Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 27/7/10 at 03:54 [ QUOTE ]

ฤาษีทัศนาจร (เล่ม ๒) โดย..พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)




ฤาษีทัศนาจร ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518)



( ลิขสิทธิ์เป็นของ "ทีมงานเว็บวัดท่าซุง" )




คำปรารภ

หนังสือออกมาได้ เพราะคณะท่านสาธุชนต้องการพิมพ์เป็นอนุสรณ์ต้นปี ๒๕๑๘ หนังสือนี้จะเป็นที่ถูกใจหรือบาดใจใคร เจ้าของเรื่องไม่สนใจ เพราะตามใจคนมากเท่าไรก็ไม่พ้นคนนินทา เรื่องตามใจคนจึงไม่มีในหนังสือนี้ และในอารมณ์ของเจ้าของเรื่อง

รูปหน้าปก ให้ออกแบบตามความโง่ในสมัยที่ท่องสวรรค์ดาวดึงส์ครั้งแรก ตามความต้องการของครูบาอาจารย์ ผู้อ่านๆแล้ว จะเชื่อหรือไม่เชื่อ เจ้าของเรื่องก็ไม่สนใจ ใครอยากรู้จริง ขอให้พยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ครบถ้วน.

ฤาษีลิงดำ

๑๘ ธ.ค. ๑๗

(สมัยนั้นโรงพิมพ์ "สารธรรม" ช่วงหนึ่งทำกันที่ "บ้านสายลม" โดยทีมงานสมัครเล่น ใครว่างก็ไปช่วยกัน)



สารบัญ

1.
ตอนที่ ๑
2. ตอนที่ ๒
3. ตอนที่ ๓
4. ตอนที่ ๔



1


ตอนที่ ๑


บรรดาลูกหลานที่รัก วันนี้หลวงตามาในนามของ ฤาษีทัศนาจร ฤาษีทัศนาจรก็คือ "เจ้าลิงดำ" นั่นเอง ไม่ใช่ใคร ที่ให้นามว่า "ฤาษีทัศนาจร" ก็เพราะว่า เที่ยวดู..เที่ยวเห็น "ทัศนะ" นี่เขาแปลว่า "เห็น" "จร" นี่เขาแปลว่า "เที่ยว" ฉะนั้นลูกหลานที่รัก เมื่อฟังคำพูดนี้แล้ว ก็จงรู้จักไว้ว่าการทัศนาจรก็คือ "เที่ยวเห็น" จะแปลว่าเที่ยวดู มันก็ไม่ถูก ถ้าดูแล้วภาษาบาลีเขาเรียกว่า "โอโลเกตวา" ดูแล้วตานี้ "ทัศนะ" เขาแปลว่า "สบายเห็น"


สำหรับรายการนี้เป็นรายหนังสือสบาย เรียกว่ารายสบาย ไม่ใช่รายปักษ์ เราก็จะคุยกันเป็นตอน ๆ ไป


การทัศนาจรคราวนี้จะไปเที่ยวที่ไหนกันดี ..? คราวก่อนไปเที่ยวเมืองนรก แล้วก็พอถึงตอนสวรรค์ ปรากฏว่ายับยั้งไว้ ไม่ได้เที่ยวมาก ด้วยหนังสือฉบับนั้น อาศัยที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำ บอกว่า การท่องเที่ยวควรท่องเที่ยวให้ละเอียดละออเฉพาะนรกเท่านั้น เพราะเป็นแดนที่ประกอบไปด้วยความทุกข์ สำหรับดินแดนสวรรค์เป็นดินแดนของความสุข ไม่จำเป็นต้องบอกให้ละเอียดนัก ทั้งนี้ก็เพราะว่าดินแดนที่มีความสบาย คุยมากกันไป ก็แค่นั้นแหละ ไม่เกิดประโยชน์อะไรมาก


หนังสือฉบับนั้นที่ให้นามว่า ไตรภูมิ ก็ได้พูดกันถึง ภพทั้งสาม คือว่า ภพดินแดนแห่งความทุกข์ คือมีนรกเป็นต้น ที่เรียกกันว่า อบายภูมิ ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน อีกอันหนึ่งก็คือ ดินแดนของเมืองมนุษย์ อีกส่วนหนึ่งก็คือเทวดาหรือพรหม ที่เรียกกันว่าสวรรค์ ไปแตะพระนิพพานเข้านิดหนึ่ง


หนังสือฉบับนั้นมีพระคุณเจ้าที่เคารพท่านปรารภมา บอกว่า หนังสือฉบับนั้น มีทั้งจริงทั้งโกหก ลูกหลานที่รัก โกรธท่านไหม..? ที่ท่านว่าอย่างนี้ โกรธท่านไหม..? ความจริงไม่น่าจะโกรธ ท่านพูดตามความเป็นจริง เพราะว่าหนังสือทุกเล่ม ถ้าไม่โกหกเสียอย่างเดียว ก็ไม่มีเรื่องอะไรจะพูด แม้ตัวของเราเอง เราก็ยังโกหกตัวเอง เราแก่ทุกวัน เราก็โกหกว่าเราหนุ่ม เราสร้างความเลว เราก็โกหกตัวเอง ว่าเราสร้างความดี


เราโกนหัวห่มผ้าเหลือง บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ละโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ คืออย่าสนใจในความร่ำรวย แล้วก็อย่าเสียใจ ในเมื่อความร่ำรวยสลายตัวไป อย่าอยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ แล้วก็อย่าเสียใจ เมื่อยศฐาบรรดาศักดิ์สิ้นไป อย่าพอใจในคำสรรเสริญ แล้วก็อย่าหนักใจในคำนินทา อย่ามั่วสุมในกามสุข


คำว่ากาม ลูกหลานที่รัก ไม่ใช่หมายถึงกามารมณ์ ความปรารถนาในการเคล้าคลึงซึ่งกันและกันเสมอไป ขึ้นชื่อว่าความใคร่ อันเป็นวัตถุของโลก พระพุทธเจ้าเรียกว่ากาม กามสุขมีความสุข ในการประดับประดาไปด้วยเครื่องวิจิตร มีกุฏิสวย ๆ มีจีวรสวย ๆ มีเครื่องประดับประดาสวย ๆ ต่าง ๆ แต่อย่าไปสนใจกับความทุกข์ เพราะมันเป็นของปรกติธรรมดา


แต่ทว่าบรรดาท่านนักบวชทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าทั้งหมด เอาบางพวก ท่านกลับพอใจในความร่ำรวย ตายแล้วมีเงินเป็นล้าน ๆ เวลาอยู่ไม่หยิบสตางค์ เพราะอะไร..? เพราะโกหกตัวเอง โกหกชาวบ้านว่าฉันไม่จับสตางค์ ฉันไม่จับหรอกไอ้เงินไอ้ทองพวกนี้ เพราะมันเป็นอาบัติ แต่เวลาถวายนิตยภัต รับ ไปสวดมนต์เย็น ฉันเช้า ตามบ้านตามเรือน รับ เขาให้สตางค์นี่ รับ ท่านไม่จับสตางค์ ก็เลยมีเงินเหลือมาก ไม่เหมือนหลวงตาของลูกหลานทั้งหลาย โกหกชาวบ้านด้วยประการทั้งปวง แล้วก็โกหกพระพุทธเจ้าด้วย


พระพุทธเจ้าบอกว่า การรับเงินทองเองก็ดี ให้คนอื่นรับแทนก็ดี หรือรู้อยู่ว่าบุคคลอื่นเก็บไว้เพื่อตนก็ดี เป็นอาบัตินิสสัคคีย์ ตัวเป็นปาจิตตีย์ คำว่าของเป็นนิสสัคคีย์ คือของไม่ดี ตัวเองเป็นอาบัติปาจิตตีย์ หลวงตาของลูกหลานทำทุกอย่าง เขาให้ก็รับ ไม่ต้องไปวานชาวบ้านชาวเมืองเขารับแทน แล้วก็ไม่ต้องไปวานชาวบ้านชาวเมืองเขาเก็บแทน รับแล้วก็มาใช้ ใช้ในส่วนไหน..? ก็มาใช้ในส่วนที่เรียกว่าจำเป็น


เพราะว่าเวลานี้จะไปรถไปเรือ ไปร้านอาหาร เวลาหิวโหยขึ้นมา เขาเรียกสตางค์ เขาไม่เลือกว่าจะเป็นคนหรือว่าเป็นลิง เขาเอาทั้งนั้น เป็นฤาษีชีไพรเขาก็เก็บสตางค์ เป็นอันว่าหลวงตาก็โกหกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านบอกไม่ให้รับ เวลาบวชเข้ามารับสิกขาบท ๒๒๗ สิกขาบท แต่ปรากฏว่าโกหกเสีย ๑ สิกขาบท คือรับสตางค์ สตางค์ที่ส่วนเหลือ ก็เอาไปสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาบ้าง ทำเป็นส่วนสาธารณะประโยชน์บ้าง คือสร้างโรงเรียนให้เด็กเรียนบ้าง ขุดบ่อน้ำบ้าง ทำสะพานบ้าง ช่วยเหลือคนป่วยไข้ไม่สบายบ้าง ตามเรื่องตามราวของลิง นี่ลิงมีนิสัยโกหกแบบนี้


แต่ทว่าคนอีกพวกหนึ่ง เขาโกหกกันคนละอย่าง เขายึดถือเงินทองที่ชาวบ้านชาวเมืองมอบให้ แต่ว่าเขาโกหกใจของเขา เขาบอกว่าเขาไม่รับสตางค์ นี่เป็นอันว่าที่เขาบอกว่า หลวงตาโกหก ลูกหลานที่รักอย่าไปโกรธเขา มันเป็นเรื่องโกหกจริง ๆ แต่ว่าเป็นการโกหกชนิดประเภทเปิดเผย ไม่เบียดบัง


เป็นอันว่าหลวงตา ถ้าตายแล้ว ก็คงจะมีลูกหนี้สินรุงรัง ลูกหลานทั้งหลายก็จำเป็นที่จะต้องชำระหนี้ให้ เพราะอะไร..? เพราะว่าหลวงตาเป็นห่วงลูกห่วงหลาน พวกลูกหลานให้สตางค์มาเพื่อกินเพื่อใช้ ก็นำไปใช้ในเรื่องผิดประเภท เอาไปก่อสร้างเสียบ้าง เอาไปทำงานในส่วนสาธารณประโยชน์ บำบัดทุกข์บำรุงสุขคนไข้ไม่สบายเสียบ้าง ขุดบ่อน้ำบ้าง ทำสะพานบ้าง ใช้กระแสไฟให้เป็นส่วนสาธารณะบ้าง


นี่หลวงตาเป็นคนโกหกนะ พระที่เมืองปราณบุรีหรือว่าทับสะแก ก็ไม่ทราบ ท่านด่ามาบอกว่าหลวงตาโกหก เขียนหนังสือนี่โกหก จงเชื่อท่านเถอะว่า หลวงตาเป็นคนโกหกจริง ๆ ก็บอกแล้วบอกว่า ถ้าไม่โกหกเสียอย่างเดียว เรื่องที่จะพูดให้ลูกหลานฟังมันก็ไม่มี


สำหรับรายการฤาษีทัศนาจร ลูกหลานที่รัก จงจำไว้ว่าฤาษีตนนี้ ฤาษีท่านนี้ หรือว่าฤาษีตัวนี้ ใช้ตัวจะดีไหม เป็นฤาษีลิง เพราะว่าเอาลิงมาทำเป็นฤาษี ลิงก็คือสัตว์เดียรัจฉาน ฉะนั้นการจะพูดจาอะไรก็ตาม ลูกหลานจะอ่านอะไรก็ตาม จงฟังไว้ จงเข้าใจว่า นี่ลูกหลานอ่านหรือว่าดูหรือว่าฟังภาษาลิง เอาลิงมาพูดภาษาคน ภาษามันก็ไม่เรียบร้อยซิ เพราะว่าสภาวะของลิงไม่มีความเรียบร้อย


เมื่อสมัยเรื่องของรามเกียรติ์ มันเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่ทราบ เคยอ่านเรื่องของรามเกียรติ์ตอนหนึ่ง ตอนนั้นปรากฏว่า พระรามมอบหมายให้หนุมาน ซึ่งเป็นทหารเอกปกครองเมือง ๆ หนึ่ง ที่เรียกกันว่าลพบุรี ปรากฏว่าวันหนึ่งหนุมานไปเที่ยวสวนขวัญกับบรรดานักสนมนารีทั้งหลาย เกิดคันหัวขึ้นมา แทนที่จะเอามือคือขาหน้าทั้งสองไปเกา เผลอไปเอาเท้าไปเกาเข้า


บรรดานักสนมนารีทั้งหลายเห็นเข้าชอบใจหัวเราะลั่น ท่านหนุมานตกใจ มีความละอายบรรดาสนมนารีทั้งหลายเลยขอบวชจำศีล เรื่องนี้จะจริงหรือโกหก หลวงตาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเกิดไม่ทัน จะไปถามคนเขียนคนประพันธ์ ท่านก็ตายไปเสียแล้วเป็นอันว่า ถ้าเรื่องนี้โกหก หลวงตาก็โกหกด้วย ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง หลวงตาก็พูดจริงด้วย แต่ว่าเรื่องมีจริง เรื่องที่เขาเขียนไว้มี แต่ว่าหนุมานจริง ๆ มีหรือเปล่า อันนี้หลวงตาก็ไม่ทราบ


ฉะนั้น เมื่อทราบว่าหลวงตาเป็นลิง การทัศนาจรคราวนี้ยังไม่รู้ว่าจะไปแบบไหนดีเลย มานั่งนึกไปนั่งนึกมา กำลังพูดอยู่นี่ ความจริงยังไม่มีโครงการในการพูด เพราะการคุยกับลูกกับหลานนี่มันคุยสบาย เพราะว่าไม่ใช่ใคร เราเป็นกันเอง เชื้อสายของหนุมานพูดกันยังไง ก็มีความเข้าใจ เราจะไปทางไหนกันดี..? เรามานั่งนึกดูอีกที


การทัศนาจรคราวนี้ ถ้าจะไปคนเดียวน่ากลัวจะลำบาก เพราะอะไร เพราะว่าดินแดนมันไกล เมืองนรกไปมาแล้ว ก็มีคนเขาต่อว่า มาทำไม ไม่ไปเที่ยวเมืองสวรรค์ให้มันละเอียด ตอนนี้ก็เห็นว่า จำเป็นจะต้องไปตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าท่านไป ตานี้การตามท่านไปนี่ มันก็ลำบากเหมือนกัน เพราะสมัยนั้นพระพุทธเจ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วก็มาสมัยหลัง ท่านบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า การไปมันก็สะดวก แสนสะดวก แต่นี่หลวงตาเป็นลิงนี่ลูกหลานที่รัก เมืองสวรรค์นี่เขาจะต้อนรับลิงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ


เอากันยังงี้ดีกว่า เรามามองดูทางไปกัน ไปคนเดียวไม่สบาย โน่นแน่..! มองเห็นรถของท่านมาตลีเทพบุตรนำเวชยันตราชรถของพระอินทร์ลงมา มีม้าสินธพ คือเทวดาแปลงเป็นม้าถึง ๑,๐๐๐ ม้าลากรถมา ความจริงเมืองเทวดาเขาไม่มีสัตว์เดียรัจฉาน แต่ถ้าหากว่า จะบังเอิญต้องใช้สัตว์เดียรัจฉาน ก็ต้องเอาเทวดาที่มีเชื้อชาติ มาจากสัตว์เดียรัจฉานประเภทนั้น ๆ ให้แปลงเป็นสัตว์เดียรัจฉานประเภทนั้น แล้วก็ใช้เป็นสัตว์


ความจริงการเป็นเทวดานี่ก็ลำบากเหมือนกันนะ บรรดาลูกหลานที่รัก เพราะว่าเมืองเทวดามีความยากจน ไม่มีสัตว์เดียรัจฉานจะใช้ เวลาจะใช้สัตว์เดียรัจฉาน ก็ต้องเอาเทวดาทำเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ฉะนั้น เป็นอันว่าหลวงตาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ก็เป็นเนื้อแท้ คือเป็นสัตว์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้การที่จะไปเที่ยวเมืองเทวดา ก็คงจะไม่ยาก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเทวดาไม่มีสัตว์เดียรัจฉานจะใช้ และเวลาจะใช้สัตว์ ก็ต้องแปลงจากความเป็นเทวดามาเป็นสัตว์ นี่ถ้าไปพบสัตว์เดียรัจฉานอย่างหลวงตาเข้า เทวดาคงจะพอใจ นี่คงจะเที่ยวได้


ทีนี้ การเที่ยวคราวนี้ ท่านมาตลีเทพบุตรท่านเป็นสารถีขับรถของพระอินทร์ ท่านนำม้าสินธพพันม้า ม้าปลอม แล้วก็นำเวชยันต์ราชรถ อันเป็นรถประจำองค์ของพระอินทร์ลอยลิ่ว ๆ ๆ ๆ ลงมา ลงมาเวลาไหน ลงมาถอยหลังจากนี้ไป แหม น่ากลัวจะหลายกัป สมัยนั้นเป็นสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ มีนามว่า เนมิราช เรื่องนี้ปรากฏมาในพระสุตตันตปิฎก


คือเรื่องราวมีว่า พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอทรงประกอบไปด้วยทานและศีล เป็นกษัตริย์ที่มีความแปลกมาก มีจริยาวัตรเป็นที่น่ารัก ไม่มีความเห่อเหิมทะเยอทะยาน เข้าใจว่าตนเองเป็นคนดีกว่าบุคคลอื่น และก็ไม่ใช่เป็นกษัตริย์ที่ว่านั่งกินเลือดกินเนื้อชาวบ้าน มานั่งเอาเปรียบชาวบ้าน เป็นพระมหากษัตริย์ที่ประกอบไปด้วยบุญญาธิการมาก ทรงบริจาคทานเป็นปกติ


คำว่า บริจาคทาน แปลว่าการให้ บริจาคเป็นการตัดออก ทานะคือคำว่าทาน เป็นการให้ ตัดของที่ตนมีอยู่ออกแบ่งให้บุคคลอื่น ไปมองดูประชากรทั้งหลายในขอบขัณฑสีมาของพระองค์ ถ้ามีความทุกข์ พระองค์ก็หาทางทุกอย่างที่จะบำรุงความสุขให้แก่บรรดาประชากรของพระองค์ เท่าที่จะพึงมีความสามารถให้ได้ แล้วก็ให้ทุกอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกินวิสัย


พระองค์ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากกาย ไปตามบ้านบ้าง ตามเขาบ้าง ตามป่าบ้าง ตามถ้ำบ้าง ตามลำน้ำบ้าง ที่ไหนก็ตาม เมื่อบรรดาพสกนิกรที่อยู่ในขอบขัณฑสีมาของพระองค์มีความทุกข์ ต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งไม่เกินวิสัย พระองค์ก็จัดหาให้ ในเมื่อของสิ่งนั้น พระองค์ไม่มี ก็แจ้งข่าวแก่บุคคลที่มีกำลังใจดี ประกอบไปด้วยเมตตา ให้นำสิ่งของมารวมกัน แล้วพระองค์ท่านเอง ก็ทรงเสด็จบ้าง ใช้อำมาตย์ข้าราชบริพารนำไปให้แทนบ้าง


เมื่อเขานำไปให้แล้ว พระองค์ก็ทรงทำบัญชีเข้าไว้ แล้วก็ตามไปสำรวจทีหลังว่า ของที่ให้ไปนี้ถึงมือผู้รับจริงหรือเปล่า แล้วก่อนที่จะให้ ก็สำรวจเสียก่อนว่า บุคคลที่ต้องการให้รับแต่ละกลุ่ม แต่ละหน่วยมีกี่คนด้วยกัน มีความต้องการอะไร อันนี้พระองค์จะมีความละเอียดละออในจริยาวัตรของพระองค์มาก แล้วก็นอกจากการให้ทานแล้ว พระองค์ก็ทรงสมาทานศีล ที่เรียกกันว่า ศีลอุโบสถ คือสมาทานเป็นปฏิชาครอุโบสถ คือรักษาอุโบสถก่อนหน้าวันพระ ๓ วัน แล้วก็หลังวันพระอีก ๓ วัน กับวันพระอีก ๑ วัน รวมความว่า รักษาจุดหนึ่ง ก็ ๗ วัน อย่างนี้เรียกว่า ปฏิชาครอุโบสถ


มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงนั่งคิด ว่าการให้ทานก็ดี การรักษาศีลอุโบสถ ชื่อว่าเป็นศีลพรหมจรรย์ ทั้งสองประการนี้ อย่างไหนจะมีผลแตกต่างกัน ใครจะมีผลเลิศกว่ากัน นี่ความจริงพูดถึงจริยาวัตรของพระเจ้าเนมิราชแล้ว ก็อดที่จะมานั่งนึกถึงความดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ องค์ปัจจุบันนี้ไม่ได้ ที่มีพระนามว่า ภูมิพลอดุลยเดช


นี่ความจริง พระราชาพระองค์นี้มีพระราชจริยาวัตรคล้าย ๆ กับพระเจ้าเนมิราช เมื่อเวลาแปรพระราชฐานไปที่ใด ชาวบ้านเขานินทาพระองค์ ชาวบ้านน่ะ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดานะ ก็เรียกว่าเป็นชาวบ้านที่เห็นแก่ตัว เป็นชาวบ้านที่จะนำประเทศชาติไปขายให้แก่ชาติอื่น จะเปลี่ยนแปลงลัทธิ หรือพูดอีกทีว่า เป็นชาวบ้านพวกเหลือบ ที่เปลี่ยนฝูงเข้ามากินเลือดเนื้อประชาชน เขาพากันนินทาพระองค์ว่า เปลืองเงินงบประมาณ


เคยถามท่านพันตำรวจเอก (พิเศษ) หม่อมราชวงศ์ พงศ์พูนเกษม เกษมศรี ว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งให้พระเจ้าแผ่นดินนี้ ปีละเท่าไร ท่านก็บอกว่า ยังไม่ทราบชัด จะปีละ ๕ ล้านหรือ ๑๐ ล้านก็ไม่แน่ แล้วงบประมาณที่ได้รับนี้ไม่ใช่ใช้เป็นส่วนพระองค์ ข้าราชบริพารภายในทั้งหมดต้องใช้อยู่ในงบประมาณประเภทนี้ ถ้าบังเอิญ ๕ ล้าน ๑๐ ล้าน หรือ ๒๐ ล้าน หรือ ๓๐ ล้านก็ดี รู้สึกว่าน้อยเกินไป ทั้งนี้เพราะอะไร ? เพราะว่าไอ้เงินแค่นี้ พระองค์ต้องแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพาร ตลอดจนกระทั่งคนที่คิดกิจการต่าง ๆ ที่เขาถือว่าเขาดี มีความรู้ ทำไม่ได้


อย่างคิดเสกน้ำเป็นน้ำมันอย่างหนึ่ง นำพืชพันธุ์ธัญญาหารไปให้ชาวเขา เพื่อนำมาให้เป็นชาวเรา ใครทุกข์ที่ไหน เสด็จที่นั่น นำของไปแจกให้แก่ประชากร การนำของไปแจกให้แก่ประชากรนี้มีคนเขาโดยเสด็จพระราชกุศล (คำว่า โดย แปลว่าตาม) นำเงินทองของใช้ไปมอบให้แก่พระองค์ บรรดาคนทั้งหลายเหล่านี้เขาก็พากันนินทา นินทาว่ารีดไถชาวบ้าน นี่ความจริง พระองค์ไม่ได้เคยรีดไถใคร


เอากันแค่เงินงบประมาณ สมมุติกันว่า พระองค์ได้ถึง ๓๐ ล้าน (ความจริงไม่ถึง) ทราบมาว่า เป็น ๑๐ ล้าน หรือ ๑๕ ล้าน ก็ไม่ทราบ เท่านี้มันก็ยังไม่พอกับถนนสายหนึ่งที่เขาทำขึ้นมาใหม่ การทำถนนหนทางนี้ เขาเล่าลือกัน หรือว่า การก่อสร้างต่าง ๆ เขาต้องบวกพิเศษ เขาลือกัน จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ทราบ ถ้าจะทำอะไรก็ตาม ต้องบวกไว้ ๒๐ เปอร์เซนต์ สมมุติว่า ราคา ๑๐๐ บาท ต้องบวก ๒๐ บาทเข้าไปด้วย ตั้งเป็นราคาเข้าไว้ ไม่เช่นนั้น คนที่อนุมัติเขาไม่ให้


นี่เป็นอันว่า เงินของประชาชนทั้งหลายที่เขาให้พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน สมมุติว่า ถ้าปีหนึ่งถึง ๓๐ ล้าน มันก็ไม่เท่ากับการบวกถนน ๑ สายตามที่เขาลือกัน แต่เขาบอกว่า การบวกนี่ เขาบวกในสมัยรัฐบาลก่อน ๆ แต่รัฐบาลต่อไปนี้ หรือรัฐบาลปัจจุบัน เขาจะบวกหรือไม่บวก หลวงตาก็ไม่ทราบเหมือนกัน เป็นอันว่าเงินบวกคราวหนึ่ง ดีกว่าเงินที่ให้พระเจ้าแผ่นดินใช้ ๑ ปี และก็พระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ได้ใช้เอง ต้องไปแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพารภายใน


เป็นอันว่า ปรากฏว่า เวลานี้เงินไม่พอใช้ ข้าราชการนายทหารราชองครักษ์ที่ไปอยู่เวร เคยเลี้ยงอาหาร เคยเลี้ยงขนม เคยเลี้ยงกาแฟในเวลากลางคืน เวลานี้ ก็ต้องตัดอาหารออก เหลือแต่ขนมหรือกาแฟ นี่เขาลือกัน เรื่องในรั้วในวังนี่ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เป็นอันว่าพระองค์มีจริยาวัตรคล้ายพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์ เป็นอันว่า กษัตริย์องค์นี้มีพระจริยาวัตรคล้ายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยที่เป็นหน่อพระบรมโพธิสัตว์ คือพระเจ้าเนมิราชหรือพระเวชสันดร


คนสมัยก่อนเขาสาธุกัน อย่างพระเจ้าเนมิราชนี่ ให้ทั้งทาน ให้รักษาทั้งอุโบสถศีล พระเวสสันดรก็ทรงบริจาคทาน และมีหิริและโอตตัปปะ มีขันติมาก เขาชมกันว่าดี แต่คนสมัยนี้ที่เขาไปรับปริญญามาจากฝรั่งเศส ที่มีคณาจารย์ซึ่งเป็นคนไทย ตั้งตัวเป็นมหาวิทยาลัยพิเศษ อยู่ที่เมืองฝรั่งเศส แล้วก็มีคนรับช่วงอยู่ในประเทศไทย เรียน ๆ กันต่อกันมา เขาบอกว่า จริยาวัตรแบบนี้ไม่ดี การมีพระมหากษัตริย์นี่หนักแผ่นดิน เปลืองเงินของแผ่นดิน แต่สู้การที่เขาจะช่วยกอบโกย ช่วยกันกิน ช่วยกันบวก อันนี้สู้ประเภทนั้นไม่ได้ เขาว่ายังงั้น จึงหาทางทุกอย่างเพื่อทำลายกษัตริย์ ให้ระบบกษัตริย์หมดไป


นี่แหละบรรดาลูกหลานทั้งหลาย ประเทศชาติของเราที่จะทรงขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยหัวหน้าดี ถ้าหากว่า หัวหน้าเป็นคนอัปปรีย์ ชอบบวกชอบกินชอบโกง ประเทศชาติมันก็บรรลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองไทยที่จะทรงขึ้นมาได้ ก็มีระบบกษัตริย์ตลอดมา แล้วกษัตริย์ก็ยังทรงรักษาศักดิ์ศรีในความเป็นกษัตริย์ ถ้าจะสร้างอะไรไม่ดี ก็เกรงว่าศักดิ์ศรีของตนจะสลายไป สู้หมู่คนจังไรไม่ได้ เปลี่ยนหน้ากันเข้ามา แล้วช่วยกันกิน ช่วยกันโกง ที่ดีก็มีมาก ที่ชั่วก็มีเยอะ


ภาษิตโบราณบอกว่า คนชั่วก็มี คนดีก็มาก คนชั่วหายาก คนดีถมไป นี่เป็นอันว่า ใครเขาจะกิน เขาจะโกงกันที่ไหนก็ตาม ถ้าไปถามตัวเขาเองแล้ว เขาจะบอกว่า ฉันนี่แหละเป็นคนดี การที่ฉันทำนี่ ฉันทำดีแล้ว เก้าอี้การเมืองหรือเก้าอี้รัฐมนตรี หรือเก้าอี้ตำแหน่งหน้าที่กิจการงานใหญ่ ๆ เราไม่ทราบว่า จะนั่งกันนานเท่าไร ดีไม่ดีวันนี้นั่งเก้าอี้ พรุ่งนี้อาจไม่ได้นั่งก็ได้ ฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่มันมีหนทางพอจะได้ ต้องรีบกอบรีบโกยเข้าไว้ มิฉะนั้น ผลที่จะพึงได้มันก็จะสลายตัวไป


ลูกหลานที่รัก หลวงตาพูดแบบนี้นี่ติดตะรางหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ เขาบอกกันว่า ตะรางเขาไม่ได้สร้างให้สัตว์เดรัจฉานอยู่ หรือที่เขาพูดกันว่า ตะรางมิได้สร้างให้หมาอยู่ ตะนี้หลวงตาไม่ใช่หมานี่แต่เป็นลิง เขาอาจจะเอาไปขังกรงเสียก็ได้ ก็ตามใจ


เรามาพูดกันต่อไป การที่มาตลีสารถีนำเวชยันต์ราชรถปรากฏไปด้วยม้าสินธพ ที่แปลงไปจากเทวดาถึง ๑,๐๐๐ ม้ามารับพระเจ้าเนมิราช ก็เพราะว่า พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอ ทรงใคร่คำนึงว่า การรักษาอุโบสถศีล ที่เรียกกันว่า พรหมจรรย์ เป็นปฏิชาครอุโบสถก็ดี การให้ทาน การบริจาคทาน การสงเคราะห์ประเภทนี้ก็ดี ทั้ง ๒ อย่างนี้ ใครจะมีผลดีกว่ากัน


ขณะที่พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอรำพึงรำพันอยู่อย่างนั้น ปรากฏว่า ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระอินทร์ ที่เขาบอกว่า อ่อนนุ่มคล้าย ๆ กับสำลี หรือเก้าอี้สปริงที่เคยอ่อนอยู่ ก็แข็งกระด้างดั่งศิลา พระอินทร์จึงได้พิจารณาด้วยอำนาจทิพยเนตร คือกำลังใจเป็นทิพย์ คำว่าทิพยเนตรนี่ ไม่ใช่ตาเป็นทิพย์ ถ้าตาเป็นทิพย์ละมันยุ่ง มันเห็นอะไรไปเสียหมดทุกอย่าง จะดูเทวดากอดกัน เทวดารักกัน เทวดาตีกัน เทวดาทะเลาะกันก็เห็น จะดูมนุษย์ทำยุ่ม ๆ ย่าม ๆ ข้างถนนหนทางตามในซ่องในห้องในมุ้งก็เห็น อย่างนี้พระอินทร์กลุ้มตาย ไม่ไหว ไม่ไหวหรอก ดีไม่ดีหล่นจากวิมานแน่ ๆ


คำว่าทิพยเนตร ก็หมายถึงว่า จิตเป็นทิพย์ ต้องจิตน่ะเป็นทิพย์ มีความรู้เหมือนกับตาทิพย์ เวลาที่จะสังเกตของพระอินทร์ หมอดูประจำพระองค์ นั่นก็คือ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ตามที่เขากล่าวไว้ในเรื่องราวพระสังข์ทอง ว่าทิพยอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมาแข็งกระด้างดั่งศิลาประหลาดใจ ท่านว่าอย่างงั้น ในสมัยนั้นสังข์ทองมีเรื่อง พระอินทร์ก็เดือดร้อน คราวนี้เกิดพระเจ้าเนมิราชมีเรื่องอีก มานั่งสงสัยว่า


"..เอ..! การรักษาอุโบสถ จัดว่าเป็นพรหมจรรย์ กับการให้ทานนี้ใครจะมีค่ากว่ากัน..?


เมื่อปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แข็งปรากฏอย่างนั้น ก็ทรงทราบ เมื่อเรื่องนี้ต้องมีเหตุสำคัญแม่นมั่นในแดนดิน อัมรินทร์ยังนั่งพินิจคิดสงสัย สอดส่องทิพยเนตรดูเหตุภัย มองไปก็เห็นท่านเนมิราชนอนแหงแก๋อยู่บนเตียงนอนอยู่คนเดียว และก็คิดอยู่คนเดียว ตัดสินใจไม่ได้ เหตุฉะนั้น ท้าวสหัสนัยน์ คำว่า สหัสนัยน์ ก็คือพระอินทร์ สหัส แปลว่าพัน นัยน์แปลว่า ตา พระอินทร์มีตาตั้งพัน อย่าเชื่อชาวบ้านเขาหนา ลูกหลานที่รัก


ความจริงพระอินทร์มีตา ๒ ตาเท่านั้น แต่ว่าอารมณ์เป็นทิพย์ของพระอินทร์คล้ายกับมีตาหนึ่งพัน เหตุการณ์ทุกอย่าง ที่พระองค์จะทรงทราบในขณะเดียวกันหนึ่งพันเรื่อง พระองค์จะทรงทราบได้ทันที อย่างนี้จึงเรียกว่า ท้าวสหัสสเนตโต ที่เรียกว่า พระอินทร์ มีนัยตาตั้งพัน แต่ความจริงไม่ใช่ลูกตาแท้ๆ ถ้าลูกตาที่มองดูตั้งพันลูกตา มันก็ยุ่งละ ติดมาตั้งแต่หัวรอบตัว จนกระทั่งถึงตาตุ่ม มันก็ยังไม่มีที่จะติด มันตั้งพันตานี่ ลูกหลานจำให้ดีนะ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/7/10 at 03:54 [ QUOTE ]


เมื่ออารมณ์ของพระอินทร์ที่มีความเป็นทิพย์ จึงสามารถจะคิดนึกปรารภจะรู้อะไรได้ในขณะเดียวกัน ปั๊บเดียวนั้นแหละถึงพันเรื่องได้ทันที จึงมีนามว่า สหัสสเนตโต พระอินทร์นี่มีความดียังไง จึงมีบุญญาธิการมาก อันนี้เอาไว้คุยกันวันหลังดีกว่านะ วันนี้ดีไม่ดี ก็ไม่ได้เหาะแล้วลูกหลานเอ๋ย ว่าจะเหาะตามรถทิพย์ไป ดีไม่ดีก็ไม่ได้ไป เพราะว่า หน้ากระดาษที่เขาให้ไว้มันจำกัด เลยขอพูดไปตามเฉพาะหน้ากระดาษ ถ้ามันหมดวันนี้ งวดหน้าค่อยอ่านกันใหม่ นี่ยัง อย่าเพิ่งปิด มันยังไม่หมด


พระอินทร์ท่านเห็นเหตุการณ์ว่า พระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอ มีความสงสัยในความดีที่ทรงปฏิบัติ พระองค์จึงได้เสด็จมาในภาพของอินทร์จริง ๆ เขียวอื๋อปื๋อ เพราะว่ามรกตบนพระเกศา คือยอดมงกุฏแผ่สร้านออกมา เครื่องประดับของเทวดานี่ไม่เหมือนของคน ไม่ว่าอะไรมันมีกระแสแสงรัศมีปรากฏไปหมด


ฉะนั้น พระอินทร์ความจริงรูปร่างสวย เนื้อค่อนข้างเหลือง ผิวสวยมาก เครื่องประดับประดาก็สวยมาก แต่ว่าเวลาสวมมงกุฎ มรกตที่อยู่บนยอดมงกุฎมันเขียว กระแสของมงกุฎอันนั้นมันพุ่งลงมาคลุมตัว เลยมองเขียวไปหมด กลายเป็นไม่สวยไปฉะนั้น เวลาที่พระอินทร์ถอดมงกุฏเมื่อไร จะมองดูสวยมาก ไม่ใช่นั่งพรรณนากันเกินเลย เมื่อพระอินทร์เสด็จมาแล้ว ก็มาลอยอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่มาลอยทับหน้านะ ลอยอยู่บนอากาศที่พระเจ้าเนมิราชมองเห็น พระเจ้าเนมิราชจึงได้ถามว่า


“..ใคร..?”


พระอินทร์ก็บอกว่า


“..เราคือพระอินทร์ ที่มานี่ก็จะมาเปลื้องความสงสัยที่พระองค์ทรงคิดว่า การให้ทานกับการรักษาพรหมจรรย์ ใครจะดีกว่ากัน..?”


ตอนนี้เล่นเอาพระเจ้าเนมิราชงง พระเจ้าเนมิราชก็เลยถามว่า


“..นี่ข้าพระพุทธเจ้าน่ะคิดคนเดียว นอนอยู่คนเดียว ยังไม่เคยพูดกับใคร ทำไมพระองค์อยู่ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงได้ทรงทราบ..?”


พระอินทร์ก็เรียนให้ทราบว่า


“..เรื่องของเทวดา มีอารมณ์เป็นทิพย์ และก็มีอารมณ์ มีความรู้สึกนึกคิดของประชากรทั้งหมดในโลก จะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม ใครคิดจะทำความดี เทวดาก็รู้ ใครคิดจะทำความชั่ว เทวดาก็รู้ ไม่ต้องไปนั่งคุย ไม่ต้องไปนั่งบอก ไม่ต้องตะโกนร้องบอกเทวดา เทวดารู้ รู้อารมณ์ของความคิด..”


ตอนนี้พระเจ้าเนมิราชงง คิดว่าแย่แล้ว มีบางครั้งบางคราวนี่เคยนึกด่าเทวดาเค้าบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าไปนึกด่าเทวดาเข้า เทวดาก็รู้ ถ้าหากว่า เทวดาทั้งหมดประกาศตนเป็นศัตรู เวลาตายไปแล้ว แกก็จะช่วยกันถีบลงนรกไป มันก็จะแย่ละซีนะลูกหลานที่รัก


ถ้าจะทำอะไร จำไว้ด้วย ทั้งฝ่ายสวรรค์ก็ดี ฝ่ายนรกก็ดี พรหมโลกก็ดี เพียงแค่เราคิดว่า เราจะสร้างความดี หรือคิดว่าจะสร้างความชั่ว นี่แค่คิดเท่านั้น เขารู้ทันทีแล้ว เพราะว่าอารมณ์จิตของเขาเป็นทิพย์ มันไม่มีโอกาสจะไปหนีความรู้สึกของเทวดาหรือพรหม หรือว่าบรรดาทางนรกเขาได้


ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงได้ทรงแนะนำว่า ความรู้สึกของใจเป็นสำคัญ ให้พยายามรักษาอารมณ์ใจไว้ในส่วนของกุศล คำว่า กุศล แปลว่า ฉลาด กุศลไม่ได้แปลว่าโง่ ถ้าคนฉลาดแล้ว ก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ไอ้การฉลาดแบบคนในปัจจุบันนี้ แบบพระเดินขบวนก็ดี พระเที่ยวได้ขอยศคืนก็ดี หรือว่าคนบางคนเห็นว่า พระมหากษัตริย์ไม่ดี เที่ยวได้แจกของบ้าง ไอ้การนำของแจกที่คนเขาอุทิศถวายไป ก็หาว่ารีดไถชาวบ้านบ้าง


ความจริงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ถ้ากฏหมายจะไม่ลงโทษ ในฐานะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็อยากจะพูดว่า พระมหากษัตริย์องค์นี้ไม่ค่อยจะดีเหมือนกัน นี่ยังไม่ได้พูดนะ ปรารภ ที่ว่าไม่ค่อยดี ก็เพราะอะไร ว่าเขาโกงกันทั้งเมืองนี่ ทำไมพระองค์ไม่โกงเสียบ้างล่ะ ถ้าพระองค์โกงกับเขา กินกับเขา เขาจะได้ชม


นี่พระองค์โกงไม่เป็น เงินส่วนพระองค์ที่เขาให้ใช้ก็ไปใช้ในส่วนสาธารณประโยชน์ เงินส่วนพระองค์ไม่มี ที่เขาให้นั้น ก็ไปเอาสมบัติเดิมมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระราชชนนี ทั้งแจกทั้งจ่ายหมด หมดเมื่อไร โน่นไปพักที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาเล่าให้ฟัง ความจริงไม่รู้จักกับท่าน ไปทำไม ไปหาสตางค์ ท่านอาจจะมีรายได้จากที่ใดที่หนึ่งของท่านก็ได้ เมื่อได้เงินมาแล้ว ก็กลับเข้ามาใหม่ จัดของอย่างโน้น จัดของอย่างนี้ เสื้อผ้าบ้าง อาหารการบริโภค ยารักษาโรคบ้าง


มีสตางค์เข้า จัดของได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ก็ไปแจกกับพวกชาวเขา ต้องการให้มาเป็นชาวเรา และก็แจกชาวเราที่มีความทุกข์ให้มีความสุข นี่ท่านทำอย่างนี้ นี่ท่านโกงกับเขาไม่เป็น เขาก็เลยไม่ชอบ นี่ที่เขาว่าไม่ดีน่ะ เขาว่าตรงนี้แหละ ว่าตามเขา แต่ว่าการกระทำอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี หรือว่าบรรดาพสกนิกรประชาชนชาวไทย ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เขาชมกันว่าดี แต่คนบางเหล่า บางพวก บางคณะ เขาว่าไม่ดี การกระทำแบบนี้ เราทำตามท่านดีกว่า


บรรดาลูกหลานที่รัก นตถิโลเก อนินทิโต พระพุทธเจ้ากล่าวว่า คนในโลกที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มี นี้การนินทาและสรรเสริญ ลูกหลานที่รัก จงอย่าไปสนใจมัน สร้างความดีไว้ดีกว่า คนที่เขาหาว่ากษัตริย์ไม่ดี เขาทำอะไรได้บ้าง มีอย่างเดียว กอบโกยเงินทองของชาวเราที่เสียภาษีอากรบ้าง และก็ที่สละบริจาคไปด้วยจิตเป็นกุศลบ้าง เอาไปใช้เป็นส่วนตัวเพื่อสร้างประโยชน์ แล้วเขาก็มานั่งโทษพระมหากษัตริย์ผู้นำที่ดีว่าเป็นคนเลว


ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าความดีของพระมหากษัตริย์ไปบังหน้าเขา มันเป็นเครื่องเปรียบเทียบกัน ถ้ากษัตริย์ดี เขาเลว พวกเราก็จะมองเห็นความเลวของเขาชัด นี้ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครเป็นคู่เปรียบเทียบ นึกว่ามีแต่ความมืด ไม่มีแสงสว่างเข้ามาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เขาก็จะอธิบายว่า ความมืดน่ะ มันดี เราทำอะไรสบาย ไม่ต้องอายชาวบ้าน นี้บังเอิญพระมหากษัตริย์พระองค์ทรงกลายเป็นแสงสว่าง เขาจึงว่าไม่ดี


ฉะนั้น การที่พูดเมื่อตอนต้นว่า พระมหากษัตริย์ไม่ดี ตอนนี้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรึเปล่า ก็ไม่ทราบ หากว่าผิดกฏหมาย ใครเขาจะมาลากคอหลวงตาเข้าตะราง ก็ตามใจเขานะลูกหลานที่รัก อย่าไปขัด อย่าไปขวางเขาเลย เพราะตั้งแต่เกิดมา ยังไม่รู้ว่า ในตะรางมันมีความสุขแค่ไหน


อันนี้พูดกันว่ายังไง วันนี้ไม่ได้ไปไหนแล้ว มันจะหมดเวลาหน้ากระดาษที่เขาให้แล้ว ว่ากันไปหน่อย เมื่อพระอินทร์ลงมา ก็เลยบอกว่า การบำเพ็ญความดีของพระองค์ นี่พูดกับพระเจ้าเนมิราช ไม่ใช่พูดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระนามว่า ภูมิพลอดุลยเดช ความจริงท่านมีจริยาวัตรคล้ายคลึงกัน ก็เลยเอามาเปรียบเทียบกัน


ท่านเนมิราชมีพระจริยาวัตรคล้ายพระมหากษัตริย์ ร.๙ พระอินทร์ทรงชมเชย เทวดาก็รัก ฉะนั้น จึงมานั่งเปรียบเทียบกันว่า สมัยก่อนมีคนดี สมัยนี้คนดีของเราก็มี เราก็น่าจะทำความดีตามท่าน เพราะบรรดาชาวเขาทั้งหลาย ท่านทำมาเป็นชาวเราเสียตั้งแยะ และบรรดาชาวเราที่มีความทุกข์ พระองค์ก็หาความสุขให้ ฝนไม่มีก็เสกฝน ให้เครื่องอุปกรณ์การใช้ต่าง ๆ ไม่มีก็หาให้ ควายเนื้อไม่ค่อยจะมี ก็หาควายเหล็กให้ น้ำมันไม่ค่อยจะมีใช้ ก็กำลังจะเสกน้ำเป็นน้ำมัน


นี่ถ้าพวกเราช่วยกัน ตั้งโรงงานให้เกิดขึ้น น้ำมันของเราก็จะสบาย นี่เรามานั่งนอนหลับกันทำไม ลูกหลานที่รัก จะต้องไปนั่งง้อแขกเขาให้เขาขึ้นราคาน้ำมันตามอัธยาศัย พวกเราก็ดิ้นรนจะตายนี่ มาช่วยพระเจ้าแผ่นดินกัน คนไทยเรามี ๔๐ ล้านคนเศษ หากว่าเราบริจาคทรัพย์กันคนละ ๑๐ บาท ก็จะได้เงินประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท ถ้าเราช่วยกันบริจาคคนละ ๑๐๐ บาท ๔๐ ล้านนะ ช่วยคนละ ๑๐ บาท ก็ได้ ๔๐๐ ล้าน หากว่าคนละ ๑๐๐ บาท ก็ได้ ๔,๐๐๐ ล้าน


ความจริงเท่านี้ ก็ตั้งโรงงานได้เป็นอย่างดี มานอนกันอยู่เฉย ๆ ทำไม..? ลูกหลานที่รัก ให้เจ้าแขกเจ้าบังมันขูดเลือด ขูดเนื้อ ผลที่สุดเราชาวไทยก็กลายเป็นทาสน้ำใจของแขก เรามาสร้างโรงกลั่นน้ำมันของพระเจ้าแผ่นดินกันดีไม๊..? ไอ้เรื่องการที่จะไปขุดบ่อน้ำมันนั้นมันลงทุนมาก เห็นด้วย..! และก็เปลืองเงินงบประมาณมาก แต่ของพระมหากษัตริย์นี่ ไม่ต้องไปตั้งท่าเจาะ เป็นแต่เพียงว่าช่วยกันสร้างโรงงานเท่านั้น


เอากันรึยัง..? เอากันสักคนละ ๑๐๐ บาท อดออมเข้าไว้ รัดเข็มขัดกันสักเดือนหนึ่ง เป็นยังไง..? บ้านเรา ๕ คน ปีนี้เสียสละซะ ๕๐๐ บาท บ้านเรา ๑๐ คน ปีนี้เสียสละซะ ๑,๐๐๐ บาท คราวเดียว เพียงคราวเดียวเท่านั้น โรงน้ำมันใหญ่มันก็จะปรากฏ น้ำมันก็ราคาถูก ในการใช้ก็คล่องตัวดีกว่า ความสึกหรอของเครื่องยนต์ก็ไม่มี เขม่าก็ไม่มี เพียงเท่านี้ บรรดาลูกหลานที่รัก เราก็จะยิ้มได้ เจ้าแขกเจ้าบังมันจะมีประโยชน์อะไรสำหรับเรา ในเมื่อเรามีน้ำมันใช้เสียอย่างเดียว ของทุกอย่างมันก็ราคาถูก เพราะน้ำมันของพระเจ้าแผ่นดินราคาถูก


ถึงเวลารึยัง..? ลูกหลานที่รัก แต่คนกลุ่มอื่นเขายังไม่เห็นด้วย พวกเรามาช่วยกัน เรามีกันกี่คน เอาสตางค์เข้ามารวมกันเสียคนละร้อยบาท ร้อยบาท มีมากกว่านั้น ก็ยังไม่เป็นไร คนละพันบาท คนละหมื่นบาท ก็ยังได้ รวมกันเข้าเป็นบริษัทของฤาษีลิงดำ สนับสนุนองค์พระมหากษัตริย์สร้างน้ำมันขึ้นมาให้ได้


ถ้าเรามีบริการน้ำมันของเราเอง มีโรงกลั่นของเราเองแล้ว อย่างนี้แหละเมืองไทยจะกลายเป็นเมืองแก้ว ลูกหลานที่รัก ก็จะกลายเป็นคนที่มีน้ำใจเป็นแก้ว เอาว่าแล้วซิว่า เรื่องมันจะไปกันไม่รอด ก็เพราะไอ้เจ้าลิงนี่มันอดออกนอกทางไม่ได้


เรามาคุยกันถึงพระอินทร์กับพระเจ้าเนมิราช เมื่อพระอินทร์บอกว่า


“..เมื่อพระองค์สงสัย หม่อมฉันก็ทราบ อาศัยความดีของพระองค์ เทวดาต้องการรู้จัก การให้ทานก็ดี การรักษาพรหมจรรย์ก็ดี ดีด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ใครจะทำเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ก็จะปรากฏมีความแห้งแล้งในจิต ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าการให้ทานเป็นกำลังสนับสนุนความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ปรารถนาพระโพธิญาณ ถ้าหากว่าพระองค์ไม่ทรงให้ทานแล้ว เมื่อเวลาที่บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์เองก็ดี พระสาวกทั้งหลายก็ดี จะพากันอดตายหมด เพราะอาศัยขาดทานบารมี..


..คนที่บูชาองค์สมเด็จพระบรมศรีศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ก็จะกลายเป็นยาจกไปหมด นี่การให้ทานเป็นของดี เพราะว่าเป็นปัจจัย เครื่องหล่อเลี้ยงกำลังกายกำลังใจ สำหรับการรักษาพรหมจรรย์นั้นก็ดีเป็นกรณีพิเศษ คือ เป็นปัจจัยให้เข้าถึงสวรรค์ ถึงพรหมโลก ถึงนิพพานได้สบาย..


..นี่เป็นอันว่า กิจการงานทั้ง ๒ ประการ กล่าวคือ ทานก็ดี ศีลก็ดี ดีด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง จะแยกกันไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระองค์นั้นมีน้ำใจบริสุทธิ์ มีจิตบริสุทธิ์ เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ ลงความว่า เหตุทั้ง ๓ รายการ ๑ ทาน ๒ ศีล ๓ จิตบริสุทธิ์ นี้ต้องประคับประคองกันอยู่ตลอดเวลา แต่การที่พระองค์จะให้ทานก็ดี จะรักษาศีลก็ดี ก็เพราะว่าน้ำใจของพระองค์ดี คือจิตบริสุทธิ์ ที่เรียกกันว่า มีปัญญา มีสิ่งทั้ง ๓ ประการ จึงปรากฏ..


..ฉะนั้นขอองค์สมเด็จพระบรมสุคตในอนาคตกาล ไม่ใช่ปัจจุบัน ท่านพูดในสมัยโน้นนะ ในฐานะที่ท่านจะได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าเวลานี้บำเพ็ญบารมีเป็นปรมัตถบารมี อีกไม่กี่ชาติ ก็จะจบบารมีทั้งหมดเมื่อบารมีเต็มทั้งหมดแล้ว ต่อไปก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า มีนามว่า พระสมณโคดม ฉะนั้น การบริจาคทานกับการรักษาศีลพรหมจรรย์ ดีทั้ง ๒ อย่าง ขอพระองค์จงมั่นใจในความดีของพระองค์ ..”


เมื่อพูดแล้ว พระอินทร์ก็เปิดแน่บกลับสวรรค์ พระเจ้าเนมิราชก็นอนตาค้าง หลับไม่ลง ทรงปลื้มพระราชหฤทัย ดีใจว่า แหม..! นี่เรานอนคิดอยู่คนเดียวแท้ ๆ พระอินทร์ก็ย่องเข้ามารู้ได้ นี่ดีนี่นะ หากว่าเราคิดว่า เราจะไปขโมยของใครเข้า พระอินทร์ก็จับได้แหงแก๋เลย เสร็จ ไม่เอาแล้ว


นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขึ้นชื่อว่า อารมณ์ชั่วนิดหนึ่งจะไม่ยอมให้มีในใจของเรา เราจะคิดแต่ความดีเท่านั้น อย่างการสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์และสัตว์ที่เกิดมาในโลก ให้มีความสุขเท่าที่เราจะพึงทำได้ ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งเดินขบวนคัดค้านชาวบ้านเขา จะไปประกาศโฆษณาด่าคนนั้นด่าคนนี้


สิ่งใดก็ดีที่มันเกินกฏหมายไปแล้ว กฏหมายไม่สามารถจะลงโทษได้ ละเมิดกฏหมาย แล้วจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ให้มันเป็นของดี อันการอย่างนี้ เราคือเนมิราช จะไม่ขอทำ เพราะมันเป็นจริยาของความระยำที่บอกไม่ถูก อันการอย่างนี้ ถ้าเราคิด พระยายมก็จะรู้เสียอีกด้วย เพราะว่าพระอินทร์ท่านบอกแล้วนี่ ทั้งฝ่ายสวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี นรกก็ดี เพราะรู้อารมณ์นึก


นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะคิดแต่เฉพาะในอารมณ์ที่ดี ๆ เท่านั้น ปรารถนาการสงเคราะห์เป็นประจำ และก็รักษาพรหมจรรย์เป็นประจำ คือพรหมจรรย์นี้รักษาทุกวันไม่ได้ ประเดี๋ยวเมียจะมีชู้ เพราะว่าตามธรรมดาที่เขาอยู่กับพ่อกับแม่ ที่เขาแต่งงานมา ก็ต้องการของเขาบ้างในกิจการตามหน้าที่ เรียกว่า ต้องมีการบ้านเป็นปกติ ฉะนั้น อาทิตย์หนึ่งก็แบ่งทำการงานบ้านให้เขาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเรารักษาพรหมจรรย์ อย่างนี้ดี


เป็นอันว่าพระเจ้าเนมิราชท่านคิดถูก เรื่องคิดแบบประเภทที่เรียกว่า โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย เพราะอาศัยความดีอย่างนี้เอง เมื่อพระอินทร์ท่านกลับไปสู่เวชยันตวิมาน และไปประทับอยู่ที่ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ปรากฏว่า เวลานั้นบรรดาเทวดาทั้งหลายกำลังจะมาเฝ้าพระอินทร์ประชุมกันพร้อม เห็นพระอินทร์หายไป รอชั่วครู่เดียว พระอินทร์ก็ทรงเสด็จกลับ จึงได้กราบทูลถามว่า


“..พระองค์ทรงเสด็จไปไหนมา พระพุทธเจ้าค่ะ..”


พระอินทร์ก็บอกว่า


“..เราไปหาพระเจ้าเนมิราชมา พระเจ้าเนมิราชพระองค์นี้เป็นหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ มีจิตประกอบไปด้วยทานบารมี มีความสงเคราะห์ มีเมตตา มีกรุณา ครบถ้วนบริบูรณ์ สงเคราะห์พสกนิกร ให้มีความสุข โดยไม่เห็นแก่เหนื่อยแก่ยาก ใครจะอยู่ในบ้าน จะอยู่ในเขาลำเนาป่า จะแสนยากลำบากประการใดก็ตามที พระองค์นี้เสด็จไปสงเคราะห์ โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก..


..และนอกจากนั้น ก่อนวันพระ ๓ วัน หลังวันพระ ๓ วัน กับวันพระอีก ๑ วัน รวม ๗ วัน พระองค์ทรงรักษาอุโบสถและงดปัญจเวรทั้ง ๕ เป็นประจำ คือเรียกว่า มีศีล ๕ เป็นปกติ เพราะอาศัยความดีของพระองค์นี้ พระองค์มีความสงสัยเรื่องทานกับพรหมจรรย์ ว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน เราก็จึงได้ไปแก้ข้อสงสัยให้..”


เมื่อเทวดาทั้งหลายได้รับทราบ ก็อยากจะรู้จักหน้าพระเจ้าเนมิราชขึ้นมา จึงได้พากันกราบทูลพระอินทร์ว่า


“..ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะพบพระเจ้าเนมิราช ขอท้าวโกสีสักกะเทวราช ขอให้พระบาทท้าวเธอจงไปรับพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์ ให้พระบาทท้าวเธอมาในที่ประชุมของเทวดา แล้วก็จะได้สั่งสนทนากันตามสมควร จะได้ชมบารมี..”


นี่แหละ ลูกหลานที่รัก ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ถึงแม้จะมีร่างกายสกปรก เต็มไปด้วยเลือดฝาด น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ เต็มตัว ขึ้นชื่อว่า ร่างกายของเราเต็มไปด้วยความชั่ว เทวดาเขาไม่อยากนั่งใกล้ แต่ว่าความดีปรากฏเมื่อไร เทวดาก็สรรเสริญเมื่อนั้น ก็มีความนิยมชมชอบ เทวดาจึงต้องการจะพบ


เมื่อเทวดาต้องการจะพบแบบนี้เอง เป็นเหตุให้พระอินทร์ต้องส่งมาตลีสารถีเทพบุตร นำเวชยันต์ราชรถ มีม้าสินธพที่เทวดาแปลงเป็นม้าเทียมมาถึงพันม้า มารับพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์


เมื่อมาตลีสารถีเทพบุตรนำรถที่เทียมไปด้วยม้าสินธพได้ตั้งพันม้า และก็เป็นรถทิพย์ที่ประทับของพระอินทร์เข้ามาแล้ว ก็ปรากฏว่า พบองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ในสมัยที่เป็นพระเจ้าเนมิราช กำลังประทับอยู่หน้าหมู่อำมาตย์ทั้งหลาย มาตลีเทพบุตรจึงได้กราบทูลให้ทรงทราบว่า


“..เวลานี้พระอินทร์ต้องการพบท่าน..”


เอาละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย หน้ากระดาษที่เขาให้มันหมดแล้วนี่นะ สำหรับงวดนี้ ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ถ้าอยากจะทราบต่อไป คอยฟังข้างหน้าต่อไป ฉบับหลังเขาจะออกเมื่อไหร่ ก็ถามเจ้าหน้าที่เขาก็แล้วกัน


ลูกหลานทั้งหลายจะได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของพระเจ้าเนมิราช และการท่องเที่ยวของฤาษีทัศนาจร คือฤาษีลิง จะเป็นยังไงต่อไป ก็ฟังกันได้หรืออ่านกันได้ ในฉบับหน้าๆ ต่อไป จนกว่าจะจบเรื่อง สำหรับงวดนี้ ก็ขอความสุขสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแก่บรรดาลูกหลานที่รักทุกคน สวัสดี



◄ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/8/14 at 20:12 [ QUOTE ]


2
ตอนที่ ๒


ตอนนี้เป็นตอนที่ ๒ เมื่อตอนต้นมาจบลงที่ท่านมาตลีสารถีนำรถมารับพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์ แล้วก็กราบทูลให้พระบาทท้าวเธอทรงทราบว่า เวลานี้บรรดาเทวดาทั้งหลายกำลังมาประชุมกันที่โรงธรรมสภา หรือว่าเทวสภา เทว-สภา แปลว่า เป็นที่ประชุมเทวดา ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรที่พระที่นั่งอนันตสมาคม หรือที่ตั้งใหม่ เพราะว่าสภานั้นกับสภานี้ไม่เหมือนกัน

สภานี้มีหน้าที่ร่างกฎหมาย บังคับควบคุมรัฐบาล ออกกฎหายมาแล้วใช้บ้างไม่ใช้บ้าง ตามอัธยาศัย อย่างขณะในปัจจุบันที่พูดอยู่นี้ (๒๓ ธ.ค. ๒ู๕๑๗) หนังสือนี้เขาจะออกเมื่อไรก็ช่าง (บันทึก ๑๑ ก.พ. ๒๕๑๘) เป็นอันว่าทราบว่า กฎหมายบางสิกขาบท ขอโทษ กฎหมายบางมาตราใช้ไม่มีผล คือ หนึ่ง บรรดาประชาชนชาวบ้านธรรมดาลักก้นบุหรี่ ชาวบ้านติดตะราง แต่ว่าคนบางพวกทำลายวัตถุเป็นสาธารณประโยชน์ที่เกิดจากภาษีอากรของชาวบ้าน คนทั้งประเทศบริจาคไป ทำลายเสียย่อยยับไม่มีโทษตามกฎหมาย

แล้วประการที่ ๒ มีคนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถึงกับเอาพระเจ้าแผ่นดินไปประณามในสถานที่ต่างๆ ไม่ผิดกฎหมาย เดิมมีคนบางพวกที่ถูกศาลสถิตยุติธรรมตัดสินแล้ว ความจริงเขาไม่มีความผิด แต่ว่าผู้พิพากษาก็ต้องว่าไปตามตัวอักษร คือ มีทนาย มีอัยการแก้ต่าง และก็มีพยาน แต่พยานนั้นเบิกเป็นพยานเท็จ แต่เหตุผลเพียงพอ อย่างนี้ผู้พิพากษาตัดสินให้เขาติดตะราง เขาก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม ใช้คำว่าศาลไม่ยุติธรรม ไม่ได้บอกเฉพาะพิพากษาคนใดคนหนึ่งไม่ยุติธรรม

อย่างนี้ถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะว่าพระมหากษัตริย์ก็มีพระราชอำนาจทางศาล ต้องติดตะรางเพราะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีคนด่าศาลว่าศาลไม่ยุติธรรมติดตะราง แต่พอคนเข้าไปโจมตีพระเจ้าแผ่นดินไม่ดีไม่ติดตะราง สภาเมืองมนุษย์กับสภาเมืองสวรรค์จึงไม่เหมือนกัน สภาเมืองสวรรค์เป็นไปโดยธรรมทุกอย่าง กฎอันใดในที่ประชุมตกลงกันไว้ กฎนั้นเทวดาทุกองค์รักษาปฏิบัติยิ่งด้วยชีวิต

เรียกว่าตัวตายดีกว่าผิดบทบัญญัติ ซึ่งตรงกันข้ามกับบทบัญญัติที่ปรากฏจากสภาของเรา นี่เป็นอันว่าเมืองมนุษย์กับเมืองเทวดาไม่เหมือนกันและเปรียบเทียบกันไม่ได้ เป็นอันว่าขอผ่านไปให้รู้ไว้ว่าสภาไม่เหมือนกัน แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาในสวรรค์ เขาไม่มีเงินเดือน เขาไม่มีเงินเดือนด้วย ไม่ขอขึ้นเงินเดือนด้วย ไม่มีเงินรับแจกด้วย ประชุมกันฟรี ประธานสภาก็คือพระอินทร์ ไม่มีเงินเดือนเหมือนกัน หมดท่า

นี่ใครอยากจะเป็นสมาชิกสภา ก็เป็นเสียที่เมืองมนุษย์นี่ก็แล้วกัน อย่าไปเป็นสมาชิกสภาในเมืองสวรรค์ ไม่เป็นเรื่อง และก็ประธานสภาก็เหมือนกัน ถ้าอยากเป็นประธานสภาก็เป็นในเมืองมนุษย์ จงอย่าไปเป็นประธานสภาในเมืองสวรรค์ไม่ได้อะไรเลย ไม่เป็นเรื่องอีก เหมือนกัน เป็นอันว่าสภานี้เราทราบกันแล้วว่าเทวสภากับมนุษย์สภามีสภาวะไม่เหมือนกัน บทบัญญัติต่างๆ ในเทวสภาศักดิ์สิทธิ์ เราร่างเข้าไปแล้วต้องปฏิบัติกันจริงจัง

แต่สภาบัญญัติในสภาของเมืองมนุษย์ก็ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน คือหมายความว่าร่างขึ้นมาแล้วไม่ปฏิบัติก็ได้ มีความศักดิ์สิทธิ์พอ นี่พูดอย่างนี้เข้าตะรางรึเปล่าก็ไม่ทราบ เมื่ออยากจะเข้าก็เข้าไปซิจะว่ายังไงล่ะ แต่คนที่เขาพูดยิ่งกว่านี้เขายังไม่เข้าตะราง ถ้าเจ้าลิงมันจะเข้าตะรางเพราะการพูดแบบนี้ก็ตามใจ จะได้เป็นตัวอย่างกะลูกกะหลานเข้าไว้ ว่าอย่าพูดอย่างหลวงตาลิง เอาละต่อแต่นี้ไปเราก็มาพูดถึงเรื่องราวของพระเนมิราช

เมื่อท่านมาตลีเทพบุตรมาถึงพระเจ้าเนมิราชแล้ว ก็กราบทูลกับองค์สมเด็จพระประทีปแก้วในสมัยที่เป็นหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ คือพระเจ้าเนมิราช ว่าเวลานี้เทวดาทั้งหลายกำลังประชุมกันที่เทวสภา มีพระอินทร์เป็นประธาน ขอเชิญพระองค์เสด็จไปที่นั่น ขึ้นสู่เวชยันต์ราชรถ อันเป็นรถทิพย์ประจำพระองค์ของพระอินทร์ ให้มารับ การไปครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะนำไปลงโทษ หรือจะนำไปเนรเทศ ไปกักขังเอาค่าไถ่เช่นเดียวกับบรรดาพวกโจรทั้งหลายที่กำลังจับคนเอาค่าไถ่ในเวลานี้ ไม่ใช่ทำอย่างนั้น

นี่ไปก็เพราะว่าบรรดาเทวดาทั้งหลายต้องการที่จะชมบารมีของพระองค์ เพราะว่าเป็นมนุษย์พิเศษ มีความดีเป็นกรณีพิเศษยิ่งกว่ามนุษย์ใดๆ ในปัจจุบัน คือในสมัยนั้น เมื่อพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอทรงทราบก็พร้อมและก็เต็มใจที่จะไป จึงได้สั่งแก่อำมาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลาย ให้รักษาราชการแผ่นดินไปด้วยดี การที่เราไปครั้งนี้ การบริจาคทานก็ดี การรักษาอุโบสถศีลก็ดี ที่ท่านทั้งหลายทำร่วมกับเราไว้ จงทำตามนั้นทุกประการจนกว่าเราจะกลับ

เมื่อกลับมาแล้วเราไปดูเมืองเทวดาเขาเป็นยังไง ผลความดีที่เราทำทั้งหลายมีผลเป็นประการใดบ้าง เราจะนำมาเล่าให้ฟังตามความเป็นจริงทุกอย่าง บรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลายก็ดีใจ เพราะว่าจะได้รู้ของจริง ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอทรงบริจาคทานสงเคราะห์ปวงชนประชาชนที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ – อย่าง ร.๙ นี่ก็ดี และพระองค์ทรงรักษาอุโบสถศีลก็ดี

พระองค์ก็ทรงอธิบายกับเขาว่าการทำอย่างนี้ เราตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว เราจะมีความสุข แต่ว่าเป็นการอธิบายแบบจำกันมา มาคราวนี้พระเจ้าเนมิราชจะไปสำรวจผลด้วยตนเอง นี่บรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลายก็พร้อมใจกัน ว่าการที่พระองค์จะทรงเสด็จไปสำรวจผลด้วยตนเอง เป็นการดีแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ สำหรับเรื่องบ้านเมืองทั้งหลายเหล่านี้ ที่มีความเป็นอยู่เมื่อพระองค์ทรงเสด็จอยู่ปฏิบัติอย่างไร พวกข้าพุทธเจ้าทั้งหลายพร้อมจะปฏิบัติตามนั้นทุกอย่างไม่ให้บกพร่อง

แต่ว่าคนสมัยนั้นจะไม่ดีอยู่สักนิดหนึ่ง บรรดาลูกหลานที่รัก เพราะว่าพูดแบบไหนละก็ ทำตามนั้นซะทุกอย่าง มีความฉลาดไม่ดีเท่าคนสมัยนี้ คนสมัยนี้ฉลาดกว่าคนสมัยนั้นเยอะ อย่างพวกผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ทุกคน บางคนเวลาหาเสียงเขาก็คุยเขื่องว่าจะไปทำอย่างนั้น จะไปทำอย่างนี้ ทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่ปรากฏว่าเข้าไปนั่งในสภาแล้วลืมไปหมด ปรากฏว่าเขาบอกว่าเขาจะมารับใช้ประเทศชาติ

แต่พอเป็นผู้แทนเข้าจริงๆ สมัยที่เขาล้มสภา เมื่อเร็วๆ ที่จอมพลถนอม ล้มสภาไป ตอนนั้นผู้แทนที่อยู่ใกล้ๆ กะหลวงตานี่ แกออกมา แกเกิดตั้งภาษีพิเศษขึ้นมา บรรดาข้าราชการประจำที่แกไม่ชอบใจแกก็ขอรัฐบาลย้ายเสียก็ยังได้ มันเกิดความปั่นป่วนไปหมด คนสมัยนี้ฉลาดกว่าคนสมัยโน้น หมายความว่าเขาพูดเชื่อในตอนแรก ว่าเขาจะมาสร้างความดีให้ พอเป็นเข้าแล้วเขามาทำใหม่ เขาก็สร้างความดีเพื่อเขา

มันก็ดีเหมือนกันไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี เขาไม่ทำดี เขาทำดีทุกอย่าง แต่ทำเพื่อความสันติสุขของเขาเอง ฉะนั้นในนามในฐานะที่เขาเป็นผู้แทนราษฎร ก็ถูก คือว่าเขาพยายามเป็นผู้แสวงหาความสุขแทนราษฎรทั้งหมดในขอบเขตที่เขาเป็นผู้แทน อันนี้จะว่าเขาผิดก็ไม่ได้ เขาก็ทำถูกแต่ว่ามันไม่ถูกกับเรา มันไปถูกใจเขา ทั้งนี้ก็เห็นจะเป็นเพราะว่าเราโง่กว่าเขา

การมีผู้แทนราษฎร ถ้ามีประเภทนี้มากๆ พวกเราคิดว่าไม่มีก็ดีกว่า เพราะอะไร เพราะว่าผู้แทนแต่ละคนที่จะเป็นผู้แทนขึ้นมาได้ เงินภาษีอากรที่เราเสียไปต้องทุ่มเทลงมามาก เวลาที่จะเลือกผู้แทนต้องจ่ายเงินภาษีอากร คือเงินในกระเป๋าของพวกเราได้แก่เลือดเนื้อของเราที่เสียสละเข้าไปเพื่อประเทศชาติ เวลาที่เขาไปนั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ควบคุมรัฐบาลบ้าง มีหน้าที่ตามใจรัฐบาลบ้าง มีหน้าที่ยกมือโดยเฉพาะบ้าง

เขาก็เอาเงินดาวเงินเดือนของเราอีก ทราบว่าล่อกันเป็นหมื่นๆ หรือเท่าไรก็ไม่ทราบ เวลานี้ดูเหมือนว่าเขาจะร่างกฎหมายไว้ว่า ผู้แทนราษฎรที่เข้ามาใหม่มีเงินเดือนตั้งหมื่นสองพันบาท แล้วก็วุฒิสมาชิกก็มีเงินเดือนตั้งแปดพันบาท ท่านรัฐมนตรีมีเงินเดือนเท่าไหร่ไม่ทราบ ห้าหมื่นหรือสี่หมื่นบาท จำไม่ได้ หนังสือพิมพ์เขาเขียน ท่านรัฐมนโทคือนายกรัฐมนตรีมีเงินเดือนตั้งหกหมื่นบาท จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้

เห็นหนังสือพิมพ์เขาเขียนและก็จำไม่ได้ถนัด เงินจำนวนนี้บรรดาลูกหลานที่รัก มันเป็นเงินของเราทั้งนั้น เลือดเนื้อของเราที่เชือดเฉือนเข้าไปเพื่อบำรุงประเทศชาติ เราหวังจะให้คนผู้เข้าไปนั่งในสภาแทนเรา เขามีสุขมีทุกข์เพื่อเรา เห็นเรามีทุกข์จะได้โต้ตอบเพื่อเป็นการหาความสุขมาให้พวกเรา หากว่าเขาไปนั่งแล้ว ถ้าเขาบำรุงเฉพาะสุขของเขาอย่างนี้ ไม่มีสภาดีกว่า แต่ก็อย่าตีตนไปก่อนไข้

เพราะคนในโลกนี้มีหลายประเภท ตามที่กล่าวมาแล้วในงวดก่อน คือฉบับก่อน ว่าคนชั่วก็มีคนดีก็มาก คนชั่วหายากคนดีถมไป ต่อแต่นี้ไปเราคงจะได้แต่ผู้แทนที่ดี ไม่ทำลายภาษีอากรที่เราเสียไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนของเรา แล้วเขาก็คงจะไม่มาเก็บภาษีพวกเราเป็นกรณีพิเศษ ตามที่เคยปรากฏมา นี่มันเป็นเรื่องของบ้านเมืองนะลูกหลานที่รัก ศึกษากันไว้ถ้าสิ่งใดมันไม่ดีจำไว้ จำไว้เพื่อละ ถ้าสิ่งใดมันดีละก็จำไว้ จำไว้เพื่อปฏิบัติ

นี่เมื่อพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอได้สั่งบรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงเสด็จลุกจากพระแท่นแก้วขึ้นเวชยันต์ราชรถ ปรากฏว่ารถพาเหาะขึ้นไปบนอากาศ

ตอนนั้นท่านมาตลีเทพบุตรจึงได้ทูลถามพระเจ้าเนมิราชว่า พระองค์ก่อนที่จะไปถึงสำนักของพระอินทร์ จะให้ข้าพระพุทธเจ้าพาไปที่ไหนก่อน จะพาไปสู่แดนนรก ดูกฎของกรรมคนทำความชั่วแล้วมีผลเป็นประการใด จำมันเอาไว้ให้เล่ากับอำมาตย์ข้าราชบริพารและบรรดาประชาชนทั้งหลายให้ทราบจะดีไหม หรือว่าพระองค์จะไปสู่แดนของเทวดาก่อน จะย้อนลงมานรกทีหลัง หรือว่าจะไม่มาเลยก็ได้

พระเจ้าเนมิราชพระองค์ก็ทรงประกาศบอกว่า เอายังงี้ก็แล้วกันไปชมแดนนรกก่อน

แต่ว่าสำหรับแดนนรกนี่ บรรดาลูกหลานที่รัก ปรากฏมีมาในไตรภูมิแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ก็เห็นจะไม่พาลูกหลานทัศนาจรไปดู เพราะว่าคนเขาบอกว่า ดินแดนนรกอธิบายไว้ละเอียดส่วนที่เป็นทุกข์ แต่ว่าส่วนที่เป็นสุขทำไมไม่พูดให้ละเอียด ตะนี้สิ่งที่เป็นสุขนี่มันก็มีอยู่หลายจุดด้วยกัน คือตั้งแต่ภูมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา ๖ชั้น และก็พรหมโลกมี ๒๐ ชั้น และก็แดนของพระนิพพาน ฉะนั้นในวันนี้และตอนนี้ก็จะขอตัดนรกผ่านไป

มาตลีสารถีจะนำพระเจ้าเนมิราชไปชมนรกที่ไหนบ้าง ก็ส่วนใหญ่ก็เป็น ยมโลกียนรก นี่ลูกหลานได้ผ่านมาแล้วในไตรภูมิ ซึ่งท่านพระมหาวีระถาวโรเขียนไว้หรือว่าลิงดำเขียนเองก็ไม่รู้ จำไม่ได้ นี่คนละคนกันนะ พระมหาวีระเขาก็เป็นพระ นี่ฤาษีลิงดำมันก็ฤาษีลิงดำ มันคนละคน จับพระกับลิงเข้าไปปนกันไม่ได้ ลิงบวชในพระพุทธศาสนาไม่ได้ เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็มีสภาพไปอย่างลิงๆ พูดแบบลิงมันสบาย พูดแบบพระลำบาก

ลิงไม่มีอาบัติ ใครอยากจะทำอย่างลิงบ้าง ก็ไปหาหางมาใส่เข้าหาขนมาให้เต็มตัว ทำปากยาวๆ เกาเก่งๆ ร้องเจี๊ยกๆ คร่อกๆ ให้ได้ อย่างนี้เป็นลิงได้สบาย ไม่ต้องสนใจกับบรรดาเรื่องราวของพระธรรมวินัยเท่าไรนัก เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงปรับอาบัติลงสบาย ต่อแต่นี้ไปก็มาตามท่านมาตลี ท่านพาท่านเนมิราชไปชมนรกมาแล้ว กำลังจะนำขึ้นสู่ดินแดนของสวรรค์ ตอนนี้ทำยังไงเล่าจะขึ้นรถไปกับท่าน

นี่พระอินทร์ไม่ได้สั่งมาว่ารถคันนี้ลิงขึ้นได้ แย่ซิลูกหลานที่รักทำยังไงกันดี เขาไม่ยอมให้ขึ้นรถนี่ พวกเทวดานี่จะไปยุ่งกับเขาไม่ได้หรอกนะ จะเที่ยวอาศัยเขาระหว่างทางเหมือนกับรถโดยสารน่ะไม่ได้ เมื่อเขารับคำสั่งมาแค่ไหนก็แค่นั้น เทวดาเขารับวาทะครั้งเดียว คือพูดคำเดียว คำสั่งของพระอินทร์ว่าอย่างนี้ หรือว่ามีหน้าที่อย่างนี้โดยเฉพาะ นี่ไม่ได้เด็ดขาด ไม่เหมือนของเรานะ ของเราเขาสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปอยู่ยาม ในเขตตำบลนี้

รักษาความปลอดภัย แต่เราก็อาจจะเดินไปที่อื่นก็ยังได้นอกเขต ดีไม่ดีเขาหาไปปราบปรามผู้ร้าย เจ้าหน้าที่อาจจะมีกำลังใจดีเป็นพิเศษ มีเมตตา เห็นผู้ร้ายเดินมาหันหลังให้เสียก็ยังได้ นี่สมมุติเอานะ แต่ความจริงคงไม่มี แต่ว่าหนังสือพิมพ์นะซี เขียนบ่อยๆ บางทีเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าย่องไปจี้เขาเสียเองก็ยังได้ นี่จะย่องมาหาหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ไม่ได้นะ หนังสือพิมพ์เขาเขียนไว้อย่างนั้น

ตามหน้าหนังสือพิมพ์มีหลายฉบับที่บรรดาคนเขาซื้อเอามาให้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านบรรณาธิการเดลิไทม์ มาที่วัด มาที่รังของลิง เดี๋ยวนี้เขาตั้งชื่อเสียสวยหรูแล้วนะ มนุษย์เขาทำให้เขาเขียนว่าอาศรมฤาษีลิงดำ แหมมันควรจะเขียนว่ารังของลิง มันถึงจะถูก แต่ว่าคนที่เขาเขียนเขาออกสตางค์ให้นี่ขัดคอเขาไม่ได้ และเขาก็เป็นคนเป็นมนุษย์ดีกว่าลิง ลิงมันสู้เขาไม่ได้นี่ ก็ต้องตามใจเขา เขาทำซะแก่ ลูกหลานต่อไปจะไปจะมาละก็

ถ้ากลางคืน จะเห็นแสงไฟฟ้ามีอยู่ในป้าย เขาเขียนว่าอาศรมฤาษีลิงดำ ถ้ามากลางวันก็จะเห็นป้ายขวางถนนอยู่ ไปมาทั้ง ๒ ข้างอ่านออกว่าอาศรมลิงดำ เอ๊ย ขอโทษ อาศรมฤาษีลิงดำ ความจริงฤาษงฤาษีนี่ไม่ค่อยอยากจะใช้ใช้ลิงมันสบายศัพท์ย่นๆ ย่อๆ แต่นี้ตอนนี้ไปค่อยนั่งดักไว้ เมื่อไหร่ท่านมาตลีเทพบุตร หรือมาตลีสารถีจะนำพระเจ้าเนมิราชขึ้นจากเมืองนรกสักที นั่งจ้องมาตั้งหลายวัน จ้องไปจ้องมาโน่น เห็นโผล่ขึ้นจากเขตเมืองนรกไวๆ

แล้วจะไปยังไงกันลูกหลานที่รัก นั่นท่านรถทิพย์มีม้าสินธพที่แปลงมา จากเทวดาตั้งพันม้า เหาะลอยละลิ่วปลิวมาในอากาศ แหม นี่มันยากจริงๆ จะวิ่งเข้าไปเกาะก็ไม่ได้มันเสียศักดิ์ศรีของเรา เพราะเขาเป็นรถของเทวดา แต่ความจริงก็ควรจะห้าม เพราะรถคันนี้ประดับประดาไปด้วยแก้ว 7 ประการ มีค่ามาก ไอ้ลิงนี่มือมันไม่อยู่สุข ไม่สบายใจ ดีไม่ดีเกาะมาเกาะไปก็จะเกาะแก้วอมเข้ามาไว้ และเวลาจะไปมันก็จะต้องเอาย่ามเอาบาตรไปด้วย

และเอารองเท้าไป และก็ต้องถือไม้พลองกระบองยาวคือไม้ไผ่ นี่มันหาไม้เท้าไม่ได้ มันต้องไปให้มันเต็มยศซี ไม่ได้ลิงชั้นดีนี่ มันต้องแต่งให้มันเต็มที่ เดี๋ยวเขาจะหาว่าลิงไม่มีสมาบัติ เตรียมแล้วรึยังเจ้าบรรดาลิงจ๋อทั้งหลายที่เป็นบริวาร ไปจัดของมาไปเอาบาตรมาหนึ่งลูก ลูกโตๆ หน่อยจะไปบิณฑบาตเมืองสวรรค์ เอาย่ามลูกใหญ่ๆ เอารองเท้ามา เอากลดมา เอ๊ย ตาลปัตร ตาลปัตรน่ะ แล้วก็ไม้ท่อนไม้ไผ่เอามาทำเป็นไม้เท้า

เอามาแล้วรึยัง อ้อ เจ้าจ๋อเจี๊ยกตัวเล็กบอกว่ามาพร้อมแล้ว ตอนนี้ก็ต้องเข้าเครื่องทรงเต็มที่ มาแต่งเครื่องเต็มที่บาตรรสพายไหล่ขวา ย่ามสพายไหล่ซ้าย อีกมือซ้ายก็ถือตาลปัตรพัดยศ ปรากฏว่าเป็นพัดใบตาล พัดเล่มนี้ถือไปที่ไหนก็ได้ เข้าวัดออกบ้านก็ได้ ได้สตางค์เวลาเขานิมนต์ เอ๊ย ขอโทษ เขาเชิญไปกินผี มือขวายังว่าอยู่เลย ไปถือเอาไม้เท้าอันใหญ่ ได้แก่ ไม้ท่อน ไม้ไผ่ท่อนใหญ่ เรามันลิงศักดิ์สิทธิ์ ลิงผู้มีฤทธิ์ คราวนี้จะไปยังไงล่ะมันหนัก

จะไปยังไงรถเขาลอยไปบนอากาศได้ ถ้าจะต้องเหาะซะแล้ว ประเดี๋ยวมาตั้งท่าเหาะกันดูก่อน จะเหาะท่าไหนดีล่ะ เอาอย่างงี้ดีกว่าลองยืน ๔ ขา ขาหน้ายันดิน ขาหลังยันดิน เหาะ เอ๊ะ เหาะไม่ขึ้นแฮะ มันติดดินเสียทั้งหมดนี่ เดี๋ยวก่อนลองยกขาซ้าย ขาหลังขึ้นหนึ่งขา คือ ขาด้านซ้าย เพราะว่ามันจะได้เบาบ้าง มันเกาะดินเสียหมดมันไปไม่ได้ เอายกขาหลังขึ้นหนึ่งขา อ้าวแล้วกัน

นี่พวกลิงเล็กมันบอกว่า อีท่านี้ไม่ใช่ท่าเหาะนะ เขาบอกว่ามันเป็นท่าหมาเยี่ยวแล้ว ไม่เป็นเรื่องเสียแล้ว ลิงเป็นหมาซะแล้ว เอาละไม่เอา อีท่านี้ท่าหมาเยี่ยวนี่ เดี๋ยวหมามันจะโกรธไปแย่งตำแหน่งของมันนี่ ไม่เอา เอาใหม่ ทำท่าเหาะใหม่ ลุกขึ้นยืน ๒ ขา ๒ แขนตั้งท่าชูขึ้นไปทำท่าเหมือนหนุมาน ยกขาขวาขึ้น ขาซ้ายยันดินทำท่าจะเหาะ เหาะไม่ขึ้นอีก ไม่เป็นเรื่อง ไอ้เจ้าลิงตัวเล็กๆ มันบอก ว่านี่เวลาที่หนุมานเขาจะเหาะมันต้องอ้าปากด้วย

เอ๊ เอ้า ลองดู อ้าก็อ้าซิวะ เอ็งมันไม่บอกข้านี่ เอ็งจำได้แต่เอ็งไม่บอกข้า เอาตั้งท่าใหม่ ขาซ้ายยันดิน ขาขวายกขึ้นมา ๒ มือตั้งท่าเชิด อ้าปาก อ้าเกือบตายขากรรไกรจะหลุดอยู่แล้ว ไม่ไปเหาะไม่ขึ้นอีก เอ๊ ทำยังไง มันเหาะไม่ได้เสียแล้ว นี่ลูกหลานที่รัก อีตามาตลีสารถีนี่แกก็ไปลิ่วๆๆ นี่แกก็ไม่คอยสักที จะเรียกแกก็ไม่รู้ภาษา ใช้ภาษาเจี๊ยกๆ คร่อกๆ แกก็ไม่มอง ทำยังไงดี เอายังงี้ดีกว่าใช้ท่าเดิมเหอะ ย่องเข้าไปในห้องน้ำดีกว่า นั่งพิงห้องน้ำบางทีมันจะไปได้กระมัง

ตอนนี้เป็นอันว่าย่องเข้ามาถึงห้องน้ำแล้ว เห็นห้องน้ำเย็นสาบายเลยย่องเข้าไปนั่งพิงห้องน้ำ ทำใจสบายระงับจิต คิดถึง องค์สมเด็จพระธรรมสามิศรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน และหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ ขอพระพระคุณท่านทั้งสองช่วยสงเคราะห์ ให้เหาะได้ทีเหอะ พอนั่งนึกอย่างนี้ใช้เวลาเพียงครึ่งวินาที ไม่ใช่ครึ่งแวบเดียวเหาะได้ลิ่วปลิวไปบนอากาศ

สบายโก๋พ่อเทวดาจอมปราชญ์ นี่แกนึกว่าแกจะหนีลิงพ้นอย่างนั้นหรือ เชอะไม่มีทางพ้นนะลูกหลานที่รัก เรื่องลิงนี้ใครๆ ก็รู้นี่หนุมานเหาะได้ เจ้าลิงดำมันก็ต้องเหาะได้ ความจริง ลิงดำ นี่เขาเรียกว่า นิลพัทธนะ ในสมัยนั้นพระรามท่านให้เป็นผู้ส่งเสบียงอาหาร นำลิงพวกหนึ่งไปจัดหาเสบียงอาหารส่งกองทัพ เพราะว่าลิงขาวกับลิงดำมันอยู่ปนกันไม่ได้ มีฤทธิ์เสมอกัน หนุมานเขาเป็นลิงขาวเจ้านิลพัทธมันเป็นลิงดำ ตะนี้หนุมานต้องรับแขก พระรามต้องรับแขก ก็เลือกเอาลิงขาวไว้เป็นนายทัพ ปล่อยลิงดำเป็นนายเสบียงก็ดีเหมือนกัน นายเสบียงสมัยนี้เขาเรียกอะไรล่ะ เขาเรียกพลาธิการ

พลาธิการสมัยนี้เขาอาจจะสุจริตคิดชอบ ตามระบอบของกฎหมายตามระเบียบวินัย แต่ว่าพลาธิการลิงดำนี่ไม่ยังงั้น มีลูกไม้อะไรดีๆ ฉะก่อนกินหมดก่อน ดีไม่ดีก็บอกว่าอันนี้จะเก็บไว้ถวายพระราม อันนี้จะเก็บไว้ถวายพระลักษณ์ อันนี้จะเก็บไว้ถวายจอมทัพคือสุครีพ อันนี้จะไว้ให้แม่ทัพใหญ่คือหนุมาน อันนี้จะเก็บไว้ให้คนโน้น อันนี้จะเก็บไว้ให้คนนี้ พ่อลิงดำตัวดีพอมองเห็นเข้า หวานแต๋ว หวานตรงไหน อะไรชอบก็แบ่งเอาไว้ซะบ้างตามส่วน

ไม่เอาหมด ยึดถือเป็นเปอร์เซ็นต์ พอลูกน้องที่หามาได้แล้วมาส่งให้แก่เรา เรื่องไรล่ะที่เราจะส่งไปให้หมด เราเหนื่อยเกือบตายกินไปมั่งมันจะเป็นไรไป ตัดเปอร์เซ็นต์มันเสีย ถ้าจะเปรียบเทียบกับสมัยปัจจุบัน ของราคาสิบบาทแล้วลงบัญชีให้ผู้รับเหมาบอกว่านี่มันราคาสิบสองบาท และของราคาร้อยบาท ก็ให้เขาเขียนใบเสร็จราคาร้อยยี่สิบบาท ของราคาหนึ่งล้านบาท ก็ต้องลงไปล้านสองแสนบาท ของราคาร้อยล้านบาทก็ต้องลงไปร้อยยี่สิบล้านบาท อย่างนี้เรียกว่าบอกเปรียบเทียบกัน นี่เทียบให้ฟังนะ

แต่ว่าคนสมัยนี้ฉลาดเหมือนลิงสมัยนั้นรึเปล่าก็ไม่ทราบ จะรู้จักบอกหรือไม่รู้จักบอกก็ไม่ทราบ เรื่องของคนลิงไม่เกี่ยว แต่ว่าเจ้าลิงดำตัวเดียวตัวนี้มันล่อมาแย่ สมัยเป็นพลาธิการ จัดงานเกี่ยวกับแสวงหาอาหาร ไอ้ของดีๆ ที่เขาจะถวายพระรามต้องแบ่งสวรรค์มาเจี๊ยะ เชอะ ไอ้เจี๊ยะนี่มันภาษาเจ๊ก เอาก็ได้ ถ้าลิงใส่หมวกเจ๊กเมื่อไร ก็เป็นลิงเจ๊ก ถ้าใส่หมวกไทยเป็นลิงไทย ใส่หมวกฝรั่งก็เป็นลิงฝรั่ง ใส่หมวกแขกก็เป็นลิงแขก

ถ้าเป็นลิงแขกก็เก่งกว่าแขกธรรมดา เพราะแขกธรรมดานี่มีผม และก็หนวด และก็เครา นี่เราเป็นลิงมีขนทั้งตัวก็ต้องเป็นแขกชั้นเลิศประเสริฐกว่าแขกทั้งปวง อ้าวแล้วกันลูกหลานที่รัก มันจะไปถึงไหนกันได้ล่ะตอนที่สองนี่ เดี๋ยวมันก็เจ๊งโป๊งกันเท่านั้นแหละ ลิงมันก็เลี้ยวทางแบบลิง เอาไหนมาดูท่ากันก่อน โน่น พ่อเทวดามาตลีสารถีเทพบุตรพาท่านเนมิราชเหาะลิ่วๆๆๆ ปลิวไปในอากาศ ไปชนเอาวิมานจั๊กเข้าให้

โอ้โฮ นี่ทำไมไม่พากันชมภูมเทวดา รุกขเทวดา น้อไปชมอากาศเทวดา ช่างเขา เขาจะชมอะไรก็ช่างเขา นั่งฟังเขาคุยกันดีกว่า แล้วก็จะได้มาคุยต่อให้บรรดาลูกหลานที่รักฟัง เวลานี้ย่องเหาะเข้ามาใกล้ๆ กับรถของท่านมาตลีแล้ว เห็นท่านเนมิราชนั่งอาจมีเครื่องประดับสวยสดงดงาม ท่านมาตลีนั่งอยู่ข้างหน้าบังคับม้าวิ่งให้เข้าไปชิดวิมานหลังหนึ่ง เดี๋ยวขอจ้องให้ถนัดซะหน่อยเถอะน่ะ วิมานหลังนี้มันวิมานของใครกันหนอ แหมสวยจริงๆ

โอ้โฮเทวดาผู้หญิงนี่ แหม ถ้าเผอิญได้แต่งงานกับลิงละก็ เธอจะภูมิใจมาก เพราะอะไรไปดูตัวทั้งตัวนี่หาขนไม่ได้เลยนี่ เอ้อเทวดาผู้หญิงนี่เขาบอกว่าไม่มีขนเสียเลยก็มองดูเด็กเกินไป เขาว่าอย่างนั้น ถ้าขนปกปุยมากเกินไปก็ผู้ใหญ่มากไปรกรุงรัง ถ้าขนน้อยๆ พอดีๆ ปานกลางเขาว่ามันน่ารัก จะถือว่าเด็กก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง มันตุ่นๆ ชอบกล แต่นี่เรามีขนทั้งตนมีขนทั้งตัว นี่แบ่งขนไปให้เธอมั่งแบ่งกันคนละครึ่งจะแลดูน่ารักไม่น้อย

นี่เจ้าลิงปากพล่อยมันชอบนึกอย่างนี้ นี่นึกนะไม่ได้พูด ไม่ได้พูดให้ใครฟังนึกในใจ ไปพูดเข้าไม่ได้ เดี๋ยวสารถีท่านมาตลีท่านจะรู้แฮะ ดูซิ พ่อคุณหันมายิ้มแล้วซิ พยักพเยิดบอกมาพ่อนี่พ่อลิงถุง แกนึกรึว่าที่แกคิดอยู่ในใจฉันจะไม่รู้ นี่ฉันรู้นะว่าแกคิดจะเกี้ยวนางเทพธิดาน่ะ อย่าลืมว่าเทวดานี่แม้มนุษย์ธรรมดาเขายังไม่อยากได้มาเป็นผัวเลย ถ้าเทวดาด้วยกันก็เหมือนกันถ้ามีบุญญาธิการไม่เสมอกัน จะไปเกี้ยวพาราสีเขาก็ไม่ได้ เขาไม่เอาด้วย

เอชักสงสัยแล้วซิ ท่านเทวดาผู้หญิงก็อดแหงแก๋ ตายโหงหมด หาเพื่อนเดินเคียงคู่ไม่ได้ ฤดูนี้มันเป็นฤดูหนาวนี่ เทวดาหนาวตายเทวดาผู้หญิง ไอ้แถวเมืองนี้นี่เขามีน้ำร้อนน้ำอุ่นอาบกันรึเปล่าก็ไม่รู้ นี่สู้ของเราตาอู๊ดยายแดง แกมาสมัครบอกว่าจะซื้อไอ้หม้อน้ำร้อนมาให้อาบสบายๆ ไอ้เรื่องพรรค์อย่างงี้ไปดำริเข้าได้ที่ไหน พอดำริเข้าบรรดาพลพรรคทั้งหลายเขาก็รวมทุนกัน เป็นอันว่าได้หม้อน้ำร้อนมาแล้ว

เราจะอาบน้ำเย็นก็ได้เราจะอาบน้ำร้อนก็ยังได้ นี่ลูกหลานเขานำมาให้แล้วเขายังจะซื้อพรมเต็มห้องมาอีก โอ้โฮ เอามาให้ลิงใช้เชียวนี่ ดีไม่ดีพ่อเทวดาลิงก็เป่ายานัตถุ์ซะเลอะเทอะไปหมด ไอ้ลิงระยำนี่มันติดยานัตถุ์
เอ้ เมืองเทวดานี่เขาอาบน้ำกันรึเปล่า เดี๋ยวย่องไปถามตามาตลีซักหน่อย นี่ม้าตะหลี เอ๊ยไม่ใช่ ขอโทษๆ มาตลี ท่านมาตลี ลิงมันพูดภาษาเทวดาไม่ค่อยชัดไปล่อม้าตะหลีเข้าให้ นี่แกจะเอาแส้มาหวดกบาลเข้าน่ะนา

ชักขยับท่ายิกๆๆๆ นี่ท่านม้าตะหลี เอ๊ย ขอโทษๆ มาตลีท่านมาตลีเทพบุตร ขอโทษ แหม ไอ้ปากมันเคยอย่าว่ากันเลย ถามจริงๆ เถอะ เมืองเทวดานี่เขาอาบน้ำกันไหม ท่านมาตลีท่านบอกว่าที่นี่เขาไม่มีใครเหม็นสาบ เพราะว่าอุจจาระ ปัสสาวะ สิ่งโสโครกในร่างกายมันไม่มี ร่างกายหอมสดชื่นบริบูรณ์ ไม่มีเหงื่อไม่มีไคล เทวดาถ้าปรากฏว่ามีเหงื่อเมื่อไหร่ เทวดาก็เป็นเทวดาหมดบุญ เขาต้องตาย แม้เครื่องทิพย์ทั้งหมดก็ไม่ต้องซัก

แล้วอย่างนี้ก็เสร็จน่ะซี ผงซักฟอกที่เขามีขายเขาจะขายได้ยังไงเล่า มิน่าเล่าพวกพ่อค้าแม่ค้าเขาถึงไม่อยากมาเป็นเทวดา ถ้าเขาอยากเป็นเทวดามันก็ไม่ยาก ขายของถูกๆ แถมเสียบ้างอะไรบ้างเป็นการสงเคราะห์ ไอ้ส่วนที่เขาลดไปถูกๆ นั้นแต่ไม่ถึงกับขาดทุน ถือว่าเป็นการสงเคราะห์ผู้ซื้อ จะได้ซื้อของราคาถูกๆ มีความสะดวกในการใช้ สะดวกในความเป็นอยู่ ไม่ขูดรีดไม่ขูดเนื้อ แต่นี่เขารู้ว่าเขาขืนทำแบบนั้นละก็ เขามาเป็นเทวดามาค้าขายไม่ได้

เขาก็เลยไม่เอา เมื่อใดก็ตามแม้แต่ปลาทูเองก็ราคาเข่งตั้ง 5 บาท ทองคำปาเข้าไปพันเจ็ดร้อยพันแปดร้อย ดูซิ เฮอะ อย่างงี้นี่เมืองเทวดานี้ให้ตั้งร้านค้าเสียบ้างไม่ได้รึยังไงนี่ ท่านมาตลีเหลียวมาดูนี่ ว่าจะมาขายทำอะไรล่ะ ที่เมืองเทวดานี่เขาไม่ต้องซื้อของใช้ อะไรก็ตามมันเกิดด้วยอำนาจบุญบารมี แล้วกันจะต้องการอะไรพอนึกขึ้นมามันก็มีทุกอย่าง เอ๊ะ มันไม่แน่ละมั้งท่านมาตลี พูดงี้มันก็ไม่ถูกนี่ นางเทพธิดาเจ้าของวิมานไม่เห็นมีผัวนี่ ท่าทางที่ดีก็ควรจะนึกหาผัวซักคนซิจะได้ไม่หนาว

ท่านมาตลีท่านยิ้ม ท่านบอกว่า ไอ้เรื่องคนเป็นเทวดาผู้หญิงก็ตาม เป็นผู้ชายก็ตาม ถ้าใครจะเป็นสามีภรรยากันละก็ เวลาตายจากเมืองมนุษย์ก็จะมาเกิดบนที่นอนจึงจะเป็นสามีภรรยากันได้ ถ้าไม่เช่นนั้นละก็ไม่ได้ละ ก็ต้องเป็นม่าย เอ๊ยไม่ใช่ ก็ต้องเป็นกำพร้าผัวกำพร้าเมียกันอยู่นั่นแหละ เสร็จ เอางี้ดีกว่าท่านมาตลี สมมุติว่าท่านมาตลีมีนางเทพธิดาที่เป็นบริวารเท่าไร ไม่สมมุติละถามจริงๆ

ท่านบอกว่าท่านมีนางเทพธิดาที่เป็นบริวารสามพันคน เยอะจัง และก็ถามจริงๆเถอะ นางเทพธิดาสามพันคนนี่เราเลื่อนฐานะให้เขาได้ไหม ในฐานะที่ท่านเป็นนาย คนไหนสวยหน้าตาพริ้มๆ เพราดี ทรวดทรงดี เลื่อนให้เขาเป็นนายวิมานได้ไหม ท่านสั่นศีรษะบอกไม่มีสิทธิ์ เอ เดี๋ยวก่อนท่านมาตลี ถ้าไม่มีสิทธิ์แบบนี้ ถ้าหากนางเทพธิดาที่เป็นบริวารท่านสวยมากๆ แบบนั้น เราไม่น้ำลายไหลแย่รึ ท่านมาตลีบอกว่าเทวดาเขาไม่รุ่มร่ามเหมือนลิงนี่

มันเป็นเสียแบบนี้ อะไรก็มาหาว่าลิงรุ่มร่าม แล้วก็เลยถามต่อไป ถ้าอย่างนั้นละก็ท่านเทพธิดาหรือก็ขอโทษเถอะ เทวดาที่เป็นผู้ชาย ถ้าไม่มีสตรีใดไปเกิดในที่นอน มิไปนั่งตาปริบๆๆ ดูบริวารภายใน ท่านบอกว่ามันไม่มีอะไร อารมณ์เป็นทิพย์ ถ้าบุคคลใดที่ไม่ใช่คู่ครอง เห็นเข้าแล้วก็มีความรู้สึกเฉยๆ ไม่ดิ้นรนเหมือนคนในเมืองมนุษย์ แต่ความจริงแกบอกว่า มนุษย์เขายังดีนะเขาจะไปเจี๊ยกๆ คร่อกๆ กันที่ไหนเขายังหาที่บังๆ เบิงกันมั่ง

แต่ว่าลิงนี่ซิเจี๊ยกๆ คร่อกๆ ไม่ต้องเลือกสถานที่ จะเป็นที่รโหฐาน เป็นที่ลับหรือเป็นที่แจ้งตรงไหนก็ได้ จะเจี๊ยกๆ คร่อกๆ เมื่อไรก็ยังได้ เอ้อ มาเป็นลิงดีกว่า อย่าเป็นมันเลยคน แย่ซิ ถ้ามันเกิดหิวรักขึ้นมาแล้วก็ไปหาที่เจี๊ยกๆ คร่อกๆ จะไปหาที่ปิดที่บังมันก็ลำบาก เป็นลิงสบายๆ เจี๊ยกๆ คร่อกๆ เมื่อไรก็ยังได้ เอามาว่ากันไป เดี๋ยวเถอะไม่จบหรอก ไม่ถึงไหนละ อ้าว ท่านมาตลีฟังซิ

ท่านเนมิราชท่านถามว่ายังไง อย่ามัวมายุ่งกับลิงเลย ไอ้ลิงมันเสือก อ้า นี่ท่านเนมิราชท่านถามว่ายังไง ฟังท่านซิ อ๋อ ท่านถามว่าอย่างนี้ นี่ฟังท่านพูดนะ ท่านพูดกับมาตลีว่าไอ้วิมานอันนี้มันมีอยู่ 5 ยอดท่านว่าอย่างนั้น แหม ยอดก็ระยิบระยับแพรวพราวสวย มีพื้นเป็นทองคำประดับประดาไปด้วยแก้วแพรวที่สุด อื้อฮือ แล้วเจ้าของวิมานก็เป็นผู้หญิงสะโอดสะอง เอวเล็กเอวบางร่างน้อยเช้พเปี้ยบเลี้ยบเลย

แหม อย่างนี้นางสาวไทย นางสาวเจ๊ก นางสาวแขก นางสาวฝรั่ง นางสาวมอญ นางสาวญวน นางสาวจักรวาล นางสาวโลกโขกกันกินไม่แตก ไม่มีทางเทียบเลย โอ้โฮ นิ้วเรียวเปี้ยบ สวยแจ๋ว ปากแดงจี๊ด แหม ผมดำขลับ ตาหวานทรวดทรงดี เครื่องประดับประดาโอ้โฮสวยจริงๆ นวยนาดเดินออกมาข้างหน้าวิมาน แหม แล้วใครล่ะตามมาเป็นแถวทีเดียว อ้อสาวใช้ โอ้โฮ โดนแต่สาวใช้เข้าคนในเมืองมนุษย์เทียบไม่ได้เลย

หนึ่งในล้านยังไม่ได้เลยที่ว่าสวยๆ แหม ทำไมสวยอย่างงี้นะ อย่างนี้ถ้าลิงมาเป็นเทวดาละ แจ๋ว แหมไม่กลับหรอก อยู่มันนี่ละ ทำอะไรไม่ได้ก็ช่างมัน นั่งชมความงามก็ยังดี เดี๋ยวก่อนฟังเขาต่อไป เขาพูดกันว่ายังไงหน้อ อ้อ นางเทพธิดาผู้นี้ท่านเนมิราชท่านว่าอย่างงี้นะ ว่าวิมานนี้มีอยู่ 5 ยอดที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า เวลานี้รถชิดเข้าไปแล้ว ไปวิมานเข้า

ท่านมาตลีขับรถชิดเข้าไป เจ้าลิงก็ติดเข้าไปมั่งเหมือนกันซิ อยากจะรู้อยากเห็น และก็อยากจะฟังเขาพูดกัน และก็มีนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ท่านว่าอย่างงั้น ประดับกายไปด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง มีดอกไม้เป็นต้น ปัทโธ่เอ๋ยท่านเนมิราช เขามีเสื้อผ้าไม่เหมือนกับเทวดาข้างโบสถ์ ถ้ามีแต่ดอกไม้มันก็ต้องแก้ผ้าเดินน่ะซิ ถามอะไรก็ไม่ถามให้มันหมด

อย่างนี้นี่ถ้าชาวบ้านเขาฟังแล้วเขาถึงได้เขียนเอาไปไว้ที่ข้างโบสถ์ ว่าเทวดาผู้หญิงอกตั๋นๆๆ ไปทุกราย ถามแบบนี้ถามไม่หมดก็ถามด้วย อ้าว ถามเค้าถามต่อไป ว่านั่งอยู่ที่ท่ามกลางที่ไสยาสน์ ลูกหลานที่รักไสยาสน์เขาแปลว่านอน นั่งอยู่บนที่นอนหมายความว่า ไอ้เตียงที่นอนน่ะมันนั่งได้ด้วย โอ้โฮ สวยแพรวพราว อะไรทุกอย่างมันมีไปหมด อยากจะแก้ผ้านางฟ้าดูข้างในจะแพรวพราวรึเปล่าก็ไม่รู้ แหม เครื่องประดับของแกมันแพรวพราวจริงๆ เนื้อก็สวยแจ๋วและก็โอ้ แล้วก็ถามต่อไปนะ ว่าแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ มีฤทธิ์เสียด้วยซี

อ๋อ จะเหาะเหินเดินอากาศก็ได้ จะทำตัวเล็กก็ได้ตัวใหญ่ก็ได้ แม้ว่าจะแต่งตั้งก็ไม่ต้องแต่งเอง ใช้ฤทธิ์เป็นเครื่องแต่ง จะแต่งชุดอยู่กับบ้าน จะแต่งชุดอาบน้ำทะเล จะแต่งชุดนอน จะแต่งชุดไปเที่ยว จะแต่งชุดเข้าประชุม จะแต่งชุดวันเกิด ไม่ต้องลงมือทำ เพียงคิดว่าให้มันเป็นยังไงก็สำเร็จด้วยกำลังใจที่เป็นฤทธิ์ แหม น่าเป็นเทวดาและก็สถิตอยู่ที่วิมานนั้น

ท่านถามต่อไปว่า ดูก่อนท่านมาตลีสารถี เทพสารถีน่ะว่าดูก่อนท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจเกิดขึ้นแก่เรามาก เพราะเราได้เห็นความเป็นไปของเทพธิดาที่อยู่ในวิมานนี้ มันสดชื่นจริงๆ ความอิ่มเอิบปรากฏ นี่ขอถามสักหน่อยเถอะท่าน ว่านางเทพธิดานี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้ในสมัยที่เกิดเป็นมนุษย์ จึงได้วิมานที่มีความบันเทิงถึงขนาดนี้ มันมีความสุขจับใจ

นี่หน้ากระดาษมันจวนจะหมด รีบตอบซะสักหนึ่งแห่งก็ยังดี ดีไม่ดีพ่อลิงถุงก็จะคุยออกนอกเรื่องจนกระทั่งไม่ได้เรื่อง ท่านมาตลีจึงได้กราบทูลให้ทรงทราบ ถึงประวัติของนางเทพธิดา ลูกหลานฟังกันให้ดีนะ ว่านางเทพธิดาที่พระองค์ทรงถามถึงนั่นน่ะ เวลานี้ชื่อว่านางพิรณี โอ้โฮ ชื่อสำคัญ พิร-ณี แปรว่าอะไร พิร, วิร นี่เขาแปลว่ากล้า โรหิณีปัจจัย แปลว่าปกติ

แสดงว่านางฟ้าองค์นี้มีปกติกล้าหาญมาก แน่ โอ้โฮ ชื่ออย่างนี้นี่มิน่า แกถึงไม่ต้องเอาผู้ชายมาไว้ในวิมานของแก มีแต่ผู้หญิงล้วนๆ แกกล้าจริงๆ แต่ก็ไม่กล้าจริงหรอกน่ะ ไม่กล้าเดินควงกับผู้ชายนี่ นี่ถ้ากล้าจริงลองมาเดินควงกับลิงดูซี่ เฮอะ เชิญสินางฟ้าจ๋า มา ถ้าเก่งจริงมาควงกับลิงดู ไม่มา นี่แกล้งนึกมาตลีท่านกำลังยุ่งท่านไม่รู้ว่าเรานึกอะไร

ท่านก็เลยบอกต่อไปว่า เมื่อยังอยู่ในมนุษย์โลก สมัยที่เป็นมนุษย์เกิดในครรภ์ของนางทาสี ในเรือนของพราหมณ์ โอ้โฮ นี่เป็นคนรับใช้เขาหรือนี่ นี่ระวังนะ ประเดี๋ยวหน้ากระดาษเขาหมดเขาจะมานั่งด่าเอา มันจะไม่จบ ตอนนี้นางรู้ซึ้ง อ๋อ แขกคือภิกษุผู้มีภัตตกาลอันถึงแล้ว ท่านมาตลีพูดอย่างนี้มันก็เจ๊ง เด็กๆ ฟังไม่รู้เรื่อง เอางี้ซิ นางรู้หน้าที่ของตัวว่าแขกผู้มาก็คือพระที่มาบิณฑบาต น่ะ ถึงเวลาจะเจี๊ยะบุยแล้ว

แหม ถามถ้าเจ๊กไหหลำ เขาถามว่าเจี๊ยะบุ่ยบ่เด๊ กินข้าวแล้วรึยัง ถึงเวลาฉันอาหารท่านก็มาที่บ้าน บ้านนั้นเขาเลี้ยงพระละมั้ง เดี๋ยวฟังเขาต่อไป นางเป็นลูกสาวของคนรับใช้ เป็นนางทาส เป็นนางทาสี แหมไม่ใช่ลูกจ้างเสียด้วยซี เป็นทาส นางจึงนิมนต์ให้นั่งในเรือนของพราหมณ์ ด้วยความยินดีชื่นใจในพระที่มารับทาน มีธรรมปิติชื่นอกชื่นใจที่ได้เห็นพระ ไม่ใช่จะไปนึกรักหลวงพี่จัดท่านหรอกนะ

จะเห็นว่า เอ๊ ทิดจัดท่านสมาร์ทดี นำคนเดินขบวน นี่พระองค์นี้เป็นผัวเราด็ดีซิ ท่านเก่ง นางไม่ได้นึกอย่างนั้น นางมีความเลื่อมใสว่า พระองค์นี้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำตัวเหมือนกับมารดาที่ยินดีต่อบุตรที่จากไปนานแล้วกลับมาถึง ไมใช่ทำตัวเหมือนแม่พระหรอกน่ะ มีความรู้สึกน่ะดีใจที่พระมาบ้าน มารับทานที่บ้าน เหมือนกับมารดาที่เห็นบุตรไปเที่ยวนานแล้วได้กลับมาพบกันที ดีใจมาก ปลื้มใจเมื่อเห็นพระ

ฉนั้น เมื่อเวลาพระนั่งเสร็จ จึงอังคาสภิกษุนั้นโดยความเคารพ นี่สำนวนมาตลีลูกหลานจะรู้ได้ยังไง อังคาส เขาแปลว่า เลี้ยง ถวายอาหาร นะ นางจึงได้นำอาหารมาถวายด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ได้ถวายสิ่งของของตนเล็กๆ น้อยๆ ลูกทาสนี่มันก็ไม่มีอะไร เขาให้บ้างกระจุ๋มกระจิ๋มนิดๆ หน่อยๆ ไว้กิน
ลูกทาสนี่ไม่เหมือนลูกจ้าง แหมแย่ ความเป็นทาสนี่แย่ เขาให้อะไรไว้นางก็เก็บไว้กินบ้างไม่กินบ้าง

เก็บไว้ถวายพระ เพราะพระมาทุกวันที่บ้านนี้ ของเล็กๆ น้อยๆ ของตนที่มีอยู่ก็ถวายพระ ว่านี่มะกอกเจ้าค่ะ ไอ้นี่เม็ดขนุนเจ้าค่ะ ต้มแล้ว นี่เม็ดกวยจี้เจ้าค่ะ ไอ้นี่ลูกหว้าเจ้าค่ะ ไอ้นี่มะม่วงเจ้าค่ะ แหมมะม่วงนี้ลิงชอบ นี่กระท้อนห่อบ้างไม่ห่อบ้างเจ้าค่ะ นี่ลิงชอบอีก แหม ลิงชอบ นางเกิดสมัยนั้นดีนะ ไม่เจอะลิงเข้า ลิงก็กินหมด และมีความบันเทิงรื่นเริงใจอยู่ นางมีความอย่างนี้คือมีความเคารพในพระสงฆ์ ซึ่งเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู

เวลาที่พระมาบ้าน นางก็นำของที่มีนิดๆ หน่อยๆ เข้าไปถวาย ก็อาศัยที่ใจของนางประกอบไปด้วยศรัทธา มีความเคารพในพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ด้วยศรัทธาแท้ อย่างนี้ เมื่อนางตายจากความเป็นคนแล้ว ก็มาเกิดในวิมานหลังนี้ เดี๋ยว คุณม้าตะหลี อยากจะทราบว่าบริวารน่ะเยอะแยะ นางทำบุญนิดเดียว ด้วยเศษของที่นายให้ ลูกของทาสนี่ไม่มีใครเค้าให้กินดี ไม่มีใครให้ของใช้ดีๆ เขาก็ให้ของเศษๆ เลยๆ ที่เขาไม่ใช้แล้ว

ผ้าก็ให้เก่าๆ ข้าวก็ต้องเป็นเดน อาหารที่ให้ก็ต้องเหลือกินเหลือใช้ แต่ว่านางก็จัดไว้ ถ้าเป็นผลไม้มันไม่เป็นเดน เขายังไม่ได้กัดเขายังไม่ได้กิน นางจึงเก็บไว้ถวายพระ ทำอย่างนี้มา อยู่วิมานทองคำ มีรัศมีกายผ่องใส เครื่องประดับเยอะ ยอดแพรวพราวมีแสง แล้วมีวิมานยอดถึง ๕ ยอดด้วยกัน ท่านม้าตะหลี แหมนี่ อยากบกพร่องนี่ต้องเรียกงี้แหละ ทีหลังจำไว้นะ

เราอยากจะถามท่านว่า นางนี้มีนางฟ้าเป็นบริวารเท่าไร นี่ท่านเนมิราชไม่ได้ถาม ลิงถาม ท่านม้าตะหลีก็หันมายิ้มและก็ตอบว่า นี่ลิงอย่าเสือกนักซี ลิงก็อยู่ส่วนลิง เขาพูดกับมหากษัตริย์ ตอบท่านว่าไง บอกนี่ไม่ได้เสือกหรอก ก็อยากเสือกตอบไม่หมดทำไม ก็ตอบให้มันครบถ้วนซี นางฟ้าตั้งเยอะแยะ จะได้ไปเล่าให้ชาวบ้านเขาฟัง ท่านเนมิราชท่านจะได้ไปคุยให้บรรดาอำมาตย์ข้าราชบริพารฟัง

ท่านม้าตะหลียอมรับว่าบกพร่องไปว่า นางนี้มีนางฟ้าเป็นบริวารถึง ๕๐๐ คน นี่ละบรรดาลูกหลานที่รัก หน้ากระดาษมันก็หมดซะแล้วนี่นะ เป็นอันว่ารู้กันว่า การบำเพ็ญกุศลบุญราศีแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แต่ว่าไม่ใช่พระเดินขบวนนะ พระเดินขบวนไม่เกี่ยว พระเดินขบวนใช้ไม่ได้ และพระนอกรีตนอกรอยนิยมพัดก็ใช้ไม่ได้

ต้องพระนิยมในศีล สมาธิ ปัญญา แต่ว่ายังไม่มีอะไรดีเพียงรักษาศีลบริสุทธิ์ ทรงสมาธิได้บ้าง วิปัสสนาญาณพอสมควร ก็มีอานิสงส์ได้ถึงเพียงนี้ การทำบุญเล็กๆ น้อยๆ ทำได้ และก็มีวิมานทองคำมียอดถึง ๕ ยอด อ้า นี่สำหรับหน้ากระดาษที่เขาให้ไว้สำหรับงวดนี้ก็หมดแล้วแต่เพียงเท่านี้ สำหรับตอนที่สองนี้ก็ขอลาบรรดาลูกหลานที่รักไปก่อน จะพักนอนอยู่ข้างวิมานนางฟ้านี่แหละ และก็จะดูเขาต่อไป ว่าเขาไปทางไหนก็ตามต่อไป สำหรับวันนี้ก็ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่ลูกหลานทุกคนที่อ่านและรับฟัง สวัสดี

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 30/8/14 at 20:29 [ QUOTE ]


3
ตอนที่ ๓

สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ ๓ ตอนที่ ๓ นี้ถ้าหากว่าจะเหาะตามอีตามาตลีเทพบุตร ซึ่งจะนำท่านเนมิราชไปเลยทีเดียวก็รู้สึกว่าเนื้อความจะขาดไป ฉะนั้นหากว่าท่านม้าตะหลี คำว่าม้าตะหลีนี่ก็คือ ท่านมาตลี ที่ให้นามว่าม้าตะหลีก็เพราะว่าพูดกะแกไม่รู้เรื่อง บอกให้แกคอยด้วยแกก็ไม่รู้จักคอย เป็นยังงี้ เทวดานี่ไม่รู้จักเรียนภาษาลิงซะมั่ง มันน่าจะรู้ภาษานี่ เมื่อร้องเจี๊ยกคร่อกๆ เท่าไรก็ตาม แกก็ไม่ยอมฟัง เวลาเราพูดแกก็ไม่ฟัง สั่งให้คอยแกก็ไม่คอย

มีหน้าที่อย่างเดียวก็พูดกะท่านเนมิราชซึ่งเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม แหม พระราชาองค์นี้นะ ท่าทางคล้ายๆ กะ ร.๙ ท่านภูมิพลอดุลยเดช ท่านทำคล้ายคลึงกันมีจิตใจเข้าไปฝักใฝ่กับบรรดาประชาชน ดูแลทุกข์สุขของบรรดาประชาชน ถ้าหากว่าความเป็นพระเจ้าแผ่นดินนี่เขาจะนอนเฉยๆ นั่งกินเงินปีเฉยๆ ถึงปีหนึ่งรัฐบาลหรือบรรดาประชาชนตั้งงบประมาณให้เท่าไร นอนกินนอนใช้ให้มันสบายๆ ใครเขาร่างกฎหมายประเภทไหนมาก็เซ็นมันส่งเดชๆ เข้าไป

เพราะอะไร เพราะว่าการรับผิดชอบอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร คนส่วนมากเขาทำมา ท่านเป็นคนๆ เดียว ท่านก็เซ็นส่งเดชเข้าไป แบบนี้มันก็สบาย แต่ทว่าไอ้เรื่องที่เขาบอกว่าตั้งงบประมาณไว้ให้พระเจ้าแผ่นดินนั้นหนักเงินเปล่าๆ มันก็เป็นความจริงหากว่าท่านทำอย่างงี้ แต่ว่านี่ท่านพระเจ้าเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอเป็นหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ คือบำเพ็ญบารมีมาปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เนื้อแท้จริงๆ ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

ท่านเล่าประวัติของตนเอง ท่านมีความห่วงใยในประชากร ถือว่าประชากรก็คือตัวของท่าน ท่านมีความสุขท่านมีความทุกข์ฉันใด บรรดาประชากรก็มีความรู้สึกฉันนั้น แต่ทว่าในฐานะที่ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ ท่านก็เลยคิดว่าตัวของท่านเองก็คือราษฎรทุกคน จิตใจของท่านเองก็คือจิตใจของราษฎรทุกคน ราษฎรทุกคนเป็นร่างกายของพระองค์ เมื่อราษฎรมีทุกข์ท่านก็มีทุกข์ด้วย เมื่อราษฎรมีสุขท่านก็มีสุขด้วย

ฉะนั้น ทรัพย์สินส่วนใดก็ตามที่พระองค์ทรงหามาได้ด้วยการเก็บภาษีอากรของราษฎรก็ดี หรือว่าผลรายได้ที่บรรดาประชากรทั้งหลายมีศรัทธาร่วมบำเพ็ญจริยาสัมมาปฏิบัติ ที่เรียกกันว่า โดยเสด็จพระราชกุศล อันนี้บรรดาลูกหลานที่รัก เด็กๆ นะ นี่ลิงนี่พูดกับเด็ก ลิงไม่ยอมพูดกับผู้ใหญ่ เพราะอะไร ด้วยการพูดกับผู้ใหญ่แล้วมันผิดวิสัยภาษิตโบราณท่านบอกว่า ห้ามปลุกคนตื่น และก็ห้ามสอนคนรู้ คนไหนที่เขารู้แล้วไปสอนเข้ามันก็ไม่ต่างอะไรกับเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ชาวสวนเขามีมะพร้าวอยู่ตั้งเยอะแยะไปขายเขาทำไม ใครเขาจะไปซื้อ

และคนที่ตื่นแล้วไปปลุกทำไม ดีไม่ดีจะถูกด่าหาว่าเซ่อซ่าดันเสือกไปปลุกเขาได้ ฉะนั้น การพูดนี่ในฐานะที่เป็นลิง ลิงนี่ไปพูดกับชาวบ้านที่เขาเป็นผู้ใหญ่ เขาไม่เชื่อหรอก เขาหาว่าโกหก ดีไม่ดีหลวงตาทับสะแก แกก็จะเขียนหนังสือด่ามาว่า ไอ้ลิงจ๋อ นี่มาตั้งหน้าตั้งตาโกหกหลวงตาเข้าอีกแล้วซี นี่หลวงตาทับสะแกโปรดทราบด้วย ว่าไอ้ลิงจ๋อนี่มันไม่ได้พูดกับหลวงตา มันพูดกะเด็กพูดกับลูกหลานเล็กๆ ดีกว่า

บรรดาหลวงตาทั้งหลายจะไปพูดกับท่านทำไม ท่านไม่ได้โกหกใคร ท่านรักษาสัจจธรรม แต่ว่าท่านนิยมราชทินนาม ชื่อเดิมมีใช้ไม่ได้ต้องไปขอให้พระเจ้าแผ่นดินตั้งให้ใหม่ดีมั้ย มันมีศักดิ์ศรีใหญ่ เป็นพระแต่ให้ฆราวาสตั้งยศให้ แล้วก็เลยอยากจะถามว่า พระนี่มีศักดิ์ศรีสูงกว่าฆราวาส หรือว่าฆราวาสมีศักดิ์ศรีสูงกว่าพระ นี่ใครเขาจะโตกว่ากันแน่ พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคคลที่ควรบูชา คือให้ชาวบ้านเขาบูชา

ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า บุญญเขตตัง พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก โลกเขาจะได้บูชา แต่บุคคลควรจะบูชานี่หรือสิ่งที่เขาบูชา เขาตั้งไว้ในที่สูง ตัวอย่างพระพุทธรูปบูชา เขาก็ตั้งไว้ในที่สูง คนบูชาตั้งไว้ในที่ต่ำ ตานี้คนที่จะรับยศจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ตาม ผู้ให้ยศต้องเป็นผู้สูงกว่าผู้รับยศ ตัวอย่างข้าราชบริพารของพระมหากษัตริย์ พระองค์จะพระราชทานยศเป็นสัญญาบัตร เป็นนายร้อยตรี ร้อยโท ร้อยเอก หรือเป็นนายพลหรือจอมพลถ้าเป็นทหาร

ถ้าเป็นข้าราชการก็เป็นชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ชั้นพิเศษ มีพระราชาเป็นผู้แต่งตั้ง และผู้รับยศก็หมายถึงว่าเป็นข้าราชบริพารของพระราชา ต้องแสดงความเคารพในบุคคลผู้ตั้ง คือพระราชา ตะนี้เรามาว่ากันถึงพระ พระที่ปรารถนาในยศ และยศอันนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้ง เป็นพระราชาทรงถวาย เอ แล้วก็มานั่งนึกดูลูกหลานที่รัก พวกหนูน้อยๆ เป็นเด็กๆ มาช่วยกันคิดดูดีกว่าหนูเอ๋ย มานึกกันดูว่าคนที่เข้าไปรับยศจากพระราชานี่เขาโตกว่าพระราชา หรือว่าเขาเล็กกว่าพระราชา

ถ้าหากว่าเราเป็นปูชนียบุคคล คนที่ควรเขาบูชา คำว่าเราไปรับยศจากท่านใครจะโตกว่ากัน ก็เป็นอันว่าพระราชาโตกว่าผู้รับยศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานที่รัก พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ลูกหลานจำไว้ให้ดีนะจ๊ะ ที่เขาบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า เราจงเป็นคนเหนือโลก คำว่าเหนือโลกในที่นี้ไม่ใช่เหนือโลกคือแผ่นดิน คือว่ามีอารมณ์ใจเหนือจากชาวโลก

ชาวโลกก็มีผัวมีเมียกันได้ พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่บวชเข้ามาแล้วจะไปมีผัวมีเมียไม่ได้ ถ้ามีผัวมีเมียมันก็เหมือนกับชาวโลกเขา มันแค่โลกเสียแล้วไมใช่เหนือโลก เป็นอันว่าพระสงฆ์ไม่มีความเยื่อใยในความรักที่เนื่องด้วยกามคุณ ใครเขาจะสวยใครเขาจะงามประการใดก็ตาม พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาปฏิบัติยังไงลูกหลานที่รัก

ชาวบ้านที่เขาจะแต่งงานกัน เขามองดูความสวยสดงดงาม มองดูความมีสง่าราศี ฐานะดีหรือไม่ดี เชพงามหรือไม่งาม ไอ้เชพนี่เขาแปลว่ายังไงลิงไม่รู้ พวกหนูๆ ถ้ารู้ละก็เขียนจดหมายบอกหลวงตาลิงมาด้วย บอกว่าตาลิงจ๋าไอ้เชพนี่เขาแปลว่ายังงี้นะจ๊ะ ตรงนั้นเขาเรียกว่าเชพ ตรงนี้เขาเรียกว่าเชพ ไม่รู้เชพแชพ ลิงไม่รู้เรื่อง ลิงรู้อย่างเดียวก็คือว่าทรวดทรงงาม ผิวงาม ตะนี้ ไอ้ความงามตัวนี้ในภาษาของพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าทรงสอน บอกว่า ท่านที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้วจงเห็นความงามตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของความงามก็คือ มันงามไม่จริง ในโลกนี้ไม่มีอะไรสวย อย่างพระบาลีบทหนึ่งมีอยู่ว่า สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ที่ตระการดุจราชรถ แต่ว่าพวกคนเขลาหมกอยู่ ท่านผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ นี่แสดงว่าโลกนี้ถ้ามองกันด้วยตา ตาโง่ จะพูดว่าตาโลกมันก็ไม่ถูก เราพูดกันว่าตาโง่ก็แล้วกัน

จะเห็นว่าโลกนี้สวยสดงดงามมาก คล้ายๆ กับรถของพระราชา ราชรถของพระราชา ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสก็ไม่ใช่ราชรถเวลาปัจจุบัน เวลานี้พระมหากษัตริย์ใช้รถเหมือนกับชาวบ้านเขาใช้ แต่ว่าสมัยโน้นรถพระมหากษัตริย์ต้องเทียมด้วยม้า มีงอนสวยประดับประดาไปด้วยเครื่องวิจิตรตระการตาต่างๆ ปิดทองลงแก้วลงกระจกประดับไปด้วยเพชรนิลจินดา สวยสดงดงามมาก เวลานี้ถ้ารถของพระราชาประดับแบบนั้น เข้าใจว่าเวลาจอดไว้กว่าจะใช้

เมื่อใช้คราวไรจะปรากฏว่าเพชรหายไปหลายเม็ด อย่างงั้นพระราชาสมัยปัจจุบันท่านจึงได้ทรงรถแบบธรรมดาๆ ท่านถือว่าท่านเป็นพ่อของลูก ลูกก็คือบรรดาประชากรทั้งหลาย นี้โลกนี้ที่เรานิยมว่าสวยสดงดงามนะลูกหลานที่รัก ความสวยไม่จริง ถ้าเราเห็นของสวยก็คือของใหม่ สีสัน วรรณะสดสวย ไม่ช้าเท่าไรมันก็เศร้าหมอง แล้วต่อไปมันก็คร่ำคร่าผุลงไปในที่สุด คนก็เหมือนกันที่กล่าวกันว่าสวย อย่างหญิงที่เขาเรียกกันว่านางงาม นางสาวไทย นางสาวเจ๊ก นางสาวฝรั่ง นางสาวแขก นางสาวมอญ นางสาวจักรวาล นางสาวโลก

แต่แกก็สาวอยู่ได้ไม่นาน ไม่ช้าก็หย่อนก็ยานไปตามปกติ แล้วในที่สุดก็คร่ำคร่า นางสาวไทยคนแรกที่มีการประกวดกันในสมัยอะไร ประชาธิปไตยคือนางสาวกัญญา เทียนสว่าง เทียนสว่างนะ เวลานี้เป็นคุณยายกัญญา เทียนสว่างแล้ว หรือว่าม่องตี๋เป็นผีไปแล้วก็ไม่รู้ แกอยู่รึเปล่าก็ไม่ทราบ ว่างๆ ลูกหลานที่รักถ้าหากว่าแกมีชีวิตอยู่ ลองไปดูนางสาวคนงามในสมัยนั้น ว่าเวลานี้สาวสวยขนาดไหน นี่คำว่าโลกหาที่สุดมิได้

คือไม่มีอะไรสวยจริง มันไม่หยุดอยู่โดยเฉพาะมันเคลื่อนไปอยู่ตลอดเวลา จึงชื่อว่าหาที่สุดมิได้ ร่างกายของสาวงามทั้งหลายเหล่านั้น ภายในก็เต็มไปอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เต็มไปด้วยความสกปรก นี่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาประพฤติตนเป็นตัวอย่าง ว่าจงทำตนเป็นคนเหนือโลก อย่าเมามายในภาวะของโลก แต่ความรักพระพุทธเจ้าได้สั่งให้งดเสีย ความโลภ โลภในยศถาบรรดาศักดิ์ โลภในทรัพย์สิน โลภในชื่อเสียง

คำว่าโลภนี่ลูกหลานที่รัก เขาแปลว่าอยากได้ จำให้ดีนะ ถ้าว่าบังเอิญท่านผู้ใหญ่ท่านถามว่า ความโลภเป็นยังไง เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ว่างๆ ไปถามท่านผู้ใหญ่ผู้ทรงเกียรติ ที่ท่านทำตนเป็นนักปราชญ์ ถามว่า คุณลุง คุณตา ความโลภน่ะมันเป็นยังไง หากว่าท่านตอบว่ายังไงก็ตามละก็ฟังเข้าไว้ ว่าความอยากได้อยากมีเข้ามา สิ่งใดที่ไม่มีอยากให้มันมีขึ้น มีแล้วก็ยึดถือว่านั่นเป็นเราเป็นของเรา มันกะเราจะต้องไม่จากกัน

ความโลภประเภทนี้อยากร่ำรวยในทรัพย์สินสมบัติ อยากมีชื่อเสียงโด่งดัง อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่ใช่ของดีลูกหลานที่รัก เพราะอะไร เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ในเมื่อสิ่งใดถ้าเราได้มาแล้วมันก็สลายตัวได้ มันไม่คงทนถาวร พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะต้องเป็นคนไม่โลภ ไม่ต้องการยศฐาน์บรรดาศักดิ์ ไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่ต้องการศักดิ์ศรี ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง คือ ทรงสัจจธรรม

สัจจ แปลว่าความจริง ธรรมแปลว่าทรงไว้ คือ รักษาความจริงไว้เป็นปกติ ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้มายังไงก็ตั้งไว้ยังงั้น ไม่ต้องไปขอชื่อเขาเปลี่ยนใหม่ที่มีใช้คำว่าราชทินนาม คำว่าราชทินนามน่ะ แปลว่าอย่างนี้หนู ราชก็คือพระราชา ทิน แปลว่าให้ นามแปลว่าชื่อ หมายความว่าชื่อที่พระราชาทรงให้ นี่เราไปเปลี่ยนกันทำไม ไปขอมาทำไม ชื่อที่พ่อแม่ตั้งไว้ให้แล้ว ดีแล้ว เขาจำกันได้ ไม่ต้องไปขอให้พระราชาท่านทรงตั้ง ความจริงชื่อนี้ถ้าหากพระราชาตั้งใจถวายเองน่ะ ควรรับ

แต่มันไม่อย่างงั้นซิลูกหลานที่รัก ดีไม่ดีพระราชาไม่ทรงทราบเลยว่าใครดี ใครชั่ว ที่ไหนเขาเขียนให้ไป เขาขอเข้าไปว่าคนนั้นควรจะเป็นอย่างนี้ คนนี้ควรจะเป็นอย่างนั้น คนนั้นชื่ออย่างนั้น คนนั้นชื่ออย่างนี้ ดีไม่ดีก็กลายเป็นพระอรหันต์แต่งตั้ง คือให้พระราชาทรงแต่งตั้งว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ เอาชื่อของพระอรหันต์ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ มาตั้งเป็นชื่อของตัว และพระอรหันต์นี่เขาตั้งกันได้รึเปล่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตั้งใครเป็นพระอรหันต์นี่ลูกรัก

หนูรู้จักมั๊ยพระอรหันต์ท่านเป็นยังไง พระอรหันต์น่ะท่านเป็นอย่างนี้ นี่จะบอกให้ หน้าตาก็เหมือนกับคนธรรมดา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมดา มีเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน มีหนาว มีร้อน มีหิว มีกระหาย แต่ทว่าพระอรหันต์ตัดความรักที่เนื่องด้วยกามารมณ์เสียได้ คือ อยากมีผัวอยากมีเมีย อยากเคล้าเคลียเป็นคู่ครอง จะเป็นคู่ตลอด หรือคู่ชั่วคราวก็ตามใจ อย่างนี้อารมณ์ของพระอรหันต์ไม่มี ประการที่สอง พระอรหันต์ไม่มีความโลภ ไม่อยากรวย ไม่อยากมียศฐาน์บรรดาศักดิ์

เงินทองของใช้ถ้าใครถวายแก่พระอรหันต์แล้ว พระอรหันต์ย่อมจะนำสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นให้ไปเป็นส่วนสาธารณประโยชน์ คือเป็นบุญเป็นกุศล คำว่าบุญหมายถึงความดีนะ ลูกหลาน จำไว้ด้วย บุญกุศลหลวงตาพูดแบบนี้หลวงตาลิงนะ ถ้าใครเขาถามว่าใครบอก ว่าหลวงตาลิงบอก เขาถามว่าหลวงตาลิงไหน บอกว่าหลวงตาลิงคือฤาษีลิงดำ เขาถามว่าฤาษีลิงดำภาษาปกติเขาใช้ยังไง บอกภาษาปกติต้นตระกูลเขาก็ใช้เจี๊ยกคร่อกๆ ภาษาลิง แต่ว่าลิงตัวนี้พูดภาษาคนเป็น นี่ฟังรู้เรื่องก็เพราะว่าลิงพูดภาษาคน ให้ฟังจำให้ดีนะลูกหลานที่รัก

ความโลภไม่มีในพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา การอยากได้ยศฐาน์บรรดาศักดิ์ย่อมไม่มีในพระสงฆ์ที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าบอกว่าพระสงฆ์ต้องการวางอารมณ์ของโลก คือ
๑. อยากรวย
๒. อยากมียศฐาน์บรรดาศักดิ์
๓. อยากให้ชาวบ้านเขาสรรเสริญ
๔. อยากมีกามสุข


นี่เป็นฝ่ายที่ชอบใจ ฝ่ายที่ไม่ชอบใจก็มี ๔ เหมือนกัน เวลาทรัพย์สินสลายตัวไป ไม่ร้อนใจ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ายศถาบรรดาศักดิ์ที่พระราชาพึงถวายด้วยศรัทธาแท้ก็ควรรับเหมือนกัน แต่ไม่ใช่รับมาเพราะความอยากได้ วิ่งเต้นขอให้เขาตั้ง อันนี้ไม่ถูก ถ้าพระราชาท่านมีศรัทธา ท่านถวายเองก็รับ เพื่อเป็นการฉลองศรัทธา รับแล้วและก็วางไว้เสีย เวลาจะใช้ยศเมื่อพระราชฯ นิมนต์ก็ถือไปตามยศ

แต่ว่าเรื่องของยศนี่รู้สึกว่าจะขัดกับพระวินัยในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า ใครบวชก่อนนั่งหน้า ใครบวชทีหลังนั่งข้างหลัง ถือว่าคนบวชก่อนเป็นพี่ คนบวชทีหลังเป็นน้อง แต่ว่าเวลาถือพัดยศเกิดไม่ใช้ระดับพรรษากันขึ้นมา ตอนนี้วางพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้ว ถือยศเป็นสำคัญ ตอนนี้ซี่ลูกหลานที่รัก หลวงตาลิงถือว่าเป็นการปรามาสพระพุทธเจ้า

คำว่าปรามาสพูดกับง่ายๆ ก็เรียกว่าดูถูกพระพุทธเจ้า ไม่ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระสงฆ์ต้องอยู่ในระเบียบวินัย คำว่าวินัยก็คือศีล แต่นี่หากว่าเราวางวินัยเสียแล้วก็ชื่อว่าเราวางศีล อีตอนที่เราวางศีลเสียแล้วก็ชื่อว่าศีลไม่มี มันจะดีหรือลูกหลานที่รัก อย่าจำเอาไว้ใช้นะ จำเอาไว้ละ อย่าจำเอาไว้ใช้ ถ้าใครเขาเป็นพ่อ เขาเป็นแม่เราๆ ก็ต้องเคารพ ใครเขาเป็นพี่ป้าน้าอาแก่กว่าเราๆ อย่าไปถือตนว่าเราวิเศษกับเขา การทำอย่างนั้นไม่ถูก

ถ้าเป็นคนก็เป็นคนเลว ถ้าเป็นพระก็ถือว่าไม่ใช่สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่พูดกันตามพระวินัย แต่ทว่าพระองค์ใด คณะใด หมู่ใด ท่านจะถือว่าพระพุทธเจ้าไม่สำคัญก็อย่าไปว่าท่าน แต่ว่าเราอย่าไหว้นะ ไม่ควรไหว้ เพราะว่าไม่ใช่ปูชนียบุคคล คำว่าปูชนียบุคคลแปลว่าบุคคลที่ควรบูชา คนที่ควรบูชาต้องเป็นคนดี พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระดี ฉะนั้นถ้าพระองค์ไหนขัดคำสั่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเป็นพระไม่ดี

อย่าไปไหว้ เสียมือเปล่าๆ เอามือเช็ดตูดดีกว่า เพราะว่าขี้มันติดตูด ขี้จะได้หมดไป ทำความสะอาดให้แก่ตูดของเรา นี่พระสงฆ์ต้องไม่นิยมความโลภ ตัดความโลภเสีย และพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็ไม่บูชาความโกรธ ถ้าใครเขานินทาว่าร้าย จะติฉินนินทาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนที่เกิดมาในโลกที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มี ฉะนั้นหากว่าใครเขาจะนินทาว่าร้าย พระสงฆ์ในพุทธศาสนาก็ต้องไม่คำนึง

ต้องมีความรู้สึกว่า เราจะดีหรือจะชั่วอยู่ที่ตัวการปฏิบัติ ถ้าเราทำดีใครเขาว่าเราเลว เราก็ไม่ได้เลวไปตามด้วย ถ้าเราเลวแล้วใครเขานิยมว่าเราดี เราก็ไม่ได้ดีตามคำเขาพูด ความดีความเลวมันอยู่ที่เราปฏิบัติ ฉะนั้นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาต้องไม่โกรธเพราะการติฉินนินทาของบุคคลอื่น ถือคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสำคัญ ประการสุดท้ายพระสงฆ์ต้องไม่หลง ไม่หลงในความสวยสดงดงามของรูปพรรณสัณฐานของบุคคลและวัตถุ

เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เหมือนความฝัน มันสวยไม่จริง พระสงฆ์ต้องไม่หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เห็นไม้ล่ะ ไม่ใช่ว่าเป็นชั้นนี้แล้วก็อยากจะเลื่อนเป็นชั้นโน้น เป็นชั้นโน้นอยากจะเลื่อนเป็นชั้นนั้น ไอ้ความต้องการจะเลื่อนไม่ใช่พระราชาเลื่อนให้เอง อยากเลื่อนดีไม่ดีก็คุยว่า แหม นี่ฉันเป็นผู้วิเศษนะ ทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น ทำโน่น และคุยต่อไปว่าเหลืออีกชั้นเดียวนี่ฉันจะเป็นสมเด็จแล้ว อย่างนี้มันก็เสร็จซิลูกหลานที่รัก อย่างนี้เหาะไปชมสวรรค์ไม่ได้หรอก จะเหาะไปชมได้ก็ชมแต่นรกเท่านั้น

เอ ความจริงท่านผู้นี้มีบุญใหญ่ ไม่ใช่ไปชมเฉยๆ ลงไปเป็นเจ้าของนรกเสียด้วย ขุมใดขุมหนึ่งหรือหลายๆ ขุมก็ยังได้ นี่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาต้องไม่หลงในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสตามที่ต้องการ พระสงฆ์ต้องไม่หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่พึงได้มา ถือว่ามันต้องสลายตัว พระสงฆ์ต้องไม่หลงในความโกรธ คิดว่าเป็นของดี พระสงฆ์ไม่หลงในร่างกายของตนนี้ว่า มันจะทรงอยู่

ต้องคิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งมันจะต้องสลายไป ร่างกายเป็นภัยสำหรับจิต เพราะอะไร เพราะว่าร่างกายนี้ไม่เคยเป็นมิตรสำหรับใจ ใจเราไม่ต้องการให้ร่างกายมันแก่ ร่างกายมันก็จะแก่ ไม่ต้องการให้ร่างกายป่วย ร่างกายมันก็จะป่วย ไม่ต้องการให้ร่างกายมันตาย ร่างการมันก็จะตาย ไม่อยากให้หิว ไม่อยากให้หนาว ไม่อยากให้ร้อน ไม่อยากให้ปวดอุจจาระ มันก็จะเป็นอย่างงั้น เราจะปรนเปรอมันเป็นประการใดก็ตามที ลูกหลานที่รัก ร่างกายมันไม่ตามใจเรา

ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนว่า จงอย่าหลงในร่างกาย ถ้าเราไม่หลงในร่างกายของเราเสียอย่างเดียว การหลงในความรัก ในความโลภ ในความโกรธ และก็หลงในสภาวะอื่นๆ มันก็ไม่มี ถ้าเราตัดร่างกายเสียได้อย่างเดียวเพียงเท่านี้ คือไม่นิยมในร่างกาย เราก็เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็เป็นกันได้ง่ายๆ ไม่ยากนัก ตอนนี้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ว่าธรรมดาของโลกมันเป็นยังไง เรายอมรับนับถือตามนั้น

ตอนนี้ยากหน่อยนะลูกหลานที่รัก อย่าเพิ่งรู้กันเลยนะลูกหลาน ว่าพระอรหันต์เขายอมรับนับถือตามแบบไหนกัน อย่าเพิ่งรู้กันเลย มันยาก ความจริงไม่ใช่ของยากแต่ว่าเข้าใจยาก จะเปลืองเวลาเปล่าๆ ต่อนี้ไปลูกหลานที่รักเรามาชมความงามของเทวดานางฟ้าชั้นต่ำกันดีกว่า จะได้มีประโยชน์สำหรับบรรดาลูกหลานที่รัก เอาละสำหรับวันนี้เดี๋ยวจะได้เริ่มกันอีกที ตอนนี้ท่านมาตลีท่านไปไหนแล้วก็ไม่รู้ มองไปมองมามองข้างหน้ามองข้างหลัง เห็นท่านมาตลีเทพสารถียังชวนท่านเนมิราชชมนางฟ้าวิมาน ๕ ยอดอยู่

ก็เลยดีใจ ลูกหลานที่รักเรามาชมกันมั่งดีกว่า เรื่องว่านางฟ้าคนนี้น่ะ ความจริงมีวิมานทองคำและก็มียอด ๕ ยอด ลูกหลานเห็นว่ามีค่าสูงดีมั๊ย บ้านเรานี่ทองคำเขามาห้อยคอกันทำเป็นเครื่องประดับ แต่ทว่าเทวดาเขาใช้ทองคำทำเป็นบ้าน แล้วก็พื้นก็เต็มไปด้วยทองคำ ทองคำเมืองนี้คือเมืองเทวดา เขาก็ไม่เหมือนทองคำเมืองเรา เพราะอะไร เพราะว่ามีรัศมีออก มีแสงออกจากทอง และบรรดานางฟ้าที่เป็นบริวารทั้งหลายทั้ง ๕๐๐ คน

ก็สวยสดงดงามมีเครื่องประดับประดาสวยงามมาก รูปทรงสัณฐานสวยจริงๆ หน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ยอดหญิงซึ่งเป็นนางเทพธิดา คือนางฟ้าผู้เป็นนายสวยเป็นกรณีพิเศษ มีเครื่องประดับประดาก็สวยกว่า หน้าตาแฉล้มแช่มช้อย เทวดาที่เขาแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ลูกหลานที่รัก เพราะว่าเทวดาเวลาเกิดขึ้นมาไม่เหมือนคน คนเวลาที่จะเกิดก็ต้องเข้าท้องมารดาก่อน กว่าจะเอาออกจากท้องมารดาได้ก็ย่ำแย่

ในท้องของมารดาที่เรียกกันว่าในมดลูก มันมีอะไรบ้าง มีทั้งเลือด ทั้งฝาด ของกลิ่นคาวเต็มกันไปหมด เป็นดินแดนแห่งความสกปรก เพราะร่างกายของคนก็ดี ร่างกายของสัตว์ก็ดี มีแต่ความสกปรก หาความสะอาดมิได้ เราต้องไปนอนอึดอัดกันในท้องของมารดาใช้เวลาตั้ง ๑๐เดือน และก็เมื่อเคลื่อนออกมาจากท้องของมารดาแล้ว เราก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ เมื่อกระทบกับอากาศใหม่ๆ ซึ่งอยู่ในร่างกายของมารดาอาศัยความอบอุ่นคือธาตุ

ธาตุไฟที่ปรากฏในร่างกายของมารดาทำให้อุ่น เมื่อคลอดออกมาจากครรภ์มารดามากระทบอากาศเข้า ความร้อนกระทบ ความหนาวกระทบ เกิดการแสบกายร้องจ้าขึ้นมา การที่เด็กออกจากท้องแม่ร้องขึ้นมานั้นไม่ใช่อะไร เพระการเจ็บแสบจากการกระทบอากาศ และตอนนี้เราช่วยอะไรไม่ได้เลย ร่างกายเต็มด้วยเลือดฝาด เราก็ล้างไม่ได้ รู้เหมือนกันว่ามันสกปรกเราก็ช่วยตัวเองไม่ได้ นี่มีความลำบาก จะหิวก็บอกเขาไม่ได้ จะหนาวจะร้อนก็บอกเขาไม่ได้

ปวดอุจจาระปัสสาวะ เดินไปถ่ายไม่ได้ก็ต้องนอนถ่ายที่นั่น ร่างกายก็เต็มไปด้วยเปลือกตม คืออุจจาระและปัสสาวะอันเป็นสิ่งโสโครก ฝ่ายแม่จะรู้ว่าเราหิวก็ต้องร้อง และการที่ร้องมานั้นแสดงว่ามันทนไม่ไหวหิวจนแสบท้องจึงจะกิน หนาวเกือบแย่พ่อแม่ยังไม่รู้ว่าเราหนาว กว่าจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราร้องออกมาเสียแล้วมันหนาวเต็มทน เวลาร่างกายของคนเกิดอาการป่วยไข้ไม่สบายพ่อแม่ก็ไม่รู้อีก ก็ต้องดูอาการของกาย อย่างเราปวดท้องก็แสดงว่ามือเท้ามันกำ อย่างนี้เป็นต้น

กำมือกำเท้าแสดงถึงการปวดท้องและอาการอย่างอื่นปรากฏอีก นี่เป็นเรื่องของแพทย์ จำขี้ปากแพทย์เขามาพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกว่าเราจะโตขึ้นมาได้มันก็แสนจะลำบาก กว่าจะถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาวนี่ย่ำแย่เต็มที นี่พูดกันถึงสภาวะแห่งการเกิด เราไม่ได้มาพูดกันว่า กายคตานุสติกรรมฐาน อันนี้เทวดาเขาไม่เป็นยังงั้น เวลาเขาเกิดขึ้นมาแล้วเขาเป็นหนุ่มเป็นสาวทันที หน้าตาอ่อนๆ คล้ายๆ กับหนุ่มสาววัย ๑๓, ๑๔ นี่ว่าร่างกายสมบูรณ์

แล้วเกิดขึ้นมาแล้วเขาไม่มีการแก่ ร่างกายไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความหิว ไม่มีการกระหาย ไม่มีอะไรทั้งหมด การปวดเมื่อยก็ไม่มี โรคภัยไข้เจ็บก็ไม่มี การปวดอุจจาระปัสสาวะก็ไม่มี เมืองเทวดานี้ไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือหาส้วมไม่ได้ เทวดาไม่มีส้วม ก็เพราะอะไร เพราะว่าอาหารหยาบที่เทวดากินเข้าไปไม่มี เทวดามีความอิ่มของบุญ คำว่าบุญที่เทวดาอิ่มในที่นี้ ลูกหลานที่รัก ก็เพราะว่าผลทาน การให้ในสมัยที่เราเป็นมนุษย์อยู่นี้ เราให้ทานการกุศล ให้ทานแก่สัตว์ก็ดี ให้ทานแก่คนก็ดี ถวายทานแก่ภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาก็ดี เป็นปัจจัยให้เราอิ่มในสวรรค์

เวลาเราเกิดเป็นเทวดาแล้วเราก็อิ่ม เรามีความสุข แต่ทว่าความอิ่มในการให้ ความสุขในการให้ย่อมไม่สม่ำเสมอ คือมีผลไม่เสมอกัน แต่นี้สำหรับเทวดาที่มีวิมานอยู่ได้ก็เพราะว่ามีปัจจัยในการสร้างวิหารทาน แต่ว่าเทวดาองค์นี้นั้น นางฟ้าผู้เป็นเจ้านาย ปรากฏว่าในตำนาน เนื้อเรื่องราวที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ ในเรื่องเนมิราช ท่านมาตลีเทพบุตรไม่ได้ประกาศว่านางฟ้าคนนี้ได้สร้างวิหารทานไว้ในพระพุทธศาสนา แล้วก็ทำไมจึงได้เป็นเทวดากับเขาได้ และก็มีวิมาน

ข้อนี้ก็จะอธิบายให้ลูกหลานฟัง ความจริงการที่นางได้วิมานอย่างนี้ก็เพราะว่า ท่านมหาเศรษฐีผู้เป็นนายได้สร้างวิหารถวายไว้แก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์นี้หรือว่าพระองค์อื่น ตะนี้การที่ถวายจตุปัจจัยหรืออของใช้เท่าที่จะพึงมีของนางคนนี้ หรือว่าเทวดาองค์นี้ นางฟ้านี่นะ เธอไม่มีอะไรเพราะเป็นลูกของทาส มีของนิดๆหน่อยๆ ก็ถวายพระผู้เป็นเจ้าด้วยความยินดี

นี่ตามพระบาลีหรือว่าท่านมาตลีเทพสารถีท่านอธิบายให้ท่านเนมิราชฟัง ว่าเธอนี่มีความรู้สึกรักในพระ คำว่ารักนี่ไม่ใช่ว่าอยากได้พระเอามาเป็นผัวนะ เขารักพระเขาไม่ใช่รักหนุ่ม มีความรักในพระองค์นี้ คล้ายๆ กับมารดารักบุตร แล้วก็ไม่ใช่ตั้งตัวว่ามาเป็นแม่ของพระ ไม่ใช่เป็นอย่างงั้น มารดาที่มีความรักในบุตรน่ะ ก็มีความปรารถนาดีในบุตรอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะให้ลูกมีความลำบาก พ่อแม่ทุกคนมีความรักลูกกว่าชีวิต

ตามพระบาลีที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ปุตตัง ชีวี ห่วงลูก ผูกคอ มีพ่อแม่ที่มีความรักในลูก เวลาจะกินอะไรเข้าไปละก็นึกถึงลูกก่อน ถ้าของมันน้อยพอที่พ่อแม่จะกินได้อย่างสบายๆ ก็กลืนไม่ลง ก็เกรงว่าลูกหญิงลูกชายจะไม่ได้กิน นี่พ่อแม่มีความรักลูกแบบนี้ สู้เสียสละชีวิตคือความสุขของตนเพื่อลูก ฉะนั้นบรรดาลูกหลานที่รัก กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้จำไว้ให้ดีนะ จงอย่าเห็นใครดีกว่าพ่อกว่าแม่ เพราะพ่อแม่น่ะเป็นผู้ทรงพระคุณใหญ่

หากว่าท่านไม่มีความเมตตาในเรา ท่านปล่อยให้เราตายเสียตั้งแต่อยู่ในท้องก็ยังได้ เพราะอาหารเผ็ดจัดๆ ร้อนจัดๆ เค็มจัดๆ เปรี้ยวจัดๆ ท่านทำงานทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงเรา เราก็จะได้รับความกระทบกระเทือนถึงตาย หรือมิฉะนั้นท่านก็ตั้งใจอุ้มท้องมาจนครบ ๑๐ เดือน เมื่อเราเคลื่อนออกจากครรภ์ของมารดา ทั้งพ่อทั้งแม่ถ้าไม่มีความรักในเรา ท่านก็ปล่อยเรา ไม่เลี้ยงเราเสียเท่านี้เราก็ตาย นี้ขึ้นชื่อว่าพระคุณใหญ่ของบุคคลผู้ใดก็ตามจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพ่อแม่ไม่มี

ลัทธิอัปรีย์ที่เขาบอกว่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ไม่มีความหมาย ลูกหลานที่รักจงอย่าไปจำไว้ นั่นเป็นอารมณ์จังไรของคน คนที่ไม่รู้จักตน แต่ตัวเองก็บังเอิญไปมีลูกเข้า ถ้าลูกเต้าของตนเองกลายเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณตน คือ ไม่รู้คุณของตนเองนะสมมุติว่าเขาไปมีลูก และลูกกลับมาพูดว่าพ่อแม่ไม่มีความหมาย เท่านี้เขาจะเสียใจขนาดไหน เพราะว่าเขาต้องเสียสละความสุขเพื่อลูกนับประมาณมิได้

ฉะนั้นบรรดาลูกหลานที่รักทั้งหลาย จงตั้งไว้ในความกตัญญูรู้คุณ ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ถ้าจะแปลแบบภาษาไทยชัดๆ ท่านบอกว่าคนที่มีความกตัญญูรู้คุณของบุคคลผู้มีคุณ แล้วสนองคุณท่านตอบ คือทำความดีตอบ ไม่ใช่ทำความชั่วตอบ ท่านกล่าวว่าบุคคลนั้นเป็นคนดี นี่องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า คนผู้มีความกตัญญูรู้คุณน่ะเป็นคนดี ฉะนั้นขอให้บรรดาลูกหลานที่รักทั้งหมดจงทำตนเป็นคนดี

ตามกระแสพระสัทธรรมขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราเป็นคนดีรู้คุณบิดามารดาแล้ว เราจะไปทางไหนเราก็ไม่อดตาย เพราะอะไร เพราะว่าคนทั้งหลายในโลกเขานิยมคนดี พ่อแม่อันเป็นที่รักยิ่งเป็นผู้ให้ชีวิตของเรา ถ้าเราไม่ยอมรับนับถือ ไม่ยอมเคารพ เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีความสำคัญ คนที่เขารู้ข่าวนี้นั้นเข้า ไม่มีใครเขาอยากคบเรา เขาจะคิดว่าแม้แต่พ่อแม่ของตนเองเป็นผู้ให้ชีวิต ให้กำเนิดมา และก็อุปการะด้วยประการทั้งปวง

เรายังอกตัญญูไม่รู้คุณท่าน ยังทำลายจิตใจทำลายความสุขของท่านได้ แล้วเขาเป็นใคร เขาเองเขาไม่ใช่พ่อเขาไมใช่แม่ และเขาจะไปรับเลี้ยงเราได้ยังไง ถ้าเขาเลี้ยงเราเข้า เราก็จะเป็นคนอกตัญญู ทำลายความดีของเขา ไม่มีใครเขาคบ ข้อนี้บรรดาลูกหลานที่รักจำไว้ให้ดี ถ้าเราอยากจะเป็นคนดีละก็ ต้องเป็นคนกตัญญูรู้คุณพ่อรู้คุณแม่ พ่อแม่ตักเตือนสั่งสอนจำเอาไว้ พ่อแม่ทุกคนไม่ประกาศตนเป็นศัตรูกับลูก พ่อแม่ทุกคนเป็นมิตรที่ดีสำหรับลูก

ดีไม่ดีก็เหมือนกับเป็นลูกหนี้ของลูก ลูกต้องการอะไรถ้าสิ่งนั้นไม่เกินวิสัย พ่อแม่ก็ต้องหาให้ทุกอย่าง เวลาลูกจะเรียนหนังสือ เปิดเทอมครั้งใหม่พ่อแม่ไม่มีเงินไม่มีทองที่จะจ่ายให้แก่ทางโรงเรียนเขาได้ ก็จะซื้ออุปกรณ์การศึกษาได้ ดีไม่ดีของที่มีอยู่ต้องไปจำนำจำจอง ของที่มีราคาแพงก็จำนำได้ในราคาถูก และก็ต้องหาเงินเพิ่มจากอัตราที่ได้เงินมาคือดอกเบี้ยไปถ่ายของคืนมา นี่แหละ บรรดาลูกหลานที่รัก บูชาพ่อบูชาแม่ไว้นะ

จงอย่าไปบูชาคนชั่วที่เขาทำตัวเป็นคนอัปรีย์ ไม่รู้ความดีของคุณพ่อคุณแม่ อย่าไปเชื่อเขา นี่เรามาพูดกันถึงว่าการเป็นเทวดาไม่ต้องเกิดเหมือนคน เกิดเหมือนกันแต่เขาเรียกกันว่า อุปปาติกะ หรือ โอปปาติกะ มันก็ใช้ได้เหมือนกัน อุปปาติกะเขาแปลสระอุเป็นสระโอ ภาษาบาลี แล้วโอปปาติกะก็ได้ หรือ โอปปปาติกะก็ได้ การพูดแบบนี้ก็กันไม่ให้ลูกหลานจะได้ไม่ต้องไปเถียงกับเขา ตะกี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็มีร่างกายเต็มตัว เป็นหนุ่มเป็นสาวทันที

หนุ่มสาวแค่ไหน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการแก่ไปอีก ไม่มีการทรุดโทรม ร่างกายไม่เหม็น ไม่ต้องอาบน้ำอาบท่า ร่างกายของเทวดาหอมอยู่ตลอดเวลา ตะกี้มาพูดกันถึงว่านางเทพธิดาองค์นี้ ที่มีวิมานอยู่ได้เพราะอาศัยอะไรเป็นปัจจัย เพราะตามพระลาลีไม่ได้เคยบอกเลย ว่านางเคยไปสร้างวิหารทานที่ไหน อันนี้ก็จงอย่าลืมว่าท่านมหาเศรษฐีที่บูชาพระองค์นี้ ท่านสร้างสถานที่อยู่ของพระ ท่านสร้างสถานที่อยู่ให้เป็นปัจจัยให้ได้วิมาน

เมื่อนางเป็นลูกของทาสมีของนิดๆ หน่อยๆ พลอยที่จะสร้างกับเขาได้ เขาลงทุนกันแสนบาทแต่ว่านางมีสตางค์อยู่ไม่ถึงสลึงก็พลอยผสมกับเขา อันนี้แหละลูกหลานที่รัก เป็นปัจจัยให้เธอมาได้วิมาน และก็วิมานนี้เป็นวิมานทองคำเสียด้วย สวยเหลือเกิน มียอดตั้ง ๕ ยอด ร่างกายของนางฟ้าก็สวย อีตอนนี้ก็บรรดาลูกหลานที่รักจำไว้ด้วยว่า พระองค์นี้ท่านมหาเศรษฐีนิยม และก็มีความเคารพ เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และเป็นพระที่มีจริยาวัตรดี มีศีลบริสุทธิ์ แต่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์

ถ้าเราจะกล่าวกันถึงตามปกติของความเป็นพระก็คือพระหางแถว ไม่ใช่พระหัวแถวหรือพระกลางแถว บุญญาธิการที่ถวายพระองค์นี้จึงได้น้อยไป ตะนี้การถวายทานในพระพุทธศาสนานะลูกหลานที่รัก เมื่อตอนต้นนี้ได้พูดพาดพิงเข้าไว้ ว่าการให้ทานเป็นปัจจัยให้มีความอิ่ม ไม่ต้องมานั่งเปิบข้าวบนสวรรค์ ร่างกายอิ่มอยู่ตลอดเวลา นี่การบำเพ็ญกุศลจรรยาสัมมาปฏิบัติให้ทานนั้นมีผลไม่เสมอกัน จะพูดให้ฟังแต่เพียงย่อๆ

ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านกล่าวว่าการให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉานมีผล ๑๐๐ เท่า ถ้าเราให้ทานด้วยการตัดชีวิต หมายความว่า ข้าวที่กำลังกินอยู่ ขนมที่กำลังกินอยู่ เห็นสุนัขเดินมา เห็นปลาว่ายน้ำมา เห็นมดคลานมา มันหิวเราก็แบ่งให้ ชื่อว่าเป็นการตัดชีวิต เชือดเฉือนอาหารที่เรากำลังจะกินอยู่พอดิบพอดีกับท้องหรือมันจะเหลือบ้างก็ตามใจ แต่มันเป็นอาหารเฉพาะอย่างเราให้ อย่างนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาบอกว่ามีผล ๑๐๐ เท่า

แต่ว่าผล ๑๐๐ เท่าท่านหมายความว่าอย่างไรยังไม่อธิบายให้ลูกหลานฟัง จำไว้ และท่านก็พูดต่อไปว่าการให้ทานกับสัตว์รัจฉาน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับให้ทานคนที่ไม่เคยมีศีลเลย ๑ ครั้ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ของอบายภูมิ ยังไม่พ้นกลิ่นจากบาป ไม่พ้นขอบเขตของบาป ยังเสวยผลจากความชั่วอยู่ สัตว์เดรัจฉานทุกตัวก็คือคน คนที่ทำชั่วไปตกนรก พ้นจากนรกมาเป็นเปรต พ้นจากเปรตมาเป็นอสุรกาย พ้นจากอสุรกายมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นอันว่าสัตว์เดรัจฉานยังอยู่ในขอบเขตของอบายภูมิ จึงมีผลน้อยไป นี่พอจะพ้นจากสัตว์เดรัจฉานแล้วมาเป็นคน

อีตอนนี้ผลของความดี คนที่เกิดจะมาเกิดเป็นคนได้จะต้องมีศีล ๕ มีกรรมบท ๑๐ เคยให้ทานการกุศล มีการให้ทานแก่คนที่ไม่มีศีลเลย ๑ ครั้ง จึงมีผลมากกว่าการให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน ๑๐๐ ครั้ง แต่ว่าลูกหลานที่รัก จงอย่าลืมนะว่า สัตว์เดรัจฉานนี่เราควรจะปรานี ให้ทานไว้เสมอๆ จิตใจของเราเป็นจิตใจที่เสียสละ จะเป็นปัจจัยให้เราเกิดเป็นเทวดาได้ และก็เป็นการป้องกันนรกได้ ถ้าจิตใจของเราห่วงใยสัตว์เดรัจฉานที่เราสงเคราะห์ การสงเคราะห์สัตว์เดรัจฉานก็ควรจะสงเคราะห์ไม่ให้มีขอบเขต

จะเป็นสัตว์ประเภทไหนเราเลี้ยงอยู่หรือเราไม่ได้เลี้ยงอยู่ก็ตาม เราจะไปเจอะตามถนนหาทางก็ตาม ถ้าเห็นว่ามันหิว ถ้าเราควรจะแบ่งปันความสุขได้ เราก็ให้ไป ให้ด้วยเจตนาที่ไม่หวังผลในการตอบแทน อย่างนี้เป็นบุญ คำว่าบุญ คือความดี แสดงว่าน้ำใจของเรามีน้ำใจดี แล้วต่อไปองค์สมเด็จพระชินสีห์กล่าวว่า การให้ทานกับคนที่ไม่มีศีลเลย ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับการถวายทานกับท่านที่มีศีลบริสุทธิ์ ๑ ครั้ง นี่ถวายทานกับท่านผู้มีศีลบริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง ก็มีผลไม่เท่ากะถวายทานแก่ท่านผู้มีศีลปฏิบัติเพื่อโสดาปฏิมรรคโสดาปฏิผล ๑ ครั้ง

สำหรับท่านที่ปฏิบัติเพื่อพระโสดาปฏิมรรคนี่ ลูกหลานที่รัก ก็ได้แก่ท่านที่เจริญสมถะกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานมุ่งเพื่อพระนิพพานด้วยความจริงใจ และก็ปฏิบัติถูกตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สอนไว้ ไม่ใช่ปฏิบัติส่งเดชผิดๆ ถูกๆ อย่างนี้ เรียกว่าปฏิบัติเพื่อท่านพระโสดาปฏิมรรค นี่ถวายทานแก่ท่านที่ปฏิบัติเพื่อพระโสดาปฏิมรรค ๑๐๐ ครั้ง ก็มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่พระโสดาปฏิมรรค ๑ ครั้ง

นี่ถ้าถวายทานแก่พระโสดาปฏิมรรค ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่พระโสดาปฏิผล ๑ ครั้ง นี่ถวายทานแก่ท่านพระโสดาปฏิผล ๑๐๐ ครั้งก็มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่ท่านพระสกิทาคามีมรรค ๑ ครั้ง ถวายทานแก่พระสกิทาคามีผล ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่พระอนาคามีมรรค ๑ ครั้ง ถวายทานแก่พระอนาคามีมรรค ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถายทานแก่ท่านพระอนาคามีผล ๑ ครั้ง นี่ถวายทานแก่ท่านพระอนาคามีผล ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่พระอรหัตมรรค ๑ ครั้ง

ถวายทานแก่พระอรหัตมรรค ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่ท่านพระอรหัตผล ๑ ครั้ง ถวายทานแก่ท่านพระอรหัตผล ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแก่ท่านปัจเจกพุทธเจ้า ๑ ครั้ง ถวายทานแก่ท่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่าถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ ครั้ง ถวายทานแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่าถวายสังฆทาน ๑ ครั้ง นี่ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายวิหารทาน ๑ ครั้ง

สำหรับลำดับทานนี่บรรดาลูกหลานที่รัก ที่บอกไว้อย่างนี้ก็เพื่อจะได้จำไว้ ว่าการท่องเที่ยวไปในสวรรค์หรือที่เรียกกันว่าทัศนาจรสวรรค์ ตามมาตลีสารถีเทพบุตรที่นำท่านพระเนมิราชไป ไปชมสวรรค์ และถ้าหากว่าท่านชมแค่ไหนหมดระยะกาลแล้วท่านกลับ หลวงตาก็จะพาชมต่อไปจนกว่าจะจบเขตของสวรรค์ ของพรหมโลก จบเขตของพระนิพพาน ไปมันให้หมด เพราะว่าเขาอยากว่าโกหกนี่ ก็โกหกมันให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ว่าเรื่องก่อนเรื่องไตรภูมิที่พระมหาวีระเขียนไว้ เขาบอกว่าโกหกก็มีจริงก็มี เรื่องมันก็เป็นความจริง ไอ้เรื่องจริงๆ ทุกอย่างจะมาพูดกันไม่ได้มันต้องโกหกกันบ้าง อย่างที่บอกว่าเวลานี้นอนค้างกันอยู่ที่นรกขุมนี้สัก ๗ วัน นี่ความจริงมันไม่ได้นอนไม่ได้เนิน มันเป็นสำนวนของการพูด ท่านบอกว่าโกหกมันก็เป็นเรื่องจริง และก็เชื่อว่าโกหก แต่เรื่องนั้นโกหกไม่เต็มสำนวน คือไม่เต็มอัตรา ว่าภาคของสวรรค์ไปพูดกันไว้ไม่จบ ก็มีหลายท่านมีจดหมายประมาณซัก ๓๐๐ ฉบับ ต่อว่ามาบอกว่า เวลาเรื่องของนรกละก็พูดละเอียด เวลาเรื่องของสวรรค์พูดน้อยนิดเดียว

สำหรับเรื่องฤาษีทัศนาจรโดยฤาษีลิงดำนี้สิถึงจะพูดกันถึงใจ พระเจ้าท่านจะมาพูดกันอย่างงี้ไม่ได้ เอาลิงพูดกันดีกว่า เรามาพูดกันแบบลิงๆ เอาละโกหกกันให้มันเต็มที่ เวลานี้เป็นอันว่าท่านมาตลีสารถีกำลังจะเคลื่อนไป แต่ก่อนที่มาตลีสารถีท่านจะเคลื่อนรถไป ก่อนที่จะตามท่านไปก็ขอบอกลูกหลานทั้งหลายไว้ด้วยว่า ที่นางเทพธิดาผู้เคยเป็นลูกของนางทาสี คือทาสของท่านมหาเศรษฐีได้บำเพ็ญบารมีสร้างความดีในพระสงฆ์ มีความรักในพระสงฆ์เหมือนกับแม่รักลูก

มีความหวังดีด้วยประการทั้งปวง แต่จะขาดอยู่สักอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีโอกาสอุ้มพระสงฆ์ ไม่มีโอกาสให้พระสงฆ์เข้ามากินนม ไม่มีโอกาสเข้าไปชำระอุจจาระปัสสาวะของพระสงฆ์ทั้งกาย ทั้งนี้ทำไม่ได้เพราะเธอเป็นผู้หญิงและโอกาสนั้นก็ยังไม่มี และสิ่งที่มีก็คือมีความห่วงใยในพระสงฆ์เหมือนแม่ห่วงลูก เห็นหน้าเข้ามีอะไรบ้างที่พอจะเหลือกินเหลือใช้ หรือบางทีมันไม่ทันจะเหลือ เขาให้ไว้เห็นว่าเป็นของดี คิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เรากินก็หมดไปเปล่าๆ เอาถวายพระดีกว่า

จึงได้ตั้งหน้าตั้งตาถวายพระเข้าไว้ ก็เป็นปัจจัยแห่งความดีของเธอ ให้เธอมาเกิดเป็นนางฟ้าเป็นเจ้าของวิมาน และสิ่งที่ได้วิหารทานก็เพราะว่าท่านมหาเศรษฐีสร้างสถานที่อยู่ให้พระ เธอก็ผสมผสานให้แก่เขาบ้างนิดๆ หน่อยๆ และก็ขวนขวายในกิจการงาน คือช่วยเขาหยิบโน่น ช่วยเขาหยิบนี่เป็นภาระ อย่างนี้จึงได้มีปัจจัยได้วิมานทองคำกับเขา ก็ชื่อว่าเป็นความดีเป็นกรณีพิเศษ เคยช่วยสร้างวิหารทานไว้ในขอบเขตของพระพุทธศาสนา

แล้วลูกหลานก็จงอย่าลืมว่าพระที่ท่านมหาเศรษฐีถวายนี่เป็นพระกัลยาณชน หรือสาธุชนธรรมดาไม่ใช่พระอริยะเจ้า ที่เรียกว่าสาธุชนก็เพราะว่าเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ นี่เรียกว่ากัลยาณชนก็เพราะว่ามีสมาธิบ้างพอสมควร เป็นในนามของพระที่ปฏิบัติเพื่อพระโสดาปฏิมรรค ยังไม่ใช่พระโสดาปฏิมรรค นี่การถวายทานแก่พระประเภทนี้มีความดีถึงขนาดนี้ บรรดาลูกหลาน ฉะนั้นถ้าหากว่าบรรดาลูกหลานบำเพ็ญทานบารมีในพระสงฆ์ที่มีความดียิ่งไปกว่านี้ จะมีความดีขนาดไหน

แล้วบรรดาลูกหลานจะได้ฟังกันต่อไป เหลียวไปดูทางซ้ายรู้สึกว่าท่านมาตลีสารถีเทพบุตรกำลังนำรถทิพย์ คือเวชยันต์ราชรถ ซึ่งปรากฏว่าเป็นรถประจำของพระอินทร์เคลื่อนต่อไปอีกแล้ว อ้า ลูกหลานที่รักเหมือนดวงแก้วประจำใจของหลวงตา ตามหลวงตาไปนะ หลวงตาเป็นลิง ถ้าลูกชายลูกหญิง หลานชายหลานหญิง ถามว่าหลวงตาเป็นใครละก็ บอกว่าหลวงตาท่านเป็นลิง ท่านใช้ภาษาว่าเจี๊ยกคร่อกๆๆ อย่างนี้ไม่ใช่หลอกใคร คือเป็นภาษาลิงธรรมดาเท่านั้นเอง

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/9/14 at 19:35 [ QUOTE ]


4
ตอนที่ 4


เวลานี้ท่านมาตลีเทพสารถีกำลังขับรถเคลื่อนขึ้นไปใกล้วิมานอีกหลังหนึ่ง วิมานหลังนี้ปรากฏว่าเป็นวิมานที่ โอ้โฮ ลูกหลานเอ๋ย เขาเรียกว่าวิมานอะไร วิมานทั้ง 7 แหมนึกว่า 7 ยอด แกนั่งอธิบาย นี่ฟังแกอธิบายให้ท่านมาตลีเทพบุตรฟัง แกชี้ให้ดูโบ๊ๆ เบ๊ๆ ตามภาษาเทวดาช่างพูด เพราะว่าโชเฟอร์ของพระอินทร์นี่เขาต้องเป็นยังงั้น ตามธรรมดาคนขับรถทั้งหลายเขาต้องรู้ช่องทางทั้งหมด ว่าที่ไหนจะไปไหน ถ้าเจ้านายจะสั่งว่านี่ฉันจะไปที่โน่นนะ คนขับรถเขาจะรู้ทางทันที นี่ท่านมาตลีก็เหมือนกัน

มาตลีเทพสารถีเป็นเทพบุตร อ้านี่กำเนิดเดิมมาจากไหน บรรดาลูกหลานที่รักก็จงอย่าพึ่งรู้เลย เรามารู้กันทีหลังดีกว่า นี้ท่านมาตลีนำท่านเนมิราชบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอไปเจอะกลุ่มวิมานๆ หนึ่ง มีวิมานถึง 7 หลัง วิมาน 7 หลังนี่ท่านเนมิราชมองดูแล้วก็คิดในใจ ท่านนึกในใจนะ เอ การคิดในใจนี่มีใครเขารู้ด้วยไหม บรรดาลูกหลานที่รัก สภาวะแห่งความเป็นทิพย์ คือเขารู้กัน การท่องเที่ยวไปในสวรรค์ก็ดี ในพรหมโลกก็ดี เราต้องใช้อารมณ์เป็นทิพย์ทั้งหมด

ถ้าไปด้วยอำนาจของอภิญญาสมาบัติชั้นสูง คืออภิญญา 6 เขาก็เข้าอะไรล่ะ วาโยกสิณ คำว่าวาโยนี่แปลว่าลม เข้าวาโยกสิณ อธิษฐานให้ตัวเบาแล้วก็เหาะไป เหาะไปด้วย ความจริงเอากายเนื้อไปด้วย แต่อารมณ์ใจทั้งหมดเป็นทิพย์ ส่วนอารมณ์ที่เป็นโลกีย์วิสัยหายไป วาโยกสิณปลิดทิ้งไปเสีย อย่างงี้ใครจะมีความรู้สึกยังไงก็ตาม รู้ชัดหมดเหมือนกะเขาพูดให้ฟัง

ถ้าหากว่าเราจะอยู่ในยามปกติ อยู่ที่บ้านเราก็ตาม อยู่ในป่าก็ตาม อยู่บ้านร้างก็ตาม อยู่ในเขาในถ้ำก็ตาม อยู่ในวัดก็ตาม ถ้าเราต้องการจะรู้จิตใจคน ความดีความชั่วความรู้สึกนึกคิดของคน เขาก็ใช้เจริญปริยัติญาณ อันนี้พระวิชา 3 ขึ้นไปใช้ได้ คือที่เรียกว่าทิพยจักขุญาณนั่นเอง ทำอารมณ์ให้เป็นทิพย์ แล้วก็มีความรู้สึก รู้หมด ว่าใครเขาคิดอะไร คิดดี คิดชั่ว คิดร้าย คิดไม่ร้ายยังไงก็รู้หมด มีกิเลสแค่ไหนก็รู้

เพียงแต่ได้ยินชื่อว่าท่านผู้นั้นผู้นี้ชื่ออะไรก็ตาม เพียงเท่านี้ผู้ที่มีเจโตปริญัติญาณหรือว่ามีทิพยจักขุญาณคล่องแคล่ว เขาจะทราบได้ทันทีว่าคนนี้บรรลุมรรคผลแค่ไหน มีความดีความชั่วเป็นประการใด อย่างนี้ซิลูกหลานที่รัก โกหกเขาไม่ได้ แต่ว่าท่านที่จะมีความดีอย่างนี้ ก็ต้องเป็นท่านที่ละจากโลกธรรม คือ ไม่ติดในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ สุข

ไม่ใช่มานั่งคุยว่าอีกชั้นเดียวนี้ ฉันจะเป็นเจ้าคุณชั้นสามัญแล้ว ฉันจะเป็นเจ้าคุณชั้นราช ฉันจะเป็นเจ้าคุณชั้นเทพ ฉันจะเป็นเจ้าคุณชั้นธรรม ฉันจะเป็นเจ้าคุณชั้นพรหม ฉันจะเป็นสมเด็จ ฉันจะเป็นสมเด็จพระสังฆราช ถ้าอารมณ์อย่างนี้ละก็บรรดาลูกหลานที่รักใช้อารมณ์ที่เป็นทิพย์ไม่ได้ แต่นี้ถ้าหากว่าจะถามว่าบรรดาพระราชาคณะทั้งหลาย และท่านที่มีพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้งถวายยศ

พระประเภทนี้ทั้งหมดท่านไม่สามารถจะรู้บ้างเลยเชียวรึ อย่างนี้ก็ต้องขอตอบว่า ถ้าหากว่าพระมหากษัตริย์ทรงถวายด้วยความเคารพ และก็ท่านเองไม่ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ถือว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงถวายก็ยอมรับ รับเพื่อเป็นการสนองศรัทธาของพระองค์ แต่ด้วยจิตใจจริงๆ แล้วก็ทรงความเป็นพระสงฆ์เต็มที่ ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ก็ทำได้เหมือนกัน

เพราะจิตใจท่านไม่ติดใจในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ได้ลาภมาแล้วก็ทำลาภให้เป็นประโยชน์ ในส่วนสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่มาสะสมไว้ เวลาตายปรากฏว่ามีพินัยกรรมให้ใครตั้งสามสิบสี่สิบล้าน หรือว่าเวลาตายแล้วปรากฏว่ารุ่มร่ามในเรื่องการเงิน ถ้าเป็นประเภทนี้ละก็ อย่าว่าแต่รู้จิตใจคนมีอารมณ์เป็นทิพย์เลย จะเกิดเป็นมนุษย์ก็ยังเกิดไม่ได้ ที่อยู่ก็ต้องโน่น อเวจีมหานรก

จำให้ดีนะบรรดาลูกหลานที่รัก เวลาเราจะไหว้พระละก็นึกถึงว่า นี่เราไหว้พระพุทธเจ้า นี่เราไหว้พระอริยสงฆ์ เราไม่ได้ไหว้พระที่เมาไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นี้เวลาจะทำบุญกับพระก็ควรจะเลือก เลือกเนื้อนาบุญ คือว่าอย่าทำบุญส่งเดชไป ถ้าเราไปทำบุญกับพระ หรือว่านักบวชในพระพุทธศาสนาที่ไม่ยอมเคารพในพระสัทธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านพวกนี้ถือว่าเป็นผู้ทำลาย พระพุทธศาสนาก็จะกลายเป็นให้กำลังกับโจร ปล้นพระศาสนา ทำลายศาสนาให้พินาศไป เอาลืมบอกลูกหลานไปว่า ตอนนี้เป็นตอนที่ 4 ตอนไหนก็ช่างเถอะ หนังสือที่เขาเขียนเขาก็บอกกันเอง ตอนนี้เป็นตอนที่ 4 นี่นะ และก็มาเจอะวิมาน 7 หลัง และก็ท่านผู้อยู่ในวิมานก็มีบุญญาธิการมาก คือว่าบุญญาธิการใดๆ ตามพระบาลีท่านว่ายังไง นี่เราพูดกันตามพระไตรปิฎกนะ

ในพระสุตตันตปิฎกขุททกนิกาย เวลาคุยกันท่องเที่ยวไป ความจริงไม่ได้เหาะไปไหน ที่หลวงตาทับสะแก แกบอกว่าโกหกน่ะ โกหกจริงๆ แต่ว่าขืนว่าจะท่องเที่ยวสงเดชไปก็จะกลายเป็นว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า นี่การท่องเที่ยวแบบนี้เราท่องเที่ยวกันตามพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่านว่ายังไงก็มาคุยกันตามนั้น และก็บอกว่าท่องเที่ยวไป

คือว่านำใจของบรรดาลูกหลานเที่ยว ไม่ได้นำตัวเที่ยว ตัวเองก็ไม่ต้องยกตัวไปไหน คือว่าใช้ใจไป จะใช้ไปตามกระแสพระสัทธรรมเทศนา ถ้าเรื่องนี้โกหกก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าโกหกด้วย ก็ตามใจเขาก็แล้วกัน แต่ว่าหลวงตาเองนะ ลูกหลานที่รัก ไม่ยอมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าโกหก พระพุทธเจ้าเทศน์แบบไหน ยอมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเทศน์ตามความเป็นจริง และการที่เราจะสอบสวนทวนพยานความรู้ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นของไม่ยาก

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราก็ใช้วิชา 3 ศีล 1 แล้วก็สอบสวนทวนพยายามตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาการที่จะปฏิบัติให้ได้ 1 ในวิชา 3 มันเป็นของไม่ยาก ลูกหลานที่รัก ถ้าอยากจะทำได้ก็ดูในคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานในส่วนของวิชา 3 จะเข้าใจชัด และก็ตั้งใจทำกันจริงๆ จงอย่าคิดว่าเราดีไม่เท่าคนอื่น ความจริงการเกิดมาเป็นมนุษย์ดีเท่ากันทุกคน ถ้าเราไม่มีความดี เราก็เกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้

นี่เราก็ต้องใช้ความดีที่เรามีอยู่ให้มันเป็นประโยชน์ เอาละมาคุยกันต่อไป วิมานทั้ง 7 อันมีบุญญาธิการที่ตกแต่งแล้วตามบาลีเขาว่าอย่างงั้น ส่องสว่างโชติช่วง เขาว่าอย่างงี้ บาลีว่าอย่างงี้ส่องสว่างและก็โชติช่วง ไอ้โชตินี่มันก็สว่าง และก็ช่วงก็หมายความว่ามีช่วงพอสมควร ไม่ใช่สว่างเต็มโลกเทวดา ตีความหมายเฉพาะศัพท์ลงไป และก็มีเทพบุตรผู้หนึ่งมีฤทธิ์มาก ท่านรู้ยังไงว่ามีฤทธิ์มาก

น่ากลัวเทวดาองค์นี้จะเหาะให้ท่านเนมิราชดูละมั้ง หรือไม่อย่างงั้นก็แลบลิ้นยาวไปตั้งโยชน์สองโยชน์ เปล่า ท่านไม่ได้ทำแบบนั้น ท่านนั่งนึกเอาเองล่ะ ท่านเนมิราชท่านบอกมีเทพบุตรองค์หนึ่งมีฤทธิ์มาก ประดับประดาไปด้วยสรรพาภรณ์ ไอ้ศัพท์แบบนี้ซิบรรดาลูกหลานที่รัก สรรพาภรณ์ตัดศัพท์ออกเป็น 2 ศัพท์ สรรพหรือว่าสัพพ

ถ้าภาษาบาลีเขาเรียกว่า สัพพ ภาษาสันสกฤต เป็น สรรพ ตัดอีกท้ายออกไปไว้ตัวพาน่ะ เอาตัว “อ” ใส่เข้ามาเป็นอาภรณ์ แล้วก็ประดับประดาอาภรณ์ครบถ้วนทุกอย่าง นี่มีบาตร มีตะลุ่ม มีรองเท้า และก็มีไม้เท้าทำด้วยไม้ไผ่ มีตาลปัตรเหมือนหลวงตาที่ตามไปรึเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวดูก่อน ดูกันไปก่อน นี่ท่านเนมิราชท่านนั่งนึกในใจ ท่านมองไป ท่านมาตลีเทพสารถีท่านขับรถเข้าไปใกล้ มองดูไปที่เห็นหมู่เทพธิดาแวดล้อม

แหม ไอ้เมืองนี้นี่มันไม่ดีอยู่อย่างนะ นางเทพธิดาแต่ละคนๆ น่ะ สวยบอกไม่ถูก ถ้าเลื่อนฐานะได้อย่างกะคนธรรมดานะ เราไม่ลำบาก เพราะอะไร เพราะว่านางเทพธิดาสวยๆ นี่ เทวดาอยากจะมีเมียมากๆ ก็แต่งตั้งนางเทพธิดาทั้งหมดให้เป็นเมียเสียก็หมดเรื่อง และก็ผลัดเปลี่ยนเวรกันไป เฮ้อะ สบายๆ แต่เทวดาเขาไม่ได้รุ่มร่ามแบบนั้นลูกหลานที่รัก หลวงตาเป็นลิงมันอดมีอารมณ์คิดอย่างลิงๆ ไม่ได้

แต่ลิงนี่ก็ไม่ใช่ลิงถุง ลิงอะไรก็ไม่รู้ ลิงไม่มีถุง ถ้ามีถุงก็ถุงรั่ว ลูกหลานที่รักเอาเงินเอาทองมาให้ เขาบอกว่านี่ค่ายารักษาโรค นี่เอาไว้กินไว้ใช้ รับเค้ามายัดเข้าไปในถุง ถุงมันรั่ว ไอ้เงินมันเลยกลายเป็นอิฐ เป็นปูน เป็นไม้ เป็นอาคารบ้านเรือนไปหมด นี่ทำอย่างนี้ก็เพราะอะไร เพราะว่าห่วงลูกหลานน่ะซี ถ้ากินไม่หมดแล้ว ดีไม่ดีลูกหลานจะไปบาปทีหลัง เพราะว่าอีตอนหลวงตาตายไปแล้วน่ะ ดีไม่ดีจะเกิดทำพินัยกรมให้ใครถึง 30 ล้านก็ยังได้

หรือว่าไอ้เงินมันจะเปลี่ยนมือไปกลายเป็นซื้อไร่ซื้อนาสาโทมา ดีไม่ดีก็ไปซื้อยศ พระเจ้าแผ่นดินน่ะท่านไม่ได้ขายยศ แต่เอาสตางค์ไปให้คนที่เขาจะขอยศให้น่ะ ราคาเป็นแสนๆ อย่างนี้ก็ยังจะทำได้ ถ้าทำแบบนี้ลูกหลานตกนรกหมด เพราะอะไรเพราะว่าคิดว่าหลวงตามันจะทำดี เห็นหัวล้าน หางยาว ขนเต็มตัว เอาหมวกฤาษีเข้ามาสวม สะพายบาตร สะพายย่าม

มือถือตาลปัตร ถือไม้เท้าที่ทำด้วยไม้ไผ่ยาวโหยงเหยง คิดว่าเจ้าลิงเก้งก้างนี่คงจะวิเศษวิโสเต็มที่ แต่ที่ไหนได้เป็นจอมลิงอัปรีย์ คือเป็นสัตว์นรก มีการบูชาสัตว์นรก ลูกหลานที่รัก ก็เราจะต้องเป็นสัตว์นรกไปด้วย เพราะจิตใจมันไม่สบายต่อภายหลัง ทางนี้เมื่อถูกเขาหลอกลวงเข้า อารมณ์มันก็เปลี่ยนแปลงจากความเลื่อมใสกลายเป็นการเกลียดชัง นี่ไอ้การเกลียดชังเกิดขึ้น อารมณ์มันก็วุ่นวาย กำลังใจไม่ดี กำลังใจก็เศร้าหมอง

พระพุทธเจ้ากล่าวว่าคนเราถ้าจิตใจเศร้าหมองเมื่อไร ตายแล้วก็ตกนรกเมื่อนั้น นี่หลวงตากลัวลูกกลัวหลานเล็กๆ ซึ่งกำลังเป็นเด็กจะเริ่มเป็นสัตว์นรกเสียตั้งแต่เล็กๆ พอโตขึ้นแล้วมันจะเปลี่ยนกำลังใจไม่ได้ ดีไม่ดีไปเจอะพระดีๆ เข้า ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้า ก็จะคิดว่าไอ้เจ้าหัวโล้นห่มผ้าเหลืองนี่ระยำเหมือนกันหมด

จะปรากฏว่า เออ ดีไม่ดีจะไปเดินขบวนกับเขาบ้างก็ยังได้ หรือว่าจะไปขอยศถาบรรดาศักดิ์ ที่เขาผลักเอาไปเขาดึงเอามากลับคืนมามันก็ไม่เกิดประโยชน์ อย่างนี้มันเป็นโลกธรรม ลูกหลานที่รัก ฉะนั้นสตุ้งสตางค์ของบรรดาลูกหลานที่รัก ที่ให้มาคิดว่าให้กินให้ใช้ตามสบายตามอัธยาศัย หลวงตาไปใช้ในส่วนที่เป็นสาธารณประโยชน์ละก็อย่าโทษเลยนะ นี่เขาบ่นจน ใครๆ เค้าจนชาวบ้านเขาขี้เกียจบ่นแล้ว

หลวงตาคนนี้มันไม่ดี สันดานมันชั่ว ไม่รู้จักรักตัว รักอย่างเดียวคือบุญกุศล แต่ก็มีคนหลายคนเหมือนกันเขาเกลียดน้ำหน้า เขาบอกว่าไม่มีการสำรวม อยากจะไปหาสักทีแต่ว่าได้ยินข่าวว่า ไม่มีสำรวม ไม่ควรแก่การเคารพ อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะลูกหลานที่รัก หลวงตาจะได้สบาย คนมามากเท่าไรหลวงตาก็เหนื่อยมากเท่านั้น หลวงตาน่ะต้องการอย่างเดียว

นั่นก็คือ คืออะไร นั่นก็คือ จิตดี จริยาภายนอกของคนที่เข้ามาหาก็ไม่ค่อยจะสนใจอะไรนัก แต่ก็นั่งสังเกตไว้เหมือนกัน ถ้าใครเขามาเป็นเจ้าเป็นนายละก็ อีตอนนี้น่ากลัวจะไม่ได้หรอกนะ แสดงตนเป็นนายฤาษีละก็เสร็จ เพราะว่าฤาษีนี้มันเป็นฤาษีลิง ไม่ใช่ฤาษีคน ถ้าแสดงตนเป็นนายฤาษีเข้ามาถึงจะเอาโน่น จะเอานี่ ไม่เป็นไปตามประเพณีที่เข้ามาหานักบวช

ถึงแม้ว่านักบวชจะเป็นนักบวชสัตว์เดรัจฉาน ที่บรรดาพระที่ดีเขาพากันจะไม่คบแล้ว ไม่มีใครเขาอยากคบด้วย เขาบอกไม่ไปสังสรรค์กะเขา ไม่ไปประจบประแจงเขา ไม่เอาเงินที่ลูกหลานให้มาเพื่อผลประโยชน์ในการบำเพ็ญกุศลไปให้เขาๆ จะได้ออกเป็นเงินกู้นี่ เขาเกลียดกันหมดแล้วลูกหลานที่รัก ไม่มีใครเขาคบ หลวงตาก็เลยสบาย ไม่ต้องไปประจบประแจงใคร

ไอ้เรื่องการประจบประแจงไม่ต้องพูดกัน และเรื่องกลัวใครรึ เลิกกลัวเสียแล้ว แต่กลัวอยู่คนเดียวเท่านั้นคือกลัวพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าตำหนิเมื่อไรหัวหดทันที ถ้าเจ้าพวกอัปรีย์ตำหนิไม่สำคัญ ไม่เดือดร้อน ถ้ามารุกรานจะใช้ระบบพม่า จำได้ไหมจำระบบพม่าได้ไหม ก็พระเดินขบวนพม่าล่อซะพรืดๆๆ สบาย 80 ศพ

เพราะว่าเจ้าหัวโล้นมันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอ้า ถ้าหากว่าเขาจะมาเดินขบวนกับหลวงตาบ้าง ลูกหลานคงจะสงสัยว่า ทำยังไง หลวงตาก็จะพรืดๆ บ้างสิ พรืดๆ แบบไหนล่ะ ปืนกลก็ไม่มี ปืนใหญ่ก็ไม่มี ปืนเล็กยาวก็ไม่มี ปืนลูกซองก็ไม่มี ก็จะพรืดๆ ด้วยวาจา บอกพวกแกเชิญไปอยู่ที่อื่น ฉันไม่พูดกะแก เจ้านักบวชสัตว์นรกนี้ไม่เอาด้วย

เพราะอะไร จะถามเขาบอกว่านี่แกเป็นอะไร แกยังมีพอใจอยู่ในความโลภรึเปล่า ต้องการยศฐาน์บรรดาศักดิ์รึเปล่า และพอใจในคำสรรเสริญรึเปล่า นิยมในกามสุขรึเปล่า แต่นี่ถ้าบังเอิญเขามียศติดมาด้วยแล้วก็สบาย จะเฉ่งพรืดให้เต็มที่เลย นี่ขอประกาศให้ทราบด้วยนะ ว่าบรรดาท่านทั้งหลายที่มียศทั้งหลายน่ะ แล้วก็แบกเอายศเข้ามาในอาศรมฤาษีลิงดำ บอกให้ทราบด้วยว่าไอ้ลิงตัวนี้มันไม่นิยมยศ อย่าลืมนะนิยมอย่างเดียวคือจิตสะอาด

และถ้าหากจะถามว่ามันรู้รึ ก็ขอบอกโดยตรงว่าอย่าว่าแต่เห็นตัวเลยนะ เพียงแต่ได้ยินชื่อเท่านั้นมันก็รู้แล้วว่าจิตสกปรกหรือว่าจิตสะอาด นี่พูดเปิดโปงกันเลย เพราะเวลานี้บรรดาตัวระยำทั้งหลายที่มีใจเลวๆ แต่ก็ปลอมตัวเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เยี่ยมกายเข้ามาในเขตนี้บ่อยๆ บางทีตัวไม่มาแต่เสียงมา มีข่าวมา หาว่าจะทำอะไรก็ไม่มีการสังสรรค์ไม่ปรึกษาหารือ อันนี้ความจริงเขาไม่ได้เชิญให้เสือกเข้ามายุ่งนี่

นี่ท่านประเสริฐศรีท่านอ่านท่านคงจะนึก เอาอีกแล้ว ท่านมาขอร้องเข้าไว้ ท่านพลโทประเสริฐศรีนะ ดูเหมือนจะเป็น ม.ร.ว. หรือจะเป็น ม.จ. ก็ไม่รู้ น่ากลัวจะเป็น ม.จ. ละมั้ง ท่านพลโท ม.ร.ว.ประเสริฐศรี ชยางกูร หรือว่าท่านพลโท ม.จ.ประเสริฐศรี ชยางกูร ท่านมาบอกว่า ไอ้ที่มานี่จะมาขอร้องว่า การเขียนหนังสือน่ะมันหนักเกินไปนัก หนักหน่วงเกินไป ขอให้นิ่มนวลเสียบ้าง

ก็ต้องขอประทานท่านด้วยนะว่า นี่นิ่มนวลพอแล้วนะ แล้วไอ้การนิ่มนวลนี้มันจะ นี่น่ะนิ่มนวลมากแล้ว ที่ไม่ด่ามากกว่านี้น่ะดีแล้ว และท่านประเสริฐศรี ท่านเห็นรึยังล่ะ หนังสือที่ออกไปบอกมันเผ็ดร้อน มันหนักเกินไปน่ะ พ่อเทวดาเดินขบวนกันเข้าแล้วเห็นไม้ และก็บ้ายศฐาน์บรรดาศักดิ์ จะมาเดินขบวนเรียกยศกันเข้าอีก นี่การกระทำอย่างนี้ทำลายพระพุทธศาสนา

และท่านเห็นด้วยรึเปล่าว่า ไอ้การไหว้การบูชาคนพวกนี้น่ะมันดีแค่ไหน ในสถานที่บรรดาลูกหลานเขาสร้างให้นับเป็นจำนวนเงินตั้งหกเจ็ดล้านบาท นี่พวกเจ้าตัวอุบาทว์ทั้งหลายพวกนี้ยังหาเรื่องว่าจะไม่ยอมรับเข้าในเขตของพระพุทธศาสนา แล้วก็เลยขอประกาศให้ทราบด้วยว่า ไม่จำเป็นต้องมารับ เราสร้างกันไว้แล้ว สร้างเป็นเอกเทศน์ดีกว่า ให้เป็นที่มาของนักบุญทั้งหลาย

ถ้าหากว่าเจ้าพวกจังไรยังมีความประพฤติปฏิบัติแบบนี้ละก็อย่าไปถวายมันเถอะ ถวายมันไปทำไม ขืนถวายเข้าไปจิตใจของบรรดาลูกหลานทั้งหลายก็จะกลายเป็นสัตว์นรกไปด้วย เพราะอะไร เพราะไม่ช่วยให้คนเป็นคนดีเลย ทำตนเป็นคนชั่ว แล้วก็จะให้ใครเขาไปก้มหัวกราบกรานนะ มีประโยชน์ตรงไหน อยู่ดีๆ ก็บอกว่าโบสถ์ฝังลูกนิมิตไม่ได้ เพราะอะไร

เพราะว่าสร้างวัดติดวัดอย่างนี้ก็มี ไอ้การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ทำลายศรัทธาของคนที่มีศรัทธาน่ะมันดีตรงไหน มีอะไรเป็นพระบ้าง ก็มีจิตใจเยี่ยงอย่างสัตว์นรกแล้วจะไปไหว้ไปบูชากันทำไม คอยดูกันต่อไปว่าโบสถ์ที่สร้างขึ้นมานี้จะไม่ยอมง้อใครทั้งหมด ถ้าทำไม่ถูกตามพระธรรมวินัยแล้วจะทำเฉพาะพระวินัยเท่านั้น และอาคารสถานที่ๆ บรรดาลูกหลานสร้างให้หกเจ็ดล้านบาทนี่ จะไม่ยอมรวมกับคณะสงฆ์คณะใดทั้งหมด

จะสร้างไว้เป็นอิสระให้เป็นที่มาของนักบุญทั้งหลาย การฝังพัทธสีมาและการประการขอบเขตพัทธสีมาจะทำเฉพาะตามพระวินัย ไม่ใช่ตามที่เขาสมมุติทำ และก็จะเลือกสรรค์เฉพาะพระที่เป็นพุทธสาวกเท่านั้นเข้ามาร่วมในกิจการงาน นี่จำไว้ให้ดีด้วยนะที่พูดอย่างนี้นี่พูดจริงๆ เวลานี้กำลังรอดูปฏิปทาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาบางเหล่า ที่เรื่องราวทั้งหลายที่เขาพากันร้องเรียนกันเข้าไป

และก็จะจัดทำกันยังไงให้มันถูกต้องตามพระธรรมวินัย และก็จงจำไว้ด้วยว่า การที่ต้องการให้ไปประจบคนเลวน่ะหมดโอกาสแล้ว และก็ขอประกาศเสียเลย ถ้าหากว่ายังปฏิบัติเลวๆ กันอยู่อย่างนี้ เราขอแยกตัวออกจากนิกาย ทั้ง 2 นิกาย ไม่ร่วมในนิกายใดนิกายทั้งหมด และก็ไม่ยอมรับรู้บทบัญญัติใดๆ ที่ท่านทั้งหลายรวมกันบัญญัติขึ้นไว้ เราก็จะขอเคารพต่อพระธรรมวินัยโดยเฉพาะ และสถานก่อสร้างเป็นเขตของเรา เราไม่ได้อาศัยสถานที่ของสงฆ์

ถ้าเป็นที่ของสงฆ์ก็เป็นที่ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ที่ของคนอัปรีย์จังไรที่ไม่มีความเคารพในพระธรรมวินัย นี่ที่พูดอย่างนี้ขอท่านทั้งหลายที่มีความเคารพในพระธรรมวินัยจงอย่าสะดุ้งสะเทือน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่ไหวแล้ว มันทนไม่ไหวจริงๆ รุ่มร่ามจนกระทั่งการเดินขบวนกันได้ เรียกร้องอะไรต่ออะไรกันจิปาถะ พระมันไม่เป็นพระไปแล้ว กลายเป็นเปรตในขอบเขตพระพุทธศาสนา และก็ที่มีความเป็นใหญ่มีอำนาจการปกครองขึ้นมาหน่อย

นี่เฉพาะบุคคลนะที่อยู่รอบตัวใกล้ๆ ทำใจไม่ใช่พระ ใครเขาสร้างความดีให้มาตั้งหน้าตั้งตาอิจฉาริษยา บอกว่าเขาจะสร้างให้พระพุทธศาสนา บอกว่าตัวไม่รับตัวไม่ใช่เจ้าของพุทธศาสนานี่ เขาสร้างให้กับพระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างให้กับตัว ไม่ต้องไปคำนึงถึง มากีดกันความดีของพระพุทธศาสนาอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าถือว่าเป็นเดียรถีย์ จำไว้ด้วย

ช่วยกันอ่านวินัยให้มันครบๆ และปฏิบัติวินัยให้มันครบ การปฏิบัติตามวินัยเฉพาะให้มันครบๆ น่ะ ยังไม่พ้นนรก ทำฌานสมาบัติให้มันเกิด การครองฌานสมาบัติได้อภิญญามันยังไม่พ้นนรก ต้องทำตัวให้เป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ถ้าจิตใจยังเลวไปกว่านี้ อย่าลืมไอ้ฤาษีลิงดำมันไม่คบและมันก็ไม่กลัวใคร จำไว้ด้วย ต้องขออภัยท่านประเสริฐศรี ชยางกูร

ที่หนังสือฉบับนี้มันกลับรุนแรงไปกว่าหนังสือที่ท่านบอกว่ามันรุนแรงเกินไป ที่เป็นอย่างนี้เพราะมันเหลืออดเหลือใจเต็มที่แล้ว ที่ระบบพระศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์ถูกทำลายด้วยคนระยำ แล้วท่านยังจะมานั่งเอาใจมันอีกรึ เรื่องนี้ขอระงับไว้เพียงนี้นะ จะคุยกับลูกหลานต่อไปเรื่องวิมาน 7 วิมาน อ้า ลูกหลานที่รักมาเริ่มต้นวิมาน 7 วิมานกันใหม่ดีกว่า เลอะเทอะไปซะแล้วสิ ว่ากันไปเสียเลอะเทอะ

คือว่าไปชนกับเรื่องความระยำของนักบวชเข้า และที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีเจตนาใดๆ จะทำลายเขาหรอก แต่ไอ้เรื่องระยำๆ ที่เขาทำผิดนี่หาคนมองเห็นความผิดไม่ได้ ตะนี้คนที่มองเห็นความผิดไม่ได้แล้วเขาก็มีตำแหน่งใหญ่ๆ กัน และตำแหน่งทั้งหลายเหล่านั้นเขาตั้งกันไว้ทำไม พัดแต่ละเล่มสร้างกุฏิได้แบบสบายๆ ถ้ารักจะเป็นพระกันจิรงๆ ละก็ กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบเสีย หรือเรียกกันว่าถวายพระพรให้ทรงทราบว่า

การตั้งยศฐาน์บรรดาศักดิ์นี่มันเปลืองเงินชาวบ้านเขา แล้วก็พัดแต่ละเล่มเวลาการที่ต้องพิจารณามันเสียไปเปล่า เอาเงินจำนวนนั้นมาทำให้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ดีกว่า ถวายพระพรให้ท่านทรงทราบ ท่านก็คงจะไม่ขัดใจ และขอร้องท่านว่าถ้าจะสงเคราะห์ละก็ให้สงเคราะห์ให้ตามประเพณี เวลาปัจจุบันบางองค์ที่ท่านรู้จักว่าดีท่านก็ถวายด้วยความเต็มใจ และก็มีจำนวนส่วนใหญ่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงรู้จัก ก็จำจะต้องถวายเพราะการขอเข้าไป

เราเอากันใหม่ดีมั้ย กลับย้อนรอยถอยหลังไปหาสมัยที่องค์สมเด้จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่พระองค์อยู่นั่น องค์สมเด็จพระบรมครูทรงยกย่องตั้งให้เป็นเอตทัคคะ เพราะความสามารถไม่ใช่พระองค์ทรงขอให้พระมหากษัตริย์ เวลานั้นมีพระมหากษัตริย์ตั้งหลายพระองค์ที่มีความเคารพ พระองค์ก็ไม่เคยขอให้พระมหากษัตริย์ทรงตั้งยศฐาน์บรรดาศักดิ์ให้พระสาวกของพระองค์ที่มีความสามารถเป็นกรณีพิเศษ

นอกจากองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์เองทรงยกย่องว่าเลิศทางนั้นเลิศทางนี้เท่านั้น เอาอย่างนี้ดีมั้ย จะได้เป็นบุญเป็นกุศลกันเต็มที่ พระจะได้ไม่เมาด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และก็ตรวจบัญชีกันเสียบ้างว่า ใครมีเงินมาก ใครมีเงินน้อย ริบเงินทั้งหลายเหล่านั้นมาสร้างในส่วนสาธารณประโยชน์ เอาเก็บไว้ให้แต่เฉพาะตามความจำเป็นเท่านั้น อย่างนี้ดีหรือไม่ดี เห็นว่าดีก็ตามใจ ไม่เห็นว่าดีก็ตามใจ

นี่ลูกหลานที่รักจำไว้นะ จำไว้ให้ดีว่า สาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ที่ลูกหลานชายหญิงควรจะบูชานะ ไม่ใช่ไปบูชายศฐาบรรดาศักดิ์กัน ควรจะบูชาความดีนะ นี่ไม่ใช่จะไปทำลายมรรคผลที่เขาจะพึงได้ คือผลประโยชน์ที่เขาจะพึงได้ ถ้าได้มาเพื่อการฝ่าฝืนพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระชินสีห์ หลวงตาก็ไม่เห็นด้วย

ลูกหลานเห็นด้วยบ้างมั้ย ตายไปแล้วข้างหลังทะเลาะกัน ก็เพราะเกี่ยวกับการเงินเป็นสำคัญ นี่ถ้าดีเสียอย่างเดียวไม่มีใครทะเลาะ นั่นแสดงว่าผู้ตายรุ่มร่ามเกินไป ไม่เคารพในพระธรรมวินัย ใครที่เขามีความดีไม่ส่งเสริม ถ้าใครประจบสอพลอส่งเสริม อย่างนี้มันจะใช้ได้ที่ไหน เอาอย่างว่าไปเลย เดี๋ยวท่านประเสริฐศรีท่านจะไม่สบายใจ ท่านมาขอร้องไว้แล้ว จะขอทูลให้ท่านประเสริฐศรี ชยางกูรทราบไว้ด้วย

ว่าที่พูดขนาดนี้น่ะเบาแล้วนะ ถ้าไม่เกรงใจท่านละก็ หนักกว่านี้มาก นี่ว่าจะจวกให้หนักกว่านี้นะ และอย่าลืมว่าเวลานี้ประกาศตัวเป็นอิสรภาพแล้ว ถ้าบรรดาคณะสงฆ์ทั้งหลายไม่สามารถทำตามพระธรรมวินัยได้ ก็ขอยกตัวออกนอกเขตทั้ง 2 คณะ เพราะตามธรรมดาจริงๆ แม้จะอยู่ในคณะไหนก็ตาม ไม่เห็นใครเขามาช่วยอะไร ไม่มี จะสร้างความดีอะไรก็ตาม

ให้ความสะดวกแก่บรรดาพุทธบริษัท จะสั่งสอนพุทธบริษัทอะไรก็ตามไม่เห็นได้ช่วยเลย ตั้งแต่บวชมา 1 สตางค์ไม่เคยได้รับ ก็เหมือนๆ กะบวชอยู่ตามลำพังนั่นเอง จะบอกว่าออกไอ้นั่นมาช่วย ออกกฎไอ้นี่มาช่วย ออกกฎกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามให้มันเด็ดขาด ถ้าพวกของท่านไม่สามารถจะปราบปรามกันได้แล้ว อย่ามายุ่งนะ ขอบอกด้วยความจริงใจ

ถ้าถอดเครื่องแบบฤาษีออกเมื่อไรก็ไม่ต่างอะไรกับเนวินเท่าไรนัก บอกให้ทราบด้วย อย่าลืมนะว่าถอดเครื่องแบบฤาษีออกเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจะกลายเป็นเนวินทันที บอกให้รู้เนวินเขาทำยังไง จำได้ไหม ถ้าจำไม่ได้ละก็พลิกประวัติศาสตร์ไม่กี่วันมานี้เอง ภายในเดือนธันวาคม 2517 พระเดินขบวนกัน เนวินเขาทำแบบไหน อันความจริงเนวินเขาทำถูกแล้ว พวกนั้นไม่ใช่พระ เป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา

เนวินทำถูกควรจะเป็นอย่างงั้น ไอ้ลิงดำนี่ก็เหมือนกัน ถ้าถูกรุกรานหนักๆ โดยไม่เป็นธรรม ไม่ยึดธรรมวินัย ถอดเครื่องแบบฤาษีออกเมื่อไร จะสวมวิญญาณเนวินทันที จำไว้ด้วยเจ้าตัวดีๆ ที่ตั้งหน้าอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็เฉยไม่สนใจจะว่ายังไงก็ช่าง จะนินทายังไงก็ช่าง จะกลั่นแกล้งยังไงก็ช่าง นี่เราเลยแล้วนะ เรายอมเคารพนับถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เราเฉยแล้ว

แต่ถ้าหากว่าท่านยังไม่เฉยกัน ถ้ารุกรานถึงสถานที่เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละจะพบกับวิญญาณของเนวิน จำไว้ จำไว้ให้ดีนะ พูดแล้วเอาจริง เพราะว่าอะไร เพราะว่าก่อนๆ ที่จะสวมแบบฤาษีก็เป็นเนวินมาก่อนแล้วเหมือนกัน ตะนี้ขออย่างเดียว อย่ามารุกรานกันให้สวมวิญญาณเนวินกันอีกเลย ถ้าสวมคราวนี้ละก็ไม่ใช่โจรธรรมดาแล้วที่จะปราบ นั่นก็คือโจรที่อยู่ในครบของผ้าเหลือง เอากันไว้ไม่ได้แน่ไอ้แบบนี้ เลวแสนเลว

อ้าว นี่ท่านประเสริฐศรีอย่าว่ากันอีกนะ ถ้าจะบอกว่าหนังสือนี้มันออกแรงเกินไป ก็ไประงับไอ้พวกระยำนี่เสียก่อนให้มันดีไปกว่านี้ เห็นแล้วมั้ยว่าไอ้หนังสือที่ออกไปมันแรงแสนที่จะแรงแล้ว แต่ทว่าพวกยังปฏิบัติเลวกันขึ้นมาอีก เราจะไปนั่งหลอกชาวบ้านเขาให้บูชาเปรตอยู่ได้ยังไง เอาลูกหลานทั้งหลาย เรื่องนี้ขอผ่านไป มาว่ากันถึงวิมานนี้เถอะมาขึ้นต้นกันใหม่ดีกว่า

วิมานทั้ง 7 นี่ตามบาลีนะ อ้า ที่มีบุญญาธิการ มีบุญญานุภาพตกแต่งไว้แล้ว ดีแล้ว ส่องแสงสว่างโชติช่วง มีเทพบุตรผู้หนึ่งฤทธิ์มากประดับประดาไปด้วยสรรพาภรณ์ทั้งหลาย อันมีหมู่นางเทพธิดาแวดล้อมผลัดเปลี่ยนเวียนวนกันอยู่โดยรอบในวิมานทั้ง 7 วัน ท่านอะไรล่ะ ท่านเนมิราชท่านนั่งคำนึงว่า เออ ไอ้วิมานนี่มันมีตั้ง 7 หลัง นี่สวยตระการตากว่าวิมานครั้งก่อน

ส่วนก่อนที่เห็นนี่เป็นวิมานหลังเดียว นี่ล่อเข้าตั้ง 7 หลังแน่ะ รุ่มร่ามเยอะแยะ และก็แสงสว่างก็มากกว่าวิมานหลังก่อน มีเทวดานั่งอยู่ท่านบอกว่ามีฤทธิ์ มีฤทธิ์เดินขบวนรึเปล่าก็ไม่ทราบ เทวดาเดินขบวนเป็นรึไม่เป็นก็ไม่ทราบ เคยมีใครเขามาพูดให้ฟัง ว่าสมเด็จพุฒาจารย์โตไปนำเด็กที่ไหนก็ไม่รู้เดินขบวน เลยถูกกักบริเวณ นั่นเป็นเรื่องปรัมปรา นี่มันเชื่อกันไม่ได้

ผีอะไร เทวดาเขาจะมารุ่มร่ามแบบนี้ จะไปเดินขบวนยึดตำแหน่งเทวราชาจากพระอินทร์ ไม่มีใครเขาอยากได้หรอก ลำบากจะตายไป นี่เมื่อท่านมาตลีท่านมองดูวิมานทั้ง 7 นั้น และก็มีเทพบุตรนั่งอยู่ มีนางฟ้าเยอะแยะแวดล้อม ผลัดเปลี่ยนเวรเข้าปฏิบัติการ ปฏิบัตินี่คงไม่ได้ปฏิบัติในมุ้งนะลูกหลานที่รัก เทวดาไม่รุ่มร่าม เขาก็ปฏิบัติกัน

ท่านเนมิราชท่านสงสัยว่า ไอ้วิมานนี่มันผ่องใสจริงๆ นี่เขาทำบุญอะไรกันไว้หนอ นึกในใจไม่พอ สงสัยก็เลยถามท่านมาตลีเทพสารถี ว่า ดูก่อนท่านมาตลี นี่วิมานหลังนี้มันสวยแจ๋วแหววเลย บอกไม่ถูก เทียบกับวิมานหลังเมื่อกี้นี่ไม่ได้ เราเห็นแล้วมันปลื้มใจจริงๆ โอ้โอ มันสวยจับ อิ่มอกอิ่มใจ นี่ความจริงแล้ว อ้า อยากจะรู้ว่า เทพบุตรที่อยู่ในวิมานหลังนี้น่ะ เดิมทีที่เขาเป็นมนุษย์น่ะเขาทำความดีอะไรไว้ เขาจึงได้วิมานสวยสดงดงามมีความบันเทิงถึงขนาดนี้

แหมมันสวยจริงๆ และมีนางฟ้าก็สวยๆ แจ๋วๆ โอ้โฮ แบบนี้ความจริงถ้าเราจะไม่เป็นอะไรกับนางฟ้า ไม่เลื่อนฐานะเธอขึ้นมาเป็นภรรยา มานั่งชมความงามของนางฟ้า มันก็เยอะแยะแล้ว อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มยันตาย แม้ลีลาของนางฟ้าแต่ละองค์ก็สะโอดสะองสวยสดงดงาม มีมรรยาทเรียบร้อย ไม่ชะเวิกชะวากเหมือนนางไขว่นางคว้าในเมืองมนุษย์ ในเมืองมนุษย์นี่มีแต่นางไขว่นางคว้า คว้ากันให้ไขว่ไปหมด ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

นี่ฟังไปซิลูกหลาน ท่านมาตลีกำลังจะบอก เดี๋ยวหลวงตาจะเงียบๆ ไปก่อนนะลูกหลานที่รัก ฟังท่านมาตลีบอก และก็จะอธิบายให้ฟังทีหลัง ท่านมาตลีจึงได้กราบทูลว่า เทพบุตรผู้นี้ก็คือ คหบดีชื่อว่าโสนะทินนะ เป็นทานบดี ท่านได้สร้างวิหาร 7 หลังอุทิศต่อบรรพชิต ได้อุปัฏฐากภิกษุผู้อยู่ในวิหาร 7 หลังนั้นด้วยความเคารพ

และได้บริจาคผ้านุ่ง ผ้าห่ม อาหาร เสนาสนะ เครื่องประทีป ในท่ามกลางผู้ปฏิบัติซื่อตรง อ้า ในท่านนะ ไม่ใช่ท่ามกลาง ในท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรงด้วยจิตอันเลื่อมใส แล้วก็รักษาอุโบสถศีลประกอบไปด้วยองค์ 8 ในดิถีที่ 14 15 แล้วก็ดิถีที่ 8 แห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริย์ปักษ์ เป็นผู้สังวรในศีล เป็นผู้สำรวมและบริจาคทานเป็นนิจ จึงได้วิมานขนาดนี้อยู่อย่างสุขสบาย

อันนี้ลูกหลานที่รัก ฟังท่านมาตลีเทพสารถีอธิบายเข้าใจไหม หวังว่าคงไม่เข้าใจนะ ฟังแล้วมันยุ่งจัง นี่จะอธิบายให้ฟัง เทวดาท่านพูดสำนวนเทวดา ตะนี้เราเป็นคนนี่ เราก็มาพูดสำนวนเป็นคนกันก็แล้วกัน คือ ท่านบอกว่าท่านเทพบุตรผู้นี้น่ะ ที่เป็นเจ้าของวิมานที่มีวิมานสว่างโชติช่วงอยู่ เดิมทีสมัยที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านเป็นคหบดี คหบดีนี่ก็เคหบดี

ก็แปลว่าผู้เป็นใหญ่ในบ้าน คำว่าผู้เป็นใหญ่ในบ้านในที่นี้ก็หมายถึงความว่ามีฐานะดีพอสมควร และก็มีความเป็นใหญ่ เป็นอิสระ ไม่ต้องอาศัยเงินใครเขาใช้ อาศัยความประพฤติสุจริต ประกอบการงาน มีจิตบริสุทธิ์ มีเงินพอมีพอใช้ ยังไม่ถึงขั้นมหาเศรษฐี และก็ท่านผู้นี้เองมีชื่อว่า โสนะทินนะ นี่ภาษาบาลีนะ ชื่อเขาว่ายังงั้น และก็เป็นทานบดี

คำว่าทานบดีนะลูกหลานที่รัก บดีนี้เขาแปลว่าใหญ่ คือว่าชอบให้ทานเป็นปกติ อย่างที่ลูกหลานให้ทานกันอยู่เวลานี้น่ะ ทำทำกันอยู่ทุกวัน หลวงตาโผล่เข้าไปละคนนั้นบ้างคนนี้บ้างไม่ได้ขาดสาย วัดวาอารามที่ว่าจะผุจะพังจะกลายเป็นวัดร้างอยู่แล้ว ก็กลายเป็นวัดดีขึ้นมา ที่เก่าไม่พอสร้างก็ไปสร้างที่ใหม่ ก็ดี ก็เป็นเหตุให้ท่านผู้ที่ทรงเกียรติทั้งหลาย

ที่มีศักดิ์ศรีใหญ่เขาตั้งให้เป็นอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ แหม่ชื่อเค้าสวย ตำแหน่งก็สวย เลยพากันอิจฉาริษยา เขานินทาบอกไม่เห็นไปสังสรรค์กันบ้าง นี่เห็นเงียบๆ บอก เอ๊ ไอ้คนทำบุญนี่ต้องไปประจบชาวบ้านด้วยรึ เราทำนี่ทำเพื่อพระพุทธศาสนานี่ ไม่ได้ทำเพื่อคนพวกนั้น คนพวกนั้นรกรุงรัง เป็นอาจารย์สมถะวิปัสสนา มีตำแหน่งอะไรต่ออะไร แต่เห็นรุ่มร่ามปุ้มป้าม

พูดไม่เป็นภาษาคน เรื่องที่พอจะระงับได้ก็ไม่ระงับ สมบัติของพระพุทธศาสนาปล่อยให้ไปเป็นสมบัติของชาวบ้าน เขาบอกให้หาทางระงับ เขาถวายของเข้ามาในเขตของสงฆ์ไม่ยอมรับ มันดีตรงไหนล่ะ ช่างเขาซิ นี่เขาดีแบบนี้นี่ และพวกเราทำไม่เหมือนเขา นี่เป็นทานบดีก็เหมือนกับบรรดาลูกหลานทั้งหลายที่ให้ทานกันเป็นปกติ จะสร้างอะไรขึ้นมา

สิ่งที่ไม่สามารถจะเป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้พรึบพรับๆ วัดทั้งวัดที่ประกอบไปด้วยความสวยสดงดงามเป็นกรณีพิเศษ สร้างมอบถวายเป็นที่ระลึกความดีของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ในฐานะที่เป็นศิษยานุศิษย์ เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น เป็นวัดเหลืองอร่ามสวยงามบอกไม่ถูก ใช้เงินตั้งหกเจ็ดล้านบาท นี่พวกพ่อเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นน่ะ สร้างกุฏิตั้ง 3 ปี หลังเดียวนะ

ยังไม่หมด เขาเรียกว่าสัตว์นรก ใครไหว้สัตว์นรกก็เป็นสัตว์นรกด้วย ใครไหว้เปรตก็เป็นเปรตด้วย ใครไหว้เทวดาก็เป็นเทวดาด้วย ใครไหว้พรหมก็เป็นพรหมด้วย ใครไหว้พระอรหันต์ก็เป็นพระอรหันต์ด้วย จะต้องไปนั่งเกรงใจใคร นี่พูดให้ลูกหลานฟังนะ บรรดาลูกหลานที่รัก พอใจรึยังความดีของลูกหลานที่ทำเทียบกับท่านโสนะทินนะ เราทำเหมือนท่านรึเปล่า

ตะนี้ในเมื่อท่านเป็นทานบดี หมายความเป็นใหญ่ในการให้ทาน ชอบให้ทานเป็นปกติ นี่การให้ทานนี้เรียกว่าให้พอดีพอควร อย่าเบียดเบียนตนเอง แล้วต่อมาท่านก็สร้างวิหาร 7 หลังอุทิศต่อบรรพชิต คำว่าบรรพชิต ชิตะเขาแปลว่าชนะ แปลว่าชนะทั้งปวง ไม่ใช้ผู้แพ้ทั้งปวง บรรพมาจากสรรพแปลว่าทั้งปวง ชิตะแปลว่าชนะ คือชนะกิเลส ชนะความรักในกามารมณ์ ชนะความโลภ ชนะความโกรธ ชนะความหลง

และชนะลาภที่จะพึงได้มา ทำลาภให้เป็นประโยชน์ ไม่ดีใจในการได้ลาภ คือไม่คิดว่าจะหาความร่ำรวย ไม่ใช่ว่าพอถึงปีละก็หาทางให้บรรดาคณะที่ขึ้นกับตน มาบำเพ็ญกุศลเป็นกรณีพิเศษ เงินเก็บเข้าไว้บอกว่าบำรุงวัดฉัน หรือว่าให้เวลาใครจะอยู่ในขอบเขตของตนก็ต้องมาประจบประแจงเอาของมาให้ คือของกำนัล บรรพอย่างนี้เขาไม่เรียกว่าบรรพชิต เขาเรียกว่าผู้แพ้

แพ้ต่ออำนาจของความโลภ นี่ไอ้ทรัพย์ที่สูญไปท่านก็ไม่หนักใจ ไม่สะดุ้ง นี่บรรพชิตแท้นะ บรรพชิตนี่ยศฐาบรรดาศักดิ์เขาไม่เอา เขาไม่อยากได้ ถ้าบังเอิญพระราชาจะถวาย เวลาถูกถอดยศเขาจะสบายใจ ใครสรรเสริญเยินยอเขาทำเฉยๆ มีอารมณ์เสมือนว่าถูกเอาหอกเข้ามาเสียบใจ เพราะว่าคำสรรเสริญไม่มีความหมาย ใครนินทาว่าร้ายเขาก็มิวิตก เป็นปกติ ไม่เดือดร้อน เรื่องกามสุขรึโยนทิ้งไปเลย

เรื่องทุกข์ที่เกิดขึ้นกับกายกับใจเขาก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าขันธ์ 5 มันเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ อารมณ์ใจของบรรพชิตหวังพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วก็ไม่มีมายา ถ้าตั้งถ้าโกหกเขาว่าฉันเป็นนั่นฉันเป็นนี่ ฉันวิเศษอย่างนั้นฉันวิเศษอย่างนี้ อย่างนั้นเขาเรียกว่าผู้แพ้ บรรพชิตมีจริยาเปิดเผย มีอารมณ์สบาย ไม่สนใจกับใคร ใครเขาจะไหว้ ใครเขาจะบูชาหรือไม่ ไม่สำคัญ

เพราะไม่ได้บวชเข้ามาเพราะการไหว้การบูชา บวชเข้ามาเพื่อหวังความดับไม่มีเชื้อ คือทำลายกิเลสให้สิ้นไป ทำความสบายใจให้เกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท นี่ท่านสร้างวิหารถวายอุทิศต่อบรรพชิตแบบนี้นะ ไม่ใช่อุทิศให้แก่ท่านที่เมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จำให้ดีนะลูกหลานนะ อานิสงฆ์มันไม่เท่ากัน ถ้าถวายบรรพชิตประเภทนี้ละก็อานิสงส์สูงลิ่ว

ดูตัวอย่างท่านโสนะทินนะนี่ก็แล้วกัน ตะนี้เมื่อท่านสร้างวิหารถวายแล้วก็อุปฐากพระภิกษุที่อยู่ในวิหารทั้ง 7 หลังโดยความเคารพ นี่จะเปรียบเทียบกับลูกหลานทั้งหลายที่ทำกันมาแล้วมันก็เหมือนกัน แต่ว่าการที่จะอุปถาก คำว่าอุปัฏฐากแปลว่าบำรุง การบำรุงนี่ลูกหลานที่รัก จงเลือกบำรุง ถ้าพระองค์ไหนดีก็จงบำรุง พระองค์ไหนไม่ดีอย่าไปบำรุงจะกลายเป็นสนับสนุนโจรทำลายพระพุทธศาสนา

แต่นี่ท่านโสนะทินนะนี่ท่านบำรุงพระดีในพระพุทธศาสนา ไม่บ้าลาภ บ้ายศ บ้าสรรเสริญ บ้ากามสุข ท่านทำอย่างงี้เป็นปกติ และก็ได้บริจาคผ้านุ่ง ผ้าห่ม อาหาร และเสนาสนะ สำหรับว่าเสนาสนะก็หมายความว่าเป็นที่อาศัย เครื่องนั่งเครื่องนอนนี่ แล้วก็ประทีปแสงสว่าง อย่างลูกหลานทั้งหลาย คือท่าน พล.อ.ต.ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสาร ทอ, เป็นปฐมวันเกิด

เอาเงินมาถวายหมื่นห้าพันบาท นำไฟฟ้าเข้ามาใช้ในวัด และต่อไปบรรดาลูกหลานพุทธบริษัทก็ร่วมกันเป็นทุนไฟฟ้า นี้ก็ไม่ได้ใช้เฉพาะสำนักหรือว่ารังของฤาษีแห่งเดียว สร้างให้เป็นสาธารณประโยชน์ วัดอื่นก็ใช้ได้ ชาวบ้านก็ใช้ได้ นี่ความจริงของเรามีความกว้างขวางกว่า การให้แสงประทีปโคมไฟของท่านผู้นั้นให้เฉพาะวัดของเรา ให้ทั้งวัดหลายวัดก็ได้ ชาวบ้านก็ใช้ได้

เห็นท่าจะได้เปรียบกว่าคือแสงสว่างวิมานของท่านสว่างมากก็เพราะอาศัยประทีปโคมไฟ นี่เป็นสำคัญ เป็นสัญลักษณ์แห่งความสว่าง ท่านถวายของทั้งหมดเหล่านี้ ในตัวท่านผู้ปฏิบัติซื่อตรง คือท่านทั้งหลายพวกนี้ พระพวกนี้ หรือบรรพชิตพวกนี้เป็นสุปฏิปันโนจริงๆ ประพฤติดีประพฤติชอบ อุชุปฏิปันโนประพฤติสมควร ญายปฏิปันโน ก็ประพฤติ เอาละว่ากันตามเรื่อง คือไม่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย ละลาภ ละยศ ละสรรเสริญ ละสุข ไม่ติด จำไว้ให้ดีก็แล้วกัน

ไม่เมามันในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข วางเสียเลยไม่เอา ต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน นี่ท่านปฏิบัติต่อผู้ปฏิบัติซื่อตรงต่อพระพุทธเจ้า และก็ท่านทำด้วยจิตเลื่อมใส ไม่ใช่เอาหน้าเอาตา และท่านก็รักษาอุโบสถศีล ประกอบไปด้วยองค์ 8 ในดิถีที่ 14, 15 และ 8 ค่ำ หมายความว่า ขึ้นแรม 14 ค่ำของเดือนขาด หรือขึ้น 15 ค่ำ แรม 15 ค่ำของเดือนเต็ม

หรือวันขึ้น 8 ค่ำ และก็มีปาฏิหาริย์ปักษ์ หมายความว่าบางทีก็รักษา 3 เดือนมั่ง ครึ่งปีมั่ง เดือนหนึ่งมั่ง เลยขอบเขต กำหนดไว้ด้วยปาฏิหาริย์ คือรักษาเป็นกรณีพิเศษ และท่านเองเป็นผู้สังวร คือระวังในศีล ไม่ยอมให้ศีลขาด ด่างพร้อย เป็นผู้สำรวมและบริจาคทานเป็นนิจคือจิตใจคิดอยู่เสมอว่าเราจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เราจะถวายทานแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

ไม่บ้าลาภ บ้ายศ บ้าสรรเสริญ บ้าสุข บ้าอิจฉาริษยา บ้าโกงที่ชาวล้าน บ้าโกงเงินชาวบ้าน บ้าเอาเงินของชาวบ้านเขาไปมอบหมายให้แก่คนอื่น และก็บ้าในการเอาเงินไปให้กู้บ้าง บ้าซื้อที่ให้เขาปลูกตึกให้เช่าอะไรอย่างนี้เป็นต้น ท่านจึงได้มีโอกาสมาบันเทิงอยู่ในวิมานอย่างนี้

เอาละบรรดาลูกหลานที่รัก ตอนที่ 4 นี้ หน้ากระดาษเขาก็หมดแค่นี้แล้วนี่ เป็นอันว่าความดีอันใดที่ท่านโสนะทินนะคหบดีทำแล้ว ลูกหลานลองนั่งพิจารณาดูว่าเราทำอย่างท่านบ้างแล้วรึยัง ฉันว่าวิมานแบบนี้นะลูกหลานของฉันทุกคนน่ะหวาน มีโอกาสได้กินและดีกว่าเสียด้วย เพราะอะไร เพราะว่าแหม ถ้าจะบอกให้ฟังก็จะปลื้มใจเกินไป

นี่เรามานั่งชมวิมานหลังนี้กัน นั่งชมนางฟ้าก็สวยเทวดาก็สวย วิมานก็มีแสงสว่าง มีอาคารตั้ง 7 หลัง แต่นี่พวกเราเฉพาะวัดที่เราสร้างอุทิศความดีของหลวงพ่อปานนี่ มีอาคารเกินกว่า 20 หลัง นี่มันไม่ไปอยู่กันแย่รึ และนี่เวลาที่เกิดตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว ไม่ใช่ไปแบ่งกันคนละหลังๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้ามันมี 20 หลังกว่าเราก็มี 20 หลังกว่า

เรามีทั้งโบสถ์ทั้งวิหารการเปรียญ มีทั้งศาลา ไฟฟ้า ประปา มีกุฏิที่อยู่ มีเครื่องขยายเสียงบอกธรรม โอ๊ย มันดีบอกไม่ถูก มันก็หน้ากระดาษก็หมดแล้ว นี่สำหรับตอนนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ลูกหลานที่รักทุกท่าน สวัสดี

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top