Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 16/12/09 at 13:26 [ QUOTE ]

(ตอนจบ) พิธีบวงสรวง ณ พระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน


งานทำบุญครบ ๘๔ ปี "หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์"
ณ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๐


โดย พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต




สารบัญ

01.
การจัดงาน "ภาคเหนือ" เป็นครั้งที่ ๒
02. การจัดขบวนแห่ย้อนยุค
03. ขบวนแห่ทั้ง ๒ ขบวน
04. ได้พบหลวงปู่ก่อนการจัดงานนี้
05. ประวัติคำว่า "ล่าพระอาจารย์"
06. ประวัติการพบกันระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่
07. หลวงพ่อแจกของที่วัดพระบาทห้วยต้ม
08. เกือบจะถูกสึกเป็นครั้งที่ ๒
09. พบหลวงปู่ก่อนมรณภาพ
10. ประวัติการพบระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่
11. พิธีบวงสรวง ณ พระธาตุศรีจอมทอง
12. ประวัติพระธาตุศรีจอมทอง
13. พระเจ้าอโศกเสด็จมา ณ ดอยจอมทอง
15. พระธาตุหริภุญชัย

16. พระบรมธาตุแสดงปาฎิหาริย์


ภาพอดีต..หลวงพ่อ และ หลวงปู่ชัยวงศ์
(จากหนังสืออนุสรณ์หลวงปู่ชัยวงศ์
จัดทำโดย คุณแน่งน้อย ธีระชาติ)



การจัดงานทาง "ภาคเหนือ" ครั้งที่ ๒

...สำหรับงานทางภาคเหนือในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการจัดงาน "ครั้งที่ ๒" ซึ่งเป็นงานที่จัดต่อเนื่องมาจากงาน ณ "วัดพระธาตุจอมกิตติ" เมื่อวันที่ ๑๘ ม.ค. ๒๕๔๐

เพราะตอนแรกนั้น มีคนร่วมเดินทางมากเหลือเกิน แต่คนที่ไปไม่ได้ก็ยังมีอยู่มาก ด้วยเหตุนี้ จึงเปิดโอกาสให้คนที่พลาดไปในครั้งแรกนั้น จะได้มีโอกาสร่วมงานในครั้งที่ ๒ นี้ได้

แต่คนที่ไปแล้วอยากจะไปอีก ก็ยังมีอีกบ้างเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากญาติโยมหลายท่านได้ขอร้องให้ คุณนราธิป (สายลม) และ คณะคุณเพ็ญศรี วัสนชิน ช่วยจัดรถขอร่วมเดินทางไปด้วย


(เครื่องไทยธรรมที่เตรียมไว้ถวายพระเถระ มีพระพุทธรูปและตาลปัตร เป็นต้น)

ส่วนคณะอื่น ๆ ที่เคยจัด เช่น คณะถาวร, คณะกองทุน, คณะ อ.วิชชุ, คณะคุณวิชัย จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

และต่างจังหวัดก็มี "คณะพิษณุโลก"
ก็ได้จัดรถบัสร่วมเดินทางอีกหลายคัน รวมทั้งผู้ที่จัดรถตู้และรถเก๋งรถกระบะ รวมแล้วหลายสิบคัน ทั้งจากกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ


(ในตอนกลางคืน คุณแดงและคณะเตรียมทำบายศรีกัน และเจ้าหน้าที่มี คุณหมออู๊ด เป็นต้น ช่วยกันวางแผนแห่รูปครูบาอาจารย์ มีการทดลองนั่งบนธรรมาสน์ก่อน)


เมื่อคณะศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน เกือบทั่วทุกภาคเดินทางมาถึงวัดพระพุทธบาทห้วยต้มแล้ว จึงได้รับประทานอาหารเช้ากันภายในวัด

หลังจากได้เข้าไปกราบไหว้ในสถานที่สำคัญของวัดแล้ว ญาติโยมทั้งหลายต่างก็มาร่วมบำเพ็ญกุศล เพื่อสมทบทุนเข้ากองกลางในการจัดงานทุกแห่ง

ครั้นถึงเวลาประมาณ ๐๗.๔๕ น. เจ้าหน้าที่จัดงานจึงได้เริ่มจัดขบวนอัญเชิญรูปภาพครูบาอาจารย์ต่าง ๆ

พร้อมทั้งเครื่องสักการะทั้งหลาย เดินแห่ไปรอบวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม เป็นการย้อนรำลึกถึงหลวงพ่อและหลวงปู่ทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว


(ตอนเช้าช่วยกันจัดแถวขบวนผ้าตุงและรูปครูบาอาจารย์ พร้อมกับพุ่มผ้าป่าเป็นต้น)


ฉะนั้น ผู้ที่เดินทางมาในครั้งนี้ จึงมีการตกลงกันว่า จะต้องแต่งตัวเป็นชาวเขาชาวดอยกัน ถือเป็นการจัดงานร่วมสมัยนั่นเอง

ดังจะเห็นได้ว่าบางคนที่เตรียมมาแล้ว ต่างก็ได้แต่งตัวกันทันที ส่วนบางท่านก็มาหาชุด "กะเหรี่ยง" กันที่ในหมู่บ้านข้างวัดนี่เอง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงมีรายได้มากขึ้น

แต่ส่วนใหญ่ก็ชื้อเตรียมกันมาแล้ว เมื่อถึงเวลาจัดขบวนแห่ พวกเราจึงมายืนรอกันบนถนนข้างศาลายาว พวกหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยง (จริง) มายืนมองกันด้วยความสนใจ


(คณะพุทธบริษัททั้งหลายเริ่มจัดแถวเดินขบวนยาวเหยียด พร้อมกับกะเหรี่ยงปลอมเดินถือเสลี่ยง)


มองแล้วก็อมยิ้มคงจะขำพวกกะเหรี่ยง (ปลอม) กัน เพราะมองดูแล้ว บางคนก็แต่งเสียจนจำไม่ได้ มองเห็นเป็นกะเหรี่ยงตัวจริงไปเลย

นับว่าเป็นการสร้างภาพพจน์สร้างบรรยากาศให้คึกคัก เช้าวันนี้ จึงมีความสดชื่นและแจ่มใส ถึงแม้จะต้องอดหลับอดนอนมาในรถกันตลอดทั้งคืน.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/11/16 at 09:24 [ QUOTE ]


ตอนที่ 2

การจัดขบวนแห่ย้อนยุค


...สำหรับการจัดขบวนแห่นั้นมี ๒ ขบวน โดย "ขบวนแรก" เป็นขบวนชาวบ้านและชาวเมืองอัญเชิญต้นทานและพุ่มผ้าป่า

ส่วนขบวนที่ ๒ นั้น เป็นขบวนอัญเชิญรูปภาพครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา

ขบวนที่ ๑ การจัดแถวขบวนนี้มีแถวละ ๘ คน นำโดยผู้ที่ถือผ้าตุง ทั้งซ้ายและขวานำขบวนติดตามด้วยการหาม ต้นทาน ๔ ต้น

แต่ละต้นสูงประมาณ ๔ เมตร ซึ่งชาวบ้านและชาวกะเหรี่ยง "วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม" จัดเตรียมไว้ให้ พร้อมทั้งห้อยสิ่งของประดับต้นทาน อันมีผ้าจีวรและของใช้ของฉัน เป็นต้น

ต้นทานทั้ง ๔ ต้น ก็มีการถือตุงซ้ายขวา คั่นระหว่างต้นทาน ต่อจากนั้นก็เป็นการถือ เสลี่ยง "พุ่มผ้าป่า" เป็นพุ่ม "เงิน" จริงๆ คือ มีผู้มาติดธนบัตรที่พุ่มผ้าป่าจนเต็มไปหมด


พระคณาจารย์จากสำนักต่างๆ ร่วมเดินนำขบวน แถวหน้าจากซ้าย หลวงพี่โอ, อาจารย์ย่อง วัดท่าเรือ กาญจนบุรี,

อาจารย์วิชัย วัดถ้ำผาจม เชียงราย, ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล เชียงใหม่, ครูบาพรชัย วัดพระบาทสี่รอย เชียงใหม่ โดยมีหนูน้อยเดินถือผ้าตุงร่วมด้วยท่าทางที่น่ารัก



...ขบวนที่ ๒ สำหรับขบวนนี้เป็น "ขบวนพระ" โดยแถวหน้ามีผู้อัญเชิญ ธงชาติ และ ธงธรรมจักร ๔ คนยืนสลับกัน แล้วตามด้วยผู้ที่ถือ ตุง อีก ๓ แถว แถวละ ๔ คนเช่นกัน

เป็นการเดินนำหน้าขบวนทั้งหมด แถวต่อมาเป็นเสลี่ยงบายศรี และเสลี่ยง เจดีย์แก้ว ของ คุณแสงเดือน แล้วต่อด้วยการอัญเชิญเครื่องสักการะต่างๆ

อันมีพานขอขมา ฉัตรเงินฉัตรทอง และพุ่มเงินพุ่มทอง เป็นต้น ต่อจากนั้นจึงเป็นการอัญเชิญรูปภาพ ครูบาอาจารย์ ต่าง ๆ โดยประดิษฐานอยู่บนธรรมมาสน์ คือ


๑. ท่านครูบาศรีวิชัย
๒. ครูบาพรหมจักรฯ
๓. หลวงปู่คำแสน (เล็ก)
๔. หลวงปู่บุญทึม
๕. หลวงปุ่ชุ่ม
๖. หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
๗. หลวงปู่ธรรมไชย
๘. หลวงปู่ชัยวงศ์


ธรรมมาสน์ทั้ง ๘ นั้น ได้ถูกหามขึ้นโดยชาวกะเหรี่ยงจริง เพราะชาวกะเหรี่ยงปลอมคงจะหามไปไม่ตลอด

แต่ละธรรมมาสน์ได้สลับด้วยการแห่ตุงทั้ง ๒ ข้าง ต่อจากนั้นก็เป็นแถวพระภิกษุทั้งหลาย.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



ตอนที่ 3

ขบวนแห่ทั้ง ๒ ขบวน


"...ครั้นได้เวลาอันเป็นมหามงคล เมื่อขบวนทั้ง ๒ จัดแถวเสร็จแล้ว จึงให้เริ่มเคลื่อนขบวนทันที โดย "วงมองเซิง" จากชาววัดพระพุทธบาทห้วยต้ม (คล้ายกลองยาวบ้านเรา)

พร้อมทั้งชายชาวกะเหรี่ยง ๒-๓ คน เดินร่ายรำไปตามจังหวะฆ้องและกลองนำขบวน

โดยเดินเลี้ยวขวาออกนอกำแพงของวัด สร้างความครึกครื้นให้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีเสียงโห่ฮิ้วไปตลอดทาง

ขบวนเดินตามกันไปอย่างเป็นระเบียบ มองเห็นผู้คนเดินแออัดไปตามถนน ช่วยหน้าขบวนจะเห็นผ้าตุงแกว่งไปมาอย่างสวยงาม

ตามไปส่วนยอดของต้นทานที่ถูกหามออกไป พุ่มผ้าป่าของเราก็ไม่เบา (จะสวยเพราะ "ธนบัตร" ที่ติดอยู่หรือไม่ก็ไม่รู้..)

เมื่อขบวนที่ ๑ อันยาวเหยียดเดินออกไปแล้ว ขบวนที่ ๒ ก็ได้เคลื่อนขบวนติดตามออกไป โดยมีขบวนธงและขบวนตุงดังที่กล่าวแล้วนั้นนำหน้าขบวน

พออัญเชิญธรรมมาสน์ ครูบาอาจารย์ออกมาระหว่างประตูด้านหน้าวัด ได้มีผู้มายืนรออยู่ทั้งสองด้าน แล้วต้อนรับด้วยการโปรยดอกมะลิ เพื่อเปนการบูชาพระคุณท่าน


(ชาวกะเหรี่ยงจริงๆ เดินตีฆ้องกลองร่ายรำนำขบวนแห่เสลี่ยงรูปภาพ "ครูบาเจ้าศรีวิชัย" ผู้เป็นปรมาจารย์ของหลวงปู่ทั้งหลาย)

ขบวนที่ ๑ ได้นำขบวนไปรอบนอกกำแพงวัด ประมาณ ๑,๓๐๐ เมตรเศษ ก็เลี้ยวกลับมาเข้าประตูด้านหน้าวัดอีก เสียงประทัดได้ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว

เป็นการต้อนรับขบวนแห่ทั้งหมดเข้าสู่บริเวณวัด โดยวงมองเซิง ยังบรรเลยอยู่หน้าประตูวัด ปล่อยให้ "ต้นทาน" และ "พุ่มผ้าป่า" เดินเข้าไปก่อน

แถวขบวนชาวกะเหรี่ยงทั้งจริงและปลอมต่างก็เดินเข้าไปในบริเวณวัดแล้ว ก็ได้จัดยืนตามตำแหน่งเดิมที่ตั้งขบวนครั้งแรก แล้วแยกออกเป็นสองข้าง

หันหน้าเข้าหากัน ยืนพนมมืออยู่ทั้งสองข้างทาง เพื่อแสดงความเคารพต่อขบวนที่ ๒ ซึ่งได้อัญเชิญธรรมมาสน์ทั้ง ๘ ที่ได้ประดิษฐานรูปภาพของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อันมี "ท่านครูบาศรีวิชัย" เป็นต้น


(ขบวนแถวต่อจากท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็จะเป็นรูปภาพหลวงปูต่างๆ โดยมีเสลี่ยงรูปภาพ "หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" และ "หลวงปู่ชัยวงศ์ เป็นต้น เดิมหลวงปู่ท่านจะนั่งเสลี่ยงเอง แต่พอดีท่านป่วยจึงต้องงดไป)


ภาพย้อนหลังในอดีต

ภาพรวมที่เห็นในขณะนั้น จึงเป็นภาพที่สวยงามและประทับใจมาก เพราะเป็นการอัญเชิญรูปครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพยิ่ง

แม้ท่านจะจากพวกเราไปแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังประทับอยู่ในดวงใจของพวกเราตลอดไปความทรงจำที่เห็นอยู่ในขณะนั้น

จึงทำให้หวลระลึกนึกถึงความหลัง เมื่อครั้งสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ชาวกะเหรี่ยงและพวกเราก็ได้เคยจัดเสลี่ยงหามท่านไปรอบวัด รวมทั้งหลวงปู่บางองค์ด้วย เช่น หลวงปู่ชุ่ม และ หลวงปู่คำแสน เป็นต้น


(ภาพในอดีต..ภาพนี้ชาวเราชาวกะเหรี่ยงกำลังช่วยกันหามเสลี่ยง "หลวงปู่คำแสนเล็ก" วัดดอนมูล

โดยมีท่านเจ้าอาวาสของเรา.."พระครูปลัดอนันต์" สมัยนั้นยังหนุ่มอยู่ร่วมขบวนแห่รอบพระอุโบสถวัดท่าซุงด้วย)



(ภาพในอดีต..หลวงพ่อและหลวงปู่นั่งอยู่บนเสลี่ยง โดยมีคณะศิษย์เดินแห่รอบพระอุโบสถ วัดท่าซุง - ภาพจากหนังสืออนุสรณ์หลวงปู่

(คุณแน่งน้อย ธีรชาติ เป็นผู้ถ่ายภาพไว้ โดยคนหามไม่รู้ตัว เพ่งจะมารู้ก็เมื่อได้เห็นภาพในหนังสือเล่มนี้)

แล้วก็อีกภาพหนึ่งนานมาแล้วเช่นกัน มีสองหนุ่มนั่งอยู่หน้า "ต้นทาน" หนึ่งในนั้น คือ คุณกิจจา (ตุ๋ย - อยู่ที่อังกฤษ)

ถ่ายร่วมกับสองพ่อลูกชาวกะเหรี่ยง ณ วัดพระบาทห้วยต้ม เมื่อวันที่ ๒๘ ม.ค. ๒๕๑๙)


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



ตอนที่ 4

ได้พบหลวงปู่ก่อนการจัดงานนี้


"...แต่งานคราวนี้เสียดายที่หลวงปู่วงศ์ ท่านมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง จึงต้องนำรูปภาพของท่านมาแห่แทน

การจัดขบวนในครั้งนี้ จึงเป็นการจัดย้อนรำลึกถึงความหลังกัน เพื่อแสดงความสามัคคีที่ดีต่อกัน ในฐานะที่พวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนักร่วมครูบาอาจารย์เดียวกัน

เป็นการรวมพลังเพื่อแสดงความกตัญญูรู้คุณ ที่ท่านได้เมตตาสั่งสอนและอบรมบ่มนิสัย เพื่อจะได้มีความรู้เข้าสู่ประตูพระนิพพานในชีวิตนี้

เมื่อขบวนอัญเชิญรูปภาพครูบาอาจารย์และอัญเชิญเครื่องสักการะเดินผ่านเข้าไปแล้ว ก็นำไปประดิษฐานยังโต๊ะหมู่บูชา

บายศรีได้ถูกจัดขึ้นบนโต๊ะอย่างสวยงาม ภายในวิหารในตอนนี้ จึงมีคนเดินตามเข้ามานั่งอย่างเป็นระเบียบ จนเต็มล้นพระวิหาร ส่วนพระสงฆ์ประมาณ ๒๐ กว่าองค์ ก็ตรงมานั่งยังอาสนะของท่าน


ครั้นได้เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น.เศษ หลวงปู่ชัยวงศ์ท่านก็ได้นั่งรถเข็นเข้ามานั่งในอาสนะของท่าน ซึ่งได้จัดเตรียมไว้ในซุ้มอันเป็นที่จะกระทำพิธีสืบชะตา ตามประเพณีของชาวเหนือ

หลวงปู่ได้เข้าไปนั่งแล้วเอาที่โยงด้วยสายสิญจน์วางครอบศรีษะของท่าน โดยมีพระสงฆ์จากวัดอื่นที่เคยเป็นลูกศิษย์ของท่าน ได้นั่งถือสายสิญจน์เจริญพระพุทธมนต์อยู่รอบบริเวณซุ้มนั้น

หลังจากพิธีดังกล่าวเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็เข้ามาร่วมพิธีกับพวกเรา โดยนั่งรถเข็นออกมา จุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชาและโต๊ะบวงสรวงแล้ว

ผู้จัดจึงได้กราบเรียนชี้แจงในที่ประชุมนั้นว่า วัตถุประสงค์ในการจัดงานก่อนที่จะเริ่มงานพิธีสำคัญในวันนี้ ที่พวกเราเหล่า "คณะศิษย์พระเดชพระคุณหลวงพ่อ"

และ "คณะศิษย์พระเดชพระคุณหลวงปู่" ได้มาร่วมกันจัดงานบำเพ็ญกุศล เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู ในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา

ถึงแม้หลวงพ่อจะละสังขารไปแล้ว พร้อมกับหลวงปู่อีกหลายองค์ ซึ่งเป็นพระที่หลวงพ่อยกย่องว่าเป็น "พระสุปฏิปันโน"

แต่ในปัจจุบันนี้ "หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์" ท่านยังมีชีวิตอยู่เพียงองค์เดียวเท่านั้น ที่พวกเราผู้เป็นลูกหลานของท่าน ยังมีความเคารพนับถือ

และปลื้มปีติยินดีที่หลวงปู่ยังเมตตาอนุเคราะห์ โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย จนบางครั้งสังขารก็ไม่อำนวยให้ นับว่าหลวงปู่ได้ทำหน้าที่สมกับเป็น "พุทธสาวก" อย่างแท้จริงองค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา

ฉะนั้น หลวงปู่จะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าใดก็ไม่ทราบได้ แต่พวกเราก็จะมาฉลองอายุของท่านในวันนี้ก่อน เนื่องในวโรกาสที่หลวงปู่ จะมีอายุครบ ๗ รอบ คือ ๘๔ ปี

แต่ที่จำเป็นจะต้องมาจัดงานก่อนวันที่ ๒๒ เมษายน อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านนั้น เป็นเพราะเหตุว่า เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๗ ได้อัญเชิญรูปเหมือน "หลวงพ่อ" ไปถวายไว้ ณ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ.เชียงใหม่

ตอนขากลับ จึงได้แวะมากราบนมัสการหลวงปู่ แล้วได้คุยกับท่านถึงความหลัง เมื่อครั้งที่หลวงปู่เดินทางไปที่ "พระวิหารน้ำน้อย" อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ร่วมกับหลวงพ่อและหลวงปู่อื่น ๆ อีกรวม ๗ องค์ด้วยกัน


ซึ่งหลวงปู่ยังจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ดี พร้อมกับบอกว่า พระพุทธรูปที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้น เป็นพระที่สร้างสมัยสุโขทัย ดังนี้

ผู้เขียนจึงได้ปรารภกับหลวงปู่ต่อไปอีกว่า เวลานี้องค์อื่นก็มรณภาพไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่หลวงปู่ ตอนนี้หลวงปู่จึงครองแชมป์แล้ว

พอพูดถึงตอนนี้ หลวงปู่ก็หัวเราะขึ้นเบา ๆ ผู้เขียนก็ได้กราบเรียนท่านว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หลวงปู่มีอายุครบ ๘๔ ปี

ผมอยากจะมาจัดงานย้อนรำลึกถึงความหลัง สมัยที่หลวงพ่อเคยมาที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม เพราะเห็นหลวงพ่อขึ้นเสลี่ยงแล้วถูกหามไปรอบ ๆ

จึงอยากจะจัดเสลี่ยงหามแบบนั้นบ้าง โดยจะเอารูปภาพหลวงพ่อและหลวงปู่บางองค์ที่พอจะหารูปภาพได้



(ภาพอดีต..หลวงพ่อพระราชพรหมยาน, หลวงปู่ชัยวงศ์, และ หลวงปู่พระมหาอำพัน วัดเทพศิรินทร์ฯ - จากหนังสืออนุสรณ์หลวงปู่ชัยวงศ์)

ในตอนนี้ หลวงปู่ท่านพูดขึ้นเบาๆ ว่าให้อาตมาเอารูปหล่อหลวงพ่อแห่เลยซิ พอมาถึงตอนนี้ จึงรู้สึกว่าเสียท่าหลวงปู่เสียแล้ว

จึงรีบโยนหน้าที่นี้ไปให้ญาติโยมที่นั่งข้างหน้า บอกว่าคงจะต้องหาทุนจากพวกนี้ แล้วจึงได้เรียนถามหลวงปู่ต่อไปว่า ผมจะมาจัดงานได้เมื่อใด ท่านบอกว่าให้จัดงานก่อนวันเกิด หรือหลังวันเกิดก็ได้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/11/16 at 10:36 [ QUOTE ]


ตอนที่ 5

ประวัติคำว่า "ล่าพระอาจารย์"


"...ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนเล่าเรื่องที่ได้ไปปรึกษาหลวงปู่ก่อนการจัดงาน ครั้นมาถึงปีนี้ที่จะต้องรออยู่ตั้งนานเกือบ ๓ ปี ระหว่างนี้ก็คอยฟังข่าวอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าหลวงปู่จะแอบหนีไปเสียก่อน

เมื่อปฎิทินปีนี้ออกมาปรากฏว่า วันที่ ๑๙ เป็นวันเสาร์ (เมษายน ๒๕๔๐) พอที่จะเดินทางมาจัดงานได้ เพราะส่วนมากคนจะว่างเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น

และจังหวะพอดี ที่ก่อนงานวันเกิดของท่านเพียง ๒-๓ วันเท่านั้น นับเป็นอัศจรรย์เหมือนกัน เหมือนกับหลวงปู่จะต้องมีนัดกับลูกหลานหลวงพ่อไว้ฉะนั้น

เพราะครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก จึงเป็นวันประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ที่จะมาย้อนความหลังกัน เผื่อบางคนที่มาภายหลังจะได้ทราบว่า

หลวงพ่อกับหลวงปู่นั้น มีความสัมพันธ์กันมาอย่างไร เพราะเหตุใดจึงได้รู้จักกัน จนกระทั่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมายจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

คิดว่าคงจะหาฟังได้ยาก แต่ก็จะลำดับแต่เพียงย่อ ๆ เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานหลายปี ที่พอจะจำได้และหลักฐานอ้างอิง

แต่ก่อนที่จะถึงตอนนั้น ก็จะขอต่อไปอีกสักนิด ถึงเรื่องที่กำหนดงานในวันนี้ โดยได้มากราบเรียนหลวงปู่ไว้ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๐ ก่อนที่จะไปดอยตุง

จึงได้แวะมาแจ้งให้ทางวัดทราบโดยมี คุณพงษ์ศักดิ์ จากกรุงเทพฯ และ คุณสุพัฒน์ กับ อ.นฤมล อยู่ที่เชียงใหม่ เป็นผู้ประสานให้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ มิ.ย. ๒๕๓๙

ครั้งนั้นได้อัญเชิญรูปเหมือนหลวงพ่อฯ มาไว้ก่อน โดยมี คุณโยมนงลักษณ์ บุณยไวโรจน์ เป็นเจ้าภาพพร้อมกับญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นเงินทั้งสิ้น ประมาณ ๔ หมื่นบาทเศษ

ในวันนั้นอัญเชิญมาชั่วคราว เพราะเกรงว่าหลวงปู่ท่านจะหนีไปก่อน แต่ตอนนี้หลวงปู่ยังรักษาสัญญาไว้ จึงได้มาถวายกันเป็นทางการ

เพื่อจะได้จัดงานบำเพ็ญกุศล ทั้งได้นิมนต์ครูบาเจ้าทั้งหลายมาด้วย เราจะได้น้อมอุทิศผลานิสงส์นี้ เพื่อถวายแด่หลวงปู่ให้มีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ลูกหลานทั้งหลาย



(ภาพอดีต..ด้านข้างพระอุโบสถ ณ วัดท่าซุง หลวงพ่อออกมาต้อนรับหลวงปู่ชัยวงศ์ พร้อมกับคณะชาวกะเหรี่ยง ที่ได้เดินทางมาร่วมงานสำคัญที่วัดท่าซุงแทบทุกครั้ง

และภาพนี้สำคัญมากเป็นการไปร่วม "งานพิธีพุทธาภิเษกผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม" ที่พวกเรารู้จักกันดีที่เรียกว่า "ผ้ายันต์ธงแดง" นั่นเอง ณ วัดบวรนิเวศน์ฯ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๘

นับว่าเป็นผ้ายันต์รุ่นเดียวของวัดท่าซุง ที่ปลุกเสกโดยมีคณาจารย์มาร่วมพิธีทั่วประเทศ โดยมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณจัดงานพระราชพิธีนี้ขึ้น ทรงอาราธนาพระมหาเถระสายอื่นๆ ส่วนสายเหนือพระองค์ทรงมอบให้เป็นภาระของหลวงพ่อ ที่จะอาราธนามาร่วมพิธี ตามที่เห็นภาพนี้ ขณะกำลังรอนั่งเข้าพิธีอยู่ภายในวัดบวร)



ภาพจากซ้าย..หลวงพ่อ, หลวงปู่ธรรมชัย, หลวงปู่ชัยวงศ์, หลวงปู่ชุ่ม, หลวงปู่คำแสนเล็ก, หลวงปู่ครูบาอินทรจักร วัดน้ำบ่อหลวง (พี่ชายหลวงปู่ วัดพระบาทตากผ้า), หลวงปู่คำแสนใหญ่ วัดสวนดอก, องค์สุดท้ายที่มองเห็นไม่ชัดนั่นคือ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ ส่วนแถวหลัง พระที่ติดตามหลวงปู่ชัยวงศ์ และหลวงปู่บุดดา

"...ต่อไปนี้ก็จะขอลำดับประวัติความเป็นมาระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่ ซึ่งอาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง ผมต้องกราบขออภัยหลวงปู่ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

แต่ก็คงจะช่วยย้อนภาพความทรงจำในอดีต เพื่อให้ลูกหลานภายหลังจะได้ทราบ ถึงแม้จะไม่ได้ถึง ๑๐๐ % ก็ยังดี

แต่พอที่จะจำได้ก็เป็นตอนก่อนที่หลวงพ่อกับหลวงปู่จะพบกัน คงจะเป็นแนวทางให้คนภายหลัง จะได้นำเรื่องราวไปเรียบเรียบเป็นประวัติได้บ้าง จึงขอให้ทุกคนตั้งใจฟังให้ดีนะ

ความเดิมนั้นมีอยู่ว่า หลวงพ่อจะจัดงาน "วันครบรอบ ๑๐๐ ปี เกิดของหลวงพ่อปาน" ที่วัดท่าซุง ตั้งแต่วันที่ ๖ สิงหาคม ถึงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘

ท่านตั้งใจจะนิมนต์ "พระสุปฏิปันโน" มาร่วมงานเป็นกรณีพิเศษด้วย ทั้งนี้ ท่านได้รับพุทธบัญชาให้ไปหาพระที่มีชื่อว่า "ทึม"

ในตอนนั้นประมาณปี ๒๕๑๗ ผู้เขียนยังไม่ได้บวช จึงได้ยินท่านเล่าด้วยตนเอง หลังจากเลิกเจริญพระกรรมฐานแล้ว

และได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับท่านหลายครั้ง แม้กระทั่งที่นี่ก็ได้มาตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้บวช "ล่าพระอาจารย์" เป็นครั้งแรก

หลวงพ่อจึงเริ่มเดินทางสู่ภาคเหนือ ญาติโยมทั้งหลายคงจะจำได้ คำว่า "ล่าพระอาจารย์" จึงได้เกิดขึ้นกันตอนนี้เอง


ประวัติคำว่า "พระสุปฏิปันโน"

พระสุปฏิปันโน "ชุดแรก" ที่หลวงพ่อไปล่ามาได้ ทุกคนจำไว้ให้ดีนะ เผื่อมีใครเขาถาม จะลำดับให้ฟังกันนั่นก็คือ...

หลวงปู่สิม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้า (ผู้น้อง) และหลวงปู่ครูบาอินทรจักร วัดน้ำบ่อหลวง (ผู้พี่)

ชุดแรกรวม ๔ องค์ด้วยกัน ที่หลวงพ่อเดินทางไปพบไปเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๖ พ.ย. ๒๕๑๗

ต่อมาครั้งที่ ๒ ที่หลวงพ่อเดินทางไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๘ คือทิ้งระยะห่างเพียง ๒ เดือนเศษเท่านั้น

ท่านก็ได้มาพบ หลวงปู่คำแสน (เล็ก) วัดดอนมูล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งในตอนนี้เองแหละเป็นตอนที่สำคัญ

โดยหลวงปู่ท่านได้แนะนำพระสุปฏิปันโนที่สำคัญต่อไปอีกว่า ให้หลวงพ่อไปพบ หลวงปู่บุญทึม วัดจามเทวี และ หลวงปู่คำแสน (ใหญ่) วัดสวนดอก

แล้วหลวงพ่อก็ได้เดินทางไปพบหลวงปู่ทั้ง ๒ องค์ทันที เพราะชื่อหลวงปู่บุญทึม ไปตรงกับชื่อ "ทึม" ตามที่พระเบื้องบนท่านสั่งหลวงพ่อไว้

จึงเป็นอันว่าพบแล้วตามพระพุทธประสงค์ ชุดที่สองนี้จึงเพิ่มขึ้นอีก ๒ องค์ รวมเป็น ๖ องค์ ในเวลานั้นก็ได้พบกับ หลวงปู่บุดดา, หลวงปู่สี อายุ ๑๒๖ ปี (อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์) และ หลวงปู่มหาอำพัน ด้วย

ครั้งที่ ๓ ในกรณีนี้ จะลำดับเฉพาะพระสายเหนือต่อไปอีกว่า อาจารย์ที่ดีเขาไม่หวงลูกศิษย์กัน หลวงพ่อก็ได้นำลูกศิษย์ไปกราบพระผู้ทรงคุณพิเศษเหล่านี้อีก

จึงได้มีการเดินทางอีกเป็นครั้งที่ ๓ ในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๘ โดยเว้นเพียง ๒ เดือนกว่า หลวงพ่อก็เดินทางอีกแล้ว

จะเห็นว่าเวลานั้น หลวงพ่อท่านทำงานหนักมาก กว่าจะล่ามาให้พวกเรารู้จักกัน ชุดนี้มีเพียงองค์เดียวเท่านั้น ที่จะพบกัน ณ วัดจามเทวี

พวกเรารู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะในการล่าครั้งก่อนโน้น กลับมาก็ตัวเบากระเป๋าเบากันเป็นแถว

การไปคราวนี้ จึงได้ทราบว่า หลวงปู่บุญทึม จะเปิดตัวพระสุปฏิปันโนอีกองค์หนึ่ง นั่นก็คือ หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน

แล้วก็ถึงวันนั้น ณ วัดจามเทวี จ.ลำพูน พวกเราก็ได้พบเห็นการล่าของหลวงพ่อ โดยการซักถามถึงภูมิธรรมของหลวงปู่ ปรากฏว่าต้องจนแต้มหลวงพ่อ คือการยอมรับว่าตนเองเป็นพระสุปฏิปันโนไปในที่สุด

หลวงปู่บุญทึมถึงกับพูดออกมาในตอนนั้น หลังจากเห็นหลวงพ่อไล่ต้อนหลวงปู่ชุ่ม ซึ่งท่านก็คงจะเล่นละครให้เราดูกัน

ท่านบอกว่า "เราโดนต้อนเข้าคอกไปคนหนึ่งแล้ว เดี๋ยวก็คงจะโดนต้อนเข้าไปอีกคนนั่นแหละ...!

แล้วท่านก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แสร้งแหงนหน้ามองดูเพดาน ปล่อยให้หลวงปู่ชุ่มโดนหลวงพ่อไล่ล่าจนจนมุม ผลที่สุดพวกเราก็ประทับใจที่ได้พบ "พระสุปฎิปันโน" เพิ่มขึ้นอีกองค์หนึ่ง..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 1/3/19 at 03:29 [ QUOTE ]


ตอนที่ 6

ประวัติการพบกันระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่


(ภาพถ่ายที่วัดจามเทวี - หลวงพ่อกับหลวงปู่ชุ่มและหลวงบุญทืมกำลังสนทนากัน โดยมีอดีตพระอรรณพอยู่ใกล้ๆ ส่วนผู้เขียนตอนนั้นยังไม่ได้บวช อยู่ด้านหลังหลวงปู่บุญทืม)

"...ในตอนที่แล้ว ได้เล่าเรื่องหลวงพ่อเดินทางเป็นครั้งที่ ๓ "ล่าพระอาจารย์" ณ วัดจามเทวี โดย หลวงปู่บุญทึม ได้เปิดตัวพระสุปฏิปันโนอีกองค์หนึ่ง นั่นก็คือ หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน

ต่อมาครั้งที่ ๔ ในครั้งนี้แหละเป็นครั้งที่สำคัญ ที่พวกเราอยากจะรู้กัน ลองทายซิว่าเป็นใคร คงจะเดากันได้ว่า

ครั้งนี้คงจะมาถึง "วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม" อย่างแน่นอน ถึงแม้จะอยู่กันห่างไกลสักแค่ไหน สมัยนั้นหนทางกันดารจะลำบากเพียงใด ใจที่ได้ผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่เชื่อมความสัมพันธ์ให้ท่านทั้งสองได้โคจรมาพบกัน นั่นก็คือ "หลวงปู่บุญทึม" อีกเช่นเคย

เหมือนท่านจะรู้วาระว่าจะอยู่อีกไม่นาน จึงคิดจะละสังขารไว้ในสถานที่แห่งนี้ แผนของท่านจึงได้ถูกวางไว้ โดยให้กะเหรี่ยงหามท่านมานอนพักรักษาตัวอยู่ ณ ที่นี้ เพื่อรอคอยเวลาที่จะมาถึง

ฉะนั้น เมื่อถึงคราวที่ "หลวงปู่ชุ่ม" ท่านจะเข้านิโรธสมาบัติ เป็นเวลา ๗ วัน พวกเราต่างก็เกณฑ์ทัพกันมาด้วยรถบัสจำนวนหลายสิบคัน พร้อมด้วยวัตถุทานวางกองเต็มศาลา เช่น ผ้าไตรจีวรและของใช้จิปาถะ

หลังจากได้บำเพ็ญกุศลกับผลของสมาบัติจนชื่นใจแล้ว บรรดาลูกแก้วทั้งหลายก็เดินทางกลับ แต่ยังมีเหลือเฉพาะหลวงพ่อและผู้ติดตามอีกเล็กน้อย เพื่อจะคอยติดตามไปเยี่ยมหลวงปู่บุญทึมกัน หลังจากนั้นก็เดินทางมาที่นี่


วันแห่งความทรงจำ

...ซึ่งสมัยนั้นนับตั้งแต่ทางเข้าหน้าวัดไป มีต้นไม้อยู่หนาแน่นมาก จึงนับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ก็ว่าได้

ที่หลวงพ่อและหลวงปู่พร้อมทั้งชาวเมืองและชาวกะเหรี่ยงทั้งหลาย จึงได้พบกัน และได้รู้จักกันเป็นครั้งแรก

วันนั้นเป็นวันสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๘ คือเมื่อ ๒๒ ปี (พ.ศ. ๒๕๔๐) ที่ผ่านมานั่นเอง





(ภาพประวัติศาสตร์..ย้อนรำลึกนึกถึงขบวนแห่หลวงพ่อและหลวงปู่รอบวัดพระบาทห้วยต้ม ที่ผู้เขียนแอบเข้าไปหามกับเขาด้วย

แต่อยู่หลังคุณกิจจาหน่อย ส่วนภาพ "หลวงพ่อแขวนลูกประคำไว้ที่คอ" เป็นครั้งแรกที่นี่อีกเช่นกัน ส่วนเด็กกะเหรี่ยงที่เห็นคือ

เด็กชายนอนุ กำลังกล่าวคำอาราธนาศีล และคำถวายทานแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ - ภาพจากแฟ้มประวัติที่ผู้เขียนเก็บไว้นาน ๓๐ ปี)


...ขอย้อนกลับมาเล่าเรื่องต่อไปอีกว่า ฉะนั้น ในวันนี้นอกจากจะมาร่วมฉลองงานครบรอบ ๘๔ ปี ของหลวงปู่แล้ว ก็ยังตั้งใจจะมาเฉลิมฉลองเนื่องในวันที่หลวงและหลวงปู่ได้มาพบกันอีกด้วย เรียกว่าฉลองกัน ๒ ต่อก็ว่าได้

ส่วนอาการอาพาธของหลวงปู่บุญทึมนั้น ต่อมาหลวงพ่อท่านขอร้องให้ไปหาหมอ จึงต้องมาอยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอก แล้วก็ได้มรณภาพไปในที่สุด เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๙

คืออีก ๔๒ วันต่อมา จึงอยากจะให้พวกเราทุกคน เมื่อได้รับฟังเรื่องราวนี้แล้ว ทั้งที่ยังมิได้เคยนำมาเล่าย้อนกันเลย จะได้หวลนึกถึงพระคุณของท่าน

ถ้ามิใช่เป็นเพราะความเมตตาของหลวงปู่บุญทึม ป่านนี้เราอาจจะมิได้ยืนอยู่ ณ ที่นี้ก็เป็นได้ จึงขอให้ทุกคนที่ได้รับฟังแล้ว

จงจดจำไว้ว่าผู้ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อและหลวงปู่ของเราให้ได้พบกัน นั่นก็คือ หลวงปู่บุญทึม หรือชื่อ "ทึม" ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงโปรดประทานพรให้หลวงพ่อตามหาให้พบ

แล้วท่านก็พบกันจริง ๆ อีกทั้งได้พบพระสุปฎิปันโนองค์อื่น ๆ ตามมาอีกหลายองค์ ซึ่งมาจนถึงวาระสุดท้ายของท่าน จึงได้มาพบหลวงปู่ครูบาชัยวงศ์เป็นที่สุด

นี่เป็นผลงานที่ท่านทำไว้ให้พวกเราทุกคน ก่อนจะสิ้นลมหายใจไปในชีวิตสุดท้ายของท่าน ที่ภายหลังอาจจะมีบางคนไม่รู้ประวัติที่แท้จริงก็ได้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/3/19 at 09:20 [ QUOTE ]


ตอนที่ 7

หลวงพ่อแจกของที่วัดพระบาทห้วยต้ม


"...ในตอนนี้ขอนำเทปที่บันทึกเสียงเอาไว้เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ เป็นงานแจกของในถิ่นทุรกันดาร ที่หลวงพ่อเพิ่งเริ่มตั้งศูนย์สงเคราะห์ฯ กันใหม่ๆ


โดยมีเจ้าหน้าที่กองทุนร่วมเดินทางกันมากมาย แม้เสียงจะไม่ค่อยชัด แต่ขอให้พยายามฟังทุกขั้นตอน แล้วตั้งจิตอนุโมทนาไปด้วยกัน นับว่าเป็นของหายาก มีเหลืออยู่เพียงแค่นี้เอง



...แต่ก่อนอื่น จะขอนำเรื่องราวที่หลวงพ่อเล่าเอาไว้ในคราวนั้น มาให้ญาติโยมทั้งหลายทราบสักเล็กน้อย โดยหลวงปู่ชุ่มได้เล่าในขณะที่เข้านิโรธสมาบัติให้หลวงพ่อฟังก่อนว่า

แผ่นดินจะถล่ม "มีผู้หญิง ๒ คน เป็นเทวดา คนหนึ่งถือสมุด อีกคนหนึ่งถือถุงย่ามมาถามว่า มานั่งสมาธิทำไม

ท่านก็บอกว่ามานั่งเพื่อบุญกุศลแล้วก็ชวนท่านไป ท่านก็บอกว่ายังไม่ไป ขันธ์ ๕ มันยังไม่ถึงเวลาพัง แล้วเขาก็ไล่เรียงด้วยประการต่าง ๆ ถึงผลแห่งการเข้านิโรธสมาบัติ

ท่านบอกว่า ทำเพื่อความเยือกเย็นของบรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะเวลานี้ประเทศชาติกำลังเร่าร้อน แล้วเขาก็บอกว่า "เวลานี้...แผ่นดินมันจะถล่มแล้ว..!"

ลองมาฟังดูว่า หลงงพ่อท่านพูดถึงหลวงปู่ว่าอย่างไรบ้าง...? ความประทับใจของหลวงพ่อที่มีต่อหลวงปู่...


หลวงพ่อพูดถึงวัดพระบาทห้วยต้ม

"...อาตมามีงานที่จะต้องไปอำเภอลี้ เขาบอกว่า หลวงปู่ทึมไปป่วยอยู่ที่นั่น อยู่กับหลวงปู่วงศ์

หลวงปู่วงศ์นี่เป็นพระพิเศษ คือชนะใจกะเหรี่ยงได้ เอากะเหรี่ยงเข้าปฏิบัติกันมากมาย กะเหรี่ยงทั้งหมู่บ้าน ทั้งหมดเป็นกะเหรี่ยงที่มีศีล ๕ บริสุทธิ์ เจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐานกัน

เหตุที่ไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วก็หลวงปู่วงศ์ท่านมีนโยบาย เพราะว่า พวกนี้เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ไว้ฆ่าไว้แกงกินกัน

ท่านบอกว่าใครจะมาเป็นลูกศิษย์ท่าน จะต้องกินเจ ๓ ปี ไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้าเลย ๓ ปีไปแล้ว กินเนื้อสัตว์ได้

อันนี้เป็นนโยบายสำหรับท่าน ต่อมาเขาก็รักษาศีล ๕ กันอย่างเคร่งเครัด ไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้าใครละเมิดศีล ๕ แม้แต่ข้อเดียว หัวหน้าของเขาจะขับออกจากหมู่บ้านนั้นทันที

เมื่อฉันเช้าเสร็จเราก็เดินทางกันเข้าไปยังวัดหลวงพ่อวงศ์ "ครูบาวงศ์" เขาเรียกยังงั้น เดินทางเข้าไปถึงระหว่างทาง ทางมันมีน้ำอยู่บ้าง

บรรดากะเหรี่ยงทั้งหลายเขาคอยกันตั้งแต่วานนี้แล้ว คือวันที่ ๒๒ มิถุนายน วันนี้เป็นวันที่ ๒๒ เป็นวันเดินทางนะ

เมื่อเข้าไปถึงเขต ปรากฏว่ากะเหรี่ยงกำลังโรยลูกรัง พอรถผ่านไป ทุกคนนั่งพับเพียบลงกับพื้น ปูผ้าลงกราบกับพื้น

อาตมาเองก็รู้สึกอายกะเหรี่ยงเหมือนกัน อายในจริยาแห่งความดีของกะเหรี่ยงทั้งหลาย ที่เขาเข้าถึงพระรัตนตรัยถึงเพียงนี้

ถ้าเราจะปรับปรุงพวกเขาก็รู้สึกว่านานสักนิด ที่จะมีจิตทำได้อย่างเขา รู้สึกว่าเขาดีมาก อันนี้ก็ต้องขอขมเชยครูบาวงศ์ ท่านเป็นหัวหน้าคณะ

พออาตมาเข้าไปถึงวัด ก็ปรากฎว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทที่ขับรถนั่งรถตามไปข้างหลัง เขาไม่ได้ไหว้แต่รถพระ แม้แต่รถฆราวาสที่เข้าไป เขาก็เอาผ้าปูกับพื้น กราบกับพื้นดินเหมือนกัน

เห็นแล้วก็รู้สึกนึกถึงคนแก่คนเฒ่า จิตใจของชาวไทยสมัยก่อน เราก็สภาพแบบกะเหรี่ยงในเวลานี้ เมื่อไปถึงแล้ว ครูบาวงศ์ท่านก็มารับ

วัดในป่า บรรดาท่านพุทธบริษัท โบสถ์ใหญ่มหึมา ขนาดโบสถ์อาตมานี่ต้อง ๓ หลัง แล้วก็ศาลาการเปรียญยาว ๑๖๐ เมตร แล้วบริเวณวัดก็สวยงาม

อาตมาเห็นเข้าแล้วก็นึกปลื้มใจในปฏิปทาของท่าน ผลงานทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นมา เป็นแรงของกะเหรี่ยงทั้งสิ้น ไม่ต้องจ้างกัน

(แต่เวลานี้ชาวเมืองเข้าไปช่วยกันแล้ว ซึ่งเป็นชุดแรกที่ไปกับหลวงพ่อ ๒๐๐ กว่าคน) ครูบาวงศ์ท่านก็ดีเหลือเกิน จึงถามว่าครูบาทึมป่วยอยู่ที่ไหน ท่านก็บอกว่าอยู่ที่กุฏิไกลออกไปโน้น

แหม...บริเวณของท่านสวยมาก อยากจะพาบรรดาท่านพุทธบริษัทไปเที่ยว อาตมาไปเห็นครูบาวงศ์ท่านดึงกำลังใจ ชนะกำลังใจของกะเหรี่ยงไว้ได้

นี่แสดงว่าทำให้ประเทศไทยเราปลอดภัยไปอีกเยอะ เพราะพวกกะเหรี่ยงมีความเข้มแข็งในการบ แต่ถ้าครูบาวงศ์ไม่ดึงกำลังใจเขาไว้ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะดึงกำลังใจกะเหรี่ยงพวกนี้ไป

พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีโอกาสช่วยประเทศชาติได้มากแบบนี้ ถ้าเราเต็มใจทำกัน ถ้าไม่เมาในลาภยศสรรเสริญสุขเสียแล้ว ร่วมกันสร้างความสามัคคี

มาถึงตอนนี้ก็อยากจะขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลาย ช่วยกันปฏิบัติตามแบบของครูบาวงศ์นี่ได้จะดีมาก

ครูบาวงศ์ก็ดี ครูบาชุ่มก็ดี ครูบาทึมก็ดี ทั้งสามท่านนี้เป็นผู้ชนะใจชาวเขาชาวป่า ดึงเอาชาวเขาชาวป่ามามากมาเป็นไทยแท้ มาเป็นพุทธศาสนิกชน

แล้ววัดนี้ก็ปรากฏว่า สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ทำทางเข้าไปให้ อาตมาตั้งใจไว้ว่า จะไปทอดกฐินที่วัดจามเทวี ก็จะซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องสูบน้ำ แป๊ปน้ำปะปา ไปถวายท่านครูบาวงศ์

เป็นการช่วยดึงกำลังใจพวกกะเหรี่ยงให้มั่นคงยิ่งขึ้น เพราะว่าเราจะให้ทั้งบ้านไม่ได้ แต่ว่าให้วัดเป็นศูนย์ใจกลางของพุทธบริษัทชาวกะเหรี่ยง..."


...นี่เป็นคำพูดที่หลวงพ่อท่านมีความประทับใจ ที่ได้พบกับหลวงปู่และชาวกะเหรี่ยงเป็นครั้งแรก ที่หาฟังได้ยากเช่นกัน...!!!

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/3/19 at 08:50 [ QUOTE ]


ตอนที่ 8

เกือบจะถูกสึกเป็นครั้งที่ ๒


...ในตอนนี้ จะขอแทรกบทความจาก "พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา" ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือของท่านว่า...




"...สมัยที่ผมเป็นผู้บังคับหมวด ตชด.ที่อยู่ที่ "ค่ายดารารัศมี" มีรายงานว่าพบพระสงฆ์องค์หนึ่ง ซ่องสุมพวกกะเหรี่ยงอยู่ที่อำเภอลี้ มีการปลุกระดมกันทุกคืน จึงได้ส่ง ตชด. ไปสืบสวน ปรากฏว่าเป็นหลวงปู่ครูบาวงศ์นั่นเอง

มันบอกว่าพอตกค่ำ พระองค์นั้นก็นำกะเหรี่ยงทั้งหมู่บ้านสวดมนต์ แล้วก็เทศน์เป็นภาษากะเหรี่ยง จบแล้วก็สอนกรรมฐาน เห็นกะเหรี่ยงนั่งหลับตานับลูกประคำกันเป็นทิวแถว

เป็นอันว่า หลวงปู่รอดจากการถูกจับสึก เป็นครั้งที่ ๒ ส่วนเพื่อนผมนั้น ก็รอดจากนรกไปเส้นยาแดงผ่าแปด...

หลวงปู่กับหลวงปู่ทึม เป็นพระที่สนิทสนมกันมาก เมื่อหลวงปู่ทึมได้รับแต่งตั้งเป็น "พระครูปลัด" จึงได้ขอตำแหน่ง "พระครูใบฎีกา" ให้กับหลวงปู่วงศ์ด้วย ไปไหนก็มักจะไปด้วยกัน

ส่วนใหญ่หลวงปู่ทึมคิด แต่ให้หลวงปู่วงศ์ทำ เพราะหลวงปู่ทึมไม่แข็งแรง ส่วนหลวงปู่วงศ์โน่น...อยู่บนนั่งร้านหรือไม่ก็บนหลังคา ไม่ศาลา ก็โบสถ์...!"




(หลวงพ่อฯ และ หลวงปู่ชุ่ม, หลวงปู่บุญทึม)

...ผู้การอรรณพที่เล่าไว้ก็จบเพียงแค่นี้ ต่อมาหลังจากท่านทั้งสองได้พบกัน ก็มีผลงานมากมาย บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทั้งชาติและพระศาสนา



บันทึกช่วยจำ
การเดินทางของหลวงปู่วงศ์ ปี ๒๕๑๘-๒๕๒๐

ปี ๒๕๑๘
"...ในที่นี้จะขอนำมาสรุปโดยย่อว่า หลวงปู่พร้อมคณะชาวกะเหรี่ยง ได้มาที่วัดท่าซุงเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ งานครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดหลวงปุ่ปาน

และวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๑๘ เดินทางมาร่วมพิธีพุทธาภิเษก "ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม" ณ วัดบวรนิเวศน์ฯ ร่วมกับพระเกจิอาจารย์ต่างๆ

วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๑๘ เดินทางไปร่วมพิธียกฉัตรบนพระเจดีย์องค์เล็ก ณ วัดพระธาตุจอมกิตติ ร่วมกับหลวงปู่อีกหลายรูป ตามที่ได้เล่าเรื่องไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๘ ม.ค. ๒๕๔๐

ครั้นต่อมา วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ หลวงพ่อมาทอดผ้าป่าที่นี่อีกเป็นครั้งที่ ๒ แล้วไปทอดกฐินที่วัดจามเทวี ในวันที่ ๑๖ พ.ย. โดยมี หลวงปู่ชุ่ม, หลวงปู่คำแสนใหญ่, หลวงปู่ธรรมไชย รออยู่ที่นั่น

วันที่ ๒๐ ธันวาคม หลวงปู่มาพักที่บ้านเจ้ากรมเสริมเป็นครั้งแรก ร่วมกับ หลวงปู่คำแสนเล็ก, หลวงปู่ชุ่ม และ หลวงปู่ธรรมไชย

ปี ๒๕๑๙
...วันที่ ๑๙ มีนาคม หลวงปู่มางานยกช่อผ้าพระอุโบสถที่วัดท่าซุง เป็นครั้งที่ ๒ ครั้งนี้หลวงปู่ทำตาลปัตรและบาตรถวายหลวงพ่อเป็นที่ระลึกด้วย

แล้วมีการแห่ต้นทานไปรอบพระอุโบสถ หลังจากนั้นอีกไม่นาน หลวงปู่ก็มาที่วัดท่าซุงอีกเป็นครั้งที่ ๓ คราวนี้มาเป็นพิเศษ คือมาถึงวัดประมาณตี ๑ เพื่อนำเรือที่ทำขึ้นเองมาถวายแก่หลวงพ่อ

วันที่ ๒๔ เมษายน ๑๙ หลวงพ่อไปงานเผาศพ หลวงปู่บุญทึม วัดจามเทวี พบ หลวงปู่วงศ์, หลวงปู่ธรรมไชย, หลวงปู่คำแสนเล็ก, หลวงปู่คำแสนใหญ่, หลวงปู่ครูบาพรหมจักร, หลวงปู่ชุ่ม, หลวงปู่บุดดา, หลวงปู่มหาอำพัน


และที่สำคัญคือได้พบ หลวงปู่ครูบาอภิชัย (ครูบาขาวปี) ที่นี่ เวลานั้นอายุ ๘๖ ปี ที่หลวงพ่อบอกว่า "ขาวทั้งนอก ขาวทั้งใน" นั่นเอง

วันที่ ๖ สิงหาคม ๑๙ หลวงปู่มาบ้านเจ้ากรมเสริม แล้วไปร่วมปลุกเสกที่ "วัดระฆัง" วันที่ ๒๔ เดือนนี้เอง หลวงปู่จึงได้เดินทางร่วมกับหลวงพ่อ และหลวงปู่องค์อื่น ๆ ไป อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยไปพักที่บ้านอธิการบดีมหาวิทยาสงขลานครินทร์ แล้วจึงได้มีการยืนถ่ายภาพร่วมกันไว้ ณ ที่นั้น ที่เรียกกันในภายหลังว่า ๗ เซียนนั่นเอง เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๙ (ตอนนั้นผู้เขียนก็พักที่นี่ด้วย)


ความจริงยังมี "หลวงปู่กล่อม" (พระธรรมวราลังการ) วัดบุปผาราม กรุงเทพฯ อีกองค์หนึ่งที่ร่วมไปด้วย แต่ท่านแยกไปพักที่อื่น จึงไม่ได้ถ่ายรูปด้วย หลวงปู่วงศ์จึงได้มีความสัมพันธ์กับ "วัดบุปผาราม" ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากกลับมาจากปักษ์ใต้ไม่นาน "หลวงปู่ชุ่ม" ก็ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๐ ก.ย. ๒๕๑๙ แต่ก่อนที่หลวงปู่ชุ่มจะมรณภาพนั้น ท่านก็ได้เข้าโรงพยาบาลพร้อมกับหลวงปู่วงศ์ โดยไปรับหลวงปู่ทั้งสองท่านมาเข้าโรงพยาบาลพร้อมมิตร


หลวงปู่ชุ่มเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบ ปัสสาวะไม่สะดวก ส่วนหลวงปู่วงศ์ไปผ่าตัดทำกระดูกคอที่แตก เนื่องจากตกลงมาจากที่สูง ทั้งสององค์อยู่ห้องเดียวกัน

แต่หลวงปู่ชุ่มสิ้นไปเสียก่อนด้วยโรคหัวใจกำเริบ เรื่องหลวงปู่ชุ่มมรณภาพนี้ ได้เล่าไว้ในหนังสือแจกงานศพของ "คุณโยมเฉิดศรี (อ๋อย) ศุขสวัสดิ์" มีดังนี้ว่า..


"...มาได้ความจากหลวงปู่วงศ์ในภายหลังว่า หลวงปู่ชุ่มท่านพูดกับหลวงปู่วงศ์ ตั้งแต่อยู่ลำพูนแล้ว บอกว่าอยู่ที่นี่ก็ตาย ไปกรุงเทพก็ตาย ไปตายกรุงเทพดีกว่า เขาจะได้ทำบุญกัน

คุณโยมอ๋อยจึงต่อว่าหลวงปู่วงศ์ว่า "โธ่..! แล้วหลวงปู่ทำไม่บอก แล้วหลวงปู่ก็หัวเราะแหะ ๆ"


ปี ๒๕๒๐
...ปีนี้หลวงปู่ได้มาร่วมงานฝังลูกนิมิตวัดท่าซุง ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๒๔ เมษายน ๒๕๒๐ ผู้เขียนได้ร่วมบวชหมู่ในครั้งนี้ด้วย

ต่อมาหลวงพ่อมอบหมายให้หลวงปู่วงศ์เปลี่ยนฉัตรใหม่ ณ พระธาตุดอยตุง เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ผู้เขียนบวชแล้วจึงเดินทางไปร่วมพิธีครั้งนี้ด้วย..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 21/3/19 at 06:23 [ QUOTE ]


ตอนที่ 9

เล่าเรื่อง...พบหลวงปู่ก่อนมรณภาพ
เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
(บรรยายโดย..คณะทีมงานฯ)


"...ก่อนอื่นขอย้อนการจัดงานทำบุญครบรอบอายุ ๘๔ ปี ณ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม เมื่อปี ๒๕๔๐ ผ่านไปแล้ว หลวงปู่ก็มีสุขภาพดีขึ้น หลังจากนั้นหลวงพี่ก็ไม่ได้พบหลวงปู่อีกเลย จนกระทั่งได้พบหลวงปู่ครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๔๓

ภาพถ่ายเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
ก่อนที่หลวงปู่จะมรณภาพ ๓ เดือน (รวม ๑๐ ภาพ)


๑. ฐานพระเจดีย์ที่เพิ่งเริ่มจะสร้าง หลวงพี่ได้ไปถึงโดยไม่รู้มาก่อน ท่านได้เข้าไปสรงน้ำหอมโปรยดอกไม้ที่บริเวณนั้น ในขณะที่กำลังสร้างฐานสร้างพระเจดีย์


๒. ในขณะนั้น ลูกศิษย์หลวงปู่ได้เข้ามาเรียนกับหลวงพี่ว่า "หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์" กำลังเดินทางมาที่นี่พอดี


๓. นี่เป็นศาลามุงหญ้าแฝกใหม่ๆ ที่สร้างไว้ถวายทานแด่หลวงปู่ฯ ในเวลาที่ท่านมาตรวจงานที่นี่


๔. ฉะนั้น ในตอนบ่ายของ วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ วันนี้นับเป็นวันแห่งประวัติศาตร์ ที่ได้กราบหลวงปู่ฯ ณ สถานที่นี้โดยบังเอิญ


๕. หลวงพี่พร้อม "คณะตามรอยพระพุทธบาท" ได้ร่วมถวายปัจจัย ๕,๐๐๐ บาท เพื่อร่วมสร้างสถานที่นี้


๖. ความจริงตั้งใจหลวงพี่ตั้งใจจะเดินทางไปแจกของที่ อ.แม่แจ่ม กับท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุง จึงได้เข้ามาทางนี้ อันเป็นสถานที่หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์สร้างอนุสาวรีย์ "ครูบาเจ้าศรีวิชัย" ไว้ ณ ประตูทางเข้าจากเมืองเถินสู่เมืองลี้


๗. จากนั้นหลวงพี่และพวกเราได้เข้าสรงน้ำที่มือและเท้าของหลวงปู่ฯ


๘. นับเป็นการได้พบท่านเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นอีก ๒-๓ เดือน ท่านก็มรณภาพไปในที่สุด


(ขอบคุณภาพจาก dharma-gateway.com)

๙. ร่างของหลวงปู่ฯ ได้นอนสงบนิ่งชั่วนิจนิรันดร์ แต่ผลงานของท่านยังปรากฏอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย


(ขอบคุณภาพจาก rakpratat.com)

๑๐. ทั้งนี้ หลวงปู่ได้บอกสถานที่มีรอยพระพุทธบาทให้แก่หลวงพี่อีก ๖ แห่ง ซึ่งภายหลังหลวงพี่ก็ได้ไปค้นหาจนครบถ้วนทุกแห่งที่ท่านได้บอกเป็นวาระสุดท้ายของท่าน ณ สถานที่นี้.


เล่าเรื่อง..เดินทางไปภาคเหนือ
เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔

๑. วัดครูบาศรีวิชัย บ.ห้วยทราย ต.โดนดำ อ.ลี้ จ.ลำพูน

ส่วนการเดินทางเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ เนื่องจากหลวงพี่ชัยวัฒน์ได้รับกิจนิมนต์ไปร่วม "งานฉลองพระพุทธรูป" ที่ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน

ท่านจึงได้ออกเดินทางจากวัดกันตั้งแต่เช้ามืด เวลาตีสี่ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ โดยมีคณะรถตู้ของ "หลวงพ่อโอ" อีก ๑ คัน

ระหว่างที่รถวิ่งเลี้ยวเข้าไปทาง อ.เถิน จ.ลำปาง หลวงพี่ได้เห็นนั่งร้านรอบพระเจดีย์ ซึ่งเป็นสถานที่ "หลวงปู่ชัยวงศ์" สร้างไว้ ณ อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย เพื่อเป็นอนุสรณ์ ณ ประตูทางเข้าสู่เมืองลี้ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน

รถได้วิ่งขึ้นไปบนเนินเขา ซึ่งหลวงพี่ได้เคยกราบหลวงปู่ชัยวงศ์เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ก่อนที่หลวงปู่จะมรณภาพ

หลังจากนั้นวันที่ ๑๖ เดือนพฤษาคม ๒๕๔๓ หลวงปู่ก็มรณภาพ ด้วยเหตุนี้เมื่อหลวงพี่เดินลงจากรถ ท่านได้หวลระลึกถึงว่าครั้งสุดท้ายที่ได้พบหลวงปู่นั้น

ท่านได้ถวายปัจจัยร่วมสร้างสถานที่แห่งนี้ เป็นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท ครั้งนี้โชคดีที่ท่านได้กลับมาร่วมบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะนับเวลา ๑๐ - ๑๑ ปีมาแล้ว

ในขณะนั้นได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ พระกฤษณะ ถาวโร จึงได้เข้าไปสอบถามได้ทราบว่า ทางวัดเพิ่งจะตั้งนั่งร้านเมื่อวานนี้เอง เพื่อจะได้ทาสีองค์พระธาตุใหม่

หลวงพี่และพวกเราถึงกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ โชคดีที่ได้กลับมาร่วมทำบุญกันอีก จึงได้ร่วมทำบุญทาสีพระเจดีย์ "ศรีวิชัยจอมคีรี" จำนวนเงิน ๑,๕๐๐ บาท

อีกทั้งท่านได้ให้ข้อมูลว่า มีรอยพระพุทธบาทอยู่ที่ "แม่หว่าง" (ขุนห้วยแม่หว่าง) ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน ภายหลังก็ได้ไปกราบไหว้สมปรารถนา



ระหว่างนั่งรถผ่าน ได้มองเห็นพระเจดีย์ "ศรีวิชัยจอมคีรี" กำลังตั้งนั่งร้านอยู่รายรอบ (ภาพถ่าย ณ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔)


หลวงพี่ได้เข้าไปร่วมทำบุญกับพระกฤษณะที่อาศัยอยู่ที่วัดแห่งนี้


พระกฤษณะได้ให้ข้อมูลรอยพระพุทธบาทที่ บ้านนาหว่าง ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน


(ภาพโดยรวม พระวิหารและพระเจดีย์ที่หลวงปู่ชัยวงศ์สร้างไว้ก่อนจะมรณภาพ)


...เป็นอันว่า พระเจดีย์องค์นี้หลวงพี่ได้ร่วมสร้าง ๒ ครั้ง คือครั้งแรกได้ทำบุญกับหลวงปู่ และครั้งที่ ๒ ก็ได้กลับมาบูรณะกับพระรุ่นหลังอีกด้วย

๒. วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน

...หลังจากได้ทำบุญกันเป็นปฐมฤกษ์ สำหรับการเดินทางทริปนี้โดยไม่รู้กันมาก่อนแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ

อีกทั้งพระกฤษณะได้บอกว่า ทางวัดพระบาทห้วยต้มกำลังซ่อม "วิหารครอบรอยพระพุทธบาท" จึงได้ออกเดินทางต่อไปด้วยความปลื้มปีติ จนกระทั่งถึงวัดพระบาทห้วยต้ม




ป้ายบอกอานิสงส์ "การสร้างพระเจดีย์" ที่หน้าวัดพระบาทห้วยต้ม



พระวิหารครอบรอยพระพุทธบาททั้งคู่ ได้ทำการซ่อมแซมตั้งแต่ปีที่แล้ว



หลวงพี่ได้แจกเงินให้แก่ช่างทุกคน คนละ ๑๐๐ บาท


ด้านหน้าพระวิหาร สถานที่แห่งนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ได้เดินทางมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘


หลวงพี่ได้ร่วมทำบุญใส่ตู้ เพื่อร่วมซ่อมวิหารครอบรอยพระพุทธบาท จำนวน ๓,๐๐๐ บาท



จากนั้นได้กราบไหว้บูชารอยพระพุทธบาทกัน





เมื่อได้สรงน้ำปิดทองรอยพระพุทธบาทคู่แล้ว จึงได้ออกมากราบไหว้สรีระศพหลวงปู่ชัยวงศ์ที่วิหารแห่งนี้



๓. สร้างพระธาตุ ๓ ครูบา หน้าตลาดลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน


ต่อจากนั้นหลวงพี่ได้ออกมาฉันเพลที่ตลาดลี้ ได้พบว่าทางอำเภอกำลังจัดสร้าง "พระธาตุ ๓ ครูบา" ได้แก่


พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และ ครูบาเจ้าศรีวิชัย, ครูบาอภิชัย (ขาวปี) และ ครูบาชัยวงศา
จึงได้ร่วมทำบุญใส่ตู้เป็นเงิน ๒๐๐ บาท จึงขอเชิญร่วมอนุโมทนาย้อนหลังกันอีกครั้ง..สวัสดี"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/3/19 at 04:26 [ QUOTE ]


ตอนที่ 10

ประวัติการพบระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่


"...เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าเรื่อง..การจัดงานทำบุญครบรอบอายุ ๘๔ ปี ณ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม เมื่อปี ๒๕๔๐

พร้อมกับเล่าประวัติการพบระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่ว่ามีความเป็นมาอย่างไร จนกระทั่งมีผู้คนรู้จักและมีความเคารพศรัทธา

วัดพระพุทธบาทห้วยต้มก็ได้เจริญรุ่งเรืองต่อมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เพราะสมัยนี้มีการเขียนประวัติที่ไม่กล่าวถึงตอนนี้ไว้เลย

สรุปความได้ว่า "หลวงปู่บุญทึม" วัดจามเทวี จึงเป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์ให้หลวงพ่อกับหลวงปู่ได้รู้จักกัน โดยแนะนำให้หลวงพ่อพบกับหลวงปู่ชุ่มก่อน แล้วจึงได้พบกับหลวงปู่ครูบาชัยวงศ์เป็นองค์ต่อมา

เป็นอันว่า หลวงพ่อก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพุทธบัญชาให้หลวงพ่อไปตามหาพระที่มีชื่อว่า "ทึม" แล้วท่านก็ได้พบกันตามพระพุทธประสงค์ตรงทุกประการ

ต่อมาหลวงปู่ชัยวงศ์ก็มีสุขภาพดีขึ้น หลังจากนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้พบหลวงปู่อีกเลย จนกระทั่งได้พบหลวงปู่ครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๔๓

คณะได้ทำบุญและสรงน้ำที่มือและเท้าของท่านเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ท่านจะมรณภาพในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓

พิธีบำเพ็ญกุศลครบรอบ ๘๔ ปี
...ในตอนนี้ ขอย้อนกลับมาเล่าถึงเหตุการณ์วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๐ จากคลิปวีดีโอที่บันทึกไว้ว่า

หลังจากหลวงปู่จุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรีแล้ว จึงได้เปิดเทปบวงสรวงของหลวงพ่อ แล้วตามด้วยเสียงสวดมนต์ของหลวงปู่ต่างๆ เช่น

หลวงปู่ชุ่ม หลวงปู่ธรรมไชย หลวงปู่ชัยวงศ์ เป็นต้น เป็นทำนองชาวเหนือแบบล้านนา (ท่านไปสวดที่ พระธาตุจอมกิตติ เมื่อ ปี ๒๕๑๘)

ต่อจากนั้นก็เป็นการกล่าวขอขมาโทษต่อองค์หลวงปู่ แล้วจึงกล่าวถวายเครื่องไทยทาน พร้อมทั้งถวายรูปเหมือนหลวงพ่อ ฯลฯ

ครั้นหลวงปู่รับเครื่องไทยทานและรูปเหมือนหลวงพ่อ และสิ่งของอื่น ๆ แล้ว ต่อจากนั้นจึงอุทิศถวายกุศลและอวยพรให้หลวงปู่ เสร็จแล้วหลวงปู่ก็ให้พร แล้วท่านก็ขอตัวกลับที่พัก

...หลังจากนั้นพระสงฆ์ทั้งหลาย จึงได้เจริญพระพุทธมนต์ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

๑. พระครูพิสิษภ์สังฆการ (ครูบาผัด) วัดศรีดอนมูล
๒. พระครูพินิจสารธรรม วัดนาเลี่ยง
๓. พระอาจารย์วิชัย วัดถ้ำผาจม
๔. พระอาจารย์เวทย์ วัดพระบาทห้วยต้ม
๕. ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล
๖. พระอาจารย์สมศักดิ์ วัดทุ่งหลวง
๗. พระมหาสิงห์ สำนักสงฆ์ถ้ำป่าไผ่
๘. พระอาจารย์วิชัย วัดแม่สะลาบ

๙. เจ้าอาวาส วัดแม่ระมาดน้อย
๑๐. พระอาจารย์อ่อนแก้ว วัดพระบาทห้วยต้ม
๑๑. ครูบาพรชัย วัดพระบาทสี่รอย
๑๒. พระอาจารย์นพดล วัดพระบาทเตาะเมาะ
๑๓. พระอาจารย์คำจันทร์ วัดพระบาทห้วยต้ม
๑๔. พระอาจารย์สวัสดิ์ วัดพระบาทผาผึ้ง
๑๕. พระอาจารย์ตักษาสด์ วัดพระบาทผาหนาม
๑๖. ครูบาแก้ว วัดพระธาตุดอนเรือง

ครั้นถวายจตุปัจจัยไทยทานแล้ว พระสงฆ์จึงให้พร เป็นอันเสร็จพิธี รวมเงินทำบุญในครั้งนี้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ (รวมทะ้งหลวงปู่ชัยวงศ์ และพระภิกษุสามเณร วัดพระพุทธบาทห้วยต้มทุกรูป)

เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหาร และญาติโยมรับประทานอาหาร พร้อมกับชมฟ้อนรำของเด็กหญิง จากหมู่บ้านวัดพระบาทห้วยต้มไปด้วย จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ


วัดพระบาทผาผึ้ง อ.ลี้ จ.ลำพูน
...แต่คณะส่วนใหญ่ยังมีรายการที่อื่นต่อ คือตรงไปที่ "วัดพระบาทผาผึ้ง" ซึ่งมีนัดไว้กับเจ้าอาวาส ว่าจะไปช่วยสร้างบันไดขึ้นบนรอยพระบาท และมณฑปครอบรอบพระบาทที่ยังสร้างค้างอยู่

ครั้นเมื่อไปถึงวัดแล้ว ในขณะที่ทุกคนกำลังเดินขึ้นบันไดสู่รอยพระพุทธบาทที่อยู่บนเขานั้น

พลันก็มีละอองฝนโปรยปรายลงมาชั่วขณะหนึ่ง จึงได้นำบายศรีขึ้นไปสักการบูชา และเปิดเทปบวงสรวงตามโบราณประเพณี

ต่อจากนั้นก็เปิดโอกาสให้ญาติโยมได้เข้าไปสรงน้ำหอม และปิดทองรอยพระพุทธบาทกัน

ในขณะทำพิธีบวงสรวงสักการบูชานั้น ทุกคนต่างมีความปลาบปลื้มใจ ที่ได้รับหยาดฝน (หยดน้ำ) ทิพย์ที่ไหลหลั่งลงมาจากฟากฟ้า สร้างความเยือกเย็นไปทั่วสรรพางค์กาย

เมื่อทุกคนต่างทยอยลงมาข้างล่าง แล้วก็ไปรวมตัวกันที่ศาลา รวบรวมเงินได้ประมาณ ๑๐๒,๐๐๐ บาทเศษ

จึงพร้อมใจกันถวายแด่เจ้าอาวาส แล้วออกเดินทางไปที่ "พระธาตุจอมทอง" กันต่อไป


ประวัติพระพุทธบาทห้วยต้ม
เล่าโดย หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์

"...หลวงปู่เคยเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของ "พระพุทธบาทห้วยต้ม" ให้ฟังว่า..

ในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ในที่ต่างๆ ครั้งหนึ่งได้เสด็จมาถึงดงไม้ตาล เสด็จขึ้นประทับบนจอมดอยแห่งหนึ่ง เรียกว่า “ดอยนางพี่” ได้ประทานพระเกศาธาตุให้พวกละว้าบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่ดอยนั้น

จากนั้นก็เสด็จมาที่จอม "ดอยนางน้อง" เมืองเถิน ทรงประทานพระเกศาธาตุ ๑ เส้น ให้พวกละว้าที่มาฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นบรรจุในพระเจดีย์ เรียกที่นั้นว่า “ดอยนางน้องจอมแจ้ง” (เพราะเสด็จมาถึงที่นั้นตอนรุ่งเช้า)

หลังจากนั้นก็เสด็จมาที่ดอยนางจอมสร้อย ประทานพระเกศา ๑ เส้น ให้พญาอุตตมะบรรจุไว้ในถ้ำ สร้างพระเจดีย์ครอบไว้ ต่อมาสร้างเป็นวัดเรียกว่า พระธาตุเกตุสร้อย (หลวงพ่อชัยวงศาบวชเณรที่นั้นเมื่ออายุ ๑๓ ปี) สมัยนี้เรียกกันว่า "พระธาตุแก่งสร้อย"

ต่อจากนั้นพระพุทธองค์เสด็จไปที่เกาะเกลือ เหนือเขื่อนภูมิพลประทับรอยพระบาทไว้ที่ยอดดอยห้วยน้ำจืด เรียกที่นั่นว่า “พระพุทธบาทห้วยน้ำจืด”

จากนั้นได้เสด็จมาที่ห้วยขุนก่อ ซึ่งมีพวกละว้าอาศัยอยู่ พวกละว้าเอาไม้หูกวางมาพัดให้พระพุทธเจ้า เพราะอากาศร้อนมาก แล้วก็ขอประทานรอยพระบาท

พระพุทธองค์ก็ประทับรอยพระบาทไว้ที่หิน ณ ที่นั้น พวกละว้าเอาเม็ดมะก่อ ซึ่งใช้เคี้ยวมากับหมากมาถวาย ที่นั้นจึงเรียกว่า “ห้อยก้อ” นานเข้าก็เพี้ยนไปเป็น "ห้วยก้อ" (ซึ่งเป็นบ้านเดิมของหลวงพ่อครูบาชัยวงศา)

สถานที่ต่อไปคือที่ ขุนหาด ซึ่งพวกละว้าเอาหน่วย (เม็ด) มะหาดมาถวาย พระพุทธองค์ก็รับมาฉันแล้วเอาเม็ดให้พวกละว้าไปปลูก (ต้นละหาดยังคงปลูกสืบต่อกันไป จนบัดนี้ยังปรากฏอยู่ในบริเวณวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม)

พวกละว้าก็ขอรอยพระบาทไว้ ณ ที่นั้น พระพุทธงค์ทรงประทานนามว่า “พระบาทขุนห้วยมะหาด” บริเวณติดต่อกับห้วยก้อในปัจจุบัน)

จากนั้นก็เสด็จไปยัง "ดอยวัวอุศุภราช" และ "ดอยจอมสวรรค์" ประทานเกศาธาตุไว้แห่งละ ๑ เส้น และให้สร้างพระเจดีย์ครอบไว้ทั้ง ๒ แห่ง


พระพุทธบาทผาหนาม

...ต่อจากนั้นทรงดำริจะไปที่ "ผาหนาม" แต่ไม่ไปทางตรง เพราะมีขวากหนามมากมาย จึงทรงเลี่ยงไปทางทิศตะวันตก ทางที่พระพุทธองค์เสด็จผ่านจึงเรียกว่า “ห้วยนาเลี่ยง”

ระหว่างทางทรงประทับพักผ่อน ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่นั้นจึงเรียกว่า “ห้วยแห่หว่าง” (ชื่อทั้ง ๒ ยังคงเรียกมาจนทุกวันนี้) จากนั้นก็เสด็จมาถึง "ห้วยแม่ละ" มาพักที่บริเวณวัดในปัจจุบันนี้

ขณะนั้นมีพระยาแก้ว พญาเมืองเถิน และหมอพรานอีก ๘ คน หาบเนื้อสดเดินมาพบเข้า ไม่มีอะไรจะถวายจึงเอาเนื้อคนละชิ้นมาถวาย พระพุทธองค์ไม่ฉัน

พวกพรานจึงเอาเนื้อไปกองรวมไว้ พวกละว้าที่อยู่ในบริเวณนั้น จึงไปต้มข้าวมาถวายสมเด็จพระจอมไตรจึงทรงรับมาฉัน และให้ศีลให้พรพวกละว้า

พวกพรานและพ่อพญาแก้ว พ่อพญาเถิน พ่อฤาษี ขอประทานพระเกศาธาตุ สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ไม่ประทานให้ เพราะไม่มีถ้ำที่จะบรรจุ

พวกเหล่านั้นก็ขอประทานรอบพระบาท พระบรมโลกนาถทรงรับสั่งให้ไปหาหินใหญ่มาก้อนหนึ่ง พวกพรานทั้ง ๘ คนก็ไปหาหินมาตามพระประสงค์

พระพุทธองค์จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้ และทรงรับสั่งว่า “ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนก็เหมือนอยู่ใกล้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็เหมือนอยู่ไกล” และทรงประทานนามที่นั้นว่า “ห้วยต้มข้าว”

ต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็นห้วยข้าวต้ม ซึ่งเป็นชื่อวัดพระพุทธบาทห้วยต้มในปัจจุบัน พวกพรานทั้งหลายก็เผาหอกดาบทั้งหมด และเลิกรับประทานเนื้อสัตว์ตั้งแต่นั้นมา

ผู้ที่มาอยู่ในบริเวณวัดนี้ก็สืบทอดเจตนาของเจ้าของเดิมมาจนถึงปัจจุบัน โดยการรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ และไม่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นอาหาร

ส่วนพวกละว้า พญาแก้ว พ่อฤาษี เมื่อตายไปก็ไปเป็นเทพรักษาพระพุทธบาท และอยู่ในบริเวณวัดนี้สืบมา

จากนั้นทรงเสด็จไปถึง "ผาหนาม" พร้อมกับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป ทรงประทับรอยพระบาทไว้ แล้วทรงตรัสกับพระภิกษุว่า

“เราจะมาทางตรงไม่ได้เพราะมีขวากหนามมาก นั่นก็คือระหว่างทางมีวัดอยู่วัดหนึ่ง พระที่อยู่ในวัดนั้นเอาเงินที่หามาได้อย่างไม่บริสุทธิ์มาซื้อภัตตาหารไว้ถวาย

นอกจากนี้พวกชาวบ้านแถบนั้นยังบอกกับพระว่า การสร้างบุญสร้างทานอย่างเงียบๆ ไม่สนุก ต้องหาเหล้ายาปลาปิ้งมาเลี้ยงกัน เล่นมหรสพให้เป็นที่ครึกครื้น และเตรียมฆ่าวัว ควาย ไว้รอรับตถาคต

ฉะนั้น พวกเราจึงเดินไปทางนั้นไม่ได้ เพราะจะรับของที่เขานำมาถวายก็ไม่ได้ จะไม่รับก็ไม่ได้เพราะเป็นการขาดเมตตา ดังนั้นจึงต้องเดินเลี่ยงมาอีกทางหนึ่ง ที่นั้นจึงเรียกว่า “นาเลี่ยง” มาจนทุกวันนี้.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/4/19 at 05:20 [ QUOTE ]


ตอนที่ 11

พิธีบวงสรวง ณ พระธาตุศรีจอมทอง


"...ขอย้อนเล่าเรื่องสักเล็กน้อยเมื่อวันที่ ๑๙ เม.ย. ๒๕๔๐ ว่าหลังจากงานบำเพ็ญกุศลฉลองอายุครบรอบ ๘๔ ปีหลวงปู่ชัยวงศ์ ครั้นหลวงปู่รับเครื่องไทยทานและรูปเหมือนหลวงพ่อ และสิ่งของอื่น ๆ แล้ว

ต่อจากนั้นจึงอุทิศถวายกุศลและอวยพรให้หลวงปู่ เสร็จแล้วหลวงปู่ก็ให้พร แล้วท่านก็ขอตัวกลับที่พัก หลังจากนั้นพระสงฆ์ทั้งหลาย จึงได้เจริญพระพุทธมนต์

ครั้นถวายจตุปัจจัยไทยทานแล้ว พระสงฆ์จึงให้พร เป็นอันเสร็จพิธี รวมเงินทำบุญในครั้งนี้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ

เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหาร และญาติโยมรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันกลับ แต่คณะส่วนใหญ่ยังมีรายการที่อื่นต่อ คือตรงไปที่ "วัดพระบาทผาผึ้ง"

ซึ่งมีนัดไว้กับเจ้าอาวาสว่า จะไปช่วยสร้างบันไดขึ้นบนรอยพระบาท และมณฑปครอบรอบพระบาทที่ยังสร้างค้างอยู่ วัดนี้อยู่หลังวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม

เมื่อทำพิธีบวงสรวงรอยพระพุทธบาทแล้ว ทุกคนต่างทยอยลงมาข้างล่าง แล้วก็ไปรวมตัวกันที่ศาลา รวบรวมเงินได้ประมาณ ๑๐๒,๐๐๐ บาทเศษ จึงพร้อมใจกันถวายแด่เจ้าอาวาส

ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป ตามที่ได้ลงประวัติ "รอยพระพุทธบาทห้วยต้ม" และ "รอยพระพุทธบาทผาหนาม" ตามที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับไว้ ก็เพื่อให้ผู้อ่านทั้งหลายเข้าใจ

แต่ผู้เขียนขอย้ำเรื่องนี้สักเล็กน้อย เพราะเมื่อหลายปีก่อนได้รับจดหมายจากลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงพ่อท่านหนึ่ง ท่านมีความรู้ด้านธรณีวิทยา

ตามจดหมายได้ทักท้วงว่า น่าจะเป็นรอยธรรมชาติ เพราะรอยพระพุทธบาทจริงมีที่สระบุรีเพียงแห่งเดียว ผู้เขียนจึงได้เขียนตอบไปว่า

แล้วที่พระพุทธบาทห้วยต้ม, พระพุทธบาทผาหนาม หรือ พระพุทธบาทตากผ้า เป็นของจริงหรือไม่ เพราะถ้าไม่จริง ครูบาเจ้าศรีวิชัย, ครูบาขาวปี, ครูบาพรหมจักร, และครูบาชัยวงศ์ ท่านคงไม่กราบไหว้หรอก !!


วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร

...ขอเล่าเรื่องต่อไปว่า จากนั้นขบวนรถเดินทางมายังจุดที่ ๓ ก็มีละอองฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย และการมาในครั้งนี้ นอกจากจะทำบายศรีมาบวงสรวงกันแล้ว พวกเราก็ตั้งใจจะมาขอสรงน้ำพระบรมธาตุอีกด้วย

เพราะตามปกติทางวัดจะไม่นำออกมาให้สรงน้ำ นอกจากจะเป็น "วันพระ" เท่านั้น นับตั้งแต่วันกลางเดือน ๓ ไปจนถึงกลางเดือน ๗ รวมเป็นเวลา ๔ เดือน ซึ่งเป็นฤดูร้อน

แต่ที่พวกเราไปในวันนั้น ไม่ได้ตรงกับวันพระ จึงจะต้องขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสเป็นกรณีพิเศษ แต่ตามโบราณประเพณีก่อนที่จะสรงน้ำพระบรมธาตุ จะต้องมีผู้กล่าวอาราธนาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุก่อน

ครั้นผู้กล่าวนำและผู้ขออาราธนาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ โดยหลวงพี่โอเป็นผู้ถือพานดอกไม้ธูปเทียนไว้เหนือเศียรเกล้าแล้ว

พระพิธีกรรมของวัด ๒ รูป ก็ได้อัญเชิญโกศแก้วที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ออกมาจาก "คูหาประสาท" แล้วจึงนำมาวางประดิษฐานไว้บนโต๊ะด้านหน้าของพระประธาน

ผู้จัดจึงได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาในครั้งนี้ และประวัติ "วัดพระธาตุศรีจอมทอง" มีในความโดยย่อ ดังนี้...


ตามรอยครูบาอาจารย์

...การเดินทางในคราวนี้ นอกจากจะร่วมบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานฉลองอายุ "หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์" แล้ว เรายังจัดรายการ "ตามรอยครูบาอาจารย์" กันอีกด้วย

ท่านทั้งหลายคงจะจำได้ว่าหลวงพ่อตาม "ล่าพระอาจารย์" เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ หลังจากท่านไปตามสถานที่ต่าง ๆ แล้ว

ในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ท่านก็ออกเดินทางจาก วัดน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ แล้วมาที่ "วัดพระธาตุศรีจอมทอง" แห่งนี้

พวกเราที่ได้ทันสมัยหลวงพ่อก็ดี หรือที่มาภายหลังก็ดี จึงต้องถือโอกาส "ตามรอยครูบาอาจารย์" กัน เพื่ออานิสงส์แห่งผลมรรคนิพพานกันต่อไป

ในคราวนั้น เมื่อท่านเดินทางกลับมาถึงวัดแล้ว จึงได้เล่าเรื่อง "พระธาตุศรีจอมทอง" ไว้ในหนังสือ "ฤาษีทัศนาจร เล่ม ๑" ตามคำบอกเล่า ที่มีผู้มาเล่า (ไม่เห็นตัว) ให้ฟังในขณะนั้น

ซึ่งผู้เขียนก็ได้เทียบเคียงกับ "ตำนานของวัด" ไปด้วย (ตามข้อความในวงเล็บ) เพื่อช่วยให้ท่านผู้อ่านบางท่าน ที่อยากจะต้องการหาหลักฐานมายืนยันกับคำบอกเล่าของหลวงพ่อ

อีกทั้งเพื่อเป็นการพิสูจน์ไปด้วยว่า เรื่องที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังนั้น พอจะมีความน่าเชื่อถือได้ขนาดไหน ซึ่งจะขอนำมาเล่าพอได้ใจความ ดังนี้


ประวัติพระธาตุศรีจอมทอง
จาก หนังสือฤาษีทัศนาจร เล่ม ๑

"...ในสมัยพุทธกาล มีเมืองหนึ่งอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง เมืองนี้มีชื่อว่า "เมืองอังครัฐ" มีตอยจอมทองอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง เป็นดอยที่มีรูปร่างเหมือนกับ "เต่าคำ" (คำ ทางเหนือหมายถึง ทองคำ ได้แก่ เต่าทอง นั่นเอง)

มีแม่น้ำ ๒ สายไหลผ่าน คือ "แม่น้ำระมิงคนที" ที่เขาเรียกกันว่า "แม่น้ำปิง" ซึ่งมีศัพท์เพี้ยนมา จากคำว่า "แม่น้ำอิง" แล้วก็มาจากชื่อเดิมว่า "แม่น้ำขุนพู"

แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านดอยจอมทอง ทางด้านทิศตะวันออก แล้วแม่น้ำอีกสายหนึ่ง ที่มีชื่อว่า "แม่น้ำสักการนที" ในปัจจุบันนี้เรียกว่า "แม่น้ำแม่กลาง" นั่นเอง

แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านดอยจอมทองทางด้านทิศตะวันตก แล้วไหลมาบรรจบกับ "แม่น้ำปิง" หรือว่า "แม่น้ำระมิงคนที" ที่ "ตำบลสบกลาง"

ซึ่งอยู่ทางใต้ของดอยจอมทอง ห่างกันประมาณพันวา รวมความว่า ดอยจอมทองอยู่ระหว่างกลางของแม่น้ำทั้งสองนั่นเอง


ตำนานพระธาตุจอมทอง" โดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์
...ส่วนในหนังสือตำนานเล่มนี้ เป็นคัมภีร์ใบลานโดยการแปลจากอักษรไทยยวนของ พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ ได้แปลจากการบันทึกไว้ในสมัยนั้น

โดย "พระติสสมหาเถระ" องค์อรหันต์สมัยนั้น (เรื่องบันทึกนี้เหมือนตำนาน "พระธาตุพนม" เป็นการบันทึกของพระอรหันต์เช่นกัน) ท่านได้เริ่มต้นไว้ดังนี้

"...เราผู้ชื่อว่า "ติสสมหาเถระ" ผู้เป็นศิษย์แห่ง "พระมหาโมคคัลลิปุตติสสเถระ" (พระเถระองค์นี้เป็นประธานทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศก)

ท่านติสสะกล่าวว่า ท่านเป็นศิษย์สืบๆ มาแต่ "พระมหากัสสปะ" มานั้นแล แล้วท่านก็ได้กล่าวถึงเมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ (พระสมณโคดม) ได้เป็น "พระยาสุทัสสนะ" ในเมืองกุสาวดีราชธานีด้วย (เมืองกุสาวดี คือ เมืองกุสินารามหานคร ซึ่งเป็นเมืองของพระเจ้าจักรพรรดิมาก่อน)

พระติสสเถระได้เล่าต่อไปอีกว่า ดอยลูกนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกแห่ง "เมืองกุสินารา" ประมาณ ๒๗ โยชน์ (จากหลักฐานนี้ แสดงให้เห็นว่า "เมืองกุสินารา" เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน อยู่ในอาณาเขตประเทศไทยจริงๆ)

ตามตำนานนี้บอกว่า เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เสด็จมาประทับโปรดเวไนยสัตว์ และเป็นที่ประดิษฐาน "พระทิกษิณโมลีธาตุ" คือ กระดูกจอมเศียรแห่งพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ (โดยเฉพาะองค์ปัจจุบันนี้ เป็นพระธาตุจอมหัวเบื้องขวาของพระองค์)


...ส่วนหลวงพ่อท่านได้เล่าต่อไปว่า เมืองอังครัฐนี้มีพระเจ้าแผ่นดินผู้ครองเมือง ทรงพระนามว่า "อังครัฐ" คือมีชื่อเหมือนกับเมือง

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ปรากฏว่ามีพ่อค้ามาจากเมืองราชคฤห์ ได้เล่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก ข่าวนั้นก็เข้าไปถึงพระเจ้าอังครัฐผู้เป็นพระราชา พระองค์ฟังแล้วก็แปลกใจ จึงทรงมีรับสั่งให้พ่อค้าที่มาเมืองราชคฤห์นั้นเข้าเฝ้า

เมื่อพ่อค้าเมืองราชคฤห์เข้ามา พระองค์ก็ทรงซักถามด้วยความสนใจ เพราะมีความปรารถนามานานแล้ว ที่จะทรงได้พบพระพุทธเจ้าอย่างเหลือเกิน

ครั้นทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นจริง และนอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีคนบรรลุตามจริงเสียด้วย จึงมีความเลื่อมใส มีความปราโมทย์ยินดีเป็นที่สุด อาศัยความดีใจที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น แล้วมีคนมาบอก

ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจมาบอกเขามาขายของ พอเขาบอกให้ฟังเท่านี้ อาศัยความดีมีศรัทธา สั่งให้คนไปนำเอาข้าวของเงินทอง ผ้าผ่อนท่อนสไบอย่างดี มาพระราชทานแก่พ่อค้าเป็นอันมาก

เมื่อพระราชาทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติแก่บรรดาพ่อค้าทั้งหลายเหล่านั้นแล้วหลัง จากนั้น อาศัยที่พระองค์มีความเคารพในองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ก็ตั้งใจรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ คือยอมตายเสียดีกว่าที่จะละเมิดศีล ๕

โอ้โฮ..! เก่งขนาดนี้ไม่ใช่เล่น เก่งมาก นี่..คนที่มีบุญญาธิการน่ะ เป็นอย่างนั้นนะ เพียงแต่ได้ยินข่าวว่าพระพุทธเจ้าปรากฏมีขึ้นในโลกตั้งใจเด็ดขาดเลยว่า

นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ละเมิดศีล ๕ เป็นอันขาด ถึงแม้ชีวิตจะตกล่วงจนหาไม่ ก็ช่างมันปะไร เรายอมตายดีกว่าศีลขาด

เมื่อพระเจ้าอังครัฐทรงเลื่อมใสก็รักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ พร้อมด้วยทรงตั้งสัตยาธิษฐานไว้ว่า

"...ขออำนาจบุญบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมไปด้วยพระสาวก ได้มีพระมหากรุณาทรงโปรดข้าพระพุทธเจ้า

ซึ่งเป็นคนอนาถา คือว่าอยู่ไกลเกินไป ไม่ทราบว่าเวลานี้ เมืองราชคฤห์ตั้งอยู่ที่ไหน การที่จะไปมันก็แสนลำบาก

ถ้าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อจะสงเคราะห์ข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยบรรดาพสกนิกรแล้ว ขอองค์สมเด็จพระประทีปแก้วพร้อมไปด้วยพระสาวกจงเสด็จมา ณ ที่นี้

โปรดข้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยบรรดาพสกนิกรทั้งหลาย เพื่อให้ได้มีโอกาสบำเพ็ญทานบารมี และสดับพระธรรมเทศนาตามศรัทธาเถิด พระพุทธเจ้าข้า..."

พระพุทธเจ้าส่ง "พระมหาโมคคัลลาน์" มาก่อน
...นี่เมื่อพระองค์ทรงศีลบริสุทธิ์ ไม่ทรงศีลองค์เดียว ชวนชาวบ้านชาวเมืองทรงศีลด้วย บอกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนก็ช่าง

ถ้าเรามีความเคารพเสียอย่างเดียว ใจเราถึงแล้วก็ชื่อว่าเราถึงพระพุทธเจ้า ชวนกันรักษาศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะทรงทราบจากบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น

ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปไหน ให้ชาวบ้านรักษาศีล ก็เลยพากันรักษาศีลให้บริสุทธิ์ แล้วก็ตั้งสัตยาธิษฐานอยากจะถวายทานกับพระพุทธเจ้า พร้อมไปด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์

ปรากฏว่าการอธิษฐานของพระเจ้าอังครัฐนั้นมีผล เพราะวาองค์สมเด็จพระทศพลเป็นอัจฉริยะมนุษย์ มีพระพุทธญาณเป็นพิเศษ

คืนวันนั้นเอง เวลาใกล้รุ่ง องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญาณว่า

เวลาเช้าวันนี้ควรจะไปโปรดพระเจ้าอังครัฐ แต่ก็ไม่ควรไปเอง ควรจะส่ง "พระมหาโมคคัลลานะ" พร้อมด้วยสาวกอีก ๔ องค์ไป

แล้วองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงได้มีพุทธบัญชารับสั่งให้ "พระมหาโมคคัลลานะ" ซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายมีฤทธิ์มาก (เพราะว่าพวกพ่อค้าเขามาคุยไว้ว่า พระนี่เหาะได้)

ฉะนั้น เพื่อเป็นการประกาศความเลื่อมใสให้บรรดาประชาชนทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ว่า พระสงฆ์สาวกของสมเด็จพระทรงธรรม์เหาะได้จริง ๆ ตามที่พ่อค้าคุยไว้

เมื่อพระโมคคัลลาน์กับพระอรหันต์ทั้ง ๔ รูป ได้รับบัญชาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็กราบบังคมลาองค์สมเด็จพระประทีปแก้วเหาะมาจากกรุงราชคฤห์ ให้สมกับที่บรรดาพ่อค้าทั้งหลายเขาเล่าลือกัน เพื่อจะมาสู่เมืองอังครัฐ

ฝ่ายพระเจ้าอังครัฐยังบรรทม แล้วก็ทรงพระสุบินนิมิต คือนอนฝันเห็นไปว่า มี พระยาหงส์ทอง ๕ ตัว บินมาลงที่พระลานหลวง

พระองค์ก็สะดุ้งตื่นจากบรรทม แล้วก็ทอดพระเนตรเห็น "พระโมคคัลลาน์" กับพระอรหันต์ทั้ง ๔ รูป ที่เหาะมานั้นพอดี

ก็ทรงเข้าใจเลยว่า การที่ฝันว่าพญาหงส์ทองนั้นก็คือพระ คงจะเป็นพระพุทธเจ้ากับพระสาวกมาโปรด เพื่อจะถวายทาน ก็คิดว่าการอธิษฐานของพระองค์มีผล

จึงทรงดีพระทัยรับลงไปนิมนต์พระทั้ง ๕ รูปเข้ามาสู่ท้องพระโรงแล้ว พระราชาก็ประกาศป่าวร้องประชาชน ในเมืองอังครัฐให้มาร่วมประชุม แล้วก็โดยเสด็จพระราชกุศล หมายถึงบำเพ็ญกุศลร่วมตามกัน

เมื่อบรรดาประชาชนมาประชุมพร้อมกันแล้ว พระราชาก็อาราธนาพระมหาโมคคัลลาน์ ได้ให้โอวาท พระเถระจึงถวายพระพรแจ้งแก่พระเจ้าอังครัฐให้ทรงทราบว่า

ตัวท่านเองนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า หากแต่ว่าเป็นพระอัครสาวกที่ได้รับบัญชาให้มา คือมาแทนพระองค์ เพื่อมาโปรดพระเจ้าอังครัฐ เพราะการที่พระองค์อธิษฐานให้องค์สมเด็จพระพิชิตมารมาโปรดนั้น พระพุทธองค์ทรงทราบทุกประการ

พระราชาทรงดีพระทัย แม้จะทรงอธิษฐาน อยู่ไกลแสนไกล แต่องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงทราบวาระจิตของพระองค์ได้ จึงขออาราธนาพระโมคคัลลาน์ให้โอวาท

พระเถระ จึงให้พระราชา และบรรดาประชาชนทั้งหลายสมาทานศีล ๘ ต่อจากนั้นไป พระเจ้าอังครัฐกับประชาชนก็ถวายอาหารบิณฑบาต

พระโมคคัลลาน์พยากรณ์ ณ ดอยอินทนนท์
...เมื่อพระโมคคัลลาน์และพระสงฆ์ ๔ รูปฉันแล้ว พระมหาเถระก็แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระราชาให้ตั้งมั่นอยู่ในทศพิศราชธรรม ๑๐ ประการ

แล้วก็ถวายพระพรลากลับ โดยเหาะจากพระราชฐานไปสู่ "ดอยอินทนนท์" สมัยนั้นเรียกว่า "ดอยอังคสักการะ" แล้วพระมหาโมคคัลลาน์ได้พยากรณ์ว่า

"...ต่อไปเมืองอังครัฐจะเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้า พระพุทธศาสนารุ่งเรืองตลอด ๕๐๐๐ ปี หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 14/4/19 at 09:20 [ QUOTE ]


ตอนที่ 12

ประวัติวัดพระธาตุศรีจอมทอง (ตอนที่ ๒)


"...เมื่อพระโมคคัลลาน์และพระสงฆ์ ๔ รูปฉันแล้ว พระมหาเถระก็แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระราชาให้ตั้งมั่นอยู่ในทศพิศราชธรรม ๑๐ ประการ

แล้วก็ถวายพระพรลากลับ โดยเหาะจากพระราชฐานไปสู่ "ดอยอินทนนท์" สมัยนั้นเรียกว่า "ดอยอังคสักการะ" แล้วพระมหาโมคคัลลาน์ได้พยากรณ์ว่า

"...ต่อไปเมืองอังครัฐจะเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้า พระพุทธศาสนารุ่งเรืองตลอด ๕๐๐๐ ปี หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว..."

นี่...ท่านบอกว่า "เมืองเจริญก้าวหน้านะ" เขาไม่ได้บอกว่า "การเป็นกษัตริย์ก้าวหน้าอยู่ที่นั่น" ท่านบอกว่า "จะเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าดี"

ท่านพูดถึง "เมือง" จำให้ดีนะ เดี๋ยวจะไปเถียงกันว่า "เมืองเจริญก้าวหน้า" เวลานี้ทำไมถึงได้เป็นอำเภอหนึ่งของประเทศไทย

ขอให้มีความเข้าใจในศัพท์ของพระท่านไว้ก่อน พระท่านพูดน่ะ ท่านพูดตรง ๆ แต่ไอ้พวกเราเองน่ะ คิดไม่ค่อยตรงกับศัพท์ที่พระท่านพูด จะไปนั่งเถียงกัน

เมื่อพยากรณ์เสร็จแล้ว พระโมคคัลลาน์กับพระอรหันต์ทั้ง ๔ รูป ก็กลับถึงกรุงราชคฤห์โดยทางอากาศ ครั้นเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระพิชิตมารที่พระเวฬุวันแล้ว จึงกราบทูลเรื่องราวที่ไปเมืองอังครัฐให้ทรงทราบทุกประการ

ต่อมาพระเจ้าอังครัฐมีความปรารถนาจะได้เฝ้าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วโดยตรง ในการที่พระมหาโมคคัลลาน์ให้ศีล ๘ ไว้

คนที่รับทุกคนในวันนั้น ก็ไม่ยอมละศีล ๘ เป็นว่างานการสร้างชาติ สร้างพลเมืองของชาติ ต้องระงับไปชั่วคราว แต่ไม่เป็นไร วันหลังทำกันใหม่ ระงับไว้ชั่วขณะหนึ่ง

พอถึงเวลากลางคืนวันหนึ่ง พระเจ้าอังครัฐก็ตั้งสัตยาธิษฐานว่า ขอองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมไปด้วยพระพุทธสาวก ขอได้โปรดข้าพระพุทธเจ้าอีกวาระหนึ่ง เพื่อสร้างความชื่นใจให้กับบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย

ความจริงที่ส่งพระโมคคัลลาน์มาก็ชื่อว่าเป็นการดีแล้ว แต่ว่าบรรดาประชาชนอยากจะนมัสการพระประทีปแก้วอีกโดยตรง

เพราะว่าการเห็นพระอรหันตสาวก ก็ชื่อว่าเป็นผู้วิเศษเกินกว่าที่จะคิดไว้ ถ้าหากวาประชาชนทั้งหลายได้นมัสการองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา และได้สดับพระธรรมเทศนาแล้ว อารมณ์จะเข้าถึงธรรมมากกว่านี้

นี่...ความจริงท่านเป็นพระราชาที่ฉลาดมาก เพราะคนในประเทศทั้งหมด ถ้าปรากฏว่าเป็นคนที่มีศีล ๕ หรือทรงธรรม การปกครองประเทศก็เป็นไปด้วยความสะดวก ไม่ยากแก่การปราบปราม เพราะคนเลวไม่มี มีแต่คนดี

เมื่อทรงอธิษฐานแล้วก็เข้าบรรทม กลางคืนทรงพระสุบินนิมิตฝันไปว่า มีช้างเผือกเชือกหนึ่งกับบริวารอีก ๕๐๐ เหาะมาสู่ดอยจอมทอง เห็นชาวเมืองทั้งหลายถือดอกไม้ธูปเทียน ไปบูชาพญาช้างเผือกกับบริวารเต็มไปหมด

ครั้นตื่นจากบรรทมทรงดำริว่า เมื่อครั้งก่อนนั้น เรามีศรัทธาปรารถนาจะเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วก็จุดดอกไม้ธูปเทียนอธิษฐาน

แล้วก็ไปสู่ห้องที่นอน (ห้องบรรทม) ก็ทรงสุบินนิมิตฝันไปว่าเห็นพญาหงส์ทอง รุ่งขึ้นเราก็เห็นพระโมคคัลลาน์กับพระอรหันต์ทั้ง ๔ รูป เหาะมาให้บำเพ็ญกุศล

มาคราวนี้..บางทีเราได้เห็น "ช้างเผือก"อาจจะได้บำเพ็ญกุศลกับองค์สมเด็จพระทศพล หรือมิฉะนั้น ก็ต้องเป็นพระสงฆ์ที่มีศักดาใหญ่กว่าพระมหาโมคคัลลาน์ เพราะว่าช้างเผือกนี่เป็นสัญลักษณ์ของบุคคลผู้มีบารมีสูง

ฉะนั้น พระองค์จึงโปรดให้ประชาชนจัดอาหารบิณฑบาต พร้อมไปด้วยเครื่องสักการะเข้าไว้ว่า ดีไม่ดีตอนนี้แหละ พระพุทธเจ้าจะต้องเสด็จ

ท่านเสด็จมาคราวนี้ ต้องมีพระตามมาถึง ๕๐๐ รูป ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มาเอง ก็ต้องมีพระสงฆ์ผู้มีศักดาใหญ่เป็นหัวหน้ามา

พระพุทธเจ้าเสด็จสู่ดอยจอมทอง
...เมื่อพระราชาได้ทรงรับสั่งให้ประชาชนจัดอาหารบิณฑบาต และเครื่องสักการะเครื่องบูชาประชุมพร้อมกันคอยอยู่ที่ดอยจอมทอง

เพราะว่าในความฝัน ฝันว่าช้างมันลงที่ดอยจอมทอง ห่างจากตัวเมืองไปนิดหน่อย และความจริงก็เป็นดังนั้น

หลังจากพระราชาพร้อมไปด้วยประชาชนทั้งหลายมาประชุมกันที่ตรงนั้นแล้ว ภายในไม่ช้าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้ง ๕๐๐ รูป ก็เหาะมาทางอากาศ แล้วก็ลงที่ดอยจอมทองจริงๆ เรียกว่าฝันแม่น

เมื่อพระเจ้าอังครัฐได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์ พร้อมไปด้วยพระสาวกทั้ง ๕๐๐ รูป ก็เกิดศรัทธาว่า การเห็นพระพุทธเจ้านั้น รู้ทันทีว่าองค์นี้คือพระพุทธเจ้า รู้ยังไง...?

เพราะพรรคพวกพ่อค้าก็มานั่งเทศนาเสียนานแล้ว คุยถึงความงามของพระพุทธเจ้าว่า งามยิ่งกว่าใครทั้งหมด ไม่มีบุคคลใดในโลกนี้ จะมีความงามเสมอไปด้วยพระพุทธเจ้า

มีลักษณะสมบูรณ์บริบูรณ์ทุกประการ ยิ่งไปกว่านั้น องค์สมเด็จพระพิชิตมารยังมีฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการล้อมพระวรกาย

มองไปแล้วคล้ายพระอาทิตย์ทรงกลด งามยิ่งกว่ามนุษย์และเทวดา และพรหมทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก

เวลานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง แล้วก็ทรงเหล่งฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ พระวรกายของพระองค์นี้ที่มีความสวยอยู่แล้วก็สวยหนักยิ่งขึ้น

คนทุกคนมองแล้ว แหม...ไม่อยากให้พระพุทธเจ้าคลาดแคล้วไปอยู่ที่อื่น มีความชุ่มชื่นไปด้วยอำนาจธรรมปีติ พระราชาพร้อมไปด้วยประชาชนทั้งหลาย ก็พากันถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์

สถานที่ยืนประทับพยากรณ์
...เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงประทับเรียบร้อย บรรดาประชาชนทั้งหลาย มีพระราชาเป็นหัวหน้า ได้นมัสการองค์สมเด็จพระบรมศาสดากันแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้ทรงตรัสกับพระราชาว่า

"เมืองนี้ต่อไปจะก้าวหน้าเจริญมาก ดอยจอมทองนี้ จะเป็นที่ประดิษฐาน พระโมลีจอมหัวของเรา คือเป็นกระดูกกระหม่อม หลังจากที่เรานิพพานไปแล้ว พระมหากัสสปจะเป็นผู้นำมาให้

เมื่อเรานิพพานไปแล้ว ๒๑๘ ปี จะมีพระธาตุรากขวัญเบื้องขวา คือกระดูกไหปลาร้าข้างขวา กับกระดูกย่อย ๆ รวม ๕ องค์ด้วยกัน

**(แต่ใน "ตำนานของวัด" บอกว่า "กระดูกด้ามมีดเบื้องขวา" แล้วสันนิษฐานว่า เป็น "พระรากขวัญ" ตรงกันกับหลวงพ่อ) จะนำมาโดย พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งชมพูทวีป จะเสด็จมาขุดอุโมงค์แล้วก็ทรงบรรจุเข้าไว้..."

สถานที่ยืนประทับรับบิณฑบาต
...เมื่อทรงพยากรณ์เสร็จเท่านั้น ก็ปรากฏว่ามีเทวดา ๒ องค์ กับพญานาค ๒ ตน รับอาสาว่าจะรักษาสถานที่นั้นมิให้เป็นอันตราย

จากนั้นพระราชาก็อาราธนาพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์สาวกรับอาหารบิณฑบาต ในสถานที่ได้จัดไว้ทางทิศเหนือของดอยจอมทอง

**(สถานที่พระพุทธเจ้ารับบิณฑบาตนั้นชื่อ "วัดด้าง" ตั้งอยู่ริมถนนด้านตะวันตก เหนือวัดพระธาตุจอมทอง เรื่องนี้หลวงพ่อเล่าได้ถูกต้อง ตรงตามตำนานของวัดอย่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน)

สถานที่ประทับนั่งฉันภัตตาหาร
...ครั้นพระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์แล้วก็เสด็จไปรับบิณฑบาต แล้วทรงเสด็จกลับมาสู่ดอยจอมทองอีก ประทับนั่งฉันภัตตาหาร ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

**(ได้แก่ที่ตั้งพระอุโบสถในเวลานี้ ซึ่งถือเป็นประเพณีอาราธนา "พระบรมธาตุ" ไปบูชาข้าวที่พระอุโบสถจนทุกวันนี้)

ครั้งเสร็จจาการฉันแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงพระสัทธรรมเทศนา โปรดพระเจ้าอังครัฐกับประชาชนได้บรรลุมรรคผล

**(ในตอนนี้ หลวงพ่อต่อว่าผู้เล่าว่า ไม่บอกผลให้ทราบว่าเป็นอย่างไร ซึ่งใน "ตำนานของวัด" ก็ไม่กล่าวไว้ด้วย ผู้เล่าที่มองไม่เห็นตัว จึงได้เล่าให้หลวงพ่อฟังต่อไปว่า)

ปรากฏว่าพระเจ้าอังครัฐและพระราชเทวีได้สำเร็จ "พระสกิทาคามี" มีพระราชโอรส พระราชธิดาและอำมาตย์ข้าราชบริพารในจำนวน ๙๐ ใน ๑๐๐ เป็น "พระโสดาบัน"

นอกนั้นก็ถึง "สรณาคมน์" หลังจากนั้น องค์สมเด็จพระทศพลก็เสด็จไปสู่ "ดอยอินทนนท์" ทอดพระเนตรดูเมืองอังครัฐ

แล้วก็ทรงพยากรณ์เหมือนกับที่ "พระโมคคัลลาน์" พยากรณ์ นี่คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้ากับพระสาวกตรงกัน ต่อจากนั้นองค์สมเด็จพระภควันต์ก็เสด็จกลับสู่กรุงราชคฤห์

พระเจ้าอังครัฐทรงสร้างศาลา
...เมื่อพระพุทธองค์ทรงเสด็จกลับแล้ว พระบาทท้าวเธอก็โปรดให้สร้างศาลา ๓ หลัง คือ
- ตรงที่ยอดดอยจอมทอง ที่พระพุทธองค์ลงมาประทับยืนเป็นครั้งแรก ๑ หลัง
- ที่รับอาหารบิณฑบาต ๑ หลัง
- และที่ทรงฉันภัตตาหารอีก ๑ หลัง

สร้างเจดีย์ทองคำไว้รอบรรจุพระบรมธาตุ นอกจากนั้นก็ได้โปรดให้สร้าง "เจดีย์ทองคำ" ขึ้นไว้ ๑ องค์บนยอดดอย พร้อมกันนั้นก็โปรดให้สร้าง "โกศแก้วอินทนิล" ไว้ภายในเจดีย์ แล้วก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า

"เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว ก็ขอให้ "พระโมลีธาตุจอมหัว" และ "พระธาตุรากขวัญเบื้องขวา" มาประดิษฐานอยู่ในโกศอินทนิลเถิด..."

แล้วหลังจากนั้นก็โปรดให้บรรดาพ่อครัว ๕๐๐ ตระกูล มาปฏิบัติรักษาเจดีย์ คอยรักษาคอยจัดอาหาร ถวายพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่จะมาสู่ดอยจอมทอง แล้วพระเจ้าอังครัฐก็เสวยราชสมบัติด้วยทศพิธราชธรรม ต่อมาจนถึงสวรรคต

ในตอนนี้ก็ปรากฏว่าหลังจากนั้น พระพุทธเจ้าบ้าง พระสงฆ์สาวกทั้งหลายบ้าง ก็มากันบ่อย เพราะว่ามีคนศรัทธามาก

ต่อมาหลังจากถวายพระเพลิงที่ "เมืองกุสินารา" แล้ว "โทณพราหมณ์" เป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้กับเมืองต่าง ๆ

พระโมลีธาตุเบื้องขวา ก็ตกอยู่กับมัลลกษัตริย์ ในฐานะที่ "พระมหากัสสป" เป็นประธานพระในสมัยนั้น จึงแจ้งบรรดากษัตริย์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า

พระโมลีธาตุเบื้องขวานี้ ควรจะเป็นของเมืองอังครัฐ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้เช่นนั้น

บรรดามัลลกษัตริย์ทั้งหลายก็ยอม พระมหากัสสปจึงอาราธนาพระโมลีธาตุเบื้องขวาวางไว้บนฝ่ามือ แล้วก็อธิษฐานว่า

ขอให้พระโมลีธาตุขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงตั้งใจพระราชทานไว้ก่อนจะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน

ขอบารมีองค์สมเด็จพระพิชิตมาร จงได้โปรดให้พระบรมสารีริกธาตุนี้ไปสู่โกศแก้วอินทนิล ในเจดีย์ทอง เหนือดอยจอมทอง

เมื่อเสร็จคำอธิษฐานแล้ว พระโมลีธาตุก็แสดงปาฏิหาริย์ เปล่งพระรัศมีดังดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยขึ้นไปบนอากาศ แล้วก็เสด็จประดิษฐานอยู่ในโกศแก้วอินทนิล โดยที่ไม่มีใครต้องไปนำมาใส่เข้าไว้

นี่...เป็นปาฏิหาริย์หรือบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตร และเวลาที่มาภายหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเล็กน้อยเท่านั้น.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 21/4/19 at 06:35 [ QUOTE ]


ตอนที่ 13

พระเจ้าอโศกเสด็จมา ณ ดอยจอมทอง (ตอนที่ ๓ จบ)


"...เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๒๑๘ ปี "พระเจ้าอโศกมหาราช" ก็เสด็จมาสู่ดอยจอมทอง พร้อมไปด้วยข้าราชบริพาร

เมื่อสร้างอุโมงค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุใต้พื้นดอยจอมทองแล้ว ก็สร้างโกศเพชร หรือโกศแก้ววชิระให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระธาตุรากขวัญ" กับพระธาตุย่อย ๆ บรรจุไว้ในพระอุโมงค์

เมื่อเสร็จแล้วก็ทรงอธิษฐาน ขอให้เมืองนี้จงเจริญรุ่งเรือง แล้วขอให้พระธาตุจงอยู่คู่ไปกับเมืองนี้ตลอด ๕,๐๐๐ ปี

และถ้าหากว่าบรรดาประชาชนประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม ก็ขอให้พระบรมสารีริกธาตุออกมาให้ปรากฏแสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏนั่นเอง

ถ้าประชาชนไม่ตั้งอยู่ในธรรม ก็ขออย่าได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ ซึ่งจากการที่ทรงตั้งสัจจะอธิษฐาน อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชก็เสด็จกลับ

ผู้สร้างวัดศรีจอมทอง
...ต่อมาสมัยหลัง เมื่อถึง พ.ศ.๑๑๙๔ (ตำนานของวัดบอกว่า พ.ศ.๑๙๙๔) มีผัวเมียคู่หนึ่ง ผัวชื่อ "นายสร้อย" เมียชื่อ "นางเม็ง" ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ กับดอยจอมทอง แล้วก็เป็นคนที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

วันหนึ่งเป็นวันเพ็ญ เดือน ๑๒ ปีมะเมีย นายสร้อยไปอาบน้ำแล้วก็ไปรักษาศีล ๘ ที่ดอยจอมทอง เห็นดอยมีลักษณะงามเหมือนหลังเต่า ก็เกิดศรัทธาอยากจะสร้างวัดที่ดอยจอมทอง

ความจริงตอนที่เขาบรรจุไว้คราวนั้นนะ โปรดทราบไว้ว่า เขาขุดลงไปลึกแล้วก็สร้างเป็นมูลดินไว้กันคนเดินข้าม ยังไม่ได้สร้างเจดีย์แบบสมัยนี้

ทีนี้เมื่อแกเกิดศรัทธาแล้ว จึงได้นำเรื่องมาปรึกษานางเม็ง ผู้เป็นภรรยา ก็เป็นที่ตกลงกันแล้ว เลือกที่บนถ้ำที่คูหายอดดอยต้นทองหลาง (เขาว่าอย่างนั้น)

วัดที่สร้างนี้เรียกกันว่า "วัดศรีจอมทอง" แต่การสร้างยังไม่ทันเสร็จบริบูรณ์ดังความประสงค์ แกก็สิ้นชีวิตไปเสียก่อน

ครั้นถึง พ.ศ. ๑๙๐๐ (ตำนานของวัดบอกว่า พ.ศ.๒๐๐๙) ก็มีชาย ๒ คน คนหนึ่งชื่อ "สิบเงิน" อีกคนหนึ่งชื่อ "สิบถั่วไ สร้างวิหารขึ้น ๑ หลัง มุงหลังคาด้วยหญ้าคา

พร้อมกับนิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อว่า "สารีปุตตเถระ" ไม่ใช่องค์ก่อนนะ องค์หลัง ชื่อซ้ำกัน เป็นเจ้าอาวาส องค์แรกของวัด เป็นพระสกิทาคามี

จนกระทั่งถึงเจ้าอาวาสที่มีนามว่า "พระธรรมปัญโญเถระ" ก็มีตาผ้าขาวคนหนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือวัด เป็นผู้อุปการะวัดด้วย ได้มาหาเจ้าอาวาสแล้วบอกว่า

"ฝันเห็นพระบรมธาตุอยู่ใต้ดอยจอมทอง พระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ประชาชนเคารพบูชา"

พระธรรมปัญโญเถระได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ อธิษฐานขอให้พระบรมสารีริกธาตุ เสด็จออกจากที่ประดิษฐานมาให้คนเคารพบูชา ก่อนที่ท่านจะถึงมรณภาพไปเสียก่อน

พระบรมสารีริกธาตุ เสด็จออกมาจากอุโมงค์
...เมื่อถึง พ.ศ.๒๐๔๒ เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ (ตรงกันกับตำนานของวัด) เป็นเวลากลางคืน นี่เป็นเดือน ๔ เหนือนะ ไม่ใช่เดือน ๔ ใต้ จะเป็นเดือนยี่ของเรา

พระบรมธาตุก็เสด็จออกมาให้ปรากฏ โดยแสดงให้เห็นปาฏิหาริย์ต่าง ๆ มีผู้เห็นกันมากมาย พอรุ่งเช้า เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เห็นประตูวิหารเปิด

ปรากฏว่าพระโมลีของพระพุทธรูปถูกถอดออกจากพระเศียร มาวางอยู่บนพระเพลา คือบนตัก แล้วมี "ห่อผ้าขาว" วางอยู่เหนือพระเศียรพระพุทธรูปองค์นั้นแทนโมลี

เมื่อเอาลงมาดูก็เห็นเป็นพระบรมธาตุ ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเอาใส่ไว้ในโกศงา แล้วก็ประดิษฐานไว้เหนือเศียรพระพุทธรูป

ความลับนี้คงรู้แต่ท่านเจ้าอาวาสกับตาผ้าขาว ๒ คนเท่านั้น แสดงว่าเห็นพระบรมธาตุแล้วก็ปิด กลัวใครจะมาขโมย

เจ้าอาวาสของวัดนี้ล่วงไปอีกหลายองค์ จนกระทั่งถึง "พระมหาสีลปัญโญ" มาเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ.เท่าไรไม่ได้บอก ก็มีพระสงฆ์รูปหนึ่งชื่อว่า "พระมหาพุทธญาโณ" น่ากลัวจะเป็นฉายา ได้บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่าฟ้าหลั่ง ในเมืองพุกาม

ท่านได้ "ตำนานพระธาตุ" มาก็เข้าใจว่าพระบรมธาตุที่จอมทองนี่ตรงตามตำนาน จึงได้สั่งให้ "พระอานันทเถระ" กับตาผ้าขาวมาวัดศรีจอมทอง อานันทะเถระนี่เป็นพระทีหลัง ไม่ใช่พระอานนท์

เมื่อมาถึงก็อธิษฐาน ขอให้พระธาตุแสดงปาฏิหาริย์ พระบรมธาตุก็แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ จากนั้น พระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาส จึงเอาพระบรมธาตุที่เศียรพระพุทธรูปในวิหารมาให้ดู

ผู้สร้างปราสาทพระบรมธาตุ
...พระอานันทะเถระเห็นเป็นพระบรมธาตุที่แท้จริง จึงนำความไปบอกพระมหาพุทธญาโณ พระมหาพุทธญาโณก็เข้าไปทูลพระเจ้ารัตนราช หรือว่า พระเมืองแก้ว ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ในขณะนั้น

พระองค์ทรงพระปรีดาปราโมทย์ จึงได้โปรดให้สร้างวิหาร และปราสาทเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ พระบรมธาตุจึงอยู่ที่วัดศรีจอมทอง และที่ปราสาทแห่งนี้ ตลอดมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

หลวงพ่อท่านได้เล่าตามที่ "ท่านวชิระ" หรือ "ท่านวิเชียร" มาบอก ส่วน "ตำนานของวัด" บอกว่า เริ่มสร้างในปีชวด อัฏฐศก พ.ศ.๒๐๖๐

พระองค์รับสั่งให้ช่างทองสร้างโกศทองคำ น้ำหนักได้ ๕๖๐ กรัม เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ (คือ ๘ ปี หลังจากที่พระบรมธาตุเสด็จออกมา)

พระบรมธาตุได้เสด็จออกมาปรากฏแก่มนุษย์และเทวดา เพื่อกราบไหว้สักการบูชา ในรัชสมัย "พระเมืองแก้ว" เป็นต้นจนกระทั่งทุกวันนี้ (คือเมื่อ ๔๘๐ ปีที่ผ่านมา)

พวกเราจึงได้กลับมาสมโภชพระเจดีย์กันอีกครั้ง เนื่องในวโรกาสสถานที่นี้จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ครบถ้วน ๕,๐๐๐ ปี เราจึงต้องมาฉลองอายุพระพุทธศาสนาครบ ๒๕๔๐ ปีกันในวันนี้ ณ เมืองอังครัฐ

ถือว่าเป็นการฉลองต่อจากงานที่ "เมืองโยกนกบุรีศรีเชียงแสน" เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับยืนพยากรณ์ทั้งสองแห่ง จึงต้องตัดดอนมาจัดงานกันในคราวนี้

พระบรมธาตุอันตรธานหาย
...ตาม "ตำนานของวัด" เล่าต่อไปว่า ต่อมาภายหลังถึง พ.ศ.๒๓๑๔ ปีขาล เดือน ๕ แรม ๑๑ ค่ำ วันจันทร์ พระบรมธาตุก็อันตรธานสูญหายไป

คงจะเป็นด้วยเหตุในคราวครั้งนั้น เมืองเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าก็ได้ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๓๑๘ กษัตริย์เมืองอยุธยา (คงจะหมายถึงพระเจ้าตากสิน) ยกพลโยธามารบกับพม่าที่เมืองเชียงใหม่

ครั้นได้ชัยชนะแล้วยกพลไปสู่นครหริภุญชัย นมัสการพระธาตุหริภุญชัยแล้ว จึงแต่งตั้งให้ "พระยาจ่าบ้าน" เป็นผู้ครองเมืองเชียงใหม่

ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิเชียรปราการ (หรือวชิระปราการกำแพงเพชร) เมืองเชียงใหม่จึงได้หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่าตลอดมาจนทุกวันนี้

อธิษฐานขอพระบรมธาตุอีกครั้ง
...ครั้นถึง พ.ศ. ๒๓๒๒ พระยาวิเชียรปราการ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (อาจจะเป็นองค์เดียวกับที่มาเล่าให้หลวงพ่อฟังก็ได้)

ได้คำนึงถึงพระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ อันได้อันตรธานสูญหายไปตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๔ นั้น นานประมาณได้ ๙ ปีแล้ว

จึงได้ให้นายช่างทองสร้างโกศเงินและโกศทองคำ เพื่อจะนำไปเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุเจ้า แล้วจึงรับสั่งอำมาตย์ทั้งหลาย กับทั้งพระภิกษุสงฆ์ ๑๒ รูป

อันมี "ท่านพุทธิมาวังโส" ผู้เป็นเจ้าอาวาส "วัดพระธาตุศรีจอมทอง" เป็นประธาน ได้ร่วมกันทำพิธีอาราธนาพระบรมธาตุเจ้า ตามโบราณประเพณีทีสืบ ๆ กันมา

ครั้งแรกพระบรมธาตุก็ยังไม่เสด็จมา ต่อมาเมื่อถึงเดือน ๕ แรม ๑๓ ค่ำ ก็ได้อาราธนาอีกเป็นครั้งที่ ๒ พระบรมธาตุก็ยังไม่เสด็จมา

ต่อมาถึงเดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ ท่านพุทธิมาวังโส จึงได้ทำพิธีตั้งสัตยาธิษฐานว่า

"พระยาวิเชียรปราการ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้ปรารถนาพระโพธิญาณ ถ้าความปรารถนานั้นจักสำเร็จดังมโนรถแล้ว ขออัญเชิญพระบรมธาตุเจ้า จงเสด็จมออกมาปรากฏในคูหาปราสาททองคำดังเก่าเทอญ..."

เมื่ออธิษฐานแล้วถึงวันแรม ๔ ค่ำ เวลาเช้าพระบรมธาตุเจ้าก็ได้เสด็จออกมาปรากฏในคูหาปราสาท ตามคำอธิษฐานของพระเถระนั้น

รวมความว่าต้องกระทำกันถึง ๓ ครั้ง พระบรมธาตุจึงเสด็จออกมาปรากฏให้เห็นกันในวันแรม ๔ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ.๒๓๒๒ (คือเมื่อ ๒๑๘ ปีมาแล้ว) สร้างความปลื้มปีติยินดีแก่เจ้าผู้ครองนครเป็นอันมาก

สรุปแล้วพระบรมธาตุเสด็จออกมาเมื่อ พ.ศ.๒๐๔๒ อยู่นานถึง ๒๗๒ ปี จึงหายไปเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๔ จนถึง พ.ศ.๒๓๒๒ เว้นระยะห่างเพียง ๘ ปี ก็เสด็จกลับมาอีก

บัดนี้เป็นเวลา ๒๑๘ ปีล่วงมาแล้ว ที่ยังสามารถอัญเชิญพระบรมธาตุออกมาให้ชม และกระทำพิธีสรงน้ำได้แล้วยังไม่รู้ว่าจะเสด็จกลับเข้าไปเมื่อใดอีก

วัดพระธาตุศรีจอมทองนี้ จึงเป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเก่าแก่มานาน และเป็นพระอารามหลวงที่บรรดาพระมหากษัตริย์ทั้งหลายในอดีต จนกระทั่งสมัยรัชกาลปัจจุบันนี้ ได้เคยทรงอุปถัมภ์ตลอดมา

ลักษณะองค์พระบรมธาตุ
...เป็นอันว่า หลังจากบรรยายประวัติดังกล่าวจบแล้ว จึงได้เริ่มทำพิธีบวงสรวงสักการะบูชา ตามแบบฉบับของหลวงพ่อต่อไป

หลังจากนั้น พระพิธีกรรม ๒ รูป จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ อันมีลักษณะขนาดใหญ่โตเท่าเมล็ดถั่วเขียว หรือเมล็ดข้าวโพด จำนวน ๑ องค์ สัณฐานกลมเกลี้ยง ดังสีดอกพิกุลแห้ง หรือคล้ายทองดอกบวบ

ตามตำนานของวัดได้กล่าวถึงเรื่องสีของพระบรมธาตุองค์นี้ว่า แปลกประหลาด เพราะเมื่อดูขณะหนึ่งเป็นสีหนึ่ง เมื่อดูอีกในขณะอื่นจะหลายเป็นสีหนึ่งไป

แม้แต่ผู้ไปเห็นมาด้วยกัน ก็เห็นไม่เหมือนกัน บางคนก็เห็นเป็นสีขาว บางคนก็เห็นเป็นสีเหลือง ตามความสังเกตของผู้ที่ใกล้ชิด ถ้าเราดูห่าง ๆ จะเห็นเป็นสีเหลืองคล้ายทองคำ ถ้าดูใกล้ ๆ จะเห็นเป็นสีขาวหม่น

โกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
(ทางวัดได้อัญเชิญ "โกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ" ออกมาให้พวกเราได้ถวายน้ำสรงกัน)

...สำหรับโกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุมี ๕ ชั้น คือ
- ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงิน
- ชั้นที่ ๒ ภายในโกศเงินเป็นโกศทองเหลืองปิดทอง
- ชั้นที่ ๓ ภายในโกศทองเหลืองเป็นผอบเงิน
- ชั้นที่ ๔ ภายในผอบเงินเป็นผอบทองคำลงยาประดับเพชร
- ชั้นที่ ๕ ภายในผอบทองคำลงยาเป็นผอบทองคำเกลี้ยง น้ำหนัก ๑๖ กรัม ขนาดเท่าผลมะยมเขื่อง พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในผอบทองคำชั้นที่ ๕ นี้

โกศสรงน้ำพระบรมธาตุ
...แต่เวลาจะสรงน้ำพระบรมธาตุ จะต้องอัญเชิญพระบรมธาตุมาประดิษฐานในโกศแก้ว เชิงโกศเป็นทองคำแผ่นบุ มีลวดลาย

ฝาโกศทำด้วยทองคำเป็นฝาโปร่งยอดแหลม คล้ายฝาชีตั้งบนพานเงินอีกที มีสายสร้อยทองคำจากฝาโกศโยงลงมายังพานเงินทั้ง ๔ ด้าน

น้ำสำหรับสรง
..ตามปกตินิยมสรงด้วยน้ำ "แม่กลาง" ซึ่งไหลจากน้ำตกแม่กลาง ผ่านมาทางทิศตะวันตกของวัดพระธาตุศรีจอมทอง แล้วเจือด้วยน้ำหอมหรือแก่นจันทน์

ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะสรงด้วยน้ำแม่กลางไม่ได้ ก็สรงด้วยน้ำที่สะอาด เจือด้วยของหอมตามแต่ศรัทธา

สำหรับผู้ถือตามประเพณีเดิม ต้องไปเอาน้ำแม่กลางมาสรงจนได้ ประเพณีนี้เห็นจะถือตามตำนานนี้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระเจ้าอังครัฐ

แล้วทรงเสด็จไปประทับบน ดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นที่เกิดแม่น้ำสายนี้ และพระองค์จะเสด็จลงสรงสนานในแม่น้ำนี้ นอกจากนี้ยังไม่ได้หลักฐานอะไร..."

(ตามหนังสือ "ฤาษีทัศนาจร" ได้จบเพียงแค่นี้ แต่จากตำนานของวัด บันทึกโดย "พระติสสะมหาเถระ" สมัยพระเจ้าอโศกฯ ยังได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้อีกมากมาย จึงขอยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อน)

พิธีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ
...เมื่อพระพิธีกรรมทั้ง ๒ รูป อัญเชิญโกศแก้วพระบรมธาตุ ซึ่งวางอยู่บนพานเงินดังกล่าวแล้วนั้น เดินไปยังข้างหน้าพระวิหารแล้ววางไว้บนโต๊ะ

เพื่อจะเปิดโอกาสให้พวกเราได้สรงน้ำพระบรมธาตุกันต่อไป ซึ่งเป็นน้ำที่เจ้าหน้าที่ของวัดจัดเตรียมไว้ให้ คงจะเป็นน้ำจาก "น้ำตกแม่กลาง" ตามประเพณีที่เคยกระทำมา

ครั้นพระภิกษุและญาติโยมสรงน้ำพระบรมธาตุกันครบถ้วนแล้ว พระพิธีกรรมของวัดก็อัญเชิญโกศแก้วพระบรมธาตุกลับคืนยัง "คูหาปราสาท" ตามเดิม

เจ้าหน้าที่ของเราก็เข้าไปห่มผ้า และนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองล้อมรอบ "มณฑปปราสาท" เพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะบูชาแด่องค์พระบรมธาตุเจ้านั้น

เมื่อทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาตามแบบฉบับครูบาอาจารย์แล้ว พวกเราก็ย้ายมาที่วิหารอีกหลังหนึ่ง เพื่อทำพิธีทอดผ้าป่าแด่เจ้าอาวาส

หลังจากรวบรวมเงินได้ ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาทเศษ แล้วพวกเราก็ถวายเพื่อเป็นการบูรณะวัดพระธาตุศรีจอมทองต่อไป

รายการเดินทางสำหรับวันนี้ก็มีเพียงแค่นี้ ต่อจากนั้นพวกเราก็เดินทางมารับประทานอาหารเย็น และพักค้างคืนที่วัดโขงขาว

เมื่อเข้าไปถวายสังฆทานและจตุปัจจัยแด่เจ้าอาวาส รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๕๐,๐๐๐ บาทเศษ แล้วพวกเราก็เข้าพักผ่อนหลับนอนกัน

แต่ผู้ที่มีหน้าที่ทำบายศรีก็ต้องนอนดึกอีกเช่นเคย เพราะจะต้องจัดเตรียมไว้สำหรับวันรุ่งขึ้นอีก ๔ แห่งด้วยกัน

ในตอนเช้า วันอาทิตย์ที่ ๒๐ เมษายน ตื่นขึ้นมาอากาศสดชื่น หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดวันแล้ว เราก็ได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่

เมื่อรับประทานอาหารเช้าแล้ว ร่างกายก็ยิ่งมีกำลังวังชาเพิ่มขึ้น พวกเราก็เดินทางไปยังจุดที่ ๔ ต่อไป แต่คงจะยังไปไม่ถึง ต้องรอไว้ไปพร้อมกันตอนต่อไป...สวัสดี


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/4/19 at 08:17 [ QUOTE ]


ตอนที่ 14

วัดพระธาตุดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่ (ตอนที่ ๑-๒)


...เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าเรื่องมาถึงตอนออกมาจาก 'วัดพระธาตุศรีจอมทอง' แล้วเดินทางมาค้างคืนที่ 'วัดโขงขาว'

รุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๐ จึงเดินทางต่อไปยังจุดที่ ๔ คือ 'วัดพระธาตุดอยคำ' ที่อยู่แถวนั้น โดยนัดรถสองแถวให้มารับที่วัด

ครั้นเมื่อรถขึ้นมาถึงวัดแล้ว เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเครื่องบายศรี และนำผ้าห่มขึ้นห่มรอบพระเจดีย์ พร้อมด้วยดอกดาวเรืองแล้ว

ทุกคนต่างก็มานั่งแวดล้อมอยู่บนลานขององค์พระธาตุ เพื่อรับฟังเรื่องราวความสำคัญของปูชนียสถานที่นี้ต่อไป ตามตำนานและประวัติ 'พระธาตุดอยคำ' ได้เล่าไว้ว่า


ทิวทัศน์บริเวณบน "พระธาตุดอยคำ" มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ

เอกัง สมายัง...ในกาลสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้วได้ประมาณ ๑๙ พระพรรษา มีพระชนมายุได้ ๕๐ เศษ พระองค์มาทรงจินตนาการว่า

หากว่าพระองค์ปรินิพพานไปจากโลกนี้แล้ว ปวงมนุษย์ที่อยู่ต่างแดน จะประสบเคราะห์กรรมในปวงกิเลสต่าง ๆ ยังมิรู้มิแจ้งในธรรมของพระองค์อีกมากมาย

ควรที่พระองค์จำต้องไปโปรดเขาเหล่านั้น ที่ยังมัวเมาอยู่ในโลกีย์วิสัย ในทิศานุทิศต่างๆ ในแคว้นแดนไกลให้พ้นจากหายนะ จักได้เป็นที่ตั้งรากฐานแห่งพุทธบัญญัติของพระองค์สืบไป

เมื่อพระองค์ทรงรำพึงดังนั้นแล้ว จึงได้นำภิกษุอรหันต์พร้อมด้วยพระยาอินทร์ มุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศเหนือ เมื่อเห็นว่าเมืองใดที่ฝูงชนยังหนาด้วยกิเลสต่าง ๆ ก็พยายามนำหลักธรรมของพระองค์ เข้าขัดเกลากิเลสของฝูงชนนั้น ๆ โดยลำดับ

และเมื่อสถานที่ใดในกาลข้างหน้า ประชาชนชาวเมืองจะเคารพเลื่อมใส และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ เป็นรากฐาน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็จักประทับ 'รอยพระบาท' และทรงประทาน 'พระเกศาธาตุ' ประดิษฐานไว้ให้ ณ ที่นั้น เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของฝูงชนสืบไป

พระองค์พร้อมทั้งพระอรหันต์ทั้งหลาย ได้บำเพ็ญพระกรณียกิจโดยมิได้หยุดยั้งท้อถอย แม้จะต้องเสด็จฝ่าทางที่ทุรกันดาร ฝ่าอุปสรรคแสนยากเพียงใดก็ตาม พระองค์ก็ทรงเสด็จต่อ ๆ ไป

จนกระทั่งถึงเมือง บุรพนคร คือ "ลำพูน" เดิม และจากนั้นได้ทรงเสด็จผ่านขึ้นเหนือของเมืองบุรพนคร ทรงยับยั้งอยู่ ณ หมู่บ้านนั้นแล้วได้เสด็จสู่ 'ดอยคำ' ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก

ขณะที่พระองค์และพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายได้เสด็จไปถึงดอยคำนั้น ปรากฎว่า ณ ที่นั้น เป็นที่อาศัยของยักษ์สามตนพ่อแม่ลูก

ยักษ์ทั้งสามตนนี้ ยังชีพอยู่ด้วยเนื้อมนุษย์และเนื้อสัตว์ มนุษย์และสัตว์จึงถูกยักษ์ทั้งสาม จับกินเป็นอาหารดังที่เคยปฎิบัติมา

แต่พระพุทธองค์ทรงทราบวิสัยสัตว์ดี ได้ทรงแผ่เมตตาห้ามกิเลสนั้นให้อ่อนลง โดยบุญญาธิการแห่งพระองค์ ยักษ์ทั้งสามต่างเกรงขามพระบารมี

ยักษ์ผู้ผัวนามว่า 'จิคำ' ยักษ์ผู้เมียนามว่า 'ตาเขียว' กับลูกก็เกิดเกรงขาม ต่างก็ก้มลงกราบแทบพระบาทของพระพุทธองค์

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระทัยเอ็นดูยักษ์ทั้งสามทรงดำริว่า เขาทั้งสามนี้เป็นผู้หลงได้กระทำบาปไว้มากมาย แต่มีตนหนึ่งต่อไปเบื้องหน้า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว จักปฏิบัติตามธรรมแห่งพระองค์

เมื่อทรงทราบโดยพระญาณดังนั้นแล้วได้ทรงเทศนาขัดเกลากิเลสให้แก่ยักษ์ทั้งสามนั้น ก็ปรากฏว่ายักษ์ผู้บุตรได้ปฏิบัติตามวินัยได้ดี

เว้นแต่ยักษ์จิคำและตาเขียว ไม่สามารถจะรับศีลห้าได้ตลอดไป คือยักษ์ขอร้องกินเนื้อมนุษย์ปีละสองคน พระพุทธองค์ก็มิทรงอนุญาต

ยักษ์ทั้งสองจึงเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์ ก็มิทรงอนุญาต แต่ตรัสให้ยักษ์ทั้งสองไปขอต่อเจ้าบ้านผ่านเมือง ยักษ์ทั้งสองก็ปฏิบัติตาม


เจ้าหน้าที่แต่งชุดล้านนาขึ้นไปห่มผ้าบูชาพระธาตุ, ศาลพระแม่เจ้าจามะเทวีและพญากากะวานร

ผู้ครองนครก็ยินดีอนุญาตให้ เพราะย่อมเป็นการดีที่พระองค์จะเสียสัตว์แทนมนุษย์ แต่นั้นมาจึงมีพิธีฆ่าโคเผือกเขาเพียงหูให้ "ปู่แสะ" และ "ย่าแสะ" โดยมีพิธีทำกันคนละแห่ง คือทำพิธีให้ "ปู่แสะ" ที่วัดฝายหิน และพิธีของ "ย่าแสะ" ที่เชิงดอยคำ

พระพุทธเจ้าประทานเส้นพระเกศาแล้วตรัสพยากรณ์
...ส่วนยักษ์ผู้บุตรได้ขออุปสมบทตามรอยพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงอนุญาตและได้แสดงธรรมให้ยักษ์ผู้บุตรฟัง และให้โอวาทอบรมจิตใจ

เมื่อจบแล้วได้ทรงดึงพระเกศาของพระองค์ออกมาปอยหนึ่ง และอธิษฐานให้เป็นพระธาตุแห่งพระองค์ เสร็จแล้วทรงมอบให้ "ปู่แสะและย่าแสะ" แล้วรับสั่งว่า

"ดูก่อนเจ้าทั้งสอง จงรับเอาพระเกศาธาตุแห่งเรานี้ไว้ แล้วจงรักษาไว้ให้ดีเถิด วันข้างหน้าจักเป็นที่เคารพบูชาแทนเรา

และ ณ สถานที่นี้ จักเป็นสถานที่ชุมนุมของผู้มีบุญญาธิการทั้งหลาย เมื่อเราปรินิพพานได้สองพันกว่าพรรษาแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้จักปรากฎ.."

(หมายเหตุ - เรื่องนี้นับว่าได้ปรากฏขึ้นจริง เพราะไม่กี่ปีมานี้เอง "พระเจ้าทันใจ" วัดพระธาตุดอยคำ ได้มีชือเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ)

เมื่อยักษ์ทั้งสองได้รับเอาพระเกศาธาตุ เข้าบรรจุไว้ในผอบแก้วมรกต และบูชากราบไหว้เป็นนิจสิน จากนั้นได้เกิดศุภนิมิต

คือมีฝนตกสามวันสามคืน แล้วเม็ดฝนได้กลายเป็นทองคำไหลเข้าสู่ถ้ำ จึงเรียกนามว่า 'ถ้ำคำ' หรือ 'ถ้ำทองคำ' แต่นั้นมา

แล้วพระพุทธองค์ได้ทรงประทับ 'รอยพระบาท' ไว้แท่นศิลา ระหว่างหมู่ไม้พยอมทางทิศตะวันออกของดอยคำ และศิลานั้นก็จมหายไปในพื้นดิน โดยเทพเจ้ารักษาไว้ ซึ่งในกาลเบื้องหน้าจักขึ้นมาปรากฏแก่มหาชนทั่วไป

ส่วนยักษ์ผู้บุตรอุปสมบทอยู่ได้ไม่นานได้ขอลาสิกขา และขออนุญาตบวชเป็นพระฤาษี พระพุทธองค์ได้ทรงอนุญาตและให้ชื่อยักษ์นั้นว่า 'วาสุเทพฤาษี' หรือ 'เทพฤาษี' แล้วพระองค์ได้เสด็จต่อไป

สมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย
...ตามประวัติ 'คุณสุทธวารี สุวรรณภาชน์' ซึ่งเป็นคนเดียวกันที่ได้เรียบเรียง "พระราชชีวประวัติพระแม่เจ้าจามะเทวี" เวลานี้ได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ได้กล่าวต่อไปว่า

ท่านครูบาศรีวิชัยได้เคยมาบูรณะวิหาร สร้างพระเจดีย์ใหญ่คร่อมองค์เล็กเก่า สร้างศาลาและบันไดขึ้น เมื่อพ.ศ.๒๔๖๖

และมีประวัติเล่าว่า มีเพชรนิลจินดา ของใช้ต่าง ๆ และเครื่องบวชครบครัน ภายในถ้ำดอยคำนี้ ต่อมามีผู้ทุศีลยืมของไปแล้วไม่นำส่งคืน เทพยดาจึงบันดาลให้มีหินก้อนใหญ่มาปิดปากถ้ำเสีย

และถ้ำนี้ก็มีประวัติเกี่ยวข้องกับ 'ขุนแผน' ก่อนจะเข้าตีเมืองเชียงใหม่ ได้มากับทหารร่วมใจ ๓๕ คน กับ 'พระไวย' ผู้บุตรชายเท่านั้น ก็ได้มาอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำนี้

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตามประวัติกล่าวว่า สถานที่นี้นอกจากจะเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุแล้ว ยังเป็นที่ 'เด็กหญิงกุมารีวี' เติบโตอยู่ที่นี่

โดยท่าน 'สุเทพฤาษี' องค์ที่ ๘ เป็นผู้เลี้ยงดู พร้อมกับพญาวานรทั้งหลาย สมัยนั้นเรียกว่า "สุวรรณบรรพต" ซึ่งต่อมาเด็กหญิงกุมารีวีคนนี้ ก็ได้มาเป็น 'พระแม่เจ้าจามะเทวี' นั่นเอง

สมัยต่อมาเมื่อได้ขึ้นครองเมืองหริภุญชัยแล้ว พระแม่เจ้าได้รับสั่งให้พระโอรสทั้งสองคือ พระเจ้ามหันตยศ และ พระเจ้าอนันตยศ ดำเนินการสร้างอารามและพระสถูปเจดีย์ ซึ่งเป็นสถานที่เคยอยู่เมื่อครั้งเยาว์วัย

แล้วนำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ สร้างเสร็จในปลายปี พ.ศ.๑๒๓๐ แล้วให้มีงานสมโภช ๑๐ วัน ๑๐ คืน (คือเมื่อ ๑,๓๑๐ ล่วงมาแล้ว)

พระราชชีวประวัติ พระแม่เจ้าจามะเทวี
พระธาตุดอยคำจึงเป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่แห่งลานนาไทยมาในอดีตแห่งหนึ่ง ควรที่พวกเราจะได้กราบไหว้บูชา เพื่อผลานิสงห์แห่งพระนิพพานต่อไป จึงขอนำ "พระราชชีวประวัติของพระแม่เจ้า" มาเล่าแต่โดยย่อ ดังนี้

โดยประวัติเล่าไว้ว่า 'ท่านวาสุเทพฤาษี' องค์ที่ ๘ คือนับลำดับมาตั้งแต่องค์ที่ ๑ ในสมัยพระพุทธเจ้ามาจนถึงองค์ที่ ๘ ซึ่งมีชื่อเดียวกันทุกองค์ ท่านได้บำเพ็ญพรตอยู่ ณ อุจฉุตบรรพตคือ 'ดอยสุเทพ'



คุณแสงเดือน แม้นวงศ์ อดีตนางสาวไทย ร่วมเดินทางในงานนี้ด้วย

ในคืนวันหนึ่งได้นิมิตไปว่า อสูรตนหนึ่งได้นำดวงมณีมาบนนภากาศ ขณะนั้นเป็นเวลาที่กำลังอยู่ในสถานที่เก็ฐอัฐิของปู่ย่าบรรดาฤาษีทั้งหลาย

ครั้นอสูรตนนั้นมาถึงก็ปล่อยดวงมณีลงมาให้ เมื่อสว่างแล้วจึงทราบด้วยญาณว่า ในวันรุ่งขึ้นจักมีเหตุการณ์เกิดขึ้น

ต่อมาในขณะที่ฤาษีวาสุเทพได้มายังที่อาศรม คือสถานที่เก็บอัฐิของปู่แสะ-ย่าแสะผู้เป็นบรรพบุรุษ ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าไม่พยอม แล้วจึงเลยมาพักผ่อนอยู่เชิงดอยคำ

ขณะนั้นมีพญาเหยี่ยวตัวหนึ่ง กำลังโฉบเอาทารกน้อยบินผ่านมาพอดี จึงเพ่งกระแสจิตบังคับให้นกปล่อยทารกลงมายังภาคพื้นดิน

ขณะที่ทารกกำลังร่วงหล่นมายังเบื้องล่าง ก็พอดีมีลมแรงพัดทารกลงกลางสระบัวหลวง ซึ่งบัดนี้สระนั้นยังปรากฏอยู่ ร่างของทารกน้อยก็ได้ตกลงมาค้างอยู่กลางดอกบัวเป็นที่น่าอัศจรรย์

ท่านฤาษีวาสุเทพเห็นว่าทารกเป็นหญิงก็ประหลาดใจ ชะรอยมิใช่ทารกธรรมดาสามัญ เห็นทีจะมีบุญญาธิการสูงส่ง จึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า

"ผิว่าทารกนี้ประกอบด้วยบุญญาธิการ จะได้เป็นใหญ่ในเบื้องหน้าแล้วไซร้ ขอให้ 'วี' ของเรานี้ รองรับร่างของทารกไว้ได้ โดยมิต้องร่วงหล่นเถิด"

และก็น่าประหลาดยิ่งนัก เมื่อเอา "พัด" ซึ่งทางเหนือเรียกว่า "วี" ยื่นไปช้อนร่างทารกน้อย ก็ปรากฏว่าทารกน้อยวัย ๓ เดือนนี้ สามารถอยู่บนได้อย่างน่าอัศจรรย์

ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงขนานนามว่า "หญิงวี" แล้วได้เรียก 'พญากากะวานร' ซึ่งเป็นหัวหน้าบรรดาวานรทั้งหลาย ให้เป็นผู้เลี้ยงดูทารกนี้

ให้หาผลไม้และรีดนมแม่โคที่เลี้ยงไว้ให้แก่เด็กหญิงวี และให้ระมัดระวังรักษาอย่าให้ได้รับอันตราย ณ ดอยคำแห่งนี้

ชาติกำเนิด
...ตามประวัติบอกว่า 'เด็กหญิงวี' ได้ถือกำเนิดในตอนสายัณห์พระจันทร์เต็มดวง พุทธ ศก ๑๑๗๖ เป็นบุตรีของ ท่านเศรษฐีอินตา มีภรรยาเป็นชาวเม็ง คือชาวรามัญ อยู่ ณ ตำบลหนองดู่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน หรือบุรพนคร เดิมนั่นเอง

ครั้นเด็กหญิงวีเจริญวัยได้ ๗ ปี ก็ได้ เรียนอักขระ วิทยาการ พระเวทย์มนต์คาถาและการดนตรีโดยครบถ้วน มีความเฉลียวฉลาด เรียนวิชาได้รวดเร็ว ทั้งยิงธนูหน้าไม้ได้แม่นยำ

จวบจนกระทั่งอายุได้ ๑๓ ปี เด็กหญิงวี มีรูปโฉมงดงาม ยากจะหาสตรีใด ๆ ทั่วแคว้นจะงามเท่า ท่านวาสุเทพฤาษีเห็นว่าดวงชะตาของกุมารีวีจะได้เป็นใหญ่ในแคว้นไกล จึงคิดที่จะส่งนางไปตามกรรมลิขิต แล้วได้ทำการต่อนาวายนต์ขึ้น วันหนึ่งจึงได้บอกว่า

"วีลูกรัก... ตั้งแต่พ่อได้เลี้ยงและสั่งสอน วิทยาการต่าง ๆ ให้ลูกจนครบถ้วน แต่กระนั้น ลูกรักของพ่อยังจำต้องเรียนวิชาการให้สูงกว่านี้อีก พ่อจำใจจะต้องให้ลูกจากไปศึกษาวิชาความรู้ยังถิ่นไกล

ขอลูกรัก...จงอย่าได้คิดว่า พ่อนี้คลายความรักในลูกแต่ประการใดเลย เจ้าจะอยู่กับพ่อในป่าดงพงพีกับฝูงวานรนี้เสมอไปมิบังควร ลูกจะต้องไปอยู่ร่วมกับชนทั้งหลาย ภายภาคหน้าลูกจะเป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย

พ่อจะให้ลูกลงนาวายนต์พร้อมกับกากะวานรและบริวาร เป็นผู้ปกป้องกันภยันตรายให้ลูกระหว่างทาง และถึงอย่างไรลูกกับพ่อจะต้องได้พบกันอีกในเบื้องหน้า..."

เมื่อเด็กหญิงวีได้ทราบเช่นนั้น ก็ร้องให้คร่ำครวญ เป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก เมื่อรู้ว่าจะต้องจากพ่อฤาษีผู้เป็นเสมือนบิดาบังเกิดเกล้า จึงได้ตัดพ่อต่อว่า

"ท่านบิดา...ผู้เป็นร่มโพธิร่มไทรของลูก อันลูกนี้มีกรรม เกิดมาแต่เล็กก็ต้องจากบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ก็ได้ท่านบิดาชุบเลี้ยงให้มีชีวิตดำรงอยู่กระทั่งจำความได้ ก็สั่งสอนวิชาความรู้ให้

พระคุณของท่านบิดา ลูกยังมิได้ตอบแทนสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยามท่านบิดาชรา...ลูกก็มิได้อยู่ปรนนิบัติ อย่าให้ลูกต้องจากไปไกลเลย แล้วลูกจะได้ใครเป็นที่พึ่งเล่า..."

ท่านฤาษีก็ได้แต่ปลอบโยนให้คลายความวิตก ชี้แจงให้รู้ว่าภายภาคหน้าจะต้องเป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย ฉะนั้นต้องรู้สรรพสิทธิ์วิทยาการให้มาก

และการเดินทางก็มีกากะวานรและคณะไปด้วย ย่อมไม่มีภัยอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นได้และอีกมิช้ามินาน ก็จะได้กลับมาอยู่กับพ่อ ขอลูกจนปฏิบัติตามนี้เถิด


หลังจากหลวงพี่โอทำพิธีบวงสรวงแล้ว พวกเราได้รวบรวมปัจจัยถวายแด่เจ้าอาวาสทันที

ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ปีมะเมียพุทธศก ๑๑๙๐ ได้ศุภฤกษ์ดีงาม จึงให้กุมารีวี พร้อมพญากากะวานรและบริวาร รวม ๓๕ ตัว ลงนาวายนต์ยังท่าน้ำชัยมงคล ล่องลอยไปตามกระแสน้ำระมิงค์ ลงสู่ทิศเบื้องใต้ด้วยความอาลัย

ทั้งฝ่ายบิดาและกุมารีจะเป็นอย่างไร และเรือแพจะล่องลอยไปที่ใด ไว้ต้องคอยติดตามต่อไป ในโอกาสนี้จะขอเริ่มพิธีบวงสรวงสักการะบูชาพระเกศาธาตุเจดีย์กันก่อน

ครั้นหลวงพ่อทำพิธีบวงสรวงจบ จึงให้สรงน้ำองค์พระธาตุกัน แล้วไปรวมกันที่ศาลารายข้างองค์พระธาตุ ร่วมกันถวายจตุปัจจัยไทยทาน เพื่อร่วมสร้างพระอุโบสถที่ยังค้างอยู่

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๐,๐๐๐ บาทเศษ เมื่อเจ้าอาวาสให้พรจบแล้ว จึงเดินทางกลับมาที่วัดโขงขาว เพื่อเดินทางสู่จังหวัดลำพูนต่อไป...สวัสดี


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 4/5/19 at 05:42 [ QUOTE ]


ตอนที่ 15

วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (ตอนที่ ๑)
โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (สมัยนั้น)



เรียบเรียงโดย พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต


...ครั้นมาถึง 'วัดพระธาตุหริภุญชัย' แล้วก็ได้เวลาพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลพอดี ญาติโยมก็รับประทานอาหารกลางวันกันที่นั่นแล้ว จึงมารวมตัวกันที่ด้านหลังวิหาร ซึ่งอยู่ตรงหน้าองค์พระธาตุเจดีย์พอดี

เมื่อเจ้าหน้าที่จัดเตรียมบายศรีและเครื่องสักการบูชาเรียบร้อย พร้อมทั้งมอบผ้าห่มและดอกดาวเรืองให้เจ้าหน้าที่ของวัด เพื่อนำขึ้นไปห่มรอบองค์พระธาตุแล้ว จึงได้บรรยายประวัติความเป็นมาของพุทธสถานที่นี้สืบต่อไป

การ "ตามรอยครูบาอาจารย์" ในครั้งนี้ เราได้ย้อนรอยท่านมาถึงเมืองลำพูน ซึ่งหลวงพ่อพร้อมด้วยคณะของท่านได้มาถึง ณ สถานที่นี้ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๒๓ ปีที่ผ่านมา หลวงพ่อท่านเล่าไว้ว่าดังนี้


ประวัติพระธาตุหริภุญชัย
"...ตามเขาเล่ากันว่า ยอดเจดีย์ตั้งแต่เลยคอระฆังขึ้นไป มีทองคำ ๑๐๐ % หุ้มอยู่ ที่คอระฆังมีทองคำ ๘๐ % แล้วก็ลดหลั่นต่ำกันลงมาเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงตอนต่ำเป็นทองคำ ๔๐ %

เขาว่ากันอย่างนั้น จริงหรือไม่จริงก็ไม่ทราบ แต่รู้สึกว่าพระธาตุหรือพระเจดีย์องค์นี้มีความสวยสดงดงามมาก

ก่อนที่จะไปไหว้พระธาตุหริภุญชัย เราก็มาดูตำนานของพระธาตุหริภุญชัยก่อน ตำนานนี่จะหาที่ไหน... เอายังงี้ดีกว่า..

ถามใครสักคนดีกว่า ขณะที่นั่งไปในรถ ก็ปรากฏว่ามีบุคคลคนหนึ่งได้มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของพระธาตุหริภุญชัยให้ทราบ..."


แต่ก่อนที่รับฟังเรื่องราวจากหลวงพ่อกันต่อไป ผู้เขียนใคร่ขอชี้แจงว่า ในตอนนี้ ได้นำเรื่องที่ท่านเล่าไว้นั้น มาเทียงเคียงกับหนังสือ "ชินกาลมาลีปกรณ์" ไปด้วย

ซึ่งรจนาโดย พระรัตนปัญญาเถระ เป็นชาวเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.๒๐๖๐ คือ เมื่อประมาณเกือบ ๕๐๐ ปีมาแล้ว ปรากฏว่าน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ ตรงกันหมด...!

แม้แต่ตัวเลขบอกจุลศักราช ๔๐๙ ก็ตรงกัน เมื่อเทียบตามพุทธศักราชจะได้ ๑๕๘๙ ปี หนังสือเล่มนี้ได้เล่าว่า ลำดับกษัตริย์ครองเมืองหริภุญชัย โดยนับตั้งแต่ พระแม่เจ้าจามเทวี เป็นต้น จนถึง พระเจ้าอาทิจจ์ ที่จะเล่าเรื่องดังต่อไปนี้

รวมกษัตริย์แห่ง "จามเทวีวงศ์" ได้ ๓๒ พระองค์ นัดได้ ๓๘๗ ปีเต็ม นี่..เป็นเรื่องที่มีใสตำนาน ทีนี้มาฟังหลวงพ่อท่านเล่าบ้างว่าเป็นอย่างไร ท่านเล่าตามที่มีผู้มาบอกในขณะนั่งไปในรถนั้นว่า


"...เหตุมีมาแต่จุลศักราช ๔๐๙ มีพระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าอาทิจจ์ ครองเมืองหริภุญชัย พระองค์ทรงโปรดให้สร้างปราสาท ขึ้นหลังหนึ่งท่ามกลางพระนคร

เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทรงอาราธนาพระสงฆ์ มาถวายทานตลอด ๗ วัน แล้วทรงประกาศขายปราสาทหลังนั้น เพื่อเอาเงินมาซื้อของถวายพระ เพราะว่าอาศัยที่ท่านมีศรัทธาเป็นกรณีพิเศษ

จึงได้ทำแบบนางวิสาขา คือขายเครื่องแต่งตัวของตัวเองแก่บุคคลอื่น เมื่อคนอื่นเขาไม่ซื้อ ก็เลยซื้อตามราคาเดิม เอาเงินมาซื้อของถวายพระ เรียกว่าเป็นการทำบุญหมดตัว

เมื่อจะเสด็จไปที่ซุ้มพระบังคน คือไปส้วม ในขณะที่กำลังถ่ายอุจจาระอยู่นั้น ได้มีกาตัวหนึ่งถ่ายรดลงบนพระเศียรของพระราชา

พระองค์ทรงตกพระทัย แหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นกาบินลอยอยู่ข้างบนตรงพระเศียรพอดี ก็อ้าปากจะพูดว่า นี่มันยังไงกัน อีกาก็ขี้แมะ...อีกพอดี

พระเจ้าอาทิจจ์ทรงพระพิโรธโกรธจัด จึงรับสั่งให้จับกามาเพื่อจะลงโทษ ครั้นจับมาได้แล้วก็จะฆ่า อำมาตย์จึงทูลให้สอบสวนเสียก่อน แล้วเรียกโหรมาพยากรณ์จนได้ความว่า ให้เอากาไปเลี้ยงไว้ในกรง แล้วต่อไปความดีมันก็จะปรากฏขึ้นเอง

เมื่อพระเจ้าอาทิจจ์ทรงโปรดให้เลี้ยงกาตัวนั้นไว้เป็นอย่างดี ถึงเวลากลางคืน ก็ทรงเข้าบรรทมทรงสุบินนิมิตฝันไปว่า มีเทวดาองค์หนึ่งเข้ามาบอกว่า

"ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์จะทราบเรื่องราวที่กาขี้รด ก็ให้ไปเอาเด็กที่เกิดได้ ๗ วัน มาเลี้ยงไว้ให้อยู่ใกล้กับกา ภายในไม่ช้าเด็กก็จะรู้ภาษากา...แล้วก็รู้ภาษาคน...!

เป็นอันว่าไม่กี่วันก็ได้เด็กอายุ ๗ วัน ให้เขานำเด็กคนนั้นมาเลี้ยงไว้ใกล้ ๆ กา เลี้ยงอยู่ ๗ ปี มาวันหนึ่ง เขาจึงได้นำเด็กเข้าเฝ้าพระเจ้าอาทิจจ์

พระองค์จึงได้ทรงรับสั่งให้ถามเรื่องที่กามาขี้รดหัวครั้งก่อนนั้น เป็นเรื่องราวอะไร ขอให้เด็กตามกา เด็กก็ได้ถามว่า

"นี่...ลุงกา พระราชามีความประสงค์อยากจะรู้เรื่องราวว่า ถอยหลังไปจากนี้อีก ๗ ปีที่พระราชาทรงนั่งถ่ายพระบังคน และก็ลุงกานี่ มาถ่ายอุจจาระรดศรีษะพระราชาและก็ถ่ายใส่ปากนี่ เรื่องราวมันเป็นอย่างไร... ?

กาตัวนั้นจึงได้พูดกับเด็กว่า เมื่อสมัยก่อนโน้นนะ มีกาตัวหนึ่ง ซึ่งเราเรียกกันว่า "ปู่เฒ่า" เป็นบรรพบุรุษของเรา เป็นต้นตระกูลของเรา เขาเรียกพ่อปู่เฒ่าว่า "พญากาเผือกเฒ่า"

พญากาเผือกเฒ่าตัวนี้มีความแก่เฒ่าชรามาก และในสมัยก่อนนั้นท่านอยู่ในที่นี้ และก่อนที่จะจากไปสู่ป่าหิมพานต์ได้สั่งพวกเราไว้ว่า

สถานที่ตรงนั้น หมายถึงที่ที่พระเจ้าอาทิจจ์ ไปสร้างส้วมสำหรับถ่ายอุจจาระปัสสาวะนั้น มีพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรจุอยู่

และก็สั่งให้พวกเราบรรดากาทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณนี้รักษาสถานที่นี้ไว้ เพราะว่าพญากาเผือกเวลานี้ได้ไปอยู่ป่าหิมพานต์ เพราะท่านแก่เฒ่ามาก

การที่เราขี้รดหัวพระราชา พอพระราชาแหงนหน้าไปอ้าปากจะพูด เราขี้ใส่ปาก เพราะห้ามพูด เพราะอะไร...เพราะจะเตือนว่า ที่ตรงนี้ไม่ควรจะทำเป็นส้วม เพราะเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

แต่ว่าถ้าอยากจะทราบรายละเอียดยิ่งกว่านี้ละก้อ เรารู้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะท่านปู่เฒ่าบอกไว้เพียงเท่านี้ ถ้าอยากจะรู้รายละเอียดยิ่งกว่านี้ ก็จงให้ไปตามพญากาเผือกมาจากป่าหิมพานต์

เมื่อเด็กทราบจากกาดังนั้นแล้ว จึงได้กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระองค์จึงได้ทรงรับสั่งให้เด็กไปบอกกับกาให้เชิญพญากาเผือกมา ในขณะนั้น เด็กจึงไปบอกกา กาก็เลยบอกว่าก็ฉันอยู่ในกรง ฉันจะไปได้อย่างไรล่ะ...พ่อคุณ..!

พระราชาจึงได้สั่งอำมาตย์ให้ไปปล่อยกาออกจากกรง เมื่อกาตัวนั้นออกจากกรงไปแล้วก็บินตรงไปป่าหิมพานต์ ไปบอกกับพญากาเผือกเฒ่าว่า

เวลานี้พระราชา คือพระเจ้าอาทิจจ์ ต้องการทราบความเป็นจริงถึงเรื่องความเป็นมาของพระบรมสารีริกธาตุ ขอเชิญพ่อปู่เฒ่าให้ไปเฝ้าพระราชา

พญากาเผือกก็บอกว่า เรามันแก่มากแล้ว อ้ายหนูเอ๋ย...บินไม่ไหว...เจ้าจงไปตามเอากาหนุ่ม ๆ มา ๒ ตัว แล้วก็บอกให้คาบไม้คนละข้าง เมื่อคาบไม้คนละข้างแล้ว พญากาเผือกก็เกาะตรงกลางไม้ท่อนนั้น

แล้วให้กาตัวหนุ่มๆ ๒ ตัวบินมา แล้วท่านก็เกาะมาตรงกลางบินมาบ้าง พักมาบ้างจากป่าหิมพานต์ กว่าจะถึงเมืองหริภุญชัยก็ต้องสิ้นเวลาถึง ๗ วัน

เมื่อพญากาเผือกมาแล้ว พระเจ้าอาทิจจ์ จึงได้เชิญพญากาเผือกให้มาลงที่พระลานหลวง แล้วพระราชทานอาหารให้บริโภค ให้กากินให้อิ่มหนำสำราญ ให้พักผ่อนเป็นอย่างดีแล้ว

จึงได้มีกระแสพระราชดำรัสตรัสสั่งเด็กที่รู้ภาษากาซักถาม เด็กถามตามพระราชประสงค์ว่า เรื่องราวที่ปล่อยให้กาลูกน้องมาขี้รดหัว เรื่องมันเป็นอย่างไร ขอทราบรายละเอียด


พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา ณ เมืองหริภุญไชย
...พญากาเผือกจึงได้เล่าให้เด็กฟังว่า ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าครั้งที่ยังดำรงพระชนม์อยู่ประทับอยู่ที่เมืองพาราณสี

ตอนเช้าวันหนึ่ง พระองค์ทรงบาตรและจีวรแล้ว ก็เสด็จจากเมืองพาราณสีมาทางอากาศลำพังพระองค์เดียว แล้วเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านในดงแห่งหนึ่ง คนก็พากันเลื่อมใส และพากันถวายของแก่พระพุทธเจ้าเป็นอันมาก

พระพุทธองค์ทรงเทศน์โปรดตามสมควรแก่ฐานะ ให้คนทั้งหลายเหล่านั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ หรือไตรสรณาคมณ์ คำว่า "ไตรสรณาคมน์" ก็คือว่า นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง และก็ตั้งอยู่ในศีล ๕ ประการ

นี่...พระเขาเทศน์กันนะ เขาบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยเสด็จมาสู่ประเทศไทย แต่ความจริงนี่...ไม่ใช่ประเทศไทย

นี่...เมืองหริภุญชัย คนสมัยนั้นเป็นคนไทย คนเจ๊ก หรือว่าเป็นคนแขก คนลาว คนมอญ เขาไม่ได้บอก ท่านก็เทศน์ถูกเหมือนกัน ท่านเทศน์ตามอัธยาศัยของท่าน

ท่านลืมไปว่าองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นอัจฉริยะ ไม่ใช่บุคคลธรรมดา ลืมไปเสีย..! ชอบเอารอยเท้าไปวัดกับพระพุทธเจ้า

จากนั้น เมื่อพระองค์ทรงเทศน์แล้ว ก็ทรงเสด็จออกจากหมู่บ้านนั้นมา ถึงสถานที่ตรงนี้ คือที่ที่พระราชาสร้างส้วมไว้

พระองค์จึงได้ทรงวางบาตรไว้ตรงที่พื้นหิน และก็ได้ทรงฉันภัตตาหารที่ตรงนั้น นี่ไง...เป็นที่ฉันอาหารของพระพุทธเจ้า ที่ตรงไหนรู้ไม๊..? (หลวงพ่อท่านถามผู้ที่มาเล่าในขณะนั้น)

ท่านตอบว่า ก็ตรงที่เขาสร้างพระเจดีย์หริภุญชัยนั่นเอง และที่เรียกกันว่า "พระธาตุหริภุญชัย" ตรงนั้น นี่เป็น "เมืองไทย" หรือเป็น "เมืองเจ๊ก" ก็ไม่ทราบ ฟังแล้วก็ฟังกันไป เขาเล่ามาอย่างนี้ก็เล่าไปอย่างนี้ คนบอกให้ฟังโกหก คนเล่านี่ก็โกหกด้วย

แต่คนพูดให้ฟังไม่โกหก เขาพูดตามความเป็นจริง คนพูดจริงก็พูดตามความเป็นจริงด้วย เพราะเกิดไม่ทัน เพราะอีตาคนนั้นโกหกพูดตามความจริง ก็คือว่าเป็นเรื่องพูดตามความจริงต่อกันไป แล้วท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ...!


พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์
...เมื่อพระองค์ทรงเสวยพระกระยาหารเสร็จ พระพุทธองค์ก็ทรงมีพระพุทธพยากรณ์ว่า เมื่อเรานิพพานไปแล้ว สถานที่ตรงนี้ จักเป็นมหานคร (นครใหญ่)

จะมีพระราชาองค์หนึ่งมีนามว่า พระเจ้าอาทิจจ์ และพระธาตุของเรา จะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนี้ แต่ท่านไม่ได้บอกวากระดูกตรงไหน เป็นอันว่ากระดูกของพระองค์ก็แล้วกัน

เมื่อเด็กฟังคำพญากาเฝือกแล้ว ก็กราบทูลเรื่องราวที่พญากาเผือกเล่าให้ฟังทุกประการ เมื่อพระองค์ทรงฟังคำของเด็กแล้วก็ดีพระทัยอย่างยิ่ง ทรงสั่งให้รื้อพระบังคน คือส้วม

แล้วปราบที่นั้นให้ราบเสมอ เผาเครื่องเผาที่มีกลิ่นหอม กระทำสถานที่นั้นให้สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ป่าวประกาศให้บรรดาประชาชนทั้งหลายมารวมกัน อาบน้ำดำหัว ขัดสีฉวีวรรณให้ดีที่สุด ให้สะอาดที่สุด

แต่งเสื้อผ้าให้มันดีที่สุด สะอาดที่สุด เอาไอ้ชุดที่ใหม่ที่สุด แต่คนจน ๆ แกก็มีชุดใหม่ที่สุด แต่ก็ขาดมากที่สุด รุ่งริ่งมากที่สุด แต่งดีเต็มที่ไม่ได้นะซี

เมื่อดีเต็มที่ไม่ได้ก็สั่งว่า ยายคนนั้น ตาคนนี้ไม่ได้เรื่อง ฉันสั่งให้แต่งตัวให้สวยที่สุด ใหม่ที่สุด แกเอาผ้าอย่างนี้มานุ่งได้รึ..?

ตายายผู้นั้นแกก็บอกว่า ผ้าที่นุ่งมา..เสื้อผ้าที่สวมมานี่..มันดีที่สุดเท่าที่มีอยู่แล้ว พระราชาก็เลยบอกว่า ไอ้ผ้าอย่างนี้มันเลวที่สุดสำหรับฉันจะใช้ ฉันไม่ใช้มันแล้วนะ แกว่ามันดีที่สุดได้ยังไง...?

พระราชาบอก ไม่ได้...พวกแก พวกท่านทั้งหมดต้องประชุมกันอยู่ที่นี่ แต่งตัวให้ใหม่ที่สุด...แล้วก็ดีที่สุด..! ผ้าเก่าอย่างนี้ต้องทิ้งไป แต่ก่อนจะทิ้ง...ประเดี๋ยวก่อน...ใครอย่าเพิ่งทิ้งก่อนนะ ถ้าทิ้งก่อนถูกประหารชีวิต เพราะจะกลายเป็นทรงเชิ๊ตชุดวันเกิด

จึงรับสั่งให้บรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารไปเบิกผ้ามาจากคลัง เอาผ้าที่ดีที่สุด ราคาแพงที่สุด มาให้บรรดาประชาชนนุ่ง คนที่เขาจน ๆ นะ ไอ้คนที่เขามีอยู่แล้ว...ไม่ต้อง..!

แล้วตรัสสั่งให้หาเครื่องสักการะบูชามา เอากันให้เต็มที่ ให้ดีกว่าเก่า ตามเสด็จมายังสถานที่ตรงนั้น ก็ทรงบูชาสถานที่นั้นแล้วก็ยกพระหัตถ์ขึ้นพนมสมัสการองค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ทรงกล่าวขอขมาโทษแก่พระพุทธเจ้า

"ในการที่ข้าพระพุทธเจ้ามานั่งถ่ายพระบังคน คือนั่งขี้ตรงนี้ ก็เพราะไม่ทราบว่าพระบรมธาตุขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง ก็ไม่เคยคิดเคยทราบมาก่อนว่า ที่นี้เป็นปูชนียสถาน เป็นสถานที่ควรแก่การเคารพบูชา เพราะว่าองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเคยมาประทับอยู่ตรงนี้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ และเคยทรงเสวยพระกระยาหารตรงนี้ไม่ทราบ

ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยบรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพาร และบรรดาประชาชนทุกท่าน ที่มีความเคารพในพระรัตนตรัย

ขอน้อมเศียรแด่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระองค์ทรงให้งดโทษแก่บรรดาข้าพระพุทธเจ้า ที่มีความเคารพในพระองค์ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า..."


(โปรดติดตามตอน "พระบรมธาตุแสดงปาฎิหาริย์" ตอนจบต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/5/19 at 06:11 [ QUOTE ]


ตอนที่ 16

วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (ตอนที่ ๒ จบ)
ตอน พระบรมธาตุแสดงปาฎิหาริย์


...เมื่อพระเจ้าอาทิจจ์กำลังขอขมาและก็ได้อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าอยู่นั่นเอง ก็ปรากฏว่า มีผอบทองคำผุดขึ้นจากพื้นที่ดิน และก็สูงขึ้นจากดินไปประมาณ ๓ ศอก ด้วยอำนาจของเทวดา

และก็รัศมีพุ่งออกมาจากผอบเป็นฉัพพรรณรังษี รัศมีออกตระการสวยงามมาก เหมือนกับดาวที่ลอยอยู่กลางพื้นนภากาศ

เมื่อลอยอยู่โดยรอบๆ ที่พระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ก็ลอยวนไปวนมา..สวย..! เป็นประกายใสสะอาด...สวยมาก..!

อีตาคนนั้นแกทำภาพให้ดู แพรวพราวสวยสดงดงามเป็นพิเศษ พระเจ้าอาทิจจ์และข้าราชบริพารได้เห็นปาฏิหาริย์ดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจและปลื้มใจ พร้อมกันไป ดีใจคล้ายกับตัวจะลอยขึ้น

แต่ตัวไม่ได้ลอยหรอก...ใจมันลอย..! มีความปลื้มปีติเป็นอย่างมาก ดูคล้ายๆ กับพวกเราที่ไปไหว้พระดีกันนะ ไปแต่ละแห่งที่ไหนๆ ก็รู้สึกเกิดธรรมปีติ ควักสตางค์ทำบุญกันอย่างชนิดที่เรียกว่า..."เจ้าของไม่ต้องเรี่ยไร"

เจ้าของวัดไม่ทันเรี่ยไร ไปถึงไหนก็ว่ากัน ๒ พัน ๓ พัน ๔ พัน รวมแล้วนับเงินเป็นหมื่น นี่ความดีของสาวกขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มีความดีขนาดนี้ดึงพวกเราให้เกิดศรัทธา

ขนาดพระสาวกเท่านั้น ยังสร้างธรรมปีติให้เกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทได้ และหากว่าเป็นความดีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาแล้ว ความรู้สึกของท่านมันจะเกิดเป็นประการใด

ที่นี้เมื่อบรรดาประชาชนทั้งหลาย พร้อมทั้งพระเจ้าอาทิจจ์เห็นปรากฏการณ์แบบนั้น ก็มีความปีติเป็นล้นพ้น แล้วก็มีความยินดี พากันเปล่งเสียง..สาธุการ..! และทำความเคารพสักการะด้วย บูชาด้วยดอกไม้ของหอมและธูปเทียน

ของอะไรที่ยังไม่มี วิ่งกันไปวิ่งกันมา วิ่งกันมาวิ่งกันไป ของอย่างนี้บูชาแล้ว เอ้า...ไม่ชอบใจไม่พอใจ วิ่งไปเอาอย่างโน้น

พระบรมสารีริกธาตุก็ยังไม่ลง ลอยอยู่อย่างนั้นแหละ ลอยอยู่ได้...ตั้งแต่เช้าจนเกือบค่ำ แหม...อัศจรรย์..! คนทั้งหลายเหล่านั้น ก็เลยไม่ต้องกินข้าวกินปลา ด้วยอำนาจธรรมปีติ มันชื่นอกชื่นใจ

ทีนี้ในเมื่อบูชาไปบูชามา พระเจ้าอาทิจจ์ คิดใหม่ เอ...ที่ตรงนี้นี่เรามาทำส้วมขี้เอาไว้นี่.. ถ้าเราจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่ตรงนี้ ท่าไม่เหมาะ เพราะมันเป็นสถานที่ไม่สะอาด

เราจะย้ายที่ไปที่ตรงโน้นดีกว่า ที่อื่นที่มันสะอาดกว่า จึงได้ทรงตรัสสั่งให้ขุดสถานที่ตรงนั้น บอกว่าเราจะย้ายไปที่ตรงนั้น ท่านทั้งหลายช่วยกันขุดอีก ตรงนี้มันเป็นหลุมขี้ ไม่ดีหรอก...! เดี๋ยวพระบรมสารีริกธาตุจะคลายอำนาจเสีย

พอพระเจ้าอาทิจจ์สั่งให้คนขุดหลุมใหม่จะฝังใหม่เท่านั้น ก็ปรากฏว่าอำนาจเทวานุภาพ ทำให้ผอบทองคำที่มีพระบรมสารีริกธาตุจมลงไปในแผ่นดินตรงที่เดิม จนมองไม่เห็น

เมื่อพระบรมสารีริกธาตุจมไปแล้วก็เสียใจ เหงื่อแตกพลั่ก..! ทุกคนหมดกำลังใจว่าเราทำไม่ถูกเรื่องเสียแล้ว พระเจ้าอาทิจจ์ก็เสียใจเหมือนกัน คิดว่าการที่เราดำริอย่างนี้ พระบรมสารีริกธาตุหรือเทวดาคงไม่พอใจ

ไม่เอาละ..เมื่อท่านต้องการที่ตรงนี้ เราก็จะบรรจุไว้ที่ตรงนี้ จึงบูชากันใหม่...! อีคราวนี้...บูชากันเป็นทวีหลายสิบเท่าแต่งตัวกันใหม่ให้ดีที่สุด..อาราธนาใหม่..! พระบรมสารีริกธาตุก็ผุดขึ้นมาใหม่...ลอยอีกตามเดิม..มีรัศมีผ่องใสเท่าเดิม...!

คราวนี้ก็กราบขอขมาโทษกัน บอกไม่เอาแล้ว..ไม่ขอย้ายที่แล้ว เมื่อองค์สมเด็จพระประทีปแก้วมีความประสงค์จะให้พระบรมสารีริกธาตุอยู่ที่ตรงนี้

ข้าพระพุทธเจ้าก็ตามใจพระองค์ จะทำเป็นสถูปเจดีย์ให้เป็นที่บูชาให้สมพระเกียรติ เป็นที่ควรแก่การนมัสการ เป็นปูชนียสถานประจำประเทศเขตพระนคร

เมื่ออธิษฐานแล้ว พระบรมสารีริกธาตุก็ลอยลงมาตรงพระพักตร์ของพระเจ้าอาทิจจ์แล้ว พระองค์ก็ยื่นพระหัตถ์น้อมพระเศียรเข้าไปรับด้วยความเคารพ ผอบพระบรมธาตุก็เสด็จลอยลงมาในพระหัตถ์

แล้วพระเจ้าอาทิจจ์ได้ทรงมีรับสั่งให้ขุดสถานที่ให้ลึก ทำที่ให้มั่นคง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงไป เอาดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง เครื่องเพชรนิลจินดาทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งของบรรดาประชาชนทั้งหลาย ฝังเข้าไว้ บรรจุในที่นั้น

มีค่าในสมัยนี้ จะนับประมาณได้สัก ๓๐ ล้านเศษ สิ่งของที่ถวายไว้ในที่นั้น แล้วก็กลบทำแข็งแรงดีแล้ว ก็สร้างสถูปทรงปราสาทสูง ๑๒ ศอก มีเสา ๔ เสา มีประตู ๔ ด้าน ก็เป็นศาลาเล็กๆ (บางแห่งว่าเป็นเจดีย์ทรงมอญ)

ทีนี้นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บรรดาประชาชนทั้งหลายก็พากันมาบูขาพระธาตุหริภุญชัย ซึ่งมีพระเจ้าอาทิจจ์พระบรมกษัตริย์ทรงเป็นประธาน

(ด้วยเหตุนี้ จึงได้ถือกันในโบราณว่า หากผู้ใดปลูกบ้านสร้างเรือนในเมืองลำพูน จะต้องสูงไม่เกิน ๑๒ ศอก เพราะเกรงว่าจะสูงกว่าพระธาตุไป แล้วหลวงพ่อก็ได้สรุปต่อไปว่า)

ใครบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยเสด็จมาเมืองไทย
นี่...เรื่องราวของพระบรมธาตุหริภุญชัย ที่พวกเราพากันไปถวายนมัสการนั้นมีดังนี้ เรื่องที่ดีๆ มีความสำคัญยังมีอยู่อีก

การที่บอกว่าองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดา ไม่เคยเสด็จมานี้ไม่จริงแล้วนะ ประเทศไทยตำนาน ท่านเล่าไว้อย่างนั้นว่า มีมาและก่อนความเป็นมาของพระธาตุหริภุญชัยว่า

เป็นสถานที่ชุมนุมของพระอรหันต์ สถานที่นี้..ก่อนที่องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์เข้าพระปรินิพพาน ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงเสด็จมาความเดียวเท่านั้น

ยังเสด็จมาอีกตั้งหลายคราว และก็มีพระสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประจำจริง ๆ ก็คือ พระมหากัจจายนะ มาประจำเป็นกรณีพิเศษ ส่วน พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระอนุรุทธ มาเป็นคราวๆ

ท่านบอกว่าในสถานที่นี้ ย่อมเป็นที่ชุมนุมของบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย คือเป็นแหล่งที่รวมพระอริยสงฆ์ถึง ๗๐๐ พระองค์ คือพระอริยสงฆ์ที่เป็น "พระอรหันต์" ในบริเวณที่ใกล้กัน และไกลบ้าน

เวลาจะมาประชุมกันก็มาที่ตรงนั้น ถือว่าสถานที่พระพุทธเจ้าเคยมาฉันภัตตาหารที่ตรงนั้น เคยพักแรมที่ตรงนั้น และพยากรณ์ไว้ว่า ที่ตรงนั้นจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ฉะนั้น บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายจึงพากันมาประกาศพระศาสนา และเวลาที่จะประชุมกัน ก็มาประชุมตรงที่สร้างพระธาตุหริภุญชัยตรงนั้น เพราะกล่าวกันว่า เคยมีพระอรหันต์ในเขตแคว้นนี้ ประมาณถึง ๗๐๐ รูปเศษ ในสมัยนั้น

เมื่อได้คุยกันถึงความเป็นมาของพระธาตุหริภุญชัยเรียบร้อยแล้ว นั่นเป็นระยะของตอนต้น และก็การทำนุบำรุงพระธาตุหริภุญชัยนี้

ตามที่ทราบมาว่า "พระนางจามเทวี" บำรุงวาระหนึ่ง แล้วก็การที่สวยสดงดงามที่สุด นี่ก็เป็นเรื่องของ "พ่อขุนเม็งราย"

ในตอนนี้ หนังสือ "ชินกาลมาลีปกรณ์" เล่าว่าเมื่อพระเจ้าอาทิจจ์ล่วงลับไปแล้ว ต่อมาในรัชกาล "พระเจ้าสัพพาสิทธิ์" โปรดให้ก่อเสริมพระธาตุตรง "ปราสาท" ที่ "พระเจ้าอาทิจจ์" สร้างไว้เป็นสูง ๒๔ ศอก กษัตริย์รัชกาลหลัง ๆ ได้ทรงทำนุบำรุงต่อมา จนกระทั่งเมืองหริภุญชัยตกอยู่ในอำนาจของพ่อขุนเม็งราย

พระองค์จึงโปรดให้เปลี่ยนจากรูปทรง "ปราสาท" มาเป็น "ทรงกลม" ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ โดยเอาทองจังโก คือทองตีเป็นแผ่น ๆ หุ้มพระเจดีย์ ตั้งแต่ชานจนถึงยอด แลดูเหลืองอร่ามเปล่งประกายสวยสดงดงามมาก ภาพที่ปรากฏกับหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านได้เล่าต่อไปว่า

เมื่อเข้าไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ก็เรียกว่าไหว้พระพุทธเจ้านั่นเอง ขณะที่ก้มลงกราบครั้งแรก ก็ปรากฏเป็นภาพของพระพุทธเจ้า

และภาพของพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และตลอดจนกระทั่งบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความเกี่ยวข้องในการทำนุบำรุงสถานที่นี้ที้งหมดทุกสมัย

ปรากฏกายภาพชัด บางท่านก็เป็นพระ บางท่านก็เป็นพรหม บางท่านก็เป็นเทวดา มาแสดงความชื่นชมยินดีเป็นอย่างมาก..."

"เรื่องที่หลวงพ่อเล่าก็จบลงแค่นี้ เป็นอันว่าพระเจดีย์ได้ปรากฏขึ้นในหริภุญชัยอีกครั้งหนึ่ง ในรัชสมัย "พระเจ้าอาทิจจ์" ซึ่งครองเมืองหริภุญชัยมาแล้วได้ ๑๖ ปี

นับเป็นปีที่พระศาสดาปรินิพพานแล้วได้ ๑๖๐๗ ปี คือเกือบพันปีล่วงมาแล้ว นับว่าเป็นพุทธสถานที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน ควรที่พวกเราจะจดจำประวัติเอาไว้ว่า

สถานที่ตรงพระเจดีย์นี้ เคยเป็นที่ "วางบาตร" ขององค์สมเด็จพระชินสีห์ และเป็นที่ฉันภัตตาหารของพระพุทธองค์

ต่อจากนั้นอีกประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ พระบรมสารีริกธาตุสมัย "พระเจ้าอโศกมหาราช" ก็ได้ถูกอัญเชิญนำมาประดิษฐานไว้ ณ สถานที่นี้..."


พิธีบวงสรวงสักการบูชา



หลวงพี่โอเป็นประธานจุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรีแล้ว จึงได้เปิดเทปหลวงพ่อบวงสรวงต่อไป

...เมื่ออ่านประวัติวัดพระธาตุหริภุญชัยจบ "หลวงพี่โอ" เป็นประธานจุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรีแล้ว จึงได้เปิดเทป "บวงสรวง" ขออัญเชิญพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้กระทำพิธี ณ สถานที่นี้สืบต่อไป

ครั้นหลวงพ่อบวงสรวงและนำบูชาพระรัตนตรัยแล้ว จึงได้กลับเข้ามาในพระวิหาร เพื่อร่วมกันบำเพ็ญกุศล เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ณ สถานที่นี้

ตามประเพณีที่ครูบาอาจารย์ได้เคยกระทำมา เพื่อหวังเป็นอานิสงส์เช่นเดียวกับท่านทั้งหลาย ที่ได้มีโอกาสติดตามไปกับหลวงพ่อกันในสมัยนั้น



เจ้าหน้าที่ในชุดล้านนาต่างก็ช่วยกันถวายปัจจัยไทยแด่ ท่านเจ้าคุณพระราชมหาเจติยาบาล เจ้าอาวาสและเจ้าคณะจังหวัดลำพูน

เมื่อรวบรวมเงินได้ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาทเศษ จึงได้มอบให้กับท่านเจ้าอาวาส พร้อมกับเครื่องไทยทานทั้งหลาย อันมีพระพุทธรูป หน้าตัก ๙ นิ้ว ๑ องค์ ผ้าไตรจีวร และพานสังฆทาน ๑ ชุด พร้อมด้วยตาลปัตร ๑ อัน

หลังจากท่านเจ้าอาวาส คือพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระราชมหาเจติยาบาล ให้พรจบแล้ว พวกเราต่างก็กราบลาท่าน

พร้อมกับขอบพระคุณในน้ำใจไมตรีจิตของท่าน ที่ได้ให้ญาติโยม "ชาววัดพระธาตุหริภุญชัย" มาช่วยกันจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท พร้อมทั้งจัดอาหารเพลถวายแด่พระสงฆ์

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จะต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง นั่นก็คือท่านได้กรุณาติดต่อรถเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงมานำขบวน พร้อมกับจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่ขบวนรถของเราทั้งหลมดจะผ่านไป นับว่าได้รับความสะดวกมาก

มิฉะนั้นการเดินทางเขาไปยังตัวเมืองของจังหวัดลำพูน ที่จัดระบบการจราจรแบบ "วันเวย์" ทั้งนี้ ด้วยจำนวนรถบัส ๑๒ คัน และขบวนรถเล็กอีกประมาณ ๕๐ คัน พวกเราคงจะต้องเสียเวลาเป็นแน่

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พวกเราสามารถเดินทางต่อไป ณ วัดจามเทวี ได้โดยสะดวก และทันเวลาตามกำหนดนัด


โอวาทของท่านแม่
...สำหรับเรื่องราวที่ "วัดจามเทวี" ได้นำไปโพสต์ก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะเป็นเรื่อง "พระราชชีวประวัติของพระแม่เจ้าจามะเทวี" ที่ได้ค้างเอาไว้จากตอนนี้

อันเป็นตอนที่พระแม่เจ้ายังทรงพระเยาว์ โดยได้อาศัยอยู่กับ ท่านวาสุเทพฤาษีที่ "ดอยคำ" แล้วได้ลงนาวายนต์ไปพร้อมกับฝูงลิง อันมี พญากากะวานร เป็นผู้คอยอารักขา

ทั้งนี้ ได้เล่าเรื่องนี้ค้างไว้ที่ "วัดพระธาตุดอยคำ" แต่ก็ต้องมาเว้นช่วงที่ "วัดพระธาตุหริภุญชัย" เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน และทำพิธีบวงสรวงสักการบูชากันที่นั่นก่อน

แล้วในตอนต่อไปนาวายนต์ของ "กุมารีวี" หรือ "เด็กหญิงวี" จะล่องลอยไปที่ใด ท่านผู้อ่านจะติดตามเรื่องราวกันได้ที่วัดจามเทวี คลิกที่นี่..

https://www.facebook.com/tamroi.phrabuddhabat/media_set?set=a.1918701091531849&type=3
@ งานพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณ "พระแม่เจ้าจามเทวี" ณ วัดจามเทวี จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540

แต่ก่อนที่จะย้อนเหตุการณ์กันต่อไป ณ วัดจามเทวี ผู้จัดขอนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน ณ วัดพระธาตุดอยคำ มาเล่าไว้ฟังแถมท้ายว่า "ท่านแม่" ได้มาบอกลูก ๆ ทุกคนดังนี้ว่า

"แม่ดีใจด้วย...ที่ลูกมากันมากมาย ขอให้ทำ "ทาน" กันเรื่อย ๆ นะ แม่ไป "นิพพาน" ได้ก็เพราะ "ทาน" นะ...ลูกนะ...!"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/5/19 at 14:14 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top