Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 15/4/10 at 02:58 [ QUOTE ]

ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโรมหาเถระ) ฉบับพิเศษ




ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(วีระ ถาวโรมหาเถระ)


วัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี


รวบรวมโดย : ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย (จัดพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2536)
จัดพิมพ์ลงเว็บไซด์โดย : คุณอิฏฐพงศ์ ขันธ์เครือ
(ลิขสิทธิ์เป็นของวัดท่าซุง)


สารบัญ

01.
อารัมภกถา,มาอยู่กับหลวงพ่อ
02. หลวงพ่อสร้างวัด
03. ความดำริ
04. สอนกรรมฐาน
05.
ความเป็นอยู่สมัยแรก
06. ท่านท้าวมหาราชช่วย, หลวงพ่อก่อนออกรับแขก
07. หลวงพ่อเป็นคนละเอียดลออมาก, เจอผีที่ตึกกลางน้ำ, หลวงพ่อเป็นคนสันโดษ





อารัมภกถา


ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็เป็นวันเริ่มต้นที่จะทำ "หนังสือประวัติของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน" หรือ "หลวงพ่อวัดท่าซุง" ที่ท่านได้มรณภาพลงไปแล้ว พวกเราที่อยู่เบื้องหลังก็ดำริจัดทำหนังสือเล่มหนึ่ง คือ ประวัติของหลวงพ่อพระราชพรหมยานนี้ ให้ท่านสาธุชนที่อยู่เบื้องหลังได้รับทราบ ถึงความเป็นมาของท่านนั้นว่าเป็นอย่างไร

แต่อันที่จริงหนังสือที่ท่านเขียนไว้ขณะท่านที่มีชีวิตอยู่นั้น หาประมาณไม่ได้หลายเล่มเต็มที ซึ่งล้วนแต่ท่านเป็นผู้พูดไว้ทั้งสิ้นแต่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาช่วยกันเรียบเรียงขึ้นมา อาตมาเองในฐานะที่อยู่ร่วมกับท่านมา ๒๐ ปี ก็จะขอพูดสำหรับส่วนที่อยู่กับท่านเท่านั้น แต่ความลึกซึ้งของท่านนั้น ก็จะไม่ขอเข้าไปมาก เพราะว่าจะเป็นผู้ไม่รู้จริง จะขอพูดส่วนที่รู้จริงที่อยู่กับท่านเท่านั้น

มาอยู่กับหลวงพ่อ

อาตมาเองบวชเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้มาอยู่ร่วมกับท่านประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ อาตมาเองนั้นไม่ใช่ผู้ถึงผู้นับถือศาสนามากนัก เป็นผู้ที่ชาวบ้านเรียกว่า มิจฉาทิฐิ เต็มอัตรา แต่ความที่เป็นมิจฉาทิฐินั้น คือ เป็นผู้ที่เห็นผิด

เห็นผิดเพราะเราเคยเจอแต่พระที่ไม่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เราเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญา ก็เห็นพระในพุทธศาสนาที่ห่มผ้าเหลือง ที่บิณฑบาตชาวบ้านกินนั้น เป็นพวกเลวทั้งหมด นี่เป็นความผิดอย่างมหันต์ ที่ท่านทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังไม่ควรนำมาเป็นตัวอย่าง

เพราะว่าพระในพุทธศาสนานั้นที่ห่มผ้าเหลือง ชาวบ้านเรียกว่า พระผู้ประเสริฐ แต่พระพุทธเจ้ารับเองนั้น คือพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ถ้าพระอย่างเราที่ห่มผ้าเหลืองนั้น ท่านเรียกว่า สมมติสงฆ์ คือ เอาผ้าเหลืองมาหุ้มห่อกาย ทำตัวแบบพระ เป็นผู้ซึ่งกำลังจะปฏิบัติตัวให้เป็นพระ

ถ้าจะปฏิบัติตัวให้เป็นพระก็ยังพอไหว้ พอกราบกันได้ อย่างพระผู้ที่หวังว่า จะให้กิเลสหมดไปเสียจากใจ แต่ส่วนหนึ่งที่อาตมาได้พบนั้น ก็จะเป็นพวกที่พอกพูนสะสมโลภโมโทสันเยี่ยงฆราวาสเขาทำ เมื่อเรามาพบเช่นนั้น ก็หมดความนับถือพระในพุทธศาสนาทั้งหมด

เพราะเราเป็นผู้เลวเอง เป็นผู้ขาดปัญญาเอง เป็นผู้มีอกุศลกรรมสิงใจเอง จึงทำให้เราไม่พบพระที่ประเสริฐ ไม่พบพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็พาให้เราฝังใจ ไม่เคารพ ไม่เชื่อฟัง ไม่ปฏิบัติตามเรื่อยมา จนครั้นเมื่อมาบวชด้วยมีศรัทธานิดเดียว แต่ก็ยังดี

เมื่อบวชแล้วด้วยความที่เราเป็นมิจฉาทิฐินั้น ก็ค้นคว้าหาสิ่งที่เป็นสัมมาทิฐิ คือ มาพบพระรูปหนึ่งท่านแนะนำพระซึ่งท่านได้แนะนำว่า พระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั้นมีอยู่ ผู้ที่แนะนำนั้น จะขอกล่าวนามท่าน ก็คือ พระครูสุรินทร์ หรือที่ท่านเรียกกันว่า พระครูวิจารณ์วิหารกิจ อยู่วัด สุขุมาราม อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร

ท่านเป็นพระที่เคารพ หลวงปู่ปาน เป็นชีวิตจิตใจ เป็นผู้ที่เคารพ หลวงพ่อราชพรหมยาน เป็นชีวิตจิตใจ อาตมาบวชประมาณ ๑ เดือน หรือ ๒ เดือน ท่านก็มาคุยว่า พระที่ปฏิบัติดีอย่างนี้มีอยู่ แต่ท่านก็ไม่ได้คุยมาก เป็นผู้แนะนำว่า ให้อ่านหนังสือเล่มนี้ดูซิ คือ ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

เมื่ออ่านแล้วนี้ ก็มีความซาบซึ้ง จิตที่เคยเห็นผิดนั้น ก็มีความสนใจขึ้น คิดว่าพระในพระพุทธศาสนานี้ ที่ดีมีอยู่ เรายังไม่ได้พบท่านเอง เรามีกรรมหนาเอง ท่านเป็นผู้จุดแสงสว่างให้เราได้พบ เมื่ออ่านประวัติหลวงพ่อปานแล้ว ก็มีความเร่าร้อนจิต อยากจะพบหลวงพ่อ

ขณะนั้นชาวบ้านเขาเรียกว่า หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร ก็อยากจะพบหลวงพ่อมหาวีระ เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้น ก็มีความเคารพรักท่านมากขึ้น ก็อยากจะมาพบ เมื่อออกพรรษาแล้ว อาตมาอยู่ที่วัดปากคลองบางปลากด อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสรรค์

เมื่อออกพรรษาแล้วก็มาพบขออยู่กับท่าน อันที่จริงๆ มาก่อนออกพรรษแล้วไม่ทราบว่าวันที่เท่าไหร่ (ไม่นึกเลยว่าจะมาพูดเล่าประวัติตัวเอง ไม่นึกจะมาพูดเรื่องการทำหนังสืออย่างนี้)

แต่เมื่อมาแล้วมาพบท่านแล้ว วันนั้นมาถึงประมาณ ๔ โมงเช้า เห็นพระที่ออกพรรษาแล้ว ก็เตรียมตัวจะสึกกัน ที่จะอยู่ต่อพรรษาต่อไปก็เหลือน้อย เมื่อถึง ๕ โมงแล้ว ท่านฉันอาหารเพล ก็รอพบท่าน ท่านฉันอาหารเพลแล้วก็เข้าไปกราบท่าน

ท่านก็ทักขึ้นมาว่า “...ไอ้คนที่บวชเป็นพระน่ะ ไอ้บวชเพื่อที่จะมีเมียนี่ ข้าไม่อยากคบเลย...” ท่านพูดเปรยๆ มาเฉยๆ แต่แทงใจดำพอดี

แล้วท่านก็ถาม “...คุณ ระงับนิวรณ์ ๕ ได้หรือยัง...?”

ไอ้เราเองขณะนั้นยังไม่ทราบเลยว่า นิวรณ์ ๕ เป็นยังไง เพราะไม่ได้สนใจ แล้วก็ไม่ทราบว่านิวรณ์เป็นยังไงด้วยซ้ำ

ตอบท่านว่า “...ยังครับ...”

พระครูสุรินทร์ ก็แนะนำว่า “...พระท่านสนใจปฏิบัติพระกรรมฐาน อยากจะมาอยู่กับหลวงพ่อด้วย...”

ท่านก็บอกว่า “...ถ้าอยู่กับฉัน ต้องเอาจริงนะ อย่าสนใจเสียงนกเสียงกา เสียงเห่าเสียงหอนของหมา ให้ตั้งใจปฏิบัติ...”

เมื่อท่านพูดแบบนั้นแล้ว ท่านก็คุยเรื่องอื่นต่อ แต่เราดูท่านแล้วนี่เป็นผู้ที่น่าเกรงขาม ไม่เหมือนกับพระทั่วไปที่เคยสัมผัสมา ท่านก็บอกให้เราไปหาที่พักให้เรียบร้อย ตกเย็นๆก็จะมีการทำวัตร สวดมนต์ นั่งกรรมฐาน กันเป็นปกติ

ขณะนั้นมันก็ใกล้จะหนาวๆ แล้วนี่ ถึงเย็นๆ ก็ต้องไปนั่งฝึกกรรมฐานกันที่ตึก ที่เราเรียกว่า ตึกขาว ที่เขาป้ายข้างตึกที่เขาเขียนว่า ตึกอะไรหล่ะ เรียกว่า ตึกสุขุมวัฒนี นวพันธ์นี่ ซึ่งตึกนี้เป็นตึกเจริญพระกรรมฐานของวัดรุ่น พ.ศ. ๒๕๑๖

เมื่อตอนเย็นขึ้นไปนั่งพระกรรมฐานแล้ว จิตของเราไม่เคยฝึกมันก็ดิ้นรน ฟุ้งซ่าน ไปตามอารมณ์ของกิเลสทุกอย่างที่มีอยู่ในตัว ท่านก็สอนว่า ต้องตัดความกังวลห่วงใยทั้งหมดที่มีอยู่ อย่าตามคิดถึง อย่าสนใจจริยาของผู้อื่น ให้สนใจจริยาของเรา

เมื่อท่านเทศน์จบท่านก็ให้แผ่พรหมวิหาร ๔ ไปในทิศทั้งปวง ท่านก็บอกว่า ไม่ใช่เขียนหนังสือแต่ว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต้องทำจิตใจให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเรา มีความเมตตาสงสารคนอื่นเหมือนสงสารตัวเราให้มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องเมื่อท่านสอนเสร็จ ก็ให้นั่งกรรมฐาน จิตของเราก็ฟุ้งซ่าน เต็มอัตราศึก สุดที่จะฟุ้งซ่านได้

เมื่อนั่งกรรมฐานเสร็จ ก็อุทิศส่วนกุศลก่อนที่จะอุทิศส่วนกุศล ท่านก็บอกว่า “...พระใหม่เอ๊ย...” พระใหม่ที่มาใหม่ ก็คือ เรา ตอนนั้นมีพระนั่งกรรมฐานซัก ๗-๘ องค์ได้ บอก “..พระใหม่เอ๊ย พระมาบอกว่า ให้เดินเข้ามหาสติปัฏฐานสูตรนะ มีหนังสือไหม..? มีหนังสือไหม..? มีหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรไหม..?” บอก “..ไม่มีครับ..” ไอ้มหาสติปัฏฐานสูตร เราเองนะไม่เคยอยู่ในหัว ในสมองเลย เพราะไม่เคยรู้จัก

ไอ้ความที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน จึงไม่รู้จักหนังสือธรรมะทุกอย่าง ท่านบอกว่า ไม่มีให้ไปขอครูนนทาเขา ให้ครูนนทาเขาหยิบให้ เมื่อหยิบมา เมื่อสั่งแล้ว ท่านก็เลิกกรรมฐาน เราก็มาเอาหนังสือที่ครูนนทาให้มา ก็มาอ่าน อ่านแล้วก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีเดชเลย เป็นหนังสือสุขวิปัสสโก หาฤทธิ์หาเดชไม่ได้ ไม่ชอบใจในจิต

เพราะเราอยากได้ฤทธิ์และเดช อยากมีตาทิพย์หูทิพย์ จะได้ไปคุยโม้อวดชาวบ้านเขาได้ว่า เราก็เก่งเหมือนกันสามารถมีหูทิพย์ตาทิพย์ได้ นี่มันเป็นกิเลสเต็มขั้น ท่านสาธุชนหรือผู้อ่านอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เรื่องความอยากห้ามกันไม่ได้ แต่อย่าผิดธรรมนองคลองธรรมอย่างอาตมานะ ข้อควรอย่าเข้าไปใกล้ มันทางแห่งการลงอบายภูมิทั้งนั้น

เมื่ออยู่กับท่านตั้งแต่บัดนั้นมา ก็นั่งกรรมฐานกันเกือบทุกวัน งานการทางวัดมีอยู่ก็ทำ ทำเป็นกิจวัตร คือ ทำวัตร ฉันเช้า แล้วก็ลงมือทำงาน มีการก่อสร้าง ขณะที่มาตอนนั้นกำลังขัดหิน ขัดอยู่ที่พื้นที่วงศานุสรณ์นั้น ไปช่วยเขากวาดน้ำ ขัดพื้น เป็นงานที่ทำร่วมกัน ทั้งพระภิกษุและฆราวาส


ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/5/10 at 02:32 [ QUOTE ]



 


หลวงพ่อสร้างวัด

 

ขณะที่มาอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ นั้น ทางวัดไม่มีเงินทองมาก ไม่มีพุทธบริษัทมาสงเคราะห์เหมือนสมัยนี้ ถือว่าอยู่กันตามอัตภาพ มีเงินก็ก่อสร้าง ถ้าประหยัดแรงงานได้พระก็ทำหันทุกวัน ไม่ได้ขาด ไม่มีวันพระ วันโกน อันที่จริงเรื่องทำงานนั้นเป็นงานที่สาธารณประโยชน์ เป็นงานการกุศล ทำแล้วก็ได้สบายใจ

 

เมื่ออยู่กันไป พ.ศ. ๒๕๑๖ นั้น หลวงพ่อท่านจะสร้างโบสถ์เพิ่มขึ้นมาอีก ๑ หลัง เพราะหลังเก่านั้น เป็นที่ทรุดโทรมมาก หลังคาก็รั่วโหว่ ฝาผนังก็ผุ ก็ดำริว่า ท่านจะสร้างพระอุโบสถ บูรณะของเก่า แต่ท่านเจ้าอาวาสผู้นิมนต์ท่านมานั้น ยอมให้สร้างเหมือนกันแต่ต้องควบคุมการเงินเอง ฉะนั้นเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ผิดปกติ คือ ไม่ได้หาเงินเอง แต่จะเอาเงินไปเก็บเอง ในฐานะตัวเองเป็นเจ้าอาวาส

 

การที่จะทำอะไรอย่างนี้ เป็นการที่ทำลายศรัทธาของคนผู้มีศรัทธา เพราะว่าผู้ที่เอาเงินมาให้คือ ผู้มีศรัทธานั้น เขาไม่ไว้ใจเจ้าอาวาส เพราะว่าเคยสร้าง สั่งของมาแล้วเป็น ๑๐ ปี ยังทำไปไม่ถึงไหน แต่ออกเงินให้ชาวบ้านเขากู้ บริษัทของตัวเองก็กินเหล้าเมายา เป็นที่ไม่ไว้วางใจของคนดี คนดีที่มีศีลมีธรรม

 

เมื่อท่านเจ้าอาวาสยืนยันมาอย่างนั้นหลวงพ่อท่านก็ไม่ตกลงด้วย เพราะว่าเจ้าของเงินที่บริจาคมานั้นเขาไม่ไว้ใจ เจ้าอาวาสท่านจึงสั่งซื้อที่ตรงข้ามกับวัด คือฝั่งถนนที่ปัจจุบันเขียนว่า ศูนย์ศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค นั่น ๑๑ ไร่ ขณะนั้นยังเป็นป่า ป่ารกชัฏ เป็นป่าไผ่แถบหนึ่ง ที่ทำนาบ้างแถบหนึ่ง ตกลงมีโยมที่เป็นเจ้าของขายให้ในราคาถูก ไร่ละหมื่นบาท คือทำบุญด้วยเมื่อท่านตกลงซื้อที่จะสร้างพระอุโบสถขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้องผ่านเจ้าอาวาส เมื่อตกลงซื้อที่แล้ว ก็ต้องถากถางป่าที่ยังรกชัฏอยู่

 

อันที่จริงสมัยก่อนนั้นเราก็ไม่ค่อยมีเงินมาก ไม่ใช่ไม่มีเงินมาก คือ ไม่มีเงิน คือ ทำก่อนผ่อนทีหลัง จะหารถแทรกเตอร์มาดันป่าก็ไม่มี ฉะนั้นจึงต้องหาแรงงานชาวบ้านส่วนหนึ่ง จ้างเอามาฟัน ส่วนหนึ่งพระฟัน คือฟันป่าไผ่ให้เตียน เมื่อฟันป่าให้ล้มลงแล้ว ปล่อยให้แห้งสักช่วงหนึ่ง ก็จุดไฟเผาให้ลง เพื่อจะทำการวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ

 

เมื่อป่าไผ่เตียนลงแล้ว ท่านก็ดำริขึ้นมาว่า ก่อนจะวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถนั้น ให้สร้างกำแพงรอบวัดก่อน ให้จ้างคนมา พระส่วนหนึ่ง ญาติโยมส่วนหนึ่ง มาทำกำแพงรอบวัด ทั้งหมด ๑๑ ไร่ เมื่อทำกำแพงลงไปแล้ว ก็เริ่มสร้างกุฏิหลังแรก ฝั่งพระอุโบสถปัจจุบันนี้ คือ ตึกเศรษฐี อยู่ที่มุมเศรษฐีหลังแรกหลังใหญ่ ปัจจุบันตรงทางขึ้นศาลา ๓ ไร่ ศาลา ๒ ไร่ ตอนนั้น เมื่อลงขุดหลุมเสาแล้ว อาตมาเองก็ไปช่วยเขา ตั้งแต่ถมดินทุกอย่าง ก่ออิฐ ฉาบปูน ขนอะไรทุกอย่าง เมื่อสร้างหลังนั้นขึ้นมาแล้วก็สร้างกุฏิขึ้นพร้อมกันทีเดียว ๑๐ หลัง ตั้งเสา เสา เสา เสา เอาดินถมพื้น ขุดหลุม เทปูนทุกอย่าง ทำไปรวมกับช่างบางส่วน

 

ขณะนั้นพระที่บวชอยู่ด้วยกันที่เป็นช่าง คือ พระวิเชียร ท่านเป็นช่าง เป็นหัวหน้าพระทำงานก่อสร้างครั้งนั้น พระก็ไม่มีกี่องค์ ก็มีอาตมา พระอนันต์ ๒.หลวงพี่โอ หลวงพี่พระครูสมุห์พิชิต ๓.พระวิเชียร ๔.พระน้อม แล้วก็ ๕.สามเณรสมศักดิ์ มีอยู่แค่นี้ที่ทำงานก่อสร้างกัน เมื่อขึ้นตึก ๑๐ หลังนั้นทั้งหมดแล้ว ขึ้นเป็นเสา เสา ก็ถึงเวลาที่จะวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ ในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๗ ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ปี ฉลู การวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถนั้น ผู้ที่วางศิลาฤกษ์ คือ หม่อมเจ้าสืบ ศุขสวัสดิ์ ท่านบิดาของท่านเจ้ากรมเสริม ศุขสวัสดิ์ การวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถนั้น ก่อนวางศิลาฤกษ์จะขอเล่า อาจจะนอกเรื่องไปบ้าง ขอท่านผู้อ่านอย่าถือว่า มันจะดีหรือไม่ดีเล่าสู่กันฟัง

 

ก่อนวางศิลาฤกษ์นั้น หลวงพ่อท่านจะบวงสรวงก่อนงาน ๑ วัน มีจัดพิธีกรรมก่อน เมื่อจัดพิธีกรรมมีเครื่องบวงสรวง จัดที่หน้าอุโบสถ ปัจจุบันนั้นยังเป็นที่ดินยังรกขรุๆ ขระๆ เพราะยังไม่ได้เกรด ได้ปรับอะไร ก็มีเจ้าของโรงสีเจ้าอยู่ข้างวัดยาง แกจะสร้างโรงสีใหม่ คือ โรงสีข้าวที่ข้างวัดยางนั้น ก็เอาชิ้นส่วนของโรงสีนั้นมาร่วมพิธีบวงสรวงด้วย หลวงพ่อก็บวงสรวง พอบวงสรวงเสร็จ ท่านก็บอก “..เฮ้ย..! เจ้าของโรงสีเอ๊ย เข้ามาใกล้ๆ นี่ พระภูมิเจ้าที่ เขามาขอนะเดือนหนึ่งแกทำแปะซะให้เขาสักครั้งได้ไหม เทวดาเขามาขอแป๊ะซะสักตัว เดือนละครั้งได้ไหม..?” เจ้าของโรงสีก็บอก “..ได้ครับ..” ก็เป็นอันว่าบวงสรวงเสร็จก็เลิกกันไป เจ้าของโรงสีก็กลับไปสร้างโรงสีต่อ ต่อมาเมื่อสร้างโรงสีเสร็จก็มีโรงสีแข่งกัน ๒ โรง โรงเก่ากับโรงใหม่ โรงใหม่ขณะนั้นคนเข้าเยอะ ทำอะไรก็เจริญรุ่งเรืองมาก มีความคล่องตัวทุกอย่าง โรงสีเก่านี้มีอยู่ต้องล้มกิจการไปโดยปริยาย

 

          นี่จะว่าบวงสรวงไม่มีผลก็ไม่ได้ เพราะว่าหลวงพ่อท่านพูดก่อนที่โรงสีจะเสร็จว่า มีเทวดา พระภูมิเจ้าที่เขามาขอปลาแป๊ะซะเดือนละชุดท่านว่าจะช่วย ก็ตรงตามนั้น หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่รู้จริง อย่างอาตมานั้น รู้เหมือนกันแต่ไม่จริง รู้ตามเขาว่า รู้ตามท่านบอก อย่างหลวงพ่อท่านรู้จริง ฉะนั้นท่านสาธุชนที่อยู่เบื้องหลัง ด้านหลังจะขอบอกเสียเลยว่า พระในพุทธศาสนานั้น มีเป็นแสนๆองค์ หรือหลายแสนองค์ ที่รู้จริงๆจากใจ จากตัวท่านเองจริงๆ นั้น รู้จริงๆ นั้นมีน้อย รู้ตามตำรานั้นมีมาก คือ รู้ตามขี้ปากของคนพูดมาแล้วจำมาพูดต่อนั้นมีมาก

 

ฉะนั้น ท่านทั้งหลายเมื่ออ่านหนังสือแล้ว ก็อย่าตกใจ เพราะคนนั้นมีบารมีไม่เท่ากัน จะให้รู้เหมือนกันทุกคนนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อท่านทั้งหลายเป็นผู้มีปัญญา เมื่อพบสิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เป็นของจริงแล้ว จงนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็จะถือว่าท่านเป็นผู้ที่ประเสริฐตามเป็นผู้ที่ประเสริฐไปด้วย ถ้าท่านไม่เอาคำสั่งสอนของผู้ที่ประเสริฐไปประพฤติปฏิบัติ ท่านคงจะชอบเดียรถีย์ก็ตามใจ


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/5/10 at 03:13 [ QUOTE ]




ความดำริ


 

สำหรับอาตมานั้น เมื่ออยู่กับท่านมา ๒๐ ปี รู้ว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐ แต่ก็ไม่ขอพูดว่าท่านประเสริฐกว่าใครทั้งหมด หรือประเสริฐกว่าพระองค์ใดในตอนนี้ เพราะอาตมาพูดไม่ได้ เพราะเราไม่ทราบว่าพระองค์อื่นท่านทำอย่างไร แต่เมื่ออยู่กับพระเดชพระคุณท่าน ท่านสอนให้เราละความชั่วทุกอย่าง โดยท่านไม่ปรานีคนชั่ว ท่านลงสอนกรรมฐานทุกคราว ท่านจะตำหนิพระที่ทำไม่ดี ทำตัวเป็นเดียรถีย์ในพุทธศาสนา จะเรียกว่าพระไม่ได้ ท่านบอกพวกนี้เป็นโจร อาศัยผ้าเหลืองหุ้มห่อกายมาหากินในพุทธศาสนา เมื่อท่านปรารภอย่างนี้ทุกวัน เราเองก็ไม่ใช่พระที่ดี ก็ยังมีนิวรณ์เต็มอัตราคือ คิดชั่วอยู่เป็นประจำคิดชั่วในที่นี้คือ นิวรณ์คุมใจอยู่เป็นประจำคือ

 

๑.ชอบเสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสที่นิ่มนวล นึกถึงคนสวยคนงาม ก็ตามคิดถึงอยู่เป็นนิจ อย่างนี้คือ นิวรณ์ ตัวที่ ๑

๒.นิวรณ์ตัวที่ ๒ คือมักโกรธ ใครทำไม่ถูกใจก็โกรธ มีใครทำไม่ถูกใจ ก็นึกว่าคนนั้นมันด่าเราวันนั้นวันนี้ อารมณ์ก็เร่าร้อน

๓.ง่วงเหงาหาวนอน

๔.อารมณ์ฟุ้งซ่าน คิดนอกลู่นอกทางเป็นประจำ

๕.สงสัยไม่หยุดหย่อน

 

แล้วก็เมื่อท่านสอนท่านตำหนิอยู่อย่างนี้ทุกวัน จิตเราก็ชั่วเป็นประจำอย่างนี้ก็ละอายใจ เมื่อเห็นครูบาอาจารย์ก็หลบ เพราะจิตเราชั่ว ท่านบอก คนก็ดี พระก็ดี ถ้านิวรณ์คุมใจ เป็นทาสนิวรณ์นั้น จะเอาอะไรมาดี ความดีก็ไม่มีในตัว ห่มผ้าเหลือง ก็ไม่ใช่พระ เป็นเปรตอาศัยพุทธศาสนาหากิน เราก็นึกอยู่ในใจเพียงว่า เราเป็นเปรตทุกวัน เป็นเปรตอยู่ทุกวัน ครูบาอาจารย์ก็สอนให้เราระงับความชั่ว เราก็ระงับไม่ได้สักที อย่างนี้ก็อาศัยผ้าเหลืองเขาหลอกชาวบ้านหากินไปวันๆ

 

แล้วความอายใจที่ท่านตำหนิอยู่อย่างนี้ทุกวัน คือ นึกว่า ชาตินี้จะพ้นนรกหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ แต่ก็นึกว่า เอา..! เอาล่ะ..! คนเราน่ะ..! เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ มันจะดีเลยไม่ได้ ก็ต้องมาฝึกทำความดีกันต่อไป ถ้าจะลงนรกก็ยอมละแต่ข้าขอปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นึกเข้าข้างตัวเองว่า พระพุทธเจ้า ท่านก็บำเพ็ญบารมีมามาก ๖ ปี กว่าท่านจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ เราก็พึ่งบวชมาพรรษาเดียว ๒ พรรษา จะให้เป็นอย่างงั้น ก็จะเก่งเกินพระพุทธเจ้าไป ก็นึกเข้าข้างตัวเอง

 

ก็ฝืนทนมาว่า ๖ ปีนี้ ถ้าเราปฏิบัติแล้วไม่ได้มรรคได้ผลอะไรเลย ก็จะสึกเหมือนกัน สึกแล้วก็คงจะไปหาสิ่งที่ปรารถนาจะได้ ของสวยงามๆ อ่อนๆ นิ่มๆ ที่ทุกคนปรารถนาคือ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส สิ่งที่ถูกใจ เมื่อบวชอยู่กับท่านต้นๆพรรษา ๑ พรรษา ๒ พรรษา ๓ ก็ทำไปทำมาเป็นปกติ มองดูแล้วตัวเองไม่มีความเจริญทางด้านสมาธิ หรือปัญญาอะไรเลย มีแต่ความฟุ้งซ่านเข้ามาประทับจิตอยู่เสมอ

 

ท่านทั้งหลายที่อ่าน ยังไม่ได้บวชอยากจะบวช ก็จงจำไว้ว่า ความตั้งใจนั้นเป็นสิ่งที่ดี การปฏิบัติธรรมนั้น แม้จะไม่ได้วันนี้ วันหนึ่งก็ต้องเป็นของเรา เมื่อบวชมาได้สัก ๓ พรรษาได้ก็นึกเข้าใจ เอ๊..! เรานี่บวชมาแล้ว ไม่มีความเจริญเลย สมาธิก็ไม่เคยทรงตัว เป็นภาพนิวรณ์ปกติหาความเจริญใส่จิตไม่ได้ ปกติเป็นคนขี้เกียจ อยากได้อย่างเดียวก็คือ สำเร็จโดยไม่ต้องออกแรง คิดอยู่อย่างนั้น ก็เกิดความละอายใจ พอเราบวชมาแล้วก็โกหกชาวบ้านเขาหากินอยู่เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่ง คิดอย่างนี้ก็ออกบิณฑบาตสายเรือ เรียกว่า ไปทางน้ำ ต้องพายกันไป ๒ องค์ ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตรได้ ไปกลับเป็นสายเรือประจำของทางสายแม่น้ำสะแกกรัง

 

เมื่อพายไปก็คิดไปว่า เรานี่ไม่อยากจะอยู่แล้ว คิดว่าจะไม่หลอกลวงชาวบ้าน จะไม่โกหกชาวบ้านหากินแล้ว ก็คิดไป เอ..! บิณฑบาต เขาก็หาว่าเราเป็นพระ  หาว่าเราเป็นผู้ประเสริฐ ยกมือไหว้เมื่อให้ก็ยกมือไหว้ เมื่อให้แล้วก็ยกมือไหว้ เราก็ยังเลวเต็มอัตราศึก ปกตินึกละอายใจก็พายเรือไป ก็นึก ก็มองเห็นแพผักตบชวาลอยน้ำไป มีเรือวิ่งสวนมา มีคลื่นกระทบแรงๆ เรือเราก็เรือเล็กพอเรือเครื่อง เรือเร็วสวนมา เราก็ปรับเรือให้รับคลื่น ไม่ให้เรือเราล่ม ก็เอาสิ่งที่เห็นด้วยตานั้นมาคิดปรับกับตัวเองว่า ชีวิตตัวเราเองนั้นน่ะจะเปรียบเหมือนกับกองสวะที่ลอยตามน้ำไปนี่ เพราะกอสวะมันไม่มีหางเสือ มันไม่มีสมอง มันก็ลอยตามยถากรรมของมัน มันอาจจะแปะตรงนั้นก็ได้ มันอาจจะแปะตรงตลิ่งตรงนี้ก็ได้ พอลอยไปตามยถากรรม หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ชีวิตของตัวเราเองนั้นน่ะ เมื่อมีมันสมองแล้วนี่จะปล่อยให้ชีวิตล่องลอยเหมือนกอผักตบชวาอย่างนั้นรึ..?

 

ใจก็มาตามคิด ไม่ใช่ เมื่อเรามีมันสมองแล้วนี่ ก็ต้องบังคับมันให้เข้าตามทิศทางสิ่งที่ดีได้ ไม่ใช่ปล่อยชีวิตเหมือนแพสวะ ลอยตามน้ำไปหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ เมื่อเรามีมันสมองมีปัญญา เกิดมาเพื่อปรารถนาพระนิพพานปรารถนาพระนิพพาน เมื่อตั้งจิตปรารถนาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องใช้ปัญญาของตัวเอง การจะไปพระนิพพานได้ ทำยังไง ก็ต้องมีศีลบริสุทธิ์ มีจิตตั้งมั่น ตัดสังโยชน์ ๓ ได้ ก็จะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น เมื่อมีแบบแผนอย่างนี้แล้ว เมื่อมีปัญญาก็ต้องหัดจิตของเราให้เข้าตามแบบแผน ที่พระพุทธเจ้าวางไว้

 

พอคิดได้อย่างนั้น ก็นึกว่า เอาล่ะ อดทน เมื่อเห็นแพสวะอย่างนี้แล้ว เราก็จะไม่เป็นแพสวะ เราต้องตั้งมั่นเป้าหมายของชีวิตว่า ชาตินี้ที่ปรารถนาคือพระนิพพาน แต่การปฏิบัติธรรมนั้นก็ต้องมีอุปสรรค มีสิ่งที่กระทบกระเทือนกระทั่งใจ มีความเบื่อหน่าย มีอุปสรรคนานาประการไม่เหมือนกันทุกคน อุปสรรคนั้นก็เหมือนเรือที่เราพายลอยตามน้ำไปตามนั้น ก็ต้องมีเรือที่เป็นเรือใหญ่กว่า มีลูกคลื่นกระทบมาที่เรือเรา เมื่อมีอุปสรรคกระทบกระแทกเรือเราอย่างนั้น เราก็ต้องมีความสามารถในการเอาตัวรอด ไม่ให้เรือร่มได้โดยใช้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ก็ต้องมีอุปสรรคในการกระทำความดีก็ต้องต่อสู้เหมือนกับเรือกระทบกับคลื่นใหญ่

 

เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว ก็ เออ! มีความชื่นใจขึ้นมาอีก พอพายเรือต่อไปเรื่อยๆ ก็จะถึงปลายทางก็คิดว่า การพายเรือนั้น ไม่ใช่พายทีเดียว จ้ำทีเดียวถึงจุดหมายปลายทาง มันต้องพายบ่อยๆ พายถูกทาง พายโดยความอุตสาหะ ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ก็คิดมาเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเองว่า เมื่อพายเรือไปบ่อยๆแล้ว ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ชีวิตเรายังมีเวลาอีกหลายปีอยู่ การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเราปฏิบัติไม่หยุดไม่หย่อน ปฏิบัติไปตามกำลังของเราเรื่อยๆ โดยไม่ผิดทาง ก็จะถึงจุดหมายปลายทางเหมือนเราที่กำลังพายเรือนี้เหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อพายเรือกลับมาถึงวัด ก็มีความคิดว่า เออ เราจะอดทนต่อไป

 

เมื่อฉันเช้าเสร็จแล้ว ก็เข้ามาที่กุฏิ ก็อธิษฐานต่อหน้าพระว่า เราจะบวชต่อไปอีกดีหรือเปล่า ถ้าจะบวชต่อไปอีกก็ขอให้หลวงพ่อปาน หลวงพ่อช่วยตอบให้ด้วย ก็ไปเปิด ประวัติหลวงพ่อปาน อ่าน คือ เปิดไม่ได้เรียงหน้า ๑ หน้า ๒ เปิดหน้าไหนก็อ่านหน้านั้น เมื่ออธิษฐานเสร็จก็เปิด หลวงปู่ปานก็ตอบออกมาเลยว่า ..ถ้าอยากดี ก็อย่าใจร้อน จะเสียผลให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ มักได้ผลเอง.. ตรงนี้เป็นคำตอบที่ว่า ชื่นใจ เราก็ปิดหนังสือ เราไม่อ่านต่อ มีกำลังใจปฏิบัติต่อไปอีก

 

เมื่ออยู่กันต่อไป ก็ทำงานกันเป็นปกติ ก็ขอวกมาเล่าถึงตอนที่วางศิลาฤกษ์พระอุโบสถแล้ว พวกเราก็ทำงาน สิ่งที่ทำได้ คือ ทำกุฏิ ๑๐ หลัง หลังพระอุโบสถ ซึ่งขณะนี้ พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้นได้รื้อหลังเก่าออกหมด ได้สร้างเข้ามาแทนที่ใหม่ ช่วงหลัง ๑๐ หลัง ตอนนั้นแต่ละหลังข้างบนเป็นไม้ ไม้ยาง ข้างล่างเป็นคอนกรีตฉาบปูน แต่ขณะนี้ได้รื้อแล้วทั้ง ๑๐ หลังนั้น ได้สร้างเป็นคอนกรีต ทั้งบน ทั้งล่างหมด ขอให้ญาติโยมทั้งหลายทราบไว้ด้วย




◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/10/10 at 05:09 [ QUOTE ]




สอนกรรมฐาน


          เมื่อหลวงพ่อท่านได้ สร้างพระอุโบสถนั้น พ.ศ.๒๕๑๗ คือพรรษานั้น คือพรรษาที่พระบวชกันร่วม ๒๐ องค์อยู่ร่วมกัน เพราะท่านป รารภไว้ว่า จะสอน พระกรรมฐาน ๔๐ กลางวัน พร้อมทั้ง มหาสติปัฏฐานสูตร ด้วย คือสอนเป็นวิชาการ สอนกลางวันเวลาบ่ายโมง หลวงพ่อจะสอนเป็นแบบอย่าง ท่านบอกว่า แม้พวกเราจะไม่รู้ ไม่เข้าใจทั้งหมด จะได้รู้เป็นแบบอย่างว่า กรรมฐานนั้นไม่ใช่มีกอ งเดียวไม่ได้มีแบบเดียว

 

          ต่อไปภายภาคหน้า ถ้าข้าตายไปแล้ว พวกแกจะได้ไม่ทะเลาะกับคนอื่นเขา อย่าทำตัวเป็นตาบอดคลำช้าง คือคนตาบอดนี้ บอดต่อบอดคุยกันก็จะเถ ียงกัน ภาษาชาวบ้านเขาว่าโง่ต่อโง่คุยกันก็จะเถียงกัน คนรู้กับผู้รู้ เขาจะไม่เถียงกัน ที่เถียงกันในการปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น คนโง่ต่อคนโง่ คนตาบอดกับคนตาบอดคลำช้างเหมือนกันมาเถียงกัน คนตาบอดคนหนึ่งมาคลำช้างจับช้าง ก็จะบอกว่า ช้างนี่เหมือนไม้กวาด ไอ้บอดอีกคนมาคลำช้าง ก็จะเข้าใจว่าช้างนี่เหมือนปลิง อีกคนตาบอด มาคลำช้างอีกก็จะบอกว่าช้างเหมือนเสา

 

          ฉะนั้น การปฏิบัติพระกรรมฐานก็เหมือนกัน ถ้ารู้ไม่ครบ รู้นะไม่ใช่ปฏิบัติได้ทั้งหมด ที่ปฏิบัติได้ทั้งหมด ต้องพระพุทธเจ้า หรือผู้ที่มาจากพุทธภูมิ   ถ้ารู้ไม่ครบหรือไม่เข้าใจ จะเถียงกันเหมือนตาบอดคลำช้าง ดังนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงลงมือสอน กรรมฐาน ๔๐ กับ มหาสติปัฏฐานสูตร สลับกัน ท่านสอนที่ตึกเสริมศรีปัจจุบัน ตอนกลางวันนั้น บ่ายโมงท่านสาธุชนคิดดูหลังบ่ายโมง เวลาที่ง่วงนอนที่สุด คือ พระฉันเพล ๕ โมง พัก ๒ ชั่วโมง ก็ลงมาฟังคำสอน หลวงพ่อสอนสนุก ท่านสอนทุกวันเสาร์อาทิตย์เว้นวันพระ ที่ท่านกำ หนดสอนตอนบ่ายวันเสาร์และอาทิตย์ก็เพื่อให้ญาติโยมที่อยู่ทางกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสมารับคำสอนด้วย สอนพื้นฐาน เมื่อสอนเสร็จท่านก็สั่งติดลำโพงข ยายเสียงในห้องทุกห้องที่มีอยู่ตอนเย็น ๆ ก็เปิดเสียงตามสายออกมาให้ญาติโยมฟัง

 

          ท่านบอกว่า ให้ผ่านหูผ่านตาไปเรื่อย ๆ เมื่อฟังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็ไม่เป็นไร จิตจะไปจดไปจำ เมื่อใครเขามาสอบมาถามก็ยังมีความเข้าใจบ้างเป็นการยัดเยียดให้เกิด ปัญญา กระทั่งปัจจุบันนี้ ๒๐ กว่าปีแล้วก็ยังทำอยู่ คือเปิดเสียงตามสายไปยังห้องทุกห้องตอน ๔ โมงเย็นครั้งหนึ่ง ตอน ๓  ทุ่มครั้งหนึ่ง ตอนตี ๔ ครั้งหนึ่ง เพื่อให้ญาติโยมที่มาประจำอยู่ที่วัดนั้น รับทราบข้อวัตรปฏิบัติและธรรมะก่อนนอนก็เป็นบุญ ตื่นมาก็เป็นบุญ เอาไม้กวาดลานวัดก็เป็นบุญ อย ู่ในวัดถ้าไม่ชั่วจริง ๆ มันตกนรกไม่ได้ แต่ก็ยังมีผู้ที่ต้องการตกนรก ยังอยู่อีกเยอะ

 

          ฉะนั้น ท่านสาธุชน ผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คงไม่หนักใจ เล่าย้อนไปย้อนมา อาจจะไม่ได้สาระอะไรมากก็ขอเล่าต่อเลยว่า เ มื่อท่านสอน กรรมฐาน ๔๐ และ มหาสติปัฏฐานสูตร เสร็จภายในพรรษา ออกพรรษานั้น ก็สอนพระธรรมวินัย พระวินัยอีก เพื่อให้พระอยู่ในศีลในธรรมกัน พระวินัยตอนนั้นมีประมาณ ๔ ม้วน คือม้วนละ ๙๐ นาที เมื่อสอนพระวินัยแล้ว มีตอนหนึ่งที่อาจมาจำไม่ลืม ก็คือ คน ในวัดก็ดี พระในวัด ก็ดี ท่านบอกว่า "..แม้นข้าจะตายไปจากร่างกายแล้ว พวกที่อยู่เบื้องหลังนั้น ถ้ามันยังทำเลวกันอยู่  ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเดียรถีย์นี้อยู่ในวัดนี้ เมื่อข้าตายไปแล้ว ก็จะคอยดู มันทำความดีกันหรือเปล่า ถ้าไม่ทำความดี ข้าจะจัด การมันทุกคน.." เป็นสิ่งที่อาตมาเองก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่ามันจะเลวจนท่านจะไม่รับให้อยู่ในวัดนี้

 

     ฉะนั้นท่านทั้งหลายเมื่อเข้ามาอยู่ในสถานที่นี้แล้วก็ให้ตั้งจิตตั้งสติ ตั้งความดีไว้ว่า จะประกอบแต่ความดี อันที่จริงนี้ไม่ใช่ขู่  แต่เล่าตามความเป็นจริงที่อาตมาอยู่มานาน ไม่ใช่อยู่มานานแล้ว จะเป็นผู้ที่ประเสริฐอยากจะประเสริฐเหมือนกัน แต่ยังอดเลวไม่ได้


◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/10/10 at 05:52 [ QUOTE ]




ความเป็นอยู่สมัยแรก


          หลวงพ่อสมัยก่อนท่านอยู่ที่วัดก็มีลูกศิษย์นิด ๆ หน่อย ๆ แต่ก็สอนกรรมฐานทุกวัน ถึงท่านจะแก่คนไปมากไปน้อยก็สอนกรรมฐานทุกวัน พอสอนไปตอนหลังนี่ท่านแก่มาก ก็สั่งกับอาจมาบอกว่า


          “..นันต์..! แกอย่าลืมนะว่าวัดนี่ที่ข้าสร้างมาได้หลายร้อยล้านนี่ ข้าไม่ได้สร้างด้วยอะไรเลย สร้างด้วยกรรมฐาน แกอย่าทิ้งกรรมฐานนะ ถ้าแกทิ้งกรรมฐานเมื่อไรวัดจะพัง เพราะข้าสร้างมาข้าสร้างด้วยกรรมฐานนะวัดนี้น่ะ!..”


          ท่านบอกว่า ท่านสร้างไปนี่ถ้าเราทำจิตดีนี่เทวดาท่านก็ช่วยเกื้อหนุน พระท่านก็ช่วย มีรุ่นก่อน ๆ ที่ท่านสร้างเขาเรียกว่า ตึกริมน้ำ ท่านไม่มีลูกศิษย์มากนี่ พ.ศ.๒๕๑๓ นี่ยังไม่มีลูกศิษย์ การเงินก็ยังได้วันใช้วัน อะไรอย่างนี้ กฐินทีก็ใช้หนี้เขาทีหนึ่ง  ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อสร้างกุฏิหลังนี้ไม่มีเงินเลย พระอินทร์มาบอกว่า “..คุณเทวดาน่ะ..! ร้อนไปทั้งดาวดึงส์แล้วนะ!..”


          ท่านช่วยยังไงล่ะ..! ช่วยหาเงินเพราะเป็นหนี้เขานี่   เป็นหนี้เขากฐินทีก็ใช้เขาที กฐินทีก็จ่ายหนี้ทีหนึ่ง แต่ช่างช่วงนั้นก็เรียกว่าไม่มีเงินก็เชื่อเครดิตพระคือปล่อย ปล่อยทำไปเรื่อย ช่างแถวนั้นรวยทุกคนที่ปล่อยเครดิตให้นะ รวยทุกคนเพราะหลวงพ่อนี่ท่านไม่ค่อยทิ้งคน ท่านไม่ทิ้งผู้มีบุญคุณกับท่าน อย่างโยมกิมกียังงี้ให้มาขายในร้านในวัดเลยเพราะว่าหลวงพ่อแต่ก่อนไปอยู่วัดใหม่ ๆ บิณฑบาตไม่ได้ก็ต้องผูกปิ่นโตเขา


          อาจารย์ยกทรง   “..นี่ก็รุ่นเก่าเหมือนกันหรือโยมกิมกีนี่..”


          พระครูปลัดฯ    “..ใช่รุ่น ๑ เลย ทำอาหารถวายหลวงพ่อท่านเช้าก็ไปเอาอาหารมา..”


          อาจารย์ยกทรง   “..ตอนที่จะเริ่มสร้างวัดใหม่นี่ ท่านพระครูเจ้าอาวาสนี่มาอยู่กับหลวงพ่อหรือยังครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..อยู่แล้ว ฝั่งนั้นนะ ไปอยู่พรรษานั้น พ.ศ. ๒๕๑๖..”


          อาจารย์ยกทรง   “..เริ่มยังไงก่อนครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..มาอยู่กำลังสร้างตึกเสริมศรีพอดี ฝั่งเก่านะ ฝั่งใหม่ยังไม่มีอะไรเลย ยังเป็นป่าเป็นดงอยู่ เพราะแถวโบสถ์เป็นที่ลุ่มทั้งนั้น ลุ่มแค่คอเรานี่ถมพื้นดินขึ้นมาตั้งร่วม ๒ เมตรได้มั้ง !..”


          อาจารย์ยกทรง   “..ริเริ่มรุ่นนั้นใหม่ ๆ นี่พระทุกองค์เจริญกรรมฐานแล้วต้องทำงานหรือเปล่าครับ..? หรือว่าเจริญกรรมฐานแล้วไม่ต้องทำงาน ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..โอ้โฮ..! ทำเหมือนกรรมกรนี่แหละ !..”


          อาจารย์ยกทรง   “..พระรุ่นนั้นน่ะเหรอ ?..”


          พระครูปลัดฯ   “..ใช่..! ทำจนคนไปวัดว่า เฮ้ย..! ใช่พระหรือปล่าหว่า เขาคุยกัน คือเราใส่งอบกันกลางวันแสก ๆ นี่ใส่งอบกันเพราะหัวล้านนี่หลวงพ่อก็ไปซื้องอบมาให้ใส่กันชาวบ้านบอก เฮ้ย..! ใช่พระหรือเปล่าวะ..! เราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ หลวงพ่อท่านสอนไม่ให้พระสำอาง สำอ างคือว่า นอนจนตัวขาวแล้วไม่ทำอะไร ดีแต่พูดปากก็ว่าไอ้นั่นไม่ดีไอ้นี่ไม่ดี ท่านไม่ชอบ คนพูด ส่วนมากท่านชอบคนทำงาน สังเกตดูท่านชอบคนทำ ถ้าคนดีแต่พูดไม่ค ่อยเอา..”


          อาจารย์ยกทรง   “..แหม..! เรียกว่ารุ่นแรกนี่เหนื่อยมากที่สุดนะ..”


          พระครูปลัดฯ    “..คือทำงานทุกวันนะ ทุกวันต้องออกแต่เช้ามายันเพล พอเพลมาก็พักสักครึ่งชั่วโมง.."


          อาจารย์ยกทรง   “..พอฉันเพลเสร็จแล้วก็ต่ออีกยังงั้นเหรอครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..ทำงานเอง เดี๋ยวนี้ถึงติดพวกล้างชามเองยังงี้ ไม่ว่าอะไร ฉันแล้วก็ล้างเองอะไรเอง ลูกศิษย์ลูกหาไม่ต้องไปสนเพราะไม่มีเราก็ทำเองได้เลย..”< /p>

          อาจารย์ยกทรง   “..หัดให้ช่วยตัวเองมาตั้งแต่ต้น ตอนที่อยู่กับหลวงพ่อใหม่ ๆ อาหารการขบฉันสบายดีเหรอครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..เรื่องอาหารนี้มันก็ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หลวงพ่อจ่ายยังไง อาหารก็ทำเสริมตอนกลางวันอย่างสองอย่าง อาหารพอฉัน เพราะพระมีน้อย ๕ องค์ ๑๐ องค์.."


          อาจารย์ยกทรง   “..อ๋อ..! แค่นั้นเองเหรอครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..ใช่ เพิ่งขยับมาถึงตอนนี้ ประมาณ ๕๗ องค์ ก็ฉันมื้อเดียวเสียบ้าง อะไรบ้าง เวลากลางวันก็เหลือโหรงเหรง.."


          อาจารย์ยกทรง   “..มื้อเดียวนี่ไปติดใจธุดงค์หรือยังไงครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..ติดใจธุดงค์แต่ไม่ใช่ว่าฉันมื้อเดียวแต่โอวัลติน ๕ แก้วนะ ตอนธุดงค์ใหม่ ๆ จะนั่งกรรมฐาน ตอนเที่ยงก็แก้วหนึ่ง ก่อนจะนั่งแก้ว ขากลับอีกแก้ว เวลาจะสวดมนต์เย็นนั่งกรรมฐานอีกแก้ว ร้านอาหารเขาก็เลี้ยงดี ฉันเท่าไรก็ไม่ว่าอะไรก็ดีเหมือนกัน.."


          อาจารย์ยกทรง   “..บ่ายจัด ๆ รู้สึกหิวเหมือนกับฉัน ๒ มื้อไหมครับ หรือว่ายังไงครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ    “..ไม่หิว เหมือนปกติเลยนะ หรือว่าไม่ได้ทำงานหนักก็ไม่รู้..”


          อาจารย์ยกทรง   “..ได้ข่าวว่าท่านอาจารย์ประทีปเป็นเจ้าอาวาสชั่วคราวเหรอครับ ?..”


          พระครูปลัดฯ        “..ใช่เพราะไม่มีใครเลย ไม่มีพระเหลือองค์เดียว ธุดงค์หมดก็ดีอันที่จริงก็เป็นดำริของหลวงพ่อ ท่านเคยไปตรวจงานเหมือนกันบอกว่าต่อไปสถานที่นี้เป็นที่ธุดงค์  พวกแกก็เปลี่ยนกันมาซี จะให้อยู่เป็นเดือนเลยด้วยซ้ำ ใครอยากจะอยู่ก็อยู่ไปเลยสักเดือนครึ่งเดือนก็เปลี่ยนกันไป เปลี่ยนกันทำงาน เปลี่ยนกันทำ..”


          อันที่จริงก็คงจะเป็นท่านคอยช่วยด้วย เพราะเราไม่เคยคิดเลยในใจเพราะเราไม่ค่อยรู้เท่าไร พอตรวจงานพระสุรจิตนี่จะรู้ ไปตรวจงานท่านจะดำริ พระสุรจิตท่านควบคุมงานก่อสร้างอยู่ ไปกับหลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่าตรงนี้ต่อไปจะเป็นสถานที่ธุดงค์นะ พวกแกก็เปลี่ยนกันมา พอท่านมรณภาพแล้วก็ เอ๋..! จะคิดอะไรนะที่ทำให้คนที่มาวัดแล้วกลับไปได้บุ ญมากที่สุด เรื่องอะไรท่านก็ทำหมดแล้วใช่ไหม ก็มาเรื่องปฏิบัติธรรมนี่นะถึงจะตรง ต้องรักษาจิตใจของคน ถ้าจิตคนดีวัดก็ทรงตัวอยู่ได้ กิจกรรมอะไรถึงจะทำให้คน รวมตัวกัน เราก็คิดว่าคนจนไปวัดได้ ก็คิดได้เรื่องธุดงค์นี่แหละ



◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/10/10 at 06:14 [ QUOTE ]




ท่านท้าวมหาราชช่วย


          ความจริงท่านท้าวมหาราชนี่ท่านช่วยหลวงพ่อตลอด ช่วยดูแลวัด ช่วยในงานก่อสร้างวัด แม้ร่างกายหลวงพ่อตั้งแต่ปี ๓๐ หลวงพ่อป่วยมาก ท่านบอกว่าเหมือนกับต้นไม้ที่ตายแล้ว มีใบร่วงหมดแล้ว จะเดินไปไหน ท่านบอกว่าท้าวมหาราช ช่วยประคองตลอด เดินเองจริง ๆ เดินไม่ไหวหรอก พอท่านวางก็แทบจะหมดแรง ท่านช่วยหลวงพ่อมาตลอด แม้แต่ศพหลวงพ่อ ท่านก็ช่วยดูแลตลอด


          เวลาที่วัดทำบุญใหญ่ที่หลวงพ่อจะบวงสรวงใหญ่มีอยู่คราวหนึ่ง พอบวงสรวงท่านท่านท้าวมหาราชก็ถามหลวงพ่อท่านจะต้องการอะไรไหมครับ หลวงพ่อบอกไม่ต้องการอะไรหรอก ท้าวมหาราชถามท่านไม่ต้องการเงินเหรอ ต้องการทำบุญใหญ่หลวงพ่อบอกต้องการน่ะ..! ต้องการแต่ไม่ขอ ท่านขออะไรรู้ไหม..? 


          หลวงพ่อบอกขอให้อากาศครึ้ม ๆ ไม่ให้ร้อนเกินไป ไอ้เราก็นึก แหม..! ตรงข้ามกับเราเลยนะ เรานี่จะขอเงินเลย หลวงพ่อบอกว่าถ้าอากาศครึ้มใจคนจะดี ใจคนจะไม่เร่าร้อน เย็น เงินเขาก็จะให้เอง ตามกำลังศรัทธาของเขา


          มีเรื่องอะไรท่านจะบอกก่อนเสมอ อย่างมากรุงเทพฯ ท่านจะเช็คก่อน ๗ วัน ๗ วันต่อไปนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง คนจะมายังไง ๆ ท่านรู้หมด


 

หลวงพ่อก่อนออกรับแขก

 

          ก่อนออกรับแขกนี่หลวงพ่อท่านจะดูคนก่อน บางทีท่านก็เล่าให้อาตมาฟัง วันนี้จะมีคนมาหา เป็นคนระดับไหน หมายความว่ามีความดีระดับไหน แล้วจะพูดยังไงจะทักมันยัง ไง พูดทุกคำมีเหตุมีผลหมดบางทีแม้แต่ฉันอาหารวันนี้จะทักกับใครทักยังไง บางทีทัก “..เออ..! ลูกสาวเอ๊ย !..” เพราะว่าเป็นลูกสาวแม่เขาให้มาบอกยังงี้

 

          บางทีออกรับแขก ท่านกวาดตามองหาคนที่แม่เขาบอกมาหรือเปล่า อย่างท่านแม่ศรีมาบอกว่า ลูกคนนี้มาให้ทักมันเสียหน่อย   มีอยู่คราวหนึ่งแขกมารอข้างล่าง ก็เข้าไปกราบเรียนท่าน “..หลวงพ่อครับแขกมา..” ท่านบอกยังไงรู้ไหม “..ปล่อยมันก่อนไอ้นี่มันแอ๊ค แอ๊คว่ามันรวย มันใหญ่โตมาก..” ขนาดยังไม่ลงนะ ท่านรู้แล้ว ปล่อยให้รอไปก่อน ท่านก็ไม่ยอมลง หลวงพ่อท่านรู้จริง ๆ

 

          คราวหนึ่งประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๕ เห็นจะได้ เป็นตอนที่พระสมุห์บัญชาและพระชัยศรี (ขณะนั้นยังบวชอยู่) เพิ่งเข้ารับหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่รับแขกของหลวงพ่อ  ที่ศาลานวราช มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อท่านมีอาการป่วยค่อนข้างมาก ทั้งสององค์ก็ได้ปรึกษากันว่า วันนี้อยากให้หลวงพ่อได้พักผ่อนสักวัน ถ้ามีแขกน้อยก็จะพยายามบอกให้แขกกลับไปก่อน

 

          เผอิญวันนั้นมีแขกมา ๒ คน แกไม่ยอมกลับจะพบหลวงพ่อให้ได้ ตามปกติก่อนที่หลวงพ่อท่านจะลงรับแขก ท่านจะต้องโทรศัพท์มาถามก่อนเสมอว่า มีแขกมารอหรือยั ง พระสมุห์บัญชากับพระชัยศรีก็ปรึกษากันไว้ว่า ถ้าหลวงพ่อโทรศัพท์มา (โทรศัพท์มี ๒ เครื่องอยู่ที่ห้องโถงเป็นที่สำหรับแขกหนึ่งเครื่อง และอยู่ห้องข้างหลังอีกหนึ่งเครื่อง)

 

          เราจะเข้าไปรับโทรศัพท์ข้างในให้แขกนั่งรออยู่ข้างนอก แล้วบอกหลวงพ่อว่าในนี้ไม่มีแขกครับ เมื่อท่านโทรศัพท์มาถาม ก็บอกไปตามที่ตกลงกันไว้ ก็มีเสี ยงตวาดทางโทรศัพท์ว่า   “..แล้วไอ้ที่เขานั่งคอยข้างนอก ๒ คนนั่นใครวะ !..” เท่านั้นเองทั้งสององค์ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม เหมือนขโมยที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา

 

          แสดงว่าหลวงพ่อท่านมีสายตาที่ยาวไกล  มองเห็นได้ไกลมาก เพราะศาลานวราชกับตึกอินทราพงษ์ที่ท่านพัก ไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย อยู่คนละฟากถนน และท่านก็อยู่ในห้องที่มิดชิด ท่านยังรู้ว่า ที่ศาลานวราชมีใครบ้าง

 

          หลวงพ่อเองนี่รู้อะไรมิใช่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ เคยไปอ่านหนังสือของท่าน เรื่องท่านทองดี พ่อของรัชกาลที่ ๑ มาบอกกับท่านว่าแถวนี้นะเป็นบ้านเก่า ริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรังตรงข้ามวัด หลวงพ่อบอกว่ามันต้องมี หลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ด้วยตาเห็น มือจับได้ จะให้เชื่อเลยน่ะ..! เชื่อไม่ได้หรอก ท่านทองดีก็บอกว่า พรุ่งนี้นะฝั่งข้างโน้น เขาจะรื้อบ้านกัน ตอนสาย ๆ ตอน ๔ โมงเขาจะเอาเงินพดด้วงมาให้ท่าน ก็เป็นจริงตามนั้น

 

          นี่แสดงว่าเทวดาพูดก็เป็นจริงตามนั้น พูดเฉย ๆ ไม่มีหลักฐานก็พิสูจน์ยากเหมือนกัน แต่หลวงพ่อท่านไม่ได้เชื่องมงาย ต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาท่านจึงจะเชื่อ พวกเราอย่าให้ใครเขาหลอกลวงก็แล้วกัน เขาพูดอะไร ก็เชื่อเสียเงินไปเรื่อย ๆ ก็เสีย ครูบาอาจารย์สอนมาดีแล้ว เราอย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ



◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/10/10 at 06:36 [ QUOTE ]




หลวงพ่อเป็นคนละเอียดลออมาก


          “..แหม..! ชอบใจที่บอกว่าหลวงพ่อให้ไปนับกระดาษห่อทองคำเปลว...”


          โอ..! เรื่องเปลือกทองนี่โหดร้ายมาก หลวงพ่อสั่งให้นับ เวลาปิดทองโบสถ์ต้องใช้ ทองเป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนกันนี่ ปิดแล้วเอาเปลือกทองมา ที่ละห้าหมื่น ๆ เราก็ต้องเอามานั่งนับเปลือกทอง เวลาช่างมาส่งต้องนับต่อหน้าช่างด้วยนะ นับไปก็นึก “..เอ๋..! หลวงพ่อให้นับทำไมนะ..? จะขายได้สักเท่าไรนะ ?..” ไอ้เปลือกทองนี่ให้นับอยู่เรื่อย   มารู้ตอนหลังว่าท่านกันไม่ให้ช่างปิดทองลักทอง สมัยก่อนทองแผ่นละบาท แรงงานวันละ ๒๐ บาท มันลักไปวันละ ๑๐ แผ่น ๑๐ วันก็ ๑๐๐ แผ่นแล้ว ที่ให้นับมันจะได้โกงไปไม่ได้มารู้ตอนหลัง


         มีอยู่ที่หัวใจจะวายตายไปยกเมฆท่าน คิดว่าตัวเราฉลาดมากยกเมฆหลวงพ่อ หลวงพ่อสั่งบอกว่าเวลาเขาเบิกกลอนไปกี่ตัว แกทำบัญชีไว้นะ แล้วแกไปดูด้วยเขาใส่กลอนตามห น้าต่าง ถูกไหม ตะปูเบิกไปเท่าไร่จดไว้ ไอ้เราก็ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ถามบ้าง   ไม่ถามบ้าง ขี้เกียจทำยกเมฆบ้าง วันหนึ่งไปกราบตอนเช้า ๆ หลวงพ่อถาม “..นันต์..! แกทำบัญชีเบิกหรือเปล่า ?..” ทำครับ   “..แกทำไว้เรียบร้อย ใช่ไหม ?..” ครับ ท่านมองลอดแว่นมาหาเลย “..เดี๋ยวข้าจะขอดูบัญชีแกสักหน่อย..”โอโฮ..! หัวใจจะวายให้ได้ เวลาท่านดุนี่ด่า ๓ วัน ๓ คืน ถ้าลงเทปด้วยละก็ไม่ต้องแล้ว ประจานกันทุกวัน เทปเปิดตอนเย็นนี่ เปิดเทปทีก็แปล๊บ..!


 


เจอผีที่ตึกกลางน้ำ


          ที่ตึกกลางน้ำมีอยู่หลายคราว เวลาหลวงพ่อมากรุงเทพฯ เราก็เฝ้าตึกองค์เดียว นอนดูเหมือนตึกมันโยก เราก็เปิดไฟดูเท้าเราก็ส่าย ก็นึก เอ..! แผ่นดินไหวรึไง..? อีก ๒ – ๓ วันหลวงพ่อมา บอก “..เมื่อคืนนี้เทวดาเขาเดิน แสดงให้รู้ว่าเขานี่อยู่ยามนะ ดูแลทรัพย์สมบัติของสงฆ์อยู่..” หลวงพ่อนี่รู้แล้วว่าเทวดามาอยู่ยามนะ เราก็นึก อ๋อ..! นึกว่าเพ้อไปคนเดียว เขาทำให้ดูว่าเขามาอยู่ยาม ตึกไหวทั้งหลังเลย ไม่ใช่เรานึกเองนะ มันโยกให้เห็นเลย แต่ไม่รู้สึกกลัวนะ เขาคงทำไม่ให้กลัว เทวดานี่ทำให้กลัวก็ได้ ไม่ให้กลัวก็ได้ นี่คงจะไม่อยากให้กลัวนะ แต่พระวิรัชเห็นทั้งตัวเลย คือไปนอนอยู่ตึกกลางน้ำเหมือนกัน เห็นแต่งตัวเป็นเทวดาขาวแว็บเลย


 


หลวงพ่อเป็นคนสันโดษ


          หลวงพ่อเป็นพระสันโดษ ไม่ทำอะไรฟุ่มเฟือย การกิน แม่ครัวทำอะไรมาก ๆ มักจะโดนดุ   เวลาเขาทำพิธีบวงสรวง บวงสรวงเสร็จ แม่ครัวเขาจะหั่นหมูทำน้ำจิ้ม ท่านเห็นก็ว่า “..แม่ครัวมันจังไรจริง ๆ มันต้องใส่ผักใส่หญ้าบ้างซิ นี่ให้กินแต่เนื้อ ผักไม่ใส่เลย..” ท่านไม่ให้กินดีมาก คนเราถ้ากินดีแล้วไปเจอกินไม่ดีมันกินยาก เป็นพระต้องกินได้ทุกอย่าง ไม่ใ ช่กินดีตลอด ชาวบ้านเขาให้ดีบ้างไม่ดีบ้าง มันต้องปรับตัวให้เข้าได้ทุกสภาวะ กลดก็อยู่ได้ อาหารไม่ดีก็อยู่ได้ ไปเลี้ยงดีเสียแล้วปรับลงยาก เป็นโทษแก่ตัวเหมือนกัน


          แต่อยู่กับหลวงพ่ออยู่ตั้งแต่จนมานะ หลวงพ่อจะไปไหนก็ลำบาก จะไปเทศน์ที่ ๐๔ ตาคลี อาตมาไปบิณฑบาตสายเรือ หลวงพ่อบอก “..นันต์..! แกไปบอกโยมเอี้ยงทีนะตอนเที่ยงแล้วให้มารับข้า จะไปเทศน์ที่สถานีวิทยุ ๐๔ ตาคลี..” ไปเทศน์ที่ ๐๔ ก็ต้องเอาครูนนทาไปด้วย ครูนนทาเป็นคนรวยใช่ไหม ไอ้โจรก็จะมาจับเรียกค่าไถ่ สมัยก่อนไม่มีตำรวจมากอย่างนี้ มีแต่จ่าตระกูล จ่ าตระกูลก็มาเย็น ก็ต้องให้ตามไปด้วย จะไปรถเมล์รถสองแถวหน้าวัด


          ตอนมาสายลมทีแรกท่านก็นั่งรถเมล์มาเอง ต่อมาท่านเจ้ากรมฯ ต้องไปรับไปส่งคนก็ไม่มาก เรื่องก่อสร้างพอถึงปีทีก็จะจ่ายหนี้กันที ก่อนกฐินก็สร้างกันไปเรื่อย แต่หลวงพ่อท่านขยันนะ ลงกรรมฐานทุกวัน สอนกรรมฐานทุกวัน เวลาว่างท่านจะอัดเทป เวลาตีสี่ครึ่งท่านจะเดินจงกรม



<<โปรดรอติดตามตอนต่อไป>>



◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top