นอันธพาลก็มีมาก (ของท่านมากทุกอย่าง) ก็เลยถามว่า ในเมื่อของร้ายมีมาก ๆ ทำไมจึงน่าอยู่

ท่านก็บอกว่า มันน่าอยู่สิขอรับ เพราะจะได้ เจริญมรณานุสสติกรรมฐาน เป็นปกติ หรือว่าใช้ สักกายทิฏฐิ เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เห็นเสือมันมาก็คิดว่า ร่างกายเป็นอาหารของมันก็ช่างมันเถอะ มันจะกินร่างกายก็กินไป แต่กินใจเราไม่ได้ ใจเราจะไปสวรรค์ ใจเราจะไปพรหมโลก ใจเราจะไปนิพพาน เราตั้งใจไว้ว่า ถ้าเสือกัดเมื่อไรไปเมื่อนั้น

อย่างนี้จะมีความไม่ประมาท หรือว่าเห็นผีร้ายมาเมื่อไร ก็ตั้งใจนึกถึงบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้เป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน อย่างน้อยที่สุดตายก็ไปสวรรค์ ต่อจากนั้นไป ก็ตั้งใจใช้สมถะบ้าง วิปัสสนาญาณบ้าง

ก็เลยถามว่า ท่านอินทกะมีความรู้มาก เวลานี้ท่านอยู่ระดับไหน ท่านอินทกะท่านบอกว่า เวลานี้ผมเป็น พระอนาคามี ท่านเป็นเทวดา ท่านกล้าพูด จึงได้บอกท่านว่า ถ้าอย่างนั้นถ้ามีอะไรขัดข้อง จะถามท่านได้ไหม ท่านก็บอก พร้อมจะบอกเสมอ ถ้าอะไรก็ตาม ถ้าไม่เกินวิสัยของผม ผมพร้อมบอก

และท่านที่จะบอกได้ มีอีก 4 องค์ คือ ท้าวมหาราช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท้าวเวสสุวัณ ก็เป็นพระอนาคามี อีก 3 องค์ก็เป็นพระอนาคามี เหมือนกัน และนอกจากนั้น ก็ยังมี พระอินทร์ โยมของคุณท่านเป็นพระอนาคามีเหมือนกัน

ท่านฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าเป็นพระโสดาบัน คน หรือเทวดาที่เป็นพระโสดาบันแล้ว ไม่มีใครโง่ ปล่อยอยู่แค่นั้น ท่านก็ฝึกฝนกำลังใจของท่าน จนกระทั่งเป็นพระอนาคามี ท่านพร้อมจะบอกและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรหมชั้นที่ 8 ที่เป็นต้นตระกูลของท่าน ท่านก็พร้อมที่จะแนะนำ ท่านสหัมบดีพรหมก็ดี ท่านพร้อมจะแนะนำ และมีพระอริยเจ้าทั้งหลาย พร้อมจะแนะนำ

การอยู่ที่นี่ดีมาก เราจะตัดโลภะ ความโลภ ได้จากการไม่อยากได้ทรัพย์สินต่าง ๆ ถามว่า ทรัพย์สินคืออะไร ท่านก็ชี้ให้ดูนี่ทองคำ มันดาดาษไปทั้งหมด ทองคำธรรมชาติ ดาดาษไปเต็มพื้นที่ และนี่เพชร (ด้านหลังเป็นเพชร) ด้านใต้นั้นลงไปเป็นน้ำมัน (ถ้าเจาะตื้นจะพบก๊าซ ถ้าเจาะลึก จะพบน้ำมัน) เป็นฐานน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลก ต่อไปถ้าคนไทยมีความฉลาด (นั่นก็หมายความว่า เลิกโกง เลิกกินกัน มีความฉลาดขึ้นมา มีความรู้ขึ้นมา) สามารถจะเจาะได้ จะสามารถเจาะน้ำมันใช้ได้แบบสบาย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทองคำนี่ถ้าเทวดาให้ (ท่านบอกว่า ถ้าเทวดาให้)

ก็หมายความว่า ถ้าคนดีพอที่จะรับได้ เทวดาก็จะเปิดทางให้ เมื่อเทวดาเปิดทางให้ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีทองคำมาก จะเป็นประเทศที่มีแต่ความร่ำรวย ถามว่า เขานี้ เขาเรียกเขาอะไร หรือถ้ำอะไร ท่านบอก เราตั้งชื่อกันเองก็แล้วกัน มันไม่มีชื่อ ให้ชื่อว่า ถ้ำศรีฐาน (คำว่า ศรีฐาน คือ เป็นที่ตั้งแห่งมิ่งขวัญ แห่งความดี)

ฉะนั้นการอยู่ที่นี่ จะพบแต่ความดี ท่านจะพบครูบาอาจารย์ เวลานี้ก็เป็นเวลาข้างขึ้น เดือนหก อีก 3 วัน ก็จะถึง วันวิสาขบูชา วันนั้นตั้งใจให้ดีจะพบของดี เมื่อท่านแนะนำแล้วท่านก็กลับ (คำว่า กลับของท่าน ก็หมายความว่า หายไป)

หลังจากนั้นพวกเราก็อาบน้ำ น้ำเย็นสบาย ไม่เย็นมากเกินไป ถ้าต้องการอุ่น น้ำก็อุ่น ต้องการเย็น น้ำก็เย็น เหมือนกับใครมาตั้งเครื่องทำความเย็นความร้อนไว้ให้ น้ำใสสะอาดมาก มีบ่อ ๆ หนึ่ง เขียนหนังสือเป็นภาษาไทยอยู่ที่ปากบ่อว่า น้ำสำหรับดื่ม

สำหรับในธารหรือในบ่อใหญ่ เขียนไว้ว่า น้ำสำหรับอาบ แต่ว่าน้ำไม่หยุดนิ่ง ไหลเรื่อย น้ำไหลซึมมา แต่สำหรับที่ถ่าย มีอีกทางหนึ่งต่างหาก เป็นธารเล็ก ๆ ไม่ใช่ธารใหญ่ไหลผ่าน มีเหมือนกับใครเอาไม้มาวางไว้สองแผ่น กระดานใหญ่สองแผ่น ถ่ายลงร่อง แล้วก็ไหลไปตามกระแสน้ำ แต่กระแสน้ำนั้นจะไม่ไปรวมกัน รู้สึกว่า มีความสุขมาก

หลังจากจัดสถานที่เสร็จ ก็เริ่มบวงสรวง และชุมนุมเทวดา เมื่อเสร็จแล้วก็ทำวัตรสวดมนต์ บทที่ลืมไม่ได้ก็คือ กรณีย์บทเล็ก ได้แก่ เมตตัญ จะ สัพพโลฯ พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมานั่งเล่นข้างนอก มองดูต้นหญ้าต้นไม้ ต้นเต็งต้นรัง มีแต่เต็งรังทั้งนั้น ดาดาษไปหมด มองไปทางไหนเห็นไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่มีป่ารก เตียนหมด

แต่ว่าสิ่งที่มองไม่เห็นก็คือ เสือ กับช้าง (แต่ความจริง เสือนี่ไม่อยากเห็น เพราะเห็นทีไร เสืออาละวาดทุกที แต่บางครั้งเสือก็ดี แต่ความดีของเสือ อีตอนเสือหัวเราะนี่น่ากลัว เห็นฟันขาว ก็ไม่แน่ใจว่าแกจะหัวเราะดีใจ เพราะว่าจะได้กินเรา หรือว่าหัวเราะชอบใจก็ไม่ทราบ แต่สำหรับช้างนี่ดีมาก) จึงได้นึกในใจ แล้วพูดกันทั้ง 3 องค์ว่า เอ..แถวนี้ มีพวกพ่อปู่หรือเปล่านะ ถ้ามีคณะพ่อปู่อยู่ เราจะสบายใจมาก เพราะอย่างน้อยที่สุด พ่อปู่เคยป้องกันอันตรายให้กับเรา อีกองค์หนึ่งในคณะก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ถ้าพ่อปู่มีในสถานที่นี้ ก็ขอเชิญให้พบหน่อย

ก็นั่งคุยกันไปสัก 5 นาที เสียงใบไม้ เกร้าๆ ข้างหลัง หันไปดู ปรากฏมีพ่อปู่มาประมาณร้อยเชือกเศษฯ เป็นช้างสีดอนำหน้า นอกนั้นก็เป็นช้างพังบ้าง ช้างพลายบ้าง อยู่ข้างหลัง พอหันไปเห็นก็บอกว่า ขอบใจพ่อปู่ที่เมตตา ท่านหัวหน้าก็คุกเข่าลง ชูงวงขึ้นแสดงความเคารพ ทั้งฝูงก็ทำเหมือนกันหมด ก็เลยบอกท่านบอกว่า ถ้าจะมีอันตราย ขอคณะพ่อปู่มาช่วยด้วยนะ มาช่วยป้องกันปากถ้ำด้วย ฉันจะอยู่ในถ้ำ ถ้าหากว่ามีอะไรขัดข้อง ก็ขอโปรดให้สงเคราะห์ด้วย แต่ผลไม้นี่ไม่ต้องการ เพราะต้องการกินข้าวกับเทวดา ถ้าเทวดาไม่ให้กิน ก็ยอมอดตาย พ่อปู่ท่านยืนฟังหูผึ่ง อีกสักประเดี๋ยวหนึ่ง ท่านก็เทาลง ชูงวงขึ้น ท่านหันหลังกลับ ลูกน้องท่านทั้งหมดก็เทาลงไป แล้วก็ชูงวงขึ้น หันหลังกลับ ต่างคนก็ต่างเดินไป พ่อปู่ใหญ่เดินคุมหลัง สักครู่ก็หายไป

หลังจากนั้นมา พอค่ำก็เข้าเจริญกรรมฐาน จิตใจเงียบสงบดีมาก การเจริญกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่พระพุทธเจ้าเคยบอก

อันดับแรก ให้แผ่เมตตาจิตก่อน แผ่เมตตาจิตไปทั่วจักรวาลทั้งปวงว่า เราจะไม่เป็นศัตรูของใคร ใครเขาจะเป็นศัตรูของเรา นั่นเป็นเรื่องของเขา เราจะเป็นมิตรที่ดีของคน และสัตว์ทั้งโลก แล้วแผ่เมตตาไปทั่วหมด จิตใจก็สบาย

หลังจากนั้นก็เริ่มระงับนิวรณ์ (นิวรณ์ทั้ง 5 ประการ คือ 1. กามฉันทะ 2. พยาบาท 3. ความง่วง 4. จิตฟุ้งซ่าน 5. สงสัย) ทั้ง 5 ตัวนี่ต้องไม่มีในใจ ถ้ามีตัวใดตัวหนึ่งเข้ามาสิงใจเช้าอดข้าว

เป็นอันว่า เราก็ต้องคุมอารมณ์นี้ไว้ไม่ให้มันปรากฏขึ้น วิธีคุมอารมณ์ก็ไม่ยาก ก็จับอานาปานสติ ก็ไม่แน่นอนนัก อานาปานสตินี่ ดีไม่ดี เดี๋ยวก็เผลอ ทางที่ดีที่สุด ก็หาเพื่อนคุย เพื่อจะมาคุยกับเรา มีหรือไม่มี บางคราวก็มีมา ในเมื่อท่านไม่มาหาเรา เราก็ไปหาท่าน

เพื่อนคุยอันดับแรกที่เคารพที่สุดก็คือ พระยายม อันดับแรกลงไปหาพระยายมก่อน คุยกับท่านและนายบัญชี ถ้าท่านว่าง ไปดูการตัดสินของท่าน ดูคนที่คอยการลงโทษ หรือว่าคอยการพ้นโทษ ดูไว้เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อเราจะไม่ต้องไปอย่างเขา ถ้าบุคคลใดถูกตัดสินลงโทษ มีเจ้าหน้าที่ (คือ นายนิรยบาล) นำไป ก็ตามไปด้วย ดูว่า เขาพวกนั้นไปลงนรกขุมไหน มีสภาพเป็นอย่างไร แล้วกลับมาดูบุคคลที่พ้นโทษ ไม่ต้องถูกลงโทษ ไปสวรรค์ ไปสวรรค์ชั้นไหน มีสภาพเป็นอย่างไร และเขาให้การกับพระยายมว่าอย่างไร จึงไม่ต้องโทษ รวมความว่า อันดับแรก สำนักพระยายม

คณะต่อมา คณะท่านท้าวมหาราช หรือบริวารของท่าน ว่าง ๆ เห็นท่านอยู่ใกล้ ๆ ก็เรียกมาคุยกัน การคุย ทำให้ลืม นิวรณ์ 5 ประการ หรือบางทีก็ย่องไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปคุยกับโยมบ้าง ไปพรหม ก็ไปคุยกับ โยมบ้าง ครูบาอาจารย์บ้าง อย่างนี้เป็นต้น

รวมความว่าหาเรื่องคุยจิตก็ไม่คบนิวรณ์ แม้จะไปพบนางฟ้าที่สวย ๆ ก็ไม่ลืมตัวว่า เราเป็นมนุษย์ เขาเป็นนางฟ้า มันแต่งงานกันไม่ได้ นางฟ้าแต่ละคนท่านก็ดี มีลีลาน่ารัก ไปถึงก็แสดงความเคารพ ในเมื่อเขาเคารพแล้ว เราก็รักเขาแบบชู้สาวไม่ได้ อันนี้เป็นวิธีการหนึ่ง ที่เราจะระงับนิวรณ์

หรือถ้าหากว่าจะมีคนถามว่า ถ้าไปไม่ได้ตามนั้นจะทำอย่างไร อันนี้ก็ขอตอบว่า ถ้าไปไม่ได้มันก็ต้องเป็นเหยื่อของนิวรณ์บ้าง เป็นบางเวลา บางเวลาก็ชนะ บางเวลาก็แพ้ ถ้าไปได้ คุยได้ตามนี้ละก็ ไม่มีทางแพ้แน่ ความเจริญถ้าเราอยู่เฉย ๆ เราแพ้ ถ้าเราหาเพื่อนคุย เราไม่แพ้ ถามว่าจะคุยเรื่องอะไร ก็ตอบว่า ถ้าไปสวรรค์ เราก็เรียกเทวดาบ้าง นางฟ้าบ้าง ทีละองค์สององค์ หรือท่านมาหลายองค์ มานั่งคุยกัน ถามว่า เวลาท่านเป็นมนุษย์ ท่านทำอย่างไร ถึงมาเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าได้

ท่านก็ให้ดูภาพเดิม แต่ละองค์ก็มีบาป เคยทำบาปมามากเหมือนกัน แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ทำบุญทำกุศล เหมือนกับบรรดาประชาชนทั้งหลายเดี๋ยวนี้เหมือนกัน ความชั่วก็มี ความดีก็ปรากฏ (ความชั่วคือ บาป ความดี คือ บุญ) แต่ว่าเวลาจะตาย จิตนึกถึงบุญก่อน นึกถึงทานบริจาคบ้าง นึกถึงพระที่เคยบูชาบ้าง นึกถึงการใส่บาตรกับพระสงฆ์บ้าง นึกถึงการไหว้พระบ้าง นึกถึงงานการก่อสร้างบ้าง อะไรก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เป็นบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่เป็นบุญก็เข้าสิงใจ เมื่อสิ่งที่เป็นบุญเข้าสิงใจ

ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านก็เลยบอกว่า เมื่อตายแล้ว บุญก็พามาก่อน แต่ว่าถ้าผมเผลอไม่ทำบุญต่อเมื่อหมดบุญแล้ว ผมต้องลงนรกขุมนั้นขุมนี้ แต่ผมไม่ยอมแล้ว ก็รวมความว่า เป็นวิธีการหนีนิวรณ์ (นี่เล่ากันอย่างย่อ ๆ นะ)

ต่อมาอีก 2-3 วัน ทุกวันก็ออกเดินจงกรม (เดินจงกรม ก็คือ เดินธรรมดา นี่เอง) ป่ามันร่มรื่น มันน่าเดินเที่ยว เดินไปไกล ๆ เดินแก้เมื่อย เดินไปเดินมา เดินมาเดินไป จากต้นไม้ต้นนี้ถึงต้นโน้น ต้นโน้นถึงต้นนั้น จะไกลแสนไกลขนาดไหน ก็ไม่มีการรกรุงรัง ไม่มีป่าชัฏมีแต่ต้นรัง ยืนเป็นแถวเต็มไปหมด

ปรากฏว่ามาวันหนึ่ง อยู่ได้ประมาณ 5 วัน เมื่อขณะที่เดินจงกรมไป (คำจงกรมก็เดินแบบธรรมดา ๆ ไม่ใช่ค่อย ๆ ยก ค่อย ๆ ย่าง ไอ้แบบค่อย ๆ ยก ค่อย ๆ ย่าง นี่เขาเป็นเกณฑ์บังคับ ถือว่าเป็นการฝึกเบื้องต้น ทีนี้การฝึกขั้นปลาย เขาใช้เดินธรรมดา เดินธรรมดา ให้ใจมันพร้อมไปกับเท้า ใจคิดถึงด้านของความดี ไปพร้อมกับเท้าที่ลง)

เมื่อเดินไปก็ปรากฏว่า พบพระองค์หนึ่งสูงใหญ่ ห่มจีวรสีกรัก มีย่ามหนึ่งลูก มีบาตรหนึ่งลูก มีไม้เท้าหนึ่งอัน (ไม้เท้า ก็คือ ไม้ท่อน) ท่านเดินสวนทางมา (ไอ้ความรู้สึกมันจะหลอก หรือไม่หลอกก็ไม่ทราบ) ความรู้สึกก็นึกว่า พระองค์นี้คงเป็น พระมหากัสสป จิตมันมีความรู้สึกขึ้นเอง พอจิตนึกอย่างนั้น เสียงท่านบอกว่า ใช่แล้ว คิดถูกแล้ว ตกใจเพียงแค่คิด ท่านบอกว่าใช่แล้ว ถูกแล้ว ก็นั่งลงกราบท่าน ท่านก็นั่งลง ถามว่า พระคุณเจ้ามาอย่างไรขอรับ ท่านก็บอกว่า ที่มานี่ ก็จะมาเตือนน่ะสิ เห็นมาธุดงค์แบบฉัน ฉันก็พระชอบธุดงค์ เธอก็ชอบธุดงค์ จะได้เล่าเรื่องธุดงค์ให้ฟังสักหน่อยหนึ่ง เลยให้ท่านเล่าให้ฟัง

แต่ว่าท่านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง ท่านบอกว่า การธุดงค์ ต้องฝึกเข้า นิโรธสมาบัติ พอใช้คำว่า นิโรธสมาบัติ เราก็ตกใจ คิดว่าคนอย่างเราไม่สามารถจะทำได้ ท่านบอกว่า คุณอ่านแต่หนังสือไม่เข้าใจ อาจารย์คุณก็ไม่สอน สอนแต่ ผลสมาบัติ แต่ความจริงผลสมาบัติกับนิโรธสมาบัติ มันก็คล้ายคลึงกัน แต่ว่านิโรธสมาบัติ เราจะกำหนดเวลายาวหน่อย ผลสมาบัติเข้าตามเวลา ออกตามเวลาเล็กน้อย

นิโรธ แปลว่า ดับ สมาบัติ แปลว่า เข้าถึง เข้าถึงความดับทุกขเวทนา นิโรธสมาบัติ เขามีเขตบังคับว่า ต้องใช้ฌาน 4 เป็นพื้นฐาน แต่พวกคุณเองก็ชำนาญในฌาน 4 มาแล้ว ก็ไม่มีอะไรหนักใจ แต่ที่ผมพูดนี่ คุณหนักใจ เพราะว่าคุณไม่เคยทำ ไม่เข้าใจมาก่อน แต่ที่คุณทำ ๆ อยู่นั่นแหละ ก็เป็น นิโรธสมาบัติ อยู่แล้ว แต่ใช้เวลาน้อย ใช้เวลาเพียง 10 นาทีบ้าง 20 นาทีบ้าง 30 นาทีบ้าง ขณะที่นั่งไป มันไม่รู้สึกปวดรู้สึกเมื่อย จิตสว่างโพลงอย่างนี้ ก็เป็น นิโรธสมาบัติ จิตต้องตั้งไว้เพื่อนิพพานโดยเฉพาะ คือว่าจิตตั้งไว้โดยเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง จิตแยกจากประสาทเด็ดขาดไม่รู้เรื่องของร่างกาย เป็นฌาน 4 อย่างนี้เป็นนิโรธะ อย่างหนึ่ง

และอีกอย่างหนึ่ง เมื่อจิตเข้าถึงฌาน 4 แยกออกจากกายแล้ว จิตอารมณ์มีความสงัด หลังจากนั้นก็ท่องเที่ยวไปในภพต่าง ๆ ไปสวรรค์บ้าง ไปพรหมโลกบ้าง ไปนิพพานบ้าง พ้นไปเสียจากร่างกาย ไม่รู้สึกปวดรู้สึกเมื่อย มันก็เป็น นิโรธสมาบัติ เหมือนกัน ทั้ง 2อย่างนี้ จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ว่ากำหนดเวลาว่าง เราจะใช้เวลาสัก 3 วันหรือ 5 วันหรือ 7 วัน หรือ 9 วันหรือ 15 วัน ก็ตามใจชอบ

เลยถามท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้น เวลาออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว จะต้องเหาะไปบิณฑบาต ท่านบอกว่า ไม่จำเป็น พวกคุณยังเหาะไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องเหาะ ถึงแม้ว่าเหาะได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเหาะ ที่เขาเหาะไปแบบนั้น เขาจะโปรดคนจน คนไหนที่ยากจนมาก แต่ว่ามีศรัทธา ถ้าใส่บาตรกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติเพียงครั้งเดียวในชีวิตเขาจะเป็นมหาเศรษฐีในวันนั้น แต่นี่เราเข้าเพื่อเราเอง ไม่จำเป็นต้องเหาะไป พอหลังจากคุณออกจาก นิโรธสมาบัติแล้ว เทวดา นางฟ้าก็จะเลี้ยงเอง

เวลานี้เทวดา นางฟ้าท่านพร้อมแล้ว ตั้งแต่พรหมลงมา ก็หวังในบรรดาพวกคุณทั้ง 3 องค์ ต้องการให้คุณทั้ง 3 องค์ เข้านิโรธสมาบัติ ถามว่า ท่านทำบุญแล้ว ท่านจะมีผลเป็นอย่างไร ท่านบอก ถ้าทำบุญกับพวกคุณแล้ว จะมีรัศมีกายสว่างขึ้น เทวดา กับนางฟ้า หรือพรหมก็เช่นเดียวกัน ใครมีรัศมีกายสว่างมาก คนนั้นมีบุญญาธิการมาก (เรียกว่า มีบุญมาก)

ท่านก็แนะนำว่า วิธีการมีไม่มาก ใช้ตามแบบที่คุณทำอยู่แล้ว อันดับแรก คุณซ้อมน้อย ๆ ก่อน จับตั้งแต่หัวค่ำ ยันสว่าง เราจะไม่ถอนสมาธิ ตั้งใจไว้ กำหนดเวลาไว้ ถ้าแสงอรุณขึ้นเมื่อไร ให้จิตตกทันที หรือว่าเราจะใช้ 2 วัน 3 วันก็ได้ ทีแรก ๆ เอาแค่น้อย ๆ ก่อน เข้ากันทุกวัน พอถึงตอนเย็นปั๊บ อาบน้ำอาบท่าเสร็จ เข้านิโรธสมาบัติ

เป็นอันว่า ใช้นิโรธสมาบัติตอนกลางคืน กลางวันนอน กลางวันกินข้าวเวลาเดียว เทวดาเลี้ยงแล้ว เราก็นอน ใช้อย่างนี้สะดวกดี หรือถ้านาน ๆ หนัก ๆ เข้า ถ้ารำคาญ วันเดียวไม่เอา ลอง 2 วัน ลอง 3 วัน ลอง 4 วัน ลอง 5 วัน ลอง 7 วัน ก็ได้ ตามใจชอบ ก็ยอมรับ ก็ถามท่านว่า อย่างพวกผม 3 องค์นี่ทำได้นะขอรับ ท่านบอกว่า อย่าย้สิ ฉันพูดแล้ว ต้องเป็นไปตามนั้น ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะกลับละนะ ฉันหมดห่วง ที่มานี่ห่วงเพียงเท่านี้ สงสารเทวดา นางฟ้าท่าน ท่านพร้อมอยู่แล้ว

พวกเราก็มีความรู้ใหม่ว่า การเข้านิโรธสมาบัติ ก็ไม่จำเป็นต้อง 7 วัน 15 วัน เสมอไป ก็เรียกว่า เข้ากันทุกวัน และมันก็ดีที่สุด พอพลบค่ำปั๊บ อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ทำวัตรสวดมนต์เสร็จ (ทำวัตรสวดมนต์ก็ใช้เวลาไม่มาก) ก็เริ่มเข้านิโรธสมาบัติ จับพับ จับ อานาปานสติ ก็ไม่ต้องใช้เวลามาก ใช้เวลาเพียงครึ่งนาที จิตก็เข้าถึงฌาน 4 เต็มกำลัง ในตอนต้น ก็ตั้งอารมณ์เฉพาะจุดก่อน หลังจากนั้นก็ท่องเที่ยวไปตามภพต่าง ๆ ตั้งใจว่า ถ้าสว่างจะให้จิตตกจากสมาธิ บางทีเราเที่ยวเพลินไป พอจะสว่าง เทวดาก็เตือนว่า สว่างแล้วครับ

หลังจากนั้นลงมา เทวดานางฟ้าก็มาใส่บาตร คราวนี้ท่านไม่แต่งตัวเป็นคนแล้ว ท่านมาเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า มีเครื่องเต็มยศออกมาเลย ท่านมากันมาก ข้าวที่ท่านใส่ รู้สึกว่ามาก แต่ก็กินพอดีหมดไม่เหลือ

ก็รวมความว่า ทำแบบนี้ตลอดมา ตั้งแต่ต้นเดือน 6 ข้างขึ้น จนกระทั่งถึงเดือน 8 ข้างขึ้น พอถึงขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ก็เดินทางกลับ การเดินทางกลับ บรรดาท่านพุทธบริษัท (เขตนี้ทราบภายหลัวว่าเป็น เมืองขอนแก่น) จากเมืองขอนแก่น มาถึงอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลานี้ถ้าเดินกันจะต้องถึงหนึ่งเดือน แต่ว่าพวกเราใช้เวลาเดินแค่ 3 วัน วันแรกรู้สึกว่าเดินมาเรื่อย ๆ ในป่า วันที่สองก็เดินมาเรื่อย ๆ ตามธรรมดา กลางคืนก็หลับตามทาง (ปักกลด) พอคืนที่สาม ปรากฏว่าตื่นขึ้นมาอยู่หลังวัด ไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร ก็ตกใจ ถามท่านอินทกะว่า ทำไมถึงมาถึงได้เร็วอย่างนี้ มันมาอย่างไร เมื่อคืนนี้หลับ

ท่านบอกว่า โยมคุณ ท่านเกรงว่า คุณจะเข้าพรรษาไม่ทัน ท่านเลยใช้อำนาจเทวดานุภาพ บันดาลให้มาอยู่หลังวัด ก็กราบท่าน เมื่อกราบในที่ว่าง ก็ปรากฏภาพองค์ท่านขึ้นมาพอดี ท่านบอกว่า คุณทำอย่างนี้ให้ดีทุกปีนะ โยมจะดีใจมาก เทวดา และนางฟ้าก็ดีใจมาก


((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 30/7/10 at 08:44 [ QUOTE ]



ไปพักที่ดงพระยาเย็น


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ตรงกับ วันที่ 14 สิงหาคม 2534 ก็จะขอคุยเรื่องธุดงค์ คราวนี้ขอเล่าธุดงค์ภาคอีสานต่อไป เพื่อให้จบเรื่องภาคอีสาน และภาคเหนือ

เป็นอันว่า เมื่อถึงเวลาธุดงค์ เวลานั้นเป็นพรรษาที่ 4 หลวงพ่อปานมรณภาพแล้ว เมื่อหลวงพ่อปานมรณภาพแล้ว ท่านสั่งว่า ถ้าฉันตาย เธอก็ไปขึ้นธุดงค์กับหลวงพ่อจงก็แล้วกัน (ท่านเรียก หลวงพ่อจง แต่ว่าหลวงพ่อจงเรียกหลวงพ่อปานว่า ท่านปาน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าหลวงพ่อปานอ่อนกว่าหลวงพ่อจง 10 ปี เศษนิดหน่อย) เมื่อไปถึงหลวงพ่อจง

ไปขอขึ้นธุดงค์กับท่าน ไปกราบ ๆ ท่าน

ท่านถามว่า เตรียมกลดไปไหน ก็กราบเรียนบอกว่า จะมาขึ้นธุดงค์ครับ ท่านหัวเราะฮิ ๆ ตามนิสัยของท่าน บอก จะขึ้นไปถึงไหนละพ่อคุณ ไอ้การขึ้นธุดงค์ ก็คือการเรียนวิชาการธุดงค์ ไม่ใช่จะมาขึ้นแบบต้นไม้ ปีนตรงนั้น ปีนตรงนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น เขาขึ้นกันทีเดียวทีหลังไปไหนก็ไปเองได้ ก็เลยบอกว่า เวลานี้หลวงพ่อปานตายแล้วครับ ไปเองก็ไปได้ แต่ว่าผมก็ต้องพึ่งหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อก็ดี หลวงพ่อปานก็ดี เคยสงเคราะห์ผมในป่าอยู่เสมอ ท่านก็ยิ้ม ไม่พูดว่าอย่างไร

ก็เลยถามท่านว่า วันไหนเป็นวันดีครับ หลวงพ่อจงบอก วันจริง ๆ มันดีทุกวัน ของฉันฤกษ์ดีทุกวัน และทุก ๆ วัน เวลา เวลานี้ก็ดี เธอจะขึ้นธุดงค์เวลานี้ไหมล่ะ ก็บอก ขึ้นครับ ท่านก็นำสมาทานกรรมฐาน และแนะนำแนวเดียวกับหลวงพ่อปาน เพราะท่านเรียนมาด้วยกัน ท่านบอกว่า ท่านปานกับฉันนี่ เรียนกรรมฐานมาด้วยกัน จากหลวงพ่อสุ่น และก็หลวงพ่อปั้น แต่ว่าหลวงพ่อปานแยกไปทำการก่อสร้าง ฉันไม่เอา ฉันทำกรรมฐานอย่างเดียว

ก็เลยถามว่า ถ้าอย่างนั้น หลวงพ่อก็จบแล้วใช่ไหมครับ ท่านบอกว่า จบ ฉันจบมานานแล้ว ถามว่า จบอะไร ท่านบอกว่า ทีแรกก็เรียนจบ ก.ไก่ ข.ไข่ ต่อมาก็จบ ก.กา ข.ขา ก็ถามว่า เวลานี้หลวงพ่อจบอรหันต์แล้วหรือยังครับ ท่านบอก ข้าจะไปรู้หรือโว้ย ก็ในเมื่อไม่มีคนอื่นพยากรณ์ ข้าก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า ข้าไม่รู้เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ขึ้นธุดงค์กันดีกว่า แล้วท่านก็นำกรรมฐาน

ท่านนำกรรมฐานเสร็จ ก็นั่งกรรมฐานกันประมาณ 10 นาที ลืมตามา ท่านหัวเราะฮิ ๆ ท่านบอกไปคราวนี้ดีนะ อันดับแรกไปดงพระยาเย็น (เวลานั้นยังเป็นป่าทึบ ที่ปากช่องเป็นป่าทึบมาก ๆ ที่นั่นจะพบผีมาก เพราะผีสมัยกบฏบวรเดช รบกันตายที่นั่นมาก เขาจะมาเยี่ยมเธอ ความจริงก็เป็นญาติกัน เป็นญาติร่วมชาติกัน

และหลังจากนั้น เธอก็ไปที่โน่น ภูเขาภูกระดึง ด้านทิศตะวันตก ที่นั้นเป็นดินแดนที่มีความสำคัญมาก เธอต้องไปตามนี้นะ เธอต้องไปตามฉันพูด ที่ไหนมีอันตรายมากจงไปที่นั้น ที่ไหนมีอันตรายน้อย หลบไป พักชั่วคราว แล้วก็ไปเสีย ทั้งนี้เพราะเราต้องการไปเอาดีกัน ก็กราบเรียนถามท่านว่า อันตรายจะมากขนาดไหนครับ ท่านเลยบอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เมื่อไปถึงแล้วจึงค่อยรู้กัน

เป็นอันว่า วันพรุ่งนี้เช้า หลังจากฉันเช้าเสร็จ เธอออกเดินทาง คืนนี้นอนที่นี่หนึ่งคืน ก็เป็นอันว่านอนอยู่กับท่าน ท่านจัดที่หอสวดมนต์ให้นอน ตอนเช้าไปบิณฑบาต ฉันข้าวเสร็จก็กราบลาท่านออกเดินทาง ท่านบอกว่า เดี๋ยวก่อนจะไปก้มหัวมาสิ ท่านก็เป่ากระหม่อมคนละ 3 พรวด ทั้ง 3 องค์ ท่านบอกว่า เธอจงเดินเหมือนฉันนะ (คำว่า เดินเหมือนฉัน พวกเราเองก็สงสัย บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ว่าเดินเหมือนท่านมันเดินอย่างไร แต่ความจริง ท่านเดินช้า ๆ แต่เร็วมาก ถ้าท่านเดินรู้สึกเดินเนิบ ๆ ก้าวช้า ๆ พวกเราต้องวิ่งตาม) ตั้งแต่ไปจนกระทั่งกลับ เธอจงเดินเหมือนฉัน

เมื่อสมัยก่อนฉันไปเดินธุดงค์ ไปที่ภูเขาภูกระดึง นี่เป็นจุดหมายปลายทางจุดหนึ่ง ท่านปานก็เคยไป เพราะที่นั่นต้องต่อสู้อันตรายหนัก ที่ไหนหนัก เราต้องไปที่นั้น ฉันไปวันแรกก็ถึงดงพระยาเย็น และพักที่ดงพระยาเย็น 3 คืน หลังจากนั้นแล้วก็เดินตรงไปทางด้านจังหวัดเลย ด้านขอนแก่น มุ่งหน้าตัดลงมาจังหวัดเลย และก็ไปอยู่ที่ภูเขาภูกระดึง และก็อยู่ที่นั่นตลอด จนกว่าจะถึงเวลากลับ

ที่นั่นมีของดี ๆ เยอะ คือ ช้าง ช้างก็เยอะ (พอพูดถึงช้าง พวกเราก็ชอบใจ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเจอะช้างที่ไหนสบายใจที่นั่น เสือก็เยอะ สัตว์ต่าง ๆ เยอะแยะมาก น่าชม น่ารักมาก แต่ทว่าพระธุดงค์ตายมาหลายองค์แล้ว (นี่ท่านลงท้าย) พวกอาตมาก็ยิ้ม เรื่องตายเป็นของเล็ก เพราะทราบอยู่ว่า ความตายมีกับเราทุกขณะ ตามที่ พระพุทธเจ้าทรงสอน ถ้าตายเมื่อไร ก็ไปพรหมเมื่อนั้น

ก็ความความว่า ตั้งใจตัดสินใจเดินทางไป ความจริง จากวัดหน้าต่าง ไปปากช่องวันเดียวไม่น่าจะถึง ก็เดินไปเรื่อย ๆ คุยกันไปเรื่อย ๆ ตามสบาย แต่ว่าสิ่งที่เราทิ้งไม่ได้ นั่นคือ

ท่านอินทกะ เมื่อชุมนุมเทวดาเสร็จนึกถึงท่าน ท่านก็มา ท้าวมหาราชท่านก็มา ท่านมอบหมาย ท่านอินทกะ ท่านอินทกะท่านก็บอกว่า ไม่เป็นไรครับ ไปวันนี้ เดินตามแบบหลวงพ่อจงท่านว่าอย่างนั้น

เมื่อเดินไปสักครู่หนึ่ง เวลาประมาณ 3 โมงเย็นเศษ ๆ ต้องเริ่มปักกลด เพราะป่าทึบมาก น้ำค้างเริ่มตก ถามท่านอินทกะว่า ที่นี่ที่ไหน ท่านบอก ที่นี่คือที่เขาเรียกกันว่า ดงพระยาเย็น หรือดงพระยาไฟ ตามธรรมดาแล้ว เดินธรรมดา วันหนึ่งจะไม่ถึงที่นี่ ต้องเดินถึง 3 วัน แต่นี่หลวงพ่อจงท่านบอกให้เดินแบบท่าน ก็ต้องเดินตามท่าน ก็ถามว่า ที่มาถึงไวนี่อาศัยอะไร อาศัยท่านอินทกะช่วยใช่ไหม ท่านบอกไม่ใช่ หลวงพ่อจงช่วย

ในที่สุดก็หาที่ปักกลด ก็ได้ภูเขาลูกหนึ่ง มีเงื้อมชะโงกออกมา ข้างในเป็นถ้ำเล็กน้อย พอที่จะบังน้ำค้างได้ดี อาศัยร่มบังน้ำค้าง ก็ปักกลดใต้เงื้อมเขานั้น พอปักกลดเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งสงสัยว่าเราจะมีน้ำที่ไหนกิน น้ำที่ไหนใช้ ท่านอินทกะท่านก็บอกว่า ในสถานที่ปักกลดนี่ น้ำใช้น้ำกินไม่ยาก อยู่ใกล้ ๆ ท่านก็ชี้ให้ดู ก็เดินไปตามมือท่านชี้ ก็เจอะบ่อน้ำใส เป็นธารน้ำตก และเป็นอ่างน้อย ๆ น้ำขังอยู่ น้ำตกก็ไม่แรงนัก อาบกินกันแบบสบาย ๆ ก็มีความสุข

พอถึงเวลาก็เข้าที่พัก ท่านอินทกะท่านก็หายไป ความจริงเทวดาท่านจะมาแสดงอยู่เสมอก็ไม่ได้ เพราะว่างานของท่านก็มี เมื่อถึงเวลาใกล้ค่ำ ความจริงเวลาก็ไม่นานประมาณสัก 4 โมงเย็นกว่า ๆ ก็เริ่มค่ำเพราะตะวันลับยอดไม้ เวลานั้นต้นไม้สูงมาก ต้นไม้มีเยอะเป็นป่ารกชัฏ จุดภายในโปร่งบ้าง รกบ้าง ตามสภาพของป่า ไม่ใช่ป่าเต็งรัง

เมื่อปักกลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งกรรมฐานกัน อาบน้ำเสร็จ ก็นั่งกรรมฐานกัน พอนั่งกรรมฐานกันเรียบร้อยดี ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็รู้สึกว่า มีคนจำนวนมากแบกปืนมา เป็นปืนเล็กยาวของทหาร แต่งตัวเหมือนทหารทุกคน มาเป็นจำนวนร้อย มาด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายทางเหนือก็มา ฝ่ายใต้ก็มา มาถึงเข้า ต่างคนต่างปะทะกัน ยิงกันขนาดหนัก และหูเราก็ได้ยินเสียงเป็นขนาดหนัก แต่ก็ไม่ตกใจ ถือว่า ภาพ ก็คือ ภาพ เราจะห้ามภาพไม่ให้เกิดไม่ได้

ในเมื่อเขาอยากจะยิง ก็ยิงกัน ก็ถือว่า โลกนี้เป็นของธรรมดา ก็นึกในใจเวลานั้น ตามแบบฉบับกรรมฐาน (ตามแบบฉบับกรรมฐานมี 2 อย่าง คือ มีอารมณ์ทรงตัว กับอารมณ์คิด) ก็มีการใคร่ครวญว่า การเกิดเป็นคนนี่มันไม่ดี คนทั้งสองฝ่าย ที่ยิงกันเวลานี้ไม่รู้จักกันเลย ไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยโกรธเคืองกันมาก่อน ต่างฝ่ายก็ต่างมายิงกัน ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และก็มีการล้มตายกันหลายคน

ในที่สุด ภาพนั้นก็หายไป (กว่าภาพจะหายไป บรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาก็เกือบจะตีสอง) ในเมื่อภาพนั้นหายไปเรียบร้อยแล้ว ก็ปรากฏภาพ เป็นภาพอีกภาพหนึ่ง เป็นภาพคนเจ็บ คนตาย เดินเข้ามาหา ก็ถามว่า พวกเธอทำไมถึงยิงกัน เขาก็บอกว่า เพราะเขาสั่งให้ยิง ถามว่า ใครสั่งให้ยิง คนหนึ่งบอก ผู้บังคับหมู่สั่งให้ยิงครับ อีกคนหนึ่งบอก ผู้บังคับกองสั่งให้ยิงครับ ถามว่า ยิงกันทำไม เขาก็บอกว่า อาศัยในการรบ

เมื่อสมัย พ.ศ.2476 ถาม พวกเธอตายไปหลายปีแล้วนี่ ยังไม่ไปไหนหรือ เขาบอก พวกผมเป็น สัมภเวสี ครับ ถามเวลานี้ เธอมาทำไม บอก มาขอส่วนบุญ ขอส่วนบุญแล้ว ทำไมต้องทำท่าแขนร่องแร่งกันบ้าง แผลเลือด ไหลบ้าง อะไรบ้าง

เธอก็บอกว่า ในลักษณะการตายของผม ผมตายแบบนี้ครับ บางคนก็หูขาด บางคนก็ตาทะลุไปข้างหนึ่ง ลูกปืนเข้าลูกตา บางคนก็ขาเป๋ ขาโขยกเขยก ถูกยิงขาบ้าง ถูกยิงแขนบ้าง ถูกยิงตามตัวบ้าง นึกสังเวชสลดใจ ก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอต้องการ บุญอะไร เท่าที่ฉันมีอยู่นี่ ฉันไม่ปิด ฉันไม่ขัดข้อง ให้หมดทุกอย่าง

เขาบอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับ บุญใดที่ท่านบำเพ็ญมาแล้ว ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน จะพึงมีผลแก่ท่านเพียงใด ผมขอโมทนาบุญนั้นครับ บอก เออ.. ถ้าอย่างนั้นก็สบาย ง่าย ๆ สั้น ดีนะ ก็บอกว่า เธอจงตั้งใจนะ เขาก็นั่งพนมมือ ก็อธิษฐานใจว่า ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้าทำมาแล้ว ตั้งแต่ชาติอดีต ชาติต้นที่ทำบุญ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ สะสมตัวกันมากแล้วเพียงใดนี้ จะพึงให้ประโยชน์ความสุขกับข้าพเจ้าเพียงใด ขอบุญนี้ จงได้แก่พวกเธอทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ขอเธอจงโมทนา

เธอก็โมทนา เธอกราบไปครั้งหนึ่ง รูปร่างก็เหมือนเดิม กราบเป็นครั้งที่สอง รูปร่างก็เหมือนเดิม กราบเป็นครั้งที่สาม รูปร่างเป็นเทวดาหมด ปรากฏว่าที่เป็นเทวดาเวลานั้น ประมาณ 60 คน ก็เป็นเทวดาทั้งหมด แต่ว่าเทวดาพวกนั้น ท่านก็แน่เหมือนกัน เมื่อเป็นเทวดาแล้ว สภาพต่าง ๆ ก็ค่อยหายไป (คือเป็นภาพเดิม) ย่องไปอีกสองกลด ไปขอตามเดิม เขาก็ให้เหมือนกัน เป็นอันว่า ยิ่งให้ก็ยิ่งสวยขึ้น ๆ ถึงกลดที่สาม สวยสดงดงามมาก

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ใครเขาบอก ตายแล้วสูญ ๆ นี่มันก็ต้องสงสัยเหมือนกัน เป็นอันว่า กว่าจะหมดเวลาจริง ๆ หยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเป็นเวลาตี 4 ทุกคนก็ออกจากกลด มานั่งพบกัน เล่าความเป็นมา ก็เหมือนกันหมด ทั้งสององค์ก็บอก ก่อนที่เขาจะมาหาท่าน ผมก็เห็นว่าเขายิงกัน แล้วเขาก็มาหาท่าน และในที่สุดเขาหามาผม และไปหาอีกองค์หนึ่ง ก็รวมความว่า เขาขอบุญทั้ง 3 องค์ คือ ตาคนนี้ได้กำไรมาก นั่งคิดดูอีกที ก็น่าคิดเหมือนกัน

บรรดาท่านพุทธบริษัท ปัตตานุโมทนามัย นี่แหละ บรรดาญาติโยมทั้งหลาย จงอย่าทิ้ง การโมทนาความดีของคน คนที่เขาทำความดี ที่เขาใส่บาตรก็ดี เขาให้ทานก็ดี เขารักษาศีลก็ดี เขาฟังเทศน์ก็ดี เขาเจริญกรรมฐานก็ตาม เขาทำงานก่อสร้างก็ตาม ขึ้นชื่อเป็นความดี ถึงแม้ว่าเป็นความดีที่ทำกับพ่อกับแม่ ที่เขามีความกตัญญูรู้คุณเราพลอยยินดีกับเขา ความดีนั้นก็สนองตัวเรา ดูตัวอย่างเทวดาทั้ง 60 คน

อาตมามานั่งคิดว่า แกได้เปรียบกว่าเราเสียอีก เขาเอาอาตมาไปหมดทุน และขออีก 2 องค์ อีกองค์ละหมดทุน แกได้สามหมดทุน ก็ลืมถามว่า เป็นเทวดาชั้นไหน และก่อนจะไปแกหันกลับมาบอกว่า ผมขอลาละครับ เมื่อกี้ลืมลาไป ไปขออีก 2 องค์

เป็นอันว่า ทั้ง 3 องค์ก็คุยกัน คุยไปคุยมา ก็เวลาใกล้สว่าง ก็เป็นอันว่า คืนนั้นไม่ได้นอนกัน นั่งกรรมฐานคุยกับผีให้ผลกับผี เวลาใกล้สว่าง ก็ปล่อยให้สว่าง นั่งคุยกันประเดี๋ยวหนึ่งนั่งทำจิตสงบ เลิกคุยกัน ทำกรรมฐานอีกนิดหนึ่ง นั่งให้ใจสบาย ๆ พออารมณ์สบาย ๆ จิตสงบดีแล้ว ปรากฏว่าหลังจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นใหม่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นมา ลืมตาพร้อมกัน ถอนกรรมฐานพร้อมกัน

คิดว่าจะไปบิณฑบาตทางไหน ก็เห็นบรรดาเทวดาทั้ง 60 องค์ ท่านมาในภาพเทวดาเลย ท่านมาถึงกราบ ๆ ท่านบอกว่า ท่านขอรับ ไม่ต้องไปบิณฑบาตที่ไหน พวกผมได้รับผลบุญ ความดีจากท่าน มีความสุข เดิมทีเดียวผมมีความทุกข์มาก ผมตายเป็นสัมภเวสี การรบราฆ่าฟันนี่เป็นของไม่ดี แต่จำเป็นจะต้องรบ เพราะเราอยู่ใต้บังคับบัญชา เลยถามว่า เท่าที่มากัน เมื่อคืนนี้ มาฝ่ายเดียวหรือสองฝ่าย บอก มาทั้งสองฝ่ายครับ ต่างคนต่างตาย ต่างคนก็ต่างมา ถามว่า ตายเวลานั้นจริง ๆ เท่าไร ท่านบอกว่า เห็นจะเป็นร้อยคน เพราะต้องปะทะกันมาก แต่ก็บางส่วนเขาไปที่อื่น แต่พวกผมทราบว่าท่านจะมา ผมเลยดักอยู่ที่นี่

ก็ถามว่า วันนี้มีอะไรมาถวายบ้างล่ะ บอก มีข้าวมาถวายครับ ต่างคน ไม่มีขันทองคำ มีเป็นขันแก้ว สวยมาก แพรวพราวเป็นระยับ ตักข้าวใส่บาตรใส่ทั้ง 60 คน แต่บาตรไม่เต็มได้ประมาณครึ่งบาตร เวลาใส่ก็เต็มทัพพี ตักเต็มที่ใส่เต็มที่ เมื่อใส่เสร็จ พวกแกก็นั่งอยู่ที่นั่น (มาเต็มอัตราของเทวดานะ มีชฎาแหลมเปี๊ยบ สดชื่นมาก แต่ว่าขาดนางฟ้า ที่ขาดนางฟ้า เพราะว่าการรบกับ เขาไม่ได้เอาผู้หญิงไปรบด้วย)

ฉะนั้นเมื่อเธอใส่บาตรเสร็จ พวกเราก็ฉัน ฉันเสร็จก็โมทนา เมื่อโมทนา เธอทั้งหลายก็ตั้งใจรับโมทนาอีกครั้งหนึ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัท พอโมทนาจบ ภาพเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นผ่องใสกว่าเดิมขึ้นมาก มีแสงสว่างขึ้นมาก

ท่านก็เลยบอกว่า นิมนต์อยู่ที่นี่ 3 คืนครับ ผมขอรับเลี้ยง ถามถึงอันตราย บอกไม่มีครับ ไม่มีแน่นอน พวกผมทั้ง 60 นี่ขอยืนยันว่า จะไม่มีอันตราย พอดีท่านอินทกะก็โผล่ ท่านอินทกะ ท่านก็บอกว่าพวกนี้เขาจะป้องกันได้ดีครับ เพราะเขาเป็นลูกน้องผม เมื่อเขาเป็นสัมภเวสีอยู่ เขาก็เป็นลูกน้องผม ในเมื่อผมมา เขาก็มากับผม แต่เขาไม่ให้ท่านเห็น เวลานี้เขาเป็นเทวดาแล้ว เขามีอานุภาพมากขึ้น เขาก็ต้องเลี้ยงชดใช้ท่านบ้าง แล้วก็ต้องติดตามท่านไปด้วย ในเมื่อผมไป เขาก็ต้องไปด้วย ก็ถามเทวดาองค์นั้น ถามว่า ไปไหม ท่านบอกว่า ไป

ในเมื่อฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่รู้จะไปเดินเที่ยวที่ไหนดี ถามท่านอินทกะว่า จะไปเดินที่ไหนให้มันหายเมื่อย ท่านอินทกะบอก เมื่อคืนนี้ไม่ได้หลับทั้งคืนนะครับ นิมนต์จำวัดดีกว่า ก็เลยนอนใต้กลด นอนใต้ชะโงกเขา มีความเย็นดีมาก นอนไปนอนมา ปรากฏเจ้านกยูง 2-3 ตัว มันเดินเข้ามาหา มาถึงก็มองหน้า พอจ้องหน้าก็รำแพนป้อ อวดความสวยของเธอ

นึกในใจ เจ้านกยูงนี่ไม่รู้จักคนนะ ถ้าไปเจอคนจริง ๆ เข้านกยูงก็นกยูงเถอะ จะเหลือแต่ขนหางเท่านั้นแหละ ขนหางเท่านั้นที่เหลือ นอกนั้นนกยูงจะไม่เหลือ แม้แต่เนื้อ หรือกระดูกในที่สุด ก็นอนอยู่ที่นั้น 3 คืน เทวดาคณะนั้นก็ใส่บาตรทั้ง 3 วัน เธอมาปฏิบัติ แม้แต่น้ำก็ไม่ต้องไปตัก ท่านไปตักให้ ท่านทำทุกอย่าง ให้ความสะดวกทุกอย่าง

เมื่อออกจากดงพระยาเย็นแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไป ถามท่านอินทกะว่า เราจะไปไหน ท่านอินทกะก็วางแผนที่วางทิศทาง มุ่งหน้าตัดตรงตามนี้ครับ ไปภูเขาภูกระดึง ตามที่หลวงพ่อจงสั่ง ก็เดินทางจากดงพระยาเย็น ไปประมาณครู่เดียวประมาณ สัก 3 โมงเย็น ก็ถึงภูเขา เป็นเขาลาด ลาดมาก มีป่าทึบ ยอดเขามองไม่เห็น ต้นไม้มากเหลือเกิน ท่านบอก ที่นี่เขาเรียก ภูกระดึงด้านทิศตะวันตก ครับ ถ้าทิศตะวันออกจะเป็นที่ชันขึ้นยาก แต่คนจะขึ้นทางนั้น (เวลานั้นไม่มีคนขึ้น ยังไม่มีคนไปถึงภูกระดึง จะมีบ้างก็พรานป่า)

ท่านอินทกะก็บอกว่า ภูเขาภูกระดึงลูกนี้ เดิมทีเดียวอยู่ในทะเล จมอยู่ในทะเลหลายล้านปีมาแล้วครับ ต่อมาน้ำก็เหือดแห้งไป ถ้าเราจะพิสูจน์กันเอาไว้วันข้างหน้า หากว่ามีโอกาส ผมจะพาท่านขึ้นไปยอดเขาภูกระดึง ท่านจะได้ชมหลักฐานว่า ภูเขาลูกนี้เคยเป็นทะเล มันเป็นจริงหรือเปล่า จะมีรอบคราบน้ำทะเล จะมีหอย มีปู เป็นต้น จะเป็นคราบหมด มันตายแล้ว

ก็รวมความว่า วันนั้นก็นอนที่นั่น ไปหาที่ภูเขาภูกระดึง ก็ไปพบผา ๆ หนึ่ง เป็นผาชะโงกเป็นที่น่าอยู่ ร่มรื่นดีมาก มีความสุข ฝนตกก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นหน้าผาสูง ท่านอินทกะก็บอกว่า นิมนต์อยู่ที่ตรงนี้นะครับ อยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงเวลากลับ แต่ว่าการอยู่ที่นี่ถือว่าเป็นที่อยู่เราตั้งแต่ทีแรก ต่อไปผมจะพาเที่ยวในที่ต่าง ๆ ในที่นี้มีพระหลายองค์ ไม่ใช่มีแต่พวกเรา เวลานี้ปัจจุบันก็มีพระกำลังอยู่ที่ภูเขาภูกระดึงนี่หลายองค์ด้วยกันครับ แต่ว่าหลายองค์ที่ก่อนมาแล้วก็ตายเยอะเหมือนกัน เพราะมีความประมาทในชีวิต

◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/7/12 at 13:34 [ QUOTE ]



ไปพักที่ภูเขาภูกระดึง



ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้เป็น วันที่ 14 สิงหาคม 2534 ก็ขอคุยถึง เรื่องภูเขาภูกระดึง ก็เป็นอันว่า หลังจากปักกลดเสร็จ ที่นี่ไม่ควรจะใช้คำว่า ปักกลด คือกางร่มกันน้ำค้าง และก็เป็นภูเขาลึก เป็นถ้ำลึกเข้าไปหน่อย สบายมาก มีธารน้ำเย็นไหลผ่าน มีความสะดวก ธารน้ำใสไหลยาว และมีเป็นห้องเป็นหับ น่าอยู่มาก ท่านอินทกะท่านก็บอกว่า ที่นี่กำลังมีพระธุดงค์อยู่

ท่านบอกว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้ามีความจำเป็น ผมจะมาหาท่าน ถ้าไม่จำเป็น ผมก็จะไปทำงานของผม ก็บอกว่า ตามสบายเถอะ หลังจากท่านไปแล้ว พวกเราก็เข้าเจริญกรรมฐาน การเจริญกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัท ถามว่า ทำอะไรบ้าง ก็ขอตอบง่าย ๆ ว่า 1. อานาปานสติ 2. มรณัสสติ (คำว่า มรณัสสติ หมายความว่า นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เราอาจจะตายที่ตรงนี้ก็ได้)

นึกถึงความตายไว้เสมอ หลังจากนั้นก็มี พุทธานุสสติ นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ธัมมานุสสติ นึกถึงพระธรรมเป็นอารมณ์ สังฆานุสสติ นึกถึงพระสงฆ์เป็นอารมณ์ หลังจากนั้นก็ อุปสมานุสสติ นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ ก็รวมความว่ากรรมฐานทุกบท ก็ทำกันหมด กายคตาสติ ก็ต้องทำ เห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา

เป็นวิปัสสนาญาณข้อต้น เป็นสังโยชน์ข้อต้น ต้องทำเป็นประจำ ถ้าถามว่า คิดอย่างนี้เป็นพระอรหันต์หรือยัง ก็ต้องตอบว่า ถ้าเป็นอรหันต์ก็ไม่ต้องมาธุดงค์กัน อย่านึกว่า เป็นผู้เลิศ ผู้ประเสริฐมากเกินไป เห็นว่า ทำผีเป็นเทวดาได้ นี่เป็นของธรรมดา ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายก็เคยให้คนเป็นเทวดามาแล้วนับไม่ถ้วน โดยที่ท่านไม่รู้ นั่นหมายความว่าที่พระมาบิณฑบาต ท่านใส่บาตรพระเป็นทาน

เป็นการถวายทานกับพระสงฆ์ เป็นสังฆทาน บุญใหญ่มาก บางท่านใส่บาตรพระเสร็จก็กรวดน้ำที่ตรงนั้น พระเดินไปแล้ว บางท่านก็กลับบ้านมากรวดน้ำ ขณะที่กรวดน้ำ หรืออุทิศส่วนกุศล บรรดาท่านพุทธบริษัท บุญใหญ่ของท่าน มีบรรดาพวกเปรตก็ดี อสุรกายก็ดี สัมภเวสีก็ตาม มาโมทนากันเป็นอันมาก เมื่อมาโมทนาแล้ว พวกที่มีบุญญาธิการมากหน่อย (คือ บาปน้อยหน่อย กรรมเหลือน้อย)

เขาก็เป็นเทวดาทันทีทันใด (เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า) กรรมเหลือมากนิด กรรมก็ผ่อนคลายไป เขาก็มีความสุข การทำผีให้เป็นเทวดานี่ ทำกันเป็นทุกคน ทุกคนทำมาแล้วทั้งหมด แต่ก็น่าเสียดาย ที่บางท่านไม่เคยเห็นผีที่ท่านให้ และหลาย ๆ ท่านที่ได้กรรมฐาน ได้ทิพจักขุญาณ ก็สามารถเห็นได้ เป็นเรืองที่ไม่ใช่ของแปลก อย่าไปคิดว่า พวกอาตมานี่วิเศษวิโสกว่าใคร ไม่ใช่อย่างนั้น ยังก่อน ดูก่อน

หลังจากฉันข้าวเช้าเสร็จ ตามเทวดาสัญญา ตอนนี้มีนางฟ้ามาด้วย นางฟ้าก็ไม่แปลงเทวดาเขาไม่แปลง เขามาเป็นเทวดาชัด นางฟ้าก็เป็นนางฟ้าชัด ๆ ถ้าถามถึงความรู้สึกว่าเห็นสาวชาวฟ้าเป็นอย่างไร ก็ต้องตอบว่า อย่าลืมว่า เธอเป็นผี เธอจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ สำคัญเรา นึกถึงตัวเราเองเป็นสำคัญว่า ตัวเราจะตาย เวลานี้เรากำลังจะตาย ความตายมีอยู่แค่ปลายจมูก เมื่อเลิกลมหายใจเมื่อไร ก็ตายเมื่อนั้น

เสือกัดเมื่อไรก็ตาย ช้างกระทืบก็ตาย ขาดอาหารก็ตาย ขาดลมก็ตาย รวมความว่า เรานึกถึงแค่ตัวเราว่า ทุกท่านที่มานั่งทั้งหมดนี่ เป็นคนมาแล้วทั้งหมด แต่อาศัยที่เป็นคนที่สร้างความดี จึงเป็นเทวดาได้ เป็นนางฟ้าได้ ถ้าญาติโยมจะย้อนถามว่าบรรดาเทวดาที่มานั่งทั้งหมด 60 องค์กว่า มีความดีจากพวกท่านใช่ไหม ก็ต้องตอบว่า ใช่ แต่ต้องถือว่า เป็นความดีของเขาด้วย ถ้าเขาไม่ดีเขาก็ไม่มาขอโมทนา

เพราะบุญเดิมของเขาดีมีอยู่แล้ว แต่กรรมบางอย่างคือ กรรมปาณาติบาต เป็นต้น เป็นเหตุให้เขาต้องมาฆ่ากันตายในระหว่างชีวิต ชีวิตยังไม่ถึงอายุขัยก็ฆ่ากันตายเสียแล้ว และต้องรอทนมาจนกว่าจะพบคณะอาตมา เมื่อรับบุญจากคณะอาตมาไปแล้ว บุญเก่าของเขาก็เกิดขึ้น ของเราก็รวมตัวกัน เขาก็ต้องเป็นคนมีบุญ รวมความว่า ที่เขาเป็นเทวดาได้เพราะความดีของเขาด้วย ของเราด้วยรวมกัน

ถ้าเขายังไม่มีดี หรือดียังไม่ถึงเขา เขาก็ไม่มาหาพระ เขาก็ต้องเร่ร่อนต่อไป ก็รวมความว่า ที่มาหาพระได้ เพราะว่าเขามีดีแล้ว ดีมาถึงเขาแล้ว ทีนี้จะนึกถึงภาพเทวดา นางฟ้า เทวดาไม่เป็นไร นางฟ้าสวย ๆ เห็นหน้าเธอแล้ว ก็มีความรู้สึกว่า สมัยเมื่อเป็นมนุษย์ เธอมีรูปร่างอย่างไร ก็เห็นภาพเดิมของเธอ บางคนก็แก่ตายบ้าง บางคนก็สาวตายบ้าง บางคนก็ตายสมัยเป็นเด็กบ้าง แต่เวลาเป็นนางฟ้า

ก็เป็นสาวเหมือนกันหมด เมื่อฉันข้าวเสร็จ โมทนาให้พวกเธอ เธอรับโมทนา มีความสว่างมากขึ้น เธอก็กลับไป หลังจากนั้นแล้ว ก็ชวนกันเดินเที่ยว จำทิศทางไว้ว่า ป่ารกชัฏขนาดนี้ เราไม่เคยมาเป็นป่ารกมาก เวลานี้ภูกระดึงด้านนั้น ก็เป็นป่ารกชัฏมาก แต่ว่าจะบางไปมากแล้ว ยังมีเสือ ยังมีช้างอยู่ เวลานั้นมีสัตว์ทุกอย่าง สิ่งที่น่ารักจริง ๆ ก็คือกล้วยไม้ กล้วยไม้สวยมาก เกาะอยู่ตามต้นไม้

เดินไปทางทิศตะวันออก สูงขึ้นไปนิดหน่อย ไปเจอะถ้ำ ๆ หนึ่ง มีพระองค์หนึ่ง ท่านนั่งอยู่ที่นั่นองค์เดียว พอเข้าไปใกล้ท่าน ท่านก็ลืมตาขึ้น ท่านกำลังนั่งกรรมฐาน ก็นั่งลงกราบท่านบอกว่า ขอประทานอภัยขอรับ กระผมมารบกวนท่าน ท่านบอกว่า เปล่า ฉันนั่งคอยเธอ ถามว่า คอยทำไม ก็บอกว่า คอยเธอตั้งแต่ก่อนมา ฉันมาคอยอยู่ที่นี่ บอกหลวงพ่อจงแล้ว บอกให้ส่งเธอมาที่นี่ มองไปมองมา

ท่านก็ยิ้ม ๆ ทีแรกจำไม่ได้แน่ชัด เป็นพระหนุ่มมาก ยิ่งมองไป ๆ แก่ลงไปทุกที ๆ เป็นหลวงพ่อปาน หลวงพ่อมาคอยผมที่นี่หรือขอรับ บอก ใช่ ป่านี้สำคัญมาก เป็นป่าตัดเชือก ชีวิตของพวกเธอ เธอรอดจากป่านี้ไปได้ ก็หมายความว่า ต่อไปข้างหน้าเธอเอาดีได้ ถ้าเธอรอดไปไม่ได้ เธอไปตามกรรมของเธอ ตั้งใจไว้ให้ดีนะว่า

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง การเกิดเป็นมนุษย์ มันเต็มไปด้วยความทุกข์ หาความสุขไม่ได้ จงอย่าอาลัยในชีวิต มันจะตายเมื่อไรก็ช่างมัน เอาดีเข้าไว้ ดีนั่นคือ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ให้คิดว่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายเป็นเพียงธาตุ 4 เข้ามาประชุมกัน มีธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ มันปั้นเป็นก้อนขึ้นมา เขาแยกเป็นอาการ 32 ในไม่ช้าก็ตาย

ฉันเป็นอาจารย์ของเธอ ฉันก็ตายมาแล้ว ถามว่า หลวงพ่อเวลานี้อยู่ที่ไหนครับ ท่านบอกว่า เธอถามทำไม เวลานี้ฉันนั่งคุยกับเธอ บอก ไม่ใช่ครับ ชั้นที่หลวงพ่ออยู่ ท่านบอก เธอก็รู้แล้ว อยู่ชั้นดุสิต ที่เธอไปหาฉัน เธอไปหาฉันที่ไหน ฉัน ก็อยู่ที่นั่น แต่วันนี้ฉันมาคอยเธอที่นี่ เพราะจะบอกเรื่องให้ฟัง ถามว่า เรื่องอะไรขอรับ ท่านบอก เรื่องอนิจจังของดินแดนนี้มันมีมาก เดิมทีเดียวในที่นี้เป็นทะเลลึก

ภูเขาลูกนี้จมอยู่ก้นทะเลลึกมาก ต่อมาน้ำค่อย ๆ แห้งไป ๆ ทีละน้อย ๆ นับเป็นเวลาล้านปี ยอดเขาลูกนี้ก็โผล่ขึ้นพ้นจากน้ำ บนยอดลูกนี้ในที่โล่งที่ราบจริง ๆ ที่ไม่มีต้นไม้ คือ ต้นไม้ห่าง ๆ นาน ๆ ต้น มีประมาณพันไร่เศษ แต่ว่าที่ที่เป็นป่ารกชัฏนี่สามพันไร่เศษ ถ้าเธอเดินขึ้นไปข้างบน เธอจะพบว่าต้นไม้ที่เขาปลูกไว้ มันเป็นระเบียบ นั้นคือคนปลูกต้นไม้ดอกสีเขียว พันธุ์เดียวกัน อยู่เป็นแถว

แต่ละแถว ๆ สวยมาก และก็ยังมีต้นสน ต้นไม้ต่าง ๆ จะมีสระโบกขรณี (คำว่า สระโบกขรณี นี่มันเป็นสระที่เขาสมมุติขึ้น) มีธารน้ำตกไหลไปทางด้านทิศตะวันออก เป็นต้นของแม่น้ำพอง หรือแม่น้ำอะไรไม่ทราบ (อาจจะเป็นที่มาของแม่น้ำพองก็ได้นะ ถ้าจำไม่ผิดนะ) ท่านก็เล่าความเป็นมาให้ฟัง ในที่สุดท่านก็สรุปว่า เธอจงคิดว่าเวลาหลายล้านปี สัตว์นับจำนวนไม่ถ้วน อยู่บริวณนี้ ตายหมด

ตายไม่เหลือ ถูกเขาฆ่าตาย ก็ตาย ที่ไม่ถูกฆ่าตายก็หมดชีวิตตาย ต่อมา เมื่อสถานที่นี้เป็นดินแดนของคน คนชาวเกาะคือ เป็นเกาะใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นพ่อค้าชาวเรือ ต่างคนต่างก็มีความสุข ไปหากินทางเรือกัน เขากลับมาถึงที่เดิม อาหารการบริโภคก็มีความสุขมาก ผลหมากรากไม้ก็มี ผักปลาไม่ต้องหามาก เพียงแค่ถือสวิง ถือแห ไปตักเอาข้าง ๆ ชาย ๆ เขา ก็ได้กิน มีความสุข

และเขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ตายหมด สุขของเขาไม่สุขจริง สุขในสมัยที่มีชีวิต คือ เอาชีวิตของผู้อื่นมาเป็นชีวิตของตน แต่ในที่สุดตนเองก็ต้องตาย ตายแล้วก็ต้องไปชดใช้หนี้ชีวิตของเขา แต่ที่เป็นเทวดา ที่เป็นนางฟ้าก็มี ขอเธอจงอย่าลืมว่า ที่นี่เขาตายกันมามากแล้ว และเราเอง เราก็ต้องตายตามเขา อย่าลืมความตายเป็นสำคัญ ท่านบอกว่า หลังจากนี้ไป ภัยอันตรายทั้งหลายไม่มีแน่

เพราะว่าเทวดาเขาคุม พวกบรรดาสัตว์ทั้งหลายเห็นเธอ เขาจะทำเป็นไม่เห็น บางทีเขาไม่เห็นจริง ๆ เพราะว่าเทวดากันหน้า แต่ที่นี่มีพระสำคัญ ๆ อยู่หลายองค์ ที่ท่านตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ อยู่ถึง 2-3 พรรษาก็มี ถามว่า ท่านอยู่อย่างไรขอรับ ท่านก็เลยบอกว่า บางองค์ก็อยู่อย่างเธอ กินข้าวกับเทวดา บางองค์ก็อยู่ด้วยธรรมปีติ เธอจงอย่าประมาท ถ้าพบพระทุกองค์ให้เคารพท่าน

ถือว่าท่านเป็นรุ่นพี่ ถ้าหากว่าท่านสอน ถือว่าท่านเป็นครู ถามท่านบอกว่า พระที่จะสอนผิดมีไหม ท่านบอก ไม่มีหรอก พระที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด ฉันขอบอกให้พวกเธอทราบว่า เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด (ตายจริง เรานึกในใจว่า ตายจริง มาเจอแดนพระอรหันต์เข้าแล้ว) หลวงพ่อปานบอก ฉันบอกเธอเท่านี้นะ ฉันจะลากลับ แล้วท่านก็กลับไป พวกเราก็กราบ แล้วก็ตามท่านไป ไปถึงวิมานของท่าน

เมื่อถึงวิมานของท่าน ท่านเข้าที่แล้ว ก็กราบลากลับ ก็นึกในใจ มาปรึกษากัน 3 องค์ว่า เวลานี้เราเจอะของดีแล้ว เจอะพระอรหันต์ทั้งหมด พระอรหันต์จริง ๆ ท่าทางน่าจะเรียบร้อย คิดในใจนะ เป็นพระที่มีความสงบเสงี่ยม ห่มผ้าห่มผ่อนต้องเรียบร้อย พูดจาเรียบร้อย แต่ทว่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กิเลสนั่นตัดได้ แต่นิสัยตัดไม่ได้ เรื่องนี้พวกอาตมาเวลานั้นพลาดไป ไม่ได้คิดถึง

คิดถึงว่า พระทุกองค์ต้องเรียบร้อย ก็กลับมาที่เดิม เมื่อกลับมาที่เดิม ก็มาถึงที่พักใต้ต้นไม้ นั่งกรรมฐานแบบสบายใจ เวลาประมาณบ่ายสัก 2 โมงเศษ ๆ (นาฬิกาต้องคอยไขตามเวลา ไม่อย่างนั้นเวลาจะพลาด) บ่าย 2 โมงเศษ ๆ ก็มีพระองค์หนึ่ง ถือต้นไม้ต้นใหญ่ ถือมาทั้งราก ทั้งโคนเสร็จ แบกเดินเทิ่ง ๆ เข้ามา (ตัวใหญ่) มาถึงใกล้ ท่านถามว่า แถวนี้ใครเป็นนักเลงบ้างโว้ย ถ้าเก่งจริงมาตีกับกูสิหว่า

มึงจะเอาต้นไม้ต้นไหนมาตีกับกูก็ได้ กูใช้ต้นนี้ต้นเดียว ทั้ง 3 องค์ก็พากันมองหน้า ต่างคนก็ต่างยิ้ม ที่ยิ้มนี่ไม่ใช่อะไร บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ลองคิดดูว่าคนตัวเล็กนิดเดียว แบกต้นไม้ขนาดต้นยางมาหนึ่งต้น แล้วก็เอามาทั้งรากเหมือนกับถอนรากถอนโคนมาเลย แล้วก็มาท้าตีกัน ถ้าเราจะคิดว่า สุครีพ เวลานั้นที่รบกับกุมภกรรณ ก็ไม่ผิด ถ้าหากว่าเราจะคิดถึง สุครีพก็เป็นอันว่า สุครีพนี่โง่กว่ากุมภกรรณ

เพราะว่ากุมภกรรณเวลานั้นรู้สึกว่าสุครีพมีฤทธิ์มาก มีกำลังมาก หลอกให้ถอนต้นพญารัง เมื่อถอนต้นพญารังมาแล้ว กุมภกรรณเห็นว่าสุครีพอ่อนเพลีย ก็เลยเข้าโจมตีทันที ในที่สุดก็จับสุครีพไป ข้อนี้ฉันใด พระองค์นี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าจะถือว่าเป็นคนเก่ง ก็ต้องเก่ง เพราะถอนต้นพญารังได้ ความจริงไม่ใช้ต้นพญารัง เป็นต้นพญายางไป ต้นยาง ต้นใหญ่มาก ทั้งที่ตัวเล็กนิดเดียว แบกต้นไม้ใหญ่ได้

ถ้าคิดไปทีหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด ต้องเป็นอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ หรือขั้นอภิญญา แต่พวกอาตมาก็โง่อีกแหละว่า อรหันต์ทำไมต้องมาท้ากันแบบนี้อีกล่ะ ลืมอดีตที่เคยถูกพระท้ามาแล้ว เมื่อท่านท้า 2-3 คำ ท่านเห็นพวกเรายิ้ม ท่านก็วางต้นไม้ ถามว่า พวกมึงหาว่ากูบ้าหรือย่างไรวะ ก็เลยยกมือขึ้นกราบ ไหว้ท่านแล้วก็กราบ บอก ผมยังไม่เคยคิดเลยครับ คิดแต่เพียงว่า สุครีพโง่กว่าพระยากุมภกรรณ แต่ว่าเวลานี้พวกผมไม่ใช่พระยากุมภกรรณครับ

เป็นพระธุดงค์เดินมาเพื่อหาความสุข ทราบข่าวจากหลวงพ่อปานว่า ที่นี่มีเฉพาะพระอรหันต์ แต่พระแบกต้นไม้หลวงพ่อปานไม่ได้บอกไว้ เลยถาม อรหันต์แบกต้นไม้ไม่ได้หรือวะ ก็บอกว่า การถอนไม้ ทำต้นไม่ให้พรากจากกัน เช่น ตัดกิ่ง ตัดใบ เป็นต้น พระพุทธเจ้าปรับเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ท่านบอกว่า นี่กูไม่ได้พรากต้นไม้นี่หว่า กูเอามาทั้งรากทั้งโคนเสร็จ (เอากับท่านสิ) กูจะเป็นอาบัติได้อย่างไร

ก็ตอบว่า ถึงอย่างไรผมก็ไม่สู้หรอกครับ ในเมื่อพระคุณเจ้าเก่งขนาดนี้ ผมไม่สู้ ต้นยางนี่ผมก็ยกไม่ไหว ท่านบอกว่า เพราะพวกมึงยกไม่ไหว กูจึงมา ถ้าพวกมึงยกไหว กูก็ไม่มา ก็เลยกราบ นิมนต์ให้ท่านนั่ง ท่านเห็นท่าพวกเราไม่เถียงท่านด้วยวาจาหยาบ ท่านก็นั่ง ก่อนจะนั่งก็ห่มผ้าเรียบร้อยและก็ยิ้ม ก็ถามท่านว่า ขออภัย ครับ ท่านอยู่ที่ไหนครับ เออ..ไอ้เรื่องบ้านอย่าถามกันเลยวะ พวกที่อยู่บ้านโน่น

เขานั่งแถวโน่น เขามีบ้านอยู่กัน ข้าไม่มีบ้านอยู่หรอก ถามว่า อยู่ที่ไหนถ้าไม่มีบ้านอยู่ อยู่กับอะไร อยู่กับต้นไม้ ท่านบอก ไม่ใช่ ต้นไม้ก็ไม่ใช่ ถามว่า เพราะอะไร ข้าตายก่อนพระพุทธเจ้าตั้งหลายปี (เอาแล้ว พอฟังเท่านี้ก็เริ่มตกใจ นึกแปลก เอ๊ะ พระตายก่อนพระพุทธเจ้าตั้งหลายปีนี่มาได้อย่างไร) บอกเท่าที่มานี่เธอจำได้ไหมว่า การเดินทางที่เร็วนี่ใครสอนเธอ ก็บอกไม่มีใครสอนครับ

หลวงพ่อจงเป่าหัว 3 ครั้ง ท่านถามว่า การท่องเที่ยวไปภพต่าง ๆ ได้ ที่เธอทำได้ เพราะอาศัยใครรู้ไหม บอก รู้ครับ ท่านถามว่า อาศัยใคร ก็บอกว่า อาศัยหลวงพ่อปานหนึ่ง เป็นองค์ต้น ประการที่สอง เข้าถึงพระพุทธเจ้า ประการที่สามเข้าถึงพระอรหันต์ องค์ที่สอนให้ไปเที่ยวภพต่าง ๆ ได้จริง ๆ นั่นคือ พระโมคคัลลาน์ ท่านก็เลยหัวเราะ รูปทั้งกายเป็นพระโมคัลลาน์ทันที

บอก นี่จำไว้นะว่า ลีลาพระอรหันต์ เมื่อกี้เธอคิดผิด ฉันมาสอนเธอ อย่าไปคิดสิว่า พระอรหันต์จะต้องเรียบร้อยทุกองค์ ดูตัวอย่าง พระสารีบุตร พระสารีบุตรท่านเคยเป็นลิงมาก่อน ขนาดเป็นอัครสาวก เจอะลำรางยังขัดเขมรกระโดดข้าม ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวา แต่ว่าเคยเป็นลิงมาก่อน และนิสัยลิงก็ติดมา นี่ก็เช่นเดียวกัน พวกเธอก็มานั่งวาดภาพ

พอหลวงพ่อปานบอก มีพระอรหันต์มาก ก็คิดว่าต้องเรียบร้อย มันไม่ใช่อย่างนั้น ก็ถามท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ผมอยากจะเป็นพระอรหันต์บ้าง ท่านบอกว่า เป็นได้ จะเป็นอะไรไป ถ้าเธออยากจะเป็นจริง ๆ เว้นไว้แต่ว่าเธออยากจะไม่เป็น เธออยากเป็นพระครูไหม บอก ไม่อยากเป็นครับ อยากเป็นเจ้าคุณไหม ไม่อยากเป็นครับ อยากเป็นสมเด็จไหม ไม่อยากเป็นครับ อยากเป็นสังฆราชไหม ไม่อยากครับ

ท่านถามว่า ทำไมจึงไม่อยากเป็น ก็บอกว่า ที่ไม่อยากเป็นไม่ใช่ไม่มีใครเขาตั้ง เขาจะตั้งไม่ตั้ง ผมก็ยังไม่ทราบ เพราะว่าเกณฑ์วิชาความรู้ความสามารถผมไม่ถึง เอาเป็นแต่เพียงว่า ถ้าเป็นก็ตาย ไม่เป็นก็ตาย เวลานี้มาคิดอย่างเดียวว่า เราจะตายแล้วเราจะไปไหนกัน บอก เออ..ดีแล้ว เธอคิดว่าจะไปไหน ก็กราบเรียนท่านบอกว่า เวลานี้กำลังผมอยู่แค่พรหมครับ ผมก็อยากจะไปพรหม

ท่านบอกดีไปพรหมก็ดี ตั้งใจต่อนิพพานเลยก็แล้วกันนะ ก็ถามท่านว่า จะตั้งใจต่อได้อย่างไรครับในเมื่อผมปรารถนาพุทธภูมิ ท่านบอก เรื่องพุทธภูมิ ก็เรื่องพุทธภูมิสิ นิพพาน ก็นิพพานสิ ถ้าเราบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เราก็เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เราก็เป็นพระอรหันต์ไป มันไม่มีการจำกัดจำเขต ไม่มีการบังคับ อย่างพระมหากัจจายนะ

ท่านก็มาจากพุทธภูมิ ท่านมีบารมีเต็มแล้ว แต่ท่านไม่อยากจะไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าใหม่ ท่านก็ตัดสินใจลาพุทธภูมิ เป็นสาวกภูมิไป ก็เป็นอาจารย์ของเธอใช่ไหม ก็ตอบว่า ใช่ครับ ที่ท่านสอนด้านปฏิภาณ แล้วท่านก็ถามใหม่ว่า พวกเธอต้องการอะไรอีก บอกไม่ต้องการครับ มีความต้องการรู้อย่างเดียวว่า พระที่นี่มีอรหันต์กี่องค์ ท่านบอก ทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ 16 องค์ เป็นอรหันต์ทั้งหมดทั้ง 16 องค์

ถาม จริยา ท่านบอก ที่ฉันมานี่เพื่อจะให้พวกเธอรู้นะ ถ้าไปพบท่านบางองค์ ท่านแสดงอะไรผิดปกติ อย่าไปนึกแปลกใจนะ ให้เข้าใจว่าทุกองค์เป็นพระอรหันต์ พร้อมใจไหว้ไว้ และไม่ใช่อรหันต์ปกติ เป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมด เธอมานี่ทุกองค์รู้ พร้อมที่จะสอนเธอ ทุกองค์ตั้งใจสอนพวกเธอทั้งหมด ฉันจึงมาบอกเธอไว้ อาจารย์ปานท่านไม่ได้บอกไว้ครบ ฉันมาบอกเธอ ถามว่า ต้นไม้ต้นนี้ล่ะครับ

ท่านบอก ไม่ยาก เดี๋ยวฉันจับโยนไว้ที่เดิมก็แล้วกัน แล้วท่านก็จับปั๊บ โยนไปปักที่เดิม ตามรูปเดิม ไปหารอยดินก็ไม่ได้ ก็รวมความว่า หลังจากนั้น ท่านก็ลากลับไป เวลากว่าที่ท่านจะกลับก็ค่ำ พวกเราก็จำวัด นอนตามสบาย เช้ากินข้าวเทวดา ตอนสายก็เดินไป ประมาณสักชั่วโมงเศษ ๆ ก็พบถ้ำ ๆ หนึ่ง พบพระองค์หนึ่ง สวยมาก องค์นี้พระจริง ๆ ยังเป็นมนุษย์อยู่ คือว่า พระโมคคัลลาน์

ท่านบอก เป็นอรหันต์หมด หลวงพ่อปานก็บอก เป็นอรหันต์หมด และเป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณเสียด้วย เมื่อเข้าไปใกล้ท่าน ท่านก็นั่งเรียบร้อย องค์นี้เรียบร้อยมาก เหมือนผู้หญิง ท่าทางคล้ายผู้หญิง ผ้าผ่อนเรียบร้อยดี เข้าไปกราบท่าน ท่านก็ถามว่า มากราบทำไม ก็บอกว่า สุปฏิปันโนครับ พระคุณเจ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ผมก็อยากจะไหว้ อยากจะดีเหมือนพระคุณเจ้า

ไม่ต้องเรียนกันอีกก็ได้มั้ง ที่มาหาแก้ข้อข้องใจนิดหน่อย ฉันก็สอนตามเดิม พวกเธอนี่สนใจอย่างเดียวว่า อรหันต์เขาเป็นกันอย่างไรใช่ไหมล่ะ บอกใช่ครับ ท่านบอก อรหันต์ไม่ได้หมายความว่า ต้องเหาะได้ทุกองค์ ไม่ต้องหายตัวได้ทุกองค์ ไม่ต้องแปลงตัวได้ทุกองค์ อรหันต์มีตั้ง 4 อย่าง สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ถามท่านบอกว่า พระที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดเป็นปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมดใช่ไหม

ท่านบอกว่า ใช่ ถามว่า พระคุณเจ้าฉันข้าวกับอะไรครับ กับเทวดา หรืออยู่ด้วยธรรมปีติ ท่านบอก อยู่ด้วยธรรมปีติ ถามว่า ไม่ไปสงเคราะห์คนในบ้านในเมืองหรือครับ ท่านบอกว่า ไม่ใช่หน้าที่หน้าที่ของฉันคือ บรรลุแล้วก็อยู่ในป่า คอยพระที่มาในป่า เมื่อไรพระเข้ามาในป่า ฉันก็สอน ก็เลยบอกว่า เวลานี้ผมต้องการรับคำสอนครับ รับคำสอนอย่างที่ชอบใจมากที่สุด ทานถามว่า ชอบใจใคร

บอก ชอบใจพระคุณเจ้าครับ ดูท่าทางยังหนุ่มมาก ยังไม่แก่ ท่านก็ยิ้มบอก ชอบใจฉันนะ บอก ครับ ท่านเลยบอก เธอจงอย่าสนใจในรูป ขึ้นชื่อว่ารูปทั้งหมดเป็น อนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง รูปทั้งหมดเป็น ทุกขัง เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ เป็นทุกข์ทั้งหมด รูปทั้งหมดเป็นอนัตตา ตายทั้งหมด พังทั้งหมด อย่าสนใจในรูป จะเป็นคนดีก็ดี จะเป็นสัตว์ก็ดี จะเป็นนางฟ้าจะเป็นเทวดา

จะเป็นพรหมก็ดี มีสภาพจุติทั้งหมด ไม่มีการทรงตัว สภาพที่ทรงตัวมีที่เดียว คือนิพพาน จงจำไว้ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จงอย่าสนใจในรูป เห็นรูปแล้วจงคิดไม่ใช่เอาตาหลบรูป เอาตาสู้รูป ตาสู้รูป ใจก็สู้รูป ตาสู้รูป ก็หมายความว่า ตาเห็นรูป จงคิดว่า รูปนี้มันเป็นธาตุ 4 แล้วแบ่งเป็นอาการ 32 เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ต้องมีความทุกข์เพราะรูป ต้องหาเลี้ยงรูป ในที่สุดรูปก็ตาย

ตายแล้วมีสภาพเป็นผี เมื่อสภาพเป็นผีแล้ว ไม่สามารถจะเอารูปไปได้ ต้องทิ้งรูปไว้ไปเสวยสุข เสวยทุกข์ตามธรรมดา ถ้าเธอไม่สนใจในรูป เธอก็เป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าเธอยังสนใจในรูปอยู่ เธอก็เป็นอรหันต์ไม่ได้

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 4/8/12 at 14:49 [ QUOTE ]



ไปสายเมืองกาญจนบุรี



ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้วันที่ 16 สิงหาคม 2534 ตอนที่แล้วมาหยุดที่ภูเขาภูกระดึง ตอนที่อยู่ภูเขาภูกระดึงนั่น ก็ปรากฏว่า มีพระอรหันต์ที่มีเนื้อมีหนัง 16 องค์ เป็นปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมด ก็มีโอกาสได้ศึกษาธรรมะจากท่าน วิธีปฏิบัติจากท่านทั้ง 16 องค์ แต่ความจริง พระอรหันต์ท่านอยู่แบบสบาย ๆ ไม่ต้องนั่งเครียดนั่งเคร่งอย่างพวกเรา พวกเราต้องเครียด พวกเราต้องเคร่ง

ท่านอยู่แบบเป็นสุข เดินไปเดินมาบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง ตามสบาย ๆ ของท่าน แล้วท่านก็ไม่กวนใคร จะหาว่าเป็นการรังแกสังคม (เขาเรียกกันว่าอะไร) กินของสังคมเปล่า ๆ ท่านก็ไม่ได้กิน พวกท่านกินข้าวจากเทวดาบ้าง แต่บางองค์ก็อยู่ด้วยธรรมปีติ สิ้นเวลา 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง แล้วก็ออก ก็ได้ศึกษาความรู้จากท่าน และวิธีปฏิบัติ แต่ความจริง วิธีปฏิบัติแต่ละท่านที่สอนไม่ยากเลย ท่านสอนแบบง่าย

ท่านบอกว่า การปฏิบัติที่เป็นแบบยาก ๆ น่ะ มันไม่ถูก มันใช้อารมณ์ไม่ครบถ้วน ถ้าใช้อารมณ์ครบถ้วนมันไม่ต้องยาก ทำแบบนี้ ๆ เหมือนกันหมด องค์ไหนก็องค์นั้น สอนเหมือนกันหมด ถามว่า ถ้าจะเป็นปฏิสัมภิทาญาณ จะทำอย่างไร ท่านก็บอกว่า ไม่ยาก ก็ทำตามนี้แหละ อย่างที่พวกเธอทำนี่ก็เดินแนวเข้าหาปฏิสัมภิทาญาณเหมือนกัน (แต่ว่าไม่ได้ถามท่านว่า ชาตินี้เราจะเป็นอรหันต์หรือเปล่า ไม่ได้ถามท่าน ท่านอาจจะรู้)

ท่านบอกว่า ถึงแม้ว่าเธอไม่ถาม ฉันก็ทราบ ถ้าเธอถาม ฉันก็ไม่ตอบ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าก็สุดแล้วแต่คน ทาง ถึงแม้ว่าจะไม่ไกล ท่านบอกว่า ไปประเดี๋ยวใจก็ถึง แต่คนนั้นเขาไม่ไป อีกกี่วันก็ไม่ถึง กี่ปีก็ไม่ถึง ทางถึงแม้ว่าจะไกลแสนไกล ถ้าตั้งใจไป หรือไปจริง ๆ เดินไปทุกวัน ก็ใกล้เข้าไปทุกที การบรรลุอรหัตผลถึงขั้นปฏิสัมภิทาญาณ ก็ไม่ใช่ของยาก เป็นของง่าย ๆ ท่านว่าอย่างนั้นนะ

เลยถามท่านองค์หนึ่ง ถามท่านว่า ที่พระเดชพระคุณบอกว่า มันง่าย เคยนำวิชาความรู้นี้ไปสอนชาวบ้านบ้างหรือเปล่า ใน 15 องค์เงียบ นั่นแสดงว่าทั้ง 15 องค์ ไม่เคยไปสอนใคร อีกองค์ยกมือขึ้น ฉันเคยไปสอนแล้ว เมื่อฉันได้อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณแต่ความจริง เวลานั้นได้แค่เพียงนักธรรมตรี เพราะฉันอยู่ที่วัดได้แค่นักธรรมตรีและออกธุดงค์ การธุดงค์ก็มาขึ้นกับหลวงพ่อปานเหมือนกัน (ไปเจอะลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันเข้า)

หลวงพ่อปานท่านก็แนะนำให้ฝึกธุดงค์อยู่ 3 เดือนอย่างพวกเธอนี่แหละ (แบบอุกฤษฏ์) การฝึก 3 เดือนนั้น ท่านฝึกแผนการปฏิสัมภิทาญาณโดยตรง ความจริงฉันก็ไม่รู้ เมื่อครบ 3 เดือน ท่านมั่นใจแล้ว ท่านก็ปล่อยออกปฏิบัติ เมื่อมาปฏิบัติธุดงค์อยู่จริง ๆ ได้ 3 ปี อยู่ในป่าเลยไม่กลับบ้านไม่กลับเมือง 3 ปี จึงได้บรรลุอรหันต์ พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ ก็ถามท่านว่า

ในฐานะที่ท่านเป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ท่านไม่รู้ก่อนหรือว่าไปแล้วเขาจะไม่รับ ท่านบอกท่านรู้ แต่อยากจะลองดูว่า ความรู้ของเราจะตรงตามความเป็นจริงไหม อาจจะเป็นอุปาทานก็ได้ แต่เมื่อเอาเข้าจริง ๆ ความรู้สึกของเราก็ตรงตามความเป็นจริงก็พอใจ มีความพอใจเกิดขึ้นก็กลับมาที่เดิม มาอยู่ที่ตรงนี้ ฉะนั้นถ้าเธออยากจะเป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ จะเป็นชาตินี้ หรือชาติไหนก็ตาม เพราะการปฏิบัติความดี

มันสืบเนื่องกันทุกชาติ ไม่ใช่ทำชาตินี้ตายแล้วหายไป ชาติหน้าเกิดใหม่ทำใหม่เริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่อย่างนั้น มันต่างคนต่างติดต่อกันทุกชาติ ที่เรียกว่า ติดต่อสร้างบารมีต่อกัน ก็เป็นอันว่า ได้รับการศึกษาแล้ว ก็อยู่กับท่านในสถานที่นั้น คราวนั้นอยู่จริงๆ 4 เดือน ปฏิบัติร่วมด้วย ฟังคำอธิบายด้วย รู้สึกชื่นใจมาก และการปฏิบัติก็ไม่มีการเคร่งเครียด เพราะท่านคอยเตือน อารมณ์ใดที่ท่านให้ตั้งใจทำ ก็ทำตามนั้น

เมื่อเป็นที่พอใจของท่านแล้ว ก็ย้ายไปสู่อารมณ์อื่นที่ท่านต้องการอีก เมื่อย้ายไปแล้วความจริงอารมณ์แรก ถ้าทำได้จริง ๆ และมีอาการทรงตัว อารมณ์ภายหลังก็ไม่หนักนัก เพราะใช้อารมณ์อย่างเดียวกัน เปลี่ยนแต่ลีลาเท่านั้น หากว่าท่านทั้งหลายอยากจะถามว่า ที่ท่านสอนนั้น สอนอย่างไร ก็ขอตอบว่า ไม่ตอบให้ทราบ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะมันจะไปขัดกับคนหลายคนที่เขากำลังสอนกัน

ก็มีสำนักหลายๆ สำนักที่กำลังปฏิบัติอย่างเคร่งเครียด เขาทำถูก ไม่ใช่เขาทำผิด แต่ว่าอารมณ์เท่านั้นแหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท อารมณ์ที่ปฏิบัติเท่านั้นเอง ที่ตึงเกินไป หรือว่าหย่อนเกินไป ใช้อารมณ์ถูกต้อง หรือไม่ถูก ตรงเป้าหมายไหม หรือว่าเฉียดเป้าหมาย เป็นอันว่า อยู่กับท่าน 4 เดือนเศษ ก็จะลาท่านกลับ ท่านก็บอกว่าฉันรู้สึกพอใจมากที่คุณทั้ง 3 ทำทุกอย่างตามที่ฉันสอน

และก็มีผลทุกอย่างตามที่ฉันสอน แต่ว่าจงอย่าลืมตัว จงอย่าคิดว่า เราเป็นพระอรหันต์ เวลานี้ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เป็นแต่เพียงว่า เรียนรู้วิธีการพระอรหันต์เท่านั้น ให้กลับไปวัด ไปทำเสมอ ๆ ไปสู้กับคน (คำว่า สู้กับคน ก็หมายถึงว่าสู้กับอารมณ์) กลับไปถึงวัด พวกคุณจะถูกชาวบ้านโจมตี พระด้วยกันจะโจมตี จงทำอารมณ์ให้สบาย ขณะที่อยู่ในป่ามีอารมณ์เยือกเย็นฉันใด เมื่อเข้าไปถึงอารมณ์ที่ไม่ต้องการไม่ต้องใจของเรา

ให้มีอารมณ์เยือกเย็นฉันนั้น ทำให้เหมือนกับอยู่ในป่า ป่า หรือบ้านให้มีสภาพเหมือนกัน ป่าสงัด แต่อยู่ในวัด ก็ต้องสงัดเหมือนป่า อยู่กับชาวบ้านก็ต้องสงัดเหมือนป่า คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเหลือ คนที่พูดให้ขัดคอเรา ไม่ถูกใจเรา เขาเหล่านี้ก็ตาย เขาเคยพูดอย่างนี้มานับอสงไขยกัปไม่ถ้วน และเขาก็ลงนรกนับไม่ถ้วน เขาไม่เข็ด ปล่อยเขาไป อย่าไปโต้เถียงเขา ถ้าโต้เถียงเขา

เขาจะโกรธมาก เขาจะบาปมากขึ้น เราก็ทำเฉยๆ เสีย บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นอันว่า ขอลาท่านกลับ แต่บรรดาท่านพุทธบริษัทก็อย่าเพิ่งคิดนะว่า อาตมาเป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณยังไม่ได้บอก เพราะว่าการกลับมาวัด กลับมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ภาระอื่นก็หนักกรรมฐานก็อ่อนไปหน่อย หย่อนไปนิด แต่ไม่เลิก เวลาที่ทำได้จริงก็คือ เวลานอน กับเวลาทำวัตร เวลานอน ว่างจากการดูตำรา

ก็ใช้อารมณ์พิจารณา เวลาทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เวลานั้นใช้กำลังเต็มที่ ปากก็สวดไปใจก็นึกไปตามภาษาบาลีที่สวด (ภาษาบาลีที่สวด ถ้าแปลได้ มีประโยชน์มาก เป็นวิปัสสนาญาณเยอะแยะ สอนไว้ได้ดีมาก) ก็รวมความว่า หลังจากนั้นมา รุ่งอีกปีหนึ่ง ก็นัดกันว่า หลังจากสอบไล่เสร็จ เดือน 4 แล้ว เดินทางเข้าป่าต่อไป การเป็นเปรียญของเราไม่มีประโยชน์ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการเรียนเปรียญ

ไม่ใช่หมายถึง มรรคผล พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแนะนำว่า เป็นเปรียญชั้นนั้น ชั้นนี้ จะมีมรรคผลเท่านั้นเท่านี้ ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเราเป็นเปรียญ 9 ประโยค เราก็ไม่ใช่พระอรหันต์ ถ้าบังเอิญไม่ได้ปฏิบัติ และแถมไม่ใช่ผู้ทรงฌานเสียด้วย ดีไม่ดี จะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป เอาอย่างนี้ดีกว่า เราเรียนกันแค่พอรู้ภาษาบาลี พอรู้บ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้รู้ว่าภาษาบาลีเป็นอะไร มุ่งมั่นปฏิบัติดีกว่า ก็ชวนกันออกเดินทางธุดงค์ต่อไป

หลังจากกลางเดือน 4 เสร็จแล้ว พอแรมค่ำหนึ่งเดือน 4 ก็เดินทางเข้าหาหลวงพ่อจงขึ้นธุดงค์ใหม่ หลวงพ่อจงหัวเราะ ฮิ ๆ ท่านถามว่า จะไปไหนปีนี้ บอก ปีนี้จะไปทิศตะวันตกครับ ท่านบอกว่า เออ..ก็เจอะอีกแบบหนึ่งนะ คราวนี้ไปเจอะ 2 แบบ ถามว่า แบบอะไรครับ ท่านบอก ฉันไม่บอกหรอก เธอไปก่อนก็แล้วกัน เธอจะรู้เอง ก็ตัดสินใจว่า ต้องไป จะพบแบบไหนก็เอากัน ก็ลาท่านไป

เดินออกไปทาง จังหวัดสุพรรณบุรี ไปข้ามที่ประตูน้ำบางยี่หน และเดินเลาะคลองไปถึง (จำชื่อไม่ได้ ใกล้ ๆ บางใหญ่) ก็ข้ามฟากตัดไปพระแท่นดงรัง ระหว่างไปที่พระแท่นดงรัง ก่อนที่จะถึง ก็ไปถึงศาลาหลังหนึ่ง เขาปลูกอยู่กลางทุ่งมันเป็นป่าละเมาะ ก็ปักกลด เมื่อปักกลดเสร็จ มองบนศาลา เห็นกลดเยอะ มีกลดตั้ง 10 กลดกว่า มีบาตร มีกลดเยอะแยะวางอยู่ ก็สงสัยว่า ที่นี่คงมีพระธุดงค์มาพักมาก

และเวลานี้ท่านไปไหน อาจจะเข้าไปอาศัยวัดต่างๆ เพื่อพักอาศัยชั่วคราวก็ได้ จึงทิ้งกลด ทิ้งบาตรไว้ (แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น) พอปลักกลดเสร็จ ตามระเบียบของการธุดงค์ ปักกลดแล้วห้ามถอน จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ตาม ห้ามถอนเด็ดขาด ก็เป็นอันว่า เมื่อปักกลดเสร็จ อาบน้ำเสร็จ บ่อน้ำอยู่ใกล้ๆ ก็มีชาวบ้าน 3-4 คนมายกมือไหว้ด้วยความเคารพ

บอก ท่านขอรับ อย่าปักกลดที่นี่เลยขอรับ ถ้าปักกลดจริงๆ นิมนต์ไปปักกลดใกล้ ๆ บ้านผม หมู่บ้านผมอยู่ที่โน่น ห่างจากนี่ไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร เป็นหมู่บ้านหลายหลัง ถามว่า ทำไมล่ะโยม เพราะตามธรรมดา พระปักกลดแล้วถอนไม่ได้ มันเป็นระเบียบ โยมก็เลยบอกว่า อย่างนี้หลายองค์มาแล้วครับ ท่านเห็นกลดบนศาลาไหมบอกว่า เห็น ถามว่า พระไปไหน

เธอก็บอกว่า พระนี่ เสือกินหมด ถามว่า เสือกินที่ไหน บอกว่า ปักกลดที่นี่แหละครับ ที่ท่านปักนี่แหละ เสือก็มาลากพระไปกิน พวกผม ตอนเช้ามาใส่บาตร ไม่เห็นพระ เห็นแต่รอยเลือด และรอยเสือ ก็เข้าใจว่า เสือเอาไปกิน ก็เอากลดเอาบาตรไปเก็บไว้ และพระคุณเจ้าก็เช่นเดียวกัน ทั้ง 3 องค์ เกรงว่าจะไม่พ้นความเป็นเหยื่อเสือ ก็บอกว่า โยม ไม่เป็นไร เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อาตมาปักแล้วถอนไม่ได้

ก็ขอยอมตายอย่างพระพวกนั้น ถ้ามันจะตาย ถ้ามันจะไม่ตายก็ไม่ตาย ถ้ามันตายก็ตายตามใจชอบ เมื่อโยมเห็นว่าไม่ถอนจริง ๆ โยมก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คืนนี้พวกผมจะมาประมาณ 10 คน จะนอนอยู่ป่าละเมาะโน้น ถ้าบังเอิญเสือมาจริง ๆ ให้ท่านเคาะฝาบาตรผมจะจัดการกับเสือเอง แล้วญาติโยมก็กลับ หลังจากนั้นก็เอาน้ำมะตูมมาถวาย ถึงเวลาหัวค่ำ ญาติโยมกลับแล้ว ก็เจริญกรรมฐานก็ไม่มีอะไร เดือนหงายจัด

เพียงแค่แรม 2 ค่ำ เดือน 4 เดือนยังหงายจัดอยู่ แต่ว่าเวลาตอนตี 2 บรรดาท่านพุทธบริษัท ตื่นขึ้นมาตามเวลาเจริญพระกรรมฐาน ปรากฏว่า เจ้าเสือใหญ่ขนาดม้า มันยืนขาวสง่าอยู่ใกล้กลด มันก็ดมฟุดฟิด ๆ ไปรอบ ๆ กลด มันจะหาทางเข้าในระหว่างกลด แต่เข้ามาไม่ได้ ผ่านสายอัพโภกาศไม่ได้ มันเดินรอบ ๆ ไป สัก 2-3 รอบ แล้วมันก็เดินออกไป แล้วก็กลับมาใหม่ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง

ถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายอยากจะถามว่า เวลานั้นมีความรู้สึกอย่างไร ก็ขอตอบว่า ความรู้สึกเวลานั้นก็คือ ตั้ง เมตตัญ จะ สัพพโลฯ นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหมด แผ่เมตตาจิต และคิดว่า ถ้าเสือกัดเราคราวนี้เสือกัดปั๊บ ทันที เราขอไปนิพพาน ร่างกายมันจะตาย หรือไม่ตายก็ตาม ขอไปนิพพานอย่างเดียว ก็ภาวนา นิพพานัง สุขัง จิตเป็นสุข

เสือทำท่าอย่างไรก็ช่าง หลับตาไปเลย ไม่ยอมมองเสือใจไปโน่น ใจไปทอดท้ายอยู่พรหม ไปมองดูภาพเสือมันฟุดฟิดโฟไฟของมัน ตามเรื่องตามราวในที่สุด เสือก็กลับไป พอตื่นขึ้นเช้าอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ญาติโยมก็นำภัตตาหารมาถวาย ญาติโยมเห็นเข้าก็ดีอกดีใจบอกว่า เจ้าประคุณเอ๊ย หลายองค์แล้วไม่พ้นจากเขตเสือ ญาติโยมก็ถามว่า เมื่อคืนเสือมาหรือเปล่า บอก มา แต่มันไม่ทำอะไร มันเดินวนมาวนไป วนไปวนมา

มันดูดกลิ่นฟิด ๆ แล้วมันก็กลับไป โยมก็ดีใจคิดว่า เป็นพระที่มีดี เมื่อถวายข้าวเสร็จก็นิมนต์อยู่ 3 วัน ขอทำบุญ 3 วัน ก็รับโยม แต่ว่าก็มีคืนแรก คืนเดียว ที่เจ้าเสือมากวน คืนที่ 2 คืนที่ 3 ไม่มี หลังจากวันที่สามแล้ว ตอนบ่ายก็ถอนกลด เดินไปอีกพักหนึ่ง ก็เจอะลาน ๆ หนึ่งมีหมู่บ้านไม่ไกลนัก (ตอนนี้ยังไม่พ้นหมู่บ้าน) เห็นเป็นบริเวณดี ก็เลยปักกลด มีหนองน้ำใกล้ๆ ปักกลดเสร็จ อาบน้ำอาบท่านเสร็จ ญาติโยมก็มา

ปรากฏว่าที่นี่คนเก่งภาษาบาลีมาก จนกระทั่ง ญาติโยมสาว ๆ ที่ยังเป็นโสด ก็รู้เรื่องพระดี แต่ว่ามีแปลก ในสถานที่อื่นไม่เหมือนที่ตรงนี้ คือ ญาติโยมสาว ๆ เวลาคุยแกใช้สายตาแบบเจ้าชู้ ไอ้ลีลาแบบนั้นใช้เป็นปกติ เผลอไม่ได้ เผลอเป็นใช้ แกตั้งใจใช้มาหลายสาว ก็นึกในใจว่า ที่นี่มันเป็นอย่างไร ก็หันไปถามท่านอินทกะ ถามว่า ที่นี่ทำไมสาว ๆ พวกนี้จึงสนใจแสดงท่าทางแบบนี้

ท่านก็เลยบอกว่า คนผู้ชายที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพระธุดงค์ และก็มาที่นี่ มาสึกเพราะสาว ๆ ประเภทนี้ มากมายเหลือเกิน ไม่ว่าชุดไหนก็ชุดนั้นสึกแน่ เหลือแต่พวกท่านอีก 3 องค์เท่านั้นแหละจะสึก หรือไม่สึก ก็เลยบอกว่า ยังไม่สึก เพราะว่าที่นี่ไม่มีแม่น้ำ ตามปกติชอบอยู่ใกล้แม่น้ำ ถ้าที่นี่มีแม่น้ำ มีเรือจอด มีเรือพายแจว ก็จะสึก นี่หาแม่น้ำไม่ได้

ท่านอินทกะท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่า น้ำใจอย่างไรเล่า เขามีน้ำใจมาตั้ง 4-5 คน นั่งเพ่งมอง แล้วก็ช้อนตามอง ตะแคงมอง มองแล้วก็ยิ้มให้ ทำไมไม่สนใจกับเขา ก็บอกว่า สนใจแล้ว ตั้งแต่เห็นเธอเดินมาก็สนใจ ท่านอินทกะก็ถามว่า สนใจแบบไหน ก็เลยบอกท่าน บอกว่าสนใจแบบคนพวกนี้ไม่ช้าก็แก่ เมื่อยังไม่แก่ก็มีทุกข์ ทุกข์จากอารมณ์ที่ไม่รัก ทุกข์จากอารมณ์ที่รัก ทุกข์จากความเหนื่อยยากจากการงาน

ทุกข์ในอาชีพต่าง ๆ ทุกข์ทุกอย่างที่มันเข้ามาถึง และร่างกายมันก็ไม่เป็นสาระ มีอาการ 32 สกปรกโสโครก ข้างนอกถึงแม้จะขัดสีฉวีวรรณอย่างไรก็ตาม มันก็ไม่สะอาดพอ ฝุ่นละอองก็แปดเปื้อน ถึงแม้จะทาขมิ้นให้เหลือง (โดยมากสมัยนั้น เขาชอบทาขมิ้น กับแป้งผสมกัน มันทั้งขาว ทั้งเหลือง ความจริงก็น่าดูเหมือนกัน) ก็รวมความว่า พักอยู่ที่นั่น 2 คืน (เป็นอันว่า หลุดจากเปลาะที่นั่นไป) ตามคำอาราธนาเมื่อหลุดไปแล้ว

ก็เข้า พระแท่นดงรัง เข้าไปนมัสการพระพุทธเจ้าที่นั่น ที่เขาบอกว่าพระพุทธเจ้านิพพานที่นั่น แต่ความจริงไม่ใช่ ใช่ หรือไม่ใช่ก็ไม่สำคัญ เราถือว่าที่ตรงนี้เป็นที่ชาวบ้านยอมรับนับถือว่า พระพุทธเจ้านิพพานที่ตรงนี้ เมื่อเรากราบลงไป เราก็กราบพระพุทธเจ้า เราไม่ได้กราบหิน นึกถึงพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าท่านดีขนาดไหนเป็นอัจฉริยมนุษย์ เป็นลูกกษัตริย์ และเป็นผู้เลิศในการบรรลุมรรคผล

ไม่มีบุคคลใดสามารถจะสู้ได้ มนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี ไม่สามารถแตะต้องได้ ความรู้ดีเลิศ ตัดกิเลสได้อย่างประเสริฐ มีความสามารถเป็นพิเศษ ยัง นิพพาน แล้วเราล่ะ เรา ไม่ช้าเราก็ตาย ก็เป็นอันว่า ไปไหว้ท่าน แล้วก็ปักกลดที่นั่นหนึ่งคืน หลังจากนั้นก็เดินเข้าดงต่อไปเดินเข้าดงต่อไปก็เข้าป่า คราวนี้ไม่พบใครแล้ว เข้าป่าชัฏตามที่มีความต้องการ ก็ไปเจอะภูเขาลูกหนึ่ง สูงมาก (แต่ความจริง เมืองกาญจน์นี่ ภูเขาเยอะแยะบอกไม่ถูก)

แต่เขาลูกหนึ่งแปลกสูงหน่อยหนึ่ง และก็มีแสงสีเขียวออก ก็แปลกใจก็คิดว่า ที่นี่อาจจะมีอะไรดีพิเศษก็เลยพากันปักกลด ถ้าถามว่าในฐานะที่เรียนกับพระปฏิสัมภิทาญาณแล้ว ทำไมไม่ใช้ญาณเป็นเครื่องรู้ก็ตอบว่า ญาณเป็นเครื่องรู้เขาใช้เฉพาะเวลากัน เวลาที่มีความจำเป็นจริง ๆ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เขาไม่ใช้กัน ดูตัวอย่าง พระมหากัสสป ที่เสียท่าพระอินทร์ ก็เพราะไม่ได้ใช้ พระอรหันต์เขาไม่ใช้กันป้วนเปี้ยนไปหรอก

ไม่เหมือนพวกทรงฌานโลกีย์ พวกทรงฌานโลกีย์ คล้าย ๆ กับเด็กรุ่นหนุ่ม หรือนักมวยหัดใหม่ อยากจะถ่วง ไปไหนก็ทำท่าจะชกอยู่ตลอดเวลา พระอรหันต์ ก็เหมือนกับแชมป์โลก ไปไหนก็เดินเฉย ๆ สำหรับคณะอาตมานั้น ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ว่าเป็นลูกศิษย์ของพระอรหันต์ ก็ทำลีลาคล้าย ๆ กับอาจารย์ อาจารย์สอนมาแบบไหน ทำแบบนั้นตามปกติคือ ไม่ฝ่าฝืนคุณงามความดีของอาจารย์

อาจารย์ก็คือ หลวงพ่อปานด้วย หลวงพ่อจงด้วย หลวงพ่อเนียมด้วย หลวงพ่อโหน่งด้วย อย่างนี้เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อาตมาก็เคยไปเรียนกับท่าน ท่านก็สอนดี ความเข้าใจของท่านถูก ท่านสอนถูก ตามความเป็นจริง แต่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทชายหญิง สำคัญผู้รับเท่านั้นแหละ รับไปแล้วจะเข้าใจถูก หรือเข้าใจผิด อันนี้ไม่ทราบ

เป็นอันว่า ปักกลดเสร็จ ก็ถึงเวลาพอดีเข้าพักผ่อน นอน เริ่มนอนในตอนต้น พักผ่อนอาการเหนื่อย ถึงเวลาหัวค่ำก็เจริญกรรมฐาน ก็ไม่มีอะไร บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ขณะที่เจริญกรรมฐาน ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติหมด ไม่มีอะไรน่าหนักใจ

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/8/12 at 13:16 [ QUOTE ]



ขึ้นเขาพระสุเมรุ



ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ วันที่ 16 สิงหาคม 2534 ก็ขอต่อ ตอนที่แล้วมาพักปักกลดเสร็จ เจริญกรรมฐานตอนต้น แต่ว่าสงสัยว่า ทำไมมีแสงเขียวจากภูเขาลูกนี้ ก็ไม่มีใครใช้กำลังใจดู ถ้าดูเสียก็หมดเรื่อง แต่ความจริง เราเป็นคนต้องการหาเรื่องไม่ต้องการให้หมดเรื่อง ต้องการรู้ของจริง สิ่งที่รู้จากจิต ถ้าไม่มีใครยืนยัน เช่นหลวงพ่อจงก็ดี หลวงพ่อปานก็ดี และอาจารย์ทั้ง 16 องค์ก็ดี

ท่านไม่ยืนยัน เราก็ไม่ยอมเชื่อตัวเองเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นก็ต้องท่านอินทกะยืนยัน ถ้าถามท่านอินทกะ ท่านอาจจะบอก หรือไม่บอกก็ได้ เพราะว่าท่านรู้นิสัยว่า ถึงบอกก็ต้องเข้าไป ไม่บอกก็เข้าไป ตั้งใจว่าตอนเช้าจะเข้าไปดู ในนั้นจะมีอะไรบ้าง มีถ้ำไหม มีอะไรไหม แสงเขียวมาได้อย่างไร หลังจากตี 2 ทำกรรมฐานเสร็จ ก็นอนต่อไป ตอนตี 4 นอน พอตื่นมาใกล้สว่าง มีคนนอนสองข้าง คิดว่าเพื่อนสององค์มานอนด้วย

แต่ความจริงไม่ใช่ กลายเป็นคนนุ่งโสร่งแดง ฟ้าพันคอแดง เสื้อแดง นอนข้าง ๆ พอลุกขึ้นมาถามว่า ว่าอย่างไรเพื่อนเอ๊ย มานอนอย่างไรเล่า สองคนลุกขึ้นมาบอก มานอนกันผีน่ะสิ ที่นี่ผีมันดุ ถามว่า แกไม่ใช่ผีหรือ บอก ผมก็ผี เขาเรียก ผีเทวดา (อีกสองกลดก็มีสภาพเหมือนกัน) ก็ถามว่า ในภูเขานี่มีอะไรหรือจึงมีแสงสีเขียวออกมา เขาบอกว่า ที่นี่มีเหล็กไหล

ตอนเช้าท่านฉันข้าวเสร็จ ผมจะนำท่านไป ไปดูเหล็กไหลกัน ผมเป็นเจ้าของถิ่นแถวนี้ ก็ถามว่า ที่นี่มีแต่เหล็กไหลหรือ ทองคำมีไหม ท่านบอก เยอะ ทองคำธรรมชาติก็เยอะ ทองคำที่เป็นแท่ง เขาหลอมแล้วก็เยอะ จะเอาไหมล่ะ จะให้ บอกว่า อย่าเลยพ่อคุณอย่าให้ฉันตกนรกเลย ฉันมาธุดงค์นะ ฉันไม่ได้มาหาเงินหาทอง แต่ต้องการเห็นเหล็กไหล ทองนี่เคยเห็น แต่เหล็กไหลไม่เคยเห็น

ตอนเช้าบิณฑบาตกับเทวดาเสร็จ(แต่ความจริงไม่ได้ไป) ก็มีเทวดา มีนางฟ้า ท่านมาใส่บาตรให้ ทีนี้ท่านแต่งตัวสวย ๆ แต่ไม่ได้ใส่ชฎานะ ไม่มีเครื่องประดับ แต่งตัวเรียบร้อยเหมือนคนสวยของเรา ๆ ใส่บาตรเสร็จ ฉันข้าวเสร็จ ยถา สัพพี ฯ เสร็จ ท่านรับพรแล้วท่านก็หายไป ท่านทั้ง 4 องค์ (ที่นอนกับอาตมา 2 องค์ อีก 2 องค์ คนละองค์) ก็เดินนำหน้าเข้าไปดูข้างใน ไปถึงหน้าถ้ำ เขาบอก มีถ้ำ ไปเจอะเถาวัลย์มันก่ายกันเข้ายากเหลือเกิน ไม่มีมีด ไม่มีขวาน

เป็นอันว่า ต้องขอแรงเทวดา ดึงเถาวัลย์ให้พอเป็นช่องลอดตัวเข้าไปได้ เมื่อเลยเถาวัลย์เข้าไปแล้ว ก็เจอะถ้ำใหญ่มาก ด้านหน้าสูงพอสมควร เข้าไปมีถ้ำลึกเพดานสูงมาก ต่อไปตอนหลัง ก็มีถ้ำหลังคาเตี้ย ๆ มีเหล็กไหล เหล็กไหลนี่สวยจริง ๆ สีดำขลับเป็นมันวับ ก้อนใหญ่มาก โตกว่าบาตร และก็มีหลายจุด ท่านเทวดาก็บอก ลองจุดไฟขึ้น จุดเทียน ก็จุดเทียนไข แล้วก็ลน พอลนเข้าไปแล้วรู้สึกเหล็กไหลย้อยลงมา

ย้อยลงมาจนแหลมเปี๊ยบ เส้นเล็ก จากเส้นใหญ่เป็นเส้นเล็ก พอมือไปแตะพั้บ รัดพึ้บ เข้าที่เดิมตามเดิม เทวดาท่านก็เลยบอกว่าให้ดูได้ แต่เอาไม่ได้นะ ก็เลยบอกไม่เอาหรอก ให้ก็ไม่เอา การให้การรับของ เป็นกิเลส ไม่ต้องการ เป็นอันว่า กลับมาอยู่ที่ถึงเวลากลางวัน ก็นอนโคนต้นไม้ ขณะที่นอนโคนต้นไม้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาประมาณบ่ายสัก 2 โมงเศษ เกือบ 3 โมง หันไปทางด้านขวา

มีพระองค์หนึ่ง นุ่งผ้าสบง เอาผ้าอาบคาด เอาจีวรเคียนศรีษะและมีอังสะตัวเดียว มีส้อมเหล็ก แล้วก็มีเถาปลาไหล ลากมาเป็นพรวน แทงส้อมเหล็กลงไปในหิน แล้วก็ได้ปลาไหลขึ้นมา แล้วก็ร้อยพวง ปลาไหลก็ดิ้นปั้บ ๆ ท่านก็แทงเรื่อยไป ท่านได้ปลาไหลเรื่อยไป พวกเรามองดูก็แปลกใจว่า ถ้าพระจริง ๆ ไม่มีใครเขาทำ และอีกประการหนึ่ง หินนี่เหล็กมันแทงไม่ไหว แทงบนหินนะมีปลาไหลขึ้นมา

เจ้าปลาไหลถูกร้อยก็ไม่ยอมตาย ดิ้นไปดิ้นมา ดิ้นมาดิ้นไป มันดิ้น มันช่วยกันดิ้น พวงใหญ่ ท่านก็แทงหินหน้าตาเฉย เรื่อยมาใกล้ ๆ ห่างประมาณสัก 4 วา ท่านแทงวนรอบ ๆ จึงคุยด้วยกันทั้ง 3 องค์ ทั้ง 3 องค์มองดูหน้ากัน ก็ทราบกำลังใจว่า ทุกองค์ทราบแล้วว่า พระองค์นี้เป็นใคร(คำว่าเป็นใคร นั่นหมายถึง ผลของท่านนะ พูดถึงมรรคผล ไม่ใช่ชื่อเสียง) และทำอย่างไรจึงคุยกันได้ ท่านไม่ยอมคุยด้วย

ท่านแทงแต่ปลาไหล ที่รอบตัวเราปลาไหลก็ชุมอีกเหมือนกัน มันก็เป็นหิน ก็เลยพูดขึ้นมาระหว่างเพื่อน บอก เพื่อนเอ๊ย คนเรานี่ ถ้าบ้าจริง ๆ นะ มันรักษามันก็หาย คนแกล้งบ้านี่รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ถ้าไม่เลิกแกล้งเมื่อไร ก็ไม่หายเมื่อนั้น พอพูดจบท่านก็หยุด ท่านร้องตะโกนถาม มึงว่าใครวะ ก็เลยบอกท่านบอกว่า ผมไม่ได้ว่าท่าน ผมว่าคนแกล้งบ้า ไม่ทราบว่าแถวนี้มีใครแกล้งบ้าบ้างหรือเปล่า หากว่าท่านบ้าจริง ๆ ก็เป็นเรื่องของท่านไป ผมไม่ว่าหรอก ว่าแต่คนแกล้งบ้า คนดีแต่แกล้งทำเป็นคนบ้า

ท่านยืนนิ่งสงบประเดี๋ยว ประมาณอึดใจ กูเลิกบ้าก็ได้วะ (เสียงร้องตะโกนเข้ามา) จึงโยนส้อมทิ้งไอ้ส้อมที่ถือมาน่ะ เป็นเรียวไม้ไผ่ และโยนพวงปลาไหลทิ้ง พวงปลาไหลทั้งพวงเป็นรากไม้ทั้งหมด นี่หลอกกันขนาดนี้ แล้วท่านก็เปลื้องผ้า ห่มผ้าเรียบร้อย เข้ามานั่งใกล้ พอท่านเข้ามานั่งใกล้ ก็กราบท่าน ก็ทราบว่า ท่านเป็นใคร ท่านถามว่า ที่ผมทำอย่างนั้น พวกคุณมีความรู้สึกอย่างไร

ก็ตอบว่า ตั้งแต่แรกเห็นผมก็มีความรู้สึกแล้วครับว่า ท่านองค์นี้ต้องเป็นอรหันต์อย่างน้อย อภิญญาหก หรือปฏิสัมภิทาญาณ ท่านก็เลยถามว่า พวกท่านเคยเดาแบบนี้เสมอหรือ บอก ไม่ได้เดาครับ เท่าที่เห็นมา เขาไม่ทำอย่างนี้ ยังเป็นอรหันต์ได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครจะเอาเหล็กมาแทงหินลง และในหินจะมีปลาไหลได้อย่างไร นี่เหตุผลครับ และประการที่สอง ปลาไหลตั้งเยอะเอาไปทำไมกัน มันเหลือกินเหลือใช้ ประเดี๋ยวก็เน่าหมด หม้อข้าวหม้อแกงก็ไม่มี ท่านฟังแล้ว ท่านก็หัวเราะ

ท่านบอกว่า เออ..ดี ใช้สมองแบบนี้เสียบ้างก็ดีเหมือนกัน อาจารย์สอนมาแล้วสิ อาจารย์ 16 องค์น่ะ สอนมาแล้วใช่ไหมล่ะ บอก ใช่ครับ แล้วหลวงพ่อจงก็สอนมาแล้วใช่ไหม บอกมาแล้วใช่ไหม บอก ใช่ครับ แต่ไม่ได้บอกลีลา บอกว่าจะพบของดี ท่านก็บอกว่า ก็พบเหล็กไหลแล้วใช่ไหม ของดี บอก นั่นไม่ดีพอ มันเป็นวัตถุที่ดีจริง ก็คือ บุคคล คือ พระคุณเจ้า ท่านถามว่า เธอรู้ได้อย่างไรว่า ฉันดี ก็บอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมยอมรับว่า ท่านดีก็แล้วกัน ก็กราบท่านที่ตัก เท่านั้นแหละ

รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนทันทีเลย จากผิวคล้ำ ผิวดำ รูปร่างใหญ่โต กลายเป็นเพรียวผอม ทรงโปร่งใส ผิวเหลืองสวยสดงดงามมาก และก็สอนกรรมฐานแบบง่าย ๆ เหมือนกับพระอรหันต์ 16 องค์ เหมือนกันไม่ผิด เหมือนกันเปี๊ยบเลย ท่านก็เลยบอก พระทั้ง 16 องค์ ก็เรียนไปจากฉันเหมือนกัน ฉันไปสอนที่ภูกระดึงในฐานะที่พวกเธอมีวิสัยอยากจะเป็นอย่างเขา ฉันก็มาสอนบ้าง

จะได้หรือไม่ได้ไม่ใช่อยู่ที่คำสอนของฉันนะ ฉันมีหน้าที่แต่เพียงบอกอย่างเดียว บอกแล้ว เธอต้องจำ จำแล้ว ปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุมอารมณ์ให้ถูก จงอย่าสนใจในจริยาของคนอื่น อย่างเมื่อกี้นี้ถูกต้อง ใครเขาจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา เราก็เรา เขาก็เขา เขาไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่เขา เราตายเขาไม่ได้ตายด้วย เขาอยู่เราไม่ได้อยู่ด้วย เขาอิ่มเราไม่ได้อิ่มด้วย เขาหิว เราไม่หิวด้วย

เรียกว่า ต่างคนต่างอิ่ม ต่างคนต่างหิว ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างตาย อย่าไปใส่ใจเรื่องของเขา เรื่องของคนอื่นทั้งหมดอย่าสนใจ ร่างกายเราก็เหมือนกัน อย่าสนใจมันสนใจเฉพาะกำลังใจอย่างเดียว ร่างกายมีสภาพผิดปกติ มันจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ก็เป็นอันว่า ท่านก็สอนกรรมฐานแล้ว ท่านก็จำวัดอยู่ด้วย พอตกขึ้นมาเช้า ท่านบอกว่าวันนี้ฉันจะไปบิณฑบาตที่ จังหวัดสมุทรสาคร ไปกับฉันไหม

ก็บอก ไม่ไปขอรับ ท่านบอกเธออย่างเพิ่งฉันข้าวนะ เทวดาเขามาถวาย ก็รอก่อน ฉันจะเอาปลาทูต้มยำมาให้คุณ เพราะแม่พ่วง ที่นั้น เขาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน เขารู้ว่าพวกคุณชอบปลาทูสดต้มยำ พวกคุณเข้าป่า อดแห้งอดแล้งมานานแล้ว ก็เป็นอันว่า ยอมรับท่าน ท่านไปประเดี๋ยวเดียว ประมาณสักครึ่งชั่วโมงก็กลับ มีหม้อเคลือบเขียวใส่ปลาทูต้มยำ ร้อนโฉ่มาถวายให้ แล้วก็ฉัน

เมื่อฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ฉันกับข้าวของเทวดา) รุ่งขึ้นเช้า ท่านบอก ฉันจะเอาหม้อเขียวไปส่งแม่พ่วง แต่ฉันไม่บิณฑบาตวันนี้นะ จะเอาไปส่งเขาเฉย ๆ ในที่สุดท่านก็ไปส่ง แล้วท่านกลับมา หลังจากนั้น ท่านก็แนะนำบอกว่า อย่าลืมนะ เท่าที่ฉันบอกแบบง่าย ๆ แบบนี้ ปฏิบัติตามนี้นะ และในที่สุด หลวงพ่อจงอาจารย์ของเธอ ก็เป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ชอบเล่นฤทธิ์ ฤทธิ์นี่ชอบมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฤทธิ์ในการเดิน ใช้ วาโยกสิณ เป็นปกติ คำว่า ใช้วาโยกสิณ ไม่ได้หมายความว่า ต้องเข้าวาโยกันเรื่อย ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นของมันเอง เวลาจะออกเดินทางปั๊บวาโยเข้าอารมณ์ใจทันที จึงเดินเร็วและพวกเธอก็ได้ใช้วาโยไปหน่อยหนึ่งใช่ไหมล่ะ ที่ไปภูเขาภูกระดึงกันแค่ 2 วันก็ถึง และกลับมา 3 วันก็ถึง แต่ความจริง เขาเดินกันเป็นเดือน

ต่อนี้ไป เธอจะพบของดี ฉันจะลานะ เป็นหน้าที่ของเธอ ถ้าเธอรักษากำลังใจดี เธอก็ดีได้ ถ้ารักษากำลังใจไม่ดี คราวนี้พังแน่ แต่ขอบอกว่า ไม่ใช่เสือ ไม่ใช่ช้าง ไม่ใช่หมี ไม่ใช่เก้ง ไม่ใช่แรด ไม่ใช่อะไรทั้งหมด แต่เป็นของที่จะทำให้เธอพังได้แบบง่าย ๆ แบบนิ่มนวลแล้วท่านก็ลาหายไป หลังจากนั้น พวกเราก็เดินธุดงค์เรื่อยไป ก็มีผู้ชายสองคน เป็นชาวป่า มีมีดเหน็บขัดหลัง บอกท่านครับ ตามผมมาสิครับ

ผมจะพาดูของสวย ๆ เดินไปเจอะจุดหนึ่ง บริเวณกว้าง (กว้างกว่าสนามหลวง) มีต้นตะไคร้เต็มหมด เหมือนใครมาปลูกไว้ แล้วเข้าป่าไป โผล่ไปก็เจอะอีกบริเวณหนึ่ง มีต้นข่าเต็มหมด ต่อไปก็มีต้นพริก พริกสวย ๆ มีเยอะ สีเป็นมุกเป็นฟักทองบ้าง เป็นน้ำเต้าบ้าง เป็นพริกธรรมดาบ้าง เป็นเหมือนลูกฟักบ้าง เม็ดสวย ๆ ใบสวย ๆ มีมาก แพรวพราวเหมือนกับมุกหมด เดินต่อไป ก็เจอะต้นไม้หลากสี

ต้นไม้แต่ละอย่าง แต่ละจุดจะเป็นต้นไม้อย่างเดียว ดอกไม้อย่างเดียว คือไม่ปนกับอย่างอื่น ไม่มีผสมกัน จะเป็นกุหลาบ ก็กุหลาบ ดาวเรือง ก็ดาวเรืองโดยเฉพาะ ในที่สุดเดินไปก็ชักขึ้นสูงไปทีละน้อย ๆ มองดูข้างหลัง เห็นป่าอยู่ข้างล่าง เราก็เดินในป่าเหมือนกัน แต่มันเป็นเนินขึ้น บรรดาท่านพุทธบริษัท นึกอัศจรรย์ใจว่า ที่นี่มันอะไรกันหนอ ก็ถามโยม ที่นี่เขาเรียกอะไร โยมก็บอก ภูเขาครับ

แต่เป็นภูเขาที่บนยอดมีความสวยสดงดงามมาก เป็นที่มาเล่นน้ำของเทวดา และนางฟ้า ถามว่า คนมาเล่นได้ไหม โยมก็บอก คนมาเล่นไม่ได้ครับ เพราะภูเขาลูกนี้ ตามปกติจะไม่มีคนเห็น และจะไม่เป็นที่กีดขวางทางเดินของใคร ก็เว้นไว้แต่พวกท่านเป็นชุดที่สอง ชุดแรกน่ะผ่านไปแล้ว สอบได้ สอบไม่ตก ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาที่ทดสอบพระธุดงค์ขั้นสุดท้าย ถ้าใครสอบได้ ก็หมายถึงว่าชาตินี้ได้ดีกันแน่

ถ้าใครสอบตก ก็ไม่ต้องไปแล้ว ก็หมายความว่า ไม่ต้องบวช สึกไปเลย ก็เดินตามโยมเรื่อย ๆ ขึ้นไป มันก็สูงไปทีละน้อย ๆ ในที่สุดเหลียวมาอีกที เมฆลอยต่ำกว่าตัวเรา เราอยู่เหนือเมฆมาก สูงกว่าเมฆมาก เดินเร็วเหลือเกิน เดินเฉย ๆ ช้า ๆ ค่อย ๆ เดิน แต่รู้สึกไปไวมาก ในที่สุดก็ถึงยอดเขา ยอดเขาราบเรียบ บริเวณรอบ ๆ มีต้นไม้ ตรงกลางไม่มีอะไร บริเวณกว้างใหญ่ หลายกิโลเมตร มีต้นไม้เป็นจุด ๆ

และก็มีถ้ำเป็นถ้ำ ๆ และมีสระใหญ่ สระใหญ่มาก น้ำใสแจ๋ว เหมือนน้ำตา มองเห็นก้นสระเหมือนกับใครเขาแกว่งสารส้มไว้ลองเอาหินเล็ก ๆ โยนลงไป เห็นหินก้อนนั้นลอยลงไป ก่อนจะถึงก้นสระ แล้วโยมทั้งสองคนก็บอกว่า ท่านครับ มาทางนี้สิ ที่พักพระธุดงค์ พระธุดงค์ที่สอบได้สอบตกเขาอยู่ตรงนี้กัน พระที่เคยสอบตกก็อยู่ตรงนี้ พระที่เคยสอบได้ก็อยู่ตรงนี้ ก็ถามว่าคนที่ขึ้นมาบนนี้สอบตกมีไหม

ท่านบอก ไม่มี ผู้ที่สอบตกผมไม่พามาขอรับ เห็นท่าว่าจะสอบได้ ถึงจะพามา ถามว่า บ้านอยู่ที่ไหน แกบอก บ้านผมอยู่ไม่ไกลครับ ถามว่า ไม่ไกล บนนี้มีบ้านหรือ แกบอก ไม่มี ก็บอกว่า โยม คำว่า ไม่ไกล นี่มันเดินมาหลายกิโลแล้วนะ โยมก็บอกว่าหลายสิบกิโลครับ ไม่ใช่หลายกิโล ถามว่า ภูเขาลูกนี้ เขาเรียกว่า เขาอะไร ท่านบอกว่า ผมไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าสระนี้เขาเรียก สระอโนดาต

ที่ท้าวมหาราชทั้ง 4 ชอบมาสรงน้ำที่ตรงนี้ และพาบริวารมาด้วย และดีไม่ดี นางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็มา แต่คนไม่เคยมีใครมา โยมก็เลยบอก ชี้ถ้ำให้อยู่คนละถ้ำ ถ้ำเล็ก ๆ แต่ไม่เล็กมากนัก กว้างหลายวา แต่ถือเป็นถ้ำเล็ก ๆ มีที่สะอาด มีแท่นสำหรับนอนเสร็จ มีน้ำไหลผ่าน มีความสุขมาก ตอนเย็น เมื่อโยมชี้ให้อยู่ แล้วก็ลากลับไป

พอถึงเวลากลางคืน ก็นั่งเจริญกรรมฐานบนแท่นหิน บนแท่นหินที่กลางแจ้ง แสงพระจันทร์สว่างจ้า เห็นแต่แสงไม่เห็นพระจันทร์ (สงสัยจะขึ้นไปเลยพระจันทร์ไม่เห็นพระจันทร์แต่เห็นแสงสว่าง สว่างคล้าย ๆ กับตอนกลางวัน ประมาณสัก 3 โมงเย็น) อากาศเย็นสงัด ความร้อนจากแสงแดดก็ไม่มี ครั้นเมื่อนั่งกรรมฐานเสร็จก็มานั่งคุยกัน นั่งพิงแท่นหินคุยกัน (ความจริง เวลานั่ง นั่งคนละแท่น)

ขณะที่คุยกันเสียงเบา ๆ ก็ได้เสียงมาแต่ไกล เป็นเสียงดนตรี เพลงไทยเราชัด ๆ เสียงเหมือนเครื่องสาย ไม่ใช่ดนตรี แว่วมาแต่ไกล ใกล้เข้ามา ๆ พวกเราก็แอบดูที่ข้างแท่นหินใกล้เข้ามาเสียงก็ดังชัดเข้ามา พอใกล้เข้ามา เห็นเป็นหมู่สาว ๆ ประมาณสัก 200 กว่าคนแต่งตัวสวย แบบแพรวพราวเป็นระยับ เข้ากับแสงจันทร์ สวยงามมาก เห็นชัด และกลางหมู่สาว ๆ ก็มีสาว 4 สาวหามเสลี่ยง

เสลี่ยงก็สวยมาก ประดับประดาสวยสดงดงาม พอวางปุ๊บลงไปสาวที่ก้าวออกมาจากเสลี่ยง สวยกว่าทุกคนหมด แต่งตัวสวยกว่ามาก ทุกคนเมื่อเสร็จ พร้อมแล้วก็พากันเปลื้องผ้าออก เปลื้องเครื่องแต่งกายออก เหลือแต่ชุดอาบน้ำ เดินนวยนาดไปทางขอบสระต่างหัวเราะต่อกระซิก หยอกล้อกันไป หยอกล้อกันมาเหมือนกับพวกเธอเห็นพวกเรา แต่เราคิดว่าเธอไม่เห็นเรา เธอต่างคนต่างมองมาทางก้อนหินที่เรานั่ง

แล้วก็ยิ้ม ก็ชายตาให้บ้าง อะไรบ้าง ตามเรื่องตามราว พวกเราก็เฉย ก็คิดในใจว่าพวกนี้คือ ผี คนจะมาในอากาศได้อย่างไร ต้องเป็นผี จะเป็นผีนางฟ้า ผีเทวดา ผีพรหม ก็ผีทั้งนั้น เป็นคนที่ตายไปแล้วทั้งนั้น แต่เขามีความดี เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว ก็ต่างคนต่างลงเล่นน้ำ เขาลงเล่นน้ำ เสียงเฮฮาเกรียวกราวไปพักใหญ่ พวกเราในจำนวน 3 องค์ มีองค์หนึ่งไอขึ้นมามันคันคอ พอเสียงไอแค้กเดียวพวกนั้นหยุดพับ

คนหนึ่งประกาศบอก มนุษย์ พอบอกมนุษย์ หายแว้บ ก็คิดว่าเธอดำน้ำแต่ไม่เห็นโผล่มาอีกเลย หายไปเลยก็นึกในใจว่า พวกนี้หายไปแล้ว แต่เครื่องตัวแพรวพราวไม่ได้เอาไปด้วย ก็เลยย่องไปดู ไม่มีแล้ว มีแต่ก้อนหิน เสลี่ยงก็หายไป เป็นอันว่า เมื่อเธอไปแล้วก็นั่งกรรมฐานกันใหม่ ทีนี้เรื่องเช็คละ มีความจำเป็นต้องรู้นึกถึงท่านอินทกะท่านอินทกะก็ไม่มา นึกถึงใคร ใครก็ไม่มา เงียบหมด

นึกถึงท้าวมหาราชก็ไม่เห็นท่าน ท่านอาจจะมา แต่เราไม่เห็นท่าน ก็ปรึกษากัน เอาอย่างนี้ดีกว่า ขึ้นไปหาพระอินทร์ ขึ้นไปหาโยม ทั้ง 3 องค์ ก็ตัดสินใจไปหาท่าน เมื่อไปถึงท่านแล้ว ก็กราบท่าน ถ้าถามว่า เป็นพระทำไมจึงกราบ อย่าลืมว่า ท่านก็เป็นพระเหมือนกันนะ ท่านเป็นพระโสดาบันตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เวลานี้ท่านก็เป็นเทวดา หรือใครว่าเทวดาไม่ดีก็ตามใจ แต่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องเทวดา

อาตมาก็ยกย่องเทวดาเหมือนกัน ขอยอมรับนับถือว่า เทวดามีความดีมาก ก็ถามท่านว่า เมื่อสักครู่นี้ หญิงสาวประมาณ 200 คน และมีเสลี่ยงนั่งไปด้วย คนในเสลี่ยงสวยกว่าทุกคนหมด ไปอาบน้ำที่สระเขาเรียกว่า สระอะไร ท่านบอกว่า ที่นั่งเขาเรียก สระอโนดาต ไม่ใช่สระโบกขรณี ถามว่าหญิงสาวพวกนั้นไปไหนเวลานี้ ท่านก็ชี้ให้ดูข้างหลังท่าน บอกนี่ นั่งอยู่ข้างหลังนี่เต็มไปหมด และคนนั่งเสลี่ยง ท่านก็ชี้ให้ดู (ไม่ใช่ใครเลย แม่ศรี เอง)

เธอก็ยิ้ม เธอถามว่า จำได้ไหม ถามว่า จำใคร บอกว่า จำฉัน บอก ไม่รู้ ฉันไม่จำผู้หญิงทั้งหมด จะเป็นผู้หญิงคนก็ดี จะเป็นผู้หญิงนางฟ้าสวรรค์ก็ตาม ฉันไม่จำ ถ้าขืนจำเมื่อไรฉันเจ๊งเมื่อนั้น คือ ไม่ยอมจำภาพของใครทั้งหมด เธอก็บอก นึกถึงเบื้องหลัง บอกเบื้องหลังเบื้องหน้า ฉันไม่คิด อดีตที่แล้วมา ฉันก็ไม่คิดถึง อนาคตต่อไปข้างหน้า ฉันก็ไม่คิดถึง คิดถึงเฉพาะปัจจุบัน

เธอถาม ปัจจุบันทำอะไร บอก ปัจจุบันต้องการอย่างเดียว คือ ตัดกิเลส แล้วเธอก็ยิ้ม แล้วหันหาหาโยม โยมก็บอกว่า ศรีเอ๊ย..หลวงพี่เขาพูดถูกแล้วนะ อย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะ นี่เขาสอบได้แล้วนะ เขาสอบไม่ตก เธอไปอย่างนั้น คิดว่าเขาจะนึกถึงความสวยสดงดงาม เธอก็บอกว่าต้องทดลองดูก่อน ไม่อย่างนั้นก็เชื่อใจไม่ได้เหมือนกัน คนต้องการจะเอาดี มันต้องดีกันจริงๆ ต้องพบดีกัน

เมื่อพบดีแล้ว ไม่ติดดี ใช้ได้ เมื่อทราบความเป็นมาเสร็จ ก็ลาโยมกลับลาทุกคนกลับ ก็กลับมาที่เดิม เมื่อมาที่เดิม ก็พบสองโยมตามเดิม บอกว่า โยมสบายดีหรือ บ้านอยู่ตรงไหนล่ะมาเร็วเหลือเกิน บอก บ้านผมอยู่ใกล้ ๆ นี่แหละครับ อยู่ไม่ไกลหรอก ถามว่า อยู่ตรงไหน เธอก็ชี้ส่งเดช พอชี้ให้ดู มันกลายเป็นวิมานไป โยมก็เลยบอกที่นี่เป็นพื้นที่ของ จาตุมหาราชเขานะ ที่เห็นเป็นภูเขานี่

ผมลวงตาท่าน ความจริงเขาไม่มี เขาที่มนุษย์จะเดินได้ไม่มี เขาประเภทนี้เป็นเขาที่พวกมีกายทิพย์เดินได้เท่านั้น มนุษย์มาก็ไม่ขวางทางใคร นี่เขาเรียกว่าเขาพระสุเมรุ จำให้ดีนะ ในช่วงนี้เป็นช่วงกลางเขาพระสุเมรุที่ดาวดึงส์นั่น เป็นยอดเขาพระสุเมรุ ที่ท่านไปเมื่อกี้นี้ ก็เป็นอันว่า ถูกเทวดาต้ม ท่านเลยบอกว่า ดีแล้ว สอบได้ ไม่ตก เลยถามว่า ถ้าสอบไม่ตก ชาตินี้จะเป็นอรหันต์ได้ไหม

ท่านบอก นั่นผมไม่รู้ ไม่ใช่หน้าที่ของผม เป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าองค์เดียว ที่จะพยากรณ์ หากว่าท่านได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าเมื่อไร ท่านก็เป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น ถ้าหากว่ายังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าจงอย่าคิดว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ ประเดี๋ยวจะหลงผิด ในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีอยู่ ก็มีพระบางองค์ได้แค่ฌานโลกีย์ แต่มีความเข้าใจเองว่า ตัวเป็นพระอรหันต์เพราะกิเลสสงบเพราะเข้าฌาน

จึงประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์ ต่อมาอารมณ์กำเริบขึ้น จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถามว่ามีความผิดตามวินัยไหม ที่ประกาศตัวเป็นพระอรหันต์ เพราะไม่ได้เป็น พระพุทธเจ้าบอกว่า การหลงผิดมีอยู่ ไม่ถือว่าเป็นโทษ เมื่อโยมอธิบายให้ฟังเสร็จ ท่านก็พากลับ ท่านบอก วันนี้ผมจะพากลับส่งถึงวัดเลยไม่ต้องเดินลำบาก แต่ก็ต้องเดินไปตามผมนี่แหละ เดี๋ยวเดียวก็ถึง แล้วท่านก็เดินนำหน้า

(ขอโทษนะญาติโยม ตอนนี้ท่านเลิกเป็นชาวป่าแล้วนะ ท่านเป็นเทวดา แต่งตัวสวยมาก) ท่านทั้งสองนั่นก็คือ ท้าวมหาราชนั่นเอง คือ ท่านท้าวเวสสุวัณ กับ ท่านวิรุฬหก สององค์เดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึงวัดบางนมโค แล้วก็เลยไปวัดหลวงพ่อจง แล้วท่านก็ลากลับเข้าไปหาหลวงพ่อจง หลวงพ่อจงถามว่า อย่างไรล่ะ เจอะดีแล้วใช่ไหม บอก เจอะแล้วครับ เป็นอย่างไรสอบได้ หรือสอบตก ก็บอกว่า

พระอินทร์บอกว่าสอบได้ ท่านท้าวเวสสุวัณ กับท้าววิรุฬหกก็บอกว่าสอบได้ เออ..ถ้าสอบได้แบบนี้ไม่เป็นไรนะ สาว ๆ เมืองมนุษย์ไม่มีใครสวยเท่าพวกนั้น ฉะนั้นพวกคุณคงจะไม่แพ้เขาต่อไป เพราะพวกนั้นเขาไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีป่วย ไม่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย สาว ๆ เมืองมนุษย์มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา ฉะนั้น ต่อนี้ไปไม่มีใครสามารถชนะใจคุณได้ ระวัง โทสะ

อย่าให้มันเกิดขึ้นกับ โมหะ ตัวหลง อย่าให้เกิดขึ้น มันก็เหลือสองตัว โทสะ กับ โมหะ แต่มันก็เบาแล้วนะ ไม่เป็นไร ต่อไปก็พักธุดงค์ได้นะ ให้ถือเป็นการจบกิจแห่งการธุดงค์ เพราะว่าการธุดงค์ ถึงที่สุดกันแค่นี้ อันดับแรก คุณก็พบพระที่ภูกระดึงแล้ว นั่นยอดของอาจารย์ ประการที่สอง ส่วนที่จะประกอบเรื่องโลกียวิสัย คือ กามคุณ เธอก็พบแล้ว เธอไม่ติดใจในกามคุณ ใช้ได้

ก็เป็นอันว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องธุดงค์ ซักซ้อมอารมณ์ที่พระท่านสอนมาซ้อมอยู่ที่วัด จะเรียนหนังสือก็เรียน จะสอนหนังสือก็สอน แต่ว่าธุดงค์อย่าทิ้ง เราทำของเราคนเดียวในกุฏิ เราทำของเราคนเดียวในใจ เดินไปที่ถนนก็ให้เป็นป่า เดินไปในบ้านก็นึกว่าป่า

 ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 25/8/12 at 09:24 [ QUOTE ]



ไปเที่ยวภูกระดึง



ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย มาตอนนี้ไม่ใช่ตอนธุดงค์ เป็นการเดินดง ไปเดินเที่ยว เมื่อปี พ.ศ. 2502 ตอนนั้นมาพักอยู่ที่ วัดชิโนรส พักฟื้นจากไข้ ป่วยไข้ไม่สบายที่กรมแพทย์ทหารเรืออยู่ 2 ปี และก็มีญาติโยมที่นั้น เขาชวนไปทอดกฐินที่ วัดหนองเขียด อำเภอชุมแพ อยู่ปลายเขตแดนของจังหวัดขอนแก่น ทางไปก็ลำบากมาก ก็มีโต๊ะหมู่ทองไปมีระฆังไป เป็นของแปลกของเจ้าของถิ่น

เพราะที่นั่นเขาไม่เคยมี ที่นั่นเขาใช้ไม้ขุด และก็เอาเลื่อยโกรกตรงกลาง ตรงข้าง ๆ ตีแทนระฆัง ในเมื่อเรานำระฆังทองเหลืองไป เขาก็แปลกใจว่าสวยสดงดงาม เขาก็แห่กัน โต๊ะหมู่ก็แห่กัน รวมความว่า ทอดกฐินเสร็จ เจ้าอาวาส และชาวบ้านเขาชวน เวลานั้นมีพระติดตามไป ประมาณสัก 4-5 องค์ด้วยกัน ก็ชวนไปเที่ยวภูเขาภูกระดึง

ภูเขาภูกระดึง นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก่อน เขาบอกว่า ในสมัยก่อน ถ้าวันดีคืนดีเดือนหงาย จะได้ยินเสียงฆ้อง และมีคนทอหูก มีคนฝัดข้าว มีคนตำข้าว ซ้อมข้าว บนยอดภูเขา นี่เป็นเรื่องราวเก่า ๆ ที่บรรดาญาติโยมเก่า ๆ เล่าให้ฟังว่า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และก่อนหน้าที่อาตมาจะไป พระที่มีความสำคัญองค์เหนึ่ง ชื่อ อาจารย์สำราญไปอยู่ที่ยอดเขาภูกระดึง 3 ปี (เวลาปี อาตมาอาจจะจำไม่แม่นนะ แต่มั่นใจว่า 3 ปี)

เมื่อขึ้นจากทางเดินไปแล้ว ก็ต้องเดินไปจากที่ขึ้นยอดเขาได้ ไปอีก 8 กิโลเมตร จึงจะถึงที่อาจารย์สำราญอยู่ท่านอยู่ที่นั่น ท่านไม่มีหม้อข้าว ไม่มีอาหารทั้งหมด และก็ไม่เคยเก็บผลไม้กิน ท่านอยู่ด้วยอำนาจธรรมปีติ ถ้าวันใด ถ้าญาติโยมพุทธบริษัทนำอาหารไปถวายท่านก็ไม่ฉัน หรือว่าอย่างน้อยที่สุด อาจจะฉันอาหารเทวดา เพราะมีบาตร รวมความว่า ไม่นานเอง พระที่มีความสำคัญก็มีอยู่ ที่ภูเขาภูกระดึงนี่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก

เขาเล่าความเป็นมาของภูเขาภูกระดึง อาตมาก็ชวนคณะไป ไปด้วยกันก็มีเจ้าของถิ่นไปด้วย รวมแล้วทั้งหมดประมาณ 30 มีพระที่วัดหนองเขียดตามไปทั้งหมด ประมาณ 10 องค์ มีฆราวาสด้วย รวมแล้ว 30 คน เมื่อไปถึง นั่งรถสองแถวไปถึงที่ ศรีฐาน ใกล้ ๆ ภูกระดึงก็เพล ลงไปที่โรงสี เขาพาเข้าไปในโรงสี เจ้าของโรงสีก็เลี้ยง เลี้ยงทั้งพระเลี้ยงทั้งคน โรงสีนี่โรงใหญ่มาก มีความกว้างประมาณสัก 20 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร

มุงสังกะสี และมีไม้กระดานนิ้วครึ่ง หน้า 8 ยาว 4 วากองอยู่ กองใหญ่มาก เครื่องโรงสีก็เป็นเครื่องเล็ก ๆ คือ เครื่องโรงสีสมัยแรก เครื่องย่อม ๆ ที่สีแกลบเป็นรำ ปรากฏว่า เจ้าของที่เป็นสามี เป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ว่าภรรยาเป็นคนขอนแก่น ในเมื่ออาตมาไป มองเห็นโรงสีเข้า เห็นไม้เข้า เห็นเครื่องต่าง ๆ เห็นโรงสี กับไม้ ก็ถามว่า โรงสีนี่สร้างสักสองหมื่นได้ไหม (เราถามอย่างราคาถูกที่สุด เพราะบ้านเราสร้างไม่ได้)

ภรรยาแกหัวเราะ เอาเงินที่ไหนมาสองหมื่นเจ้าคะ ไม่ถึงหรอก ทั้งหมดนี่สร้างสามพันกว่า ๆ (ตกใจสามพันกว่า ๆ นี่ รวมไม้ที่กองด้วย แค่ไม้ที่กอง ถ้าเป็นบ้านเรา เวลานั้นก็หลายหมื่นบาท) ถามว่า ไม้ที่นี่ราคาถูกหรือ (ที่นั่นเป็นดงเต็งรัง ที่วัดหนองเขียดก็เป็นดงเต็งรังทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้ไปเที่ยวไม่มีแล้ว มันเป็นดงเต็งรังหนาทึบ เต็มไปหมดทั่วบริเวณแต่ว่าตอนหลังนี่ไป เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วมา ไม่เหลือเลยสักต้น)

เขาบอกว่า ถ้าหากว่าเขาเลื่อยในป่า เราไปเอาเอง หน้ากว้าง 8 นิ้ว หนานิ้วครึ่ง ยาว 4 วา เราไปเอาเอง เขาเอาแผ่นละ 4 บาท ถ้าให้เขามาส่งที่บ้าน เขาเอาแผ่นละ 5 บาท เพิ่มค่าขนอีก 1 บาท เจ้าของโรงสีบอกว่า เมื่อมีสตางค์ก็ซื้อๆไว้แบบนั้นเอง เผื่อว่าจะมีโอกาสขายได้กำไรได้บ้าง เมื่อฉันอาหารเสร็จ คุยกันเสร็จ เวลาหลังจากเที่ยง ก็นั่งรอรถต่อไปที่เชิงเขาภูกระดึงเดินขึ้นไปทีแรก

ประมาณสัก 200 เมตร (ทางขึ้นนะและก่อนที่จะขึ้น) พวกชาวบ้านบอกว่าไปดูต้นตะไคร้กันครับ ถาม ตะไคร้ที่ไหน ตะไคร้ไปดูทำไม ที่บ้านฉันก็มีเยอะ แกก็บอกว่าไม่เหมือนกันแกลากลู่ถูกัง ก็ต้องไปดูกับแก ปรากฏว่า เป็นไม้แก่น โอบแล้วถึง 2 โอบ ต้นใหญ่มาก พอเขาฉีกเปลือกดูมันฉุนเหมือนตะไคร้ธรรมดา ๆ เรา แต่ฉุนมากกว่า แกบอก ถ้าชาวบ้าน ต้องการตะไคร้ ก็เอาเปลือกไม้ที่นี่ไปใช้แทนต้นตะไคร้ต้นเล็ก ๆ

หลังจากนั้นก็เดินขึ้นไป เมื่อเดินขึ้นไป พระก็บอกว่า อยากน้ำ อาตมาก็ใช้วิธีโกหกบอกว่า ประเดี๋ยวก็มี ประเดี๋ยวเราก็จะเจอะต้นมะขามป้อม อีกสักครู่หนึ่งก็ถึงต้นมะขามป้อม ถึงลานข้างบน (ความจริงไม่เคยไปเลย ก็พูดส่งเดชไป) บอก จากนี้ขึ้นไปจะมีลานกว้างบริเวณนั้นมีลานกว้างอยู่ จะมีต้นมะขามป้อมมาก ลูกมะขามป้อมตกเกลื่อน เราก็กินมะขามป้อมกัน และจะมีกล้วยไม้สวย ๆ

(ไอ้ที่พูดนี่ไม่จริง ไม่รู้เรื่อง โกหกพระ) พอขึ้นไปถึงจริง ๆ แล้ว มันปรากฏว่ามีจริง ๆ ลูกมะขามป้อมเกลื่อนเดินเหยียบ เกลื่อนถึงขั้นเดินเหยียบไม่ใช่ก้าวไปเหยียบลูกโน้นลูกนี้บ้าง ไม่ใช่ วางเกลื่อนเต็มพื้นที่ กล้วยไม้ก็สวยแสนสวยมีดอกสวย ๆ มาก พระก็ฉันมะขามป้อม พอบอกว่ามีมะขามป้อมเธอก็มีน้ำลายมีแรงเดินไป

เมื่อขึ้นถึงลานนั่น ก็พักเดินชั่วคราว นั่งกินมะขามป้อมบ้าง คุยกันบ้าง หลังจากนั้นเดินไปสักครู่หนึ่ง พระบอกว่า อยากน้ำ (ไอ้ในใจก็นึก เอ้า..โกหกต่อไปก็แล้วกัน) บอกว่าต่อไปข้างหน้าจะมีซำ เขาจะเขียนว่า ซำ ซำ คือ บ่อน้ำ (มันใช่ หรือไม่ใช่ก็ไม่รู้ พูดมันส่งไปแบบนั้น) ถ้าเขาเขียนว่า ซำที่ไหน ให้ไปทางลูกศรชี้ จะมีบ่อน้ำ ขึ้นไปสักครู่หนึ่ง ก็พบซำที่หนึ่ง (เอาเข้าแล้ว ชักดีใจ นึกว่า ผลการโกหกของเรานี่ มีผล)

ก็เดินไปตามลูกศรชี้ ก็พบน้ำใสไหลเย็น น้ำจากยอดเขาลงมา พระก็ดื่มกันกระติกก็ไม่มีไป กระบอกก็ไม่มีไปเพราะไม่รู้ว่าเขาสูงขนาดไหน ต่อไปก็พบ ซำที่สอง ซำที่สาม ซำที่สี่ ต้องเดินกัน 5 ชั่วโมงครึ่งจึงถึงยอด พอถึงใกล้ยอดเขา มีบันไดขึ้นไปสัก 10 ชั้น ขึ้นไม่ไหว อาตมา กับสมภารวัดหนองเขียด ต่างคนต่างแก่ อาตมาน่ะป่วยด้วย ทั้งหมดก็ขึ้นไปแล้ว นิมนต์ขึ้นมาครับ ๆ บอก ขึ้นไม่ไหวจริง ๆ หมดแรง

หยิบนาฬิกาขึ้นมาดู เห็นเวลา 5 โมงเศษ ก็นึกในใจว่า (นึกในใจเอานะ) ที่นี่ถ้ามีความศักดิ์สิทธิ์จริง ถ้ามีเทพเจ้าทั้งหลายที่มีฤทธิ์ ขอให้ช่วยสงเคราะห์ให้มีแรงขึ้นให้ได้ด้วยและพาเดินด้วย เพียงเท่านั้นทั้งสององค์ก็มีกำลังขึ้นยอดเขาได้ และก็เดินไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ตัดทางตรง บอกเขาบอกว่าถ้าทางตรงนี้จะพบ สระอโนดาต(โกหกอีก) [/color]

ถ้าถามว่า รู้หรือ ก็บอกว่า โกหกเหมือนกันเดามันส่งเดชไป ก็เป็นความจริงประมาณ 4 กิโลเมตร ก็เจอะสระอโนดาต สระเล็ก ๆ น้ำเต็มสระ ใสมาก เย็นมาก พวกที่นั่นบอกที่นี่มีเต่า แกหาเต่า ถามว่า หาทำไมเต่า บอก เต่าที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น คอมันเข้ากระดองไม่ได้มันมีหาง แล้วก็ร้องเหมือนแมว หาไปหามา แกบอกว่า พบเต่าตัวหนึ่ง ตัวเล็ก ๆ จับขึ้นมาแกร้องเหมือนแมว ขึ้นมา

ท่าทางแสดงความกลัว ก็ให้เขาวาง เอามือลูบ ๆ เลยบอก พูดดัง ๆ ว่า ผลบุญใดที่ฉันทำแล้ว ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ถ้าผลบุญนี้จะพึงมีประโยชน์ความสุขกับฉันเพียงใด ขอเธอจงโมทนา และจงเป็นผู้มีความปลอดภัย มีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ตลอดอายุขัยของเธอให้เธอมีความสุขตลอดไป เธอแหงนหน้าดูร้อง แม้ว ๆ เหมือนกับแมวเหมือนกับรู้เรื่อง และพอเดินไปสักประเดี๋ยวหนึ่ง

เจ้าเต่าก็เดินตาม ไปไหนมันก็เดินตาม พอจะเดินออกจากที่นั่น มันก็เดินตาม บอกเต่าไปไม่ได้ ฉันจะไปไกล แกบอกว่า จะไปส่ง แกร้อง แม้ว ๆ เหมือนแมว ก็เดาเอาว่า แกบอกจะไปส่ง บอก อย่าไปเลย เธอเดินช้า กลับที่เดิมก็แล้วกัน ก็เลยจับไว้ที่เดิม บอก ฉันลานะอยู่ให้เป็นสุขนะ หลังจากนั้นก็ค่ำ เป็นวันกลางเดือนสิบสองพอดี เห็นพระจันทร์ใกล้มาก แต่ว่าจีวรเริ่มเปียก น้ำค้างลง

ยังไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน (ไอ้ความโง่ ก่อนที่ไปไม่ได้ถามเขาว่า เขามันสูงขนาดไหน คิดว่าเป็นเขาธรรมดา ๆ ทีนี้มันสูงตั้ง 1 กิโลเมตร ต้องเดินอย่างเก่ง คนเก่ง ๆ ต้องถึง 5 ชั่วโมง พวกเราไป 5 ชั่วโมงครึ่ง) พอเดินไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะไป เสียงเต่าร้องแม้ว ๆ ก็ตีความหมายว่า ให้เดินตรงไปทางด้านทิศเหนือ (เดาภาษาเต่านะ ความจริงนี่ไม่ได้รู้นะ เดาเอา สัญญาณที่แกร้อง) ก็คิดว่าให้ไปทางด้านทิศเหนือ

จะมีที่พักก็บอก ทุกคนไปตรงทิศเหนือ ทางพระจันทร์ขึ้น เป็นทิศตะวันออก ไปสักครู่หนึ่ง ปรากฏว่า บนนั้นมีต้นหญ้ามันตาย เหมือนกับเดินบนฟูกเดินนิ่ม ๆ มีกระต่ายตัวหนึ่ง สูงประมาณแค่เข่า นั่งอยู่เฉย ๆ พวกพระ พวกชาวบ้าน ก็ล้อมเข้าไป ๆ จนกระทั่งขาติดกัน พอเข้าประชิดตัว ตะปบกระต่ายปั๊บ กระต่ายไม่ได้โดด หายไปในดินเลยบอก พวกคุณ ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ

ถ้าทำแบบนี้จะมีภัย เรามาเที่ยวกัน อย่าคิดทำร้ายคนอื่นเขา ควรจะมีเมตตาจิต หลังจากนั้นต่อมา ก็ปรากฏว่าเดินไปอีก อาตมาก็เดินล้าหลัง สององค์กับ สมภารวัดหนองเขียด เดินล้าหลังแล้วไม่ไหวแล้ว น้ำค้างก็ตก จีวรก็เปียก คณะกลุ่มใหญ่เดินข้างหน้าไปถึงก็หยุด ถามว่า ทำไมจึงหยุด บอก งูใหญ่ ปรากฏว่างูใหญ่เอาหางพันต้นไม้ ตัวขนาดเสาได้ หัวส่ายมาและก็มีหงอน

ก็เลยเข้าไปยืนใกล้ ๆ บอก พี่ชาย ขอบคุณนะ มีอะไรผิดไปบ้างก็ขออภัยด้วย เพราะคนพวกนี้เขาไม่รู้เรื่อง อันตรายก็ไม่มีกับกระต่าย เพราะเขาเป็นคนไม่รู้ ต้องขออภัยด้วย เพียงเท่านี้ เขาก็ปล่อยหางจากต้นไม้ เลื้อยหายไป เดินต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็ปรากฏว่ามีคนสองคนเดินสวนทางมา แกมา แกก็บอกว่าแกเป็นเจ้าหน้าที่ก่อสร้างที่นี่ สร้างอาคารที่พัก เพราะว่า พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ

แต่อาคารยังไม่เสร็จ เวลานี้คนงานว่าง คนงานลงไปข้างล่างหมด ขอนิมนต์ไปพักที่นั่นครับ ก็เลยบอกว่าหลายคน ที่พอหรือ แกบอกว่า พอ ในที่นั้นคนงานมาก มีผ้าห่มมาก เขาก็แจกผ้าห่มให้ทุกคนก็นอนกันแบบเป็นสุข คิดว่า ตอนเช้า เราควรจะลงแต่เช้า ขาขึ้น 5 ชั่วโมง ขาลงถ้าเราลงแต่เช้าตรู่ ก็ประมาณ 2 ชั่วโมง ถึง ขาลงมันง่าย คงจะกินข้าวที่บ้านศรีฐานได้ ซื้อข้าวเขากิน

ก็เลยบอกเจ้าของบ้าน บอกว่า เรื่องอาหารไม่ต้องเป็นห่วงนะ เพราะหลายคนด้วยกัน ตั้ง 30 คน ท่านเลี้ยงไม่ได้ เจ้าของบ้านบอก ไม่เป็นไรครับ อาหารคนงานไม่อยู่นี่มีเยอะ พรุ่งนี้ผมจะหุงข้าวให้ ก็เลยบอกว่า อย่ากังวลเลยโยม แกก็ยืนยันบอกว่าขอให้ผมมีโอกาสทำบุญเถอะครับให้มีโอกาสได้ทำบุญบ้าง ก็เป็นอันว่าตกลง เขาจะทำก็ไม่เป็นไร ก็นั่งคุยกันไปถึงประวัติความเป็นมาของภูกระดึง

แกก็เล่าสภาวะต่าง ๆ ของอาจารย์สำราญให้ทราบ ก็เล่าความเป็นมาของภูกระดึงว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางทีก็ได้ยินเสียงฆ้องบ้าง ระฆังบ้าง บางทีได้ยินเสียงผู้หญิงคุยกันบ้าง บางคราวเห็นคนทอผ้าบ้าง ตำข้าวบ้าง อย่างนี้เป็นต้น บางคราวจะเห็นเป็นหมู่บ้านใหญ่ ๆ บางทีก็เห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บางทีก็เห็นแต่คน แกก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของแกแล้ว

แต่มาพอรุ่งเช้า ทีนี้เมื่อคืนก็คุยกันดึกไป ต่างคนต่างตื่นสาย เจ้าของบ้านก็ตื่นพร้อม ๆ กัน ประมาณโมงเช้า เมื่อตื่นขึ้นมาแทนที่เจ้าของบ้านจะหุงข้าว กลับมีคนประมาณสัก 50 คน นำข้าวปลาอาหารมาพร้อม แต่งตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ นุ่งผ้าขาดบ้าง นุ่งผ้าเก่าบ้าง เหมือนชาวบ้านธรรมดา ๆ นำอาหารมาถวาย มีต้ม มีแกงเสร็จ ถามว่า โยม โยมมาจากไหน โยมก็เลยบอก อยู่แถวนี้เจ้าค่ะ

เลยหันไปถามเจ้าของถิ่น นายช่างบอก บ้านบนนี้ไม่มีครับ แกก็เลยบอก นายช่างไม่เห็นเอง บ้านฉันอยู่ใกล้ ๆ นี่แหละ ไม่ไกล ทราบว่าท่านมากัน และมากันมาก ตอนเช้าไม่มีอะไรจะฉัน ไม่มีอะไรจะบริโภคกัน เลยชวนพวกชาวบ้านนำอาหารมาถวายพระบ้าง เลี้ยงคนบ้าง ต่างคนต่างกินกันอิ่มหนำสำราญ เหลือให้เจ้าของบ้านไว้เยอะ เมื่อ ยถา สัพพี ฯ เสร็จ ญาติโยมก่อนจะไป ก็คุยกันนิดหน่อย

แต่ว่าสังเกตแล้ว ทุกคนไม่กระพริบตาสักคน นั่งตาแข็งทื่อเหมือนกันหมด ทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่แต่งตัวแบบชาวบ้านธรรมดา ๆ ไอ้อย่างนี้ก็เข้าใจว่า เป็นเทวดาแน่ เป็นนางฟ้ากันแน่ ก็รวมความว่าหลังจากญาติโยมลาไปแล้ว ก็ลาเจ้าของถิ่นเดินทางกลับ ขณะที่เดินทางกลับลงมา ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ลงถึงเชิงเขา แล้วก็เดินไปที่ร้านอาหารบ้านศรีฐานซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เข้าไปถึงเวลา 5 โมงพอดี

พอดีเจ้าของโรงสีเห็นเข้า บอกว่า ท่านกลับแล้วหรือก็บอก กลับแล้วโยม โยมไม่ต้องเป็นห่วง อาตมาจะซื้อข้าวเอง ท่านบอก ไม่ต้อง ๆ ผมหุงไว้แล้วครับ ถามโยมรู้ได้อย่างไรว่า อาตมาจะลงมา บอกว่า เมื่อตอนเช้า มีคนแก่มาบอกว่ามีคณะชาวบ้าน ลูกบ้านของแก นำอาหารไปเลี้ยง และตอนเพล ทั้งคณะจะมาที่นี่ แล้วแกก็นำหมู นำเนื้อ นำอะไรต่ออะไรมาให้ไว้ ให้ทำอาหารถวายพระด้วย

แต่ปรากฏว่า ไอ้หมู ไอ้เนื้อต่าง ๆ นี่ มันไม่มีคาว เจ้าของโรงสีก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมจึงไม่มีคาว หมูก็มี เนื้อก็มี ปลาทูก็มี ปลาทูนี่ ความจริงมันเหม็นคาวมาก แต่ปลาทูตัวใหญ่ ๆ แต่ไม่มีคาว เขาก็ทำอาหารไว้เสร็จ พวกเราก็เข้าที่กินกันตามเดิม เมื่อกินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เล่าความเป็นมาว่า ขึ้นไปข้างบน ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง บังเอิญไปเจอะกระต่ายเข้า พวกนี้จะจับกระต่าย เมื่อพ้นจากเขตกระต่าย

ก็ปรากฏว่าเจอะงูใหญ่ เจ้าของโรงสีศรีฐานก็บอกว่า ข้างบนมีความศักดิ์สิทธ์มาก แต่ความจริงท่านพุทธบริษัท อาตมาไปนั่งดูในสถานที่นั้นว่า ภูเขาภูกระดึงนี่ทีแรกทีเดียว อยู่ใต้ทะเลลึก เพราะทีรอยคราบน้ำ รอยคราบน้ำยังปรากฏชัด สีขาวและก็มี่หอย หอยเล็ก ๆ เกาะอยู่แน่น แสดงว่า สมัยก่อนในดินแดนแห่งนั้นเป็นทะเล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นไม้ปลูกเป็นระเบียบ

ต้นไม้สีเขียวก็เขียว แดงก็แดง เหลืองก็เหลือง เป็นตับ เหมือนกับใครไปปลูกไว้ แสดงว่า เป็นดินแดนที่มีคน มีบ้านมีเมืองอยู่เฉพาะบริเวณที่เตียนแล้ว พันไร่เศษ เป็นพื้นที่ราบ และพื้นที่เป็นป่าอีกมากกว่ามาก ภูกระดึงนี่เป็นดินแดนน่าเที่ยว (ถ้าขึ้นง่ายนะ) แต่ว่าอาตมาไปตอนหลัง เสร็จ ไอ้ขึ้นไป 200 เมตร ที่มีฐานกว้าง บริเวณกว้าง มีที่ราบ ที่ว่ามีต้นมะขามป้อม ไปคราวหลังนี่

ต้นมะขามป้อมสักต้น ก็ไม่มี จะมีรอยตัด ก็ไม่มีรอยต้นไม้ก็ตามเดิม ต้นไม้ต่าง ๆ สมัยนั้นมันเป็นมะขามป้อม (ยังจำภาพได้) แต่ไปตอนหลังนี่ไม่ใช่มะขามป้อมเสียแล้ว กล้วยไม้ที่มีดอกสวย ๆ ก็ไม่มี มันกลายไปได้อย่างไรก็ไม่ทราบห่างกันเวลาไม่กี่ปีนัก ถ้าจะใช้เวลาปลูก ก็ปลูกไม่ทัน เพราะต้นมันใหญ่ ก็รวมความว่า การไปคราวนั้น ก็มีรู้สึกว่า ดินแดนแห่งนี้ เราเคยมาในสมัยที่ไปธุดงค์

แต่ไม่เคยขึ้นทางชัน ขึ้นทางด้านทิศตะวันตก เพราะทิศตะวันตกมันเป็นที่ลาด ค่อย ๆ ขึ้นมา ก็มีป่าชัฏ ค่อย ๆ เดินขึ้นมา ปรากฏว่า ไม่รู้สึกว่าเป็นเขา คิดว่าเป็นเนิน เดินขึ้นมาเดินทีละน้อย ๆ มันค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ ทีนี้คนที่เขาไม่ขึ้นทางนั้น เพราะทางมันยาวมาก ต้องใช้เวลาเป็นวัน (หนึ่งวันนี่ เดินไม่ตลอดทางแน่) เวลานั้นก็เป็นป่า เสือช้างก็มาก มีทั้งเสือ ทั้งช้าง เวลานี้ช้างก็ยังมีอยู่

ก็รวมความว่า การไปเที่ยวภูกระดึงคราวนั้น ก็มีความรู้ว่าที่นั่นเป็นถิ่นศักดิ์สิทธิ์จริง และเป็นดินแดนที่พระที่มีความอัศจรรย์อยู่ พระที่มีความอัศจรรย์ นอกจากอาจารย์สำราญแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัทก็มีญาติโยมเล่าให้ฟังว่า มีพระองค์หนึ่ง ท่านไปอยู่ที่เชิงเขา แล้ววันหนึ่ง ต่างคนต่างนัดกันบอกว่า จะไปที่อำเภอหล่มเก่า และญาติโยมก็มีรถสองแถว พอวันรุ่งขึ้น ก็ไปนิมนต์ท่านขึ้นรถ

เวลานั้นท่านกำลังบิณฑบาต ท่านก็บอกว่า โยมไปก่อนเถอะ เวลานี้อาตมากำลังบิณฑบาตอยู่ ถ้ารออาตมาก็สาย ญาติโยมก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมรอท่านดีกว่า ผมมีรถ ท่านบอก ไม่ต้องคอย อาตมารู้ทางลัด เป็นอันว่า ในที่สุด ญาติโยมก็ต้องไปก่อน เพราะท่านให้ไปก่อน ท่านรู้ทางลัด เมื่อพระยังไม่กลับจากบิณฑบาต โยมก็ออกรถ มาอำเภอหล่มเก่า แต่ว่าพอถึงที่วัด

(นัดกันไว้ว่าจะไปวัดไหน) ก็ปรากฏว่า ญาติโยมไปถึงทีหลัง พระองค์นั้นไปนั่งที่หน้าอาสน์สงฆ์แล้ว ญาติโยมก็ไปถามว่า ท่านมาอย่างไรครับ นี่ทางมันไกล ท่านก็เลยบอกว่าอาตมาบอกแล้วว่า อาตมารู้ทางลัด นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ทางลัดของท่านก็คือ เหาะ นี่พระที่ทรงอภิญญาสมาบัติ เวลานี้ยังมีอยู่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย บางคนเขาว่า อาตมานี่เก่งกาจแต่ความจริงไม่ใช่

พระที่เก่งกว่าอาตมา เวลานี้มีเยอะ มีอยู่มาก และพระที่รู้จักทางลัดเวลานี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ทราบว่าอยู่วัดไหน สำหรับอาจารย์สำราญนี่ก็ยังไม่ตาย แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนเหมือนกัน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะท่านไม่ยอมให้บอก ถ้าไปบอกเข้า ท่านรำคาญ ท่านบอก ท่านรำคาญคน คนที่ไปหาท่าน โดยมากจะไม่ไปหาความดี มักจะไปหาหวย ก็เลยบอก ถ้าอย่างนั้น เราไม่รู้จักคนเลยเสียดีกว่า

อยู่เป็นหลวงตาธรรมดา ๆ มีความสุขกว่ามาก ก็เป็นอันว่า ก็บอกกันไม่ได้ ทั้งสององค์นี่ยังมีชีวิตอยู่ ความจริงบนภูกระดึง ทำไมจึงมีคน คนที่ไม่ปรากฏตัว คนประเภทนี้ชาวบ้านเขาเรียกว่า พวกลับแล (คำว่า ลับแล หมายความว่า แลไม่เห็น) ถ้าเขาต้องการให้เห็นเราก็เห็น เขาไม่ต้องการให้เห็น เราก็ไม่เห็น บางครั้งที่เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่า บางครั้งมีหมู่บ้านใหญ่ตั้งใกล้ ๆ มีเด็กมีเล็กมาก

คนเยอะเสียงเจี๊ยวจ๊าวเกรียวกราว มีสวนดอกไม้ มีสวนลูกไม้ มีผลไม้ต่าง ๆ มากมาย มีอยู่เป็นวัน ๆ บางทีก็มีอยู่ถึง 7 วันก็มี เคยคุยกัน แต่อยู่ ๆ บ้านทั้งหลายเหล่านั้นก็หายไป เวลาที่มีบ้านทีไร ก็ปรากฏว่า มีคนทอหูกทุกที เห็นคนทอหูก เห็นคนเย็บจักร เห็นคนเย็บเสื้อผ้าด้วยมือ มีเครื่องมือพร้อม แต่ว่าทุกคน ไม่มีใครไปหาปลา หาเนื้อ กินแต่ผลไม้ เท่าที่กินให้เห็นนะ เขาบอก เขาไม่กินปลากินเนื้อกัน

เขากินแต่ผลไม้ และอยู่ ๆ มา บ้านก็หายไปหมด บ้านก็หาย คนก็หาย อย่างนี้เขาเรียกว่า เมืองลับแล ฉะนั้น ที่อาจารย์สำราญท่านอยู่ที่นั้น อาตมาก็มีความรู้สึกว่า ชาวลับแลพวกนี้ต้องใส่บาตร ชาวลับแลเป็นใคร ก็ตอบว่า ชาวลับแล คือ ภุมเทวดา กับรุกขเทวดา นอกจากนั้น พระที่มีความดีขนาดนั้น พวกอากาสเทวดาก็ทำบุญ อากาสเทวดาที่ต้องการความดีก็มีมาก เขาก็ทำบุญกับพระที่มีความดี

จะเห็นว่า อาจารย์สำราญนี่ ท่านอยู่ตั้ง 3 ปี ทางขึ้นไปตั้ง 5 ชั่วโมง คนเดินเก่งนะ 5 ชั่วโมง ทีนี้มีบางคราวไปถามคนว่า เคยนำอาหารไปถวายไหม บอกว่า เคย บางครั้งบางคราว นาน ๆ ครั้ง เดือนไปสักครั้งบ้าง ถามว่า เอาข้าวสารไปให้ท่านไหม บอก เคยนำไปให้ แต่ท่านไม่ยอมรับ ถ้านำข้าวสุกไปถวายท่าน ไปได้ แต่ว่าต้องไปแต่ตอนดึก ถ้าไปตอนเช้าก็ถึงเลยเที่ยง เพราะเดินไป 5 ชั่วโมงครึ่ง

และเดินจากที่นั่นไปอีก 8 กิโลเมตร ก็เลยเที่ยง ท่านไม่ยอมรับ ท่านฉันหนเดียว ก็ต้องไปกันตั้งแต่ตอนดึก ก็รวมความว่า อาจารย์สำราญท่านกินอะไร ท่านอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องตอบว่าอาจารย์สำราญ เป็นพระที่บรรดาบุคคลทั้งหลายคิดว่า พระประเภทนี้ในโลกนี้ไม่มีแล้ว นั่นคือ พระอรหันต์ อาตมาคิดเอาอย่างนี้นะ และพระที่ว่าเดินรู้จักทางลัดก็เช่นเดียวกัน พระองค์นี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา ต้องเป็นพระอรหันต์ ที่ทรงอภิญญาสมาบัติ

หลวงพ่อธุดงค์ จบบทสุดท้าย


 ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม

Go To Top