Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม
[*] posted on 11/5/10 at 10:19 [ QUOTE ]

"บทความ" จาก..หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม 2 (ตอนที่ 1)




(ภาพจาก : praruttanatri.com)

ลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒




สารบัญ

01.
พระครูวิจารย์วิหารกิจ
02. พระบุญรัตน์ กันตจาโร
03. พระสมุห์ประจวบ สนฺติปภสฺโส
04. พระวิชัย จิรธมฺโม
05. พระมหาสิงห์ วิสุโธ
06. สามเณรยอด มานพ
07. เฉลิม คงทอง




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/5/10 at 10:19 [ QUOTE ]



พระครูวิจารย์วิหารกิจ (พระครูสุรินทร์)

"สำนึกในพระคุณ"


หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๐ โยมพ่อและโยมแม่มาลัย เดินทางไปค้าขายทางเรือที่ จ.อยุธยา โดยนำยาสูบจากอำเภอชุมแสงไปเร่ขาย ซึ่งขณะนั้นถึงช่วงบ่ายแล้ว ยาสูบนั้นก็ยังขายไม่ได้เลย โยมแม่ได้ทราบกิตติศัพท์ว่า หลวงปู่ปานวัดบางนมโคมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงแวะเรือเพื่อจะไปกราบท่านไปถึงทายกบอกไม่ให้เข้า เพราะท่านจำวัดอยู่ โยมแม่ก็เลยพูดสวนไปว่า “หลวงปู่ปานท่านเป็นเสือหรือไง ถึงไม่ยอมให้ฉันเข้า ฉันต้องเข้าให้ได้” ผลสุดท้ายทายกต้องยอมให้โยมแม่มาลัยเข้า หลวงปู่ปานท่านก็ลืมตาขึ้นมาพอดี

หลวงปู่ปานท่านก็ทักว่า “มายังไงละลูก”

โยมกราบเรียนว่า “ดิฉันมาค้าขายยา และขายไม่ได้ จะมาขอของดีจากหลวงปู่”

ท่านก็ให้น้ำมนต์ และให้พรค้าขายดี แล้วท่านก็สั่งว่า “ปีหน้าหลวงปู่จะไปเยี่ยมลูก”

เมื่อหลวงปู่ปานกล่าวเช่นนี้ โยมแม่ก็กลับมาด้วยความอิ่มใจ และก็ได้รูปท่านมา เป็นรูปศาลา ๓ หน้ามาบูชา แล้วก็ทำบุญกับท่านไปแค่ ๕๐ สตางค์ จากนั้นโยมแม่ก็ถอยเรือกลับมา และขายยาหมดในช่วงบ่ายวันนั้นก่อนมืดค่ำ

ครั้นปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่ปานก็มรณภาพ ปีถัดมา พ.ศ.๒๔๘๒ พออายุได้ ๗ ขวบ ข้าพเจ้าและน้องก็เป็นโรคท้องร่วงทั้งสองพี่น้อง โยมแม่ก็ปรึกษากับโยมพ่อว่ายาโบราณก็กินเข้าไปหลายขนานแล้วก็ไม่หาย จึงปรึกษากันว่า เราจะทำยังไงกันดีเพราะเราก็ยากจนเข็ญใจ ก็หันหน้าเข้าหารูปหลวงปู่ปาน และจุดธูปบอกว่าขอให้น้ำมนต์ของหลวงพ่อจงรักษาโรคท้องร่วงของลูกหาย

โยมแม่ก็อาราธนาน้ำมนต์จากท่าน แล้วเอามาให้ข้าพเจ้า ๒ พี่น้องดื่ม เมื่อดื่มแล้ว ทั้งพี่ทั้งน้องก็หายจากโรคปวดท้องและท้องร่วง จากนั้นโยมแม่ก็มีความนับถือหลวงปู่ปานตลอดมา เวลาคนแถวนั้นเจ็บไข้ได้ป่วย โยมแม่ก็ขอบารมีหลวงปู่ปานไปช่วย ตั้งแต่คลอดบุตรหรือจะถูกผีสางนางไม้เข้าก็ตาม โยมก็จะถูกตามไปรักษาทั้งกลางวันและกลางคืน ต่อมาโยมพ่อเบื่อก็ลาจากการช่วยรักษาคน โยมแม่ยังไม่เบื่อก็ยังช่วยคนต่อไปเรื่อยๆ

ปี พ.ศ.๒๔๙๖ ข้าพเจ้าออกจากโรงเรียน และพอดีได้รับอุบัติเหตุ โยมแม่จึงบนหลวงปู่ปานและหลวงปู่จงด้วย ให้ข้าพเจ้าบวชเณร ๑๕ วัน พอบวชเณรครบกำหนด ข้าพเจ้าก็จะสึก โยมแม่ก็จุดธูป ยกข้าพเจ้าให้หลวงปู่ปาน บอกว่า ขอให้เณรที่บวชอยู่แล้ว ได้บวชเณรต่อไปยันถึงการได้บวชเป็นพระภิกษุ เมื่อโยมแม่ทำการอธิษฐานอย่างนั้นแล้ว คงเป็นเพราะบารมีหลวงปู่ปานสิงสู่จิตใจ ก็ทำให้ข้าพเจ้าบวชเณรติดต่อกันมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๒

ข้าพเจ้าก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดบางแพรกเหนือ ก่อนเข้าพรรษาก็ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ ซึ่งเขากำลังสร้างกุฏิอยู่ข้างโรงเรียน เมื่อสร้างกุฏิแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปเที่ยวตรงสวนวัดปัจจุบัน แล้วก็ตั้งจิตบอกกล่าวกับหลวงปู่ปานว่า ถ้าได้ที่ดินตรงนี้ จะสร้างวัดถวายบารมีหลวงปู่ปาน พอปี พ.ศ.๒๕๐๔ หลังบอกบุญเรี่ยไรรวมทั้งทายกทายิกาเขาช่วยกัน ก็ย้ายวัดจากข้างโรงเรียนมาตั้งที่วัดปัจจุบันนี้ แล้วก็ถวายให้เป็นวัดหลวงปู่ปานได้นามว่า วัดโพธิ์ประชาราษฎร์ ต่อมาปี ๒๕๐๖ – ๒๕๐๙ ข้าพเจ้าก็อยู่จำพรรษาที่วัดสุขุมารามนี้

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ข้าพเจ้าป่วยอยู่โรงพยาบาลสงฆ์ ก็บอกว่าถ้าจะตายก็ไม่ว่า ขอให้ได้เดินทางไปไหว้รูปเหมือนหลวงปู่ปานที่วัดบางนมโค พอดีโยมแม่ลงไปเยี่ยม ต่อมา ๑ – ๒ วัน หมอให้ออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางจากจังหวัดนนทบุรี มากราบรูปเหมือนหลวงปู่ปาน และได้เจอหลวงพ่อฉัตร หลวงพ่อเล็ก และทายกวัด

หลวงพ่อฉัตร ท่านเป็นพระที่สันโดษ ไม่ห่วงใยอาลัยในชีวิต และก็ฉันองค์เดียว ท่านคุยสนุก ใจดี ยิ้มแย้มดี ท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ปานนี่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวท่านเองนั้นก็ไม่ได้ตามไปด้วย ท่านพูดว่าปล่อยคุณอาไป (หลวงพ่อฉัตรท่านเรียกหลวงปู่ปานว่า คุณอา) หลวงพ่อฉัตรท่านเมตตาเล่าประวัติหลวงปู่ปานให้ฟัง เล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเก่งของหลวงปู่ปาน ว่าท่านสามารถถอดญาณ ถอดจิต และเล่าถึงมีญาณพิเศษต่างๆ ให้ฟัง ก่อนกลับหลวงพ่อฉัตรท่านแจกรูปภาพกระดาษหลวงปู่ปาน เป็นรูปศาลา ๓ หน้า มีภาพหลวงปู่ปานนั่งอยู่กลาง ท่านให้มาเยอะ ให้เอาไปแจก

ส่วนหลวงพ่อเล็กนั้น ท่านมีปฏิปทาที่พูดน้อยมาก และไม่ค่อยพูด ท่านเป็นพระที่นิ่ง ขณะที่ไปค้างที่วัด ๒ – ๓ วัน หลวงพ่อเล็ก ป่วยอยู่ ไม่ค่อยลงรับแขก

ทายกวัด อยู่ใกล้ๆ กับวัด ได้ให้ผ้ายันต์รูปหลวงปู่ปานสีแดงมา ๑ แผ่น ปัจจุบันข้าพเจ้าก็ใส่กรอบไว้และติดไว้ในย่ามเสมอ ข้าพเจ้าไปพักอยู่ที่วัด ๒ – ๓ วันก็กลับ

ครั้นปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ข้าพเจ้าเจอหนังสือคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าที่หลวงพ่อพิมพ์แจกที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า พอข้าพเจ้าได้หนังสือนั้นมา ก็ออกตามมาหาหลวงพ่อถึงวัด เพราะอยากได้คาถา จึงเดินทางไปที่อำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท ที่แวะวัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อในสมันนั้น มีนามเรียกว่าหลวงพ่อมหาวีระ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตอนข้าพเจ้าไปหาหลวงพ่อที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า

ครั้งแรกนั้น ไปถึงหมาก็จะกัด เพราะหลวงพ่อเลี้ยงหมาไว้เยอะ หลวงพ่อออกมาจากห้องพอดี ท่านอยู่ตามสบายของท่าน พอท่านออกมาท่านก็พูดธรรมะแบบแทงใจ คือด่าตรงๆ พอเจอหน้าท่านเท่านั้น พอเริ่มพูด ท่านก็ด่ากิเลสออกมาเลย กิเลสข้าพเจ้านะ ท่านคุ้ยกิเลสข้าพเจ้าออกมาให้ดู ข้าพเจ้าไปกับทิดเสริฐ (อี่-แจ๊ว) ท่านรู้หมด ด่าไม่เลี้ยงเลย ข้าพเจ้านั่งหน้าแดง ประเสริฐงี้หูแดงบอกเอ้อเก่งมาก ถูกด่าหมดเปลือก นับเป็นเรื่องอัศจรรย์จริงๆ ท่านพูดง่ายๆ

สมัยนี้เขาเรียกว่า รู้ใจหมด กิเลสเรามีอยู่ในใจเท่าไร ท่านพูดออกมาจนหมด พูดแล้วไม่มีข้อแก้ตัวได้เลย ท่านพูดอย่างนั้น พูดตรงๆ พูดแบบสอน ข้าพเจ้านั่งหน้าแดง ข้าพเจ้าก็หลบๆ ไม่ค่อยกล้า เพราะกลัว หลวงพ่อท่านรู้ ท่านเก่งมาก เป็นเรื่องอัศจรรย์มากทีเดียว เจออย่างนี้แล้วต้องยอมเลย ก็มีเวลาคุยกับท่านไม่นานนักก็ลากลับ

นับตั้งแต่วันนั้น ก็ติดต่อกับท่านมาตลอด จนกระทั่งถึงวันสารท ถวายอาราธนาให้ท่านเดินทางมาที่วัดสุขุมารามนี้ (ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙) ท่านเมตตามาเทศน์ในวันสารทนั้น

ในการเทศน์วันนั้นหลวงพ่อเริ่มเทศน์ โดยการบอกศักราชว่า “อิทานิ ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ แปลเป็นภาษาไทยว่า บัดนี้พุทธศักราชล่วงไปแล้วได้สองพันห้า” ท่านก็พูดแค่นี้เองว่า สองพันห้า คือ ไม่ว่าลงห้าร้อย คือลงแค่สองพันห้า”

ก็ปรากฏว่า หวยงวดนั้นออก สองห้า ข้างล่าง นี้ก็เป็นบารมีของหลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร หรือหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

หลังจากเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าไปกราบหลวงพ่อ ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าในครั้งแรก ท่านพูดแทงใจข้าพเจ้า โดยพูดล้วงกิเลสที่อยู่ภายในใจข้าพเจ้าออกมาจนหมดสิ้น ข้าพเจ้าก็ยอมสยบท่านเลย และก็มีความเลื่อมใสศรัทธาท่าน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ต่อมาข้าพเจ้าก็เขียนจดหมายไปกราบเรียนท่านแล้วก็เปรียบเทียบ ขออภัยว่า “ปฏิปทาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั้น มีบารมีใกล้เคียงกับหลวงปู่ปาน ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์” ที่เขียนอย่างนี้ เพราะว่าเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่มีความศรัทธาต่อหลวงพ่ออย่างมาก และไม่เคยเขียนไปที่ไหนมาก่อนเลย นอกจากนี้ก็ถามเกี่ยวกับการปฏิบัติ และถามเกี่ยวกับคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย

แล้วหลวงพ่อก็ตอบจดหมายมามีใจความดังต่อไปนี้........



วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท

๑๔ สิงหาคม ๒๕๐๙

เรียนท่านอาจารย์สุรินทร์ที่รัก

จดหมายของท่านอาจารย์ลงวันที่ ๗ สิงหาฯ ผมได้รับแล้วแต่วันที่ ๑๓ สิงหาฯ รู้สึกว่าจดหมายที่มาหาผมนี้จะใจเย็นไปสักหน่อย ขอบใจที่กรุณาชมมา แต่ต่อไปอย่าใช้คำชมเชยมาเลยครับ เพราะคำชมกับผมทำหนังสือหย่ากันเสียแล้ว

ทั้งนี้เป็นเพราะคำชมหรือสรรเสริญนี้มันเคยทรยศเอากับผมมาหลายพันชาติเต็มทีแล้ว ไปเอากับมันด้วยคราวใด มันเป็นดึงลงอบายภูมิทุกคราว คิดไว้ว่าจะไม่ขอคบกับมัน แต่ถ้าใครชมหากผู้นั้นไม่ชอบพอรักใคร่กันจริงแล้ว ผมก็ยิ้มอย่างพยายามยิ้มให้ผู้ชมกันเก้อ หากท่านผู้ชมเป็นคนประเภทกันเองแล้ว ก็บอกตรงๆ ว่าไม่ชอบให้ใครชม และก็ไม่นิยมนักติ เพราะทั้งสองประการนี้เป็นโลกธรรม เป็นเชื้อสายของอบายภูมิทั้งนั้น

เรื่อง เอาบารมีไปเทียบกับหลวงพ่อปานด้วยครับ กรุณาอย่ากล่าวอีกเลย เพราะท่านเป็นครูบาอาจารย์ อย่าให้ผมไปวัดรอยเท้าเลย จะหมดดีเสีย เพราะครูอาจารย์นั้น ศิษย์ไม่มีอะไรจะเอาเข้าเปรียบเทียบได้เลย ครูเป็นปุถุชน แต่ศิษย์เป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีศิษย์คนใดที่จะยอมให้ครูมาไหว้ตน มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะก้มหัวลงแทบเท้าท่านครู ถวายความเคารพ ยกครูไว้เหนือเศียรเกล้า เพราะระลึกอยู่ว่าความดีที่ตนได้รับมานั้น เป็นความดีที่ครูท่านมอบหมายให้มา

ยิ่งหลวงพ่อปานเป็นพุทธภูมิ เป็นพระทรงสมาบัติแปดด้วยแล้ว ผลที่ผมได้รับนี้ ไม่มีทางเปรียบเทียบได้เลย เพราะผมมีสมาบัติไม่ถึงแปด เรื่องการทรงใดๆ จึงแตกต่างกันอย่างเทียบกันไม่ติดเลย พอขโมยท่านมาได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง เดียวนี้ผมก็ยังต้องอาศัยท่านอยู่เสมอ หากมีอะไรขัดข้องเมื่อไร ผมก็ต้องรบกวนท่านทันที เป็นอันว่าผมเป็นศิษย์ที่หลวงพ่อปานต้องตามพร่ำสอนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว ขอโปรดอย่านำเอาผมไปเปรียบกับหลวงพ่อต่อไปนะครับ

ที่บอกมานี้ไม่ใช่โกรธ แต่บอกเพื่อกันไว้ระหว่างพวกสมณธรรมด้วยกัน คำติดคำชมเป็นของชาวโลกที่ต้องการวัฏฏะ พวกเราหนีวัฏฏะ อย่าเอาของเขามาใช้เลย ไม่เข้าใจอะไรก็ถามมาตรงๆ ดีกว่า

ธรรมปฏิบัติของท่านพอจะได้เรื่องได้ราวบ้างแล้ว แต่อย่าเพิ่งคิดว่าดีเสียก็แล้วกัน คำว่าดีนั้น ถ้ายังไม่บรรลุอรหัตผลเพียงใดจงอย่าเข้าใจว่าตนดีแล้ว พอแล้วเป็นอันขาด หากหลงผิดจะเป็นเหยื่ออบายภูมิ นิมิตที่บอกมานั้น เป็นนิมิตที่เกิดจากอารมณ์ว่างชั่วขณะ ยังเอาเป็นเนติยังไม่ได้ อารมณ์ของคุณขณะนี้ เป็นอารมณ์ที่เข้าถึงขณิกะต่ออุปจารสมาธิ แต่อุปจาระยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าใช้ได้ จงอย่าสำคัญผิดในเรื่องการเห็นนิมิตภายนอก จงยึดแต่นิมิตเดิมที่กำหนดไว้เท่านั้น อย่างอื่นแปลกปลอมเข้ามาจงละเสีย

นักเจริญสมาธิจงเข้าใจตนเองไว้ว่า เราปฏิบัติเพื่อจิตเป็นสมาธิ เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อการเห็นภาพ จงพยายามรักษาอารมณ์ที่กำหนดไว้เดิมให้คงที่ ระมัดระวังคาถาภาวนาไว้อย่างให้หลง พร้อมทั้งกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกไปพร้อมกัน คือกำหนดเป็นสามฐาน หายใจเข้า ลมกระทบกระพุ้งจมูก อก และท้อง หายใจออก ลมกระทบท้อง อกและปลายจมูก พยายามกำหนดรู้ไว้ตลอดเวลา มันจะหนีจะเผลอบ้างนั้นเป็นของธรรมดา เพราะจิตมันเคยท่องเที่ยว เมื่อเรารู้ตัวว่ามันเที่ยวก็จับมันมาใหม่ แล้วจงใคร่ครวญพิจารณาไปพร้อมๆ กับการกำหนดคำภาวนา

และลมนั้น ให้รู้ว่าลมที่หายใจเข้า ออกนั้นสั้นหรือยาว หยาบหรือละเอียด คาถาภาวนาเราว่าครบไหม กำหนดรู้ดังนี้ตลอดไป หากกำหนดนิมิตด้วยก็ให้กำหนดไปพร้อมๆ กัน เมื่อกำหนดรู้ลมสามฐานได้เมื่อไร จงรู้ตนเองว่า เรามีอารมณ์ใกล้จะถึงปฐมฌานแล้ว ต่อไปลมหายใจจะค่อยๆ ละเอียดลง จะเกิดขนพองสยองเกล้า คือขนลุกซู่ซ่า มีกายโยกโคลง บางรายมีน้ำตาไหล แต่มีใจอิ่มเอิบชื่นบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติ มีอารมณ์แนบแน่นชื่นชุมอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะเลิกในการปฏิบัติ อย่างนี้เรียกว่าปิติ

เป็นการที่อารมณ์จิตเริ่มเข้าอุปจารฌาน จะเห็นภาพแปลกๆ และชัดเจนขึ้น จงอย่าคิดว่าดียังไม่ดี ต่อไปก็จะมีความสุขสดชื่น ไม่ปวดไม่เมื่อย สุขหรรษาอย่างหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย อารมณ์ก็มีการกำหนดฐานลมหายใจเข้าออกได้ตลอดเวลาทั้งสามฐาน หากมีนิมิตๆ ก็แจ่มใสคงที่ จะให้สูงต่ำเล็ก..ใหญ่ก็เป็นไปได้ตามความต้องการ ไม่รำคาญในเสียงที่เข้ามารบกวน มีอารมณ์ทรงอยู่ได้นานกว่าปกติ คือ ๕ หรือ ๑๐ นาที แล้วอารมณ์ก็จะเคลื่อนเข้าสู่อารมณ์เดิม คือคิดเรื่องภายนอก ที่ท่านเรียกว่าตกภวังค์ อย่างนี้ท่านเรียกว่าปฐมฌาน

แต่ตอนก่อนที่จะถึงระดับนี้ จิตจะมีอารมณ์อย่างนี้ก่อน คือ เมื่อภาวนากำหนดอารมณ์ดังกล่าวแล้ว พอมีอารมณ์คล้ายจะเผลอไป ก็เกิดเห็นภาพ ต่อมาเมื่อภาวนากำหนดอารมณ์เพลินอยู่นั้น มีอารมณ์คงที่สบายเพียงขณะเดียว ก็จะเกิดอาการหวิวคล้ายพลัดตกจากที่สูง แล้วอารมณ์ก็เข้าภาวะเดิม ที่ท่านเรียกว่าตกภวังค์ คำว่า ภวังค์ มีนักปฏิบัติคิดว่าเป็นอารมณ์แน่นนั้นไม่ถูก ภวังค์เป็นอาการที่จิตพลัดจากอารมณ์ฌานเข้ามาสู่อารมณ์ปกติตามเดิม คือจิตกลับที่เดิมนั่นเองเรียกว่าภวังค์ คือเป็นที่อยู่ ภวังค์หรือภพมันก็อย่างเดียวกัน ภพแปลว่าที่อยู่ ศัพท์เดิมเขาแปลว่าความมีหรือความเป็น ก็เพราะมันมีอยู่ มันเป็นอยู่ในที่นั้น จะเรียกว่าที่อยู่จะผิดได้อย่างไร

อาการที่จิตทรงอยู่นั้นเป็นเพราะจิตเข้าสู่อารมณ์ฌาน แต่ทว่ากำลังสมาธิที่จะทรงตัวไว้ได้นั้นมีกำลังอ่อนมาก จึงทรงอยู่ในระดับฌานไม่ได้นาน เพียงขณะเดียวก็พลัดจากฌาน อาการอย่างนี้ นักปฏิบัติใหม่ถ้าพบเข้า เมื่ออารมณ์พลัดแล้ว จะทำจิตให้มีอารมณ์แนบสนิทอย่างนั้นอีกไม่ได้ อารมณ์จะไม่ยอมเป็นอย่างนั้น แต่พอรักษาใจให้สบายได้อยู่ ในระยะต้นๆ นี้จงรักษาไว้ตามแต่กำลังสมาธิ เมื่อได้แล้วก็ค่อยๆ ทำไปอย่าให้ขาด จงหลีกให้พ้นสังคมจัญไร คือพวกเดียรถีย์ พวกชอบชวนพูดนอกรีดนอกรอย พยายามรักษาอารมณ์ตามที่เคยปฏิบัติมาอย่าให้ขาด พร้อมกันนั้นก็พยายามแผ่เมตตาพรหมวิหารตลอดวัน เพื่อรักษากำลังจิตให้ชุ่มชื่น ต่อไปฌานนี้ก็จะมั่นคง

ฉบับนี้ขอแนะนำมาเท่านี้ เพราะเห็นว่า เมื่ออารมณ์จิตเข้าถึงระดับนั้นแล้ว หากทำถูกก็ไม่ช้า ปฐมฌานก็จะมาถึง พวกที่ปฐมฌานมาไม่ถึงเพราะติดภาพระหว่างทาง ท่านว่าท่านจะพากันมานั้น ผมยินดีต้อนรับ การมาหาผมไม่ต้องมีพิธีรีตอง เพราะพิธีนั้นเป็นเรื่องของวัฏฏะเขา เราเป็นพระมาอย่างไรก็ได้ ขอให้มาอย่างพระหรือพุทธศาสนิกก็แล้วกัน ถ้ามาแบบอื่นรับรองไม่ถูก แต่การมานั้นจำเป็นจะต้องกำหนดเวลาเสียแล้วครับ

ผมเมื่อบวชหลวงพ่อท่านจะใส่ปรอทมากไปหรืออย่างไรไม่รู้ มันช่างหาเวลาว่างไม่ใคร่ได้จริงๆ ทั้งๆ ที่เป็นเวลาเข้าพรรษาก็ต้องจรจัดเสมอ ที่ไปก็เพราะเป็นเขตแดนศิษย์เก่าของหลวงพ่อปาน ต้องทำงานแทนท่านตามที่รับปากไว้ แต่สมัยนี้เอาแผนกเดียว คือสอนสมณธรรมเท่านั้น

คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ผมก็อุปโลกน์ให้บำเพ็ญเป็นฌานหมด เพราะเห็นว่าได้ประโยชนมากกว่าการสงเคราะห์ด้วยวัตถุ พ.ศ.หน้า ทางวัดสะพานที่ตัวเมืองชัยนาทท่านจะตั้งสำนักสมณธรรมปฏิบัติ จะให้ผมไปคุมอยู่ที่นั่น ก็เลยต้องเขียนแบบปฏิบัติ เขียนก็ไม่ใคร่จบ เพราะมันยุ่งอย่างนี้ กลางวันก็มีแขก วันไหนว่างก็เขียนได้มากหน่อย วันไหนแขกมากก็เอามาเขียนกลางคืน เมื่อถึงเวลาสอนสมณธรรมก็ต้องละการเขียนไปสอนสมณธรรม เกิดเป็นคนนี่มันยุ่งจริง เบื่อเต็มทีแล้ว

เรื่องการมาของคณะของท่าน ผมว่าถ้ามาภายในเดือน ๙ จะพบกว่า เพราะเดือน ๑๐ ผมต้องจรสายใต้ เกือบไม่มีเวลา บอกคุณวิเชียรและคณะด้วยนะครับว่า หากจะมาให้สะดวกควรมาภายในเดือน ๙ จะพบได้สะดวก เดือนสิบถ้าบังเอิญตรงกับวันอยู่ก็จะได้พบ.

ขอความสุขสมหวังจงมีแด่ท่านตลอดกาลทุกเมื่อเถิด

พระมหาวีระ ถาวโร




คำนึงถึงวาจาของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่ท่านเขียนจดหมายตอบข้าพเจ้ามาแล้ว ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจ ที่หลวงพ่อเป็นครูบาอาจารย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาโดยแท้ ถือว่าเมตตาอย่างมากจริงๆ ท่านมีความดีทุกอย่าง ท่านจึงเตือนข้าพเจ้าด้วยมธุรสวาจาภาษิตดังกล่าวข้างต้น

ย้อนกลับมาถึงโยมแม่ข้าพเจ้า อยู่มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านก็ป่วยแล้วก็ตายไปตามอัธยาศัย แต่ว่าก่อนตายท่านบอกว่าถ้าจะตายก็ไม่ว่า ขอให้ได้กินน้ำมนต์หลวงปู่ปาน คือมีความยึดมั่นถือมั่น แม้การสร้างวัดโพธิ์ ก็อาศัยโยมแม่อาราธนาบารมีหลวงปู่ปานทั้งเช้ากลางวันเย็น ท่านมีความเคารพบารมีหลวงปู่ปานอย่างที่สุด

จนกระทั่งครั้งหนึ่งท่านป่วยมาก ป่วยเป็นหัวดาวหัวเดือน ปวดเท้าข้างซ้าย พอวันเพ็ญกลางเดือน ๓ หลวงปู่ปานก็มายืนตรงหัวนอนบอกว่า “ปวดมากหรือลูก” โยมแม่ก็ตอบว่า “ปวด” หลวงปู่ปานท่านก็ทำภาพนิมิตให้ดู ท่านยกมือมาที่บ่าข้างขวา แล้วท่านก็บอกว่ายกจิตมาไว้บ่าข้างขวาซิลูก โยมแม่ก็ทำตามท่าน และภาวนา พุทโธ ปรากฏว่าพอยกจิตมาไว้ข้างขวาแล้ว อาการปวดของหัวดาวหัวเดือน ก็หายเป็นปลดทิ้งเลย นี้เป็นอัศจรรย์บารมีหลวงปู่ปาน

หลังจากนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงพ่อพระมหาวีระ ท่านก็ได้โปรดเมตตามาทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดสุขุมาราม งานวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ

ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงพ่อก็เมตตามางานยกช่อฟ้า

ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงพ่อมางานพุทธาภิเษกเป็นครั้งสุดท้ายที่วัดสุขุมาราม แล้วท่านก็บอกว่า วัตถุมงคลทั้งหมดในพระอุโบสถนี้ เป็นประกายเพชร มีความสว่างรุ่งเรืองมากกว่าวัดโพธิ์สุทธาวาสที่ทำเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่อมีความเมตตามาตลอด

ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ข้าพเจ้าได้สร้างกุฏิถวายท่าน และเป็นหนี้ หลวงพ่อบอกว่า “คุณไม่ต้องเป็นทุกข์ หลวงพ่อปานท่านจะช่วย” เมื่อสร้างกุฏิถวายท่านเสร็จแล้ว ต่อมาท่านก็เมตตาช่วยสร้างพระอุโบสถ มีศาลาการเปรียญไว้ล่าง พระอุโบสถไว้บน ซึ่งก็สิ้นเงินทั้งหมด ๒ ล้าน ๖ แสนบาท อันนี้ก็บารมีของหลวงพ่อที่ข้าพเจ้าไปเกี่ยวข้องด้วย ข้าพเจ้าได้นำเทปธรรมะของหลวงพ่อมาเปิดสอนที่วัดสุขุมาราม และที่วัดโพธิ์ด้วย

ข้าพเจ้ามีความประทับในบารมีหลวงพ่อ ในปลายปี พ.ศ.๒๕๑๕ ได้ส่งพระครูสมุห์พิชิต (ชื่อปัจจุบัน) ไปรับใช้ท่าน ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๑๖ – ๒๕๑๗ ปลายปี ก็นิมนต์พระครูปลัดอนันต์ (ชื่อปัจจุบัน) ไปเป็นลูกศิษย์ท่าน ปี พ.ศ.๒๕๑๘ นิมนต์พระใบฎีกาประทีป (ชื่อปัจจุบัน) ไปรับใช้ปฏิบัติท่าน โดยหวังว่าต่อไปภายภาคหน้าท่านทั้ง ๓ องค์ จะได้เป็นกำลังแก่พระศาสนา

และปี พ.ศ.๒๕๒๔ พระครูสมุห์พิชิต และพระครูปลัดอนันต์ ได้เมตตามาเป็นพระคู่สวดให้แก่พระสมุห์ประจวบ (ชื่อปัจจุบัน) ที่วัดสุขุมาราม ซึ่งปัจจุบันนี้ พระสมุห์ประจวบก็ได้ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดโพธิ์สุทธาวาส ได้ทำการก่อสร้างนำความรุ่งเรืองมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี้เป็นบุญบารมีของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า บารมีหลวงปู่ปาน และบารมีของหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน

ตอนที่ข้าพเจ้าคิดจะสร้างกุฏิรับรองหลวงพ่อนั้น ท่านบอกไม่ให้สร้าง ส่วนที่วัดโพธิ์สุทธาวาสนั้น ท่านให้สร้างเรื่องการสร้างกุฏิรับรองท่านนั้น ไม่ได้กราบเรียนให้ท่านทราบ เพียงแต่นึกในใจเท่านั้น ท่านพูดว่า “ที่นี่ไม่ต้องสร้าง คุณอย่าไปสร้างที่นี่ ผมไม่มา” แล้วท่านก็ไม่เคยมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แต่ว่าท่านมาในนิมิตเมื่อคราวที่ข้าพเจ้าจัดงานทำบุญอายุให้เจ้าคณะรองภาค ๔ คือพระเทพญาณเวที จากวัดมงคลทับคล้อ

โดยในวันนั้นข้าพเจ้านึกน้อยใจว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยจัดงานทำบุญอายุให้ครูบาอาจารย์เลย” อย่างหลวงปู่ครูบาธรรมชัย ข้าพเจ้าก็จัดให้ ๓ ปี ๒๕๒๗, ๒๕๒๘ ๒๕๒๙ และท่านเจ้าคณะรองภาค ๔ ก็จัดให้ ๒ ปี และการจัดงานทำบุญอายุของท่านรองภาค ๔ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ ข้าพเจ้าก็นึกน้อยใจตัวเองที่ไม่มีบุญที่จะจัดงานให้หลวงพ่อซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ เมื่อถ่ายภาพเจ้าคณะจังหวัดพิจิตกำลังสรงน้ำท่านรองภาคอยู่ก็เห็นภาพนิมิตหลวงพ่อปรากฏอยู่ในภาพถ่ายไม่เต็มองค์ นับเป็นความอัศจรรย์

ในที่สุดข้าพเจ้าขอกราบอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า บารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในทั่วจักรวาล ให้คุ้มครองปกปักรักษาครูบาอาจารย์และบรรดาเพื่อนสหธรรมิก อุบาสก อุบาสิกาทุกคน ที่มีใจใฝ่ในทางมรรคผล นิพพาน ขอจงประสบผลสำเร็จจงทุกประการเทอญ.


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 2/6/10 at 08:21 [ QUOTE ]



พระบุญรัตน์ กันตจาโร

พระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ไพศาล
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร กำลังสนทนาธรรมกันที่วัดป่าดอนมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนกำลังรับฟังธรรม จากพระเดชพระคุณท่านฯ ทั้งสองอยู่ หลวงปู่ชุ่มก็หันหน้ามาบอกผู้เขียนว่า “ท่านบุญรัตน์ ให้ไปกราบหลวงพ่อใหญ่ วัดท่าซุงหน่อย ท่านเป็นพระทอง หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ท่านเปี่ยมด้วยเมตตาบารมี ใครได้กราบไหว้ก็เป็นบุญกุศลใหญ่นัก”

หลวงปู่คำแสนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ก็กล่าวเสริมขึ้นว่า “เออ ดีมาก หลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นผู้ประกอบไปด้วย เมตตาธรรมอันสูงส่ง เหมือนกับครูบาศรีวิชัย หาที่ไหนไม่ได้แล้ว” ผู้เขียนได้รับฟังหลวงปู่ทั้งสององค์บอกกล่าว ดังนั้นก็ก้มกราบเท้าทั้งสองหลวงปู่ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจจนน้ำตาไหล

หลังจากนั้นมา ผู้เขียนก็หาเวลาไปกราบเท้านมัสการพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อหลายครั้งหลายหน เมื่อไปกราบคราวใดก็รู้สึกอิ่มใจ และได้ฟังธรรมจากพระเดชพระคุณท่านฯ จึงทำให้เกิดศรัทธามากขึ้น เพราะว่าคำสอนของพระเดชพระคุณท่านฯ ฟังง่าย ปฏิบัติก็ง่าย ฟังได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตลอดถึงปี พ.ศ.๒๕๑๗ ผู้เขียนได้ลงไปพักวัดอภัยทายาราม (วัดมะกอก) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ก็หาเวลาไปกราบฟังธรรมที่ซอยสายลมมิได้ขาด

เมื่อผู้เขียนกลับไปเชียงใหม่ก็ไปนมัสการหลวงปู่ชุ่ม และกราบเรียนเรื่องราวที่ได้มีโอกาสไปนมัสการและสดับฟังธรรมจากพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ ถวายแด่หลวงปู่ชุ่มฟัง หลวงปู่ท่านก็บอกว่า “ดีมาก ท่านบุญรัตน์ได้พบของดีแล้ว”

นอกจากนั้นหลวงปู่ท่านเมตตาเล่าให้ผู้เขียนฟังอีกว่า “พระเดชพระคุณหลวงพ่อวีระ วัดท่าซุงนี่ท่านเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงมาก บารมีสูง ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน ท่านจะไม่มาอีกแล้ว จะเข้าสู่พระนิพพาน เพราะฉะนั้นท่านจึงสั่งสอนให้ลูกหลานและศิษย์ท่านปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานกันหมด”

หลวงปู่ชุ่มบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้ท่านจงได้ปฏิบัติติดตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเถอะ จะได้ถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้” ผู้เขียนก็น้อมรับว่า “สาธุ” ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็ได้มีโอกาสได้ไปกราบเท่าพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ อีกหลายครั้ง

กระทั่งเดือนมิถุนายน ปีพ.ศ. ๒๕๒๑ พระเดชพระคุณท่านฯ ก็ได้รับอาราธนาจากหลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร มาในพิธีพุทธาภิเษกที่วัดดอนมูล ณ ที่นี้เอง ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ ท่านก็ได้เอามือลูบหัวผู้เขียน และให้พรว่า “จงถึงนิพพานในชาตินี้นะ โชคดีมีสุข” นับว่าเป็นพระเมตตาของพระเดชพระคุณท่านพ่อที่มีต่อผู้เขียนเป็นล้นพ้น สุดที่จะเขียนพรรณนาได้

วัดโขงขาว เมื่อสมัย ๑๐ กว่าปีก่อนนั้น มีสภาพทรุดโทรมมาก ถาวรวัตถุที่ไม่ถาวรของวัดในสมัยนั้นก็มีพระวิหารและกุฏิสงฆ์หลังเล็กๆ ซึ่งมีอยู่เพียงหลังเดียว มีสภาพที่แทบจะไม่สามารถประกอบสังฆกรรมหรือพำนักอาศัยได้ ทุกคนที่สัญจรผ่านไปๆ มาๆ มองดูสภาพวัด ด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความกล้าๆ กลัวๆ เพราะคิดว่าคงจะเป็นวัดร้างกระมัง

แม้แต่ชาวบ้านซึ่งอยู่ในย่านใกล้เคียง ก็มิได้มีความคิดที่ผิดแผกไปจากผู้สัญจรต่างถิ่นสักเท่าใด ต่างก็นำสภาพวัดที่ตนได้ไปพบไปเห็นมาวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา สุดท้ายก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า วัดโขงขาวมิอาจที่จะฟื้นตัวขึ้นได้ และในไม่ช้าก็จะกลายเป็นวัดร้างไปจริงๆ อย่างมิต้องสงสัย

แต่ทว่า การคาดคะเนของชาวบ้านเหล่านั้น ซึ่งมีแต่เพียงความคิดว่าวัดโขงขาวจะร้าง แต่ไม่มีความคิดที่จะช่วยกันทะนุบำรุงจัดให้เจริญขึ้นก็ต้องมีอันผิดพลาดไปหมด เพราะตั้งแต่พระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร ในสมัยนั้น) ได้เหยียบเท้าลงสู่พื้นแผ่นดินวัดโขงขาวแล้ว ท้องฟ้าเหนือวัดโขงขาว ซึ่งเคยมีแต่ความมืดสลัวอยู่เป็นนิจก็พลันสว่างไสวในทันใด

อาณาเขตของวัดอันคับแคบด้วยเนื้อที่เพียง ๒ – ๓ ไร่ ในขณะนั้น ดูเหมือนจะไม่เพียงพอให้พระเดชพระคุณท่านพ่อประทับรอยเท้า อาณาเขตของวัดได้ขยายออกไปทุกๆ ปี วัตถุที่ไม่ถาวรซึ่งมีอยู่ในสมัยนั้นก็กลับกลายเป็นถาวรวัตถุซึ่งปรากฏแก่สายตาบรรดาลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้เพราะ พระเดชพระคุณท่านฯ เมตตาสงเคราะห์อนุเคราะห์ ทะนุบำรุง บูรณปฏิสังขรณ์วัดโขงขาวขึ้น ให้มีสภาพเป็นวัดที่มีความสวยงาม สมศักดิ์ศรีของวัดที่มีความสำคัญวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์

พระเดชพระคุณท่านฯ ทรงให้ความเป็นกันเองกับทุกคนอย่างลูกกับพ่อ ไม่คำนึงถึงฐานะว่าใครจนหรือร่ำรวย ทุ่มเทชีวิตเพื่ออุทิศแด่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ยอมทนต่อทุกขเวทนากับร่างกายที่เจ็บป่วย ทนต่อการถูกกลั่นแกล้งทุกรูปแบบด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ทนเพื่อแนะนำพร่ำสอนให้ลูกหลานและศิษย์รู้จักพระนิพพาน แนะนำตั้งแต่บุญขั้นพื้นฐาน ให้รู้จักการเสียสละ การรักษาศีล ยืนยันว่านรก สวรรค์ มีจริง ให้ทุกคนพิสูจน์ได้ด้วยการฝึกมโนมยิทธิ

ขอพระเดชพระคุณเจ้าประคุณท่านพ่อจงเป็นมิ่งขวัญร่มโพธิ์แก้วโพธิ์ทองของลูกหลานมวลสาธุชนทั้งในและต่างประเทศตลอดกาลนานที่แสนนานด้วยเทอญ

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/6/10 at 09:23 [ QUOTE ]



พระสมุห์ประจวบ สนฺติปภสฺโส

สำนึกในพระคุณของหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ข้าพเจ้าเป็นคนบ้านต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นบ้านเดียวกับ พระครูวิจารณ์วิหารกิจ (พระครูสุรินทร์) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า เหตุที่ข้าพเจ้าได้รู้จักพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คงเป็นด้วยเชื้อสายของการปฏิบัติ เพราะอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้ามีความเคารพเลื่อมใส ในปฏิปทาของหลวงพ่อพระราชพรหมยานมาก

เมื่อประมาณปี ๒๕๒๑ ข้าพเจ้าเป็นสามเณร ได้มีโอกาสติดตามพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้ามาวัดท่าซุง เป็นครั้งแรก ในวันนั้นมีคณะกรรมการของวัดโพธิ์สุทธาวาส มากันหลายคน เพื่อกราบเรียนปรึกษาหลวงพ่อเรื่องสร้างศาลาการเปรียญและอุโบสถ

สมัยนั้นหลวงพ่อยังลงรับแขกที่ตึกกองทุน เมื่อใกล้ถึงเวลาที่หลวงพ่อจะลงรับแขก พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าพร้อมด้วยคณะกรรมการ ก็เข้าไปรอในตึก และข้าพเจ้านั่งรออยู่ข้างนอกใต้ต้นมะม่วง ตรงนั้นมีโยมผู้ชายคนแก่ นั่งเป็นยามอยู่ ในใจของข้าพเจ้าก็คิดว่า ทำไมพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ถึงไม่ให้ข้าพเจ้าเข้าไปด้วย หรือท่านคงคิดว่า เราอาจจะเข้าไปทำไม่เรียบร้อยก็ได้ ก็นึกน้อยใจเหมือนกัน เพราะใจอยากดูหลวงพ่อ อยากดูหลวงพ่อคุย ต้องขอขอบคุณโยมที่เป็นยามที่กรุณาเอื้อเฟื้อม้านั้นให้ข้าพเจ้านั่งพัก

ในขณะที่ข้าพเจ้าผิดหวังอยู่นั้น ก็เป็นเวลาที่หลวงพ่อรับแขก ก่อนที่หลวงพ่อจะเดินเข้าประตูเหล็กข้างตึกเสริมศรี หลวงพ่อได้หันมายิ้มกับข้าพเจ้าแล้วก็บอกว่า “เณรเอ๊ยเข้าไปข้างในเร็ว” หลวงพ่อคงรู้ว่า ข้าพเจ้ามากับพระอุปัชฌาย์ แล้วให้รออยู่ข้างนอก ในวันนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สั่งและสนทนาหลายเรื่อง

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ก็คือ พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าได้กราบเรียนหลวงพ่อ เรื่องสร้างเหรียญมหาลาภ หลวงปู่ปาน หลวงพ่อได้สั่งว่า “เอ้อ คุณถึงจะเป็นเหรียญมหาลาภก็จริง แต่ห้ามเอาปืนลองนะ ปืนมันจะแตก” ข้าพเจ้าได้ยินและจำใส่ใจไม่รู้ลืม

จนกระทั่ง ข้าพเจ้าได้อุปสมบทเป็นพระ และมาอยู่ที่วัดโพธิ์สุทธาวาส ต.โคกหม้อ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เมื่อข้าพเจ้ามากราบหลวงพ่อครั้งใด หลวงพ่อจะพูดให้กำลังใจข้าพเจ้าเสมอ

โดยเฉพาะวัดโพธิ์สุทธาวาสเดิมชื่อวัดโพธิ์ประชาราษฎร์ แต่เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ของหลวงปู่ปาน นามสกุล สุทธาวงศ์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์สุทธาวาส เพราะสถานที่สร้างวัดบริเวณนี้ หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ปานเคยมาพักฉันอาหารเพล ในสมัยนั่งเรือไปเทศน์ที่จังหวัดพิษณุโลก มาในปี พ.ศ.๒๕๒๑ หลวงพ่อจึงได้มาสร้างศาลาการเปรียญและอุโบสถ เพื่อถวายบารมีหลวงปู่ปาน ข้าพเจ้าและชาวบ้านต้นโพธิ์ รู้สึกสำนึกในพระคุณของหลวงพ่อ พระราชพรหมยานเสมอ สิ่งใดที่ข้าพเจ้ามีความสามารถที่จะรับใช้หลวงพ่อได้ ข้าพเจ้าขอรับใช้ด้วยชีวิต


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/6/10 at 08:51 [ QUOTE ]



พระวิชัย จิรธมฺโม

ฝันที่เป็นจริง
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ในสมัยที่เป็นเด็ก ข้าพเจ้าเป็นคนชอบฟังนิทาน โดยรับอาสานวดให้คนแก่ ซึ่งนวดไปฟังไปอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนแก่จะเล่าเรื่องผีให้ฟัง ก็มีความกลัวผีเกิดขึ้น จะไปไหนก็ไม่กล้าไป ถ้าจะไปต้องชวนคนอื่นไปด้วย แต่ก็ยังชอบฟังคนแก่เล่าเรื่องผี เพราะอยากจะรู้ ต่อมาโยมพ่อก็หนักใจ เพราะลูกชายชอบฟังเรื่องผี จนเกิดเป็นโรคกลัวผีขึ้นมา

โยมพ่อจึงให้ข้าพเจ้าภาวนาว่า “พุทโธ” บอกว่า ผีกลัวพุทโธ แล้วก็ได้ภาวนามาตั้งแต่เด็กอายุ ๓ – ๔ ขวบ มาจนถึงอายุ ๑๗ – ๑๘ ปี จนกระทั่งในวันหนึ่งเป็นวันพระ สมัยก่อนข้าพเจ้าอยู่ที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม ชาวบ้านแถวนั้นจะหยุดงานกันในวันพระ โยมแม่จะไปสีข้าวในตอนเช้าของวันพระ โยมแม่ก็ให้ข้าพเจ้าแบกข้าวเปลือก เมื่อแบกครบ ๔ กระสอบแล้ว ก็รู้สึกอ่อนเพลีย มีความสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล โดยไม่ทราบสาเหตุ

ในตอนนั้น มีน้องชายซึ่งเป็นลูกของน้า มาที่บ้านของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นเช่นนั้น จึงบอกว่าช่วยเลี้ยงควายให้ด้วย เพราะรู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ หลังจากนั้นก็มานอนที่โรงนวดข้าว ซึ่งอยู่ข้างบ้านของข้าพเจ้า สำหรับโรงนวดข้าวนั้น ปกติจะเป็นที่รวมๆ ของเด็กๆ ที่เป็นเพื่อนกัน แต่วันนี้แปลกมาก ไม่มีใครมาเล่นแถวนี้เลย

เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็ล้มตัวลงนอนพร้อมกับภาวนาว่า “พุทโธ” ตามที่เคยปฏิบัติมาอยู่เสมอ หลังจากนั้นจิตรวมตัว มีอาการเคลิ้มคล้ายหลับไป แต่มีความรู้สึกทางจิตตลอดเวลาว่าตนเองได้ลอยออกจากร่างไป และก็ได้หันกลับมาดูร่างกายของตนเองที่กำลังนอนอยู่ มีความรู้สึกเบื่อร่างกายนั้น จึงเดินไปเรื่อยๆ บนถนนใหญ่ได้ชั่วขณะหนึ่ง ทางก็แคบเข้าๆ จนสุดปลายทางนั้น ซึ่งมีแต่ป่าไม้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงได้เดินแหวกต้นไม้เข้าไป ปรากฏว่าข้างหน้าที่มองเห็นเป็นที่โล่งเตียนเป็นบริเวณรอบวงกลมกลางป่านั้น

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ก้าวออกไป เพียงแต่แอบยืนอยู่หลังพุ่มไม้ มองออกไปทางที่โล่งเห็นชาย ๓ คน คนแรกยืนบัญชาการอยู่ข้างบนห่มผ้าขาว รูปร่างอ้วนใหญ่ อีก ๒ คนอยู่ต่ำหน่อย กำลังจับคนโยนใส่กระทะมากมาย ซึ่งกำลังเดือดอยู่ ไฟลุกท่วม

คนที่ถูกจับโยนลงไป ก็พยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นมา ชาย ๒ คนในจำนวนนั้น คนหนึ่งมีหน้าที่คอยจับคนโยนลงไป อีกคนหนึ่งถือสามง่ามคอยแทงให้ตกลงไป ข้าพเจ้ายืนมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง เป็นภาพที่แสนทรมานอย่างยิ่ง รู้สึกสลดสังเวชใจมาก

ในขณะที่ยืนดูอยู่นั้น ชายคนที่ยืนบัญชาการอยู่ก็ได้เห็นข้าพเจ้า และกวักมือเรียกให้เข้าไป ข้าพเจ้าเมื่อถูกเรียกเช่นนั้น มีความรู้สึกเกรงกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้คลานเข้าไปกราบชายผู้นั้นทันที

ท่านได้ถามว่ามาอย่างไร จึงได้ตอบไปว่า ลูกเดินหลงทางมา ท่านจึงบอกว่าดีแล้วที่ได้เดินมา จะได้พบอะไรหลายๆ อย่างในสถานที่นี้ ข้าพเจ้านั่งอยู่สักครู่จึงได้กราบลาท่าน แต่กลับไปไม่ถูก จึงได้ถามทางที่จะกลับว่าไปทางไหน ท่านก็ได้ชี้ไปทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นด้านหลังของท่าน

ข้าพเจ้าจึงได้กราบลา พร้อมกับแหวกต้นไม้เดินมาเรื่อยๆ ซึ่งเป็นป่าทึบตลอด เดินได้มาสักครู่ก็มาพบที่โล่งเตียนอีก ไม่มีต้นไม้เลย จึงได้เดินไปตามทางที่โล่งนั้น ซึ่งเป็นคล้ายสนามหญ้าเขียวไปไกลสุดขอบฟ้า ดูไปข้างหน้าไม่มีจุดหมายปลายทาง

ข้าพเจ้าจึงเดินไปเรื่อยๆ ปรากฏข้างหน้าที่เห็นนั้นเป็นจอมปลวก ๒ แห่ง จึงเดินตรงเข้าไป และได้เห็นไก่บินออกจากจอมปลวกทั้งสองแห่งนั้นจำนวน ๗ ตัว ข้าพเจ้ารีบวิ่งไล่จับไก่ แต่ก็จับไม่ได้สักตัว จนกระทั่งเหนื่อยจึงได้พักตัดสินใจไม่เอาดีกว่า

หลังจากนั้นจึงได้เดินไปอีก มองเห็นศาลาหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้า ซึ่งปลูกคร่อมทางที่จะเดินไป เมื่อเดินเข้าไปที่ศาลาหลังนั้น เห็นพระสงฆ์อยู่รูปหนึ่ง ห่มผ้าจีวรสีกรัก เก่ามากอายุประมาณ ๗๐ – ๘๐ ปี ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นพระจึงเข้าไปกราบท่าน ท่านถามว่ามาอย่างไร ข้าพเจ้าตอบไปว่าหลงทางมา ท่านถามว่าในระหว่างทางได้พบอะไรบ้าง จึงตอบว่าได้พบตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

พระสงฆ์องค์นั้นท่านบอกว่า ตามที่ข้าพเจ้าได้พบชาย ๓ คนนั้น เป็นยมบาลที่คอยลงโทษสัตว์นรกที่กระทำความชั่วมา แล้วที่เดินมาพบไก่ ๗ ตัวนั้น ท่านบอกว่าเป็นผลจากที่ข้าพเจ้าเคยฆ่าไก่มา ซึ่งเป็นจำนวนที่ตรงกับที่ข้าพเจ้าเคยฆ่ามา ๗ ตัว ในชาติปัจจุบันนี้ หลังจากที่ได้สนทนากับท่านอยู่สักครู่หนึ่ง จึงได้ลาท่านพร้อมกับถามถึงทางที่จะเดินต่อไป ท่านชี้ให้ไปทางทิศตะวันออก

หลังจากเดินทางต่อไปตามที่ท่านแนะนำ สักครู่หนึ่งก็มีความรู้สึกตัวเบาหวิวลอยขึ้นไป จึงได้เหลียวกลับไปดูข้างล่างเห็นพื้นสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา พอหันกลับมาอีกทีปรากฏว่าสิ่งที่พบเห็นเบื้องหน้านั้นกลายเป็นปราสาทราชวังสวยงามมากมายหลายหลัง ต้นไม้ภายในบริเวณนั้นเป็นพุ่มเขียวขจี ตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบ มองไปที่ใต้ต้นไม้เห็นหมู่แม่ชีบ้าง เห็นหมู่พระบ้าง จับกลุ่มกันอยู่ตามใต้ต้นไม้นั้น

ข้าพเจ้าได้แอบดูอยู่ที่พุ่มไม้ด้านหนึ่ง ปรากฏว่ามีพระองค์หนึ่งเหลือบเห็นข้าพเจ้า ท่านได้กวักมือเรียกข้าพเจ้าให้เข้าไป เมื่อเข้าไปถึงท่านแล้ว จึงได้กราบนมัสการท่าน ๓ ครั้ง ในขณะนั้นหมู่พระและแม่ชี ต่างก็หันมาดูข้าพเจ้า และได้พากันมายืนห้อมล้อมข้าพเจ้าเต็มไปหมด

หลังจากนั้น พระองค์ที่เรียกข้าพเจ้า ท่านได้พาข้าพเจ้าไปเที่ยวชมปราสาทในบริเวณนั้น เป็นที่ชื่นใจมาก จนล่วงเลยเวลามานาน จึงให้ท่านส่งกลับมาเสียที เมื่อท่านเห็นว่าข้าพเจ้าต้องการจะกลับ ท่านจึงให้ข้าพเจ้าเดินนำหน้า ส่วนท่านเดินตามหลัง พร้อมบอกทางที่จะไป พอเดินมาถึงบันได ท่านได้กล่าวเตือนว่า “ระวังกรรมเก่านะลุกนะ” ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นจริงอย่างไร ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังต่อไปในภายหลัง

เมื่อท่านกล่าวจบ ข้าพเจ้าก็มิได้ซักถามอะไร มีความรู้สึกตัวเบาหวิว ลอยลงมา พร้อมกับได้ยินเสียงที่ท่านบอกตามมาอีกว่า “เอาละนะ หันหน้าไปทางนี้ ท่านจะกลับแล้วนำ” พอจบคำของท่าน ข้าพเจ้าก็หันไปดุพระองค์นั้น ปรากฏว่าไม่เห็นท่านเสียแล้ว มีแต่ความว่างเปล่า จึงหันหน้ากลับมาอีกครั้ง ก็เห็นร่องน้ำหลังบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ข้าพเจ้านอนอยู่ในโรงนวดข้าวนั่นเอง

พอดีได้ยินเสียงโยมแม่มาเรียก ก็รู้สึกตัวจึงลุกขึ้น ได้ยินเสียงโยมแม่บอกว่า “นอนอะไรยังไม่ทันมืดค่ำ” แต่ความจริงข้าพเจ้าเข้ามานอนตั้งแต่เวลาประมาณ ๖ โมงเช้า ถึงมาได้ยินเสียงโยมแม่เรียกก็ต่อเมื่อเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น นับเป็นเวลาถึง ๑๒ ชั่วโมงเต็ม

ข้าพเจ้ารู้สึกตัวสั่นมาก ร้องไห้ บอกโยมแม่ว่าผมนอนมาตั้งแต่เช้าแล้ว เพิ่งจะรู้สึกตัวนี่แหละ พร้อมกับได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ตามที่ได้ไปพบเห็นมาทั้งหมด

หลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาจากวัยเด็ก เมื่อโตขึ้น ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติอย่างนั้นตลอดมา จนกระทั่งมีครอบครัว จึงได้ย้ายมาทำมาหากินอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาเมื่ออายุได้ประมาณ ๔๘ ปี ก็มีเรื่องพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน เนื่องจากมีคนมาบุกรุกที่ดินของข้าพเจ้า จนถึงขั้นฟ้องร้องกัน ต่อมาข้าพเจ้าชนะคดี เรื่องราวก็สงบลง

ต่อมาในวันหนึ่งประมาณ ปี ๒๕๒๘ ข้าพเจ้าลงไปจากบ้านเพื่อทำธุระ ปรากฏว่ามีคนมาแอบยิงข้าพเจ้าด้วยปืนลูกซอง ๕ นัด ข้าพเจ้าถูกยิงเข้าที่ท้องอย่างจัง กระสุนปืนทะลุหลังหลายแห่ง พอขยับตัวจะก้าวขาก็ล้มลงทันที นอนคว่ำอยู่ในบริเวณนั้น

ข้าพเจ้าก็คิดว่า “เอ...เขามายิงเราทำไม เราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร” จึงนอนนึกถึงคำเตือนของพระองค์นั้น ที่ได้ไปพบท่านเมื่ออายุ ๑๘ ปี ท่านบอกไว้ว่า “ให้ระวังกรรมเก่านะลูกนะ” จึงคิดได้ทันทีว่า นี่คงจะเป็นผลของกรรมเก่าของเรา ที่ตามมาถึงแล้ว

เมื่อรู้สึกตัวว่ามีอาการจะตาย ก็คิดว่าตายก็ตายจะได้ใช้กรรมให้หมดเสียที ใจไม่รู้สึกโกรธคนที่ทำร้ายเลย หลังจากนั้นก็ภาวนา “พุทโธ” ไปเรื่อยๆ จนหมดความรู้สึกไป

มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลูกได้หามข้าพเจ้า ขึ้นไปวางไว้หน้าบ้าน หูได้ยินเสียงแว่วๆ จากลูกว่า “พ่อตายแล้วๆ” ในตอนนั้นมีความรู้สึกสบายใจเหลือเกิน ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลเลย เมื่อได้สติก็ทบทวนอีกครั้งก็รู้ว่าเราถูกยิง พอรู้ว่าถูกยิงก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที

จึงได้คิดพิจารณาว่า “อ๋อ..ไอ้ที่เราเจ็บนี่ เพราะเราไปยึดถือมัน ถ้าเราไม่ยึดถือกายนี้ว่าเป็นของเรา เราก็ไม่มีความรู้สึกอะไร” พอใจคิดปล่อยเช่นนั้น ก็รู้สึกแปลบไปทั้งตัว ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นกลับหายไปอีก ความรู้สึกว่าจิตไม่ได้เกาะที่กายเหมือนแยกกันได้ในขณะนั้น จึงได้สอนลูกที่กำลังเศร้าโศกเสียใจว่า ให้พยายามทำแต่ความดี และให้รู้จักภาวนาว่า “พุทโธ”

ต่อมามีอาการใกล้จะตาย รู้สึกธาตุทั้ง ๔ กำเริบขึ้น ในหัวอกหมุนติ้ว เหมือนกับทะเลที่เกิดลมพายุ จึงได้พิจารณาว่า “เอาละ! ตายก็ตาย ร่างกายไม่ใช่ของเรา เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น ที่เราเจ็บปวดเพราะไปยึดถือกาย”

พอคิดเช่นนั้น จิตก็สงบดิ่งตกลงไป พอรู้สึกตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อกายในของเราลอยออกมาจากกายเนื้อแล้ว กายใหม่ใสเป็นแก้ว ล่องไปลอยมาในบริเวณนั้น วนเวียนอยู่จนเห็นว่าลูกร้องไห้เสียใจยังไม่เลิก จึงได้กลับเข้ามาเข้าร่างอีก พร้อมกับบอกลูกว่าให้ไปหารถมารับไปโรงพยาบาล เผื่อพ่อยังไม่ตาย

ในขณะที่ลูกออกไปหารถนั้น ข้าพเจ้าก็เคลื่อนออกจากกายเนื้ออีก แต่ก็ไม่ไปไหน ลอยวนเวียนแถวนั้น จนกระทั่ง เห็นลูกเอารถเข้ามารับ จึงได้ลอยตามรถคันนั้นไป ที่โรงพยาบาลคีรีรัฐนิคม อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี

ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพิสูจน์หลักฐานที่โรงพยาบาลนั้น เพื่อจะสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น หมอก็กำลังทำบาดแผลอยู่ ข้าพเจ้าในขณะที่ลอยอยู่นั้น มีความรู้สึกว่า ถ้าเราไม่กลับเข้าร่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบสวนก็จะไม่รู้เรื่องกัน จึงได้กลับมาเข้าร่างอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อรู้สึกตัว แล้วก็ให้การแก่เจ้าหน้าที่ไปตามความเป็นจริง พยาบาลที่กำลังทำบาดแผลอยู่ก็ถามด้วยความแปลกใจว่า “เจ็บไหม?” ข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่เจ็บเลย” จึงได้พูดธรรมะให้เขาฟังว่า “การฆ่าฟันกันไม่มีประโยชน์อะไร เป็นบาปเป็นกรรมเปล่าๆ”

ต่อมาข้าพเจ้าถูกส่งตัวไปรักษาต่อ ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทำการผ่าตัด เพราะอาการสาหัสมาก ในขณะที่ถูกวางยาสลบนั้น ข้าพเจ้าได้ถอดกายในออกไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลอยขึ้นมาจากกายเนื้อ ก็พบกับกลุ่มเมฆสีดำ ลอยผ่านเข้ามา ความรู้สึกบอกว่านี่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ๕ ที่เข้ามาทดสอบ จึงได้รวบรวมกำลังใจให้เข้มแข็ง ใช้สติพิจารณากำหนดองค์ภาวนาพุทโธ ให้อยู่กับใจตลอดเวลา พร้อมกับพิจารณาตัดอารมณ์ต่างๆ ว่า ถ้าเรายังข้องกับอารมณ์เหล่านี้ ก็จะเป็นทุกข์อีก จิตจึงได้สลัดอารมณ์ที่คล้ายเมฆหมอกเหล่านั้นออกไป

พอพ้นไปแล้วก็รู้สึกว่านี่แหละคือ “นิวรณ์ ๕” ความรู้สึกบอกกับจิตว่า “นิวรณ์ ๕ นี่เป็นด่านกั้นที่สำคัญมาก ถ้าเรายึดตัวนี้ไป จะดึงเราไปลงนรกได้ ถ้าเราผ่านมันไปได้ จะออกไปจากการเวียนว่ายของวัฏจักร จึงได้พุ่งจิตออกไปจากวงวัฏจักรนั้น จิตก็มีอาการปิติมีความสุขเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งลอยขึ้นไป ก็ยิ่งมีความสุขทวีขึ้นจนมีอาการถึงด่านสุดท้าย มีความรู้สึกซาบซ่านยิ่งกว่าความสุขใดๆ ทั้งสิ้น มองเห็นวิญญาณต่างๆ ล่องลอยไปมาตามยถากรรม จิตมีความรู้สึกว่าพวกนี้เป็นพวกเล่นฌานสมาบัติขั้นสูง ที่เรียกว่าอรูปฌาน มองเห็นเป็นดวงกลมๆ ลอยสว่างไปมามากมาย

ข้าพเจ้า จึงได้พิจารณาความสุขนั้นก็ยังไม่เที่ยง มันเสื่อมแล้วกลับมาเป็นทุกข์อีก จึงไม่ยินดีกับความสุขนั้น ตัดอารมณ์ทั้งหมด พุ่งจิตขึ้นไปอีก กายในเบาเป็นที่สุดลอยละล่องไปอย่างสบาย พอไปได้สักชั่วขณะหนึ่ง ก็ไปพบกับปราสาทหลังหนึ่งเป็น ๔ มุข ตรงกลางหลังคาเป้นคล้ายยอดเจดีย์มียอดฉัตร เป็นแก้วใสสว่างสวยสดงดงามเป็นระยิบ ภายในปราสาทมีแท่นเป็นแก้ว

จึงขึ้นไปนอนเล่นอย่างสบาย ภายนอกปราสาทก็มีต้นไม้เป็นแก้ว จิตเที่ยววิ่งเล่นลอยออกไปทางหน้าต่างบ้าง เข้าออกอย่างสนุกสนาน วิ่งวนเวียนรอบบริเวณนั้นอย่างเพลิดเพลิน พอดีเหลือบไปเห็นสระน้ำ จึงลงไปเล่นในน้ำ มีดอกบัวเป็นแก้วลอยอยู่สวยงามมาก เมื่อขึ้นมาจากน้ำก็ไม่เปียก ก็นึกสงสัยว่าที่นี่เป็นที่ไหนหนอ ใจก็นึกว่าหรือที่นี่ที่เราเรียกกันว่า นิพพาน จิตคิดว่าพระพุทธองค์มานิพพานแล้วท่านไปอยู่ที่ไหนหนอ

พอคิดเช่นนั้นปรากฏว่าเห็นพระพุทธเจ้ามาปรากฏต่อหน้าเลย ท่านมาอย่างรวดเร็ว เดินมาเห็นคล้ายเมฆม้วนตัวเป็นเกลียวเกิดเป็นละอองแก้วสวยงามมาก ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมาก จึงเข้ากราบนมัสการท่าน เห็นลักษณะของท่านทรงเครื่องประดับเป็นแก้วขาวผ่อง ใสมาก มีชฎายอดแหลม ขอท่านเที่ยวชมจักรวาล ท่านทรงยิ้มไม่ได้ตรัสว่าอะไร ข้าพเจ้าจึงเดินออกมานอกปราสาทหลังนั้น มองออกไปเห็นจักรวาลทั้งหมดเป็นวงกลม มีดวงดาวต่างๆ เคลื่อนไหวไปมาอย่างมากมาย จึงได้ไปเที่ยวจับลูบคลำควงดาวภายในจักรวาลเหล่านั้น

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็กลับมาปราสาทหลังเดิมอีก เที่ยวหาพระพุทธเจ้าองค์นั้นก็ไม่พบ ไม่ทราบว่าท่านไปทางไหน จิตก็นึกว่าพระพุทธองค์ไปที่ไหนหนอ เราจะได้กราบลาท่านเสียที เพราะมานานแล้ว

พอนึกเท่านั้นเอง ท่านเสด็จมาทันที จึงได้กราบลาท่าน พอกราบลาท่านก็เอี้ยวตัวเหลือบมองเห็นทางที่มาเขียวขจี จึงพุ่งจิตกลับมาเลย มารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลตามเดิม นับเวลาที่ผ่านไปประมาณ ๑๗ ชั่วโมง การผ่าตัดก็เสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว หมอและพยาบาลต่างก็นั่งคอยว่าเมื่อไรคนไข้จะฟื้นเสียที

เมื่อข้าพเจ้าลืมตาขึ้นเห็นขวดเลือด ขวดน้ำเกลือ แขวนเกะกะเต็มไปหมด แปลกใจว่าเป็นอะไร จึงนึกขึ้นได้ว่าเราถูกยิง เห็นลูกอยู่ข้างๆ จึงพูดว่า “พ่อไปสบายแล้ว แต่ต้องกลับลงมาอีก เพราะกรรมยังไม่หมด และต้องสร้างบุญกุศลต่อไปอีก”

ทั้งหมอและพยาบาลเมื่อได้ยินเสียงข้าพเจ้า จึงเข้ามายืนห้อมล้อม เมื่อเห็นข้าพเจ้าฟื้นขึ้น ทุกคนก็หมดห่วง ทักทายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยินเสียงหมอพูด ก็มีอาการหัวใจจะวายอีก รู้สึกรังเกียจเสียงมนุษย์ขึ้นมามันที เป็นเสียงที่หยาบคายที่สุด จึงร้องไห้ ไม่อยากพูดกับใครเลย


พอหลับตา ก็เห็นพระพุทธองค์ทรงมาปรากฏเบื้องหน้าอีก องค์ใหญ่มาก เหลืองสวยอร่าม จิตใจค่อยสบายขึ้น ใจนึกอธิษฐานว่า ขอให้หายเถิดแล้วลูกจะขอบวช ไม่อยู่แล้ว ท่านก็หายไป ต่อมาอาการที่เบื่อเสียงมนุษย์ก็ค่อยหายไป

ข้าพเจ้าได้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลได้ประมาณ ๑ เดือน ก็ยังเดินไม่ได้ จึงไปขอไม้เท้าเพื่อจะหัดเดิน หมอบอกว่าไม่มี พร้อมกับบอกว่ากลับบ้านได้แล้ว ข้าพเจ้าก็กลับมานอนที่เตียงคน นึกถึงพระพุทธองค์ว่า ถ้ายังเดินไม่ได้อย่างนี้ ลูกจะบวชได้อย่างไร จะปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างไร? ถ้าหากพระพุทธองค์จะทรงให้ลูกบวช ก็ขอให้ลูกเดินได้เป็นปกติ ปรากฏว่าเป็นที่อัศจรรย์ว่า ข้าพเจ้าสามารถลุกเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าเลย

ต่อมาหลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอุปสมบทตามที่ได้อธิษฐานไว้ในปี ๒๕๒๘ นั้น ที่วัดสถิตย์คีรีรมย์ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี แล้วย้ายมาประจำอยู่ที่วัดถ้ำสิงขร

เมื่อบวชแล้ว ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องที่ได้ประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้ให้ผู้อื่นฟัง แต่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง ไม่รู้จะไปปรึกษากับใคร แต่ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ คือ ถอดจิตไปตามสถานต่างๆ ตามที่ได้เคยไปมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเขาเรียกสถานที่นี้ว่าอะไร ความสงสัยในเรื่องนี้ยังไม่มีใครให้ความกระจ่างแก่ข้าพเจ้าได้

จนกระทั่งต่อมาในปี ๒๕๓๐ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับโยมแอ๊ว ซึ่งเป็นแม่ของด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล ซึ่งเป็นเด็กระลึกชาติได้ และไปเที่ยวนรกสวรรค์ได้ด้วยตนเองเช่นกัน ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องแปลกประหลาดเหล่านี้ให้โยมแอ๊วฟัง

โยมแอ๊วจึงได้แนะนำให้ข้าพเจ้าเดินทางไปที่วัดท่าซุง การไปของข้าพเจ้าครั้งแรกมีอุปสรรคมาก มีนักบวชประเภทเดียวกันบางท่านกีดกันทุกอย่าง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเป็นไงก็เป็นกัน ในเมื่อเราจะไปเสียอย่าง จึงได้ติดสินใจเดินทางมาฝึกมโนมยิทธิเป็นครั้งแรก

ปรากฏว่าคุณโยมน้อย (กานดา) เป็นครูฝึกให้แก่ข้าพเจ้า คุณโยมได้แนะนำไปตามขั้นตอนที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้วางแนวทางไว้คือ ขึ้นไปถึงพระจุฬามณีและขึ้นไปที่พระนิพพาน เมื่อครูแนะนำให้อธิษฐานว่า ถ้าวิมานของข้าพเจ้ามีอยู่ที่ไหน ขอให้พระพุทธองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปที่นั้น

เมื่อครูฝึกแนะนำไปตามนี้ ข้าพเจ้าเห็นพระพุทธเจ้าท่านทรงนำไปที่วิมานของข้าพเจ้า ซึ่งก็เป็นที่ประหลาดใจมาก เพราะปรากฏว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้าแก่จิตนั้นก็คือ ปราสาทหลังเดิมที่ข้าพเจ้าเคยไปมาแล้วนั่นเอง

ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจมาก มีความปลื้มปิติบอกไม่ถูก นับเป็นเวลานานหลายปีที่มีความสงสัยว่าสถานวิมานนี้เขาเรียกว่าอย่างไร ก็ไม่มีใครตอบได้ จนกระทั่งได้มีโอกาสมาฝึกมโนยิทธิตามแนวทางของหลวงพ่อ จึงได้ทราบแน่แท้แก่จิตใจว่า สถานที่เราเคยไปพบมาก่อนนั้นที่แท้จริงก็คือ “แดนนิพพาน” นั้นเอง

นับว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาให้ความสว่างเป็นหนทางแห่งปัญญา สิ่งที่เคลือบแคลงสงสัยได้หายไปหมดสิ้น มีความมั่นใจว่านิพพานมีจริง มิได้มีสภาพสูญอย่างที่นักบวชบางท่านคัดค้าน ตามที่ข้าพเจ้าประสบมาแล้ว บางท่านข่มขู่ข้าพเจ้าด้วยทิฐิมานะ ข้าพเจ้าถามว่าท่านบวชมาตั้ง ๔๐ – ๕๐ พรรษา ท่านได้ปฐมฌานแล้วหรือยัง พอท่านได้ยินคำถามเช่นนี้ ท่านอึ้งไปเลย ไม่ยอมตอบคำถามอีกเลย

ต่อมาในวันหนึ่งตอนบ่าย ข้าพเจ้าเดินมาจากถ้ำ เพื่อจะมาที่กุฏิที่อาศัยอยู่ ตอบนั้นเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงเย็น เดินมาถึง เหลือบตามองเห็นแสงแดดส่องลงมาจากข้างฝา ลงมากระทบพื้นกระดานกุฏิ ก็คิดในใจว่าน่าเล่นกสิณแท้ๆ เห็นเป็นดวงสว่าง ข้าพเจ้าเลยห่มผ้าจีวรทันที นั่งอยู่ที่กุฏินั้น เพ่งแสงสว่างที่ลอดเข้ามา เพ่งไปนานๆ แสงก็มีสีนวลขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาแสงก็เปลี่ยนเป็นสีขาว แล้วก็ใสขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นแก้วประกายพรึก ดวงแก้วใสนั้น หมุนตัวขึ้นไปข้างบน ปรากฏว่ามีเสียงฟ้าผ่า แล้วเห็นแสงกระจายออกเป็นหลายๆ สี ลอยตกลงมา เสียงดังกึกก้องไปในอากาศ พระที่อยู่ในวัด เมื่อยินเสียงต่างก็วิ่งกันมาที่กุฏิของข้าพเจ้า พูดกันว่า “ฟ้าผ่ากุฏิท่านวิชัยแล้ว” เมื่อมาถึงก็ไม่มีอะไร ทุกคนต่างก็แปลกใจกันไปตามๆ กัน

หลังจากข้าพเจ้าถอยออกจากสมาธิแล้ว ความที่มิได้ศึกษามาก่อน จึงคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ไม่เอาอีกแล้ว จึงหยุดไป ต่อมาได้ไปที่วัดท่าซุง กราบนมัสการให้ท่านทราบ หลวงพ่อท่านบอกว่าให้เล่นได้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องจดจำไปตลอดชีวิต เนื่องจากว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ฝึกมโนมยิทธิเป็นครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปกราบนมัสการหลวงพ่อ ท่านพูดว่า “เมื่อวานไม่ทันได้ดูข้าพเจ้า” ท่านบอกว่า “ใจใสอย่างนี้จะไปที่ไหนก็ไปได้หมด” ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว รู้สึกปลาบปลื้มใจในความเมตตาของท่าน มีกำลังใจในการปฏิบัติยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในพรรษาแรก ก่อนที่จะมาวัดท่าซุง ข้าพเจ้าก็พบกับอาการที่แปลกๆ มากในการปฏิบัติกรรมฐาน ท่านผู้อ่านอ่านแล้วอย่าได้คิดว่า เป็นเรื่องตลกหรือคิดว่าข้าพเจ้ามาเล่าเพื่อเป็นการอวดตัวเอง แต่เรื่องเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเองโดยที่เรามิได้รู้สาเหตุ ท่านนักปฏิบัติผู้ใดอาจจะปฏิบัติแล้วมีอาการเช่นนี้เกิดขึ้น ก็จะได้เป็นแนวทางที่จะปฏิบัติให้ได้ผลยิ่งขึ้น หรือท่านจะแนะนำข้าพเจ้าบ้างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป

ในวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งภาวนาพุทโธ เมื่อนั่งมานานก็รู้สึกเมื่อย จึงเปลี่ยนเป็นท่านอนภาวนาไปเรื่อยๆ ใจสบาย ลมหายใจละเอียดเข้า จิตวูบหายไปเลย มารู้สึกอีกที ปรากฏว่าร่างกายลอยวนรอบวัด ทั้งๆ ในลักษณะที่กำลังนอนอยู่

ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนประมาณ ๔ ทุ่ม ลอยอยู่รอบบริเวณวัดประมาณ ๑๐ กว่านาที ลืมตามองเห็นต้นไม้ กุฏิวิหารที่อยู่ข้างล่างได้อย่างชัดเจน มันลอยวนเวียนของมันเอง โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้น สักครู่หนึ่งก็ลอยกลับมานอนที่เดิม

หลังจากที่ได้ไปฝึกมโนมยิทธิที่วัดหลวงพ่อแล้ว ก็มีอาการอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้นหลายสิบครั้ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นท่านั่งลอยออกไป แต่ก็ไปได้เฉพาะบริเวณวัด พอตั้งใจจะไปวัดท่าซุงทีไร จิตถอนออกจากสมาธิต้องกลับมานั่งที่เดิมทุกที

มาอยู่วันหนึ่งเป็นวันพระกลางเดือน ๑๐ มีคนมาทำบุญเต็มศาลา จึงคิดนั่งจะลอยให้คนเห็น ปรากฏว่านั่งเท่าไรมันก็ไม่ขึ้นสักที จะเห็นได้ว่าถ้าเราตั้งใจทำมันก็ไม่เกิด พอไม่ได้ตั้งใจทำ มันก็ลอยไปได้ตามปกติ มองเห็นข้างล่าง ถึงแม้จะเป็นเวลากลางคืนก็เห็นได้สว่างชัดเจน

เหตุการณ์ทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้ประสบมา ข้าพเจ้ากราบขอขมาทุกๆ ท่าน ที่นำมาเล่านี้มิได้ประสงค์ที่จะอวดอ้างคุณวิเศษแต่ประการใด บางทีมีผู้ที่ประสบเหตุการณ์ยิ่งกว่านี้ก็ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงเสียวหนึ่งของชีวิต ที่บังเอิญไปเกี่ยวกันกับการปฏิบัติธรรมในพระบวรพุทธศาสนา จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ขอฝากไว้ในดุลยพินิจของท่านผู้อ่าน ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทุกท่าน เพราะข้าพเจ้าก็ได้เล่ามาตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จนบางครั้งแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปเหมือนกับความฝันจนข้าพเจ้าแทบจะไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง

ต่อเมื่อ ได้ไปฝึกมโนมยิทธิตามแนวทางของหลวงพ่อ จึงได้ข้อสรุปที่สงสัยมานานหลายปีว่า สิ่งเหล่านี้ที่เราได้เคยพบเห็นมาก่อน มิใช่เป็นแต่เพียงความฝันเท่านั้น เฉพาะอาศัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงสุด และครูฝึกของข้าพเจ้าคือ คุณโยมน้อย (กานดา) และพระภิกษุภายในวัดท่าซุงทุกองค์ ตลอดถึงคุณโยมแอ๊วผู้แนะนำทาง

ผลสุดท้ายข้าพเจ้าได้มาอยู่ในผ้ากาสาวพัตร์ตามที่ได้อธิษฐานไว้ จนกระทั่งได้ไปพบเห็นแดนพระนิพพาน หวังว่า “ฝันที่เป็นจริง” ของข้าพเจ้าเมื่อปิดฉากลงเมื่อใด คงจะได้ไปอยู่สถานที่นั้น อันเป็นสถานที่สุดท้ายตลอดกาลนานเทอญ


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 25/6/10 at 09:19 [ QUOTE ]



พระมหาสิงห์ วิสุทโธ

แม้แต่รอยเท้าก็มีค่าหาประมาณมิได้
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

เมื่อสงกรานต์มาถึง ซึ่งจะเป็นวันที่ ๑๓ -๑๕ เมษายนของทุกๆ ปี ชาวล้านนาส่วนมาก เมื่อเสร็จธุระในการทำบุญที่วัดแล้ว ก็จะนำน้ำพระพุทธมนต์จากวัดมาประพรมที่บ้าน และจะนำเอาวัตถุมงคลต่างๆ เท่าที่ตนมีอยู่ นำออกมาสักการบูชาทั้งหมดไม่ให้เหลือ ตั้งแต่องค์พระพุทธรูปเป็นต้นไป จนถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ ฟันของบิดา มารดา ผ้าขาวที่ใช้ปกหน้าบิดามารดาที่ตายไปแล้วเขาก็ไม่เผา จะนำเอาบูชาตลอด และนำมาบูชาในวันสงกรานต์นี้ด้วย

นอกจากนี้ ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่นับวันก็จะหายไปแล้วคือ รอยเท้าของพระสุปฏิปันโน ส่วนมากที่พบเห็นก็จะเป็นรอยเท้าขององค์หลวงปู่ครูบาศรีวิชัย (ต้นบุญแห่งล้านนาไทย) ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า การบูชารอยพระพุทธบาทและรอยเท้าพระสุปฏิปันโนนี้ จะมีอานิสงส์พิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ จะมีความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางไปก็ดี มาก็ดี มีโชคลาภคล่องตัวตลอดทาง นอกจากนี้ถ้าเรากราบไหว้บูชาทุกๆ วันแล้ว ก็จะไม่หลงทางไปจากเส้นทางของพระอริยเจ้าด้วย

ข้าพเจ้าได้หาผ้าขาวมาให้ครบคนในครอบครัวของข้าพเจ้า คือ ๕ ผืน ขอความเมตตาให้องค์หลวงพ่อเหยียบให้ แล้วนำมาไหว้สักการบูชาตลอดมา เมื่อบวชแล้วข้าพเจ้าคิดว่ารอยเท้าขององค์หลวงพ่อนี้ จะมีประโยชน์อะไรบ้างหนอ จึงได้เอาผ้ารอยเท้าขององค์หลวงพ่อใส่อุ้งมือนอนประนมภาวนาว่า นะมะ พะธะๆๆ เรื่อยไป เมื่อคำภาวนาหายไปก็ปรากฏว่า มีองค์หลวงพ่อมายืนอยู่ด้วย มือของข้าพเจ้าก็โอบอยู่ที่เท้าของท่าน แล้วองค์หลวงพ่อก็ค่อยๆ ดึงเท้าออกมา ตัวของข้าพเจ้าก็เลยลอดติดเท้าออกมาด้วย

ข้าพเจ้าได้กราบเรียนองค์หลวงพ่อว่า จะให้เกล้ากระผมไปไหนขอรับ องค์ท่านตอบว่า ไม่ต้องไปไหนหรอก แต่ว่า ลองหันกลับไปดูร่างกายของท่านดูซิ เมื่อข้าพเจ้าหันกลับมาดูแล้ว ก็ได้เห็นร่างกายของตนเองที่ไม่มีผ้าปกปิดเลย มันมีสภาพที่น่าทุเรศที่สุด น่ารังเกียจที่สุด สุดที่จะบรรยาย ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นอสุรกาย ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงจะเหมือนกับอสุรกาย เมื่อข้าพเจ้ามองทั่วรางกายแล้ว ก็เกิดภาพนิมิตขึ้นอีกภาพหนึ่ง คือ เห็นข้าพเจ้ากำลังนั่งกินลาบเขียดอยู่ด้วยความเอร็ดอร่อย วิญญาณเขียดก็กำลังเต้นห่างร่างของตนไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าสลดใจคิดว่าร่างกายนี้นอกจากสกปรกแล้วยังมีสิ่งที่สกปรกเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงตลอดไปอีกหนอ

รอยเท้าขององค์หลวงพ่อนั้น ถ้าเรามีความจำเป็นอยากจะรู้อะไร อธิษฐานตามความต้องการแล้ว ภาวนา นะมะ พะธะ ไป เมื่อคำภาวนาหายไปก็ดี หลับไปก็ดี ผ้ารอยเท้าจะปรากฏเหมือนจอโทรทัศน์ จะมีตัวหนังสือไทยปรากฏในจอนั้น เมื่ออ่านรู้เรื่องแล้ว ก็จะสะดุ้งทันที

ข้าพเจ้าจึงมีความซาบซึ้งในพระคุณขององค์หลวงพ่อเป็นยิ่งนัก แม้แต่รอยเท้าขององค์ท่าน ก็มีค่าประมาณมิได้

ไม่มีที่ใดจะไกลสำหรับองค์หลวงพ่อ

ค่ำคืนวันหนึ่ง ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมสำนักได้คุยกันถึงเรื่องการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า เมื่อเราเอาจิตเกาะพระนิพพานตลอดเวลาแล้ว เราก็ไม่ต้องทำอะไรอีก ตายเมื่อไรก็เข้าสู่พระนิพพาน เพื่อนร่วมสำนักเขามีความเห็นว่า ปฏิบัติแบบนั้นจะไม่ถึงพระนิพพาน เพราะการเอาจิตเกาะพระนิพพานก็ดี นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็ดี เป็นสมถกรรมฐาน ข้าพเจ้าได้โต้เขาว่า ได้ฟังเทปองค์หลวงพ่อว่า ผู้ใดเอาจิตเกาะนิพพานเป็นอารมณ์ จนชนิดที่เรียกว่า เกาะจนไม่ต้องเกาะแล้วอย่างนี้ซิ จึงจะแน่ ข้าพเจ้าไม่เชื่อใครอีกแล้ว นอกจากองค์หลวงพ่อ

เมื่อถึงเวลานอน ข้าพเจ้าก็ภาวนาเพื่อจะให้หลับไป พอคำภาวนาหาย องค์หลวงพ่อได้มาตะโกนบอกข้าพเจ้าด้วยเสียงอันดังว่า “อาจารย์สิงห์ เอาจิตเกาะพระนิพพานด้วย พิจารณาร่างกายว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราด้วย” ข้าพเจ้าตื่นน้อมกราบองค์หลวงพ่อด้วยความชื่นใจ และคิดว่าองค์หลวงพ่อ มิได้อยู่ไกลพวกเราเลยหนอ ไม่มีที่ใดจะไกลสำหรับองค์หลวงพ่อ

แก้สงสัย

วันหนึ่งในอดีตที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้แบกไม้ เพื่องานในด้านวิหารทาน เท้าลื่นได้ล้มไปพร้อมกับไม้ เลยเจ็บที่ไหล่และแขนข้างซ้าย เจ็บมากภาวนาจิตไม่อยู่ที่ลม จิตจะไปจับอยู่ที่เวทนา ข้าพเจ้าได้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ผ้าใบ ก็เลยมาคิดสงสัยว่า ตอนที่เราจะตาย เวทนามันคงจะมากกว่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเราภาวนาไม่ได้ จิตไม่ทรงตัว เราจะไปนิพพานได้ละหรือ

ข้าพเจ้าคิดถึงองค์หลวงพ่อว่า องค์ท่านสอนว่าอย่างไร เราถึงจะเข้าสู่พระนิพพานได้ ท่านสอนว่าให้ใช้ปัญญาพิจารณา ยอมรับความจริงว่า เราเป็นผู้ไม่มีอะไร ญาติของเราไม่มี สมบัติใดๆ ของเราไม่มี แม้แต่ร่างกายของเรานี้มันก็จะไม่มีในที่สุด เราจะทำงานไปตามหน้าที่ เมื่อความตายมาถึง เราจะไปที่เดียว คือพระนิพพาน

ก็ในขณะนี้ เรามีอะไรบ้างหนอ มองในด้านสมบัติก็ไม่มีอะไรเลย ที่ดินสักหัวไม้ขีดก็ไม่มี ปัจจัยสี่ที่อาศัยทุกวันก็ไม่เคยคิดเคยนึกว่าเป็นสมบัติส่วนตัว นึกว่าเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา มองหาลูกหาหลานหาญาติหาบริวาร ก็ไม่มีผู้ใดเป็นสมบัติของเรา เพราะเขาสละให้ เราบวชแล้ว

คิดถึงร่างกายมันก็แก่ลงไปทุกวันๆ สักวันหนึ่งมันก็จะไม่มีจริงๆ แล้วเราจะต้องการอะไรอีก เราก็ไม่มีความต้องการอะไร นอกจากพระนิพพาน เอ.. ถ้าเราภาวนาไม่ได้ เราคิดอยู่อย่างนี้จะไปนิพพานได้ไหมหนอ ก็เลยหลับตาคิดย้อนมาย้อนไป พอหายคิดก็ปรากฏว่าร่างอันซ้อนอยู่ภายใน ได้พุ่งทะยานเหาะขึ้นไปในอากาศ ด้วยความเร็วที่สูงมาก เมื่อผ่านระยะเขตของพระจุฬามณี

ข้าพเจ้าก็คิดขึ้นมาว่า เออ...หนอไหนๆ ก็จะไปนิพพานแล้ว ก็ควรจะไปแวะกราบพระจุฬามณีเสียก่อน ข้าพเจ้าเลยเบนหัวออกจากเส้นทาง จะพุ่งไปหาพระจุฬามณี ก็พอดีหล่นลงมาเข้าร่างที่เจ็บป่วยตามเดิม ถ้าเราไม่อยากแวะคงจะสบายๆ ไปแล้วนา

องค์หลวงพ่อเป็นผู้ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์ ชี้ทางพระนิพพานอันพ้นโศกวิโยคภัย พระคุณนั้น มากมายมหาศาล หาที่สุดหาประมาณมิได้จริงๆ หนอ

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/7/10 at 10:15 [ QUOTE ]



สามเณรยอด มานพ

ความเมตตาของหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

เมื่อก่อน ผมยังไม่เคยรู้จักหลวงพ่อท่านเลย แต่หลวงพ่อปานเคยรู้จักชื่อท่าน ตั้งแต่ผมมีอายุ ๘ – ๙ ขวบ ครั้งเรียนหนังสือ อยู่ที่โรงเรียนราษฎร์บูรณะ ฝั่งธนบุรี น้าชายทำสวนส้มโอและหมากอยู่ที่คลองราษฎร์บูรณะ แล้วเอาส้มโอ และหมากบรรทุกเรือไปขายที่จังหวัดอยุธยา จะเอาของไปถวายหลวงพ่อปานวัดบางนมโค ขอพระหลวงพ่อปาน ท่านเมตตาให้มาหลายองค์ น้าชายจึงให้ผม ๒ องค์ หลวงพ่อไก่ ๑ องค์ หลวงพ่อเม่น ๑ องค์ ผมเป็นเด็กรักพระมาก จึงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

เมื่อออกจากโรงเรียน กลับบ้านนอกแล้ว ก๋งแสงเป็นหมอประจำตำบลรู้เข้า มาอ้อนวอนขอ จึงให้หลวงพ่อไก่ไป ๑ องค์ เขาเอาไปอาราธนาทำน้ำมนต์รักษาคนป่วย เขาบอกว่ารักษาได้ทุกอย่าง เวลานี้ผมยังเหลืออยู่องค์เดียวคือหลวงพ่อเม่น ส่วนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน พึ่งรู้จักเมื่ออายุมากแล้ว

ลูกหญิงที่บ้าน ไปซื้อหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน มาอ่านกัน เห็นมีชื่อหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นเจ้าของพระที่ผมเคยรู้จักชื่อท่าน ก็พลอยอ่านกับเขาไปด้วย จึงได้รู้จักชื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำ อ่านสนุกมาก ได้ทั้งความบันเทิง และคติธรรม จึงได้อ่านซ้ำๆ ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อขึ้นมาในใจ

ผมเองได้พบหลวงพ่อครั้งแรก ที่บ้านคุณประเสริฐ อำเภอศรีราชา ผมเอาอาหารไปถวายท่าน พอท่านเห็นหน้า ท่านก็บอกว่า สร้างพระชำระหนี้สงฆ์เสีย ๑ องค์ จึงถามท่านว่าองค์ละเท่าไรขอรับ ท่านบอกว่า ๑ แสนบาท ผมชักอั้น ถามท่านว่ารวมๆ กันสร้างได้ไหมครับ ต้องสร้างคนเดียวท่านบอก ผมนึกในใจว่าเมื่อไรหนอเราจะมีเงินมากๆ จะได้ทำบุญกับหลวงพ่อมากๆ

ตั้งแต่บัดนั้นมา ผมก็เจริญขึ้นๆ การเงินก็คล่องตัว ถึงปีก็ไปทำบุญถวายกฐินทุกปีที่วัดท่าซุง ยังได้สร้างห้องกรรมฐาน ห้องโรงพยาบาลแม่และเด็กอีก และยังได้ทำบุญที่วัดอื่นๆ รวมทั้งทางราชการอีกเป็นจำนวนมาก แต่พระชำระหนี้สงฆ์ที่หลวงพ่อบอกไม่ได้สร้าง ไม่ทราบว่า วิบากกรรมอะไรมันมาบัง

จนถึงอายุได้ ๗๔ ปี สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ให้กับแม่บ้านและลูกๆ ตนเองได้เข้าบวชเป็นเณร ปฏิบัติธรรมอยู่บนเขาเขียว เจริญสมาธิกรรมฐาน พอจิตสงบก็นึกถึงพระชำระหนี้สงฆ์ที่หลวงพ่อบอก ตอนนั้นเราก็มีเงินพอแล้ว ทำไมเราไม่สร้าง จิตก็เกิดกิเลสนิวรณ์ แล้ว นึกถึงเมื่อเราบวชพระครั้งก่อน เราเคยเอาเงินสงฆ์ให้พระรู้จักกันยืมไป ๓๐๐ บาท แล้วพระรู้จักกันองค์นั้นก็ไปสึก เงินก็ไม่เอามาใช้ เราคงจะร่วมเป็นหนี้สงฆ์ด้วย น่าอัศจรรย์จริงทำไมหลวงพ่อรู้ เป็นเวลานานตั้ง ๔๐ กว่าปีมาแล้ว

หลวงพ่อท่านมีเมตตา จึงบอกให้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์เสีย เราก็โง่นึกไม่ถึง มานึกถึงก็ไม่มีสมบัติเสียแล้ว ต่อมามีธุระมาบ้าน จึงเล่าให้โยมและลูกๆ เขาทราบ โยมและลูกๆ จึงรวบรวมเงินกันได้ประมาณห้าหมื่นเศษ เอามาถวายหลวงพ่อเณรให้สร้างพระ เณรก็ดีใจพ้นจากอเวจีมาได้ ก็เอาเงินนั้นมาถวายหลวงพ่อที่ซอยสายลม กราบแล้วบอกท่าน ขอสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ร่วมกับหลวงพ่อด้วย

แล้วเรียนให้หลวงพ่อทราบว่า ผมบวชแค่เณร หลวงพ่อท่านบอกว่า “ดีแล้ว บวชเป็นเณร” คำว่าดีแล้วเพียงเท่านี้ ก็ดีเรื่อยมาจนบัดนี้ ดีทุกอย่างเลย คำพูดของหลวงพ่อนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ การปฏิบัติธรรมก็ดียิ่งขึ้น การเคารพนับถือของญาติโยมก็เพิ่มมากขึ้น ไม่มีใครรังเกียจเณรแก่ๆ เลย จึงขอยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และหลวงพ่อเป็นที่พึ่งตลอดไป

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 14/7/10 at 08:52 [ QUOTE ]



เฉลิม คงทอง

เคารพหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ข้าพเจ้าเป็นคนราชบุรี นับถือศาสนาคริสต์ เริ่มรู้จักหลวงพ่อตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๒๐ ปีเต็ม และได้ติดตามหลวงพ่อตลอดมา ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าอายุ ๕๙ ปีแล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าพบหลวงพ่อ ที่วัดบางนมโคนั้น ตอนนั้น หลวงพ่อรับหน้าที่แทนหลวงปู่ปานแล้ว

เริ่มแรกทีเดียวนั้น ข้าพเจ้ากับนายแจ่ม เปาเล้ง (ซึ่งภายหลังไม่กี่ปี นายแจ่ม เปาเล้งก็กลายมาเป็นพ่อตาของข้าพเจ้า) พากันไปพบหลวงพ่อที่วัดบางนมโค ก็ได้คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า คาถาวิระทะโย และได้ไปหานายประยงค์ ตั้งตรงจิตด้วย ไปคุยเรื่องคาถา พระปัจเจกพุทธเจ้า นายประยงค์ก็แนะนำว่า ต้องท่องคาถา และใส่บาตรอย่าให้ขาด จึงจะได้ผล

นายแจ่ม ได้คาถามา ก็ทำอย่างจริงจังแบบเปิดเผย เดิมเขาไม่มีที่ดิน ข้าพเจ้าก็แบ่งที่ดินให้ปลูกพริก ซึ่งนายแจ่มปลูกแล้ว พริกเจริญงอกงามดีมาก เพราะว่าปลูกไปก็ว่าคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นประจำ ทำให้มีการคล่องตัว และทำให้การเป็นอยู่ดีขึ้น เพราะผลของคาถานี้ช่วยได้มาก

ตัวข้าพเจ้าได้คาถามาแล้ว ก็ท่องแบบเงียบๆ คือเอาวิธีหลวงพ่อมาทำแบบเงียบๆ ไม่ทำแบบเปิดเผย ตัวข้าพเจ้ายังคงนับถือศาสนาคริสต์อยู่ แต่ก็ท่องคาถาวิระทะโยไปเรื่อย พอลงมือทำงาน วิดน้ำในสวน ก็ท่องคาถานี้เรื่อยๆ โรคภัยก็ไม่ค่อยเบียดเบียน

สมัยนั้นมีโรคระบาดอยู่ทั่วไป คนป่วยกันมาก แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยเป็นอะไร ถึงข้าพเจ้านับถือคริสต์ เวลาไปหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็ไหว้ท่านและเคารพนับถือท่าน ก็ทำตามที่ท่านแนะนำ ภายหลังเตี่ยข้าพเจ้าให้ที่ข้าพเจ้าทำสวน ๑๑ ไร่ ข้าพเจ้าทำสวนเรื่อยมา ก็ไม่ขาดทุน มีเหลือกิน เหลือใช้บ้าง ทำได้ดีพอสมควร ปลูกพืชล้มลุก พวกหอม พวกพริก ก็ทำให้มีผลงอกงามดี ได้กำไรดี และทำให้มีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเวลานี้มีอยู่ ๗๘ ไร่ ยิ่งทำก็ยิ่งมีความมั่นใจ ว่าถ้าได้ทำบุญกับหลวงพ่อแล้ว รู้สึกว่าทำอะไรก็ดีทุกอย่าง

ตอนนี้ หลวงพ่อรับหน้าที่จากหลวงปู่ปานแล้ว หลวงพ่อก็ออกล่องเรือไปตามแม่น้ำลำคลอง เอารูปหล่อหลวงปู่ปานใส่เรือ เปิดเครื่องขยายเสียง ชักชวนญาติโยมทั้ง ๒ ฝั่งน้ำทำบุญเพื่อนำปัจจัยไปซ่อมแซมวัดบางนมโค ผู้คนก็นิมนต์ให้หลวงพ่อ หยุดแวะรับปัจจัยเพื่อทำบุญ ร่วมบุญด้วย ทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำ ก็ใช้เวลาหลายวัน

ล่องเรือไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็จอดแวะที่นั่น ครั้นมาถึง ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ล่องเรือมาถึงบ้านข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็นิมนต์ให้พักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าคราวละหลายๆ วัน มีอะไรท่านก็สอนข้าพเจ้าและแนะนำ สิ่งใดที่ไม่รู้ก็ถามท่าน ท่านก็บอกให้หมดทุกอย่าง จึงมีความเคารพนับถือและติดตามหลวงพ่อตลอดมา หลวงพ่อย้ายไปอยู่วัดไหนก็ตามไปหาตลอด

จนกระทั่งข้าพเจ้าจะปลูกบ้านเป็นของตนเอง ก่อนจะปลูกบ้าน หลวงพ่อได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับคนที่จังหวัดชัยนาทให้ฟังว่า

“มีเจ้าของบ้านคนหนึ่งที่จังหวัดชัยนาท ปลูกบ้านที่มีเสาตกมัน และมีคนคิดจะมาขโมยของที่บ้านหลังนี้ แต่เขาก็กลัวๆ อยู่ จึงทำพิธีจับผีในบ้านนี้เสียก่อน โดยใช้พิธีทางไสยศาสตร์อยู่ ๓ วัน พอทำพิธีวันแรกก็ได้ยินเสียงร้อง “โว้ย” วันที่ ๒ ก็ได้ยินเสียงร้อง “โว้ย” พอวันที่ ๓ ไม่มีเสียงร้องอะไร ก็นึกว่าจับตัวได้แล้ว จึงเข้าไปขโมยของในบ้านหลังนี้

เข้าไปถึงก็เก็บข้าวของที่ต้องการกองๆ รวมกันไว้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวจะขนของออกไป ก็หาทางออกไม่ได้ นางไม้ได้ล้อมบ้านไว้ ประตูเหล็กยืดนั้นเดิมตอนเข้าไปขโมยของก็เปิดทิ้งไว้ พอเข้าไปขโมยของในบ้านแล้ว ประตูยืดนั้น ก็ปิดเข้ามาเอง เลยเอาของไปไม่ได้สักอย่าง จนกระทั่งคนในบ้านตื่นขึ้นมา ก็พบทั้งขโมยและของกลางกองรวมๆ กันอยู่ เจ้าของบ้านเลยจับขโมยได้โดยง่ายดาย”

หลวงพ่อเล่าเรื่องนี้จบ จึงแนะนำให้ข้าพเจ้าไปซื้อไม้ที่มีเสาตกมันมาสร้างบ้าน จะได้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้อยู่เย็นเป็นสุข

ก่อนไปซื้อไม้มาปลูกบ้าน หลวงพ่อก็ได้เมตตามาทำพิธีบวงสรวงที่บ้านข้าพเจ้า โดยบวงสรวงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ทิศ ให้คุ้มครองข้าพเจ้า ซึ่งตอนนั้นเตี่ยข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์อยู่ จึงหลีกเลี่ยงการตั้งศาลเพื่อไม่ให้ขัดใจเตี่ย

หลวงพ่อแนะวิธีให้ทำง่ายๆ คือ ให้หาไม้มาทำเป็นเสา และตอกเป็นหิ้งขึ้นแบบง่ายๆ และให้หาดอกไม้ธูปเทียนอย่างละ ๕ อย่าง วางไว้ที่หิ้ง พอหลวงพ่อบวงสรวงเสร็จ ข้าพเจ้าก็ออกไปหาซื้อไม้ เลือกซื้อไม้ใหม่มาเลย ไม่ใช้ไม้เก่า ไปซื้อไม้ใหม่ๆ มา ก็หาที่เป็นเสาตกมันไม่ได้ ไปซื้อจากที่เขาตัดมาเรียบร้อยแล้ว ซื้อไม้ที่ตัดมาใหม่ๆ เลย ก็คิดว่าหาไม่ได้

แต่พอได้ไม้มาแล้ว หลวงพ่อก็ทักขึ้นว่า ไม้ที่ซื้อมาทั้งหมด มีเสาทั้งหมด ๗ ต้นที่เป็นเสาตกมัน ในจำนวน ๗ ต้นนั้น ข้าพเจ้าใช้ ๖ ต้นปลูกบ้าน อีกต้นหนึ่งไม่ได้ใช้ เพราะเห็นว่ามีน้ำมันไหลเยิ้มออกมา จึงไม่ได้ใช้ จึงเอาไปปักไว้ข้างคลอง

จากนั้นหลวงพ่อ ก็ทำพิธีเชิญนางไม้ทั้งหมดให้ขึ้นไปรวมกันอยู่บนบ้านเลย ให้นางไม้ช่วยคุ้มครอง เวลามีภัยอันตรายต่างๆ ก็มักจะคอยให้การช่วยเหลืออยู่เป็นนิตย์ อย่างเช่น ครั้งหนึ่ง ลูกข้าพเจ้าผสมน้ำมันเบนซินบนบ้าน ไฟลุกพรึบ ข้าพเจ้าก็บอกให้รีบหิ้วไปเทข้างนอกบ้าน ทำให้ไฟไม่ไหม้บ้าน เวลาลูกเทน้ำมัน ไฟก็วิ่งมาบนแขนทั้ง ๒ ข้าง เมื่อดับไฟแล้ว ที่แขนไม่มีแผล ไม่มีแสบร้อนอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่รอดปลอดภัยในครั้งนั้น

บางครั้งข้าพเจ้าไม่อยู่บ้าน มีคนมาจอดเรือเรียกข้าพเจ้า เขาได้ยินเสียงข้าพเจ้าตะโกนขานรับ แต่แล้วเขารอแล้วก็เงียบ เพราะข้าพเจ้าไม่อยู่ แถมปิดกุญแจบ้านไว้ด้วย

นับแต่ปลูกบ้านมา นางไม้ก็คอยคุ้มครองบ้าน และให้ความคุ้มครอง ปลูกพืชผลได้มาก ไม่มีขาดทุน มีแต่กำไรขึ้นเรื่อยๆ

ข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์มาเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าแต่งงาน จึงทำพิธีตามแบบศาสนาคริสต์ (แต่งกับลูกสาว นายแจ่ม เปาเล้ง หลังจากที่พบหลวงพ่อเพียงไม่กี่ปี) วันแต่งงานนั้นหลวงพ่อไม่ได้ทำพิธีอะไรให้ แต่หลวงพ่อไปพักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้า ๒ – ๓ คืนที่ จ.ราชบุรี

ต่อมาข้าพเจ้าก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับภรรยาของข้าพเจ้า สาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาคริสต์มาเป็นศาสนาพุทธเพราะว่า

ข้าพเจ้าได้ถามหลวงพ่อว่า “พระเยซูมีจริงไหม”

หลวงพ่อตอบว่า “มี อยู่ชั้นกามาวจรสวรรค์”

ข้าพเจ้าจึงถามหลวงพ่ออีกว่า “ศาสนาคริสต์ ถึงขั้นไหน”

หลวงพ่อตอบว่า “ศาสนาคริสต์ถึงแค่ชั้นสวรรค์ ส่วนศาสนาพุทธถึงขั้นนิพพาน คือไม่ต้องกลับมาเกิดอีก”

ข้าพเจ้าเมื่อได้ทราบจากคำอธิบายของหลวงพ่อแล้ว จึงเข้าใจ และอยากไปนิพพานในชาตินี้ เพราะว่าชีวิตข้าพเจ้ามีแต่ความทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ขอเกิดอีก

เมื่อมารดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตไป หลวงพ่อก็ช่วยได้ ช่วยได้แค่สวรรค์ หลวงพ่อท่านสร้างพระเงินและพระทององค์ละสลึง และให้ถวายสังฆทาน มีพระหน้าตัก ๕ นิ้ว ผ้าไตร และอาหารคาวหวาน โดยอุทิศเจาะจงไปให้ แม่ข้าพเจ้าที่ตายไปแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังหมดเลยว่า แม่ข้าพเจ้ามีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างนั้นๆ เคยทำบุญอะไรไว้บ้าง ข้าพเจ้าก็ไปถามเตี่ยดู เตี่ยยืนยันว่าแม่ทำอย่างนั้นจริง เลยเชื่อทุกอย่าง

เวลาไปรับหลวงพ่อ พอผ่านศาลเจ้า หลวงพ่อจะคุยกับเทวดาที่ศาลเจ้า และบอกให้ช่วยคุ้มครองข้าพเจ้า เทวดาที่ศาลเจ้าก็บอกว่า ท่านคุ้มครองข้าพเจ้าอยู่แล้ว

มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อไปเชิญศาลพระภูมิ เทวดาท่านมาทวงว่าทำผิดไว้ที่ป่า ท่านมาทวงเรื่องไปทำบุญแก้บน บอกว่าไปทำบุญแก้บน ตอนเย็นนั้นใช้ไม่ได้ ท่านรับไม่ได้ ต้องไปทำบุญแก้บนก่อนเพล สาเหตุนี้ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้ไม่โต หลวงพ่อท่านก็สามารถรู้ได้และเป็นเรื่องจริง

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ภรรยาข้าพเจ้าได้เสียชีวิตลง ข้าพเจ้าก็รีบส่งจดหมายถึงหลวงพ่อ พร้อมทั้งถวายปัจจัย ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อหลวงพ่อช่วยสงเคราะห์อุทิศกุศลให้แก่ภรรยาข้าพเจ้าที่เสียชีวิตไป

ข้าพเจ้าได้ถามหลวงพ่อว่า “ภรรยาเขาไปลำบากไหม”

หลวงพ่อตอบว่า “เหลือแต่แกเท่านั้นที่ยังโง่อยู่ เขาไปสบายแล้ว”

เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าขาบวมเจ็บอยู่ ข้าพเจ้าก็นั่งกรรมฐาน นั่งอธิษฐานถึงหลวงพ่อเสมอๆ อยู่ๆ ข้าพเจ้าก็ได้รับพัสดุไปรษณีย์ บรรจุน้ำมนต์หลวงปู่ปาน ที่เจ้าหน้าที่ทางวัดท่าซุงได้จัดการส่งไปให้ข้าพเจ้าทางไปรษณีย์ ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าเพราะหลวงพ่อท่านคงรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอะไร เพราะคนอื่นนั้นไม่มีใครรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นอะไร มีหลวงพ่อเท่านั้นที่รู้ ข้าพเจ้าจึงดีใจมาก เวลานั่งกรรมฐาน ข้าพเจ้าก็กราบบูชาถึงหลวงพ่ออยู่เสมอ

เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๒ ข้าพเจ้าไปบ้านน้องเมีย ข้าพเจ้ากินยาแก้ยอก เป็นยาชุด ๕ เม็ด เดินไม่ไหว จึงกินยานี้ กินแล้วมันไปกัดกระเพาะ ข้าพเจ้าก็เข้าไปที่ห้องน้ำ ถ่ายออกมาเป็นเลือด ทวารเปิด ถ่ายออกมา ๒ ลิตร ทวารเปิด มันไหลออกมาเอง ขณะถ่ายออกมา ข้าพเจ้าก็ภาวนา พุทโธๆ ๆ ไปเรื่อยๆ พอภาวนาไปๆ ข้าพเจ้าก็สลบไปเลย นานประมาณครึ่งชั่วโมง

พอฟื้นขึ้นมา ข้าพเจ้าก็ขออาราธนาบามีหลวงปู่ปาน บารมีหลวงพ่อ ขอให้ช่วยให้ข้าพเจ้าหาย เพราะว่า ถ้าหากข้าพเจ้าตายในห้องน้ำ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าห้องน้ำไม่ได้ เพราะข้าพเจ้ามาพักที่บ้านน้องของภรรยา ไม่ใช่บ้านของตนเอง คิดอธิษฐานอย่างนี้ก็เลยหาย เขาไม่ให้กินข้าว ๓ วัน ให้แต่น้ำเกลือ พอรุ่งขึ้น ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ น้องชายอยากให้ข้าพเจ้าพามาหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็พาเขามาหาหลวงพ่อได้ นับว่าอัศจรรย์จริงๆ ที่ป่วยขนาดนี้พอฟื้นตัวได้บ้างไปหาหลวงพ่อได้

ข้าพเจ้าเจอประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับองค์หลวงพ่อมาเรื่อยๆ นับเป็นเวลานานถึง ๓๙ – ๔๐ ปีแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบได้เห็นได้ยินมาด้วยตนเอง เป็นเรื่องจริง จึงมีความเคารพหลวงพ่อตลอดมา ข้าพเจ้าจึงนั่งสมาธิเสมอๆ และยึดตามคำสอนของหลวงพ่อ เกิดมาก็มีความลำบาก ยิ่งขาบวมเจ็บอย่างนี้ ยิ่งมีความเบื่อเต็มที หวังว่าชีวิตจะได้หมดทุกข์เสียที ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ตายแล้วขอไปนิพพานเพียงอย่างเดียว

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม

Go To Top