Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 12/10/17 at 10:49 [ QUOTE ]

(ตอนที่ 2 หลวงปู่ชอบ) ประสบการณ์พระธุดงค์กับ "พญานาค"


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[01]
ตอนที่ ๑/๑ หลวงพ่อฯ พบกับผู้เฝ้าขุมทรัพย์
[02] ตอนที่ ๑/๒ พบขุมทรัพย์มหาศาล
[03] ตอนที่ ๑/๓ หลวงพ่อเล่า..รัชกาลที่ ๙ และ รัชกาลที่ ๑๐
[04] ตอนที่ ๑/๔ สมัยรัชกาลที่ ๑๐ เข้ายุค "ชาวศรีวิไล"
[05] ตอนที่ ๑/๕ คำสอนของพ่อ..ที่ยังไม่จางไปจากใจของลูก
[06] ตอนที่ ๒/๑ หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๑)
[07] ตอนที่ ๒/๒ หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๒)
[08] ตอนที่ ๒/๓ หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๓)
[09] ตอนที่ ๒/๔ หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๔)
[10] ตอนที่ ๒/๕ หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๕)
[11] ตอนที่ ๒/๖ หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๖)
[12] ตอนที่ ๒/๗ หลวงปู่ชอบกับเทวดาที่ ถ้ำนายม
[13] ตอนที่ ๒/๘ ตาผ้าขาวได้อนาคามีแล้ว
[14] ตอนที่ ๒/๙ อุบาสิกาได้อนาคามีในสมัยพุทธกาล
[15] ตอนที่ ๒/๑๐ เทวดาถวายอาหารทิพย์
[16] ตอนที่ ๒/๑๑ เทวดาถวายอาหารทิพย์ (จบ)
[17] ตอนที่ ๒/๑๒ หลวงปู่ชอบระลึกชาติ
[18] ตอนที่ ๒/๑๓ เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
[19] ตอนที่ ๒/๑๔ ภพชาติที่เป็นไก่ (ต่อ)
[20] ตอนที่ ๒/๑๕ ภพชาติที่สัตว์
[21] ตอนที่ ๒/๑๖ พบพี่ชายในอดีต

[22] ตอนที่ ๒/๑๗ บทสุดท้ายของ "หลวงปู่ชอบ" (จบ)

ประสบการณ์พระธุดงค์กับ "พญานาค"

....เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับ "พญาศรีสุทโธนาคราช" และพญานาคทั้งหลายที่ถูกลืมไปแล้ว เพื่อเป็นความรู้ในด้านการศึกษาว่า พญานาคมีจริงแน่นอน แต่ก็ไม่เคยได้เห็นจริงๆ จะๆ กันสักที ส่วนใหญ่ได้เห็นแต่ร่องรอยพญานาค

สำหรับในตอนนี้ จะเป็นประสบการณ์ของพระธุดงค์กับพญานาค โดยเฉพาะพระสายหลวงปู่มั่น ตามประวัติท่านได้พบเห็นหลายองค์ ซึ่งจะนำมาเล่าในตอนต่อไป

ส่วนในตอนเริ่มแรกนี้ จะขอนำประวัติการพบพญานาคของ "หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" แต่ท่านก็ใช้คำว่า "งูใหญ่มีหงอน" ซึ่งเป็นงูที่เฝ้าทรัพย์อยู่ภายในถ้ำ "น้ำตกห้วยยาง" อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์


ผู้เฝ้าขุมทรัพย์ที่ "น้ำตกห้วยยาง"

โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน



.....น้ำตกห้วยยาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น้ำตกจุดนั้นเห็นคนที่เขาเดินไปดูบนยอดเขา เขาบอกว่ามันตกไหลไปทางของพม่า เดิมทีเดียวมันเป็นอ่าง เวลานี้ไม่เป็นอ่างเสียแล้ว อ่างเอิ่งเสียหมด

ทั้งนี้ ก็เพราะว่าไอ้หินมันพังลงมาหมด ทับอ่างยับเยิน เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอ่างเสียแล้ว น้ำตกก็ไม่เป็นรอยน้ำตก เห็นเป็นน้ำไหลรินๆ

สมัยก่อนโน้นน้ำตกสวยมาก ทั้งที่เขาบอกว่าน้ำตกนี่ไหลไปทางพม่า ทางของเราน้อยก็จริงแหล่ แต่ทว่าของเราก็สวยไม่น้อยเหมือนกัน

ตานี้เมื่ออาตมาไปเที่ยวจำ พ.ศ. ไม่ได้ ไปที่ตำบลห้วยยาง ปรากฏว่าเจ้าของบ้านเขาชวนไปดูน้ำตกว่า ทางนี้ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙" ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทำทางเข้าไปถึงน้ำตก มีความยาวเป็น ๕ กิโลเมตร หรือ ๗ กิโลเมตรก็ไม่ทราบ วัดระยะทางได้ไม่แน่นัก เป็นทางลูกรัง

อาตมาก็ไปเที่ยวที่น้ำตกห้วยยาง เที่ยวนั้น..มีพระไปเที่ยวด้วยกันหลายองค์ เมื่อเข้าไปเที่ยว ก็เห็นบรรดาพระหนุ่มๆ แล้วก็เณรกับพวกชาวบ้านทั้งหมดด้วยกัน ก็เห็นจะ ๒๐ กว่าคน ลงไปเล่นในอ่างน้ำ

อาตมาเป็นพระแก่ เหลาเย่แล้ว ถ้าจะลงไปเล่นกับเขาบ้างมันก็น่าจะไม่สวย ก็เลยไม่ลงไปเล่น ไปนั่งดูเฉยๆ ดูน้ำตกมันกระเพื่อมๆ ก็ปรากฏว่าเห็นจุดที่น้ำกระเพื่อมกับหิน มันเป็นช่องโปร่ง คือน้ำกระเพื่อมลงมากๆ เห็นไอ้หินตรงนั้นมันเปิด มันเป็นช่องโปร่งข้างใน

จึงได้ให้สัญญาณกับบรรดาเพื่อนที่ไปด้วยกัน บอกว่าลองเอามือแหย่ลงไปที่หินซิ ที่ผาหินข้างหน้านั่นน่ะ เห็นน้ำกระเพื่อมๆ ฉันสงสัยว่าข้างในมันจะเป็นโพรง

ก็มีพระองค์หนึ่งท่านมีความกล้า ก็ลองเอามือแหย่เข้าไป บอก "เป็นโพรงจริงๆ ขอรับ"
สั่งว่า "เอามือช้อนขึ้นไปเหนือน้ำพบหินไหม ?"

แกบอกว่า "ไม่กระทบ"
ก็บอกว่า "ลองดำเข้าไปดูซิ"

ฉันเข้าใจว่ามันเป็นถ้ำใหญ่ สงสัยว่าหินมันทับกันอยู่นี่นะ หินมันไม่เกาะกัน หินที่แปะอยู่มันไม่เกาะสนิทเหมือนหินที่อื่น

ตามธรรมดาหินเขามันเกาะกันเป็นเนื้อสนิท แต่นั่นดูเป็นรอยๆ ชอบกล แต่ว่าหินมันทับกันไว้มันก็ต้องทับกันนานแล้ว นับเป็นร้อยๆปี ถึงอย่างไรก็ดีรอยก็ยังเป็นที่สังเกตได้ชัด...

พิสูจน์ความจริง

.....ทุกคนก็มองดู เห็นว่าเป็นจริงตามนั้น จึงได้แนะนำให้คนที่ลงไปเล่นน้ำลองดำแล้วโผล่เข้าไปข้างในนั้น แต่เอามือเกาะข้างนอกไว้ เผื่อว่ามีอันตรายจะได้ไม่หลงทาง

แกก็ดำเข้าไปหินนั่น มีความกว้างของเนื้อหินประมาณ ๒ ฟุตเศษๆ เข้าไปหัวก็โผล่ได้สบายๆ หายใจได้สะดวก เป็นทางโล่ง ถ้ำใหญ่

แกจึงออกมารายงานว่า "มีครับ มีถ้ำใหญ่มากเป็นโพรงใหญ่หายใจได้สะดวก"
ก็เลยบอกว่า "ลองเดินเข้าไปดูซิ ในนี้มีทรัพย์นะ ในนี้น่ะมีทรัพย์มาก เป็นทรัพย์ของชาวกุยบุรี เพราะว่าในสมัยนั้นชาวเมืองปาได้อพยพมาอยู่ที่กุยบุรีนี่ ปรากฏว่าถูกชาวเมืองนครศรีธรรมราชมารุกราน

ชาวเมืองปาสู้ไม่ได้ พ่อเมืองจึงเอาทรัพย์มาฝังไว้ในนี้ เป็นทรัพย์มหาศาล มีทั้งทองคำ เพชรนิลจินดา และพระพุทธรูปทองคำด้วย ไม่เชื่อเธอลองเข้าไป"

เขาถามว่า "อาจารย์รู้ได้ยังไง"
ก็ตอบเขาว่า "ฉันนั่งนึกๆ มันเล่นโก้ๆ มันมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ ทางที่ดีละก็ พวกเธอลองมุดเข้าไปดูซี มันจะมีหรือไม่มี เราพิสูจน์กันได้เดี๋ยวนี้แหละ"

เขาก็ไม่กล้าเข้าไป เมื่อเขาไม่กล้า ก็บอก "เอ้า...ถ้ายังงั้นฉันจะลงน้ำด้วย"

แต่ความจริงฉันไม่เคยคิดว่า จะลงน้ำด้วยหรอก วันนี้น่ะ เพื่อเป็นการพิสูจน์อารมณ์ของฉันว่า จะตรงหรือไม่ตรง จะหลอกหรือเปล่า ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ของมันพิสูจน์ง่ายๆ จึงเอาผ้าผลัดน้ำเดินเข้าไปแล้วก็มุดเข้าไปในนั้น...


(โปรดติดตามตอน "พบขุมทรัพย์มหาศาล" ต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/10/17 at 03:53 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 1/2 ]

(Update 19 ตุลาคม 2560)


พบขุมทรัพย์มหาศาล



.....เมื่อพวกนั้นก็ตามเข้าไปเป็นแถว เดินเข้าไปได้ประมาณสัก ๔ เมตร ก็ปรากฏว่าถึงหน้าผา เป็นผาต่ำก็ตะกายขึ้นไปเพราะมันขึ้นง่ายๆ แล้วก็เป็นทางลาด เดินเข้าไปประมาณ ๑๐ เมตร ก็ปรากฏ่ามีช่องย่อมๆ ก็ไม่ย่อมนักหรอก ๔ คน เดินเรียงกันได้แบบสบายๆ

พอเดินเข้าไปได้อีกหน่อยเดียว ปรากฏว่าเจอะงูตัวหนึ่ง ใหญ่เท่าเสาบ้านเห็นจะได้ เสาที่เขาปลูกบ้าน ใหญ่ขนาดนั้น แกนอนขด พอเราเดินเข้าไปแกก็ชูหัวมาดู เป็นงูหงอน ก็เลยรายงานแกบอกว่า

"พี่ชาย..ไม่เอาอะไรหรอก ขอชมหน่อยนะ"



สมบัติชาวกุยบุรี

พอเดินเข้าไปหน่อยก็ไปพบพระพุทธรูปองค์หนึ่ง โตมาก หน้าตักประมาณ ๒๔ นิ้ว ทั้งแท่นทั้งองค์เป็นทองคำทั้งหมด ทองสุกอร่าม เข้าไปก็กราบๆ แล้วก็จับ พอจับพระ พี่งูแกก็ชูหัวดูอีก ก็เลยรายงานแกอีก บอกว่า

"พี่ชาย..ขอลองจับดูเท่านั้นน่ะ ไม่เอาไปหรอก เอาไปก็เอาไปไม่ไหว เพราะแบกไม่ไหว ทองคำทั้งองค์แบบนี้ คนหมดนี่ก็เอาไปไม่ได้"

ก็เลยให้พระกับฆราวาสที่ไปด้วยกัน ลองอธิษฐานยกพระพุทธรูป ความจริงทองคำหนาใหญ่ขนาดนั้นไม่มีทางจะยกขึ้น แต่ผลจากการอธิษฐานเห็นผลอย่างอัศจรรย์

ถ้าสิ่งใดจะเป็นไปตามความประสงค์ ยกได้เบาหวิวเลย สิ่งใดจะไม่เป็นไปตามความประสงค์ แม้แต่เขยี้ยนก็ไม่เขยื้อน

ทีนี้ เมื่อทดลองกันดีแล้ว ก็จะเดินเข้าไปข้างในอีก พี่งูแกก็ชูตัวขึ้นมาได้สัก ๒ วาได้กระมัง ไอ้สูงสองวานั่นยังไม่ได้ครึ่งของขนดของแกหรอก ท่าทางแกขดตัวนั้นยาวมาก ก็เลยบอกว่า

"พี่ชายขอชมข้างในนะ ไม่เอาอะไรเลย รับรองว่าไม่เอาอะไรเลย เฝ้าอยู่หน้าประตูนี่ก็แล้วกัน ฉันไปไหนก็ไปไม่รอด ฉันต้องกลับทางนี้ ถ้าใครเอาของมาแม้แต่นิดเดียวก็ทำอันตรายได้"

พวกที่ไปด้วยกันแกเห็นงูชูหัว แกก็ชักสั่นๆ ไปตามๆ กัน แต่ความจริงก็รู้กันอยู่แล้วว่า งูนั้นไม่ใช่งูเนื้อ เป็นงูลม งูลมในที่นี้หมายถึงผี

เมื่อเดินเข้าไปอีกที ก็ปรากฏว่าเข้าไปพบทรัพย์มหาศาล มีทองคำแท่ง โอ้โฮ...ถ้าจะพูดเป็นน้ำหนักก็ แหม...เป็นตั้งร้อยๆ ตัน เพราะกองสูงถนัด

แล้วมีเครื่องประดับแพรวพราวเยอะแยะ เพชรนิลจินดา มีมงกุฏของกษัตริย์ แล้วก็มีพระแสงคู่มือของกษัตริย์ พระแสงอาญาสิทธิ์ละมั้ง เห็นด้ามเป็นทองคำ ฝักเป็นทองประดับเพชร มันแพรวพราวไปหมดนี่

แก้วตั้งหลายอย่าง อาจจะเป็นพวกที่เขาเรียกว่าแก้ว ๙ ประการ นพรัตน์อะไรก็ได้ไม่ทราบว่าอะไรกันแน่ ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ เงินก็มาก ทองก็มาก เพชรนิลจินดาก็มาก

เวลาชม ก็สั่งทุกคนว่าห้ามแตะต้องเป็นอันขาด ถ้าใครแตะต้องเข้าละก็ฉันไม่รับรองชีวิต เพราะยังไงๆ พี่งูนี่แกจัดการเสร็จ แกไม่ยอมให้เราเอาไปแน่

เมื่อชมกันเป็นที่พอใจแล้ว เป็นอันว่าไม่มีใครเอามา กลับออกมา มาถึงก็ขอบใจพี่งูเขา เขาก็มองดูทุกคน พวกเราก็ลากลับ กลับออกมาแล้วก็บอกกับพวกนั้นว่า

ถ้ำนี้เป็นถ้ำของชาวเมืองปา "ชาวเมืองปา" ก็คือชาวไทยที่อพยพมาจากเมืองปาในประเทศจีนโน้น สมัยที่ถูกพวกจีนรุกราน ไอ้เมืองปากับเมืองลุงนี้ ความจริงน่าจะเรียกเมืองป้ากับเมืองลุง จะเพี้ยนกันไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

เมื่อเขาอพยพลงมาแล้วก็มาทางนี้ จากอินเดียลงมาแล้วก็มาพม่ามามอญ ทีนี้บางส่วนที่เราเรียกกันว่า "ไทยใหญ่" ก็ยึดพม่าได้ ยึดมอญได้เข้าปกครอง

บางพวกก็อพยพเข้ามาทางสายนี้ ทางเพชรบุรี แล้วก็ขยับขยายหากินกันตลอดมา มาหากินอยู่ที่กุยบุรี ตั้งเมืองขึ้นที่กุยบุรี จับกลุ่มกันอยู่ที่นั่น

สงสัยว่าคนไทยมีวัฒนธรมเจริญแล้ว มีพระเจ้าแผ่นดินปกครอง และมีพ่อบ้านพ่อเมืองมาก่อน ก็หากินกันอย่างสุขสำราญ

แต่ทว่าก็อาศัยพวกไทยที่มาอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนกันนั้น มีความสมบูรณ์พูลสุข มีการค้าดี มีแร่ธาตุเป็นเครื่องขาย มีหนังสัตว์ ขนสัตว์เป็นสินค้าขาย ก็ร่ำรวยกันมาก การค้ามีทั้งทางบกและทางเรือ

ทีนี้พวกนครศรีธรรมราช พวกปาฏลีบุตร พวกนี้เขาเห็นว่าเขามีอำนาจมาก เขาก็เลยมารุกราน จะเอาอาณาเขต ไทยเรามีกำลังน้อยกว่า สู้ไม่ได้

เมื่อเวลาที่จะหนี จะอพยพเตลิดเปิดเปิงไปก็เลยต้องเอาของมาเก็บไว้ที่นี่ก่อน นี่เรื่องราวของถ้ำห้วยยางก็น่ากลัวจะหมดกันเพียงเท่านี้นะ

อ้อ...วันนั้นก็บอกพวกทั้งหลายเหล่านั้น บอกว่า สำหรับถ้ำนี้อีกปีสองปีเขาก็จะปิดแล้ว เพราะว่าพวกเราเข้าไปเห็นของๆ เขาเข้า การเห็นของๆ เขานี่ พวกเราเห็นพวกเราอาจจะทำอะไรไม่ได้

แต่ว่าถ้าคนนี่เห็นอะไรเข้ารู้ถึง ๒ คนขึ้นไป เขาถือว่าไม่เป็นความลับ เราอาจจะพูดไป หรืออาจมีคนสันดานไม่ดีมาทำลายทรัพย์สินของเขา เขาเกรงว่าจะมีอันตราย

ถ้าหากว่าพวกเราอยากจะดูกันละก็ ปีหน้ามาดูได้ แต่หลังจากปีหน้าไม่ได้โอกาสจะได้ดู เป็นอันว่าหลังจากปีนั้น ๑ ปีก็ปรากฏว่า ไอ้หินที่น้ำไหลๆ มานั่น มันพังทะลายลงมาทับอ่างเอิ่งหมด

เวลานี้ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นน้ำตก อ่างนั้นก็ไม่มีแล้ว ถ้าใครตั้งใจจะไปขุดไปค้นเอาทรัพย์ก็เห็นท่าจะหมดปัญญา เว้นเสียแต่จะเอารถแทร็กเตอร์ไปทำลายภูเขาละก็ว่าไม่ได้

แต่ก็ไม่แน่นัก ถ้าเขาไม่ให้ แทร็กเตอร์ก็อาจจะเครื่องดับ ดีไม่ดีคนทำลายอาจจะตายก็ได้ สำหรับเรื่องนี้ก็ยุติแต่เพียงเท่านี้ สวัสดี...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/10/17 at 04:03 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 1/3 ]

(Update 26 ตุลาคม 2560)


หลวงพ่อเล่า..รัชกาลที่ ๙ และที่ ๑๐



(ขอบคุณรูปภาพจาก tnews.co.th)

.....เรื่อง "น้ำตกห้วยยาง" แต่ทว่าประวัติศาสตร์เดิมสูญหายไป พ่อเคยย่องเข้าไปข้างใน เห็นสมบัติมาก ตอนกลางคืนเทวดาท่านมาบอกว่า ถ้ามีคนพบก็ต้องปิด ต่อมาหินเลยพังทลายทับอ่างน้ำจนหมด สภาพเดิมทีเดียวสวยสดงดงามมากเป็นที่น่าทัศนารมย์ เป็นที่น่าชื่นใจ หนทางที่เดินทางเข้าไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงออกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พ่อพบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านมาบอกว่าทองที่เห็น ทรัพย์สินที่เห็น มันยังเป็นของน้อย เพราะว่าเป็นทรัพย์สินส่วนที่เป็นของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงไว้ใช้สอย

แต่ว่าทองแท่งสำรองไว้ใช้ในการใช้จ่าย จังหวัดเพชรบุรีแถบนี้ สมัยก่อนพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเล มีเกาะมีแก่งมาก แผ่นดินมันจะงอกเข้ามาทีละหน่อย

ถ้าจะว่ากันจริง ๆ คนที่อยู่ในแถวนี้จริง ๆ ก็ต้องบอกว่าอยู่กันมาตั้งแต่ต้นกัป จะนับเวลากันจริง ๆ ไม่รู้กี่ล้านปี มันไม่ใช่พันปี หมื่นปี แสนปี นับเป็นร้อยๆ ล้านปี

ตั้งแต่เริ่มกัปมา คนที่พูดภาษาอย่างนี้ก็อยู่ดินแดนแถบนี้อยู่แล้ว ที่ฝรั่งเขาค้นพบว่าที่นั่นก่อนที่นี่ ที่นี่ก่อนที่นั่นไม่จริง ไอ้ที่นี่มันยังจะก่อนที่ฝรั่งเข้าใจไปตั้งเยอะ

ขุดกันให้ดีค้นกันให้ดี ปีหนึ่งแผ่นดินมันสูงขึ้นเท่าไร มันทับถมสิ่งทั้งหลายที่ตายไปแล้วที่พังไปแล้ว ความจริงดินแดนแห่งนี้ที่เรียกกันว่า "แหลมทอง" หรือเป็น "เมืองทอง" ก็เพราะมีทรัพยากรมาก


(หมายเหตุ : หลวงพ่อกล่าวคำว่า "แหลมทอง" หรือ "เมืองทอง" ตรงกับหลวงพ่ออ่ำกล่าวถึง "สุวัณณภูมิ" ว่าคนไทยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่ต้นกัปแล้ว)

นอกจากน้ำมัน ก็มีแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีค่า มีเพชร นิล จินดา มีเงิน และแร่ทองคำมากมาย คนที่มีปัญญายังจะใช้ได้ต่อไปอีกนาน ถ้าคนทุกคนในเขตนี้ที่เรียกกันว่า คนไทยมีใจรักชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต หวังความเจริญของบ้านเมือง

ต้องการให้บ้านเมืองเจริญจริง ๆ ทรัพยากรมันจะได้มากไปกว่านี้ ที่ยังไม่ขึ้นมา ไม่ใช่เทวดา..กัน ไม่ใช่ผี..กัน ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่นี่แหละ...กัน

ถ้าคนไทยดีขึ้นเมื่อไรทรัพยากรทั้งหลายก็จะปรากฏมากขึ้นเท่านั้น ถ้าดีเต็มที่ มันก็เกิดขึ้นมาเต็มที่ ดีน้อยมันก็เกิดน้อย ดีมากมันก็เกิดขึ้นมาก

คำว่า "ดี" ในที่นี้ ไม่ใช่ว่ามันลอยขึ้นมาเอง ต้องอาศัยการใช้ปัญญาที่ได้ศึกษามาให้เต็มที่ มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศชาติ

อย่างกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีเท่าไรใช้เท่านั้น มีเท่านี้ก็ใช้เลยไปเท่าโน้น ค้นคว้าหาของดีกันมาให้ได้ ตอนนี้แหละ..ของทั้งหลายเหล่านั้นมันจะขึ้นมาเอง ใช้กันให้มันครบถ้วน

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีปัญญามาก เงินก็ใช้น้อย คนที่มีปัญญามาก เขาใช้เงินน้อย คือใช้ปัญญาช่วยด้วย ใช้แรงงานของคนช่วยด้วย

อย่างคนโบราณเขาก็รู้จักใช้น้ำมันเหมือนกัน ตั้งแต่โยนกนคร, สุโขทัย, หรือว่ากรุงศรีอยุธยา เขาก็ยังไม่ได้ใช้น้ำมันต่างประเทศ เขาใช้น้ำมันในประเทศเอาขึ้นมาใช้

ทองก็เหมือนกันเขาก็ใช้ทองในประเทศ เขาไม่ได้ซื้อทองนอกประเทศ ทองในประเทศเขายังส่งไปขายนอกประเทศ ของทั้งหลายเหล่านี้มันมีมาแล้ว ใช้กันมาแล้วแต่อดีตกาล

ประเทศไทยเป็น "เมืองทอง" จริง ๆ มีทรัพยากรมหาศาล ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ กุยบุรี เมืองพง ปราณบุรี เพชรบุรี มองลงไปใต้ภาคพื้นปฐพี มีทองคำธรรมชาติ เพชรนิลจินดา ทั้งแร่ธาตุที่มีค่า น้ำมันก็มีมาก ทรัพย์สมบัติที่เป็นทรัพย์สินที่ฝังไว้ก็มีมาก เป็นทรัพย์ธรรมชาติก็มีมาก เฉพาะจังหวัดภูเก็ต มีเพชรซึ่งมาจากแร่ที่มีความสำคัญคล้ายนิวเคลียร์มีมาก แร่อย่างอื่นก็มีมาก

นอกจากนั้น เขตน้ำมันใหญ่ติดอยู่กับเกาะภูเก็ตเป็นแหล่งใหญ่มาก เป็นทะเลเทือกยาว ถ้าเราเจาะน้ำมันจุดนี้ได้ ดึงมาใช้เท่าไรที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าจะใช้สัก ๔,๐๐๐ ปี น้ำมันตุ่มนี้มันยังไม่มีความรู้สึก ว่ามันจะหมดลงไป

ขอบรรดาลูกรักทั้งหลาย..ที่มีจิตประกอบไปด้วยศรัทธา มีบารมีครบถ้วนทั้ง ๑๐ ประการ มีจิตใจหวังซึ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์ จงพิสูจน์ดูเมื่ออารมณ์เข้าถึงจุดนั้น และก็จงทราบว่าเวลานั้นพ่อไม่ได้ใช้ฌานสมาบัติ

เป็นแต่เพียงว่านอนทำใจสบาย ให้มันว่างจากอารมณ์แห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตเป็นอุเบกขารมณ์ ใจเป็นสุขแบบเบา ๆ

จิตในเวลานั้นจึงอยู่ในช่วงของ "อุปจารสมาธิ" และอีกประการหนึ่ง การเห็นของพ่อ ก็เป็นการแสดงของท่านพวกนั้น ไม่ใช่พ่อตั้งใจจะเห็น

การเห็นมีได้ ๒ อย่าง สำหรับคนที่ได้ "ทิพยจักขุญาณ" เขาบังคับการเห็นได้ ต้องการจะเห็นใครที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้

ถ้าท่านที่ไม่ได้ "ทิพยจักขุญาณ" แต่ทว่าท่านผู้ต้องการให้เห็น จะมาพูดมาคุยด้วยก็เห็นได้เหมือนกัน ด้วยอานุภาพของเทวดาหรือพรหม จงจำไว้ว่าการเห็นเป็นเช่นนี้...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 26/10/17 at 07:49 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 1/4 ]

(Update 2 พฤศจิกายน 2560)


สมัยรัชกาลที่ ๑๐ เข้ายุค "ชาวศรีวิไล"



(ภาพจาก rabiangdoi.com)

.....“อานุภาพของทรัพยากรทั้งหลาย จะปรากฎขึ้นในตอนกลางสมัย "รัชกาลที่ ๑๐" แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยนั้นจะปรากฎว่า ประเทศจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์เป็นกรณีพิเศษ

ทุกสิ่งทุกอย่างจะพร้อมมูลบริบูรณ์ จะกลายเป็นประเทศมหาเศรษฐีเขตหนึ่ง อย่าว่าแต่เฉพาะในเอเซียเลย แม้แต่ยุโรปก็ต้องเอาใจ..”

ทั้งนี้เพราะอะไร “...เพราะว่าอำนาจบุญบารมีของกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ คือกษัตริย์รัชกาลที่ ๙ เป็นผู้มีบุญบารมีใหญ่ ปูพื้นฐานเอาไว้ แล้วก็ "พระบรมโอรสาธิราช" ที่จะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ก็เป็นพระราชาที่มีบุญบารมีใหญ่

ที่คนทั้งหลายคิดว่า จะทำลายประเทศไทยให้เป็นคอมมิวนิสต์ มีจิตหยาบปรารถนาจะให้คนไทยทั้งชาติ ที่มีความเคารพในพระพุทธศาสนาเป็นทาสของบุคคลกลุ่มเดียว ไม่มีความหมาย

เพราะความหวังตั้งใจของบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ เขาจะพาตัวเขาพินาศไปเอง เพราะอำนาจบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีสมรรถภาพเป็นพิเศษ...”


คัดลอกจากหนังสือ "ฤาษีทัศนาจร เล่มที่ ๑" (จัดพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี ๒๕๑๗)
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=841

.....คำพยากรณ์รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๑๐ ตามที่หลวงพ่อฯ เคยเล่าให้ฟังนั้น คล้ายคลึงกับที่ "หลวพ่อจรัญ" เล่าไว้ในหนังสือ "คนตายแล้ว..ไปเกิดได้อย่างไร"

โดยอ้างคำพยากรณ์ของ "โหรหลวง" สมัยรัชกาลที่ ๑ แต่คำพยากรณ์มีถึงรัชกาลที่ ๑๒ จึงขอนำมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๙ และ รัชกาลที่ ๑๒ ดังนี้

คำพยากรณ์ ๑๒ ยุค

...ยุคที่ ๙ ได้แก่รัชสมัยปรัตยุบันนี้ ชื่อว่า "ถิ่นสกาว"
- มีอรรถาธิบายว่า ผู้ที่สืบสันตติวงค์ครองราชสมบัติต่อมา ถึงรัชกาลนี้ จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีบุญญาธิการ ประเทศจะเจริญรุ่งเรือง

...ยุคที่ ๑๐ ชื่อว่า "ชาวศรีวิไล"
- มีอรรถาธิบายว่า ประชาชนพลเมืองจะถึงซึ่งอารยธรรมอันแท้จริงในยุคนี้ (พวกมิจฉาทิษฐิและอธรรมจะเสื่อมสิ้นไป)

พวกนี้ถ้าไม่ตายด้วยคมหอกคมดาบ ก็จะต้องตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เพราะเป็นยุคของอารยชนที่มีจิตใจเป็นธรรมเท่านั้น ที่จะอาศัยอยู่ในอารยประเทศ "ถิ่นสกาว" ได้

ถ้าผู้ใดไม่มีศีลธรรม ผู้นั้นก็เท่ากับฝืนโชคชะตากรรมของประเทศชาติ จะต้องได้รับโทษถึงตายโดยทางใดทางหนึ่ง ดังกล่าวมาแล้ว

...ยุคที่ ๑๑ ชื่อว่า "ไทยมหารัฐ"
- มีอรรถาธิบายว่า ประเทศจะเป็นมหาอำนาจในยุคนี้

...ยุคที่ ๑๒ ชื่อว่า "จักรพรรดิราช"
- มีอรรถาธิบายว่า พระเจ้าแผ่นดินจะเป็นถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ในยุคนี้


ที่มาหนังสือ : "คนตายแล้ว..ไปเกิดได้อย่างไร" ของ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวพ่อจรัญ) เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี
อ้างอิง : http://petmaya.com/คำทำนายประเทศไทย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 2/11/17 at 06:05 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 1/5 ]

(Update 9 พฤศจิกายน 2560)


คำสอนของพ่อ..ที่ยังไม่จางไปจากใจของลูก


.....การเดินทางมาถึงจังหวัดกระบี่ มีสุสานหอย ฝรั่งเขาบอกว่านานประมาณ ๓๕–๗๕ ล้านปี แต่มีเทวดาท่านหนึ่งท่านบอกว่า ๖๗ ล้านปี มันจะกี่ล้านปีก็ตาม มันก็คือ "หอยตาย"

หอยตายได้ฉันใดชีวิตของเราก็ตายได้ฉันนั้น สิ่งที่มันจะคงอยู่ได้ก็คือกระดูก คงนานหน่อย ในที่สุดมันก็จมพื้นปฐพี ขึ้นชื่อว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ว่าความตายเป็นของเที่ยง

ก่อนที่เราจะตาย จงคิดว่าเราจะตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และไม่มีการตายต่อไปนั่นคือพระนิพพาน พ่อมั่นใจในกำลังใจ และความดีของลูก ว่าพระนิพพานสมบัติ จะไม่ขาดไปจากกำลังจิตของลูก และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ลูกของพ่อต้องได้แน่นอน นี่เป็นความหวังของพ่อ

แต่ทว่าถ้าลูกรักของพ่อ..ลืมความดีนี้เสียเมื่อไร จิตใจไปพัวพันอยู่ในราคะก็ดีพัวพันอยู่ในโลภะความโลภก็ดี พัวพันอยู่ในความโกรธ ความพยาบาทก็ดี พัวพันอยู่ในความหลงก็ดี

เป็นอันว่าลูกกับพ่อนี้ต้องแยกทางเดินกัน ไม่ใช่พ่อโกรธลูก แต่ว่าเวลาตายจริง ๆ เราตามกันไม่ไหว หวังว่าลูกรักทุกคนคงจะจำได้ คงจะละสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้ คือ พยายามละทีละน้อย ปลดเปลื้องมันไป ไม่ช้ามันก็หมด

บรรดาลูกรักทั้งหลาย พ่อจะขอปรารภความเป็นไปในชีวิตของพ่อ เพื่อให้บรรดาลูกรักทั้งหลายได้รับทราบว่า ลูกรักทุกคนที่ทรงความดี มีการเสียสละความสุขส่วนตัว สละเวลาการงาน สละแรงงาน สละทรัยพ์สินช่วยสงเคราะห์คนที่มีความยากจนเข็ญใจ และก็ช่วยกันเสียสละค่าพาหนะในการเดินทางด้วย

งานทุกอย่างที่ลูกทั้งหลายทำ แต่ละคนรู้จักหน้าที่ของตน และก็ทำด้วยความว่องไวแข็งแรง ไม่เคยที่จะออมกำลังกาย กำลังใจเพื่อกิจการในส่วนสาธารณประโยชน์ เช่น

การสร้างวัดก็ดี กิจการส่วนอื่นก็ดี งานแจกของแก่ประชาชนก็ดี การเตรียมการก็ดี งานอย่างนี้ทั้งหมดเป็นงานหนัก ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน และความแข็งแรงของร่างกาย อาศัยความฉับไว ความฉลาดมีปฏิภาณ ความสามารถในเหตุการณ์ทุกอย่าง...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/11/17 at 06:28 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/1 ]

(Update 16 พฤศจิกายน 2560)


ประสบการณ์ "พญานาค" กับพระธุดงค์


.....ตามที่ผู้เขียนได้เคยนำเรื่อง "พญาศรีสุทโธนาคราช" ไปในตอนที่แล้ว โดยเฉพาะได้นำคำบอกเล่าของ "หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ" วัดธาตุมหาชัย จังหวัดนครพนม กล่าวว่า

".....ทางฝั่งไทยและฝั่งลาวต่างมี กษัตริย์แห่งนาคราช หรือ "นาคาธิบดี" แยกปกครองดูแล ดังนี้

ฝั่งลาว คือ พญาศรีสัตตนาคราช (นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล) ซึ่งเชื่อว่าเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคฝั่งลาว เป็นพญานาคเจ็ดเศียร

ฝั่งไทย คือ พญาศรีสุทโธนาคราช (นาคาธิบดีสีสุทโธ) เป็นกษัตริย์พญานาคฝั่งไทย เป็นพญานาคหนึ่งเศียร

พญาศรีสุทโธ ท่านชอบจำศีลบำเพ็ญเพียร และปฏิบัติธรรม มีนิสัยอ่อนโยนมีเมตตา ไม่ชอบการต่อสู้ ชอบมาปฏิบัติธรรมที่พระธาตุพนม โดยมอบหมายให้เหล่าพญานาค ๖ อำมาตย์ดูแลแทน ในระหว่างที่หลบมาจำศีลภาวนา

หลวงปู่คำพันธ์ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนใดที่อยู่ใกล้ต้นน้ำลำธาร หรือหากมีพิธีกรรมอันใดเกิดขึ้น ให้อัญเชิญบอกกล่าวแก่เหล่าพญานาค พิธีกรรมนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง...ดังนี้" (หลวงปู่คำพันธ์ได้มรณภาพไปแล้ว เมื่อปี ๒๕๔๖)


.....สำหรับในตอนนี้ ผู้เขียนจะขอนำเรื่องประสบการณ์ของพระธุดงค์สาย "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" มาให้ศึกษากันต่อไป ขอเริ่มเรื่องของ " หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" ซึ่งมีผู้บันทึกไว้จากหนังสือ "พระอริยสงฆ์เผชิญพญานาค" ดังต่อไปนี้

หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๑)


....."หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" พระอริยเจ้าอีกรูปหนึ่งที่เป็นที่เคารพบูชาของพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านได้ผ่านพบประสบการณ์อันอัศจรรย์มากมาย ระหว่างธุดงค์ไปในป่าเขาลำเนาไพรเพื่อพากเพียรบำเพ็ญธรรม

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นศิษย์รูปหนึ่งของ "ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" อันเปรียบดั่งแม่ทัพธรรมสายปฏิบัติแห่งภาคอีสาน และหลวงปู่ชอบเคยได้ร่วมธุดงค์ไปกับท่านพระอาจารย์มั่นหลายวาระ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง...หลวงปู่ชอบได้ร่วมธุดงค์ไปกับท่าน "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" และท่านได้รับรู้เรื่อง "พญานาค" ซึ่งท่านได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า...

.....เราตาม ท่านพระอาจารย์มั่น ไปปักกลดอยู่ริมบึงน้ำใหญ่แห่งหนึ่งในเขตป่าดงดิบ เราเดินสำรวจดูรอบๆ ปากบึงเราพบความผิดปรกติอย่างหนึ่ง

ทั้งนี้ เพราะปรกติแล้วน้ำในบึงย่อมเป็นที่พึ่งพาของสัตว์ป่าทั้งหลาย และเมื่อมีสัตว์ป่ามากินน้ำในบึงแล้วจะต้องทิ้งรอยเท้าไว้ที่ขอบบึง แต่ไยเล่าจึงไม่ปรากฏรอยเท้าสัตว์อยู่แม้แต่รอยเดียว

เรากำหนดจิตตามที่ท่านพระอาจารย์สอนไว้เรากระทบกับสิ่งหนึ่งทันที พญานาคผู้ยิ่งใหญ่แต่ไร้คุณธรรมได้พ่นพิษอันร้ายกาจไว้ในบึง ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์น้อยใหญ่หากได้กินน้ำแล้ว ย่อมถึงแก่สิ้นชีวิตด้วยพิษอันร้ายแรงนั้นในไม่ช้า เราจึงบอกกับพวกพ้องที่เดินมาด้วยกันกับท่านพระอาจารย์มั่นให้งดใช้น้ำในบึงนั้น

เราเข้าไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่นโดยตรง ท่านใช้พลังจิตสำรวจดูจึงกล่าวกับเราว่า

“เธอกล่าวถูกแล้ว”

ขอให้งดใช้น้ำ เราจะติดต่อกับพญานาคนั้นเอง คราวนั้นเรากับพวกพ้องต้องเดินไปแสวงหาน้ำจากแหล่งอื่นเป็นเวลาหลายวัน อยู่มาวันหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นเรียกเราเข้าไปบอกว่า

“เธอไปบอกพวกพ้องว่าดื่มน้ำและใช้น้ำในบึงนี้ได้แล้ว”

น้ำในบึงปราศจากพิษแล้วพวกเราจึงใช้น้ำได้อย่างสะดวก เราทราบในภายหลังว่า ท่านพระอาจารย์ได้ทรมานพญานาคนั้นจนหมดทิฐิ แล้วถามว่า

“ท่านไยจึงพ่นพิษลงมาหมายสังหารพระสงฆ์ผู้ทรงศีล มิรู้หรือว่าเป็นอนันตริกรรมถึงลงสู่อเวจีมหานรก ท่านจงรีบไปถอนพิษออกเสียเถิด”

พญานาคราชจึงไปถอนพิษออกจากบึงจนหมด ท่านพระอาจารย์มั่นจึงบอกให้พวกเราใช้น้ำได้ เราได้ทราบต่อมาอีกว่า

หลังจากนั้นพญานาคก็ชวนพวกพ้องมาฟังธรรม มาให้การอารักขาเรากับพรรคพวกและท่านพระอาจารย์ จนได้เวลาอันสมควรจึงถอนกลดออกเดินทางต่อไป


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/11/17 at 09:25 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/2 ]

(Update 22 พฤศจิกายน 2560)


หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๒)


.....นี่คือประสบการณ์ข้องเกี่ยวกับพญานาคของ "หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" ท่านกล่าวว่า ผู้ที่จะผ่านมิติอันเร้นลับถึงขั้นพบเห็น หรือสนทนากับพญานาคได้นั้น จะต้องเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ และบำเพ็ญเพียรธรรมจนได้ญาณวิสุทธิ์เท่านั้น เรื่องของพญานาคนี้ปรากฏมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว

ผู้ที่ไม่เคยศึกษาพระไตรปิฎกมาก่อน และปฏิบัติธรรมถึงขั้นได้อภิญญาญาณ ย่อมไม่มีความเชื่อเรื่องพญานาค คิดว่าเป็นนิทานชาดกซึ่งเล่าขานเอาไว้อย่างเลื่อนลอย ทั้งๆ ที่พญานาคมีจริงๆ แม้ในปัจจุบันก็มีอยู่ "หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ท่านพบเห็นพญานาคอีกครั้ง

เมื่อคราวที่ท่านนำหมู่คณะสงฆ์ธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาว แล้วไปปักกลดใกล้หมู่บ้านชาวลาวแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง หลังจากท่านฉันภัตตาหารแล้วชาวบ้านนำบาตรของท่านไปล้าง โดยเทเศษอาหารโดยมีข้าวสุก และน้ำแกงน้ำพริกปลาร้าลงไปในน้ำ เหตุการณ์ตอนนี้หลวงปู่ชอบเล่าว่า


"...เราได้ยินเสียงตลิ่งพังดังครืนๆ และบรรดาชาวบ้านวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาทางที่เรานั่งอยู่ ท่าทางดูเขาตกใจมากเขาบอกกับเราว่า

เมื่อกี้ได้นำบาตรไปล้างในแม่น้ำโขง พอเทน้ำล้างก้นบาตรลงไปก็เกิดเหตุอัศจรรย์ น้ำในแม่น้ำที่ใสแจ๋วกลับขุ่นคลั่กในพริบตา เหมือนมีอะไรลงไปกวนน้ำในกลางน้ำวน (วังน้ำหันตาไก่) วนเป็นน้ำวนอย่างรุนแรง แรงหมุนของน้ำถล่มเข้าสู่ตลิ่งที่พวกเขาล้างบาตรอยู่ พังออกเป็นกระบิๆ

พวกที่อยู่ริมตลิ่งต้องวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เพราะหากตกลงไปในน้ำแล้วต้องถูกแรงน้ำวนดูดจมลงไปในวังน้ำแน่ๆ ตอนที่เขามาหาเราเสียงตลิ่งพังดังครืนๆ ไม่ขาด

เรากำหนดจิตไปดูเราจึงมองเห็นพญานาคในลำน้ำโขง มีความแค้นเคืองคนเหล่านั้นที่เอาน้ำพริกน้ำปลาร้าไปถูกตัวเขาซึ่งอยู่แถบนั้นพอดี เราจึงห้ามเทเศษข้าวและนำพริกปลาร้าลงไปน้ำอีกเป็นเด็ดขาด

เรื่องก็น่าจะจบแค่นั้นแต่ก็มีพระที่ไปกับเราถือดีคิดว่าที่เราพูดเป็นเรื่องเล่น หลังจากวันนั้นก็มีผู้นำบาตรไปล้างในแม่น้ำและเทน้ำล้างลงไปอีก ก็เกิดอาเพศน้ำหมุนตลิ่งพังต้องวิ่งหนีเอาชีวิตกันแทบไม่รอด ทุกคนจึงยอมฟังไม่กล้าทำในสิ่งที่เราห้ามอีก

เมื่อเราไปจำพรรษาในถ้ำไม่ห่างจากแม่น้ำโขงมากนัก พญานาคราชได้นมัสการเราเพื่อคารวะ ที่เราห้ามมนุษย์ไม่ให้ทิ้งเศษอาหารและของสกปรกลงไป ส่วนหัวของเขามานอบน้อมคารวะเราที่ปากถ้ำ ส่วนหางยังอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโขงห่างกันเป็นกิโลเมตร


“...เราพบว่าเขาสร้างกรรมไว้โดยไม่ตั้งใจ เมื่อชาติก่อนเขาเป็นมานพผู้มั่นในศีล ๕ แต่วันหนึ่งถือวิสาสะว่า คุ้นเคยได้ถือเอามีดของพระสงฆ์ไปใช้เป็นของส่วนตัว

เมื่อดับชีวิตแล้วจึงมาเป็นพญานาคราช แม้แสดงฤทธิ์ได้แต่ก็อับวาสนาไม่ได้เป็นคน เราให้ศีล ๕ เขายึดถือเพื่อเจริญภาวนาและยึดในไตรสรณคมน์ต่อไป...”


ที่มา - คัดลอกจากหนังสือ "พระอริยสงฆ์เผชิญพญานาค"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/11/17 at 06:43 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/3 ]

(Update 29 พฤศจิกายน 2560)


หลวงปู่ชอบพบพญานาค (ครั้งที่ ๓)



.....พญานาคกับหลวงปู่ชอบ..ดูเหมือนจะมีความผูกพันกันเป็นพิเศษ แม้แต่ท่านอยู่ในวัดพญานาคก็ยังมาปรากฏกายให้ท่านได้เห็น ดั่งที่ท่านเล่าให้ศิษย์ฟังดังนี้....

"...เราอยู่ วัดห้วยน้ำริน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ระยะหนึ่งเราสังเกตพบว่า ในบรรดาทายกทายิกาที่นำภัตตาหารมาถวายพระและฟังธรรมนั้น

มีชายคนหนึ่งแม้แต่งกายพื้นเมืองธรรมดากว่าคนอื่น แต่ก็มีท่วงท่าสง่างามกว่าผู้คนที่มาทำบุญด้วยกันอย่างเห็นได้ชัด กิริยาอาการสำรวมกว่าคนธรรมดา

อาหารที่เขานำมาถวายทุกครั้งนั้น เป็นอาหารพื้นเมืองธรรมดา แต่เมื่อฉันแล้วกับมีรสโอชากว่าอาหารของคนอื่น แต่เราไม่อาจปลงใจได้ว่าเป็นของชายคนนั้น

เพราะเราฉันรวมกันในบาตรด้วยการเคล้า เรามักจะอาศัยเวลาว่างจากการแสดงธรรมสอบถามชาวบ้านเสมอว่า

เขาเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหนมีความเป็นอยู่อย่างไร จะได้รู้จักและสอนธรรมะได้อย่างสะดวกใจ และเราได้ถามถึงชายคนที่นำดอกไม้และภัตตาหารมาถวาย

ทุกคนที่เราถามรู้ว่าหมายถึงใครแต่ก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นใคร เพราะต่างคนต่างคิดว่าเป็นญาติของอีกคนหนึ่งต่อๆ กันไป

วันสุดท้ายที่เราพบชายผู้นั้นเขานำดอกไม้และภัตตาหารมาถวายเหมือนเคย ครั้นเราถามว่าบ้านโยมอยู่ที่ไหนถามไถ่ผู้คนก็ไม่รู้จัก เขาก็อมยิ้มก่อนตอบว่า อยู่แถวนี้เองแหละพระคุณเจ้า

กล่าวตอบเราแล้วก็ถอยฉากไปนั่งรอถวายภัตตาหาร หลังจากที่ได้ถวายภัตตาหารแล้วธรรมเนียมของคนบ้านนั้น จะตักอาหารที่เหลือจากการถวายพระแจกกันไปทั่วๆ

จากนั้นก็นั่งกินกันเป็นกลุ่มๆ แต่ชายผู้นั้นกับนั่งกินคนเดียวไม่รวมกลุ่มกับคนอื่น เราจึงคอยดูเวลาขอกลับเขาก็เดินแบกถาดอาหารไปตรงสระน้ำหน้าวัด พอเห็นไม่มีใครสังเกตก็หายวับไปในสระนั้นเอง


ในวันหนึ่งเราได้พบกับเขาตามลำพัง เราได้สนทนากับเขาถึงเรื่องที่เราอยากรู้

“...ท่านต้องการอะไรหรือ จึงขึ้นมาพบพระป่าอย่างเรา”

“...พระคุณเจ้ากระผมคือ นาคมานพ วิสัยพญานาคนั้นเคารพในผู้ทรงศีลผู้ทรงคุณธรรม มนุษย์ผู้เป็นกัลยาณชนปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา พญานาคก็ต้องการบำเพ็ญทานภาวนาและศีลด้วยเช่นกัน

ครั้งเมื่อสมเด็จพระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อ พระภูริทัต ก็บำเพ็ญทานภาวนาจนตัวตายเหมือนกัน”

“ศีลของพระคุณเจ้าหอมเหลือเกิน หอมไปไกล พวกกระผมจึงขึ้นมาบำเพ็ญทานถวายพระคุณเจ้า เพื่อเพิ่มพูนบารมีของตนสืบไป”

“เราขอถามท่านว่า เราเคยพบพวกท่านเนรมิตในรูปต่างๆ มามาก เราต้องการทราบว่าท่านทำกันอย่างไร”

“ขอให้พระคุณเจ้าได้โปรดทัศนาด้วยตาของท่านเอง”

เขากล่าวกับเราว่าเป็นนิมิตภาพเท่านั้นผู้บารมีธรรมจึงได้เห็น ร่างของเขาหายวับไปแล้วปรากฏเป็นมานพหนุ่มรูปงามเดินเข้ามา แล้วหายวับไปเป็นคนแก่งกๆ เงิ่นๆ เดินเข้ามาแล้วกลายเป็นสตรีรูปงาม กลายเป็นนายพรานขมังธนูดูโหด

เขาบอกกับเราว่า การเนรมิตคือการคิดแล้วร่างก็เปลี่ยนไปอย่างต้องการ จะให้เป็นมนุษย์ครั้งละหลายๆ คนก็ได้ เป็นสัตว์ป่าหลายๆ ตัวก็ได้ เป็นสัตว์ ๒ อย่างพร้อมๆ กันก็ได้ ศิษย์ที่ฟังท่านเล่าจึงถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า

"เมื่อเนรมิตเป็นอะไรก็ได้แล้วรูปร่างจริงเป็นอย่างไรขอรับ" หลวงปู่ก็ตอบว่า

"เราเคยเห็นอยู่เหมือนกันในภาพผนังโบสถ์นั้นแหละ มี ๓ หงอนบ้าง ๔ หงอนบ้าง ๗ หงอนบ้าง มาด้วยกันทั้งตัวผู้และตัวเมียก็เคยเห็น หงอนสีแดงมีแพรคอเหมือนม้า ลำตัวใหญ่ยาวเกล็ดสีดำเป็นมันเลื่อม

บางครั้งเขาก็มาเป็นมนุษย์ทรงเครื่องแบบกษัตริย์สง่างามมาก มีข้าราชบริพารแห่แหนมาดังขบวนยุรยาตรพระราชา

เราพบมาหลายแบบงูตัวเล็กๆ ก็มี แปลงกายเป็นตาผ้าขาว ผู้หญิง เสือ มนุษย์ กษัตริย์ และอีกหลายอย่างสารพัดสารเพ ดังนั้นพญานาคจึงมีฤทธิ์ในด้านการแปลงกายเป็นพิเศษ.."


ที่มา - เว็บ buddhamahawet.com

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/11/17 at 08:00 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/4 ]

(Update 6 ธันวาคม 2560)


หลวงปู่ชอบ พบพญานาคที่อเมริกา (ครั้งที่ ๔)



.....การเดินทางไปสหรัฐอเมริกา นับเป็นครั้งที่ ๓ หลวงปู่รับนิมนต์เมตตาไปจำพรรษาให้ ณ วัดพุทธรัตนราม เมืองเคลเลอร์ รัฐเท็กซัส ในปีพรรษา พ.ศ. ๒๕๓๔

โดยที่ปัจจุบันนี้ ในสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศที่มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล มีคนไทย ลาว เขมร อพยพไปตั้งถิ่นฐานบ้านช่องอยู่มาก แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพกระจายกันไปทั่วทั้งประเทศ

แทบทุกคนเป็นพุทธศาสนิกชน จึงได้มีพระภิกษุสงฆ์จากไทยรับนิมนต์จากศรัทธาญาติโยมไปตั้งวัดให้นับเป็น สิบ ๆ วัด

นับเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวไทยและเพื่อนชาวพุทธชาติอื่น ๆ ด้วย เมื่อทุกคนทราบข่าวการเดินทางไปจากเมืองไทยของหลวงปู่แต่ละครั้ง ก็จะมีผู้คนมาคอยรอรับที่สนามบินอย่างเนืองแน่น

ระหว่างที่พำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ญาติโยมไทย - ลาวที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่ ก็มักจะนิมนต์ท่านไปโปรดตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วแต่โอกาสอันควร

ท่านมีเมตตาเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดติดตามท่านไปว่า ที่วัดที่ท่านไปพัก เช่น วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ, วัดเมตตาวนาราม เมืองแซนดิเอโก, วัดญาณรังษี ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี ซี รัฐเวอร์จิเนีย

ตอนกลางคืนมีพวกเทวดามานมัสการและขอฟังธรรมกับท่าน บางทีก็มามาก บางทีก็มาน้อย สำหรับที่วัดพุทธรัตนาราม ซึ่งเป็นที่ท่านอยู่จำพรรษานั้น เทวดามาทุกวันเลย ถ้าไม่มาตอนกลางคืน ก็มาตอนกลางวัน โดยมากจะพากันมาตอนกลางคืน

การที่เทวดาจะมากราบหลวงปู่ตามวัดต่าง ๆ นี้ แม้เวลาทำวัตรสวดมนต์ เขาก็มาร่วมอนุโมทนาด้วย อยู่ในบริเวณศาลาก็มี อยู่นอกศาลาก็มี มากันมากมาย ส่วนมากจะเป็นเทวดาผู้หญิงมากกว่าเทวดาผู้ชาย

คราวหนึ่งญาติโยมชาวลาวอพยพที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมือง "บัฟฟาโล" รัฐนิวยอร์ก ได้มีศรัทธานิมนต์หลวงปู่พร้อมคณะลูกศิษย์ผู้ติดตามไปโปรดพวกเขายังเมืองบัฟฟาโล เพราะที่นั้นยังไม่มีวัดพุทธศาสนาที่จะทำบุญด้วย

ท่านโปรดเขาอยู่ที่เมืองบัฟฟาโลนั้นระยะหนึ่ง ท่านเล่าว่า ที่นั้นเคยเป็นสมรภูมิรบได้มีพวกอินเดียนแดงที่สู้รบกันสมัยก่อน แล้วตายไปพากันมาขอส่วนบุญมากมาย ต่อมาญาติโยมนิมนต์ท่านจาริกต่อไปยังน้ำตก "ไนแอการ่า" ที่อยู่ริมเขตแดนระหว่างอเมริกาและแคนาดา

เมื่อไปถึงที่น้ำตกไนแอการ่าสักพัก บนท้องฟ้าซึ่งปลอดโปร่งแจ่มใส มีแสงแดดเจิดจ้า ก็กลับมีเมฆดำเคลื่อนมาบังอย่างกะทันหัน แล้วมีฝนตกลงมาอย่างหนัก อย่างแทบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ทำให้คณะติดตามไปต้องรีบพากันหาที่หลบฝนกันอย่างจ้าละหวั่น เพราะเป็นที่แจ้ง ไม่มีที่กำบังเลย และก็ไม่มีวี่แววเรื่องฝนจะตกมาก่อน ฝนตกหนักสักพักจึงหยุด พอออกจากที่หลบฝนสักประเดี๋ยว ฝนก็ตกอีกเป็นรอบที่สอง ทำให้ต้องหลบเข้าหาที่มีหลังคามุงกันชุลมุน

มีศิษย์บางคนสงสัยเรื่องฝนครั้งนี้ เพราะปกติเวลาช่วงนี้ของปีเป็นฤดูร้อนที่มีอากาศแจ่มใสตลอด ปราศจากฝนมาหลายเดือนแล้ว และพยากรณ์อากาศซึ่งเคยแม่นยำตลอดมา ก็มิได้กล่าวเลยว่าวันนั้นจะมีฝน ทำไมจึงมีฝนขึ้นมาได้ ฝนตกลงมามากเสียด้วย และตกถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา จึงได้กราบเรียนถามท่าน

ท่านตอบว่า - “พญานาคเขามากราบ”
ลูกศิษย์ - “พญานาคที่ไหนขอรับ”
หลวงปู่ - “ที่นี่....ไนแอการ่า”
ลูกศิษย์ - “พญานาคมา..ฝนก็มา..?”
หลวงปู่ - “อือ..พญานาคมา”

ผู้เขียนนึกถึงที่ท่านเคยเล่าไว้ครั้งหนึ่งนานมาแล้วว่า คราวหนึ่งท่านอยู่กับ "หลวงปู่แหวน" ที่วัดห้วยน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ ปีนั้นเชียงใหม่แห้งแล้งอย่างมาก พวกญาติโยมก็พากันมาอ้อนวอนท่าน ขอให้เมตตา

ต้นผลหมากรากไม้จะเหี่ยวแห้งแล้งกันตายหมดแล้ว สวนลำไย นาข้าวจะล่มหมดแล้ว ตุ๊เจ้าไม่ช่วยคงจะแย่ไปตามกัน ท่านทั้งสองเห็นใจญาติโยมที่หน้าแห้งอกไหม้ไส้ขม พากันมาร้องทุกข์ด้วยน้ำตาปริ่มตา ก็ช่วยกันสวดมนต์ขอให้ฝนตก

ท่านเล่าว่า ฝนตกหนักติดต่อกันสามวันสามคืน น้ำท่วมเชียงใหม่ทั้งเมือง ขอพญานาคเขา เขามาช่วยกันเต็มที่ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ลูกเล็กเด็กแดง ตัวเล็กตัวน้อย ชูคอพ่นน้ำกันเป็นฝอย เต็มไปหมด จริง...พญานาคมา..ฝนก็มา.."


คัดลอกมาจาก : บันทึกของ "หลวงปู่ชอบ" พบพญานาคราช

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/12/17 at 08:51 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/5 ]

(Update 13 ธันวาคม 2560)


หลวงปู่ชอบ พบพญานาคสองผัวเมียที่ลาว (ครั้งที่ ๕)



.....จากประวัติของ "หลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ" ในพรรษาที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๐๒ ออกพรรษาแล้ว "หลวงปู่ชอบ" ได้พาธุดงค์ขึ้นไปทางเหนือ (ฝั่งลาว) ไปพักที่บ้านน้ำมี่ ถ้ำผาร่มพร้าว

ในถ้ำนี้จะมีพระพุทธรูปโบราณมากมายจนหาที่นอนไม่ได้ เวลาจะนอนต้องใช้มือกวาดพระพุทธรูปออกก่อนแล้วจึงค่อยนอนได้ ขณะที่พักอยู่ในถ้ำแห่งนี้ หลวงปู่บุญพินได้ทำข้อวัตรปฏิบัติและทำสมาธิภาวนาตลอดทั้งวันทั้งคืน

เช้าวันหนึ่งขณะนำน้ำล้างหน้าและยาสีฟันถวายหลวงปู่ชอบ ท่านได้ถามว่า “เมื่อคืนนี้ท่านได้นิมิตอะไรไหม ?”
หลวงปู่บุญพินตอบว่า “กระผมไม่ได้นิมิตอะไรเลยขอรับ กระผมก็เหมือนคนตาบอดนี่เอง”

หลวงปู่ชอบจึงพูดว่า "เมื่อคืนนี้ได้นิมิตเห็นพญานาคสองผัวเมียลำตัวเท่าต้นมะพร้าว หัวพญานาคมาพาดที่ก้อนหินในถ้ำนี้ ส่วนหางนั้นอยู่ที่แม่น้ำโขง ตัวใหญ่มาก"

หลวงปู่บุญพินเลยถามหลวงปู่ชอบว่า “หัวของพญานาค เหมือนที่เขาเขียนในรูปไหมขอรับ ?”
หลวงปู่ชอบตอบ “ก็เหมือนกับในรูปนั้นแหละ”

หลวงปู่บุญพินถาม “แล้วเขาขึ้นมาทำไมขอรับ ?”
หลวงปู่ชอบตอบ “พญานาคขึ้นมากราบหลวงปู่เพราะมีความศรัทธาเลื่อมใส และได้เทศนาศีล ๕ ให้พญานาคฟัง”

จากนั้นหลวงปู่ชอบได้ถามพญานาคว่า “ในใต้บาดาลมีแสงอาทิตย์ไหม ?”
พญานาคตอบว่า “ในใต้บาดาลไม่มีแสงอาทิตย์ แต่มีแสงแก้วสว่างไสวตลอดทั้งกลางวันกลางคืน”

พอหลวงปู่ชอบถามเสร็จ พญานาคก็กราบลา เวลาพญานาคจะไปไม่เหมือนกับงู จะค่อยๆ ถอยหลังไหลลงแม่น้ำโขงแล้วหายไปเลย

พอคืนต่อมา พญานาคได้ขึ้นมาหาหลวงปู่ชอบอีก ท่านได้เล่าให้หลวงปู่บุญพินฟังว่า เมื่อคืนนี้พญานาคขึ้นมาหาเหมือนคืนก่อน แต่คืนนี้เขาแปลงกายเป็นมนุษย์ผู้ชายกับผู้หญิง แต่งตัวเหมือนพระราชา ผู้ชายใช้ผ้าแดงคาดหัว ขึ้นมากราบหลวงปู่ชอบ

หลวงปู่ชอบเลยถามว่า “พวกท่านมาจากไหน ?”
พญานาคสองผัวเมียตอบว่า “คืนก่อนยังมากราบหลวงปู่เลย”

หลวงปู่ชอบถาม “แล้วคืนนี้ทำไมพวกท่านเป็นมนุษย์มา ?”
พญานาคตอบ “พวกกระผมเป็นพญานาคมีอิทธิฤทธิ์ สามารถแปลงกายเป็นอะไรก็ได้”

หลวงปู่ชอบถาม “สาเหตุที่ท่านเป็นพญานาคมาอาศัยอยู่ในบาดาลใต้ถ้ำนี้ เพราะเหตุอะไร ?”

พญานาคตอบ “เมื่อชาติก่อนพวกกระผมมีบ้านอยู่ใกล้ถ้ำนี้ แล้วถ้ำนี้ก็เป็นวัด และได้นำเอาเสียม เอาจอบ เอามีดของวัดไปใช้แล้วไม่ได้ส่งคืน ถือเอาเป็นของเจ้าของ พอตายไปกรรมนั้นเลยให้ผลมาเกิดเป็นพญานาค เพื่อชดใช้กรรมที่ได้ก่อไว้ใต้บาดาลใต้แม่น้ำโขงนี้”

ต่อจากนั้นหลวงปู่ชอบได้เทศนาอบรมให้รักษาศีลให้ตั้งอยู่ในธรรม พอหลวงปู่ชอบเทศนาเสร็จ พญานาคได้กราบลาหลวงปู่ชอบกลับไปที่อยู่ของตนต่อไป...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/12/17 at 08:16 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/6 ]

(Update 20 ธันวาคม 2560)


หลวงปู่ชอบ พบพญานาคที่ วัดป่าบ้านม่วงไข่ (ครั้งที่ ๖)



เรื่องนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ไปพักอยู่ที่ "วัดป่าบ้านม่วงไข่" อ.ภูเรือ จ.เลย หลวงปู่เล่าว่า

”...พอตกกลางคืน เรากำลังนั่งไหว้พระสวดมนต์อยู่ ก็ได้ยินเสียงผู้คนส่งเสียงดังโหวกเหวก ทีเเรกนึกว่าชาวบ้านเขามาวัด เเต่พอเรากำหนดจิตออกไปเบิ่ง มันบ่เเม่นคนซะเเล้ว เป็นพวกพญานาค

เขากำลังจะเตรียมทัพจะไปรบกัน มีทัพช้างทัพม้า ไพร่พลกองทหาร พร้อมทั้งอาวุธครบมือ พวกเขาเเต่งตัวเหมือนทหารสมัยโบราณ เหมือนกับมนุษย์เรานี่เเหละ..."

เมื่อเรากำหนดจิตถามหัวหน้าเเม่ทัพไปว่า พวกโยมสิพากันไปไหนคือมีกองทัพใหญ่เเท้สิไปรบกับผู้ใด๋ละ?

หัวหน้าบอกว่า พวกข้าสิ..พากันไปรบกับพวกพญานาคคือกัน พวกมันมาหยามหมิ่นเกียรติพวกเรา พวกเรายอมบ่ได้ ต้องทำสงครามให้เเตกหักกันไปเลย

เราได้ยินเเล้วก็ขอเขาไว้ว่า อย่าไปรบกันเลยมันเป็นการเบียดเบีบดกันเป็นบาปเปล่าๆ เเต่ผู้เป็นหัวหน้าบ่ฟังคำที่เราขอ พอตกดึกมาได้ยินเสียงดังมาจากภูเขาหลังวัด ดังอึงคนึงก้องทีป เป็นเสียงคนไล่ตีกันมาเเต่ไกล

ปรากฎว่าพวกพญานาคทางภูเขาเเพ้พวกพญานาคทางน้ำโขง ทัพเเตกมาทั้งพยุงทั้งหามพวกบาดเจ็บประคองกันหนีมา พอมาถึงห้วยก็พากันกระโดดลงน้ำเเล้วเงียบไป

พวกพญานาคทางน้ำโขงที่ไล่ตามมาพอเห็นเรา พวกมันก็ร้องบอกว่า มีพระอยู่..มีพระอยู่ พอเเล้วๆ บ่ต้องไล่ตามพวกเขา

เราจึงถามพญานาคทางน้ำโขงว่า มีเรื่องราวอีหยังกันถึงได้รบรากันเเเบบนี้?

เขาบอกว่า พวกพญานาคอยู่ที่นี่ไปทำร้ายลูกเต้ากับบริวารเขาก่อน พวกเขาให้อภัยไปเเล้วเเต่ยังบ่เลิก เเล้วยังเอากำลังทหารไปท้ารบกับพวกเขาอีก จึงต้องยกกำลังทหารออกมารบกันให้เเตกหัก

เราบอกเขาว่า เเพ้ชนะกันเเค่นี้ก็พอเเล้ว อย่าได้ทำอันตรายกันอีกเลย มันจะเป็นบาปกรรมจองเวรกันไปไม่สุดสิ้น ในที่สุดพวกเขาก็เชื่อฟังที่เราห้าม จึงเลิกทัพกลับไป…."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/12/17 at 07:53 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/7 ]

(Update 27 ธันวาคม 2560)


หลวงปู่ชอบกับเทวดาที่ ถ้ำนายม เพชรบูรณ์


.....ในพรรษาที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๔๗๗ ท่านจำพรรษาอยู่ ณ ถ้ำนายม จังหวัดเพชรบูรณ์ ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่ปรากฏให้ท่านเห็นในนิมิต ตั้งแต่ท่านยังอยู่ที่วัดป่าบ้านเหล่างา จังหวัดนครราชสีมา กับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

เมื่อท่านล่วงรู้อนาคตถึงถ้ำที่ท่านจะต้องไปอยู่ ท่านก็เดินทางจากนครราชสีมา บุกป่ามุ่งไปทางเพชรบูรณ์ เพื่อสืบหาถ้ำนายมที่เห็นในนิมิต

ท่านเดินทางมากับผ้าขาวคนหนึ่ง เป็นคนบ้านนอก รักษาศีล ๘ ไปถึงเมืองเพชรบูรณ์ ถามหาถ้ำนายม แต่ก็ไม่มีผู้ใดรู้จัก

จนสุดท้ายจึงมาพบเข้า เป็นถ้ำที่ซอกซอนอยู่ในป่าลึก จากบ้านชาวป่าที่ใกล้ที่สุด ต้องบุกป่าไม้ไผ่อันหนาทึบเข้าไปถึง ๕ กิโลเมตร จึงจะถึงถ้ำนายม

ท่านเล่าว่า ตั้งแต่เห็นถ้ำมา ท่านไม่เคยเห็นถ้ำที่ไหนจะใหญ่โตและงดงามเท่าถ้ำนายมนี้ ภายในถ้ำมีบริเวณอันกว้างใหญ่ เป็นหลืบเขา เป็นชั้นช่องปล่องเปลว เพดานเป็นหินระย้าย้อยงดงาม

บางตอนก็เลื่อมพรายระยิบระยับประดุจแก้วมุกดา แต่ละห้องคูหาล้วนใหญ่โตมโหฬาร ต่อเนื่องกันไปดุจท้องพระโรง และห้องหอในปราสาทราชวัง

บางตอนที่แยกออกไปเป็นซอกเล็ก คูหาน้อย แม้จะขาดแสงดูทึบมืดมาก แต่ก็ไม่มีอับชื้น อากาศโปร่งเย็นสบาย มีลมพัดโกรกตลอดเวลา ชวนให้นั่งภาวนาเป็นอย่างมาก

ท่านว่า เป็นถ้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีมด ไม่มีแมลงปรากฏ พระเณรหรือใครก็ตาม จะไปทำความสกปรกในนั้นไม่ได้เลย และถ้าขี้เกียจภาวนา เห็นแก่หลับแก่นอน ก็จะถูกปลุก ถูกเตือน ดึงแขน ดึงขา เพื่อไม่ให้ประมาทในการภาวนา

ท่านบอกว่า พิจารณาแล้ว เคยเป็นถ้ำอยู่ใต้ทะเลมาก่อน จนเดี๋ยวนี้พื้นถ้ำก็ยังคงเป็นทรายทะเลอยู่ แต่ก็น่าประหลาด ดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าแม้พื้นถ้ำจะเป็นทราย แต่มิได้มีมดมีแมลงเล็กน้อยอาศัยอยู่ในพื้นทราย

ดังที่เคยพบในพื้นทรายแถบอื่นเลยสักตัวเดียว ดูราวกับมีผู้มาปัดกวาดทำความสะอาดให้ดูราบเรี่ยมเอี่ยมสำอางอยู่ตลอดเวลา

บริเวณหน้าถ้ำ มีกระทะเหล็กใหญ่ ๆ หม้อ ไห มากมาย ถามดูก็ไม่ทราบว่าเป็นของใคร ชาวบ้านบอกว่า ได้ยินปู่ย่าตายายเล่าสืบ ๆ กันมาว่า เคยเห็นข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้อยู่หน้าถ้ำนี้มานานนักหนาแล้ว

เวลาชาวบ้านจะมีงานฉลองปีหนึ่ง ก็ได้ใช้ถ้วยชาม หม้อ ไห กระทะเหล่านี้ครั้งหนึ่ง ใช้แล้วก็เก็บล้างนำมาคืนที่หน้าถ้ำ วางไว้เฉยๆ ไม่ต้องเก็บงำซุกซ่อนอะไร ไม่มีใครกล้าไปฉกลัก ยึดเอามาเป็นสมบัติส่วนตัวสักราย


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/12/17 at 07:49 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/8 ]

(Update 3 มกราคม 2561)


ตาผ้าขาวได้อนาคามีแล้ว


.....ท่านกล่าวชมเชยผ้าขาวที่ไปอยู่ด้วยกับท่านมาก ว่าปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรได้อย่างน่าสรรเสริญ วันหนึ่งระหว่างนั่งภาวนา ท่านเห็นเทวดาองค์หนึ่งเหาะลอยมา แต่ผ่านท่านไปอย่างไม่สนใจ และไปกระซิบอะไรไม่ทราบใส่หูผ้าขาวนั้น

พอเสร็จภาวนาแล้ว โยมผ้าขาวก็มาถามท่านว่า “ถึงขั้นอะไรแล้ว ?”
ท่านก็เลยปรามว่า “อย่าไปยุ่งกับมันเลย ขั้นเคิ่นอะไรกัน เราภาวนาต่อไปเถอะ”

ท่านอธิบายว่า ความจริง..โยมผ้าขาวผู้นั้นได้เป็นอนาคามีแล้ว ออกพรรษาแล้ว เมื่อท่านจะไปจากถ้ำนายม โยมผ้าขาวก็ยังดื่มด่ำในการภาวนามาก ไม่ยอมตามท่านไป ขออยู่ที่ถ้ำนายมต่อ พวกลูกหลานของแกเป็นห่วง อ้อนวอนให้ไป เพราะในนั้นอดอยากมาก ไม่มีอาหารกิน

แต่โยมผ้าขาวก็ไม่ยอมกลับบ้านกับลูก ลูกชายลูกสาวจึงออกอุบายชวนให้ออกจากถ้ำไปดูห้วยซึ่งอยู่ใกล้ถ้ำ แล้วก็จับเอาตัวพ่อเฒ่ากลับไปบ้าน ผ้าขาวกลับบ้าน ก็ไม่สนใจงานการอะไร คงแต่ภาวนาและเดินจงกรมลูกเดียว

หลวงปู่เล่าว่า แกเป็นอนาคาแล้ว กำหนดรู้วันตายล่วงหน้า และเมื่อถึงวันที่แกบอกล่วงหน้าไว้ว่าจะเป็นวันตาย ลูกหลานก็ว่า ไม่เห็นพ่อเฒ่าเจ็บไข้ได้ป่วยแต่อย่างไร คงเดินจงกรมเป็นปกติ

แต่ในวันนั้นเอง ระหว่างเดินจงกรม แกตกนอกชาน ซี่โครงไปโดนล้อเกวียนหัก ตายตรงตามเวลาที่บอกลูกชายลูกสาวไว้พอดี

ที่ถ้ำนายมนี้มีเทพมาก และมักจะอาราธนาให้ท่านแสดงธรรมโปรดพวกเขาเสมอ ชาวบ้านป่าที่อยู่ใกล้ถ้ำนายมที่สุดนั้น มีเพียงสองสามครอบครัว มีฐานะแบบหาเช้ากินค่ำ ที่พยายามถวายอาหารพระก็ด้วยใจเคารพเลื่อมใส

แต่ความที่เขาเองก็ลำบากแทบไม่มีจะกิน ท่านจึงไม่ค่อยจะออกมาบิณฑบาตนัก เว้นสี่ซ้าห้าวันจึงจะออกมาบิณฑบาตสักหนหนึ่ง หรือบางทีการภาวนาดื่มด่ำมาก ท่านก็จะเว้นการบิณฑบาตนานมากขึ้น

ทำสมาธิทั้งกลางวัน กลางคืน เวลา เช้า – สาย – บ่าย – เย็น มืดหรือสว่างแทบไม่มีความหมาย จิตสว่างโพลง ไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน

จิตลงได้สนิทเต็มที่ถึงฐานสมาธิได้ครั้งละหลาย ๆ ชั่วโมง กว่าจะถอนขึ้นมา เมื่อถอนขึ้นมาแล้ว ก็พิจารณาด้านปัญญา จนกว่าปัญญาจะฟาดฟันกิเลสดับสิ้นลง เวลาเข้าสมาธินั้นประมาณแน่นอนไม่ได้

ถ้าเป็นเวลากลางวัน ซึ่งอากาศมักจะร้อนสักหน่อย ก็จะอยู่ในราวสอง หรือ สาม หรือ สี่ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเวลากลางคืน อากาศเย็นโปร่งสบาย ก็สี่ถึงห้าชั่วโมงเป็นประจำ

แต่ก็บ่อยครั้งที่จิตอาจจะถอน ต่อเมื่อถึงเวลารุ่งเช้าสว่างแล้ว หลังจากทำสมาธิแล้ว เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ท่านก็จะเดินจงกรมต่อไป

จิตดื่มด่ำในธรรมที่ผุดขึ้น ธรรมก็แนบกับจิตไม่เสื่อมคลาย ท่านไม่ได้สนใจกับเวลาทีผ่านไป หรืออาหารที่ไม่ได้ตกถึงท้องเป็นวันๆ เป็นอาทิตย์ๆ

ผ้าขาวที่อยู่ด้วย ท่านก็ไม่ได้ห่วงใยอาลัยอาหารเช่นเดียวกัน จึงต่างคนต่างทำความเพียรอย่างอุกฤษฎ์ ท่านเล่าให้ศิษย์ผู้หนึ่ง คือ พระอาจารย์บุญญฤทธิ์ ปัณฑิโต ฟังในภายหลังว่า

ตอนที่ท่านนั่งภาวนา และเห็นเทวดาองค์หนึ่งเหาะผ่านท่านไปโดยไม่สนใจ แต่ไปกระซิบหูผ้าขาวนั้น ท่านรู้สึกอายใจอย่างบอกไม่ถูก

“แหม...เราบวชมา ๑๐ ปี แล้วยังสู้เขาไม่ได้..ผ้าขาวนั้นได้อนาคามีแล้ว !”


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/1/18 at 07:40 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/9 ]

(Update 10 มกราคม 2561)


อุบาสิกาได้อนาคามีในสมัยพุทธกาล


.....เรื่องในสมัยพุทธกาลก็เคยมี ที่ภิกษุบำเพ็ญภาวนาแล้วสู้อุบาสกอุบาสิกาไม่ได้ อุบาสิกานางหนึ่ง พิจารณาแล้วได้อนาคามี

นางมีใจเมตตา เห็นแก่หมู่ภิกษุยังไม่บรรลุธรรม พิจารณารู้ว่า ยังติดขัดอาหารไม่สัปปายะ คือไม่เป็นที่สบายแก่จิต ก็พยายามจัดหาปรุงอาหารที่ถูกแก่จริตถวาย

ภิกษุเหล่านั้นนึกอาย ที่อุบาสิกาได้บรรลุธรรมถึงอนาคามีแล้ว แต่ท่านทุกองค์ยังเป็นปุถุชน ท่านพยายามเร่งความเพียรอย่างหนัก และสุดท้ายก็ได้สำเร็จอรหัตผลกันทุกองค์ ขณะมี่โยมอุปัฏฐากของท่านก็ยังเป็นพระอนาคามีเช่นเดิม

อย่างไรก็ดี สำหรับเรื่องของหลวงปู่นี้ เราไม่กล้าอาจเอื้อม จะคิด จะวิจารณ์เช่นไร เทวดาองค์นั้นไปกระซิบให้ผ้าขาวมาเรียนถามหลวงปู่เป็นเชิงสัพยอก หรือให้อุบายหรือเปล่า ที่ว่า...

“ถึงขั้นอะไรแล้ว..ถึงขั้นอะไรแล้ว ?”

แต่ก็ทำให้ท่านเร่งความเพียรหนักขึ้น จนไม่ได้เป็นอันนึกถึงการบิณฑบาตหรือฉันอาหาร ด้วยใจนั้นประชิดติดพันรุกไล่อยู่กับการห้ำหั่นกิเลสอย่างไม่ลดละ

ท่านไม่ได้นึกถึงเดือน นึกถึงตะวัน เพลินด้วยการภาวนาทั้งอิริยาบถ ๔ จนไม่ได้นึกถึงสังขารร่างกายเลยว่า ซูบผอมอ่อนเพลียไปเช่นไร ออกประหลาดใจที่วันหนึ่งได้เห็น เทวดาองค์หนึ่ง เข้ามากราบคารวะขออนุญาตถวายอาหารทิพย์

เทวดากราบเรียนท่านว่า ที่ท่านมาบำเพ็ญความเพียรอยู่ ณ ที่นี้ เทวดาได้เป็นผู้มาคอยอารักขาท่านตลอดเวลา ด้วยความเคารพเลื่อมใส ศรัทธาอย่างสูงยิ่ง เหล่าเทพบริเวณนี้มีความสุขสงบร่มเย็นโดยทั่วกัน ด้วยกระแสธรรมและเมตตาที่ท่านแผ่ไปให้โดยไม่มีประมาณ เทวดาทั้งหลายขออนุโมทนาด้วยพระคุณเจ้า

แต่ระยะนี้พระคุณเจ้าเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฎ์ ไม่บิณฑบาต ไม่ฉันอาหาร ธาตุขันธ์ขาดอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายมาหลายเพลาแล้ว แม้ใจของท่านจะผ่องใส อาจหาญ ร่าเริงในธรรม

แต่ร่างกายที่อ่อนเพลีย อาจจะเป็นอุปสรรคให้ท่านล้มเจ็บลงได้ เทวดาสงสาร ทนดูอยู่หลายวันแล้ว อดไม่ได้ วันนี้ต้องขออนุญาตถวายท่านด้วยอาหารทิพย์

ท่านว่า อาหารทิพย์เป็นอย่างไร และนี่ก็ตกบ่ายแล้ว ฉันไม่ได้ เป็นอาบัติ

เทวดา ก็แสดงอาหารทิพย์ในมือถวายให้ท่านดู ลักษณะเป็นแท่งเหมือนดินสอพอง

เทวดาอธิบายว่าไม่ใช่อาหารธรรมดาที่จะฉัน จะเคี้ยว จะกลืนดังอาหารธรรมดา อาหารทิพย์นี้ เป็นเพียงโอชารสที่จะซึมซาบเข้าไปในร่างกายเท่านั้น

เปรียบเหมือนยา หรือน้ำเกลือ น้ำหวานที่พระอาจฉันได้หลังเพลาเพลแล้ว เพียงใช้ถูเบา ๆ ความเป็นทิพย์ก็จะซึมซาบเข้าไปตามส่วนของร่างกาย เหมือนฉีดยาบำรุงกำลังนั่นเทียว


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/1/18 at 06:33 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/11 ]

(Update 18 มกราคม 2561)


เทวดาถวายอาหารทิพย์ (จบ)



.....เรื่องนี้ระยะแรก ท่านค้านมาก เหตุผลที่สำคัญที่สุด ก็คือเทวดานั้นเป็นผู้หญิง ท่านเกรงว่าจะเกิดอาบัติ และถึงว่ากายทิพย์ของเทวดาจะไม่เป็นที่รู้เห็นของคนทั่วไป

แต่สำหรับตัวท่านเองนั้น หลับตาก็มองเห็นเทวดา ลืมตาก็มองเห็นเทวดา แม้ทางพระวินัยจะไม่มีความเสียหาย แต่ถ้าเผื่อผู้มีสายตาดี มีญาณผ่านมาเห็นเข้า ก็จะเป็นที่ครหาว่า พระอยู่ลำพังกับสตรี

เทวดากราบเรียนว่า อาหารที่ท่านเห็นนั้น ท่านเห็นได้จากใจทิพย์ เทวดาเพียงจะนำอาหารทิพย์มาถวายทางกายทิพย์ ไม่ใช่กายเนื้อ ที่ท่านว่า ลืมตาก็เห็นหรือตาเนื้อมองเห็นด้วยนั้น แท้จริงเป็นเพราะญาณภายในของพระคุณเจ้าสนับสนุนให้เห็นดอก

เทวดาเป็นผู้รักและเทิดทูนท่านผู้มีศีลธรรม ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อย่างพระคุณเจ้า เทวดาก็อยากได้บุญได้กุศลเช่นกัน จึงขอถวายอาหารทิพย์บ้าง

พระคุณเจ้ายังออกบิณฑบาตโปรดให้มนุษย์ได้ใส่บาตร ได้บุญ ได้กุศล เทวดาทำไมจึงอาภัพอับวาสนา ไม่มีสิทธิ์ถวายอาหาร หรือยาบำรุงกำลัง เพื่อส่วนบุญกุศลส่วนกุศลของตนบ้างบ้าง

ท่านเล่าว่า การคิด การโต้ตอบนี้ เป็นไปในสมาธิภาวนาตลอด ดังนั้น เวลาเพียงไม่กี่วินาที ถ้อยคำ กระแส ความคิดของมนุษย์หรือเทวดาจะปรากฏไปได้ยืดยาวมาก

ปรากฏว่า หลังจากที่เทวดามาถวายอาหารทิพย์ ถูให้ท่านทางกายทิพย์แล้ว พอท่านออกจากสมาธิ ก็รู้สึกว่า ร่างกายมีกำลังสดชื่นราวกับได้ฉันอาหารตลอดเวลาหลาย ๆ วันที่ผ่านมา

เทวดาองค์นี้ได้เล่าถวายถึงบุพเพนิวาสที่ได้เคยมีต่อหลวงปู่อย่างละเอียด และแม้จะอยู่คนละภพและภูมิ แต่ก็ปวารณาขอถวายอารักขา

แม้ท่านจะปฏิเสธว่า องค์ท่านมิได้ลำบาก ติดขัด หรือขาดแคลนสิ่งใด ความเป็น ความอยู่ ก็พอเป็นไปตามอัตภาพของพระธุดงคกรรมฐาน ผู้ฉันน้อย อยู่น้อย ใจมุ่งต่ออรรถต่อธรรมเป็นส่วนใหญ่ ที่เทวดาว่า ท่านจะหิว จะไม่มีกำลัง ท่านก็มิได้รู้สึกเลย

อย่างไรก็ดี แม้ท่านจะปฏิเสธอย่างไร เทวดาองค์นั้นก็คอยมาดูแล อารักขาท่านอยู่เสมอ บางครั้งท่านมองไปจะเห็นเทวดานั่งเรียบร้อยอยู่บนโขดหิน ห่างท่านสัก ๔ – ๕ วา ราวกับจะเป็นยามมิให้พระต้องอนาทรร้อนใจ

ท่านว่า เป็นเหตุการณ์ที่แปลกอย่างหนึ่ง อันปรากฏกับท่านระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำนายม จังหวัดเพชรบูรณ์


ที่มา - dharma-gateway.com

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/1/18 at 03:58 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/12 ]

(Update 26 มกราคม 2561)


หลวงปู่ชอบระลึกชาติ


.....สำหรับ "ญาณ" การระลึกรู้อดีตชาตินี้ ศิษย์ผู้ใกล้ชิด ผู้ใฝ่ในการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ได้เคยขอโอกาสกราบเรียนถามหลวงปู่ ท่านก็ยอมเล่าให้ฟังบ้าง

ท่านเล่าว่า ท่านไม่ได้ระลึกชาติได้มากมายอะไร ที่สมเด็จพระพุทธองค์ทรงระลึกได้อเนกชาติหาประมาณมิได้นั้น เพราะท่านทรงมหาสติมหาปัญญา มหาบารมี

สำหรับท่านนี้เท่าที่ระลึกได้ ท่านไม่เคยเป็นกษัตริย์ มักจะเป็นแต่คนทุกข์ยากเสียมากกว่า เช่นเคยเป็นพ่อค้าขายผ้าชาติลาว

สมัยนั้นออกเดินทางมากับพ่อเชียงหมุน (อุปัฏฐากคนหนึ่งในชาตินี้) ข้ามแม่น้ำโขงมาฝั่งนี้ มาทาน (ถวาย) ผ้าขาวหนึ่งวา และเงิน 50 สตางค์ บูชาถวาย "พระธาตุพนม"

พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้ได้บวช ได้พ้นทุกข์ ท่านเล่าว่าท่านเคยมาช่วยสร้างพระธาตุพนมด้วย "สมัยพระมหากัสสปะเถรเจ้า" พระธาตุพนมนี้สร้างก่อน "พระปฐมเจดีย์"

ในตอนนี้ ท่านบอกว่า "..ตอนไปเฒ่าแล้ว อายุ ๗๐ ปี เป็นคนลาวข้ามมาจากฝั่งโน้น.."

ท่านเคยเกิดเป็น "คนยาง" อยู่ในป่า เกิดแค่ครั้งเดียว เมียตาย..ออกลูกตาย และเคยเกิดเป็น "ทหารพม่า" มารบกับไทย ยังไม่ทันฆ่าคนไทย ก็ตายเสียก่อน

เคยเกิดอยู่เมืองปัน ประเทศพม่า (ชาตินี้ท่านก็ได้กลับไปดูบ้านเกิดในชาติก่อนที่เมืองปันด้วย)

และเคยเกิดอยู่ "เมืองปัน" ประเทศพม่า ชาตินี้ท่านก็ได้กลับไปดูบ้านเกิดในชาติก่อนที่เมืองปันด้วย

เคยเป็นทหาร ไปหลบภัยที่ถ้ำกระ เชียงใหม่ และเคยตายเพราะอดข้าวที่นั่น

ท่านเคยเป็นพระภิกษุ รักษาศีลอยู่กับ "พระอนุรุทธะ"

เคยเป็นสามเณรน้อยลูกศิษย์ "พระมหากัสสปะ"

และเคยเกิดเป็น "ท้าวมหาพรหม" ในพรหมโลกอีกด้วย


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 26/1/18 at 02:47 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/13 ]

(Update 3 กุมภาพันธ์ 2561)


เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน


.....สำหรับการเกิดเป็นสัตว์นั้น ท่านเล่าว่า ท่านก็ผ่านพ้นมาอย่างทุกข์ยากแสนเข็ญเช่นกัน เช่น

- เคยเกิดเป็น "ผีเสี้อ" ถูกค้างคาวไล่จับเอาไปกินที่ถ้ำผาดิน

- เคยเกิดเป็น "ฟาน" (เก้ง) ไปแอบกินมะกอก กินไม่ทันอิ่มสมอยาก ก็ถูกมนุษย์ไล่ยิง เขายิงที่โคกมน ถูกที่ขาวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไปตายที่บ้านม่วง

- เมื่อครั้งเกิดเป็น "หมี" ไปกินแตงช้าง (แตงร้าน) ของชาวบ้านถูกเจ้าของเขาเอามีดไล่ฟัน ถูกหัวและหู เคราะห์ดีไม่ถึงตาย แต่ก็บาดเจ็บมาก ต้องทนทุกข์ทรมานจนกระทั่งหายไปเอง

ภพชาติที่เป็นไก่

...สมัยที่ท่านเคยเกิดเป็น "ไก่" มีความผูกพันรักชอบนางแม่ไก่สาวตัวหนึ่ง จึงอธิษฐานให้ได้พบกันอีก ทำให้กลับมาเกิดเป็นไก่ซ้ำอีกถึง ๗ ชาติ ซึ่งมีเรื่องเล่าไว้ดังนี้ว่า

"...วันหนึ่งระหว่างหลวงปู่กำลังวิเวกอยู่ที่เชียงใหม่ ตกกลางคืนท่านก็เข้าที่ภาวนาตามปกติ ปรากฏภาพนิมิตมี "แม่ไก่" ตัวหนึ่งมาหาท่าน

กิริยาอาการนั้นนอบน้อมอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง มาถึงก็ใช้ปีกจับต้องกายท่าน จูบท่าน ท่านประหลาดใจที่สัตว์ตัวเมีย แสดงกิริยาอันไม่สมควรต่อพระเช่นนั้ จึงได้ดุว่าเอา

แต่แม่ไก่ตัวนั้นก็อ้างว่า เคยเกิดเป็นภรรยาของท่านมาถึง ๗ ชาติแล้ว ความผูกพันยังมีอยู่ไม่อาจจะลืมเลือนได้

แม้จะรู้ว่าพระคุณเจ้าเป็นภิกษุสงฆ์ไม่บังควรจะแสดงความอาวรณ์ผูกพันเช่นนี้ ตนมีกรรมต้องมาบังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต่ำต้อยน้อยวาสนาก็ได้แต่นึกสมเพชตัวเองอยู่มาก

อย่างไรก็ดี เมื่อพระคุณเจ้าผู้เคยเป็นคู่ชีวิตมาอยู่ในถิ่นที่ใกล้ตัวเช่นนี้ ตนอดใจมิได้จึงมากราบขอส่วนบุญบารมี

ในนิมิตนั้นปรากฏว่าหลวงปู่ได้เอ็ดอึงเอาว่า เราเป็นคนเจ้าเป็นสัตว์ จะมาเคยเป็นสามีภรรยากันได้อย่างไร...เราไม่เชื่อเจ้า

แม่ไก่ก็เถียงว่า ถ้าเช่นนั้นคอยดู พรุ่งนี้เช้าตอนท่านไปบิณฑบาต ข้าน้อยจะไปจิกจีวรท่านให้ดู..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/2/18 at 04:51 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/14 ]

(Update 11 กุมภาพันธ์ 2561)


ภพชาติที่เป็นไก่ (ต่อ)


.....แต่แม่ไก่ตัวนั้นก็อ้างว่า เคยเกิดเป็นภรรยาของท่านมาถึง ๗ ชาติแล้ว ความผูกพันยังมีอยู่ไม่อาจจะลืมเลือนได้

แม้จะรู้ว่าพระคุณเจ้าเป็นภิกษุสงฆ์ไม่บังควรจะแสดงความอาวรณ์ผูกพันเช่นนี้ ตนมีกรรมต้องมาบังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต่ำต้อยน้อยวาสนา

ก็ได้แต่นึกสมเพชตัวเองอยู่มาก อย่างไรก็ดี เมื่อพระคุณเจ้าผู้เคยเป็นคู่ชีวิตมาอยู่ในถิ่นที่ใกล้ตัวเช่นนี้ ตนอดใจมิได้จึงมากราบขอส่วนบุญบารมี

ในนิมิตนั้นปรากฏว่าหลวงปู่ได้เอ็ดอึงเอาว่าเราเป็นคนเจ้าเป็นสัตว์ จะมาเคยเป็นสามีภรรยากันได้อย่างไร เราไม่เชื่อเจ้า แม่ไก่ก็เถียงว่า

"..ถ้าเช่นนั้นคอยดู พรุ่งนี้เช้าตอนท่านไปบิณฑบาต ข้าน้อยจะไปจิกจีวรท่านให้ดู.."

ตอนเช้าหลวงปู่ครองผ้าออกไปบิณฑบาตตามปกติท่านเล่าว่า ท่านไม่ได้นึกอะไรมาก ด้วยคิดว่าเป็นนิมิตเหลวไหลไร้สาระ

แต่เมื่อท่านเดินบิณฑบาตเข้าไปในหมู่บ้านยางที่ชื่อ "บ้านป่าพัวะ" อำเภอจอมทอง ก็มีแม่ไก่ตัวเมียตัวหนึ่งตรงรี่เข้ามาจิกจีวรท่านข้างหลัง!

หมู่เพื่อนที่ไปด้วยก็ตกใจ เพราะเป็นสัตว์ตัวเมีย เกรงท่านจะอาบัติ จึงช่วยกันไล่ แต่แม่ไก่ตัวนั้นก็ยังพยายามวิ่งเข้ามาอีก

คืนนั้นหลวงปู่เข้าที่พิจารณาซ้ำ ก็รู้ว่าแม่ไก่ตัวนั้นเคยเกิดเป็นภรรยาของท่านมา ๗ ชาติแล้วจริงๆ เป็นที่น่าเวทนาสงสารอย่างยิ่ง

ที่นางกระทำไม่ดีไว้ไม่มีศิล จึงต้องตกไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่นนี้ ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้อ่านบทความนี้แล้ว พึงระวังเทอญ...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



.


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/2/18 at 04:44 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/15 ]

(Update 19 กุมภาพันธ์ 2561)


ภพชาติที่สัตว์


.....ท่านเล่าต่อไปว่า เคยเกิดเป็น "ปลาขาว" อยู่ในสระ ณ บริเวณซึ่งปัจจุบันคือสวนบ้าน พล.อ.อ. พโยม เย็นสุดใจ

ท่านเล่าชีวิตของการเกิดเป็นสัตว์นั้นแสนลำเค็ญ อดอยากปากแห้ง มีความรู้สึกร้อนหนาว หิว กระหาย เหมือนมนุษย์ แต่ก็บอกไม่ได้ พูดไม่ได้

ต้องซอกซอนไปอยู่ตามป่า ตามเขา ตามประสาสัตว์ ฝนตกก็เปียก ก็หนาวสั่น แดดออก ก็รัอน ก็ไหม้เกรียม อาศัยถ้ำ อาศัยร่มไม้ไปตามเพลง บางทีมาอยู่ใกล้หมู่บ้าน

หิว กระหาย เห็นพืชผลที่ควรกินได้ เป็นอาหารได้ พอจะหยิบฉวยจับใส่ปากใส่ท้องได้บ้าง ก็กลับกลายเป็นของที่เขาหวงห้ามมีเจ้าของ ต้องถูกเขาขับไส ไล่ทำร้าย

มะกอกสักหน่วย กล้วยสักลูก แตงสักผล…หยิบปลิดมาใส่ปากกินยังไม่ทันอิ่มท้อง มนุษย์ก็ไล่ยิง ไล่ฟัน ของเพียงเล็กน้อย แต่ต้องแลกด้วยชีวิตทั้งชีวิต

ชีวิต…ซึ่งจะเป็นชีวิตของคน หรือชีวิตของสัตว์…ของสัตว์ใหญ่ หรือ…ของสัตว์เล็ก ก็คือชีวิตดวงหนึ่งเหมือนกัน ชีวิตที่เวียนว่ายวนอยู่ในกองทุกข์ตามอำนาจกรรมที่กระทำมานี้

แต่บางทีภพชาตินั้นก็ยืดยาวต่อไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหายยกตัวอย่าง เช่น ตอนท่านเกิดเป็น "ไก่" ใจนึกปฏิพัทธ์รักใคร่นางแม่ไก่ ชื่นชอบภพชาติที่เป็นไก่ของตน ปรารถนาขอให้ได้พบนางแม่ไก่อีก ก็ต้องวนเวียนกลับมาเกิดเป็นไก่อยู่เช่นนั้น

ท่านเล่าว่า แม้ท่าน "พระอาจารย์มั่น" เอง เมื่อท่านระลึกชาติได้ เห็นภพชาติที่เวียนวนกลับไปเกิดเป็น "สุนัข" ถึงหมื่นชาติ

ท่านบังเกิดความสลดสังเวช ถึงกับขออธิฐานเลิกปรารถนา "พุทธภูมิ" เพราะการจะบำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตนั้น

ท่านต้องบำเพ็ญต่อไปอีกเป็นแสนกัปแสนกัลป์ และหากเกิดกิเลสตัณหา ติดข้องผูกพันรักใคร่ ปรารถนาพบรัก พบทุกข์อยู่นั้นแล้ว

การเดินทางในภพชาติก็จะยืดเยื้อเยิ่นยาวต่อไปเป็นอนันตกาล เคราะห์ดีที่ท่านเกิดสลดสังเวชคิดได้ ขอตัดขาด ไม่ปรารถนาพุทธภูมิ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงสามารถดำเนินความเพียรเร่งรัดตัดตรงเข้าสู่พระนิพพานเป็นผลสำเร็จได้

พร้อมกับที่เล่าให้ศิษย์ฟังเรื่องการระลึกชาติ ท่านจะชี้ภัยของการท่องเที่ยว เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปในภพต่างๆ ให้ฟังเสมอ ท่านเตือนย้ำว่า

การกำหนดระลึกรู้ได้เหล่านี้ เป็นเพียงผลพลอยได้จากการบำเพ็ญเพียรภาวนาให้จิตสงบ หากเกิดขึ้นก็รับรู้ นำมาพิจารณาให้เห็นทุกข์ เห็นโทษ

เห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นอริยสัจ ๔ ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเจ้าของฟาดฟันกิเลสให้ย่อยยับอัปราไปโดยเร็ว

ไม่ใช่มัวนึกหลง นึกดีใจ เกิดมานะ ว่าเราเก่งกล้าสามารถกว่าคนอื่น นั่นเป็นทางหายนะ….! เพราะ "ปุพเพนิวาสานุสติญาณ" เป็นเพียงโลกียญาณ ไม่ใช่โลกุตตรญาณ…!

ถ้าเจ้าของไม่เร่งดำเนินเข้าสู่ทางไปสู่ "อาสวักขยญาณ" หรือญาณซึ่งถอดถอน "อาสวกิเลส" ให้สิ้นไปดับไป ญาณระลึกรู้อดีตชาติซึ่งเป็น "โลกียญาณ" ก็ย่อมจะเสื่อมได้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/2/18 at 09:01 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/16 ]

(Update 27 กุมภาพันธ์ 2561)


พบพี่ชายในอดีต


".....ครั้นหนึ่งท่านได้เดินทางไปทางอำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง เข้าไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงกลางหุบเขา เพื่อโปรดพี่ชายของท่านในอดีตชาติที่รักกันมาก

ท่านระลึกชาติได้ว่า เคยเกิดเป็นกะเหรี่ยงที่ประเทศพม่า มีพี่ชายคนหนึ่ง บัดนี้เขาได้มาเกิดเป็นชาวกะเหรี่ยง ชื่อว่า “เสาร์” อยู่ที่ตำบลป่ายาง บ้านผาแด่น อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

ด้วยจิตเมตตาท่านจึงเดินทางไปโปรดดึงเขาเข้าสู่ทางธรรม และต่อมานายเสาร์ก็ได้บวชเป็นพระติดตามท่านจนตลอดชีวิต

เรื่องการ "ธุดงค์" ท่านเล่าว่าในบางคราวหลงอยู่ในกลางป่าเป็นเวลาหลายๆ วัน ท่านเป็นที่เคารพรักของเหล่าเทพยดา เดินทางจากประเทศพม่าจะเข้าสู่ไทย หลงป่าเจียนตายเพราะความหิว เทวดาได้นำอาหารทิพย์มาใส่บาตร อาหารนั้นมีรสอร่อยส่งกลิ่นหอม หายเมื่อยหายหิวไปหลายวัน

การธุดงค์ของท่านนับว่าโลดโผนมาก ชอบเดินทางในเวลากลางคืนหรือจวนสว่างในคืนเดือนหงาย เที่ยวไปอย่างอนาคาริกมุนีผู้ไม่มีอาลัยในโลกทั้งปวง

บางคราวมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ สองตัวกระโดดล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้ ท่านเร่งสติสมาธิ แแผ่เมตตา กำหนดจิตเข้าข้างใน สมาธิลึกเข้าไปถึงฐานของจิต ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เมื่อถอนจิตออกมาปรากฏว่าเสือสองตัวได้หายไปแล้ว

บางครั้งท่านทำสมาธิทั้งกลางวันกลางคืน บางคราวพายุฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลาก ท่านต้องนั่งกอดบาตรเอาไว้จนสว่าง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/2/18 at 08:41 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2/17 จบ ]

(Update 7 มีนาคม 2561)


บทสุดท้ายของ "หลวงปู่ชอบ"


".....หลวงปู่ชอบท่านเกิดเมื่อ วันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๔ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีฉลู ณ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

เป็นบุตรของ นายมอ และ นางพิลา แก้วสุวรรณ แต่เดิมครอบครัวท่านอยู่อำเภอด่านซ้าย เนื่องจากตัวอำเภอด่านซ้าย อยู่กลางหุบเขาพื้นที่ราบมีไม่มากนัก ทำให้การทำมาหากินลำบาก จึงได้พากันอพยพมาอยู่บ้านโคกมน

ท่านบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๙ ปี ณ วัดบ้านนาแก ตำบลบบ้านากลาง อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสามเณรอยู่ถึง ๔ ปีกว่า

และได้อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๓ ปี วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ณ วัดศรีธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร โดยมี พระครูวิจิตรวิโสธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สังกัดธรรมยุติกนิกาย

ท่านพบวิมุตติบรรลุธรรมชั้นสูงสุด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๗ พรรษาที่ ๒๐ อายุ ๔๓ ปี ที่ถ้ำบ้านหนองยวน ประเทศพม่า

ท่านได้พบพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ เสนาสนะป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม หลวงปู่มั่นได้ให่โอวาทสั้นๆ ว่า

"...ท่านเคยภาวนามาอย่างไรก็ให้ทำต่อไปเช่นนั้น อย่าได้หยุด ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้นั้น มันอยู่ที่ใจเรานี่แหละ ถ้าอยากรู้อยากเห็นธรรมเหล่านั้น ก็ให้ค้นหาเอาที่ใจของท่านเอง.."

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะท่องเที่ยวธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือ สหธรรมิกคือ "หลวงปู่ขาว อนาลโย" ชวนท่านกลับมาอีสาน ท่านจึงได้มาจำพรรษาที่ป่าช้าหินโง้น ปัจจุบันคือ "วัดป่าโคกมน"

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๑ มีชาวบ้านถวายที่สร้างวัดกว่าร้อยไร่ ท่านจึงได้รับสร้างเป็นวัดขึ้นมา ปัจจุบันคือ "วัดป่าสัมมานุสรณ์" ท่านได้อยู่จำพรรษาที่นี่เรื่อยมาจวบจนวาระสุดท้ายของท่าน

หลวงปู่ชอบมีการสร้างวัดไว้มากมาย เป็นสถานบำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรมหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงใหม่, ศรีสะเกษ, มุกดาหาร และประเทศลาว ที่วัดหลักกิโลที่ ๑๓๖ เส้นทางไปเวียงจันทร์ วัดที่หลวงปู่สร่างขึ้นส่วนใหญ่ จะตั้งขึ้นเป็นป่าช้าหรือในป่าลึก

สำหรับที่จังหวัดเลย หลวงปู่ชอบได้สร้างวัดจำนวนทั้งสิ้น ๘ แห่ง คือ วัดป่าห้วยลาด, วัดป่าบ้านบง, วัดป่าสานตม, วัดป่าม่วงไข่ (ปัจจุบันหลวงพ่อขันตี จำพรรษาอยู่) วัดป่าฐานสโม, วัดปาโคกมน และวัดป่าสัมมานุสรณ์

ในสายพระธุดงค์กรรมฐานที่เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นที่ยกย่องว่า "หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" ถือว่าเป็นศิษย์ที่สำคัญอีกรูปหนึ่ง ที่มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญในด้านความเพียร มีนิสัยมักน้อย สันโดษ ชอบแสวงหาความวิเวกอยู่เป็นนิจ

ข้อปฏิบัติและธรรมของหลวงปู่ชอบ เป็นที่ยอมรับจากบรรดาคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลวงปู่ชอบมักอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ว่าแสวงหาที่สงัดวิเวก เร่งทำความเพียรถาวนาอย่างหนักอย่าประมาท

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย นับเป็นพระอริยสงฆ์ที่สำคัญรูปหนึ่งของจังหวัดเลย

ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๑๔ อายุ ๗๐ ปี ท่านป่วยเป็นอัมพาต และท่านละสังขารเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ณ วัดป่าสัมมานุสรณ์ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สิริรวมอายุได้ ๙๓ ปี ๑๑ เดือน ๒๗ วัน ๗๐ พรรษา


ขอบคุณ - https://th.wikipedia.org/wiki/หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/3/18 at 07:37 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top