Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 29/6/17 at 20:55 [ QUOTE ]

ปี 2560 พระอาทิตย์ทรงกลด..หรือจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในสมัย รัชกาลที่ 10


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[01]
ตอนที่ ๑
[02] ตอนที่ ๒
[03] ตอนที่ ๓
[04] ตอนที่ ๔
[05] ตอนที่ ๕
[06] ตอนที่ ๖ ตอนจบ


ขอบคุณภาพข่าวจาก Thai PBS




......เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดสีรุ้ง นานกว่า 1 ชั่วโมง สื่อสังคมออนไลน์แห่แชร์ภาพจากสถานที่ต่างๆ

วันนี้ (29 มิ.ย.2560) ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ได้เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดขึ้น สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่พบเห็น เนื่องจากมีวงแหวนสีรุ้งล้อมรอบ ทำให้มีการแชร์ภาพ ลงในสื่อสังคมออนไลน์กันจำนวนมาก โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นนานนับชั่วโมง ทำให้มีการนำภาพจากหลายสถานที่มาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์


พระราชกฤษฎาภินิหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดย พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์


โพสท์ในเวปกองทัพพลังจิตพลังจิต โดย vibe เมื่อ 26-06-2005

......นับตั้งแต่ผมได้เริ่มทำการศึกษาวิจัยวิชาโหราศาสตร์ดวงดาวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “อิทธิพลของคราส” ผมได้มีโอกาสอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งได้แก่หนังสือพระราชพงศาวดาร และจดหมายเหตุโหรต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการค้นคว้า และได้พบข้อความที่บันทึกไว้ในเอกสารเหล่านี้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกเหตุทั้งร้ายและดีของบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น

อาทิ การเกิดสุริยคราส หรือจันทรคราส พระอาทิตย์ทรงกลด แผ่นดินไหว เป็นต้น ในวันที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงปราบดาภิเษก เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตราธิราชไทย เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๑๑ ได้ปรากฏข้อความในจดหมายเหตุโหรระบุไว้ว่า

“........ณ วันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย เพลาโมงเศษ เสด็จออกขุนนาง ตรัสประภาษเนื้อความ .......... พระราชสุจริต ปรารภตั้งอุเบกขาพรหมวิหาร เพื่อจะทะนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา และพระอาณาประชาราษฎรนั้น อัศจรรย์แผ่นดินไหวเป็นเวลาช้านาน..........”

แต่เดิมนั้น ผมในฐานะที่เป็นวิศวกรผู้หนึ่งมิได้ให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้มากนัก เนื่องจากมีความเชื่อว่า เป็นเหตุการณ์ประจวบเหมาะมากกว่า หรือผู้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ได้มีเจตนาเขียนเพิ่มเติมเหตุการณ์เรื่องราวในยุคสมัยนั้น ให้ดูขลังเป็นการเสริมพระบารมี พระบรมเดชานุภาพให้แก่พระมหากษัตราธิราชพระองค์หนึ่งพระองค์ใดเป็นพิเศษก็ได้

จนกระทั่งได้ประสบเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้มาหลายครั้ง จึงเกิดแนวความคิดที่จะประมวลเหตุการณ์สำคัญ ที่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติเข้าเกี่ยวข้องต่าง ๆ มาวิเคราะห์โดยใช้หลักวิชาพุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และโหราศาสตร์ มาผสมผสานกัน ผมจึงขอนำบางเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในรัชกาลปัจจุบันมายกเป็นตัวอย่างเล่าสู่กันฟังดังนี้

๑. ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช และองค์พระบุพมหากษัตราธิราชเจ้า เนื่องในวโรกาสวันสถาปนากรุงเทพมหานครครบรอบ ๒๐๐ ปี เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ พระอาทิตย์ได้ทรงกลดให้เห็นเป็นที่มหัศจรรย์

๒. ในวันที่เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามด้วยกระบวนพยุหยาตราชลมารค โดยเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๙ เมื่อเสด็จ ฯ ออกจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ได้เกิดพายุอย่างแรงมีฝนตกหนักเคลื่อนที่ตามหลังขบวนเสด็จ ฯ แล้วก็ซาเม็ดไป

และเมื่อเสด็จ ฯ ขึ้นประทับเรือพระที่นั่ง ที่ฉนวนน้ำ ท่าวาสุกรี ได้เกิดพายุฝนตามไล่หลังขบวนเสด็จฯ มาอย่างกระชั้นชิด เมื่อขบวนเสด็จ ฯ ถึงวัดอรุณราชวราราม พายุกลับสงบ ฝนหยุดตกขาดเม็ดสนิท เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ เมื่อเสด็จ ฯ ไปประกอบพระราชพิธีที่สำคัญ ๆ

๓. ในวันเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งถือได้ว่า เป็นกฎหมายที่สำคัญสูงสุดของประเทศแก่ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๐ เวลา ๑๗.๓๒ น. ได้เกิดฟ้าผ่าอย่างรุนแรงทันที และต่อมาได้มีพายุฟ้าผ่า ฟ้าคะนอง เกิดฝนตกหนักทั่วกรุงเทพมหานคร

ในวันเดียวกันได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างแรงขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่บริเวณตอนใต้ของหมู่เกาะในประเทศญี่ปุ่นได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นถึง ๒ ครั้ง ปรากฏการณ์ครั้งนี้คล้ายคลึงกับวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบดาภิเษก คือ มีจันทรุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้นล่วงหน้า และมีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในวันพระราชพิธีนั้น

การเกิดปรากฏการณ์ในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ได้เป็นที่ยอมรับกันมาแต่โบราณกาลว่า เป็นพระราชกฤษฎาภินิหารของพระมหากษัตราธิราชเจ้าในยุคสมัยนั้น


.....ส่วนความเห็นของผู้เขียนจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ไว้คอยติดตามกันต่อไป...

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 30/6/17 at 09:50 [ QUOTE ]



(Update ตอนที่ 2)


เผยความเชื่อ – สาเหตุ
เกี่ยวกับปรากฏการณ์
พระอาทิตย์ทรงกลด


(บทความจาก https://news.mthai.com/webmaster-talk/572835.html)

.....ในความเชื่อของคนไทยนับว่าถือดวงอาทิตย์เป็นเทวดาเบื้องบนองค์หนึ่ง สังเกตจากการเรียกนำหน้าว่า “พระ” ส่วนกลดก็ถือเป็นของสูงสำหรับพระ เช่น กลดของพระธุดงค์ ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบได้กับกลดของพระที่กำลังถูกล้อมรอบไว้ด้วยแสงของดวงอาทิตย์ไว้นั่นเอง จึงถือเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เป็น “มหิธานุภาพ” ของดวงอาทิตย์ มีความหมายในทางที่ดี มีมงคลแก่ทุกคนบนโลก

โดยวันที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจะเป็นวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ไม่มีฝนตกปุบปับอย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีลมพายุพัดเมฆฝนจากที่อื่นมา จึงสามารถจัดกิจกรรมหรือประเพณีในวันที่มีพระอาทิตย์ทรงกลดได้ดี


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม (ฉบับบริติชมิวเซียม)

.....สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (สมเด็จพระนเรศวร) ทรงช้างต้น เจ้าพระยาไชยยานุภาพ ติดน้ำมันหน้าหลังเป็นราชพาหนะ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า (พระเอกาทศรถ) ทรงช้างต้น เจ้าพระยาปราบไตรจักร ติดน้ำมันหน้าหลังเป็นราชพาหนะ

พร้อมด้วยช้างท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง เสด็จพยุหบาตราทัพโดยแถวสถลมารค ไปเข้าที่เสวยตำบลสระแก้วละเล่า แล้วเสด็จไปตามท้องทุ่ง เพลาเที่ยง พระอาทิตย์ทรงกลด ร่มช้างพระที่นั่งไปจนบ่าย ๓ โมง พอกระทั่งกองหน้าซึ่งตั้งตำบลหนองสาหร่าย เสด็จประทับเกยใต้ฉายาไม้ประดู่ใหญ่ อันสถิตเหนือจอมปลวก เอาเป็นนิมิตครุฑนามชัยภูมิ สั่งให้เร่งตั้งค่ายกองหน้าหลังปีกซ้าย ขวาเป็นกระบวนปทุมพยุห์

พระราชพงศาวดารกรุงเก่า (ฉบับหลวงประเสริฐ)

.....ศักราช ๙๔๗ ระกาศก (พ.ศ. ๒๑๒๘) พระเจ้าสาวถี (พม่า) ยกพลลงมาครั้งหนึ่งเล่า ตั้งทัพตำบลสะเกษ และตั้งอยู่แต่ ณ เดือนยี่ เถิงเดือน ๔ ครั้งเถิงถึงวันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ เวลารุ่งแล้ว ๔ นาฬิกาบาท เสด็จพยุหบาตราตั้งทัพชัยตำบลหล่มพลี แล ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ เสด็จจากทัพชัยโดยทางชลมารคไปทางป่าโมก มีนกกระทุงบินมาทั้งซ้ายขวาเป็นอันมากนำหน้าเรือพระที่นั่งไป

ครั้นเถิงวันพฤหัสบดี แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ เสด็จทรงช้างพระที่นั่งพลายมงคลทวีป ออกดาช้างม้าทั้งปวงอยู่ ณ ริมน้ำ และ พระอาทิตย์ทรงกลด และรัศมีกลดนั้นส่องลงมาต้องช้างพระที่นั่งมีทรงสัญฐานประดุจเงากลดนั้นมากั้นช้างพระที่นั่ง ครั้งนั้นตีทัพพระเจ้าสาวถีซึ่งตั้งอยู่ตำบลสะเกษนั้นแตกพ่ายไป ในปีเดียวนั้นพระมหาอุปราชายกพลมาโดยทางกำแพงเพชร ตั้งทำนาอยู่ที่นั้น


น้ำตาไหลทั้งประเทศ !!!
เปิดคำทำนาย "หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ"
ว่าเมื่อมี รัชกาลที่ ๑๐
แล้วจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น"




อ้างอิงบทความจาก
http://www.clip007.com/news-186372
http://variety.teenee.com/foodforbrain/76550.html

......ในสมัยที่ พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "หลวงพ่อ ฤๅษีลิงดำ" ยังมีชีวิตอยู่ ได้มีการรวบรวมคำเทศนาของหลวงพ่อไว้เป็นหนังสือชื่อ "ฤๅษีทัศนาจร" ซึ่งได้จัดพิมพ์ออกมาหลายเล่มหลายตอน โดยในเล่มที่ ๑ ตอน "เทวดาชวนขุดทอง" ได้มีการคำทำนายสอดแทรกไว้ และมีการทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดใน รัชกาลที่ ๑๐ ว่าจะมีผู้ใดมาขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๑๐ และจะมีเหตุการณ์ใดที่บ้าง ดังเนื้อหามีข้อความได้บันทึกไว้ดังนี้...


.....เมื่อแผ่นดินสะเทือน แผ่นดินสั่นเกิดขึ้น ดร.ปริญญา ก็บอกว่าเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติบ้าง แต่ทว่าเจ้าลิงนี่สิ ฤาษีลิงดำหัวหน้าทัศนาจรมันไม่ว่าอย่างนั้น พอแผ่นดินสะเทือน ก็กำหนดจิตคิดว่านี่มันเรื่องอะไร พอมีความดำริเท่านั้น ก็ปรากฎว่า บรรดาปิยสหาย คราวนี้ไม่ใช่หมาแล้ว กลายเป็นผี มีศักดิ์ศรีใหญ่ แต่งตัวสีแดงพรืดไปหมด ประมาณ ๗๐ - ๘๐ คน แล้วก็ประมาณสีเขียวสีดำอีกหลายร้อยคน เห็นบริเวณนั้นเกลื่อนกล่นไปหมด จึงถามว่า

"นี่...พ่อเทวดา แกมาทำอะไรกันอยู่ที่นี่ และทำไมแผ่นดินมันถึงสะเทือน"


เขาก็ชี้ไปที่ ท่านเจ้าพระยาโกษาป่อง คราวนี้ การไปคราวนี้ ท่านเจ้าพระยาโกษาป่อง น้องชาย เจ้าพระยาโกษาปาน ท่านไปด้วย (ความจริงชื่อนี้สมมติขึ้นมา อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง ๆ...ล้อกัน และ เจ้าพระยาโกษาป่อง เป็นใครก็อย่าคิด อย่าถาม ถามก็ไม่บอก) แกก็เลยบอกว่า

"เจ้าพระยาโกษาป่อง มันคิดจะขุดทรัพย์ มันคิดว่าที่นี่มีทรัพย์มาก มันอยากจะได้ทรัพย์ใต้แผ่นดิน ในเมื่อมันคิดอย่างนั้นก็เลยทำให้มันรู้ว่ามีจริง"

ก็เลยถามเขาว่ามีมากไหม เขาบอกว่า เฉพาะทองคำประมาณ ๑๕ ตัน เห็นจะได้ แล้วยังมีแก้วที่มีค่ามาก ทีนี้ถามเขาว่า

"มันอยู่ลึกไหมวะ จะขุดได้ไหม ?" แกก็เลยบอก

"ขุดไม่ยากหรอก มันไม่ลึกเท่าไหร่ ประมาณ ๑ กิโลเท่านั้นก็ถึง ก็เสร็จ" ก็เลยบอกว่า

"นี่...แกไม่น่าจะบอกอย่างนี้นี่ เป็นของที่เกินวิสัยที่คนจะขุดได้ ทำไมถึงบอกอย่างนั้น"

เขาก็หัวเราะ ยังได้ถามว่าทรัพยากรทั้งหลายเหล่านี้ จะปรากฎเป็นผลดีแก่ประเทศชาติในสมัยไหน เขาก็เลยบอกว่า


"อานุภาพของทรัพยากรทั้งหลาย จะปรากฎขึ้นในตอนกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยนั้นจะปรากฎว่า ประเทศจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์เป็นกรณีพิเศษ ทุกสิ่งทุกอย่างจะพร้อมมูลบริบูรณ์ จะกลายเป็นประเทศมหาเศรษฐีเขตหนึ่ง อย่าว่าแต่เฉพาะในเอเซียเลย แม้แต่ยุโรปก็ต้องเอาใจ"


"ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าอำนาจบุญบารมีของกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ คือกษัตริย์รัชกาลที่ ๙ เป็นผู้มีบุญบารมีใหญ่ ปูพื้นฐานเอาไว้ แล้วก็พระโอรสาธิราชที่จะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ก็เป็นพระราชาที่มีบุญบารมีใหญ่ ที่คนทั้งหลายคิดว่า จะทำลายประเทศไทยให้เป็นคอมมิวนิสต์ มีจิตหยาบปรารถนาจะให้คนไทยทั้งชาติ ที่มีความเคารพในพระพุทธศาสนาเป็นทาสของบุคคลกลุ่มเดียว ไม่มีความหมาย เพราะความหวังตั้งใจของบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ เขาจะพาตัวเขาพินาศไปเอง เพราะอำนาจบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีสมรรถภาพเป็นพิเศษ"

เขาว่าอย่างนั้น ก็เลยบอกว่า "โมทนาด้วยน่ะ แล้วก็ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นเทวดา ก็ต้องช่วยกันนะ" เขาก็เลยบอกว่าช่วยกัน ก็เลยถามต่อไปว่า

"การที่ทำแผ่นดินสะเทือนนี่น่ะ เป็นปัจจัยเพราะ เจ้าพระยาโกษาป่อง แกมีความละโมบโลภมาก อยากจะได้ในทรัพย์ในแผ่นดินนั้นใช่ไหม ก็มีท่านหนึ่งบอกว่า ไม่ใช่ ไอ้เจ้าพระยาโกษาป่องนี่มันเพื่อนกัน เคยเป็นเพื่อนร่วมกันมา

แต่ว่าตอนนี้ตามันยังไม่ดี แต่ทว่านิสัยเขาก็ดี ก็คือว่า ชอบสร้างตัวเป็นคนสุจริต ไม่ทุจริตโกงเงินโกงทองของรัฐบาล รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แล้วก็มีจิตประกอบไปด้วยกุศล อย่างนี้จึงแสดงอาการให้ปรากฏ และอีกประการหนึ่ง คนที่มาทั้งหมดนี่ เป็นอันว่า ๙๙.๙๙ % จัดว่าเป็นคนที่มีบุญใหญ่ มีศักดิ์ศรีใหญ่ ก็เลยถามว่า

"คนที่มีบุญใหญ่ มีศักดิ์ศรีใหญ่น่ะ มันใหญ่กันตรงไหน ?"

เขาก็บอกว่า "ใหญ่" ตรงที่มีความดีน่ะซิ เพราะการมาคราวนี้นี่ ตั้งใจจะมานมัสการพระดี ที่เรียกกันว่า สุปฏิปันโน และพระทั้งหลายเหล่านั้น คณะเขาเอง


หมายเหตุ ทีมงานเว็บวัดท่าซุง ขออธิบายเพิ่มเติมคำว่า "เจ้าพระยาโกษาป่อง" เป็นคำที่ท่านล้อเล่นกับ "พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์" หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า "ท่านเจ้ากรมเสริม" อดีตเจ้าของ "บ้านสายลม" ส่วนคำว่า "ดร.ปริญญา"ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ ดร.ปริญญา นุตาลัย อดีตประธานคณะกรรมการผู้ชำนาญการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านพัฒนาแหล่งน้ำ (ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา)

อ่านหนังสือ ฤาษีทัศนาจร (เล่ม ๑) ฉบับเต็มได้ที่นี่ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=841

(โปรดติดตามตอน "คำทำนายอนาคตของโลก" ทียังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน)


◄ll กลับสู่ข้างบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 30/6/17 at 10:05 [ QUOTE ]



(Update ตอนที่ 3)



คำทำนาย "นารีขี่ม้าขาว"


เป็นคำทำนายปลอม ไม่ใช่ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

......ก่อนจะถึงตอนบันทึกคำทำนายโลก ผู้เขียนขอย้อนเหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งมีการลงบทความนี้ใน "ไทยโพสต์" ระบุว่าเป็นคำทำนาย "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" และบทความ "เปลว สีเงิน" โดยเผยแพร่ทั่วไปในโลกออนไลน์ด้วย ทางเว็บวัดท่าซุงจึงได้ชี้แจงไปดังนี้

เรียน คุณเปลว สีเงิน

.....ตามที่ท่านได้ลงข้อความในวันนี้ กล่าวอ้างถึงคำทำนาย "อนาคตของประเทศไทย" ซึ่งมีการนำไปโพสแพร่หลายเว็บไซด์อยู่ในเวลานี้ มีข้อผิดพลาดในการคัดลอกต่อๆ กันมาตลอด ทางเว็บมาสเตอร์เกรงว่าจะเสียหายถึงชื่อเสียงและเกียรติคุณของหลวงพ่อวัดท่าซุง ตลอดถึงความไม่เข้าใจของคณะศิษย์ที่เคารพนับถือในองค์ท่าน บทกลอนที่ต่อเติมไปจากคำพูดของหลวงพ่อฯ

"คณะทีมงานเว็บวัดท่าซุง" จึงขอชี้แจงว่า "บทกลอน" บทนี้ท่านไม่เคยพูดไม่เคยกล่าวไว้ที่ไหนเลย ส่วนข้อความที่กล่าวไว้จริงๆ นั้นได้โพสอยู่ในเว็บวัดท่าซุง เมื่อวันที่ 21/7/08 at 17:44 ดังที่ได้แนบ URL มาให้ตรวจสอบดูต้นฉบับนี้ จะเห็นว่าไม่มีบทกลอนอยู่ในเนื้อหาเลย ซึ่งมีหลักฐานวันเวลาที่โพสอยู่ สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ที่นี่ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=680

ฉะนั้น จึงขอความกรุณาช่วยแก้ข่าวในวันพรุ่งนี้ด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง เพื่อความสบายใจแก่คณะศิษย์ฯ ที่เคารพนับถือท่านทั่วประเทศ จึงเรียนมาเพื่อทราบ.

ขอได้รับความนับถือ

"ทีมงานเว็บวัดท่าซุง"

21 ต.ค. 2551


ข้อความนี้ได้มีการเผยแพร่ในไทยโพสต์ ต่อมาคุณเปลวสีเงินก็ได้แถลง ดังนี้

24/10/51

คำชี้แจงของ คุณเปลวสีเงิน

.....เอาละครับ..ผมไปสร้างเรื่องให้เป็นเหตุเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลา วานนี้ก็มีอี-เมล์เข้ามาให้ผม "ช่วยแก้ข่าว" ผมทราบก็ทั้งร้อนใจ และเสียใจที่ทำให้ผู้อื่นไม่สบายใจ ดังนี้ครับ

ขอบคุณครับที่แจ้งให้ทราบ และผมก็จัดการให้ตามที่แจ้งนี้แล้ว และผู้ประสงค์จะอ่านบทความเรื่อง "อนาคตของประเทศไทย" ฉบับถูกต้องของหลวงพ่อ ก็เปิดดูได้ตามเว็บที่ทางวัดแจ้งมานะครับ.


.

คำทำนาย "อนาคตของประเทศชาติ"

บรรยายโดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ


อ่านรายละเอียด - http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=680

พุทธทำนาย

.....ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า พระเจ้าอังครัฐ เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด

พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่ง พระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ เมืองอังครัฐ ก่อน ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า

“พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปี”

เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่าเมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใครๆ เพราะความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร

จากคำพยากรณ์ของ พระพุทธโฆษาจารย์ ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระผู้ได้ฌานสมาบัติก็ดี และจากพระพุทธทำนายก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า

“.....เมืองไทยเรานี้จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใครๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้ แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกันและไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง”


ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นหรือ..?

.....ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า ทำไม พระพุทธโฆษาจารย์ จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?

เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้ ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า

".....พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐ เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก...”


.....ท่านผู้อ่านคงได้อ่าน "อนาคตของประเทศชาติ" กันอย่างละเอียดแล้ว นั่นท่านได้บรรยายไว้ เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นการเยี่ยมเยียนทหารที่ ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา สมัยนั้นยังมีภัยของคอมมิวนิสต์ หลวงพ่อท่านกล่าวอีกว่า....

".....แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปริวิตก และทรงมีความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังวัดของอาตมา (วัดท่าซุง) และได้ตรัสถามความเป็นไปของบ้านเมืองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ว่า “ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่งสมบูรณ์จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัดๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้วและเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป...”


(โปรดติดตามตอน "คำทำนายอนาคตของโลก" ทียังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน)


◄ll กลับสู่ข้างบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/7/17 at 07:46 [ QUOTE ]



(ตอนที่ 4)

Update 15 กรกฎาคม 2560


พระอาทิตย์ทรงกลดที่ "วัดท่าซุง" เช่นกัน

ณ วันงานพิธีฉลอง "พระเจ้าพรหมมหาราช"


เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐

......นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ผู้เขียนได้เขียนสดุดี (ในเว็บวัดท่าซุงและเฟสบุค) เทิดทูนพระคุณความดีของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๑ ปีเกิด (วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๖๐ - วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๐) โดยยกย่องผลงานของท่านที่ได้ทำประโยชน์ต่อแผ่นดินไทยมาโดยตลอดชีวิตของท่าน เพื่อช่วยจรรโลงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทั้ง ๓ สถาบัน

นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อ หรือจะบังเอิญก็ไม่ทราบได้ ปรากฏว่าพอวันรุ่งขึ้น วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ สื่อมวลชนต่างก็พาดหัวข่าวว่า พระอาทิตย์ทรงกลด ๒ ชั้นสวยงามมาก สามารถมองเห็นได้หลายแห่ง จึงขอรวบรวมเหตุการณ์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ครบถ้วนตามความเป็นจริง แต่ก็พอนำมากล่าวไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้



(ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๐)

...ครั้นถึงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ (สังเกตได้ว่าลงเลข ๙ เหมือนกัน) พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล และ พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต พร้อมด้วยคณะศิษย์ทั้งหลาย ทำพิธีบวงสรวงประจำปี ๒๕๖๐

เนื่องใน "งานพิธีฉลองชัยชนะ" บริเวณ พระบรมราชานุสาวรีย์ "พระเจ้าพรหมมหาราช" วัดท่าซุง ขณะที่จะเริ่มพิธีจุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรี เวลา ๐๙.๐๐ น. ปรากฏว่ามีพระอาทิตย์ค่อยๆ เริ่มจะตั้งวงรัศมีบนท้องฟ้า จนกระทั่งเสร็จพิธีในเวลาเที่ยง ต่างก็ได้เห็นวงรัศมีรอบพระอาทิตย์ทรงกลดอย่างสวยงาม



(ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมฯ)


.....ในวันนั้น พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต พร้อมด้วยคณะฯ ก่อนที่จะออกเดินทางไปจำพรรษา ณ วัดสิริเขตคีรี (วัดพระร่วงผดุงธรรม) อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ขบวนรถประมาณ ๑๐ กว่าคัน ก็ได้เห็นพระอาทิตย์ทรงกลดขึ้นเหนือยอด "วิหารสมเด็จองค์ปฐม"

ขณะออกเดินทางต่างแหงนหน้ามองขึ้นไปบนทั้งฟ้า จะเห็นรัศมีวงกลมรอบพระอาทิตย์ชัดเจนเหมือนกับวันที่ ๒๙ มิถุนายน (แต่ไม่มี ๒ ชั้นเหมือนวันนั้น) เป็นเหมือนฉัตรกางกั้นอยู่เหนือศีรษะในเวลาเที่ยงวันพอดี อากาศก็สบายๆ แสงแดดไม่ร้อนแรงนัก





(ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ วิหารสมเด็จองค์ปฐม)



(ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ โดย
ผู้หมวดบุญรอด เห็นที่ระยอง ภาพถ่ายมี "ดวงสีแดง" คล้ายริมฝีปากอยู่ด้วย)






(พระอาทิตย์ทรงกลดขณะที่ ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล,
พระครูสังฆรักษ์สุรจิต, พระปลัดวิรัช กำลังหล่อพระที่บ้านช่างเนียน)

.....ส่วนพระอาจารย์ชัยวัฒน์ไม่สามารถอยู่ร่วมพิธีด้วย แต่ก็ได้ร่วมทำบุญไปเจ้าภาพผู้จัดสร้างแล้ว (คุณบี๋) เมื่อไปถึง วัดสิริเขตคีรี อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ในเวลาเย็น มีคณะชาวศรีสัชนาลัยเตรียมจัดเลี้ยงอาหารเย็น หลังจากทำบุญภายในพระอุโบสถ

ถวายเพื่อปฏิสังขรณ์วัดเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ถวายส่วนองค์พระที่จำพรรษา ๘ รูป รวม ๑๑,๒๐๐ บาท และร่วมสร้างพระชำระหนี้สงฆ์อีก ๕,๐๐๐ บาท ในขณะที่กล่าวนำถวายทานนั้น ปรากฏว่าเสียงหมาหอนขึ้นพร้อมกันทันที เหมือนกับที่วัดท่าซุงนั่นแหละ ตามที่หลวงพ่อบอกว่า หมามันเห็นเทวดาแล้วก็หอนพร้อมกัน แล้วก็หยุดพร้อมกันด้วย

เสร็จจากการทำบุญวันเข้าพรรษาแล้ว พวกเราก็เข้าที่พักจัดที่หลับนอนกัน ขณะที่จะเข้านอนอยู่แล้ว กลับมีคนร้องเรียกให้ออกไปข้างนอก เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. พร้อมกับชี้มือขึ้นไปบนท้องฟ้า จึงมองเห็นพระจันทร์ทรงกลด ตั้งรัศมีวงกลมอยู่โดยรอบ มีบางคนที่ออกไปยังอยู่ในชุดนอน บ้างก็หอบเสื่อหอบหมอนออกไปดูด้วย กลัวว่าจะจางหายไปเสียก่อน ส่วนผู้เขียนออกไปไม่ทัน แต่ก็ได้เห็นรูปภาพตามที่เห็นนี้



(ภาพนี้ "พระจันทร์ทรงกลด" เกิดขึ้นเมื่อ คืนวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ วัดสิริเขตคีรี)




.....ตามที่ผู้เขียนลำดับเหตุการณ์มานี้ ตามโบราณประเพณีบอกว่า จะเป็นสิริมงคลต่อประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ผู้เขียนจึงอยากจะลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นผลดีเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ก็เป็นกำลังใจของประชาชนในเวลานี้ ที่อยากจะเห็นบ้านเมืองและพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองต่อไป...


(โปรดติดตามตอนต่อไป "คำทำนายอนาคตของโลก" ทียังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 15/7/17 at 05:07 [ QUOTE ]



(ตอนที่ 5)

Update 22 กรกฎา่คม 2560


......สำหรับสถานการณ์โลกในตอนนี้ พอดีได้พบบันทึก "คำทำนาย" ที่ท่านไปอเมริกาเมื่อปี ๒๕๒๖ ซึ่งท่านบันทึกไว้ด้วยลายมือของท่านนานกว่า ๓๐ ปีแล้ว จะได้นำมาลงให้อ่านกันต่อไป

ก่อนอื่นขอนำบทความเรื่อง "สงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่มีหรอก" จาก dailynews.co.th มาให้อ่านวิเคราะห์กันก่อน ซึ่งมีการอ้างว่าเป็นคำนายของ "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้รู้เห็นอะไร และบทความนี้เขียนขึ้นก็เพื่อจะโต้แย้งคำทำนายของหลวงพ่อนั่นเอง (ตัวหนังสือสีแดง)

แต่ท่านก็เสียหายไปแล้ว จากความผิดพลาดในการสื่อสังคมออนไลน์สมัยนี้ ควรที่พวกเราจะได้ช่วยกันรักษาต้นแบบเอาไว้ ซึ่งจะได้นำมากล่าวตอนจบว่า คำทำนายต้นฉบับจริงของท่านนั้นเป็นอย่างไร

สงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่มีหรอก


ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/362433

หลังเกิดเหตุยิงถล่มในปารีส ตามด้วยรายการ “เอาคืน” ฐานกำลังกลุ่มไอเอสในซีเรีย ทุกวงสนทนาตั้งคำถามซัดกันรุนแรงขนาดนี้ จะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ ?

.......หลังเกิดเหตุยิงถล่มโรงแสดงคอนเสิร์ต, สนามฟุตบอลในปารีส ตามด้วยรายการ “เอาคืน” ซึ่งไม่เพียงเครื่องบินรบฝรั่งเศสบดขยี้ฐานกำลังกลุ่มไอเอสในซีเรีย รัสเซียก็จัดหนักสุดเอาคืนเหมือนกัน เมื่อไอเอสประกาศว่าที่เครื่องบินโดยสารหมีขาวตกน่ะ เพราะข้าวางระเบิด...

คนทุกวงสนทนาตั้งคำถามซัดกันรุนแรงขนาดนี้ จะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ ?

จังหวะเดียวกันหลายๆ ท่านได้รับข้อความคำพยากรณ์ของ "พระราชพรหมยาน" หรือที่เรารู้จักท่านในชื่อ "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ในหนังสือธัมวิโมกข์ ผมมิได้เห็นต้นฉบับแท้ๆ เป็นอย่างไร แต่ที่คัดมากันเผยแพร่ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กน่าตกอกตกใจอยู่ อย่างนี้ครับ ท่านพยากรณ์ว่า


"...มหาสงครามจะเข้า ภายหลังจากที่ฝรั่งเศสถูกก่อการร้ายอย่างหนัก สงครามใหญ่จะเริ่มที่ตะวันออกกลาง แผ่นดินกลายเป็นทะเลเพลิง นิวเคลียร์ถล่มเกิดรังสีโรคระบาด ผู้คนตายเป็นใบไม้ร่วง..."

คำถามว่าที่มหาอำนาจรุมถล่มไอเอส หรือไอซิสขณะนี้ จะขยายไปสู่ความเป็นสงครามโลกครั้งใหม่หรือไม่ จึงมิใช่ความกังวลเลื่อนลอยไร้สาระเสียทั้งหมด

ในวงสนทนาที่ผมมีส่วนร่วมย่อมไม่พลาดประเด็นนี้ เพราะในวงมีเพื่อนเป็นนายทหารผู้ใหญ่ มีสื่อที่ประสบการณ์แน่นปั้กและสื่อรุ่นใหม่ มีนักธุรกิจมีนักวิชาการ ไปจนถึงมนุษย์สามัญชนคนธรรมดา ส่วนใหญ่เชื่อว่าไปไม่ถึงจุดนั้น

น้ำหนักมากสุดมาด้วยการศึกษาอดีต สงครามโลก 2 ครั้งคู่สงครามต่างเป็นชาติมหาอำนาจ กำลังพอฟัดพอเหวี่ยงกัน

ครั้งที่ 1 ฝ่ายหนึ่งอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย อีกฝ่ายเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี ส่วนครั้งที่ 2 อังกฤษ รัสเซีย อเมริการ่วมเป็นเจ้าภาพ อีกฝ่ายเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น จะเห็นว่าอานุภาพล้วนน่าเกรงขามสมน้ำสมเนื้อ

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างมาก ฝ่ายหนึ่งผนึกกำลังมหาอำนาจไว้ครบ มีอเมริกาเป็นหัวโจก พันธมิตรดั้งเดิมก็ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และกลุ่มนาโต้ เป็นกำลังสำคัญ บวกพันธมิตรข้ามทวีป ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เมื่อรัสเซียซึ่งมักยืนคนละฝั่งตอนนี้จับมือกันแน่น

ยิ่งกว่านั้น กลุ่มชาติอาหรับร่ำรวย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน บาห์เรน กาตาร์ ฯลฯ ร่วมปักหลักอยู่แถวหน้า

คู่ต่อสู้คือไอเอส,กลุ่มติดอาวุธผู้ประกาศตนก่อตั้งรัฐอิสลาม มีฐานในอิรัก, ซีเรีย โลกรู้จักในนามกลุ่มก่อการร้ายจับคนเรียกค่าไถ่ไม่จ่ายก็ฆ่าตัดหัวโชว์จนขึ้นชื่อในความป่าเถื่อนโหดเหี้ยม รายได้หลักขายน้ำมันในตลาดมืด อาวุธหนักคาร์บอมบ์ ระเบิดพลีชีพ ฆ่าหมู่ผู้ไม่มีทางต่อสู้ป้องกันตัว

ในวงสนทนาของผมเห็นสอดคล้องกันว่า ศักยภาพไม่ถึงชั้นจะเป็นคู่สงครามระดับโลก น่ากลัวที่สุดคือการกำจัดไอเอส จะต้องสูญเสียชาวมุสลิมผู้บริสุทธิ์ไปเท่าไหร่ ?


.....นี่ก็เป็นความเห็นในสถานการณ์โดยรวมอีกมุมหนึ่ง เป็นธรรมดาของคนที่อยู่ในโลก ก็ต้องระมัดระวังเป็นธรรมดา ยิ่งในสมัยยุคปัจจุบันนี้แล้ว กลับมีภัยอันตรายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ความกลัวที่มีมากที่สุดก็คือ ภัยของธรรมชาติ คือเรื่องของแผ่นดินไหว เป็นต้น กับภัยของสงครามนิวเคลียร์ แต่ระหว่างที่รอเวลา ต่างก็ต้องแสวงหาผู้หยั่งรู้มาบอกเหตุการณ์ ทั้งนี้ เพื่อความสบายใจและการอยู่เป็นสุขตามประสาชาวโลกต่อไป...

(โปรดติดตาม "คำทำนายอนาคตของโลก" ตอนจบ)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/7/17 at 05:09 [ QUOTE ]



(ตอนที่ 6 ตอนจบ)

Update 28 กรกฎา่คม 2560




...นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ กระทู้นี้เริ่มเขียนวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ อันเป็นวันที่ "พระอาทิตย์ทรงกลด" ให้ประชาชนได้เห็นทั่วไป ต่อมา "พระอาทิตย์ทรงกลด" ที่วัดท่าซุง

เนื่องในพิธีบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราช เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ จากนั้นก็เขียนไปเรื่อยๆ จนถึง "ตอนจบ" ครบ ๑ เดือนวันนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ อันเป็น "วันเฉลิมพระชนมพรรษา" พอดี

.....ด้วยเหตุนี้ เนื่องในอภิรักขิตสมัยอันเป็นศุภนิมิตหมายที่ดี ด้วยรัศมีแห่งพระอาทิตย์ทรงกลด จึงนับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของพระองค์ ยิ่งด้วยพระบารมีแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ อีกด้วยอานุภาพแห่งเทพยดาผู้รักษาเศวตฉัตร พรั่งพร้อมด้วยอิทธานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช

คงจะช่วยปกป้องคุ้มครองภัย เพื่อถวายพระพรชัยมงคลให้ฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบรอบ ๖๕ พรรษา ขอให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน

และมีความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผลด้วยพระราชอิสริยยศ เพื่อเป็นบุญวาสนาของชาวไทยยุคชาวศิวิไล ด้วยทรัพยากรสมบัติของแผ่นดินจะได้ปรากฏ ในสิริราชสมบัติของพระองค์โดยกาลสมัยนี้ เพื่อไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ทุกถ้วนหน้าตลอดกาลนานเทอญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า

ทีมงานเว็บวัดท่าซุง และ เว็บตามรอยพระพุทธบาท




ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล
เปิดเผยบันทึกส่วนองค์หลวงพ่อ

.....แต่ก่อนที่จะพบกับคำทำนายชิ้นนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้พบโดยบังเอิญ เช่นกับที่ได้พบบันทึกส่วนองค์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ โดยท่านท่านเจ้าคุณฯ ได้นำมาเปิดเผยเป็นครั้งแรก เมื่อวันบวงสรวงที่มณฑปหลวงปู่ปาน (๘ ก.ค. ๖๐) และท่านได้นำมาเล่าซ้ำให้พระภิกษุสายอีสาน (๑๑ ก.ค. ๖๐) ฟังอีกครั้งหนึ่งว่า...

.....ลูกหญิงลูกชายของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน...จำนวนกี่คน...อยู่ที่ไหนบ้าง...ไปนิพพานได้แล้วกี่คน ดังนี้
- คนธรรมดาที่นิพพานแล้ว..๑,๓๗๐,๐๓๒ คน
- ลูกหญิงที่นิพพานแล้ว...๗๐๐,๐๓๕ คน
- ลูกชายที่นิพพานแล้ว..๓,๗๔๔,๔๗๕ คน

- ที่อยู่ชั้นพรหม
ลูกหญิงมี..๗๔๐,๓๔๓ คน, ลูกชายมี...๔๐,๐๕๒ คน

- สวรรค์ทุกชั้น
ลูกหญิงมี...๑,๕๓๐,๐๐๒ คน, ลูกชายมี..๓๒,๐๐๐ คน

- ในโลกมนุษย์
ลูกหญิงมี..๓๐๐,๐๐๐ คน, ลูกชายมีไม่กี่พันคน (ท่านเจ้าคุณฯ ไม่บอกตัวเลข) ที่ไปนิพพานได้หมด


** (สำหรับพระสงฆ์ พระอาจารย์ชัยวัฒน์ยืนยันว่า เคยได้ยินท่านพูดในพระอุโบสถวัดท่าซุง ท่านบอกว่า พระสงฆ์สายท่านจะไปนิพพานได้ประมาณ ๔๐๐ รูป)

.....เป็นอันว่า เรื่องนี้จึงมีความสำคัญมากต่อองค์ท่านเป็นอย่างมาก สำหรับการเกิดมาในชาตินี้ เพราะภารกิจในการมีชีวิตอยู่ในชาติสุดท้ายนั้น เพื่ออยู่รอสงเคราะห์ลูกๆ เท่านั้น ทั้งนี้ผลก็ได้สำเร็จเป็นไปตามความประสงค์ทุกประการ ตามคำพูดของท่านที่บอกไว้ก่อนล่วงหน้ากับ พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทีป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ว่า..

“....ฉันนั้นได้เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้ แต่หากดำรงเจตนาเดิมก็จะต้องมาเกิดอีกถึง ๗ ชาติ จึงจะได้พบและอุปการะลุกหลาน, ญาติมิตร ที่เคยเกี่ยวข้องผูกพันกับฉันมาในอดีตชาติได้ทั้งหมด ซึ่งนับเป็นภาระที่หนักมาก และฉันก็เบื่อหน่ายโลกมนุษย์นี้เต็มทน จึงได้ขอลาพุทธภูมิ และขอเอาชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของฉัน

ดังนั้น ภาระในชาตินี้ของฉันจึงมีมาก เพราะจะต้องอยู่ช่วยลูกหลานญาติมิตร ที่เคยเกิดร่วมภพร่วมชาติกับฉันมาในอดีตชาติ และมาเกิดทันฉันในชาตินี้ทั้งหมด ให้พ้นจากอบายภูมิด้วย หากผู้ใดมีบุญบารมีก็จะได้ไปถึงพระนิพพาน.....


.....นั่นเป็นคำปรารภของท่านเมื่อปี ๒๕๑๒ หลังจากท่านสร้างวัดและจัดงานฝังลูกนิมิตแล้ว ต่อมาอีก ๑๐ ปี คือปี ๒๕๒๒ ท่านก็ได้ปรารภกับพระภิกษุและญาติโยมภายในวัดท่าซุงอีกว่า...

โอวาทหลวงพ่อขอฝาก "วัดท่าซุง" ไว้ให้กับลูกทุกคน
ช่วยกันรักษาตราบเท่าอายุพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี

"...บรรดาลูก ๆ ทั้งผู้หญิงผู้ชายที่มีเจตนาดี และลูกพวกนี้ก็ดี และพวกท่านก็ดี ก็ติดตามกันมาแล้วทั้งหมด ถ้าเราจะใช้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณกำหนด ก็ถือว่าเราติดตามกันมาแล้วอย่างน้อยก็ ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป เป็นการบำเพ็ญบารมีร่วมกันมานาน

ฉะนั้นในชาตินี้ คณะพวกท่านทั้งพระภิกษุสามเณร และลูกหญิงลูกชายทั้งหมด ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในชาติก่อน ๆ ต่างคนต่างก็มารวมกัน มาช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา"

"...ส่วนมากพวกท่านก็ได้มโนมยิทธิ ซึ่งเป็นอภิญญาที่มีความสำคัญ กรรมฐานวิชชาสามก็ดี อภิญญาก็ดี คนที่จะก้าวเข้ามาในเขตนี้นะ มันยากเหลือเกิน ถ้าไม่บำเพ็ญบารมีมาแล้วด้วยดีนะ ให้ฝึกไปจนตายมันก็ไม่ได้ และนอกจากจะไม่ได้แล้ว บางคนก็บังเอิญจะได้ ได้แล้วก็ไปทิ้ง

นี่การได้แล้วไม่ทิ้ง ฝึกฝนด้วย ดีแสดงว่าบารมีของเราเต็ม การฝึกฝนมาแบบนี้ ก็แสดงว่าพวกท่านสร้างความดีไว้มากตั้งแต่ชาติในอดีต จงถือว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของพวกเรา จำไว้ให้ดีนะ แต่ว่าใครจะเกิดอีกต่อไปก็ตามใจเถิด ผมไม่ได้ว่าอะไรหรอก...

เป็นอันว่า การติดตามกันมาเป็นระยะเวลา ๑๖ อสงไขยและแสนกัป ทีนี้ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องตามกันอีกแล้ว จะไปตามในเมืองนรกจะพบหรือไม่พบ ก็ไม่บอกนะ เป็นอันว่าเราก็เลิกเกิดกันเสียที

พวกท่านนี่..ความจริงถ้าหากว่าจะว่ากันโดยบารมี และบรรดาลูก ๆ ก็เหมือนกัน การบำเพ็ญบารมีมานี่...มันก็เกินไปเสียแล้ว...มันล้น เขาเรียกว่า "บารมีล้น" เพราะว่า "สาวกภูมิ" นี่เขาบำเพ็ญบารมีกันเพียง ๑ อสงไขยกับแสนกัป สำหรับผมที่ต้องว่ากันถึง ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป ก็เพราะว่าตอนนั้นได้ปรารถนาพระโพธิญาณ..."

"...ฉะนั้นหากว่าเวลานี้ บรรดาลูกหญิงก็ดี ลูกชายก็ดี ภิกษุสามเณรก็ดี ยังเห็นภารกิจในพระพุทธศาสนามีความสำคัญ ผมก็คงจะอยู่ได้อีกหลายวัน ถ้าหากว่าพวกท่านไม่เห็นความสำคัญเมื่อไร ผมก็ไม่อยู่..."

"...ผมจะตายหรือผมจะมีชีวิตอยู่ ขอพวกท่านทั้งหมดให้ตั้งใจไว้ว่า เราเป็นคนกลุ่มเดียวกัน จงอย่าทำตนเหมือน ไภิกษุโกสัมพีไ ในสมัยนั้นองค์สมเด็จพระชินสีห์ยังมีชีวิตอยู่ ต่างคนต่างก็อวดเลว แตกกันเป็นสองพวก อย่างนี้เป็นการทำลายตัวเอง

การศึกษาของบรรดาท่านทั้งหลาย นอกจาก คันถธุระ ก็ยังมี วิปัสสนาธุระ เรื่องวิปัสสนาธุระนี่ เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเราจะดี ว่าจะทรงวิปัสสนาธุระไว้ได้หรือไม่ได้ ก็อาศัย ความสามัคคี เป็นเหตุ

ฉะนั้น ขอทุกท่านถ้าเห็นแก่ชีวิตผมก็ดี และเห็นแก่องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ผมรู้ตัวว่ากำลังกายมันไม่ดี แต่ว่าได้พยายามสร้างทุกอย่าง เพื่อวางพื้นฐานไว้ให้แก่พวกท่าน

เพราะว่าในสถานที่นี้ก็ได้รับพยากรณ์ว่า จะเป็นศูนย์ที่มีความสำคัญต่อไปในเบื้องหน้า วัดนี้ถ้ามันจะพังจริง ๆ ก็ต้อง พ.ศ.สิ้นไป ๔,๕๐๐ ปีเศษ คือ ๔,๕๐๐ ปีเศษ วัดนี้จึงจะสลายตัว

ในที่สุดนี้ ผมในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็มาด้วยกำลังของ "พุทธภูมิ" ต้องลำบากยากกาย ทั้งกายและใจมาสิ้นเวลา ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป บุญบารมีอันใดที่บำเพ็ญมาแล้วในตอนต้นจนถึงอวสาน จัดว่าเป็นชาติสุดท้ายในชาตินี้

ขอบุญบารมีนี้ ที่ผมบำเพ็ญมาแล้วก็ดี และขออาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอบุญบารมีของบรรดาพระสงฆ์อริยสาวกทั้งหลาย จงปกป้องบรรดาท่านทั้งหลาย ช่วยกำลังกาย กำลังใจของท่าน ให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามระบอบของพระพุทธศาสนา และขอให้ทุกท่านโดยถ้วนหน้า จงบรรลุผล กล่าวคือตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้เทอญ.."


......ผู้เขียนขอนำคำทำนายในหนังสือ "ทิพยอำนาจ" มาให้อ่านกัน เพราะคำทำนายฉบับนี้สมัยก่อนเป็นที่ฮือฮามาก โดยเฉพาะผู้เขียนเคยบวชเป็นพระฝ่ายธรรมยุติมาก่อน และท่านก็เป็นศิษย์สาย "หลวงปู่มั่น" ด้วย

คำทำนายนี้มีผู้พบที่ประเทศอินเดีย เมื่อปี ๒๔๘๔ แล้วนำมาเผยแพร่ในประเทศไทย จนเป็นที่โจษจันเป็นที่กว้างขวางในวงการพุทธศาสนา ต่างก็คาดหมายกันไปต่างๆ นานาว่า จะเป็นผู้ใดกันแน่ในคำพยากรณ์นั้น

แม้แต่พระเดชพระคุณ "หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" ท่านก็นำมากล่าวไว้เช่นกัน แต่ท่านไม่ได้นำส่วนนี้มากล่าวแต่อย่างใด ในสมัยปัจจุบันนี้ก็ผ่าน ๒,๕๐๐ ปีมานานถึง ๖๐ ปีแล้ว คงจะเฉลยบุคคลดังกล่าวได้แล้ว แต่ผู้คนก็ลืมคำทำนายไปหมดแล้ว

หนังสือ ทิพยอำานาจ (จัดพิมพ์เมื่อปี ๒๔๙๓)
โดย พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส ป.๖)

......มีคำทำนายว่า สมัยกึ่งพระพุทธศาสนา (๒๕๐๐) จะมีขึ้นถึงขีดสูงสุดคล้ายสมัยพุทธกาล จะมีผู้บรรลุมรรคผลนิพพานถึงภูมิพระอรหันต์ เชี่ยวชาญทางอภิญญา และพระมหาเถระโพธิสัตว์ ผู้มีบุญญาภินิหารในสุวรรณภูมิ จะทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่ว มหาชนชาวโลกจะหันมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก โลกจะร่มเย็นเป็นสุขด้วยร่มเงาของพระพุทธศาสนา

.....ประชาชนชาวโลกจะหันกลับมานับถือพระพุทธศาสนามากมาย คนทั้งหลายจะนิยมในการฝึกฝนอบรมจิตในทางพระพุทธศาสนา ประเทศชาติบ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข ด้วยร่มเงาของพระพุทธศาสนา มหากษัตริย์ธรรมิกราช ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ และพระมหาเถระโพธิสัตว์ ทั้งสององค์นั้นจะจัดการบำรุงศาสนาของตถาคต ในระยะนี้เป็น "ยุคศิวิไล"


.....ข้าพเจ้า (เจ้าคุณเส็ง) ได้เรียนถาม พระอาจารย์มั่น ว่า คำทำนายโบราณนี้จะเป็นจริงไหม ท่านว่า เจ้าพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทเถระ) บอกว่าจริง เมื่อข้าพเจ้าถามถึงความเห็นเฉพาะตัวของท่าน ท่านก็บอกว่าเป็นจริง เวลานี้ก็จวนถึงแล้ว (ปี ๒๔๙๓) เราคอยดูต่อไป คำทำนายพระพุทธศาสนา "หลวงปู่มั่น" รับรอง



.....ก่อนอื่นขออธิบายภาพไปด้วย เนื่องจากเป็นภาพที่ปรากฏอยู่ใน dhammathai.org โดยมีการเติมข้อความประกอบรูปภาพ จากข้อความที่ว่า "พระองค์ทรงมีกระแสจิตแรงมาก ฉันเองยังสู้ท่านไม่ได้" นี่เป็นการเติมเข้ามาใหม่ ส่วนคำพูดของท่านจากต้นฉบับเดิมมีดังนี้

....."เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ปรารถนามานาน..แต่เวลานี้บารมีเป็น "ปรมัตถบารมี" แล้ว ก็เหลืออีก ๕ ชาติ และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว..ไม่ใช่ไม่สำเร็จ..!

......เป็นอันว่า คำทำนายพระพุทธศาสนาก็ผ่านไปนานแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องตามคำพยากรณ์ก็น่าจะละสังขารไปแล้ว ถ้าหากจะย้อนเหตุการณ์ที่ผ่านมา คำว่า "พระมหาเถระโพธิสัตว์" และ "มหากษัตริย์ธรรมิกราช ผู้เป็นพระโพธิสัตว์" ปัจจุบันนี้น่าจะพอคาดหมายกันได้ว่า พระโพธิสัตว์ทั้งสองพระองค์นั้นเป็นใคร..?

.....สำหรับบันทึกคำทำนายต่อไปนี้ แม้ว่าจะนำมาให้อ่านช้าไป ๓ - ๔ ปี แต่ก็โชคดีที่ยังหลงเหลืออยู่มาให้อ่านกัน ซึ่งเป็นช่วงที่ "พระอาทิตย์ทรงกลด" ที่วัดท่าซุง และ "พระจันทร์ทรงกลด" ที่วัดสิริเขตคีรี (วัดพระร่วง) ด้วย เหมือนจะบอกเหตุการณ์ทั้งหลายว่าจะเกี่ยวพันกันฉะนั้น...

คำทำนาย "อนาคตของโลก"



.....ฉะนั้น บันทึกส่วนองค์ของท่านที่ได้พบนี้ ถือว่าเป็นคำตอบในเรื่องราวของโลกที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี หากท่านผู้อ่านที่คอยติดตามสถานการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีเหตุการณ์ที่ท่านทำนายไว้ตรงทุกอย่าง โดยเฉพาะในระยะ ๓๐ ปีที่ผ่านมา (ปี ๒๕๒๖ - ๒๕๕๖) ทำท่าจะมีสงครามนิวเคลียร์หลายครั้ง แต่ก็ผ่านไปได้ทุกครั้ง

แม้แต่เรื่องระบอบการปกตรองในประเทศไทยก็เหมือนกัน สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ผู้เขียนเคยได้ยินท่านพูดว่า เวลานี้ยังเรียกว่า "ประชาธิปไตย" ที่แท้จริงไม่ได้ เป็นเพียงแค่ "คณาธิปไตย" เท่านั้น

ท่านบอกว่าเมืองไทยปกครองด้วย "ประธิปไตย" อย่างเดียวไม่ได้ ต้องผสม "เผด็จการ" นิดหน่อยถึงจะดี และมีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่เดินไปส่งท่านเข้าที่พักหลังจากรับแขกแล้ว จู่ๆ ท่านก็พูดกับผู้เขียนว่า

"อีกหน่อย..ระบบกษัตริย์จะกลับเข้ามาอีก" จึงได้ยกมือพนมถามท่านว่า
"เฉพาะประเทศไทยหรือครับ" ท่านตอบว่า
"ทั่วไป" แล้วท่านก็เดินเข้าที่พักไป

.....นี่เป็นเรื่องเล่าสู่กันฟัง จะจริงหรือไม่ก็ไม่ขอรับรอง เพราะได้ยินมาตามนี้ โดยไม่ได้ถามท่านก่อน ท่านหันมาพูดกับผู้เขียนเอง ส่วนเรื่องราวจะเป็นจริงอย่างไร และจะเกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ทรงกลดด้วยหรือไม่ ขอให้ติดตามเหตุการณ์ของโลกกันต่อไป

.....แต่เมื่อได้อ่านคำพยากรณ์จากลายมือจริงของท่านแล้ว หวังว่าทุกคนคงจะสบายใจขึ้น จึงขอให้ทุกคนปลอดภัย และรวยๆๆ ตลอดไปในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ คือ..ยุคชาวศรีวิไล...สวัสดี.

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/7/17 at 03:52 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/7/21 at 06:46 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top