Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 11/5/10 at 10:19 [ QUOTE ]

"บทความ" จาก..หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม 2 (ตอนที่ 1)






ลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒


สารบัญ

01.
พระครูวิจารย์วิหารกิจ
02. พระบุญรัตน์ กันตจาโร
03. พระสมุห์ประจวบ สนฺติปภสฺโส
04. พระวิชัย จิรธมฺโม
05. พระมหาสิงห์ วิสุโธ
06. สามเณรยอด มานพ
07. เฉลิม คงทอง
08. สาย โพธิ์ใหญ่
09. พลอากาศตรีมนูญ ชมพูทีป
10. เซียวมิ้น กาญจนอุทัย
11. สมนึก เจริญศรี
12. พ.อ.อ.ประมวล ราชอินทร์
13. พ.อ.ศรีพันธุ์ วิชพันธุ์
14. พ.ท.แสวง เทพบริรักษ์
15. ยุพา เทพบริรักษ์
16. วีระ งามขำ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/5/10 at 10:19 [ QUOTE ]




สำนึกในพระคุณ


พระครูวิจารย์วิหารกิจ (พระครูสุรินทร์)



....ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๐ โยมพ่อและโยมแม่มาลัย เดินทางไปค้าขายทางเรือที่ จ.อยุธยา โดยนำยาสูบจากอำเภอชุมแสงไปเร่ขาย ซึ่งขณะนั้นถึงช่วงบ่ายแล้ว ยาสูบนั้นก็ยังขายไม่ได้เลย โยมแม่ได้ทราบกิตติศัพท์ว่า หลวงปู่ปานวัดบางนมโคมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงแวะเรือเพื่อจะไปกราบท่านไปถึงทายกบอกไม่ให้เข้า เพราะท่านจำวัดอยู่ โยมแม่ก็เลยพูดสวนไปว่า “หลวงปู่ปานท่านเป็นเสือหรือไง ถึงไม่ยอมให้ฉันเข้า ฉันต้องเข้าให้ได้” ผลสุดท้ายทายกต้องยอมให้โยมแม่มาลัยเข้า หลวงปู่ปานท่านก็ลืมตาขึ้นมาพอดี

หลวงปู่ปานท่านก็ทักว่า “มายังไงละลูก”

โยมกราบเรียนว่า “ดิฉันมาค้าขายยา และขายไม่ได้ จะมาขอของดีจากหลวงปู่”

ท่านก็ให้น้ำมนต์ และให้พรค้าขายดี แล้วท่านก็สั่งว่า “ปีหน้าหลวงปู่จะไปเยี่ยมลูก”

เมื่อหลวงปู่ปานกล่าวเช่นนี้ โยมแม่ก็กลับมาด้วยความอิ่มใจ และก็ได้รูปท่านมา เป็นรูปศาลา ๓ หน้ามาบูชา แล้วก็ทำบุญกับท่านไปแค่ ๕๐ สตางค์ จากนั้นโยมแม่ก็ถอยเรือกลับมา และขายยาหมดในช่วงบ่ายวันนั้นก่อนมืดค่ำ

ครั้นปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่ปานก็มรณภาพ ปีถัดมา พ.ศ.๒๔๘๒ พออายุได้ ๗ ขวบ ข้าพเจ้าและน้องก็เป็นโรคท้องร่วงทั้งสองพี่น้อง โยมแม่ก็ปรึกษากับโยมพ่อว่ายาโบราณก็กินเข้าไปหลายขนานแล้วก็ไม่หาย จึงปรึกษากันว่า เราจะทำยังไงกันดีเพราะเราก็ยากจนเข็ญใจ ก็หันหน้าเข้าหารูปหลวงปู่ปาน และจุดธูปบอกว่าขอให้น้ำมนต์ของหลวงพ่อจงรักษาโรคท้องร่วงของลูกหาย

โยมแม่ก็อาราธนาน้ำมนต์จากท่าน แล้วเอามาให้ข้าพเจ้า ๒ พี่น้องดื่ม เมื่อดื่มแล้ว ทั้งพี่ทั้งน้องก็หายจากโรคปวดท้องและท้องร่วง จากนั้นโยมแม่ก็มีความนับถือหลวงปู่ปานตลอดมา เวลาคนแถวนั้นเจ็บไข้ได้ป่วย โยมแม่ก็ขอบารมีหลวงปู่ปานไปช่วย ตั้งแต่คลอดบุตรหรือจะถูกผีสางนางไม้เข้าก็ตาม โยมก็จะถูกตามไปรักษาทั้งกลางวันและกลางคืน ต่อมาโยมพ่อเบื่อก็ลาจากการช่วยรักษาคน โยมแม่ยังไม่เบื่อก็ยังช่วยคนต่อไปเรื่อยๆ

ปี พ.ศ.๒๔๙๖ ข้าพเจ้าออกจากโรงเรียน และพอดีได้รับอุบัติเหตุ โยมแม่จึงบนหลวงปู่ปานและหลวงปู่จงด้วย ให้ข้าพเจ้าบวชเณร ๑๕ วัน พอบวชเณรครบกำหนด ข้าพเจ้าก็จะสึก โยมแม่ก็จุดธูป ยกข้าพเจ้าให้หลวงปู่ปาน บอกว่า ขอให้เณรที่บวชอยู่แล้ว ได้บวชเณรต่อไปยันถึงการได้บวชเป็นพระภิกษุ เมื่อโยมแม่ทำการอธิษฐานอย่างนั้นแล้ว คงเป็นเพราะบารมีหลวงปู่ปานสิงสู่จิตใจ ก็ทำให้ข้าพเจ้าบวชเณรติดต่อกันมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๒

ข้าพเจ้าก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดบางแพรกเหนือ ก่อนเข้าพรรษาก็ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ ซึ่งเขากำลังสร้างกุฏิอยู่ข้างโรงเรียน เมื่อสร้างกุฏิแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปเที่ยวตรงสวนวัดปัจจุบัน แล้วก็ตั้งจิตบอกกล่าวกับหลวงปู่ปานว่า ถ้าได้ที่ดินตรงนี้ จะสร้างวัดถวายบารมีหลวงปู่ปาน พอปี พ.ศ.๒๕๐๔ หลังบอกบุญเรี่ยไรรวมทั้งทายกทายิกาเขาช่วยกัน ก็ย้ายวัดจากข้างโรงเรียนมาตั้งที่วัดปัจจุบันนี้ แล้วก็ถวายให้เป็นวัดหลวงปู่ปานได้นามว่า วัดโพธิ์ประชาราษฎร์ ต่อมาปี ๒๕๐๖ – ๒๕๐๙ ข้าพเจ้าก็อยู่จำพรรษาที่วัดสุขุมารามนี้

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ข้าพเจ้าป่วยอยู่โรงพยาบาลสงฆ์ ก็บอกว่าถ้าจะตายก็ไม่ว่า ขอให้ได้เดินทางไปไหว้รูปเหมือนหลวงปู่ปานที่วัดบางนมโค พอดีโยมแม่ลงไปเยี่ยม ต่อมา ๑ – ๒ วัน หมอให้ออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางจากจังหวัดนนทบุรี มากราบรูปเหมือนหลวงปู่ปาน และได้เจอหลวงพ่อฉัตร หลวงพ่อเล็ก และทายกวัด

หลวงพ่อฉัตร ท่านเป็นพระที่สันโดษ ไม่ห่วงใยอาลัยในชีวิต และก็ฉันองค์เดียว ท่านคุยสนุก ใจดี ยิ้มแย้มดี ท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ปานนี่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวท่านเองนั้นก็ไม่ได้ตามไปด้วย ท่านพูดว่าปล่อยคุณอาไป (หลวงพ่อฉัตรท่านเรียกหลวงปู่ปานว่า คุณอา) หลวงพ่อฉัตรท่านเมตตาเล่าประวัติหลวงปู่ปานให้ฟัง เล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเก่งของหลวงปู่ปาน ว่าท่านสามารถถอดญาณ ถอดจิต และเล่าถึงมีญาณพิเศษต่างๆ ให้ฟัง ก่อนกลับหลวงพ่อฉัตรท่านแจกรูปภาพกระดาษหลวงปู่ปาน เป็นรูปศาลา ๓ หน้า มีภาพหลวงปู่ปานนั่งอยู่กลาง ท่านให้มาเยอะ ให้เอาไปแจก

ส่วนหลวงพ่อเล็กนั้น ท่านมีปฏิปทาที่พูดน้อยมาก และไม่ค่อยพูด ท่านเป็นพระที่นิ่ง ขณะที่ไปค้างที่วัด ๒ – ๓ วัน หลวงพ่อเล็ก ป่วยอยู่ ไม่ค่อยลงรับแขก

ทายกวัด อยู่ใกล้ๆ กับวัด ได้ให้ผ้ายันต์รูปหลวงปู่ปานสีแดงมา ๑ แผ่น ปัจจุบันข้าพเจ้าก็ใส่กรอบไว้และติดไว้ในย่ามเสมอ ข้าพเจ้าไปพักอยู่ที่วัด ๒ – ๓ วันก็กลับ

ครั้นปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ข้าพเจ้าเจอหนังสือคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าที่หลวงพ่อพิมพ์แจกที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า พอข้าพเจ้าได้หนังสือนั้นมา ก็ออกตามมาหาหลวงพ่อถึงวัด เพราะอยากได้คาถา จึงเดินทางไปที่อำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท ที่แวะวัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อในสมันนั้น มีนามเรียกว่าหลวงพ่อมหาวีระ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตอนข้าพเจ้าไปหาหลวงพ่อที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า

ครั้งแรกนั้น ไปถึงหมาก็จะกัด เพราะหลวงพ่อเลี้ยงหมาไว้เยอะ หลวงพ่อออกมาจากห้องพอดี ท่านอยู่ตามสบายของท่าน พอท่านออกมาท่านก็พูดธรรมะแบบแทงใจ คือด่าตรงๆ พอเจอหน้าท่านเท่านั้น พอเริ่มพูด ท่านก็ด่ากิเลสออกมาเลย กิเลสข้าพเจ้านะ ท่านคุ้ยกิเลสข้าพเจ้าออกมาให้ดู ข้าพเจ้าไปกับทิดเสริฐ (อี่-แจ๊ว) ท่านรู้หมด ด่าไม่เลี้ยงเลย ข้าพเจ้านั่งหน้าแดง ประเสริฐงี้หูแดงบอกเอ้อเก่งมาก ถูกด่าหมดเปลือก นับเป็นเรื่องอัศจรรย์จริงๆ ท่านพูดง่ายๆ

สมัยนี้เขาเรียกว่า รู้ใจหมด กิเลสเรามีอยู่ในใจเท่าไร ท่านพูดออกมาจนหมด พูดแล้วไม่มีข้อแก้ตัวได้เลย ท่านพูดอย่างนั้น พูดตรงๆ พูดแบบสอน ข้าพเจ้านั่งหน้าแดง ข้าพเจ้าก็หลบๆ ไม่ค่อยกล้า เพราะกลัว หลวงพ่อท่านรู้ ท่านเก่งมาก เป็นเรื่องอัศจรรย์มากทีเดียว เจออย่างนี้แล้วต้องยอมเลย ก็มีเวลาคุยกับท่านไม่นานนักก็ลากลับ

นับตั้งแต่วันนั้น ก็ติดต่อกับท่านมาตลอด จนกระทั่งถึงวันสารท ถวายอาราธนาให้ท่านเดินทางมาที่วัดสุขุมารามนี้ (ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙) ท่านเมตตามาเทศน์ในวันสารทนั้น

ในการเทศน์วันนั้นหลวงพ่อเริ่มเทศน์ โดยการบอกศักราชว่า “อิทานิ ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ แปลเป็นภาษาไทยว่า บัดนี้พุทธศักราชล่วงไปแล้วได้สองพันห้า” ท่านก็พูดแค่นี้เองว่า สองพันห้า คือ ไม่ว่าลงห้าร้อย คือลงแค่สองพันห้า”

ก็ปรากฏว่า หวยงวดนั้นออก สองห้า ข้างล่าง นี้ก็เป็นบารมีของหลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร หรือหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

หลังจากเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าไปกราบหลวงพ่อ ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าในครั้งแรก ท่านพูดแทงใจข้าพเจ้า โดยพูดล้วงกิเลสที่อยู่ภายในใจข้าพเจ้าออกมาจนหมดสิ้น ข้าพเจ้าก็ยอมสยบท่านเลย และก็มีความเลื่อมใสศรัทธาท่าน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ต่อมาข้าพเจ้าก็เขียนจดหมายไปกราบเรียนท่านแล้วก็เปรียบเทียบ ขออภัยว่า “ปฏิปทาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้น มีบารมีใกล้เคียงกับหลวงปู่ปาน ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์” ที่เขียนอย่างนี้ เพราะว่าเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่มีความศรัทธาต่อหลวงพ่ออย่างมาก และไม่เคยเขียนไปที่ไหนมาก่อนเลย นอกจากนี้ก็ถามเกี่ยวกับการปฏิบัติ และถามเกี่ยวกับคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย

แล้วหลวงพ่อก็ตอบจดหมายมามีใจความดังต่อไปนี้........



วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท

๑๔ สิงหาคม ๒๕๐๙

เรียนท่านอาจารย์สุรินทร์ที่รัก

จดหมายของท่านอาจารย์ลงวันที่ ๗ สิงหาฯ ผมได้รับแล้วแต่วันที่ ๑๓ สิงหาฯ รู้สึกว่าจดหมายที่มาหาผมนี้จะใจเย็นไปสักหน่อย ขอบใจที่กรุณาชมมา แต่ต่อไปอย่าใช้คำชมเชยมาเลยครับ เพราะคำชมกับผมทำหนังสือหย่ากันเสียแล้ว

ทั้งนี้เป็นเพราะคำชมหรือสรรเสริญนี้มันเคยทรยศเอากับผมมาหลายพันชาติเต็มทีแล้ว ไปเอากับมันด้วยคราวใด มันเป็นดึงลงอบายภูมิทุกคราว คิดไว้ว่าจะไม่ขอคบกับมัน แต่ถ้าใครชมหากผู้นั้นไม่ชอบพอรักใคร่กันจริงแล้ว ผมก็ยิ้มอย่างพยายามยิ้มให้ผู้ชมกันเก้อ หากท่านผู้ชมเป็นคนประเภทกันเองแล้ว ก็บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบให้ใครชม และก็ไม่นิยมนักติ เพราะทั้งสองประการนี้เป็นโลกธรรม เป็นเชื้อสายของอบายภูมิทั้งนั้น

เรื่อง เอาบารมีไปเทียบกับหลวงพ่อปานด้วยครับ กรุณาอย่ากล่าวอีกเลย เพราะท่านเป็นครูบาอาจารย์ อย่าให้ผมไปวัดรอยเท้าเลย จะหมดดีเสีย เพราะครูอาจารย์นั้น ศิษย์ไม่มีอะไรจะเอาเข้าเปรียบเทียบได้เลย ครูเป็นปุถุชน แต่ศิษย์เป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีศิษย์คนใดที่จะยอมให้ครูมาไหว้ตน มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะก้มหัวลงแทบเท้าท่านครู ถวายความเคารพ ยกครูไว้เหนือเศียรเกล้า เพราะระลึกอยู่ว่าความดีที่ตนได้รับมานั้น เป็นความดีที่ครูท่านมอบหมายให้มา

ยิ่งหลวงพ่อปานเป็นพุทธภูมิ เป็นพระทรงสมาบัติแปดด้วยแล้ว ผลที่ผมได้รับนี้ ไม่มีทางเปรียบเทียบได้เลย เพราะผมมีสมาบัติไม่ถึงแปด เรื่องการทรงใดๆ จึงแตกต่างกันอย่างเทียบกันไม่ติดเลย พอขโมยท่านมาได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง เดียวนี้ผมก็ยังต้องอาศัยท่านอยู่เสมอ หากมีอะไรขัดข้องเมื่อไร ผมก็ต้องรบกวนท่านทันที เป็นอันว่าผมเป็นศิษย์ที่หลวงพ่อปานต้องตามพร่ำสอนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว ขอโปรดอย่านำเอาผมไปเปรียบกับหลวงพ่อต่อไปนะครับ

ที่บอกมานี้ไม่ใช่โกรธ แต่บอกเพื่อกันไว้ระหว่างพวกสมณธรรมด้วยกัน คำติดคำชมเป็นของชาวโลกที่ต้องการวัฏฏะ พวกเราหนีวัฏฏะ อย่าเอาของเขามาใช้เลย ไม่เข้าใจอะไรก็ถามมาตรงๆ ดีกว่า

ธรรมปฏิบัติของท่านพอจะได้เรื่องได้ราวบ้างแล้ว แต่อย่าเพิ่งคิดว่าดีเสียก็แล้วกัน คำว่าดีนั้น ถ้ายังไม่บรรลุอรหัตผลเพียงใดจงอย่าเข้าใจว่าตนดีแล้ว พอแล้วเป็นอันขาด หากหลงผิดจะเป็นเหยื่ออบายภูมิ นิมิตที่บอกมานั้น เป็นนิมิตที่เกิดจากอารมณ์ว่างชั่วขณะ ยังเอาเป็นเนติยังไม่ได้ อารมณ์ของคุณขณะนี้ เป็นอารมณ์ที่เข้าถึงขณิกะต่ออุปจารสมาธิ แต่อุปจาระยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าใช้ได้ จงอย่าสำคัญผิดในเรื่องการเห็นนิมิตภายนอก จงยึดแต่นิมิตเดิมที่กำหนดไว้เท่านั้น อย่างอื่นแปลกปลอมเข้ามาจงละเสีย

นักเจริญสมาธิจงเข้าใจตนเองไว้ว่า เราปฏิบัติเพื่อจิตเป็นสมาธิ เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อการเห็นภาพ จงพยายามรักษาอารมณ์ที่กำหนดไว้เดิมให้คงที่ ระมัดระวังคาถาภาวนาไว้อย่างให้หลง พร้อมทั้งกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกไปพร้อมกัน คือกำหนดเป็นสามฐาน หายใจเข้า ลมกระทบกระพุ้งจมูก อก และท้อง หายใจออก ลมกระทบท้อง อกและปลายจมูก พยายามกำหนดรู้ไว้ตลอดเวลา มันจะหนีจะเผลอบ้างนั้นเป็นของธรรมดา เพราะจิตมันเคยท่องเที่ยว เมื่อเรารู้ตัวว่ามันเที่ยวก็จับมันมาใหม่ แล้วจงใคร่ครวญพิจารณาไปพร้อมๆ กับการกำหนดคำภาวนา

และลมนั้น ให้รู้ว่าลมที่หายใจเข้า ออกนั้นสั้นหรือยาว หยาบหรือละเอียด คาถาภาวนาเราว่าครบไหม กำหนดรู้ดังนี้ตลอดไป หากกำหนดนิมิตด้วยก็ให้กำหนดไปพร้อมๆ กัน เมื่อกำหนดรู้ลมสามฐานได้เมื่อไร จงรู้ตนเองว่า เรามีอารมณ์ใกล้จะถึงปฐมฌานแล้ว ต่อไปลมหายใจจะค่อยๆ ละเอียดลง จะเกิดขนพองสยองเกล้า คือขนลุกซู่ซ่า มีกายโยกโคลง บางรายมีน้ำตาไหล แต่มีใจอิ่มเอิบชื่นบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติ มีอารมณ์แนบแน่นชื่นชุมอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะเลิกในการปฏิบัติ อย่างนี้เรียกว่าปิติ

เป็นการที่อารมณ์จิตเริ่มเข้าอุปจารฌาน จะเห็นภาพแปลกๆ และชัดเจนขึ้น จงอย่าคิดว่าดียังไม่ดี ต่อไปก็จะมีความสุขสดชื่น ไม่ปวดไม่เมื่อย สุขหรรษาอย่างหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย อารมณ์ก็มีการกำหนดฐานลมหายใจเข้าออกได้ตลอดเวลาทั้งสามฐาน หากมีนิมิตๆ ก็แจ่มใสคงที่ จะให้สูงต่ำเล็ก..ใหญ่ก็เป็นไปได้ตามความต้องการ ไม่รำคาญในเสียงที่เข้ามารบกวน มีอารมณ์ทรงอยู่ได้นานกว่าปกติ คือ ๕ หรือ ๑๐ นาที แล้วอารมณ์ก็จะเคลื่อนเข้าสู่อารมณ์เดิม คือคิดเรื่องภายนอก ที่ท่านเรียกว่าตกภวังค์ อย่างนี้ท่านเรียกว่าปฐมฌาน

แต่ตอนก่อนที่จะถึงระดับนี้ จิตจะมีอารมณ์อย่างนี้ก่อน คือ เมื่อภาวนากำหนดอารมณ์ดังกล่าวแล้ว พอมีอารมณ์คล้ายจะเผลอไป ก็เกิดเห็นภาพ ต่อมาเมื่อภาวนากำหนดอารมณ์เพลินอยู่นั้น มีอารมณ์คงที่สบายเพียงขณะเดียว ก็จะเกิดอาการหวิวคล้ายพลัดตกจากที่สูง แล้วอารมณ์ก็เข้าภาวะเดิม ที่ท่านเรียกว่าตกภวังค์ คำว่า ภวังค์ มีนักปฏิบัติคิดว่าเป็นอารมณ์แน่นนั้นไม่ถูก ภวังค์เป็นอาการที่จิตพลัดจากอารมณ์ฌานเข้ามาสู่อารมณ์ปกติตามเดิม คือจิตกลับที่เดิมนั่นเองเรียกว่าภวังค์ คือเป็นที่อยู่ ภวังค์หรือภพมันก็อย่างเดียวกัน ภพแปลว่าที่อยู่ ศัพท์เดิมเขาแปลว่าความมีหรือความเป็น ก็เพราะมันมีอยู่ มันเป็นอยู่ในที่นั้น จะเรียกว่าที่อยู่จะผิดได้อย่างไร

อาการที่จิตทรงอยู่นั้นเป็นเพราะจิตเข้าสู่อารมณ์ฌาน แต่ทว่ากำลังสมาธิที่จะทรงตัวไว้ได้นั้นมีกำลังอ่อนมาก จึงทรงอยู่ในระดับฌานไม่ได้นาน เพียงขณะเดียวก็พลัดจากฌาน อาการอย่างนี้ นักปฏิบัติใหม่ถ้าพบเข้า เมื่ออารมณ์พลัดแล้ว จะทำจิตให้มีอารมณ์แนบสนิทอย่างนั้นอีกไม่ได้ อารมณ์จะไม่ยอมเป็นอย่างนั้น แต่พอรักษาใจให้สบายได้อยู่ ในระยะต้นๆ นี้จงรักษาไว้ตามแต่กำลังสมาธิ เมื่อได้แล้วก็ค่อยๆ ทำไปอย่าให้ขาด จงหลีกให้พ้นสังคมจัญไร คือพวกเดียรถีย์ พวกชอบชวนพูดนอกรีดนอกรอย พยายามรักษาอารมณ์ตามที่เคยปฏิบัติมาอย่าให้ขาด พร้อมกันนั้นก็พยายามแผ่เมตตาพรหมวิหารตลอดวัน เพื่อรักษากำลังจิตให้ชุ่มชื่น ต่อไปฌานนี้ก็จะมั่นคง

ฉบับนี้ขอแนะนำมาเท่านี้ เพราะเห็นว่า เมื่ออารมณ์จิตเข้าถึงระดับนั้นแล้ว หากทำถูกก็ไม่ช้า ปฐมฌานก็จะมาถึง พวกที่ปฐมฌานมาไม่ถึงเพราะติดภาพระหว่างทาง ท่านว่าท่านจะพากันมานั้น ผมยินดีต้อนรับ การมาหาผมไม่ต้องมีพิธีรีตอง เพราะพิธีนั้นเป็นเรื่องของวัฏฏะเขา เราเป็นพระมาอย่างไรก็ได้ ขอให้มาอย่างพระหรือพุทธศาสนิกก็แล้วกัน ถ้ามาแบบอื่นรับรองไม่ถูก แต่การมานั้นจำเป็นจะต้องกำหนดเวลาเสียแล้วครับ

ผมเมื่อบวชหลวงพ่อท่านจะใส่ปรอทมากไปหรืออย่างไรไม่รู้ มันช่างหาเวลาว่างไม่ใคร่ได้จริงๆ ทั้งๆ ที่เป็นเวลาเข้าพรรษาก็ต้องจรจัดเสมอ ที่ไปก็เพราะเป็นเขตแดนศิษย์เก่าของหลวงพ่อปาน ต้องทำงานแทนท่านตามที่รับปากไว้ แต่สมัยนี้เอาแผนกเดียว คือสอนสมณธรรมเท่านั้น

คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ผมก็อุปโลกน์ให้บำเพ็ญเป็นฌานหมด เพราะเห็นว่าได้ประโยชนมากกว่าการสงเคราะห์ด้วยวัตถุ พ.ศ.หน้า ทางวัดสะพานที่ตัวเมืองชัยนาทท่านจะตั้งสำนักสมณธรรมปฏิบัติ จะให้ผมไปคุมอยู่ที่นั่น ก็เลยต้องเขียนแบบปฏิบัติ เขียนก็ไม่ใคร่จบ เพราะมันยุ่งอย่างนี้ กลางวันก็มีแขก วันไหนว่างก็เขียนได้มากหน่อย วันไหนแขกมากก็เอามาเขียนกลางคืน เมื่อถึงเวลาสอนสมณธรรมก็ต้องละการเขียนไปสอนสมณธรรม เกิดเป็นคนนี่มันยุ่งจริง เบื่อเต็มทีแล้ว

เรื่องการมาของคณะของท่าน ผมว่าถ้ามาภายในเดือน ๙ จะพบกว่า เพราะเดือน ๑๐ ผมต้องจรสายใต้ เกือบไม่มีเวลา บอกคุณวิเชียรและคณะด้วยนะครับว่า หากจะมาให้สะดวกควรมาภายในเดือน ๙ จะพบได้สะดวก เดือนสิบถ้าบังเอิญตรงกับวันอยู่ก็จะได้พบ.

ขอความสุขสมหวังจงมีแด่ท่านตลอดกาลทุกเมื่อเถิด

พระมหาวีระ ถาวโร




คำนึงถึงวาจาของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่ท่านเขียนจดหมายตอบข้าพเจ้ามาแล้ว ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจ ที่หลวงพ่อเป็นครูบาอาจารย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาโดยแท้ ถือว่าเมตตาอย่างมากจริงๆ ท่านมีความดีทุกอย่าง ท่านจึงเตือนข้าพเจ้าด้วยมธุรสวาจาภาษิตดังกล่าวข้างต้น

ย้อนกลับมาถึงโยมแม่ข้าพเจ้า อยู่มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านก็ป่วยแล้วก็ตายไปตามอัธยาศัย แต่ว่าก่อนตายท่านบอกว่าถ้าจะตายก็ไม่ว่า ขอให้ได้กินน้ำมนต์หลวงปู่ปาน คือมีความยึดมั่นถือมั่น แม้การสร้างวัดโพธิ์ ก็อาศัยโยมแม่อาราธนาบารมีหลวงปู่ปานทั้งเช้ากลางวันเย็น ท่านมีความเคารพบารมีหลวงปู่ปานอย่างที่สุด

จนกระทั่งครั้งหนึ่งท่านป่วยมาก ป่วยเป็นหัวดาวหัวเดือน ปวดเท้าข้างซ้าย พอวันเพ็ญกลางเดือน ๓ หลวงปู่ปานก็มายืนตรงหัวนอนบอกว่า “ปวดมากหรือลูก” โยมแม่ก็ตอบว่า “ปวด” หลวงปู่ปานท่านก็ทำภาพนิมิตให้ดู ท่านยกมือมาที่บ่าข้างขวา แล้วท่านก็บอกว่ายกจิตมาไว้บ่าข้างขวาซิลูก โยมแม่ก็ทำตามท่าน และภาวนา พุทโธ ปรากฏว่าพอยกจิตมาไว้ข้างขวาแล้ว อาการปวดของหัวดาวหัวเดือน ก็หายเป็นปลดทิ้งเลย นี้เป็นอัศจรรย์บารมีหลวงปู่ปาน

หลังจากนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงพ่อพระมหาวีระ ท่านก็ได้โปรดเมตตามาทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดสุขุมาราม งานวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ

ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงพ่อก็เมตตามางานยกช่อฟ้า

ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงพ่อมางานพุทธาภิเษกเป็นครั้งสุดท้ายที่วัดสุขุมาราม แล้วท่านก็บอกว่า วัตถุมงคลทั้งหมดในพระอุโบสถนี้ เป็นประกายเพชร มีความสว่างรุ่งเรืองมากกว่าวัดโพธิ์สุทธาวาสที่ทำเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่อมีความเมตตามาตลอด

ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ข้าพเจ้าได้สร้างกุฏิถวายท่าน และเป็นหนี้ หลวงพ่อบอกว่า “คุณไม่ต้องเป็นทุกข์ หลวงพ่อปานท่านจะช่วย” เมื่อสร้างกุฏิถวายท่านเสร็จแล้ว ต่อมาท่านก็เมตตาช่วยสร้างพระอุโบสถ มีศาลาการเปรียญไว้ล่าง พระอุโบสถไว้บน ซึ่งก็สิ้นเงินทั้งหมด ๒ ล้าน ๖ แสนบาท อันนี้ก็บารมีของหลวงพ่อที่ข้าพเจ้าไปเกี่ยวข้องด้วย ข้าพเจ้าได้นำเทปธรรมะของหลวงพ่อมาเปิดสอนที่วัดสุขุมาราม และที่วัดโพธิ์ด้วย

ข้าพเจ้ามีความประทับในบารมีหลวงพ่อ ในปลายปี พ.ศ.๒๕๑๕ ได้ส่งพระครูสมุห์พิชิต (ชื่อปัจจุบัน) ไปรับใช้ท่าน ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๑๖ – ๒๕๑๗ ปลายปี ก็นิมนต์พระครูปลัดอนันต์ (ชื่อปัจจุบัน) ไปเป็นลูกศิษย์ท่าน ปี พ.ศ.๒๕๑๘ นิมนต์พระใบฎีกาประทีป (ชื่อปัจจุบัน) ไปรับใช้ปฏิบัติท่าน โดยหวังว่าต่อไปภายภาคหน้าท่านทั้ง ๓ องค์ จะได้เป็นกำลังแก่พระศาสนา

และปี พ.ศ.๒๕๒๔ พระครูสมุห์พิชิต และพระครูปลัดอนันต์ ได้เมตตามาเป็นพระคู่สวดให้แก่พระสมุห์ประจวบ (ชื่อปัจจุบัน) ที่วัดสุขุมาราม ซึ่งปัจจุบันนี้ พระสมุห์ประจวบก็ได้ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดโพธิ์สุทธาวาส ได้ทำการก่อสร้างนำความรุ่งเรืองมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี้เป็นบุญบารมีของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า บารมีหลวงปู่ปาน และบารมีของหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน

ตอนที่ข้าพเจ้าคิดจะสร้างกุฏิรับรองหลวงพ่อนั้น ท่านบอกไม่ให้สร้าง ส่วนที่วัดโพธิ์สุทธาวาสนั้น ท่านให้สร้างเรื่องการสร้างกุฏิรับรองท่านนั้น ไม่ได้กราบเรียนให้ท่านทราบ เพียงแต่นึกในใจเท่านั้น ท่านพูดว่า “ที่นี่ไม่ต้องสร้าง คุณอย่าไปสร้างที่นี่ ผมไม่มา” แล้วท่านก็ไม่เคยมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แต่ว่าท่านมาในนิมิตเมื่อคราวที่ข้าพเจ้าจัดงานทำบุญอายุให้เจ้าคณะรองภาค ๔ คือพระเทพญาณเวที จากวัดมงคลทับคล้อ

โดยในวันนั้นข้าพเจ้านึกน้อยใจว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยจัดงานทำบุญอายุให้ครูบาอาจารย์เลย” อย่างหลวงปู่ครูบาธรรมชัย ข้าพเจ้าก็จัดให้ ๓ ปี ๒๕๒๗, ๒๕๒๘ ๒๕๒๙ และท่านเจ้าคณะรองภาค ๔ ก็จัดให้ ๒ ปี และการจัดงานทำบุญอายุของท่านรองภาค ๔ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ ข้าพเจ้าก็นึกน้อยใจตัวเองที่ไม่มีบุญที่จะจัดงานให้หลวงพ่อซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ เมื่อถ่ายภาพเจ้าคณะจังหวัดพิจิตกำลังสรงน้ำท่านรองภาคอยู่ก็เห็นภาพนิมิตหลวงพ่อปรากฏอยู่ในภาพถ่ายไม่เต็มองค์ นับเป็นความอัศจรรย์

ในที่สุดข้าพเจ้าขอกราบอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า บารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในทั่วจักรวาล ให้คุ้มครองปกปักรักษาครูบาอาจารย์และบรรดาเพื่อนสหธรรมิก อุบาสก อุบาสิกาทุกคน ที่มีใจใฝ่ในทางมรรคผล นิพพาน ขอจงประสบผลสำเร็จจงทุกประการเทอญ.


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 2/6/10 at 08:21 [ QUOTE ]



พระบุญรัตน์ กันตจาโร

พระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ไพศาล
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

....ในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร กำลังสนทนาธรรมกันที่วัดป่าดอนมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนกำลังรับฟังธรรม จากพระเดชพระคุณท่านฯ ทั้งสองอยู่ หลวงปู่ชุ่มก็หันหน้ามาบอกผู้เขียนว่า “ท่านบุญรัตน์ ให้ไปกราบหลวงพ่อใหญ่ วัดท่าซุงหน่อย ท่านเป็นพระทอง หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ท่านเปี่ยมด้วยเมตตาบารมี ใครได้กราบไหว้ก็เป็นบุญกุศลใหญ่นัก”

หลวงปู่คำแสนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ก็กล่าวเสริมขึ้นว่า “เออ ดีมาก หลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นผู้ประกอบไปด้วย เมตตาธรรมอันสูงส่ง เหมือนกับครูบาศรีวิชัย หาที่ไหนไม่ได้แล้ว” ผู้เขียนได้รับฟังหลวงปู่ทั้งสององค์บอกกล่าว ดังนั้นก็ก้มกราบเท้าทั้งสองหลวงปู่ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจจนน้ำตาไหล

หลังจากนั้นมา ผู้เขียนก็หาเวลาไปกราบเท้านมัสการพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อหลายครั้งหลายหน เมื่อไปกราบคราวใดก็รู้สึกอิ่มใจ และได้ฟังธรรมจากพระเดชพระคุณท่านฯ จึงทำให้เกิดศรัทธามากขึ้น เพราะว่าคำสอนของพระเดชพระคุณท่านฯ ฟังง่าย ปฏิบัติก็ง่าย ฟังได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตลอดถึงปี พ.ศ.๒๕๑๗ ผู้เขียนได้ลงไปพักวัดอภัยทายาราม (วัดมะกอก) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ก็หาเวลาไปกราบฟังธรรมที่ซอยสายลมมิได้ขาด

เมื่อผู้เขียนกลับไปเชียงใหม่ก็ไปนมัสการหลวงปู่ชุ่ม และกราบเรียนเรื่องราวที่ได้มีโอกาสไปนมัสการและสดับฟังธรรมจากพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ ถวายแด่หลวงปู่ชุ่มฟัง หลวงปู่ท่านก็บอกว่า “ดีมาก ท่านบุญรัตน์ได้พบของดีแล้ว”

นอกจากนั้นหลวงปู่ท่านเมตตาเล่าให้ผู้เขียนฟังอีกว่า “พระเดชพระคุณหลวงพ่อวีระ วัดท่าซุงนี่ท่านเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงมาก บารมีสูง ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน ท่านจะไม่มาอีกแล้ว จะเข้าสู่พระนิพพาน เพราะฉะนั้นท่านจึงสั่งสอนให้ลูกหลานและศิษย์ท่านปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานกันหมด”

หลวงปู่ชุ่มบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้ท่านจงได้ปฏิบัติติดตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเถอะ จะได้ถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้” ผู้เขียนก็น้อมรับว่า “สาธุ” ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็ได้มีโอกาสได้ไปกราบเท่าพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ อีกหลายครั้ง

กระทั่งเดือนมิถุนายน ปีพ.ศ. ๒๕๒๑ พระเดชพระคุณท่านฯ ก็ได้รับอาราธนาจากหลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร มาในพิธีพุทธาภิเษกที่วัดดอนมูล ณ ที่นี้เอง ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ ท่านก็ได้เอามือลูบหัวผู้เขียน และให้พรว่า “จงถึงนิพพานในชาตินี้นะ โชคดีมีสุข” นับว่าเป็นพระเมตตาของพระเดชพระคุณท่านพ่อที่มีต่อผู้เขียนเป็นล้นพ้น สุดที่จะเขียนพรรณนาได้

วัดโขงขาว เมื่อสมัย ๑๐ กว่าปีก่อนนั้น มีสภาพทรุดโทรมมาก ถาวรวัตถุที่ไม่ถาวรของวัดในสมัยนั้นก็มีพระวิหารและกุฏิสงฆ์หลังเล็กๆ ซึ่งมีอยู่เพียงหลังเดียว มีสภาพที่แทบจะไม่สามารถประกอบสังฆกรรมหรือพำนักอาศัยได้ ทุกคนที่สัญจรผ่านไปๆ มาๆ มองดูสภาพวัด ด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความกล้าๆ กลัวๆ เพราะคิดว่าคงจะเป็นวัดร้างกระมัง

แม้แต่ชาวบ้านซึ่งอยู่ในย่านใกล้เคียง ก็มิได้มีความคิดที่ผิดแผกไปจากผู้สัญจรต่างถิ่นสักเท่าใด ต่างก็นำสภาพวัดที่ตนได้ไปพบไปเห็นมาวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา สุดท้ายก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า วัดโขงขาวมิอาจที่จะฟื้นตัวขึ้นได้ และในไม่ช้าก็จะกลายเป็นวัดร้างไปจริงๆ อย่างมิต้องสงสัย

แต่ทว่า การคาดคะเนของชาวบ้านเหล่านั้น ซึ่งมีแต่เพียงความคิดว่าวัดโขงขาวจะร้าง แต่ไม่มีความคิดที่จะช่วยกันทะนุบำรุงจัดให้เจริญขึ้นก็ต้องมีอันผิดพลาดไปหมด เพราะตั้งแต่พระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร ในสมัยนั้น) ได้เหยียบเท้าลงสู่พื้นแผ่นดินวัดโขงขาวแล้ว ท้องฟ้าเหนือวัดโขงขาว ซึ่งเคยมีแต่ความมืดสลัวอยู่เป็นนิจก็พลันสว่างไสวในทันใด

อาณาเขตของวัดอันคับแคบด้วยเนื้อที่เพียง ๒ – ๓ ไร่ ในขณะนั้น ดูเหมือนจะไม่เพียงพอให้พระเดชพระคุณท่านพ่อประทับรอยเท้า อาณาเขตของวัดได้ขยายออกไปทุกๆ ปี วัตถุที่ไม่ถาวรซึ่งมีอยู่ในสมัยนั้นก็กลับกลายเป็นถาวรวัตถุซึ่งปรากฏแก่สายตาบรรดาลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้เพราะ พระเดชพระคุณท่านฯ เมตตาสงเคราะห์อนุเคราะห์ ทะนุบำรุง บูรณปฏิสังขรณ์วัดโขงขาวขึ้น ให้มีสภาพเป็นวัดที่มีความสวยงาม สมศักดิ์ศรีของวัดที่มีความสำคัญวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์

พระเดชพระคุณท่านฯ ทรงให้ความเป็นกันเองกับทุกคนอย่างลูกกับพ่อ ไม่คำนึงถึงฐานะว่าใครจนหรือร่ำรวย ทุ่มเทชีวิตเพื่ออุทิศแด่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ยอมทนต่อทุกขเวทนากับร่างกายที่เจ็บป่วย ทนต่อการถูกกลั่นแกล้งทุกรูปแบบด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ทนเพื่อแนะนำพร่ำสอนให้ลูกหลานและศิษย์รู้จักพระนิพพาน แนะนำตั้งแต่บุญขั้นพื้นฐาน ให้รู้จักการเสียสละ การรักษาศีล ยืนยันว่านรก สวรรค์ มีจริง ให้ทุกคนพิสูจน์ได้ด้วยการฝึกมโนมยิทธิ

ขอพระเดชพระคุณเจ้าประคุณท่านพ่อจงเป็นมิ่งขวัญร่มโพธิ์แก้วโพธิ์ทองของลูกหลานมวลสาธุชนทั้งในและต่างประเทศตลอดกาลนานที่แสนนานด้วยเทอญ

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/6/10 at 09:23 [ QUOTE ]



พระสมุห์ประจวบ สนฺติปภสฺโส

สำนึกในพระคุณของหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ข้าพเจ้าเป็นคนบ้านต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นบ้านเดียวกับ พระครูวิจารณ์วิหารกิจ (พระครูสุรินทร์) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า เหตุที่ข้าพเจ้าได้รู้จักพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คงเป็นด้วยเชื้อสายของการปฏิบัติ เพราะอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้ามีความเคารพเลื่อมใส ในปฏิปทาของหลวงพ่อพระราชพรหมยานมาก

เมื่อประมาณปี ๒๕๒๑ ข้าพเจ้าเป็นสามเณร ได้มีโอกาสติดตามพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้ามาวัดท่าซุง เป็นครั้งแรก ในวันนั้นมีคณะกรรมการของวัดโพธิ์สุทธาวาส มากันหลายคน เพื่อกราบเรียนปรึกษาหลวงพ่อเรื่องสร้างศาลาการเปรียญและอุโบสถ

สมัยนั้นหลวงพ่อยังลงรับแขกที่ตึกกองทุน เมื่อใกล้ถึงเวลาที่หลวงพ่อจะลงรับแขก พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าพร้อมด้วยคณะกรรมการ ก็เข้าไปรอในตึก และข้าพเจ้านั่งรออยู่ข้างนอกใต้ต้นมะม่วง ตรงนั้นมีโยมผู้ชายคนแก่ นั่งเป็นยามอยู่ ในใจของข้าพเจ้าก็คิดว่า ทำไมพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ถึงไม่ให้ข้าพเจ้าเข้าไปด้วย หรือท่านคงคิดว่า เราอาจจะเข้าไปทำไม่เรียบร้อยก็ได้ ก็นึกน้อยใจเหมือนกัน เพราะใจอยากดูหลวงพ่อ อยากดูหลวงพ่อคุย ต้องขอขอบคุณโยมที่เป็นยามที่กรุณาเอื้อเฟื้อม้านั้นให้ข้าพเจ้านั่งพัก

ในขณะที่ข้าพเจ้าผิดหวังอยู่นั้น ก็เป็นเวลาที่หลวงพ่อรับแขก ก่อนที่หลวงพ่อจะเดินเข้าประตูเหล็กข้างตึกเสริมศรี หลวงพ่อได้หันมายิ้มกับข้าพเจ้าแล้วก็บอกว่า “เณรเอ๊ยเข้าไปข้างในเร็ว” หลวงพ่อคงรู้ว่า ข้าพเจ้ามากับพระอุปัชฌาย์ แล้วให้รออยู่ข้างนอก ในวันนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สั่งและสนทนาหลายเรื่อง

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ก็คือ พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าได้กราบเรียนหลวงพ่อ เรื่องสร้างเหรียญมหาลาภ หลวงปู่ปาน หลวงพ่อได้สั่งว่า “เอ้อ คุณถึงจะเป็นเหรียญมหาลาภก็จริง แต่ห้ามเอาปืนลองนะ ปืนมันจะแตก” ข้าพเจ้าได้ยินและจำใส่ใจไม่รู้ลืม

จนกระทั่ง ข้าพเจ้าได้อุปสมบทเป็นพระ และมาอยู่ที่วัดโพธิ์สุทธาวาส ต.โคกหม้อ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เมื่อข้าพเจ้ามากราบหลวงพ่อครั้งใด หลวงพ่อจะพูดให้กำลังใจข้าพเจ้าเสมอ

โดยเฉพาะวัดโพธิ์สุทธาวาสเดิมชื่อวัดโพธิ์ประชาราษฎร์ แต่เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ของหลวงปู่ปาน นามสกุล สุทธาวงศ์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์สุทธาวาส เพราะสถานที่สร้างวัดบริเวณนี้ หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ปานเคยมาพักฉันอาหารเพล ในสมัยนั่งเรือไปเทศน์ที่จังหวัดพิษณุโลก มาในปี พ.ศ.๒๕๒๑ หลวงพ่อจึงได้มาสร้างศาลาการเปรียญและอุโบสถ เพื่อถวายบารมีหลวงปู่ปาน ข้าพเจ้าและชาวบ้านต้นโพธิ์ รู้สึกสำนึกในพระคุณของหลวงพ่อ พระราชพรหมยานเสมอ สิ่งใดที่ข้าพเจ้ามีความสามารถที่จะรับใช้หลวงพ่อได้ ข้าพเจ้าขอรับใช้ด้วยชีวิต


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/6/10 at 08:51 [ QUOTE ]



พระวิชัย จิรธมฺโม

ฝันที่เป็นจริง
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ในสมัยที่เป็นเด็ก ข้าพเจ้าเป็นคนชอบฟังนิทาน โดยรับอาสานวดให้คนแก่ ซึ่งนวดไปฟังไปอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนแก่จะเล่าเรื่องผีให้ฟัง ก็มีความกลัวผีเกิดขึ้น จะไปไหนก็ไม่กล้าไป ถ้าจะไปต้องชวนคนอื่นไปด้วย แต่ก็ยังชอบฟังคนแก่เล่าเรื่องผี เพราะอยากจะรู้ ต่อมาโยมพ่อก็หนักใจ เพราะลูกชายชอบฟังเรื่องผี จนเกิดเป็นโรคกลัวผีขึ้นมา

โยมพ่อจึงให้ข้าพเจ้าภาวนาว่า “พุทโธ” บอกว่า ผีกลัวพุทโธ แล้วก็ได้ภาวนามาตั้งแต่เด็กอายุ ๓ – ๔ ขวบ มาจนถึงอายุ ๑๗ – ๑๘ ปี จนกระทั่งในวันหนึ่งเป็นวันพระ สมัยก่อนข้าพเจ้าอยู่ที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม ชาวบ้านแถวนั้นจะหยุดงานกันในวันพระ โยมแม่จะไปสีข้าวในตอนเช้าของวันพระ โยมแม่ก็ให้ข้าพเจ้าแบกข้าวเปลือก เมื่อแบกครบ ๔ กระสอบแล้ว ก็รู้สึกอ่อนเพลีย มีความสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล โดยไม่ทราบสาเหตุ

ในตอนนั้น มีน้องชายซึ่งเป็นลูกของน้า มาที่บ้านของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นเช่นนั้น จึงบอกว่าช่วยเลี้ยงควายให้ด้วย เพราะรู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ หลังจากนั้นก็มานอนที่โรงนวดข้าว ซึ่งอยู่ข้างบ้านของข้าพเจ้า สำหรับโรงนวดข้าวนั้น ปกติจะเป็นที่รวมๆ ของเด็กๆ ที่เป็นเพื่อนกัน แต่วันนี้แปลกมาก ไม่มีใครมาเล่นแถวนี้เลย

เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็ล้มตัวลงนอนพร้อมกับภาวนาว่า “พุทโธ” ตามที่เคยปฏิบัติมาอยู่เสมอ หลังจากนั้นจิตรวมตัว มีอาการเคลิ้มคล้ายหลับไป แต่มีความรู้สึกทางจิตตลอดเวลาว่าตนเองได้ลอยออกจากร่างไป และก็ได้หันกลับมาดูร่างกายของตนเองที่กำลังนอนอยู่ มีความรู้สึกเบื่อร่างกายนั้น จึงเดินไปเรื่อยๆ บนถนนใหญ่ได้ชั่วขณะหนึ่ง ทางก็แคบเข้าๆ จนสุดปลายทางนั้น ซึ่งมีแต่ป่าไม้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงได้เดินแหวกต้นไม้เข้าไป ปรากฏว่าข้างหน้าที่มองเห็นเป็นที่โล่งเตียนเป็นบริเวณรอบวงกลมกลางป่านั้น

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ก้าวออกไป เพียงแต่แอบยืนอยู่หลังพุ่มไม้ มองออกไปทางที่โล่งเห็นชาย ๓ คน คนแรกยืนบัญชาการอยู่ข้างบนห่มผ้าขาว รูปร่างอ้วนใหญ่ อีก ๒ คนอยู่ต่ำหน่อย กำลังจับคนโยนใส่กระทะมากมาย ซึ่งกำลังเดือดอยู่ ไฟลุกท่วม

คนที่ถูกจับโยนลงไป ก็พยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นมา ชาย ๒ คนในจำนวนนั้น คนหนึ่งมีหน้าที่คอยจับคนโยนลงไป อีกคนหนึ่งถือสามง่ามคอยแทงให้ตกลงไป ข้าพเจ้ายืนมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง เป็นภาพที่แสนทรมานอย่างยิ่ง รู้สึกสลดสังเวชใจมาก

ในขณะที่ยืนดูอยู่นั้น ชายคนที่ยืนบัญชาการอยู่ก็ได้เห็นข้าพเจ้า และกวักมือเรียกให้เข้าไป ข้าพเจ้าเมื่อถูกเรียกเช่นนั้น มีความรู้สึกเกรงกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้คลานเข้าไปกราบชายผู้นั้นทันที

ท่านได้ถามว่ามาอย่างไร จึงได้ตอบไปว่า ลูกเดินหลงทางมา ท่านจึงบอกว่าดีแล้วที่ได้เดินมา จะได้พบอะไรหลายๆ อย่างในสถานที่นี้ ข้าพเจ้านั่งอยู่สักครู่จึงได้กราบลาท่าน แต่กลับไปไม่ถูก จึงได้ถามทางที่จะกลับว่าไปทางไหน ท่านก็ได้ชี้ไปทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นด้านหลังของท่าน

ข้าพเจ้าจึงได้กราบลา พร้อมกับแหวกต้นไม้เดินมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นป่าทึบตลอด เดินได้มาสักครู่ก็มาพบที่โล่งเตียนอีก ไม่มีต้นไม้เลย จึงได้เดินไปตามทางที่โล่งนั้น ซึ่งเป็นคล้ายสนามหญ้าเขียวไปไกลสุดขอบฟ้า ดูไปข้างหน้าไม่มีจุดหมายปลายทาง

ข้าพเจ้าจึงเดินไปเรื่อยๆ ปรากฏข้างหน้าที่เห็นนั้นเป็นจอมปลวก ๒ แห่ง จึงเดินตรงเข้าไป และได้เห็นไก่บินออกจากจอมปลวกทั้งสองแห่งนั้นจำนวน ๗ ตัว ข้าพเจ้ารีบวิ่งไล่จับไก่ แต่ก็จับไม่ได้สักตัว จนกระทั่งเหนื่อยจึงได้พักตัดสินใจไม่เอาดีกว่า

หลังจากนั้นจึงได้เดินไปอีก มองเห็นศาลาหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้า ซึ่งปลูกคร่อมทางที่จะเดินไป เมื่อเดินเข้าไปที่ศาลาหลังนั้น เห็นพระสงฆ์อยู่รูปหนึ่ง ห่มผ้าจีวรสีกรัก เก่ามากอายุประมาณ ๗๐ – ๘๐ ปี ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นพระจึงเข้าไปกราบท่าน ท่านถามว่ามาอย่างไร ข้าพเจ้าตอบไปว่าหลงทางมา ท่านถามว่าในระหว่างทางได้พบอะไรบ้าง จึงตอบว่าได้พบตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

พระสงฆ์องค์นั้นท่านบอกว่า ตามที่ข้าพเจ้าได้พบชาย ๓ คนนั้น เป็นยมบาลที่คอยลงโทษสัตว์นรกที่กระทำความชั่วมา แล้วที่เดินมาพบไก่ ๗ ตัวนั้น ท่านบอกว่าเป็นผลจากที่ข้าพเจ้าเคยฆ่าไก่มา ซึ่งเป็นจำนวนที่ตรงกับที่ข้าพเจ้าเคยฆ่ามา ๗ ตัว ในชาติปัจจุบันนี้ หลังจากที่ได้สนทนากับท่านอยู่สักครู่หนึ่ง จึงได้ลาท่านพร้อมกับถามถึงทางที่จะเดินต่อไป ท่านชี้ให้ไปทางทิศตะวันออก

หลังจากเดินทางต่อไปตามที่ท่านแนะนำ สักครู่หนึ่งก็มีความรู้สึกตัวเบาหวิวลอยขึ้นไป จึงได้เหลียวกลับไปดูข้างล่างเห็นพื้นสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา พอหันกลับมาอีกทีปรากฏว่าสิ่งที่พบเห็นเบื้องหน้านั้นกลายเป็นปราสาทราชวังสวยงามมากมายหลายหลัง ต้นไม้ภายในบริเวณนั้นเป็นพุ่มเขียวขจี ตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบ มองไปที่ใต้ต้นไม้เห็นหมู่แม่ชีบ้าง เห็นหมู่พระบ้าง จับกลุ่มกันอยู่ตามใต้ต้นไม้นั้น

ข้าพเจ้าได้แอบดูอยู่ที่พุ่มไม้ด้านหนึ่ง ปรากฏว่ามีพระองค์หนึ่งเหลือบเห็นข้าพเจ้า ท่านได้กวักมือเรียกข้าพเจ้าให้เข้าไป เมื่อเข้าไปถึงท่านแล้ว จึงได้กราบนมัสการท่าน ๓ ครั้ง ในขณะนั้นหมู่พระและแม่ชี ต่างก็หันมาดูข้าพเจ้า และได้พากันมายืนห้อมล้อมข้าพเจ้าเต็มไปหมด

หลังจากนั้น พระองค์ที่เรียกข้าพเจ้า ท่านได้พาข้าพเจ้าไปเที่ยวชมปราสาทในบริเวณนั้น เป็นที่ชื่นใจมาก จนล่วงเลยเวลามานาน จึงให้ท่านส่งกลับมาเสียที เมื่อท่านเห็นว่าข้าพเจ้าต้องการจะกลับ ท่านจึงให้ข้าพเจ้าเดินนำหน้า ส่วนท่านเดินตามหลัง พร้อมบอกทางที่จะไป พอเดินมาถึงบันได ท่านได้กล่าวเตือนว่า “ระวังกรรมเก่านะลุกนะ” ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นจริงอย่างไร ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังต่อไปในภายหลัง

เมื่อท่านกล่าวจบ ข้าพเจ้าก็มิได้ซักถามอะไร มีความรู้สึกตัวเบาหวิว ลอยลงมา พร้อมกับได้ยินเสียงที่ท่านบอกตามมาอีกว่า “เอาละนะ หันหน้าไปทางนี้ ท่านจะกลับแล้วนำ” พอจบคำของท่าน ข้าพเจ้าก็หันไปดุพระองค์นั้น ปรากฏว่าไม่เห็นท่านเสียแล้ว มีแต่ความว่างเปล่า จึงหันหน้ากลับมาอีกครั้ง ก็เห็นร่องน้ำหลังบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ข้าพเจ้านอนอยู่ในโรงนวดข้าวนั่นเอง

พอดีได้ยินเสียงโยมแม่มาเรียก ก็รู้สึกตัวจึงลุกขึ้น ได้ยินเสียงโยมแม่บอกว่า “นอนอะไรยังไม่ทันมืดค่ำ” แต่ความจริงข้าพเจ้าเข้ามานอนตั้งแต่เวลาประมาณ ๖ โมงเช้า ถึงมาได้ยินเสียงโยมแม่เรียกก็ต่อเมื่อเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น นับเป็นเวลาถึง ๑๒ ชั่วโมงเต็ม

ข้าพเจ้ารู้สึกตัวสั่นมาก ร้องไห้ บอกโยมแม่ว่าผมนอนมาตั้งแต่เช้าแล้ว เพิ่งจะรู้สึกตัวนี่แหละ พร้อมกับได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ตามที่ได้ไปพบเห็นมาทั้งหมด

หลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาจากวัยเด็ก เมื่อโตขึ้น ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติอย่างนั้นตลอดมา จนกระทั่งมีครอบครัว จึงได้ย้ายมาทำมาหากินอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาเมื่ออายุได้ประมาณ ๔๘ ปี ก็มีเรื่องพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน เนื่องจากมีคนมาบุกรุกที่ดินของข้าพเจ้า จนถึงขั้นฟ้องร้องกัน ต่อมาข้าพเจ้าชนะคดี เรื่องราวก็สงบลง

ต่อมาในวันหนึ่งประมาณ ปี ๒๕๒๘ ข้าพเจ้าลงไปจากบ้านเพื่อทำธุระ ปรากฏว่ามีคนมาแอบยิงข้าพเจ้าด้วยปืนลูกซอง ๕ นัด ข้าพเจ้าถูกยิงเข้าที่ท้องอย่างจัง กระสุนปืนทะลุหลังหลายแห่ง พอขยับตัวจะก้าวขาก็ล้มลงทันที นอนคว่ำอยู่ในบริเวณนั้น

ข้าพเจ้าก็คิดว่า “เอ...เขามายิงเราทำไม เราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร” จึงนอนนึกถึงคำเตือนของพระองค์นั้น ที่ได้ไปพบท่านเมื่ออายุ ๑๘ ปี ท่านบอกไว้ว่า “ให้ระวังกรรมเก่านะลูกนะ” จึงคิดได้ทันทีว่า นี่คงจะเป็นผลของกรรมเก่าของเรา ที่ตามมาถึงแล้ว

เมื่อรู้สึกตัวว่ามีอาการจะตาย ก็คิดว่าตายก็ตายจะได้ใช้กรรมให้หมดเสียที ใจไม่รู้สึกโกรธคนที่ทำร้ายเลย หลังจากนั้นก็ภาวนา “พุทโธ” ไปเรื่อยๆ จนหมดความรู้สึกไป

มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลูกได้หามข้าพเจ้า ขึ้นไปวางไว้หน้าบ้าน หูได้ยินเสียงแว่วๆ จากลูกว่า “พ่อตายแล้วๆ” ในตอนนั้นมีความรู้สึกสบายใจเหลือเกิน ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลเลย เมื่อได้สติก็ทบทวนอีกครั้งก็รู้ว่าเราถูกยิง พอรู้ว่าถูกยิงก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที

จึงได้คิดพิจารณาว่า “อ๋อ..ไอ้ที่เราเจ็บนี่ เพราะเราไปยึดถือมัน ถ้าเราไม่ยึดถือกายนี้ว่าเป็นของเรา เราก็ไม่มีความรู้สึกอะไร” พอใจคิดปล่อยเช่นนั้น ก็รู้สึกแปลบไปทั้งตัว ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นกลับหายไปอีก ความรู้สึกว่าจิตไม่ได้เกาะที่กายเหมือนแยกกันได้ในขณะนั้น จึงได้สอนลูกที่กำลังเศร้าโศกเสียใจว่า ให้พยายามทำแต่ความดี และให้รู้จักภาวนาว่า “พุทโธ”

ต่อมามีอาการใกล้จะตาย รู้สึกธาตุทั้ง ๔ กำเริบขึ้น ในหัวอกหมุนติ้ว เหมือนกับทะเลที่เกิดลมพายุ จึงได้พิจารณาว่า “เอาละ! ตายก็ตาย ร่างกายไม่ใช่ของเรา เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น ที่เราเจ็บปวดเพราะไปยึดถือกาย”

พอคิดเช่นนั้น จิตก็สงบดิ่งตกลงไป พอรู้สึกตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อกายในของเราลอยออกมาจากกายเนื้อแล้ว กายใหม่ใสเป็นแก้ว ล่องไปลอยมาในบริเวณนั้น วนเวียนอยู่จนเห็นว่าลูกร้องไห้เสียใจยังไม่เลิก จึงได้กลับเข้ามาเข้าร่างอีก พร้อมกับบอกลูกว่าให้ไปหารถมารับไปโรงพยาบาล เผื่อพ่อยังไม่ตาย

ในขณะที่ลูกออกไปหารถนั้น ข้าพเจ้าก็เคลื่อนออกจากกายเนื้ออีก แต่ก็ไม่ไปไหน ลอยวนเวียนแถวนั้น จนกระทั่ง เห็นลูกเอารถเข้ามารับ จึงได้ลอยตามรถคันนั้นไป ที่โรงพยาบาลคีรีรัฐนิคม อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี

ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพิสูจน์หลักฐานที่โรงพยาบาลนั้น เพื่อจะสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น หมอก็กำลังทำบาดแผลอยู่ ข้าพเจ้าในขณะที่ลอยอยู่นั้น มีความรู้สึกว่า ถ้าเราไม่กลับเข้าร่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบสวนก็จะไม่รู้เรื่องกัน จึงได้กลับมาเข้าร่างอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อรู้สึกตัว แล้วก็ให้การแก่เจ้าหน้าที่ไปตามความเป็นจริง พยาบาลที่กำลังทำบาดแผลอยู่ก็ถามด้วยความแปลกใจว่า “เจ็บไหม?” ข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่เจ็บเลย” จึงได้พูดธรรมะให้เขาฟังว่า “การฆ่าฟันกันไม่มีประโยชน์อะไร เป็นบาปเป็นกรรมเปล่าๆ”

ต่อมาข้าพเจ้าถูกส่งตัวไปรักษาต่อ ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทำการผ่าตัด เพราะอาการสาหัสมาก ในขณะที่ถูกวางยาสลบนั้น ข้าพเจ้าได้ถอดกายในออกไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลอยขึ้นมาจากกายเนื้อ ก็พบกับกลุ่มเมฆสีดำ ลอยผ่านเข้ามา ความรู้สึกบอกว่านี่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ๕ ที่เข้ามาทดสอบ จึงได้รวบรวมกำลังใจให้เข้มแข็ง ใช้สติพิจารณากำหนดองค์ภาวนาพุทโธ ให้อยู่กับใจตลอดเวลา พร้อมกับพิจารณาตัดอารมณ์ต่างๆ ว่า ถ้าเรายังข้องกับอารมณ์เหล่านี้ ก็จะเป็นทุกข์อีก จิตจึงได้สลัดอารมณ์ที่คล้ายเมฆหมอกเหล่านั้นออกไป

พอพ้นไปแล้วก็รู้สึกว่านี่แหละคือ “นิวรณ์ ๕” ความรู้สึกบอกกับจิตว่า “นิวรณ์ ๕ นี่เป็นด่านกั้นที่สำคัญมาก ถ้าเรายึดตัวนี้ไป จะดึงเราไปลงนรกได้ ถ้าเราผ่านมันไปได้ จะออกไปจากการเวียนว่ายของวัฏจักร จึงได้พุ่งจิตออกไปจากวงวัฏจักรนั้น จิตก็มีอาการปิติมีความสุขเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งลอยขึ้นไป ก็ยิ่งมีความสุขทวีขึ้นจนมีอาการถึงด่านสุดท้าย มีความรู้สึกซาบซ่านยิ่งกว่าความสุขใดๆ ทั้งสิ้น มองเห็นวิญญาณต่างๆ ล่องลอยไปมาตามยถากรรม จิตมีความรู้สึกว่าพวกนี้เป็นพวกเล่นฌานสมาบัติขั้นสูง ที่เรียกว่าอรูปฌาน มองเห็นเป็นดวงกลมๆ ลอยสว่างไปมามากมาย

ข้าพเจ้า จึงได้พิจารณาความสุขนั้นก็ยังไม่เที่ยง มันเสื่อมแล้วกลับมาเป็นทุกข์อีก จึงไม่ยินดีกับความสุขนั้น ตัดอารมณ์ทั้งหมด พุ่งจิตขึ้นไปอีก กายในเบาเป็นที่สุดลอยละล่องไปอย่างสบาย พอไปได้สักชั่วขณะหนึ่ง ก็ไปพบกับปราสาทหลังหนึ่งเป็น ๔ มุข ตรงกลางหลังคาเป้นคล้ายยอดเจดีย์มียอดฉัตร เป็นแก้วใสสว่างสวยสดงดงามเป็นระยิบ ภายในปราสาทมีแท่นเป็นแก้ว

จึงขึ้นไปนอนเล่นอย่างสบาย ภายนอกปราสาทก็มีต้นไม้เป็นแก้ว จิตเที่ยววิ่งเล่นลอยออกไปทางหน้าต่างบ้าง เข้าออกอย่างสนุกสนาน วิ่งวนเวียนรอบบริเวณนั้นอย่างเพลิดเพลิน พอดีเหลือบไปเห็นสระน้ำ จึงลงไปเล่นในน้ำ มีดอกบัวเป็นแก้วลอยอยู่สวยงามมาก เมื่อขึ้นมาจากน้ำก็ไม่เปียก ก็นึกสงสัยว่าที่นี่เป็นที่ไหนหนอ ใจก็นึกว่าหรือที่นี่ที่เราเรียกกันว่า นิพพาน จิตคิดว่าพระพุทธองค์มานิพพานแล้วท่านไปอยู่ที่ไหนหนอ

พอคิดเช่นนั้นปรากฏว่าเห็นพระพุทธเจ้ามาปรากฏต่อหน้าเลย ท่านมาอย่างรวดเร็ว เดินมาเห็นคล้ายเมฆม้วนตัวเป็นเกลียวเกิดเป็นละอองแก้วสวยงามมาก ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมาก จึงเข้ากราบนมัสการท่าน เห็นลักษณะของท่านทรงเครื่องประดับเป็นแก้วขาวผ่อง ใสมาก มีชฎายอดแหลม ขอท่านเที่ยวชมจักรวาล ท่านทรงยิ้มไม่ได้ตรัสว่าอะไร ข้าพเจ้าจึงเดินออกมานอกปราสาทหลังนั้น มองออกไปเห็นจักรวาลทั้งหมดเป็นวงกลม มีดวงดาวต่างๆ เคลื่อนไหวไปมาอย่างมากมาย จึงได้ไปเที่ยวจับลูบคลำควงดาวภายในจักรวาลเหล่านั้น

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็กลับมาปราสาทหลังเดิมอีก เที่ยวหาพระพุทธเจ้าองค์นั้นก็ไม่พบ ไม่ทราบว่าท่านไปทางไหน จิตก็นึกว่าพระพุทธองค์ไปที่ไหนหนอ เราจะได้กราบลาท่านเสียที เพราะมานานแล้ว

พอนึกเท่านั้นเอง ท่านเสด็จมาทันที จึงได้กราบลาท่าน พอกราบลาท่านก็เอี้ยวตัวเหลือบมองเห็นทางที่มาเขียวขจี จึงพุ่งจิตกลับมาเลย มารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลตามเดิม นับเวลาที่ผ่านไปประมาณ ๑๗ ชั่วโมง การผ่าตัดก็เสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว หมอและพยาบาลต่างก็นั่งคอยว่าเมื่อไรคนไข้จะฟื้นเสียที

เมื่อข้าพเจ้าลืมตาขึ้นเห็นขวดเลือด ขวดน้ำเกลือ แขวนเกะกะเต็มไปหมด แปลกใจว่าเป็นอะไร จึงนึกขึ้นได้ว่าเราถูกยิง เห็นลูกอยู่ข้างๆ จึงพูดว่า “พ่อไปสบายแล้ว แต่ต้องกลับลงมาอีก เพราะกรรมยังไม่หมด และต้องสร้างบุญกุศลต่อไปอีก”

ทั้งหมอและพยาบาลเมื่อได้ยินเสียงข้าพเจ้า จึงเข้ามายืนห้อมล้อม เมื่อเห็นข้าพเจ้าฟื้นขึ้น ทุกคนก็หมดห่วง ทักทายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยินเสียงหมอพูด ก็มีอาการหัวใจจะวายอีก รู้สึกรังเกียจเสียงมนุษย์ขึ้นมามันที เป็นเสียงที่หยาบคายที่สุด จึงร้องไห้ ไม่อยากพูดกับใครเลย


พอหลับตา ก็เห็นพระพุทธองค์ทรงมาปรากฏเบื้องหน้าอีก องค์ใหญ่มาก เหลืองสวยอร่าม จิตใจค่อยสบายขึ้น ใจนึกอธิษฐานว่า ขอให้หายเถิดแล้วลูกจะขอบวช ไม่อยู่แล้ว ท่านก็หายไป ต่อมาอาการที่เบื่อเสียงมนุษย์ก็ค่อยหายไป

ข้าพเจ้าได้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลได้ประมาณ ๑ เดือน ก็ยังเดินไม่ได้ จึงไปขอไม้เท้าเพื่อจะหัดเดิน หมอบอกว่าไม่มี พร้อมกับบอกว่ากลับบ้านได้แล้ว ข้าพเจ้าก็กลับมานอนที่เตียงคน นึกถึงพระพุทธองค์ว่า ถ้ายังเดินไม่ได้อย่างนี้ ลูกจะบวชได้อย่างไร จะปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างไร? ถ้าหากพระพุทธองค์จะทรงให้ลูกบวช ก็ขอให้ลูกเดินได้เป็นปกติ ปรากฏว่าเป็นที่อัศจรรย์ว่า ข้าพเจ้าสามารถลุกเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าเลย

ต่อมาหลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอุปสมบทตามที่ได้อธิษฐานไว้ในปี ๒๕๒๘ นั้น ที่วัดสถิตย์คีรีรมย์ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี แล้วย้ายมาประจำอยู่ที่วัดถ้ำสิงขร

เมื่อบวชแล้ว ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องที่ได้ประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้ให้ผู้อื่นฟัง แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง ไม่รู้จะไปปรึกษากับใคร แต่ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ คือ ถอดจิตไปตามสถานต่างๆ ตามที่ได้เคยไปมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเขาเรียกสถานที่นี้ว่าอะไร ความสงสัยในเรื่องนี้ยังไม่มีใครให้ความกระจ่างแก่ข้าพเจ้าได้

จนกระทั่งต่อมาในปี ๒๕๓๐ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับโยมแอ๊ว ซึ่งเป็นแม่ของด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล ซึ่งเป็นเด็กระลึกชาติได้ และไปเที่ยวนรกสวรรค์ได้ด้วยตนเองเช่นกัน ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องแปลกประหลาดเหล่านี้ให้โยมแอ๊วฟัง

โยมแอ๊วจึงได้แนะนำให้ข้าพเจ้าเดินทางไปที่วัดท่าซุง การไปของข้าพเจ้าครั้งแรกมีอุปสรรคมาก มีนักบวชประเภทเดียวกันบางท่านกีดกันทุกอย่าง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเป็นไงก็เป็นกัน ในเมื่อเราจะไปเสียอย่าง จึงได้ติดสินใจเดินทางมาฝึกมโนมยิทธิเป็นครั้งแรก

ปรากฏว่าคุณโยมน้อย (กานดา) เป็นครูฝึกให้แก่ข้าพเจ้า คุณโยมได้แนะนำไปตามขั้นตอนที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้วางแนวทางไว้คือ ขึ้นไปถึงพระจุฬามณีและขึ้นไปที่พระนิพพาน เมื่อครูแนะนำให้อธิษฐานว่า ถ้าวิมานของข้าพเจ้ามีอยู่ที่ไหน ขอให้พระพุทธองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปที่นั้น

เมื่อครูฝึกแนะนำไปตามนี้ ข้าพเจ้าเห็นพระพุทธเจ้าท่านทรงนำไปที่วิมานของข้าพเจ้า ซึ่งก็เป็นที่ประหลาดใจมาก เพราะปรากฏว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้าแก่จิตนั้นก็คือ ปราสาทหลังเดิมที่ข้าพเจ้าเคยไปมาแล้วนั่นเอง

ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจมาก มีความปลื้มปิติบอกไม่ถูก นับเป็นเวลานานหลายปีที่มีความสงสัยว่าสถานวิมานนี้เขาเรียกว่าอย่างไร ก็ไม่มีใครตอบได้ จนกระทั่งได้มีโอกาสมาฝึกมโนยิทธิตามแนวทางของหลวงพ่อ จึงได้ทราบแน่แท้แก่จิตใจว่า สถานที่เราเคยไปพบมาก่อนนั้นที่แท้จริงก็คือ “แดนนิพพาน” นั้นเอง

นับว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาให้ความสว่างเป็นหนทางแห่งปัญญา สิ่งที่เคลือบแคลงสงสัยได้หายไปหมดสิ้น มีความมั่นใจว่านิพพานมีจริง มิได้มีสภาพสูญอย่างที่นักบวชบางท่านคัดค้าน ตามที่ข้าพเจ้าประสบมาแล้ว บางท่านข่มขู่ข้าพเจ้าด้วยทิฐิมานะ ข้าพเจ้าถามว่าท่านบวชมาตั้ง ๔๐ – ๕๐ พรรษา ท่านได้ปฐมฌานแล้วหรือยัง พอท่านได้ยินคำถามเช่นนี้ ท่านอึ้งไปเลย ไม่ยอมตอบคำถามอีกเลย

ต่อมาในวันหนึ่งตอนบ่าย ข้าพเจ้าเดินมาจากถ้ำ เพื่อจะมาที่กุฏิที่อาศัยอยู่ ตอบนั้นเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงเย็น เดินมาถึง เหลือบตามองเห็นแสงแดดส่องลงมาจากข้างฝา ลงมากระทบพื้นกระดานกุฏิ ก็คิดในใจว่าน่าเล่นกสิณแท้ๆ เห็นเป็นดวงสว่าง ข้าพเจ้าเลยห่มผ้าจีวรทันที นั่งอยู่ที่กุฏินั้น เพ่งแสงสว่างที่ลอดเข้ามา เพ่งไปนานๆ แสงก็มีสีนวลขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาแสงก็เปลี่ยนเป็นสีขาว แล้วก็ใสขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นแก้วประกายพรึก ดวงแก้วใสนั้น หมุนตัวขึ้นไปข้างบน ปรากฏว่ามีเสียงฟ้าผ่า แล้วเห็นแสงกระจายออกเป็นหลายๆ สี ลอยตกลงมา เสียงดังกึกก้องไปในอากาศ พระที่อยู่ในวัด เมื่อยินเสียงต่างก็วิ่งกันมาที่กุฏิของข้าพเจ้า พูดกันว่า “ฟ้าผ่ากุฏิท่านวิชัยแล้ว” เมื่อมาถึงก็ไม่มีอะไร ทุกคนต่างก็แปลกใจกันไปตามๆ กัน

หลังจากข้าพเจ้าถอยออกจากสมาธิแล้ว ความที่มิได้ศึกษามาก่อน จึงคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ไม่เอาอีกแล้ว จึงหยุดไป ต่อมาได้ไปที่วัดท่าซุง กราบนมัสการให้ท่านทราบ หลวงพ่อท่านบอกว่าให้เล่นได้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต เนื่องจากว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ฝึกมโนมยิทธิเป็นครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปกราบนมัสการหลวงพ่อ ท่านพูดว่า “เมื่อวานไม่ทันได้ดูข้าพเจ้า” ท่านบอกว่า “ใจใสอย่างนี้จะไปที่ไหนก็ไปได้หมด” ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว รู้สึกปลาบปลื้มใจในความเมตตาของท่าน มีกำลังใจในการปฏิบัติยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในพรรษาแรก ก่อนที่จะมาวัดท่าซุง ข้าพเจ้าก็พบกับอาการที่แปลกๆ มากในการปฏิบัติกรรมฐาน ท่านผู้อ่านอ่านแล้วอย่าได้คิดว่า เป็นเรื่องตลกหรือคิดว่าข้าพเจ้ามาเล่าเพื่อเป็นการอวดตัวเอง แต่เรื่องเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเองโดยที่เรามิได้รู้สาเหตุ ท่านนักปฏิบัติผู้ใดอาจจะปฏิบัติแล้วมีอาการเช่นนี้เกิดขึ้น ก็จะได้เป็นแนวทางที่จะปฏิบัติให้ได้ผลยิ่งขึ้น หรือท่านจะแนะนำข้าพเจ้าบ้างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป

ในวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งภาวนาพุทโธ เมื่อนั่งมานานก็รู้สึกเมื่อย จึงเปลี่ยนเป็นท่านอนภาวนาไปเรื่อยๆ ใจสบาย ลมหายใจละเอียดเข้า จิตวูบหายไปเลย มารู้สึกอีกที ปรากฏว่าร่างกายลอยวนรอบวัด ทั้งๆ ในลักษณะที่กำลังนอนอยู่

ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนประมาณ ๔ ทุ่ม ลอยอยู่รอบบริเวณวัดประมาณ ๑๐ กว่านาที ลืมตามองเห็นต้นไม้ กุฏิวิหารที่อยู่ข้างล่างได้อย่างชัดเจน มันลอยวนเวียนของมันเอง โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้น สักครู่หนึ่งก็ลอยกลับมานอนที่เดิม

หลังจากที่ได้ไปฝึกมโนมยิทธิที่วัดหลวงพ่อแล้ว ก็มีอาการอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้นหลายสิบครั้ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นท่านั่งลอยออกไป แต่ก็ไปได้เฉพาะบริเวณวัด พอตั้งใจจะไปวัดท่าซุงทีไร จิตถอนออกจากสมาธิต้องกลับมานั่งที่เดิมทุกที

มาอยู่วันหนึ่งเป็นวันพระกลางเดือน ๑๐ มีคนมาทำบุญเต็มศาลา จึงคิดนั่งจะลอยให้คนเห็น ปรากฏว่านั่งเท่าไรมันก็ไม่ขึ้นสักที จะเห็นได้ว่าถ้าเราตั้งใจทำมันก็ไม่เกิด พอไม่ได้ตั้งใจทำ มันก็ลอยไปได้ตามปกติ มองเห็นข้างล่าง ถึงแม้จะเป็นเวลากลางคืนก็เห็นได้สว่างชัดเจน

เหตุการณ์ทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้ประสบมา ข้าพเจ้ากราบขอขมาทุกๆ ท่าน ที่นำมาเล่านี้มิได้ประสงค์ที่จะอวดอ้างคุณวิเศษแต่ประการใด บางทีมีผู้ที่ประสบเหตุการณ์ยิ่งกว่านี้ก็ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงเสียวหนึ่งของชีวิต ที่บังเอิญไปเกี่ยวกันกับการปฏิบัติธรรมในพระบวรพุทธศาสนา จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ขอฝากไว้ในดุลยพินิจของท่านผู้อ่าน ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทุกท่าน เพราะข้าพเจ้าก็ได้เล่ามาตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จนบางครั้งแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปเหมือนกับความฝันจนข้าพเจ้าแทบจะไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง

ต่อเมื่อ ได้ไปฝึกมโนมยิทธิตามแนวทางของหลวงพ่อ จึงได้ข้อสรุปที่สงสัยมานานหลายปีว่า สิ่งเหล่านี้ที่เราได้เคยพบเห็นมาก่อน มิใช่เป็นแต่เพียงความฝันเท่านั้น เฉพาะอาศัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงสุด และครูฝึกของข้าพเจ้าคือ คุณโยมน้อย (กานดา) และพระภิกษุภายในวัดท่าซุงทุกองค์ ตลอดถึงคุณโยมแอ๊วผู้แนะนำทาง

ผลสุดท้ายข้าพเจ้าได้มาอยู่ในผ้ากาสาวพัตร์ตามที่ได้อธิษฐานไว้ จนกระทั่งได้ไปพบเห็นแดนพระนิพพาน หวังว่า “ฝันที่เป็นจริง” ของข้าพเจ้าเมื่อปิดฉากลงเมื่อใด คงจะได้ไปอยู่สถานที่นั้น อันเป็นสถานที่สุดท้ายตลอดกาลนานเทอญ


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 25/6/10 at 09:19 [ QUOTE ]



พระมหาสิงห์ วิสุทโธ

แม้แต่รอยเท้าก็มีค่าหาประมาณมิได้
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

เมื่อสงกรานต์มาถึง ซึ่งจะเป็นวันที่ ๑๓ -๑๕ เมษายนของทุกๆ ปี ชาวล้านนาส่วนมาก เมื่อเสร็จธุระในการทำบุญที่วัดแล้ว ก็จะนำน้ำพระพุทธมนต์จากวัดมาประพรมที่บ้าน และจะนำเอาวัตถุมงคลต่างๆ เท่าที่ตนมีอยู่ นำออกมาสักการบูชาทั้งหมดไม่ให้เหลือ ตั้งแต่องค์พระพุทธรูปเป็นต้นไป จนถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ ฟันของบิดา มารดา ผ้าขาวที่ใช้ปกหน้าบิดามารดาที่ตายไปแล้วเขาก็ไม่เผา จะนำเอาบูชาตลอด และนำมาบูชาในวันสงกรานต์นี้ด้วย

นอกจากนี้ ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่นับวันก็จะหายไปแล้วคือ รอยเท้าของพระสุปฏิปันโน ส่วนมากที่พบเห็นก็จะเป็นรอยเท้าขององค์หลวงปู่ครูบาศรีวิชัย (ต้นบุญแห่งล้านนาไทย) ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า การบูชารอยพระพุทธบาทและรอยเท้าพระสุปฏิปันโนนี้ จะมีอานิสงส์พิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ จะมีความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางไปก็ดี มาก็ดี มีโชคลาภคล่องตัวตลอดทาง นอกจากนี้ถ้าเรากราบไหว้บูชาทุกๆ วันแล้ว ก็จะไม่หลงทางไปจากเส้นทางของพระอริยเจ้าด้วย

ข้าพเจ้าได้หาผ้าขาวมาให้ครบคนในครอบครัวของข้าพเจ้า คือ ๕ ผืน ขอความเมตตาให้องค์หลวงพ่อเหยียบให้ แล้วนำมาไหว้สักการบูชาตลอดมา เมื่อบวชแล้วข้าพเจ้าคิดว่ารอยเท้าขององค์หลวงพ่อนี้ จะมีประโยชน์อะไรบ้างหนอ จึงได้เอาผ้ารอยเท้าขององค์หลวงพ่อใส่อุ้งมือนอนประนมภาวนาว่า นะมะ พะธะๆๆ เรื่อยไป เมื่อคำภาวนาหายไปก็ปรากฏว่า มีองค์หลวงพ่อมายืนอยู่ด้วย มือของข้าพเจ้าก็โอบอยู่ที่เท้าของท่าน แล้วองค์หลวงพ่อก็ค่อยๆ ดึงเท้าออกมา ตัวของข้าพเจ้าก็เลยลอดติดเท้าออกมาด้วย

ข้าพเจ้าได้กราบเรียนองค์หลวงพ่อว่า จะให้เกล้ากระผมไปไหนขอรับ องค์ท่านตอบว่า ไม่ต้องไปไหนหรอก แต่ว่า ลองหันกลับไปดูร่างกายของท่านดูซิ เมื่อข้าพเจ้าหันกลับมาดูแล้ว ก็ได้เห็นร่างกายของตนเองที่ไม่มีผ้าปกปิดเลย มันมีสภาพที่น่าทุเรศที่สุด น่ารังเกียจที่สุด สุดที่จะบรรยาย ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นอสุรกาย ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงจะเหมือนกับอสุรกาย เมื่อข้าพเจ้ามองทั่วรางกายแล้ว ก็เกิดภาพนิมิตขึ้นอีกภาพหนึ่ง คือ เห็นข้าพเจ้ากำลังนั่งกินลาบเขียดอยู่ด้วยความเอร็ดอร่อย วิญญาณเขียดก็กำลังเต้นห่างร่างของตนไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าสลดใจคิดว่าร่างกายนี้นอกจากสกปรกแล้วยังมีสิ่งที่สกปรกเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงตลอดไปอีกหนอ

รอยเท้าขององค์หลวงพ่อนั้น ถ้าเรามีความจำเป็นอยากจะรู้อะไร อธิษฐานตามความต้องการแล้ว ภาวนา นะมะ พะธะ ไป เมื่อคำภาวนาหายไปก็ดี หลับไปก็ดี ผ้ารอยเท้าจะปรากฏเหมือนจอโทรทัศน์ จะมีตัวหนังสือไทยปรากฏในจอนั้น เมื่ออ่านรู้เรื่องแล้ว ก็จะสะดุ้งทันที

ข้าพเจ้าจึงมีความซาบซึ้งในพระคุณขององค์หลวงพ่อเป็นยิ่งนัก แม้แต่รอยเท้าขององค์ท่าน ก็มีค่าประมาณมิได้

ไม่มีที่ใดจะไกลสำหรับองค์หลวงพ่อ

ค่ำคืนวันหนึ่ง ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมสำนักได้คุยกันถึงเรื่องการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า เมื่อเราเอาจิตเกาะพระนิพพานตลอดเวลาแล้ว เราก็ไม่ต้องทำอะไรอีก ตายเมื่อไรก็เข้าสู่พระนิพพาน เพื่อนร่วมสำนักเขามีความเห็นว่า ปฏิบัติแบบนั้นจะไม่ถึงพระนิพพาน เพราะการเอาจิตเกาะพระนิพพานก็ดี นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็ดี เป็นสมถกรรมฐาน ข้าพเจ้าได้โต้เขาว่า ได้ฟังเทปองค์หลวงพ่อว่า ผู้ใดเอาจิตเกาะนิพพานเป็นอารมณ์ จนชนิดที่เรียกว่า เกาะจนไม่ต้องเกาะแล้วอย่างนี้ซิ จึงจะแน่ ข้าพเจ้าไม่เชื่อใครอีกแล้ว นอกจากองค์หลวงพ่อ

เมื่อถึงเวลานอน ข้าพเจ้าก็ภาวนาเพื่อจะให้หลับไป พอคำภาวนาหาย องค์หลวงพ่อได้มาตะโกนบอกข้าพเจ้าด้วยเสียงอันดังว่า “อาจารย์สิงห์ เอาจิตเกาะพระนิพพานด้วย พิจารณาร่างกายว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราด้วย” ข้าพเจ้าตื่นน้อมกราบองค์หลวงพ่อด้วยความชื่นใจ และคิดว่าองค์หลวงพ่อ มิได้อยู่ไกลพวกเราเลยหนอ ไม่มีที่ใดจะไกลสำหรับองค์หลวงพ่อ

แก้สงสัย

วันหนึ่งในอดีตที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้แบกไม้ เพื่องานในด้านวิหารทาน เท้าลื่นได้ล้มไปพร้อมกับไม้ เลยเจ็บที่ไหล่และแขนข้างซ้าย เจ็บมากภาวนาจิตไม่อยู่ที่ลม จิตจะไปจับอยู่ที่เวทนา ข้าพเจ้าได้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ผ้าใบ ก็เลยมาคิดสงสัยว่า ตอนที่เราจะตาย เวทนามันคงจะมากกว่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเราภาวนาไม่ได้ จิตไม่ทรงตัว เราจะไปนิพพานได้ละหรือ

ข้าพเจ้าคิดถึงองค์หลวงพ่อว่า องค์ท่านสอนว่าอย่างไร เราถึงจะเข้าสู่พระนิพพานได้ ท่านสอนว่าให้ใช้ปัญญาพิจารณา ยอมรับความจริงว่า เราเป็นผู้ไม่มีอะไร ญาติของเราไม่มี สมบัติใดๆ ของเราไม่มี แม้แต่ร่างกายของเรานี้มันก็จะไม่มีในที่สุด เราจะทำงานไปตามหน้าที่ เมื่อความตายมาถึง เราจะไปที่เดียว คือพระนิพพาน

ก็ในขณะนี้ เรามีอะไรบ้างหนอ มองในด้านสมบัติก็ไม่มีอะไรเลย ที่ดินสักหัวไม้ขีดก็ไม่มี ปัจจัยสี่ที่อาศัยทุกวันก็ไม่เคยคิดเคยนึกว่าเป็นสมบัติส่วนตัว นึกว่าเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา มองหาลูกหาหลานหาญาติหาบริวาร ก็ไม่มีผู้ใดเป็นสมบัติของเรา เพราะเขาสละให้ เราบวชแล้ว

คิดถึงร่างกายมันก็แก่ลงไปทุกวันๆ สักวันหนึ่งมันก็จะไม่มีจริงๆ แล้วเราจะต้องการอะไรอีก เราก็ไม่มีความต้องการอะไร นอกจากพระนิพพาน เอ.. ถ้าเราภาวนาไม่ได้ เราคิดอยู่อย่างนี้จะไปนิพพานได้ไหมหนอ ก็เลยหลับตาคิดย้อนมาย้อนไป พอหายคิดก็ปรากฏว่าร่างอันซ้อนอยู่ภายใน ได้พุ่งทะยานเหาะขึ้นไปในอากาศ ด้วยความเร็วที่สูงมาก เมื่อผ่านระยะเขตของพระจุฬามณี

ข้าพเจ้าก็คิดขึ้นมาว่า เออ...หนอไหนๆ ก็จะไปนิพพานแล้ว ก็ควรจะไปแวะกราบพระจุฬามณีเสียก่อน ข้าพเจ้าเลยเบนหัวออกจากเส้นทาง จะพุ่งไปหาพระจุฬามณี ก็พอดีหล่นลงมาเข้าร่างที่เจ็บป่วยตามเดิม ถ้าเราไม่อยากแวะคงจะสบายๆ ไปแล้วนา

องค์หลวงพ่อเป็นผู้ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์ ชี้ทางพระนิพพานอันพ้นโศกวิโยคภัย พระคุณนั้น มากมายมหาศาล หาที่สุดหาประมาณมิได้จริงๆ หนอ

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/7/10 at 10:15 [ QUOTE ]



สามเณรยอด มานพ

ความเมตตาของหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

เมื่อก่อน ผมยังไม่เคยรู้จักหลวงพ่อท่านเลย แต่หลวงพ่อปานเคยรู้จักชื่อท่าน ตั้งแต่ผมมีอายุ ๘ – ๙ ขวบ ครั้งเรียนหนังสือ อยู่ที่โรงเรียนราษฎร์บูรณะ ฝั่งธนบุรี น้าชายทำสวนส้มโอและหมากอยู่ที่คลองราษฎร์บูรณะ แล้วเอาส้มโอ และหมากบรรทุกเรือไปขายที่จังหวัดอยุธยา จะเอาของไปถวายหลวงพ่อปานวัดบางนมโค ขอพระหลวงพ่อปาน ท่านเมตตาให้มาหลายองค์ น้าชายจึงให้ผม ๒ องค์ หลวงพ่อไก่ ๑ องค์ หลวงพ่อเม่น ๑ องค์ ผมเป็นเด็กรักพระมาก จึงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

เมื่อออกจากโรงเรียน กลับบ้านนอกแล้ว ก๋งแสงเป็นหมอประจำตำบลรู้เข้า มาอ้อนวอนขอ จึงให้หลวงพ่อไก่ไป ๑ องค์ เขาเอาไปอาราธนาทำน้ำมนต์รักษาคนป่วย เขาบอกว่ารักษาได้ทุกอย่าง เวลานี้ผมยังเหลืออยู่องค์เดียวคือหลวงพ่อเม่น ส่วนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน พึ่งรู้จักเมื่ออายุมากแล้ว

ลูกหญิงที่บ้าน ไปซื้อหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน มาอ่านกัน เห็นมีชื่อหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นเจ้าของพระที่ผมเคยรู้จักชื่อท่าน ก็พลอยอ่านกับเขาไปด้วย จึงได้รู้จักชื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำ อ่านสนุกมาก ได้ทั้งความบันเทิง และคติธรรม จึงได้อ่านซ้ำๆ ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อขึ้นมาในใจ

ผมเองได้พบหลวงพ่อครั้งแรก ที่บ้านคุณประเสริฐ อำเภอศรีราชา ผมเอาอาหารไปถวายท่าน พอท่านเห็นหน้า ท่านก็บอกว่า สร้างพระชำระหนี้สงฆ์เสีย ๑ องค์ จึงถามท่านว่าองค์ละเท่าไรขอรับ ท่านบอกว่า ๑ แสนบาท ผมชักอั้น ถามท่านว่ารวมๆ กันสร้างได้ไหมครับ ต้องสร้างคนเดียวท่านบอก ผมนึกในใจว่าเมื่อไรหนอเราจะมีเงินมากๆ จะได้ทำบุญกับหลวงพ่อมากๆ

ตั้งแต่บัดนั้นมา ผมก็เจริญขึ้นๆ การเงินก็คล่องตัว ถึงปีก็ไปทำบุญถวายกฐินทุกปีที่วัดท่าซุง ยังได้สร้างห้องกรรมฐาน ห้องโรงพยาบาลแม่และเด็กอีก และยังได้ทำบุญที่วัดอื่นๆ รวมทั้งทางราชการอีกเป็นจำนวนมาก แต่พระชำระหนี้สงฆ์ที่หลวงพ่อบอกไม่ได้สร้าง ไม่ทราบว่า วิบากกรรมอะไรมันมาบัง

จนถึงอายุได้ ๗๔ ปี สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ให้กับแม่บ้านและลูกๆ ตนเองได้เข้าบวชเป็นเณร ปฏิบัติธรรมอยู่บนเขาเขียว เจริญสมาธิกรรมฐาน พอจิตสงบก็นึกถึงพระชำระหนี้สงฆ์ที่หลวงพ่อบอก ตอนนั้นเราก็มีเงินพอแล้ว ทำไมเราไม่สร้าง จิตก็เกิดกิเลสนิวรณ์ แล้ว นึกถึงเมื่อเราบวชพระครั้งก่อน เราเคยเอาเงินสงฆ์ให้พระรู้จักกันยืมไป ๓๐๐ บาท แล้วพระรู้จักกันองค์นั้นก็ไปสึก เงินก็ไม่เอามาใช้ เราคงจะร่วมเป็นหนี้สงฆ์ด้วย น่าอัศจรรย์จริงทำไมหลวงพ่อรู้ เป็นเวลานานตั้ง ๔๐ กว่าปีมาแล้ว

หลวงพ่อท่านมีเมตตา จึงบอกให้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์เสีย เราก็โง่นึกไม่ถึง มานึกถึงก็ไม่มีสมบัติเสียแล้ว ต่อมามีธุระมาบ้าน จึงเล่าให้โยมและลูกๆ เขาทราบ โยมและลูกๆ จึงรวบรวมเงินกันได้ประมาณห้าหมื่นเศษ เอามาถวายหลวงพ่อเณรให้สร้างพระ เณรก็ดีใจพ้นจากอเวจีมาได้ ก็เอาเงินนั้นมาถวายหลวงพ่อที่ซอยสายลม กราบแล้วบอกท่าน ขอสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ร่วมกับหลวงพ่อด้วย

แล้วเรียนให้หลวงพ่อทราบว่า ผมบวชแค่เณร หลวงพ่อท่านบอกว่า “ดีแล้ว บวชเป็นเณร” คำว่าดีแล้วเพียงเท่านี้ ก็ดีเรื่อยมาจนบัดนี้ ดีทุกอย่างเลย คำพูดของหลวงพ่อนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ การปฏิบัติธรรมก็ดียิ่งขึ้น การเคารพนับถือของญาติโยมก็เพิ่มมากขึ้น ไม่มีใครรังเกียจเณรแก่ๆ เลย จึงขอยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และหลวงพ่อเป็นที่พึ่งตลอดไป

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 14/7/10 at 08:52 [ QUOTE ]



เฉลิม คงทอง

เคารพหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ข้าพเจ้าเป็นคนราชบุรี นับถือศาสนาคริสต์ เริ่มรู้จักหลวงพ่อตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๒๐ ปีเต็ม และได้ติดตามหลวงพ่อตลอดมา ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าอายุ ๕๙ ปีแล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าพบหลวงพ่อ ที่วัดบางนมโคนั้น ตอนนั้น หลวงพ่อรับหน้าที่แทนหลวงปู่ปานแล้ว

เริ่มแรกทีเดียวนั้น ข้าพเจ้ากับนายแจ่ม เปาเล้ง (ซึ่งภายหลังไม่กี่ปี นายแจ่ม เปาเล้งก็กลายมาเป็นพ่อตาของข้าพเจ้า) พากันไปพบหลวงพ่อที่วัดบางนมโค ก็ได้คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า คาถาวิระทะโย และได้ไปหานายประยงค์ ตั้งตรงจิตด้วย ไปคุยเรื่องคาถา พระปัจเจกพุทธเจ้า นายประยงค์ก็แนะนำว่า ต้องท่องคาถา และใส่บาตรอย่าให้ขาด จึงจะได้ผล

นายแจ่ม ได้คาถามา ก็ทำอย่างจริงจังแบบเปิดเผย เดิมเขาไม่มีที่ดิน ข้าพเจ้าก็แบ่งที่ดินให้ปลูกพริก ซึ่งนายแจ่มปลูกแล้ว พริกเจริญงอกงามดีมาก เพราะว่าปลูกไปก็ว่าคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นประจำ ทำให้มีการคล่องตัว และทำให้การเป็นอยู่ดีขึ้น เพราะผลของคาถานี้ช่วยได้มาก

ตัวข้าพเจ้าได้คาถามาแล้ว ก็ท่องแบบเงียบๆ คือเอาวิธีหลวงพ่อมาทำแบบเงียบๆ ไม่ทำแบบเปิดเผย ตัวข้าพเจ้ายังคงนับถือศาสนาคริสต์อยู่ แต่ก็ท่องคาถาวิระทะโยไปเรื่อย พอลงมือทำงาน วิดน้ำในสวน ก็ท่องคาถานี้เรื่อยๆ โรคภัยก็ไม่ค่อยเบียดเบียน

สมัยนั้นมีโรคระบาดอยู่ทั่วไป คนป่วยกันมาก แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยเป็นอะไร ถึงข้าพเจ้านับถือคริสต์ เวลาไปหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็ไหว้ท่านและเคารพนับถือท่าน ก็ทำตามที่ท่านแนะนำ ภายหลังเตี่ยข้าพเจ้าให้ที่ข้าพเจ้าทำสวน ๑๑ ไร่ ข้าพเจ้าทำสวนเรื่อยมา ก็ไม่ขาดทุน มีเหลือกิน เหลือใช้บ้าง ทำได้ดีพอสมควร ปลูกพืชล้มลุก พวกหอม พวกพริก ก็ทำให้มีผลงอกงามดี ได้กำไรดี และทำให้มีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเวลานี้มีอยู่ ๗๘ ไร่ ยิ่งทำก็ยิ่งมีความมั่นใจ ว่าถ้าได้ทำบุญกับหลวงพ่อแล้ว รู้สึกว่าทำอะไรก็ดีทุกอย่าง

ตอนนี้ หลวงพ่อรับหน้าที่จากหลวงปู่ปานแล้ว หลวงพ่อก็ออกล่องเรือไปตามแม่น้ำลำคลอง เอารูปหล่อหลวงปู่ปานใส่เรือ เปิดเครื่องขยายเสียง ชักชวนญาติโยมทั้ง ๒ ฝั่งน้ำทำบุญเพื่อนำปัจจัยไปซ่อมแซมวัดบางนมโค ผู้คนก็นิมนต์ให้หลวงพ่อ หยุดแวะรับปัจจัยเพื่อทำบุญ ร่วมบุญด้วย ทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำ ก็ใช้เวลาหลายวัน

ล่องเรือไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็จอดแวะที่นั่น ครั้นมาถึง ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ล่องเรือมาถึงบ้านข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็นิมนต์ให้พักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าคราวละหลายๆ วัน มีอะไรท่านก็สอนข้าพเจ้าและแนะนำ สิ่งใดที่ไม่รู้ก็ถามท่าน ท่านก็บอกให้หมดทุกอย่าง จึงมีความเคารพนับถือและติดตามหลวงพ่อตลอดมา หลวงพ่อย้ายไปอยู่วัดไหนก็ตามไปหาตลอด

จนกระทั่งข้าพเจ้าจะปลูกบ้านเป็นของตนเอง ก่อนจะปลูกบ้าน หลวงพ่อได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับคนที่จังหวัดชัยนาทให้ฟังว่า

“มีเจ้าของบ้านคนหนึ่งที่จังหวัดชัยนาท ปลูกบ้านที่มีเสาตกมัน และมีคนคิดจะมาขโมยของที่บ้านหลังนี้ แต่เขาก็กลัวๆ อยู่ จึงทำพิธีจับผีในบ้านนี้เสียก่อน โดยใช้พิธีทางไสยศาสตร์อยู่ ๓ วัน พอทำพิธีวันแรกก็ได้ยินเสียงร้อง “โว้ย” วันที่ ๒ ก็ได้ยินเสียงร้อง “โว้ย” พอวันที่ ๓ ไม่มีเสียงร้องอะไร ก็นึกว่าจับตัวได้แล้ว จึงเข้าไปขโมยของในบ้านหลังนี้

เข้าไปถึงก็เก็บข้าวของที่ต้องการกองๆ รวมกันไว้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวจะขนของออกไป ก็หาทางออกไม่ได้ นางไม้ได้ล้อมบ้านไว้ ประตูเหล็กยืดนั้นเดิมตอนเข้าไปขโมยของก็เปิดทิ้งไว้ พอเข้าไปขโมยของในบ้านแล้ว ประตูยืดนั้น ก็ปิดเข้ามาเอง เลยเอาของไปไม่ได้สักอย่าง จนกระทั่งคนในบ้านตื่นขึ้นมา ก็พบทั้งขโมยและของกลางกองรวมๆ กันอยู่ เจ้าของบ้านเลยจับขโมยได้โดยง่ายดาย”

หลวงพ่อเล่าเรื่องนี้จบ จึงแนะนำให้ข้าพเจ้าไปซื้อไม้ที่มีเสาตกมันมาสร้างบ้าน จะได้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้อยู่เย็นเป็นสุข

ก่อนไปซื้อไม้มาปลูกบ้าน หลวงพ่อก็ได้เมตตามาทำพิธีบวงสรวงที่บ้านข้าพเจ้า โดยบวงสรวงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ทิศ ให้คุ้มครองข้าพเจ้า ซึ่งตอนนั้นเตี่ยข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์อยู่ จึงหลีกเลี่ยงการตั้งศาลเพื่อไม่ให้ขัดใจเตี่ย

หลวงพ่อแนะวิธีให้ทำง่ายๆ คือ ให้หาไม้มาทำเป็นเสา และตอกเป็นหิ้งขึ้นแบบง่ายๆ และให้หาดอกไม้ธูปเทียนอย่างละ ๕ อย่าง วางไว้ที่หิ้ง พอหลวงพ่อบวงสรวงเสร็จ ข้าพเจ้าก็ออกไปหาซื้อไม้ เลือกซื้อไม้ใหม่มาเลย ไม่ใช้ไม้เก่า ไปซื้อไม้ใหม่ๆ มา ก็หาที่เป็นเสาตกมันไม่ได้ ไปซื้อจากที่เขาตัดมาเรียบร้อยแล้ว ซื้อไม้ที่ตัดมาใหม่ๆ เลย ก็คิดว่าหาไม่ได้

แต่พอได้ไม้มาแล้ว หลวงพ่อก็ทักขึ้นว่า ไม้ที่ซื้อมาทั้งหมด มีเสาทั้งหมด ๗ ต้นที่เป็นเสาตกมัน ในจำนวน ๗ ต้นนั้น ข้าพเจ้าใช้ ๖ ต้นปลูกบ้าน อีกต้นหนึ่งไม่ได้ใช้ เพราะเห็นว่ามีน้ำมันไหลเยิ้มออกมา จึงไม่ได้ใช้ จึงเอาไปปักไว้ข้างคลอง

จากนั้นหลวงพ่อ ก็ทำพิธีเชิญนางไม้ทั้งหมดให้ขึ้นไปรวมกันอยู่บนบ้านเลย ให้นางไม้ช่วยคุ้มครอง เวลามีภัยอันตรายต่างๆ ก็มักจะคอยให้การช่วยเหลืออยู่เป็นนิตย์ อย่างเช่น ครั้งหนึ่ง ลูกข้าพเจ้าผสมน้ำมันเบนซินบนบ้าน ไฟลุกพรึบ ข้าพเจ้าก็บอกให้รีบหิ้วไปเทข้างนอกบ้าน ทำให้ไฟไม่ไหม้บ้าน เวลาลูกเทน้ำมัน ไฟก็วิ่งมาบนแขนทั้ง ๒ ข้าง เมื่อดับไฟแล้ว ที่แขนไม่มีแผล ไม่มีแสบร้อนอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่รอดปลอดภัยในครั้งนั้น

บางครั้งข้าพเจ้าไม่อยู่บ้าน มีคนมาจอดเรือเรียกข้าพเจ้า เขาได้ยินเสียงข้าพเจ้าตะโกนขานรับ แต่แล้วเขารอแล้วก็เงียบ เพราะข้าพเจ้าไม่อยู่ แถมปิดกุญแจบ้านไว้ด้วย

นับแต่ปลูกบ้านมา นางไม้ก็คอยคุ้มครองบ้าน และให้ความคุ้มครอง ปลูกพืชผลได้มาก ไม่มีขาดทุน มีแต่กำไรขึ้นเรื่อยๆ

ข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์มาเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าแต่งงาน จึงทำพิธีตามแบบศาสนาคริสต์ (แต่งกับลูกสาว นายแจ่ม เปาเล้ง หลังจากที่พบหลวงพ่อเพียงไม่กี่ปี) วันแต่งงานนั้นหลวงพ่อไม่ได้ทำพิธีอะไรให้ แต่หลวงพ่อไปพักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้า ๒ – ๓ คืนที่ จ.ราชบุรี

ต่อมาข้าพเจ้าก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับภรรยาของข้าพเจ้า สาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาคริสต์มาเป็นศาสนาพุทธเพราะว่า

ข้าพเจ้าได้ถามหลวงพ่อว่า “พระเยซูมีจริงไหม”

หลวงพ่อตอบว่า “มี อยู่ชั้นกามาวจรสวรรค์”

ข้าพเจ้าจึงถามหลวงพ่ออีกว่า “ศาสนาคริสต์ ถึงขั้นไหน”

หลวงพ่อตอบว่า “ศาสนาคริสต์ถึงแค่ชั้นสวรรค์ ส่วนศาสนาพุทธถึงขั้นนิพพาน คือไม่ต้องกลับมาเกิดอีก”

ข้าพเจ้าเมื่อได้ทราบจากคำอธิบายของหลวงพ่อแล้ว จึงเข้าใจ และอยากไปนิพพานในชาตินี้ เพราะว่าชีวิตข้าพเจ้ามีแต่ความทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ขอเกิดอีก

เมื่อมารดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตไป หลวงพ่อก็ช่วยได้ ช่วยได้แค่สวรรค์ หลวงพ่อท่านสร้างพระเงินและพระทององค์ละสลึง และให้ถวายสังฆทาน มีพระหน้าตัก ๕ นิ้ว ผ้าไตร และอาหารคาวหวาน โดยอุทิศเจาะจงไปให้ แม่ข้าพเจ้าที่ตายไปแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังหมดเลยว่า แม่ข้าพเจ้ามีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างนั้นๆ เคยทำบุญอะไรไว้บ้าง ข้าพเจ้าก็ไปถามเตี่ยดู เตี่ยยืนยันว่าแม่ทำอย่างนั้นจริง เลยเชื่อทุกอย่าง

เวลาไปรับหลวงพ่อ พอผ่านศาลเจ้า หลวงพ่อจะคุยกับเทวดาที่ศาลเจ้า และบอกให้ช่วยคุ้มครองข้าพเจ้า เทวดาที่ศาลเจ้าก็บอกว่า ท่านคุ้มครองข้าพเจ้าอยู่แล้ว

มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อไปเชิญศาลพระภูมิ เทวดาท่านมาทวงว่าทำผิดไว้ที่ป่า ท่านมาทวงเรื่องไปทำบุญแก้บน บอกว่าไปทำบุญแก้บน ตอนเย็นนั้นใช้ไม่ได้ ท่านรับไม่ได้ ต้องไปทำบุญแก้บนก่อนเพล สาเหตุนี้ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้ไม่โต หลวงพ่อท่านก็สามารถรู้ได้และเป็นเรื่องจริง

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ภรรยาข้าพเจ้าได้เสียชีวิตลง ข้าพเจ้าก็รีบส่งจดหมายถึงหลวงพ่อ พร้อมทั้งถวายปัจจัย ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อหลวงพ่อช่วยสงเคราะห์อุทิศกุศลให้แก่ภรรยาข้าพเจ้าที่เสียชีวิตไป

ข้าพเจ้าได้ถามหลวงพ่อว่า “ภรรยาเขาไปลำบากไหม”

หลวงพ่อตอบว่า “เหลือแต่แกเท่านั้นที่ยังโง่อยู่ เขาไปสบายแล้ว”

เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าขาบวมเจ็บอยู่ ข้าพเจ้าก็นั่งกรรมฐาน นั่งอธิษฐานถึงหลวงพ่อเสมอๆ อยู่ๆ ข้าพเจ้าก็ได้รับพัสดุไปรษณีย์ บรรจุน้ำมนต์หลวงปู่ปาน ที่เจ้าหน้าที่ทางวัดท่าซุงได้จัดการส่งไปให้ข้าพเจ้าทางไปรษณีย์ ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าเพราะหลวงพ่อท่านคงรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอะไร เพราะคนอื่นนั้นไม่มีใครรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นอะไร มีหลวงพ่อเท่านั้นที่รู้ ข้าพเจ้าจึงดีใจมาก เวลานั่งกรรมฐาน ข้าพเจ้าก็กราบบูชาถึงหลวงพ่ออยู่เสมอ

เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๒ ข้าพเจ้าไปบ้านน้องเมีย ข้าพเจ้ากินยาแก้ยอก เป็นยาชุด ๕ เม็ด เดินไม่ไหว จึงกินยานี้ กินแล้วมันไปกัดกระเพาะ ข้าพเจ้าก็เข้าไปที่ห้องน้ำ ถ่ายออกมาเป็นเลือด ทวารเปิด ถ่ายออกมา ๒ ลิตร ทวารเปิด มันไหลออกมาเอง ขณะถ่ายออกมา ข้าพเจ้าก็ภาวนา พุทโธๆ ๆ ไปเรื่อยๆ พอภาวนาไปๆ ข้าพเจ้าก็สลบไปเลย นานประมาณครึ่งชั่วโมง

พอฟื้นขึ้นมา ข้าพเจ้าก็ขออาราธนาบามีหลวงปู่ปาน บารมีหลวงพ่อ ขอให้ช่วยให้ข้าพเจ้าหาย เพราะว่า ถ้าหากข้าพเจ้าตายในห้องน้ำ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าห้องน้ำไม่ได้ เพราะข้าพเจ้ามาพักที่บ้านน้องของภรรยา ไม่ใช่บ้านของตนเอง คิดอธิษฐานอย่างนี้ก็เลยหาย เขาไม่ให้กินข้าว ๓ วัน ให้แต่น้ำเกลือ พอรุ่งขึ้น ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ น้องชายอยากให้ข้าพเจ้าพามาหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็พาเขามาหาหลวงพ่อได้ นับว่าอัศจรรย์จริงๆ ที่ป่วยขนาดนี้พอฟื้นตัวได้บ้างไปหาหลวงพ่อได้

ข้าพเจ้าเจอประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับองค์หลวงพ่อมาเรื่อยๆ นับเป็นเวลานานถึง ๓๙ – ๔๐ ปีแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบได้เห็นได้ยินมาด้วยตนเอง เป็นเรื่องจริง จึงมีความเคารพหลวงพ่อตลอดมา ข้าพเจ้าจึงนั่งสมาธิเสมอๆ และยึดตามคำสอนของหลวงพ่อ เกิดมาก็มีความลำบาก ยิ่งขาบวมเจ็บอย่างนี้ ยิ่งมีความเบื่อเต็มที หวังว่าชีวิตจะได้หมดทุกข์เสียที ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ตายแล้วขอไปนิพพานเพียงอย่างเดียว

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 8/9/10 at 08:06 [ QUOTE ]



สาย โพธิ์ใหญ่

พระคุณหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ดิฉันจะเล่าถึง พระคุณของหลวงพ่อผู้มีพระคุณต่อดิฉัน ให้ฟังพอสังเขปนะคะ ดิฉันได้แต่งงานกับนาวาอากาศโทชอบ โพธิ์ใหญ่ ไม่นานนักก็ตั้งท้อง ขณะที่ตั้งท้องได้ ๖ เดือน ดิฉันก็เริ่มมีอาการไม่ค่อยดี ผิดปกติ พอย่างเข้า ๗ เดือนก็คลอด คลอดมาได้ ๙ วันเด็กก็ตาย และอยู่มาอีกร่วมปี

ดิฉันก็เริ่มตั้งท้องลูกคนที่สองอีก ก็ไม่คิดว่า จะเหมือนการตั้งท้องลูกคนแรก แต่เอ๊ะ พออยู่ๆ ไป จนกระทั่งเข้า ๖ เดือน ก็ชักมีอาการเหมือนตอนตั้งท้องคราวแรกอีก พอย่างเข้า ๗ เดือนก็คลอดอีกเหมือนเดิม แต่ว่าคนที่ ๒ คลอดได้ ๗ ชั่วโมงก็ตาย

จึงมีความสงสัยว่า เหตุใดนะ จึงเป็นเช่นนี้ ก็เลยไปหาหมอตรวจ หมอตรวจแล้วก็ไม่พบสาเหตุ อยู่มาวันหนึ่ง ดิฉันก็ได้ไปเรียนพิมพ์ดีดที่ชัยนาท มาเป็นเวลาหลายเดือน มีเพื่อนคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า รู้จักหลวงพ่อองค์หนึ่ง เก๊งเก่ง อยู่ที่วัดโพธิ์ ชัยนาท ชื่อหลวงพ่อมหาวีระ

ดิฉันกลับมาบ้าน ก็ได้มาปรึกษากับสามี และเล่าเรื่องให้สามีฟังเกี่ยวกับหลวงพ่อ สามีฟังแล้วก็มีความเลื่อมใส จึงพากันไปหาหลวงพ่อที่วัดโพธิ์ จึงกราบเรียนให้หลวงพ่อช่วยสงเคราะห์ดูให้ ท่านบอกว่า ให้เอาพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว ธูปเทียน ดอกไม้ ผ้าขาวมา ท่านจะทำให้ หลวงพ่อท่านก็ทำน้ำมนต์ พอเสร็จแล้วท่านก็ทายว่า “เอาเฮอะ ต่อไปนี้เอ็งสองคนนะ จะได้ลูกสมความปรารถนา และก็เลี้ยงไม่ไหวเสียอีก” ดิฉันกลับมาบ้าน ต่อมาอีกไม่นานเท่าไรก็ตั้งท้องอีก เป็นลูกคนที่ ๓ ตั้งท้องคนที่ ๓ นี้ก็อยู่ได้ ๖ เดือน ก็เริ่มมีอาการเหมือนเดิมอีก

แต่ว่าหลวงพ่อบอกว่า ถ้าเป็นยังไง ก็ให้เอาน้ำมนต์ที่หลวงพ่อทำให้ เอามาดื่ม พอรู้สึกปวดท้อง ก็ไปเอาน้ำมนต์มาดื่ม จุดธูปบอกหลวงพ่อ อาการนั้นก็หายไปจนครบ ๙ เดือน ถึงได้คลอดตามกำหนด พอคลอดเสร็จแล้ว ก็ไปให้ท่านตั้งชื่อให้ ชื่อว่า “จริยา โพธิ์ใหญ่”

ท่านก็ทายว่า เด็กคนนี้มีบุญ จะทำให้พ่อแม่เจริญต่อไปข้างหน้า และก็เป็นจริงตามนั้น ขณะนั้นสามีดิฉัน นาวาอากาศโทชอบ เป็นแค่พันจ่า เขาก็มีการสอบเข้านายทหาร ก็เลยไปหาหลวงพ่อๆ ก็บอกว่า “เอ็งจะมียศถึงพันโท” สามีดิฉันก็พูดกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ ผมยังสอบไม่ได้ แล้วจะเป็นไปได้ยังไง”

ท่านก็บอกว่า “เอาเหอะ เอ็งคอยดูก็แล้วกัน” ท่านก็ถามว่า “จะไปสอบเมื่อไรล่ะ” ก็กราบเรียนว่าจะไปตอนไหน ท่านพูดต่อไปอีกว่า “ก่อนจะไปก็ให้เซ่นเจ้าที่เจ้าทาง หรือจุดธูปบอกพระเทพฤทธิ์กรมหลวงชุมพร ก่อนที่จะไปสอบ” ก็ทำตามที่ท่านบอกทุกอย่าง ปรากฏว่าก็สอบได้จริงๆ ในปีนั้น สอบได้ตามที่ท่านทายไว้

มีเรื่องยืนยันจากองค์หลวงพ่อได้เล่าไว้ เมื่อคราวที่ไปสอนพระกรรมฐานที่บ้านซอยสายลม (บ้านพล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์) เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๓๓ โดยท่านเล่าให้ญาติโยมฟังเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวดิฉันความว่า

มีสมัยหนึ่ง เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๔ มีผู้หญิงคนหนึ่งกับผู้ชายอยู่เตื้อหนึ่ง คือว่าสามีเป็นนายทหารอากาศ ภรรยาก็เป็นเมียนายทหารอากาศ เขามาบอกให้ทราบว่า แกมีลูกมา ๒ คน แท้งหมด และก็ไปดูหมอดู

หมอดูบอกว่า “ข้างซ้ายของเธอมีผีเสื้อสมุทรเกาะอยู่ ถ้ามีลูกกี่คนจะกินหมด”

แกเป็นผู้หญิงไม่กล้าถอดเสื้อดู ผีเสื้อใช่ไหม “เรื่องมีลูก หรือไม่มีลูก เรื่องแท้งไม่แท้ง ฉันยืนยันกับคุณไม่ได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าจะมีเทวดาหรือนางฟ้าองค์ไหนจะมาเกิด ขอให้มาเกิดเอาไหมล่ะ”

เขาบอกว่า “เอา”

“ถ้างั้นคุณไปที่ต้นโพธิ์ ไปจุดธูปที่ต้นโพธิ์ที่หน้ากุฏิเวลานั้นนะ (อยู่ที่วัดโพธิ์ หลังชัยนาท เวลานั้นอยู่ที่นั่น) ก็ไปบอกว่า ถ้านางฟ้าองค์ใด ถ้าจะจุติจะถึงวาระจะพึงเกิด ก็ขอให้เข้าสู่ครรภ์ของข้าพเจ้า และก็จะขอปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกอย่าง”

พอแกไปจุดธูปกลับมาแล้ว นางฟ้าตามมาเลย บอก...

“ฉันนี่ อีก ๑ เดือนข้างหน้าถึงวาระจุติ จะเกิดบ้านนี้ไม่ได้”

แต่ว่าที่เกิดไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขคือ

“พ่อยังกินเหล้า บอกพ่อกินเหล้านะ”

ให้สัญญาว่า “ถ้าพ่อกับแม่รักษาศีล ๕ เป็นปกติจะได้ไหม ถ้าได้จะเกิดด้วย”

อีตา ๒ คน แกยินดีรับ แกพร้อมรับ และก็ทำได้จริงๆ ก็มีเด็กเกิดจริงๆ เพราะเด็กคนนี้เกิดมาแล้วเป็นผู้ใหญ่มาก ขณะที่พูดได้ แกก็ช่วยแนะนำชาวบ้าน ถ้าใครพูดไม่ดี แกเที่ยวสั่งสอนเขา ไปโรงเรียนก็อุตส่าห์แนะนำครูๆ ปฏิบัติผิดระเบียบ แกเป็นผู้หญิง การเรียนการศึกษานี่เก่งมาก ครูสอนคนนี้ พออีก ๓ – ๔ เดือน แกพูดเหมือนหมด เก่งจริงๆ เพราะเป็นนางฟ้ามาเกิด

ทั้งหมดนี้เป็นคำพูดที่หลวงพ่อได้เล่าให้ญาติโยมฟังทั้งหมด ซึ่งดิฉันคิดว่า เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นบ้าง จึงได้นำมาลงรวมไว้ในเรื่องที่ดิฉันเขียนมา

มีเรื่องแถมท้ายอีก คือสามีของดิฉัน ในช่วงหลังๆ จากที่ได้สอบได้นายทหารแล้ว จนกระทั่งยศเรืออากาศตรี โท เอก จนกระทั่งยศถึงนาวาอากาศโท ย้อนหลังไปประมาณเกือบ ๒๐ ปี ไม่เคยมาหาหลวงพ่อเลย และอยู่มาวันหนึ่ง ก็ไปที่ร้านที่สวนอาหารแม่ศรี ก็ไปพบจ่าประมวล และพูดว่า “มวล พาไปกราบหลวงพ่อบ้างซิ นานแล้วไม่ได้ไปกราบท่าน ตั้งแต่ได้รับยศเรืออากาศตรี จนปัจจุบันนี้ก็ได้ ๒๐ ปีแล้ว ก็อยากมากราบหลวงพ่อ”

จ่าประมวลก็รับปากว่ามีเวลาว่างก็จะพาไป สามีดิฉันไปปรารภกับจ่าประมวลอยู่ ๒ หรือ ๓ ครั้งได้ แต่สามีดิฉันก็ยังไม่ทันที่จะได้ไปกราบหลวงพ่อเลย และจ่าประมวลก็ยังไม่ว่างที่จะพาไปหาหลวงพ่อ จนกระทั่งวันสุดท้าย สามีดิฉันเกิดไปล้มน็อคลงกับพื้นห้องน้ำ และเกิดชาด้านไปทั้งตัว ผลสุดท้ายก็ถึงแก่กรรม

สามีดิฉันอยากเห็นหลวงพ่อในช่วงสุดท้ายมาปรารภอยู่ ๒ หรือ ๓ ครั้ง แต่ก็ไม่ได้มาพบ ทุกอย่างที่หลวงพ่อพยากรณ์ไว้ ก็เป็นจริงทุกอย่าง กระทั่งปัจจุบัน ดิฉันก็นับถือหลวงพ่อตลอดมา ในเมื่อมีความทุกข์ร้อนอะไรก็กราบไหว้นึกถึงพระคุณท่านก็ได้สมความปรารถนาทุกประการ ดิฉันก็จะไม่ลืมบุญคุณของหลวงพ่อที่มีต่อดิฉันนี้ตลอดไป

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/10/10 at 11:04 [ QUOTE ]



พลอากาศตรีมนูญ ชมพูทีป

อภินิหารของหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

.......การที่ข้าพเจ้าได้ย้ายไปรับราชการอยู่ที่กองบิน ๔ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ และประจำการอยู่ ณ ที่นั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๕๓๐ ซึ่งเป็นระยะเวลาอันยาวนานถึง ๑๗ ปีนั้น ทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็นบุคคลผู้โชคดีคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสได้พบหลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (พระราชพรหมยาน ในปัจจุบัน)

ตั้งแต่ในสมัยที่หลวงพ่อยังจำพรรษาอยู่ ณ วัดสะพาน จ.ชัยนาท หากจำไม่ผิดก็ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๘ และแม้เมื่อหลวงพ่อได้รับนิมนต์จากพระอรุณ อรุโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง (วัดจันทาราม) ให้ไปอยู่ ณ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เพื่ออาศัยบารมีของหลวงพ่อในการช่วยบูรณะวัดแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าและคณะศิษย์รุ่นนั้น ก็ยังได้ติดตามไปปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่ออยู่ตลอดมามิได้ขาด

จากช่วงระยะเวลาอันยาวนานมาก ที่ข้าพเจ้าและภรรยาได้มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่ออย่างใกล้ชิด โดยที่หลวงพ่อในขณะนั้นมีลูกศิษย์ที่ไปมาหาสู่อยู่เพียงไม่กี่คน จึงทำให้ข้าพเจ้าได้พบได้เห็นเหตุการณ์แปลกๆ และสิ่งที่อาจเรียกว่ามหัศจรรย์ต่างๆ หลายครั้ง

ซึ่งไม่อาจสามารถพิสูจน์และอธิบายได้ในโลกของวิทยาศาสตร์ อันก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์แก่ข้าพเจ้า ซึ่งเป็นผู้มีมิจฉาทิฐิอย่างแรงกล้าและเชื่อมั่นในตนเองมาแต่กำเนิดเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ข้าพเจ้าจะได้เขียนเล่าให้ท่านทั้งหลายได้อ่านเป็นบางเรื่อง (ความจริงมีเรื่องมากมายไม่สามารถนำมาเขียนได้ทั้งหมด หากท่านผู้ใดสนใจก็คุยกันเป็นส่วนตัวได้)

และเมื่อได้อ่านแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ขอให้พึงเก็บไว้เป็นข้อสงสัยภายในใจเฉพาะตนเองเถิด อย่าได้กล่าวปรามาสหรือลบหลู่เป็นอันขาด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของท่านเองและวิธีที่จะแก้ข้อสงสัยได้ดีที่สุดก็จะต้องพิสูจน์กันด้วยวิธีฝึกตนเอง ให้ได้วิชชาสามเป็นอย่างน้อยเสียก่อนแล้วท่านจะรู้ได้เองว่าจริงหรือไม่จริง จะได้ลงความเห็นกันด้วยการใช้เหตุผลของมนุษย์สามัญไม่ได้ ดังนั้นเมื่อท่านผู้อ่านได้เข้าใจดังนี้แล้ว ก็ขอได้โปรดติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาดังต่อไปนี้




หลวงพ่อบอกลำดับที่สอบ


เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๐ ข้าพเจ้ามียศเป็นเรืออากาศเอกและมีขั้นเงินเดือนอยู่ในเกณฑ์ที่จะมีสิทธิสอบคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นผู้บังคับฝูงได้ ข้าพเจ้าจึงไปสมัครสอบและทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปในการดูหนังสือเตรียมสอบ

ในใจนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าต้องสอบเข้าได้อย่างแน่นอน เพราะข้าพเจ้าเป็นคนเรียนหนังสือเก่งและสอบได้ที่ ๑ ในระดับชั้นมัธยมศึกษามาโดยตลอดและในระหว่างที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ก็ถูกจัดอยู่ในประเภทนักเรียนที่เรียนเด่น เล่นดีด้วย แต่เนื่องจากทางโรงเรียนผู้บังคับฝูงจะแบ่งผู้ที่สอบได้เป็น ๒ ชุด คือผู้ที่สอบได้เลขคี่ (๑,๓,๕,๗,๙,...ฯลฯ) จะได้เข้าเรียนเป็นชุดที่ ๑ และผู้ที่สอบได้เลขคู่ (๒,๔,๖,๘,๑๐...ฯลฯ) จะได้เข้าเรียนเป็นชุดที่ ๒

ดังนั้นแม้คิดว่าต้องสอบได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะได้เลขคี่หรือเลขคู่อยู่ดี ปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่า ภรรยาของข้าพเจ้ากำลังตั้งครรภ์ หากไม่ทราบแน่ชัดว่าจะได้เข้าเรียนเมื่อไรแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะไปฝากครรภ์และเตรียมคลอดที่ใด เพราะบ้านพักในขณะนั้นอยู่ที่กองบิน ๔ ตาคลี แต่ถ้าเข้าเรียนก็จะต้องไปเรียนที่ดอนเมือง และครอบครัวของข้าพเจ้าก็ไม่มีผู้ใด นอกจากทหารรับใช้เพียงคนเดียว จึงทำให้ข้าพเจ้าหนักใจเพราะไม่สามารถวางแผนการณ์ในภายหน้าได้

บังเอิญวันหนึ่งข้าพเจ้าและภรรยาได้นำภัตตาหารไปถวายหลวงพ่อที่วัดท่าซุง ข้าพเจ้าได้ถือโอกาสเรียนถามว่า “ในการไปสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนผู้บังคับฝูงครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสอบได้เลขคี่หรือเลขคู่” หลวงพ่อได้หยุดมองข้าพเจ้าอยู่ชั่วอึดใจก็ตอบว่า “คุณไปสอบครั้งนี้ จะสอบได้ที่ ๑ ที่ ๓ หรือที่ ๕ ใน ๓ ที่นี้น่ะ แต่จะแน่นอนจะรดน้ำมนต์ให้”

ต่อจากนั้นหลวงพ่อ ก็ให้ข้าพเจ้าเอาถังไปตักน้ำในแม่น้ำมาเทใส่บาตร เพื่อทำน้ำมนต์ เมื่อทำเสร็จก็รดน้ำมนต์ให้ข้าพเจ้า (น้ำในแม่น้ำ ที่ข้าพเจ้าไปตักมานั้น ก่อนตักข้าพเจ้าเอามือจุ่มน้ำไล่เศษละออง รู้สึกว่าอุ่นมาก แต่เมื่อหลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้นั้นเย็นจับจิตจนข้าพเจ้าสะดุ้ง และน้ำมนต์ของหลวงพ่อจะเป็นเช่นนี้เสมอ (ขอทุกท่านจงโปรดสังเกตด้วย)

แล้วพูดให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินโดยทั่วถึงกัน ที่จำได้ก็มีภรรยาของข้าพเจ้า, ร.อ.พนม นามประสิทธิ์ (ปัจจุบันยศ น.อ.) ร.ท.ไพศาล ศุภพงษ์ และ พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ ว่า “ตำแหน่งที่ ๑ และที่ ๕ จางหายไป คุณมนูญ เขาไปสอบในครั้งนี้ไดที่ ๓ นะ”

ข้าพเจ้าเองในขณะนั้นแม้รู้สึกดีใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยจะมั่นใจนักว่าจะสอบได้ที่ดีถึงที่ ๓ ทั้งนี้เพราะทราบดีว่า พรรคพวกเพื่อนฝูงที่ดอนเมืองเขามีการเตรียมการกันเป็นการใหญ่ เช่นจัดตั้งกันเป็นกลุ่มดูหนังสือร่วมกัน และจัดเชิญอาจารย์จากโรงเรียนผู้บังคับฝูงบางท่าน มาช่วยติว อีกทั้งโรเนียวบรรดาข้อสอบเก่าๆ มาประกอบเป็นแนวทางในการดูหนังสือและติวอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการหาข่าวและจัดชุดเข้าตีสนิทกับอาจารย์ที่มีหน้าที่ออกข้อสอบแบบประกบตัวกันเลย (ข้อสอบในสมัยนั้นจึงรั่วกันมาทุกปีด้วยวิธีการนี้) ดังนั้น แม้ข้าพเจ้าจะเป็นคนเรียนดีสักเพียงไรก็ตาม แต่เมื่อต้องดูหนังสืออยู่คนเดียวที่ต่างจังหวัด ขาดแคลนทั้งตำราและไม่รู้แนวทางในการออกข้อสอบเช่นผู้อื่น จะให้ข้าพเจ้ามีความหวังหรือเชื่อได้อย่างไรว่า

จะสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนผู้บังคับฝูงได้ที่ ๓ ตามที่หลวงพ่อบอก นอกจากคิดว่าหลวงพ่อคงเพียงบอกเป็นเลาๆ ว่าข้าพเจ้าไปสอบครั้งนี้ได้เลขคี่ คือจะได้เข้าเรียนในผลัดแรกแน่นอนเท่านั้น ซึ่งข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว

แต่ครั้นเมื่อการสอบเสร็จสิ้น และทางราชการได้ประกาศผลการสอบคัดเลือกในครั้งนั้นออกมา ก็ปรากฏว่าข้าพเจ้าสอบเข้าได้เป็นที่ ๓ จริงๆ ตามที่หลวงพ่อบอก และข้าพเจ้าก็ได้เป็นนายทหารนักเรียน โรงเรียนผู้บังคับฝูงรุ่นที่ ๑๘ โดยได้เรียนก่อนเป็นผลัดแรกเพราะได้เลขคี่

(นายทหารนักเรียนรุ่นข้าพเจ้าในครั้งนั้น ปัจจุบันมีชื่อเสียงมากหลายท่าน เช่น พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล, พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์, พล.อ.อ.อนันต์ กลินทะ, พล.อ.อ.เริงชัย สนิทพันธุ์ และพล.อ.อ.ดนัย โมรินทร์ เป็นต้น) ส่วนผู้ที่สอบได้เลขคู่ก็ต้องไปเรียนผลัดหลัง เป็นนายทหารนักเรียนโรงเรียนผู้บังคับฝูงรุ่นที่ ๑๙ ต่อไป

การที่ข้าพเจ้าสอบได้ที่ ๓ จริงๆ ตามที่หลวงพ่อบอกล่วงหน้าให้นั้น ก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ใจแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้คำทำนายทายทักของหลวงพ่อมิได้เป็นแบบหมอดูทั่วๆ ไป ไม่ได้มีการผูกดวง, ไม่ได้ดูลายมือ, ไม่ได้ดูโหงวเฮ้งหรือเข้าทรง เพียงแต่มองหน้าและรดน้ำมนต์ให้ก็บอกบ่งชัดเจนไปจนถึงลำดับที่ที่จะสอบได้เช่นนี้

หมอดูให้ดูแม่นอย่างไรก็ย่อมทำไม่ได้ และหมอดูเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาตัวเข้าไปผูกมัดขนาดนั้น เพราะข้าพเจ้าผู้ถามได้เปิดกว้างให้ตอบเป็นสองนัย ว่าจะสอบได้เลขคี่หรือเลขคู่เท่านั้น การทายถูกหรือผิดจึงเป็น ๕๐ – ๕๐ แต่การพูดบอกของหลวงพ่อซึ่งบ่งชัดเจนไปจนถึงลำดับที่เช่นนี้ หากมีผู้เข้าสอบ ๑,๐๐๐ คน ความถูกต้องก็จะมีได้เพียง ๑ ใน ๑,๐๐๐ เท่านั้น อีกทั้งเป็นการทำนายถึงอนาคตอันใกล้ ซึ่งใครเลยจะกล้าเสี่ยงทำนายได้หากไม่ได้อนาคตังสญาณหรือรู้จริงเช่นหลวงพ่อ



หลวงพ่อบอกถึงการได้บำเหน็จ ๒ ขั้น


ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ (ข้าพเจ้าเรียนจบจากโรงเรียนผู้บังคับฝูงแล้ว) ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าและภรรยาได้นำอาหารไปถวายหลวงพ่อ โดยมีเรืออากาศโทธานินทร์ กลิ่นศรีสุข (ปัจจุบันยศ นาวาอากาศเอก) และภรรยาร่วมไปด้วย

ในวันนั้นหลวงพ่อได้เอ่ยทักว่า “ปีนี้คุณมนูญได้ ๒ ขั้นนะ” ซึ่งข้าพเจ้าก็รีบพนมมือกล่าวรับแต่ในใจก็ยังคิดว่า “ปีนี้เราไม่น่าจะได้ ๒ ขั้น เพราะเรียนจบกลับมา ผลงานในรอบปีก็ไม่มีอะไรน่าประทับใจนัก” ในขณะกำลังคิดอยู่นั่น ร.ท.ธานินทร์ ก็ถามว่า “หลวงพ่อครับแล้วผมล่ะจะได้ ๒ ขั้นด้วยไหม?”

หลวงพ่อมองหน้า เรืออากาศโทธานินทร์ สักอึดใจก็ตอบว่า “ปีนี้ไม่ได้หรอกนะ ต้องปีหน้าจึงจะได้”

เรืออากศโทธานินทร์ ได้ฟังคำตอบจากหลวงพ่อก็หัวเราะก๊าก แล้วเล่าให้หลวงพ่อและทุกคนในที่นั้นฟังว่า

“เสียใจครับหลวงพ่อ ปีนี้ผมได้ ๒ ขั้นแล้วอย่างแน่นอน ผู้พันเพิ่งให้ผมดูผลการพิจารณาบำเหน็จเมื่อวานนี้เอง ผมนะได้ ๒ ขั้นอันดับ ๑ ของกองพันอากาศโยธินด้วย และทุกปีกองพันจะมีโควตา ๒ ขั้น สำหรับนายทหารสัญญาบัตรของกองพันถึงปีละ ๓ คน ดังนั้นผมซึ่งอยู่ในอันดับ ๑ จึงไม่พลาด ๒ ขั้นแน่ในปีนี้

หลวงพ่อได้มองหน้าเรืออากาศโทธานินทร์ อีกแล้วตอบอย่างเมตตาว่า “ปีนี้คุณไม่ได้หรอกนะ อย่าเสียใจ แต่ปีหน้าจะได้แน่”

ในวันนั้น เรืออากาศโทธานินทร์ก็ลาหลวงพ่อกลับไปด้วยความหงุดหงิด บ่นกับข้าพเจ้าในทำนองว่า หลวงพ่อจะรู้ดีไปกว่าตนหรือผู้พันได้อย่างไรกัน

ต่อมาอีกไม่นานผู้บังคับการกองบิน ๔ ก็เชิญหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงเข้าประชุมเพื่อพิจารณาบำเหน็จประจำปี ผลปรากฏว่า เรืออากาศโทธานินทร์ ก็ได้ ๒ ขั้นจริงๆ และอันดับ ๒, ๓ ของกองพันก็ได้ด้วย

รวมความว่านายทหารสัญญาบัตรของกองพันอากาศโยธิน กองบิน ๔ ได้ ๒ ขั้นทั้ง ๓ คน เต็มตามโควตาของกองพันจริงๆ ตามที่เรืออากาศโทธานินทร์อธิบายให้หลวงพ่อฟังทุกประการ

ส่วนข้าพเจ้านั้นไม่ได้ เนื่องจากนายทหารสัญญาบัตรภายในหน่วยน้อย จึงไม่มีโควตา ๒ ขั้นของหน่วยเองต้องอาศัยโควตาของหน่วยอื่นมาร่วม ซึ่งเป็นการยากมาก และข้าพเจ้าก็คาดคิดอยู่แล้วว่าข้าพเจ้าคงไม่ได้ จึงไม่ได้เสียอกเสียใจแต่อย่างใด

และในตอนเย็นวันนั้น เมื่อข้าพเจ้าพบเรืออากาศโทธานินทร์ บนสโมสรก็ได้แสดงความยินดี และร่วมเล่นบิลเลียดกันเหมือนเช่นเคยจนถึง ๓ ทุ่ม ข้าพเจ้าจึงได้ขอแยกตัวกลับบ้าน ส่วนเรืออากาศโทธานินทร์ยังอยู่เล่นต่อ โดยบอกข้าพเจ้าว่า “พี่กลับไปก่อนเถอะ วันนี้ผมขออยู่ฉลอง ๒ ขั้น จนกว่าสโมสรจะปิด”

ครั้นวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าไปถึงที่ทำงาน เห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนกำลังจับกลุ่มวิจารณ์กันถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่อย่างตื่นเต้นสนุกสนาน จึงเข้าไปร่วมฟังด้วย ก็ได้รับทราบว่า เมื่อคืนนี้ผู้บังคับการกองบิน ๔ ไปเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานที่จังหวัดชัยนาท กลับมาถึงกองบิน ๔ เวลา ๕ ทุ่มเศษ เห็นไฟบนสโมสรเปิดสว่างไสวและยังมีข้าราชการเล่นบิลเลียดกันอยู่อย่างสนุกสนาน ก็โมโหมาก ขับรถจี๊บเข้าเทียบสโมสรแล้วเข้าไปในห้องบิลเลียด สั่งปิดสโมสรทันที

พร้อมกับให้นายทหารผู้หนึ่งโทรศัพท์เชิญผู้พันฯ มาพบ และสั่งการให้งดบำเหน็จ ๒ ขั้นนายทหารสัญญาบัตรของกองพันอากาศโยธินทั้ง ๓ คนที่ฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งผู้บังคับการกองบิน ๔ โดยเล่นบิลเลียดบนสโมสรเกินเวลาปิดสโมสร (ในระเบียบให้ปิดสโมสรเวลา ๒๒.๓๐)

ด้วยเหตุนี้เอง เรืออากาศโทธานินทร์ และนายทหารสัญญาบัตรของกองพันอีก ๒ คนจึงไม่ได้ ๒ ขั้นทั้ง ๓ คน และโควตา ๒ ขั้นทั้ง ๓ ที่ของกองพันอากาศโยธินจึงต้องตกไปเป็นของส่วนกลาง ทำให้ข้าพเจ้าได้ ๒ ขั้นในปีนั้น ส่วนเรืออากาศโทธานินทร์ไม่ได้ และไปได้ ๒ ขั้นชดเชยในปีต่อไป ตามที่หลวงพ่อบอกทุกประการ

การยืนยันของหลวงพ่อต่ออนาคตอันใกล้กับผู้ที่เขารู้และมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อเรื่องที่ไม่น่าพลาดเช่นนี้นับเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง ซึ่งใครเลยจะกล้าเสี่ยงทำนายหากไม่ได้อนาคตังสญาณหรือรู้จริงเช่นหลวงพ่อ



หลวงพ่อรู้ทั้งอดีตและอนาคต


มีอยู่วันหนึ่ง เรืออากาศตรีชัยชนะ จั่นบำรุง (ยศในขณะนั้น) ซึ่งได้สมัครไปบินรบในสมรภูมิลาว (ขณะนั้นกำลังมีการรบกันอยู่อย่างรุนแรงมาก) ได้ขอติดตามข้าพเจ้าและภรรยาไปกราบหลวงพ่อที่วัดท่าซุงด้วย ความตั้งใจก็เพื่อไปสอบถามหลวงพ่อถึงความปลอดภัยของตนในการตัดสินใจไปบินรบในลาวนั่นเอง ซึ่งหลวงพ่อก็ได้เมตตาบอกว่า

“ความจริง คุณชัยชนะ ไปคราวนี้ต้องตายนะ แต่บังเอิญเมื่อตอนอายุ ๙ ขวบไปพุ่งหลาวโดดน้ำ ศีรษะด้านหลังไปเจอไม้ไผ่ที่เขามัดกันพงผักบุ้งเสียบเอาถึงเลือกตกยางออกมาแล้ว จึงนับเป็นการชดใช้กรรมไปแล้วส่วนหนึ่ง ดังนั้นการไปบินรบในครั้งนี้แม้เครื่องบินจะถูกยิงตกก็จะไม่ถึงตายนะ จะช่วยทำพิธีแก้ให้เพื่อผ่อนหนักให้เบา”

ต่อจากนั้นหลวงพ่อก็ให้คุณชัยชนะ จัดการปล่อยนก, ปล่อยปลา, ถวายพระพุทธรูป และรดน้ำมนต์ให้ (เท่าที่ข้าพเจ้าพอจะจำได้)

เรื่องที่น่าแปลกใจในตอนนั้นก็คือ ข้าพเจ้าและบรรดาผู้ที่ติดตามไปในครั้งนั้นแม้จะนั่งอยู่ข้างหลังจนเกือบชิดและช่วยกันมองหาแผลเป็นบนศีรษะของเรืออากาศตรีชัยชนะ สักเพียงใดก็หาเห็นไม่ เพราะผมแกหนาและดกมากปิดบังไว้หมด ต่อเมื่อคุณชัยชนะยอมรับว่า “ตอนอายุ ๙ ขวบผมกระโดดน้ำแล้วถูกไม้ไผ่เสียบจริงๆ และบัดนี้แผลเป็นนั้นก็ยังอยู่” ว่าแล้วก็แหวกผมดกหนาที่ปิดบังแผลเป็นออกให้ทุกคนดู

ต่อมาเรืออากาศตรีชัยชนะ ก็จากกองบิน ๔ ไปปฏิบัติภารกิจการบินรบในลาวและใน ๒ – ๓ เดือนต่อมา ข้าพเจ้าก็ได้ทราบข่าวว่าเครื่องบินของคุณชัยชนะถูกยิงตกแต่คุณชัยชนะปลอดภัย เพียงแต่แขนเดาะต้องเข้าเฝือกอยู่ระยะหนึ่งเท่านั้น และที่น่าแปลกใจมากก็คือ ทางคณะกรรมการที่ไปสอบสวนเครื่องบินตกได้เล่าว่า เครื่องบินของเรืออากาศตรีชัยชนะ นั้นมันน่าที่จะต้องตกเหวอย่างยิ่งเพราะหัวเครื่องพ้นปากเหวไปเกินครึ่งลำแล้ว แต่เคราะห์ดีที่ไปพาดบนต้นไม้ใหญ่

การที่หลวงพ่อล่วงรู้ไปถึงอดีตของเรืออากาศตรีชัยชนะ เมื่อตอนอายุ ๙ ขวบและล่วงรู้ถึงอนาคตอันใกล้ว่าเครื่องบินจะต้องตก อีกทั้งทำพิธีแก้เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาให้เช่นนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่าหลวงพ่อต้องได้ อตีตังสญาณ และอนาคตังสญาณอย่างแน่นอน



หลวงพ่อทรงอภิญญา


เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ตอนต้นๆ ปี ญาติของ พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข ได้เสียชีวิตลง และ พ.อ.อ. ชะลอ ผาสุข ก็ได้ตัดสินใจนำศพของญาติ (ข้าพเจ้าต้องขออภัยที่จำไม่ได้ว่าญาติที่ตายมีศักดิ์เป็นอะไรกับ พ.อ.อ.ชลอ) ไปเผาที่เมรุเผาศพของวัดท่าซุง อุทัยธานี โดยเชิญข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาไปร่วมเป็นเกียรติในพิธีเผาศพด้วย

เมรุเผาศพของวัดท่าซุงนั้นเป็นเมรุแบบโบราณ เผาศพด้วยฟืนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ (ในปัจจุบันทางวัดยังคงอนุรักษ์ไว้ หากท่านผู้อ่านได้ไปวัดท่าซุงก็คงจะได้เห็น) พิธีเผาศพก็ทำกันแบบพื้นบ้านง่ายๆ โดยยกศพลงไปวางในเมรุเหนือกองฟืน แล้วก็จุดไฟเผา โดยมีหลวงพ่อเป็นประธานในพิธี ส่วนข้าพเจ้า, พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข และญาติๆ ของผู้ตายก็ยืนกันอยู่ด้วยอาการอันสงบข้างๆ เมรุ

ในขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้ศพและทุกคนกำลังยืนสงบอยู่นั้น ก็มีคนมาบอกหลวงพ่อว่า มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ เดินทางมาหาและรอหลวงพ่ออยู่ที่กุฏิ หลวงพ่อหยักหน้ารับทราบแล้วก็หันมาสั่งข้าพเจ้าว่า “คุณมนูญ ช่วยไปรับแขกแทนฉันก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะตามไป”

ข้าพเจ้าเมื่อรับคำสั่งจากหลวงพ่อก็เดินจากเมรุ ผ่านศาลาเก่าๆ ที่เสาโย้เย้ริมแม่น้ำ ลัดเลาะไปตามทางเดินที่สองข้างทางมีแต่หญ้าคาสูงๆ ปกคลุม ผ่านโบสถ์, วิหาร ที่ชำรุดทรุดโทรมปราศจากหลังคา แล้วก็หยุดหันกลับไปมองที่เมรุ เห็นหลวงพ่อยังยืนเด่นเหลืองอร่าม ปลงอสุภอยู่อย่างสงบ ก็มีความหนักใจ

เพราะความจริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่ชอบที่จะไปพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่นัก โดยเฉพาะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มาจากกรุงเทพฯ และก็ไม่ทราบว่าจะต้องคุยรับหน้าแทนหลวงพ่ออีกนานสักเท่าไร เพราะมองดูรูปการแล้ว หลวงพ่อยังไม่มีทีท่าจะละจากเมรุง่ายๆ เลย

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ค่อยๆ เดินไปจนถึงกุฏิเล็กๆ ของหลวงพ่อริมแม่น้ำจนได้ และแล้วสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดฝันมาก่อนก็เกิดขึ้นจนทำให้ข้าพเจ้าตกใจ เพราะข้าพเจ้าได้เห็นหลวงพ่อกำลังนั่งพูดคุยกับนายทหารผู้ใหญ่ท่านนั้นอยู่แล้วบนกุฏิ

ท่านผู้อ่านที่รักทางเดินจากเมรุเผาศพมายังกุฏิหลวงพ่อนั่นมีเส้นทางเดียวที่ลัดตรงที่สุดและไม่มีหญ้าคาปกคลุม ซึ่งก็เป็นเส้นทางที่ข้าพเจ้าเดินและข้าพเจ้าก็ได้เดินมาแล้วเกินกว่าครึ่งทาง ในขณะที่หลวงพ่อยังยืนอยู่ที่เมรุ ดังนั้นจู่ๆ หลวงพ่อมาถึงกุฏิก่อนข้าพเจ้าได้เช่นนี้ หากข้าพเจ้าจะคิดว่าหลวงพ่อทรงอภิญญาก็น่าจะได้จริงไหมครับ?



หลวงพ่ออยู่รอสงเคราะห์ลูกหลาน ญาติมิตร


เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ในวันหนึ่งหลังจากที่หลวงพ่อฉันอาหารเพลในแพริมแม่น้ำของวัดท่าซุงเสร็จ ก็ชวนข้าพเจ้าและผู้ติดตามเคลื่อนย้ายจากแพไปกุฏิ ระหว่างทางหลวงพ่อได้หยุดยืนใต้ร่มไทรต้นหนึ่งริมแม่น้ำ แล้วพูดบอกข้าพเจ้าว่า

“ณ ที่แห่งนี้ บริเวณนี้ ต่อไปในอนาคตอันใกล้ จะมีลูกหลานและญาติสนิทมิตรสหายของฉันในอดีตชาติ จะกี่ภพกี่ชาติมาแล้วก็ตาม ที่มาเกิดทันฉันในชาติปัจจุบันนี้ จะพากันมาชุมนุม ณ ที่แห่งนี้เป็นหมื่นๆ แสนๆ คน”

ข้าพเจ้าในขณะนั้นได้ฟังหลวงพ่อพูดแล้วก็ให้นึกสงสารหลวงพ่อสุดหัวใจและรำพึงอยู่ในใจว่า “โถ! จะมีใครมาเป็นหมื่นเป็นแสนคน ทุกวันนี้ก็ดูเหมือนจะมีแต่ผู้คนในชุดของข้าพเจ้าเท่านั้นเอง”

และข้าพเจ้าก็เชื่ออย่างเหลือเกินว่าหากผู้ใดเป็นข้าพเจ้าในขณะนั้น ก็คงจะคิดเช่นเดียวกับข้าพเจ้า เพราะรอบกายที่ยืนอยู่ไม่ว่าจะเหลียวไปด้านใดก็เห็นแต่ความรกร้างว่างเปล่า และสิ่งปรักหักพังทั้งสิ้น ถาวรวัตถุอันเป็นหลักของวัด อาทิเช่น โบสถ์, วิหาร ก็ชำรุดทรุดโทรมไปหมดไม่มีแม้แต่หลังคา, ศาลา ๑ หลังก็ตั้งอยู่บนเสาที่โย้เย้ มีสภาพเอียงกระเท่เร่ พร้อมที่จะล้มพังลงเมื่อไรก็ได้ ส่วนหอไตรเล็กๆ อีก ๑ หลัง ก็มีแต่โครง

ส่วนเมรุโบราณที่เผาศพด้วยฟืนนั่นก็มีคราบตระใคร่น้ำจับดำไปหมด คงมีแต่กุฏิเจ้าอาวาสเก่าๆ ๑ หลัง กุฏิเล็กๆ ของหลวงพ่ออีก ๑ หลัง และแพริมฝั่งแม่น้ำเท่านั้นที่พอใช้การได้บ้าง ทั้งหมดที่กล่าวนี้ก็คือวัดท่าซุงในขณะนั้นจริงๆ ส่วนฝั่งวัดตรงข้ามถนนที่เป็นโบสถ์ใหม่ หรือศาลานวราชก็ดี, ศาลา ๒ ไร่ ๔ ไร่ หรืออาคารอื่นใด ทั้งหลายก็ดีหามีไม่ คงมีแต่ป่าไผ่ดงดิบตลอดแนว สรุปความว่าวัดท่าซุงในตอนที่หลวงพ่อพูดกับข้าพเจ้านั่นอยู่ในสภาพของวัดร้างจริงๆ

หลวงพ่อเห็นอาการอันเงียบสงบและแววตาของข้าพเจ้าก็คงจะทราบว่าในใจข้าพเจ้านึกคิดอย่างไร ท่านก็ได้เมตตาพูดต่อไปว่า

“ฉันนั้นได้เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้ แต่หากดำรงเจตนาเดิมก็จะต้องมาเกิดอีกถึง ๗ ชาติ จึงจะได้พบและอุปการะลุกหลาน, ญาติมิตร ที่เคยเกี่ยวข้องผูกพันกับฉันมาในอดีตชาติได้ทั้งหมด ซึ่งนับเป็นภาระที่หนักมาก และฉันก็เบื่อหน่ายโลกมนุษย์นี้เต็มทน จึงได้ขอลาพุทธภูมิ และขอเอาชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของฉัน

ดังนั้น ภาระในชาตินี้ของฉันจึงมีมาก เพราะจะต้องอยู่ช่วยลูกหลานญาติมิตร ที่เคยเกิดร่วมภพร่วมชาติกับฉันมาในอดีตชาติ และมาเกิดทันฉันในชาตินี้ทั้งหมด ให้พ้นจากอบายภูมิด้วย หากผู้ใดมีบุญบารมีก็จะได้ไปถึงพระนิพพาน หากผู้ใดบุญบารมียังน้อย ก็จะพยายามให้สร้างบุญกุศลเพื่อไปพักในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไว้ก่อน

เมื่อพระศรีอาริย์มาตรัสรู้ ก็จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในสมัยของพระศรีอาริย์พอดี ด้วยวิธีนี้ก็จะช่วยให้เขาเหล่านั้นพ้นจากอบายภูมิไปได้ แต่กุศลผลบุญหลักที่จะช่วยให้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็คือ การถวายสังฆทาน และการสร้างวิหารทานนั่นเอง ดังนั้นต่อไปในอนาคตที่นี่จะมีการก่อสร้างวิหารทานมาก บริเวณวัดท่าซุงในขณะนี้จะไม่พอ จะต้องขยายวัดไปทางดงไผ่ฝั่งตรงข้ามวัดท่าซุงด้วย”

ในขณะนั้น แม้หลวงพ่อจะได้เมตตาบอกข้าพเจ้าโดยละเอียดแล้วเช่นไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็หาได้เข้าใจไม่ ด้วยไร้ปัญญา คงคิดอยู่แต่ในใจว่า คนจะมาเป็นหมื่นเป็นแสนคนได้อย่างไร? และการก่อสร้างที่จะต้องขยายไปถึงดงไผ่ฝั่งตรงข้ามยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ใหญ่ เพราะเอาแต่บูรณะโบสถ์, วิหาร, ศาลา, หอไตร และกุฏิเดิมในวัดเก่าที่มีอยู่ก็ใช้เงินมหาศาลอยู่แล้ว จะทำได้อย่างไร



ผิวกายของหลวงพ่อเปลี่ยนสีได้


เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๓ ข้าพเจ้าซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี จ.นครสวรรค์ ได้เริ่มจัดแบ่งเวลาให้หลวงพ่อแสดงธรรมะออกอากาศทางสถานีเป็นประจำเรื่อยมา ซึ่งหลวงพ่อก็ได้เมตตามาแสดงธรรมออกอากาศให้ด้วยตนเองเป็นการประจำ เว้นไว้แต่ในบางครั้งที่หลวงพ่อป่วยหรือติดกิจจำเป็นก็จะอัดเป็นเทปส่งให้ สำหรับรายการของหลวงพ่อที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบนี้

นอกจากจะเป็นการแสดงธรรมะโปรดพุทธศาสนิกชนแล้วก็มีการเล่าเรื่องประวัติหลวงปู่ปาน, ไตรภูมิ, มหาสติปัฏฐาน ๔ และอื่นๆ อีกมากมาย (ต่อมา พลอากาศโท ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ ได้ขอเทปไปถอดฟัง และจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ดังที่ลูกศิษย์รุ่นหลังๆ ได้อ่านกันอยู่ทุกวันนี้) และในการมาเป็นผู้จัดรายการก็จะคอยอยู่รับใช้และอำนวยความสะดวกให้หลวงพ่อโดยตลอด จนกว่าหลวงพ่อจะกลับ

สิ่งมหัศจรรย์ที่ข้าพเจ้าและพ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ ได้พบเห็นก็คือ หลวงพ่อเดินเข้าไปในห้องส่งและพูดออกอากาศโดยมิได้มีข้อเขียนใดใด แม้แต่กระดาษที่จะจดหัวข้อ หรือข้อความสั้นๆ เพื่อกันลืมเลยแม้แต่น้อย (แม้แต่ผู้ประกาศและโฆษกอาชีพ ซึ่งหากินทางวิทยุกระจายเสียงเองก็ทำไม่ได้)

โดยเฉพาะเรื่องยาวๆ ยากๆ เช่นการเล่าประวัติหลวงปู่ปานก็ดี การเล่าถึงนรกแต่ละชั้น สวรรค์แต่ละชั้นในไตรภูมิก็ดี หรือมหาสติปัฏฐาน ๔ ก็ดี ย่อมเป็นการสุดวิสัยที่จะพูดออกอากาศได้โดยไม่มีข้อเขียนหรือหัวข้อย่อๆเป็นหลัก

แต่หลวงพ่อพอนั่งหน้าไมโครโฟนก็หลับตาพูดไปเรื่อยโดยเฉพาะไตรภูมิ เสมือนกับว่าในขณะนั้นหลวงพ่อได้ลงไปในนรกหรือขึ้นไปบนสวรรค์ แต่ละชั้นจริงๆ แล้วพูดออกอากาศถ่ายทอดสดมาให้ผู้ฟังได้ฟังก็ไม่ผิด และเมื่อหลวงพ่อพูดจบในวันนั้นถึงตอนใด วันต่อไปก็เล่าต่อไปได้เลยไม่มีการผิดพลาด ซึ่งยากที่ผู้คนธรรมดาทั่วๆ ไปจะทำได้

ข้าพเจ้า และ พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ เกิดความสงสัยข้องใจในความสามารถของหลวงพ่อตรงกัน จึงได้เฝ้าดูหลวงพ่ออย่างใกล้ชิดทุกครั้ง กล่าวคือเมื่อหลวงพ่อเข้าห้องส่ง ข้าพเจ้าและพ.อ.อ.กริช ก็จะเข้าไปในห้องควบคุมเสียง (ห้องส่งและห้องควบคุมเสียงอยู่ติดกันมีเพียงกระจกกั้น มองเห็นกันได้โดยตลอด เพื่อสะดวกในการที่โฆษก และผู้ควบคุมเสียงจะได้ให้สัญญาณนัดแนะต่อกันได้) และสิ่งที่ได้พบเห็นในขณะที่หลวงพ่อพูดออกอากาศก็คือ

ผิวกายของหลวงพ่อเปลี่ยนสีได้ บางครั้งก็เป็นสีขาวผ่อง, บางครั้งก็เป็นสีเหลือง, บางครั้งก็เป็นสีดำแดง และบางครั้งก็เป็นสีดำคล้ำ นอกจากนั้นในบางครั้งหลวงพ่อก็มีการพูดโต้ตอบกับสิ่งที่ข้าพเจ้าและพ.อ.อ.กริช ไม่เห็น หรือบางครั้งหลวงพ่อก็จะหยุดฟังและถามว่า “อะไรนะ” เป็นต้น

ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่าคงมีบรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่ใกล้ชิด หรือเป็นคนช่างสังเกต จะต้องยอมรับว่า ผิวกายของหลวงพ่อนั่นเปลี่ยนสีได้จริงๆ ตามที่ข้าพเจ้าเขียน หากผู้ใดยังไม่เคยเห็นโปรดคอยเฝ้าสังเกตดูต่อไป



หลวงพ่อนัดพบหลวงปู่สีทางจิต


เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ในวันหนึ่งหลวงพ่อได้มาแสดงธรรมะออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี จ.นครสวรรค์ เหมือนเช่นเคย และหลังจากที่หลวงพ่อได้แสดงธรรมะออกอากาศเสร็จแล้ว ก็ได้มานั่งพักผ่อนสนทนากับข้าพเจ้าและพ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ที่ห้องรับแขก ข้าพเจ้าจึงได้ฉวยโอกาสเล่าถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่สีให้หลวงพ่อฟัง พอสรุปใจความสั้นๆ ได้ดังนี้

“มีพ่อค้าชาวตาคลี กลุ่มหนึ่งได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อหลวงปู่แหวนทราบว่า เป็นพ่อค้าจากตาคลีก็หัวเราะพูดว่า ท่านมีอาจารย์อยู่องค์หนึ่งอายุมากแล้ว ชื่อหลวงปู่สี ขณะนี้อยู่ที่ตาคลี ให้ค้นหาให้ดี เพราะท่านเก่งมาก

ดังนั้นเมื่อผู้คนกลุ่มนั้นกลับมาก็พยายามติดตามค้นหา ในที่สุดก็ได้พบว่าหลวงปู่สี พำนักอยู่ที่วัดถ้ำเขาบุนนาค มีอายุชราภาพมากแล้วถึง ๑๒๑ ปี อภินิหารของหลวงปู่สีในขณะนั้นที่ร่ำลือกันมากก็คือ ไม่มีใครถ่ายรูปหลวงปู่สีติดได้ หากไม่ขออนุญาตท่านเสียก่อน และชานหมากของหลวงปู่สีหากผู้ใดได้ไว้ แล้วพกพาติดตัวไปก็จะเป็นศิริมงคลและป้องกันภยันตรายต่างๆ ได้”

ข้าพเจ้าได้เล่าให้หลวงพ่อฟังต่อไปอีกว่า “กิตติศัพท์ของหลวงปู่สีดังกล่าว เมื่อได้รับฟังมาผมก็มิได้สนใจนัก จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่ในป่าหลังกองร้อยทหารสารวัตร (ในขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารสารวัตร และเป็นนายทหารรักษาความปลอดภัยกองบิน ๔ ด้วย)

ผมจึงชวนเรืออากาศโทสังวร สมหวัง รองผู้บังคับการกองร้อยฯ และเรืออากาศตรีครรชิต บัวอำไพ นายทหารสารวัตรซึ่งได้นั่งปรึกษางานอยู่กับผมลงไปดู ก็เห็นจ่าอากาศสารวัตร ๒ คน คนหนึ่งกำลังถือปืนตั้งท่าจะยิงไก่นัดต่อไป อีกคนหนึ่งยืนดู จึงตะโกนสั่งให้หยุดยิงและสอบถามว่าทำไมจึงขัดคำสั่งผู้บังคับกองร้อยฯ (ข้าพเจ้าเคยสั่งให้ยิงปืนได้เฉพาะในสถานที่ที่ได้จัดไว้ให้ และยิงได้เฉพาะในวัน, เวลาที่ทางกองร้อยฯ กำหนด)

ซึ่งทั้ง ๒ คน ก็ยอมรับผิดและอธิบายสาเหตุให้ฟังว่า จ่าประสิทธิ์ ไปได้ชานหมากจากหลวงปู่สีมาเล่าให้จ่าชิตฟังถึงอภินิหารต่างๆ จ่าชิตได้ฟังไม่เชื่อก็เกิดพนันกันขึ้น โดยจ่าประสิทธิ์ไปขอซื้อไก่ในกองบิน ๔ มา แล้วให้จ่าชิตยิง หากจ่าชิตยิงไก่ตาย จ่าชิตก็ได้ไก่ไป แต่ถ้าหากจ่าชิตยิงไก่ไม่ตายก็จะต้องจ่ายเงินค่าไก่ให้จ่าประสิทธิ์ แล้วให้จ่าประสิทธิ์เอาไก่ไป

การยิงสัญญากันไว้ว่าจะยิง ๖ นัด ขณะนี้จ่าชิตยิงไปแล้ว ๓ นัด ยังไม่ถูกไก่ และยังมีสิทธิ์ยิงได้อีก ๓ นัด ผมจึงให้เรืออากาศโทสังวรและเรืออากาศตรีครรชิต ซึ่งเป็นมือปืน P.V.C. เหรียญเงินทั้ง ๒ คน ยิงไก่คนละนัดก็ไม่ถูกอีก ผมจึงให้คนโทรศัพท์เรียก พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข มือปืน P.V.C. เหรียญทองมายิงในนัดสุดท้าย ซึ่งก็ไม่ถูกไก่อีก

(ในตอนนั้น พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข โมโหมากขอให้เอาเหรียญบาทไปตั้งที่ตอไม้ ๓ เหรียญ ก็ยิงถูกเหรียญกระเด็นไปทั้ง ๓ เหรียญ แต่ยังไก่ตัวใหญ่โตซึ่งมัดติดอยู่กับต้นไม้ไม่ถูก) ผมจึงให้จ่าประสิทธิ์พาไปหาหลวงปู่สีในวันนั้น และพอไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ก็กล่าวตำหนิว่า

พวกผมทำให้ปากท่านเจ็บไปหมด เพราะชานหมากไปผูกติดคอไก่ ท่านก็จะต้องคุ้มครองให้ไก่ และเมื่อเอาปืนไปยิงไก่ ลูกปืนมันไม่ไปถูกไก่แต่มันมาถูกปากท่านทุกนัด ผมและพรรคพวกที่ไปจึงต้องกราบขอขมาหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ก็ได้เมตตา มอบชานหมากให้มาแต่ขอสัจจะว่าอย่าได้นำชานหมากของท่านไปทดลองที่ไหนอีก”

หลวงพ่อได้นั่งฟังข้าพเจ้าเล่าถึงหลวงปู่สีด้วยความสงบ พอข้าพเจ้าเล่าจบ หลวงพ่อพูดว่า

“คุณมนูญ ฉันบอกหลวงปู่สีไปเมื่อตะกี้นี้แล้วนะ ว่าฉันจะไปหา หลวงปู่ดีใจมาก จะคอยต้อนรับอยู่ที่กุฏิ ไปเราไปกันได้เลย”

ข้าพเจ้าและพ.อ.อ.กริช ได้ฟังก็งงมาก เพราะหลวงพ่อก็นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ลุกไปโทรศัพท์ และโทรศัพท์ที่กุฏิหลวงปู่สีก็ไม่มี หลวงพ่อจะบอกกับหลวงปู่สีได้อย่างไร แต่เมื่อเป็นเจตจำนงของหลวงพ่อเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จำต้องขับรถพาหลวงพ่อไป

เมื่อไปถึงกุฏิหลวงปู่สี (ตั้งอยู่หน้าถ้ำวัดบุนนาค) ข้าพเจ้าก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลวงปู่สีซึ่งตามปกติท่านจะนุ่งสบงอยู่ตัวเดียว บัดนี้ท่านแต่งชุดใหญ่ครบเครื่องเยี่ยงพระภิกษุสงฆ์ที่พร้อมจะเข้าพิธีในโบสถ์ มีเสื่ออย่างดีปูไว้เรียบร้อย พร้อมด้วยชุดน้ำชาและหมากพลู อีกทั้งมีพระภิกษุสงฆ์ในวัดอีก ๒ – ๓ รูป รวมทั้งท่านเจ้าอาวาสมานั่งคอยรอรับหลวงพ่ออยู่พร้อมหน้า

ในขณะที่หลวงพ่อนั่งคุยอยู่กับหลวงปู่สี ข้าพเจ้าก็ได้แอบไปสอบถามท่านมหาองค์หนึ่งซึ่งใกล้ชิดหลวงปู่สีว่า “หลวงปู่สีทราบได้อย่างไรว่าหลวงพ่อจะมา” ท่านมหาองค์นั้นก็ตอบว่า “อาตมาก็ไม่ทราบ เห็นหลวงปู่สีนอนจำวัดอยู่ตามปกติ จู่ๆ ก็ลุกพรวดพราดขึ้น แล้วสั่งให้อาตมาคุมกวาดลานวัดและเช็ดถูกุฏิแล้วให้เตรียมน้ำชา หมากพลู โดยเร่งด่วน ท่านบอกว่าประเดี๋ยวจะมีพระผู้ใหญ่ ระดับสูงมากมาหา พร้อมกันนั้น หลวงปู่ก็เข้าไปนุ่งสบงห่มจีวรใหม่เอี่ยม รอหลวงพ่อดังที่โยมเห็นนี้แหละ”

เรื่องที่ข้าพเจ้าและพรรคพวกได้ประสบในครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดจะพิสูจน์หรือให้เหตุผลใดใดได้เลย นอกจากจะคิดกันไปว่า หลวงพ่อได้นัดพบกับหลวงปู่สีทางจิตเท่านั้น หรือท่านผู้อ่านจะเข้าใจว่าอย่างไร



อภินิหารของหลวงพ่อและหลวงปู่สี


เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖ ข้าพเจ้าได้ซื้อรถยนต์วอลโว่ใหม่ ๑ คัน ก็ได้นำไปให้หลวงพ่อเจิมให้ที่วัดท่าซุง ต่อมาเมื่อได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่สีบ่อยๆ เข้า ก็ได้รู้ได้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่สีมากขึ้น อาทิเช่น มีชาวไร่ข้าวโพดได้ชานหมากของหลวงปู่ไปแล้ว เกิดไปทำหายในระหว่างหักข้าวโพดในไร่ จะหาอย่างไรก็หาไม่พบ เพราะดงข้าวโพดกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่เนื่องด้วยจิตมีความเสียดายในชานหมากและเคารพนับถือด้วยความจริงใจ ตอนกลางคืนก็ฝันว่า

“หลวงปู่สีมาบอกว่า หากอยากได้ชานหมากให้เผาไร่ข้าวโพดเสีย แล้วจะพบเอง”

พอรุ่งเช้าชาวไร่ข้าวโพดผู้นั้นก็จุดไฟเผาไร่ข้าวโพดทันที (ข้าวโพดในไร่หักฝักหมดแล้ว) เมื่อไร่ข้าวโพดถูกไฟเผาราบเรียบไปหมด ก็เห็นมีต้นข้าวโพดอยู่ ๒ – ๓ ต้นที่ไม่ไหม้ไฟ จึงตรงเข้าไปดู ก็พบชานหมากของหลวงปู่สี ซุกอยู่โคนต้นข้าวโพด ก็ดีใจมาก ตรงเข้าไปเก็บชานหมากหลวงปู่ไว้แล้วนำไปเลี่ยมคล้องคอมาจนบัดนี้

อีกรายหนึ่งเป็นอาจารย์สตรีวัยกลางคนอยู่ที่สมุทรปราการ ได้ชานหมากหลวงปู่สีไปก็นำใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ มีวันหนึ่งเดินกลับบ้านตอนพลบค่ำ ในระหว่างที่เดินอยู่ในซอยเปลี่ยวก็มีความรู้สึกว่ามีคนเดินตามมาข้างหลัง ๓ คน ก็เร่งฝีเท้าหนี คนทั้ง ๓ ก็เร่งฝีเท้าตาม พอวิ่งหนีก็ถูกวิ่งตาม ด้วยความหวาดกลัวจึงหันหลังไปดู ปรากฏว่าชายฉกรรจ์ทั้ง ๓ คน ที่ตามมาหยุดชงักส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวแล้ววิ่งหนีไป

อาจารย์สตรีวัยกลางคนผู้นั้นจึงกลับบ้านด้วยความปลอดภัย ด้วยชานหมากของหลวงปู่คุ้มกันภัยให้ และเมื่อตอนหลวงปู่ป่วยข้าพเจ้าก็ได้ให้ลูกน้องพาหมอไปรักษา หากคราวใดหมอจะฉีดยาและหลวงปู่ไม่ยอมให้ฉีด เข็มฉีดยาก็จะหักทุกครั้งไป เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้นำรถวอลโว่คันใหม่ของข้าพเจ้าไปให้หลวงปู่สีช่วยเจิมให้อีกด้วยคิดว่า “แม้หลวงพ่อเจิมให้แล้วก็ตาม หากได้หลวงปู่ช่วยเจิมทับลงไปอีกกคงจะเป็นศิริมงคลยิ่งขึ้น”

เมื่อหลวงปู่สีได้ทราบความประสงค์ว่าข้าพเจ้าขอให้ช่วยเจิมรถให้ ก็ทำพิธีเสกแป้ง แล้วถือถ้วยแป้งเสกลงกุฏิไปหยุดยืนบริกรรมอยู่หน้ารถวอลโว่ โดยมีข้าพเจ้า ภรรยาและลูกน้องอีก ๓ – ๔ คนยืนพนมมือรอให้หลวงปู่สีเจิมรถ แต่การณ์กลับปรากฏว่า

หลวงปู่สีเกิดเปลี่ยนใจวางถ้วยแป้งเสกไว้ที่กระโปรงรถด้านหน้า โดยไม่ยอมเจิมให้เสียเฉยๆ มิหนำซ้ำเดินขึ้นบันไดไปบนกุฏิ แล้วนั่งทำน้ำมนต์อยู่พักหนึ่ง ก็ให้พ.อ.อ.สัมฤทธิ์ กลั่นดี ลูกน้องคนหนึ่งของข้าพเจ้า ถือบาตรน้ำมนต์ลงบันไดตามหลวงปู่มาหยุดยืนอยู่ทางด้านท้ายรถวอลโว่ของข้าพเจ้า แล้วก็ประพรมน้ำมนต์ไปทางด้านกระโปรงหลังรถ

อีกทั้งมีการสวดให้ศีลให้พรอีกด้วย ต่อเมื่อประพรมน้ำมนต์เสร็จหลวงปู่จึงเดินไปด้านหน้ารถ หยิบถ้วยแป้งเสก แล้วเจิมรถให้ข้าพเจ้าจนเสร็จ ซึ่งก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ใจกับทุกผู้คนในที่นั้น เพราะตามปกติแล้วหลวงปู่จะเจิมให้โดยไม่มีการรดน้ำมนต์ เช่นนี้

สำหรับเรื่องนี้ หลวงปู่สีได้เมตตาอธิบายให้ทุกคนหายข้องใจว่า “รถวอลโว่คันนี้ มีพระระดับสูงที่มีญาณบารมีแก่กล้าได้ทำพิธีเจิมไว้ให้แล้ว อีกทั้งได้จัดเทพถึง ๔ องค์ อยู่คอยพิทักษ์รถคันนี้ เมื่อสักครู่พอจะเจิมรถให้ เทพทั้ง ๔ ก็มาขอให้หลวงปู่รดน้ำมนต์ให้ก่อน จึงต้องให้น้ำมนต์เขาก่อน จึงเจิมรถให้ทีหลัง”

ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกปลื้มปิติยินดี และซึ่งในพระเมตตาของหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณาเมตตาส่งเทพมาคอยให้ความคุ้มครองป้องกันภัยให้ข้าพเจ้าตลอดเวลาถึง ๔ องค์เช่นนี้ ดังนั้น ลูกหลานของหลวงพ่อผู้ใดก็ตามที่ได้เข้าพิธีต่างๆ กับหลวงพ่อแล้ว ก็พึงอุ่นใจได้ว่าหลวงพ่อจะช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติต่างๆ ให้โดยไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน

ต่อมาไม่นาน ข้าพเจ้าได้ขับรถวอลโว่คันนั้น พาครอบครัวไปพักผ่อนที่บ่อฝ้ายหัวหิน ระหว่างทางขณะที่รถวิ่งผ่านไปทางกำแพงแสน จ.นครปฐม ข้าพเจ้าซึ่งกำลังขับรถไปอย่างสบายๆ ด้วยความเร็วประมาณ ๘๐ – ๙๐ กม./ชม. ก็เห็นรถบรรทุกอ้อยสิบล้อคันหนึ่ง วิ่งสวนมาด้วยความเร็ว และทำท่าจะวิ่งชนจักรยานสองล้อของชาวบ้านที่ขี่อยู่ข้างทาง โดยผู้ขับสิบล้อมิได้คิดจะแซงหรือเบี่ยงหลบเลย

จิตของข้าพเจ้าตอนนั้นบอกว่า คนขับสิบล้อคงหลับใน หากรู้สึกตัวเห็นจักรยานสองล้อ มันจะต้องหักหลบมาชนรถของข้าพเจ้าอย่างแน่นอน พอจิตบอก ข้าพเจ้าก็ถอนเท้าจากคันเร่ง เปลี่ยนเป็นเกียร์๒ และเหยียบเบรกอย่างแรง พร้อมทั้งเตรียมหักพวงมาลัยหลบ ก็พอดีรถสิบล้อคันนั้น หักหลบจักรยาน พุ่งเข้าจะชนรถข้าพเจ้าดังที่คิด

ข้าพเจ้าก็พยายามหักพวงมาลัยหลบ แต่รถก็หาเลี้ยวไม่คงทื่อเข้าใส่รถบรรทุกที่ขวางลำรถข้าพเจ้าด้วยแรงเฉื่อย ความรู้สึกในตอนนั้นข้าพเจ้าและทุกคนในรถไม่มีผู้ใดตกใจเลย มองเห็นรถข้าพเจ้าและรถบรรทุกค่อยเข้าหากันเหมือนภาพสโลโมชั่น เสมือนจะหลบกันพ้นแต่ก็ไม่พ้นชนกันแบบสะกิดๆ จนได้

เมื่อจอดรถสนิท ข้าพเจ้าก็สำรวจดูทุกคนในรถปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บแม้แต่จะฟกช้ำดำเขียว ขัดยอก หรือเลือดตกยางออกเลย ก็โล่งใจจึงเปิดประตูรถลงไปเอาปืนจี้คนขับรถบรรทุกไม่ให้หนี แล้วสำรวจดูสภาพรถ ปรากฏว่ารถวอลโว่ของข้าพเจ้าชนบันไดรถบรรทุกขาดกระจุย หัวรถเข้าไปซุกอยู่ใต้รถบรรทุก จนถึงกระจกหน้าไม่สามารถจะถอยรถออกมาได้ สักครู่รถคันหน้าที่ล่วงหน้าไปก่อนเห็นรถของข้าพเจ้าหายไปไม่ตาม ก็ฉุกใจขับรถวกกลับมาดู ทุกคนหน้าซีดแข้งขาอ่อนบอกเห็นแต่ไกลนึกว่าคงต้องมีการตายกันบ้างแน่ แม้ชาวบ้านที่วิดปลาอยู่ตามคูน้ำข้างทางที่รถชนกัน ก็พูดว่ารถชนกันเสียงสนั่นหวั่นไหวจนไม่กล้ามองคิดว่าต้องตายทั้งคันแน่

เมื่อทุกคนในคณะของข้าพเจ้ามาพร้อม คนขับรถบรรทุกก็ยอมรับว่าตนผิดและขอไปตามเถ้าแก่เจ้าของรถมา และเมื่อเถ้าแก่มาก็พูดจาตกลงกันด้วยดี โดยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โดยไม่เกี่ยงงอน แต่เมื่อตรวจดูสภาพรถวอลโว่ของข้าพเจ้า เมื่อใช้แม่แรงยกรถสิบล้อออกแล้วเข็นรถออกมา ทุกคนก็แทบไม่เชื่อสายตา กล่าวคือ

ฝากระโปรงหน้าที่ยุบไปเพราะรับน้ำหนักรถบรรทุกสิบล้อซึ่งบรรทุกอ้อยเต็มกลับดีดคืนตัวเข้าสู่สภาพเดิม มีเพียงสีถลอกนิดเดียว ไฟหน้ารถทุกดวงและกระจกหน้ารถ ซึ่งเป็นส่วนที่ชนกันอย่างประสานงาไม่มีการแตกหรือร้าว หรือแม้แต่ไส้หลอดไฟก็ไม่ขาด

เมื่อเห็นสภาพรถแล้ว เถ้าแก่เจ้าของรถ (มากับพรรคพวกนักเลงไร่อ้อยพก ๑๑ม. มาคนละ ๑ กระบอก) ก็ขอจ่ายค่าเสียหายให้ข้าพเจ้า ๒๐๐๐ บาท ด้วยความเต็มใจ อีกทั้งยังถามว่าข้าพเจ้าและครอบครัวจะกลับผ่านมาทางนี้อีกเมื่อไร จะมารอส่งด้วย ซึ่งข้าพเจ้าก็บอกไป และตอนขากลับเขาก็มารอส่งข้าพเจ้ากันจริงๆ

เรื่องที่ข้าพเจ้าประสบมานี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในหลายๆ อย่าง อาทิเช่น รถวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว และรถบรรทุกสิบล้อหักหลบมาชนแบบประสานงากับรถของข้าพเจ้าในระยะกระชั้นชิด ซึ่งแม้ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหากะทันหันด้วยวิธีการดังกล่าว เพียงแต่ทำให้รถข้าพเจ้าช้าลงไปบ้างเท่านั้น แต่รถสิบล้อที่วิ่งมาชนหาได้ลดความเร็วลงไม่ และสิ่งที่เป็นพยานปรากฏแก่สายตาก็คือ บันไดรถสิบล้อขาดกระจุยและหัวรถของข้าพเจ้ามุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถบรรทุก จนต้องใช้แม่แรงยกรถบรรทุกขึ้นจึงจะสามารถเข็นรถของข้าพเจ้าออกได้

แต่ปรากฏว่าทุกคนในรถของข้าพเจ้าปลอดภัย และรถของข้าพเจ้าก็มีสภาพปกติพร้อมที่จะวิ่งต่อไปได้ (มีสีถลอกตรงฝากระโปรงนิดหน่อย) อีกทั้งนักเลงบ้านไร่ซึ่งตามกิติศัพท์ร่ำลือกันนักกันหนาว่าดุมาก กลับยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มิหนำซ้ำยังมาคอยส่งข้าพเจ้าตอนขากลับเยี่ยงมิตรที่ดีอีกด้วย ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ด้วยพระบารมีของหลวงพ่อและหลวงปู่สี เมตตาคุ้มครองภยันตรายต่างๆ ให้นั่นเอง.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/10/10 at 11:37 [ QUOTE ]


หลวงพ่อช่วยการกีฬา


เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖ ทางกองบิน ๔ ได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬา ประจำปีเหมือนดังเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา โดยให้หน่วยขึ้นตรงกองบิน ๔ ฝูงบิน ๔๓, แผนกซ่อมบำรุง กองพันอากาศโยธิน, และส่วนกลาง (แผนกอำนวยการ, แผนกสื่อสาร, แผนกสวัสดิการ ฝ่ายขนส่ง และฝ่ายช่างโยธา) จัดส่งทีมนักกีฬาทั้ง ๔ ประเภท ได้แก่ ฟุตบอล, ตะกร้อ, วอลเล่ย์บอล และบาสเกตบอล เข้าแข่งขันชิงถ้วยของผู้บังคับการกองบิน ๔

แต่เนื่องจากข้าพเจ้าซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกสื่อสาร ในขณะนั้นเป็นผู้ที่ชอบการกีฬามาตั้งแต่เยาว์วัย อีกทั้งชอบในการต่อสู้มาก จึงเห็นว่าน่าจะแยกเอาแผนกสื่อสารออกมาจากส่วนกลาง เป็นอีกทีมหนึ่งต่างหาก ก็จะทำให้วงการกีฬาของกองบิน ๔ คึกคักยิ่งขึ้น จึงได้ทำเรื่องขออนุมัติผู้บังคับการกองบิน ๔ (ในขณะนั้นคือ นาวาอากาศเอกประหยัด ดิษยศริน ปัจจุบันมียศเป็นพลอากาศเอก และเกษียณอายุราชการแล้ว) ขอแยกทีมจากส่วนกลาง

ซึ่งท่านก็อนุมัติ แต่ก็ให้ข้อคิดว่า “คุณจะจัดทีมไปสู้ทีมของหน่วยอื่นเขาได้อย่างไร ในเมื่อข้าราชการในแผนกสื่อสารของคุณมีคนเพียง ๗๐ – ๘๐ คน ในขณะที่หน่วยอื่นๆ เขามีข้าราชการตั้ง ๓๐๐ – ๔๐๐ คน แต่เมื่อคุณมั่นใจ ผมก็ไม่ขัดข้องนะ”

เป็นอันว่าข้าพเจ้าสามารถจัดทีมนักกีฬาของแผนกสื่อสาร เข้าแข่งขันได้ทั้งฟุตบอล, ตะกร้อ, วอลเล่ย์บอล และบาสเกตบอล ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มีทีมนักกีฬาของแผนกสื่อสาร เกิดขึ้นในกองบิน ๔ และเพื่อเป็นเกียรติประวัติอีกทั้งต้องการลบล้างคำสบประมาทของหน่วยอื่นๆ ที่พากันดูถูกว่าทีมใหม่เป็นหมูสนาม (เพราะแต่เดิมมีแผนกสื่อสารไปรวมอยู่ในส่วนกลางก็ยังแพ้หน่วยอื่นเขา)

ข้าพเจ้าจึงตั้งปณิธานไว้แน่ชัดว่า ข้าพเจ้าจะนำทีมของแผนกสื่อสาร ชิงถ้วยผู้บังคับการกองบิน ๔ ให้ได้ ทั้ง ๔ ประเภท คือ ฟุตบอล, ตะกร้อ, บาสเกตบอล และวอลเล่ย์บอล ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่หนักมาก แต่ข้าพเจ้าถือว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น

ข้าพเจ้าเริ่มคัดตัวนักกีฬาแต่ละประเภท โดยเริ่มจากทีมตะกร้อ เพราะข้าพเจ้าถนัดมากเนื่องจากเล่นมาตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ (พร้อมกับฟุตบอล) และได้เล่นแข่งขันระหว่างกองในโรงเรียนนายร้อย จปร. ชนะเลิศมาโดยตลอด ในที่สุดก็กำหนดตัวได้ โดยข้าพเจ้าเป็นแบ๊ค, พ.อ.อ. สนั่น ตันติวานิช และ จ.อ.สุรชาติ สุทธิวรรณ เป็นกองหน้า ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็ควบคุมการฝึกซ้อมให้ทุกวัน จนมั่นใจได้ว่า ทีมตะกร้อของแผนกสื่อสารเป็นทีมที่แข็งแกร่งมาก น่าจะคว้าถ้วยชนะเลิศได้อย่างแน่นอน

ต่อมาก็จัดทีมวอลเล่ยบอล โดยคัดข้าราชการสื่อสารที่เป็นนักวอลเล่ย์บอลจากโรงเรียนจ่าอากาศได้ ๒ – ๓ คน เอามาเป็นครูฝึกข้าราชการสื่อสารที่มีรูปร่างสูงเปรียวทั้งหลายแต่ไม่เคยเล่นวอลเล่ย์บอลเลย เริ่มตั้งแต่ฝึกกำลังขาให้สามารถกระโดดได้สูงๆ แล้วบังลูกบอลให้ตบอย่างเดียว ฝึกกระโดดตบลูกอยู่เช่นนั้นเป็นเดือนๆ จนผู้ตบมีความชำนาญสามารถตบหยอด, ตบไซด์ได้และบล็อกลูกตบได้อยู่ในเกณฑ์ดี

ต่อมาข้าพเจ้าก็จัดให้มีการแข่งขันระหว่างหน่วยในแผนกสื่อสาร จนข้าราชการสื่อสารทุกคนติดกีฬา แม้เลิกงานแล้วก็ไม่ยอมกลับบ้านกัน อยู่เล่นวอลเล่ย์บอลกันเองจนมืดจนค่ำ นับว่าข้าพเจ้าสร้างนักกีฬาวอลเล่ย์บอลชุดใหม่ขึ้นมาในแผนกสื่อสารได้มากมายจริงๆ ในขณะที่นักกีฬาวอลเล่ย์บอลของหน่วยต่างๆ มีแต่หน้าเดิมรูปร่างเตี้ยๆ และตกอยู่ในความประมาท ด้วยเหตุนี้ทีมวอลเล่ยบอลของข้าพเจ้าจึงเป็นที่มั่นใจได้ว่า น่าจะคว้าถ้วยชนะเลิศได้อย่างแน่นอนอีกประเภทหนึ่ง

ส่วนการจัดทีมบาสเกตบอลนั้น ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีการจัดเช่นเดียวกับทีมวอลเล่ย์บอลโดยสร้างนักบาสเกตบอลหน้าใหม่ขึ้นมาอีก แต่เนื่องจากสนามฝึกซ้อมของแผนกสื่อสารไม่มีเป็นของตัวเอง ทำให้การฝึกซ้อมเป็นไปไม่สมกับที่ได้ตั้งใจไว้แต่ก็มั่นใจได้ว่ามีสิทธิได้ครองถ้วยชนะเลิศประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์

ปัญหาที่ข้าพเจ้าหนักใจมากที่สุดก็คือการจัดทีมฟุตบอล เพราะการสร้างนักฟุตบอลให้ได้แต่ละคนนั้นยากมาก เพราะฟุตบอลเล่นด้วยเท้าไม่ใช่เล่นด้วยมือเหมือนวอลเล่ย์บอลหรือบาสเกตบอล อีกทั้งต้องใช้ผู้เล่นเป็นจำนวนถึง ๑๑ คน และยังต้องมีผู้เล่นสำรองอีกอย่างน้อย ๔ – ๕ คน ไม่เหมือนตะกร้อข้ามตาข่ายซึ่งใช้ผู้เล่นเพียง ๓ คน

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็พยายามเฟ้นหานักฟุตบอลจริงๆ ที่พอมีฝีเท้าอยู่ในระดับเดียวกับนักฟุตบอลทีมอื่นๆ เขาได้มา ๖ คน จ.อ.บรรจง สุขเจริญ, จ.อ.ชนิด ชนะปลื้ม, จ.อ.สุรชาติ สุทธิวรร, พ.อ.อ.สมาน กลับทวี, พ.อ.อ.ประจวบ หิรัญหาน และตัวข้าพเจ้าเอง ส่วนที่เหลือก็คัดเอานักบาสเกตบอลมาฝึกเป็นประตูได้ ๒ คน จ.อ.จำลอง จันทร์เพ็ญ และ จ.อ.ธวัช ธรรมสาคร นอกจากนั้นก็เลือกเอาผู้ที่วิ่งเร็ว แข็งแรง มีจิตใจนักสู้ และพอเตะฟุตบอลได้บ้างมาเข้าทีม

สรุปรวมความแล้วนักฟุตบอลในทีมของข้าพเจ้าบางคนสวมรองเท้าฟุตบอลไม่ได้ เพราะรองเท้ากัด บางคนหยุดลูกบอลโดยใช้เท้ากระทืบ บางคนเลี้ยงลูกบอลไม่เป็น ลูกบอลมาถึงเท้าเมื่อไร ก็เตะเปรี้ยงออกไปให้พ้นตัวเท่านั้นเอง แต่อาศัยที่ว่าทุกคนมีกำลังใจดีเพราะข้าพเจ้าร่วมเล่นด้วย อีกทั้งให้กำลังใจว่า บรรดาผู้เล่นกองหน้าเมื่อได้ลูกแล้ว หากปล่อยให้ใครมาแย่งไปได้ถือว่าเสียเหลี่ยมมากต้องติดตามเอาลูกบอลคืนมาให้ได้

สำหรับกองกลางและกองหลังให้สำนึกว่าฝ่ายตรงข้ามจะเก่งกาจอย่างไรก็ตามหากมาเจอข้าฯ สกัดแล้วอย่าหวังว่าจะเลี้ยงลูกบอลผ่านไปได้ ส่วนประตูนั้นก็ให้สำนึกและมั่นใจว่าตราบใดที่ข้าฯ ยืนเป็นผู้รักษาประตูอยู่ จะไม่มีวันที่ใครจะยิงลูกบอลผ่านมือเข้าไปได้ และด้วยการย้ำบ่อยๆ ก่อนการซ้อมทุกครั้งทำให้นักฟุตบอลของข้าพเจ้าทุกคนคึกคะนอง มีกำลังใจกล้าแข็ง แม้จะเล่นบอลไม่อยู่ในขั้นมาตรฐานนัก แต่ทุกคนวิ่ง แม้ฝ่ายตรงข้ามหลบไปได้ก็กลับตัววิ่งติดตามพัวพันไม่มีลดละ ช่วยเหลือด่านหลังที่เข้าสกัดแบบถึงลูกถึงคน ด้วยเหตุนี้ทีมฟุตบอลของแผนกสื่อสารแม้มี ๑๑ คนเท่าทีมอื่น แต่ดูเหมือนมีสัก ๒๐ คน

และแล้วฤดูการแข่งขันกีฬาประจำปี ๒๕๑๖ ก็มาถึง และทีมนักกีฬาแผนกสื่อสารของข้าพเจ้าก็ได้เข้าชิงชนะเลิศถึง ๔ ประเภท คือ ตะกร้อข้ามตาข่าย, วอลเล่ยบอล บาสเกตบอล และฟุตบอล ตามที่ข้าพเจ้าได้หวังไว้โดย:

- ตะกร้อข้ามตาข่าย ชิงชนะเลิศกับแผนกซ่อมบำรุงฯ และก็ได้ชนะเลิศได้ถ้วยใบที่ ๑ ไปด้วยชั้นเชิงการเล่นที่เหนือกว่า ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย

- วอลเล่ย์บอล ชิงชนะเลิศกับกองพันอากาศโยธินฯ และก็ได้ชนะเลิศได้ถ้วยใบที่ ๒ ไปด้วยชั้นเชิงการเล่นที่เหนือกว่า ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย

- บาสเกตบอล เข้าชิงชนะเลิศกับทีมส่วนกลาง ปรากฏว่าทีมบาสเกตบอลของแผนกสื่อสารทำแต้มนำมาโดยตลอด จนกระทั่งเหลืออีก ๗ นาทีจะหมดเวลา ก็ยังนำ ๕ แต้ม (๒ ลูกครึ่ง) ต่อจากนั้นนักบาสเกตบอลตัวหลักๆ ของข้าพเจ้าก็หมดแรง เพราะมีผู้เล่นสำรองที่จะเข้าไปสับเปลี่ยนน้อยทำให้ทีมส่วนกลางทำคะแนนไล่มาเป็น ๖๖ – ๖๕ คือยังนำเขาอยู่เพียงแค่ ๑ แต้ม (ครึ่งลูก)

ข้าพเจ้าดูนาฬิกาแล้วก็เห็นเหลือเวลาอยู่เพียง ๒ นาทีจะหมดเวลา และเมื่อดูสถานการณ์การเล่นจึงกำหนดจิตถึงหลวงพ่อ ขอให้จัดส่งท่านเทพฤทธิ์ (หลวงพ่อเคยบอกว่าท่านเทพฤทธิ์ฯ เป็นเทพที่ปกป้องคุ้มครองกองบิน ๔ อยู่) มาช่วยนั่งอุดรูห่วงที่แป้นทางด้านของทีมแผนกสื่อสารไว้ ก็พอดีทีมของส่วนกลางชู้ตลูกโทษ ๒ ครั้ง และคนชู้ตลูกโทษก็เป็นผู้ที่ชู้ตลูกได้แม่นยำที่สุดเสียด้วย

ปรากฏว่า ลูกบอลลงไปในห่วงแล้วก็กระเด้งกลับออกมาทั้ง ๒ ครั้ง และไม่ว่าทีมส่วนกลางจะบุกเข้ามาชู้ตทั้งไกล หรือใกล้ใต้แป้นอีกสักกี่หนกี่ครั้งก็ตาม ลูกบอลก็จะกระเด้งออกจากห่วงทุกครั้งไป เป็นปาฏิหาริย์ที่เห็นได้อย่างเด่นชัด จนกระทั่งเสียงนกหวีดเป่าหมดเวลาการแข่งขัน และทีมบาสเกตบอลของแผนกสื่อสารก็ชนะทีมส่วนกลางไป ๖๖ – ๖๕ ได้เป็นทีมชนะเลิศได้ถ้วยใบที่ ๓ มาอย่างปาฏิหาริย์

สำหรับฟุตบอลนั้นทีมของแผนกสื่อสารได้เข้าชิงชนะเลิศกับทีมของแผนกซ่อมบำรุง ในวันปิดการแข่งขันกีฬากองบิน ๔ ประจำปี ๒๕๑๖ พอเริ่มการแข่งขัน ทีมของแผนกซ่อมบำรุงก็เปิดเกมรุกทันทีด้วยความสามารถในการคอนโทรลบอลและการจ่ายบอลที่เหนือชั้น บวกกับความสามารถเฉพาะตัวของนักฟุตบอลแต่ละคนที่เหนือกว่า ทำให้นักฟุตบอลของแผนกสื่อสารวิ่งกันพล่านและตกเป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา

พูดง่ายๆ ก็คือพับสนามเล่นอยู่ในแดนของแผนกสื่อสารนั่นเอง พอนาทีที่ ๒๐ แผนกซ่อมบำรุงสามารถยิงประตูนำไปก่อน ๑ – ๐ แล้วก็บุกพับสนามเล่นอยู่เช่นเดิม ข้าพเจ้าซึ่งเป็นหัวหน้าทีมของแผนกสื่อสารและได้ลงเล่นด้วยเข้าใจสถานการณ์ดีว่า หากขืนเล่นกันต่อไปเช่นนี้มีหวังถูกทีมแผนกซ่อมบำรุงยิงถล่มนับประตูไม่ถ้วนแน่ จึงกำหนดจิตขอให้หลวงพ่อสั่งท่านเทพฤทธิ์ หรือท่านใดก็ได้ช่วยบันดาลให้ฝนตกเถิด

บัดดลท้องฟ้าที่แจ่มใสก็เกิดมืดครึ้ม ลมพายุพัดจัดและฝนก็ตกลงมาอย่างหนักโดยมิได้มีเค้ามาก่อนเลย น้ำเริ่มเจิ่งนองสนาม นักฟุตบอลของแผนกซ่อมบำรุงจับบอล เลี้ยงบอล จ่ายบอลกันผิดพลาด มีการเสียหลักลื่นไถลไม่มีฟอร์มของการเล่นใดใดที่เหนือกว่าอีกต่อไป ผิดกับนักฟุตบอลของแผนกสื่อสารที่ทั้งใส่รองเท้าฟุตบอล และไม่ได้ใส่รองเท้า วิ่งลุยตัดลูกบอลของแผนกซ่อมบำรุงที่จ่ายพลาดไปเป็นขบวน

คนหนึ่งพลาด คนหลังก็เตะลุยต่อ พอนาทีที่ ๔๐ ก็ยิงประตูคืนมาได้เป็น ๑ – ๑ และพอเริ่มการแข่งขันในครึ่งหลังทีมของแผนกสื่อสารก็ลุยต่อ ในขณะที่ทีมของแผนกซ่อมบำรุงท้อแท้หมดกำลังใจ เพราะไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ตามแผนเนื่องจากสนามแฉะเลี้ยงบอล จ่ายบอลไม่ได้ ในที่สุดทีมของแผนกสื่อสารที่แรงดีกำลังใจดี ก็ยิงประตูนำไปได้อีก ๒ ประตู และก็ชนะทีมแผนกซ่อมบำรุงไป ๓ – ๑ ได้เป็นทีมชนะเลิสได้ถ้วยใบที่ ๔ มาครองอย่างปาฏิหาริย์ด้วยประการฉะนี้

เมื่อชนะเลิศฟุตบอลแล้ว ข้าพเจ้าก็จัดให้มีการเลี้ยงฉลองถ้วยทั้ง ๔ ใบในคืนนั้น และสั่ง พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข ให้ไปรายงานหลวงพ่อว่า “การแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศ ที่ข้าพเจ้าหนักใจที่สุดนั้นบัดนี้ทางแผนกสื่อสารทำได้สำเร็จแล้ว โดยสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ๓ ประตูต่อ ๑”

ครั้นพอตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข ก็หน้าตาตื่นมาที่ทำงานถามข้าพเจ้า “หัวหน้าครับ เมื่อวานนี้เราชนะฟุตบอลเขาเท่าไร”

ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ชนะ ๓ – ๑”

พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข จึงเล่าว่า “ผมไปเรียนให้หลวงพ่อทราบเมื่อเช้านี้ ว่าเราชนะฟุตบอลแล้ว ๒ ประตูต่อ ๑ แต่หลวงพ่อกลับบอกว่า เฮ้ย เมื่อคืนนี้ ท่านกรมหลวงชุมพรฯ มาบอกข้าฯ ว่า ชนะ ๓ ประตูต่อ ๑ นี่หว่า ผมจึงต้องวิ่งแจ้นกลับมาถามดู เอ๊ ทำไมผมจึงจำผิดได้”

หลังจากนั้นมาข้าพเจ้าก็ตัดเสื้อวอร์มสีม่วง (สัญลักษณ์) ของแผนกสื่อสารแจกจ่ายข้าราชการและคนงานทั้งหมด ทุกชั้นยศเพื่อเป็นกำลังใจที่ทุกคนทั้งผู้เล่นและไม่ได้เล่นได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ ทำชื่อเสียงให้แก่หน่วยจนได้ถ้วยชนะเลิศมาครองทั้ง ๔ ประเภท และก็ได้นิมนต์หลวงพ่อ มาทำพิธีตั้งศาลเจ้าพ่อเทพฤทธิ์ ที่แผนกสื่อสารกองบิน ๔ ซึ่งก็เป็นที่เคารพบูชาของบรรดานักกีฬาสื่อสารฯ ตราบมาจนทุกวันนี้

ท่านผู้อ่านที่รัก ทั้งบาสเกตบอล และฟุตบอลนั้นข้าพเจ้าซาบซึ้งอยู่ในใจตลอดมาว่าหากไม่ได้บารมีของหลวงพ่อช่วยแล้ว ก็ไม่มีวันเป็นไปได้เป็นอันขาดที่แผนกสื่อสารฯ จะเอาชนะเลิศชิงถ้วยมาได้ และชาวแผนกสื่อสารก็คงจะไม่มีวันภูมิใจได้มาจนถึงทุกวันนี้ ว่าครั้งหนึ่งแผนกสื่อสารซึ่งเป็นหน่วยเล็กๆ ของกองบิน ๔ สามารถคว้าถ้วยชนะเลิศกีฬาของกองบินทั้ง ๔ ประเภทมาได้



หลวงพ่อให้พรเทวดา


เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ข้าพเจ้าได้พาภรรยา พร้อมด้วยผู้ที่ขอติดตามอีก ๒ ท่านคือ พ.อ.องสาย ศิริรัตน์ และคุณแม่ภรรยา (แม่ยาย) ของพ.ท.บุญมาก สุขโชค ไปนั่งกรรมฐานที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เหมือนเช่นที่ได้เคยปฏิบัติมาในทุกคืนวันศุกร์ และคืนวันเสาร์ (ในขณะนั้นข้าพเจ้าได้เข้าเรียนฝ่ายอำนวยการสื่อสารที่ดอนเมือง จันทร์ – ศุกร์) ซึ่งการปฏิบัติก็จะใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง คือเริ่มจาก ๒ ทุ่มไปจนถึง ๓ ทุ่ม และต่อจากนั้นหลวงพ่อก็จะสอนและให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ศิษย์เป็นส่วนรวม แล้วชี้แนะอุบายให้ศิษย์บางคนนำไปปฏิบัติเพื่อให้การปฏิบัติรุดหน้าไปได้เร็วยิ่งขึ้น

หลัง ๓ ทุ่ม ของคืนวันหนึ่ง เมื่อสัญญาณออดหมดเวลาของการนั่งปฏิบัติพระกรรมฐาน หลวงพ่อได้พูดให้ศิษย์ทุกคนฟังว่า

“เมื่อเวลา ๒ ทุ่มครึ่ง มีเทวดาองค์หนึ่งใบหน้าและผิวพรรณเศร้าหมองได้มากราบฉัน ท่านคงเห็นฉันงงๆ อยู่ก็เลยแนะนำตัวเองว่า ท่านได้เคยเป็นลูกศิษย์รับใช้ใกล้ชิดฉันมานาน ขณะนี้ใช้กรรมหมดแล้ว จึงมากราบลาขอพรหลวงพ่อไปเกิด ฉันก็งงใหญ่ จึงตรวจสอบดูก็รู้ชัดว่า เทวดาท่านนั้นหาใช่ผู้ใดไม่

คือเจ้าแดง สุนัขที่คอยติดตามฉันอย่างใกล้ชิดมาตลอดเวลานั่นเอง และบัดนี้เจ้าแดงได้ถูกรถบรรทุกทรายทับตายอยู่ที่หน้าประตูวัด เมื่อเวลาประมาณ ๒ ทุ่มครึ่งนี้เอง ฉันก็ได้ให้ศีลให้พรเขาไป ใบหน้าและผิวพรรณของเขาก็แจ่มใสสวยงามมาก

บัดนี้เขาไปดีแล้วนะ ขอทุกคนจำไว้ อย่าไปดูถูกสุนัข สุนัขนั้นไม่มีโอกาสตกนรก ตายแล้วอย่างเลวก็เป็นสุนัขอีก หากใช้กรรมหมดอาจไปเกิดเป็นคน หรือไม่ก็เป็นเทวดา อย่างเจ้าแดงไปเลย ส่วนคนนั้นถ้าตาย ถึงแม้จะได้ปฏิบัติธรรมมา แต่ถ้าตกอยู่ในความประมาทปล่อยให้จิตในขณะที่แยกจากกาย ไปจับเอากรรมชั่วเข้าก็จะต้องไปรับกรรมชั่วก่อน มีโอกาสลงนรกได้เหมือนกันนะ อย่าลืม”

ข้าพเจ้า ซึ่งแม้ขณะนั้นจะมีความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อสักเพียงไรก็ตาม แต่ก็ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ดี เพราะบังเอิญข้าพเจ้าได้เห็นเจ้าแดงอยู่หลัดๆ ก่อนขึ้นมากราบหลวงพ่อ และหลวงพ่อก็นั่งเป็นประธานคุมลูกศิษย์นั่งปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่ตั้งแต่ ๒ ทุ่ม จนถึงบัดนี้หาได้ลุกไปที่ใดไม่ จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าแดงถูกรถบรรทุกทราบทับตายตอน ๒ ทุ่มครึ่งที่หน้าประตูวัด

ขณะที่คิดอยู่ในใจ จ่าสายซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ก็กระซิบพูดเป็นทำนองสงสัยเช่นเดียวกับข้าพเจ้า และเพื่อจะพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจึงให้จ่าสายแอบเลี่ยงลงไปดูเหตุการณ์ที่หน้าประตูวัด สักครู่หนึ่งจ่าสายก็กระหืดกระหอบหน้าตาตื่นมากระซิบบอกข้าพเจ้าว่า เจ้าแดงสุนัขของหลวงพ่อถูกรถบรรทุกทราบทับตายอยู่ที่หน้าประตูวัดเมื่อตอน ๒ ทุ่มครึ่งตามที่หลวงพ่อบอกจริงๆ

ดังนั้นหากข้าพเจ้าจะคิดว่าหลวงพ่อจะได้ทิพยจักษุญาณ (ตาทิพย์) และทิพยโสตญาณ (หูทิพย์) จึงสามารถเห็นและติดต่อกับเทพได้ ก็ไม่น่าจะผิดไปใช่ไหมครับ



หลวงพ่อรู้อารมณ์จิต


เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘ ข้าพเจ้าได้พาภรรยา พร้อมด้วยผู้ติดตามอีก ๒ ท่านคือ พ.อ.อ.สาย ศิริรัตน์ และพ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ ไปร่วมพิธี ๑๐๐ ปีหลวงปู่ปาน ที่วัดท่าซุง อุทัยธานี ในวันนั้นข้าพเจ้าจำได้ว่า มีพระสุปฏิปันโนระดับสูงจากภาคเหนือมาร่วมในงานพิธีมากมาย

อาทิเช่น หลวงปู่คำแสน วัดสวนดอก หลวงปู่คำแสน (เล็ก) วัดดอนมูล หลวงปู่ครูบาธรรมชัย หลวงปู่ครูบาวงศ์ หลวงปู่สิม หลวงปู่บุดดา และหลวงปู่มหาอำพัน จากวัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ เป็นต้น (ความจริงมีมากกว่านี้ แต่เนื่องจากกาลเวลาผ่านมานานมากและเกรงจะเกิดการผิดพลาดขึ้นจึงมิกล้าเอ่ยถึงท่านอื่นๆ อีก)

เมื่อใกล้เวลาที่หลวงพ่อจะขึ้นศาลา ข้าพเจ้าและผู้ติดตามก็พากันรีบขึ้นไปรอหลวงพ่ออยู่บนศาลาร่วมกับบรรดาศิษย์ทั้งหลาย ซึ่งมาชุมนุมกันอยู่อย่างแน่นขนัด และต่างก็ชะเง้อมองลงไปดูขบวนแห่ของหลวงพ่อ ซึ่งเมื่อเห็นก็บังเกิดอาการขนลุกซู่ซ่า เพราะภาพที่ปรากฏก็คือ

หลวงพ่อของเราประทับนั่งอยู่บนเสลี่ยงเป็นสง่า และรอบๆ เสลี่ยงนั้นมีหลวงปู่ทั้งหลายที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วข้างต้นเดินตามมาด้วยอาการอันสงบเสงี่ยมเสมือนหนึ่งขุนศึกถวายอารักขาจอมทัพฉะนั้น (นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัว ที่เกิดขึ้นในจิตของข้าพเจ้าในขณะนั้นจริงๆ มิใช่มากล่าวเยินยอหลวงพ่อที่เป็นอาจารย์จนเกินเหตุ)

เมื่อเสลี่ยงของหลวงพ่อขึ้นมาบนศาลา และเคลื่อนใกล้มายังจุดที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ ข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นหลวงพ่อซึ่งนั่งอยู่บนเสลี่ยงมีสีผิดดำคล้ำและเคี้ยวหมากอีกด้วย (ตามปกติหลวงพ่อจะไม่ฉันหมาก) จิตในตอนนั้นของข้าพเจ้า ก็บังเกิดความอยากได้ชานหมากที่หลวงพ่อกำลังขบเคี้ยวอยู่ขึ้นมาอย่างรุนแรง และคิดว่าหากได้มาข้าพเจ้าจะกินและกลืนลงท้องทันที น่าจะเป็นศิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง

ทันใดนั้นสิ่งที่เหลือเชื่อก็อุบัติขึ้น กล่าวคือ หลวงพ่อคายหมากที่กำลังขบฉันอยู่ลงในฝ่ามือแล้วพูดดังๆ ว่า “เอ้า คุณมนูญ เอาไป” พร้อมกับปาชานหมากนั้นมาทางกลุ่มของข้าพเจ้า ซึ่งเบียดอยู่กับศิษย์อื่นๆ แน่นขนัด

ข้าพเจ้าในขณะนั้นทำอะไรไม่ถูก เพียงแต่ยกแขนแบมือขึ้นเหนือศีรษะ ท่ามกลางฝ่ามือของผู้อื่นเป็นจำนวนมากที่กระโดดขึ้นแย่งชานหมากที่ลอยมา แต่ทว่าหมากของหลวงพ่อคำนั้นกลับมาตกอยู่บนฝ่ามือของข้าพเจ้าที่ยกชูขึ้นเฉยๆ ทั้งคำโดยมิได้กระจายหรือตกไปเป็นของผู้ใดเลยแม้แต่น้อย ซึ่งข้าพเจ้าก็รีบเอาใส่ในปากและเคี้ยวกลืนลงไปตามที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรกโดยทันที ท่ามกลางความประหลาดใจแก่ผู้คนที่อยู่รอบข้างเป็นอย่างยิ่ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าดังกล่าวนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากคิดว่าหลวงพ่อรู้สึกอารมณ์จิตของข้าพเจ้าในขณะนั้นว่าอยากได้ชานหมากที่ท่านกำลังขบเคี้ยวเป็นอย่างยิ่ง จึงโยนให้มา และการที่หลวงพ่อจะรู้ถึงอารมณ์จิตของข้าพเจ้าได้

หลวงพ่อก็ต้องได้ เจโตปริยญาณ อย่างแน่นอน นอกจากนั้นหลวงพ่อจะต้องทรงอภิญญาด้วย จึงสามารถบังคับชานหมากทั้งคำมิได้แตกกระจาย และหลบเลี่ยงจากการไขว่คว้าของผู้อื่น จนกระทั่งมาตกลงบนฝ่ามือของข้าพเจ้าได้ดังที่ตั้งใจจะให้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์อีกด้วย

อีกครั้งหนึ่ง พลอากาศตรีเรวัตร วิริยพงศ์ (ยศในตอนนั้น ขณะที่เป็นเจ้ากรมจเรทหารอากาศ) และนาวาอากาศเอกสมชาย ถึงพุ่ม (ยศในตอนนั้น ขณะที่เป็นรองเจ้ากรมจเรทหารอากาศ) ได้พากันมาที่บ้านพักของข้าพเจ้าในกองบิน ๔ ของกรมจเรฯ

ทั้งนี้เพราะทั้งสองท่านมีความศรัทธาเลื่อมใสในหลวงพ่อมาก และได้ทราบว่าข้าพเจ้าจะเดินทางออกจากกองบินฯ ในตอนพลบค่ำ เพื่อไปนั่งกรรมฐานที่วัดท่าซุง ก็อยากจะขอติดตามไปด้วย ระหว่างที่รอเวลาออกเดินทางท่านทั้งสองก็เล่าถึงความในใจให้ข้าพเจ้าฟังว่า การไปคราวนี้ตั้งใจจะเรียนถามปัญหาธรรมะที่ยังเคลือบแคลงสงสัยในหลายๆ เรื่องจากหลวงพ่อ

ซึ่งข้าพเจ้าก็แนะนำไปว่าให้เรียนถามท่านหลังจากที่หลวงพ่อคุมศิษย์นั่งปฏิบัติกรรมฐานแล้ว เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่หลวงพ่อสอนศิษย์ และให้ศิษย์สอบถาม ทั้งสองท่านก็เข้าใจ ปรากฏว่าในคืนนั้นหลังจากที่หลวงพ่อคุมศิษย์นั่งปฏิบัติกรรมฐานเสร็จ หลวงพ่อก็สอนศิษย์ทุกคนนานผิดปกติ และเมื่อสอนเสร็จ

หลวงพ่อก็หันไปพูดกับนาวาอากาศเอกสมชายว่า “เป็นยังไง จะคิดปฏิวัติใจหรืออย่างไร จึงมีปัญหามากมายนัก ยังจะมีข้ออันใดที่สงสัยอีกไหม?” นาวาอากาศเอกสมชายก็พนมมือตอบหลวงพ่อว่า “ที่ผมและเจ้ากรมเรวัตร คุยถกเถียงกันถึงปัญหาธรรมะมาโดยตลอดนั่น หลวงพ่อได้ตอบไปทั้งหมดแล้ว จนไม่มีข้อสงสัยใดใดที่จะต้องสอบถามอีกแล้วครับ”

เป็นอันว่าหลวงพ่อรู้ถึงอารมณ์จิตของท่านทั้งสองหมดว่าสงสัยอะไรบ้าง และการรู้อารมณ์จิตของผู้คนนั้น หลวงพ่อได้แสดงให้ศิษย์รุ่นต่อๆ เห็นมามากต่อมาก หากข้าพเจ้าจะนำมาเล่าก็คงไม่รู้จบ จึงขอยุติไว้เพียงแค่นี้



หลวงพ่อช่วยงานศพหลวงปู่สี


เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๐ ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ แต่ในวันหยุดก็ได้เดินทางกลับไปบ้านที่กองบิน ๔ ตาคลี นครสวรรค์ ทุกครั้ง และก็ได้ไปแวะเยี่ยมหลวงปู่สีที่กำลังอาพาธหนักอยู่เสมอๆ ในบางครั้งที่เจอคุณหมอโอ๊ค ซึ่งเป็นนายแพทย์ของกองบิน ๔ (ชื่อจริงข้าพเจ้าต้องขออภัยที่จำไม่ได้ เพราะเรียกกันแต่หมอโอ๊ค จนติดปาก) มาคอยให้การเยียวยารักษาอยู่

และด้วยเหตุนี้จึงได้รู้และเห็นกับตาว่า คราวใดก็ตามหากหลวงปู่สีไม่ยอมให้หมอฉีดยาแต่หมอก็จะฉีดให้ได้ เข็มฉีดยาก็จะต้องหักทุกครั้งไปเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง หมอโอ๊คเองก็หนักใจเพราะไม่สามารถจะรักษาได้ตามกระบวนการแพทย์ และครั้นเมื่อหลวงปู่สีมีอาการหนักมาก ท่านเจ้าอาวาสก็คลานเข้าไปสอบถามว่า “หากหลวงปู่สีมรณภาพ จะให้ทางวัดจัดพิธีศพของหลวงปู่อย่างไร” ซึ่งหลวงปู่สีก็ได้ตอบให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินกันอย่างทั่วถึงว่า

“หากข้ามรณภาพเมื่อใด ท่านฤาษีลิงดำจะมาเป็นผู้จัดการศพของข้าเอง ขอทุกคนอย่าได้เป็นห่วง”

ต่อจากนั้นมาอีกไม่กี่วัน ข้าพเจ้าก็ได้รับทราบจากพ.อ.อ.สัมฤทธิ์ กลั่นดี ว่าหลวงปู่สีได้มรณภาพ เมื่อเวลาประมาณตีสาม และหลวงพ่อก็ได้มาถึงวัดเมื่อเวลาประมาณตีห้า โดยมิได้รับการติดต่อจากผู้ใดทั้งสิ้น (ข้าพเจ้าต้องขออภัยอีกครั้งที่จำวันมรณภาพของหลวงปู่สีไม่ได้)

และเมื่อหลวงพ่อมาถึงวัดก็ได้สั่งการและอำนวยการให้เก็บศพหลวงปู่สีไว้ในโลงแก้ว ในสภาพเสมือนหนึ่งหลวงปู่สีนอนหลับสนิทมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งคือ ร่างของหลวงปู่สีไม่เน่าเปื่อย อีกทั้งเล็บมือเล็บเท้าและผมก็งอกยาวออกมาเช่นบุคคลธรรมดาที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทางวัดก็จะต้องเปิดโลงแก้วทุกๆ ๑๕ วัน เพื่อปลงผมและตัดเล็บมือเล็บเท้าให้หลวงปู่สีตลอดมา

หลวงปู่สีได้มรณภาพเมื่ออายุ ๑๒๖ ปี บัดนี้ศพของท่านบรรจุอยู่ในโลงแก้ว วัดถ้ำเขาบุนนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ หากท่านผู้ใดสนใจที่จะไปนมัสการกราบไหว้ก็ไปได้ตลอดเวลา

เรื่องที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้จะเห็นว่าทั้งหลวงปู่สี และหลวงพ่อจะต้องได้ญาณและติดต่อกันได้ทางจิตมาโดยตลอด ซึ่งในทันทีที่หลวงปู่สิ้นลม หลวงพ่อก็รับทราบ และเดินทางมาจัดการให้ได้ในทันที

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ข้าพเจ้ามิได้หยิบยกมาเล่าไว้ ณ ที่นี้ แต่ก็อาจจะสรุปตามที่ข้าพเจ้ามั่นใจเป็นส่วนตัวได้ว่า หลวงพ่อเป็นพระอริยเจ้าระดับสูงสุด ที่ทรงฌานและได้ญาณทั้ง ๘ คือ ทิพจักขุญาณ จุตูปปาตญาณ, เจดตปริยญาณ, บุพเพนิวาสานุสสติญาณ, อตีตังสญาณ, อนาคตังสญาณ, ปัจจุปปันนังสญาณ และยถากัมมุตาญาณ อีกทั้งเป็นผู้มีฤทธิ์ได้ทั้งวิชชาสามและทรงอภิญญา ๖ ด้วย

และเมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าเฝ้าติดตามหลวงพ่อมาโดยตลอด ก็แน่ใจว่าหลวงพ่อเป็นพระปฏิบัติที่คล่องในพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ทัศ พระปิติทั้ง ๕ และพระวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ โดยแน่แท้ ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อได้เคยปรารถนาพุทธภูมิมา จึงต้องปฏิบัติให้ได้ทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือชี้แนะแนวทางให้แก่ลูกหลานทั้งหลายที่มีจริตแตกต่างกันไปได้

(นักปฏิบัติธรรมดาเช่นพวกเรา หากจับกรรมฐานกองใดกองหนึ่งได้ ก็ย่อมเกิดปิติได้ และปิติที่เกิดแม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ย่อมทำให้การปฏิบัติสมถกรรมฐานรุดหน้า สามารถนำไปใช้เจริญวิปัสสนาญาณอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นการดีที่สุดแล้ว)

ดังนั้นจึงย่อมเป็นการง่ายดายสำหรับหลวงพ่อซึ่งได้วิชชาสาม, ทรงอภิญญา ๖ และได้ญาณทั้ง ๘ อยู่แล้ว จะได้นำเอาสิ่งที่ได้มาพิจารณาวิปัสสนาญาณเพื่อละสังโยชน์ ๑๐ จนบรรลุเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดคือพระอรหันต์ได้ และด้วยมั่นใจส่วนตัวของข้าพเจ้ามาโดยตลอดก็คือ หลวงพ่อมิใช่เป็นพระอรหันต์แบบสุกขวิปัสสโก, เตวิชโช หรือฉฬภิญโญ แต่ต้องเป็นพระอรหันต์ประเภท ปฏิสัมภิทาญาณอีกด้วย เพราะหลวงพ่อทรงปฏิสัมภิทา ๔ คือ

1. อัตถปฏิสัมภิทา มีปัญญาแตกฉานในอรรถ คือฉลาดในการอธิบายถ้อยคำที่ท่านอธิบายมาแล้วได้อย่างพิสดาร ถอดเนื้อความที่พิสดารนั้นให้ย่อสั้นลงมาได้ชัดเจนไม่เสียความ

2. ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในการอธิบายหัวข้อธรรม ที่ท่านกล่าวมาแต่หัวข้อให้พิสดารเข้าใจชัด

3. นิรุตติปฏิสัมภิทา มีความฉลาดในภาษา รู้และเข้าใจภาษาทุกภาษาได้อย่างอัศจรรย์ (ไม่ว่าจะเป็นภาษาของพรหม, เทพ, มนุษย์, สัตว์ หรืออสุรกาย)
4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา มีปฏิภาณเฉลียวฉลาด สามารถแก้อรรถปัญหาต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์

ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในองค์หลวงพ่อดังกล่าว จึงทำให้ข้าพเจ้ายึดเอาหลวงพ่อเป็นที่พึ่งอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นสอบถามปัญหาธรรมะต่างๆ ที่ข้าพเจ้าเคลือบแคลงสงสัยอยู่ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อ ช่วยตอบให้อย่างกระจ่าง ชัดเจนในทุกปัญหา จนทำให้ข้าพเจ้าซึ่งเคยเต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิ หมดความเคลือบแคลงสงสัยใดใดอีกต่อไป

และเมื่อความเคลือบแคลงสงสัยหมดไป ข้าพเจ้าก็มุ่งปฏิบัติธรรมตามคำสอนของหลวงพ่อไปตามขั้นตอนเรื่อยมา จิตก็เริ่มเกิดปัญญา และเมื่อปัญญาเกิด ความประพฤติของข้าพเจ้าแต่ดั้งเดิมที่เคยดื่มสุราเป็นอาจินต์ก็ดี การใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนสโมสรก็ดี ก็หมดไป เกิดความเบื่อหน่าย รักสันโดษ มองเห็นโทษของการผิดศีล และมีความรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นคนประพฤติผิดศีล อีกทั้งเกิดความสุขในการปฏิบัติธรรมและสนทนาธรรมเป็นมากอีกด้วย

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าจำได้ว่ามีนายทหารนักบินรุ่นหนุ่มๆ จำนวน ๔ ท่านได้ไปหาข้าพเจ้าที่บ้านพักในกองบิน ๔ เพื่อสนทนาธรรมด้วย และเมื่อข้าพเจ้าได้ช่วยตอบปัญหาข้อข้องใจต่างๆ ของท่านเหล่านั้นไปแล้ว (ปัญหาต่างๆ ที่ถามกันมาก็ซ้ำๆ กับปัญหาที่ข้าพเจ้าเคยถามหลวงพ่อมาแล้วทั้งสิ้น) ก็พากันพออกพอใจหมดความเคลือบแคลงสงสัยโดยสิ้นเชิง

และได้พากันออกจากราชการไปขอบวชกับหลวงพ่อที่วัดท่าซุงทั้ง ๔ ท่าน (จำได้ว่ามี พระสมศักดิ์, พระทรงฤทธิ์, พระไตรรงค์ และพระชโลทัย) ซึ่งยังความปลาบปลื้มปิติยินดีให้แก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่งและเรื่องนี้เป็นที่ฮือฮากันมากทั้งในกองบิน ๔ ตาคลี และทั่วทั้งกองทัพอากาศทีเดียว

นอกจากนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าพเจ้าหลายคนที่ในอดีตเคยเป็นนักเลงขั้นดาวร้าย และนักดื่มชนิดดื่มกันสามวันสามคืน อาทิเช่น พ.อ.อ.สาย ศิริรัตน์ พ.อ.อ.ชลอ ผาสุก พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ พ.อ.อ.เสรี เมฆจินดา และพ.อ.อ.ประมวล ราชอินทร์ ซึ่งได้เคยติดตามข้าพเจ้าอยู่เสมอ ก็ได้เลิกเป็นนักเลง และนักดื่มกันหมดหลังจากที่ได้สนทนาธรรมกับข้าพเจ้าบ่อยๆ เข้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.อ.อ.สาย ศิริรัตน์ ได้รับอาสาไปอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่ออย่างใกล้ชิดตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่กรรมและหลังจากนั้น พ.อ.อ.ประมวล ราชอินทร์ ก็รับอาสาไปปรนนิบัติหลวงพ่อแทน พ.อ.อ.สาย ศิริรัตน์ จนถึงปัจจุบัน ส่วน พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ นั้น ก็รับอาสาคอยบันทึกเทป ที่หลวงพ่อมาเทศน์ออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียง ๐๔ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ที่ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าสถานีและเป็นผู้รับผิดชอบอยู่

ทั้งในเรื่องประวัติหลวงปู่ปาน, ไตรภูมิ, มหาสติปัฏฐาน ๔ และอื่นๆ โดยตลอด (ต่อมาพลอากาศโท ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ ได้ขอไปถอดเทป จัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ดังที่ลูกศิษย์รุ่นหลังๆ ได้อ่านกันอยู่ทุกวันนี้) ส่วน พ.อ.อ.ชลอ ผาสุข และพ.อ.อ.เสรี เมฆจินดา นั่นก็ได้ถึงแก่กรรมไปแล้วทั้งคู่ จึงไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลืองานของหลวงพ่อได้มากนัก

ในปัจจุบันนี้ แม้ข้าพเจ้าจะไม่ค่อยได้มีโอกาสรับใช้หรือพบหลวงพ่อมากนักก็ตาม แต่จิตของข้าพเจ้าก็จับอยู่ที่หลวงพ่อโดยตลอด และตั้งปณิธานไว้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องถวายสังฆทานกับมือหลวงพ่ออย่างน้อยที่สุดเดือนละ ๑ ครั้ง ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ปฏิบัติมาโดยตลอด

อีกทั้งขอยึดเอาพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และหลวงพ่อเป็นที่พึ่งที่ระลึก ตลอดกาลโดยไม่คิดจะแสวงหาที่พึ่งอื่นใดอีกต่อไปแล้ว ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดอยู่แล้ว อีกทั้งยังได้เมตตาสงเคราะห์ชี้แนะหนทางปฏิบัติจนข้าพเจ้าเกิดปัญญา และมีดวงตาเห็นธรรมได้ในที่สุด


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 8/10/10 at 08:02 [ QUOTE ]



เซียวมิ้น กาญจนอุทัย

ต่อไปรวยลูกเดียว
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ผมเป็นคนที่ตลาดอุทัยธานี ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๗ – ๒๕๐๘ ผมค้าขาย เปิดร้านขายกาแฟ ช่วงนั้นผมแต่งงานอยู่กินกับภรรยาประมาณ ๕ – ๖ เดือน ภรรยาหาว่าผมเป็นบ้า และหนีจากผมไป จึงเลิกกัน (หอบเงินหอบทองไปด้วย) ผมก็บอกเตี่ยผมว่า ปล่อยเขาไปเถอะ เราก็หากินกันเอง ความเป็นอยู่ก็มีอุปสรรคเรื่อยๆ ในบ้านป่วยกันบ่อยๆ ได้เงินมาก็ใช้รักษาความเจ็บป่วย เวียนไปเรื่อยๆ ทีละคน

เตี่ยผม (ชื่อบักเฮียง) จึงพาผมไปที่อำเภอวัดสิงห์ ไปหาหลวงพ่อ ซึ่งแต่ก่อนยังอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า สมันนั้นคนไปหาหลวงพ่อไม่มากเหมือนสมัยนี้ พอไปหาหลวงพ่อๆ ออกมา ท่านก็นั่งทางในดูให้ผมและเตี่ย

ท่านพูดว่า “ที่บ้านตั้งศาลพระภูมิไม่ถูกต้องเลย เสาก็ไม่มี อาศัยแปะเสายุ้ง (ยุ้งเกลือ) หลวงพ่อบอกว่า อิงเสาไม่เป็นไร แต่ข้อสำคัญก่อไฟ (สมัยนั้นผมยังใช้ขี้ไต้และฟืนก่อไฟ) ก่อเตาหุงข้าว รมควันถูกศาลพระภูมิจนดำหมด การรมควันใส่ศาลพระภูมิอยู่ทุกวันอย่างนี้แล้ว ตนเองจะมีความสุขได้อย่างไร แล้วหลวงพ่อจะไปทำให้ใหม่ ให้ทำศาลใหม่นะ หลวงพ่อจะไปตั้งให้

ดูเหมือนจะเป็นวันพฤหัส เป็นวันที่หลวงพ่อกำหนดจะไปทำพิธีตั้งศาลพระภูมิให้ผม หลวงพ่ออยากให้ผมนิมนต์พระ ๙ องค์ แต่ดูแล้ว ท่านพูดว่า “เถ้าแก่ก็ไม่มีเงิน หมดตัว แต่ยังไงให้นิมนต์พระสัก ๕ องค์ หลวงพ่อจะไป ๒ องค์ (คือหลวงพ่อ และพระครูวิชาญ) ให้ไปนิมนต์พระวัดใหม่จันทารามอีก ๓ องค์ รวมเป็น ๕ องค์”

หลวงพ่อบอกว่า “ไม่ต้องทำกับข้าวมากหรอก มีคาว หวาน ต้ม ให้พระฉันอิ่มก็สบายแล้ว”

พอถึงวันกำหนดที่หลวงพ่อจะมาตั้งศาลพระภูมิให้ผม พอมาถึงบ้าน หลวงพ่อก็ให้ผมจุดธูปบอกเจ้าที่จีน ส่วนท่านก็นั่งดูทางในให้ ท่านถามเจ้าที่จีนว่าจะต้องเลือกที่ตั้งให้ไหม พอหลวงพ่อนั่งดูทางในเสร็จ หลวงพ่อยิ้มเลย บอกตั้งตรงไหนก็ได้ หลวงพ่อดูแล้วให้ตั้งตรงหัวนอน โดยตั้งศาลพระภูมิไว้บนหิ้งตรงหัวนอนนั่นเลยบนเหล่าเต๊งชั้น ๒

ผมถามหลวงพ่อว่า ปกติศาลพระภูมิเขาตั้งกลางแจ้งไม่ใช่หรือครับ หลวงพ่อบอกว่า “ไม่สำคัญ ตั้งที่หัวนอน ก่อนนอน และตื่นนอนจะได้ยกมือไหว้ง่ายๆ ยิ่งไหว้มากๆ ก็จะยิ่งรวยมากๆ” พอตั้งเสร็จ หลวงพ่อก็ฉันเพล พอฉันเพลเรียบร้อยแล้วท่านก็ให้พร พอให้พรจบ ท่านก็พูดว่า “แป๊ะเอย ต่อไปรวยลูกเดียว ไม่ต้องทุกข์ร้อนให้แป๊ะไปเสี่ยงล็อตเตอรี่ ไม่ต้องซื้อมาก เอาแค่ ๔๐ สตางค์ก็พอ” เตี่ยผมไปซื้อล็อตเตอรี่ “สี่ศูนย์” ซื้อไว้หลายใบ ก็ถูกพอดีโดยไม่ต้องกลับ

หลังจากภรรยาเก่าหนีไป ๓ – ๔ ปี ผมก็แต่งงานใหม่ ก็มีอาชีพขายหมู ตั้งแต่หลวงพ่อไปตั้งศาลให้ ก็หากินราบรื่นมาเรื่อยๆ อย่างที่หลวงพ่อให้พรไว้ จนส่งพวกน้องๆ ๖ คนเรียน จบแพทย์ ๑ คน จบกฎหมาย ๑ คน นอกนั้นก็ไปค้าขาย

ผมก็ทำมาค้าขาย หากินมาดี ผมก็นับถือหลวงพ่อตลอดมา จนหลวงพ่อย้ายมาอยู่ที่วัดท่าซุง ตอนที่ท่านย้ายมาใหม่ๆ ผมมาหาหลวงพ่อหลายครั้ง แต่ไม่เจอ พอดีมาตอนที่หลวงพ่อทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลครั้งที่ ๒ วันนั้นผมมาบูชาวัตถุมงคล ก็คุยให้หลวงพ่อฟังว่ามาหลายครั้ง ไม่เจอหลวงพ่อ บอกท่านว่า คนอุทัยธานีเขาว่าหลวงพ่อไม่รับแขกคนอุทัย

หลวงพ่อบอกว่าไม่จริงหรอก หลวงพ่อพูดว่าท่านอยากจะรับแขกมากๆ ทุกวันแหละ เพราะสมัยเตี่ยเถ้าแก่ไปหา หลวงพ่อยังมีแขกไม่มาก หลวงพ่อจึงมารับแขกได้ทุกเวลา เมื่อหลวงพ่อย้ายมาอยู่ที่วัดท่าซุงนี่ แขกมาก เวลามีงานวัด ศาลา ๒ ไร่, ศาลา ๔ ไร่ ก็ไม่พอนั่ง
หลวงพ่อจึงกำหนดเวลาการรับแขกทุกวัน ถ้าไม่อยู่ก็ไม่มารับแขก คนที่ร่ำลือว่าหลวงพ่อไม่รับแขก “ปากขี้หมา” เถ้าแก่ดูหลวงพ่อมานั่งซิ บาตรที่ตั้งไว้ เขาก็มาใส่บาตรทำบุญเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ให้ค่าน้ำค่าไฟ ที่วัดต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟตั้งแยะ แล้วทำไมหลวงพ่อจะไม่รับแขก ให้บอกเขาว่า ใครจะมาให้มาเวลาที่รับแขก ใครมาก็ได้พบทุกคน ตั้งแต่นั้นผมก็มาตามเวลาที่หลวงพ่อบอก ผมก็ได้พบทุกครั้ง

แต่ก่อนเวลามีการบวงสรวงที่วัดท่าซุง หลวงพ่อให้คนไปซื้อหัวหมูที่ร้านอื่น ร้านอื่นเขามีไม่พอ เขาก็มาสั่งที่ร้านผมเพิ่มให้ ลูกศิษย์หลวงพ่อเป็นคนไปเอาหัวหมู ผมก็ถามว่าเอาไปให้ใคร เขาบอกว่า “เป็นของหลวงพ่อ” ผมจึงบอกว่า ถ้าเป็นของหลวงพ่อ ผมก็ไม่รับเงิน ผมขอถวาย

ตั้งแต่นั้นมา ลูกศิษย์หลวงพ่อไปสั่งหัวหมูเวลามีพิธีบวงสรวงที่วัดท่าซุง บอกว่าหลวงพ่อให้มาซื้อ และท่านสั่งมาว่า บางคราวซื้อทีละหลายหัว ให้คิดสตางค์บ้าง ผมบอกของหลวงพ่อผมไม่คิดตัง (สตางค์) หลายหัวผมก็ถวายให้หลวงพ่อ เมื่อไรที่หลวงพ่อต้องการก็ขอให้บอกก็แล้วกัน ผมขอปวารณาตัวถวายให้หลวงพ่อทุกๆ งานของหลวงพ่อ และผมก็หากินคล่องตัว และสบาย บางคนแปลกใจที่เห็นผมค้าขายดีมาก บางคนก็พูดว่าผมรวยผิดปรกติ รวยไว ผมก็ยิ้มๆ ผมบอกว่า

“ผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเสียอย่าง หลวงพ่อให้พรดี ผมก็ดีตามปากหลวงพ่อก็แล้วกัน”

ผมก็ขายหมูอยู่ที่ จ.อุทัยธานีมาเกือบ ๒๐ ปี ห้องที่หลวงพ่อไปตั้งศาลพระภูมิให้ ผมก็ให้น้องชายเปิดร้านขายยา “สยามเภสัช” และรับถ่ายเอกสาร ก็ขายดี ตัวผมก็ค้าขายได้กำไรเดือนละหลายหมื่นบาท ก็นับว่าตั้งแต่หลวงพ่อไปโปรดที่บ้านผม ก็ทำให้ความเป็นอยู่ และการค้าขายเจริญก้าวหน้ามาเรื่อยๆ หลวงพ่อให้พรผมทีไร ก็บอกว่า “เถ้าแก่มีแต่รวยลูกเดียว” ผมก็พอใจ เพียงเท่านี้ผมก็มีความสุขใจแล้ว ผมได้ยึดหลวงพ่อเป็นที่พึ่งทางใจ และผมมีความเคารพหลวงพ่อไม่เปลี่ยนแปลงตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/10/10 at 08:06 [ QUOTE ]



สมนึก เจริญศรี

ติดตามรับใช้หลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

สมัยก่อนผมเลี้ยงลูกยาก พอภรรยาผมเริ่มมีท้องอีกผมก็พาไปหาหลวงพ่อ ซึ่งสมัยนั้นยังอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อบอกว่าลูกในท้องจะออกมาเป็นผู้ชาย และตั้งชื่อลูกในท้องให้ไว้เลยว่า ให้ชื่อว่า “ศิริเทพ เจริญศรี” ท่านบอกว่า “ไอ้คนนี้อยู่รอด แต่แก่นเหลือเกิน” พอลูกคนนี้เกิดมาก็เป็นชายและแก่นมาก ก็เป็นจริงตามที่หลวงพ่อทำนายไว้ ปัจจุบันนี้ลูกชายผมก็เรียนจบปริญญาแล้ว

ต่อมาหลวงพ่อย้ายมาอยู่ที่วัดสะพาน จ.ชัยนาท ผมนิมนต์หลวงพ่อมาฉันเนื่องในวันตรุษจีนที่บ้านผม (ที่แพ) ผมมีเรือหางยาว เป็นเรือสองตอน พอผมไปส่งหลวงพ่อแล้ว กลับมาจอดเติมน้ำมันที่แพ และติดเครื่องเพื่อจะกลับบ้าน ไฟก็ลุกขึ้นที่เครื่อง ทำยังไงๆ ก็ไม่ดับ

ผมคิดว่าหลวงพ่อคงแสดงอะไรเกี่ยวกับเรือผมแน่ ผมจึงคิดว่าล่มเรือดีกว่า พอล่มเรือ ไฟก็ดับ ก็กู้เรือขึ้นมา เครื่องไม่เป็นอะไรเลย พอติดเครื่องปั๊บก็ติดเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตัวผมเองก็ไม่โดนไฟเลย ไม่มีอะไรเสียหายเลย นับว่าเป็นเรื่องแปลกดี

ปี พ.ศ.๒๕๑๑ หลวงพ่อเริ่มย้ายมาอยู่วัดท่าซุงใหม่ๆ กลางคืนผมก็มาช่วยหลวงพ่อดูแลวัดจนถึง ๓ ถึง ๔ ทุ่ม จึงจะกลับบ้าน ทำอย่างนี้เป็นประจำ บางวันก็หยุดบ้าง ภายหลังผมมีเรือยนต์ เวลามีงานกฐินที่วัดท่าซุง ใครมาจ้างผมไปไหนผมก็ไม่ไป ต้องโยงเรือขนของมาช่วยงานกฐินของหลวงพ่อ โยงเอาครัวเจ๊กิมกีมาด้วย ต่างมาช่วยกัน ๒ – ๓ คืน จึงจะกลับ มีงานกฐินทุกครั้ง จะต้องโยงเรือมาช่วยทุกครั้งจนกว่างานหลวงพ่อจะเสร็จจึงกลับ

ตอนผมมีเรือยนต์นั้นผมได้นิมนต์หลวงพ่อไปเจิมเรือที่บ้าน มีเรือของผู้อื่นด้วยรวม ๑๐ ลำ พอหลวงพ่อไปถึงบ้านผม พอหลวงพ่อเริ่มก้าวถึงลำเรือซึ่งเป็นของผม เพื่อจะทำพิธีเจิมให้ หลวงพ่อก็หันหน้ามาทางผม พูดว่า “ขอตัวบวชสัก ๑๕ วันได้ไหม”

ท่านว่าท่านแม่ย่านางพูดว่า ..... (ผมจำไม่ได้ว่าพูดยังไง) โดยภรรยากับลูกไม่รู้เรื่อง พอเสร็จพิธี หลวงพ่อบอกว่าผมเคราะห์ไม่ดี ผมจึงมาบวชที่วัดท่าซุง รุ่นนั้นบวช ๓ องค์ เข้าโบสถ์คนละเที่ยว ผมเข้าพร้อมกับจ่าทหารอากาศคนหนึ่งและมี พล อ.อ.อาทร โรจนวิภาต (ยศปัจจุบัน) บวชก็เข้าไปอีกหนหนึ่ง

เมื่อผมบวชแล้ว ก็นั่งกรรมฐานทุกวัน ไม่เคยเว้นเลยสักวันเดียว ตอนกลางวันนั่งกรรมฐานที่ศาลาปรก (หลังที่ถูกไฟไหม้) กลางคืนก็นั่งกรรมฐานที่กุฏิหลวงพ่อ พอบวชครบ ๑๕ วัน หลวงพ่อก็เรียกตัวเข้าไปสึก ตอนผมสึก ก็สึกในห้องน้ำ

สมัยก่อนหลวงพ่ออยู่กุฏิผุๆ พังๆ มีห้องน้ำห้องเดียว แทบจะหาที่ทำอะไรไม่ได้ หลวงพ่อท่านนั่งทำน้ำมนต์ในห้องน้ำ ทำเสร็จก็รดน้ำมนต์ให้ผมในห้องน้ำ แล้วสั่งให้กลับบ้านได้ ให้กลับบ้านเลย ท่านบอกว่ามีลาภคอยอยู่ที่บ้านแล้ว

พอกลับไปถึงบ้าน มีเรือผูกโยง ๖ ลำ คอยผมอยู่แล้ว เตรียมล่องเข้าอุทัย (เขามาว่าจ้างไว้) จึงมีลาภคอยอยู่จริงๆ ตามที่หลวงพ่อพูดไว้ เมื่อกลับมาจากผูกเรือโยงเที่ยวนั้น ผมก็กลับมาหาหลวงพ่อ ถามหลวงพ่อว่าจะให้ผมอยู่ที่วัดหรือที่บ้าน หลวงพ่อบอกว่าให้อยู่ที่บ้าน ตั้งแต่นั้นมาผมก็หากินคล่องตัวดี

ประมาณปลายปี ๒๕๑๗ หลวงพ่อก็ชวนผมมาอยู่ที่วัด มาช่วยดูแลวัด ผมจึงได้มาอยู่ที่วัดท่าซุงตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ขับรถให้หลวงพ่อตลอด แต่ก่อนนั้นอันธพาลมาที่วัดเยอะ ผมก็ได้มาช่วยดูแลความเรียบร้อย ช่วยแบ่งเบาภาระให้หลวงพ่อบ้าง นอกจากนี้ก็ช่วยทำงานทั่วไป ตั้งแต่ขนเหล็ก ขนของ แบกข้าว สีข้าว เก็บ กวาดต่างๆ เวลาหลวงพ่อไปแจกของตามชายแดน ก็ขับรถติดตามรับใช้

มีอยู่คราวหนึ่งไปปักษ์ใต้ จ.ยะลา กลับมา เอารถไป ๓ คัน รถแม่ศรีใหญ่ รถสีหมอก รถแลนด์ กลับมาคนขับรถทิ้งรถไว้เฉยๆ ผมก็เอาไปล้างหมด ล้างด้วยน้ำจากก๊อกประปา หลวงพ่อมาเจอเข้าพอดี เอาตะพดไล่ตีผม ผมก็วิ่งรอบรถ ในที่สุดก็หลบมุดเข้าใต้ท้องรถ ถือสายยางร้องไห้อยู่ใต้ท้องรถ เสียใจมาก คิดว่าทำดีไม่ได้ดี มาคิดได้ตอนหลังว่า หลวงพ่อท่านสอนผมนั่นเอง ว่าการเอาน้ำสำหรับกินสำหรับใช้เอาไปล้างรถเป็นการไม่สมควร ควรเอาน้ำคลองล้างรถจึงจะถูก

อยู่กับหลวงพ่อมานานปี ผมสังเกตดูผิวหลวงพ่อเปลี่ยนสีอยู่เสมอ ถ้าวันไหนผิวสีคล้ำแล้วจะดุ ผมไม่ค่อยกล้าคุยด้วย ถ้าวันไหนผิวสีขาว วันนั้นใจดี ผมจะสังเกตดูก่อนว่า วันไหนผิวสีขาวแสดงว่าใจดี ผมจึงชวนหลวงพ่อคุย นี่ผมสังเกตเป็นเช่นนี้เสมอ

หลวงพ่อสงเคราะห์ผมมาตลอด ตั้งแต่ผมเริ่มเข้าวัด บุญคุณหลวงพ่อมีต่อผมมากมาย ผมมีความพอใจที่ได้มารับใช้หลวงพ่อ และผมรับใช้ด้วยความศรัทธาจริงๆ เพราะผมรักหลวงพ่อมาก และรักมากกว่าพ่อผมเสียอีก ขนาดพ่อผมป่วยอยู่โรงพยาบาล หมอให้ออกซิเจนอยู่ ผมยังไม่ได้ไปเยี่ยม พอหลวงพ่อทราบเข้าจึงต้องบอกให้ผมไปเยี่ยม บอกว่าผู้บังเกิดเกล้า เป็นผู้มีพระคุณ ควรแสดงความกตัญญูต่อท่าน ควรไปดูแลจึงจะถูก ในที่สุดผมจึงไปเยี่ยมพ่อผม

หลวงพ่อมีอุปการคุณแก่ผม นับตั้งแต่ได้พบครั้งแรกจนบัดนี้ ได้ให้ความสงเคราะห์ทุกอย่าง รวมทั้งน้ำ ไฟ ที่อยู่อาศัย และให้เงินเดือนผมใช้ตั้งแต่มาอยู่ใหม่ๆ เดือนละ ๓๕๐ บาท พอใช้บ้างไม่พอใช้บ้าง แต่ผมก็อยู่ได้ และอยู่กับภรรยาและเลี้ยงลูกจนเรียนจบ ๒ คน เพราะบุญคุณหลวงพ่อมีต่อผมขนาดนี้ ใครจ้างไปอยู่ไหน ให้เงินเดือนมากเท่าไรผมก็ไม่ไป ขออยู่กับหลวงพ่อจนตาย

ถึงแม้จะถูกหลวงพ่อดุ หรือถูกว่าอย่างไร ผมก็ยอมรับได้ทั้งนั้น ถือว่าท่านสอนผมและหวังดีต่อผม ผมมีความพอใจต่อสภาพความเป็นอยู่ของผม และภรรยาลูกๆ ผมก็มีความสุขสบายดี เพราะบุญคุณหลวงพ่อช่วยสงเคราะห์มาทั้งสิ้น และยังคอยตักเตือนผมโดยทางตรงและทางอ้อมเสมอมา ซึ่งผมจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ นอกจากหลวงพ่อเพียงองค์เดียวเท่านั้น


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 12/10/10 at 08:39 [ QUOTE ]



พ.อ.อ.ประมวล ราชอินทร์

อยากนั่งเสมอพระ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

กระผม พ.อ.อ.ประมวล ราชอินทร์ เป็นข้าราชการสังกัดแผนกสื่อสารกองบิน ๔ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นฐานบินเล็กๆ ฐานเป็นหนึ่ง แต่ทว่ามีความสำคัญมาก มีสถานีวิทยุถ่ายทอดออกอากาศเรียกว่าสถานีวิทยุทหารอากาศ ๐๔ ตาคลี นครสวรรค์

และขณะนั้น ผู้บังคับบัญชาของผมท่านหนึ่ง มียศตั้งแต่ครั้งเป็น ร.อ.ต. , ร.อ.ท. , ร.อ.อ. ปัจจุบันนี้ท่านมียศเป็น พ.อ.ต. ท่านชื่อว่า พ.อ.ต.มนูญ ชมพูทีป ภรรยาของท่านชื่อคุณพี่ไฉไล ชมพูทีป ท่านทั้งสองนี้เอง ที่ได้เป็นผู้ชักชวนให้ผมมาพบกับหลวงพ่อในปี พ.ศ.๒๕๑๑

ครั้งแรกที่พบหลวงพ่อ ก็เกิดความเลื่อมใสและศรัทธา เพราะท่านเป็นพระที่คุยสนุก แฝงด้วยธรรมะที่รวบรัดสั้นๆ แต่ลึกซึ้ง ในช่วงนั้นผมเป็นจ่าหนุ่มๆ มีแต่ความดื้อรั้น ชอบสนุก ชกต่อย รักเพื่อนฝูง เรื่องปราบอันธพาลแล้วชอบ ถึงไหนถึงกัน

ครั้นได้มาอยู่ใกล้หลวงพ่อ ได้ฟังธรรมะ คำสั่งสอนของท่าน ผมจึงเลิกหมด เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ และก็มากับผู้บังคับบัญชาที่ชื่อ พล อ.ต.มนูญ ชมพูทีป กับคุณพี่ไฉไล ชมพูทีป บางคืนจะมาปฏิบัติธรรม นั่งกรรมฐานกับหลวงพ่อ ที่กุฏิชายน้ำ

มีอยู่คืนหนึ่ง พอหลวงพ่อบวงสรวงเสร็จ กำลังจะปิดไฟนั่งกรรมฐานกัน ก็มีทั้งพระและฆราวาสนั่งกรรมฐานร่วมกัน สำหรับพระภิกษุก็มีอาสนะรองนั่งของท่านประจำทุกองค์ ส่วนผมไปใหม่ กลัวเจ็บตรงน่อง, ขา และก้น ด้วยความที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไปหยิบเอาอาสนะสำหรับพระภิกษุมารองนั่งบ้าง

ขณะที่ไฟกำลังมืดสลัว ทุกคนกำลังนั่งเงียบกริบอยู่นั่นเอง ผมก็ลืมตาขึ้นดูทุกคน แต่เจ้ากรรมตามองไปเห็นตัวอะไรอย่างหนึ่งกำลังวิ่งมาที่ผม ศาลากว้างตั้งเยอะแยะจะไปไหนก็ไปได้ แต่ต้องวิ่งเจาะจงตรงมายังที่ผมนั่งอยู่ พอเข้ามาใกล้ก็เห็นถนัดชัดเจน คือแมงป่องยักษ์นั่นเอง วิ่งตรงเข้ามายังที่ผมนั่ง ทุกคนเขานั่งเงียบกริบ มีผมเท่านั้นที่จ้องดูแต่แมงป่องยักษ์ตัวนั้นอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งมันวิ่งเข้ามาซุกอยู่ข้างใต้ตรงที่ผมนั่ง ผมก็กระโดดลุกขึ้นสลัดผ้า แต่ก็ปรากฏว่าไม่เห็นแมงป่องที่วิ่งเข้ามา ผมก็นึกแปลกใจก็เอาอาสนะที่รองนั่งอยู่นั้นออกไปวางไว้ที่อื่นที่อยู่ห่างไปจากตัวผมสักหน่อย กลัวมันจะวิ่งเข้ามาซุก จึงรอจนกระทั่งหมดเวลานั่งกรรมฐาน ผมยุ่งอยู่กับแมงป่อง ไม่เป็นอันได้นั่งกรรมฐานกับเขา

พอหลวงพ่อท่านทำพิธีอุทิศกุศลจนเสร็จแล้ว ถึงเวลาคุยกัน ผมก็กราบเรียนให้หลวงพ่อทราบว่าแมงป่องยักษ์วิ่งมาที่ผม หลวงพ่อพูดว่า “มึงอยากนั่งเสมอพระ” เหตุนี้เองที่ทำให้ผมคิดได้ไปว่าไปดึงเอาอาสนะสำหรับพระภิกษุมารองนั่งสูงเสมอกับพระ แทนที่จะนั่งกับพื้นเหมือนกับฆราวาสคนอื่น เพราะกลัวเจ็บน่องหรือว่าเจ็บก้น ก็เลยเจอแมงป่องเทวดาเข้า

ตั้งแต่นั้นมาผมก็ได้มากราบหลวงพ่อบ่อยขึ้น แล้วแต่โอกาสจะอำนวยให้ ตอนมาอยู่วัดใหม่ๆ โจรผู้ร้ายชุกชุม ผมจึงมาช่วยอยู่เวรยามที่วัดด้วย

ครั้นมาในปลายปี พ.ศ.๒๕๑๗ หรือ ๒๕๑๘ หลวงพ่อก็ชวนไปเชียงใหม่ สาเหตุที่หลวงพ่อชวนไปเชียงใหม่ เพื่อไปกราบนมัสการหลวงปู่ชุ่ม โพธิโก ซึ่งมีกำหนดจะออกจากนิโรธสมาบัติ ผมก็ไปกับภรรยาของผม ผมมีรถเก๋งเก่าๆ คันหนึ่ง ยี่ห้อนิสสันสกายลาค หลวงพ่อท่านก็ชวนไปด้วย

ตอนนั้นค่าน้ำมันรถก็ยังไม่มี หลวงพ่อท่านบอกว่า “เออ เดี๋ยวกูจะออกให้” ก็เลยตามท่านไปทั้งสองคน ขณะที่ไปนั้นก็มีใครคนหนึ่งไม่ทราบชื่อ นั่งรถไปกับผม ขณะที่นั่งไปด้วยกัน พอไปถึงตาก เขาก็ช่วยออกค่าน้ำมันให้ แทนที่หลวงพ่อจะได้ออก เขาก็ออกค่าน้ำมันให้ จนกระทั่งไปถึงเชียงใหม่ เสร็จแล้วก็ไปนอนพักที่วัดดอนมูล วัดหลวงปู่คำแสนเล็ก นอนในโบสถ์ ๑ คืน

ครั้นตอนเช้าประมาณ ตี ๕ ผมและแฟนก็ออกมาล้างหน้า แฟนผมก็มาบอกกับผมเพียงสองคนเบาๆ ว่า เราไม่เคยมาเที่ยวเชียงใหม่เลย เราขออนุญาตหลวงพ่อเที่ยวเชียงใหม่กันได้ไหม เราไม่ตามหลวงพ่อไปละ พอสว่าง ก็เห็นหลวงพ่อเดินมาท่านก็พูดว่า “เอ็งจะแยกตัวกับข้าหรือไง” แฟนผมนึกไม่ถึงว่าหลวงพ่อจะล่วงรู้เรื่องที่เราคุยกันเบาๆ เพียงสองคนได้ จึงตอบหลวงพ่อไปว่า “หนูไม่แยกแล้วเจ้าคะ หนูจะตามหลวงพ่อไป”

หลังจากนั้นก็มาซุบซิบถามผมว่า “เอ๊ะ หลวงพ่อท่านรู้ได้อย่างไร” พอตอนเช้าเตรียมตัวเรียบร้อย แล้วก็เดินทางไปวัดสวนดอกไปกราบหลวงปู่คำแสนใหญ่ ขณะที่ไปกราบหลวงปู่คำแสนใหญ่ ท่านก็หันมาทางผมสองคนว่า “เออข้าให้เวลาเอ็ง ๑ ชั่วโมงไปเที่ยวกันที่ตลาดเชียงใหม่” จนกระทั่งกลับมาจากตลาดเชียงใหม่แล้ว ท่านก็พาเดินทางไปยังวัดครูบาวงศ์

ซึ่งขณะนั้นอยู่ในป่าลึกมาก วกไปทางเชียงใหม่ผ่านลำพูน ไปทางวัดพระบาทตากผ้า วกไปทางป่าลี้ หรือเถินนี้แหละครับ ครั้นไปถึงวัด หลวงปู่ครูบาวงศ์ ดูวัด ชมวัดเสร็จเรียบร้อย พอใกล้เวลาจะกลับ ออกจากวัดหลวงปู่ครูบาวงศ์ ผมสองคนกับแฟนก็ขับรถเก๋งตามรถบัสอีกคันหนึ่งออกล่วงหน้าหลวงพ่อมาเล็กน้อย กะว่าจะข้ามเขามาทางลี้ มาทางเถินนี่ครับ ซึ่งระยะทางจากการข้ามเขาลี้มาเถินนี้ระยะทางไม่กี่กิโลเมตร ประมาณ ๖๐ กิโลเมตรได้

เสร็จแล้วหลวงพ่อท่านก็มีคำสั่งออกมาว่าให้วกกลับไปทางเชียงใหม่ทางเดิม แฟนผมแกอยากจะกลับมาให้เร็วจะข้ามเขามาทางเถินนี่ เพราะเห็นเป็นระยะทางสั้น ก็ต่อว่าผมว่า “คุณน่าจะขับรถไปเลยก็ไปได้แล้วไม่ต้องคอยใครเขา” แต่ผมรับฟังคำสั่งหลวงพ่อมา จึงย้อนกลับเพื่อปฏิบัติตามหลวงพ่อสั่ง

ขณะนั้นหลวงพ่อก็ออกมารออยู่ทางแยกตรงถนนใหญ่ จนกว่ารถผมจะไปถึง แล้วหลวงพ่อจึงสั่งให้เคลื่อนขบวนกลับทางเดิมไปเชียงใหม่ ขณะที่มาถึงกลางทาง เป็นบ้านที่หลวงพ่อเคยไปแวะ ท่านพูดกับผมว่า “ปล่อยเขาก่อน กำลังใจเขากำลังตก” หมายถึงแฟนผมกำลังใจกำลังตก เสร็จแล้วพักกันสักครู่ รอขบวนเรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่อ วกกลับมาทางเชียงใหม่ออกจากเชียงใหม่ กลับมาทางลำปาง ทางเดิมนะครับ

ครั้นมาถึงตากผมก็จอดรถ เติมน้ำมัน ท่านก็ให้เทียบรถอยู่ใกล้ หลวงพ่อก็โยนหางหมากให้พร้อมกับพูดขึ้นมาคำหนึ่งว่า “ทางที่จะข้าเขาลี้มาที่เถินนะ ทางใกล้ แต่ไปไกล” นี้เป็นความหมายอันลึกซึ้ง ซึ่งทำให้ผมและแฟนผมคิดได้ว่า ทางใกล้แต่ไปไกลนี้ ถ้าหากข้ามไป รถจะตกเขา คืออาจจะไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลยก็ได้ อาจจะตายหรือตกเขาตายในช่วงนั้น นี่ละครับคือการสั่ง และการห้ามของท่านเด็ดขาด

เรื่องบางเรื่องเราเองไม่รู้ อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะว่าเราเองเป็นคนที่มีกิเลสหนา ท่านก็ช่วยสงเคราะห์ เตือน และก็สั่งห้าม ทำให้เราได้คิดว่าหลวงพ่อท่านเป็นพระ แต่ไม่ใช่พระธรรมดาเสียแล้ว ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าธรรมะหรือคำสั่งสอนของท่าน ท่านจะย้ำให้รู้ถึงการเวียนว่ายตายเกิด กรรมปัจจุบันและกรรมในอดีต ให้ละเว้น และวางเสีย และมีอยู่หลายครั้งหลายคราวที่ท่านเมตตาสงเคราะห์จากสิ่งที่เราไม่รู้ เพราะว่าท่านรู้ในสิ่งนั้น

ต่อมาอีกครั้งหนึ่ง แฟนของผมตั้งท้องลูกคนสุดท้องที่เป็นผู้ชาย ที่จะเป็นคนที่ ๓ นี่เองนะครับ แฟนผมก็ไปหาพระที่วัดใกล้บ้าน เขตบ้านนี่เอง ไปกับเพื่อน ก็ไปถูกทักว่า ดวงขาด จะต้องตายในปีนี้ ร้องห่มร้องไห้กลับมาบ้าน ผมก็ถามว่าเป็นอะไร พอบอกว่ามีพระทายว่า ชะตาขาด และเธอจะต้องตายในปีนี้ ซึ่งเธอกำลังตั้งท้องอยู่

ผมจึงพามาหาหลวงพ่อที่วัดท่าซุง หลวงพ่อนั่งอยู่บนเตียง และนั่งนัดยานัตถุ์และมองมา ผมก็กราบเรียนท่าน ถามท่านว่า “พระแถวบ้าน พวกว่าแฟนผมดวงขาด จะตายปีนี้” หลวงพ่อท่านนั่งอยู่พักหนึ่ง ท่านก็บอกว่า “เฮ้ย ไม่ตายหรอก เขาเรียกว่าดวงล้น แล้วหลวงพ่อจะทำน้ำมนต์ให้”

ครั้นต่อมาผมก็รับหลวงพ่อมาทำบุญที่แผนกสื่อสารกองบิน ๔ หลวงพ่อท่านก็เตือนบอกว่า “ให้เอาขันน้ำมนต์มา เดี๋ยวจะทำให้แฟนเอ็งกิน จะได้คลอดง่ายๆ” ท่านก็ทำน้ำมนต์ให้ พอหลังจากกินน้ำมนต์แล้ว ลูกชายที่คลอดออกมานั้น คลอดง่ายที่สุดเลย ปวดท้องไม่นานก็คลอดได้เลย นี่ก็ด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อท่านสงเคราะห์ ทำให้เราเชื่อมั่นและก็มีความมั่นใจในตัวท่านตราบเท่าทุกวันนี้

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/10/10 at 08:45 [ QUOTE ]



พ.อ.ศรีพันธุ์ วิชพันธุ์

ปรารถนาพระโพธิญาณ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ผมเป็นโรคในตัวเหมือนมี ๒ คนอยู่ ไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร ที่มาแฝงอยู่ในตัวผม มันทรมานตัวเอง บางทีก็คุยกับตัวเอง อยากจะหาอาจารย์ให้ช่วยตรวจในเรื่องนี้ก็ไปตระเวนมาหลายแห่ง

จนกระทั่งมีคนเอาตะกรุดหลวงพ่อมาให้ผมจับดูว่า มีอานุภาพอะไรบ้าง (สมัยนั้น เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ผมฝึกพรหมศาสตร์ ตรวจพุทธานุภาพของพระ หรือที่เรียกว่า ปลุกพระ ใครที่มีอะไรดีๆ ก็มักจะนำมาให้ผมตรวจดูเสมอๆ) เมื่อผมจับตะกรุดหลวงพ่อแล้ว จับแล้วรู้สึกว่าแรงมาก ก็ถามว่าใครทำ อาจารย์อยู่ที่ไหน เขาบอกอยู่ที่วัดท่าซุง

ผมจึงตามไปหาหลวงพ่อ ตอนนั้นหลวงพ่อไปที่บ้านคุณวาสนา หุตะสิงห์ จึงไปพบหลวงพ่อที่นั่น เวลาหลวงพ่อมากรุงเทพฯ จะนั่งรถเมล์มาลงที่ บขส. พี่อ๋อย (คุณเฉิดศรี ศุขสวัสดิ์) จะเป็นคนไปรับ พี่อ๋อยก็ชวนผมไปรับหลวงพ่อที่ บขส. เวลาไปรับลุ้นกันน่าดู พอรถเข้าก็นึกว่าหลวงพ่อมาแล้ว ปรากกว่าไม่ใช่ ก็รอคันต่อไป เรียกว่าไปรับกันทีไร แต่ละคราวลุ้นกันสนุกไปเลย

ต่อมาไปพบหลวงพ่อที่บ้านครูนนทา อนันตวงษ์ รู้สึกแน่นหน้าอก อยู่ๆ ผมก็ชี้หน้าหลวงพ่อว่า “นี่ท่านหนีเขามาเกิด” หลวงพ่อพูดว่ารู้แล้วเฉยๆ (เรื่องแน่นหน้าอกก็มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ เกิดทีไรก็เหมือนมีใครแทรกเข้ามา แล้วก็จะพูดอะไรต่ออะไรออกมา)

กลางคืนหลวงพ่อสอนพระกรรมฐาน สมัยนั้นคนยังมีจำนวนน้อย หลวงพ่อจี้สอนเป็นรายบุคคล ว่าคนนี้จริตนี้ ควรทำกรรมฐานกองนี้ พอถึงผมท่านไม่ยอมสอน จึงถามหลวงพ่อว่า ทำไมไม่สอนผม หลวงพ่อพูดว่า “พวกมึงเป็นคนหัวดื้อ ถึงสอนมึงก็ไม่เอา ต้องให้มึงเจอเอง”

ผมถามหลวงพ่อว่า “พวกได้โสดาบันแล้ว จิตท่านดีแล้ว น่าจะสอนอภิญญา”

หลวงพ่อบอกว่า “พวกได้โสดาบัน เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาไม่ทำหรอก อภิญญาเป็นของเด็กเล่น”

ผมก็มานั่งคิดว่าเป็นของเด็กเล่นอย่างไร

ผมก็เชื่อหลวงพ่อ แต่เชื่อแค่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ผมไม่เชื่อ ยังคิดว่ามันต้องทำได้ ผมยังไม่ค่อยรู้เรื่อง

สมัยนั้น ผมแสวงหาอาจารย์เก่งๆ ถ้าองค์ไหนเป็นอาจารย์ผม ต้องเหาะได้ เวลาคนถามหลวงพ่อๆ ตอบว่าท่านเป็นพระวิชชาสาม ไม่ใช่พระอภิญญา ก็เลยเสาะหาอาจารย์ไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังมาหาหลวงพ่อบ่อยๆ แต่ก่อนสงสัยเทวดาแก่มีหนวด หลวงพ่อว่าไม่มี บอกว่าไม่เชื่อขึ้นไปดู ท่านก็เลยอธิบาย เลยสอนเทวดาแต่ละชั้น ทำบุญอะไรจึงได้เป็นเทวดาชั้นโน้นชั้นนี้ และทำหน้าที่อะไรบ้าง

หลวงพ่อเล่าให้ฟังตั้งแต่เทวดาชั้นจาตุมหาราช มีอะไรบ้าง เทวดามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง เล่าละเอียดจนถึงพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น แต่ละชั้นเวลาพูดจบ หลวงพ่อจะขมวดท้ายด้วยพระนิพพาน พอเล่าจบถึงพรหมชั้นที่ ๑๖ แล้ว ก็เลิกพูดเรื่องชั้นเหล่านี้ พูดแต่เรื่องนิพพานอย่างเดียว

เวลาทำบุญ หลวงพ่อสอนว่าต้องการอะไรก็ให้อธิษฐานเอา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ยังไม่ทันอธิษฐานเลย ตัวในก็อธิษฐานเพื่อพระโพธิญาณแทนผมเลย ขณะนั้นตัวผมรู้สึกชา คล้ายฟ้าฟาด ความรู้สึกว่าตัวใหญ่พองเบ้อเริ่มเทิ่ม ใจเป็นสุข ๓ วันไม่มีอกุศลแทรกเลย แล้วไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ผีก็ไม่กลัว (ปกติผมเป็นคนกลัวผี) ทำให้ผมขยันนั่งสมาธิคนเดียวและยิ้มทั้งวัน

จากคำสอนของหลวงพ่อ ผมได้มาพิจารณาเรื่องสังขารจนกระทั่งจิตรวมลงจนนิ่ง ใจโปร่ง สบาย ความรู้สึกว่าไอ้ที่แบกหามมา มันเบา ภาระที่มีอยู่มันเบา ใจสบายเป็นสุข ก็นึกว่านี่มันหลุดเป็นอิสระจะสุขสบายกว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่า จิตอิสระจากสิ่งทั้งปวง ก็เลยกลัวเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่พิจารณาต่อ กิเลสก็กำเริบ ทำให้ใจวุ่นวาย ไม่รู้จะกำจัดมันอย่างไร

มาฝึกกรรมฐาน (ค้างคืน) ฝึกกับหลวงพ่อ (แต่ก่อนมาหลายหน มาที่ตึกขาว) พอเลิกกรรมฐาน หลวงพ่อพูดว่า “คนที่นั่งในที่นี้มีประมาณ ๑๕ คนไปนิพพานได้ทุกคน ยกเว้นคุณศรีพันธุ์ และคุณประสิทธิ์ เขาไปไม่ได้เพราะเขาปรารถนาพุทธภูมิ”

แล้วหลวงพ่อก็กวักมือเรียกผมเข้าไปหา แล้วพูดว่า

“ไหนมานี่ซิ คนที่กลัวจะเป็นพระอรหันต์” (ผมติดที่กลัวเป็นพระอรหันต์มา ๒ เดือนแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไร และก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย อยู่ๆ หลวงพ่อก็ทักขึ้นมาเอง)

หลวงพ่อจึงพูดต่อไปอีกว่า

“ไม่ต้องกลัว ฝึกไปเถอะ ไม่ได้เป็นพระอรหันต์หรอก ถ้ายังไม่ได้ลาจากพุทธภูมิ เป็นไม่ได้ กำลังพุทธภูมิยังอ่อนอยู่ ก็จะรู้สึกอย่างนี้”

หลวงพ่อพูดเสริมอีกว่า

“มันยังโง่อยู่ ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง”

ผมเอาเรื่องที่หลวงพ่อพูดว่าคนได้โสดาบันแล้ว เรื่องอภิญญาเป็นของเด็กเล่น (โสดาบัน เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว) มาคิดอยู่เสมอ จนกระทั่งผมพิจารณาได้ตามที่กล่าวข้างต้น จึงเชื่อหลวงพ่อว่า ขนาดผมพิจารณาได้แค่นี้จิตเบา โปร่งจิตเป็นสุขมาก จึงเห็นว่าอภิญญาเป็นเรื่องขี้เล็บ ถ้าเป็นโสดาบันแล้วจะยิ่งมีความสุขขนาดไหน ก็มาคิดว่าหลวงพ่อพูดจริง

ตอนหลังก็เชื่อหลวงพ่อ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ เพราะผมทำมาแล้ว เกิดกับตัวเอง เป็นอารมณ์โปร่งเบา จิตไม่ต้องการเรื่องอภิญญาอะไรทั้งนั้น ถ้าหากทำให้หมดกิเลส มันสุขกว่ามาก มีธรรมะแทรกเข้าเต็ม ถือว่า เรื่องโลกเป็นเรื่องเล็ก

แต่ก่อนหลวงพ่อทำธงแดงเหลี่ยม (ธงท่านปู่ท้าวมหาชมพู) บางคนท่านก็แจกให้ บางคนนั่งอยู่ท่านก็ไม่ให้ ผมสงสัยจึงถามหลวงพ่อๆ บอกว่า เจ้าของ (ท้าวมหาชมพู) เขามายืนบอกว่าให้คนนี้ คนนี้ไม่ให้

ธรรมะของหลวงพ่อสอนมาเข้าใจง่าย เวลาอธิษฐานตรงเป้า โดยเฉพาะเรื่องจากเทปเรื่องทางสายพระนิพพานนั้นเป็นเรื่องประทับใจมาก ท่านสอนง่ายและตรง วิธีเข้าถึงละเอียดและง่าย จึงคิดว่า หลวงพ่อเป็นครูบาอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมหายาก


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/10/10 at 10:22 [ QUOTE ]



พ.ท.แสวง เทพบริรักษ์

ส่วนหนึ่งในอจินไตยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

ขอนมัสการกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ผู้เป็นที่เคารพอย่างสูงสุดของกระผม เรื่องและข้อความต่างๆ ที่จะบันทึกต่อไปนี้ ถ้าพลาดพลั้งหรือผิดความเป็นจริงไป พระเดชพระคุณหลวงพ่อขอได้โปรดเมตตากรุณาให้อภัยกระผมด้วย

1. ผู้เขียนได้มากราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็เนื่องจากได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ซึ่งได้มีผู้นำไปให้อ่าน เพราะตอนนั้นเริ่มสนใจอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะหลายๆ เรื่องเช่น กฎแห่งกรรม ของ ท.เลียงพิบูลย์ เมื่ออ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน แล้วมีความสนใจหนังสือเล่มนั้นมาก มีเรื่องของอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เป็นที่น่าทึ่งใจ เช่น ฤาษีและแม่ชีชุบชีวิต และเรื่องอื่นๆ อีกมาก

แต่เรื่องสนใจมากที่สุดก็คือวิธีเปิดโลก ที่ผู้เขียนสนใจเรื่องเปิดโลกก็เพราะว่า คุณตาและคุณยายท่านได้ถวายที่ดินให้สร้างวัดขึ้นคือวัดบางระกำ อยู่ที่ตำบลบางระกำ หมู่ที่ ๘ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม วัดติดกับแม่น้ำท่าจีน ปัจจุบันนี้ชื่อวัดได้เปลี่ยนเป็น “วัดสุขวัฒนาราม” บ้านผู้เขียนจึงติดกับวัด

เมื่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ท่านได้ไปทำบุญรักษาศีลเป็นประจำ ตอนเด็กๆ ติดตามท่านไปวัดและนอนค้างคืนกับท่าน ที่วัดนี้เองได้ทำพิธีเปิดโลกโดยนำเอาครกตำข้าวสมัยก่อน ที่ทำด้วยไม้มาคว่ำลงหลายใบให้เป็นวงกลม แล้วให้คนไปนั่งบนครกแทนเก้าอี้ แล้วอาจารย์ผู้ควบคุมก็ให้นั่งหลับตาทำสมาธิ

ส่วนคำภาวนานั้นจะใช้อะไรหรือไม่มีก็จำไม่ได้ เมื่ออาจารย์เห็นว่ามีสมาธิดีแล้ว ก็จะให้ไปดูสิ่งที่ต้องการ เช่นดูนรกและดูคนที่ตายไปแล้ว สอบถามอยู่ลำบากไหม อยากได้อะไร จะให้ทำบุญอะไรหรืออย่างไรไปให้ ซึ่งคนที่นั่งอยู่บนครกจะตอบคำถามให้ทราบ มีคนไปสอบถามหาญาติ และคนที่ตายไปแล้วกันมาก

ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็ฝังใจ เมื่อตายไปแล้วไปตกนรก ได้รับความลำบากมากมีไฟนรกร้อนมาก นายนิรยบาลก็เอาอาวุธต่างๆ มาทิ่มแทง ถ้าทำดีก็ไปสวรรค์ได้รับความสุขเป็นเทวดา นางฟ้า เวลาทำบุญก็ขอให้ไปสวรรค์ รู้เพียงสองอย่างคือนรก กับสวรรค์ ส่วนพรหม และนิพพานไม่ทราบ และคิดว่าไกลเกินกว่าที่จะไปถึงได้

ต่อจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยจนหลายสิบปี ผู้เขียนก็อ่านหนังสือธรรมะบ้าง ก่อนๆ นั้นมักทำบุญเฉยๆ ไม่ได้อ่านหนังสือธรรมะ เพราะหายากไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน และเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเข้าใจยากใช้ศัพท์ต่างๆ ทางศาสนา และมักจะไม่ได้แปลความหมายไว้

เมื่อมาอ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แต่งไว้ อ่านง่ายเข้าใจดี และมีเรื่องเปิดโลกอยู่ด้วยก็ดีใจและสนใจเป็นที่สุด เพราะตรงกับความรู้สึกเดิมที่มีอยู่ และเชื่อว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อต้องสอนได้ (ตอนหลังที่วัดบางระกำไม่ได้ทำหรือทำอีกจำไม่ได้ อาจารย์ก็ล่วงลับไปแล้ว)

ผู้เขียนจึงอยากมากราบ เพื่อศึกษาดูวิธีเปิดโลก และได้มีโอกาสมากราบท่านที่วัดท่าซุง ครั้งแรกผู้เขียนยังรับราชการอยู่ที่พิษณุโลก หนทางไกลไปมาไม่สะดวกก็ยังไม่ได้ไต่ถามหรือศึกษากับท่านและไม่ได้มาบ่อยนัก เป็นเวลาอีกหลายปี ทางราชการจึงได้ย้ายให้เข้ารับราชการในกรุงเทพฯ และทราบว่าท่านมาโปรดญาติโยมที่บ้านสายลม จึงได้มาหาท่าน ประมาณปี ๒๕๑๙

ผู้เขียนจึงได้ไต่ถามถึงเรื่องการเปิดโลก กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และขอให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอนให้ เพราะเห็นว่าดีมีประโยชน์กว่าการสอนแบบอื่นๆ ผู้ปฏิบัติรู้เองเห็นเองก็จะเกิดความประทับใจหรือเกรงกลัวต่อบาปหรือสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง อย่างเช่น

คนสมาทานศีล ๕ แล้วแต่เมื่อลงจากศาลาแล้วก็คงทิ้งศีลไว้ที่นั้นเอง ออกจากวัดก็ยังไปดื่มเหล้ากันตามปกติ ซ้ำร้ายแถมยังแอบเอาเหล้าไปดื่มวัดเสียอีก ถ้าหากได้เปิดโลกแล้วจะเห็นว่านรกของคนกินเหล้าเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน รู้เองเห็นเองจากโทษของการดื่มเหล้า แล้วเขาก็หยุดไปเองไม่ต้องว่ากล่าวกันอีก ย่อมดีกว่าการรับศีลเป็นสิบๆ ครั้งก็ยังทำเช่นนั้น ดื่มเหล้าหรือทำชั่วเหมือนเดิม

ต่อมาพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มีเมตตากรุณาสอนให้ และได้พบวิธีที่ดีกว่า ง่ายสะดวก และรวดเร็วกว่าวิธีเดิมมาก ไม่ต้องเสียเวลานาน ตามที่ได้เรียกว่า “มโนมยิทธิ” ซึ่งมีประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบ

ผู้ที่ทำได้แล้วจะสมกับคำที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นยังไม่เท่ามือคลำ” (สัมผัสได้ = มือคลำ = เมื่อไปที่นรกเห็นไฟ และรู้สึกร้อนเมื่อเข้าไปใกล้ๆ หรือเวลานอนบนเตียงที่วิมานตัวเอง สัมผัสได้ว่าที่นอนนิ่ม) รู้ เห็น และสัมผัสได้ตั้งแต่นรก สวรรค์ พรหมและขึ้นสูงสุดยอดแห่งความปรารถนาของมนุษย์คือนิพพาน อันเป็นแดนบรมสุขที่สุด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ชั่วนิรันดร์ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการสอนที่ประเสริฐกว่าการสอนด้วยปากเปล่าหรือเทศนาโวหารเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นข้อหนึ่งที่ผู้เขียนได้ประทับใจไว้

2. ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นหรือได้ยินอาจารย์ที่ไหนสอนธรรมที่ง่ายและกล้าหาญเท่ากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คือ

ผู้เขียนได้อาราธนาพระเดชพระคุณหลวงพ่อไปออกรายการ ที่โทรทัศน์ช่อง ๕ ในรายการพุทธประทีป ซึ่งมี พ.ท.สุพจน์ โพธิสว่าง เป็นเจ้าของรายการหลายครั้งมีการบอกบุญรับบริจาคสิ่งของ และเสื้อผ้า เครื่องกันหนาวเพื่อนำไปแจกทางภาคอีสาน มีผู้คนนำสิ่งของและสิ่งอุปโภคบริโภคมาถวายกันมากมายได้ของจนเต็มคันรถและได้นำไปแจกที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ซึ่งเป็นแห่งที่มีอากาศหนาวมากในภาคอีสาน

นับว่าเป็นบารมีและความดีของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างน่าปลื้มปิติ ได้นำรูปรถที่ขนสัมภาระไปแจกมาให้ดูด้วย และก็จะเป็นออกรายการวันนั้นหรือวันไหนก็จำไม่ใคร่ได้ เพราะนานแล้วไม่ได้บันทึกไว้เพราะไม่ทราบว่าจะนำมาเขียน ในขณะที่ออกโทรทัศน์อยู่นั้นก็มีการถามปัญหาข้อข้องใจกันไปเรื่อยๆ ระหว่าง พ.ท.สุพจน์ กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คำถามของพ.ท.สุพจน์ถามว่าอย่างไรผู้เขียนจำไม่ได้แน่

แต่ที่แน่ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกกับพ.ท.สุพจน์ว่า “เป็นพระโสดาบันจะยากอะไร นอนกอดเมียอยู่กับบ้านก็เป็นพระโสดาบันได้” เท่านั้นแหละครับ พวกที่ไม่รู้เรื่องของพระโสดาบันก็โวยวายตกอกตกใจกันใหญ่ กล่าวหาพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าพูดจาไม่สำรวม ไม่น่าพูดเช่นนั้น

แต่ความเป็นจริงแล้ว การเป็นพระโสดาบันนั้นผู้ที่ครองเรือนก็เป็นได้ อย่างท่านวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านเป็นพระโสดาบันยังแต่งงานมีลูกมีหลานมากมาย นี่เป็นการแสดงธาตุแท้ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า สิ่งใดเป็นจริงสมควรพูด แล้วคนอื่นไม่รู้เรื่องไม่เห็นด้วย ท่านก็กล้าทำ กล้าแสดง ไม่ต้องเกรงกลัวอะไรในการที่จะพูดไปตามความเป็นจริง

ทำให้ผู้เขียนชอบมากจริงๆ ที่ท่านไปพูดออกทางโทรทัศน์ คนที่ดูและฟังอยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจว่าพระโสดาบันคือบุคคลธรรมดาๆ ที่ครองเรือนอยู่ก็เป็นได้ จะได้เข้าใจกัน หรือถ้ายังสงสัยแคลงใจก็จะได้ศึกษาให้รู้จริงว่าเป็นอย่างไร นี่แหละคือคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่มีลีลาการสอนอย่างง่าย กล้าหาญ รื่นเริง แก่ผู้รับฟังไม่ซ้ำแบบใคร

3. คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเหมือนกับเปิดภาชนะที่คว่ำ ให้หงายให้ทราบรายละเอียดภายในได้ สอนอย่างง่ายเข้าใจดี ไม่กล่าวอ้อมค้อมให้เกิดความสงสัย ฟังแล้วสบายเบาง่ายต่อการจดจำ และปฏิบัติตาม

4. กล้าพูดกล้าทำ ถึงแม้จะมีผู้อื่นไม่เห็นด้วยคอยคัดค้าน เพราะตัวเองทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เช่นการกล่าวถึงสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ (ตาเปล่า) ไม่ได้ ถึงเรื่องของนรก สวรรค์ เทวดา พรหม และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือนิพพาน

ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้อธิบายไว้อย่างแจ่มแจ้งด้วยการปฏิบัติมโนมยิทธิ และก็ด้วยสิ่งนี่แหละ ช่วยให้ลูกหลาน หายโง่ ในเรื่องนิพพาน ถ้าหากไม่มีท่านเป็นผู้ที่ชี้แนะแนวทางแล้ว เข้าใจว่าอีกหลายคนคงจะอธิษฐานว่าขอให้เกิดเป็นคนใหม่ ขอให้สวย ขอไปสวรรค์ และให้ได้นิพพานในชาติโน้นเถิด และคงจะน้อยคนเต็มทีที่จะบอกว่าขอนิพพานในชาตินี้ เพราะความไม่เข้าใจว่านิพพานนั้น สามารถจะเข้าถึงได้ในชาตินี้ ถ้าหากตั้งใจและเอาจริงปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างถูกต้องเคร่งครัด แต่ไม่ต้องเคร่งเครียด

ที่ได้กล่าวมานี้เป็นส่วนนิดน้อยของเรื่องราวและคุณความดี การสอนของท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ส่วนที่จะกล่าวต่อไปนั้นไม่ทราบว่าอีกเท่าไร จึงจะหมดหรือจบได้ จึงขอยุติแต่เพียงนี้

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกนี้ จงช่วยดลบันดาลให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ จงหายปราศจากโรคภัยทั้งหลาย ให้มีพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศทุกขเวทนา จนตราบถึงพระนิพพาน


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/11/10 at 08:10 [ QUOTE ]



ยุพา เทพบริรักษ์

ลูกขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สัพพัง อะปะรัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิภันเต

พระคุณพระพ่อพ้น พรรณนา
พระห่วงลูกหลานอา ทเรศเฝ้า
ฝืนทนข่มเวทนา สอนสั่ง
เพียงเพื่อลูกศิษย์เข้า สู่ข้างทางธรรม

ตรากตรำทำเช่นนี้ ทุกวัน
ด้วยพระเมตตาอัน เปี่ยมหล้า
มิเคยคิดห่วงขันธ์ องค์ท่าน
หวังแต่ศิษย์ถ้วนหน้า ดิ่งด้าวนฤพาน


เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ ๑๐ – ๑๑ ปี มีปัญหาถามตัวเองว่าตายแล้ววิญญาณไปไหน? (เมื่อสมัยเป็นเด็กได้ยินผู้ใหญ่เรียกคนตายว่าวิญญาณออกจากร่างแล้ว จึงตาย) เพราะไม่อยากเกิดอีกแต่ไม่รู้จะไปถามใคร ผู้ใหญ่ก็มีเรื่องทำมาหากินห่วงลูกหลาน แล้วก็สนุกสนานของท่านไปวันหนึ่งๆ เท่านั้นเอง

จะพูดกันถึงเรื่องทำบุญเลี้ยงพระใส่บาตรก็มีเจตนาเพียงทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีเท่านั้นเอง ข้าพเจ้ารู้สึกว่ายังไม่ถึงจุดที่ข้าพเจ้าต้องการจะรู้ และไม่เคยได้ยินใครให้ความกระจ่างในเรื่องนี้เลย ข้าพเจ้าคอยฟังมาหลายปีจนลืม

จนกระทั่งข้าพเจ้าอายุได้ ๔๒ ปี ข้าพเจ้าได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อเมือง ที่วัดท่าแหน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ท่านได้เมตตาทำสมาธิให้ข้าพเจ้าเห็นต่อหน้าและบอกกล่าวเรื่องของชีวิตที่ผ่านมา (ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ) ได้ถูกต้องภายใน ๑ – ๒ นาทีเท่านั้นเอง

นี้เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นผลของสมาธิ แต่หลวงพ่อเมืองท่านมิได้ทำการสอน ทำให้ข้าพเจ้าสนใจวิชานี้อยู่ในใจ เพราะอาชีพทำให้ต้องขวนขวายรีบร้อนอยู่ตลอดเวลา ดังคำพังเพยที่ว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก” จนไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่น

ต่อมาข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ทำให้ข้าพเจ้าหยุดทำงาน ๑ วัน ๑ คืน เพื่ออ่านหนังสือให้จบเล่ม เพราะวางไม่ลงถ้าไม่จบการอ่านก็ต้องอ่านทวนเพื่อให้เข้าใจและจำได้ เมื่ออ่านจบแล้วก็นึกเสียดายว่าหลวงปู่ปานท่านสิ้นแล้ว และหลวงพ่อท่านก็อยู่ไกลเราคงไปกราบท่านไม่ได้

เพราะขณะนั้นข้าพเจ้ายังอยู่ที่ จ.พิษณุโลก การไปมายังไม่สะดวก และต่อมามีอยู่คืนหนึ่งข้าพเจ้าได้ฝันว่า ได้มาที่เรือนกรรมฐานเป็นตึกสีขาวอยู่ริมน้ำ (ติดอยู่กับตึกของหลวงพ่อเมื่อก่อนท่านสอนกรรมฐานที่ตึกนี้) และฝันเช่นนี้อยู่ ๒ – ๓ ครั้ง ในระยะเวลาใกล้ๆ กัน ทุกครั้งที่ฝันข้าพเจ้าจะถาม พ.ท.แสวง ว่าที่นี่เป็นที่ไหนกันทำไมถึงชอบฝันเห็น

ต่อมาอีกไม่นานข้าพเจ้าก็ได้มาที่วัดท่าซุงด้วยความไม่ตั้งใจ จะเรียกว่าบังเอิญก็ว่าได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ พอข้าพเจ้าได้เห็นเรือนกรรมฐานทำให้ข้าพเจ้าดีใจมาก เพราะได้เห็นในฝันก่อนแล้ว

เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อแล้ว และได้กราบเรียนท่านว่า ก่อนที่ลูกจะมาที่นี่ลูกได้ฝันมาก่อนเจ้าค่ะ ท่านได้บอกให้ข้าพเจ้าทราบว่า “นั่นคือสังหรณ์” พอตอนกลางคืนมีคนมาเจริญพระกรรมฐานกันเต็มไปหมด โดยมีหลวงพ่อเป็นองค์สอน วันนี้ข้าพเจ้ายังทำอะไรไม่ได้เลย แต่คิดในใจว่าสักวันหนึ่งข้าพเจ้าจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ตายแล้ววิญญาณไปไหน? เพราะหลวงพ่อท่านสอนให้ทำสมาธิ

ในที่สุด ข้าพเจ้าพิสูจน์ได้แล้วว่าตายแล้ว อาทิสมานกาย หรือดวงจิตไปไหนบ้าง โดยการฝึกมโนมยิทธิ ด้วยความเมตตาของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน และด้วยความกรุณาของครูผู้ฝึกสอนไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร เพราะไม่ได้ถามสักครั้งเดียว และครูเปี๊ยกอีกท่านหนึ่งด้วยในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเพิ่มความระมัดระวังตัวเองยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันอบายภูมิ

นั่นคือ ต้องรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ และเพื่อหนีจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ข้าพเจ้าจึงต้องพยายามเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานทุกขณะที่นึกได้ แม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ตาม ข้าพเจ้าถือว่า น้ำที่หยดอยู่ตลอดเวลายังสามารถล้นโอ่งได้ฉันใด การปฏิบัติของข้าพเจ้าคงจะมีผลบ้างตามสมควรฉันนั้น

และข้าพเจ้าไม่ลืมที่จะอธิษฐานของให้ถึงพระนิพพานในชาตินี้ด้วย (จะถึงหรือไม่ถึง ก็ขอให้นึกถึงอยู่เสมอๆ เพื่อความอบอุ่นใจในตนเอง) ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วน ที่พระเดชพระคุณพระราชพรหมยานได้เมตตาสั่งสอนลูกหลานทุกคนอยู่ตลอดเวลาที่ท่านมีโอกาส ความจริงแล้วท่านสอนมากกว่านี้มากนักจนสุดที่จะนำมากล่าวได้หมด

ส่วนในเรื่อง ตาทิพย์ หูทิพย์ รู้วาระจิตผู้อื่น ของพระเดชพระคุณฯ ข้าพเจ้าก็เคยได้สัมผัสมาบ้างแล้ว เช่น ในเรื่องตาทิพย์



ข้าวหลามเป็นเหตุ


เมื่องานคล้ายวันเกิดของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่วัดสามพระยา ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าเป็นปีไหน แต่คงไม่เกิน พ.ศ.๒๕๓๑ – ๒๕๓๒ นี้ หลวงพ่อท่านได้พาลูกศิษย์ของท่าน ไปกราบนมัสการท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ด้วย ข้าพเจ้าและครอบครัวก็ไปด้วยเช่นกัน

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้จัดอาหารเลี้ยงเป็นการต้อนรับ อาหารทั้งหลายที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เลี้ยงเป็นอาหารไทย เช่น แกงส้มปลาช่อนผักกะเฉดรสเด็ด ส่วนขนมข้าพเจ้าจำได้อย่างหนึ่งละ คือ ข้าวหลามที่มีรสกลมกล่อมนุ่มนวลติดใจ ถึงกับเก็บส่วนที่เหลือก้นกระบอกใส่ถุงพลาสติกไว้เป็นเสบียงกันเด็กงอแง เพราะบ้านอยู่ไกลไว้ในกระเป๋าหิ้ว

ทีนี้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะแจกของที่ระลึก ท่านก็ขึ้นไปแจกของบนศาลา มีสานุศิษย์ของหลวงพ่อขึ้นไปกันเต็มบนศาลา และยังอยู่ข้างนอกอีกล้นหลาม ข้าพเจ้าและครอบครัวก็ขึ้นไปด้วย ครั้งแรกที่นั่งคงจะเป็นแถวที่ ๓ – ๔ และต่อมาใครๆ ก็ลุกไปขยับมา ทำให้ข้าพเจ้ามานั่งอยู่ข้างหน้าหลวงพ่อตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ แต่เมื่อรู้ตัวแล้วก็นึกว่าดีเหมือนกันจะได้ได้ยินหลวงพ่อท่านพูดบ้าง เพราะหูของข้าพเจ้าไม่ใคร่ดี ข้าพเจ้าก็นั่งคอยฟังหลวงพ่อพูด

แต่ที่ไหนได้ หลวงพ่อท่านมองที่กระเป๋าของข้าพเจ้า แล้วก็มองหน้าข้าพเจ้าแล้วก็หัวเราะแฮะๆ ครั้งแรก ข้าพเจ้าก็ไม่สนใจเท่าไรเพราะท่านอาจจะหัวเราะให้คนอื่นๆ ครั้งที่สองท่านก็ทำอย่างนี้อีก ข้าพเจ้าก็ยังนึกว่าท่านเมตตาหัวเราะให้กับข้าพเจ้า พอครั้งที่สามท่านก็ทำอย่างนี้อีก คือ มองที่กระเป๋าของข้าพเจ้าแล้วก็มองหน้าแล้วก็หัวเราะแฮะๆ เหมือนกับจะบอกข้าพเจ้าด้วยสายตาว่า ฉันรู้นะฉันเห็นนะ ว่าเจ้าเอาข้าวหลามใส่ไว้ในกระเป๋าด้วย

พอข้าพเจ้ารู้สึกตัวเช่นนั้น เจ้าประคุณเอ๋ย ความอายหลวงพ่อทำให้ข้าพเจ้าอยากเป็นน้ำแข็งก้อนเล็กๆ จะได้ละลายไปเลย นี่เป็นเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้ไปประสบมาและยังมีอีกมาก ทำให้ข้าพเจ้ามีความเกรงกลัว เคารพรัก บูชาและห่วงใยสุขภาพในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเปรียบเสมือนโพธิ์แก้วที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปหลบแดดหลบฝน อบอุ่นใจที่ได้ฟังคำตักเตือนสั่งสอน และบอกทางที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ข้ามโอฆสงสารได้ความห่วงใยเหมือนข้าพเจ้าถูกชุบตัวใหม่

พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าขออัญเชิญคุณพระรัตนตรัย สมเด็จพระวิสุทธิเทพ พรหมทุกๆ ชั้นฟ้า เทวดาทั้งหมด ได้โปรดอภิบาลรักษาองค์หลวงพ่อให้หายจากทุกข์เวทนาโดยฉับพลันตั้งแต่บัดนี้ จนนิพพานด้วยเทอญ

เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าไปฟังธรรมอันลึกซึ้งพิสดาร ที่บ้านท่านพลอากาศโท ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ ท่านผู้นี้มีเมตตาจิตอันแรงกล้าสูงส่งยิ่งนัก ที่อนุญาตให้พุทธบริษัททั้งหลาย เข้าไปฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และทำบุญทำกุศลกับพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด ข้าพเจ้าขออนุโมทนา หากมีสิ่งหนึ่งประการใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาและความไม่เรียบร้อย ข้าพเจ้าขอกราบเท้าท่านเพื่อขอประทานอภัยในความผิดพลาดไว้ ณ ที่นี้ด้วย

และข้าพเจ้าขออัญเชิญของขวัญจากพ่อมอบแด่ลูกรักของพ่อทุกๆ คน มาฝากท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านด้วย เพราะเมื่อข้าพเจ้าอ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณเป็นที่สุดถึงกับน้ำตาไหล โดยไม่รู้สึกตัว

ของขวัญจากพ่อมอบแด่ลูกรักของพ่อทุกๆ คน

ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตร พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พ่อไว้ พ่อถ่ายทอดให้แก่ลูก ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ขอลูกจงถือว่า นั่นคือตัวแทนของพ่อเพราะว่าชีวิตของพ่อนี้ พ่อไม่แน่ใจนักว่าจะมีชีวิตยืนยาวอีกสักกี่ปี ขอลูกทั้งหลายจงอย่าถือขันธ์ ๕ ของพ่อเป็นสำคัญ

ปฏิปทาใดที่เป็นที่ชอบใจ ไม่เกินวิสัยลูก ขอลูกจงทำและจงรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ ขณะใดที่ใจของลูกยังรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ รักษาปฏิปทาสาธารณประโยชน์ ขณะนั้นลูกจงภูมิใจว่าพ่ออยู่กับลูกตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร่างกายกายาของพ่อจะสลายไป แต่ใจของพ่อยังอยู่กับใจของลูก ลูกจะไปไหนก็ชื่อว่าพ่อไปด้วยช่วยลูกทุกประการ

พระราชพรหมยาน

ลูกขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานด้วยความเคารพอย่างสูงสุด


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 25/11/10 at 09:39 [ QUOTE ]



วีระ งามขำ

ยกทรงโง่
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

"........ท่านทั้งหลายคงจะทราบเป็นอย่างดีว่า เวลากลางคืน หลวงพ่อมีวิบากกรรมตามเล่นงานให้นอนไม่หลับ แต่จะง่วงนอนอ่อนเพลียในเวลากลางวัน ซึ่งจะต้องรับแขก เมื่อพักผ่อนไม่ดี อาหารก็ฉันได้น้อยเป็นธรรมดาจนเป็นเหตุให้ร่างกายซูบผอมไปผิดสังเกต อาศัยเมตตาจิตของวิสัยพุทธภูมิ ๑๖ อสงไขยแสนกัป จึงทำให้หลวงพ่อฝืนยิ้มต้อนรับลูกหลานทั้งหลายอย่างปกติได้ อนิจจา...ยกทรงจอมโง่เพิ่งจะรู้ความจริงในน้ำใจไมตรีของหลวงพ่อคราวนี้เอง

ในเวลากลางคืนที่หลวงพ่อนอนไม่หลับท่านจะใช้ขันธ์ ๕ อันแสนสกปรกเป็นทุกข์เป็นรังของโรคทั้งหลาย บันทึกเทปบ้าง เขียนหนังสือบ้าง พิมพ์ดีดบ้าง บางทีก็ตรวจเอกสารบัญชีต่างๆ ของทางวัด บางครั้งคนตายเคยเป็นศิษย์หรือว่าเคยทำบุญกับหลวงพ่อ ท่านปู่พยายมราชมักจะชวนให้ไปที่สำนักพยายม บางครั้งก็ต้องคุยกับพระกับพรหมเทวดา หรือไม่ก็รับคำสั่งพระบัญชาจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับงานต่างๆ ของวัดท่าซุง เรียกได้ว่า พุทธแบบทรงพุทธบอกให้หลวงพ่อรับเป็นภาระแบกทุกวันนี้นั้น หลวงพ่อต้องทำตามทุกๆ ประการ นี่ยกทรงก็เพิ่งหายโง่ไปหน่อยหนึ่ง

การฉันยารักษาสารพัดโรค ซึ่งจองคิวเล่นงานขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อทุกวินาทีนั้น ฉันครั้งละเป็นฟายๆ ฝ่ามือ เห็นแล้วเล่นเอาน้ำตาซึมตกใน โอ..หนอ..พ่อแก่และโรคเบียดเบียนขนาดนี้ ท่านยังฝืนขันธ์ ๕ อยู่เพื่อสงเคราะห์ประเทศไทย พระพุทธศาสนา และลูกหลานเหลนทั้งในไส้นอกไส้ เรียกว่าลำบากทุกวิถีทาง ก็เพื่อสัตว์โลกแท้ๆ ถ้าเป็นยกทรงนะหรือ! เปิดหมวกถวายบังคมลาไปนานแล้ว นี่คิดแบบประสาคนโง่ และก็เห็นแก่ตัวอีกด้วย

แล้วเราทั้งหลายจะตอบแทนพระคุณของท่านด้วยวิธีไหนล่ะ? เห็นทีจะต้องฝึกมโนมยิทธิให้ได้ ต้องทำบุญทำทานรักษาศีลให้ครบ เราจะต้องภาวนา นิพพาน สุขังทุกๆ ลมหายใจเข้าออก อย่างเลวเราต้องทรงอารมณ์พระโสดาบันให้ได้ เราจะทำความดีทุกๆ อย่าง เพื่อเข้าพระนิพพานในชาตินี้ เราจะสวดอิติปิโสภควาเพื่ออุทิศส่วนกุศลเจาะจงถวายท่าน นี่เป็นการสนองพระคุณจะถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์หรือเปล่าก็ไม่รู้

ความจริงแล้วเวลากลางคืน หลวงพ่อจะไปนั่งนอนบนวิมานนิพพานของท่าน แผ่แสงและกายทิพย์ไปสงเคราะห์ลูกหลานศิษยานุศิษย์ทุกๆ ท่าน อนิจจา...ตาถั่วมีอารมณ์จิตไม่ดี เราจึงสัมผัสหลวงพ่อไม่ได้ สู้หมอวิสุทธิ์ หมอวัชรี หิรัญยูปกรณ์ บางมูลนาก เมืองพิจิตไม่ได้ ไปสงเคราะห์ทั้งองค์เลย โชคดีที่ตับ ไต ไส้ ปอดไม่ยักติดอยู่ที่หน้าต่างนะ โอ..หนอ..อภิญญามีจริงเป็นจริงนี้เอง เพราะยกทรงมันโง่ จึงสัมผัสไม่ได้

เรื่องอาหารของหลวงพ่อ เมื่อเราถวายแล้วก็มีพลาอานิสงส์สมบูรณ์ เรื่องจะฉันถ้วยไหนจานไหนนั้น เป็นหน้าที่ท่านแม่ศรีโดยตรง บางครั้งพวกศรัทธาปัญญาเน่าจะไปจ้ำจึ้จำไชให้ท่านฉันของตน บางทีหลวงพ่อก็หงายเก๋ง วันนั้นได้ช้อนเดียว ยกทรงเห็นมากับตาเลยหายโง่ไปหน่อย

การที่จะให้หลวงพ่อเมตตาสงเคราะห์นั้น ก็สุดแล้วแต่ท่าน อย่าไปอ้างว่าเป็นศิษย์เก่า ถวายตังค์ไปเยอะ เชอะ!...ลงอเวจีไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ รู้กาลเทศะไว้จะปลอดภัยอเวจี

วิชชามโนมยิทธิ ที่เราฝึกไม่ได้และไม่ได้ไปฝึกนั้นระวังจะอายเค้านะ การที่ไปต่อต้านคัดค้านว่าไม่มีหรือว่าไม่มีจริงนั้น ระวังอเวจีนะท่าน อยู่เฉยๆ ยังจะดีกว่าหาเหาใส่หัว ขอขมาพระรัตนตรัยเสียทุกๆ วัน บางทีจะหายโง่บ้างก็ได้

หลวงพ่อฤาษีนี้ เหมือนไฟฟ้าแรงสูง รู้จักเคารพนบไหว้ปฏิบัติตามแนวสอนท่านไซร้ จะให้คุณได้เจริญรุ่งเรืองราวกับฮิตาชิ แต่ถ้าไปร้ายกับท่านละก็ พังพินาศสันตโรนะ สมัยก่อนที่ยกทรงยังไม่รู้จักหลวงพ่อ ศิษย์หัวเต่าของท่านคนหนึ่งไปสนใจเรื่องจิตว่าง เทปหนังสือมงคลวัตถุต่างๆ เลิกหมดเอาไปให้ยกทรง มีเทปถวายในหลวงอยู่ ๒ ม้วน หลวงพ่อทั้งป่วยทั้งไอและเสมหะขึ้นคอ พูดไปก็ต้องพูดว่า “ขอพระราชทานอภัย ทั้งนี้เพราะคอไม่ดี” ยกทรงจอมเลวก็ดักล้อเลียนตามเทปนั้นบ้าง ชั่วเวลา ๑ นาที คอยกทรงป่วยกะทันหัน หาหมอ หาคลินิกไปโรงพยาล ๒ แห่ง ๓ ชั่วโมง หมดไป ๘๐๐ กว่าบาท กลับถึงบ้าน นึกเอะใจ เลยกราบขอขมาเทป หายเป็นปลิดทิ้งทันที เห็นไหมครับท่าน อย่าเอาอย่างยกทรงจอมโง่เป็นอันขาดนะครับ

ผมพูดได้อย่างภาคภูมิใจได้เลยว่า เคยบวชเป็นพระเป็นเณรมา ๑๘ พรรษา อาศัยความดีของพระพุทธเจ้า กินข้าวของญาติโยมมาตลอด นอกจากจะไม่ได้ปฏิบัติแล้ว แถมยังคัดค้านโจมตี พวกนิพพานมีบ้าน นิพพานมีเมือง เดี๋ยวนี้ผมทำให้สัมผัสนิพพานได้ ก็เพราะอาศัยความรู้ ความดี ความเมตตาของหลวงพ่อแท้ๆ ไม่อย่างนั้นก็..โน่น! ใต้เถนเทวทัตล้านเปอร์เซ็นต์

ยามใดที่จิตใจของผมหดหู่เบื่อหน่ายกระทำความดี บ่อยครั้งที่กลิ่นยานัตถุ์ ลูกสาวหมอของหลวงพ่อจะไปสงเคราะห์ร้านยกทรงเงิน เงิน ประตูน้ำ กรุงเทพฯ สองร้อยกว่ากิโลนะท่านไปได้อย่างไร ขนาดอภิญญาเขายังทำกันได้ สิบหกอสงไขยของหลวงพ่อมีอย่างหรือจะทำไม่ได้ จงเชื่อฟัง จงปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านเถิด สักวันหนึ่งท่านอาจจะต้องตะลึงตกใจ ด้วยประสบการณ์ด้วยตัวของท่านเองนะ

เสียดายที่ยกทรงติดตามหลวงพ่อมาเพียงสองพันห้าร้อยกว่าปี จึงได้ดีเพียงขี้เล็บ นี่ถ้าเราติดตามหลวงพ่อแบบท่านทั้งหลายเป็นกัปๆ ก็คงจะไม่โง่เหมือนอย่างปัจจุบันนี้ เอวังก็เลยมีด้วยประการฉะนี้

หมายเหตุ หน่วยบุญของยกทรงที่ซอยสายลม กรุงเทพฯ มีตู้ ๑๕ ใบ บาตร ๑๕ ลูก แต่ที่วัดท่าซุงละก็ ๓๐๐ กว่าบาตรบุญนะ ขอตั้งสัจจอธิษฐานว่า ขอเป็นทาสรับใช้ถวายชีวิตทั้งโลกนี้และโลกนิพพานกับพระราชพรหมยานเทอญ

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top