Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม
[*] posted on 20/3/11 at 10:03 [ QUOTE ]

หลวงพ่อเล่าเรื่อง เหตุแผ่นดินไหว, โพรงดินในเมืองไทย



(ภาพจาก bloggang.com)

เหตุแผ่นดินไหว, โพรงดินในเมืองไทย

โดย..หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ข้อมูลอ้างอิงจาก..หนังสืออ่านเล่น เล่มที่ ๕


........ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันที่บันทึกวันนี้ก็ยังเป็นวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๓๑ เป็นการบันทึกเพื่อหนังสือเล่มที่ ๕ ตอนที่ ๒ วันนี้ก็มาคุยกันถึง โพรงแผ่นดินไหวในประเทศไทย ว่าประเทศไทยเรามีโพรงแผ่นดินไหม เจ๊กเขามีแล้ว ใกล้ไทยเหลือเกิน ในเมื่อเจ๊กมีใกล้ไทย ไทยก็ควรจะมีด้วย ก็รวมความว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิด เราก็มานั่งดูร่องแผ่นดินในประเทศไทยว่ามีตรงไหนบ้าง

แต่ว่าบังเอิญบรรดาท่านพุทธบริษัท ในตอนที่แล้วไปพูดยืนยันว่าที่จังหวัดกาญจนบุรี มีพระท่านมาท้วงว่าไม่ควรจะยืนยัน เพราะการยืนยันว่ามีที่ไหน ใหญ่หรือเล็กเท่าไร เป็นหน้าที่ของนักธรณีวิทยา ไม่ใช่หน้าที่ของนิทานจะพึงรับรอง ก็เป็นอันว่าในที่นี้ก็ไม่ยืนยัน เป็นแต่เพียงบอกว่า สายแผ่นดินที่เป็นร่องใหญ่ที่จะมีอันตรายกับคนไทยระยะสั้น ๆ มีไหม ?

ครั้นเมื่อดูไปก็ปรากฏว่ามันไม่มี แต่ว่าทั้งนี้เว้นไว้แต่ว่าไปทำอะไรเป็นพิเศษเข้า อย่างนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เอาแต่เพียงว่าพื้นพิภพจริง ๆ ที่มันจะพังลงมาทำให้คนตาย ถ้ามันอยู่ตามธรรมดาของมันก็ดี หรือไปปลูกบ้านเรือนโรง หรือตึกที่อยู่ อาคารใหญ่ ๆ ก็ดี อย่างนี้แผ่นดินผืนนั้นตอนนั้นก็ยังสามารถต้านทานน้ำหนักได้นานมาก

ถามพระท่านบอกว่าแผ่นดินส่วนนั้น ที่เป็นโพรงใหญ่ ที่กำลังต้านทานน้ำหนักในการสร้างเมืองใหญ่ ๆ เหนือโพรงขึ้นมา อีกสักกี่ปีจึงจะสลายตัว พระท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่า ไม่ควรบอก ถึงแม้จะบอกไปก็ไม่มีผล เพราะว่าการถล่มของแผ่นดิน เนื่องจากน้ำหนักของตึกหรืออาคารใหญ่ ๆ อีกกี่ล้านปีก็ยังไม่ถล่ม ในเมื่ออีกตั้งหลายล้านปีไม่ถล่มก็ไม่ควรพูด

ทีนี้มาว่ากันถึงสายทางที่มันเดิน มันเข้าทางไหนบ้าง พอบอกเข้าทางไหนบ้าง ท่านก็ค้านอีกบอกว่า ไม่ควรจะบอกจุดที่แน่นอนให้เป็นเรื่องของนักธรณีวิทยาก็แล้วกัน ท่านเพียงแต่บอกว่า

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน สายใหญ่ที่ผ่านประเทศไทย ใหญ่ ๆ เป็นสายที่น่ากลัวจริง ๆ มีอยู่ ๓ สาย แต่ความกว้างของแต่ละสายที่กว้างสูงสุดไม่โตนัก ความกว้างไม่เกิน ๓ กิโลเมตร แต่ละสาย ๆ ที่ใหญ่ที่สุดความกว้างไม่เกิน ๓ กิโลเมตร แต่ทว่าบางตอนก็แคบกว่านั้น บางตอนก็ถึง ๓ กิโลเมตร ลดหลั่นกันตามลำดับ แล้วก็สายแยก สายแยกมีมาก

ท่านบอกว่า อย่าบอกจำนวนเลย มันเป็นสายเล็ก ๆ

จุดที่ตั้งของบ้านเมือง ที่คร่อมสายใหญ่มีไหม

ท่านบอกว่า เป็นเมืองใหญ่ ๆ จริง ๆ ไม่ใช่กรุงเทพฯ มีอยู่ ๓ เมือง




(ภาพจาก ndwc.go.th)

ทั้งนี้ก็หมายความว่า ยังไม่ต้องกลัวชีวิตของคนไทยที่ยังเป็นไทย หรือยังมีประเทศเป็นไทย ยังไม่ต้องกลัวว่าแผ่นดินจะถล่มเพราะความรับน้ำหนักไม่ไหวของตึก บ้าน เรือนโรง แต่ว่าเวลานี้เขาทะเลาะกันเรื่องน้ำ แต่เรื่องน้ำนี่ไม่ขอยืนยัน เพราะว่าหนักมาก พระท่านก็บอกว่า อย่าไปพูดเลย จะเป็นเหตุให้เขาทะเลาะกัน ให้เป็นหน้าที่ของนักธรณีวิทยา ไม่ใช่หน้าที่ของเรา

ก็รวมความว่า หน้าที่จริง ๆ ในการพูดก็คือ ขอพูดว่า ในประเทศไทยเรามีโพรงแผ่นดินใหญ่ ๆ อยู่ ๓ สาย และก็ไม่ใช่เป็นสายที่น่ากลัวนัก ยังมีความลึกสูง แต่บางส่วนก็ลึกต่ำนิดหน่อย คำว่า บางหน่อย ๆ ก็ยังหนามาก ที่ว่าบางหน่อย ๆ ก็สามารถจะเจาะเอาความร้อนขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ความจริงก็มีเท่านี้นะ ไม่เห็นมีอะไรมาก ถ้าพูดไปจะมีแต่การเลอะเทอะ

ก็รวมความว่า พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย จงมีความมั่นใจในความดีของตัวเอง ที่เราถูกน้ำท่วม น้ำท่วมคราวนี้หนักหนามาก ท่วมทั้งภาคกลาง ทั้งภาคใต้ ภาคกลางที่ถูกก็เสียหายไม่น้อย แต่ว่าที่เขตอุทัยธานี ดูเหมือนเขาประกาศว่ามีคนตาย ๒ คน คนตายเพราะกระแสน้ำไหล เอาลูกไปส่ง เอาเมียไปส่ง ตัวเองถูกน้ำไหลหายไปกับน้ำ มันก็มีความรุนแรงไม่น้อย

แต่บังเอิญมีที่ขยายไปมาก และบ้านเมืองต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ไกลจากต้นสายน้ำ มีอันตรายก็แค่ต้นสายน้ำ ปลายสายน้ำไม่มีอันตราย ก็จะมีบ้างแต่ความเสียหายไม่มากนัก

สำหรับพี่น้องภาคใต้ หรือบรรดาท่านพุทธบริษัทญาติโยมคนไทยด้วยกันภาคใต้หนักหน่อย ก็ต้องถือว่าเป็นบทเรียน ต่อไปก็ต้องมีการเตรียมพร้อม พร้อมเพื่อรับสถานการณ์ แต่ความจริงอย่างท่านนายกรัฐมนตรีท่านพูด ทางวิทยุเขาพูดกันนะ

เขาว่านายกฯท่านพูดท่านบอกว่า เรือยางหรือเรือท้องแบน ควรจะหาประจำจังหวัดไว้ จังหวัดละหลาย ๆ ลำ จำจำนวนไม่ได้ เวลาเกิดเรื่องขึ้นจะได้ไม่ต้องไปขอยืมที่โน่นขอยืมที่นี่ มันไกล กว่าจะได้มาก็ไม่ทันเหตุการณ์ฉุกเฉิน ความคิดอย่างนี้ของท่านดี แต่ว่าจะมีใครบ้างไหมที่จะเตรียมจะรับสถานการณ์เวลาแผ่นดินถล่ม



แนวเขตรอยเลื่อนใต้ดินที่เรียกว่า "วงแหวนไฟ" (ภาพจาก vcharkarn.com)

แต่ขอบอกไว้นิดหนึ่ง คุยไว้หน่อยหนึ่ง พระท่านไม่ว่า นี่นิทานนะพระองค์ไหน ใครอย่าไปทูลถามนะ นิทาน..บอกไว้นิดหนึ่ง บอกเสียหน่อยหนึ่งว่าระวังแผ่นดินถล่มพร้อมกับน้ำมา ตอนนี้ให้ระมัดระวังให้มาก อย่าทำอะไรให้มันเกิดเป็นความประมาท ถ้าน้ำมาด้วยแผ่นดินถล่มด้วย จะอันตรายหนัก แผ่นดินถล่มก็จมตัว น้ำก็ท่วมอย่างนี้ต้องระมัดระวัง

แต่ก็ขอบอกว่า แผ่นดินถล่มของไทยจะไม่เท่าประเทศจีน ถ้าปล่อยไปตามสภาพปกติ ไม่ทำอะไรผิดปกติ แผ่นดินส่วนนี้นับล้านปี ยังไม่ถล่ม เว้นไว้แต่ว่า ทำอะไรให้หนักเกินปกติ อย่างสร้างบ้านสร้างเมืองนี่ไม่เป็นไร เอาลูกระเบิดไปทิ้งบ่อย ๆ ก็ไม่แน่นักเหมือนกัน

รวมความว่า แผ่นดินถล่มในประเทศไทย ยังไม่ต้องคิด คิดแต่เพียงว่าให้ทรงตัวความไม่ประมาทไว้ว่า อาจจะพึงมี เพราะคนสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่มีน้ำหนักสูงเกินไป

จุดไหนที่พึงห้าม พระท่านบอกว่าไม่ควรบอก นักธรณีวิทยาเขามี ในเมื่อหมดเรื่องแผ่นดินถล่ม ก็กลับกันดีกว่า กลับมาจังหวัดอุทัยธานี ตอนนี้ก็เข้าวัดท่าซุงดีกว่า มาเล่านิทาน คือแผ่นดินไทย มันไม่มีเรื่องจะพูด ก็พูดกันส่ง..นิทานเสียอย่าง..!







(พระราชานุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช ทรงช้างพลายประกายแก้ว ด้านหน้าพระจุฬามณี วัดท่าซุง)


.......กลับมาที่วัดท่าซุง นิทานนะ ใครอย่าเชื่อนะ พอเข้ามาถึงก็ขอพบ "ภูมิเทวดา" คือพระภูมิเจ้าที่

ถ้าถามว่าเทวดามีจริงรึ ให้ไปถามพระพุทธเจ้า ถ้าสงสัย พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ ถ้าใครสงสัยไปถามตรงพระพุทธเจ้าโน่น หมดเรื่องหมดราวกัน แต่อาตมาเชื่อพระพุทธเจ้า เพราะเป็นสาวก "สาวก" แปลว่า ผู้รับฟัง ต้องเชื่อ เขาถามว่าเชื่อแบบ อธิโมกขศรัทธา หรือมีเหตุมีผล

ก็ตอบว่า ฝึกทางด้านจิตใจมาแล้ว สามารถสัมผัสนรกได้ สวรรค์ได้ พรหมโลกได้ อื่นจากนั้นก็ยังได้ แล้วเรื่องอะไรจะต้องมาถามกันว่าเห็นรึ..?

ก็ต้องตอบว่า ความเป็นอยู่คนพูดเวลานี้ อาศัยคนด้วย อาศัยเทวดาด้วย อาศัยพระด้วย เทวดารวมทั้งพรหมด้วยนะ อาศัยหมดทุกอย่างและต่อไปไม่ช้าไม่นานก็จะตาย ตายแล้วจะไปไหน ?

ถ้าเทวดาช่วยทันก็ไม่ลงนรก ถ้าพระช่วยทัน ก็ไม่ลงนรก ถ้าพระหรือเทวดาท่านช่วยไม่ทัน ก็ลงนรก ก็หมดเรื่องกันไป นรกมันมีให้ลง เราเผลอเราก็ลง เราไม่เผลอเราก็ไม่ลง แต่ขึ้นอยู่กับกฎของกรรม

ทีนี้มาเจอะภูมิเทวดา แต่ภูมิเทวดาที่วัดท่าซุงมีงานไม่หนัก มีหน้าที่รับคำสั่งของ กุมภัณฑ์ เพราะว่าเดินเข้าไปทางด้านเหนือเข้าไปที่ พระเจ้าพรหมมหาราช (อนุสาวรีย์หน้าพระจุฬามณี) ก็เห็น "พี่กุมภัณฑ์" คนหนึ่ง อ้วนตั๊ก..ใหญ่ตึ๊ก เหมือนกับพ้อม โตจริง ๆ นุ่งผ้าหยักรั้ง หน้าตาไม่จู้จี้ แต่หน้าตาไม่ยิ้ม นั่งอยู่บนแท่นที่เขาตั้งแท่นหินพระเจ้าพรหมฯ นั่งเหยียดขา ชูเข่าหน่อย ๆ มีกระบองข้างขวามือ

ก็หันเข้าไปถามว่า พี่ชาย เป็นยามรึ ?
ท่านก็บอกว่า ที่วัดนี้เขาให้ผมเป็นยามครับ ผมอยู่ยามอยู่คนเดียว นอกนั้นเขาไม่อยู่ยาม เขาอยู่กันตามสบาย

ก็ถามว่า ทำไมไม่ให้เขามาอยู่ยามบ้างล่ะ ?
ท่านก็ตอบว่า มันเป็นหน้าที่ของผม

ถามท่านว่า เทวดาชั้นจาตุมหาราช ทั้งหมด ที่อยู่เขตนี้มีเท่าไร ?
ท่านบอกว่า เป็นพัน ๆ คน

ก็ถามว่า อยู่กันได้อย่างไรเป็นพัน ๆ ?
ท่านก็เลยตอบยิ้ม ๆ บอก ก็อยู่อย่างเทวดา ก็หมดเรื่องไป

ถามท่านว่า มีหน้าที่อะไร ?
ท่านตอบว่า มีหน้าที่รักษาเขต เขตที่ว่านี่ไม่ใช่เขตเฉพาะวัดอย่างเดียวนะ มันยาวออกไปเป็นรัศมีหลายสิบกิโล

ถามท่านว่า เขตนี้มีความสำคัญอย่างไรนะ จึงต้องใช้เทวดาเป็นพัน รักษาเขตไกลเป็นสิบกิโล ?
ท่านก็ชี้มือลงไปเบื้องล่าง ก็มองตามนิ้วของท่านก็ไม่เห็นอะไร เห็นเป็นดิน

จึงถามว่า พี่อ้วน ชี้ให้ดูแผ่นดินทำไม แผ่นดินตรงนี้ฉันเดินทุกวัน แล้วพี่อ้วนให้ดูอะไร ?
พี่อ้วนก็บอกว่า ดูเลยดินไปหน่อยซิ

ด้วยอำนาจเทวานุภาพ บรรดาท่านผู้ฟัง สามารถบันดาลให้เห็นสิ่งสีเหลือง พรึ่บไปหมด มันเหลืองอร่าม คล้ายทองร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มบริเวณไม่มีว่างเลย และก็มันมีส่วนซ้อนกันสูงมาก เหมือนกับตั้งกองอิฐ อิฐกองเมื่อสูงแล้วก็กองต่อ ๆ ๆ ไป เป็นผืนใหญ่ แต่ว่าเป็นส่วนลึกมาก ถ้าจะขุดกันจริง ๆ ถ้าเทวดาไม่พาหนี ก็ต้องขุดกันเป็นกิโล ลึกเป็นกิโล กิโลเมตรนะ

และถ้าจะถามว่า เป็นทองคำธรรมชาติ เป็นทราย หรืออะไร ?
ก็ต้อง ตอบว่า ไม่ใช่ เป็นทองแท่งและก็เป็นทองแท่งใหญ่ ๆ

หันไปถาม พี่อ้วนว่า ทองแท่งใหญ่ ๆ นี้เดิมทีเดียวมันเป็นทองแท่ง หรือว่าเป็นทองชิ้นเล็ก ๆ ?
ท่านบอกว่ามีสองส่วน เป็นทองแท่งใหญ่ ๆ มาจากเดิมก็มี บางส่วนก็เป็นทองส่วนย่อยที่เขาทำให้มันเป็นแท่งใหญ่

ก็ถามว่า ใครทำ ?
ท่านก็บอกว่า เป็นหน้าที่ของเทวดาที่เป็นช่าง จะต้องจัดทำทองให้เป็นแท่งใหญ่ ๆ เพื่อจะรักษาสบาย ๆ

ก็ถามท่านว่า ทองแท่งใหญ่ ๆ ทั้งหมดนี้มันเต็มไปหมด มันกี่แสนตันก็ไม่รู้ ?
ท่านก็ส่ายหน้าบอกว่า พูดถึงแสนตันก็ยังไม่พอเลย ยังไม่พอกับจำนวนของทอง

ถามว่า สมบัติส่วนนี้เมื่อไรจะใช้ได้?
ท่านบอก ต้องรอไปซี เมื่อพ้นจากพระพุทธศาสนานี้หมดไปแล้ว ศาสนาพระสมณโคดม ตอนช่วงกลางจะมีพระปัจเจกพุทธเจ้า ก่อนพระศรีอาริย์ตรัส ช่วงนั้นก็จะมีพระเจ้าจักรพรรดิอุบัติขึ้นมาในโลก แล้วทองทั้งหมดนี้เป็นทองที่เขาเก็บไว้เพื่อพระเจ้าจักรพรรดิ

ถามท่านว่า ถ้าเวลานี้จะขอแบ่งมาใช้บ้างได้ไหม?
ท่านก็บอกว่า ผมมีหน้าที่เพียงแค่เฝ้า มีหน้าที่อย่างเดียว อยู่ยามอย่างอื่นก็ไม่มีหน้าที่ทำ ยามก็มีหน้าที่สังเกตการณ์ว่า ใครจะย่องมาเอาทองบ้าง และใครจะทำอะไรในเขตนี้ ผมรู้หมด ใครทำดี ใครทำชั่ว พระองค์ไหนประพฤติดี พระองค์ไหนประพฤติชั่ว คนที่มา ใครประพฤติดี ใครประพฤติชั่ว นั่งอยู่นอนอยู่ คิดเรื่องอะไร ทำเรื่องอะไร ผมรู้หมด

เลยถามว่า พี่อ้วนคนมันหลายคนนะ พี่อ้วนรู้ได้อย่างไร?
ท่านก็บอกว่า อย่าลืมว่า ผมเป็นเทวดานะ ผมไม่ใช่คน เทวดาย่อมมีอารมณ์เป็นทิพย์

ก็ถามว่า ถ้าอย่างนั้น อยากจะทราบความเป็นมาของคน ภายใน และความเป็นมาของคนภายนอก คนที่กำลังไปและคนที่กำลังจะมา พี่อ้วนทราบไหม ?
ท่านบอกว่า เรื่องเล็ก ทราบทุกอย่าง ถามอะไรถามได้เลย ใครโกหกท่านบ้าง ใครพูดจริงบ้าง ผมบอกได้เลย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ต่อไปนี้ผมรับอาสา มีอะไรถามผมก็ได้ แต่ตัวท่านเอง ไม่ต้องถามผมละมั้ง เพราะว่า ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ อยู่ใกล้ท่านอยู่แล้ว และท้าวมหาราชก็เป็นนายผม ท่านถามอะไรท่านบอกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเทวดาถ้าไม่ถามก็ไม่บอก

อย่างพิเภก ในเรื่องรามเกียรติ์ จริงหรือไม่จริงก็ไม่ทราบ ที่ไปอยู่กับ "พระราม" เป็นหมอดู พระรามให้ช่วยดู พิเภกก็กราบทูลขอพรว่า ถ้าไม่ถาม ก็ไม่ทูล ถ้าเรื่องอะไร ถามก็บอก เรื่องอะไรไม่ถามก็ไม่บอก เพราะการรบของพระราม รบกับญาติของพิเภก

นี่ก็เหมือนกัน ท่านพี่ชายยามท่านบอกว่า เทวดานี่ต้องถาม ถ้าไม่ถาม ถึงแม้ว่าท่านจะรู้เพียงใดก็ไม่บอก แต่บางกรณีที่มีความสำคัญ ท่านบอกก่อนเหมือนกัน ถ้ามีความจำเป็น แต่เรื่องธรรมดา ๆ ท่านไม่บอก

ก็ถามท่านต่อไปว่า ก็เป็นอันว่า ทองทั้งหมดนี้เขาเก็บเพื่อพระเจ้าจักรพรรดิ ใช่ไหม ?
ท่านก็บอกว่า ใช่ แล้วก็เหตุที่อารักขา ท่านบอกว่า ที่อารักขาไปไกลเพราะป้องกันคนที่คิดจะมานำทองไป

ก็ถามว่า ถ้ามีคนมาขุดทอง หรือทำพิธีต่าง ๆ ?
ท่านยิ้ม ท่านบอกว่าสบายมาก ทำพิธีเมื่อไร ผมก็ทำพิธีเมื่อนั้น

ถามว่า พิธีของพี่อ้วนน่ะมีอะไร ?
ท่านก็เลยบอกว่า กระบองนี่ไง ผมจะตีหน้าให้หน้ามืด เทวดาฆ่าคนตายไม่ได้ ตีทีไรทุพพลภาพทุกที

ก็หมดเรื่อง ถามท่านว่า ตีแรงหรือตีเบา?
ท่านบอกว่า แค่กระทบก็พอแล้ว มันสุดแล้ว แต่ใจผมจะนึกให้เป็นขนาดไหน ผมไม่ได้แกล้งเขา แต่เขาแกล้งผม ผมมีหน้าที่เฝ้า ผมก็ทำตามหน้าที่ ตามธรรมดาเทวดาไม่โกรธใคร

ก็รวมความว่าแค่หน้าประตู บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เจอะพี่อ้วนเข้า พี่อ้วนนี่ใจดี ความจริงเห็นมานานแล้วนะ เดินผ่านไปผ่านมาก็เห็นพี่อ้วนแกนั่งตรงนี้ แกยืนยามอยู่ที่เดียว

เคยถามว่าพี่อ้วน ยืนยามตรงนี้ คนมาหลังวัดเห็นรึ?
ท่านบอกว่า ที่ไหนผมก็เห็น

เอาละ เป็นอันว่าผ่านไป พูดมากเสียเวลา ต่อไปก็กลับเข้าที่กลับเข้าที่ก็พบ ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ ท้าวธตรฐ และท้าวเวสสุวัณ เห็นท่านยืนยิ้ม และปู่ย่า ตาทวด บิดามารดาก็มากันเต็ม และพระท่านก็มา

ท่านถามขึ้นว่า จะต้องการรู้อะไรอีก?
ก็บอกว่า ต้องการคุยกันเป็นนิทาน ต่อนี้ไปก็จะเที่ยวแผ่นดินทีละจังหวัด จังหวัดไหนมีทรัพย์สินอะไรบ้าง พอที่จะคุยกันได้ แต่ส่วนใดที่คุยไม่ได้ก็ไม่พูด ส่วนใดที่เขาจะเอาได้ก็ไม่พูด

แต่ส่วนใดที่เอาไม่ได้ จะพูด คำว่า เอา หมายถึง ทำลายทรัพย์สินเขา แย่งทรัพย์สินเขา ถ้าเป็นแร่ธาตุก็อาจจะพูดได้ หรือไม่พูดก็ได้ สุดแล้วแต่ท่านจะอนุญาต

ท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ต่อนี้ไปก็พึงรู้เสียด้วยว่า ใต้วัดท่าซุง นอกจากจะมีทองคำแล้ว ทองคำนี่ไม่ใช่ทองคำธรรมชาติ เป็นทองคำที่เขาฝากท่านไว้ เอามาอารักขา

และก็ไม่ใช่ทองคำจุดเดียวที่เป็นของพระเจ้าจักรพรรดิ มีทั่วไป และก็มีอยู่หลายประเทศ แต่ละกลุ่ม ๆ มีอยู่หลายประเทศ เพราะพระเจ้าจักรพรรดิเกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ครองโลก ชาวโลกทั้งหมดมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่เป็นใหญ่ คือ พระเจ้าจักรพรรดิ และพระเจ้าจักรพรรดิก็ปกครองโลกโดยธรรม

เวลาที่ใครเขาไม่มีจะกินไม่มีจะใช้ พระเจ้าจักรพรรดิก็สั่งขุนคลัง จงไปหาเงินมา จงไปหาทองมา ช่วยเลี้ยงเขา ขุนคลังนี้ก็มีทิพจักขุญาณแจ่มใสมากสามารถเห็นอะไรต่ออะไรได้ ตามความต้องการ จึงเดินนำคนไปชี้ตรงนี้ บอกว่า ตรงนี้ทองคำจงขุดขึ้นมา ทีนี้ก็เป็นเรื่องของเทวดา

ถ้าทองคำมากอย่างนี้ จะขุดขึ้นมามาก ๆ มันไม่ได้ เทวดาเขาก็จะให้เห็นเฉพาะจุด แต่พอสมควรว่าควรนำไปเท่าไร เห็นเท่านั้น นอกจากนั้นเห็นเป็นดินหมด และแต่ละคราวถ้ามีความต้องการมีความจำเป็น เขาจะให้ตามสมควร ที่นี่เป็นจุดหนึ่ง จุดเล็ก ๆ

ก็ถามท่านว่า นอกจากนั้น ใต้วัดมีแร่อะไรบ้าง ?
ท่านบอกว่า วัดนี้ตั้งอยู่บนยอดภูเขาเหล็ก มีแร่เหล็กมาก และก็อยู่ไม่ลึก แต่เป็นวัดเสียแล้วนี่ ขุดก็ไม่ได้ และค่าก็ไม่สูงไม่คู่ควรกัน

และถามท่านว่า ถ้าอย่างนั้น จังหวัดอุทัยธานี มีอะไรที่มีความสำคัญบ้าง?
ท่านก็ตอบว่า แร่ธาตุในจังหวัดอุทัยธานีมีเยอะ แต่ดินแดนที่จะพึงบอก ท่านบอกว่าบอกไม่ได้

ก็อยากจะบอกสถานที่ แต่ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เขารู้กันเอง อย่างแร่ที่มีความสำคัญ แต่ยังไม่นิยมใช้ อย่าง ยูเรเนียม อย่างนี้ไปหลังอุทัยธานีก็มี ถ้าแร่ดีบุกหรือแร่ต่าง ๆ ที่พึงใช้ มี แต่ว่าไม่มากนัก แต่ว่าแร่ยูเรเนียมมีเป็นหลายชั้น มีหลายชั้นด้วยกัน ชั้นบน ชั้นล่าง ชั้นต่อ ๆ ไป มีเยอะแฮะ ดูแล้วมีเยอะเป็นกลุ่ม ๆ มีกี่กลุ่มน้อ ?

ท่านบอกว่า เอากลุ่มใหญ่ ๆ จริง ๆ มีอยู่ ๓ กลุ่ม ในเขตปลายทาง ในป่าของ ๓ อำเภอ ท่านก็ไม่บอก ท่านห้ามบอกอำเภอ ทีแรกคิดจะบอกว่า ปลาย ๆ มันจะเป็นอะไร ท่านบอก เป็นหน้าที่ของเขา ของเราเป็นเรื่องของนิทาน จริงหรือไม่จริงใครก็ตำหนิกันไม่ได้

รวมความว่า แร่สำคัญนอกจากยูเรเนียม อ้าว! มองไปมองมา จังหวัดอุทัยธานีนี่มีแร่ทอง มีแฮะ คิดว่าจะไม่มี มีที่ไหน อีกอำเภอหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ไกลจากยูเรเนียมนัก มีกลุ่มทองคำ แต่ไม่มาก ถ้าทำแบบอุตสาหกรรม เป็นอะไรน้อ เป็นโรงงานที่เขาขุดน่ะ เป็นเหมืองแบบนั้นก็พอได้ แต่ทว่าต้องอดทน แต่ท่านบอกว่า ต้องใช้เวลานาน อย่าเพิ่งทำเลย

ถ้าทำทองคำเวลานี้ ที่จังหวัดอุทัยธานี จะขาดทุน ต้องรอเมื่อถึงเวลาอันสมควร คำว่า เวลาอันสมควร บรรดาท่านพุทธบริษัท ดูเรื่องของน้ำมัน เรื่องของน้ำมันนี้รู้เรื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ทว่าเทวดาท่านยืนยันว่า ต้อง พ.ศ. ๒๕๒๔ ไป ขอร้องท่านอย่างไร ท่านก็ยอมรับไม่ได้ ก็เป็นอันว่า ต้องถึง พ.ศ. ๒๕๒๔ แต่เรื่องของทองคำนี้พระท่านไม่บอกเวลา

เอาละ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า มองดูเวลา เหลืออีกแค่ ๒๕ วินาที ก็หมดเวลา ขอลาก่อนขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน .. สวัสดี

หลวงพ่อเล่าเรื่อง เหตุแผ่นดินไหว, โพรงดินในเมืองไทย (2 ตอน)




กดปุ่ม Play แล้วโปรดรอสักครู่ (ฟังต่อ ตอนที่ 2 และ พุทธพยากรณ์ และ ไทยจะเป็นมหาเศรษฐี ได้ที่นี่)



เวปหน้านี้ได้พริ๊นสกรีนมาให้ดู จะรู้ว่ามีการนำข้อมูลออกไปโพสต์ แต่ไม่กล้าอ้างอิง
จึงต้องใช้โค๊ตแปลงตัวอักษรเพื่อปกปิดไว้ หากคลิกเปิดก็จะรู้ว่าเอามาจากเวปไหน
นับเป็นตัวอย่างในเรื่องของ "มรรยาท" จากสมาชิกบางคนในเว็บไซด์นี้ที่อ้างเผยแพร่ธรรมะ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่ | ตั้งโพล | ตอบคำถาม

Go To Top