Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 13/3/10 at 14:06 [ QUOTE ]

หนังสือ พระเมตตา เล่มที่ ๑ (ผู้ทำนาย..อนาคตของประเทศไทย)




หนังสือ พระเมตตา

เล่มที่ ๑

โดย พระมหาวีระ ถาวโร




เนื้อหาของสารบัญ เล่มที่ ๑

01. พระราชปรารภ บทที่ ๑ - ๒
02. บทที่ ๓ - ๔
03. บทที่ ๕ - ๖
04. บทที่ ๗ - ๘ (ผู้ทำนาย อนาคตของประเทศไทย)
05.
บทที่ ๙ - ๑๐




พระราชปรารภ

บทที่ ๑

...... ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย หนังสือเล่มนี้อาตมาจะบรรยายเกี่ยวกับเรื่องพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จมาทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระอุโบสถหลังใหม่ ของวัดจันทาราม ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี หรือที่บรรดาญาติโยม พุทธบริษัทจำกันได้ว่า วัดท่าซุงนั่นเอง

คำว่าวัดท่าซุงนี้เป็นชื่อเรียกกันมาแต่เดิม การที่จะมาเปลี่ยนเป็นวัดจันทารามเมื่อไหร่นี่ อาตมาไม่ทราบเหมือนกัน เป็นอันว่าคำว่าวัดท่าซุงอยู่ในความทรงจำของญาติโยมพุทธบริษัท ฉะนั้น ในกาลต่อไป อาตมาจะใช้คำว่า วัดท่าซุง เพราะว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทรู้จักกันดี

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แล้วทรงเททองหล่อรูปหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ของอาตมา เป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง ที่อาตมามีความรู้มาแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ก็เพราะอาศัยหลวงพ่อปานเป็นต้นเหตุ เป็นปัจจัย สั่งสอนอาตมาให้มีความรู้ในพระพุทธศาสนาตามสมควรแก่ปัญญาที่จะทรงไว้ได้ แต่ความจริงความรู้ที่หลวงพ่อปานให้อาตมานั้น มากมายยิ่งกว่าที่อาตมาทรงอยู่นี้มาก แต่ทว่าสำหรับอาตมาเป็นปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส จึงไม่สามารถจะจดจำคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ที่หลวงพ่อปานสอนได้หมด มีเหลือไว้บ้างประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไว้นำมาแจกจ่ายแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จมาในงานนี้คือวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘ เวลาที่ถึงประมาณ ๑๕ นาฬิกา ๑๕ นาที ตามหมายกำหนดการเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาโดยเครื่องบิน มาลงที่กองบิน ๔ ตาคลี แล้วเจ้าหน้าที่ฝ่ายจังหวัด บรรดาข้าราชการและบรรดาท่านพุทธบริษัท ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการก่อสร้าง มีท่าน พล ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ เป็นประธาน จะไปรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สนามบินตาคลี เวลาที่จะกำหนดถึงในหมายกำหนดการแรกกำหนดว่าเวลา ๑๖ นาฬิกา แล้วต่อมาหมายกำหนดการได้เปลี่ยนไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จโดยสถลมารค คือทางรถยนต์ มาถึงวัดท่าซุงประมาณเวลา ๑๕ นาฬิกา ๓๐ นาที

ครั้นวันเสด็จจริง ๆ ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จถึงวัดท่าซุงก่อนเวลา ๑๕ นาที แต่ความมหัศจรรย์พร้อมไปด้วยอำนาจบุญบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าจะกล่าวกันไปก็ต้องถือว่า เป็นเรื่องปกติที่พระองค์เสด็จ นั่นก็คือ ฝนตกก่อนที่พระองค์เสด็จถึงประมาณ ๑๕ นาที ปรากฏว่าบรรดาประชาชนทั้งหลายหลั่งไหลกันมามาก เต็มไปทั้งบริเวณวัด แน่นขนัดติดต่อกันไปถึงจังหวัดอุทัยธานี ระยะทางตอนนี้ก็ประมาณ ๖ กิโลเมตรเศษ ๆ สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยประชาชน แล้วฝนก็ตกลงมาประมาณสัก ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที ในระยะแรก ปรากฏว่าฝนตกลงมาเม็ดใหญ่มาก

แล้วบรรดาท่านพุทธบริษัท และพสกนิกรของพระองค์ที่มีความจงรักภักดี พากันยืนรอเฝ้าพระองค์ในที่ต่าง ๆ แน่นขนัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตวัด ในบริเวณที่สร้างใหม่ เกือบจะหาที่ว่างไม่ได้ บุคคลทั้งหลายที่นั่งไปแล้วตั้งแต่เวลาเที่ยง ใกล้ลาดพระบาทคือ ทางเสด็จพระราชดำเนิน นั่งอยู่ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันแน่นไปหมดทั่วบริเวณ ไม่มีใครยอมลุกขึ้น อาตมาได้ไปเตือนว่า นี่ เวลาเพิ่งเที่ยงวัน ขอท่านทั้งหลายพักผ่อนกันเสียก่อน ประเดี๋ยวแดดจะร้อน หรือว่าฝนจะตก แต่บรรดาประชาชนทั้งหลายเหล่านั้้น ท่านบอกว่า ท่านคอยเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยมีความยินดีมากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ ท่านบอกว่าในชีวิตของท่านเป็นของหายากอย่างยิ่ง ที่จะได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แดดจะร้อนฝนจะตกท่านไม่หนักใจ

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าความดี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่บรรดาพสกนิกรของพระองค์ จะเสด็จไปทางไหนก็มีคนเนืองแน่นไปหมด เรื่องที่ถือกันเป็นธรรมดานั้นก็คือฝน ฝนต้องตก แต่เป็นเหตุน่าอัศจรรย์ ขณะที่ฝนตกลงมาในคราวนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเป็นเรื่องปกติธรรมดาแล้ว คนที่ยืนอยู่กลางแจ้งจะเปียกโชกไปหมด พอฝนตกใหญ่ประมาณสัก ๑๐ นาที หลังจากนั้นฝนก็ตกเป็นละอองคล้ายฝนโบกขรพรรษ นี่อาตมาใช้คำว่าคล้ายฝนโบกขรพรรษที่องค์สมเด็จพระสวัสดิโสภาคย์เคยแสดงพระธรรมเทศนาไว้ ในเรื่องพระเวสสันดรชาดกว่า

ฝนโบกขรพรรษนี้ ถ้าคนต้องการให้เปียกมาก็จะเปียกมาก ต้องการให้เปียกน้อยก็จะเปียกน้อย ไม่ต้องการให้เปียกเลย ก็ไม่เปียก นี่ฝนวันนั้น ในตอนต้นตกหนักเม็ดใหญ่แล้วต่อมาก็ตกเป็นฝอย อาตมาคิดว่าบรรดาพสกนิกรทั้งหลายที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีความลำบากมาก เพราะว่าเครื่องแต่งตัวจะเปียกกันไปหมด แต่ว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ฝนตกเม็ดใหญ่หนามากประมาณ ๑๐ นาที พอฝนหายแล้ว อาตมาก็ออกไปเดินตรวจ ไปเยี่ยมประชาชน ว่าเปียกกันมากไหม ลำบากมากไหม ท่านทั้งหลายพวกนั้นก็ยกมือไหว้ ชี้ให้ดูที่เสื้อและผ้านุ่ง ก็ปรากฏว่ามีเม็ดฝนตกถูกผ้าของท่านเป็นลาย ๆ ไปนิดเดียวเท่านั้น นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์อันหนึ่ง ต้องถือว่าเป็นบุญญาธิการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๒ พระองค์ นี่เป็นเหตุอัศจรรย์

แต่เรื่องนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เรื่องฝนตกหรือไม่ตก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปไหนนี่ มีเหตุอัศจรรย์ปรากฏหลายวาระ เรียกว่าทุกวาระก็ได้เพราะวันนั้นทั้งวันปรากฏว่าไม่มีแสงแดดจะแผดออกมาให้ร้อนบรรดาท่านพุทธบริษัทเลยมีอากาศครึ้มเย็นสบายตลอดวัน ถ้าหากว่าแดดร้อนจ้าลงมาเมื่อไร บรรดาพสกนิกรทั้งหลายจะมีความลำบากมาก เพราะว่าทุกท่านมีการเบียดเสียดยัดเยียดซึ่งกันและกัน ไม่ใช่นั่งแบบสบาย ๆ หรือไม่ใช่ยืนแบบสบาย ๆ นี่จัดว่าเป็นเหตุอัศจรรย์อันหนึ่งที่อาตมากล่าวว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ เพราะว่าอาตมาไม่เคยเห็นใครที่ไปไหนมีฝนตกหรือฝนไม่ตก เท่าที่ทราบข่าวว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยี่ยมชาวเขา บางคราวก็ปรากฏว่ามีหมอกจัด เครื่องบินอาจจะลงไม่ได้ แต่ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไป ปรากฏว่าหมอกจางหายไป

นี่ก็เป็นเหตุมหัศจรรย์ หากจะไม่กล่าวว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ อาตมาก็ไม่รู้จะกล่าวอย่างไร เพราะอาตมาเคยไปไหน ถ้าฝนจะตกมันก็ตก ห้ามฝนไม่ได้ ถ้าฝนจะไม่ตก จะทำยังไงฝนก็ไม่ตก นี่อาตมาเอาตัวของอาตมาเข้าไปเทียบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาบุญบารมีไปเทียบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาบุญบารมีไปเทียบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง ไม่มีความประสงค์เช่นนั้น มีความประสงค์แต่เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ ต้องการให้บรรดาท่านพุทธบริษัททราบว่า คนที่มีบุญญาธิการกับคนอย่างอาตมาไม่เหมือนกัน แต่ว่าสำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน จะมีความรู้สึกเป็นประการใดนั้นอาตมาไม่ทราบ

แต่การเสด็จมาของพระเจ้าอยู่หัวในคราวนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ปรากฏว่ามีคนเขาสงสัยกันมากว่า อาตมานั้นมีดีอะไร ทำไมจึงเอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาได้ การคิดอย่างนี้ เป็นเรื่องคิดมากเกินไป บรรดาท่านพุทธบริษัท การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ไม่ใช่ความดี ไม่ใช่ความชั่วของอาตมา ต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เองต่างหาก เพราะวันเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ ใกล้กับวันเวลาที่พระองค์จะเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ นั่นก็คือจะเสด็จไปภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เพราะเป็นวันใกล้กับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

นี่ซีบรรดาท่านพุทธบริษัท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาในคราวนี้นั้น เขาจึงพากันโจษขานกันมากว่า เป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่ง แล้วก็การเสด็จมา ถ้าจะกล่าวว่ามาเพราะอาตมาถวายพระพรเชิญเสด็จ ก็คงไม่ใช่ เรื่องนี้ไม่ใช่ ต้องยกความดีให้แก่คุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ และท่าน พล. ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ สองสามีภรรยา พร้อมไปด้วยคณะศิษยานุศิษย์มีมากท่านด้วยกัน ที่มีความพร้อมใจกันตลอดจนจ้าวนายหลายพระองค์ที่ต่างคนต่างร่วมใจกันกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอัญเชิญให้เสด็จมา ปรารถนาจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หล่อรูปหล่อหลวงพ่อปานและยกช่อฟ้า แม้แต่งานฝังลูกนิมิต เพราะว่าสถานที่สร้างขึ้นมานี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหมดที่เป็นข้าราชบริพารและพระราชวงศ์ ประสงค์จะร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นการเพิ่มพูนพระบารมีของพระองค์

ฉะนั้น ทุกคนจึงตกลงใจกันกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ โดยคุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ ภรรยาท่าน พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุล คนนี้ ต้องเรียกว่า หม่อมราชวงศ์ คุณหญิงสุวรรณาภา เพราะท่านเป็นหม่อมราชวงศ์ ได้เข้ากราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ รับว่าจะเสด็จ แล้วทรงรับรองจะกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ และในกาลต่อมา พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุล ก็กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกสายหนึ่ง นี่ การเสด็จมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องถือว่าเป็นคุณความดีของคณะท่านพุทธบริษัท ซึ่งเป็นผู้ลงทุนในการจัดสร้างวัดคราวนี้เพราะว่าทุกคนมีหุ้นส่วนในการก่อสร้างทั้งหมด.

การก่อสร้างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ใช้เวลามา ๑ ปี กับ ๔ เดือน แต่ความจริงวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาถึงเป็นเวลา ๑ ปี กับ ๓ เดือนเศษ ๆ ซื้อที่ราคาแสนเศษ งานก่อสร้างทั้งหมดสิ้นเงินไปทั้งหมดถึงวันนั้น คือ จ่ายเงินสดไปแล้วนะ ยังเป็นหนี้เขาต่างหาก จ่ายเงินสดไปแล้ว ๔ ล้าน ๕ แสนบาทเศษ แล้วยังเป็นหนี้เขาอีกล้านบาทเศษ และยังจะสร้างต่อไปอีกประมาณ 3 ล้านบาทเศษ ๆ นี่อาศัยทุนรอนที่บรรดาท่านพุทธบริษัทพากันบำเพ็ญกุศล เนื่องในการก่อสร้างโดยตรงบ้าง ถวายแก่อาตมาเป็นส่วนตัวบ้าง จตุปัจจัยที่บรรดาท่านทั้งหลายถวายเป็นส่วนตัว อาตมาเห็นจะใช้ปีหนึ่งไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็รวมเข้าไว้ในการก่อสร้างทั้งหมด อย่างนี้มันสบายใจ

ทีนี้ การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จในคราวนี้ เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของบุคคลบางท่าน และบางพวก บางคณะ ที่มาพูดให้ฟังว่า การกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทำไปโดยลำดับ ไม่ผ่านอำเภอ ไม่ผ่านจังหวัด ไม่ผ่านกรมกองและกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ เขาหาว่าทำลัดตัดหน้า แถมมาโกรธอาตมาเสียด้วยว่าตัดหน้าหน่วยราชการ อันนี้ต้องขอเรียนให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน และท่านที่มีความเข้าใจอย่างนั้นโปรดทราบว่า การกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นเรื่องของคณะศิษยานุศิษย์เขาจัดทำกัน แล้วการกราบบังคมทูลอัญเชิญมาคราวนี้ ก็เป็นการกราบบังคมทูลอัญเชิญเป็นการส่วนพระองค์ไม่เกี่ยวข้องกับทางราชการ

ทางราชการส่วนจังหวัดนั่นแหละอาศัยการกราบบังคมทูลเชิญของบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมเยียนจังหวัดด้วย แล้วก็จัดลูกเสือชาวบ้าน แถมมีข่าวพิเศษอีก ว่าใครจะโดยเสด็จพระราชกุศลจงอย่ามารวมกันที่วัด เพราะที่วัดนี้ ถ้ามอบเงินให้แก่วัดไม่ถึงแสนบาท ทางวัดไม่รับ ต้องมอบเงินเป็นแสน ๆ บาท ทางวัดจึงจะรับ ถ้ามีเงินน้อยให้ไปช่วยที่อื่น นี่อาตมาได้ข่าวมาจากคนที่เขาจะร่วมโดยเสด็จพระราชกุศล แล้วก็มีบุคคลอีกหลายคนเตรียมสตางค์มาแล้วจะร่วมโดยเสด็จพระราชกุศล เตรียมสตางค์มาแล้ว แต่ไม่เห็นว่าทางวัดจัดอะไรไว้

อันนี้อาตมาเองก็ต้องขออภัยต่อบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท วันนั้นคิดไม่ถึงจริง ๆ คือว่า การที่ไม่จัดไว้ก็เนื่องจากเกรงใจบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จะหาว่าเป็นการรบกวนประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คิดว่าท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า การกราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วก็พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์มาคราวนี้ เลยฉวยโอกาสเรี่ยไรเงินโดยเสด็จพระราชกุศล อันนี้อาตมาคิดมากไปเอง ก็ต้องขออภัยบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายที่เตรียมเงินมาแล้ว แต่ทว่าไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญกุศลร่วมด้วย อาตมาก็ต้องขอรับผิด จัดว่าเป็นความผิดอย่างหนักที่ทำลายศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัทที่มีเจตนา

ทั้งนี้เพราะว่า หลังจากงานแล้ว มีบรรดาท่านพุทธบริษัทหลายท่านด้วยกัน ควรจะนับว่าเป็นสิบ ๆ ท่าน ท่านบอกว่าฉันกำสตางค์มาแล้ว ฉันเอาสตางค์ใส่กระเป๋ามาแล้ว ตั้งใจจะรวมกับพวกที่โดยเสด็จพระราชกุศลแต่ก็เดินหาสถานที่ตั้งรับไม่ได้ เลยต้องหอบเงินกลับบ้าน อันนี้อาตมาถือว่า เป็นความผิดใหญ่ของอาตมา ถ้าบังเอิญโอกาสหน้าพึงมี บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า อาตมาก็จะขอตั้งที่ไว้เป็นที่รวบรับโดยเสด็จพระราชกุศล สำหรับคราวนี้ ต้องขอประทานอภัยอย่างหนักที่ทำความผิดไป สร้างความเข้าใจผิดให้แก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย แล้วเป็นการทำลายกำลังใจของท่านพุทธบริษัทที่มีศรัทธา สำหรับการเสด็จมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเริ่มต้นเห็นจะพอกันเพียงเท่านี้

ต่อแต่นี้ไปขอเข้าเรื่องกันใหม่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถึงเขตวัดจันทารามหรือวัดท่าซุงแล้ว ก็ได้เสด็จเข้าไปในพระอุโบสถเก่า ซึ่งมีเจ้าอาวาสกับคณะกรรมการวัดรับรองอยู่ที่นั่น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนมัสการพระพุทธปฏิมาพระประธานในพระอุโบสถเก่าแล้ว ได้ถวายผ้าไตรแก่เจ้าอาวาส ความจริงตอนนี้อาตมาไม่เห็น เป็นแต่เพียงข่าว มีข่าวบอกว่า เจ้าอาวาสก็ถวายของเป็นที่ระลึกแด่พระองค์ หลังจากนั้นพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินมาที่พระอุโบสถใหม่ เจ้าหน้าที่สำหรับกั้นสัปทน หรือร่มอะไรก็ตาม อาตมาเรียกไม่ถูก ราชาศัพท์อาตมาไม่ทราบเขาเรียกอะไร เรียกกันตามภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าสัปทน หรือว่าร่ม ไม่ต้องกางให้ลำบาก พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ มีทหารกองเกียรติยศมหาดเล็กเดินข้างหน้า

วันนั้น อาตมาก็ต้องขอบใจบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และบรรดาประชาชนทั้งหมด ที่มีจิตใจพร้อมเพรียงกันถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ มาทราบภายหลังว่า เจ้าหน้าที่ทหารมาจากเชียงราย ๑ กองพัน แล้วมาจากนครสวรรค์ ตาคลี แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีท่านผู้บังคับการเขต ๖ รองผู้บังคับการ ผู้กำกับและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไรมากมายด้วยกัน ฝ่ายทหารได้ทราบว่ามาจากกรุงเทพ ฯ ก็มี หน่วยรักษาความปลอดภัยหรือศูนย์รักษาความปลอดภัยก็มามาก และบรรดาประชาชนทั้งหลายที่คอยเฝ้ารับเสด็จ ก็แสดงความจงรักภักดีเป็นพิเศษ

ที่อาตมา ว่า “ เป็นพิเศษ “ ก็เพราะว่ามีความเรียบร้อยดีเป็นอย่างยิ่ง การแสดงออกของบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงคราวนี้ อาตมาปลื้มใจมาก ทราบข่าวจากคุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ว่า วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนาง ฯ เจ้าพระบรมราชินีนาถจะเสด็จขึ้นเครื่องบินไปประทับที่จังหวัดนราธิวาส คือ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ หรือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทราบ เห็นจะเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสกับคุณจิตต์ว่า วันนั้นเรียบร้อยดีจริงนะ นี่ ทรงชมเชย ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อเสด็จในที่บางแห่ง บรรดาประชาชนจะไม่เรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินผ่านไปก็มักจะมุงกันเข้ามา หรือดีไม่ดีก็ล้อมทั้งหน้าทั้งหลัง ทำความลำบากแก่เจ้าหน้าที่ แต่การเสด็จคราวนี้อย่างนั้นไม่มี

อาตมาต้องขอยกยอดความดีให้แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่มีความเคารพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีความเคารพในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยกความดีให้ตำรวจทหาร และบรรดาข้าราชการทั้งหมดที่ทุกคนมีความเหน็ดเหนื่อยเป็นกรณีพิเศษ จัดงานด้านนี้ให้เป็นไปด้วยดี ถึงกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถออกพระโอษฐ์ชมอย่างนั้น ที่อาตมาใช้ควบทั้งสองพระองค์เพราะอาตมาไม่แน่ใจว่าพระองค์ตรัสว่า.. คุณจิตต์ วันนั้นเรียบร้อยดีจริงนะ

นี่อาตมาจำไม่ได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเป็นผู้ตรัสกับพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ และสิ่งที่น่าปลื้มใจอย่างหนึ่งก็คือสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตรัสกับคุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ว่า สุวรรณาภา วันที่ฉันไปไหว้พระสุปฏิปันโนกลับมานั้น ความจริงที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จมาในวันนั้น พระองค์ประชวรเป็นไข้หวัด ตามข่าวที่เขาแจ้งมาได้ความว่าหมอแนะนำว่าไม่ควรจะเสด็จ เพราะยังประชวรอยู่ นี่เป็นข่าว ถ้าไม่จริงต้องขอประทานอภัย เพราะข่าวบอกว่ายังไง อาตมาก็ว่าไปตามนั้น

แต่ว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถตรัสว่า วัดนี้พระองค์ตั้งพระทัยไว้นานแล้วว่าจะไป วันนี้ถึงยังไง ๆ จะป่วยไข้ไม่สบายแบบไหนก็ต้องไป เพราะตั้งใจว่าจะไปแล้ว หมอจึงได้ถวายพระโอสถมาเพื่อเสวยระหว่างทาง ฉันกลับมาแล้วไม่ต้องกินยา ไม่ต้องฉีดยา ฉันหายจากไข้แล้ว นี่เป็นข่าวที่เขาบอกมาอย่างนี้ แต่ว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถจะทรงมีพระราชเสาวนีย์แบบนี้หรือไม่อาตมาไม่ทราบ ขอแจ้งแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทว่าฟังมาจากข่าว ถ้าข่าวนี้เป็นข่าวเท็จ อาตมาก็เห็นจะไม่ขอเท็จด้วย เพราะข่าวเท็จฟังมายังไงก็ว่าไปตามนั้น ถ้าข่าวนี้เป็นข่าวจริงก็เป็นที่น่าปลื้มใจ

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ตอนต้นนี้เห็นจะเป็นเรื่องอารัมภบทพจนคาถา ความเป็นมา คือ การเสด็จมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมาต้องขออภัยบรรดาท่านผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่ปรารภออกมาเป็นข่าวให้ถึงโสตประสาทของอาตมาว่า อาตมานี้ถวายพระพรเชิญเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นไปตามลำดับเป็นการข้ามหน้า ตัดหน้า แล้วก็เป็นการอวดดีเกินไปนั้น อาตมาต้องขออภัยท่าน ความจริงถ้าจะถวายพระพรเชิญเสด็จไปตามลำดับก็ไปไม่ไหว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของอาตมา เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เสด็จเองแล้วการกราบบังคมทูลก็เป็นเรื่องของคณะศิษยานุศิษย์ ไม่ใช่เรื่องของอาตมา ถ้าความดีอันใดจะพึงมีแล้ว ก็ต้องขอยกให้แก่ผู้เข้ากราบบังคมทูลทุกท่าน

.....เอาละ สำหรับเบื้องต้น ก็ขอสรุปจบลงแต่เพียงเท่านี้ เรายังเข้าเรื่องกันไม่ได้ คอยฟังตอนสองต่อไป



พระราชปรารภ

บทที่ ๒

........ตอนนี้เป็นตอน ที่ ๒ เป็นตอนที่จะกล่าวถึงพระราชปรารถตอนแรก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจากพระอุโบสถเก่าของวัดท่าซุง โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำเสด็จสู่ศาลาที่ประทับ ประทับเรียบร้อยแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดเบิกข้าราชการเข้าเฝ้า ตามหมายกำหนดการ แต่สำหรับอาตมาเองน่ะ เวลานั้นไม่ได้อยู่ที่พลับพลาที่่ประทับ เพราะตามหมายกำหนดการเขาบอกว่า อาตมาคอยรับเสด็จอยู่ที่พระอุโบสถใหม่ ที่เรียกว่าพระอุโบสถใหม่ก็เพราะว่า ทำไว้เพื่อเป็นพระอุโบสถ ในที่นั้นก็มีพระสุปฏิปันโนคอยเฝ้ารับเสด็จอยู่ รวมด้วยกันทั้งหมดเป็น ๙ รูป ทั้งอาตมา

เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเบิกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้าแล้ว ตอนนั้น พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ก็กราบบังคมทูลเรื่องการก่อสร้าง ฉะนั้น หากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทอยากจะทราบความเป็นมาในการที่อาตมามาอยู่ที่วัดท่าซุงนี้เพราะเหตุใด ก็ขอได้โปรดอ่านคำกราบบังคมทูล ของ พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ซึ่งเป็นการถวายรายงานเรื่องการก่อสร้าง เพราะว่าท่านเหล่านั้นท่านเป็นผู้จัดหาเงินมาเพื่่อการก่อสร้าง อาตมามีหน้าที่อย่างเดียว คือคุมงานเท่านั้น

การก่อสร้างนี้เป็นที่ไม่ถูกใจของบุคคลอยู่มาก เพราะการทำไปแล้วไม่แบ่งเงินให้ใช้ ข้อนั้น อาตมาทำไม่ได้หรอก บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้สอนมาแบบนั้น องค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้สอนแบบนั้น สอนอย่างเดียวว่าให้พระเป็นผู้นำในการละ ไม่ใช่ให้พระเป็นผู้นำในการสะสม ถ้าอาตมามาเป็นผู้สะสมเสียเองแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจะลงโทษ ลงโทษว่าเป็นเดียรถีย์ ไม่ใช่สาวกขององค์สมเด็จพระมหามุนี อาตมาทำไม่ได้

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบคำกราบบังคมทูล ของ พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ปลัดกระทรวงกลาโหมแล้ว พระองค์จะทรงตรัสอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ เพราะในสถานที่นั้นมีพระราชาคณะหลายท่าน ท่านเจ้าคุณพรหมมุนี วัดราชผาติการาม แล้วก็มีท่านเจ้าคุณธรรมราชานุวัตร วัดสุวรรณาราม ท่านเจ้าคุณเทพ ๒ เทพ วัดประยูรวงศ์ และ วัดอนงคาราม (จำไม่ได้ว่าเทพมีสร้อยว่ายังไง) แล้วก็ท่านเจ้าคุณเทพ เจ้าคณะตรวจการภาค ท่านเจ้าคุณราช รองเจ้าคุณตรวจการภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ครบหรือไม่ครบก็ไม่ทราบ จำไม่ค่อยได้ถนัด

เป็นอันว่า พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัตก็ดี ท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดี วัดสามพระยาก็ดี มีกรุณาธิคุณกับอาตมาเป็นล้นพ้น วันที่ไปนมัสการท่าน ท่านก็ทำตนของท่านเหมือนกับว่า อาตมาเป็นลูกที่รักของท่าน พอไปนมัสการท่าน ท่านเจ้าคุณวัดสามพระยา ท่านบอกว่าทำไป ๆ อย่าหยุด สร้างเรื่อยไป จงอย่าหยุด นี่เป็นกำลังใจแก่อาตมาเป็นอย่างมาก

มีคนเขาพูดกัน พระก็พูดกันว่าสร้างวัดที่นี้ผิดระเบียบ ผิดพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ สร้างวัดชิดวัด แต่ว่าท่านที่พูดทั้งหลายนั้นไม่ได้คิด ไม่ได้ฟัง ว่าท่านเจ้าภาพน่ะ เขาสร้างเพื่อเป็นการขยายเขตวัด ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา นี่มันไม่มีอะไรจะผิด แล้วก็ท่านพูดกันไปได้ เพราะอาศัยที่ว่าไม่เคยดูพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ไม่เคยศึกษาพระธรรมวินัย ไม่เคยดูกฎมหาเถรสมาคม ไม่นิยม คือ ไม่เคารพในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าเคยแนะนำให้บรรดาพุทธบริษัท คือ พุทธสาวก เป็นผู้เจริญศรัทธา แนะนำให้ชาวบ้านเป็นผู้เสียสละมีศรัทธาสร้างความดี

แล้วนี่พวกชาวบ้านเขามีศรัทธาสร้างความดี ทุ่มเทเงินมาเป็นจำนวนล้าน ฝั่งวัดเก่าก็สร้างหมดไปประมาณ ๔ ล้านเศษ ฝั่งใหม่ที่จะสร้างต่อไปอีกถึง ๑๐ ล้านบาท แต่ท่านไม่เห็นความดีของเขา คือถ้าเราจะไปดูตามพระวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านพวกนี้ไม่ได้แสดงความเคารพในพระพุทธเจ้าเลย บางถึงกับพูดออกมาว่าให้มันฝังลูกนิมิตให้ได้ทีเถอะ นี่ วาจาอย่างนี้ไม่น่าจะออกมาจากปากของพระ

นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท ฉะนั้น เรื่องของพระจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตรงกับพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาจากพลับพลาที่ประทับเข้าสู่พระอุโบสถใหม่ อาตมาขอให้นามว่าพระอุโบสถ ถึงแม้ว่ายังไม่มีการฝังลูกนิมิต สวดพัทธสีมาก็ตาม แต่ในเมื่อชาวบ้านเขามีความปรารถนาอย่างนั้น ตั้งใจอย่างนั้นแล้ว มันต้องเป็นได้ วิธีจะเป็นมีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน คือ

๑. มหานิกายรับรวมเข้าไว้ เป็นวัดมหานิกาย

๒. ถ้ามหานิกายไม่รับ ก็ถวายเป็นวัดธรรมยุต

๓. ถ้าพระธรรมยุตไม่รับก็ประกาศตั้งนิกายใหม่ขึ้นมาเลย อันนี้ไม่มีพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ห้ามไว้ ทำได้ เขาจะทำเป็นวัดของเขาโดยไม่มอบแก่คณะสงฆ์คณะใดคณะหนี่งก็ทำได้

ถ้าพระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ไม่ยอมเคารพในพระพุทธเจ้า ไม่ยอมเจริญศรัทธา เขาทำได้แน่ เราจะเอากฎหมายอะไรมาบังคับเขา เขาสร้างที่บำเพ็ญกุศลของเขา เขาทำได้สบาย นี่ถ้าพวกเราไม่โง่เสียอย่างเดียว เรื่องร้าย ข่าวร้าย มันก็จะไม่บังเกิดขึ้น ไอ้ความไม่ดีอย่างนี้ทราบไปถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดทราบว่าเวลาพระองค์ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้น ดูจริยาของพระองค์ มีความละมุนละไมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเสด็จเข้ามายังศาลาที่ประทับ ทรงรับศีล สมเด็จพระราชาคณะถวายศีล พระองค์ทรงถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว พระสงฆ์ถวายพระพร สมเด็จพระราชาคณะ คือ สมเด็จพระวันรัตถวายอดิเรก เสร็จแล้วถวายพระพรต่อ พระองค์แสดงการนอบน้อมเป็นกรณีพิเศษ ที่อาตมาว่าพิเศษนี้ ความจริงอาตมาว่าเป็นปกติของพระองค์ แต่อาการอย่างนั้นที่อาตมาจะได้เห็นคนธรรมดามาแสดงกับอาตมานั้นน่ะ มันน้อยเต็มที มีแต่เพียงว่ามีแง่งมีบ่านิด ๆ หน่อย ๆ ก็ทำเต๊ะท่า ตอนก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ เวลานั้นกำลังปรับที่รับเสด็จ ปรากฏว่ามีคน ๆ หนึ่งเขายืนเก้ ๆ กัง ๆ แล้วคุณเกษม สุวินทวงศ์ อดีตช่างใหญ่กรมทาง ได้ไปถามเขาว่า เขามาธุระอะไร

เขารายงานตัวว่าเขาเป็นอะไรใหญ่โตเหลือเกิน แล้วก็มาหาอาตมา มายืนเต๊ะท่า ยืนคำหน้า อาตมานั่งอยู่ พูดท่าอย่างผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มาก แล้ววาจาที่ท่านกล่าวมา อาตมาไม่เห็นมันเป็นสาระอะไร เพราะงานเขาทำกันจนเสร็จแล้ว จึงมาบอกว่าจะมาช่วย ความจริงถ้ามีงบประมาณก็น่าจะบอกกันก่อน นี่ทางวัดลงทุนไปตั้งหลายหมื่นแล้ว แล้วมาบอกว่า จะเอานั่นมาช่วย เอานี่มาช่วย มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร นี่เราดูจริยาของคนประเภทนี้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเทียบกันไม่ได้ ถ้าเป็นข้าราชการแล้ว ก็ควรจะต้องปฏิบัติตามพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เพราะคำว่าข้าราชการ แปลว่า ทำงานเนื่องด้วยพระราชา มีพระราชาเป็นประมุข เมื่อพระราชามีพระราชจริยาวัตรอ่อนน้อม ละมุนละไม ข้าราชการชั้นผู้น้อยและชั้นผู้ใหญ่ ก็ควรจะปฏิบัติตาม แต่ว่านี่พระราชาท่านนอบน้อมละมุนละไม แต่ทว่าท่านผู้นั้นเป็นใครอาตมาไม่ทราบ ไม่รู้ว่าเป็นข้าราชการหรือเปล่า ท่าท่านใหญ่ผิดปกติเข้าใจว่าคงจะถือศาสนาอื่น ไม่ใช่พุทธศาสนา แต่ว่าพวกเราคริสตศาสนาที่เขามาหาอาตมาก็เห็นเขาดีกันทุกคน บางทีพวกอิสลามเขามาเขาก็ดีทุกคน อย่างไปปักษ์ใต้พบชาวอิสลาม นี่เขาก็นอบน้อมดี มีจริยาดี แต่ท่านผู้นี้มีศาสนาอะไร อาตมาไม่ทราบ ถ้าจะเดา ๆก็คงเป็นศาสนาเบ่ง ตามใจท่าน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ก็ทรงถวายผ้าไตรแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย พระสุปฏิปันโน คือ มีเจ้าคุณธรรมวราลังการ วัดบุปผาราม เป็นหัวหน้า แล้วมี หลวงพ่อชุ่ม วัดวังมุย (วัดชัยมงคล) หลวงพ่อคำแสนเล็ก หลวงพ่อคำแสนใหญ่ แห่งจังหวัดเชียงใหม่ด้วยกัน แล้วก็หลวงพ่อบุดดา แห่งอำเภอสรรค์บุรี หลวงพ่อไชยวงศ์ แห่งอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน แล้วก็หลวงน้ามหาอำพัน วัดเทพศิรินทร์ แล้วก็อาตมา นับให้ได้ ๘ องค์ก็แล้วกัน ถ้าขาดไปละไม่รู้ว่าใครบ้าง นึกชื่อไม่ออก เวลาพูดนี่ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ได้จดไว้ เป็นอันว่าท่านมาด้วยกัน

เมื่อทรงประเคนของหมดแล้ว ตอนท้ายสุดก็ถึงอาตมา เมื่อประเคนของอาตมาแล้วก็ทรงปรารภ ก่อนที่จะทรงประเคน พลเรือเอก จิตต์ สังขดุลย์ กราบบังคมทูลว่า องค์นี้ คือ พระมหาวีระ ถาวโร พระองค์ทรงประเคนของด้วยความนอบน้อมทุก ๆ องค์นะ ไม่ใช่เฉพาะอาตมา ดูพระราชจริยาวัตรของพระมหากษัตริย์ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อาตมารู้สึกปลื้มปิติใจเป็นกรณีพิเศษ ที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้ตรัสไว้ว่า คนที่จะเป็นกษัตริย์นั้น ไม่ใช่เป็นกันได้ทุกคน ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ได้ต้องบำเพ็ญบารมีมาดีแล้ว นี่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสไว้อย่างนี้

ฉะนั้น กษัตริย์จึงจัดเป็นอัจฉริยบุคคลของบุคคลกลุ่มนั้น คือในประเทศนั้น ๆ อัจฉริยะนี่ แปลว่าอัศจรรย์ เป็นผู้มีบุญเป็นอัศจรรย์ เขายกให้ท่านเป็นหัวหน้า นี่พระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรละมุนละไมเป็นกรณีพิเศษ เท่าที่อาตมาเห็นมา คือเคยเห็นชาวบ้านนะ สำหรับพระองค์นั้นเป็นปกติ อาตมาดูภาพถ่าย ภาพยนตร์บ้าง ภาพถ่ายทางจอโทรทัศน์บ้าง ก็ชอบดูภาพที่พระองค์เสด็จไปยังสถานที่ต่าง ๆ แต่ภาพอื่นไม่ชอบดู ภาพยนตร์กอดกันบ้างจูบกันบ้างนี่่ไม่ชอบดู จะนึกว่าดูแล้วแสลงใจก็เปล่า มันเบื่อ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ที่บวชอยู่นานก็เพราะเบื่อเรื่องนี้ เบื่อเต็มที เบื่อบอกไม่ถูก

ตอนนี้พระองค์ทรงปรารภกับอาตมาเป็นวาระแรก อาตมาต้องขออภัยบรรดาท่านพุทธบริษัท ว่าจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะว่าพระองค์ทรงมีพระราชปรารภ พระสุรเสียงที่ตรัสออกมาเบามาก แล้วก็ตรัสเร็วมาก อาตมาต้องใช้หูคอยระมัดระวังพระสุรเสียงของพระองค์ ไม่มีเวลาจะจำกระแสรับสั่งที่ตรัสกับอาตมา นี่ซีบรรดาท่านพุทธบริษัท ทีนี้การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า อยากจะทราบนักว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสยังไงบ้าง เพราะเวลาที่ตรัส เจ้าหน้าที่จับเวลาทั้งหมดสองครั้งด้วยกัน ๔๕ นาที อาตมาขอพูดว่า ถ้าพูดตามแบบที่เราพูดกันก็ต้องเอา ๔ คูณ เพราะว่าพระองค์ตรัสเร็ว ต้องแข่งกับเวลา

อาตมาจำได้ว่าพระราชดำรัสที่ตรัสมาครั้งแรก วาระแรก เห็นจะปรารภเรื่องความสามัคคีภายในวัด ว่าพระองค์ทรงมีความปรารถนาอยากจะเห็นความสามัคคีของพระสงฆ์ ถ้าพระสงฆ์ไม่มีความสามัคคีกันแล้ว บรรดาประชาชนจะแตกเป็น ๒ ฝ่าย แล้วอีกประการหนึ่งในเขตนี้ก็มีผู้ก่อการร้าย หรืออีกนัยหนึ่ง เรียกว่าบุคคลผู้มีอุดมการณ์คนละฝ่ายกับเราที่จะยุแยงตะแคงแส่ใส่ให้คนในประเทศชาติแตกกัน มีอยู่มาก นี่ถ้าอาตมาจำไม่ผิด พระราชดำรัสตอนนี้คงเป็นอย่างนี้้

ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทคงจะสงสัย ว่าที่วัดท่าซุงนี้มีการแตกสามัคคีกันด้วยเรื่องอะไร คำว่าแตกสามัคคีนี่ ถ้าจะถามอาตมา อาตมาไม่ทราบเหมือนกัน สำหรับจิตใจของอาตมาเองนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่เคยคิดว่าจะแตกสามัคคีกับใคร ไม่ว่าใครทั้งหมด ถ้าอยู่ร่วมกันได้ด้วยธรรมวินัยแล้ว อาตมาอยู่ได้ทั้งนั้น เว้นไว้แต่ท่านหมู่นั้นและท่านคณะนั้นไม่เคารพในพระธรรมวินัย อันนี้อาตมาอยู่ร่วมด้วยไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าอาตมาบวชมาเพื่อปรารภพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วอีกประการหนึ่งอาตมาชอบในการเสียสละ ไม่ชอบในการสะสม แล้วชอบสร้างสรรค์ไม่ชอบทำลาย ถ้าใครชอบทำลาย ชอบสะสม อาตมาอยู่ร่วมไม่ได้

เหตุที่ปรากฏขึ้นมาเป็นข่าวใหญ่ แม้ตอนใกล้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จก็มีหนังสือไปถึงกรมการศาสนา และมีคน ๔ คน ไปหาพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ ในทำนองว่าห้ามการยกช่อฟ้า ห้ามการจัดงาน ด้วยประการทั้งปวง แล้วเขาก็จะถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คัดค้านไม่ให้เสด็จ ในข้อกล่าวหาอาตมานั้น มีอยู่ ๑๐ ข้อ ด้วยกัน พลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ มาอ่านให้ฟัง อาตมาไม่ได้จำ เพราะไม่เป็นสาระ ถ้าเรื่องนั้นจะยกเป็นคดีก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่าหนักใจ เพราะอะไร บรรดาท่านพุทธบริษัท คนเราถ้าบริสุทธิ์ใจเสียอย่างเดียว ความหนักใจไม่มีเลย การกล่าวหาประเภทที่หามูลความจริงไม่ได้นี่ ไม่มีอะไรเป็นเรื่อง อาตมาไม่เคยหนักใจ เพราะถูกมามากแล้ว ถ้ารู้ตัวว่าบริสุทธิ์ (เพราะว่าบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ เราจะรู้ได้เฉพาะตัวเราเอง) นี่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องใหญ่

อาตมาเข้าใจว่า มีคนบางพวกคงจะพูดกัน โจษกันจนถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหนังสือนั้นเขาว่าคนในเมืองอุทัยนี้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เลื่อมใสในอาตมา นี่เป็นข้อสำคัญ อาตมาฟังแล้วไม่หนักใจ เลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใสก็ไม่สำคัญดูผลงานกันก็แล้วกัน ท่านที่มีคนเลื่อมใสน่ะ ทำอะไรขึ้นมาได้บ้าง ส้วมยังสร้างไม่เสร็จเลย

ทีนี้ เหตุที่จะมีการแตกแยกกันภายใน อาตมาไม่ถือว่าเป็นการแตกแยก ถือว่าเป็นการแยกออกไป เพราะอาตมาไม่เกี่ยวกับการแยกไป ถ้าแยกไปเองแล้ว จะมาถือว่า อาตมาสร้างเรื่องให้แยก ทำให้แยก นี่มันไม่ถูก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เดือนกันยายน ปีนั้นอาตมาไปป่วยอยู่ที่อุทัยธานี ที่โรงพยาบาล มีข่าวบอกไปว่า ทางวัด มีพระกลุ่มหนึ่ง กับบุคคลกลุ่มหนึ่ง แยกออกไปทำบุญในสถานที่ใหม่ แยกตัวออกไป อาตมาฟังแล้วก็บอกว่าปล่อยเขาเถอะ จะไปทางไหนก็ช่าง เราอยู่กันตามพระธรรมวินัยก็แล้วกัน พอข่าวแยกตัวออกไปประมาณ ๒ วัน ก็ปรากฏว่ามีรถเรี่ยไรเข้าไปในตลาดอุทัยธานี ประกาศบอกว่าหลวงพ่อจะทำไอ้นั่น หลวงพ่อจะทำไอ้นี่ เขาไปเรี่ยไร ก็มีเจ้าหน้าที่วิ่งมาบอกว่า

หลวงพ่อขอรับ มีรถจากวัดท่าซุงวิ่งเข้าไปในเมืองมาเรี่ยไร เขาบอกว่าหลวงพ่อจะทำอย่างนั้น จะสร้างอย่างนี้ ก็เลยบอกว่า อันนี้อาตมาบอกแล้วว่า การก่อสร้างนี่ไม่มีการเรี่ยไร จะใช้คนเดินไปเรี่ยไรก็ตาม เอารถไปเรี่ยไรก็ตาม ลงเรือไปก็ตาม แม้แต่แจกฎีกาเฉพาะอย่างก็ตาม ไม่มีการเรี่ยไร ให้บรรดาพุทธบริษัทที่จะมาทำ ทำด้วยความตั้งใจจริงเท่านั้น ฉะนั้นการเรี่ยไร ถ้าเกิดขึ้นละก็ ไม่ใช่เรื่องของอาตมา นี่อาตมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลจะใช้ใคร ก็ให้ท่านผู้นั้นไปดูว่า ที่ใช้คำว่าหลวงพ่อนั่น มีใครนั่งมาในนั้นบ้าง พวกนั้นก็วิ่งไปดูที่รถก็ปรากฏว่าไม่ใช่อาตมา (เขาเรียกกันว่าหลวงพ่อ) แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทเข้าใจกันว่าอาตมา

แล้วต่อมาก็ปรากฏว่าคณะนั้นมีการปิดทางหลังวัด เรื่ยไรรถที่ผ่านไปผ่านมาอีก แล้วก็เรี่ยไรกันตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ จนกระทั่งถึงเวลานี้ ก็ไม่เห็นนะมีอะไรดีขึ้น ตั้งแต่แยกออกไปจนกระทั่งปัจจุบัน อาตมาสร้างไปประมาณ ๖ – ๗ ล้านบาทแล้ว คณะที่ออกทำการเรี่ยไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แล้วท่านที่ลงชื่อฟ้องร้องไปยังกรมศาสนา หรือที่พลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ถูกขู่ว่าจะทำการถวายฎีกา ท่านผู้นั้นก็คืออดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ใครอยากจะทราบชื่อ ก็ให้พลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ เอาสำเนาหนังสือฉบับนั้นลงตีพิมพ์ก็แล้วกัน อาตมาไม่ทราบว่าเขาว่าอะไรไว้บ้าง คำร้องคำฟ้องนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลจึงไม่ได้สนใจ

นี่ เรื่องนี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ที่เข้าพระกรรณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าวัดนี้มีเรื่องแตกแยกกัน แต่ความจริงอาตมาไม่ได้แตก ไม่ได้แยก อีกฝ่ายหนึ่งเขาจะแยกออกไปก็เป็นสิทธิของเขา แล้วเราก็อยาก อยากจะดูความสามารถเขา เขาไป จะไปตามเขาทำไม มันเรื่องของเขานี่ ในเมื่อเขาไม่เคารพในพระธรรมวินัยเสียอย่างเดียวก็หมดเรื่อง ท่านผู้ลงชื่อไปนั้น ท่านพุทธบริษัทที่มาที่วัดทุกท่าน เวลามีเทศน์หรือเจริญพระกรรมฐาน ท่านผู้นั้นแหละมักจะส่งเสียง ใช้เครื่องขยายเสียงเป่าออกมา จนฟังอะไรไม่รู้เรื่อง ช่วยกันทั้งพระทั้งฆราวาส แต่ฝ่ายของเราไม่ได้ทำอะไร อยู่เป็นปกติ แล้วทำไมถึงจะกล่าวว่าเราเป็นคนผิด

นี่ถ้าเราไม่ผิดเสียอย่างเดียวก็หมดเรื่อง เราไม่ต้องไปหาเรื่องกับเขา ถ้าหากว่าจะถามว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็ต้องตอบได้ว่าอาศัยความโลภเป็นสำคัญ เพราะความเข้าใจผิด นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ความโลภนี่มันฆ่าคนเสียมากแล้ว เรื่องนี้ก็ต้องยกยอดให้เป็นเรื่องของคณะสงฆ์จัดการกันไป หรือบรรดาทายกทายิกาที่เขาทำบุญทำกุศลเขาจัดการกันไป อาตมาไม่เกี่ยว อาตมาบอกแล้วนี่ การแตกการแยกไม่มีในใจของอาตมา

มีคนเขามาถามว่าถ้าคนคณะนั้น พระคณะนั้นเขาจะมารวมด้วย อาตมาจะเอาไหม ท่านเจ้าคณะภาคเคยถาม เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลก็เคยถาม อาตมาก็บอก “ พร้อมครับ “ อาตมาไม่ใช่คนแยกไป ไม่ใช่คนไล่ไป ถ้าเขาจะเข้ามา อาตมาก็รับ ถ้าเขาจะไปอาตมาก็ปล่อย มันเป็นเรื่องของใจคนเท่านั้น นี่ความจริงมันมีเท่านี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่ความจริง ความแตกแยกจริง ๆ ไม่มี อาตมาไม่แตกไม่แยก เพราะบวชมานานแล้ว ถ้าใครจะแยกไปจะแตกไป เป็นเรื่องของบุคคลนั้น พระเทวทัตแยกจากพระพุทธเจ้า จะหาว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้แยกหรือยังไง พระพุทธเจ้าทรงอยู่เฉย ๆ พระเทวทัตนำพระแยกไป นับเป็นสังฆเภท

อาตมานี่ก็เหมือนกัน อยู่เฉย ๆ เขาแยกออกไปจะหาว่าอาตมาแยกกับเขาด้วยหรือยังไง มันไม่เป็นไปตามนั้น นี่ว่ากันตามความเป็นจริง เรื่องนี่เล่าให้บรรดาท่านพุทธบริษัทฟัง เพราะเป็นพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลยเล่าสู่กันฟังว่าความเป็นมามันเป็นยังไง แล้วก็ดูคำกราบบังคมทูลของพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลก็แล้วกันว่า ท่านกราบบังคมทูลว่ายังไง นั่นท่านพูดตามความจริงทุกอย่างแต่ยังน้อยไป

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรารภว่า ในแดนนี้มีผู้ก่อการร้ายมาหรือ มีบุคคลที่ใจแตกแยกออกไปมาก หากอาตมาฟังพลาดละต้องขออภัยด้วย เพราะบอกแล้วนี่ ทรงมีกระแสพระราชดำรัส มีพระสุรเสียงเบามาก ต้องตั้งใจฟังเสียงมากกว่าจำเรื่อง ตอนนี้อาตมาก็ถวายพระพรว่า อาตมาทราบ เรื่องที่มีผู้ก่อการร้ายมากนี่ อาตมาทราบมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๙ เพราะว่าปีนั้น ๑ ปี กับปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กับปี พ.ศ. ๒๕๑๑ สามปีนี้ ปรากฏว่ามีชาวอิสานเข้าไปในป่าบ้านไร่เป็นร้อย ๆ คน ปีละเป็นร้อย ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี พ.ศ. ๒๕๑๑

อาตมาถามเขาคนหนึ่งในที่นั้นว่า ไปทำไมกัน เขาบอกว่าเขาจะไปทำงานกับเสี่ยแกะไปทำงานป่าไม้ เพราะเสี่ยแกะนี่เป็นคนทำป่าไม้ ส่งให้องค์การไม้อัด แต่ว่าเข้าไปเฉพาะปีนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ประมาณสัก ๓๐๐ คนเศษ ระยะต่อมาไม่กี่วัน อาตมาพบกับเสี่ยแกะ กับน้องสาวของเสี่ยแกะ คือ คุณสุวิมล เติบศิริ ถามว่า คนงานของคุณน่ะ มีกี่คน ได้รับคำตอบว่า มีประมาณสามหรือสี่ร้อยคน จึงถามไปว่าคนงานของคุณเป็นชาวอิสานกี่คน ท่านผู้นั้นตอบว่า ประมาณ ๑๐ คน นอกนั้นเป็นคนภาคกลาง ถามว่าชาวอิสานมาอยู่กับคุณกี่ปีแล้ว แกก็บอกว่าอยู่ ๔ – ๕ ปีแล้ว จึงได้ถามแกว่า ๒ – ๓ ปี ตั้งแต่ ๐๙ แล้วก็ก็ ๑๐ กับ ๑๑ สามปีนี่ มีชาวอิสานมาสมัครทำงานด้วยหรือเปล่า แกบอกว่าเปล่า ไม่มี

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เรื่องผู้ก่อการร้ายหรือคนที่มีคติตรงกันข้าม เขาตั้งมุมจะเล่นงานเราที่เขตอำเภอบ้านไร่ เพราะตอนนี้มันต่อกับเขตอะไรก็ไม่ทราบ โน่นมันจะออกไปเขตพม่าโน่น เขตนี้เป็นเขตที่มีความร้ายแรงมาก เขาหายเข้าไปในป่าแล้วไม่ปรากฏตัวออกมา เลยสงสัยว่าอาจจะเป็นกลุ่มนั้น แล้วเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดี อาตมาก็รับรองกับพระองค์ท่านว่า เราไม่ต้องการความแตกแยก เราต้องการความสามัคคี การสร้างสถานที่ให้มีความโอ่โถงสวยสดงดงามก็เพื่อจะให้เป็นกำลังใจแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทหรือบรรดาประชาชนชาวไทย และถือว่ามีความสามัคคีซึ่งกันและกัน แต่ว่าบุคคลกลุ่มหนึ่ง ท่านมีความสำคัญผิดไปจากนั้น เราก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พระราชปรารภข้อแรกที่กล่าวมา ต้องกล่าวอะไรไปหลายอย่างก็เพื่อป้องกันความสงสัยของบรรดาท่านพุทธบริษัท สำหรับในตอนที่ ๒ นี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้อ่านและผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี


◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/3/10 at 14:25 [ QUOTE ]



บทที่ ๓

......ตอนนี้เป็นตอนที่สาม แต่ว่าพระราชปรารภเป็นตอนที่สอง สำหรับพระราชปรารภตอนที่สองนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารภเรื่องของพระศาสนา คือพระองค์ทรงปรารภว่า เรื่องของพระสงฆ์นี่มีความสำคัญ แต่ทว่าพระองค์ก็ไม่ได้ตำหนิว่า พระสงฆ์ในปัจจุบันไม่มีความสำคัญ หรือว่าเลวทรามยังไง พระองค์ไม่ได้ทรงตำหนิ เป็นแต่เพียงพระองค์ทรงมีพระประสงค์ว่า อยากจะให้กฎหมายช่วยเหลือพระวินัย เพราะว่าสถาบันของศาสนา เป็นสถาบันที่ยึดเหนี่ยวกำลังใจคน คนไทยเราทั้งหลายส่วนมาก

ไทยหรือไม่ใช่ไทย คือท่านทั้งหลายที่มาอยู่ในประเทศไทย เช่น ชาวจีน หรือว่าชาติอื่นก็ตาม เช่นมีผรั่งหลายคนเหมือนกันที่มาปรารภกับอาตมาเองว่า มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา แล้วก็มีหลายท่านถึงกับมารับหนังสือขอวัตรปฏิบัติทางพระศาสนาไปเพื่อศึกษา แล้วก็วางศาสนาเดิม เข้ามาศึกษาธรรมปฏิบัติในด้านของพุทธศาสนา แต่ว่าท่านพวกนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท น่าสรรเสริยอย่างยิ่ง ท่านเอาจริงกันด้วยประการทั้งปวง มีหลายรายบอกว่าการเจริญพระกรรมฐานในพระพุทธศาสนานี่มีเหตุมีผลดีมาก แล้วก็มีผลเป็นที่พอใจ นี่เรื่องศาสนาจึงเป็นจุดหนึ่ง คือเป็นศูนย์รวมใจของบรรดาประชาชนหลายชาติหลายภาษา

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภ เรื่องของพระศาสนา คือทรงปรารภว่า ถ้าทางศาสนามีความมั่นคง อาตมาพูดนี่ อาจจะมีความหมายยาวกว่านี่นิดหนึ่งก็ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงเบา ถ้าพลาดเป้าหมายไปบ้างจากคำพูดแล้ว ก็ต้องขอพระราชทานอภัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและขออภัยต่อญาติโยมพุทธบริษัทด้วย

กล่าวถึงการพูด ก็ต้องตีความหมายออกจะยึดถือเอาถ้อยคำ ถือพระสุรเสียงของพระองค์ที่มีพระราชดำรัสมา เอามาลงในหนังสือทุกคำไม่ได้ ต้องถือเอาความหมายเป็นสำคัญ

พระศาสนา เป็นที่ยึดเหนี่ยวใจคน พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์อยากจะให้กฎหมายสนับสนุนพระวินัย เพราะว่าถ้าพระปฏิบัติอยู่ในพระธรรมวินัยดีแล้ว จิตใจของบุคคลที่ยึดถือ ยึดเหนี่ยวคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วเป็นที่ประทับใจ ก็จะพากันมีความกลมเกลียว ประเทศชาติจะมีความสุข เมื่อพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสมาอย่างนี้ อาตมาชื่นใจอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นความเห็นที่ตรงกัน บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเวลานี้ที่ชาวบ้านบางคนเขาบอกว่า “ใครเขาจะไปเอากับมัน มันเที่ยวด่าดะไปหมด ไม่ว่าพระชั้นไหน แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช”

นี่อาตมาแปลกใจว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้น่ะเป็นที่น่าเคารพ แต่ทำไมไปด่าท่านเสียล่ะ นี่ ข่าว เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องของข่าว ถ้าอาตมาด่าเขาดะไปหมดละก็ การจัดงานคราวนี้ สมเด็จพระวันรัต วัดสังเวชก็ดี ท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดี วัดสามพระยาก็ดี หรือพระราชาคณะอีกเกินกว่า ๒๐ รูปไม่มีใครมากันนี่เพราะว่าการด่าแบบนั้นมันไม่ถูก ไม่ควร การเขียนหนังสือตรงไปตรงมาน่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัทคนเลวเขาถือว่าด่า แต่คนดีเขาเห็นว่าเป็นความดี เพราะช่วยกันจรรโลงความดีของพระศาสนาเข้าไว้ จะด่ากันได้ยังไงเล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท

ถ้าด่าสมเด็จพระสังฆราช อาตมาก็หาที่อยู่ไม่ได้เท่านั้นเอง หรือด่าพระราชาคณะที่ทรงศักดิ์ศรี มีอำนาจในการปกครองหรือไม่มีอำนาจใจการปกครองก็ตาม ที่อยู่ของอาตมาก็คือเรือนจำ จะไปด่าท่านทำไม ท่านทำความดีกันเกือบตาย มีความเหน็ดเหนื่อยกันบอกไม่ถูก เราอยู่เบื้องหลังมองไม่เห็น ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ท่านมีความเหน็ดเหนื่อยกันมาก แต่ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทก็อย่าเพิ่งนึกว่าพระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาก็มีความเคารพในพระธรรมวินัยเสียทั้งหมด ที่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จบรมสุคตก็มีมาก อย่างท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า การสร้างวัดคราวนี้ เจ้าภาพประกาสมาตลอดเวลาว่า สร้างรวมกับวัดท่าซุง

แต่ว่าท่านที่อยู่ใกล้ ๆ ท่านฟังไม่ได้ยิน กลับหาว่าสร้างวัดแข่งวัด สร้างวัดคู่วัด ผิดพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ นี่ซี พระประเภทนี้ซี ถ้าบอกว่าด่าละก็ถูก อาตมาไม่ได้ด่าท่าน ฟังท่านไว้เท่านั้น มีคนเขามาเล่าให้ฟังก็ยิ้ม ๆ แล้วเขาถามว่ามีความรู้สึกเป็นประการใด อาตมาก็ตอบไปตรง ๆ ว่า จะมีความรู้สึกยังไงในเมื่อหูท่านไม่ดี ตาท่านไม่ดี หนังสือเขาก็เขียน ประกาศก็ประกาศ ออกทางวิทยุก็ออก ประกาศให้บรรดาท่านพุทธบริษัททราบว่า ที่เขาสร้างนี้เขาสร้างขยายเขตวัดออกไป

แม้แต่ท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดีวัดสามพระยา ท่านอยู่ในกรุงเทพฯ ท่านก็ยังทราบ เจ้าคณะตรวจการภาครองเจ้าคณะตรวจการภาคท่านก็ทราบ สมเด็จพระวันรัตท่านก็ทราบ แต่คนใกล้ ๆ ไม่ทราบ คนประเภทนี้ต่างหากที่จะมีความเจ็บใจในหนังสือที่อาตมาเขียน อาตมาเขียนนั้นไม่ได้เจาะจงใคร พูดตรงไปตรงมาตามคติของพระพุทธศาสนา

การที่พระมีความเห็นแตกแยกไปจากคำสอนของพระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระพุทธเจ้าที่ทรงห้ามไว้ และไม่แนะนำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสนา นี่แหละเป็นเหตุให้บรรดาประชาชนเร่าร้อน บ้านเมืองจะสลายตัว ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะท่านผู้นี้เป็นผู้สร้างความแตกสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ จากกลุ่มเล็กมันก็เป็นกลุ่มใหญ่ จากกลุ่มใหญ่มันก็จะกระจายไปทั่วประเทศ ทีนี้ความเสียหายมันก็จะกระจายไปทั่วโลก การทำลายศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัทไม่ใช่เป็นของดี เป็นของเลว

นี่พระพุทธเจ้าไม่เคยห้ามการเจริญศรัทธา มีแต่ให้ระมัดระวังในการรักษาศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัท พระต้องทำตนให้เหมือนแมลงภู่ ตัวอย่างเช่นพระโมคคัลลานะ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระโมคคัลลานะว่าเป็นผู้มีการเจริญศรัทธา แล้วก็ไม่ทำเจ้าภาพให้ชอกช้ำใจ ท่านบอกว่าพระทุกองค์จงทำตัวอย่างพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะทำตัวเช่นแมลงภู่ แมลงภู่นี่เชยกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้แล้ว แต่เกสรดอกไม้ไม่ช้ำ ข้อมีมีอุปมาฉันใด พระโมคคัลลานะ เมื่อเข้าสู่ตระกูล สร้างศรัทธาของท่านพุทธบริษัทให้เกิดขึ้น ได้อาหารมาบริโภค ได้ศรัทธามา แล้วก็ทำจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าไม่ใช้ชอกช้ำ

นี่พระควรทำตัวอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นผู้ทำลายศรัทธา พระพุทธเจ้าให้ระมัดระวังแต่เพียงว่า การบอกบุญบอกทานนี่ อย่าทำให้ชาวบ้านเขาช้ำใจ อย่าโลภโมโทสันเกินไป กะเกณฑ์ให้เป็นการบังคับศรัทธา และจงอย่าทำลายพระพุทธศาสนาด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง หนังสือของอาตมา ผู้ที่จะเจ็บใจก็มีพระประเภทนี้เท่านั้นที่ไม่รู้จักในการเจริญศรัทธา ขัดศรัทธาของท่านพุทธบริษัทเป็นเผ่าพันธุ์ของพระเทวทัต ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แบบนั้นก็ไม่ใช่ของดี

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภในเรื่องนี้ ก็เพราะอาศัยพระพวกนี้เป็นสำคัญ นี่อาตมาตีควาหมายเอาเอง พระองค์ไม่ได้ตรัส อย่าลืมนะว่าพระองค์ไม่ได้ทรงประณามนะ ว่าใครเลว เป็นแต่เพียงบอกว่าอยากจะให้กฎหมายสนับสนุนพระวินัย หมายถึงว่าพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ที่ร่างกันขึ้นมา เมื่อพระผิดบทพระวินัยที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสในขอบแขตอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ถ้าพระสงฆ์มีโทษเป็นอาญา คือติดคุกติดตะรางไป อันนี้อาตมาเห็นชอบด้วย

เมื่อพระองค์ทรงตรัสมาแบบนี้ อาตมาก็ถวายพระพรไปว่า อาตมาก็ปรารภอยู่เหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาตมาก็เคยปรารภกับอธิบดีกรมการศาสนา ซึ่งเวลานั้นอธิบดีกรมการศาสนาก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยืนเฝ้าอยู่เหมือนกัน เพราะว่าท่านอธิบดีกรมการศาสนาน่ะมีจิตคิดประเภทนี้มานาน จนกระทั่งตัวท่านเองมีศัตรูมาก คือว่าคนที่เขาจะเป็นอธิบดีกรมการศาสนานั้น ส่วนใหญ่อาจจะวางเรื่องนี้เสีย เพราะไม่เคยมีใครคิดกัน

แต่ว่าท่านอธิบดีกรมศาสนาคนนี้มาคิดขึ้น ก็เลยกลายเป็นของใหม่ อาจจะเป็นที่ไม่ถูกใจของพระหลายองค์หรือบุคคลหลายคน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภแบบนั้น อาตมาจึงได้ถวายพระพรว่า อาตมาทำอยู่แล้ว และร่วมมือกับท่านอธิบดีกรมการศาสนา (แต่จะได้กราบบังคมทูลรือเปล่าไม่ทราบ) บางทีอาจจะได้ทรงทราบจากอธิบดีกรมการศาสนาว่า มีพระหลายองค์ด้วยกันพร้อมที่จะปฏิบัติตามนี้

การที่อาตมาเขียนหนังสือเรื่องความเป็นมาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพราะอยากจะดูว่าใครบ้าง ที่ท่านโกรธ ถ้าองค์ไหนท่านโกรธ เราก็รู้ได้ว่าองค์นี้ไม่เคารพในพระธรรมวินัย พระที่เคารพในพระธรรมวินัยไม่มีใครเขาโกรธ ก็เป็นอันว่าพระราชาคณะทุกพระองค์ แม้แต่สมเด็จพระวันรัต ที่ท่านมาโปรดในงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและในงานเททองรูปหลวงพ่อปาน ทุกท่าน ๆ ไม่โกรธเรื่องนี้ ท่านมีความเมตตาปรานีเป็นพิเศษ ถึงกับสนับสนุนว่าให้สร้างต่อไปอย่าหยุดยั้ง

นี่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดีวัดสามพระยา ได้จับมือชี้บอกว่าทำต่อไป ๆ อย่าหยุด ทำเรื่อยไป ความจริงท่านเจ้าคุณธรรมปัญญาบดีวัดสามพระยานี้ก็มีปฏิปทาเหมือนกันอาตมา จะว่าเหมือนอาตมาความจริงไม่ถูก ว่าอาตมามีปฏิทาเหมือนท่านดีกว่า อาตมาเคยไปอบรมในสำนักของท่านหลายวาระ ท่านพู่ดให้ฟังอยู่เสมอว่า ท่านเอางานแลกเงิน ท่านไม่ได้เอาเงินซื้องาน นี่คติของท่านเจ้าคุณวัดสามพระยา ซึ่งก็ตรงกับคติของหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานก็เอางานแลกเงิน คือสร้างก่อน หาเงินทีหลัง ท่านมีอารมณ์ตรงกับหลวงพ่อปาน และจริยาวัตรของท่านตรงไปตรงมา แม้แต่สมเด็จพระวันรัตก็เหมือนกัน เป็นพระผู้ใหญ่ที่ควรแก่การเคารพ ท่านควรจะเหยียบหยามอาตมาว่าเป็นพระเส็งเคร็งตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กที่ไม่ควรจะสมาคมด้วย แต่เปล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านกลับมีความเมตตาปราณีเป็นกรณีพิเศษ ในวันนั้นสงเคราะห์มาก ทำเป็นกันเองทุกอย่าง จนกระทั่งอาตมานี่รู้สึกเกรงในพระคุณหรือคุณความดีของท่าน แม้พระราชาคณะทุกองค์ที่มาก็เหมือนกัน เป็นครูบาอาจารย์บ้าง เป็นรุ่นพี่บ้าง เป็นรุ่นน้องบ้าง เป็นรุ่นเพื่อนบ้าง ทุกคนก็แสดงอาการสนิทสนมแบบกันเองท่านทั้งหลายเหล่านี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่จะเป็นหลักสำคัญให้พระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ เป็นไปตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เฉพาะเรื่องนี้ อาตมาเคยปรารภกับอธิบดีกรมการศาสนา ท่านมาถามว่าถ้าจะไปหาพระในกรุงเทพฯ ควรจะหาใคร ความจริงพระมีมาก แต่อาตมาไม่ค่อยรู้จัก ก็เลยแนะนำท่าน บอกว่า ถ้าคณะของวัดสามพระยานี้ใช้ได้เลย เป็นคณะตรงไปตรงมา คำว่าคณะนี่อาตมาหมายถึงคณะของท่านทั้งหมด คือประเภทพระตรง คือพระตรงไปตรงมาแล้วคบกับเจ้าคุณวัดสามพระยาได้ ถ้าพระโกงไปโกงมาแล้ว คบกับเจ้าคุณวัดสามพระยาไม่ได้แน่ เป็นอันว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส อาตมาเห็นชอบ แล้วก็ขอผ่านเรื่องนี้ไป ไม่ทราบว่าพระองค์ตรัสว่ายังไงอีกบ้าง จำไม่ได้ เพราะมัวระวังพระสุรเสียง

ต่อมาพระองค์ก็ทรงปรารภว่า พวกเด็ก ๆ เขาไม่เชื่อกฎของกรรม พระองค์ทรงปรารภว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ไฟไหม้ที่สลัม คำว่าสลัมนี่มันหมายถึงบ้านเล็ก ๆ หรือไงอาตมาก็จำไม่ได้ พอพระองค์ตรัสว่าสลัมจุดไหน มีไฟไหม้ขึ้น ก็มีพวกเด็ก ๆ เขาออกหนังสือเวียนเป็นหนังสือเลย ออกประกาศโฆษณา หาว่ามีนายทุนกลั่นแกล้ง แต่ว่าพระองค์ไม่ได้ตรัสแบบนี้ พระองค์ตรัสว่าเขาออกหนังสือโฆษณา อาตมาก็เลยเดาเอา ว่าโฆษณานี้ในจุดนี้ก็ต้องเป็นโฆษณาในการกลั่นแกล้ง โจมตีหาว่านายทุนเป็นคนเผา ต้องการจะเอาสถานที่นั้นสร้างตึกสร้างรามเพื่อความร่ำรวย

นี่เดา ๆ เอา พระองค์ไม่ได้ตรัสแบบนี้ พระองค์ทรงปรารภว่าทำยังไงดี ถึงจะให้เด็กรู้กฎของกรรม ความจริงเรื่องนี้เป็นของหนักมาก บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาก็พยายามทำ อย่างการเขียนหนังสือเรื่องของหลวงพ่อปานมีการโลดโผนโจนทะยานเป็นกรณีพิเศษ เป็นอันว่าหนังสือของอาตมานี้ ถ้าดูกันแล้วก็ไม่ควรใช้คำว่าหนังสือพระ อาตมาจึงใช้นามเสียใหม่ว่า เป็นหนังสือฤาษีทัศนาจรบ้าง ฤาษีลิงดำบ้าง เพราะนำชื่อของพระมาใส่แล้ว มองดูไม่สละสลวย เพราะเขียนหนังสือในทำนองโลดโผนโจนทะยานมาก

แต่ความจริงเรื่องนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาพร้อมแล้วที่จะยอมรับโทษ รับความตำหนิของบรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้งนี้ เพราะอะไร ก็เพราะว่าอาตมามีความเห็นอยู่อย่างหนึ่ง แล้วก็ได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นว่า เวลานี้อาตมาก็หาทางให้คนทั้งหลายมีความเข้าใจในกฎของกรรมรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนา เลยเขียนหนังสือทำนองนั้นออกไป ในตอนนี้อาตมาจำได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสว่า การเขียนหนังสือแบบนั้น บางคนเขาจะหาว่าพระนี่เขียนหนังสือโลดโผนเกินไป จะเห็นว่าเป็นการไม่สมควรแต่แล้วพระองค์ตรัสต่อไปว่า แม้กระผมเองก็มีความคิดเห็นว่า ในกาลบางครั้งก็มีความจำเป็นเหมือนกันขอรับ

นี่พระราชดำรัสตอนแรก บรรดาท่านพุทธบริษัท เล่นเอาใจตุ๋ม ๆ ต้อม ๆ ไปทันที ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าพระองค์ตรัสว่า การเขียนแบบนั้นบางทีคนบางคนเขาจะเห็นว่าเป็นการโลดโผนเกินไป เป็นการไม่สมควรกับสมณวิสัยนี่อาตมาตีความหมายเอาเองว่า พระเขียนหนังสือโลดโผนนี่ ความจริงไม่ใช่พระ มันลิง ไม่น่าเลื่อมใส ไม่น่าไหว้ ไม่น่าบูชา แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสต่อไปว่า แต่กระผมคิดว่าในกาลบางครั้งก็มีความจำเป็นเหมือนกัน ก็หมายถึงว่าในกาลบางครั้งจำเป็นจะต้องทำอย่างนั้น

อาตมาจึงได้ถวายพระพรว่า การทำอย่างนั้น อาตมาพร้อมแล้วที่จะยอมรับโทษ แต่ว่าความประสงค์มีอยู่อย่างเดียว คือว่าไม่ต้องการคำชม จุดประสงค์ก็มีอยู่ว่าต้องการให้คนเข้าถึงพระพุทธศาสนา โดยวิธีเอาธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขียนเหมือนกับเรื่องนิยายจีน เป็นกำลังภายใน นี่เป็นความมุ่งหมายนะ อาจจะถวายพระพรไม่หมดตามนี้ เป็นการดึงกำลังใจของคนให้เข้ามาใกล้ เพราะว่าหนังสือพระ บรรดาท่านพุทธบริษัท ส่วนใหญ่เขารู้ว่าเป็นหนังสือพระ พอวางแล้วก็ละ สระอะเหมือนกัน ตัว พ หายไป เหลือ ร เรือ ร เรือกลายเป็น ล ลิง กลายเป็นหนังสือละ พอเขารู้ว่าเป็นหนังสือพระเขียนเขาก็ละ ไม่อยากอ่าน

อาตมาจึงเอาใหม่ อีท่านี้ไม่เป็นเรื่อง การบอกให้กินยาตรง ๆ นี่กลัวขมกลัวขื่น ถ้ายังงั้นละก็ต้องเอาน้ำตาลเคลือบ หรือเอาขนมหุ้มเข้าไว้ เอายาไว้ข้างในให้เขากินรู้สึกว่ากินขนม ไม่ใช่กินยา ถึงแม้ว่าคุณค่าของยาจะมีกำลังลดไปหน่อยก็ตามที ถ้าเขากินกันด้วยความยินดี มาก ๆ หนัก ๆ เข้ายาก็ให้ผล เป็นการรักษาโรคได้เหมือนกัน นี่การเขียนหนังสือของอาตมามีการคิดเห็นเป็นแบบนั้น จึงได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ที่อาตมาเขียนแบบนั้น อาตมายอมลงทุน คือว่าลงทุนให้ชาวบ้านด่า แต่ทว่าเจตนามีแต่เพียงว่า ถ้าคนอยู่ไกล หรือว่าภาชนะอยู่ไกล เราจะไปขัดถูให้สะอาด ถ้าร่างกายเขาเปรอะเปื้อน หรือภาชนะนั้นเปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าอยู่ไกลสุดเอื้อมของเรา เราจะทำความสะอาดให้แก่เขา เราทำไม่ได้

ในอันดับแรกก็ต้องหานโยบายดึงบุคคลพวกนี้หรือวัตถุพวกนี้ให้เข้ามาใกล้เสียก่อน เมื่อเขาเข้ามาใกล้แล้ว เราจะขัดสีฉวีวรรณยังไง เราก็ทำได้ ทีแรกใหม่ ๆ ทำไม่ถนัด ก็พยายามขัดเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่ให้เจ้าของรู้ตัว หากว่า เขามอบกายถวายชีวิตเมื่อไร เห็นดีกับเราด้วยเมื่อไร เมื่อนั้นแหละค่อยให้กินยาขนานพิเศษที่สามารถตัดรากตัดโคนโรคที่มีอยู่ในใจของเขาให้สิ้นไป คือโรคราคะ แล้วก็โลภะ โทสะ โมหะ แต่ความจริงหนังสือที่ออกไปก็ได้ผลเกินคาด

อย่างหนังสือประวัติหลวงพ่อปานอาตมาเคยคิดว่า ออกไปแล้ว ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีจึงจะมีผล แต่ที่ไหนได้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน เขาแจกในงานหลวงอรรถ ฯ เพียง ๗ วันเท่านั้น ปรากฏว่ารถเข้ามาที่วัดเกิดว่า ๒๐ คัน มาปรารภหนังสือเรื่องนั้น แล้วต่อมา อาตมาก็เอาหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานออกอีก ต่อมาก็ทำไปตามลำดับหนังสือแต่ละเล่ม เว้นไว้แต่หนังสือมหาสติปัฆฏฐานสูตรและคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน นอกจากนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับนิยายของจีน แต่ว่าเป็นเรื่องจริง

นี่เป็นอันว่าช่วยดึงใจบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ให้เห็นว่าพระ หรือคนที่เขียนหนังสือนี้ก็สามารถจะเข้ากับเขาได้ เวลาเขามา บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายอาตมาก็ไม่ได้หลับตาทำท่าเคร่งคุยกับใคร ทำแบบสบายๆ โดยตั้งใจว่า ผู้มาทั้งหมดนี่อาตมาไม่ยอมให้เป็นแขก ไม่ถือว่าท่านผู้นั้นเป็นแขก ถือว่าท่านผู้มานั้นเป็นเพื่อนรักกัน เป็นคนสนิทสนมกัน ถึงแม้ว่าจะมาใหม่ ๆ ไม่เคยปรากฏว่าพบกันมาแต่ก่อนกาลก็ตาม ก็ถือว่าท่านผู้นั้นเป็นเพื่อนรัก พอเขามาแล้วก็ทักทายปราศรัยแบบกันเอง แบบชาวบ้านธรรมดา ๆ แต่ไม่ยอมให้เสียจริยาของพระ คือด้านพระธรรมวินัย

ในตอนนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เล่นเอาบุคคลทั้งหลายเขาโจมตีกัน เรื่องถึงกับเข้าสู่พระราชฐาน เขาบอกว่าอาตมานี่ไม่สุภาพ ไม่สำรวม ดีไม่ดีเรื่องนี้จะทราบถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วยก็ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอาตมามีจริยาอยู่ ๓ แบบ ด้วยกัน คือ

๑. เวลากาลที่ควรใช้ระเบียบแบบแผนตามเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา อาตมาก็ทำ ทำตามนั้นไม่ยอมนิ่ง
๒. ขณะใดเมื่อคนที่มา ควรจะวางตัวให้สม่ำเสมอกัน เรียกว่าให้สบายใจสำหรับบุคคลผู้มาหา อาตมาก็ทำ แล้วก็
๓. อาตมาถือว่า ถ้าใครคัดค้านพระธรรมวินัย คือทำไปหรือพูดไปไม่ถูกตามหลักพระธรรมวินัยอันนี้อาตมาค้านทันที ไม่เกรงใจใคร เพราะหากว่าถ้าเราจะตามเขาไปแล้ว พระธรรมวินัยเสีย อาตมายอมไม่ได้ ถ้าจะทำอย่างนั้นอาตมาคิดว่า อาตมานี่สึกเสียดีกว่า ดีกว่าจะเอาผ้ากาสาวพัสตร์มาห่มเข้าไว้ให้เสียศักดิ์ศรีของศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

การที่ได้ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นนี้ หมายความว่าที่อาตมาทำอย่างนั้นก็เพราะมีความประสงค์ใคร่จะดึงประชาชนให้เข้ามาใกล้ก่อน คือเป็นวิธีการที่ดึงประชาชนเข้า ยังไม่ใช่หนังสือจะสอนให้เขาปฏิบัติความดีเป็นกรณีพิเศษ เรื่องนี้ก็เอาตัวอย่างจากองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ เพราะว่าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาไว้เป็นหลายนัย บางทีก็เทศน์ตรงมาตรงไปด้านปรมัตถ์ปฏิบัติ บางคราวองค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดิ์ก็เทศน์พระสูตร เทศน์เรื่องชาดก ก็ไม่ต่างอะไรกับนิยายที่อาตมาเขียนเทียบเคียงเอาไว้ในหนังสือธรรมะ บางทีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงแสดงอาการต่าง ๆ เช่น ทรงโปรดท้าวผกาพรหม

อันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนที่จะเสด็จไปเทศน์เฉย ๆ กลับไปเล่นซ่อนหากับท่านผกาพรหม หรือในบางคราว ก็ให้พระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นพระอรหันตสาวก ไปออกฤทธิ์กับบรรดาท่านทั้งหลายที่ไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น ให้พระโมคคัลลานะไปทรมานมัจฉริยะเศรษฐีถ้าไปกันดี ๆ ตาคนนี้แกไม่ให้แน่ เพราะแกขี้เหนียวเหลือเกิน จะกินขนมเบื้องสักทีแกก็ต้องกินคนเดียว แกไปทอดขนมเบื้องอยู่ในปราสาทชั้นที่ ๗ พอจะเริ่มทอด พระโมคคัลลานะ ก็ถึงหน้าต่างพอดี แล้วกล่าววาจาขอแบ่งขนมเบื้องบ้าง แกไม่ยอมให้ ในที่สุดพระโมคคัลลานะต้องทำควันไฟให้ฟุ้งเข้าไป แกทนไม่ไหว แกก็บอก แกยอมให้ แต่แกก็หยดนิดหนึ่ง เพื่อให้พระโมคคัลลานะ เพราะความขี้เหนียวของแก

แต่ท่านพระโมคคัลลานะก็แสดงอานุภาพ ทำให้ขนมนิดเดียว หยดหนึ่งนั้นเป็นแผ่นใหญ่ ตักออกมาเท่าไร่ ๆ แม้จะเลี้ยงพระสัก ๕๐๐ องค์ก็ยังไม่หมด นี่การแสดงพระธรรมเทศนา และการเข้าถึงใจ ขององค์สมเด็จพระบรมสุคตและพระสาวกท่านเป็นอย่างนี้ อาตมาก็ถือจริยาขององค์สมเด็จพระชินสีห์และพระโมคคัลลานะ และพระมหาสาวกทั้งหลาย ก็แสดงออกไปทางหนังสือบ้าง ทางตัวบ้าง เข้ามาใกล้ก็คุยกันแบบกันเองบ้าง เว้นไว้แต่ท่านนักเบ่งที่บอกว่ามีความรู้สูง อาตมาก็วางมาดอีกแบบหนึ่ง ให้เป็นไปตามอัธยาศัย

.....เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พระราชปรารภ ๒ ข้อ ตอนที่สามนี่เขียนถึงพระราชปรารภ ๒ ข้อด้วยกัน ขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้



บทที่ ๔

......ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้เป็นตอนที่ ๔ แต่พระราชปรารภ ก็ควรจะกล่าวว่าเป็นตอนที่ ๓ หรือเป็นตอนที่ ๔ ก็ได้ เพราะว่าตอนที่ ๓ พูดมาเป็น ๒ ตอนด้วยกัน

สำหรับตอนที่ ๔ นี้ พระองค์มีพระราชปรารภว่าพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมากทั้งนี้ก็เพราะว่าพระองค์เอง ใคร ๆ ก็ทราบ บรรดาท่านพุทธบริษัท พระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรห่วงใยพสกนิกรของพระองค์มาก การประทับอยู่ในกรุงเทพ ฯ ก็เต็มไปด้วยหมายกำหนดการ และการออกไปข้างนอก พระองค์ก็ไม่ได้ทรงพักผ่อน ที่พระองค์ทรงแปรพระราชฐานครั้งใด ก็ปรากฏตามข่าวว่าไม่ได้ทรงพักผ่อนอยู่กับที่ ความจริงอยู่ในกรุงเทพ ฯ ยังจะดีเสียกว่า อาตมาว่าเหนื่อยน้อยกว่า เพราะการที่พระองค์เสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้ง ก็เสด็จไปเยี่ยมที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ไปเยี่ยมชาวเขาชาวบ้านบ้าง

อาตมามองดูภาพตามโทรทัศน์ในบางครั้ง (ไม่ได้ดูกับเขาเสมอ เพราะไม่ได้มีไว้ที่วัด) หรือดูตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นพระองค์เสด็จตามยอดเขา ตามดอยต่าง ๆ ที่ชาวเขาอยู่ รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยมาก มอง ๆ ดูแล้วคิดว่าเวลานี้ถ้าใครเขาจะตั้งอาตมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วจะให้ปฏิบัติอย่างพระองค์ อาตมาเห็นจะไม่เอาแน่ จ้างให้เดือนสักพันล้านก็ไม่เอา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทำไม่ไหวแน่ ร่างกายก็ไม่ไหว

เมื่อพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า มีผู้มีความรู้บอกว่าพระองค์จะต้องทรงเหน็ดเหนื่อยมาก คนที่เขามีความรู้ทางหมอดู แต่พระองค์ไม่ได้ลงท้ายว่าหมอดู ว่าคนที่เขามีความรู้ ท่านทิ้งไว้ อาจจะเป็นพวกโหรหรือใครก็ได้ อาตมาเองสงสัยว่าพระองค์เองนั่นแหละทรงมีความรู้ในด้านนี้ พระองค์ตรัสว่า เขาบอกว่าพระองค์จะไม่มีโอกาสจะหายความเหน็ดเหนื่อยเลย ทรงปรารภเรื่องนี้

อาตมาก็ถวายพระพรว่า เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดาของพระมหากษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร บรรดาพสกนิกรมีความทุกข์ร้อน ทุกข์ยากอยู่ที่ไหนก็ต้องมีความเหน็ดเหนื่อย ต้องไปเยี่ยมไปเยือนไปให้ความสุขเขาอย่างน้อยไปให้กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แต่ความจริง การเยี่ยมเยียนราษฎร การเข้าถึงประชาชน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และสมเด็จพระราชชนนี

เรื่องนี้เป็นที่ประทับใจของบรรดาประชากรทั้งหลายโดยทั่วไป เราปฏิเสธกันไม่ได้ บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะเห็นเป็นปกติ แล้วพระองค์จะเสด็จไปที่ไหนก็ตาม พระองค์มีแต่พระราชทาน พระองค์ไม่ได้ทรงขอเขานี่ พระราชจริยาวัตรแบบนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าหากว่าข้าราชการของพระองค์ (อาตมาหมายถึงข้าราชการทุกคน ทุกแผนก) ถ้าปฏิบัติเอาอย่างพระองค์บ้าง ประเทศชาติจะมีความสุข

การที่จะมีผู้ก่อการร้ายหาไม่ได้แน่ เพราะเราจะไปทางไหน เราก็จะเจอะแต่ผู้ก่อการดี จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อข้าราชการ แล้วคนทั้งหมดนั้นก็จะมีความจงรักภักดีเป็นปึกแผ่นอยู่ในแผ่นดินไทย เมืองไทย ถึงแม้ว่า จะเป็นเมืองเล็ก เรามีกำลังน้อยบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเรารวมตัวกันเข้าเป็นกลุ่มเป็นก้อน เต็มไปด้วยความสามัคคีประเทศถึงแม้จะใหญ่เข้ามาโจมตี ก็รู้สึกว่าจะยาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะความสามัคคีนี่มีกำลังมาก ยากที่คนจะทำลายได้

ดูตัวอย่างในนิทานสุภาษิต ครูสอนเด็กให้เอาไม้เล็ก ๆ มาทีละอันหักออกทิ้งได้ แล้วให้นำมาเป็นกลุ่มใหญ่รวมกันเข้าแล้วก็หักไม่ออก ในที่สุดหักไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด พระราชจริยาวัตรของพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถก็ดี ของสมเด็จพระราชชนนีก็ดี พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอก็ดี ที่แสดงออกต่อพสกนิกรของพระองค์ ถ้าบรรดาข้าราชการทั้งหมดกำหนดจิตจับเอาพระองค์ไว้เป็นแบบเป็นแผน ปฏิบัติตามนั้นเหมือนกันทุกคน

ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกคนลองนั่งหลับตานึกดูทีรึว่า บ้านเราจะมีความทุกข์หรือมีความสุข เพราะว่าข้าราชการทุกคนเป็นผู้ได้ตามแบบฉบับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระราชชนนีเสด็จไปที่ไหน พระองค์ก็เป็นผู้ให้ แล้วท่านทั้งหลายลองคิดดูทีหรือว่า อะไรมันจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เวลานี้คนที่จับเป็นกลุ่มเป็นก้อน เขาหาทางโจมตีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ตามข่าว เขาหาว่า สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถมีความสำรวยมาก ชอบแต่งตัวสวยเป็นนางแบบ นี่เขาหาทางโจมตีแบบนี้ แต่ความจริงสมเด็จพระนางเจ้า น พระบรมราชินีนาถท่านเป็นพระราชินี ถ้าจะเอาพระองค์เป็นแบบฉบับ อาตมาเห็นว่าสมควรอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะอะไร พระองค์เสด็จทุกจุด

ในสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติหน้าที่พระมหากษัตริย์แทนพระองค์ พระองค์ทรงมีพระราชปฏิภาณ เฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ มีกระแสพระราชดำรัสตรัสออกมาซึ้งใจคน พระราชเสาวนีย์ของพระองค์ที่ตรัสแต่ละครั้ง จับใจคนมาก แล้วถึงยามเวลาที่ราษฎรก็ตามหรือตำรวจทหารเกิดความทุกข์ยาก พระองค์เสด็จถึงที่ทันที แล้วพระราชจริยาวัตรของพระองค์นี้ก็มีแต่ความอ่อนช้อยนิ่มนวล ไม่เห็นพระองค์ทรงตั้งพระองค์ ว่าฉันเป็นพระราชินีโตกว่าคนทั้งประเทศ

ตรงกันข้าม เข้าไปในหมู่ประชาชนคนแก่คนเฒ่า สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงนั่งลง คุยกับเขา แสดงพระอาการอ่อนช้อยละมุนละไม เป็นที่ประทับใจของบรรดาประชากรทั้งหลาย จะไปทางไหน พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ยิ้มระรื่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้จิตใจของบรรดาประชากรทั้งหลายมีความชุ่มชื่น พระราชจริยาวัตรแบบนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าคนทั้งประเทศจะเอาเป็นแบบที่ฝ่ายตรงกันข้ามเข้าโจมตีพระองค์ว่าเป็นนางแบบ ที่นี้คนพวกนั้น บังเอิญ เราก็ดีท่านก็ดีทุกคนในประเทศชาติถือเอาท่านเป็นแบบทั้งหมด เอาแบบกันทุกคนทั้งประเทศไทย ข้าราชการก็ดี บรรดาประชาชนทั้งหลายก็ดี เอาสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเป็นแบบฉบับไปที่ไหนเราให้ ให้ทั้งจริยาที่มีความอ่อนน้อม ถ้าวัตถุอะไรที่พอจะสงเคราะห์กันได้ เราก็ให้กัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ให้ความยิ้มระรื่นชื่นใจตลอดเวลา

ถ้าคนไทยทั้งประเทศต่างก็ให้สังคหวัตถุซึ่งกันและกัน เราขาดไฟเขาให้ไฟ เราขาดน้ำเขาให้น้ำ เราขาดผ้าผ่อนท่อนสไบเขาให้ผ้า ถึงเก่าหน่อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย อย่างนี้ทุกคนก็จะมีแต่ความชุ่มชื่นแล้วถ้าทุกคนเห็นหน้ากัน ต่างคนต่างยิ้มให้กันและกันด้วยความชุ่มชื่น อารมณ์ของคนทั้งประเทศจะเป็นยังไงบรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาคิดว่าทุกคนจะมีแต่จิตใจสบาย มีแต่ความชื่นใจ มีแต่ความสุข ซึ่งกันข้ามกับที่เราจะประกาศตัวเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน แตกแยกซึ่งกันและกัน นี่เราจะเป็นเหยื่อของประเทศอื่นเขา

นี่พูดถึงประชาชนคนทั่วไปรวมบวกถึงข้าราชการ คราวนี้มาข้าราชการ ข้าราชบริพารของพระองค์ ที่พูดนี่ควรจะบวกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าไปด้วย จะได้ไม่ต้องแยกพูด เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ค่อยจะทรงแย้มพระโอษฐ์ แต่พระราชจริยาวัตรเต็มไปด้วยความเมตตาปรานี มีความหวังดีต่อประชาชน นี่พระองค์ทรงมีความวิตกกังวลมากถึงประเทศชาติ (แล้วจะพูดต่อไปข้างหน้า) ถ้าหากว่าข้าราชการของพระองค์ปฏิบัติตามแบบนั้นบ้าง เป็นผู้เสียสละความจริงเงินดาวเงินเดือนของเราก็มีแล้ว เงินเดือนทุกเดือน บรรดาท่าพุทธบริษัท เขาให้ใช้พอเดือน แต่ที่ไม่พอก็เพราะไม่รู้จักประมาณในการใช้ ทะเยอทะยานมากไป เลยเมื่อมันไม่พอใช้ก็ต้องหาทางอื่นที่มันไม่ตรงกับระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือข้าราชการแต่ละเหล่า ถ้าทุกคนอยู่ในระเบียบ อยู่ในวินัย การที่เราจะสอบเข้ามาได้เขามีระเบียบมีวินัยไว้ให้สอบให้ศึกษา ถ้าเราปฏิบัติตามนั้นทุกคน ข้าราชการทุกคนไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุขเพราะมีรายได้แน่นอน ถึงเดือนก็ได้

ทั้งนี้ก็หมายความว่าเราต้องตั้งกำลังใจตัดความละโมบ โลภในด้านวัตถุเสีย และทำตัวให้เหมาะสมกับระเบียบข้าราชการ นี่ทุกคนถ้าทำได้ตามแบบนี้รับรองว่าไม่มีการแตกแยก ไม่มีผู้ก่อการร้าย แต่ข่าวทั้งหลายที่ปรากฏที่บรรดาท่านพุทธบริษัท แบบที่อาตมาพูดมาในตอนต้น นี่อาตมาเป็นพระ กำลังจะเตรียมการต้อนรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีคนประเภทนั้นมาแสดงออกแบบนั้น มีคนบางกลุ่มบอกว่า ถ้าเราไปสนับสนุนเต็มที่ ถ้าเราไม่ทำอะไรบ้าง มหาวีระก็จะได้หน้าบานแต่ผู้เดียว เป็นอย่างนั้นไปก็เป็นได้ แต่ท่านผู้พูดนั้นจะเป็นใคร อาตมาก็ไม่ทราบเพราะมันเป็นข่าว

แต่ข่าวที่ออกมาก็บังเอิญ คนในที่นั้นเขามีความเคารพในอาตมา ก่อนที่เขาจะพูดกัน เขาถามว่าในที่ประชุมนี้ใครเป็นลูกศิษย์พระมหาวีระบ้าง ทุกคนก็เงียบอยากจะทราบว่าเขาจะพูดอะไรกัน เป็นอันว่าต้องการหน้าต้องการตา ทำแบบนี้ไม่ถูกทุกอย่างที่เราทำกันขึ้นมาควรจะสามัคคี เทิดทูน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดูตัวอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระราชชนนี ถ้าทุกคนทำอย่างนี้บ้านเมืองก็จะเต็มไปด้วยความสุข

อาตมาเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถแล้วมีความประทับใจมาก อย่างนี้นี่ บรรดาท่านพุทธบริษัทพสกนิกรของพระองค์ นั่งรอรับการเสด็จตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน แม้แดดจะออก ฝนจะตก บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นเขาไม่วิตกกังวล มีความประสงค์อยู่อย่างเดียว คือได้เฝ้าใกล้ ๆ พระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็แล้วกัน

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่เป็นประชาชนพลเมืองก็ดี หรือเป็นข้าราชการก็ดี อาตมาขอความคิดเห็นไว้ด้วย พระองค์ตรัสว่า พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก และคนที่มีความรู้ในด้านหมอดู (ตอนนี้อาตมาต่อเอานิดหนึ่ง แต่อาตมาสงสัยว่าพระองค์เองน่ะ ทรงมีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ แล้วเก่งเสียด้วย) อาตมาจึงได้ถวายพระพรตอบว่า ตามธรรมดาพระมหากษัตริย์ที่ดีก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ตอนนี้ย่อเข้าไว้ แต่ว่าข้อนี้พระองค์ตรัสซ้ำเป็นสองวาระ แต่ว่าวาระหลังอาตมาจะพูดใหม่

ต่อแต่นั้นไป ถ้าอาตมาจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระนาง ฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเห็นเสด็จพระราชดำเนินไปมาอยู่ในพระอุโบสถ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถก็เสด็จมาที่อาตมา ถือซองมา อาตมาก็คิดว่านี่คงเป็นซองใบปวารณา แต่ทว่าหมายกำหนดการไม่ได้มีไว้ก่อน อาตมาก็ตกใจว่านี่ทำยังไง จะเอาอะไรไปรับพระองค์ในการที่พระองค์จะทรงประเคนใบปวารณา เมื่อพระองค์เสด็จมาประทับยืนข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หมายกำหนดการเขาไม่มีนี่ ถ้ามีก็ต้องมีพานสำหรับรับ เพราะว่านี่ไม่มี

อาตมาจึงได้จับผ้าไตรทั้งสองข้าง หวังจะให้พระองค์ทรงวางลงไปบนนั้น แต่ว่าดูอาการของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ รู้สึกว่าพระองค์ยังสงสัย ไม่รู้ว่าจะวางใบปวารณาลงไปที่ไหน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงชี้ลงไปที่ไตรว่า นี่วางบนผ้าไตรนี่ แล้วสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถก็ทรงวางใบปวารณาไว้บนผ้าไตรแล้วก็ทรงกราบลงไปกับอาสนสงฆ์ ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า วันนี้เขาทำบุญวันเกิดของเขา

อาตมาจึงได้ถวายพระพรถามว่าประสูติวันนี้หรือพระองค์ก็ตรัสว่าไม่ใช่ เขาเกิดวันที่ ๑๒ แต่ทว่าเขาถือว่าวันนี้เป็นวันมหามงคลใหญ่ เขาจึงได้ทำบุญวันนี้ อาตมาก็ไม่ทราบว่าจตุปัจจัยที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถถวายนั้นมีจำนวนเท่าไร มาทราบตอนหลังว่ามีจำนวนถึงสามหมื่นห้าพันบาท ความจริงเงินจำนวนนี้ ต้องถือว่าเป็นเงินส่วนตัวเสียกระมัง อาตมาถือว่าเป็นเงินส่วนตัว เพราะไม่ได้รับสั่งว่าให้ทำอะไร แต่ว่าเวลาที่เขาทำบัญชีกัน ก็เลยบอกให้ลงบัญชีสงฆ์ไป เพื่อว่าพระองค์จะทรงได้รับผลสองอย่าง

อันดับแรกเป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ประการที่สอง อาตมามีเจตนาสร้างวิหารทาน สร้างวัด พระองค์ก็มีพระประสงค์ ๒ ประการ คือ ได้ทั้งการสงเคราะห์ ได้ทั้งการสร้างวัดวาอาราม จัดว่าเป็นมหากุศลใหญ่ อาตมามองดูพระราชจริยาวัตรของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ มีความละมุนละไมอ่อนช้อย ความจริงตอนที่สนทนากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือว่าตอนที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จเข้ามาถวายของ เห็นพระจริยาอย่างนั้นของพระองค์เข้า บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมารู้สึกกลัวพระเจ้าแผ่นดินและกลัวสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

กลัวตรงไหนล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัท หากว่าท่านจะถามว่า กลัวในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์หรือ อาตมาต้องตอบว่า อาตมาไม่เคยกลัวเลยเรื่องนี้ พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้กับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถองค์นี้กับสมเด็จพระราชชนนีไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ในการที่พระองค์จะให้พระราชอำนาจข่มเหงประชาชน อาตมาไม่เคยนึกกลัว มีแต่ความปลื้มใจที่ได้เห็นพระองค์ใกล้ ๆ ได้คิดไว้เสมอว่าอำนาจวาสนาบารมีอย่างอาตมา ไม่มีโอกาสที่จะพบปะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชชินีนาถ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกล ๑ กิโลเมตรก็คงจะไม่มีโอกาส

แต่วันที่ ๑๐ สิงหาคมนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่ใช่อยู่ห่างกัน ๑ กิโลเมตร อย่างห่างกันแค่ ๑ หัตถบาสเท่านั้น ตอนนี้อาตมาจะไปกลัวทำไม ปลื้มใจ มีปีติเป็นล้นพ้น เกือบจะพูดอะไรไม่ถูก เพราะความปลื้มใจ แต่ที่กล่าวว่ากลัวก็กลัวอยู่จุดเดียว กลัวมาก ที่กลัวตอนนี้ก็คือกลัวดีไม่พอ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถก็ดี แสดงพระราชจริยวัตรออกมาดีเหลือหลาย เกินกว่าที่อาตมาจะคิด ใครจะไปคิดกันได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะดีแบบนั้น ทรงมีพระราชจริยาวัตรละมุนละไมอ่อนช้อย ไม่มีการแสดงถือพระองค์ว่าเป็นอะไรกันเลย แสดงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นพสกนิกรเป็นทายกหรืออุบาสกอุบาสิกาชั้นดีเท่านั้น

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน อาตมากลัวดี กลัวว่าตัวเองจะดีไม่พอ ถ้าหากดีไม่พอแล้ว ทั้งสองพระองค์มากราบไหว้ นี่ความจัญไรมันเกิด (กับอาตมา) แน่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็พูดไว้แต่ตอนต้นแล้วนี่ว่า องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า คนที่จะเป็นกษัตริย์ได้นี่ต้องมีบุญญาธิการเป็นกรณีพิเศษ นี่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสไว้อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าใคร ๆ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงถวายของ ประเคนของแล้วกราบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสว่า วันนี้เขาทำบุญวันเกิดของเขา ที่อาตมาถวายพระพรถามว่าประสูติวันนี้หรือ พระองค์ก็ทรงตอบว่าเกิดวันที่ ๑๒ แต่เขาถือว่าวันนี้เป็นวันมหามงคลใหญ่ เขาจึงทำบุญเสียวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถคงจะไม่มีโอกาสตรัสอะไร เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสแทน ต่อไปพระองค์จึงเสด็จออกไปข้างนอก ไปประทับที่พระเก้าอี้

แล้วตอนนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารภถึงความเป็นไปของบ้านเมือง บรรดาท่านพุทธบริษัทเห็นไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยพสกนิกรเพียงใด ทรงมีพระกระแสพระราชดำรัสปรารภว่า คนที่เขามีความรู้ (ก็พวกโหรนั่นแหละ) เขาว่าสิงหา กันยา ตุลา สามเดือนนี่ เขากล่าวกันว่าบ้านเมืองเราจะตกอยู่ในเขตยุคเข็ญ ข้อนี้จะเป็นความจริงเพียงใด คงจะไม่ได้ถามแบบนี้ รับสั่งถามว่า สิงหา กันยา ตุลานี้บ้านเมืองจะเกิดยุคเข็ญ แล้วจะทรงลงท้ายว่ายังไง อาตมาฟังไม่ถนัด

อาตมาก็ถวายพระพรไปว่า อาตมาก็มีความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันว่า บ้านเมืองของเราจะมีความยุคเข็ญ แต่ทว่าไม่เป็นไร เพราะบ้านเมืองของเราจะเป็นแต่เพียงไข้หวัดเท่านั้น พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ อาตมานี่เป็นนักเทศน์สัมผัสกับคนมามาก จะเห็นใครที่จะมีความปรีชาสามารถ เฉลียวฉลาด มีปฏิภาณว่องไวอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังไม่เคยเห็นเลย พระองค์ตรัสถามต่อไปว่า ไข้หวัดน่ะมันมีหลายระดับนะขอรับ อาตมาก็รู้ท่า จึงถวายพระพรว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา พระองค์จึงตรัสถามว่าฉีดยาหายไหมขอรับ อาตมาจึงได้ถวายพระพรว่า ฉีดยาไม่หาย ต้องผ่าตัด ถ้าจำไม่ผิด พระองค์อาจจะทรงถามว่า ผ่าตัดเล็กหรือผ่าตัดใหญ่ อาตมาจำได้ว่าอาตมาถวายพระพรว่าผ่าตัดเล็ก แต่พระองค์จะทรงถามหรือเปล่า อันนี้ลืมไป บรรดาท่านพุทธบริษัท

นี่จะเห็นว่าพระราชจริยาวัตรของพระองค์นั้น มีความห่วงใยในพสกนิกรเป็นกรณีพิเศษ ความจริงถ้าหากพระองค์จะทรงเอาความสุขส่วนพระองค์จริง ๆ อย่างที่คนบางคนเขาว่า ว่าพระเจ้าแผ่นดินนี้มีประโยชน์มาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าพระองค์ไม่เคยทรงขอขึ้นเงินเดือน พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระราชทรัพย์ที่รับมาจากพระราชมรดกก็มาก ความจริงมากจริง ๆ ถ้าพูดกันด้วยความสัตย์จริง แต่เวลานี้พระองค์จนกว่าคนหลาย ๆ คนที่เข้ามาอยู่ในขอบเขตของการเมืองชั่วประเดี๋ยวเดียว ความจริงพวกนี้บางคน ทุนทรัพย์เดิมอาตมาก็รู้จัก ว่าไม่ได้มีอะไรมากแต่ว่าต่อมา ภายหลังกลับมีเงินเป็นพันล้าน เป็นหมื่นล้าน นี่เขาได้มาจากไหนกัน ถ้าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงทำแบบนั้นบ้างก็คงจะทรงรวยมากไปกว่านี้ แต่นี่มีแต่ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้เท่านั้น

อีกประการหนึ่ง ถ้าพระองค์ทรงหวังความสุขส่วนพระองค์ พระองค์ก็ทรงทำได้ไม่ยาก ถ้ามันลำบาก ประชากรเขาไม่เห็นด้วย ก็ไม่ยากอะไร สละราชสมบัติกลับไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ก็จะมีความสุข แต่นี่พระองค์ไม่อย่างนั้น เคยตรัส (อาตมาเคยฟังวิทยุและอ่านหนังสือพิมพ์) ว่าพระองค์จะไม่หนีไปไหน จะอยู่กับประชาชน นี่ซีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน น่าคิด อาตมาก็เลยถวายพระพรต่อไปว่า บ้านเมืองของเราไม่เป็นไร แล้วดูเหมือนว่าพระองค์จะตรัสว่า จะมีความยุ่งยากไปถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ อันนี้อาตมาจำไม่ได้ถนัด อาตมาก็ได้ถวายพระพร พ.ศ. ๒๕๑๙ ปลายปี ก็ไม่ควรจะคิดว่าอยู่ในเกณฑ์สงบเพราะจะสงบก็อยู่ในเขตปลายปี มีระยะเดือน ๒ เดือน ไม่มีประโยชน์นัก ควรจะคิดกันว่าปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จะเข้าอยู่ในจุดสงบ เพราะตอนนั้นบ้านเมืองของเราจะเข้าอยู่ในเกณฑ์ดี มีความรุ่งเรือง จะมีความเจริญมาก

พระองค์ตรัสถามว่า เหมือนคนไหมขอรับ คนเขาบอกว่าถ้าชะตาดีมากแล้วจะตาย เพราะชะตามันล้น บ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างนั้นไหม ข้อนี้อาตมาก็ถวายพระพรว่า ไม่ถึงกับอย่างนั้น เพราะว่าเวลานี้บ้านเมืองของเรามันไม่ไหวแล้วมันทรุดหนัก ทรุดจนกระทั่งถึงนั่ง นั่งแล้วก็นอน ถึงจะดีกว่านี้ขึ้นมาอีก ๑๐๐ เท่า ก็ยังไม่เรียกว่าดีสูงสุด ไม่ชื่อว่าชะตาเจริญสูงสุด ไม่ถึงกับสลายตัว

เป็นอันว่า เมื่อตรัสถึงตอนนี้ (ใช่หรือไม่ใช่ อาตมาจำไม่ได้) ปรากฏว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมากราบทูลให้ทรงทราบ (ได้ทราบในภายหลังว่ามีเจ้าหน้าที่ถวายหนังสือทูลเกล้า ฯ เข้าไปว่า ตรัสนานเกินไป) เวลานั้น นาวาตรีประชาจับเวลาไว้ได้ ๓๐ นาที ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จไปยังที่ประทับ พระถวายพระพร

การถวายพระพรนี่ดีจริง ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท มีทั้งพระภาคเหนือ มีทั้งพระภาคใต้ มีทั้งพระภาคกลาง แล้วก็ไม่มีการซักซ้อมกัน ล่อกันอีนุงตุงนังไปหมด ข้างหน้าก็เสียงเบา อาตมาฟังไม่ได้ยิน อยู่ข้างหลังก็หลวงน้าอำพัน ข้างหน้าก็ไม่ได้ยิน ข้างหลังก็โจ้กันตามสบาย ข้างหน้าว่าช้า ข้างหลังว่าไว สนุกดีเหลือเกิน ถวายพระพรไปได้ครึ่งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณธรรมวราลังการ เจ้าอาวาสวัดบุปผารามเป็นพระสุปฏิปันโนได้ถวายอดิเรก พอถวายอดิเรกเสร็จ พระก็ถวายพระพรอีกวาระหนึ่ง

ก็เป็นอันว่าจบ เมื่อจบถวายพระพรแล้วก็จบตอนนี้กันเสียทีดีไหม บรรดาท่านพุทธบริษัท ตอนหน้าค่อยว่ากันใหม่ เพราะว่าเรื่องราวที่กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี่ อาตมามีหลักฐานอ้างอิงของการพยากรณ์ของท่านที่ทรงคุณธรรมพิเศษ สำหรับตอนนี้ก็ยุติกันไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้อ่านและผู้รับฟังทุกท่าน..สวัสดี


◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/3/10 at 14:43 [ QUOTE ]



บทที่ ๕

...... ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย พระราชปรารภตอนนี้เป็นตอนที่ ๕ ของหนังสือ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรบรับพรจากพระสงฆ์แล้ว ตอนนี้ก็เป็นตอนที่อาตมาจะต้องถวายของที่ระลึกแด่พระองค์ ความจริงพระสุปฏิปันโนทุก ๆ ท่าน ต่างท่านต่างก็ถวายของที่ระลึกแด่พระองค์ทุก ๆ องค์ผ่านมาแล้ว ในขณะที่พระองค์ทรงประเคนไตรตอนของอาตมา นี่เป็นตอนสุดท้าย หมายกำหนดการเขากำหนดไว้อย่างนั้้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถพร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ทรงรับพรจากพระสงฆ์แล้ว พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ปลัดกระทรวงกลาโหมก็ให้สัญญาณกับอาตมาตามที่นัดหมายกันไว้ อาตมาก็ไปยืนที่พรมตรงของถวาย แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินมาประทับยืนอยู่ข้างหน้าที่อาตมายืนอยู่ ในตอนแรกอาตมาเห็นของเขาจัดวางไว้ ใส่พาน มีกล่องยาว ๆ ๒ กล่อง กล่องชุดนี้อาตมาไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาจัดอะไรไว้ให้

ทั้งนี้ เพราะว่าคณะศิษยานุศิษย์มีคุณเฉิดศรี สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา ภรรยาเจ้ากรมสื่อสาร ทอ.กับ พล.อ.ต. ม.ร.ว. เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสาร ทอ. ผู้เป็นสามี พร้อมไปด้วยคุณหญิง สุวรรณาภา สังขดุลย์ ภรรยาท่าน พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ แล้วก็บรรดาคณะศิษย์ร่วมกันทั้งหมด จัดของถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาเป็นคนจัดกัน อาตมาเป็นคนถวาย แล้วกาลเวลาก็รีบด่วน อาตมาเลยไม่ทราบว่าของในนั้นเป็นอะไรบ้าง บังเอิญก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาถึง อาตมาเดินไปหยิบของอีกพานหนึ่งซึ่งเป็นกล่องสี่เหลี่ยม สงสัยว่าในนี้มีอะไร ก็เปิดขึ้นมาดูก่อน ก็ปรากฏว่าของสิ่งนั้นถือว่าเป็นหัวใจของอาตมาเลยทีเดียว

อาตมาไม่บอกว่า ของสิ่งนี้เป็นอะไร เพราะถือว่าของสิ่งนั้นเป็นความสำคัญของอาตมาที่มีความคิดอยู่ในใจ เพราะว่าเป็นของสมัย.......โน่น......สุโขทัย ใช้คำว่า “โน่น” เพราะนึกไม่ออก ว่าจะพูดว่าอะไรดี เป็นของสำคัญตั้งแต่สมัยสุโขทัยกู้ชาติ แต่ว่าสมบัติอันนี้ตกมาเป็นของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็ตกทอดมาถึงอาตมาอีกวาระหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อปานมรณะไปแล้ว อาตมารู้ว่าของสิ่งนั้นเป็นอะไรแล้วของอีกสิ่งนั่นก็คือ พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ คือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่าน พล.อ.ต. ม.ร.ว. เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสาร ทอ. ไปพบเขาตั้งขายไว้ เขาทาเป็นสีดำ จึงได้นำมาปิดทองคำแล้วก็ทำมณฑป เพื่อถวายเป็นที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาประทับยืนอยู่ต่อหน้าอาตมา อาตมาจึงได้หยิบพานลูกแรก ซึ่งมีกล่องยาวคู่หนึ่งถวายแด่พระองค์ พระองค์ก็ทรงรับแล้ว พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ก็รับไป มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ อาตมามองดูของที่ยังมีอยู่อีกพานหนึ่ง มีกล่องสี่เหลี่ยมคู่ ก็ไม่แน่ใจ เพราะเขาไม่ได้แจ้งไว้ก่อนว่าจะถวายใคร คิดว่าของสิ่งนี้เป็นของสั้นกว่า สี่เหลี่ยมอันแรก เป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าคู่ พานที่ ๒ นี่เป็นกล่องคู่เหมือนกัน แต่ว่าเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส คิดว่าเขาจะมีไว้ถวายสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ สงสัยจึงได้หันไปถาม พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ว่า พานนี้ถวายด้วยหรือเปล่า

ท่าน พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ตอบว่า ถวายด้วย ถวายทั้งหมด อาตมาจึงได้เดินไปหยิบพานชุดนั้นถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์ทรงรับแล้ว พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ก็รับจากพระหัตถ์ของพระองค์ เมื่อรับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่่หัวเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปหา พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ตรัสว่า “เอามานี่” แล้วพระองค์ก็ทรงรับจากมือของ พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ เอามาวางไว้เอง แล้วอีกชิ้นหนึ่งนั่นก็คือ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ พร้อมด้วยมณฑป อันนี้อาตมายกไม่ขึ้น จึงได้เอามือเข้าไปแตะ แล้วถวายพระพรว่า ของชิ้นนี้ก็ถวายพระองค์ด้วย พระองค์ก็ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นมาแตะเป็นการแสดงอาการรับ

ท่านพุทธบริษัท ตอนนี้ ท่านจะเห็นว่าพระปรีชาสามารถของพระเจ้าอยู่หัวเป็นประการใด จะเห็นได้ตั้งแต่วาระแรก ตั้งแต่การรับสั่งสนทนาซึ่งกันและกัน พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ เฉลียวฉลาดเป็นกรณีพิเศษ อาตมาจะพูดอะไรออกไปก็ตามที ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้ทัน แล้วนำหน้าอยู่เสมอ

นี่ จุดนี้เป็นจุดหนึ่งที่อาตมาขอแจ้งแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทว่าอาตมากลัวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่กลัวนี้ ก็ได้บอกมาแล้วตั้งแต่ตอนต้นว่ากลัวดี กลัวความดีของพระองค์ แล้วกลัวที่อาตมาดีไม่พอ ไม่คู่ควรที่จะเข้าไปนั่งสนทนากับพระองค์ด้วย แล้วก็ไม่ควรที่จะเข้าไปยืนใกล้บุคคลผู้มีบารมีสูง นี่ไม่ใช่อาตมายกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความจริงตั้งแต่เกิดมาเพิ่งจะเคยพบกันใกล้ ๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แล้วพระองค์ก็ไม่เคยพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์อะไรให้

แต่ที่พูดนี่ไม่ใช่จะทวงยศ และถ้าจะพระราชทานให้ก็เห็นจะไม่รับ เพราะว่ารับไม่ไหว พัดยศมันหนัก เวลานี้ร่างกายก็แก่เต็มทีแล้ว ใกล้ ใกล้จะเข้าโลงผีมาแล้ว เตรียมต่อโลงไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ปีนั้นก็ตั้งท่าตั้งทางคิดว่าจะเดินเข้าโลงผี มันนอนสบายดี เพราะว่าป่วยหนัก อาการป่วยหนักปีนั้นเครียดมาก จึงได้เขียนหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคเข้าไว้ แต่ความจริงประวัติหลวงพ่อปานก็ต้องเนื่องด้วยอาตมา เพราะอาตมาจะพูดเฉพาะที่อาตมาสัมผัสมาเท่านั้น มันกลายเป็นเขียนประวัติตัวเองไปด้วย มีคนเขาท้วงกันมาหลายคนว่า คิดว่าเป็นประวัติหลวงพ่อปาน ดันเป็นประวัติเจ้าเบื๊อกนี่เข้าให้ ก็ช่างประไร ถ้าไม่อยู่ด้วยกันไม่รู้กันเองแล้ว จะพูดกันได้ยังไง

อ้าว..นี่จะพูดกันตอนไหนล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัท พูดกันเรื่องกลัวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วพัดยศมันหนัก นี่ความแก่เฒ่าชรามันเข้ามาถึงมากแล้ว แม้แต่จีวรยังแบกไม่ไหว บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย บางคราวที่มาพบอาตมา เวลาร้อนจัด ๆ ก็มีแต่อังสะตัวเดียวรับแขก อย่างนี้เป็นเหตุให้บรรดาท่านทั้้งหลายเอาไปกล่าวขวัญกันว่าอาตมาไม่สำรวม อาตมาก็ยอมรับ จะสำรวมไปทำไม ในเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้บังคับไว้ อาตมาจะทำอะไรต่อเมื่อพระพุทธเจ้าบังคับไว้เท่านั้น

การอยู่ในบ้าน ถ้าอาการป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้น แล้วความร้อนมันแผดเผาทำร่างกายให้เกิดความลำบาก เมื่อร่างกายลำบาก จิตมันก็อยู่ที่กาย จิตมันก็ลำบากด้วย เมื่อเวลาที่ท่านพุทธบริษัทมาคุยด้วย ในขณะที่จิตใจมันลำบาก การพูดอะไรก็พูดไปด้วยความลำบาก มีความอึดอัด จัดเป็นอัตตกิลมถานุโยค พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าการปฏิบัติตนให้เป็นไปตามมัชฌิมาปฏิปทา เดิมตามสายกลางทำกันแค่พอสบาย ๆ

ทีนี้เมื่อร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี มันถูกบีบบังคับด้วยความร้อน ความป่วยไข้ไม่สบายปรากฏ เราจะฝ่าฝืนคำสั่งขององค์สมเด็จพระบรมสุคต เพื่อประโยชน์อะไร เมื่อใครชอบใจก็มา ไม่ชอบใจก็อย่ามา มันก็หมดเรื่องกันไป อยากนินทาก็นินทาไป ไม่เมื่อยปากก็ช่างเขา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอาตมาไม่ได้เดือดร้อนนี่ นินทา ปะสังสา เป็นโลกธรรมดา นี่ใกล้ ๆ กับกุฏิ เขานั่งด่านั่งว่าอยู่เป็นปกติ รอบตัว ทั้ง ๆ ที่มาสร้างให้ดินแดนนี้ หมดประมาณเกินกว่า ๑๐ ล้านบาท จำนวนนะ ไม่ใช่ประมาณ แล้วก็ทำความเจริญให้เกิดขึ้นกับขอบเขตจังหวัดนี้ ไม่ได้ทำแต่วัดนี้ บ่อแถวบ้านไร่ก็ไปทำให้เกินกว่า ๒๐ บ่อ ตามโครงการที่มีไว้ แล้วทำไปแล้วก็มากหลายบ่อ สิบบ่อกว่า แล้วเขาจะยังนั่งด่าก็ตามใจซี คนที่อยากด่าก็ด่าไป คนที่อยากชมก็ชมไป ด่าเท่าไร ถ้าอาตมาไม่เลว มันก็ไม่เป็นไปตามนั้น ใครชมเท่าไร ถ้าอาตมาดีไม่พอ มันก็ไม่ดีไปตามนั้น ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร คือว่าประโยชน์ไม่มีสำหรับอาตมา แต่ว่าประโยชน์อาจจะมีสำหรับคนด่า คนนินทา คนสรรเสริญ ก็เป็นเรื่องของท่าน

อาตมาพอใจทั้งสองประการ ใครเขาด่าก็พอใจ ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรท่านตรัสว่า นัตถิ โลเก อนินทิโต ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าคนไม่ถูกนินทาเลย ไม่มีในโลก นี่ชอบใจ ถ้าถูกด่าแล้วชอบใจว่า พระพุทธเจ้าพูดจริงเชื่อได้ มีคนสรรเสริญก็เหมือนกัน ฟังคนสรรเสริญแล้วก็ชอบใจ ไม่ใช่ชอบใจคนสรรเสริญ ชอบใจพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า นินทาและสรรเสริญเป็นโลกธรรมดา คือเป็นธรรมดาของคนที่เกิดมาในโลก จะต้องเป็นอย่างนั้น

แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถก็เหมือนกัน พระบาทท้าวเธอทั้งสองพระองค์ทรงมีความลำบากเพราะบรรดาประชาราษฎร์ด้วยประการทั้งปวง นี่ท่านจะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จไปไหนก็มีแต่ความเหนื่อยยาก สมเด็จพระราชชนนีก็เหมือนกัน พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกเธอก็เหมือนกัน เป็นผู้ให้ด้วยประการทั้งปวง แต่ยังมีคนด่า แต่เขาด่านี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านจะทรงทราบหรือไม่ทราบ อาตมาก็ไม่รู้ แต่อาตมาทราบเพราะได้ยินเขาด่าให้ฟัง อาตมาเป็นคนชอบฟัง ฟังแล้วก็ยิ้มนึกสรรเสริญในใจว่า เออคนประเภทนี้เขาดีจริง เขามีความกล้าด่าคนดี ถ้าจะพูดไปเดี๋ยวไม่จบ

มาตอนนี้ ก็ตอนที่ถวายพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ตอนนี้พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสถามว่า ในพระบรมรูปนี้มีดวงเมืองด้วยใช่ไหม อาตมาก็ถวายพระพรว่ามี พระองค์ตรัสถามว่ามีไว้เพื่ออะไร อาตมาถวายพระพรตอบ แต่ตอนนี้ตอบว่ายังไงไม่บอก บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่ไม่บอกในหนังสือนี่แล้วอย่ามาถามที่วัดนะไม่บอกอีก นอกจากดวงเมืองก็มีสิ่งอื่นอีก ได้ถวายพระพรตอบพระองค์ พระองค์ตรัสถามว่ามีไว้เพื่ออะไร อาตมาก็ถวายพระพรตอบอีกเหมือนกัน แต่รายละเอียดยังไง อาตมาไม่บอกอีก ถือเป็นความลับ

แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ว่า นัตถิ โลเก ระโหนามะ ความลับไม่มีในโลก ในเมื่อความลับมันไม่มีในโลก อาตมาจะปิดไปแค่ไหนมันก็ปิดไม่อยู่ ในเมื่อปิดไม่อยู่ก็ช่างประไร เวลานี้ปิดไว้ก่อน ปิดไว้ยันตาย แต่ถ้าเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้จะแพร่งพรายไปจากคนอื่น ก็เป็นเรื่องของบุคคลอื่น อาตมาไม่เกี่ยว เพราะงานนี้ไม่ได้ทำคนเดียว ทำด้วยกันหลายคน ถามว่าจะปกปิดไว้ทำไม ก็ตอบได้อย่างเดียวว่าขี้เกียจบอก สบายดี ถ้าไปพูดอย่างอื่นจะซักกันอยู่นั่นแหละ มันไม่เป็นเรื่อง มาตอนนี้ ถ้าอาตมาจำไม่ผิด (มันไม่แน่นัก การจำนี่ เพราะว่าตอนนั้น ระวังพระสุรเสียงของพระองค์มากเกินไป)

ถ้าจำไม่ผิดพระองค์คงจะตรัสถามว่า การกระทำอะไรทั้งหมด เนื่องด้วยพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ นี่ แล้วก็คงจะตรัสถามอย่างนี้นะว่า ท่านว่ากันอย่างไรบ้าง เรื่องบ้านเมือง ถ้าอาตมาจำไม่ผิด ถ้าผิดก็ต้องขออภัยด้วย ก็บอกแล้วนี่ว่าต้องระวังพระสุรเสียงมากกว่าความจำ ในเมื่อพระองค์รับสั่งถามว่า ท่านว่ากันว่าอย่างไรบ้างเกี่ยวกับบ้านเมือง

นี่ ดูเถอะ บรรดาท่านพุทธบริษัท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงปรารภเรื่องของพระองค์ แต่ทรงปรารภเรื่องของบ้านเมืองเป็นสำคัญ และการปรารภบ้านเมืองนี่ ก็เพราะว่าห่วงพสกนิกรของพระองค์ เกรงว่าบรรดาประชากรทั้งหลายจะมีความลำบาก เวลานี้ ภัยรอบบ้านรอบเมืองเราเข้ามาแล้ว ทั้งในบ้านในเมืองเราเต็มไปด้วยภัยอันตราย ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเอาความสุขส่วนพระองค์ มันก็เป็นของไม่ยาก พระองค์ก็สละราชสมบัติไปอยู่เสียที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็สบาย

แต่นี่น้ำพระทัยของพระองค์ไม่ใช่อย่างนั้น พระองค์ทรงเป็นพ่อบ้านพ่อเมือง ไม่ใช่เจ้าบ้านเจ้าเมือง นี่ฟังกันให้ดี ถ้าเราอยากเป็นกบเลือกนายละก็ บรรดาท่านพุทธบริษัท คนทั้งหลายที่เขาตั้งลัทธิประเพณีระบบอะไรกันขึ้นมานั่น ดูกันก็แล้วกันว่า เราจะหาเจ้าบ้านเจ้าเมือง หรือว่าพ่อบ้านพ่อเมืองกันดีแน่ ถ้าเจ้าบ้านเจ้าเมือง เขาก็มีแต่การบังคับขู่เข็ญ ดูตัวอย่างประเทศเขมร ประเทศลาว ต้องกินข้าวครอบครัวหนึ่งวันละกระป๋องนมเดียว กินอิ่มไหม

อาตมาไปชายแดนทางด้านอรัญประเทศและชายแดนจันทบุรี ทางตราด ชาวเขมรคุยให้ฟัง น่าอนาถใจ บรรดาท่านพุทธบริษัท แล้ววันหนึ่งเขาบังคับให้กินข้าว ๒ ครั้ง ทำงานกันตลอดวัน สำหรับพระเจ้า เขาไม่บังคับขู่เข็ญ แต่ว่าชาวบ้านไม่มีจะใส่บาตรให้ เวลานี้เรามีความเป็นอยู่อย่างเป็นไทย ๆ แล้วมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพ่อเมืองไม่ใช่เจ้าเมือง พ่อก็คือมีความรักลูก มีความห่วงใยลูกยิ่งกว่าตัวของพ่อเอง พ่อมีความรักเราฉันใด น้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระราชชนนี บรรดาท่านพุทธบริษัทดูกันเอาเองก็แล้วกัน เวลานี้ทรงสละทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ดินถึงห้าหมื่นไร่เศษ เพื่อบรรดาประชากร การทำตัวอย่างที่ดีแบบนี้ เป็นเหตุให้บรรดาประชาชนผู้มีความดีสละตาม

หนังสือพิมพ์เขาลงว่า มีคุณหญิงบุญเลื่อน เป็นต้น โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วมีใครอีกบ้าง อาตมาไม่ทราบ ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ต่อ ทราบว่ามีอีกหลายคน การกระทำแบบนี้ท่านสาธุชนเห็นดีด้วยไหม ดีกว่าที่เขาจะมาแย่งเอาผืนที่ดินของเราไป แล้วรายได้ทั้งหมดตกอยู่กับรัฐบาล แล้วพวกท่านเองกินข้าวครอบครัวละ ๑ กระป๋องนมต่อวัน แต่ต้องทำงานตลอดวัน ผัวและเมียจะพบกันได้ปีละสองครั้ง ดีไหม ทรัพย์สินทั้งหลายที่ทำได้อยู่กับรัฐทั้งหมด เอ๊ะ ความจริงนี่ก็เข้ากับกระแสพระธรรมเทศนาของสมเด็จบรมสุคต ที่ทรงแก้ฝันพระเจ้าปเสนทิโกศล เรื่องนี้ทิ้งไว้ก่อนดีกว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท นี่เราจะพูดกันเรื่องพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มันก็อดมีเปรียบไม่ได้เป็นธรรมดา แต่อาตมาจะไม่ปิดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเรื่องบ้านเรื่องเมืองอย่างไรบ้าง

คำว่า “ท่านว่ากันอย่างไรบ้าง? “ นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมามีความเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ตรัสถามว่า อาตมาว่าอย่างไร คำว่า “ท่าน” นี่ต้องหมายถึงคนอื่น ในเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถามมาอย่างนั้น อาตมาก็ต้องตอบว่า “ท่านว่าอย่างนี้” (ไม่ใช่อาตมาว่า) ตอบว่ายังไง? อาตมาถวายพระพรตอบว่า ท่านว่าอย่างนี้ คือว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป บ้านเมืองจะเข้าถึงยุคเข็ญ ซึ่งเป็นเขตจำเป็นที่จะต้องมี เพราะเป็นกฎเกณฑ์ของประชากร แต่ทว่าบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสใคร ต่อเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ความยุคเข็ญทั้งหลายจะเพลาตัวลง เวลานั้นจะกล่าวว่าหมด มันก็ยังไม่หมด เพราะถึงแม้ว่าเราจะปราบเสี้ยหนามศัตรูเรียบร้อยแล้วก็ตามที แต่ทว่าการจัดสรรความเป็นอยู่นี่้มันยังไม่เป็นปกติ เราต้องนับกันเอาว่าปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ปีนั้นจะเริ่มเข้าเขตดี จะอยู่ในเกณฑ์ของความสงบ (แต่คำว่า “สงบ” ในที่นี้จะต้องขอขยายว่า สงบอย่างโลก ๆ นี่อาตมาพูดกับพุทธบริษัท)

อาตมาได้ถวายพระพรตอบสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยาวอย่างนี้ เพราะทราบดีว่าพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเข้าพระทัยในถ้อยคำที่อาตมาทูลตอบได้อย่างดี แต่ที่ต้องขยายความนี้ก็เพื่อ บรรดาท่านพุทธบริษัท เขียนหนังสือไปแล้ว บางทีก็ต้องขยายความไปจนมาก แต่ยังอดมีคนมาถามไม่ได้ บางทีเขียนไว้ตรง ๆ ไอ้สิ่งที่เขามาถาม ก็ถามตามที่เขียนไว้แล้วนั่นแหละ มันลืมอ่าน บางคนอ่านแล้วไม่จำ กลับมาถามอีก มันสนุกดีเหมือนกันนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททีหลังท่านมีหนังสืออ่านละก็จำกันไว้เสียบ้าง ความจำควรจะฝึกเอาไว้ เจ็บแล้วจำ จนเจียม ทำจริง นิ่งดี

นี่เป็นพุทธภาษิต เอ๊ย..ไม่ใช่ เป็นภาษิตโบราณ เจ็บจำ จนเจียม ทำจริง นิ่งดี เราฝึกความจำเข้าไว้ อะไรที่ใครเขาทำให้เราเจ็บเราก็จำเข้าไว้ แล้วจงระวังอย่าให้เขาทำแก่เราอีก ไม่ใช่จำแล้วจองล้างจองผลาญ คือเขาจะทำแก่เราได้นั้น เราต้องเปิดช่องโหว่ให้เขา นี่สมัยหนึ่งไทยเราเคยเป็นทาสของพม่า เวลานั้นความเป็นทาส บรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านทั้งหลายยังไม่พบคำว่าเป็นทาส มันความทุกข์ยากลำบากเพียงใด ถ้ามองอะไรยังไม่เห็นไม่รู้ ดูตัวอย่างเขมรกับลาวในเวลานี้ก็แล้วกัน เขมรกับลาว ยังถือว่าเป็นอิสระ แต่สภาวะมันตกอยู่ในความเป็นทาส สมบัติเป็นของเจ้านายทั้งหมด แรงงานทั้งหมดเป็นของเจ้านายทั้งหมด ไม่ใช่ของเราแล้วเวลานี้ ก็มีคนเขาจะยัดเยียดความเป็นทาสให้เรา เขาจะเป็นจ้าวเป็นนาย เราจะต้องการเจ้านายหรือว่าเราต้องการพ่อ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพ่อเมือง

นี่พูดกันต่อไปถึงเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถาม อาตมาก็ถวายพระพรตอบพระองค์ว่า ท่านกล่าวกันว่าปี พ.ศ. ๒๕๒๐ บ้านเมืองของเราจะตกอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เวลานี้บ้านเมืองของเราตกอยู่ในยุคเข็ญย่อมมี แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดูเหมือนว่าจะตรัสถามต่อไป หรือยังไงไม่ทราบ จำไม่ถนัด อาตมาจำได้ว่า นับตั้งแต่แต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เราจะมองเห็นกันยาก แต่เราจะถือว่าเวลาที่อรุณฉายแสงขึ้นมาใหม่ ๆ จะมีความสว่างจ้าตามความปรารถนาของเรานั้นก็หาไม่ พอแสงสว่างค่อย ๆ ฉายขึ้นมาฉันใด แต่ความพอใจของเราไม่ถึงที่สุด เราก็ยังมองไม่เห็นคุณของแสงสว่าง

ต่อเมื่อพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นเต็มดวงฉายแสงรัศมีเต็มอัตรา แสงสว่างปรากฏต่อหน้าเราเต็มที่ฉันใด เรามีความพอใจฉันใด แม้แต่ความสงบเรียบร้อยของประเทศไทย ความรุ่งเรืองของประเทศไทยก็เป็นอย่างนั้น หมายความว่าปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จะตกอยู่ในความสงบ ถ้าอยากจะถามว่าอาตมาทราบเรื่องนี้มาจากใคร ใช้ญาณพิเศษหรือเปล่า ก็ต้องขอตอบว่า เปล่า อาตมาไม่มีญาณพิเศษอะไร ก็ลิงถุงนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ไม่ใช่คนจะมีญาณมีฌานที่ไหนมาใช้กับเขา อาตมาก็ถือเสียงมาจากเสียงสุโขทัย เพราะเสียงสุโขทัยนี่ พูดอะไรไว้ไม่เคยผิด

เพราะอะไร เพราะว่าสมัย.... แหม อย่าทวนไปเลย ไม่ดีหรอก ก่อนที่บ้านเมืองจะเกิดอาการวิปริต เมื่อ สอง – สาม พ.ศ. ที่แล้วมา เสียงสุโขทัยก็บอกว่าเหตุการณ์อย่างนั้นจะปรากฏขึ้นในระยะไม่เกิน ๓ อาทิตย์ ก็ปรากฏว่า ๒ อาทิตย์เท่านั้น มันก็ปรากฏขึ้น แล้วมาอีกตอนหนึ่ง ตอนที่เขาเผาศพวีรชน บรรดาประชาชนทั้งหลาย มีความห่วงใยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เพราะมีข่าวว่าเขาจะฆ่าพระมหากษัตริย์ในวันนั้น บรรดาประชาชนทั้งหลายมาหาอาตมา อาตมาไม่ทราบจะตอบว่ายังไง ก็เลยถามทางสุโขทัย ๆ ท่านก็บอก บอกว่าไม่เป็นไร เหตุการณ์มันจะมีแน่ เขามีการเตรียมการกันแน่

แต่ทว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถยังมีพระชะตะไม่ถึงฆาตที่ใครจะปลงพระชนม์ได้ บ้านเมืองไทยยังไทอยู่ ปลอดภัย อาตมาจึงได้บอกบรรดาพสกนิกรที่มีความห่วงใยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถไปตามนั้น แต่ทว่า ปรากฏว่าวันนั้นอาตมาถูกเกณฑ์เข้าไปอยู่ในกรุงเทพ ฯ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ แล้ววันที่ ๑๓ ก็ไปเทศน์ที่โรงพยาบาลตำรวจ วันที่ ๑๔ มานอนดู ทีวี ถ้าบังเอิญเกิดมีอะไรขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววันนั้น อาตมาถูกประชาทัณฑ์แน่

.......เอาละบรรดา ท่านพุทธบริษัท ตอนนี้ยังไม่จบ ตอนที่ ๕ ยังไม่จบ แต่ว่ากาลเวลาเฉพาะตอนหมดแล้ว ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟังทุกท่าน...สวัสดี



บทที่ ๖

......ท่านสาธุชนพุทธบริษัท ตอนนี้เป็นตอนที่ ๖ ก็คงต้องขอต่อจากตอนที่ ๕ เพราะว่าตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถามว่า “ท่านว่ากันว่ายังไงบ้าง” ที่อาตมาบอกกับบรรดาท่านพุทธบริษัทไว้แล้วว่า พระองค์ตรัสแบบนั้นก็หมายถึงผู้อื่นว่า ไม่ใช่อาตมาว่า อาตมาก็เลยว่าไปตาที่ทางสุโขทัยท่านว่า และถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทอยากจะถามอาตมา ว่าพูดกับทางสุโขทัยได้ยังไง ตอนนี้ไม่บอกกันดีกว่า ขืนบอกไปก็ลำบากแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท

จึงได้ถวายพระพรต่อไปว่า ต่อไปบ้านเมืองของเราจะมีแต่ความมั่งคั่งสมบูรณ์ มีความร่ำรวยขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรในประเทศไทยจะปรากฏมาก ประเทศชาติจะร่ำรวย แล้วก็รวยมาก ประเทศที่เคยรวยอยู่แล้ว อาจจะอายประเทศไทย นี่อาตมาต่อนะ ความจริงได้ถวายพระพร แต่เพียงว่าทรัพยากรทั้งหลายจะปรากฏขึ้นมามากนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป เป็นลำดับจะค่อย ๆ มีขึ้น จะขึ้นมามากนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป เป็นลำดับจะค่อย ๆ มีขึ้น จะขึ้นมาเต็มที่เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐

ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า “เหมือนคนไหมขอรับ?” แหมพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถมากเหลือเกิน อาตมาสงสัย ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่ ถ้าไม่ทรงมีญาณเป็นพิเศษ ก็จะต้องมีความรู้ทางโหราศาสตร์เป็นอย่างดี นี่อาตมาสงสัย เพราะพระองค์ทรงถามแล้วแย้มพระโอษฐ์อยู่ตลอดเวลา บางครั้งทรงพระสรวล อาตมามองพระพักตร์ของพระองค์เห็นทรงแย้มพระโอษฐ์ระรื่นชื่นใจ ใจก็เลยสบาย หายกลัว กลัวตรงไหน? กลัวความรู้เสียแล้วตรงนี้ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่ต้องทรงมีความรู้ในด้านโหราศาสตร์เป็นอย่างดี

นี่อาตมาสงสัย ถ้าพระองค์ไม่ทรงมีความรู้ทางโหราศาสตร์ อาศัยที่พระองค์เคยทรงผนวชและทรงศึกษาในด้านปริยัติและปฏิบัติในด้านพระธรรมวินัย ก็นึก ๆ เอาตามในใจ คิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ คงจะมีความพอพระทัยในด้านปฏิบัติสมาธิจิตและวิปัสสนาญาณ อาตมาสงสัย ที่สงสัยนี่สงสัยในด้านพระจริยาวัตรของพระองค์ ว่าคนที่มีจิตไม่เข้าถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีอารมณ์ที่เข้าไม่ถึงธรรม ไม่มีอาการแสดงแบบนี้เป็นปกติ

นี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถกัน ความจริงโบสถ์ยังไม่ได้ปิดประตูหน้าต่าง ประชาชนตาตั้งหลายปี๊ป (ควักเอาลูกตาใส่ปี๊ปจะได้หลายปี๊ป) มองเห็น คนที่เป็นเชื้อเดนของเดียรถีย์เขาก็ยังพูดแบบนี้ ทีนี้ก็ไปพูดกับคนที่รู้จริงเห็นจริงเข้า ในเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ไม่ใช่เจ้าเจี้ยวเสียแล้ว เป็นเจ้าฟ้า ลำบากใจละซี ยังงั้น ยังไม่พอกับใจยังพูดต่อไปว่าฤกษ์เสียไฟฟ้าระเบิดแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระประชวร เป็นลม ต้องให้ออกซิเจน ต้องอยู่ในนั้นเกินกว่า ๑ ชั่วโมง

ที่นี้คนที่เขารู้ความจริงเขาก็จิ้มเอา เขาก็ด่าเอา เขาก็ว่าเอา หาว่าให้ร้ายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะคนส่วนใหญ่ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ที่มาในวันนั้นเป็นคนที่มีความเคารพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทุกคนเขามีความชื่นใจ ในฐานะพระมหากษัตริย์ทรงเยี่ยมเยือน แล้วทำอย่างไรล่ะท่านทั้งหลาย พวกนั้นเลยกลายเป็นคนเข้ากับใครไม่ได้ เวลานี้ก็ได้แต่ความร้อนใจ นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย นินทา ปะสังสา จะสนใจอะไรเราไม่รับมันก็ตกอยู่กับเขาเอง อย่าไปยุ่งกับมันเลย อย่าไปเหนื่อยกับเขา

ที่นี้ มาพูดกันถึงพระราชปรารภต่อไป เมื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ต่อไปบ้านเมืองจะรุ่งเรืองมาก นี่พูดอย่างนี้ อาตมามีหลักฐานยืนยันไม่ใช่ยันอะไร ยันว่าไม่ใช่อาตมารู้เอง รู้มาจากที่อื่น ประเดี๋ยวจะคุยให้ฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงมีพระราชดำรัสถามว่า บ้านเมืองถ้ารุ่งเรืองมาก จะมีชะตาเหมือนคนไหมขอรับ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสด้วย แล้วก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วย ว่าตามธรรมดาคนนี่น่ะ ถ้ามีชะตารุ่งเรืองถึงที่สุดแล้วก็ต้องตาย

ความจริงเรื่องนี้อาตมาก็เคยพบมาพระยาราชการุณ เวลานั้นอาตมาไปพบท่าน เวลานั้นท่านมีตึกอยู่หลังหนึ่ง ปรากฏว่ามีต้นบัว....ดอกบัวหลวงนี่แหละ ....ขึ้นบนหลังคาตึกของท่าน ซึ่งไม่มีน้ำไม่มีท่า แล้วก็มีดอกขึ้นมา ๓ ดอก ท่านนิมนต์พระไปฉันที่บ้านของท่านเป็นการทำบุญ อาตมาก็เป็นพระอันดับ ๑ ในเกณฑ์ที่ท่านนิมนต์ไป คือ ๑ นี่ ๑ ข้างท้าย แบบเดียวกับที่รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมาก็เป็นหนึ่งเหมือนกัน ถ้ามองข้างท้ายออกไปถึงอาตมาก่อน

คราวนั้นก็เช่นเดียวกัน ขณะที่พระกำลังฉันอยู่ พระหลายองค์ปรารภว่า ท่านเจ้าคุณมีชะตาดีมาก จะรุ่งเรืองมาก เพราะว่าต้นบัวขึ้นบนหลังคาแล้วมีดอกตั้งสามดอก เป็นของอัศจรรย์ ท่านพระยาราชการุณท่านก็ตอบว่า ขอรับ แต่ผมทราบว่า เวลานี้ผมจะตาย เพราะชะตาคนเราถ้าขึ้นถึงสูงสุดเต็มขีด ร่างกายของผมมันแก่ ทนไม่ไหว มันรับรองความดีของชะตาไม่ได้มันก็ต้องตาย หลังจากนั้นมาปรากฏว่า ท่านพระยาราชการุณมีโชคดีเป็นกรณีพิเศษ แต่เป็นโชคอะไรจำไม่ได้ ไม่บอก แล้วต่อมาไม่ช้าท่านก็ตาย

นี่ การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสถามนั้น อาตมาก็เข้าใจว่าพระองค์ทรงทราบวิชาความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี แต่ทว่าอาตมาก็ถวายพระพรตอบไปอีกแบบหนึ่ง ตามความเป็นจริงที่ทราบมา ว่าชะตาของเมืองไทยที่จะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับและจะมั่งคั่งสมบูรณ์เต็มอัตราศึก อ้อ! ขอโทษ อาตมานี่พูดเรื่องรบจนชิน ถ้าอยากจะถามว่าเคยเป็นนักรบมาหรือ อาตมาก็จะตอบว่าเป็น ชาติก่อนก็เป็น ชาตินี้ก็เป็น ชาตินี้เวลานี้กำลังเป็นทหารอยู่ ทหารขององค์สมเด็จพระบรมครู คือกองทัพธรรม ในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเป็นจอมทัพ อาตมาก็เป็นทหารของพระองค์

แต่ว่าอย่าลืมนะ อย่าคิดว่าเป็นขุนพล ไม่ใช่ยังงั้น เป็นทหารเลว ทหารรุ่นจิ๋วที่ก่อสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาขนที่มีแต่ความชั่ว ใครทำตัวไม่ดีเขาเกลียดอาตมาทุกคน อ้าว แล้ว ! แล้วคนที่นินทาอาตมา เขาเป็นคนเลวทุกคนหรือยังไง? อันนี้ ต้องตอบว่าเขาก็เป็นคนดี อาตมาบอกแล้วนี่ นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี มันดีทั้งหมด นี่ไปพูด “เต็มอัตราศึก” เข้าให้ นี่มันเป็นศัพท์ของทหาร ก็เลยมาบอกว่าอาตมาเป็นทหาร

เมื่อพระองค์ตรัสถามแบบนั้น อาตมาก็ถวายพระพรว่า เวลานี้บ้านเมืองของเราจะสงบจากเหตุร้าย คือเป็นชะตาของประเทศหรือชะตาของประชาชน ต่อไปจะมั่งคั่งสมบูรณ์ พระองค์ได้ตรัสถามว่า คนเรา ถ้าชะตาสูงสุดแล้วมันก็ตาย อาตมาได้ถวายพระพรว่าไม่ใช่อย่างนั้น ชะตาของประเทศไทยไม่ใช่มีชะตาตาย เป็นชะตาที่จะมีแต่ความรุ่งเรือง เพราะว่า ถ้าหากว่าจะดีขึ้นไปกว่านี้อีกสัก ๑๐๐ เท่า เวลานี้เรามีงบประมาณแผ่นดินเท่าไหร่อาตมาจำไม่ได้ จะเป็นหกหมื่นล้านหรือเท่าไรก็ไม่ทราบ ทีนี้ถ้าร้อยเท่าล่ะ หกหมื่น หกแสนหกล้าน เอาหกล้านล้าน งบประมาณของแผ่นดินอีก ๑๐๐ เท่า แสดงว่าความมั่งคั่งของประชากรมากขึ้น มันก็ยังไม่ถึงชะตาสูงสดของประเทศ ยังไม่เข้าเขตที่จะต้องตาย

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเวลานี้ชะตาของประเทศไทยมันแบะแตะเต็มทีแล้ว มันทรุดลงไปจนไม่มีที่จะทรุด ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทมองดูก็แล้วกัน งบประมาณของประเทศชาติมากขึ้นมาก็จริงแหละ แต่ทว่าคนไทยมันจนมากลงไป แล้วลัทธิประเภทที่ว่านิ้วมีราคามันก็มากขึ้น ความจริง ถ้าลัทธินี้ไม่มีเมื่อไหร่ ประเทศไทยจะมีแต่ความมั่งคั่งสมบูรณ์มากกว่านี้ เอากันปัจจุบันนี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าลัทธินิ้วมีราคาไม่มีแล้ว เงินจะหลั่งไหลมาสู่ประชากรทั่วประเทศ จะทำให้บรรดาพสกนิกรทั่วประเทศมีหน้าชื่นตาบานด้วยกันทุกคน

นี่เป็นอันว่าอาตมายืนยันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เอากันจุดท้ายสุด แล้วอาตมาจะพูดทีหลัง ขอมาพูดนำไว้นิดหนึ่ง ว่าคำท้ายสุดที่จะเลิกสนทนาซึ่งกันและกัน อาตมายืนยันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าหากว่าประเทศไทยต้องทรุดหนักตายไปหรือต้องเป็นทาสเขา อาตมาขอเอาชีวิตเป็นประกัน

เรื่องนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ถ้าเป็นสมัยโบราณ ถ้าผิดไปก็หัวขาด แต่อาตมาจะไปหนักใจไปทำไม เพราะอาตมาเกิดมาเพื่อตายนี่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะตรัสสั่งประหารชีวิตก็ตาย หรือคนอื่นที่เขาไม่ชอบอาตมาเขาจะฆ่าอาตมา อาตมาก็ตาย หรือว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสั่งประหารชีวิต คนที่ไม่ชอบใจอาตมาเขาไม่ฆ่า อาตมาก็ตาย มันก็ตายเหมือนกัน แม้กระทั่งมีจดหมายขู่มา ๓ ฉบับจากคนตรงกันข้าม อาตมาก็ยังไม่หนักใจ บอกว่าเขาจะทำฉัน ฉันก็เป็นปุ๋ย แกทำฉัน ๆ ก็เป็นปุ๋ย เขาบอกว่าอย่าเสือกนักซี ถ้าขืนเสือก ฉันมีอำนาจเมื่อไร แกเป็นคนแรกที่จะต้องเป็นปุ๋ย

เขาว่ายังงั้น เขาเขียนมา ๑ ฉบับ อาตมาก็ไม่ตอบ เขียนมาฉบับที่ ๒ ทนไม่ไหวอาตมาตอบ เขามาส่งไปรษณีย์ที่มโนรมย์อาตมาก็ส่งไปที่บ้านเขาต่างจังหวัดไกลโน้น ฉบับที่ ๓ เขาเขียนมาว่า มึงรู้ได้ยังไงว่ากูอยู่ที่นี่ อาตมาเลยตอบตามภาษาเขา เขาใช้คำว่ามึงก็มึงด้วยกัน บอกว่า ถ้ากูอยากจะรู้ว่ามึงอยู่ที่ไหนเมื่อไร กูก็รู้ได้เมื่อนั้น มึงไม่ต้องบอกกู กูก็รู้ แล้วเวลานี้กูเตรียมการเป็นปุ๋ยไว้แล้ว แต่ก่อนเป็นปุ๋ย กูก็ต้องบอกพี่บอกน้องกูก่อน ให้รู้ว่าพวกมึงจะทำอะไรกับพวกกูบ้างนี่ สันดานคนมันไม่ดี

บรรดาท่านพุทธบริษัท คนไม่ดีน่ะ ไม่ใช่เขาผู้นั้นนะ บรรดาท่านพุทธบริษัท คืออาตมาเอง ถ้านิ่งเสียก็หมดเรื่อง นี่ไม่นิ่งเสียซี ก็บอกกันแล้วตั้งแต่ตอนต้น ว่าหลวงพ่อปานท่านเรียกว่าเจ้าลิงนี่ แต่ไอ้เจ้าเพื่อนสองคนมันเรียก “ไอ้ปากหมา” นี่ลิงมันอยู่ไม่สุข แถมปากหมาชอบเห่าเขา ก็สบาย เห่ามันดะไป บรรดาท่านพุทธบริษัท เห่าไปเพื่อความอยู่เป็นสุขของบรรดาประชาชนคนไทย เพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา เพื่อความมั่งคงของประเทศชาติ อาตมายอมแล้วทุกอย่าง ถ้าจะตายเพื่อประเทศชาติ ถ้าจะตายเพื่อพระศาสนา ยอมตายได้ทุกวินาที

นี่ทำอย่างนี้ก็มีแต่คนเกลียด คนใกล้ ๆ ที่เขาเกลียดก็เพราะว่าเขาเป็นสมาชิกของคนพวกนั้น อาตมารู้ตัวว่าใกล้ ๆ กับที่อาตมาอยู่น่ะล้อมรอบตัว เป็นทาสกำลังใจของคนทั้งหลายเหล่านั้น จึงได้ประกาศเป็นศัตรูไม่ยับยั้ง แม้พวกเราจะสร้างความดีแบบไหนขึ้นมาก็ตามที พวกเขาก็พยายามโจมตีด้วยประการทั้งปวง เพราะว่าไม่ยอมรับนับถือตามความเป็นจริง ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ดูตัวอย่างเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงมีความเหน็ดเหนื่อยด้วยประการทั้งปวง เวลานี้แจกอื่นไม่พอ แจกแผ่นดินอีกแล้วบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระราชชนนี ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจของบุคคลพวกนั้นผู้ทำลายชาติ หวังจะให้เราขาดจากความเป็นอิสระ เป็นทาสเขา

เรายอมกันไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเต็มใจยอมก็จงอย่าดำเนินตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้รวมถึงข้าราชการทั้งหมด ถ้าเราคิดว่าความเป็นทาสดีละก็ อย่าดำเนินรอยตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าว่าเราไม่ต้องการความเป็นทาส เราก็ปฏิบัติตามที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำ ที่เขาถือว่าเป็นตัวอย่าง เป็นตัวแบบ เราก็เอาแบบของทั้งสามพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระราชชนนี

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถน่ะ เคยเห็นบ่อย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์เสด็จไปที่ไหน อุ้มเด็กบ้าง คลุกคลีตีมงกับบรรดาประชาชน ไม่ได้ถือพระองค์ สมเด็จพระราชชนนียิ่งแล้วกันใหญ่ เข้าคลุกในหมู่เลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระราชปฏิสันถารคลุกคลีตีมงกับบุคคลทั้งหมด ไม่เห็นว่าพระองค์จะทรงถือยศตรงไหนนี่ ทรงเป็นกันเองทุกอย่าง ให้กำลังใจ ให้วัตถุ ให้ผืนแผ่นดิน เอา เอากันหนัก ให้กันจนหมด ยังดีไม่ได้ ก็หมดเรื่องกันแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท

ทีนี้มาคุยกันนอกเรื่องสักนิดหนึ่ง ว่าที่อาตมากล้าถวายพระพรกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนนั้น ที่พระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น แล้วอาตมาก็ถวายพระพรแบบนั้น เอาหลักฐานมาจากไหน ดีไม่ดีหัวขาด ก็บอกแล้วไงว่าหัวขาดจะเป็นอะไรไป มันไม่มีเรื่องอะไรจะหนักใจ หัวจะขาดหรือไม่ขาดมันก็ตายตามปกติ ไอ้คนมันจะตายเสียอย่างจะไปกลัวอะไรกัน เวลานี้หัวขาดก็ไม่ใช่จะหนักนัก เพราะผมมันไม่มี ถ้าผมยาว ใครเขาแบกตัวไปฝัง เขาก็ต้องแบกหัวไปด้วย หนัก มันช่วยความหนัก

ทีนี้ การพูดแบบนี้ก็จะขออ้างหลักฐาน อ้างหลักฐานขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ว่าการที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่รู้ด้วยณาณของตนเอง ไม่ได้มีจักษุเป็นทิพย์ ไม่ได้มีญาณเป็นทิพย์ แต่ว่ามีความจำทิพย์ แน่ะ คุยเสียด้วย คนน่ะไม่คุยเสียบ้างมันก็ไม่เฟื่่อง นี่พูดไปพูดมา หาเรื่องให้ชาวบ้านด่าอีกแล้ว ดีไม่ดีเสียงใกล้ ๆ แกก็ตะโกนด่ามาอีก แกด่าด้วยเสียงคนไม่พอ แกด่าด้วยเครื่องขยายเสียง แล้วแกร้องทุกข์เขาไปบอกว่า อาตมาด่า เอ๊อะ! ปัดโธ่เอ๋ย สบาย เกิดมาชาตินี้มันสบายใจจริง ๆ มาพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พูดจริงสอนจริงเป็นสัจธรรม แหม สบายใจจริง ๆ เลิกเกิดแล้ว ไม่เอาแล้ว ต่อไปไม่เกิดไม่แกดมันอีกละ เลิก ๆๆๆ พอ ๆๆๆ ใครอยากจะเกิดก็เกิดเถอะ ไอ้แป๊ะไม่เกิดต่อไปอีกแล้ว ไม่เอารำคาญ ทั้งพระทั้งคน ไม่ได้เรื่องนี้ พระดีก็มี คนดีก็มี แต่ไอ้พระเลว คนเลวมันก็ทำให้พระดีคนดีมีความลำบากไปด้วย เล่นเอาบรรดาประชาชนทั้งหลายเขาพากันไม่สบายใจ

นี่ความจริงหนังสือฉบับนี้จะให้เป็นหนังสือดีสักเล่มหนึ่ง มันก็ดีไม่ได้ สันดานคนชั่วเสียอย่างหนึ่ง

มาเอาตัวอย่างหลักฐานกันสักจุดหนึ่ง ว่าในสมัยที่อาตมาอยู่กับหลวงพ่อปาน ปีนั้นจำได้ว่า เป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้น แล้วก็คว้าด้วย ค้นอะไรบรรดาท่านพุทธบริษัท? กุฏิหลวงพ่อปาน กุฏิหลวงพ่อเล็ก ๒ กุฏินี้ไม่มีใครเขากล้าค้น ท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครเขากล้าหยิบ แต่อาตมาคนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว ลิง ลิงนี่มันจะเรียบร้อยอะไรกับมัน ค้นไปค้นมาหนังสือในกุฏิหลวงพ่อเล็กมีมาก ๒ ตู้ใหญ่ ๆ เป็นหนังสือสมุดข่อย สงสัย ไปได้สมุดข่อยกะรุ่งกะริ่ง แต่มีใจความน่าคิด เอามานั่งอ่าน สนใจ หนังสือฉบับนั้นเขียนไว้ หนังสือขาด ข้อความก็ขาด เป็นอันว่าเป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยอยุธยา พยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ

ในหนังสือนั้นเขาว่ายังงี้้นา ถ้าโกหกก็โกหกด้วยกัน ถ้าหนังสือโกหกอาตมาก็โกหกแต่ไม่มีเจตนาโกหก พูดตามหนังสือนี่ จะปรับเป็นโทษก็ตามใจซีพ่อคุณ จะเอาเทวดาที่ไหนมาปรับก็เชิญเถอะพ่อคุณเอ๊ย ไม่หนักใจ หนักใจทำไม รู้เรื่องกันเสียหมดแล้วนี่ ว่าใครดีใครชั่วน่ะ

มาอ่านแล้ว มันเกิดความไม่สบายใจ หนังสือนั้นมีใจความว่ายังไงยังไม่พูด รอจนกระทั้งหลวงพ่อปานมา ก็เข้าไปกราบเรียนท่าน เวลาท่านว่างแขก สบายใจ ถามว่าหลวงพ่อขอรับ กระผมได้หนังสือฉบับนี้มา ๑ ฉบับ แต่ทว่าข้อความมันขาดไปเสียหมดปะติดปะต่อกันไม่ได้ แต่ข้อความจับใจมาก อยากจะทราบว่าหลวงพ่อทราบข้อความนี่ไหม? หลวงพ่อก็ถามถึงข้อความจุดหนึ่ง อาตมาก็พูดให้ฟัง ท่านเลยบอกว่ามีลูกมี หนังสือฉบับนี้พ่อเห็นมาก่อนแล้วเหมือนกัน สมัยนั้นมันยังสมบูรณ์อยู่ แต่ทว่ามันผุเต็มทีนี่เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้าย ท่านเอามาจากไหน หลวงพ่อก็ไม่ทราบเหมือนกัน ท่านก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อยอีกเล่มหนึ่ง

แล้วหลวงพ่อสั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏิของท่าน ท่านซุกไว้ใต้ตู้นาฬิกา เอาผ้าสีแดงห่อเข้าไว้ เหมือนกับจะเตรียมไว้ให้เจ้าลิงอ่าน เมื่อเจ้าลิงถุงไปได้มาแล้วก็มานั่งอ่าน รู้สึกว่าอ่านสบายกว่าหนังสือฉบับแรก หนังสือฉบับแรกมันขาดก็ขาด ตัวหนังสือก็แสนจะอ่านลำบาก ยุ่ง ๆ เหยิง ๆ อ่านแล้วตีความหมายยาก เพราะไอ้หางยาว ๆ มันเยอะเหลือเกิน ถ้อยคำก็รู้สึกว่าตีความลำบาก แต่ก็พยายามแกะจนได้ แต่ข้อความมันไม่ครบ มาได้ที่หลวงพ่อปาน แหม มีจบแล้วก็อ่านง่าย ข้อความหนังสือฉบับนี้มีว่าอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท จะพูดให้ฟัง พูดตอนนี้ดีไหม? ไม่ดี เวลามันหมดเสียแล้วสำหรับตอนนี้น่ะ ตอนที่ ๖ เอาไปฟังกันตอนที่ ๗ ดีกว่า

......สำหรับตอนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ผู้รับฟังและผู้สาปแช่ง..สวัสดี


◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/3/10 at 14:45 [ QUOTE ]



ผู้ทำนาย "อนาคตของประเทศไทย"

บทที่ ๗

...... ตอนนี้เป็นตอนที่ ๗ ของหนังสือ ก็จะว่าถึงหนังสือฉบับที่หลวงพ่อปานนำมาให้อ่าน มองดูแล้วก็ปรากฏว่าหนังสือฉบับนั้น จะมีอายุสัก ๓๐ ปีเศษ ๆ แล้วก็ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็นภาษาปัจจุบัน ใจความของหนังสือฉบับนั้นมีอยู่ว่า เราขอพยากรณ์กรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ท่านว่ายังงั้น แล้วหนังสือฉบับนั้นก็ลงท้ายไว้ว่า “คนเขียน” จะเป็นสมัยไหนไม่ทราบ

ถามหลวงพ่อปานว่า คนเขียนนี่เป็นคนเขียนที่ลอกหนังสือใหม่ใช่ไหม ?
ท่านบอกว่าไม่ใช่ ที่เขียนข้อความไว้ตอนท้ายท่านบอกว่า ท่านลอกข้อความเดิมมาทั้งหมด ไม่ได้แต่งใหม่ คนเขียนเขาขมวดตอนท้ายไว้ว่า เป็นพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา มีนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ใย) ชื่อ "หลวงพ่อใย" เป็นพระผู้พยากรณ์กรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

เป็นอันว่าสันนิษฐานแล้วก็ต้องพยากรณ์ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยายังไม่แตกครั้งหลัง จะใช่หรือไม่ใช่ก็ช่าง แต่ว่าหนังสือนี้มีเหตุผลพอ ท่านกล่าวว่าอย่างนี้ กล่าวถึงว่า พระเจ้าแผ่นดินของกรุงเทพมหานคร ว่า

รัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ (ขอท่านพุทธบริษัทจำให้ดี ว่าท่านไม่ได้เขียนบอกไว้ว่า มหากาฬฆ่ามหายักษ์)

รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม

รัชกาลที่ ๓ จำต้องคิด

รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม

รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด

รัชกาลที่ ๖ ราษฎร์ราชาโจร

รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์

รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ

รัชกาลที่ ๙ ถิ่นกาขาว

รัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล


แล้วก็หมด หนังสือหมดไว้แต่เพียงเท่านี้

เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว จึงได้กราบเรียนถามหลวงพ่อปานว่า กรุงเทพพระมหานครนี่จะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือขอรับ ท่านก็ตอบว่า กรุงเทพพระมหานครไม่ได้มีพระมหากษัตริย์แต่เพียง ๑๐ พระองค์ จะมีพระมหากษัตริย์ต่อไปคู่กับประเทศไทยจนกว่าโลกจะสลายตัว แต่ที่ไม่ได้พยากรณ์ไว้ ดูรัชกาลที่ ๑๐ ท่านบอกว่า "ชาววิไล"

เป็นอันว่าเปรื่องปราชญ์สามารถ มีความสุขสบายด้วยประการทั้งปวง การพยากรณ์นั้น เขาพยากรณ์ดีกับชั่วเท่านั้น ขึ้นหรือลง ถ้าเราจะเลวลง เขาจะบอกว่าต่อไปนั้นเคราะห์ร้าย ไม่ดี ถ้าหากว่าเราจะดีขึ้น เขาบอกว่าจะดีขึ้น จะโชคดี ถ้าเป็นปกติไม่มีใครเขาพยากรณ์ อันนี้เป็นจะเป็นความจริง เห็นพวกอุทกศาสตร์หรืออุตุนิยม เขาก็พยากรณ์ว่าวันนั้นฝนจะตกที่นั่น วันนี้ฝนจะตกที่นี่ วันนี้อากาศจะสูง จะร้อนเท่านั้น จะหนาวเท่านี้ น้ำจะขึ้นจะลงเมื่อเท่านั้นเท่านี้ (อะไรเป็น) ปกติ เขาไม่ได้บอก ถ้าเขาจะบอกว่านับแต่บัดนี้ไป น้ำจะไม่ขึ้นไม่ลง ฝนจะไม่ตก แดดจะไม่ออก มันจะเป็นปกติไป เขาคงไม่พยากรณ์ นี่เทียบคำพยากรณ์ ยังไม่อธิบายตอนนี้

หนังสือฉบับนั้นยังมีต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง ไม่หน่อยละ มีมาก แต่อาตมาจะขอย่อความ ท่านอ้างว่าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ว่า

"....อานันทะ ดูก่อนอานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (คือ พ.ศ. ๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ ฝนเหล็กก็เห็นจะเป็นลูกระเบิด หรือลูกปืนกลมันเอาเสียเกือบย่ำแย่ เวลานั้นอาตมาก็อยู่ในกรุงเทพ ฯ แล้วก็ลูกระเบิดเพลิง (คงจะตรงกับ) ไฟที่ตกจากอากาศ สมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก

แต่ทว่า อานันทะ ดูก่อนอานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี ที่ว่ามีความเร่าร้อนมาก ความทุกข์ยากมาก ยังก่อนหรอกอานนท์ หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นอาละวาด สมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จะตายไปคนละครึ่งจึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยอย่างนี้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก.."


นี่ถือใจความจากหนังสือฉบับนั้น ท่านเขียนไว้แบบนี้ อาตมาก็เอายังงี้..ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ถือเกณฑ์นี้เป็นหลักถือเหตุนี้เป็นหลัก แต่ว่าอาตมาไม่ได้ถวายพระพรพระองค์ตามนี้ วันนั้นอาตมาพูดแต่เพียงย่อ ๆ แต่อาตมาเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ เพราะทรงมีพระปรีชาสามารถมาก..แน่ใจ

คราวนี้ เรามาดูเรื่องของรัชกาลต่าง ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาเป็นคนอ่านเป็นคนจำแล้วคิดตาม ชอบตามเรื่อง เพราะเรื่องอะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วชอบตามเรื่องนั้นตลอดเรื่อง ถ้ามีโอกาส ก็มานั่งพิจารณาตามคำพยากรณ์ของท่านว่า

รัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์
.....นี่หมายความถึงว่ารัชกาลที่ ๑ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านพระเจ้าตากสินมา แล้วตามข่าวที่เขาเขียนกันมาเป็นประวัติศาสตร์ บอกว่า พระเจ้าตากสินถูกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ สั่งประหารพระชนม์ อันนี้ อาตมาก็เห็นจะต้องยอมรับ ว่าเรื่องไปตามนั้นจะต้องมีกระแสพระราชดำรัสตรัสสั่งออกไปว่า ให้ปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระเจ้าตากสินมหาราช คำสั่งเป็นคำสั่ง

แต่ว่าการปฏิบัติ นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ผู้ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติตาม แต่อย่าลืมว่า เวลานั้นการที่พระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินเป็นพระราชามีศักดิ์สูง ถ้าจะประหารด้วยดาบของเพชฌฆาตธรรมดามันไม่ได้ เขาต้องใส่กระสอบ แล้วเอาท่อนจันทน์ที่มีกลิ่นหอมทุบให้ตาย ราชาศัพท์เขาเรียกว่าสวรรคต สวรรคตนี่เขาแปลว่าไปสวรรค์ มันไม่แน่นักนี่ คนเราตายจะไปสวรรค์ทุกคนนี่ไม่แน่นัก เรียกว่าตายดีกว่า นี่ตามข่าวที่เขาเขียนกันมา เขาว่าอย่างนั้น

แต่อาตมาน่ะรับรองว่าคำสั่งต้องเป็นคำสั่งจริง ๆ ประหารก็ต้องประหารจริง ๆ แต่ว่าคนที่ตายนั่นไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นคนอื่นเขาตายแทน นี่ตามความเห็นของอาตมา ตายนั่นไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นคนอื่นเขาตายแทน นี่ตามความเห็นของอาตมา ต้องเป็นคนที่มีความจงรักภักดีตายแทน หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นนักโทษ ที่ต้องโทษประหาร ที่ต้องโทษประหารชีวิตตายแทน ไม่ใช่พระเจ้าตากสินมหาราช แล้วพระเจ้าตากสินมหาราชไปทางไหน แล้วทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น

นี่มันเป็นเรื่องของการเมือง บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาพูดไม่ได้ ถ้าขืนพูดแล้ว ความเดือดร้อนมันจะเกิดขึ้น ไม่พูดเสียเลยจะดีกว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม แต่ก็พูดไปแล้ว แต่พูดไม่จบนี่ไม่เป็นไร หากใครจะถามว่า ถ้าพระเจ้าตากสินไม่ตายแล้วพระเจ้าตากสินไปไหน? อาตมาจะบอกทำไม ในเมื่อรัชกาลที่ ๑ ท่านไม่บอก แล้วอาตมาจะบอกทำไม แล้วทำไมถึงจะต้องทำอย่างนั้น

เราหันไปดูประวัติศาสตร์ว่า พระเจ้าตากสินมหาราช เวลาที่พระองค์ทรงกู้ชาติสมัยที่อยุธยาต้องแตกแหลกลาญในคราวนั้น พระองค์ตีฟันฝ่าข้าศึกออกมา เอาเงินที่ไหนออกมา จะมีสตางค์ติดตัวมาสักกี่บาท แล้วในระหว่างการกู้ชาติจะเอาเงินทองที่ไหนมา การบริหารประเทศชาติต้องใช้เงิน บรรดาท่านพุทธบริษัท เพียงแค่กินมันก็แย่แล้วนี่ต้องรบราฆ่าฟันกันตลอดเวลาแล้วพระเจ้าตากสินจะเอาเงินที่ไหนมา นั่งนึกดูซี ภาษีอากรสมัยนั้นเหมือนสมัยนี้หรือเปล่า

นี่..ความลำบากของพระเจ้าตากสินมีเพียงไร เรื่องนี้มันก็ต้องมีการกู้การยืมกัน อาตมาพูดเท่านี้แหละ แต่ขอยืนยันว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ตาย เพราะคำสั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ ๑ เพราะว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านพูดไว้แต่เพียงว่า “ผ่าน” มหายักษ์ ไม่ใช่ “ฆ่า” มหายักษ์ไป เรื่องนี้เก็บเอาไว้ก่อน ขอให้นักประวัติศาสตร์สืบประวัติศาสตร์กันให้ดี ค้นกันให้ดีแล้วจะพบจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ ตอนนี้ จะหาว่าพระราชวงศ์จักรีนี่เป็นกบฏต่อพระเจ้าตากสินแล้วขึ้นเถลิงราชย์..ไม่ใช่!

นี่ทรงเป็นชาติไทยต่อไป และเพื่ออะไรพระองค์จึงไม่ทรงสละราชสมบัติเฉย ๆ นั่นมันเป็นเรื่องการเมือง ทำไม่ได้ ต้องทำกันตามระบบของการเมือง พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่กษัตริย์ที่มีความโง่เง่าไม่รู้เท่าทันคน ถ้าพระองค์มีความโง่เง่าไม่รู้เท่าทันคนแล้วจะทรงกู้ชาติได้อย่างไรภายในปีเดียว เอากันอย่างนี้ก็แล้วกัน ทิ้งไว้แค่นี้ให้เป็นข้อคิด เป็นการบ้านของบรรดาท่านพุทธบริษัท และนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย

เป็นอันว่ารัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ แหม องค์สำคัญทีเดียว รุ่นราวคราวเดียวกันด้วย แล้วก็เป็นกษัตริย์ ถ้าจะคิดกบฏ เสร็จ ไม่มีทาง ถ้าจะคิดกบฏแล้วก็เสร็จรัชกาลที่่ ๑ ม่องตี่แน่ แต่ทว่าพระเจ้าตากสินมหาราชทำไมจึงทรงปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ช่วยกันคิดด้วยความเป็นธรรม ช่วยกันพิจารณาด้วยปัญญาที่แท้จริง เอาระบบการเมืองเข้ามาเทียบเคียงกับความจริง แล้วจะรู้ความจริงต่อไปในวันหน้า อาตมาไม่บอก นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตรัสถามจึงจะบอก คนอื่นไม่บอกแน่ ไม่เกิดประโยชน์

แล้วอาตมาบอกก็ไม่มีหลักฐาน ท่านจะถามทำไม ท่านถามก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องมันผ่านมาแล้ว แล้วอาตมาบอกก็ไม่มีหลักฐาน ท่านจะถามทำไม ท่านถามก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องมันผ่านมาแล้ว แล้วอาตมาบอกไปก็มีมีใครเขาเขียนไว้ ถ้าจะถามว่าอาตมารู้ได้ยังไง ก็ต้องตอบว่า “เดาเอาซี” มันไม่ยาก เอาเอาตามเล่ห์เหลี่ยมของการเมืองแล้วใครอยากจะฟังเรื่องเดาบ้างล่ะ มันไม่ค่อยจะจริงนักนี่ ผ่านไป รัชกาลที่ ๑ สบายแล้ว ผ่านมหายักษ์เถลิงราชสมบัติ

รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม
......เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏว่าบ้านเมืองค่อยสงบลง พระองค์ก็มีพระราชประสงค์ (แต่ความจริงมันเริ่มมีมาแต่รัชกาลที่ ๑) ที่จะให้บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายสะสางพระไตรปิฏกในตอนนั้น สมัยรัชกาลที่ ๑ ไม่ค่อยว่างจากราชการสงคราม มารัชกาลที่ ๒ นี่มีจุดว่าง รู้จักธรรม คือให้พระสงฆ์ทั้งหลายค้นคว้าพระธรรมวินัย แหมรวบรวมกันเป็นการใหญ่

มาถึง รัชกาลที่ ๓ จำต้องคิด
.......ท่านนึกตามเอาก็แล้วกัน อ่านประวัติศาสตร์แล้วก็นึกตามกันไปด้วย เพราะว่ารัชกาลที่ ๓ นี่ ความจริงเป็นพระองค์เจ้า เดิมมีพระนามว่า "พระองค์เจ้าทับ" แล้วก็เป็นพ่อค้าสำเภา เวลารัชกาลที่ ๒ ท่านไม่มีสตางค์ ท่านก็บอกว่าพ่อทับเอ๊ย..มีเงินไหมลูก พ่อจะทำนั่น พ่อจะทำนี่ ท่านก็บอกว่ามี ท่านก็เอาเงินที่ได้จากการค้านี่่มาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้มีความเจริญ เลี้ยงบรรดาพสกนิกรข้าราชบริพาร พระองค์ทรงมีความเหน็ดเหนื่อยมากในสมัยที่ทรงเป็นเพระเจ้าลูกยาเธอ ต้องค้าขายกับต่างประเทศ

เวลานั้นธงประจำเรือเขามีกันทุกชาติ เรือไทยเราไม่มีธง ไปต่างประเทศเขาต้องมีธงประจำชาติ หาอะไรไม่ได้มีผ้าแดงอยู่ผืนหนึ่งเลยใช้ผ้าแดงทำเป็นธง ต่อมาสมัยหนึ่งเราจะเห็นว่าธงไทยคือสีแดง จำต้องคิดเพราะเรื่องราวของพระองค์ จะไม่อธิบาย ถ้าอยากจะทราบกันจริง ๆ ให้ไปอ่านหนังสือจดหมายเหตุของหลวงอุดม จะรู้เรื่องราวในสมัยรัชกาลที่ ๓ ว่าพระองค์ทรงมีความหนักพระราชหฤทัยอยู่มาก คิดอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อพระองค์จะสวรรคต ก็ทรงมีลายพระหัตถ์ไปถึงรัชกาลที่ ๔ แล้วมีลายพระหัตถ์ไว้ฉบับหนึ่งว่า ฉันจะตาย ฉันไม่ตั้งรัชทายาท เมื่อฉันตายแล้วลูกของฉัน ถ้าไม่ต้องการให้รับราชการก็ขอให้ลงโทษเพียงแค่เนรเทศ อย่าถึงกับฆ่าแกงกันก็แล้วกัน นี่ใจความสั้น ๆ เป็นอันว่าพระองค์มีเรื่องต้องคิดอยู่มาก

ถึง รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม
......เราฟังกันชัด เพราะตอนโน้นบางทีท่านพุทธบริษัทผู้อ่านและผู้รับฟังจะไม่เข้าใจ รัชกาลที่ ๔ ท่านบอกว่า สนิทธรรม นี่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ารัชกาลที่ ๔ ท่านทรงผนวชถึง ๒๐ พรรษา แล้วก็ทรงออกธุดงค์ มีความสนิทสนมกับ "สมเด็จพระพุฒจารย์โต" เป็นอย่างดี แล้วทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงพระไตรปิฏก ความจริงรัชกาลที่ ๔ นี้ อาตมาชักคร้าม ๆ ท่านเหมือนกัน เพราะทรงมีพระปรีชาสามารถ มีความฉลาดหลักแหลมบอกไม่ถูกพอดีกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง นี่ท่านเป็นคู่บารมีกันจริง ๆ

มาถึง รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด
.......นี่เราเข้าใจกันชัด เวลานั้นประเทศชาติของเราตกอยู่ในภัยพิบัติอย่างหนัก เพราะประเทศมหาอำนาจ ๒ ประเทศ คือ อังกฤษกับฝรั่งเศส เขาจัดการแบ่งเขตแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้ว เขาบอกเขาเอากันคนละครึ่ง ผรั่งเศสเอาตะวันออก อังกฤษเอาตะวันตก สบายไหม นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สมัยรัชกาลที่ ๕ เหตุร้ายมีเพียงใดเวลานี้เราก็ตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น แล้วในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ท่านทรงความเป็นเอกราชของประเทศไว้ได้อย่างไร

เวลานั้นกำลังของเราน้อย บรรดาพุทธบริษัท การติดต่อกับต่างประเทศก็มีน้อย พระองค์ต้องใช้พระปรีชาสามารถมาก คนไทยทุกคนนับตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ต้องมีหัวหน้าจึงทำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงคิดว่า ถ้าเราจะสู้เขา เราก็หมดทั้งประเทศ เราตายนี่ มันก็สิ้นกัน ที่นี้ ต่อมาถ้าเราแบ่งเขตขัณฑ์ให้เขาเสียบ้าง ยอมเสียแขนเสียขา ดีกว่าเสียตัว “จำแขนขาด” ยอมเสียผืนที่ดินบางส่วนให้แก่เขา เพื่อเป็นการรักษาเอกราชเข้าไว้ ฉะนั้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงทรงประเทศไทยไว้ได้

นี่ใครเคยเป็นคุณเห็นประโยชน์ของคนไทยสมัยโบราณบ้างไหม ว่าท่านใช้พระปรีชาสามารถอย่างไร เวลานี้คนไทยเราควรจะทำอย่างไร เวลานั้น คนไทยเรามีความสามัคคีมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้มีความสามัคคีแบบไหนอาตมาไม่รู้ สามัคคีแบบขายชาติ ไม่เป็นเรื่อง สามัคคีแบบต้องการเป็นทาส อาตมาไม่เอาด้วย เพราะขี้เกียจเป็นทาสเขา การเป็นทาสเขาจะมีประโยชน์อะไร สมัยรัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด ถ้าไม่ยอมเสียแขนก็เสียหัวแล้วก็เสียคอ แล้วก็ตายทั้งตัวจะมีประโยชน์อะไร ยอมเสียแขนไปหน่อยจะเป็นไรไป เราก็ทรงความเป็นไทยไว้ได้ นี่คำพยากรณ์ของท่านตรงจุด ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ลงมานี่เราเห็นกันชัด

มา รัชกาลที่ ๖ ท่านกล่าวว่า ราษฎร์ราชาโจร
.......บางคนหาว่ารัชกาลที่ ๖ เป็นจอมโจร แต่ว่าความเห็นของท่านไม่ได้เป็นแบบนั้น ท่านไม่ได้คิดว่ารัชกาลที่ ๖ เป็นโจร แต่ว่าชาวบ้านเห็นว่ารัชกาลที่ ๖ เป็นโจร หาว่าเอาเงินในท้องพระคลังไปใช้เสียหมด คนเวลานั้นยังไม่เห็นความดีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทำอย่างนั้นเพราะพระองค์ต้องการให้คนไทยรู้จักคำว่าประชาธิปไตย พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะยึดอำนาจเด็ดขาดเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช ต้องการให้ประชาชาติเป็นประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างจะให้บุคคลทั้งหลายเห็นว่า พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงถือพระองค์ พระองค์คลุกคลีตีมงกับคนทุกชั้น แสดงมหรสพเล่นโขนก็ยังได้ แล้วก็ความปรีชาสามารถของพระองค์ในตอนนี้แสดงออกมามาก

ความจริงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว นี่ท่านเป็นลูกเป็นพ่อกัน ท่านก็ฉลาดคล้ายคลึงกัน บรรดาข้าราชบริพารและประชากรทั้งหลายมีบรรดาศักดิ์กันเป็นแถว ความจริง เรื่องบรรดาศักดิ์เป็นของดี ทำให้บรรดาคนทั้งหลายมีความสบายใจ อย่างเราเป็นร้อยตรีพอมาเป็นร้อยโท อัตรามันเต็ม ยังไม่ได้ร้อยเอก ก็ได้รับพระราชทานเหรียญบ้าง อะไรบ้างเพื่อเป็นกำลังใจ ดีไม่ดีเอาท่านขุนยัดมับเข้าให้ คนที่ได้เป็นขุนก็ครื้มใจไปพักหนึ่ง ความสบายใจมันเกิด แล้วคนก็ต้องรักษาศักดิ์ศรีตามบรรดาศักดิ์ นี่คนเขาจะหาว่าอาตมาเป็นศักดินาก็ตามใจ ศักดินาสมัยก่อนนี้ไม่มีอะไร บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะแม่ทัพ นายกอง ข้าราชการ เบี้ยหวัดเงินเดือนในสมัยนั้นมันหาได้น้อย เวลาเขาจะไปรบทัพจับศึกก็ค่อยจ่ายเงินกันเป็นจ้าละหวั่น รัฐบาลก็แย่

สมัยโน้น รัฐบาลก็ให้มีศักดินา หมายความว่าเป็นขุนมีอำนาจมีนาเท่านี้ ถ้าเป็นหลวง มีนาเท่านั้น เป็นคุณพระมีนาเท่าโน้น เป็นพระยามีนาเท่านั้น เป็นเจ้าพระยามีนาเท่านั้น ให้ผืนที่ดินที่ว่างเปล่าอยู่มากมีสิทธิ์ในการปกครองในการทำนา ฉะนั้น การจ่ายเงินเดือนมันจึงน้อย ไม่ลำบากกับทางราชการ นี่ ทางราชการสมัยนั้นท่านฉลาด เวลานี้ไม่มีนาแจกก็เลยเล่นศักดิเงินขึ้นกันไปแต่ไม่พอสักที และยิ่งต้องใช้เงินซื้อนิ้วมือด้วยยิ่งไปกันใหญ่เลย ท่านพุทธบริษัทไปกันมากเลย ไอ้นิ้วมือนี่ราคามันแพงนา

นี่เราพูดเรื่องอะไรกัน พูดเรื่องรัชกาลที่ ๖ บอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระปรีชาสามารถมาก ท่านใช้พระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชน มีเพลงบทหนึ่ง ชอบใจมาตั้งแต่เด็กว่า “ใครมาเป็นเจ้าของครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” นี่ ถ้าให้คนอื่นเขามาเป็นเจ้าจะดีไหม เวลานี้เรากำลังเป็นไทกัน แล้วทำไมเราถึงต้องการให้คนอื่นเขามาเป็นเจ้า เคี่ยวเข็ญบังคับเราเห็นว่าลัทธิอะไรต่อลัทธิอะไรดีน่ะ มันไม่ใช่ลัทธิอิสระ มันเป็นลัทธิทาส แล้วคำว่าประชาธิปไตยนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ในรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรได้ทุกอย่าง มีคนเป็นใหญ่ มีประชาชนเป็นใหญ่ เราใหญ่กันตรงไหนล่ะ

เราใหญ่กันตรงนี้ เลือกผู้แทนราษฎรเข้าไป แล้วผู้แทนราษฎรเห็นว่าจะทรงประเทศชาติ ไว้ได้ตรงไหน ก็พากันออกกฎหมายมาเป็นข้อบังคับ นี่เรียกว่าประชาชนเป็นใหญ่ บังคับประชาชนกันเอง เป็นอันว่ากฎหมายทุกฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรให้ผ่านออกมาได้ เป็นความพอใจของบรรดาประชาชนทั้งประเทศ นี่ประชาธิปไตยเขามีขอบเขต เราเป็นใหญ่ ออกกฎหมายมาบังคับตัวเอง เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบส่งเดช อย่างที่ไปที่บางปะอิน เจ้าหน้าที่บอกว่านี่เป็นพระราชฐาน เป็นที่ประทับของพระองค์มีคนเขาบอกว่าสมัยนี้ประชาธิปไตยโว้ย กูจะนั่งที่ไหนก็ได้ ที่ของพระเจ้าแผ่นดินเรื่องเล็กคนเหมือนกันนี่หว่า กูเป็นประชาธิปไตย ทำไมจึงจะนั่งไม่ได้ จะใช้ไม่ได้

อย่างนี้เขาเรียกประชาธิปตาย "ปะตาย" ปะเข้าไปหาความตาย คือ ไม่รู้ขอบเขตของตัวอยู่เพียงใด กฎหมายทุกฉบับที่ออกมาต้องคิดว่านั่นเราเป็นคนออกกฏหมายเอง ! ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ออกกฎหมาย การตกลงมันเป็นเรื่องของพวกเราที่เลือกเป็นตัวแทนเราเข้าไป ออกกฎหมายมาบังคับให้เราทั้งหมดปฏิบัติเพื่อความอยู่เป็นสุข ถ้าเราปฏิบัติตามกฎหมายที่พวกเราออกกันเองนี่ซีจึงจะเป็นประชาธิปไตยแท้ แต่เวลานี้มีประชาธิปตายเสียเยอะ เอาซีอยากตายก็เชิญตายไปเถอะพ่อคุณ

อธิบายกันต่อไปถึงรัชกาลที่ ๖ ราษฏร์ราชาโจรนั้น หมายถึงคนสมัยนั้นไม่เข้าใจ เห็นว่าพระองค์ทรงใช้เงินถล่มทลายมาก แต่ความจริงประโยชน์เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก พระองค์สามารถทำประเทศไทยให้ชาวโลกรู้จักในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ส่งทหารไทยไปช่วยสงครามโลก นี่เป็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ คือ ความประสงค์ก็มีอยู่อย่างเดียวคือความเป็นอยู่ ทรงอยู่ หาเพื่อนบ้านเข้าไว้

ทีนี้ มา สมัยรัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์
......ตอนนี้เราก็เห็นกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเถลิงราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เวลานั้นเงินของประเทศชาติมันก็ร่อยหรอไม่พอแกการจ่าย เพราะว่าถ้าเราจะพลิกไปดูประวัติศาสตร์บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ประเทศไทยเวลานั้นจนก็จริงแหล่ แต่ทว่าเราจะดูประชากรในเอเชียด้วยกันแล้ว ประชากรในประเทศไทยดีกว่าประชากรทั้งหมดชาวเอเชีย ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าโลกทั้งโลกมันตกอยู่ในความยุคเข็ญทั้งหมด ไม่ใช่จะตกอยู่ในยุคเข็ญเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

......เสียงสัญญาณนาฬิกาหมดเวลาปรากฏขึ้นแล้ว ตอนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ เรื่องนี้ก็ขอต่อตอนที่ ๘ ต่อไป



บทที่ ๘

......ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้เป็นตอนที่ ๘ ก็ขอต่อเรื่องราวของรัชกาลที่ ๗

รัชกาลที่ ๗ ท่านพยากรณ์ว่านั่งทนทุกข์
......จะเห็นว่าเมื่อพระองค์ทรงเถลิงราชสมบัติประเทศชาติตกอยู่ในความยุคเข็ญ และไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย ทั่วโลกด้วยกัน ต้องดุลข้าราชการออกจากราชการเพราะไม่มีเงินเดือนจ่ายพอ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพื่อให้บรรดาประชาชนทั้งหลายจะได้มีเงินกินเงินใช้กัน แล้วอีกประการหนึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปตาย

ที่อาตมากล่าวว่าเป็นประชาธิปตายก็เพราะว่า จนกระทั่งป่านนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๗๕ นี่ก็มา พ.ศ.๒๕๑๘ ใช้เวลามากี่ปีแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท ประชาธิปไตยยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ แล้วการเปลี่ยนผลัดกันขึ้น “เถลิงราชย์” เอาคนมาประชุมกัน ก็ทำให้การเงินของเรานี่หมด หมดไป สิ้นเปลืองไปมากไม่ใช่น้อย ก็ต้องเพิ่มเบี้ยหวัดเงินเดือนขึ้นมาเยอะ เงินคงคลัง เงินมีในคลังที่จะใช้ก่อสร้างความเจริญให้ประเทศชาติมันก็ลดลงไป การเงินที่จะสะพัดในท้องตลาดมันก็ไม่ค่อยจะมี นี่การประชาธิปไตยแบบนี้มันก็แน่เหมือนกัน

แต่ความจริง ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ อาตมาก็ชอบเหมือนกัน เพราะว่าระบบของศาสนาเป็นประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าทรงวางกฎแบบฉบับเข้าไว้ว่าทุกอย่างให้เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ตกลงกันเอง มีการประชุมกันมาตลอดกาล ทีนี้ เราจะหันไปดูการปกครองประเทศชาตินับแต่สมัยสุโขทัยลงมา แล้วในระบบกษัตริย์ เราก็จะเห็นว่าสมัยนั้นระบบประชาธิปไตยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอะไรทุกอย่างกษัตริย์จะคิดแต่ผู้เดียว

เมื่อทรงตัดสินใจแล้ว จะใช้คำสั่งเด็ดขาดแต่พระองค์เดียวก็หาไม่ พระองค์ก็มีการประชุมมุขอำมาตย์เสนาข้าราชบริพารทั้งชั้นผู้ใหญ่และชั้นผู้น้อย จัดเป็นสภาขุนนางช่วยกันคิด ช่วยกันอ่าน แล้วใช้ความเห็นที่ตกลงกันว่าสมควร แล้วก็ทำลงไป ความจริงในนามก็เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์มีอำนาจสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ความจริงไม่ใช่ ความจริงเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว แล้วก็สุโขทัยก็ปกครองแบบพ่อเมือง ไม่ใช่เจ้าเมือง พ่อเมืองนี่มีความเห็นแก่ลูก

มาเวลานี้ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงเอาแบบฉบับของสุโขทัยมาใช้ ทรงมีพระราชจริยาวัตรแบบสุโขทัย ใช้ระบบเป็นกันเอง หรือถ้าเราจะเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงคลุกคลีกับประชาชนอย่างชาวบ้าน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เวลานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระราชจริยาวัตรแบบนั้น เอ นี่คุยกันไปก็จะหาว่ายกย่องพระเจ้าแผ่นดินเกินไป

อ้าว..ดีก็ต้องว่าดีซี ที่ไม่ดีก็ต้องว่าไม่ดี เมื่อพระองค์ทรงทำดีจะว่าชั่วยังไง ที่ชั่วเราก็ต้องว่าชั่ว แล้วมาดูกันไป บรรดาท่านพุทธบริษัท ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าเราจะอ่านประวัติของชาติไทย เราไม่เคยเสียดุลย์การค้ากับต่างประเทศเลย มีอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๗ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วต่อมาเราก็ไม่เคยเสียดุลการค้าอีก ต่อมาสมัยประชาธิปตายนี่เป็นยังไง ? ตายทุกปี เสียดุลการค้ากับต่างประเทศทุกปี นี่ไม่ตายมันจะไปตายกันเมื่อไหร่ เราช่วยกันเร่งรัดให้เป็นประชาธิปไตยกันไม่ดีกว่าหรือ ?

นี่เป็นอันว่า คำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา พยากรณ์ไว้ว่า รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ารัชกาลที่ ๗ ทุกข์แค่ไหน ทุกข์จนกระทั่งสละราชสมบัติเพราะใจไม่สบาย ไม่ใช่ว่าพระองค์อยากจะดึงเอาพระราชอำนาจกลับมาตามเดิม ไม่ใช่ยังงั้น เพราะว่าสมัยคณะราษฏร์กับพระองค์มีความเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมุดปกเหลืองหรือสมุดปกขาวก็ไม่ทราบ อาตมาอ่านแล้วสมุดเล่มนั้น ปรากฏว่าเป็นระบบคอมมูนทั้งหมด

เพราะอะไร เพราะเขามีความคิดว่านาทั้งหมดเป็นของรัฐ ประชาชนทั้งหมดเป็นลูกจ้างของรัฐ รัฐจะมีรายได้มาก เพียงไม่กี่ปีรัฐก็จะมีถนนหนทางเต็มที่ อย่างนี้ดีไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท ประชาชนทั้งหมดเป็นลูกจ้าของรัฐก็ดูตัวอย่าง เขมรกับลาว ประชาชนทั้งหมดเป็นลูกจ้างของรัฐ รัฐให้กินข้าวสารวันละ ๑ กระป๋องนมต่อ ๑ ครอบครัว แล้วก็ทำงานอย่างชนิดว่า ต้องบังคับเวลากัน ไม่ใช่เหนื่อยแล้วก็นอน แล้วมันกินอิ่มไหมเล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ประเทศไทยเรามีความจำเป็นอย่างนั้นหรือ ข้าวเรายังเหลือเฟือ ไม่จำเป็นที่จะต้องแบ่งกันกิน แล้วการแจกจ่ายของให้บรรดาประชากรดูสมัยนี้ก็แล้วกัน จะแจกของอะไรกันทีมันก็ไม่ถึงบรรดาประชาชน

อาตมาเคยฟังวิทยุปีหนึ่งในเขตชัยนาทเขตหนึ่ง ปรากฏว่าน้ำท่วมมาก ข้าวปลาเสียหมด ทางวิทยุเขาบอกว่า ทางราชการจ่ายข้าวเปลือกมาให้แก่ประชาชนกี่สิบกี่ร้อยเกวียนก็ไม่ทราบ ถามประชากรเข้าจริง ๆ ไม่มีใครได้เลย ไม่รู้มันไปทางไหนหมด นานแล้วนะ เรื่องมันนานเนกาเลมาแล้ว คนนั้นเขาก็ออกไปแล้ว นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าเรื่องนี้มันตกเข้ามาในสภาพของประเทศไทย ความเป็นไทยมันก็จะสลายตัว เหลือแต่ความเป็นทาส นี่พูดอย่างนี้ไม่ช้าก็ติดตะราง ใครจะเอาเข้าตะรางก็เอา ตามสบาย แก่แล้ว เข้าไปอยู่ในนั้นบ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ กินเป็นเวลาไม่ช้าก็ตาย..สบาย

เวลานี้ ความจริงเล่นการเมืองนี่ อาตมาก็เคยสัมผัสมามาก สมัยเมื่ออยู่วัดประยูรวงศาวาส มีขุนนางเก่า ๆ มีท่านเจ้าคุณพหลพลพยุหเสนา พระยาศราภัย พระยาเทพผลู ใครต่อใครอีกเยอะ ท่านชอบมาคุยกันที่กฏิท่านเจ้าคุณราช ชื่อมหาทอง รับฟังจากท่าน ท่านแสดงความเห็นกันคนละมาก ๆ อาตมาก็จำมา ความเห็นของแต่ละท่านที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าดี แต่ทว่า เจ้าคุณพหลบอกว่าไอ้คำสั่งที่ออกไปนี่มันไม่ค่อยเป็นไปตามคำสั่ง นี่เป็นอันว่ารัฐบาลดี แต่ว่าคนที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลไม่ค่อยจะเอาไหน ที่ดีก็มีมาก ที่ชั่วก็ถมไป

หากว่าเราบังเอิญเป็นประชาธิปตาย หมายความสมบัติทั้งหมดเป็นของรัฐ รัฐมีเจตนาดีต่อประชากรในประเทศ และราษฎรทั้งหมด แต่ปรากฏว่าคนที่รับบัญชาจากรัฐไม่ปฏิบัติตามนั้น เราไม่อดข้าวตายรึ? นี่เราจะเป็นกันทำไมแบบนั้น เป็นกันแบบนี้ไม่ดีรึ พระเจ้าแผ่นดินท่านแจกดะ สมบัติของเราท่านก็ไม่กวน ท่านหามาให้ ใครเขาสละสตางค์ไปท่านก็แจก เวลานี้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีเท่าไร เอาออกมาแจก นี่ถ้ามีอีกก็แจกอีก นี่คงไม่มีแล้ว ท่านทำแบบนี้ อาตมาเคยถวายพระพรกับพระองค์แล้วเมื่อคราวเสด็จมาวัดท่าซุง แต่เอาไว้คุยกันตอนหลัง ตอนนี้ว่ากันให้หมดไปก่อน

ตอนนี้มา รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ เห็นไหมบรรดาท่านพุทธบริษัทที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า

"....อานันทะ ดูก่อนอานนท์ ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (คือ พ.ศ.๒๔๘๕) จะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นแก่โลก ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลุกจากอากาศ คนจะมีแต่ความลำบาก สมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย.."

สงครามโลกเกิดขึ้นคราวนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อาตมาก็อยู่ในสงครามเหมือนกัน แต่ไม่ได้ไปรบกันเขาหรอก มัววิ่งหนีลูกระเบิดอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส หลบลูกปืนกลอยู่ที่นั่น เวลานั้นเราต้องมีข้าวจัดสรรปันส่วนกัน ของทุกอย่างต้องปันส่วนกันกิน มันก็มีความลำบากอยู่ไม่น้อย แต่ในกรุงเทพฯ ก็รู้สึกว่ามีความสบายอยู่เพราะอยู่ใกล้หูใกล้ตารัฐบาล แต่ปรากฏว่าประชากรรอบนอกนั้นมีความลำบากเป็นกรณีพิเศษ มีคนเป็นจำนวนมากนุ่งผ้าขาด บางทีเพื่อนเข้ามาหามาเรียก ไอ้เพื่อนเราเวลาเรียกเพื่อนในบ้านก็หันหลังเรียก เจ้าเพื่อนที่ออกไปหาเพื่อนนอกบ้านก็หันหลังคุยกัน เพราะอะไร เพราะหันหน้าคุยกันไม่ได้ซี..บรรดาท่านพุทธบริษัท ผ้ามันขาดอยู่ ไอ้หน้าล่างมันจะโผล่อายหน้าล่างกัน

นี่มีหลายคนบอกให้อาตมาทราบ พระเจ้าก็มีความลำบาก ผ้าผ่อนท่อนสไบไม่ค่อยจะมีนุ่งกัน ดีไม่ดีประชาชนทั้งหลายซื้อผ้าใหม่จากร้านเจ๊กถวายพระเป็นผ้าสบง ผ้านุ่งผ้าใหม่เขาก็เห็นว่าใหม่ พระที่รับก็เห็นว่าใหม่ แต่ว่านั่งลงไปแรงหน่อยเดียวผ้าขาดแควกนี่ เสียท่าพ่อค้าซี แกเอาผ้าเก่าไปย้อมไปซักเสียดีแล้วลงแป้งรีดเสียแข็งตัวเข้าใจว่าเป็นผ้าใหม่ แล้วเวลานั้นลำบากกันไปหมดทั้งพระ ทั้งบรรดาประชาชนทั้งหลาย ข้าวปลาอาหารก็ไม่ค่อยจะมีกิน เราเป็นประเทศที่มีข้าว ผ้าผ่อนท่อนสไบหายากลำบากอย่างยิ่งข้าวของทุกอย่างก็ลำบาก น้ำมัน เรือยนต์เราก็ต้องบใช้ถ่านกัน รถยนต์ก็ต้องใช้ถ่าน ที่เป็นเครื่องเผาหัวใช้น้ำมันก็ใช้น้ำมันปลาบ้าง น้ำมันยางบ้าง กลิ่นเหม็นคลุ้ง นี่การแบ่งสันปันส่วน

การจัดสรรกันมันเป็นอย่างนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ประเทศไทยเรายังไม่มีความจำเป็นจะต้องแบ่งกันกิน สู้มาประสานสามัคคี สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันดีกว่า หาทางให้คนทุกคนเข้ากันได้ คนมีกับคนจนให้เข้ากันได้ เท่านี้เหลือแหล่พอกินพอใช้ แล้วก็ประเทศไทยยังไม่ถึงกับยากจนในตอนไหนหรอก บรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมาขอเอาชีวิตเป็นประกัน ว่าทรัพยากรในประเทศไทยมีเหลือล้น

สิ่งสำคัญที่ท่านยังไม่เคยคิดนั่นก็คือ แร่สำคัญจุดหนึ่งที่มีกำลังคล้ายแร่ยูเรเนียม แต่ทว่าจะมีกำลังสูงกว่า ใช้ในด้านสันติ จะมีความเย็น ไม่ใช่ความร้อน จะใช้เผาโรคด้วยอำนาจของความเย็น ถ้าใช้ในด้านกำลังงานก็จะมีกำลังงานมาก ถ้าจะใช้ประหัตประหารก็มีกำลังยิ่งกว่าแร่ที่เขาใช้ในปัจจุบัน มีอยู่ในประเทศไทย มีอยู่ตรงไหนไม่บอก ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถาม บอก แต่จะถวายพระพรว่ายังไม่ถึงเวลาขุด เพราะเวลานี้ขุดมาก็เหนื่อยเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลามันปรากฏเอง แร่ประเภทนี้ ก่อนหน้าที่จะรู้มานี้ท่านก็พยากรณ์ไว้ บอกว่า ถ้าพบทีแรกมันจะเป็นเศษแร่ แต่ว่าบรรดาสตรีทั้งหลายจะนำไปใช้เป็นเครื่องประดับ

หลังจากทราบมาแล้วประมาณ ๑ เดือน หนังสือพิมพ์ก็ลงว่าคนเอาไปใช้เป็นเครื่องประดับ เขาถือว่าเป็นเพชร แต่ว่าสิ่งที่กระจายออกมานี้ไม่มีกำลัง กำลังจะมีได้เฉพาะจุดใหญ่ คือต้นตอของมัน เวลานี้เรายังขุดกันไม่ถึง น่ากลัวจะเป็นใกล้รัชกาลที่ ๑๐ หรือสมัยรัชกาลที่ ๑๐ นั่นแหละจะปรากฏ หรืออาจจะเป็นรัชกาลที่ ๙ นี่ก็ได้ ไม่ได้เคยถามใคร ใครเขาไม่บอกมันก็ไม่รู้เหมือนกัน

แล้วอีกส่วนหนึ่งนั่นก็คือน้ำมัน คือน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้านำมาใช้ได้เวลานี้เราก็มั่งคั่งสมบูรณ์พอ แล้วน้ำมันธรรมชาติของเราก็มีมาก ทรัพยากรส่วนอื่นที่เป็นแร่ที่ควรจะขายแก่ต่างชาติได้ยังมีเยอะ โอ๊ ยังมีเยอะแยะบรรดาท่านพุทธบริษัทอย่าเพิ่งคุยไปเลย เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะรู้เอา อ้าว ! ก็นี่พูดไปแล้วนี่พ่อคุณเป็นตัวหนังสือนี่ นี่ไม่ได้คุยนะ พูดให้ฟังเท่านั้น ว่ามันจะมีขึ้นมาในวันหน้า

นี่พูดถึงรัชกาลที่ ๘ ว่ายุคทมิฬ..รบกันแหลกลาญ พอหลังจากกึ่งพุทธกาลแล้วล่อกันอีก เวลานี้ รบกันหนัก ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นอาละวาด เอาแล้วซีพ่อเทวดาที่หมดวาสนาบารมี ไม่ค่อยจะมีศักดิ์ศรีอะไร เวลานี้ลุกขึ้นมาถือความเป็นใหญ่ในโลก ก่อกวนด้วยประการทั้งปวง ก่อกวนกันเข้าไป หลับตานึกเอาก็แล้วกัน มันจะไปหมดสิ้นได้ในเมื่อเขาตายกันไปฝ่ายละครึ่ง แต่ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จะถูกภัยพิบัตินี้เหมือนกันแต่ว่ามีภัยไม่ร้ายแรงนัก ไม่ถึงกับสลายตัว

อันนี้ถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายจะถามว่า ก็ประเทศญวน ประเทศเขมร ประเทศลาวเขาก็นับถือพระพุทธศาสนา ทำไมพังแหลกลาญ อันนี้ก็ต้องขอตอบสักนิดหนึ่งว่า พระพุทธศาสนามีอยู่ในประเทศ แต่คนในประเทศนับถือพุทธศาสนาหรือเปล่า นี่ต้องมองกันตอนนี้ ถ้านับถือพุทธศาสนาจริง ๆ แล้วต้องประกาศตัวเป็นพุทธสาวก เรากล่าวกันว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วพระก็บอกว่า ปาณาติปาตาเวรมณี สิกขาปทัง สมาธิยามิ เป็นต้น

เราปฏิบัติกันได้หรือเปล่า ถ้าเราไม่ปฏิบัติกัน เราจะมาคุยว่าเราเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนานี่ มันจะใช้ได้หรือ เป็นอันว่าประเทศของเรามีพระพุทธศาสนา แต่ว่าเราไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาต่างหาก ที่พระพุทธเจ้าตรัส ตรัสว่าประเทศที่มีความเคารพในพระพุทธศาสนา คนไทยเรามีพระพุทธศาสนาประจำชาติ แต่ทว่าคนที่นับถือพระพุทธศาสนามีกี่คน ประเทศเขมร ประเทศพม่า ประเทศญวน ประเทศลาว มีกี่คน ไปไล่เบี้ย ไปจับตัวคนที่นับถือพระพุทธศาสนามาให้ดู แต่ว่าบ้านเราก็มีขวัญดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ นับตั้งแต่สมัยพระพุทธกาลมาจนกระทั่งสมัยปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่เคยขาดพระอริยเจ้า

ตอนนี้มีหนังสือเขาด่ามานา ว่ารู้ได้ยังไงว่าเป็นพระสุปฏิปันโน คือพระอริยเจ้า เอางี้ก็แล้วกัน ตราบเท่าที่คุณยังเสพกามอยู่ตราบใด คุณยังรู้เรื่องพระอริยเจ้าไม่ได้ ถ้าคุณเว้นจากการเสพกามเมื่อใด ทำใจให้ชนะนิวรณ์ มีจิตเป็นฌานแล้ว ทำใจของเราให้ชนะกิเลส คือตัดสังโยชน์ให้ได้ คุณทำได้อย่างนี้เมื่อไหร่ คุณพบพระอริยเจ้าเมื่อนั้น แล้วจะมาถามว่าคนพูดทำได้แล้วหรือยัง ? ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้ พูดกะด๋งกะเด๋งแบบนี้มันจะไปรู้ได้ยังไงว่าทำได้หรือไม่ได้ ได้หรือไม่ได้ก็มีแบบฉบับสำหรับดู

ครูบาอาจารย์มี พระพุทธเจ้าก็มีบอกไว้ ครูบาอาจารย์ก็บอกไว้ ก็รู้แล้วนี่ คนพูดเป็นใคร หรือจำไม่ได้ ? จำไม่ได้ก็จะบอกให้ว่าคนพูดเป็นลิง แล้วก็ลิงปากหมา ซนด้วย เห่าด้วย อ้าว ! หนังสือนี่ว่าจะเขียนดี ๆ แต่ชาวบ้านเขาบอกว่าไม่สนุกนี่ พูดไปทีแล้วเขาบอกไม่เอา เอา จะเอาสนุก ๆ นี่ ก็เอา สนุก ๆ ก็ดี เด็ก ๆ จะได้อ่าน เป็นไปตามเจตนาเดิม หนังสือของพระน่ะ อยากจะให้สนุก ๆ เด็กอ่านค่อย ๆ ซึมไปทีละน้อย ๆ

ทีนี้ เมื่อยุคทมิฬผ่านไปแล้ว เราก็เห็นว่าสมัยรัชกาลที่ ๘ เกิดยุคทมิฬ ไม่ทมิฬเปล่านะซี ท่านพุทธบริษัท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสิ้นพระชนม์ เพราะอะไรกันหนอ ? เพราะว่าถูกกระสุนปืน แต่มาจากไหนล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็รู้กันอยู่แล้วใช่ไหม ? รู้กันแล้ว ก็รู้กันอยู่แล้วนี่ ไม่ต้องบอก เขาก็ประกาศกันอยู่แล้วว่ามาจากไหน จริงเท็จประการใดอาตมาไม่ยืนยัน ประเดี๋ยวเข้าตะรางไม่เอา

ทีนี้มา รัชกาลที่ ๙ ท่านบอก ถิ่นกาขาว
......เราก็ดูซี..ฝรั่งเต็มบ้านเต็มเมือง อะไรก็เป็นเรื่องของฝรั่งไปหมด แถมคนไทยก็กลายเป็นฝรั่งขี้นกไปด้วย ความจริงเรื่องของฝรั่งนี่ ถ้าเราจะลอกแบบเขาก็เอามาทั้งดีทั้งชั่ว ที่ดีก็มีอยู่อย่างหนึ่งก็คือถึงเวลาวันอาทิตย์ทีเขาตีระฆังฝรั่่งต้องไปโบสถ์ แต่ว่าเราไม่เอาซี วันพระของเราตีระฆัง ๆ แตกไปหลายแสนลูกแล้ว ไม่มีใครไปวัดกัน ไม่อยากไป แต่ไอ้ของเลว ๆ จากฝรั่งอยากเอาใช้กัน ถ้าจะเอาก็เอามาให้หมด ทั้งดี ทั้งเลว หรือว่าเราจะเลือกเอาแต่ดีมาใช้ก็ได้ แต่ดูความเหมาะสมของประเทศชาติว่ามันควรหรือไม่ควรเพียงใด

เรื่องอะไรของฝรั่งที่มันเหมาะกับคนไทย เอามา ที่มันไม่เหมาะอย่าเอามา อย่างนี้ดีไหม อะไร ๆ ก็ฝรั่งจ๋าไปหมด บ้านเรามีข้าวกินแยะ ไม่ต้องไปกินขนมปัง แต่อยากจะกินก็ไม่ได้ว่าอะไร มีสตางค์ซื้อกินก็กินเข้าไป ประชาธิปไตยนี่ ถ้าหากว่าบรรดาพวกนั้นเขามาครองเรา เราจะกินขนมปังที่ไหน ข้าวเขาให้กินครอบครัวละ ๑ กระป๋องนม ข้าวสาร บางทีข้าวสารไม่มีก็ให้ข้าวเปลือก พวกเขมรเล่าให้ฟังว่า ข้าวเปลือกนี่ โอ้โฮไม่มีครกจะตำ เอาใส่ครกน้ำพริก เอาด้ามขวานตำให้เป็นข้าวสาร นี่มารัชกาลที่ ๙ ถิ่นกาขาวนะ ตรงแล้วหรือยัง ? ตรงแล้วนะ

แล้วก็มา รัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล
......ตอนนี้เปรื่องปราชญ์มาก เพราะว่ารัชกาลที่ ๙ วางพื้นฐานไว้ให้ ทุกอย่างวางพื้นฐานไว้หมด แต่ความจริงการเป็นพระมหากษัตริย์ อาตมาสงสารรัชกาลที่ ๙ มาก เพราะพระองค์ไม่มีแบบปฏิบัติ กษัตริย์ทุก ๆ พระองค์ที่ผ่านมา เว้นไว้รัชกาลที่ ๘ ทรงเห็นความเป็นกษัตริย์จากพระราชบิดาบ้าง จากพระเจ้าพี่บ้าง แต่ทว่ารัชกาลที่ ๙ กับรัชกาลที่ ๘ นี่ลำบากมาก เพราะมองไม่เห็นระบบของกษัตริย์มาก่อนเลย ไม่รู้จะเอาแบบฉบับมาจากไหน ต้องทรงสร้างพระองค์เองทั้งนั้น พระองค์ต้องทรงสร้างแบบฉบับขึ้นมาเอง

แต่ทว่ารัชกาลที่ ๙ ทรงสร้างแบบฉบับได้ดีมาก เป็นที่น่าสรรเสริญ นี่ไม่ใช่ว่าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาทรงสนทนาปราศรัยด้วย เลยยกยอพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่ยังงั้น นี่เราพูดกันตามความเป็นจริง ก็ดูตัวอย่างก็แล้วกันนี่ พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทรงเสียสละทุกอย่าง เห็นชอบไหมถ้าพระองค์ให้ แล้วคนที่เขามาโฆษณาปาว ๆ ให้เราไปเป็นทาสเป็นขี้ข้าเขา ให้กินข้าววันละ ๑ กระป๋องนม ต่อ ๑ ครอบครัวน่ะ เราชอบใจไหมล่ะ ถ้าชอบใจแบบนั้นก็จงอย่าชอบใจพระเจ้าแผ่นดิน จะได้กินข้าวน้อย ๆ เชพมันจะได้ดี ๆ แต่ว่าการงานมันหนัก นี่ ถึงรัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล

ทีนี้ ถึงประการสุดท้ายก็บอกไว้แล้วนี่ ที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ นี่ ที่อาตมาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าประเทศไทย ไม่มีอันตรายถึงกับวินาศไปก็อาศัยหลักใหญ่จากหนังสือฉบับนี้ ถ้าหากว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจะถามว่า ถ้าหากหนังสือพยากรณ์ผิด แล้วความผิดไม่ถึงอาตมารึ ? อาตมาก็บอกแล้วนี่ ว่ายอมถวายหัว ว่าถ้าหากประเทศไทยต้องตกไปเป็นทาสเขาละ อาตมาเอาชีวิตเป็นประกัน ยอมตาย โธ่เอ๊ย ไอ้เรื่องตายมันเรื่องเล็กนี่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องตายเป็นเรื่องเล็ก ฆ่าก็ตายไม่ฆ่าก็ตาย ไอ้คนมันจะตายอยู่แล้วนี่ เอ้าลองลงทุนบอกเอ้า ถ้าหากไม่เป็นไปแบบนั้นอาตมาขอถวายชีวิต เอาชีวิตเป็นประกัน มันจะไปยากอะไร ไม่ช้าก็ม่องตี่

ถ้าเราจะมาพิจารณากันดูอีกทีว่า คำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีนามว่า พระพุทธโฆษาจาย์ หลวงพ่อใย บอกชื่อไว้ด้วยนะ นักประวัติศาสตร์ค้นกันให้ดี ว่ามีหลวงพ่อใยในสมัยอยุธยาที่เป็นพระราชาคณะมีพระนามว่าพระพุทธโฆษาจารย์มีไหม โอ๋..พระพุทธโฆษาจารย์นี่มีความสำคัญจริง ๆ นะ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตก็เป็นพระพุทธโฆษาจารย์เหมือนกัน

โอ้ะ..ตำแหน่งนี้ตำแหน่งสำคัญมาก เป็นตำแหน่งที่ควรจะคิด แล้วการจะแต่งตั้งใครเป็นตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์ น่ากลัวจะต้องคิดเสียแล้ว ว่าต้องเป็นพระที่มีญาณเป็นพิเศษ มีสติปัญญา ความสามารถ เฉลียวฉลาดเป็นพิเศษจึงควรจะตั้งเป็นตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์ นี่นึกเอาเองนา เวลาเขาตั้งกันเขาไม่ได้เลือกตามนี้หรอก จะไปโทษพระเจ้าแผ่นดินท่านไม่ได้ เขาเขียนเข้าไปให้พระองค์เซ็น พระองค์ก็จำจะต้องเซ็น มันเป็นยังงั้น

เป็นอันว่านี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ถ้าพูดกันไปแล้ว อาตมาใช้คำว่าพยากรณ์นี้เป็นหลักในการถวายพระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าท่านสงสัยว่าจะผิดหรือจะถูก ก็ลองพิจารณาดูตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๙ เป็นอันว่าคำพยากรณ์ของท่านถูกทุกอย่าง จะเกิดมาผิดตอนรัชกาลที่ ๑๐ อาตมาก็ซวยหนักแล้ว ก็ช่างประไร ไอ้คนซวยแบบนี้มันตายเสียได้ก็ดี อาตมาก็ถือว่า คำพยากรณ์นี้มีความสำคัญ จึงรับกับพระเจ้าอยู่หัวในวั้นนั้น ว่าถ้าประเทศไทยต้องเป็นทาสเขา อาตมาขอเอาชีวิตเป็นประกัน

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน งวดที่ ๘ และตอนที่ ๘ ก็ขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้ ตอนหลังว่ากันต่อไป นี่ว่าจะให้เล่มมันเล็กนา ปาเข้าไปกี่ยกแล้วก็ไม่รู้ คุณเสริมเขียนอานเลย เจ้ากรมสื่อสาร ทอ. แกนอนเขียนนั่งเขียนน่ะ แกเหนื่อยแย่ อาตมาเป็นคนพูดน่ะ แล้วจะพูดจนกว่าจะตาย ถ้าอยากให้เลิกพูด มาทำให้ตายเสียเร็ว ๆ มันก็เลิกพูดเหมือนกัน นี่ความจริงเขาจองไว้หลายรายการแล้วนา รู้ หลายฝ่ายหลายตอนหลายหมู่หลายกลุ่มเขาจองไว้แล้ว เขาหมายหัวเอาไว้แล้วว่าไม่ช้าละไอ้นี่ม่องตี่ตาย ความจริงเขาอาจจะส่งสปายมาหลายหนแล้วก็เป็นได้ ตายก็ตายไป ตายก็เลิกพูด รีบ ๆ พูด ตายไปแล้วของจะพูดยังไม่ได้เขียน เขาก็เขียนต่อไป เป็นอันว่าตายแล้วผีพูดได้

......เอาละสำหรับตอนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี


◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/3/10 at 14:46 [ QUOTE ]



บทที่ ๙

...... ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย หนังสือตอนนี้เป็นตอนที่ ๙ แล้วก็ตอนที่ ๙ นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก่อนที่จะพูดถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาตมาก็ต้องขอแจ้งแก่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ว่าการพูดของอาตมาคราวนี้ อาตมาเสี่ยงชีวิต แต่ว่าชีวิตของอาตมานี้พร้อมแล้วกับการเสี่ยง เพราะเวลานี้ทราบได้ดีว่าภัยอันตรายที่จะเกิดกับอาตมามีรอบด้าน ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าอาตมาพูดไปหรือทำไปในกรณีที่ปฏิบัติมาแล้ว มันเป็นปฏิปักษ์ของฝ่ายตรงกันข้าม คำว่าฝ่ายตรงกันข้ามในที่นี้ อาตมาไม่ได้หมายถึงคอมมิวนิสต์ หรือว่าต่างประเทศ แต่ประการใด อาตมาหมายถึงว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับบุคคลผู้โลภในลาภ หรือว่าเห็นว่าอาตมาก้าวหน้าเกินไป เกินหน้าเกินตาของบุคคล ๆ นั้น ที่อาตมากล่าวว่าอันตรายมีมาก ก็เพราะรู้ว่าแผนการของบุคคลหลายเหล่า ที่กำลังวางแผนการณ์ไว้นานแล้ว นับเวลาแรมปี ปรารถนาจะทำอันตรายชีวิตของอาตมานี้ให้สิ้นไป

ทั้งนี้เพื่ออะไรอาตมาไม่ทราบ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพิจารณาดูก็แล้วกัน ว่าเวลานี้อาตมาทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทย คำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทย ที่ทำไปก็เพราะอาตมาถือว่าเป็นหนี้ต่อชาติ เป็นหนี้ต่อศาสนา เป็นหนี้ต่อพระมหากษัตริย์ เป็นหนี้ต่อปวงประชาชนชาวไทยทั้งหมด เรียกว่าชีวิตของอาตมาที่จะเกิดขึ้นมาได้นี้อาศัยชาติไทย แล้วก็ทรงความเป็นไทไว้ได้ ยังไม่เป็นทาสใคร เพราะว่าชาวไทยทั้งประเทศซึ่งเป็นเจ้าของชาติ ช่วยกันรักษาประเทศชาติให้เป็นอิสรภาพเข้าไว้

แล้วที่อาตมาเป็นหนี้พระศาสนาก็เพราะการได้ทราบ คือมีความสุข เพราะคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวว่า เป็นหนี้พระมหากษัตริย์ ก็เพราะพระมหากษัตริย์ทรงมีพระคุณต่อพสกนิกรทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลานี้อาตมาภาพเป็นพระ พระมหากษัตริย์ก็ทรงเป็นศาสนูปถัมภก อุปถัมภ์พระศาสนา ถึงแม้ว่าจะไม่อุปถัมภ์โดยตรงต่ออาตมา แต่ว่าอาตมาเป็นพระในพระพุทธศาสนา ก็ชื่อว่าได้รับอุปถัมภ์โดยตรงเช่นเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าอาตมาเป็นหนี้ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทย

การที่อาตมาปฏิบัติไปอยู่ในกิจหนึ่ง นั่นก็คือสร้างสรรค์ความเจริญให้เกิดขึ้นแก่เขตของประเทศไทยหลายจุด ในชีวิตของอาตมา ในฐานะที่เป็นพระและเป็นหนี้ชาติ เป็นหนี้ศาสนา เป็นหนี้พระมหากษัตริย์ เป็นหนี้ปวงชนชาวไทยที่สนับสนุน คือว่าพระในพระพุทธศาสนานี้ ถ้าขาดบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย หรือปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ใครที่มีความเมตตาสงเคราะห์แล้ว พระก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้

ฉะนั้น กิจที่อาจมาทำไป บรรดาท่านพุทธบริษัท ทำเพื่อสนองคุณประเทศชาติ สนองคุณศาสนา พระมหากษัติริย์ และปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น การขุดบ่อน้ำ สร้างความเจริญทั้งในจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะอาศัยศิษยานุศิษย์ของอาตมาที่เขาเชื่อว่าทำแบบนั้นเป็นความดีนี้นั้น

ในสถานที่ใดเป็นที่ทุรกันดาร เราไปกันที่นั่น ไปช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ ไปให้ความสุขแก่ประชาชนชาวไทยร่วมกัน เขาจะได้เห็นว่าไทยยังมีความรักไทยกันอยู่ คนไทยต่อคนไทยยังมีความเอื้อเฟื้อเจือจุนซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนลัทธิการปกครองใหม่ เพราะการที่จะเปลี่ยนลัทธิการปกครองใหม่ให้คนไทยกลายเป็นทาส เวลานี้ยังไม่ถึงความจำเป็น งานประเภทนี้ ประการหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุคคลที่ไม่เห็นชอบด้วย

แล้วอีกประการหนึ่ง การสร้างสรรค์วัดวาอารามในเขตของพระพุทธศาสนาบางทีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายโดยถ้วนหน้า หรือบางท่านอาจจะคิดว่าจะไปปรารภอะไรกับวัตถุ เรามาจัดในเรื่องนามธรรมกันดีว่า แต่ว่าบรรดาพุทธบริษัทโปรดทราบว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพูดถึงบุคคลไว้เป็น ๔ ประเภทด้วยกัน

ก่อนที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัท ในตอนต้นองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ทรงท้อพระทัยว่า พระธรรมที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงบรรลุแล้วนี้ สุขุมคัมภีรภาพมาก ยากที่บุคคลจะบรรลุได้ แต่ทว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงพิจารณาด้วยอำนาจพระพุทธญาณ ก็ทราบว่าจิตใจของคนที่อยู่ในโลกนี้นั้น แบ่งออกเป็น ๔ ส่วนคือ

อุคติตัญญู เป็นคนที่มีวิชชาความรู้ มีความฉลาดมาก แนะนำแต่เพียงหัวข้อก็มีความเข้าใจและปฏิบัติได้

วิปัจจิตัญญู คนประเภทนี้แนะนำหัวข้อไม่เข้าใจ ต้องอธิบายให้ทราบความชัด

เนยยะ ประเภทนี้องค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดิ์ ทรงทราบว่าต้องแนะนำแต่เพียงพื้น ๆ เขาจึงปฏิบัติได้

ปทปรมะ บุคคลประเภทนี้พูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จำอะไรไม่ได้เลย

นี่คนเรามี ๔ ประเภทด้วยกัน การที่อาตมาสร้างสรรค์ด้านวัตถุขึ้นมาก็เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้เกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าแดนใดเต็มไปด้วยความทุรกันดาร แดนนั้นอาตมามักจะสร้างวัตถุให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่บรรดาพุทธบริษัทและประชาชนในสายนั้น การสร้าง ๆ ให้ไว้แล้ว อาตมาไม่อยู่ที่นั่น สร้างแล้วก็ไป ไปหาที่สร้างใหม่ที่สมควรต่อไป เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะว่าถ้าสถานที่ดี ความชุ่มชื่นใจของบุคคลดีก็ปรากฏ และสถานที่นั้นจะเป็นเหตุนำมาซึ่งความสามัคคี แต่ว่าจะแตกสามัคคีก็ตามใจ

นี่ พูดกันไว้สำหรับคนดี จะได้เป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นดินแดนสำหรับที่ประชุม นี่ก็จะเป็นเหตุสร้างความสามัคคี สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นแก่กันได้ แล้วการก่อสร้างนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อาตมา ถ้ายังไม่เป็นปุ๋ยเพียงใดอาตมาก็จะทำต่อไป เวลานี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสร้างแต่ที่วัดท่าซุงอย่างเดียว ใกล้ ๆ กันนี้ วัดสามจีนเดิมที่ให้นามว่า "วัดเสริมศรีสุขสวัสดิ์" อาตมาก็สร้าง

แล้วยิ่งไปกว่านั้น ในขณะนี้ก็กำลังช่วยสายทางภาคเหนือ ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ได้ส่งเงินขึ้นไปในสายนั้นหลายแสนบาทแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท ใกล้จะล้านบาทเต็มที พ.ศ. ๒๕๑๙ นี้ ก็จะไปที่สงขลา ไปสร้างถาวรวัตถุไว้ที่นั่นอีก เพื่อเป็นกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท

นี่ช่วยกันแบบนี้ แล้วอีกประการหนึ่งในยามที่พอมีเวลาบ้าง ทราบว่าตำรวจทหารอยู่ชายแดนมีความลำบาก อาตมาก็แนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัทซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหาที่มีความเห็นร่วมกัน นำเอาอาหารการบริโภค นำเอาของขวัญไปแจกทหารที่มีความลำบากอยู่ชายแดน งานนี้อาตมาลากคนหลายคนให้ไปเหน็ดเหนื่อยไปตามๆ กัน เป็นร้อย ๆ คน แต่บุคคลสำคัญก็คือ ท่านพลเรือเอก จิตต์ สังขดุลย์ กับ พล.อ.ต. ม.ร.ว. เสริม สุขสวัสดิ์ พ.ต.อ. (พิเศษ) สมศักดิ์ สืบสงวน แล้วก็ พล.ต.ต.จรัส วงศาโรจน์ แล้วก็อีกหลายคนด้วยกัน มี พ.ต.อ. (พิเศษ) ม.ร.ว. พงษ์พูนเกษม เกษมศรี เป็นต้น

แล้วบรรดาท่านผู้หญิงทั้งหลายที่ไม่เคยออกป่าออกดงก็ตามไปกัน เป็นตับ ถ้าจะเอาชื่อมาเขียนหนังสือเล่มนี้ก็ไม่พอ แล้วก็มีคนส่วนมากรวบรวมกำลังกายกำลังใจร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านชำนาญ ยุวบูรณ์ อาตมาก็ยังไปเกณฑ์เอากุ้งแห้งมาจากท่าน แล้วก็คณะศิษย์ คือ ดร.อนุวัตร์ คุณสมบูรณ์ และ ดร.จีรศักดิ์ สายของท่าน พล.ต ประมาณ อดิเรกสาร อาตมาก็แจ้งไปบอกว่าขอกุ้งแห้งบ้างซิ ขอผ้าแดงบ้าง ขอหมี่มาม่าบ้าง แล้วก็ขอซุปคนอร์บ้าง แล้วก็มีหลายร้อยท่านด้วยกัน ส่งสตางค์เข้ามาบ้าง ส่งของเข้ามาบ้าง ปรุงพริกเผากับกุ้งแห้งของต่าง ๆ ไปแจกให้ตำรวจและทหารตระเวนชายแดนที่กำลังป้องกันประเทศชาติด้วยชีวิต

แต่ว่ากิจนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท มีข่าวทั้งใกล้และไกลรอบ ๆ กายอาตมา เขาบอกว่าอาตมาเอาของไปแจกคอมมิวนิสต์ ! เป็นยังไง ข่าวนี้เป็นที่น่าชื่นใจไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท เขาบอกว่าอาตมานี่น่ะไปส่งเสริมคอมมูน หรือคอมมิวนิสต์ เอาของไปแจกคอมมิวนิสต์ ถ้าหากว่าทหารตำรวจชายแดนเป็นคอมมิวนิสต์ละก็ใครล่ะไม่ใช่คอมมิวนิสต์ อาตมาก็แปลกใจ และข่าวนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เขายังสร้างกันต่อไป คือว่าสร้างความเสื่อม แล้วก็สร้างความเสียให้แก่อาตมา และบรรดาพสกนิกรชาวไทยที่ร่วมใจกัน

แต่ว่าท่านทั้งหลายอย่าตกใจ นัตถิ โลเก อนินทิโต จำไว้ว่าเรื่องของข่าวคราวการถูกนินทาว่าร้ายเป็นของปกติธรรมดา แล้วข่าวประเภทนี้มันมาจากไหน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพิจารณากันเอาเองก็แล้วกัน ว่าทำไมข่าวนี้จึงปรากฏ นึกกันเอาเองแล้วเมื่อข่าวนี้ปรากฏออกมาแล้ว จงคิดดูว่าอะไรจะมีแก่อาตมาบ้าง เพราะการกระทำแบบนี้มันเป็นการขัดขวางการดำเนินงานของบุคคลบางพวก ความจริงข่าวนี้อยู่ใกล้ตัวอาตมาเต็มที ส่วนไกลอาตมาอาจจะไม่รู้ แต่ส่วนใกล้นี่ล้อมรอบเข้ามาเต็มที เวลานี้กำลังหาวิธีโฆษณากันด้วยประการทั้งปวง

แต่ก็อย่าตกใจ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เพราะว่าอาตมาอีกไม่กี่วันก็จะตายแล้ว ไหน ๆ จะตายก็ให้มีโอกาสได้สนองคุณประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และปวงชนชาวไทย การที่อาตมาจะต้องตายเพราะพวกท่าน เพื่อความสุขของท่านเพื่อความรู้ตัวเพื่อความอยู่ดีกินดีของบรรดาท่านพุทธบริษัท เพื่อความสามัคคีของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ อาตมามีความสุขใจ ถึงแม้ว่าจะถูกปองร้ายอยู่ในขณะนี้ก็ไม่รู้สึกสะเทือนใจอะไร ก็รู้ตัวอยู่ แก่ใกล้จะตายอยู่แล้ว เขาฆ่าก็ตาย เขาไม่ฆ่าก็ตาย

ข่าวนี้มาจากไหน ถ้าจะให้ดีละก็ ท่านทั้งหลายอยากจะทราบส่งสายสืบเข้ามาคอยเงี่ยหู ในไม่ช้าจะได้สดับตรับฟังข่าวนี้ให้ปรากฏ แต่อย่าลืมว่าสาวกของสมเด็จบรมสุคตจอมแก่นคนนี้ ไม่หวาดหวั่นต่ออันตรายใด ๆ ทั้งหมด เพราะเชื่อแน่ในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จบรมสุคตว่า ถ้าทำดีแล้วตายมีความสุข จึงพร้อมที่จะตายเพื่อเป็นการสนองคุณประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทย นี่เรามาว่ากันถึงพระราชดำรัสต่อไป อดไม่ได้อารัมภบท ถ้าไม่พูดเสียแล้วในมันไม่สบาย ที่พูดก็อยากจะให้บรรดาประชาชนทั้งหลายทราบว่าไอ้ข่าวอื้อฉาวนี้มาจากพวกนี้ทั้งนั้น เขาไม่ได้พิจารณาเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรทั้งหมด อาตมาในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสุคต เลยไม่ท้อใจ จะทำมันต่อไปจนกว่าจะกลายเป็นปุ๋ย

ทีนี้ เรามาคุยกันถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คืออาตมาได้ถวายพระพรว่าต่อประเทศชาติของเราจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้น พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า กระผมมีความเหน็ดเหนื่อยมาก ตั้งแต่เกิดมานี่มันเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ แล้วคนที่เขามีความรู้ (ทางหมอดู) พระองค์ไม่ได้ลงท้ายคำว่า “หมอดู” พระองค์ทรงทิ้งไว้แค่คำว่า “คนที่มีความรู้” เท่านั้น อาตมาขอต่อให้ว่า “ทางหมอดู” เขากล่าวว่าพระองค์จะไม่มีวันหายจากความเหน็ดเหนื่อยแต่ไม่ลงท้าย แม้แต่..... แต่ไม่ลงท้ายว่า “จนถึงตาย” พระองค์ไม่ทรงลงท้ายแบบนั้น อาตมาก็ทราบว่าพระองค์อยากจะตรัสว่า เขาดู เขาพยากรณ์กันว่ากระผมนี่น่ะ จะต้องเหนื่อยยันตาย จะหาความสุขกายสุขใจไม่ได้

อาตมาก็เลยถวายพระพรพระองค์ว่า ในเมื่อพระองค์เหนื่อย อาตมาก็เหนื่อยเหมือนกัน ชายแดนต่าง ๆ อาตมาก็ไป พระองค์เสด็จ อาตมาก็ไป แต่ว่าอาตมามีทุนน้อยนี่ ไปทีมาทีต้องมาทำสตางค์ให้หนี้เขา (แต่ตอนนี้ไม่ได้ถวายพระพรให้พระองค์ทรงทราบ) ลูกศิษย์ลูกหาก็ควักกระเป๋ากันเป็นจ้าละหวั่น (หันไปหาทางพลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์) ถวายพระพรว่า อาตมาไปน่ะ ก็ไม่ไปเปล่า ดึงเอา เสธ.จิตต์ และคุณเสริมไปด้วย (คุณเสริม ก็คือ พล.อ.ต. ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์) ลากถูลู่ถูกังคนนี้ไปด้วย ความจริงคุณจิตต์ หรือ พล.ร.อ.จิตต์ สังขดุลย์ ท่านเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ตอนนั้น อาตมาล่อเสธเข้าให้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงแปรพระพักตร์ไป บอกว่า นี่อย่างเสธนี่ก็เหมือนกัน เขาเป็นคนนี่ เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าศีลห้าจะปกติหรือไม่ปกติ (เรื่องศีลห้านี่ว่ากันใหม่) เป็นอันว่า พอเลิกแล้ว คุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ มาปรารภกัน หาว่าอาตมาไปลดยศตำแหน่งของ คุณจิตต์ สังขดุลย์ เพราะเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม อาตมาไปเรียกเสธเข้า เสนาธิการ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเรียกเสนาธิการเหมือนกัน เป็นอันว่าวันนั้นต่างก็ลืมไป ไม่ทันระวัง อาตมาเลยตอบกับคุณหญิงสุวรรณาภาว่า ไม่ใช่ลดยศลดตำแหน่ง ยศน่ะ พลเอกก็พลเอกอยู่แล้ว ลดไม่ได้ แต่ตำแหน่งเสนาธิการที่ว่านี้ ไม่ใช่เสนาธิการของกองทัพ เป็นเสนาธิการของจอมทัพ นี่อาตมาตั้งเอง เพราะอาตมาเผลอไป ไปเรียกเสธเข้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เลยเสธไปด้วย

ที่นี้ ที่พระองค์ทรงตรัสว่าพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย อาตมาเคยเล่าแล้วว่า ได้ถวายพระพรตอบไปว่า ในเมื่อพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย แล้วทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงเปี่ยมไปด้วยทศพิธราชธรรม มีพระเมตตากรุณาแก่พสกนิกรมาก พระองค์ปฏิบัติแบบนั้นเป็นการสมควรอย่างยิ่ง แต่ทว่าข้อนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง อาตมาคิดว่าพูดไปมันก็ไม่จบ ในเมื่อพระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรปฏิบัติเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ พระองค์จะทรงหายเหนื่อยได้อย่างไร พระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์จะมีอาการหายเหน็ดเหนื่อยได้ ก็ต่อเมื่อมีประชากรชาวไทยหรือคนทั้งหลายที่อยู่ในเขตปกครอง หรือเนื่องถึงกัน บุคคลประเภทนั้นเขามีความสุขสมหวังตามที่ตั้งพระทัยไว้ ตอนนั้นแหละจะหายเหนื่อย

พอในกาลต่อไปบ้านเมืองมีความสุขนั้น บรรดาประชากรมีความสุขขึ้น พระองค์จะเสด็จไปเยี่ยมเยียนเขาก็มีความสบายกว่านี้มาก ความเหน็ดเหนื่อยก็จะลดน้อยลง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเขาสบายกันขึ้น พระองค์ก็มีพระราชดำรัสตอบว่า ถึงอย่างนั้นก็ดีขอรับ ร่างกายมันแก่ลง (เอาอีกแล้ว) ร่างกายนี่มันแก่ลงมากไป ถึงแม้ว่าเวลานั้นจะไม่ต้องทำอะไร ไปเยี่ยมเขามันก็เหนื่อยเหมือนกัน นี่เห็นพระปรีชาสามารถความเฉลียวฉลาดของพระองค์ไหม บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าทรงเป็นนักเทศน์ละอาตมาแย่เหมือนกัน อย่างนี้ถ้าพระองค์ทรงเป็นพระและเป็นนักเทศน์ มาเทศน์ร่วมกัน อาตมายอมยกธงขาว ถ้าจะเอาแพ้เอาชนะกัน (อาตมา) แพ้แน่ พระราชปฏิภาณไหวพริบเฉลียวฉลาดเกินกว่าที่คิดไว้มาก

อาตมาเลยหาทางออก ออกแบบนักเทศน์เลย อีตานี้ออกยังไงล่ะบรรดาพุทธบริษัท ออกแบบนี้ซี คือถวายพระพรว่าเวลานี้พระองค์เสด็จไปเยี่ยมประชากร พสกนิกรของพระองค์ เวลานี้น่ะ พสกนิกรของพระองค์มีความทุกข์ยากลำบากมาก มีแต่ความเหนื่อยหน่ายมีแต่ความเหน็ดเหนื่อย มีความยาก มีความลำบากไม่พอจะกินกัน การที่พระองค์เสด็จไปในเวลานี้นั้น ก็มีอุปมาคล้ายกับว่า พระองค์ทรงไปโค่นต้นไม้ ขุดตอปรับพื้นที่ ทำเหมืองฝาย ทำคันนา ช่วยเขาทำไร่ไถนา ความเหน็ดเหนื่อยมันมาก

แล้วก็ต่อไปในเมื่อบรรดาประชากรทั้งหลายเขาหมดจากความเหนื่อยยาก หมดจากความทุกข์ หมดจากความยากจน ทุกคนมีพอกินพอใช้ มีความสุขสบาย แล้วพระองค์เวลาที่เสด็จไปก็เสด็จไปแค่แสดงความดีใจกับเขาเท่านั้น แสดงความชุ่มชื่นพระทัยไม่ต้องไปขุดตอ ไม่ต้องไปโค่นต้นไม้ ไม่ต้องไปทำเหมืองฝาย ทำคันนาปรับพื้นที่ ถ้าแม้ว่าพระวรกายของพระองค์นี้จะแก่เฒ่าไปก็ตาม ก็ขึ้นชื่อว่าความเหน็ดเหนื่อยทางพระวรกายน้อยลงไป เหมือนกันไม่เหนื่อย ส่วนพระทัยนั้นก็มีแต่ความสุข ตอนนี้พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ แต่ความจริงพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตลอดเวลา บางครั้งรู้สึกว่าคล้าย ๆ จะทรงพระสรวลน้อย ๆ แต่พระองค์ทรงแสดงพระราชจริยาวัตรเป็นกษัตริย์ที่ดีจริง ๆ ทนุถนอมพระราชจริยาไว้ได้เป็นอย่างดี

ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทขยายความกันสักนิดหน่อยได้ไหมว่า ทำไมอาตมาจึงกล่าวว่าพระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ เอากันอย่างนี้ดีไหม เอาหน่อยนะ ถ้าไม่เอาเสียหน่อยบรรดาท่านพุทธบริษัทจะสงสัย ดีไม่ดีท่านทั้งหลายจะหาว่าอาตมาไปยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เปล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี สุขก็ดี จะมีเพียงใดก็ตามอาตมาก็แก่ก็ตายอยู่เพียงนั้น มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สู้เป็นหลวงแบบนี้ดีกว่า นี่อาตมาก็เป็นหลวงเหมือนกันนะ หลวงแบบนี้ เป็นหลวงที่ประชาชนตั้ง แล้วไม่ต้องหาเครื่องหมายยศถาบรรดาศักดิ์ เขาเรียกว่าหลวงอะไรบรรดาท่านพุทธบริษัท หลวงตายังไงล่ะ หลวงตา หลวงพ่อ หลวงปู่ แหม..โก้เหลือเกิน หลวงประเภทนี้ ดีมาก

การที่กล่าวว่าพระองค์มีพระราชจริยาวัตรเช่นพระโพธิสัตว์ดูกันก็แล้วกัน เพราะว่าพระโพธิสัตว์น่ะ จะมีความสุขใจต่อเมื่อประชากรมีความสุข เรื่องความทุกข์ความเหนื่อยยากของตนน่ะ คนที่เคยเป็นพระโพธิสัตว์มาแล้วจะรู้ ไม่มีความห่วงตัวเองเลย ตนของตนจะมีความทุกข์ ความเหนื่อยยากปานใด ไม่เคยปรารภ นั่งคิด นอนคิดอยู่อย่างเดียวว่า เมื่อไรประชาชนทั้งหลายในจุดที่เรามีส่วนอยู่ด้วยจะมีความสุข หรือว่าประชากรทั้งโลก เมื่อไรเขาจะมีความสามัคคีกัน เมื่อไรเขาจะมีความสุขสันต์หรรษา แล้วถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าถามว่ารู้ได้ยังไง อาตมาขอตอบตรง ๆ ไม่เกรงว่าท่านจะด่า เกรงทำไม มันจะตายอยู่แล้ว ด่าก็ด่าไป เวลานี้ด่าคนไม่กี่วัน ต่อไปก็ด่าผี ด่าคน ๆ ยังไม่สะเทือน ด่าผีจะสะเทือนได้ยังไง ก็เพราะว่าอาตมาเอง เคยปรารถนาพุทธภูมิมา

ในช่วงที่ปรารถนาพุทธภูมินั่น บรรดาท่านพุทธบริษัทมันนอนไม่หลับ เห็นใครเขาไม่มีสุขที่ไหน มันทนไม่ไหว ถึงแม้ตัวของตัวเองนี่ก็อุ้มตัวเองไม่ไหวอยู่แล้ว แต่ทว่าก็ยังพยายามอยากจะอุ้มเขาต่อไป เขาเรียกว่าเตี้ยอุ้มค่อม ความเหน็ดเหนื่อยในระหว่างที่ปรารถนาพุทธภูมินั้นมาก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นความลำบากในการทรงชีวิตในฐานะความเป็นพระ เพราะตอนนั้นปรากฏว่าอาตมาไปพบจุดหนึ่งในเขตพระพุทธศาสนามีกลิ่น มันทนกลิ่นไม่ไหวบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เลยต้องลาจากพุทธภูมิ ก่อนที่จะลาจากพุทธภูมิก็ตัดสินใจแล้ว แล้วก็เปรียบเทียบแล้ว ว่าศาสนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เป็นของยากนัก จึงได้จุดธูปจุดเทียนลาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวปฏิญาณว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอปรารถนาเป็นสาวกภูมิ

มันอย่างนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องอื่นไม่พูด เมื่อตัดจากปรารถนาพุทธภูมิแล้วกำลังใจมันตกทันที เรื่องการที่ห่วงใยประชาชีทั้งหลายมันลดน้อยลงไป เหลือความห่วงใยตัวเองมากขึ้น คิดว่าตัวเองยังไม่อิ่มเพียงใดก็ยังไม่เลี้ยงคนอื่นเพียงนั้น นี่หมายถึงข้อวัตรปฏิบัติ แต่อารมณ์เก่าที่เคยมีความเมตตาปรานีมาในกาลก่อน บรรดาท่านพุทธบริษัทมาศึกษาในศาสนาของสมเด็จพระบรมสุคตในด้านสาวกภูมิเป็นที่พอใจแล้ว ก็กลับหาทางเดินต่อไป เดินสร้าง เดินทำ สร้างสรรค์ความเจริญในเขตต่าง ๆ ขุดบ่อน้ำ ให้ทานแนะนำให้ความสุขแก่ประชากรพร้อมทั้งธรรมะ ใครเขาลำบากที่ไหนไปที่นั่น ตามที่กำลังจะพึงไปได้ ไม่ใช่ว่าไปทุกแห่ง

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเงินมันไม่มี ร่างกายก็ไม่ดี บางทีไปแล้วป่วยตลอดเวลา ถึงที่พักอาเจียนหนัก จนกระทั่งหมอก็หนักใจ เช้าไปใหม่ เมื่อถึงหมายกำหนดการว่าจะไป นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย กำลังใจของพระโพธิสัตว์เป็นอย่างนี้ อาตมาเปรียบเทียบให้ฟัง อาตมาเคยปรารถนาพุทธภูมิ ยังไง ๆ เวลานี้ถึงจะลาแล้ว ไอ้สันดานเดิมมันยังอยู่ จึงได้รู้ลีลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงมีลีลาคล้ายหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ แต่เวลานี้ก็ปรากฏแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท นอกจากแจกของ เวลานี้แจกที่ดินแล้ว แล้วก็เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีให้บรรดาประชากรทั้งหลายที่มีความดี จิตเป็นกุศลโดยเสด็จพระราชกุศลกับพระองค์เป็นจำนวนมาก

......เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท สำหรับตอนนี้ หมดเวลาเสียแล้วก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านและผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี



บทที่ ๑๐ (ตอนจบ)

...... ตอนนี้ เป็นตอนที่ ๑๐ ของหนังสือ บรรดาท่านพุทธบริษัท เมื่อจบตอนนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงไล่เบี้ยอาตมาเรื่องศีลเข้าอีก

พระองค์ทรงมีพระราชปรารภว่า บรรดาประชาชนทั้งหลายทุกคน ถ้าต่างคนต่างรักษาศีลห้าครบถ้วน บ้านเมืองจะมีความสุข ความจริงพระราชดำรัสไม่ใช่ตรงเป๋งตามนี้ เป็นแต่เพียงว่าอาตมาตีความหมายตามพระราชดำรัสของพระองค์ เห็นจะเป็นเพราะพระอย่างยิ่ง พระ พระนี่เมื่อมีความผิดแล้ว คนเขาไม่ค่อยจะเห็นคุณเห็นโทษ และโดยเฉพาะไม่มีอาบัติเป็นเครื่องปรับ ท่านตรัสว่าอย่างนั้น เป็นของยากที่จะให้คนเห็นโทษเห็นคุณในการรักษาศีลห้า พระองค์ทรงแปรพระพักตร์ไปทาง พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ อย่าง เสธ จิตต์ เป็นต้น อย่างนี้เขาอาจจะไม่รู้ว่าศีลห้ามีคุณค่าเป็นยังไง นี่พระองค์ตรัส เสธ เข้าอีก อาตมาก็เสธ ต่อไป เพราะอาตมา เสธ เข้าก่อน จะไปโทษพระองค์ไม่ได้

ในเมื่อพระองค์ตรัสอย่างนั้น อาตมาก็ถวายพระพรว่า หลวงพ่อปานท่านไม่ต้องการให้คนละศีลห้า หลวงพ่อปานต้องการอย่างเดียว คือให้คนละศีล ๒ พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วตรัสถามว่า ศีล ๒ มีอะไรบ้างขอรับ อาตมาก็ถวายพระพรว่า ศีล ๒ ที่หลวงพ่อปานท่านต้องการนั่นก็คือ

อทินนาทาน ต้องการให้คนไม่ลักไม่ขโมย ไม่คดไม่โกงซึ่งกันและกัน ยอมรับนับถือในสิทธิสมบัติซึ่งกันและกัน

หลวงพ่อปานมีความประสงค์ให้คนละ การดื่มสุราและเมรัย

แล้วอาตมาก็ถวายพระพรต่อไปว่า ศีล ๒ ของหลวงพ่อปานนี้มีความสำคัญมาก เพราะในอันดับแรก ถ้าคนทุกคนไม่คดไม่โกงซึ่งกันและกันแล้ว สุขมันก็จะมีขึ้นมามาก ทุกคนต่างยอมรับนับถือในสิทธิในสมบัติซึ่งกันและกัน แล้วอีกประการหนึ่งถ้าคนทั้งหลายไม่เสพสุราเมรัย จิตใจก็ทรงสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ความเร่าร้อนของประเทศชาติก็จะลดน้อยลงไป ประเทศชาติจะมีแต่ความเยือกเย็น และในเมื่อ ๒ ศีลครบถ้วนบริบูรณ์แล้วในไม่ช้า อีก ๓ ศีลก็ครบถ้วนบริบูรณ์

อันนี้พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ จะทรงมีความเห็นด้วยหรือไม่ อาตมาไม่เข้าใจ แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อไปว่า เมื่อก่อนนี้มันยุ่งเหลือเกินขอรับ มันติดอยู่ในวัตถุ ยุ่งมาก แต่ว่าเวลานี้สบายใจมากแล้ว เพราะไม่ติดในวัตถุ ตอนนี้ซีบรรดาท่านพุทธบริษัท ตอนนี้ แหม อาตมาฟังแล้วประทับใจบอกไม่ถูก นี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นฆราวาสเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเรียกกันว่าผู้ครองเรือน เรือนของพระองค์ก็ไม่เล็ก เรือนใหญ่เสียด้วย เรือนเต็มประเทศชาติ แต่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสมาแบบนี้ ชื่นใจจริง ๆ

ชื่นใจตอนไหนล่ะ บรรดาท่านพุทธบริษัทขายหญิง? คำว่าไม่ติดในวัตถุนี่มันเป็นของหายากมาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเวลานี้สาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังติดวัตถุกันบานเจ้าเลย หลวงพี่พระ หลวงพี่พระนี่แหละ แบกวัตถุกันไว้พอใจ แล้ววัตถุที่แบกไว้ บางทีก็เป็นวัตถุของตัวเอง บางทีก็ไม่ใช่ ดีไม่ดีวัตถุในศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรก็แบกเข้าไว้เป็นสมบัติของตัวเสียด้วย นี่ในระหว่างที่พูดนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท มีข่าว ข่าวมีมากันเรื่อย ๆ มีคนชอบส่งข่าวให้ทราบ ว่ามีพระสมณะท่านหนึ่ง อย่าบอกฐานะเลย เอากันหลาย ๆ ท่านก็ยังได้ เขาจัดสรรที่แบ่งขายเป็นล็อค ๆ นี่ มีฐานะปกครองพระเสียด้วย ย่องเข้าไปซื้อที่กับเขาด้วยนี่

เขาว่ายังงั้น (คนที่มาบอกเป็นญาติ) บอกว่าความจริงพระองค์นั้นก็เป็นญาติกับผมนะขอรับ เลยบอกว่าช่างท่านเถอะ เพราะว่าท่านมีความสงเคราะห์ ซื้อไว้มันก็ไม่ไปไหน เวลาท่านตาย คนอื่นก็จะได้กินได้ใช้ จะได้อาศัยอยู่ ความจริงเป็นเสียอย่างนี้ซี สาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูน่าจะละ เป็นพระแล้วน่าจะละ แต่ว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นฆราวาสกลับละ พระองค์ตรัสว่าละได้แล้ว ตัดวัตถุได้แล้วมีความสุขพระทัย มีความสุขมาก สมัยก่อนนี้มันยุ่งเหยิงเหลือเกิน

ความจริงพูดกันตอนนี้ แหม ถ้าจะพูดกันอย่างชาวบ้าน อาตมาคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาจจะเตือนอาตมาก็ได้ สร้างที่ไหนไม่ได้อยู่ที่นั่น สร้างแล้วก็ไป ๆ ใจมันไม่แบกวัตถุ แต่ใจชอบทำวัตถุ ทำไว้ให้ชาวบ้านเขาแบกกัน มันโก้ดี ก็บอกว่าที่อาตมาสร้างไว้มันเป็นวัตถุแห่งความสุข อย่างการขุดบ่อน้ำมันเป็นความสุขกาย สุขใจของคนที่ได้ใช้ แล้วบ่อที่ขุดไว้ก็ไม่ได้เลือกคนใช้ ใครก็ได้ คนที่ด่าอาตมาก็ยังใช้ได้ วัดวาอารามที่สร้างไว้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ให้แต่เฉพาะคนที่รักอาตมาใช้ คนที่เกลียดอาตมาด่าอาตมาก็มีสิทธิใช้ เวลานี้เขาก็ยังใช้อยู่เยอะแยะ ไปไหนก็ทำความเจริญให้เรื่อย อย่างกระแสไฟฟ้ามาที่นี่ สร้างให้ชาวบ้านใช้ แล้วดีไม่ดีไอ้กระแสไฟฟ้าเป็นเสียงด่าออกมา อาตมาก็ดีใจ ว่าพระพุทธเจ้าเทศน์ถูก ทำไมล่ะ ก็ นัตถิ โลเก อนินทิโต คนที่ไม่ถูกด่า ถูกว่ามันไม่มีในโลก มันเป็นอย่างนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท

นี่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความจริงอาตมาจำไม่ได้หมด เอากันแค่นี้ก็แล้วกัน จำไม่ได้นี่ จำได้อีกหน่อยหนึ่งตอนท้ายว่า วันนี้ผมมีความสุขใจมาก ผมมีความสบายใจมาก ความจริงพระราชดำรัสอาจจะมีมากกว่านี้ แต่อาตมาจำไม่ได้อาตมาเห็นว่าเวลามันมากเกินไป อาตมาเองก็ไม่หยุดพูด พระองค์เองก็ตรัสไม่หยุด ก็เกรงว่าจะเป็นการบังคับเวลาของพระองค์มากเกินไป อาตมาจึงได้ตัดบทว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นี่ตัดบทเป็นขั้นสุดท้าย ว่าถ้าประเทศไทยต้องเป็นทาสใคร อาตมาขอเอาชีวิตเป็นประกัน ยอมตาย นี่ถ้าสมัยก่อน ถ้าผิดไปเขาตัดหัว ถูกสั่งตัดหัวอาตมาก็ยอมแล้ว

แต่ความจริงไม่ได้คิดหรอกว่า อีกวันสองวัน อีกไม่กี่วันมันก็จะตาย แล้วตัดหัวจะมีความหมายอะไรกับความตายที่จะมาถึงอยู่แล้ว นี่พูดตามความจริงใจ ที่พูดตามนั้นก็เชื่อตามหลวงพ่อใยที่ท่านพยากรณ์ไว้ ว่าประเทศไทยยังจะมีรัชกาลที่ ๑๐ แล้วก็ยังจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป แล้วหลวงพ่อปานยังพูดต่อไปว่า ไม่ใช่มีแต่รัชกาลที่ ๑๐ ต่อไปจะมีไปเรื่อย ๆ พระมหากษัตริย์ในประเทศไทย แล้วชาวโลกทั้งหลายทั้งหมดก็จะกลับปฏิวัติจากระบบประชาธิปไตย หรือระบบประธานาธิบดีทั้งหลาย กลับมาเป็นกษัตริย์อย่างเดิม เรียกว่ากลับมามีกษัตริย์ตามเดิม

ทำไมจึงได้เป็นอย่างนั้น อาตมานั่งคิดนอนคิดมานาน บรรดาท่านพุทธบริษัท มันก็คิดไม่ออก ว่าทำไมท่านผู้รู้ท่านจึงได้กล่าวกันไว้อย่างนั้น แต่มาพิจารณาในตอนหลังก็พอเข้าใจได้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การเปลี่ยนกันขึ้นมาบริหารประเทศ ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ แต่เป็นประชาธิปไตย มีหัวหน้าฝ่ายบริหารเป็นนายกรัฐมนตรี บางประเทศก็มีประมุขของประเทศเป็นประธานาธิบดี มีหัวหน้าฝ่ายบริหารเป็นนายกรัฐมนตรี สองสามหรือสี่ปีเปลี่ยนกันทีหนึ่ง ห้าปีเปลี่ยนกันทีหนึ่ง ดีไม่ดีปีสองปีก็เปลี่ยนกัน การปกครองแบบนี้นั้นมันเป็นของดี เขาเรียกว่าประชาชนเป็นใหญ่

แต่ความใหญ่ของประชาชนนี่ซี บรรดาท่านพุทธบริษัท มันใหญ่เสียหลายอย่าง บางทีฐานะเล็ก ๆ อยู่ไม่กี่วันพอเข้ามาบริหารประเทศ ฐานะก็ใหญ่ไปด้วย เมื่อคนหนึ่งขึ้นมาใหญ่แล้ว ไม่เป็นไร นาน ๆ เปลี่ยนกันขึ้นมาใหญ่ต่อไปอีก นี่ ในเมื่อฝ่ายบริหารใหญ่ ฝ่ายถูกบริหารก็เล็ก ผอมลง ๆ คนบริหารก็ใหญ่ขึ้น ๆ นี่เราว่ากันถึงว่านักบริหารที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต แต่นักบริหารที่ดีก็มีถมไป แต่ว่าการบริหารหรือจิตใจของคน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายที่ไม่ติดในวัตถุมันก็มีเป็นของน้อย เพราะคนทุกคนต้องอาศัยวัตถุเป็นสำคัญ

นี่ เพราะเหตุการณ์อย่างนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ถ้าเราจะหันหลังไปดูสมัยสุโขทัยจะเห็นว่าพระองค์ทรงปกครองประเทศชาติในระบบประชาธิปไตย แต่มีกษัตริย์เป็นประมุข แม้แต่สมัยรัตนโกสินทร์ก็เหมือนกัน ไปอ่านจดหมายเหตุให้ดี การบันทึกการประชุมให้ดีบรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ไหนที่ใช้พระราชอำนาจเกินสมควร เว้นไว้แต่บางกาล บางวาระ อาจจะมีบ้างก็เช่นเดียวกันกับการบริหารแบบปัจจุบัน เราจะเห็นว่าบางกาล บางวาระก็ออกข้าง ๆ เหมือนกัน อันนี้ท่านเปรียบเทียบไว้ แหมจะพูดไปก็กลัวตะราง ไม่พูดดีกว่า เป็นอันว่าเอายังงี้แล้วกัน เรื่องพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่ออาตมา เรายุติไว้แต่เพียงเท่านี้

สำหรับตอนนี้ เรื่องพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ผ่านไปแล้ว ในเมื่อเวลานี้หน้ากระดาษยังเหลืออยู่ ก็ขอแจ้งงาน รายงานแก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทต่อไป คืองานที่จะทำต่อไปหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับแล้ว งานส่วนนี้ก็คือจะจัดสรรอาคารสถานที่ทั้งหมดให้เรียบร้อยภายในระยะเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ วันนั้นสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถได้ถวายจตุปัจจัยเนื่องในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์แก่อาตมา รวมเงินทั้งหมดสามหมื่นห้าพันบาท

อันนี้ไม่ใช่เงินโดยเสด็จพระราชกุศล สำหรับเงินที่บรรดาศิษยานุศิษย์ร่วมกันโดยเสด็จพระราชกุศลในวันนั้น คณะศิษยานุศิษย์รวมเงินกันได้ ๖ หมื่นบาท แล้วทราบจาก พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ว่า สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชีนีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้แบ่งเงินจำนวนนี้ออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหนึ่งสร้างอาคารสถานที่ใหม่ คือพระอุโบสถใหม่ อีกครึ่งหนึ่ง คือสามหมื่นบาทให้ซ่อมแซมพระอุโบสถเก่า โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่าเงินจำนวนนั้น จะมอบให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เวลานี้ พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ก็ได้จัดมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปแล้ว

สำหรับเงินที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถถวายอาตมาในวันนั้น พระองค์ไม่ได้รับสั่งให้เอาเงินนี้ไปทำอะไร แต่มีความเข้าใจว่าคงมีพระราชประสงค์จะร่วมในวิหารทาน ฉะนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจังหวัดอุทัยธานี และชาวจังหวัดใกล้เคียงที่พระองค์ได้เสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และหล่อรูปหลวงพ่อปานเพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทและศาสนาอย่างยิ่ง

ฉะนั้น จตุปัจจัยที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงถวาย อาตมาก็จะขอตั้งเป็นทุนเอาไว้ เพื่อสร้างพลับพลาเป็นอนุสรณ์ คือทำเป็นจตุรมุขมียอดกลาง ความจริงให้ชื่อว่าพลับพลา บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าจะคิดว่า นี่เราสร้างให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน อาจจะมีผลเนื่องในการบำเพ็ญกุศลน้อยไป ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ใช้ศัพท์ว่า “พลับพลา” เพื่อจะเป็นอนุสรณ์ว่า ที่วัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ได้เคยเสด็จมาโปรดบรรดาปวงชนชาวไทยให้ได้เข้าเฝ้าใกล้ชิด ถือว่าเป็นมิ่งขวัญใหญ่

ฉะนั้น สถานที่ตรงไหนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับแล้ว ตามโบราณถือว่าสถานที่ตรงนั้น ถ้าใครไปปลูกบ้าน ทับก็ดี หรือพระไปตั้งกุฏิทับก็ดี ถ้าบุญบารมีไม่สมควรแก่พระองค์ก็จะพบกับความย่อยยับ คือหาความเจริญมิได้ อาตมาในฐานะที่เป็นพระโบราณจึงจะสร้างอาคารสถานที่ทับเข้าไว้ที่ตรงนั้น เพื่อเป็นการห้ามไม่ให้ใครไปสร้างอาคารสถานที่ทับเป็นที่อยู่

แล้วพลับพลานี้ สร้างในเขตของพระบรมครู คือในเขตของสงฆ์ ถ้าเราไม่ใช้คำว่า พลับพลาก็ต้องเรียกว่าเป็นมณฑป เป็นอันว่าเป็นการสร้างวิหารทานไว้ในพระพุทธศาสนา สำหรับพลับพลาที่ประทับอันเป็นอนุสรณ์หลังนี้ ช่างประมาณราคาไว้ประมาณ ๘ แสนบาทเวลานี้ เวลาที่อาตมาพูดนี่คือเป็นวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๘ ก็ได้เริ่มลงมือวางคานแล้ว จะให้เสร็จก่อนเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ แล้วพร้อมกันนั้น ก็ได้ทำกำแพงแก้วขึ้นรอบพระอุโบสถ

นี่เป็นเรื่องธรรมดาของพระอุโบสถ ต้องมีขอบเขตเป็นพุทธสถานตามที่คณะสังฆมนตรีได้มีบัญชาไว้ในกาลก่อน วางระเบียบของวัดในพระพุทธศาสนา คือแบ่งเขตเข้าไว้เป็นเขตพุทธสถาน เขตสังฆสถาน เขตจัดผลประโยชน์ อันนี้คณะสังฆมนตรีลงมติให้มีรั้วขอบเขตกั้นรอบเข้าไว้ เพื่อจะได้รู้ว่าเขตนี้เป็นเขตอะไร

แล้วต่อไป บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เดือนมีนาคมเป็นเวลาครบรอบ ๒๔ เดือนพอดี สำหรับสถานที่สร้างเป็นอนุสรณ์ของหลวงพ่อปานวัดบางนมโคนี้ อาตมาก็จะจัดการยกช่อฟ้า หรือว่าฝังลูกนิมิตด้วยก็ได้ ถ้าหากว่าไม่มีอุปสรรคขัดข้อง แล้วจะจัดการฉลองศาลาที่ประทับ อันเป็นอนุสรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมา และในงานนั้นในวันที่ ๑๙ จะอาราธนาพระสุปฏิปันโนมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อมาทำพิธีพุทธาภิเศก อาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรจุไว้ในของที่ระลึก และจะแจกแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ถึงวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ รวมเวลา ๙ วัน

ในงานนี้ ไม่ปรารภมหรสพ หมายความว่าจะมีบ้างก็พวกฟ้อน พวกอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเวลากลางวันกลางคืนไม่มีงานสมโภช อาตมาไม่ต้องการอย่างนั้น แล้วนอกจากการฟ้อนก็มีมโนห์รามาจากปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นภาระของ ม.ล. วรวัฒน์ นวรัตน์ จะจัดการเอามโนห์รามาแสดงสลับกับการฟ้อน เพื่อเป็นการสนองความดีบรรดาท่านพุทธบริษัท งานทั้งหมดนี้จะจัดแต่กลางวัน กลางคืนไม่มี

แล้ววันที่ ๒๗ มีนาคม วันนั้นจะมีพระธรรมเทศนา ๑๑ ธรรมาสน์ เพื่อเป็นการประกาศศาสนธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสนดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้ามีเวลา ก็จะได้มาเห็นว่างานการก่อสร้าง ๒๔ เดือน ที่อาศัยความดีของท่านพุทธบริษัทพากันสละจตุปัจจัยไว้ในพระพุทธศาสนา งานนี้จะพึงมีอะไรบ้าง ถ้าหากว่าท่านจะพึงเห็นวัตถุก่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ปรากฏอยู่ในเขตขององค์สมเด็จพระบรมครูเป็นปูชนียสถาน ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทจงคิดว่า นั่นเป็นสมบัติของท่านทุกคนที่ท่านได้บำเพ็ญกุศลมาทั้งในส่วนโดยเฉพาะในการก่อสร้าง ว่าเงินที่ท่านถวายแก่อาตมาเพื่อเป็นส่วนตัวนี้ อาตมาใช้ปีหนึ่งไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทราบอยู่ดีว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายที่บริจาคเข้ามาก็หวังจะได้อานิสงส์ ๒ ประการ คือ ๑.สงเคราะห์พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แล้วประการที่ ๒.หวังจะสร้างวิหารทานไว้ในพระพุทธศาสนาด้วย เพื่อเป็นการช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาให้คงทนต่อไป การสร้างวิหารทานในพระพุทธศาสนานี้ไซร้ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงตรัสว่ามี อานิสงส์เป็นเลิศประเสริฐกว่าการถวายทานใดๆ ตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงตรัสไว้ในผลของทาน ๑๔ ประการ

นอกจากการก่อสร้างเหล่านี้แล้ว ถ้าโอกาสจะพึงมี และบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายยังไม่เบื่อหน่ายในการบำเพ็ญกุศลร่วมกับอาตมา อาตมาจะสร้างโรงเรียนขึ้นหลังหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์คุณความดีของพระพินิจทรงอักษร หรือว่าพระพินิจอักษร ปฐมบรมชนกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ซึ่งปรากฏพระองค์ ให้อาตมาทราบ ๓ วาระ คือ ท่านบอกว่าในตอนก่อนอาตมาคิดจะทำรูปพระองค์ขึ้น เพียงแต่คิดในใจ ในราตรีหนึ่ง ปรากฏว่าพระองค์ปรากฏกายให้เห็น อาตมายังไม่ทันหลับ แต่ไม่สนใจ จะเป็นใครก็ช่าง อาตมาง่วงแล้ว จะนอน อาตมาก็นอน ไม่ได้สนใจ

คืนที่ ๒ ก็ปรากฏกายให้เห็นอีก ถามว่าใคร พระองค์ก็ตรัสว่า กระผมทองดีขอรับ ถามว่ามาธุระอะไร พระองค์ก็ตรัสว่า ถ้าหากว่าจะสร้างรูปละก็ กรุณาสร้างโรงเรียนให้ผมด้วยเพราะผมเป็นครู ขณะที่ปรากฏพระกาย ปรากฏว่ามีหนังสือเล่มใหญ่เล่มหนึ่งพระองค์ถือมา จึงได้รับปากกับพระองค์ว่า ถ้าอย่างนั้นอาตมาก็จะสร้างให้ เวลานี้ก็ซื้อที่ไว้แล้ว ๑๒ ไร่ ถ้าเขาจะขายอีกไม่แพงเกินไป อาตมาจะซื้อต่อ จะสร้างโรงเรียนเป็นตัวตึก ๒ ชั้น พื้นและฝาเป็นตึกทั้งหมด หน้าต่างเป็นกระจก ยาว ๑๐๐ เมตร เป็น ๒ ชั้น จัดเป็นห้องเรียนได้ ๒๑ ห้องเรียนออกมุข ๓ มุข มุขเป็นที่ประชุมได้ จะสร้างอาคารสำหรับเป็นที่ประชุม อาคารฝึกงาน อาคารบริโภคอาหาร บ้านรับรอง บ้านพักครู รั้วรอบขอบชิดแล้วมีประปาพร้อม ประปาใช้น้ำบาดาล เวลานี้ซื้อที่เขาไว้แล้ว จะทำหลังจากสร้างสถานที่นี้สร้างเรียบร้อยแล้วจึงจะสร้างต่อไปถ้ามีเงิน

แล้วอีกแห่งหนึ่ง ใกล้กับสถานที่วัดสร้างอยู่ในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านเจ้าของ คือ นางเริญ สุนพฤหัส ได้ไปทำหนังสือถวายอาตมา ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองอุทัยธานี แต่ทว่าปรากฏว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างว่าเป็นอดีตเจ้าอาวาสบ้าง เป็นกรรมการวัดบ้างไปฟ้องคัดค้านบอกว่าถวายอาตมาไม่ได้ ที่นั้นเป็นที่วัด เวลานี้ยังเป็นคดีอยู่ ขณะที่พูดนี้เป็นวันที่ ๓ กันยายน อาตมาก็สงสัยบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ว่าที่นี้เขารับมรดกมาจากสามี ประกาศ ๓๐ วัน แล้วก็เวลาจะทำ นส. ๓ ก็ประกาศอีก ๓๐ วัน ทำไมไม่มีใครคัดค้าน แล้วเมื่อเราจะถวายสร้างเป็นวัดกลับมาคัดค้านว่าเป็นที่วัด ความจริงที่สร้างใหม่ก็เป็นที่วัด

เรื่องนี้แหละบรรดท่านพุทธบริษัท ทำให้สงสัยว่า ถ้าหากว่าผู้ค้านหรือผู้ปกครองต้องเสียพื้นที่ไป เป็นพระอยู่ก็ต้องพิจารณาความผิด ว่าทำไมจึงปล่อยให้เขาทำ นส. ๓ ขึ้นมาได้ เวลาล่วงเลยมาเป็นสิบ ๆ ปี คือเขาปกครองมานี้สมัยที่สามีเขายังอยู่ แล้วกว่าจะมาถึงเขา ถ้าหากว่าปล่อยให้หลุดไปก็ต้องพิจารณาว่าหย่อนสมรรถภาพ ถ้าหากว่าที่นั้นไม่ใช่ที่ของวัด ไปฟ้องเขาก็กลายเป็นโกงเขา นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภ อยากจะให้กฎหมายคุมพระวินัย อาตมาเห็นชอบด้วย จะได้ช่วยให้พระที่มีกิจปกครองของสงฆ์ระมัดระวังตัวมากขึ้น จะได้ไม่ทำสมบัติของสงฆ์ให้เสื่อมเสียไป และไม่ทำลายพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ย่อยยับ

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท กาลเวลาสำหรับจะพูดกับบรรดาท่านพุทธบริษัทก็เห็นว่าสมควรแล้ว หนังสือนี่ก็หนามากเกินกว่าที่คิดไว้ จะต้องขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

......ในที่สุด อาตมาในฐานะพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ขอตั้งสัตยาธิษฐานอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ทั้งสามประการ ขอจงดลบันดาลให้ท่านพุทธบริษัททุกท่าน มีความสามัคคีทรงความเป็นไทไว้ ปราศจากความเป็นทาส หากว่าศัตรูเหล่าใดจะมาทำลายชาติไทยให้พินาศ ขอให้ท่านทั้งหลายจงปราบปรามศัตรูนั้นให้สิ้นไปโดยฉับพลันเถิด..สวัสดี.


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/3/10 at 14:46 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/6/10 at 17:06 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/6/10 at 17:09 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/6/10 at 17:12 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/6/10 at 17:14 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/6/10 at 17:31 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/6/10 at 14:30 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/10/16 at 21:56 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top