Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 20/4/08 at 18:36 [ QUOTE ]

สู่แสงธรรม...โดย พล.อ.ต. มนูญ ชมภูทีป (ตอนที่ 1 - C)




หลวงพ่ออยู่รอสงเคราะห์ลูกหลานญาติมิตร




(ภาพนี้ถ่ายที่ด้านหน้าพระราชวังบางปะอิน ปี 2518 หลังจากเดินทางไปที่วัดบางนมโคกันมาแล้ว)


เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ในวันหนึ่งหลังจากที่หลวงพ่อฉันอาหารเพลในแพริมแม่น้ำของวัดท่าซุงเสร็จ ก็ชวนข้าพเจ้าและผู้ติดตามเคลื่อนย้ายจากแพไปกุฏิ ระหว่างทางหลวงพ่อได้หยุดยืนใต้ร่มไทรต้นหนึ่งริมแม่น้ำ แล้วพูดบอกข้าพเจ้าว่า

“ณ ที่แห่งนี้บริเวณนี้ต่อไปในอนาคตอันใกล้ จะมีลูกหลานและญาติสนิทมิตรสหายของฉันในอดีต จะกี่ภพกี่ชาติมาแล้วก็ตามที่มาเกิดทันฉันในชาติปัจจุบัน จะพากันมาชุมนุม ณ ที่แห่งนี้เป็นหมื่นๆ แสนๆ คน”

ข้าพเจ้าในขณะนั้น ได้ฟังหลวงพ่อพูดแล้วก็ให้นึกสงสารหลวงพ่อสุดหัวใจและรำพึงอยู่ในใจว่า “โถ..! จะมีใครมาเป็นหมื่นเป็นแสนคน ทุกวันนี้ก็ดูเหมือนจะมีแต่ผู้คนในชุดของข้าพเจ้าเท่านั้นเอง”

และข้าพเจ้าก็เชื่ออย่างเหลือเกินว่า หากผู้ใดเป็นข้าพเจ้าในขณะนั้นก็คงต้องคิดเช่นเดียวกับข้าพเจ้า เพราะรอบกายที่ยืนอยู่ไม่ว่าจะเหลียวไปทางด้านใด ก็เห็นแต่ความรกร้างว่างเปล่า และสิ่งปรักหักพังทั้งสิ้นถาวรวัตถุอันเป็นหลักของวัด อาทิเช่นโบสถ์, วิหารก็ชำรุดทรุดโทรมไปหมดไม่มีแม้แต่หลังคา, ศาลา ๑ หลังก็ตั้งอยู่บนเสาที่โย้เย้มีสภาพเอียงกระเท่เร่พร้อมที่จะล้มพังเมื่อไรก็ได้ ส่วนหอไตรเล็กๆ อีก ๑ หลัง ก็มีแต่โครงส่วนเมรุโบราณที่เผาศพด้วยฟืนนั่น ก็มีแต่คราบตระไคร่น้ำจับดำไปหมด

คงมีแต่กุฏิเจ้าอาวาสเก่าๆ ๑ หลัง กุฏิเล็กๆ ของหลวงพ่ออีก ๑ หลังและแพริมฝั่งแม่น้ำเท่านั้นที่พอใช้การได้บ้าง ทั้งหมดที่กล่าวนี้ก็คือวัดท่าซุงในขณะนั้นจริงๆ ส่วนฝั่งวัดตรงข้ามถนนที่เป็นโบสถ์ใหม่ หรือศาลานวราชก็ดี , ศาลา ๒ ไร่ ๔ ไร่ หรืออาคารอื่นใดก็ดีหามีไม่คงมีแต่ป่าไผ่ดงดิบตลอดแนว สรุปความว่าวัดท่าซุงในตอนที่หลวงพ่อพูดกับข้าพเจ้านั้น อยู่ในสภาพของวัดร้างจริงๆ

หลวงพ่อเห็นอาการอันเงียบสงบและแววตาของข้าพเจ้า ก็คงจะทราบว่าในใจข้าพเจ้านึกคิดอย่างไร ท่านก็ได้เมตตาพูดต่อไปว่า

“ฉันนั้นได้เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้ แต่หากดำรงเจตนาเดิมก็จะต้องมาเกิดอีก ๗ ชาติ จึงจะได้พบและอุปการะลูกหลาน, ญาติมิตรที่เคยเกี่ยวข้องผูกพันกับฉันมาแต่ในอดีตชาติได้ทั้งหมด ซึ่งนับเป็นภาระที่หนักมาก และฉันก็เบื่อหน่ายโลกมนุษย์นี้เต็มทน จึงได้ลาพุทธภูมิและได้เอาชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของฉัน ดังนั้นภาระในชาตินี้ของฉันจึงมีมากเพราะจะต้องอยู่ช่วยลูกหลาน ญาติมิตร ที่เคยเกิดร่วมภพร่วมชาติกับฉันมาในอดีตชาติ และมาเกิดทันฉันในชาตินี้ทั้งหมด ให้พ้นจากอบายภูมิด้วย

หากผู้ใดมีบุญบารมีก็จะไปถึงพระนิพพานหากผู้ใดบุญบารมียังน้อย ก็จะพยายามให้สร้างบุญกุศลเพื่อไปพักในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไว้ก่อน เมื่อ พระศรีอาริย์ มาตรัสรู้ก็จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในสมัยของพระศรีอาริย์พอดี ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้เขาเหล่านั้นพ้นจากอบายภูมิไปได้ แต่กุศลผลบุญหลักที่จะช่วยให้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็คือ การถวายสังฆทานและการสร้างวิหารทานนั่นเอง ดังนั้น ต่อไปในอนาคตที่นี่จะมีการก่อสร้างสิหารทานมาก บริเวณวัดท่าซุงในขณะนี้จะไม่พอ จะต้องขยายวัดไปทางดงไผ่ฝั่งตรงข้ามวัดท่าซุงด้วย”

ในขณะนั้น แม้หลวงพ่อจะได้เมตตาบอกข้าพเจ้าโดยละเอียดแล้ว เช่นไรก็ตาม ข้าพเจ้าหาได้เข้าใจไม่ด้วยไร้ปัญญา คงคิดอยู่แต่ในใจว่าคนจะมาเป็นหมื่นเป็นแสนคนได้อย่างไร? และการก่อสร้างที่จะต้องขยายไปถึงดงไผ่ฝั่งตรงข้ามยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ใหญ่ เพราะเอาแต่บูรณะโบสถ์, วิหาร, ศาลา, หอไตร และกุฏิเดิมในวัดเก่า ที่มีอยู่ก็ใช้เงินมากมหาศาลอยู่แล้ว จะทำได้อย่างไร


“แต่ท่านผู้อ่านทั้งหลายในปัจจุบันนี้ที่วัดท่าซุงก็เป็นไปตามที่หลวงพ่อบอกข้าพเจ้าไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ แล้วทุกประการ ในพิธีเป่ายันต์เกราะเพชร และพิธีต่างๆ ผู้คนก็พากันไปเป็นหมื่นเป็นแสนจริงๆ และการก่อสร้างวิหารทานก็ได้กระทำกันเกินกว่าที่ข้าพเจ้าวาดภาพเอาไว้เสียอีก และดูเหมือนจะไม่มีการจบสิ้นด้วย

ดังนั้น หากข้าพเจ้าจะคิดวาหลวงพ่อระลึกชาติในกาลก่อนได้ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) รู้ที่มาของคนและสัตว์ที่มาเกิดว่ามาจากที่ใด (จุตูปปาตญาณ) และรู้เหตุการณ์ต่อไปในอนาคตของคน, สัตว์, สิ่งของ และสถานที่ได้ (อนาคตังสญาณ) ก็คงไม่มีผู้ใดว่าใช่ไหมครับ..?”



ผิวกายของหลวงพ่อเปลี่ยนสีได้


เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ข้าพเจ้าซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี จ.นครสวรรค์ ได้เริ่มจัดแบ่งเวลาให้หลวงพ่อแสดงธรรมะออกอากาศทางสถานีเป็นประจำเรื่อยๆ มา ซึ่งหลวงพ่อก็ได้เมตตามาแสดงธรรมออกอากาศให้แล้วด้วยตนเองเป็นการประจำ เว้นไว้แต่ในบางครั้งที่หลวงพ่อป่วย หรือติดกิจจำเป็นก็จะอัดเป็นเทปส่งให้ สำหรับรายการของหลวงพ่อที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบนี้

นอกจากจะเป็นการแสดงธรรมะโปรดพุทธศาสนิกชนแล้ว ก็มีการเล่าเรื่องประวัติหลวงปู่ปาน, ไตรภูมิ, มหาสติปัฏฐาน ๔ และอื่นๆ อีกมากมาย (ต่อมาพลอากาศโท ม.ร.เสริม ศุขสวัสดิ์ ได้ขอเทปไปถอดฟัง และจัดพิมพ์เป็นหนังสือดังที่ลูกศิษย์รุ่นหลังๆ ได้อ่านกันอยู่ทุกวันนี้) และในการมาของหลวงพ่อทุกครั้ง ข้าพเจ้าก็จะคอยอยู่รับใช้และอำนวยความสะดวกให้หลวงพ่อโดยตลอด จนกว่าหลวงพ่อจะกลับ

สิ่งมหัศจรรย์ที่ข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ ได้พบเห็นก็คือหลวงพ่อเดินเข้าไปในห้องส่งและพูดออกอากาศโดยมิได้มีข้อเขียนใด ๆ แม้แต่กระดาษที่จะจดหัวข้อ หรือข้อความสั้นๆ เพื่อกันลืมเลยแม้แต่น้อย (แม้แต่ผู้ประกาศและโฆษกอาชีพ ซึ่งหากินทางวิทยุกระจายเสียงเองก็ทำไม่ได้) โดยเฉพาะเรื่องยาวๆ ยากๆ เช่น การเล่าประวัติหลวงปู่ปานก็ดี การเล่าถึงนรกสวรรค์แต่ละชั้นในไตรภูมิก็ดี หรือมหาสติปัฏฐาน ๔ ก็ดี ย่อมเป็นการสุดวิสัยที่จะพูดออกอากาศได้โดยไม่มีข้อเขียนหรือหัวข้อย่อยๆ เป็นหลัก

แต่หลวงพ่อพอนั่งหน้าไมโครโฟนก็หลับตาพูดไปเรื่อยโดยเฉพาะ ไตรภูมิ เสมือนกับว่าในขณะนั้น หลวงพ่อได้ลงไปในนรกหรือขึ้นไปบนสวรรค์แต่ละชั้นจริง ๆ แล้วพูดออกอากาศถ่ายทอดมาให้ผู้ฟังได้ฟังก็ไม่ผิด และเมื่อหลวงพ่อพูดจบในวันนั้นถึงตอนใดวันต่อไปก็เล่าต่อไปได้เลยไม่มีการผิดพลาด ซึ่งยากที่ผู้คนธรรมดาทั่วๆ ไปจะทำได้

ข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ เกิดความสงสัยข้องใจในความสามารถของหลวงพ่อตรงกัน จึงได้เฝ้าดูหลวงพ่ออย่างใกล้ชิดทุกครั้งกล่าวคือเมื่อหลวงพ่อเข้าห้องส่ง ข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช ก็จะเข้าไปในห้องควบคุมเสียง (ห้องส่งและห้องควบคุมเสียงอยู่ติดกันมีเพียงกระจกกั้นมองเห็นกันได้โดยตลอด เพื่อสะดวกในการที่โฆษก และผู้ควบคุมเสียงจะได้ให้สัญญาณนัดแนะต่อกันได้)

และสิ่งที่ได้พบเห็นในขณะที่หลวงพ่อพูดออกอากาศก็คือ ผิวกายของหลวงพ่อเปลี่ยนสีได้บางครั้งก็เป็นสีขาวผ่อง, บางครั้งก็เป็นสีเหลือง, บางครั้งก็เป็นสีดำแดงและบางครั้งก็เป็นสีดำคล้ำ นอกจากนั้นในบางครั้งหลวงพ่อก็มีการพูดโต้ตอบกับสิ่งที่ข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริชไม่เห็นหรือในบางครั้งหลวงพ่อก็จะหยุด และถามว่า “อะไรนะ” เป็นต้น

ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า คงมีบรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่ใกล้ชิดหรือเป็นคนช่วงสังเกต จะต้องยอมรับว่า ผิวกายของหลวงพ่อนั้นเปลี่ยนสีได้จริงๆ ตามที่ข้าพเจ้าเขียน หากผู้ใดยังไม่เคยเห็นโปรดสังเกตดูต่อไป




หลวงพ่อนัดพบหลวงปู่สีทางจิต


เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ในวันหนึ่งหลวงพ่อได้มาแสดงธรรมะออกอากาศที่สถานที่วิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี จ.นครสวรรค์เหมือนเช่นเคย และหลังจากที่หลวงพ่อได้แสดงธรรมะออกอากาศเสร็จก็ได้มานั่งพักผ่อนสนทนากับข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ ที่ห้องรับแขก ข้าพเจ้าจึงได้ฉวยโอกาสเล่าถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงปู่สี ให้หลวงพ่อฟัง พอสรุปใจความสั้นๆ ได้ดังนี้

“มีพ่อค้าชาวตาคลี กลุ่มหนึ่งไปกราบนมัสการ หลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อหลวงปู่แหวนทราบว่าเป็นพ่อค้ามาจากตาคลี ก็หัวเราะพูดว่า ท่านมีอาจารย์อยู่องค์หนึ่งอายุมากแล้วชื่อ หลวงปู่สี ขณะนี้อยู่ที่ตาคลีให้ค้นหาให้ดี เพราะท่านเก่งมากดังนั้นเมื่อผู้คนกลุ่มนั้นกลับมา ก็พยายามติดตามค้นหาในที่สุดก็ได้พบว่าหลวงปู่สี พำนักอยู่ วัดถ้ำเขาบุญนาค มีอายุชราภาพมากแล้วถึง ๑๒๑ ปี อภินิหารของหลวงพ่อสีในขณะนั้นที่ร่ำลือกันมากคือ ไม่มีใครถ่ายรูปหลวงปูสีติด หากไม่ขออนุญาตท่านเสียก่อน และชานหมากของหลวงปู่สีหากผู้ใดได้ไว้แล้ว พกพาติดตัวไปก็จะเป็นสิริมงคล และป้องกันภยันตรายต่างๆ ได้”

ข้าพเจ้าได้เล่าให้หลวงพ่อฟังต่อไปว่า “กิตติศัพท์ของหลวงปู่สีดังกล่าว เมื่อได้รับฟังมาผมก็มิได้สนใจนัก จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่ในป่าหลังกองร้อยทหารสารวัตร (ในขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารสารวัตร และเป็นนายทหารรักษาความปลอดภัยกองบิน ๔ ด้วย) ผมจึงชวนเรืออากาศโทสังวร สมหวัง รองผู้บังคับกองร้อยฯ และเรืออากาศตรีครรชิต บัวอำไพ นายทหารสารวัตรซึ่งได้นั่งปรึกษางานอยู่กับผมลงไปดู ก็เห็นจ่าอากาศสารวัตร ๒ คน คนหนึ่งกำลังถือปืนตั้งท่าจะยิงไก่นัดต่อไป อีกคนหนึ่งยืนดู จึงตะโกนสั่งให้หยุดยิงและสอบถามว่าทำไมจึงขัดคำสั่งผู้บังคับกองร้อยฯ

(ข้าพเจ้าได้เคยสั่งให้ยิงปืนได้เฉพาะในสถานที่ที่จัดไว้ให้ยิงและยิงได้เฉพาะวัน, เวลาที่ทางกองร้อยฯ กำหนด) ซึ่งทั้ง ๒ คน ก็ยอมรับผิดและอธิบายสาเหตุให้ฟังว่าจ่าประสิทธิ์ ไปได้ชานหมากจากหลวงปู่สีมาเล่าให้จ่าชิตฟังถึงอภินิหารต่างๆ จ่ าชิตได้ฟังก็ไม่เชื่อก็เกิดพนันกันขึ้น โดยจ่าประสิทธิ์ไปขอซื้อไก่ในกองบิน ๔ มา แล้วให้จ่าชิตยิง หากจ่าชิตยิงไก่ตาย จ่าชิตก็ได้ไก่ไป ต่ถ้าหากจ่าชิตยิงไก่ไม่ตายก็ต้องจ่ายเงินให้จ่าประสิทธิ์แล้วให้จ่าประสิทธิ์เอาไก่ไป

การยิงสัญญากันไว้ว่าจะยิง ๖ นัด ขณะนี้จ่าชิตยิงไปแล้ว ๓ นัด ยังไม่ถูกไก่ และยังมีสิทธิ์ยิงได้อีก ๓ นัด ผมจึงให้เรืออากาศโทสังวร และเรืออากาศตรีครรชิต ซึ่งเป็นมือปืน P.P.C. เหรียญเงินทั้ง ๒ คน ยิงไก่คนละนัดก็ไม่ถูกอีก ผมจึงให้คนโทรศัพท์ไปเรียก พ.อ.อ.ชลอ ผาสุก มือปืน P.P.C. เหรียญทองมายิงในนัดสุดท้ายซึ่งก็ไม่ถูกไก่อีก (ในตอนนั้น พ.อ.อ.ผาสุข โมโหมากขอให้เอาเหรียญบาทไปตั้งที่ตอไม้ ๓ เหรียญ ก็ยิงถูกเหรียญกระเด็นไปทั้ง ๓ เหรียญแต่ยิงไก่ตัวใหญ่โตซึ่งมัดติดกับต้นไม้ไม่ถูก)

ผมจึงให้จ่าประสิทธิ์พาไปหาหลวงปู่สีในวันนั้น และพอไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ก็กล่าวตำหนิว่าพวกผมทำให้ปากท่านเจ็บไปหมด เพราะชานหมากไปผูกติดคอไก่ท่านก็จะต้องคุ้มครองให้ไก่ และเมื่อเอาปืนไปยิงไก่ ลูกปืนมันไม่ไปถูกไก่แต่มันมาถูกปากท่านทุกนัด ผมและพรรคพวกที่ไปจึงต้องกราบขอขมาหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ก็ได้เมตตา มอบชานหมากมาให้แต่ขอสัจจะว่า อย่าได้นำชานหมกของท่านไปทดลองที่ไหนอีก”

หลวงพ่อได้นั่งฟังข้าพเจ้า เล่าถึงหลวงปู่สีด้วยความสงบ พอข้าพเจ้าเล่าจบหลวงพ่อก็พูดว่า
“คุณมนูญ ฉันบอกหลวงปู่สีเมื่อตะกี้นี้แล้วว่า ฉันจะไปหา หลวงปู่ดีใจมาก จะคอยต้อนรับอยู่ที่กุฏิ ไปเราไปกันได้เลย”

ข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช ได้ฟังก็งงมาก เพราะหลวงพ่อก็นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ลุกไปโทรศัพท์ และโทรศัพท์ที่กุฏิหลวงปู่สีก็ไม่มี หลวงพ่อจะบอกกับหลวงปู่สีได้อย่างไร แต่เมื่อเป็นเจตจำนงของหลวงพ่อเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จำต้องขับรถพาหลวงพ่อไป

เมื่อไปถึงกุฏิหลวงปู่สี (ตั้งอยู่หน้าถ้ำวัดเขาบุญนาค) ข้าพเจ้าก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลวงปู่สีซึ่งตามปกติท่านจะนุ่งสงบอยู่ตัวเดียว บัดนี้ท่านแต่งชุดใหญ่ครบเครื่องเยี่ยงพระภิกษุสงฆ์ที่พร้อมจะเข้าพิธีในโบสถ์ มีเสื่ออย่างดีปูได้เรียบร้อยพร้อมด้วยชุดน้ำชา และหมากพลู อีกทั้งมีพระภิกษุสงฆ์ในวัดอีก ๒-๓ รูป รวมทั้งเจ้าอาวาสมานั่งคอยรอรับหลวงพ่ออยู่พร้อมหน้า

ในขณะที่หลวงพ่อนั่งคุยอยู่กับหลวงปู่สี ข้าพเจ้าก็ได้แอบไปสอบถามท่านมหาองค์หนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดกับหลวงปู่สีว่า “หลวงปู่สีทราบได้อย่างไร ว่าหลวงพ่อจะมา” ท่านมหาองค์นั้นก็ตอบว่า “อาตมาก็ไม่ทราบ เห็นหลวงปู่นอนจำวัดอยู่ตามปกติ จู่ๆ ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาแล้วสั่งให้อาตมาคุมกวาดลานวัดและเช็ดกุฏิแล้วให้เตรียมน้ำชา หมากพลูโดยเร่งด่วน ท่านบอกว่า ประเดี๋ยวจะมีพระผู้ใหญ่ระดับสูงมากมาหา พร้อมกันนั้นหลวงปู่ก็เข้าไปนุ่งห่มจีวรใหม่เอี่ยม รอหลวงพ่อดังที่โยมเห็นนี้แหล่ะ”

เรื่องที่ข้าพเจ้าและพรรคพวกได้ประสบในครั้งนี้ไม่มีผู้ใดจะพิสูจน์หรือหาเหตุผลใดๆ ได้เลย นอกจากจะคิดกันไปว่า หลวงพ่อได้นัดพบกับหลวงปู่สีทางจิตเท่านั้น หรือท่านผู้อ่านจะเข้าใจว่าอย่างไร..?



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top