Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม
[*] posted on 27/7/10 at 03:54 [ QUOTE ]

ฤาษีทัศนาจร (เล่ม ๒) โดย..พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)



ตอนที่ ๑


บรรดาลูกหลานที่รัก วันนี้หลวงตามาในนามของ ฤาษีทัศนาจร ฤาษีทัศนาจรก็คือ "เจ้าลิงดำ" นั่นเอง ไม่ใช่ใคร ที่ให้นามว่า "ฤาษีทัศนาจร" ก็เพราะว่า เที่ยวดู..เที่ยวเห็น "ทัศนะ" นี่เขาแปลว่า "เห็น" "จร" นี่เขาแปลว่า "เที่ยว" ฉะนั้นลูกหลานที่รัก เมื่อฟังคำพูดนี้แล้ว ก็จงรู้จักไว้ว่าการทัศนาจรก็คือ "เที่ยวเห็น" จะแปลว่าเที่ยวดู มันก็ไม่ถูก ถ้าดูแล้วภาษาบาลีเขาเรียกว่า "โอโลเกตวา" ดูแล้วตานี้ "ทัศนะ" เขาแปลว่า "สบายเห็น"


สำหรับรายการนี้เป็นรายหนังสือสบาย เรียกว่ารายสบาย ไม่ใช่รายปักษ์ เราก็จะคุยกันเป็นตอน ๆ ไป


การทัศนาจรคราวนี้จะไปเที่ยวที่ไหนกันดี ..? คราวก่อนไปเที่ยวเมืองนรก แล้วก็พอถึงตอนสวรรค์ ปรากฏว่ายับยั้งไว้ ไม่ได้เที่ยวมาก ด้วยหนังสือฉบับนั้น อาศัยที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำ บอกว่า การท่องเที่ยวควรท่องเที่ยวให้ละเอียดละออเฉพาะนรกเท่านั้น เพราะเป็นแดนที่ประกอบไปด้วยความทุกข์ สำหรับดินแดนสวรรค์เป็นดินแดนของความสุข ไม่จำเป็นต้องบอกให้ละเอียดนัก ทั้งนี้ก็เพราะว่าดินแดนที่มีความสบาย คุยมากกันไป ก็แค่นั้นแหละ ไม่เกิดประโยชน์อะไรมาก


หนังสือฉบับนั้นที่ให้นามว่า ไตรภูมิ ก็ได้พูดกันถึง ภพทั้งสาม คือว่า ภพดินแดนแห่งความทุกข์ คือมีนรกเป็นต้น ที่เรียกกันว่า อบายภูมิ ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน อีกอันหนึ่งก็คือ ดินแดนของเมืองมนุษย์ อีกส่วนหนึ่งก็คือเทวดาหรือพรหม ที่เรียกกันว่าสวรรค์ ไปแตะพระนิพพานเข้านิดหนึ่ง


หนังสือฉบับนั้นมีพระคุณเจ้าที่เคารพท่านปรารภมา บอกว่า หนังสือฉบับนั้น มีทั้งจริงทั้งโกหก ลูกหลานที่รัก โกรธท่านไหม..? ที่ท่านว่าอย่างนี้ โกรธท่านไหม..? ความจริงไม่น่าจะโกรธ ท่านพูดตามความเป็นจริง เพราะว่าหนังสือทุกเล่ม ถ้าไม่โกหกเสียอย่างเดียว ก็ไม่มีเรื่องอะไรจะพูด แม้ตัวของเราเอง เราก็ยังโกหกตัวเอง เราแก่ทุกวัน เราก็โกหกว่าเราหนุ่ม เราสร้างความเลว เราก็โกหกตัวเอง ว่าเราสร้างความดี


เราโกนหัวห่มผ้าเหลือง บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ละโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ คืออย่าสนใจในความร่ำรวย แล้วก็อย่าเสียใจ ในเมื่อความร่ำรวยสลายตัวไป อย่าอยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ แล้วก็อย่าเสียใจ เมื่อยศฐาบรรดาศักดิ์สิ้นไป อย่าพอใจในคำสรรเสริญ แล้วก็อย่าหนักใจในคำนินทา อย่ามั่วสุมในกามสุข


คำว่ากาม ลูกหลานที่รัก ไม่ใช่หมายถึงกามารมณ์ ความปรารถนาในการเคล้าคลึงซึ่งกันและกันเสมอไป ขึ้นชื่อว่าความใคร่ อันเป็นวัตถุของโลก พระพุทธเจ้าเรียกว่ากาม กามสุขมีความสุข ในการประดับประดาไปด้วยเครื่องวิจิตร มีกุฏิสวย ๆ มีจีวรสวย ๆ มีเครื่องประดับประดาสวย ๆ ต่าง ๆ แต่อย่าไปสนใจกับความทุกข์ เพราะมันเป็นของปรกติธรรมดา


แต่ทว่าบรรดาท่านนักบวชทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าทั้งหมด เอาบางพวก ท่านกลับพอใจในความร่ำรวย ตายแล้วมีเงินเป็นล้าน ๆ เวลาอยู่ไม่หยิบสตางค์ เพราะอะไร..? เพราะโกหกตัวเอง โกหกชาวบ้านว่าฉันไม่จับสตางค์ ฉันไม่จับหรอกไอ้เงินไอ้ทองพวกนี้ เพราะมันเป็นอาบัติ แต่เวลาถวายนิตยภัต รับ ไปสวดมนต์เย็น ฉันเช้า ตามบ้านตามเรือน รับ เขาให้สตางค์นี่ รับ ท่านไม่จับสตางค์ ก็เลยมีเงินเหลือมาก ไม่เหมือนหลวงตาของลูกหลานทั้งหลาย โกหกชาวบ้านด้วยประการทั้งปวง แล้วก็โกหกพระพุทธเจ้าด้วย


พระพุทธเจ้าบอกว่า การรับเงินทองเองก็ดี ให้คนอื่นรับแทนก็ดี หรือรู้อยู่ว่าบุคคลอื่นเก็บไว้เพื่อตนก็ดี เป็นอาบัตินิสสัคคีย์ ตัวเป็นปาจิตตีย์ คำว่าของเป็นนิสสัคคีย์ คือของไม่ดี ตัวเองเป็นอาบัติปาจิตตีย์ หลวงตาของลูกหลานทำทุกอย่าง เขาให้ก็รับ ไม่ต้องไปวานชาวบ้านชาวเมืองเขารับแทน แล้วก็ไม่ต้องไปวานชาวบ้านชาวเมืองเขาเก็บแทน รับแล้วก็มาใช้ ใช้ในส่วนไหน..? ก็มาใช้ในส่วนที่เรียกว่าจำเป็น


เพราะว่าเวลานี้จะไปรถไปเรือ ไปร้านอาหาร เวลาหิวโหยขึ้นมา เขาเรียกสตางค์ เขาไม่เลือกว่าจะเป็นคนหรือว่าเป็นลิง เขาเอาทั้งนั้น เป็นฤาษีชีไพรเขาก็เก็บสตางค์ เป็นอันว่าหลวงตาก็โกหกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านบอกไม่ให้รับ เวลาบวชเข้ามารับสิกขาบท ๒๒๗ สิกขาบท แต่ปรากฏว่าโกหกเสีย ๑ สิกขาบท คือรับสตางค์ สตางค์ที่ส่วนเหลือ ก็เอาไปสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาบ้าง ทำเป็นส่วนสาธารณะประโยชน์บ้าง คือสร้างโรงเรียนให้เด็กเรียนบ้าง ขุดบ่อน้ำบ้าง ทำสะพานบ้าง ช่วยเหลือคนป่วยไข้ไม่สบายบ้าง ตามเรื่องตามราวของลิง นี่ลิงมีนิสัยโกหกแบบนี้


แต่ทว่าคนอีกพวกหนึ่ง เขาโกหกกันคนละอย่าง เขายึดถือเงินทองที่ชาวบ้านชาวเมืองมอบให้ แต่ว่าเขาโกหกใจของเขา เขาบอกว่าเขาไม่รับสตางค์ นี่เป็นอันว่าที่เขาบอกว่า หลวงตาโกหก ลูกหลานที่รักอย่าไปโกรธเขา มันเป็นเรื่องโกหกจริง ๆ แต่ว่าเป็นการโกหกชนิดประเภทเปิดเผย ไม่เบียดบัง


เป็นอันว่าหลวงตา ถ้าตายแล้ว ก็คงจะมีลูกหนี้สินรุงรัง ลูกหลานทั้งหลายก็จำเป็นที่จะต้องชำระหนี้ให้ เพราะอะไร..? เพราะว่าหลวงตาเป็นห่วงลูกห่วงหลาน พวกลูกหลานให้สตางค์มาเพื่อกินเพื่อใช้ ก็นำไปใช้ในเรื่องผิดประเภท เอาไปก่อสร้างเสียบ้าง เอาไปทำงานในส่วนสาธารณประโยชน์ บำบัดทุกข์บำรุงสุขคนไข้ไม่สบายเสียบ้าง ขุดบ่อน้ำบ้าง ทำสะพานบ้าง ใช้กระแสไฟให้เป็นส่วนสาธารณะบ้าง


นี่หลวงตาเป็นคนโกหกนะ พระที่เมืองปราณบุรีหรือว่าทับสะแก ก็ไม่ทราบ ท่านด่ามาบอกว่าหลวงตาโกหก เขียนหนังสือนี่โกหก จงเชื่อท่านเถอะว่า หลวงตาเป็นคนโกหกจริง ๆ ก็บอกแล้วบอกว่า ถ้าไม่โกหกเสียอย่างเดียว เรื่องที่จะพูดให้ลูกหลานฟังมันก็ไม่มี


สำหรับรายการฤาษีทัศนาจร ลูกหลานที่รัก จงจำไว้ว่าฤาษีตนนี้ ฤาษีท่านนี้ หรือว่าฤาษีตัวนี้ ใช้ตัวจะดีไหม เป็นฤาษีลิง เพราะว่าเอาลิงมาทำเป็นฤาษี ลิงก็คือสัตว์เดียรัจฉาน ฉะนั้นการจะพูดจาอะไรก็ตาม ลูกหลานจะอ่านอะไรก็ตาม จงฟังไว้ จงเข้าใจว่า นี่ลูกหลานอ่านหรือว่าดูหรือว่าฟังภาษาลิง เอาลิงมาพูดภาษาคน ภาษามันก็ไม่เรียบร้อยซิ เพราะว่าสภาวะของลิงไม่มีความเรียบร้อย


เมื่อสมัยเรื่องของรามเกียรติ์ มันเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่ทราบ เคยอ่านเรื่องของรามเกียรติ์ตอนหนึ่ง ตอนนั้นปรากฏว่า พระรามมอบหมายให้หนุมาน ซึ่งเป็นทหารเอกปกครองเมือง ๆ หนึ่ง ที่เรียกกันว่าลพบุรี ปรากฏว่าวันหนึ่งหนุมานไปเที่ยวสวนขวัญกับบรรดานักสนมนารีทั้งหลาย เกิดคันหัวขึ้นมา แทนที่จะเอามือคือขาหน้าทั้งสองไปเกา เผลอไปเอาเท้าไปเกาเข้า


บรรดานักสนมนารีทั้งหลายเห็นเข้าชอบใจหัวเราะลั่น ท่านหนุมานตกใจ มีความละอายบรรดาสนมนารีทั้งหลายเลยขอบวชจำศีล เรื่องนี้จะจริงหรือโกหก หลวงตาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเกิดไม่ทัน จะไปถามคนเขียนคนประพันธ์ ท่านก็ตายไปเสียแล้วเป็นอันว่า ถ้าเรื่องนี้โกหก หลวงตาก็โกหกด้วย ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง หลวงตาก็พูดจริงด้วย แต่ว่าเรื่องมีจริง เรื่องที่เขาเขียนไว้มี แต่ว่าหนุมานจริง ๆ มีหรือเปล่า อันนี้หลวงตาก็ไม่ทราบ


ฉะนั้น เมื่อทราบว่าหลวงตาเป็นลิง การทัศนาจรคราวนี้ยังไม่รู้ว่าจะไปแบบไหนดีเลย มานั่งนึกไปนั่งนึกมา กำลังพูดอยู่นี่ ความจริงยังไม่มีโครงการในการพูด เพราะการคุยกับลูกกับหลานนี่มันคุยสบาย เพราะว่าไม่ใช่ใคร เราเป็นกันเอง เชื้อสายของหนุมานพูดกันยังไง ก็มีความเข้าใจ เราจะไปทางไหนกันดี..? เรามานั่งนึกดูอีกที


การทัศนาจรคราวนี้ ถ้าจะไปคนเดียวน่ากลัวจะลำบาก เพราะอะไร เพราะว่าดินแดนมันไกล เมืองนรกไปมาแล้ว ก็มีคนเขาต่อว่า มาทำไม ไม่ไปเที่ยวเมืองสวรรค์ให้มันละเอียด ตอนนี้ก็เห็นว่า จำเป็นจะต้องไปตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าท่านไป ตานี้การตามท่านไปนี่ มันก็ลำบากเหมือนกัน เพราะสมัยนั้นพระพุทธเจ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วก็มาสมัยหลัง ท่านบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า การไปมันก็สะดวก แสนสะดวก แต่นี่หลวงตาเป็นลิงนี่ลูกหลานที่รัก เมืองสวรรค์นี่เขาจะต้อนรับลิงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ


เอากันยังงี้ดีกว่า เรามามองดูทางไปกัน ไปคนเดียวไม่สบาย โน่นแน่..! มองเห็นรถของท่านมาตลีเทพบุตรนำเวชยันตราชรถของพระอินทร์ลงมา มีม้าสินธพ คือเทวดาแปลงเป็นม้าถึง ๑,๐๐๐ ม้าลากรถมา ความจริงเมืองเทวดาเขาไม่มีสัตว์เดียรัจฉาน แต่ถ้าหากว่า จะบังเอิญต้องใช้สัตว์เดียรัจฉาน ก็ต้องเอาเทวดาที่มีเชื้อชาติ มาจากสัตว์เดียรัจฉานประเภทนั้น ๆ ให้แปลงเป็นสัตว์เดียรัจฉานประเภทนั้น แล้วก็ใช้เป็นสัตว์


ความจริงการเป็นเทวดานี่ก็ลำบากเหมือนกันนะ บรรดาลูกหลานที่รัก เพราะว่าเมืองเทวดามีความยากจน ไม่มีสัตว์เดียรัจฉานจะใช้ เวลาจะใช้สัตว์เดียรัจฉาน ก็ต้องเอาเทวดาทำเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ฉะนั้น เป็นอันว่าหลวงตาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ก็เป็นเนื้อแท้ คือเป็นสัตว์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้การที่จะไปเที่ยวเมืองเทวดา ก็คงจะไม่ยาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเทวดาไม่มีสัตว์เดียรัจฉานจะใช้ และเวลาจะใช้สัตว์ ก็ต้องแปลงจากความเป็นเทวดามาเป็นสัตว์ นี่ถ้าไปพบสัตว์เดียรัจฉานอย่างหลวงตาเข้า เทวดาคงจะพอใจ นี่คงจะเที่ยวได้


ทีนี้ การเที่ยวคราวนี้ ท่านมาตลีเทพบุตรท่านเป็นสารถีขับรถของพระอินทร์ ท่านนำม้าสินธพพันม้า ม้าปลอม แล้วก็นำเวชยันต์ราชรถ อันเป็นรถประจำองค์ของพระอินทร์ลอยลิ่ว ๆ ๆ ๆ ลงมา ลงมาเวลาไหน ลงมาถอยหลังจากนี้ไป แหม น่ากลัวจะหลายกัป สมัยนั้นเป็นสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ มีนามว่า เนมิราช เรื่องนี้ปรากฏมาในพระสุตตันตปิฎก


คือเรื่องราวมีว่า พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอทรงประกอบไปด้วยทานและศีล เป็นกษัตริย์ที่มีความแปลกมาก มีจริยาวัตรเป็นที่น่ารัก ไม่มีความเห่อเหิมทะเยอทะยาน เข้าใจว่าตนเองเป็นคนดีกว่าบุคคลอื่น และก็ไม่ใช่เป็นกษัตริย์ที่ว่านั่งกินเลือดกินเนื้อชาวบ้าน มานั่งเอาเปรียบชาวบ้าน เป็นพระมหากษัตริย์ที่ประกอบไปด้วยบุญญาธิการมาก ทรงบริจาคทานเป็นปกติ


คำว่า บริจาคทาน แปลว่าการให้ บริจาคเป็นการตัดออก ทานะคือคำว่าทาน เป็นการให้ ตัดของที่ตนมีอยู่ออกแบ่งให้บุคคลอื่น ไปมองดูประชากรทั้งหลายในขอบขัณฑสีมาของพระองค์ ถ้ามีความทุกข์ พระองค์ก็หาทางทุกอย่างที่จะบำรุงความสุขให้แก่บรรดาประชากรของพระองค์ เท่าที่จะพึงมีความสามารถให้ได้ แล้วก็ให้ทุกอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกินวิสัย


พระองค์ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากกาย ไปตามบ้านบ้าง ตามเขาบ้าง ตามป่าบ้าง ตามถ้ำบ้าง ตามลำน้ำบ้าง ที่ไหนก็ตาม เมื่อบรรดาพสกนิกรที่อยู่ในขอบขัณฑสีมาของพระองค์มีความทุกข์ ต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งไม่เกินวิสัย พระองค์ก็จัดหาให้ ในเมื่อของสิ่งนั้น พระองค์ไม่มี ก็แจ้งข่าวแก่บุคคลที่มีกำลังใจดี ประกอบไปด้วยเมตตา ให้นำสิ่งของมารวมกัน แล้วพระองค์ท่านเอง ก็ทรงเสด็จบ้าง ใช้อำมาตย์ข้าราชบริพารนำไปให้แทนบ้าง


เมื่อเขานำไปให้แล้ว พระองค์ก็ทรงทำบัญชีเข้าไว้ แล้วก็ตามไปสำรวจทีหลังว่า ของที่ให้ไปนี้ถึงมือผู้รับจริงหรือเปล่า แล้วก่อนที่จะให้ ก็สำรวจเสียก่อนว่า บุคคลที่ต้องการให้รับแต่ละกลุ่ม แต่ละหน่วยมีกี่คนด้วยกัน มีความต้องการอะไร อันนี้พระองค์จะมีความละเอียดละออในจริยาวัตรของพระองค์มาก แล้วก็นอกจากการให้ทานแล้ว พระองค์ก็ทรงสมาทานศีล ที่เรียกกันว่า ศีลอุโบสถ คือสมาทานเป็นปฏิชาครอุโบสถ คือรักษาอุโบสถก่อนหน้าวันพระ ๓ วัน แล้วก็หลังวันพระอีก ๓ วัน กับวันพระอีก ๑ วัน รวมความว่า รักษาจุดหนึ่ง ก็ ๗ วัน อย่างนี้เรียกว่า ปฏิชาครอุโบสถ


มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงนั่งคิด ว่าการให้ทานก็ดี การรักษาศีลอุโบสถ ชื่อว่าเป็นศีลพรหมจรรย์ ทั้งสองประการนี้ อย่างไหนจะมีผลแตกต่างกัน ใครจะมีผลเลิศกว่ากัน นี่ความจริงพูดถึงจริยาวัตรของพระเจ้าเนมิราชแล้ว ก็อดที่จะมานั่งนึกถึงความดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ องค์ปัจจุบันนี้ไม่ได้ ที่มีพระนามว่า ภูมิพลอดุลยเดช


นี่ความจริง พระราชาพระองค์นี้มีพระราชจริยาวัตรคล้าย ๆ กับพระเจ้าเนมิราช เมื่อเวลาแปรพระราชฐานไปที่ใด ชาวบ้านเขานินทาพระองค์ ชาวบ้านน่ะ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดานะ ก็เรียกว่าเป็นชาวบ้านที่เห็นแก่ตัว เป็นชาวบ้านที่จะนำประเทศชาติไปขายให้แก่ชาติอื่น จะเปลี่ยนแปลงลัทธิ หรือพูดอีกทีว่า เป็นชาวบ้านพวกเหลือบ ที่เปลี่ยนฝูงเข้ามากินเลือดเนื้อประชาชน เขาพากันนินทาพระองค์ว่า เปลืองเงินงบประมาณ


เคยถามท่านพันตำรวจเอก (พิเศษ) หม่อมราชวงศ์ พงศ์พูนเกษม เกษมศรี ว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งให้พระเจ้าแผ่นดินนี้ ปีละเท่าไร ท่านก็บอกว่า ยังไม่ทราบชัด จะปีละ ๕ ล้านหรือ ๑๐ ล้านก็ไม่แน่ แล้วงบประมาณที่ได้รับนี้ไม่ใช่ใช้เป็นส่วนพระองค์ ข้าราชบริพารภายในทั้งหมดต้องใช้อยู่ในงบประมาณประเภทนี้ ถ้าบังเอิญ ๕ ล้าน ๑๐ ล้าน หรือ ๒๐ ล้าน หรือ ๓๐ ล้านก็ดี รู้สึกว่าน้อยเกินไป ทั้งนี้เพราะอะไร ? เพราะว่าไอ้เงินแค่นี้ พระองค์ต้องแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพาร ตลอดจนกระทั่งคนที่คิดกิจการต่าง ๆ ที่เขาถือว่าเขาดี มีความรู้ ทำไม่ได้


อย่างคิดเสกน้ำเป็นน้ำมันอย่างหนึ่ง นำพืชพันธุ์ธัญญาหารไปให้ชาวเขา เพื่อนำมาให้เป็นชาวเรา ใครทุกข์ที่ไหน เสด็จที่นั่น นำของไปแจกให้แก่ประชากร การนำของไปแจกให้แก่ประชากรนี้มีคนเขาโดยเสด็จพระราชกุศล (คำว่า โดย แปลว่าตาม) นำเงินทองของใช้ไปมอบให้แก่พระองค์ บรรดาคนทั้งหลายเหล่านี้เขาก็พากันนินทา นินทาว่ารีดไถชาวบ้าน นี่ความจริง พระองค์ไม่ได้เคยรีดไถใคร


เอากันแค่เงินงบประมาณ สมมุติกันว่า พระองค์ได้ถึง ๓๐ ล้าน (ความจริงไม่ถึง) ทราบมาว่า เป็น ๑๐ ล้าน หรือ ๑๕ ล้าน ก็ไม่ทราบ เท่านี้มันก็ยังไม่พอกับถนนสายหนึ่งที่เขาทำขึ้นมาใหม่ การทำถนนหนทางนี้ เขาเล่าลือกัน หรือว่า การก่อสร้างต่าง ๆ เขาต้องบวกพิเศษ เขาลือกัน จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ทราบ ถ้าจะทำอะไรก็ตาม ต้องบวกไว้ ๒๐ เปอร์เซนต์ สมมุติว่า ราคา ๑๐๐ บาท ต้องบวก ๒๐ บาทเข้าไปด้วย ตั้งเป็นราคาเข้าไว้ ไม่เช่นนั้น คนที่อนุมัติเขาไม่ให้


นี่เป็นอันว่า เงินของประชาชนทั้งหลายที่เขาให้พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน สมมุติว่า ถ้าปีหนึ่งถึง ๓๐ ล้าน มันก็ไม่เท่ากับการบวกถนน ๑ สายตามที่เขาลือกัน แต่เขาบอกว่า การบวกนี่ เขาบวกในสมัยรัฐบาลก่อน ๆ แต่รัฐบาลต่อไปนี้ หรือรัฐบาลปัจจุบัน เขาจะบวกหรือไม่บวก หลวงตาก็ไม่ทราบเหมือนกัน เป็นอันว่าเงินบวกคราวหนึ่ง ดีกว่าเงินที่ให้พระเจ้าแผ่นดินใช้ ๑ ปี และก็พระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ได้ใช้เอง ต้องไปแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพารภายใน


เป็นอันว่า ปรากฏว่า เวลานี้เงินไม่พอใช้ ข้าราชการนายทหารราชองครักษ์ที่ไปอยู่เวร เคยเลี้ยงอาหาร เคยเลี้ยงขนม เคยเลี้ยงกาแฟในเวลากลางคืน เวลานี้ ก็ต้องตัดอาหารออก เหลือแต่ขนมหรือกาแฟ นี่เขาลือกัน เรื่องในรั้วในวังนี่ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เป็นอันว่าพระองค์มีจริยาวัตรคล้ายพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์ เป็นอันว่า กษัตริย์องค์นี้มีพระจริยาวัตรคล้ายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยที่เป็นหน่อพระบรมโพธิสัตว์ คือพระเจ้าเนมิราชหรือพระเวชสันดร


คนสมัยก่อนเขาสาธุกัน อย่างพระเจ้าเนมิราชนี่ ให้ทั้งทาน ให้รักษาทั้งอุโบสถศีล พระเวสสันดรก็ทรงบริจาคทาน และมีหิริและโอตตัปปะ มีขันติมาก เขาชมกันว่าดี แต่คนสมัยนี้ที่เขาไปรับปริญญามาจากฝรั่งเศส ที่มีคณาจารย์ซึ่งเป็นคนไทย ตั้งตัวเป็นมหาวิทยาลัยพิเศษ อยู่ที่เมืองฝรั่งเศส แล้วก็มีคนรับช่วงอยู่ในประเทศไทย เรียน ๆ กันต่อกันมา เขาบอกว่า จริยาวัตรแบบนี้ไม่ดี การมีพระมหากษัตริย์นี่หนักแผ่นดิน เปลืองเงินของแผ่นดิน แต่สู้การที่เขาจะช่วยกอบโกย ช่วยกันกิน ช่วยกันบวก อันนี้สู้ประเภทนั้นไม่ได้ เขาว่ายังงั้น จึงหาทางทุกอย่างเพื่อทำลายกษัตริย์ ให้ระบบกษัตริย์หมดไป


นี่แหละบรรดาลูกหลานทั้งหลาย ประเทศชาติของเราที่จะทรงขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยหัวหน้าดี ถ้าหากว่า หัวหน้าเป็นคนอัปปรีย์ ชอบบวกชอบกินชอบโกง ประเทศชาติมันก็บรรลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองไทยที่จะทรงขึ้นมาได้ ก็มีระบบกษัตริย์ตลอดมา แล้วกษัตริย์ก็ยังทรงรักษาศักดิ์ศรีในความเป็นกษัตริย์ ถ้าจะสร้างอะไรไม่ดี ก็เกรงว่าศักดิ์ศรีของตนจะสลายไป สู้หมู่คนจังไรไม่ได้ เปลี่ยนหน้ากันเข้ามา แล้วช่วยกันกิน ช่วยกันโกง ที่ดีก็มีมาก ที่ชั่วก็มีเยอะ


ภาษิตโบราณบอกว่า คนชั่วก็มี คนดีก็มาก คนชั่วหายาก คนดีถมไป นี่เป็นอันว่า ใครเขาจะกิน เขาจะโกงกันที่ไหนก็ตาม ถ้าไปถามตัวเขาเองแล้ว เขาจะบอกว่า ฉันนี่แหละเป็นคนดี การที่ฉันทำนี่ ฉันทำดีแล้ว เก้าอี้การเมืองหรือเก้าอี้รัฐมนตรี หรือเก้าอี้ตำแหน่งหน้าที่กิจการงานใหญ่ ๆ เราไม่ทราบว่า จะนั่งกันนานเท่าไร ดีไม่ดีวันนี้นั่งเก้าอี้ พรุ่งนี้อาจไม่ได้นั่งก็ได้ ฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่มันมีหนทางพอจะได้ ต้องรีบกอบรีบโกยเข้าไว้ มิฉะนั้น ผลที่จะพึงได้มันก็จะสลายตัวไป


ลูกหลานที่รัก หลวงตาพูดแบบนี้นี่ติดตะรางหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ เขาบอกกันว่า ตะรางเขาไม่ได้สร้างให้สัตว์เดรัจฉานอยู่ หรือที่เขาพูดกันว่า ตะรางมิได้สร้างให้หมาอยู่ ตะนี้หลวงตาไม่ใช่หมานี่แต่เป็นลิง เขาอาจจะเอาไปขังกรงเสียก็ได้ ก็ตามใจ


เรามาพูดกันต่อไป การที่มาตลีสารถีนำเวชยันต์ราชรถปรากฏไปด้วยม้าสินธพ ที่แปลงไปจากเทวดาถึง ๑,๐๐๐ ม้ามารับพระเจ้าเนมิราช ก็เพราะว่า พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอ ทรงใคร่คำนึงว่า การรักษาอุโบสถศีล ที่เรียกกันว่า พรหมจรรย์ เป็นปฏิชาครอุโบสถก็ดี การให้ทาน การบริจาคทาน การสงเคราะห์ประเภทนี้ก็ดี ทั้ง ๒ อย่างนี้ ใครจะมีผลดีกว่ากัน


ขณะที่พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอรำพึงรำพันอยู่อย่างนั้น ปรากฏว่า ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระอินทร์ ที่เขาบอกว่า อ่อนนุ่มคล้าย ๆ กับสำลี หรือเก้าอี้สปริงที่เคยอ่อนอยู่ ก็แข็งกระด้างดั่งศิลา พระอินทร์จึงได้พิจารณาด้วยอำนาจทิพยเนตร คือกำลังใจเป็นทิพย์ คำว่าทิพยเนตรนี่ ไม่ใช่ตาเป็นทิพย์ ถ้าตาเป็นทิพย์ละมันยุ่ง มันเห็นอะไรไปเสียหมดทุกอย่าง จะดูเทวดากอดกัน เทวดารักกัน เทวดาตีกัน เทวดาทะเลาะกันก็เห็น จะดูมนุษย์ทำยุ่ม ๆ ย่าม ๆ ข้างถนนหนทางตามในซ่องในห้องในมุ้งก็เห็น อย่างนี้พระอินทร์กลุ้มตาย ไม่ไหว ไม่ไหวหรอก ดีไม่ดีหล่นจากวิมานแน่ ๆ


คำว่าทิพยเนตร ก็หมายถึงว่า จิตเป็นทิพย์ ต้องจิตน่ะเป็นทิพย์ มีความรู้เหมือนกับตาทิพย์ เวลาที่จะสังเกตของพระอินทร์ หมอดูประจำพระองค์ นั่นก็คือ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ตามที่เขากล่าวไว้ในเรื่องราวพระสังข์ทอง ว่าทิพยอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมาแข็งกระด้างดั่งศิลาประหลาดใจ ท่านว่าอย่างงั้น ในสมัยนั้นสังข์ทองมีเรื่อง พระอินทร์ก็เดือดร้อน คราวนี้เกิดพระเจ้าเนมิราชมีเรื่องอีก มานั่งสงสัยว่า


"..เอ..! การรักษาอุโบสถ จัดว่าเป็นพรหมจรรย์ กับการให้ทานนี้ใครจะมีค่ากว่ากัน..?


เมื่อปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แข็งปรากฏอย่างนั้น ก็ทรงทราบ เมื่อเรื่องนี้ต้องมีเหตุสำคัญแม่นมั่นในแดนดิน อัมรินทร์ยังนั่งพินิจคิดสงสัย สอดส่องทิพยเนตรดูเหตุภัย มองไปก็เห็นท่านเนมิราชนอนแหงแก๋อยู่บนเตียงนอนอยู่คนเดียว และก็คิดอยู่คนเดียว ตัดสินใจไม่ได้ เหตุฉะนั้น ท้าวสหัสนัยน์ คำว่า สหัสนัยน์ ก็คือพระอินทร์ สหัส แปลว่าพัน นัยน์แปลว่า ตา พระอินทร์มีตาตั้งพัน อย่าเชื่อชาวบ้านเขาหนา ลูกหลานที่รัก


ความจริงพระอินทร์มีตา ๒ ตาเท่านั้น แต่ว่าอารมณ์เป็นทิพย์ของพระอินทร์คล้ายกับมีตาหนึ่งพัน เหตุการณ์ทุกอย่าง ที่พระองค์จะทรงทราบในขณะเดียวกันหนึ่งพันเรื่อง พระองค์จะทรงทราบได้ทันที อย่างนี้จึงเรียกว่า ท้าวสหัสสเนตโต ที่เรียกว่า พระอินทร์ มีนัยตาตั้งพัน แต่ความจริงไม่ใช่ลูกตาแท้ๆ ถ้าลูกตาที่มองดูตั้งพันลูกตา มันก็ยุ่งละ ติดมาตั้งแต่หัวรอบตัว จนกระทั่งถึงตาตุ่ม มันก็ยังไม่มีที่จะติด มันตั้งพันตานี่ ลูกหลานจำให้ดีนะ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/7/10 at 03:54 [ QUOTE ]


เมื่ออารมณ์ของพระอินทร์ที่มีความเป็นทิพย์ จึงสามารถจะคิดนึกปรารภจะรู้อะไรได้ในขณะเดียวกัน ปั๊บเดียวนั้นแหละถึงพันเรื่องได้ทันที จึงมีนามว่า สหัสสเนตโต พระอินทร์นี่มีความดียังไง จึงมีบุญญาธิการมาก อันนี้เอาไว้คุยกันวันหลังดีกว่านะ วันนี้ดีไม่ดี ก็ไม่ได้เหาะแล้วลูกหลานเอ๋ย ว่าจะเหาะตามรถทิพย์ไป ดีไม่ดีก็ไม่ได้ไป เพราะว่า หน้ากระดาษที่เขาให้ไว้มันจำกัด เลยขอพูดไปตามเฉพาะหน้ากระดาษ ถ้ามันหมดวันนี้ งวดหน้าค่อยอ่านกันใหม่ นี่ยัง อย่าเพิ่งปิด มันยังไม่หมด


พระอินทร์ท่านเห็นเหตุการณ์ว่า พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอ มีความสงสัยในความดีที่ทรงปฏิบัติ พระองค์จึงได้เสด็จมาในภาพของอินทร์จริง ๆ เขียวอื๋อปื๋อ เพราะว่ามรกตบนพระเกศา คือยอดมงกุฏแผ่สร้านออกมา เครื่องประดับของเทวดานี่ไม่เหมือนของคน ไม่ว่าอะไรมันมีกระแสแสงรัศมีปรากฏไปหมด


ฉะนั้น พระอินทร์ความจริงรูปร่างสวย เนื้อค่อนข้างเหลือง ผิวสวยมาก เครื่องประดับประดาก็สวยมาก แต่ว่าเวลาสวมมงกุฎ มรกตที่อยู่บนยอดมงกุฎมันเขียว กระแสของมงกุฎอันนั้นมันพุ่งลงมาคลุมตัว เลยมองเขียวไปหมด กลายเป็นไม่สวยไปฉะนั้น เวลาที่พระอินทร์ถอดมงกุฏเมื่อไร จะมองดูสวยมาก ไม่ใช่นั่งพรรณนากันเกินเลย เมื่อพระอินทร์เสด็จมาแล้ว ก็มาลอยอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่มาลอยทับหน้านะ ลอยอยู่บนอากาศที่พระเจ้าเนมิราชมองเห็น พระเจ้าเนมิราชจึงได้ถามว่า


“..ใคร..?”


พระอินทร์ก็บอกว่า


“..เราคือพระอินทร์ ที่มานี่ก็จะมาเปลื้องความสงสัยที่พระองค์ทรงคิดว่า การให้ทานกับการรักษาพรหมจรรย์ ใครจะดีกว่ากัน..?”


ตอนนี้เล่นเอาพระเจ้าเนมิราชงง พระเจ้าเนมิราชก็เลยถามว่า


“..นี่ข้าพระพุทธเจ้าน่ะคิดคนเดียว นอนอยู่คนเดียว ยังไม่เคยพูดกับใคร ทำไมพระองค์อยู่ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงได้ทรงทราบ..?”


พระอินทร์ก็เรียนให้ทราบว่า


“..เรื่องของเทวดา มีอารมณ์เป็นทิพย์ และก็มีอารมณ์ มีความรู้สึกนึกคิดของประชากรทั้งหมดในโลก จะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม ใครคิดจะทำความดี เทวดาก็รู้ ใครคิดจะทำความชั่ว เทวดาก็รู้ ไม่ต้องไปนั่งคุย ไม่ต้องไปนั่งบอก ไม่ต้องตะโกนร้องบอกเทวดา เทวดารู้ รู้อารมณ์ของความคิด..”


ตอนนี้พระเจ้าเนมิราชงง คิดว่าแย่แล้ว มีบางครั้งบางคราวนี่เคยนึกด่าเทวดาเค้าบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าไปนึกด่าเทวดาเข้า เทวดาก็รู้ ถ้าหากว่า เทวดาทั้งหมดประกาศตนเป็นศัตรู เวลาตายไปแล้ว แกก็จะช่วยกันถีบลงนรกไป มันก็จะแย่ละซีนะลูกหลานที่รัก


ถ้าจะทำอะไร จำไว้ด้วย ทั้งฝ่ายสวรรค์ก็ดี ฝ่ายนรกก็ดี พรหมโลกก็ดี เพียงแค่เราคิดว่า เราจะสร้างความดี หรือคิดว่าจะสร้างความชั่ว นี่แค่คิดเท่านั้น เขารู้ทันทีแล้ว เพราะว่าอารมณ์จิตของเขาเป็นทิพย์ มันไม่มีโอกาสจะไปหนีความรู้สึกของเทวดาหรือพรหม หรือว่าบรรดาทางนรกเขาได้


ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงได้ทรงแนะนำว่า ความรู้สึกของใจเป็นสำคัญ ให้พยายามรักษาอารมณ์ใจไว้ในส่วนของกุศล คำว่า กุศล แปลว่า ฉลาด กุศลไม่ได้แปลว่าโง่ ถ้าคนฉลาดแล้ว ก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ไอ้การฉลาดแบบคนในปัจจุบันนี้ แบบพระเดินขบวนก็ดี พระเที่ยวได้ขอยศคืนก็ดี หรือว่าคนบางคนเห็นว่า พระมหากษัตริย์ไม่ดี เที่ยวได้แจกของบ้าง ไอ้การนำของแจกที่คนเขาอุทิศถวายไป ก็หาว่ารีดไถชาวบ้านบ้าง


ความจริงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ถ้ากฏหมายจะไม่ลงโทษ ในฐานะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็อยากจะพูดว่า พระมหากษัตริย์องค์นี้ไม่ค่อยจะดีเหมือนกัน นี่ยังไม่ได้พูดนะ ปรารภ ที่ว่าไม่ค่อยดี ก็เพราะอะไร ว่าเขาโกงกันทั้งเมืองนี่ ทำไมพระองค์ไม่โกงเสียบ้างล่ะ ถ้าพระองค์โกงกับเขา กินกับเขา เขาจะได้ชม


นี่พระองค์โกงไม่เป็น เงินส่วนพระองค์ที่เขาให้ใช้ก็ไปใช้ในส่วนสาธารณประโยชน์ เงินส่วนพระองค์ไม่มี ที่เขาให้นั้น ก็ไปเอาสมบัติเดิมมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระราชชนนี ทั้งแจกทั้งจ่ายหมด หมดเมื่อไร โน่นไปพักที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาเล่าให้ฟัง ความจริงไม่รู้จักกับท่าน ไปทำไม ไปหาสตางค์ ท่านอาจจะมีรายได้จากที่ใดที่หนึ่งของท่านก็ได้ เมื่อได้เงินมาแล้ว ก็กลับเข้ามาใหม่ จัดของอย่างโน้น จัดของอย่างนี้ เสื้อผ้าบ้าง อาหารการบริโภค ยารักษาโรคบ้าง


มีสตางค์เข้า จัดของได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ก็ไปแจกกับพวกชาวเขา ต้องการให้มาเป็นชาวเรา และก็แจกชาวเราที่มีความทุกข์ให้มีความสุข นี่ท่านทำอย่างนี้ นี่ท่านโกงกับเขาไม่เป็น เขาก็เลยไม่ชอบ นี่ที่เขาว่าไม่ดีน่ะ เขาว่าตรงนี้แหละ ว่าตามเขา แต่ว่าการกระทำอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี หรือว่าบรรดาพสกนิกรประชาชนชาวไทย ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เขาชมกันว่าดี แต่คนบางเหล่า บางพวก บางคณะ เขาว่าไม่ดี การกระทำแบบนี้ เราทำตามท่านดีกว่า


บรรดาลูกหลานที่รัก นตถิโลเก อนินทิโต พระพุทธเจ้ากล่าวว่า คนในโลกที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มี นี้การนินทาและสรรเสริญ ลูกหลานที่รัก จงอย่าไปสนใจมัน สร้างความดีไว้ดีกว่า คนที่เขาหาว่ากษัตริย์ไม่ดี เขาทำอะไรได้บ้าง มีอย่างเดียว กอบโกยเงินทองของชาวเราที่เสียภาษีอากรบ้าง และก็ที่สละบริจาคไปด้วยจิตเป็นกุศลบ้าง เอาไปใช้เป็นส่วนตัวเพื่อสร้างประโยชน์ แล้วเขาก็มานั่งโทษพระมหากษัตริย์ผู้นำที่ดีว่าเป็นคนเลว


ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าความดีของพระมหากษัตริย์ไปบังหน้าเขา มันเป็นเครื่องเปรียบเทียบกัน ถ้ากษัตริย์ดี เขาเลว พวกเราก็จะมองเห็นความเลวของเขาชัด นี้ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครเป็นคู่เปรียบเทียบ นึกว่ามีแต่ความมืด ไม่มีแสงสว่างเข้ามาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เขาก็จะอธิบายว่า ความมืดน่ะ มันดี เราทำอะไรสบาย ไม่ต้องอายชาวบ้าน นี้บังเอิญพระมหากษัตริย์พระองค์ทรงกลายเป็นแสงสว่าง เขาจึงว่าไม่ดี


ฉะนั้น การที่พูดเมื่อตอนต้นว่า พระมหากษัตริย์ไม่ดี ตอนนี้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรึเปล่า ก็ไม่ทราบ หากว่าผิดกฏหมาย ใครเขาจะมาลากคอหลวงตาเข้าตะราง ก็ตามใจเขานะลูกหลานที่รัก อย่าไปขัด อย่าไปขวางเขาเลย เพราะตั้งแต่เกิดมา ยังไม่รู้ว่า ในตะรางมันมีความสุขแค่ไหน


อันนี้พูดกันว่ายังไง วันนี้ไม่ได้ไปไหนแล้ว มันจะหมดเวลาหน้ากระดาษที่เขาให้แล้ว ว่ากันไปหน่อย เมื่อพระอินทร์ลงมา ก็เลยบอกว่า การบำเพ็ญความดีของพระองค์ นี่พูดกับพระเจ้าเนมิราช ไม่ใช่พูดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระนามว่า ภูมิพลอดุลยเดช ความจริงท่านมีจริยาวัตรคล้ายคลึงกัน ก็เลยเอามาเปรียบเทียบกัน


ท่านเนมิราชมีพระจริยาวัตรคล้ายพระมหากษัตริย์ ร.๙ พระอินทร์ทรงชมเชย เทวดาก็รัก ฉะนั้น จึงมานั่งเปรียบเทียบกันว่า สมัยก่อนมีคนดี สมัยนี้คนดีของเราก็มี เราก็น่าจะทำความดีตามท่าน เพราะบรรดาชาวเขาทั้งหลาย ท่านทำมาเป็นชาวเราเสียตั้งแยะ และบรรดาชาวเราที่มีความทุกข์ พระองค์ก็หาความสุขให้ ฝนไม่มีก็เสกฝน ให้เครื่องอุปกรณ์การใช้ต่าง ๆ ไม่มีก็หาให้ ควายเนื้อไม่ค่อยจะมี ก็หาควายเหล็กให้ น้ำมันไม่ค่อยจะมีใช้ ก็กำลังจะเสกน้ำเป็นน้ำมัน


นี่ถ้าพวกเราช่วยกัน ตั้งโรงงานให้เกิดขึ้น น้ำมันของเราก็จะสบาย นี่เรามานั่งนอนหลับกันทำไม ลูกหลานที่รัก จะต้องไปนั่งง้อแขกเขาให้เขาขึ้นราคาน้ำมันตามอัธยาศัย พวกเราก็ดิ้นรนจะตายนี่ มาช่วยพระเจ้าแผ่นดินกัน คนไทยเรามี ๔๐ ล้านคนเศษ หากว่าเราบริจาคทรัพย์กันคนละ ๑๐ บาท ก็จะได้เงินประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท ถ้าเราช่วยกันบริจาคคนละ ๑๐๐ บาท ๔๐ ล้านนะ ช่วยคนละ ๑๐ บาท ก็ได้ ๔๐๐ ล้าน หากว่าคนละ ๑๐๐ บาท ก็ได้ ๔,๐๐๐ ล้าน


ความจริงเท่านี้ ก็ตั้งโรงงานได้เป็นอย่างดี มานอนกันอยู่เฉย ๆ ทำไม..? ลูกหลานที่รัก ให้เจ้าแขกเจ้าบังมันขูดเลือด ขูดเนื้อ ผลที่สุดเราชาวไทยก็กลายเป็นทาสน้ำใจของแขก เรามาสร้างโรงกลั่นน้ำมันของพระเจ้าแผ่นดินกันดีไม๊..? ไอ้เรื่องการที่จะไปขุดบ่อน้ำมันนั้นมันลงทุนมาก เห็นด้วย..! และก็เปลืองเงินงบประมาณมาก แต่ของพระมหากษัตริย์นี่ ไม่ต้องไปตั้งท่าเจาะ เป็นแต่เพียงว่าช่วยกันสร้างโรงงานเท่านั้น


เอากันรึยัง..? เอากันสักคนละ ๑๐๐ บาท อดออมเข้าไว้ รัดเข็มขัดกันสักเดือนหนึ่ง เป็นยังไง..? บ้านเรา ๕ คน ปีนี้เสียสละซะ ๕๐๐ บาท บ้านเรา ๑๐ คน ปีนี้เสียสละซะ ๑,๐๐๐ บาท คราวเดียว เพียงคราวเดียวเท่านั้น โรงน้ำมันใหญ่มันก็จะปรากฏ น้ำมันก็ราคาถูก ในการใช้ก็คล่องตัวดีกว่า ความสึกหรอของเครื่องยนต์ก็ไม่มี เขม่าก็ไม่มี เพียงเท่านี้ บรรดาลูกหลานที่รัก เราก็จะยิ้มได้ เจ้าแขกเจ้าบังมันจะมีประโยชน์อะไรสำหรับเรา ในเมื่อเรามีน้ำมันใช้เสียอย่างเดียว ของทุกอย่างมันก็ราคาถูก เพราะน้ำมันของพระเจ้าแผ่นดินราคาถูก


ถึงเวลารึยัง..? ลูกหลานที่รัก แต่คนกลุ่มอื่นเขายังไม่เห็นด้วย พวกเรามาช่วยกัน เรามีกันกี่คน เอาสตางค์เข้ามารวมกันเสียคนละร้อยบาท ร้อยบาท มีมากกว่านั้น ก็ยังไม่เป็นไร คนละพันบาท คนละหมื่นบาท ก็ยังได้ รวมกันเข้าเป็นบริษัทของฤาษีลิงดำ สนับสนุนองค์พระมหากษัตริย์สร้างน้ำมันขึ้นมาให้ได้


ถ้าเรามีบริการน้ำมันของเราเอง มีโรงกลั่นของเราเองแล้ว อย่างนี้แหละเมืองไทยจะกลายเป็นเมืองแก้ว ลูกหลานที่รัก ก็จะกลายเป็นคนที่มีน้ำใจเป็นแก้ว เอาว่าแล้วซิว่า เรื่องมันจะไปกันไม่รอด ก็เพราะไอ้เจ้าลิงนี่มันอดออกนอกทางไม่ได้


เรามาคุยกันถึงพระอินทร์กับพระเจ้าเนมิราช เมื่อพระอินทร์บอกว่า


“..เมื่อพระองค์สงสัย หม่อมฉันก็ทราบ อาศัยความดีของพระองค์ เทวดาต้องการรู้จัก การให้ทานก็ดี การรักษาพรหมจรรย์ก็ดี ดีด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ใครจะทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ก็จะปรากฏมีความแห้งแล้งในจิต ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการให้ทานเป็นกำลังสนับสนุนความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ปรารถนาพระโพธิญาณ ถ้าหากว่าพระองค์ไม่ทรงให้ทานแล้ว เมื่อเวลาที่บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์เองก็ดี พระสาวกทั้งหลายก็ดี จะพากันอดตายหมด เพราะอาศัยขาดทานบารมี..


..คนที่บูชาองค์สมเด็จพระบรมศรีศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ก็จะกลายเป็นยาจกไปหมด นี่การให้ทานเป็นของดี เพราะว่าเป็นปัจจัย เครื่องหล่อเลี้ยงกำลังกายกำลังใจ สำหรับการรักษาพรหมจรรย์นั้นก็ดีเป็นกรณีพิเศษ คือ เป็นปัจจัยให้เข้าถึงสวรรค์ ถึงพรหมโลก ถึงนิพพานได้สบาย..


..นี่เป็นอันว่า กิจการงานทั้ง ๒ ประการ กล่าวคือ ทานก็ดี ศีลก็ดี ดีด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง จะแยกกันไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระองค์นั้นมีน้ำใจบริสุทธิ์ มีจิตบริสุทธิ์ เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ ลงความว่า เหตุทั้ง ๓ รายการ ๑ ทาน ๒ ศีล ๓ จิตบริสุทธิ์ นี้ต้องประคับประคองกันอยู่ตลอดเวลา แต่การที่พระองค์จะให้ทานก็ดี จะรักษาศีลก็ดี ก็เพราะว่าน้ำใจของพระองค์ดี คือจิตบริสุทธิ์ ที่เรียกกันว่า มีปัญญา มีสิ่งทั้ง ๓ ประการ จึงปรากฏ..


..ฉะนั้นขอองค์สมเด็จพระบรมสุคตในอนาคตกาล ไม่ใช่ปัจจุบัน ท่านพูดในสมัยโน้นนะ ในฐานะที่ท่านจะได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าเวลานี้บำเพ็ญบารมีเป็นปรมัตถบารมี อีกไม่กี่ชาติ ก็จะจบบารมีทั้งหมดเมื่อบารมีเต็มทั้งหมดแล้ว ต่อไปก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า มีนามว่า พระสมณโคดม ฉะนั้น การบริจาคทานกับการรักษาศีลพรหมจรรย์ ดีทั้ง ๒ อย่าง ขอพระองค์จงมั่นใจในความดีของพระองค์ ..”


เมื่อพูดแล้ว พระอินทร์ก็เปิดแน่บกลับสวรรค์ พระเจ้าเนมิราชก็นอนตาค้าง หลับไม่ลง ทรงปลื้มพระราชหฤทัย ดีใจว่า แหม..! นี่เรานอนคิดอยู่คนเดียวแท้ ๆ พระอินทร์ก็ย่องเข้ามารู้ได้ นี่ดีนี่นะ หากว่าเราคิดว่า เราจะไปขโมยของใครเข้า พระอินทร์ก็จับได้แหงแก๋เลย เสร็จ ไม่เอาแล้ว


นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขึ้นชื่อว่า อารมณ์ชั่วนิดหนึ่งจะไม่ยอมให้มีในใจของเรา เราจะคิดแต่ความดีเท่านั้น อย่างการสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์และสัตว์ที่เกิดมาในโลก ให้มีความสุขเท่าที่เราจะพึงทำได้ ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งเดินขบวนคัดค้านชาวบ้านเขา จะไปประกาศโฆษณาด่าคนนั้นด่าคนนี้


สิ่งใดก็ดีที่มันเกินกฏหมายไปแล้ว กฏหมายไม่สามารถจะลงโทษได้ ละเมิดกฏหมาย แล้วจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ให้มันเป็นของดี อันการอย่างนี้ เราคือเนมิราช จะไม่ขอทำ เพราะมันเป็นจริยาของความระยำที่บอกไม่ถูก อันการอย่างนี้ ถ้าเราคิด พระยายมก็จะรู้เสียอีกด้วย เพราะว่าพระอินทร์ท่านบอกแล้วนี่ ทั้งฝ่ายสวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี นรกก็ดี เพราะรู้อารมณ์นึก


นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะคิดแต่เฉพาะในอารมณ์ที่ดี ๆ เท่านั้น ปรารถนาการสงเคราะห์เป็นประจำ และก็รักษาพรหมจรรย์เป็นประจำ คือพรหมจรรย์นี้รักษาทุกวันไม่ได้ ประเดี๋ยวเมียจะมีชู้ เพราะว่าตามธรรมดาที่เขาอยู่กับพ่อกับแม่ ที่เขาแต่งงานมา ก็ต้องการของเขาบ้างในกิจการตามหน้าที่ เรียกว่า ต้องมีการบ้านเป็นปกติ ฉะนั้น อาทิตย์หนึ่งก็แบ่งทำการงานบ้านให้เขาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเรารักษาพรหมจรรย์ อย่างนี้ดี


เป็นอันว่าพระเจ้าเนมิราชท่านคิดถูก เรื่องคิดแบบประเภทที่เรียกว่า โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย เพราะอาศัยความดีอย่างนี้เอง เมื่อพระอินทร์ท่านกลับไปสู่เวชยันตวิมาน และไปประทับอยู่ที่ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ปรากฏว่า เวลานั้นบรรดาเทวดาทั้งหลายกำลังจะมาเฝ้าพระอินทร์ประชุมกันพร้อม เห็นพระอินทร์หายไป รอชั่วครู่เดียว พระอินทร์ก็ทรงเสด็จกลับ จึงได้กราบทูลถามว่า


“..พระองค์ทรงเสด็จไปไหนมา พระพุทธเจ้าค่ะ..”


พระอินทร์ก็บอกว่า


“..เราไปหาพระเจ้าเนมิราชมา พระเจ้าเนมิราชพระองค์นี้เป็นหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ มีจิตประกอบไปด้วยทานบารมี มีความสงเคราะห์ มีเมตตา มีกรุณา ครบถ้วนบริบูรณ์ สงเคราะห์พสกนิกร ให้มีความสุข โดยไม่เห็นแก่เหนื่อยแก่ยาก ใครจะอยู่ในบ้าน จะอยู่ในเขาลำเนาป่า จะแสนยากลำบากประการใดก็ตามที พระองค์นี้เสด็จไปสงเคราะห์ โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก..


..และนอกจากนั้น ก่อนวันพระ ๓ วัน หลังวันพระ ๓ วัน กับวันพระอีก ๑ วัน รวม ๗ วัน พระองค์ทรงรักษาอุโบสถและงดปัญจเวรทั้ง ๕ เป็นประจำ คือเรียกว่า มีศีล ๕ เป็นปกติ เพราะอาศัยความดีของพระองค์นี้ พระองค์มีความสงสัยเรื่องทานกับพรหมจรรย์ ว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน เราก็จึงได้ไปแก้ข้อสงสัยให้..”


เมื่อเทวดาทั้งหลายได้รับทราบ ก็อยากจะรู้จักหน้าพระเจ้าเนมิราชขึ้นมา จึงได้พากันกราบทูลพระอินทร์ว่า


“..ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะพบพระเจ้าเนมิราช ขอท้าวโกสีสักกะเทวราช ขอให้พระบาทท้าวเธอจงไปรับพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์ ให้พระบาทท้าวเธอมาในที่ประชุมของเทวดา แล้วก็จะได้สั่งสนทนากันตามสมควร จะได้ชมบารมี..”


นี่แหละ ลูกหลานที่รัก ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ถึงแม้จะมีร่างกายสกปรก เต็มไปด้วยเลือดฝาด น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ เต็มตัว ขึ้นชื่อว่า ร่างกายของเราเต็มไปด้วยความชั่ว เทวดาเขาไม่อยากนั่งใกล้ แต่ว่าความดีปรากฏเมื่อไร เทวดาก็สรรเสริญเมื่อนั้น ก็มีความนิยมชมชอบ เทวดาจึงต้องการจะพบ


เมื่อเทวดาต้องการจะพบแบบนี้เอง เป็นเหตุให้พระอินทร์ต้องส่งมาตลีสารถีเทพบุตร นำเวชยันต์ราชรถ มีม้าสินธพที่เทวดาแปลงเป็นม้าเทียมมาถึงพันม้า มารับพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์


เมื่อมาตลีสารถีเทพบุตรนำรถที่เทียมไปด้วยม้าสินธพได้ตั้งพันม้า และก็เป็นรถทิพย์ที่ประทับของพระอินทร์เข้ามาแล้ว ก็ปรากฏว่า พบองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ในสมัยที่เป็นพระเจ้าเนมิราช กำลังประทับอยู่หน้าหมู่อำมาตย์ทั้งหลาย มาตลีเทพบุตรจึงได้กราบทูลให้ทรงทราบว่า


“..เวลานี้พระอินทร์ต้องการพบท่าน..”


เอาละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย หน้ากระดาษที่เขาให้มันหมดแล้วนี่นะ สำหรับงวดนี้ ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ถ้าอยากจะทราบต่อไป คอยฟังข้างหน้าต่อไป ฉบับหลังเขาจะออกเมื่อไหร่ ก็ถามเจ้าหน้าที่เขาก็แล้วกัน


ลูกหลานทั้งหลายจะได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของพระเจ้าเนมิราช และการท่องเที่ยวของฤาษีทัศนาจร คือฤาษีลิง จะเป็นยังไงต่อไป ก็ฟังกันได้หรืออ่านกันได้ ในฉบับหน้าๆ ต่อไป จนกว่าจะจบเรื่อง สำหรับงวดนี้ ก็ขอความสุขสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแก่บรรดาลูกหลานที่รักทุกคน สวัสดี



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม

Go To Top