Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 21/10/17 at 21:16 [ QUOTE ]

(เรื่องผีเจ้าอ้วน) ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค (ฉบับเก่า)


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

01.
วัดบางนมโคในอดีต
02. ประวัติหลวงพ่อปาน (ย่อ)
03. ประวัติหลวงพ่อปาน (ฉบับเก่า)
04. หลวงพ่อปานตอนเป็นเด็ก
05. ตอนพบหลวงปู่คล้าย
06. หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ
06/1 หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ (ต่อ)
06/2 สมัยรัชกาลที่ ๖
06/3 คนที่มีบารมีดี ย่อมได้พบอาจารย์ดี
06/4 คนที่มีบารมีดี ย่อมได้พบอาจารย์ดี (จบ)
06/5 ฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อสุ่น
06/6 หลวงพ่อปานไปเรียนบาลีที่กรุงเทพ
07 หลวงพ่อปานกลับมาบูรณะวัดบางนมโค
08 น้ำมนต์และยาของหลวงพ่อปาน
08/1 พบลาวเก่งวิชาไสยศาสตร์
08/2 เด็กสาวถูก "คุณคน"
08/3 ลาวคิดทำร้ายหลวงพ่อปาน
08/4 ลาวกลับใจ
08/5 ลาวบวชแล้วได้อภิญญา
09 ปฏิปทาของหลวงพ่อปาน
09/1 พระเครื่องหลวงพ่อปาน
09/2 ตำราของพระร่วง เรียนวิชามาจาก "อาจารย์แจง" สวรรคโลก
09/3 วิธีการทำพระ "หลวงพ่อปาน"
10 ตำราพระร่วงของ "อาจารย์แจง"
10/1 เดินทางไปขอตำราคืน
10/2 เจ้าของตำราตัวจริง
10/3 มีตำราแต่ไม่อยากทำ
10/4 ลูกคนสุดท้ายของตระกูล "พระร่วง"
11 หลวงพ่อปานไปเรียนต่อกับหลวงพ่อเนียม
11/1 ถูกหลวงพ่อเนียมทดสอบ
12 ประวัติหลวงพ่อโหน่ง
12/1 หลวงพ่อโหน่งไปหาพระน้าชาย
12/2 พระมาบอกให้สร้างวิหาร
12/3 หลวงพ่อโหน่งสร้างพระ
12/4 ผู้รู้ทั้งหมดมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว
12/5 เหตุที่ไม่ไปงานฝังลูกนิมิต
12/6 หลวงพ่อเนียมกับอาจารย์แสง
13/1 บำเพ็ญบารมีมาดีย่อมพบครูดี
13/2 ต้องหาอาจารย์ที่ปฏิบัติได้จริง
13/3 นิพพานเป็นทิพย์อันละเอียด
13/4 ปฏิบัติถึงจะรู้ซึ้งซึ่งนิพพาน
13/5 อย่าถือตำรามากกว่าปฏิบัติ
13/6 หลวงพ่อโหน่งมีจิตเป็นทิพย์
13/7 หลวงพ่อโหน่งมรณภาพ
13/8 เทวดามางานเผาศพ
13/9 เป็นพระอริยเจ้าขั้นสูง
14/1 ตำราพระร่วง
14/2 วันไหว้ครูของหลวงพ่อปาน
14/3 รายชื่อ "พระวัดท่าซุง" ที่ได้รับมอบวิชา "เป่ายันต์เกราะเพชร"
14/4 เรื่องเล่าที่วัดเขาสะพานนาค
14/5 เรื่องเล่าที่ตลาดหนองเต่า
14/6 นํ้ามันสังคโลก
14/7 อานุภาพนํ้ามันสังคโลก
14/8 โชคดีไปพบนํ้ามันสังคโลก
15/1 ปฏิปทาด้านการสอนกรรมฐาน
15/2 พระไม่ควรคุยเรื่องทางโลก
15/3 งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เสีย
15/4 ใช้กรรมฐานเป็นเครื่องฆ่าจริต
15/5 หลวงพ่อปานพยากรณ์
15/6 หลวงพ่อปานรู้อารมณ์ใจลูกศิษย์
15/7 พบสาวชุดสีชมพูที่เชียงใหม่
15/8 หลวงพ่อปานได้พัดยศ
15/9 หลวงพ่อปานไหว้ศพ
15/10 ศพยายฟู
15/11 อนิจจัง ความไม่เที่ยง
15/12 ได้อากาสานัญจายตนะ เพราะศพยายฟู
16/1 ยายเขียน..เก่งกว่าพระ
16/2 ยายเขียนนั่งสมาธิครบ ๗ วัน
17/1 พระศรีอาริย์ วัดไลย์ จ.ลพบุรี
17/2 เล่าเรื่องความตาย
17/3 พบพระนิพพานเป็นครั้งแรก
17/4 มีวิมานรออยู่บนพระนิพพานแล้ว
17/5 หลวงพ่อปานบวงสรวง
17/6 เรื่องผีเจ้าอ้วน


วัดบางนมโคในอดีต

.....วัดบางนมโค ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของลำน้ำแควน้อย ซึ่งแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดบางนมโคนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรไม่ปรากฏ บางท่านก็ว่ามีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ และเป็นปีเดียวที่เสียกรุงและเกิด "กรุงธนบุรี" เป็นราชธานีแห่งใหม่

ซึ่งในขณะนั้น กองข้าศึกพม่าได้รุมล้อม "กรุงศรีอยุธยา" และใน "วัดบางนมโค" เป็นวัดที่เลี้ยงวัวมากที่สุด พม่าจึงได้ต้อนวัวต้อนควายออกมาจนหมด และกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงให้กับพม่า

ต่อมาได้พัฒนาวัดขึ้นมามากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยที่ พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เป็นเจ้าอาวาส วัดบางนมโคได้พัฒนามากยิ่งขึ้น

จากหนังสืออนุสรณ์ ๑๐๙ ปี หลวงพ่อปานระบุว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙" ได้เสด็จวัดบางนมโคเป็นการส่วนพระองค์ ขณะที่ทรงแปรพระราชฐานประทับ ณ พระราชวังปางปะอิน อยุธยา

เพื่อทรงชมปูชนียสถาน นมัสการพระบูชาหลวงพ่อปาน นมัสการพระพุทธโสนันทะ พระประธานในพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๑๗

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า หลวงพ่อปานเก่งมาก ศักดิ์สิทธิ์มาก ได้ทำประโยชน์ไว้มาก เช่น การก่อสร้างศาสนสถานแข็งแรง สวยงามทั้งนั้น

พระครูวิหารกิจจานุยุต (อุไร กิตติสาโร) เจ้าอาวาสได้ถวายพระพรว่า หลวงพ่อปานนั้นมีราชทินนามว่า "พระครูวิหารกิจจานุการ" เป็นผู้ปราถนาพุทธภูมิคงแก่เรียนมาก ส่งเสริมการศึกษาการปฏิบัติ นำการก่อสร้างมาสู่ท้องถิ่นทั้งใกล้และไกล มีประโยชน์มากและมั่งคง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงสนพระทัยภาพจิตกรรมฝาผนัง ทรงรับสั่งถามว่า "บางนมโค" มีความหมายว่าอย่างไร ?

ท่านพระครูวิหารกิจจานุยุตเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ได้ถวายพระพรว่า ก่อนสร้างวัดท้องทุ่งแห่งนี้มีวัวควายอยู่มาก เมื่อพ.ศ. ๒๓๑๐ พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่วัดสีกุก อาจจะต้อนวัวควายมาไว้ที่นี่ จึงได้ชื่อว่า "บางนมโค" เพราะมีวัวควายอยู่มาก

วัดนี้อยู่ห่างจากค่ายสีกุกประมาณ ๓ กิโลเมตร ในสมัยก่อนนั้นเรียกว่า "วัดนมโค" ต่อมามีการเปลื่ยนแปลงในสมัยหลวงพ่อปานเป็น "วัดบางนมโค"

อาณาเขตของวัดบางนมโค (วัดบางนมโค มีเนื้อที่ทั้งหมด ๒๔ ไร่ ๒๑ วา ๓ งาน)

....ทิศตะวันออก - จดที่ดินเลขที่ ๑๖๓ ทางสาธารณประโยชน์
...ทิศตะวันตก - จดที่มีการครอบครองแม่น้ำปลายนา
...ทิศเหนือ - จดที่ดินเลขที่ ๑๓๔ มีการครอบครองแม่น้ำเก่าปลายนา
...ทิศใต้ - จดที่ดินเลขที่ ๑๖๒, ๑๖๓, ๑๖๕ ทางสาธารณประโยชน์

ลำดับเจ้าอาวาสวัดบางนมโค

.......เจ้าอาวาสวัดนี้เดิมทีจะมีกี่รูปไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เริ่มจะมีการบันทึกเป็นหลักฐาน คือ...

๑. เจ้าอธิการคล้าย (๒๔๒๖ - ๒๔๕๖)
๒. พระอธิการเย็น สุนทรวงษ์ (๒๔๕๖ - ๒๔๗๘)
๓. ท่านพระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนันโท) หลังจากเจ้าอธิการคล้ายลาออกจากตำแหน่ง ชาวบ้านได้ร่วมกันนิมนต์หลวงพ่อปานขึ้นเป็นเจ้าอาวาส

แต่หลวงพ่อปฏิเสธโดยขอให้พระอธิการเย็นขึ้นครองแทน จนพระอธิการเย็นมรณภาพท่านจึงรับตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ - ๒๔๘๐ มีโอกาสได้เป็นเจ้าอาวาสได้เพียง ๒ ปี ก็มรณภาพลง เมื่อวันที่ ๒๖ ก.ค. ๒๔๘๐

๔. พระอธิการเล็ก เกสโร (๒๔๘๑ - ๒๔๘๔)
๕. พระอธิการเจิม เกสโร (๒๔๘๕ - ๒๔๙๑)
๖. พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) (๒๔๙๒ - ๒๕๐๐)
๗. พระอาจารย์อำไพ อุปเสโน (๒๕๐๑ - ๒๕๐๓)
๘. พระครูวิหารกิจจานุยุต (อุไร กิตติสาร) ได้รับการอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๔๔
๙. พระครูสุวัจจริยาภรณ์ (๒๕๔๔ - จนถึงปัจจุบัน)

ชาติภูมิของหลวงพ่อปาน

.....พระครูวิหารกิจจานุการ หรือหลวงพ่อปาน โสนันโท เดิมชื่อ "ปาน สุทธาวงษ์" ท่านได้ถือกำเนิดที่ย่าน "วัดบางนมโค" เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๘

(หลวงพ่อฯ บอกว่าไม่ทราบวันเดือนที่เกิด แต่พอถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ท่านจะทำบุญหมดตัวทุกปี) โยมบิดาชื่อ อาจ โยมมารดาชื่อ อิ่ม อาชีพทางครอบครัว คือการทำนา โดยมีบุตรรวม ๗ คน คือ

๑. นางสาย, ๒. นางเอี่ยม, ๓. นายเหว่า, ๔. นายโชติ, ๕. นางเผือก, ๖. ไม่ทราบชื่อ, ๗. นายปาน (หลวงพ่อปานเป็นบุตรคนสุดท้อง)

สาเหตุที่โยมบิดาขนานนามท่านว่า "ปาน" เนื่องจากท่านมีสัญลักษณ์ประจำตัวคือ "ปานแดง" อยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายตั้งแต่โคนนิ้ว ถึงปลายนิ้วคล้ายปลอกนิ้ว ซึ่งนับว่าแปลกมากและไม่ค่อยจะมีกัน

เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์

.....เมื่อมีอายุ ๒๑ ปี หลังจากที่โยมมารดาบิดาได้นำท่านมาฝากไว้กับ หลวงปู่คล้าย ให้ฝึกหัดขานนาคให้คล่องแคล่วแล้ว ท่านก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบางนมโค เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๘ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะแม โดยมี...

หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ - เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพน - เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอาจารย์อุ่ม วัดสุธาโภชน์ - เป็นอนุสาวนาจารย์
มีฉายาว่า "โสนันโท"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/10/17 at 05:27 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 2 ]

(Update 29 ตุลาคม 2560)


ประวัติหลวงพ่อปาน (ย่อ)


.....หลวงพ่อปานศึกษาร่ำเรียนวิทยาการกับ "หลวงพ่อสุ่น" ทั้งด้านกรรมฐานและพุทธาคมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการรักษาโรคภัยไขัเจ็บ ตลอดจนผู้ที่ถูกคุณไสยจนแตกฉาน

จากนั้นจึงออกธุดงค์ ในระหว่างนั้นท่านได้ศึกษาวิชาความรู้กับพระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายๆ รูป อาทิ

• หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.ปางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
• หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน (วัดใหม่อัมพวา) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ศิษย์รุ่นพี่สำนักหลวงพ่อเนียม
• อาจารย์จีน วัดเจ้าเจ็ด ด้านพระปริยัติธรรมและภาษาบาลี
• พระอาจารย์เจิ่น สำนักวัดสระเกศ กรุงเทพฯ ด้านคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ จนจบพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์

นอกจากยังได้ศึกษาวิชาการแพทย์แผนโบราณที่ "วัดสังเวช" จนเชี่ยวชาญ หลังจากที่ท่านใช้เวลาในช่วงการศึกษาร่ำเรียนนานพอสมควรแก่เวลา

หลวงพ่อปานจึงเดินทางกลับบ้านเกิดมาจำพรรษาที่ "วัดบางนมโค" ตั้งสำนักสอนภาษาบาลีและนักธรรม ริเริ่มการก่อสร้างศาสนวัตถุต่างๆ และพัฒนาวัดบางนมโค จนเจริญรุ่งเรืองจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

จากนั้นหลวงพ่อปานก็ได้ไปบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้างวัดทั้งหมดถึง ๔๒ วัด มีการก่อสร้างโบสถ์ และศาสนวัตถุอื่นอีกมากมายหลายแห่ง เช่น วัดเขาวงพระจันทร์, วัดเขาสะพานนาค อ.โคกสำโรง เป็นต้น

นับว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีบารมีสูงมาก จึงสามารถสร้างถาวรวัตถุเพื่อสืบทอดพระศาสนาได้มากถึงเพียงนี้ สมภาคภูมิกับการปรารถนา "พุทธภูมิ" ของท่านจริงๆ

นอกเหนือจากการเป็นพระนักพัฒนาแล้ว หลวงพ่อปานยังเป็นนักเทศน์ฝีปากเอก เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของบรรดาญาติโยมที่มารับฟังเทศน์ฟังธรรมยิ่งนัก โดยเฉพาะเสียงของท่านเพราะมาก บุคคลิกรูปร่างหน้าตาของท่านก็น่าเลื่อมใส นับเป็นคุณสมบัติของผู้เป็น "พระโพธสัตว์" อย่างแท้จริง

ทางด้านการแพทย์ท่านก็สงเคราะห์รักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วย หรือถูกคุณไสยต่างๆ ตามวิชาการแพทย์แผนโบราณที่ได้ร่ำเรียนมา ทั้งรักษาด้วยน้ำมนต์และรักษาด้วยสมุนไพร คือ ใบมะกากับหญ้าแพรก หรือใบมะกากับข่า โดยมีการกำกับด้วยคาถาอาคมพลังจิตเพื่อให้เข้มขลัง

หลวงพ่อปานได้มีโอกาสร่ำเรียนวิชาจากชีปะขาว เมื่อราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ระหว่างที่ท่านฝึกกรรมฐานเพิ่มเติมที่ศาลาไว้ศพ ที่วัดบางนมโค ด้วยวิธีพิจารณา “อสุภกรรมฐาน” คือการพิจารณาศพคนตายเพื่อปลงสังขาร

ชีปะขาวเดินเข้ามาหา และบอกกล่าวให้ท่านสร้างพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ มีรูปสัตว์ ๖ ชนิดอยู่ใต้ที่ประทับคือ ไก่, ครุฑ, หนุมาน, ปลา, เม่น, และ นก

โดยนิมิตเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ดังกล่าว พร้อมทั้งมีคาถากำกับในแต่ละชนิดมาด้วย นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นรูปแบบการสร้างพระพิมพ์ของหลวงพ่อปาน

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน "ท่านอาจารย์แจง" ซึ่งเป็นฆราวาสได้เดินทางมาจากสวรรคโลก เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อปาน ด้วยความเลื่อมใสในกิตติคุณ มีการถ่ายทอดวิชาซึ่งกันและกัน

หลวงพ่อปานได้ศึกษาวิชาที่ว่า ด้วยการปลุกเสกพระเครื่องและสร้างพระ ตามตำรา “พระร่วงเจ้า” ที่ได้รับสืบทอดมา ที่เรียกว่า "ตำรามหาพิชัยสงคราม"

ซึ่งเป็นต้นแบบการสร้างพระของหลวงพ่อปานที่สำคัญที่สุดคือ “ยันต์เกราะเพชร” ยอดของ "ธงมหาพิชัยสงคราม" ก็ได้รับการถ่ายทอดมาในคราวนี้เช่นกัน และท่านนำมาใช้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวบ้านได้อย่างมากมาย

ต่อมา หลวงพ่อปานได้รับสมณศักดิ์ ที่ "พระครูวิหารกิจจานุการ" ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๔ โดยมีข้าราชการและคณะศิษย์ของท่าน เช่น

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ, พระวรวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์ศักดิ์พินิจ, หม่อมเจ้าโฆษิต, หม่อมเจ้านภากาศ, ท้าววรจันทร์
เป็นต้น

ต่างก็ได้อัญเชิญพัดยศพระราชทานมาให้ท่านถึงที่วัด โดยนำไปมอบถวายให้ท่านในพระอุโบสถ ตามพระบรมราชโองการท่ามกลางคณะสงฆ์ และชาวบ้านต่างอนุโมทนาสาธุการกันถ้วนหน้า

หลวงพ่อปานมรณภาพ

.....เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฏาคม ๒๔๘๑ ตรงกับวันแรม ๑๔ คำ เดือน ๘ สิริรวมอายุ ๖๓ ปี พรรษที่ ๔๒


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/10/17 at 04:29 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 3 ]

(Update 5 พฤศจิกายน 2560)


ประวัติหลวงพ่อปาน (ฉบับเก่า)

โดย.. หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ


.....โอกาสต่อไปนี้ จะได้เล่าประวัติความเป็นมาของ "หลวงพ่อปาน" วัดบางนมโค ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบตามที่พอจะนึกได้ เพราะฉันเองก็ทราบแต่เพียงประวัติบางประการเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าจะทราบเรื่องราวของท่านตลอดชีวิตก็หาไม่ จะเล่าให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ หรือเล่าสู่กันฟังเท่าที่พอจะจำได้ หรือเท่าที่พอจะรู้เรื่องมา

แต่ความจริงเวลากาลก็ได้ล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว ฉันก็อาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง เอ้า..ต่อแต่นี้ไปก็ขอได้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของ "หลวงพ่อปาน" ให้ทราบเท่าที่พอจะจำได้

ประวัติก่อนบวช

...ในการประชุมสงฆ์ครั้งหนึ่ง ท่านได้เคยเล่าประวัติในตอนต้นของท่านให้ฟังว่า ในตอนก่อนที่ท่านจะบวชในพระพุทธศาสนานั้น ท่านเองเป็นลูกชาวบ้านของตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเอง ไม่ใช่คนที่อื่นที่ไหนมา..

ตระกูลของท่านรู้สึกว่าจะเป็นตระกูลที่ค่อนข้างจะมั่งคั่งอยู่สักหน่อย เพราะว่าเป็นตระกูลที่มีทาส เล่าประวัติของท่านนับตั้งแต่ท่านเกิดมามีชีวิต ท่านไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย

แต่วิถีชีวิตของท่านนั้นท่านอยู่เป็นปกติ กล่าวคือ รักษาศีล ๕ เป็นปกติ และคนในตระกูลก็ไม่เคยมีใครขัดคอ เพราะรู้ว่าอัธยาศัยของท่านเป็นอย่างนั้น

แต่ว่าประวัติก่อนที่ท่านจะเกิดก่อนที่จะเข้าสู่ครรภ์มารดา มารดาของท่านมีนิมิตเป็นประการใดท่านไม่เคยเล่าให้ฟัง เป็นแต่เพียงท่านปรารภให้ฟังว่า

ก่อนที่ท่านจะบวช ทางตระกูลของท่านได้ไปจองสตรีคนหนึ่งไว้ให้ท่าน เพราะหวังว่าเมื่อท่านสึกออกมาแล้วก็จะได้แต่งงานกัน

เพราะในสมัยนั้นคนที่เขาจะแต่งงานก็ต้องบวชก่อน และท่านบอกว่าตามความรู้สึกของท่านไม่มีความปรารถนาในการแต่งงาน แต่นั่นเป็นความหมายของท่านผู้ใหญ่ ท่านก็ไม่ขัดคอ แต่ท่านก็คิดไว้เสมอว่า

"...ถ้าท่านบวชเมื่อไหร่ฉันจะไม่สึก เพราะเห็นชีวิตในการครองเรือนมีความลำบาก..."



(ด้านหน้ากุฏิ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค)

...ทีนี้ท่านได้เล่าย้อนต้นถอยหลังลงไปว่า ในสมัยที่ท่านเป็นเด็กๆ พอที่จะจำความได้ก็หมายความว่าคงจะอายุประมาณ ๔-๖ ขวบหรือ ๗ ขวบเป็นอย่างมาก

ท่านบอกว่าในสมัยนั้นมีญาติของท่านคนหนึ่งตาย ญาตินั้นไม่ใช่ใครเป็นย่าของท่านเอง บ้านของท่านคือบ้านบิดามารดาของท่านกับบ้านย่าอยู่หมู่เดียวกัน ในขณะที่ท่านเป็นเด็ก ท่านไปเดินเล่นใต้ถุนบ้าน ไปเล่นกันที่นั่นระหว่างพวกเด็กๆ

ขณะนั้นท่านย่าของท่านกำลังจะตาย..ป่วยหนัก เห็นเขาบอกหนทางว่าขอจงนึกไว้ว่า "พระอรหังๆ" เสมอนะ เห็นผู้ใหญ่ว่าอย่างนั้น และเขาก็ลงมาไล่พวกเด็กๆ ท่านจำได้ ได้ยินชัด ที่เขาบอกให้ว่า..อรหังๆ ท่านก็จำและก็ว่าเล่นๆ

ทีนี้มาพอตอนเย็นเวลาที่จะรับประทานอาหารก็จะกินข้าวเย็น มารดาของท่านก็เรียกบรรดาลูกทั้งหมดมารวมกินข้าวที่บ้าน

ในขณะที่ท่านนั่งกินข้าวอยู่ท่านก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อตอนกลางวันเขาบอกว่าให้ว่าอรหังๆ ท่านนึกขึ้นมาได้นี่ในภาษาเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ว่า...อรหัง...อรหัง ขึ้นมาดังๆ

พอพูดเท่านี้ ท่านแม่ของท่านโกรธเป็นการใหญ่ จับท่านโยนปังไปกลางนอกชาน และก็บอกว่า "เอ้า! มึงจะไปตายโหงตายห่าที่ไหนก็ไป อย่ามาพาคนอื่นเขาตายด้วย"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/11/17 at 04:45 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 4 ]

(Update 12 พฤศจิกายน 2560)


หลวงพ่อปานตอนเป็นเด็ก

โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ




(กุฏิหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค)

.....นี่ท่านบอกว่า นั่นเป็นความโง่ของมารดาบิดาของท่าน เพราะคนสมัยนั้นคิดว่าถ้าใครเขาภาวนาว่า "อรหัง" หรือ "พุทโธ" แล้วก็คนนั้นจะต้องตาย

และนอกจากนั้นถ้าหากบุคคลทั้งหลาย ใครที่เขายังไม่ป่วยไข้ ถ้าไปว่าให้เขาได้ยิน คนทั้งหลายก็จะพลอยตายไปด้วย ท่านพูดแล้วท่านก็หัวเราะยกใหญ่ ท่านบอกว่านั่นเป็นความโง่ของคนแก่

และต่อมาไม่ช้าอีก ๒ วัน คุณย่าของท่านก็ตาย ท่านจึงได้ไปถามท่านพ่อว่า ย่าเป็นอะไร ท่านพ่อบอกว่าย่าตายเสียแล้ว

ถามว่า ตายน่ะเป็นอย่างไร
บอกว่า ตายน่ะเขาก็เอาไปวัด เขาก็เอาไปเผา
และท่านก็ถามท่านพ่อว่า คนเราเกิดมาต้องตายทุกคนเหรอ
ท่านพ่อก็บอก ต้องตายทุกคน

ถามว่า เวลาจะตายทำไมต้องว่าอรหัง
ท่านพ่อบอกว่า เขาบอกหนทาง
ถามว่า ทางอะไร
บอกว่า ทางคนตาย
ถามว่า คนที่ยังไม่ตายว่า "อรหัง" ไม่ได้หรือ

ท่านพ่อก็บอกว่า คนที่ยังไม่ตายยังว่าอรหังไม่ได้ เพราะว่าเขาถือว่าเป็นโชคร้ายลางร้าย คนที่ว่าอรหัง หรือว่าพุทโธน่ะก็จะต้องตาย

ท่านบอกว่าคำว่า "อรหัง" หมายถึงเป็นที่ของพระอรหันต์ หรือเป็นสรรพนามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงสัญลักษณ์ว่าท่านเป็นผู้ไกลจากกิเลส ทำลายกิเลสได้สิ้นเชิง ไม่มีกิเลส เมื่อละอัตภาพจากอัตภาพนี้แล้วก็ไม่ต้องเกิดอีกไปสู่พระนิพพาน

หรือคำว่า "พุทโธ" ก็เหมือนกัน เป็นการแสดงสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้ไม่มีความงมงาย ตัดอวิชชาความโง่ได้หมด ตัดเยื่อใยแห่งกิเลสและตัณหาได้หมดสิ้น เมื่อละอัตภาพนี้แล้วก็จะไปสู่พระนิพพานเหมือนกัน แต่ท่านบอกว่าเป็นความโง่ของผู้ใหญ่ในสมัยนั้น


(เขื่อนหลวงพ่อปาน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดบางนมโค)

...ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านได้ฟังว่าคนเกิดมาแล้วต้องตายทั้งหมด ท่านก็คิดเลยทีเดียวว่า ถ้าคนเกิดมาแล้วต้องตาย เราจะไม่มีความเป็นอยู่อย่างพ่อ

จึงได้ถามพ่อว่า พระที่เขาเดินมาบิณฑบาตนี่เขาตายไหม
พ่อก็บอกว่า พระก็ตายเหมือนกัน
ถามพ่อว่า ชาวบ้านถ้าตายแล้วไปไหน

พ่อตอบว่า ไม่แน่นัก ชาวบ้านตายแล้วไปสวรรค์ก็ได้ บางคนก็ไปนรก หรือไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ตามบุญตามกรรม

แต่ว่าพระนี่ถ้าตายไปแล้ว ท่านไปเกิดบนสวรรค์หรือเกิดเป็นพรหม เพราะว่าพระเป็นผู้มีบุญมาก คนที่บวชพระแล้วต้องรักษาศีลบริสุทธิ์ ท่านพ่อเล่าให้ฟังเพียงเท่านี้

ถามว่า สวรรค์กับนรกมีสภาพต่างกันอย่างไร

ท่านพ่อก็บอกว่า สวรรค์เป็นเทวดา มีร่างกายเป็นทิพย์ มีที่อยู่เป็นทิพย์ มีอาหารเป็นทิพย์ ไม่ต้องทำมาหากินเหมือนชาวบ้าน ไม่มีความทุกข์

สำหรับนรกจะต้องถูกลงโทษ ต้องถูกไฟเผา ท่านเล่าตามเรื่องราวของ พระมาลัย

ท่านจำไว้เพียงเท่านี้ท่านคิดอยู่ตลอดมา ถ้าหากฉันบวชเมื่อไหร่ฉันจะไม่สึก ฉันจะเป็นพระ ฉันจะตายแล้วไปสวรรค์ดีกว่า นี่เป็นคติเดิมของท่านตั้งแต่เด็กๆ และต่อมาในสมัยที่ท่านครบบวช ฉันจะขอเล่าเลยเรื่องราวที่ไม่สำคัญนักไปเสีย เมื่อท่านพ่อนำมาฝากวัด

ขณะที่ท่านเดินมาท่านพบปลาตัวหนึ่ง อยู่ในกะโหลกนํ้าน้อยๆที่นํ้ากำลังจะแห้ง ปลาตัวนั้นกำลังจะตาย ท่านก็จับปลาตัวนั้นมาด้วย

พอมาถึงหน้าวัด ท่านก็ปล่อยปลาลงไปในนํ้า บอกให้ปลานั้นจงอยู่เป็นสุข จงปลอดภัย ขอชีวิตของเจ้าจงปลอดภัยจนกว่าจะถึงอายุขัย...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 12/11/17 at 06:28 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 5 ]

(Update 19 พฤศจิกายน 2560)


ตอนพบหลวงปู่คล้าย



(รูปปั้นหลวงปู่คล้าย ณ วัดบางนมโค)


.....ต่อมาท่านพ่อก็ได้นำไปฝากสมภารที่วัด สมภารในขณะนั้นก็ปรากฏว่าชื่อ "คล้าย" เขาเรียกกันว่า หลวงปู่คล้าย

หลวงปู่คล้ายองค์นี้เป็นพระที่มีปาฏิหาริย์มาก มีความสามารถในทางไสยศาสตร์หรือสมาธิ หมายความว่าท่านจะทำอะไรให้เป็นอะไรก็ได้

ถ้าจะกล่าวกันไปตามหลักวิชาในสมัยนี้ ในพระพุทธศาสนาที่เรารู้ๆ ก็หมายความว่าท่านเป็น ผู้ทรงอภิญญา นั่นเอง และเรื่องราวของหลวงปู่คล้ายนี้ท่านเล่าให้ฟัง

หลวงพ่อปานท่านเล่าให้ฟังว่าในสมัยที่ฉันเข้ามาอยู่เป็นนาคเพื่อจะบวชพระนั้น วันหนึ่งเขาลองยิงพระกัน พระเครื่อง..พระองค์ไหนๆ ก็ยิงออกหมด หลวงปู่คล้ายเดินไปถึงที่เขากำลังลองพระกัน ท่านก็เปลื้องจีวรออก

แล้วก็บอกว่าเอาจีวรวางไว้ ท่านบอกว่าไหนลองยิงจีวรของฉันดูซิ พวกนั้นใช้ปืนทุกอย่างยิงจีวรของท่านไม่ติด ท่านก็บอกว่า ทุด! ไอ้ปืนของพวกมึงนี่มันไม่ดี ยิงพระออกแต่ยิงจีวรของกูไม่ออกปืนของมึงเสีย..นั่นครั้งหนึ่ง

อีกครั้งหนึ่งท่านบอกว่า ขณะที่กำลังท่องหนังสืออยู่ในป่าช้า ท่องหนังสือขานนาคหรือสวดมนต์ หลวงปู่คล้ายก็เดินเข้าไปหา เข้าไปเรียกว่า ปาน..แกทำอะไรวะ ?

- หลวงพ่อก็บอกว่าผมกำลังท่องหนังสือครับ
- ท่านถามว่า ปาน..แกบวชแล้วแกจะสึกไหม
- ท่านก็ตอบหลวงปู่คล้ายตามเจตนาเดิมว่า ผมบวชแล้วผมไม่อยากสึกครับ

- บอก อือ..ดี บอกว่านี่คนที่เขาไม่สึกน่ะเขาต้องทำอย่างนี้นะปาน และท่านก็เอาจีวรวางไว้
- ท่านบอกว่า ปาน..ท่านอยากจะดูช้างไหม
- หลวงพ่อก็บอกว่า อยากดูขอรับ
- และแกดูจีวรนี่นะ ประเดี๋ยวมันจะเป็นช้าง พอมองไปประเดี๋ยวเดียว เจ้าจีวรจะค่อยๆ กลายเป็นช้างทีละนิดๆ

- ทีแรกมันจะเกิดเป็นงวงมาก่อน เมื่อสุดงวงแล้วจึงเห็นงา เห็นงาแล้วก็เห็นหัวช้าง ตัวช้าง ขาช้าง จนกระทั่งหางช้าง และช้างนั่นเดินไปได้ตามความประสงค์
- และท่านก็บอกว่า ปาน..อยากขี่ช้างไหม
- ท่านก็เลยบอกว่า อยากขี่

- ท่านบอกว่า เอ้า! ช้างเทาลงมาหน่อยให้เขาขี่ ช้างก็เทาลงมา ท่านก็ขี่เล่นภายในป่าช้า วนไปวนมาสัก ๕ นาที
- ท่านก็บอกให้ลงจากคอช้าง เมื่อลงจากคอช้างแล้ว ท่านก็บอกช้าง..เอ็งกลับเป็นจีวร ตามเดิมซิ ข้าก็จะกลับไปกุฏิเดี๋ยวข้าไม่มีจีวรห่ม เท่านี้ก็ปรากฏว่าช้างกลายเป็นจีวรไป ตามเดิม

- หลวงพ่อปานเลยถามว่า พระที่ทำอย่างนี้ได้น่ะทำได้ทุกองค์ไหมขอรับ
- หลวงปู่คล้ายบอกว่า ทำไม่ได้ทุกองค์ พระที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องเจริญกรรมฐาน
- ท่านถามว่า กรรมฐานเป็นอย่างไร
- ท่านก็เลยบอกว่า เอาเถอะ..เวลานี้ท่องหนังสือไปเถอะ เมื่อเธอบวชแล้วถ้าเธอมี ความประสงค์จะทำได้อย่างนี้ฉันจะสอนให้

- ท่านบอกว่าเป็นเหตุจับใจที่สุด ในการเข้ามาสู่เขตพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยทราบมาก่อน
- ท่านบอกว่า มีความเลื่อมใสมาก คิดไม่ถึงเลยว่าพระจะทำอะไรต่ออะไรได้ทุก อย่างอย่างนี้
- แล้วท่านก็ถามหลวงปู่คล้ายว่า หลวงพ่อทำได้แต่เพียงเท่านี้หรือ

- หลวงปู่ก็บอกว่าทำได้ทุกอย่าง เอาอย่างนี้ไหมล่ะ แกอยากดูไหมว่าตัวฉันจะสูงสัก แค่ไหน
- ท่านก็อยากจะลอง
- ท่านก็บอกว่า คอยดูนะ..ให้ดูหลังคาศาลาปรกที่ท่านกำลังนั่งอยู่ ท่านมายืนอยู่ข้างนอก บอกประเดี๋ยวหัวฉันจะแค่หลังคาศาลาปรก มองไปประเดี๋ยวเดียว ปรากฏว่าท่านสูงแค่หลังคา (หลังคาปรก)


(กุฏิวิหารและพระเจดีย์ภายในวัดบางนมโค)

- และต่อไปก็บอกว่า เอ้า! ฉันจะทำให้สูงกว่ายอดไม้ ประเดี๋ยวตัวท่านก็สูงกว่ายอดไม้
และท่านก็ทำตัวย่อลงมาบอกว่า ฉันจะทำตัวให้เล็กนิดเดียว และตัวท่านก็เล็กนิดหนึ่ง ปรากฏว่าสูงไม่ถึงคืบ
- ท่านบอกว่า ทำให้เล็กขึ้นไปกว่านี้ก็ได้ และผลที่สุดท่านก็คลายสมาธิ กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
- หลวงพ่อปานถามว่า "วิชาอย่างนี้เรียนได้จากที่ไหน หลวงพ่อจะสอนผมได้ไหม"
- ท่านก็บอกว่า "เธอทำสมาธิได้ เธอก็ทำอย่างนี้ได้"

- และก็บอกต่อไปว่า "ทำได้เท่านี้..ทำได้อย่างนี้ ไม่ใช่ได้แต่เพียงเท่านี้เท่านั้น ทำได้ทุกอย่าง จะเหาะเหินเดินอากาศก็ได้ จะดำดิน เดินนํ้า อะไรก็ได้ทุกอย่าง เขาเรียกว่า สมาบัติ"

- ท่านก็จำคำว่าสมาบัติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และก็สนใจในการประพฤติปฏิบัติ พยายามท่องหนังสือหนังหาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ท่านต้องอยู่วัด ๓ เดือนคือเป็นนาคอยู่ ๓ เดือน

.....หลวงปู่คล้าย ให้พยายามท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้หมดทุกอย่าง เท่าที่มีความจำเป็นจะต้องสวด ต่อมาเมื่อเวลาบวช หลวงปู่คล้ายบอกว่า

"ถ้าแกจะบวชนะให้ไปบอกพ่อแก ให้ไปนิมนต์ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล เป็นพระคู่สวด อีกองค์หนึ่งนอกจากฉัน

แล้วก็ไปนิมนต์ หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ เพราะว่าพระทั้ง ๒ องค์นี้เป็นพระได้อภิญญาทั้งคู่ ทำอะไรต่ออะไรได้อย่างฉันเหมือนกัน แต่ว่าทั้ง ๒ องค์นี้เก่งกว่าฉัน"

ท่านเล่าให้ฟังว่าหลวงปู่คล้ายพูดอย่างนี้ แล้วท่านก็ไปบอกท่านบิดา ท่านบิดาก็พอใจ เพราะมีความเคารพในพระทั้ง ๒ องค์อยู่แล้ว...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/11/17 at 05:22 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 6 ]

(Update 26 พฤศจิกายน 2560)


หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ


......หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า...

"...ในเมื่อถึงเวลาบวช เมื่อบวชจริงๆ ท่านบวชที่ "วัดบางปลาหมอ" เพราะว่าเวลานั้น "วัดบางนมโค" เวลานั้นเดิมทีเป็นวัดร้าง

หลวงปู่คล้ายนี่..เป็นพระจากจังหวัดธนบุรี ขึ้นมาเริ่มสร้างวัดบางนมโคองค์แรก หมายความว่าสร้างทับที่เดิม เดิมมีกุฏิอยู่ ๒ - ๓ หลัง ยังไม่ทันจะมีโบสถ์ ถ้าวัดไหนไม่มีอุโบสถหรือโบสถ์ วัดนั้นก็ยังบวชพระไม่ได้ ต้องไปบวชพระที่วัดที่สร้างพระอุโบสถแล้ว

เมื่อบวชพรรษาแรก หลวงปู่คล้ายบอกว่า ควรจะอยู่กับอุปัชฌาย์ ๑ ปีก่อน เพราะอุปัชฌาย์จะได้อบรมสั่งสอนวิชาการต่างๆ เมื่อขณะที่หลวงพ่อปานบวชขณะนั้น พอดี หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ กำลังสร้างพระอุโบสถใหม่

ขณะนั้นปรากฏว่ามีช่าง สำหรับคนที่เป็นนายช่าง ๓ - ๔ คน มาควบคุมการสร้างพระอุโบสถ เขามาช่วยท่านด้วยศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่จะมารับจ้าง

เรื่องการเงินการทองนี่เขาไม่ขอรับ และอาหารการบริโภคเขาก็เอามาหมดทุกอย่าง เขาหามากินเองไม่รบกวนทางวัด แรงงานทั้งหมดก็ได้ชาวบ้านช่วยกัน แล้วก็ช่วยกันจัดหาวัสดุก่อสร้างทุกอย่าง คนสมัยนั้นเขามีศรัทธามาก

ขณะที่สร้างพระอุโบสถ ตอนเย็นวันหนึ่งท่านเดินไปดูนายช่าง เห็นนายช่างซื้อหมูบ้าง ซื้อเนื้อบ้างกินวันละเล็กวันละน้อยไม่มาก รู้สึกว่าจะเป็นคนเขียมๆ คือไม่มีค่าจ้างค่าออน ก็กินกันตามอัตภาพที่จะพึงหาได้
ท่านก็เลยบอกพวกนายช่างบอกว่า

"...พวกแกมาทำงานวัดนี่ แกจะมาซื้อกับกินทำไม ปลาในสระเยอะแยะไป ทำไมแกไม่ไปตกมากิน"

นายช่างก็บอกว่า "ปลาวัดมันบาปครับ และปลาไม่ใช่ปลาวัดก็บาป แต่ผมก็หา อยู่บ้านผมก็หา แต่ปลาวัดผมถือครับ ผมไม่กินหรอกเพราะมันบาปมาก"



....หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า "ถ้าปลาที่อื่นมันอาจจะบาป ถ้าปลาในสระของวัดนี่กินไม่บาป ถ้าแกกำลังก่อสร้างอยู่อย่างนี้นะ เพราะผลบุญที่แกสร้างพระอุโบสถนี่มันมากกว่า"

พระอุโบสถนี้เป็นพระอุโบสถใหม่นะ เพราะหลังเก่ามันทรุดโทรมมาก ท่านสร้างแทนขึ้นมาใหม่ หลังเก่าก็ยังไม่ได้รื้อ

ท่านบอกว่า "อนุญาตนะ พวกแกจะกินได้ ทีหลังไม่ต้องไปซื้ออะไรเขามากิน เอาปลาในสระกิน ฉันรับรองว่าไม่บาป เพราะว่าเป็นปลาวัด อีกอย่างหนึ่งคนที่ทำงานวัดกินปลาวัดได้"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 26/11/17 at 06:50 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 6/1 ]

(Update 3 ธันวาคม 2560)


หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ (ต่อ)



......หลวงพ่อเล่าเมื่อตอนที่แล้วว่า "หลวงพ่อสุ่น" เสกใบไม้ให้เป็นปลา เพื่อให้ช่างที่กำลังสร้างโบสถ์กินเป็นอาหารทุกวัน โปรดติดตามหลวงพ่อเล่ากันต่อไป...

"...พวกนายช่างก็เชื่อ เพราะว่าตามธรรมดาไม่ค่อยจะมีอะไรกินอยู่แล้ว ถึงตอนเย็นท่านก็บอกว่า เอาเบ็ดเกี่ยวเหยื่อเข้า อะไรก็ได้หาเนื้อที่มันตายแล้ว จะเป็นเนื้อหรือจะเป็นเศษปลาหรืออะไรเกี่ยวเบ็ด โยนลงไปในสระ

พอโยนไปสักอึดใจเดียวก็ปรากฏว่า ปลาเค้าตัวใหญ่กินเบ็ด แล้วก็ดึงขึ้นมา แล้วก็เอามาทำเป็นอาหารกิน พวกคณะช่างกินปลาในสระจนกว่าจะสร้างโบสถ์เสร็จ

ขณะที่กินปลาได้ไม่กี่วันรู้สึกว่า อุจจาระที่ถ่ายมามันมีสีเขียว เขาก็แปลกใจ จึงไปถามหลวงพ่อ

หลวงพ่อก็บอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ไอ้ปลาในสระมันไม่มีอาหารอย่างอื่นกิน มันกินตะไคร่นํ้า แกกินเข้าไปขี้มันก็เขียวน่ะสิ"...

ทีนี้เมื่อหลังจากสร้างพระอุโบสถเสร็จ ท่านก็ประกาศว่า "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปใครจะกินปลาในสระไม่ได้นะ ถ้ากินแล้วจะเป็นโรคเรื้อน"

คนเขาก็กลัววาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน นายช่างก็ถามว่า "พวกผมจะเป็นไหม"
ท่านบอก "แกกินก่อนน่ะไม่เป็นหรอก แต่ต่อไปนี้ถ้าแกกินแล้วเป็นโรคเรื้อน"

ถามว่า "เป็นเพราะอะไร"
ท่านก็บอกว่า "ข้าโกหกให้แกกินใบไม้ ข้าเสกใบไม้เป็นปลาไว้ กินอร่อยไหมวะ" ท่านถาม

นายช่างบอกว่า "รสชาติมันก็เหมือนปลาธรรมดาพวกนั้นแหละ"
ท่านบอกว่า "ปลาวิชชามันเป็นอย่างนั้น นี่ข้าเสกใบไม้"

ผลที่สุดท่านก็หยิบใบไม้ขึ้นมาใบ แล้วถามว่า "แกเชื่อไหมว่าข้าทำใบไม้เป็นปลาได้"
นายช่างก็บอกว่า "เชื่อเหมือนกันครับแต่อยากเห็น"

ท่านก็เลยหยิบใบไม้มาใบหนึ่งแล้วใส่เข้าไปในขันนํ้า ปรากฏว่าเป็นปลาว่ายปร๋อ...
พวกนายช่างหัวเราะกันใหญ่ บอก แหม..หลวงพ่อ! ผมไม่รู้เลยว่าหลวงพ่อให้กินใบไม้ ผมกินกันใหญ่เลย

ทีแรกผมนึกว่าปลาจริงๆ ผมไม่กล้าจะตกขึ้นมากินมากๆ กลัวมันจะบาปมาก ไอ้บาปกับบุญที่สร้างโบสถ์มันจะไม่พอกัน ท่านก็หัวเราะชอบใจ

อันนี้เป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อสุ่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปาน ปรากฏว่าเป็นพระได้อภิญญาเหมือนกัน..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/12/17 at 08:18 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 6/2 ]

(Update 10 ธันวาคม 2560)


หลวงพ่อสุ่น สมัยรัชกาลที่ ๖

...หลวงพ่อสุ่นองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงขึ้นและมีความเคารพนับถือมาก เพราะว่าครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์เสด็จไปจอดเรืออยู่ที่หน้าวัด เห็นนกกระยางบินผ่านมาหน้าวัดก็ยกปืนขึ้นยิง ปรากฏว่ายิงไม่ออก

แต่ผลที่สุดจะหันปืนไปทางไหน อากาศเต็มบริเวณวัดนั้นทั้งหมดยิงไม่ออก ท่านมีความสงสัยก็ขึ้นไปหาท่านเจ้าอาวาสคือหลวงพ่อสุ่น

หลวงพ่อท่านก็บอกว่า "อย่าว่าแต่อากาศเลย อะไรก็ยิงไม่ออกในวัดนี้"
พระองค์จึงถามว่า "เป็นเพราะอะไร"
ท่านบอกว่า "เป็นเพราะอำนาจพระพุทธานุภาพ"

รัชกาลที่ ๖ ก็อยากจะทราบว่า ถ้ากระผมอยากจะเป็นคนยิงไม่ออกพอจะได้ไหม
ท่านก็บอกว่า "ได้"

แต่ว่าต้องรับปากเสียก่อนว่านับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไปในเขตบริเวณวัดจะไม่ทำอันตรายแก่สัตว์ จะไม่ละเมิดสิทธิของสงฆ์

รัชกาลที่ ๖ ก็รับคำ แล้วท่านก็ขอพระแสงประจำตัว คือมีปืนเล็กๆ กระบอกหนึ่ง แล้วก็มาเสก เสกแล้วก็ส่งให้
ท่านบอกว่า

"...ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าหากพระองค์ติดปืนกระบอกนี้อยู่ละก็ปืนอื่นจะยิงไม่ออก อาวุธทุกอย่างจะทำอันตรายพระองค์ไม่ได้"

พระองค์ก็บอกว่า "อาวุธอย่างนี้อาจจะไม่ติดตัวในบางขณะ แต่กระผมอยากจะให้ตัวผมเองไม่มีอันตรายจากอาวุธ"

ท่านก็บอก "ถ้าอย่างนั้นก็ก้มพระเศียรมา" รัชกาลที่ ๖ ก็ก้มพระเศียรลงไป ท่านก็ลงกระหม่อมให้ และก็บอกให้มหาดเล็กลองยิง ให้ยิงเดี๋ยวนั้น ก็ไม่ติด รัชกาลที่ ๖ มีความเลื่อมใสมาก

อันนี้เป็นปฏิปทาของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของ "หลวงพ่อปาน" สำหรับ "หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล" นั้น ท่านก็บอกว่ามีปาฏิหาริย์เหมือนกัน เพราะเป็นพระได้อภิญญาเหมือนกัน จะขอไม่เล่าประวัติของท่าน...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/12/17 at 08:21 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 6/3 ]

(Update 17 ธันวาคม 2560)


คนที่มีบารมีดี ย่อมได้พบอาจารย์ดี


.....ที่นำประวัติของคู่สวดและอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปานมาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อจะให้ทราบว่าคนที่มีบุญญาธิการ คือ "หลวงพ่อปาน" เวลาบวชแล้วปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล

คนประเภทนี้ที่มีบุญมาก มีบารมีมาก เมื่อบวชแล้วก็ดี หรือหวังปฏิบัติความดีใดๆ ย่อมจะได้อาจารย์ที่สำเร็จมรรคสำเร็จผลมาก่อน ไม่ใช่จะไปพบอาจารย์ที่สั่วๆ

หมายความว่าตัวเองก็ไม่ได้อะไร แต่ก็สอนลูกศิษย์ไปตามความรู้ความเห็น ที่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนี้ เมื่อตัวเองยังทำไม่ได้ผล ปฏิบัติอะไรไม่ปรากฏผล แล้วจะสอนคนอื่นให้เขาทำได้อย่างไร

อย่างนี้ถ้าจะเปรียบเทียบให้ฟังก็เช่นเดียวกับครูโรงเรียน ครูเองก็ไม่มีความรู้ในวิชาการต่างๆ แล้วจะไปสอนศิษย์ให้มีความรู้ได้อย่างไร

หรือว่าคนที่สอนวิชาช่าง แต่ตัวเองไม่ได้เป็นช่าง ทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง แล้วก็จะสอนคนอื่นให้เขาเป็นช่างได้อย่างไร

ข้อนี้มีอุปมาฉันใด แม้ความรู้ในพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นพระ คือพระต้องมีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณแจ่มใส

แต่ทีนี้ถ้าคนสอนคนอื่นให้เป็นพระ แต่ทีนี้ตัวเขาไม่เป็นพระ เขายังเป็นผู้ละเมิดต่อกฎบัญญัติคือศีล ไม่เคารพในศีล ปฏิบัติศีลได้ไม่ครบถ้วน

สมาธิคือฌานสมาบัติไม่มี วิปัสสนาญาณไม่ปรากฏ คือจิตยังตกอยู่ในอำนาจของกิเลสและตัณหา แล้วคนประเภทนี้ถ้ามาเป็นพระอุปัชฌาย์หรือคู่สวด อบรมสั่งสอนพระ ก็จะสอนตามความเห็นชอบของตัว

ตัวเองเป็นคนโลภในลาภสักการะ ติดในรูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัส มัวเมาในยศถาบรรดาศักดิ์ ติดอยู่ในความสุข และพอใจในคำสรรเสริญ ก็จะสอนลูกศิษย์ลูกหาให้มีอารมณ์เหมือนกัน ตกเป็นทาสของกิเลสและตัณหาเหมือนกัน

เพราะตัวเองก็สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย กลายเป็นพระเศรษฐี พระรํ่ารวย มีเจ้าหนี้มีลูกหนี้ ซื้อสวน ซื้อนา ซื้อไร่ ซื้อวัสดุต่างๆ ไว้เป็นสมบัติของตน

ลูกศิษย์ก็คงจะคิดว่าอาจารย์ของเรานี้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วก็จะทำตามแบบอาจารย์ หรือเป็นคนเจ้าโมโหโทโส ผูกพยาบาทจองเวร จองล้างจองผลาญคนอื่น ชอบแช่งชักหักกระดูกคนอื่นให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ มีวาจาร้ายมีจิตชั่ว

ลูกศิษย์ไม่เห็น เมื่อตัวอยู่ใกล้ๆ กับอาจารย์ เมื่อเห็นอาจารย์ปฏิบัติอย่างนั้นเขาก็จะคิดว่าอย่างนี้เป็นความดี พระควรปฏิบัติอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 17/12/17 at 07:57 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 6/4 ]

(Update 24 ธันวาคม 2560)


คนที่มีบารมีดี ย่อมได้พบอาจารย์ดี (จบ)


.....รวมความว่า ถ้าตัวเองไม่ใช่พระก็จะสอนใครให้เป็นพระไม่ได้ คนประเภทนี้เป็นอาจารย์ที่ไม่มีความหมาย มีศีลไม่บริสุทธิ์ มีสมาธิไม่ตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณไม่แจ่มใส ท่านที่มีบุญบารมีมากๆ ท่านไม่เกิดในสำนักเหล่านั้น ท่านไม่ได้บวชไม่อยู่ในสำนักเหล่านั้น

ถ้าสำนักใดครูบาอาจารย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในกฎของความดีคือเป็นพระจริงๆ มีความเคร่งครัด มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณแจ่มใส เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อปาน คู่สวดก็ได้อภิญญาทั้ง ๒ องค์ คือ

๑. หลวงปู่คล้าย
๒. หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล


สำหรับพระอุปัชฌาย์ก็เป็นพระทรงอภิญญา ทั้ง ๓ ท่านมีอภิญญาทั้งสิ้น ฉะนั้นเมื่อท่านเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้าคือปรารถนาพุทธภูมิ ท่านจึงได้ครูบาอาจารย์ที่เหมาะสม ที่สมควรแก่การสอน

คือมีความรู้ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้จัดว่าเป็นบารมีของท่านบังคับจริงๆ บารมีดลบันดาลให้พบครูบาอาจารย์เช่นนี้

"...จงจำไว้ว่าคนดีย่อมพบอาจารย์ดี คนที่มีบารมีย่อมพบอาจารย์ที่มีบารมี"

ฉะนั้นคนที่จะบรรลุมรรคผลใดๆ หรือแม้ว่าจะปฏิบัติกรรมฐานได้ในขั้นฌานโลกีย์อันนี้ก็ต้องพบอาจารย์ดีที่มีฌานสมาบัติ คนที่พบครูบาอาจารย์ที่ได้ฌานโลกีย์ก็ดี หรือเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์

อันนี้เป็นของพบได้ยาก เป็นของค้นคว้าได้ยาก คนที่ต้องมีบารมีสมควรเท่านั้น ถ้ามีบารมีไม่สมควรจะไม่พบครูบาอาจารย์ประเภทนี้ได้เลย

สำหรับหลวงพ่อปานท่านเป็นพระที่มีบารมี เพราะว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิมาตั้งแต่ในชาติก่อน ท่านจึงได้มาพบกับครูบาอาจารย์ของท่าน แม้แต่คู่สวดหรือพระอุปัชฌาย์ก็เป็นพระผู้ทรงอภิญญาทั้งสิ้น

และนอกจากนั้นครูบาอาจารย์ของท่านในกาลต่อไปข้างหน้า แต่ละองค์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพระผู้ได้อภิญญาสมาบัติ หรือเป็นพระอรหันต์หลายท่านด้วยกัน ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปข้างหน้า..


วัดบางปลาหมอในอดีต


...วัดบางปลาหมอ อยู่ในอำเภอเสนา "วัดบางปลาหมอ" เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมชื่อ "วัดประชุมญาติ" เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 กลายเป็นวัดร้างไป

ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 หลวงปู่สุ่นนอกจากเก่งในทางวิปัสสนาแล้ว ท่านยังเป็นพระที่มีวิชาในทางรักษาโรคด้วย ต่อมาชื่อวัดได้เพี้ยนไปกลายเป็น “บางปลาหมอ” จนปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ ๕

โดยหลวงปู่สุ่นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด ในยุครัตนโกสินทร์ได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ ถวายนามว่า “พระไสยาสน์มงคลสรรเพชญ”


(ตามภาพ - เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันกำลังชี้มือไปที่องค์พระ ซึ่งถูกโจรลอกทองเอาไปจนเป็นข่าวโด่งดัง)

แต่เดิมพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำน้อย ถึงหน้าน้ำก็มักจะถูกน้ำท่วมเกือบทุกปี จนกระทั่ง "หลวงพ่อวัดปากน้ำวัดภาษีเจริญ" ได้มาเห็นสภาพท่านจึงเป็นผู้นำชาวบ้านให้ช่วยกันชะลอพระนอน จากริมแม่น้ำขึ้นมายังที่ประดิษฐานปัจจุบัน

การย้ายครั้งนั้นองค์เกิดเสียหาย ทำให้ได้ทราบว่า โครงสร้างภายในทำด้วยโอ่งจำนวนหลายสิบใบนำมาเรียงกัน เมื่อเคลื่อนย้ายโอ่งจึงแตกรักษาไว้ได้เพียงพระเศียร และพระกร ส่วนอื่นต้องก่ออิฐถือปูนขึ้นรูปใหม่ แล้วบุด้วยทองเหลืองเช่นที่เห็นทุกวันนี้


ข้อมูลและภาพ - เว็บเกี่ยวกับวัด/โรงเรียนบางปลาหมอ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 24/12/17 at 04:29 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 6/5 ]

(Update 31 ธันวาคม 2560)


ฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อสุ่น


.....อันนี้จะเล่าถึงตัวท่าน ท่านบอกว่าเมื่อได้เห็นอาการอย่างนั้น จากพระอุปัชฌาย์และคู่สวดก็มีความเลื่อมใสมาก ก็เลยจำพรรษาอยู่วัดบางปลาหมอ ๑ พรรษา คือพรรษาแรก ทั้งๆ ที่จะไกลบ้านสักหน่อยก็ตามที แต่เพราะอาศัยจิตที่รักวิชาประเภทนี้คือกรรมฐาน

หลวงพ่อสุ่นได้เริ่มสอนหลวงพ่อปานให้เริ่มฝึกพระกรรมฐานตามแบบ วิสุทธิมรรค คือใน กรรมฐาน ๔๐ ครบถ้วน โดยให้ท่องหัวข้อกรรมฐาน ๔๐ ให้จำได้ และก็แนะวิธีการปฏิบัติทุกอย่าง ตามในหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน

แล้วต่อแต่นั้นไปเมื่อหลวงพ่อปานมีความสนใจในด้านอภิญญาสมาบัติ หลวงพ่อวัดบางปลาหมอ คือหลวงพ่อสุ่น ก็มอบกุญแจให้หนึ่งดอก แล้วบอกว่า

"ปาน..ถ้าแกอยากจะได้อภิญญาแล้วละก็ แกต้องหัดเป่ากุญแจดอกนี้ให้หลุด"

คือกุญแจดอกนั้นท่านกดติดกันมาแล้ว และให้คาถาไว้บทหนึ่ง ท่านบอกว่า...กุญแจดอกนั้นนะ ฉันเป่าทุกวัน มีการเสกคาถาเป่าทุกวัน วันละหลายสิบครั้ง จนกุญแจดำ ดำที่เคลือบไปด้วยสีน่ะ สีลอกหมด ขาวเป็นเงินทีเดียว สีกุญแจนี่ขาวเป็นเงิน

เพราะว่าการจับไปจับมา จับมาจับไปนี่สีมันก็ลอก ผลที่สุดก็กลายเป็นขัดกุญแจไป เหล็กแท้ๆ ขาวผ่อง ท่านบอกว่า ไอ้ที่เป่ามันไม่ออก ก็เพราะสมาธิมันดีไม่พอ อารมณ์จิตมันยังคิดข้องอยู่ เวลาที่เสกคาถาก็นึกอยากจะให้กุญแจหลุด

มาวันหนึ่งตอนเช้า ท่านตื่นขึ้นมาแต่เช้า แต่ยังไม่ทันจะว่าคาถา นึกว่าไหนลองเป่าดูซิ ไม่ว่าคาถากุญแจจะหลุดไหม เพราะว่าจิตน่ะความจริงมันทรงสมาธิอยู่ เพราะภาวนาคาถาบทนั้น ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ได้ขาด ไม่ยอมให้ว่าง พอหยิบกุญแจขึ้นมาเป่า ก็ปรากฏว่าหลุดทันที

ทีนี้..ต่อไปเมื่อไหร่ก็ตาม เมื่อหยิบกุญแจขึ้นมาเป่า จะว่าคาถาหรือไม่ว่ากุญแจมันก็หลุด ต่อมาเมื่อดอกเดียวไม่พอ ก็เอามาเป่าคราวเดียวสองดอกสามดอก มันก็หลุด ผลที่สุดหนักๆ เข้าก็เอากุญแจมาแขวน แขวนในราวเป็นราวๆ อุดเข้าไว้ พอเอามือตบราวทีเดียวกุญแจก็หลุด

ท่านบอกนั่นสมาธิมันทรง คือตั้งตัวเสียได้ รู้จักวางกำหนดใจ กำหนดจิตเข้าสู่อารมณ์ พอเหมาะพอดี เมื่อ หลวงพ่อสุ่น ได้ทราบอย่างนั้นแล้ว ท่านก็มาบอกว่า

"ปาน..อารมณ์จิตแบบนี้แหละ มันเป็นอารมณ์จิตสำหรับอภิญญา เพราะว่า อภิญญาสมาบัติ จะต้องทรงสมาธิแน่นอนอย่างนั้น"

เมื่อท่านทราบอารมณ์ของสมาธิสำหรับการจะบำเพ็ญ อภิญญาสมาบัติ แล้ว ในที่สุด..ท่านก็พยายามเจริญกรรมฐานทุกกองเท่าที่ หลวงพ่อสุ่น ให้ปฏิบัติ ถึงระบบฌานในที่สุดของกรรมฐานกองนั้น ๆ ทั้งหมด ปรากฏว่าภายในพรรษาเดียว ท่านทรงกรรมฐานในด้านสมถะได้เกินกว่า ๑๐ กอง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 31/12/17 at 07:35 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 6/6 ]

(Update 7 มกราคม 2561)


หลวงพ่อปานไปเรียนบาลีที่กรุงเทพ


.....ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อสุ่น ได้เรียกหลวงพ่อปาน เข้าไปหาแล้วบอกว่า..

"ปาน...การบวชนี่ถ้าเราจะเรียนแต่เพียงสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียว ก็ไม่สมควร เพราะว่าเธอจะต้องโตต่อไป ฉันพิจารณาดูแล้วว่าบุญบารมีของเธอนี้มาก จะต้องปกครองพระ จะต้องบวชตลอดชีวิต

ฉะนั้น คนที่จะเป็นครูบาอาจารย์คนอื่น ต้องมีความรู้รอบตัว ไม่ใช่ว่าเฉพาะว่าเจริญกรรมฐานอย่างเดียว คืออย่างใดอย่างหนึ่ง เท่าที่รู้ตามลำดับนี้

การปฏิบัติกรรมฐานให้ได้มรรคผลน่ะ เป็นการสมควร แต่ทว่ายังแคบนัก ควรจะมีความรู้ในด้านพระพุทธศาสนา ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ควรรู้ทั้ง "อรรถะ" และ "พยัญชนะ" หมายความว่ารู้ทั้ง คำอธิบายและต้นบทแห่งพระบาลี

และท่านก็บอกว่า ต่อแต่นี้ไปออกพรรษาแล้ว เธอก็ควรจะไปศึกษาพระปริยัติธรรม ที่เมืองบางกอกคือกรุงเทพ ฯ เสียก่อน ศึกษาให้มีความรู้ ให้มีความเข้าใจ เรียนบาลีให้แปลหนังสือออก จะได้แปลพระไตรปิฎกได้ จะได้มีความรู้เข้าใจชัด

เมื่อแปลหนังสือได้แล้ว ก็จะได้นำเอาหลักสูตรต่าง ๆ มาเป็นเครื่องค้นคว้าสำหรับสอนศิษยานุศิษย์ จึงจะสมควร และสำหรับด้านสมถะวิปัสสนานั้นก็ไม่ควรจะละ ขณะที่เรียนพระปริยัติ ก็ควรจะปฏิบัติไปด้วย เพราะว่าการศึกษาพระปริยัติ ต้องใช้ความจำมาก

ภาษาบาลี ในสมัยที่เรียน "มูลกัจจายน์" กว่าจะแปลศัพท์ได้แต่ละตัว ก็ต้องตั้งสูตรต้องวิเคราะห์กันมามาก เขาเรียกว่า "สูตร" ลงตัวทีละตัวต้องจำสูตรได้ แล้วสูตรทั้งหมด ปรากฏมีหลายร้อยสูตร และต่อจากนั้นไป ก็ต้องจำ "ธาตุ" จำ "ปัจจัย" จำ "วิภัติ" จึงจะแปลหนังสือได้ครบถ้วน

ขณะที่จำ "ธาตุ" "ปัจจัย" "วิภัติ" ได้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก็รู้จัก "สัมพันธ์" การเดินประโยค การแปลหนังสือภาษาบาลี ย่อมไม่เหมือนภาษาอื่น มีไวยากรณ์ที่มีความลึกซึ้ง ละเอียดลออมากบอกเพศครบ ทุกอย่างละเอียดลออ

เมื่อหลวงพ่อปานตกลงที่จะศึกษาตามท่าน ท่านก็ส่งให้ไปอยู่ "วัดสระเกศ" ไปเรียนอยู่ที่นั่น ๖ ปี เป็นพรรษาที่ ๗ ท่านเรียนจบบาลีในสมัยนั้นแต่ไม่ได้สอบ แปลถึงพระอภิธรรม

แต่ท่านเล่าให้ฟังว่า ขณะที่แปลหนังสือนั้น พอแปล "วิสุทธิมรรค" ซึ่งเป็นหลักสูตรของประโยค ๘ ท่านมีความสนใจมาก ท่านแปลจนกระทั่งจำได้ทั้งหมดในกรรมฐานทั้ง ๔๐ ในศีลนิเทศ ในสมาธินิเทศ ในปัญญานิเทศ

สำหรับด้านวิสุทธิมรรค "ศีลนิเทศ" ท่านว่าด้วยศีล ละเอียดลออมากกว่าที่เรารู้กันปัจจุบันนี้มาก ถ้าใครเคยอ่านวิสุทธิมรรคในศีลนิเทศแล้ว ย่อมมีความเข้าใจศีลได้ครบถ้วน เพราะวิธีการปฏิบัติศีล มีมากมายเหลือเกิน จัดเป็นกระดาษพิมพ์สำหรับแปดหน้ายก ต้องใช้หนังสือตั้งหลายร้อยหน้า นี่เฉพาะศีลอย่างเดียว

สำหรับ "สมาธินิเทศ" ก็หนังสือแปดหน้ายกหลายร้อยหน้าเหมือนกัน "ปัญญานิเทศ" ในส่วนวิปัสสนาญาณก็เหมือนกัน ท่านบอกว่า ท่านแปลได้คล่องและก็จำเนื้อความได้ทั้งหมด เรียกว่าไม่จน เวลาต่อมา ในสมัยที่ท่านเป็นนักเทศน์ท่านใช้ "วิสุทธิมรรค" เป็นพื้น การอธิบายในวิสุทธิมรรคท่านอธิบายได้ถึง ๕ ชั้น

คำว่า "อธิบาย ๕ ชั้น" นี่อธิบายตั้งแต่ยากลงมาหาง่าย ๕ ระดับด้วยกัน คนฟังทุกระดับชั้นฟังเข้าใจหมด คือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ดูเหมือนจะง่ายกว่าหนังสือคู่มือปฏิบัติกรรมฐาน ตามที่ฉันเขียนไว้เสียอีก

เพราะนั่นฉันก็เขียนตามความสามารถของฉัน ฉันเขียนไว้แล้วอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ อยู่แล้ว แต่คำอธิบายของท่าน ที่อธิบายให้ฉันฟังในเวลาปฏิบัติพระกรรมฐาน ท่านอธิบายให้เข้าใจง่ายยิ่งกว่านั้น นี่ปัญญาของท่านดี ท่านมีความฉลาด


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/1/18 at 07:43 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 7 ]

(Update 14 มกราคม 2561)


หลวงพ่อปานกลับมาบูรณะวัดบางนมโค


(รูปปั้นหลวงพ่อสุ่น ณ วัดบางปลาหมอ)


.....เมื่อท่านกลับมาถึงวัด ทีแรกก็กลับเข้ามาวัดบางปลาหมอ หลวงพ่อสุ่น ก็บอกว่า ปาน..วัดบางปลาหมอ นี่มันมีวัตถุครบถ้วนทุกอย่าง มีโบสถ์ มีศาลา มีกุฏิ มีอะไรต่ออะไรพร้อม แต่ว่า วัดบางนมโค นี่ยังไม่มีอะไร เป็นวัดร้างมาก่อน

หลวงปู่คล้าย มารื้อถอนขึ้น เป็นวัดโบราณจริง ๆ เป็นวัดเก่า มีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ที่วัดนั้น เธอจงไปบูรณะ วัดบางนมโค เถิด เป็นวัดในตระกูลของเธอ และเธอควรจะบูรณะให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เธอทำได้ เพียงท่านมีบัญชา หลวงพ่อปานก็ปฏิบัติตาม และท่านสั่งว่า....

เมื่อไปถึงวัดละก็ให้สร้างเจดีย์ก่อน ท่านบอกสถานที่ให้สร้าง ท่านบอกว่า ที่ตรงนั้น หน้าโบสถ์เก่า มีพระบรมสารีริกธาตุโบราณ ท่านโบราณาจารย์ฝังเอาไว้ ๓ องค์

เมื่อมาถึงแล้ว ท่านก็เริ่มปรารภการสร้างเจดีย์ ชาวบ้านเขาก็เห็นชอบด้วย แล้วพร้อมกันนั้น ท่านก็ตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม สอนบาลี และก็สอนนักธรรม คือความรู้ในด้านพระธรรมวินัยตามที่ศึกษามา

ปรากฏว่ามีนักเรียนทั้งหมด ประมาณสัก ๓๐๐ คนเห็นจะได้ ท่านว่าอย่างนั้น คนที่อยู่หัวเมืองต่างๆ ที่มีความสนใจไปเรียนกัน แม้กระทั่งคนที่อยู่เป็นชาวเหนือ ชาวจังหวัดพิษณุโลก เชียงใหม่ ก็ยังลงไปเรียนกับท่าน

นี่แสดงว่าท่านมีความรู้รอบจริงๆ ฉันเองก็เห็นว่าท่านมีความรู้รอบ สมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ฉันสอบเป็นมหาเปรียญ แปลหนังสือยังสู้ท่านไม่ได้

ท่านยังสอนแนะนำอีกตั้งหลายอย่าง และในด้านความรู้รอบตัวในทางพระพุทธศาสนา ท่านก็มีความรู้มาก ท่านเป็นนักเทศน์ถามอะไรท่านไม่จน

เมื่อขณะที่ท่านมาสร้างเจดีย์ ท่านบอกว่ามีพรรษาย่างเข้าพรรษา ๘ เพราะว่าบวชอยู่วัดบางปลาหมอ ๑ พรรษา อยู่กรุงเทพ ฯ เสีย ๖ - ๗ พรรษา

ฉันต้องทำงานเองทุกอย่าง ต้องดำกรวดดำทรายเอง ตัวดำเป็นนิล เพราะอาศัยอยากได้บุญ อยากจะเกื้อกูลพระพุทธศาสนา แต่ว่าชาวบ้านเขาก็สงเคราะห์ฉันดีทุกอย่าง วัสดุก่อสร้างทั้งหมด และกำลังก่อสร้างทั้งหมด ฉันได้อาศัยชาวบ้านเขาทุกอย่าง

นี่เพราะเจดีย์นี้สร้างอยู่ปีหนึ่ง เพราะเจดีย์องค์นี้ก็สูงมากอยู่ เห็นจะเกือบ ๒๐ วา มีฐานใหญ่ เมื่อสร้างพระเจดีย์แล้ว ท่านก็เปิดช่องไว้สำหรับบรรจุพระ นี่เป็นอันดับแรก

เรื่องการเจริญพระกรรมฐาน ท่านบอกฉันไม่เคยขาด ฉันปฏิบัติครบถ้วนทุกอย่างตามที่ครูบาอาจารย์แนะนำ แล้วก็ทำเป็นปกติ ทั้ง ๆ ที่จะทำงานเหน็ดเหนื่อย ฉันก็ปฏิบัติกรรมฐาน ถึงแม้ว่าจะต้องสอนหนังสือลูกศิษย์ลูกหา ฉันก็ปฏิบัติพระกรรมฐาน ฉันไม่ยอมให้เวลาของกรรมฐานว่างจากจิตใจของฉันเลย

คนที่เขาจะเข้าถึงความดี เขาปฏิบัติกันอย่างนี้ คนที่มีบารมีจริงๆ เมื่อเกิดมาอยู่ในสำนัก ก็พบพระอรหันต์ถึง ๓ องค์ คือคู่สวด ๒ องค์ และพระอุปัชฌาย์ ๑ องค์ นี่เป็นอันดับแรก และเป็นพระอรหันต์ขั้นอภิญญาสมาบัติเสียด้วย หมายความว่าเป็น อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มีเดช สามารถจะทำอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ได้

ในเมื่อศิษย์อยู่ในสำนักของครู ที่มีความสามารถ ครูทำอะไรต่ออะไรที่บุคคลอื่น ไม่สามารถทำได้ให้ปรากฏ จิตใจก็เริ่มใส มีอารมณ์ตั้งมั่น อันนี้เป็นกฎแห่งธรรมดา

ในเมื่อหลวงพ่อปาน ท่านอยู่ในสำนักของครูบาอาจารย์ ที่มีความรู้มีความสามารถ อย่างนั้น ท่านก็เลยกลายเป็นพระอภิญญาอย่างครูบาอาจารย์

แต่เรื่องอภิญญาของท่านนี้ จะงดไว้ก่อนจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่มาท่านบอกว่า ในเมื่อมีลูกศิษย์ลูกหามาก ไม่มีอะไรจะเลี้ยง ก็ต้องเป็นนักเทศน์ ใครนิมนต์ไปเทศน์ก็เทศน์โปรด เขาให้มาได้บ้าง มีอะไรเท่าไหร่ก็หาเอาเป็นอาหารเลี้ยงลูกศิษย์ลูกหาจนหมด

ตามปกติท่านตั้งโรงครัวใหญ่ทุกวัน แม้ว่ากระทั่งเวลาที่ฉันไปบวชก็เหมือนกัน ท่านหุงข้าวด้วยกระทะ ให้มีคนหุงข้าวด้วยกระทะ เป็นกระทะๆ วันหนึ่ง ๓ กระทะทุกวัน กับข้าวที่ชาวบ้านให้มาไม่พอ ท่านก็เอาเงินที่มีอยู่ ซื้ออาหารเลี้ยงพระเลี้ยงคน นี่ท่านเลี้ยงคนมาก


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 14/1/18 at 03:43 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 8 ]

(Update 22 มกราคม 2561)


น้ำมนต์และยาของหลวงพ่อปาน


...หลวงพ่อปานนอกจากเป็นนักเทศน์แล้ว ท่านก็เป็นหมอ วิชาหมอของท่าน ท่านบอกว่าท่านได้จากกรรมฐาน ท่านทำนํ้ามนต์รักษาโรคทุกอย่าง แล้วก็ยาประจำของท่านก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือ

...๑. ยาใบมะกากับข่าหม้อหนึ่ง
...๒. ยาใบมะกากับยาแพรกหม้อหนึ่ง


ถ้าคนป่วยเป็นสตรีที่มีครรภ์ หรือว่าไม่ใช่สตรีที่มีครรภ์ แต่เป็นโรคปวดศีรษะ ท่านให้กินยาใบมะกากับหญ้าแพรก

ถ้าคนป่วยที่ไม่ใช่สตรีมีครรภ์ หรือไม่เป็นโรคปวดศีรษะ ท่านให้กินยาใบมะกากับข่า เพียงแค่ ๒ อย่างนี้หาย

และนอกจาก "นํ้ามนต์" กับ "ยาใบมะกา" แล้วก็มี "โรคเรียกลม" คือคนไข้นั่งเป็นแถว ๆ เรียงหน้ากระดาน ท่านก็เอามีดหมอสับลงที่กระดานห่างๆ

คนไข้จะมีอาการดิ้นโอดครวญร้องโวยวาย ถ้าเป็นโรค ถ้าโรคนั้นหายแล้วก็จะไม่มีความรู้สึกอะไร นี่เป็นวิชาหมอของท่าน

พอเวลาคนไข้ที่จะมารักษา ท่านก็มีวิธีตรวจคือ "ให้กินหมาก" เสกหมากให้หนึ่งคำให้กิน คนไข้บางคนหมากนั้นหมากอย่างเดียวกัน อาจจะมีรสหวานรสขมรสเปรี้ยวรสยัน

บางทีก็ร้อนหูร้อนหน้า อาการอย่างใดปรากฏ ก็บอกอาการถึงว่าเป็นโรคอย่างนั้น ถ้าคนที่ไม่เป็นอะไรเลย ก็กินหมากอร่อย ไม่ยันไม่เปรี้ยว ไม่ขมไม่ขื่น

นี่เป็นวิธีตรวจโรคของท่าน
ถ้าลองท่านตรวจโรคแบบนี้ ถ้าไม่ปรากฏตามอาการที่ท่านพอจะรักษาได้ ท่านบอกว่าโรคอย่างนี้ต้องไปโรงพยาบาล

ท่านไม่กักโรคเอาไว้ คือไม่ใช่เป็นหมอเดาสุ่ม เพราะโรคอย่างไหนก็ตามถ้าท่านรับไว้รักษา ถ้าลองท่านรับรองคนนั้นหายทุกคน

สมัยที่ฉันบวชใหม่ ๆ ยาหม้อหนึ่งก็ราคา ๑ บาท หมายความว่า ทั้งหม้อด้วยทั้งใบมะกากับข่า หรือ ใบมะกากับหญ้าแพรก

อีกประมาณ ๑ บาท หรือบางทีก็ไม่ถึง ๑ บาท แค่ ๗๐ - ๘๐ สตางค์ เคยมีคนไข้ที่มารักษากับท่าน มีเกือบทุกโรค โรคมีเกือบทุกอย่าง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/1/18 at 04:51 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 8/1 ]

(Update 30 มกราคม 2561)


พบลาวเก่งวิชาไสยศาสตร์


...ไอ้ที่เขาเรียกว่า "โรคคุณไสย" อย่างนี้ฉันเคยเห็น แล้วโรคแปลกออกไปที่เขาเรียกว่า 'คุณคน' คำว่า 'คุณคน' ในที่นี้เป็นอาคมอย่างหนึ่งที่เขาเสกวัตถุแล้วให้เขาไปอยู่ในกายของเรา

อันนี้ฉันเคยเห็นกับตา ตอนนั้นยังไม่ค่อยจะเชื่ออะไร เพราะก็ไปจากสำนักของหมอ คือเป็นนักวิทยาศาสตร์นิดๆ

ท่านบอกว่า "คุณคน" นี่มีอานุภาพมาก ถ้าหากว่าใครเขาทำกันเข้า ถ้าเป็นของใหญ่ ภายใน ๗ วัน ต้องตายภายใน ๗ วัน ถ้าของมันขยายตัว ฉันฟังแล้วก็เฉยๆ


วันหนึ่ง ปรากฏว่ามีเด็กสาวคนหนึ่ง อยู่บ้านสามกอ เป็นเด็กสาวรุ่นๆ พอเขานำเอามาหาท่าน เขาก็ต้องหามขึ้นมา เธอลุกไม่ขึ้น รู้สึกว่าอาการไม่ดี มีท่าทางใกล้จะตาย ฉันก็เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ เห็นจะไม่รอด แต่ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เขาถามว่า เป็นอะไร

ท่านบอกว่า ถูกคุณคน ท่านก็เลยบอกว่า ให้เอาเด็กคนนั้นไปวางไว้ที่หน้าตุ่มนํ้ามนต์ แล้วก็สั่งให้ฉันไปรดนํ้ามนต์ เมื่อฉันบวชแล้วฉันอยู่ใกล้ท่านมาก ท่านเรียกดูเรียกใช้ใกล้ชิด ฉันไม่มีคาถาอาคมอะไร ฉันถามว่าเวลารดต้องว่าคาถาอะไร

ท่านก็บอกว่า แกไม่ต้องว่าหรอก ไอ้เรื่องคาถานี่ฉันทำนํ้ามนต์ไว้หมดแล้ว แล้วท่านก็นั่งอยู่ไกล คุยกับแขก

เพราะว่าคนไข้ที่ไปรักษาไปหาท่านและ ไปกลับนี่วันละหลายร้อย ๒๐๐-๓๐๐ คน วันละไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน เต็มหมด แขกมาก และการรักษาของท่านไม่เคยปรารภเงิน ใครจะให้หรือไม่ให้ก็ตามใจ นี่เป็นปฏิปทาของท่าน


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 30/1/18 at 05:05 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 8/2 ]

(Update 7 กุมภาพันธ์ 2561)


เด็กสาวถูก "คุณคน"


...ท่านก็คุยไป ฉันก็รดนํ้ามนต์ไป พอรดไปสักประมาณสัก ๑๐ ขัน เด็กคนนี้ก็รู้สึกว่าอาการดีขึ้น ดิ้นร้อง ทีแรกนอนเข้าตรีทูต

เมื่อรดไป ๆ เธอก็ดิ้นจัด หนักเข้าๆ ฉีกเสื้อฉีกผ้านุ่ง แล้วก็ล้มฟุบลงไป ฟุบนอน ควํ่าลงไป เสื้อแสงไม่มีแล้วขาดหมด ฉีกเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน คนยืนดูมุงกันเป็นตับ เธอก็ร้องใหญ่ หลวงพ่อปานก็สั่งให้รดหนักเข้า

เมื่อรดหนักเข้า ๆ ทั้ง ๆ ที่เสื้อแสงเธอไม่มี ไอ้หน้าอกคือตัวของเธอก็เห็นกันหมดแล้วว่าไม่มีอะไร เมื่อเธอล้มฟุบลงไปอย่างนั้น พอรดหนักๆ เข้าเธอก็หายดิ้นนอนสงบ หลวงพ่อก็บอกให้รดใหญ่

ผลที่สุดเธอลุกขึ้นมาปรากฏว่า มีมีดอีโต้เล่มใหญ่เล่มหนึ่งเป็นสนิม ผูกสายตราสังข์ ๓ เปาะ เหมือนกับผูกผีหล่นดังเปรี้ยงลงข้างหน้า

ทุกคนที่เห็นพากันตะลึง คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีมีดขนาดใหญ่หล่นลงมาได้ แล้วท่านก็บอกให้นำมีดมา

ท่านบอกว่า นี่แหละ "คุณคน" เวลาเขาทำเขาเสกให้มันเล็ก เล็กลงไปๆ จนกระทั่งเล็กเกือบมองไม่เห็น แล้วก็ปล่อยให้มาเข้าเด็กคนนี้

ถามว่า เขาทำเด็กคนนี้เพื่ออะไร
ท่านก็บอกว่า เขารับจ้างนะ คนที่ทำนี่เป็นลาว ท่านรู้ด้วย

ท่านบอกว่า คนที่ทำนี่เป็นลาว เขารับจ้างมาทำ เขาจ้างฆ่าเด็กคนนี้ เพียงแค่ ๘๐ บาท
พอถามว่า ฆ่าอย่างนี้บาปไหมครับ

ท่านบอกว่า บาป..แต่ว่าการฆ่าแบบนี้ ทางบ้านเมืองลงโทษเขาไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์

นี่ปรากฏเด็กคนนั้นได้กลับไปบ้าน
ก็ให้ยันต์อันหนึ่งเรียกว่า "ยันต์ทอ" ติดตัวไป ท่านบอกว่ายันต์ทอนี้ห้ามถอด

แต่ก็ไม่กี่วัน เด็กคนนั้นก็กลับมาหาท่านอีก มาสภาพอย่างนั้น ถามได้ความว่าเด็กคนนั้นจะเข้าห้องส้วม ถอดเอายันต์ทอแขวนไว้หน้าห้อง ก็เข้าไปในห้องส้วม

พอถอดยันต์ทอ เข้าไปนั่งในห้องส้วมก็ถูกทำอีก นอนหงายล้มไม่รู้สึก เขาก็พามาหาท่านอีก

คราวนี้รดนํ้ามนต์แบบเก่า แต่สิ่งที่ออกมาจากกาย ( คือเธอก็ฉีกเสื้อฉีกผ้าตามเดิม มีสภาพอย่างนั้น เธอบอกว่ามันเจ็บ ) สิ่งที่ออกมาคราวนี้เป็นเหล็ก คือเลื่อยตัดเหล็ก ๖ เล่ม ผูกไขว้กัน

หมายความว่าผูกเป็น ๔ มุม แล้วก็มีสายตราสังข์เหมือนกัน ไอ้เลื่อยตัดเหล็กนี่ ถ้าผูกแล้วเอาวางไขว้กันอย่างนั้น เป็นสี่เหลี่ยมแล้วก็จะเข้าไปอยู่ในอก

ถ้าหากว่าจะปลอมเอาเข้ามา ไว้มันก็ปลอมไม่ได้แน่ เพราะมันใหญ่กว่าอกมากนัก มันยาวกว่า มันมีความกว้างมากกว่า ไม่รู้จะซ่อนที่ไหน และทั้ง ๆ ที่ของนั้นมันก็หลุดมา เวลาที่เธอไม่มีเสื้อไม่มีผ้าแล้ว อันนี้ก็เป็นอัศจรรย์


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/2/18 at 04:04 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 8/3 ]

(Update 15 กุมภาพันธ์ 2561)


ลาวคิดทำร้ายหลวงพ่อปาน


...อันนี้อยากจะเล่า เมื่อเล่าถึงตอนนี้แล้วนะ จริงๆ ตอนนี้มันก็เป็นตอนหลัง เล่าถึงอานุภาพของความเป็นหมอรักษาสิ่งที่ไม่น่าจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็อยากจะเล่าเรื่องนี้สืบไปเสียเลยทีเดียว คือว่า..

ต่อมาไม่ช้าปรากฏว่าหมอคนที่ทำเด็กคนนั้น เขามีความโกรธหลวงพ่อปาน เขาถือว่าเขาไม่ได้ค่าจ้าง เพราะการกระทำ

เมื่อเด็กคนนี้ไม่ตาย เขาก็ไม่ได้ค่าจ้างรางวัล เมื่อเขาเห็นว่าหลวงพ่อปานเป็นคนแก้โรคอย่างนี้หาย เขาก็จะจัดการกับหลวงพ่อปานเสียเอง

วันหนึ่งเวลาเย็น ปรากฏว่ามีลาวคนหนึ่งเดินมาทางหลังวัด เข้ามาอาศัยนอนอยู่ในป่าช้า คือมันมีกระท่อมเล็กๆ อยู่หลังหนึ่งที่คนตายชื่อว่า "ตาสุด"

เวลาตายแล้วเขาปลูกกระท่อมหลังนั้นเป็นที่เก็บศพ แต่ว่าขณะนั้นศพเผาไปแล้ว แต่ว่ากระท่อมเขาไม่ได้รื้อ เป็นที่อาศัยของพระเจริญสมณธรรม

พระที่เจริญกรรมฐานไปอยู่ที่นั่น เวลากลางวันกลางคืนตามแต่อัธยาศัย ลาวก็มานอนอยู่ในที่นั้น จ้างเด็กตักนํ้าไปให้ถังละ ๑ สตางค์

เมื่อลาวมาพักอยู่ในตอนเย็น เมื่อถึงเวลาตีสอง หลวงพ่อปานลุกขึ้นเรียกฉัน ฉันนอนอยู่ใกล้ๆ บอกให้ไปตามพระมาให้หมด ถึงตีสองแล้ว

ฉันก็ไปตามพระมา ไม่รู้ท่านประสงค์อะไรก็บอกว่า "พระมาครบถ้วนแล้วขอรับ"
ท่านก็บอกว่า "ดูอะไรนี่..!"

ฉันมองเห็นตะขาบตัวเท่าแขนฉัน ขดกลมอยู่หน้าเตียงของท่าน ก็ถามว่าอะไรครับหลวงพ่อ ท่านบอกนี่แหละ "คุณคน"

ถามว่า "ตะขาบเป็นคุณคนได้หรือครับ ตะขาบทำไมตัวโต"
ท่านบอก "เป็นตะขาบวิชา ไอ้ลาวคนนั้นมันทำฉัน มันจะฆ่าฉัน"

พอท่านบอกเท่านั้น พระหนุ่มๆ ก็ทำท่าฮึดฮัดจะไปเล่นงานลาว ท่านบอกไม่ต้อง กรรมของเขาให้เขารับไป อย่าไปทำเขา ถ้าทำแล้วมันบาป


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 15/2/18 at 07:40 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 8/4 ]

(Update 23 กุมภาพันธ์ 2561)


ลาวกลับใจ


...ท่านบอกว่า ตะขาบตัวนี้เขาเสกมาให้กัดฉัน ถ้ามันกัดฉันได้ละก็ฉันตาย แก้ไม่ทันหรอกมั้ง พวกแกนี่แก้ไม่ได้ ไม่มีใครมีความรู้ แก้ก็ไม่ทัน

แต่ว่าบังเอิญฉันตื่นขึ้นมาก่อน เห็นตะขาบมันวิ่งมาด้วยความไว ฉันก็เลยใช้หวายขีดเส้นสะกัด มันก็หยุดอยู่แค่เส้นที่ฉันขีด แล้วฉันก็เอาหวาย วนๆ มันก็ขดไปตามหวายที่ฉันวง

ท่านบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ ของๆ ใครก็ให้เขานะ เราไม่รับ เราไม่ได้ทำมานี่ แต่เมื่อเขาทำมาเราก็คืนให้เขา มันจะเป็นอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย

ท่านก็เอาหวายขีดวงย้อนกลับ คือคลายตัว ตะขาบก็คลายไปตามเส้นที่ท่านขีด เมื่อตะขาบตั้งตัวตรง คือคลายเป็นตัวตรงแล้ว ท่านก็เอาหวายเคาะกระดานข้างหลัง ตรง ๆ แต่ห่าง ๆ ตะขาบ ๓ ครั้ง

ตะขาบก็หายปั๊บไปทันตา ในพริบตาเดียว ไม่รู้ว่าตะขาบไปอย่างไร ทั้ง ๆ กุฏิก็มีข้างฝา ปิดหน้าต่างประตูหมด แต่ตะขาบหายออกไปอย่างไร..ไม่มีใครรู้

เมื่อตะขาบหายไปแล้ว ท่านก็สั่งว่ารีบไป
ถามว่ารีบไปไหนครับ

ท่านบอก พวกเธอรีบไปที่ลาวนั่น หามมันมาหาฉัน ประเดี๋ยวมันจะตายเสีย มันจะแก้ไม่ทัน ของๆ มันเล่นงานมันเสียแล้ว

พระทั้งวัดก็เฮโลไปที่ลาว ที่ไหนได้เจ้าลาวคนนั้น นอนร้องครวญครางฮือฮา บวมทั้งตัว พวกเราก็รีบหามมาหาท่าน ท่านก็ปล่อยให้ยังบวมอยู่อย่างนั้น ยังปวดอยู่อย่างนั้น แล้วท่านก็สอบสวนว่า

ตะขาบเธอทำมาใช่ไหม
ทีแรกเขาไม่รับ

ท่านบอก ถ้าไม่รับก็ตายเสียเถอะ เป็นของของเธอ ไม่ใช่ของของฉัน
ไอ้เจ้าลาวคนนั้นทนไม่ไหวก็บอกรับ รับว่าทำ

ถามว่า ทำทำไม
บอก จะฆ่าท่าน

ถามว่า จะฆ่าฉันทำไม
บอก จะฆ่าให้ตาย เพราะว่าทำมาทีไรก็แก้ได้ทุกที

ผลที่สุดท่านก็บอกว่า ถ้าหากเธอไม่ฆ่าฉัน ฉันจะไม่ตายเหรอ ฉันก็ต้องตายเหมือนกัน เธอจะฆ่าฉันให้มันบาปทำไม ในที่สุดลาวก็ขอให้ท่านแก้ ให้ท่านรักษาให้หาย ท่านก็บอกรักษาให้หายได้ แต่เธอต้องให้สัญญาก่อนว่า

๑. หายแล้ว เธอจะบวช
๒. เมื่อบวชแล้ว เธอจะละวิชาความรู้นี้ทั้งหมด ไม่ทำต่อไป


ถ้าเธอให้สัญญากับฉัน ฉันจะรักษา ถ้าเธอไม่ให้สัญญากับฉัน ฉันจะไม่รักษา เจ้าลาวคนนั้นดื้อแพ่งอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุด ก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว ก็ยอมรับ

เมื่อยอมรับท่านก็นำนํ้ามาขันหนึ่งมาทำเป็นนํ้ามนต์ เอามาพรมๆ แล้วให้ลาวคนนั้นดื่ม พอดื่มเข้าไปประเดี๋ยวเขาก็หาย ชักจะหายปวด บรรเทาปวดลงไป แล้วก็บอกว่า ชักจะปวดอุจจาระ

ท่านก็บอกว่า ให้ไปถ่ายอุจจาระที่กลางนอกชาน ให้ถ่ายร่องให้มันค้างดินอยู่ เราก็ไม่เข้าใจถามว่า หลวงพ่อทำไมทำอย่างนั้นละครับ มันสกปรก

ท่านบอก ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวเธอจะเห็นของดี ไอ้ของที่ออกมาไม่ใช่อุจจาระ เป็นไอ้ตะขาบตัวเมื่อกี้

ผลที่สุดก็เป็นความจริง เมื่อเขาถ่ายอุจจาระมาแล้ว ท่านก็บอกให้เอาไฟไปส่องดู ก็ปรากฏว่าเป็นโซ่เส้นเล็กๆ ผูกลวดหนามไว้เต็ม เอาลวดหนามพันเข้าไว้ นี่ตะขาบเขาทำด้วยโซ่พันไปด้วยลวดหนาม ในเมื่อเข้าไปในตัวแล้วมันก็บาดลำไส้ พุง อวัยวะต่างๆ

ท่านบอกว่า ของอย่างนี้เมื่อเข้าไปอยู่ในตัวแล้ว มันจะทำอันตรายเต็มที่ เพราะเขาทำเต็มที่ ถ้ามันขยายตัวเต็มที่เมื่อไหร่ อวัยวะภายในก็จะขาด เพราะมันทนต่อความถ่วงของเหล็ก หรือว่าทนต่อลวดหนามไม่ไหว


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/2/18 at 08:00 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 8/5 ]

(Update 3 มีนาคม 2561)


ลาวบวชแล้วได้อภิญญา


...ก็เป็นอันว่าลาวคนนั้นก็ยอมรับก็บวช เมื่อหายดีเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปนิมนต์ "พระครูรัตนาภิรมย์" มาเป็นอุปัชฌาย์ บวชให้ และลาวคนนั้น ก็เลิกจากการปฏิบัติอย่างนั้น

เพราะอาศัยที่เขาฝึกอย่างนั้นมีสมาธิสูงอยู่แล้ว เมื่อเวลาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา หลวงพ่อปานก็สอนให้เจริญพระกรรมฐาน รู้สึกว่าเขาทำได้ดีมาก ทำได้รวดเร็วมาก

จนกระทั่งได้อภิญญา พรรษาเดียวนะ เขาได้อภิญญา ๕ แต่ยังเป็นฌานโลกีย์ ทำอะไรต่ออะไรได้หมดทุกอย่าง เมื่อเขาทำได้แล้ว ฉันเองก็เข้าไปถามเขาว่า เสียดายความรู้เดิมไหม

เขาบอก ไม่เสียดาย แต่ว่าเสียดายเวลา เวลาที่ไปฝึกฝนความรู้เดิม ที่มันเป็นทางของบาป และ อกุศล ทำตนให้ตกไปในอบายภูมิ

ถ้ารู้ว่าวิชาอย่างนี้มีเขาศึกษาเสียนานแล้ว แล้วเขาก็ได้อภิญญานานแล้ว
เมื่อออกพรรษา เขาก็ขอลากลับ เพราะบ้านเขาอยู่จังหวัดอุบลราชธานี

เขาบอกว่าเขาจะไปสอนลูกศิษย์ลูกหาเขาปฏิบัติตามนี้บ้าง และก็เพื่อนของเขาอีกหลายคน ที่ยังใช้วิชาความรู้เดิม รับจ้างทำคนให้ตาย รับจ้างทำคนให้ป่วยไข้ไม่สบาย

เขาจะไปโปรดพวกนั้น ให้เลิกละจากกรรมประเภทนั้น ให้กลับมาประพฤติปฏิบัติในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน

ก่อนที่เขาจะไป หลวงพ่อปานได้เรียกมาฝึกวิปัสสนาญาณ ๓ เดือน เมื่อท่านพอใจแล้วท่านก็ส่งไป ก็ปรากฏว่าพระองค์นั้นเป็น "พระอภิญญา" และมีวิปัสสนาญาณพอสมควร เมื่อไปจังหวัด อุบลราชธานี ก็ได้ไปสอนลูกศิษย์ลูกหาให้ได้อภิญญาสมาบัติกันมากมาย

เมื่อถึงเวลาที หลวงพ่อปานไหว้ครู วันเสาร์ ๕ เดือนไหนก็ตาม ถ้าข้างขึ้น ๕ คํ่า ตรงกับวันเสาร์ หรือวันเสาร์ ๕ หลวงพ่อปาน ท่านต้องไหว้ครูท่าน

เขาก็พาลูกศิษย์ลูกหาของเขา สมัยนั้น ไอ้รถเรือมันก็ไม่ค่อยจะมี ต้องเดินกันมา ในระยะทางไกล จนกว่าจะถึงทางรถไฟรถยนต์

รถยนต์ก็หายาก ก็มีรถไฟเป็นส่วนมาก ต้องใช้เวลาตั้งเดือน ถึงจะมาถึงสำนักของอาจารย์ได้ เขาก็อุตส่าห์มากัน มากันใน "วันไหว้ครู" รู้สึกมากันคราวละมาก ๆ

ลูกศิษย์ของเขามีกี่คน เขาต้องพามาจนหมด เรียกว่าทุกคนต้องเก็บหอมรอมริบไว้ เพื่อวันเสาร์ ๕ เมื่อถึงวันเสาร์ ๕ ก็ต้องไหว้ครู ตามที่ครูบาอาจารย์กำหนดไว้ นี่รู้สึกว่าเคร่งครัดมาก

เป็นอันว่า วิชาหมอของท่าน ที่ท่านเรียนมานี่ เป็นประโยชน์มาก นอกจากจะรักษาคนไข้ให้หายแล้ว ยังได้ลูกศิษย์ลูกหาที่ดี ๆ สำเร็จอภิญญาสมาบัติก็มาก และเป็นนายช่าง เป็นอะไรต่ออะไรก็มี.. สวัสดี...


(โปรดติดตามตอน "ปฏิปทาของหลวงพ่อปาน" ต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/3/18 at 04:57 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 9 ]

(Update 11 มีนาคม 2561)


ปฏิปทาของหลวงพ่อปาน


"...เป็นอันว่า วิชาหมอของท่าน ที่ท่านเรียนมานี่ เป็นประโยชน์มาก นอกจากจะรักษาคนไข้ให้หายแล้ว ยังได้ลูกศิษย์ลูกหาที่ดี ๆ สำเร็จอภิญญาสมาบัติก็มาก และเป็นนายช่าง เป็นอะไรต่ออะไรก็มี

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ท่านรักษา ท่านไม่เคยเรียกเงินเรียกทอง ท่านทำเป็นสาธารณประโยชน์จริงๆ หมายความว่ารักษาให้ด้วยการสงเคราะห์จริง ๆ

เพราะอาศัยการสงเคราะห์เป็นปัจจัยนี่เอง เวลาที่ท่านจะสร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ ท่านไม่ต้องเรี่ยไร ฎีกาของท่านที่แจกออกไปนั้น ท่านบอกเลยว่าฉันจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ ( หลวงพ่อปานเนี่ย สร้างวัดถึง ๔๐ วัดกว่า )

....แต่ว่าการทำอย่างนี้ไม่มีการเรี่ยไร ฎีกาที่ใครได้รับไปแล้ว ถ้าบุคคลใดที่นำฎีกาไปแล้ว จะขอรับเงินมา ท่านบอกว่า " จงอย่ามอบมาเป็นอันขาด "

ฉันไม่ได้ใช้ไปเรี่ยไร เป็นแต่เพียงว่าฎีกานี้บอกข่าวเท่านั้น ถ้าใครจะทำบุญให้มาทำบุญกับฉันที่วัด อย่าไปทำหรืออย่าให้ กับคนที่ถือฎีกาเป็นอันขาด "

...ในฎีกาของท่านบอกไว้อย่างนี้เสร็จเรียบร้อย แต่ว่าทั้ง ๆ ที่ท่านจำกัดอย่างนั้นนะ คนที่อยู่ไกล ๆ บางทีเราจะคิดว่าถ้าไม่ฝาก เขาจะมาไม่ได้ ไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนที่ได้รับข่าวแล้วมาตามนัด หมายความว่ามาตาม กำหนดของฎีกาครบถ้วน

....ท่านจะสร้างโบสถ์สร้างศาลาสักเท่าไหร่ก็ตาม ท่านก็ทำได้ง่าย ๆ จะสร้างโบสถ์สักหลังหนึ่ง สร้างศาลาสักหลังหนึ่ง จะสร้างวัดสักวัดหนึ่ง ท่านสั่งของมาก่อน ท่านไม่ได้หาเงินก่อนแล้วสร้าง สั่งของมาทำจนเสร็จก่อน เมื่อเสร็จแล้วท่านก็ประกาศงานฉลอง

วันฉลองนี่แหล่ะเงินท่วมท้น หนี้สินที่มีอยู่เท่าไร ใช้หนี้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ นี่อาศัยบารมีแห่งการเมตตาบารมีใน การรักษาโรคของท่านด้วยการสงเคราะห์ ท่านไม่เคยที่จะคิดเงิน อะไรของท่านทุกอย่างที่แจกออกไป ไม่คิดเป็นเงินเป็นทอง


ผลแห่งความเมตตา

ดูไว้นะท่านผู้ฟัง ว่าผลแห่งการปฏิบัติกรรมฐาน หรือการปฏิบัติความดี กล่าวคือตั้งอยู่ในความเมตตาปรานี ในพรหมวิหาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาหมอของท่านก็ดี ท่านรักษาโรคก็ดี ท่านสอนหนังสือก็ดี หรือว่าท่านจะแจกข้าวแจกของ ไอ้ของปลุกเสกต่าง ๆ ที่ท่านแจก แต่ละครั้งท่านแจก ก็แจกเป็นสาธารณะจริง ๆ ท่านไม่เคยคิดว่าอย่างนั้นบาท อย่างนี้สลึง

เรื่องการแจกของไม่คิดเป็นเงินเป็นทองของท่านนี่ ฉันจะเล่าให้ฟังต่อกันไปเลย ตอนเล่าเรื่องของท่านนี่ รู้สึกว่าจะสลับสับสันกันอยู่มาก แต่ว่าฉันก็จะถือว่าถ้าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้ามันจะเข้าเนื่องถึงกันละก็ ฉันจะเล่าไปเลยจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/3/18 at 05:13 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 9/1 ]

(Update 20 มีนาคม 2561)


พระเครื่องหลวงพ่อปาน


...หลวงพ่อปานไม่ใช่ดีแต่เพียงว่ามีความรู้เป็นนักเทศน์ หรือแปลหนังสือได้ หรือว่าเป็นหมอเท่านั้น สิ่งที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ "พระเครื่อง"

พระเครื่องของท่านนี่ เขาเรียกกันว่า "พระ ๖ กษัตริย์" ข้างบนเป็นรูปของพระพุทธรูป ข้างล่างมีรูปสัตว์ คือ

๑. พระขี่หนุมาน ข้างล่างเป็นหนุมาน (บางรายเขาเรียกว่า "ขี่หนุมาน" หรือ "ขี่ลิง" บ้าง) แต่ตามแบบของท่านคือ "ขี่วานร" ก็คือ ขี่ลิง (ผู้เรียบเรียง - สมัยนี้เรียก "หนุมาน")

๒. พระขี่ไก่ ข้างล่างเป็นไก่
๓. พระขี่ปลา ข้างล่างเป็นปลา
๔. พระขี่เม่น ข้างล่างเป็นเม่น
๕. พระขี่นกกระจาบ ข้างล่างเป็นนกกระจาบ
๖. พระขี่ครุฑ ข้างล่างเป็นครุฑ

มี ๖ แบบ และแต่ละแบบ ย่อมมีอานุภาพต่างกัน รวมความว่าพระของท่านเป็นพระหมอ แล้วก็พระป้องกันอันตรายทั้งหมด

สำหรับ "พระขี่หนุมาน" ท่านถือว่าเป็นพระสำหรับทำนํ้ามนต์ รักษาโรคทุกอย่าง คนที่ได้รับไปแล้วจะอาราธนาทำนํ้ามนต์ รักษาโรคอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นหมอ ไม่ต้องไปเรียนมาจากใครเลย

เป็นแต่เพียงอาราธนาว่า ขอบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ กับหนุมานซึ่งเป็นสัตว์พาหนะ ขอจงทำนํ้ามนต์นี้ให้เป็นนํ้ามนต์รักษาโรคอย่างนั้นอย่างนี้ ให้หายโดยฉับพลัน ว่าอย่างนี้ ๓ หน

แต่ว่าก่อนจะว่าก็ต้องตั้ง "นะโม ๓ จบ" ว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" เสียก่อน เรียกว่าไหว้พระเสียก่อน อย่างนี้รักษาโรคได้ ตามความประสงค์ตามความจำเป็น


อานุภาพของพระ ๖ กษัตริย์

สำหรับ "พระขี่หนุมาน" ก็เป็นพระสำหรับทำนํ้ามนต์ รักษาโรคทุกอย่าง
สำหรับ "พระขี่ไก่" ก็เป็นพระสำหรับ เมตตาปรานี คือเป็นพระเมตตา
สำหรับ "พระขี่ปลา" ก็เป็นพระสำหรับค้าขาย
สำหรับ "พระขี่เม่น" ก็เป็นพระสำหรับเดินป่า ป้องกันอันตรายในป่า

สำหรับ "พระขี่นกกระจาบ" ก็เป็นพระที่มีอานุภาพในการทำนา คนที่จะทำนา ถ้าทำ นํ้ามนต์ด้วยพระขี่นกกระจาบ แล้วก็เอาไปพรม อย่างนี้ผลในนาจะได้ดี

สำหรับ "พระขี่ครุฑ" ก็มีอานุภาพในการคลอดบุตร ทำให้คนคลอดบุตรง่าย เป็นนํ้ามนต์ครรภ์รักษาด้วย อันนี้ตามรูปสัตว์นะ ตามตำราของท่านอธิบายไว้ แต่ทว่าแต่ละแบบก็ย่อมทำผงคนละอย่างๆ

คราวนี้เมื่อผงทั้ง ๖ อย่าง ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เอามาเคล้ารวมกัน เอามาบรรจุลงในพระองค์เดียวกัน รวมความว่าพระองค์เดียวใช้ได้หมดทุกอย่าง ตามที่ฉันพูดมาแล้วนี่...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/3/18 at 07:37 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 9/2 ]

(Update 28 มีนาคม 2561)


"ตำราของพระร่วง"
เรียนวิชามาจาก "อาจารย์แจง" สวรรคโลก


...แล้วนอกจากนั้น "พระเครื่องหลวงพ่อปาน" ยังป้องกันคุณผี ป้องกันคุณคน ป้องกันการกระทำต่าง ๆ ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ได้ตามสมควร

แต่ว่าจะกันคนตายนี่กันไม่ได้ ไอ้คนที่มันถึงเวลาตายจริง ๆ แล้วพระกี่องค์ก็คุ้มครองไม่ได้ แม้แต่พระเองท่านยังตาย

นอกจากจะทำนํ้ามนต์รักษาโรคแล้วนะ พระท่านยังใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อีกอย่างหนึ่ง คือเป็นประโยชน์สำคัญมาก นั่นคือ

ถ้าใครถูกสัตว์พิษกัด ไม่ว่าสัตว์พิษประเภทใด จะเป็นงูชนิดที่ร้ายแรงที่สุด หรืออะไรก็ตาม ให้เอาพระนี่ชุบนํ้าให้เปียก แล้วเอาหลังของท่านปิดลงไปตามแผล (แผลที่ถูกกัดนั้น) พระจะดูดพิษ

ในขั้นแรก เอามือกดลงไปเล็กน้อย คือคุมไว้อย่าให้พระหล่น สักครู่หนึ่งเวลาสัก ๒ - ๓ นาที พระจะเริ่มดูดพิษ เมื่อดูดพิษแล้ว พระจะติดเนื้อจนแน่น

ถ้าจะดึงก็ออกยาก
อย่างนี้ปล่อยมือได้ พอพิษหมดแล้ว ก็ระวังพระจะหาย เพราะว่าเมื่อพิษหมดแล้ว พระจะไม่ดูด พระจะหล่น

พวกที่ได้รับไปที่ได้รับประโยชน์มาก เช่น ทหารเรือในสัตหีบ สมัยฉันเคยแจกเขาไป แกได้ไปแล้ว แกเข้าไปในป่าถูกงูเห่ากัด แกรู้ตัวเพราะแกเห็นตัวทีเดียว เห็นว่างูเห่ากัด แกหาอะไรไม่ได้

เห็นว่าฉันเคยอธิบายให้แกฟัง แกก็ใช้พระปิดจนหาย เมื่อหายแล้วปรากฏว่าถึงเดือน ๑๒ พากันมาประมาณสัก ๕๐๐ คน มาขอพระแก้งู เขารู้แค่แก้พิษงูเท่านั้น

ฉันก็เลยเอาหนังสืออธิบายให้เขาดู แล้วก็แจกไปคนละใบ ๆ แจกพระคนละองค์ นี่ในสมัยที่ฉันไปเป็นเจ้าอาวาส ฉันเปิดกรุของท่าน (กรุเล็กนะ แต่กรุใหญ่ไม่ได้เปิด)


วิชาทำพระเครื่อง

"...ฉันจะเล่าต่อไปว่าพระนี่ ท่านเรียนมาจากไหน วิชาทำพระนี่ก็เรียนมาจาก "ท่านอาจารย์แจง" คนสวรรคโลก ตามตำรานั้นบอกว่าเป็น "ตำราของพระร่วง" เขาว่าอย่างนั้นนะ

ตำราเขียนไว้บอกเป็น "ตำราของพระร่วง" มีอะไรต่ออะไรมาก มีกระทั่ง "ธงมหาพิชัยสงคราม" "ยันต์เกราะเพชร" นี่เป็น "ตำราของพระร่วง" ทั้งนั้น

ทีนี้เวลาทำพระทำอย่างไร จะเล่าถึงวิธีทำให้ฟัง เพราะมันเป็นของยากจริง ๆ ท่านผู้ฟัง ฉันเองอาศัยที่ไม่ได้อภิญญากับเขา หรือไม่เป็นพระอภิญญา ไม่สามารถจะทำพระแบบนี้ได้

และพระนี่ทำลำบากมาก ท่านบอกว่า " คนที่จะทำพระนี่ได้ ต้องได้สมาบัติ ๘" ทีนี้เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้วก็ต้องมีความพากเพียร

ฉันนี่พอได้กับเขาเหมือนกันสมาบัติ ๘ แต่รู้สึกว่าท่านให้ลองทำพระแต่มันทำไม่ได้ หรือฉันขี้เกียจเกินไป ไม่พยายามมากก็ตาม

เพราะว่า ท่านห้าม ๆ อยู่ ท่านบอกให้ลองทำ ลองทำแล้วฉันทำไม่ได้ ฉันก็เลยเลิกทำ เพราะไอ้จิตใจของฉันมันก็คนขี้เกียจ

ไอ้จะทำข้าวทำของ ทำเครื่องรางของขลังนี่ ฉันไม่ค่อยชอบ นิสัยของฉันเป็นอย่างนั้น ทำน่ะพอทำกับเขาได้บ้าง แต่นิสัยมันขี้เกียจยังไงชอบกล

แล้วยิ่งมาสมัยนี้ยิ่งขี้เกียจใหญ่ เพราะมันหมดดีเสียแล้ว ไม่อยากจะดี คือไม่อยากจะทำอะไรให้คนชมว่าดี พอมองแล้วมันไม่เห็นตัวดีตรงไหน

ถ้าเขาชมทีไรละมันเหนื่อยทุกที ไอ้ฉันเป็นคนขี้เกียจนี่ ถ้าอะไรมันเหนื่อยจัด ๆ ฉันก็ไม่เอาละ ฉันขี้เกียจฉัน ฉันรู้ตัวว่าฉันจะตาย ฉันไม่อยากจะตายแบบเหนื่อย ๆ แต่มันก็อดเหนื่อยไม่ได้

นี่ไปสร้างวัดสร้างวา มันก็เหนื่อยก็ทำไป ก็เรียกว่าทำนำเขาไป ทำนำเด็ก ๆ รุ่นหลัง เขาจะได้มีบุญมีกุศล ไอ้ฉันจะมีบุญหรือไม่มี บุญฉันไม่สนใจมันแล้ว

บวชมาจนแก่แล้ว มันจะไม่มีบุญคุ้มครองตัวเองได้ ก็ปล่อยมันเถอะ มันจะไปไหนก็ช่างมันเถอะ ครูบาอาจารย์สอนมาอย่างไร พระพุทธเจ้าสอนมาอย่างไรก็ทำไป ทำไปด้วยความเต็มใจในด้านธรรมปฏิบัติ อ้าวนี่..พูดนอกเรื่องไปเสียแล้ว..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/3/18 at 09:50 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 9/3 ]

(Update 7 เมษายน 2561)


วิธีการทำพระ "หลวงพ่อปาน"



"...ฉันจะเล่าวิธีทำพระให้ฟัง ท่านบอกว่า ถ้าจะทำ "หนุมาน" นะ ท่านทำให้ดู คือ ต้องเอาผ้าขาวมาเสกให้เป็นหนุมาน เป็น "ลิงเผือก" แล้วลิงเผือกตัวนั้น จะแบมือขึ้น จะมีคาถาที่มือ ก็จดคาถาที่มือเอามาทำผง

ถ้าทำ "พระขี่ไก่" ก็เสกผ้าขาวให้เป็นไก่ ไก่จะกางปีก แล้วมีคาถาที่ปีก จดคาถาที่ปีกแล้วมาทำผง ถ้าทำ "พระขี่ปลา" "พระขี่เม่น" "พระขี่ครุฑ" "พระขี่นกกระจาบ" ก็เหมือนกัน ผงจะมีอานุภาพกันคนละอย่าง

เมื่อได้ผงทั้ง ๖ อย่างแล้ว ก็มารวมเคล้ากัน แล้วก็บรรจุในรูปพระ เรียกว่าพระองค์เดียวใช้ได้ ๖ อย่างตามความประสงค์

ทีนี้เวลาจะทำจริง ๆ ท่านบอกว่าต้องได้สมาบัติ ๘ เพราะต้องเข้าฌานเข้าสมาบัติ ถ้าเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี ก็เรียกว่า "นิโรธสมาบัติ" ทีเดียว ไปเข้าขั้นนั้น

ทีนี้ถ้าเป็นฌานธรรมดา ก็เรียกว่าเข้าสมาบัติ ๘ เรียกกว่า ต้องไม่กินข้าว กินแต่นํ้านี่ ๑๕ วัน อันนี้แย่ ต้องไปทำผงอยู่ในโบสถ์คนเดียว ๑๕ วัน ติดต่อกับใครไม่ได้เลย

พอทำผงเสร็จเรียบร้อยแล้วครบ ๑๕ วันแล้วจึงจะออกมาได้ ดูสิพระของท่าน ที่ทำอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าปั้นเป็นลูก แล้วมานั่งเสก ๆ ประเดี๋ยวเดียวแล้วให้กัน ไม่ใช่เหมือนที่เราทำกัน เป็นของยาก

ดังนั้นฉันจึงทำไม่ได้ แต่ถ้าทำจริง ๆ ก็อาจจะทำได้เพราะฉันก็ได้สมาบัติ ๘ ไอ้ที่ฉันทำไม่ได้ก็คือ ฉันขี้เกียจเสียเอง ทีนี้เมื่อเล่าเรื่องของพระแล้ว เล่าถึงวิธีทำแล้ว ก็จะเล่าถึงวิธีแจกต่อไป


ทำพระแจกคน

...ท่านทำพระครั้งแรกเท่าไหร่ ท่านทำคราวเดียว ทำพระ ๘๘๐ ปี๊บ (ปี๊บนํ้ามันก๊าด) เมื่อทำแล้วก็บรรจุไว้ในเจดีย์ ๔๔๐ ปี๊บ แจกเป็นสาธารณะ ๔๔๐ ปี๊บ เวลาแจก ท่านไม่เคยคิดเงินคิดทอง

ท่านบอกว่า เวลาแจกพระนี่ ท่านหุงข้าวเลี้ยงคนมารับพระด้วย คนมารับพระเต็มวัด เรียกว่าท่านแจกให้คนละองค์ ๆ มากันเต็มวัด บางคนก็โกงเอา ได้รับแล้วก็มารับใหม่

บางทีใส่เสื้อ ไอ้สีข้างนอกกับสีข้างใน มันไม่ค่อยจะเหมือนกัน ก็ใส่ทับข้างนอกมาที แล้วมารับพระ พอออกไปข้างนอก เปลี่ยนกลับเอาข้างนอกเข้าข้างในแล้ว เข้ามารับพระ แต่ท่านก็จำไม่ได้นี่ เมื่อเขาอยากได้มาก มันก็แล้วไป ก็แจกไปอย่างนั้นหมด ๔๔๐ ปี๊บ

ท่านบอกว่า คนมากยิ่งกว่างานวัดเสียอีก คนเยอะแยะมาจากเมืองไหน ต่อเมืองไหนมากัน คือเอาเรือเอาแพมาจอดกันหน้าวัด เต็มไปหมดเหมือนกับงานวัด

แล้วท่านเองท่านก็หุงข้าวเลี้ยง นี่แทนที่ท่านจะเรียกเงินนะ ท่านไม่เรียกเงินด้วยนะ แถมหุงข้าวเลี้ยงคนที่มารับพระอีกด้วย นี่เห็นไหมปฏิปทาของท่าน มากไปด้วยเมตตาขนาดนี้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/3/18 at 04:23 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 10 ]

(Update 20 เมษายน 2561)


ตำราพระร่วงของ "อาจารย์แจง"


"...ตอนนี้เมื่อเล่าถึง วิธีการแจกพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเล่าถึงตำรา มันจะเป็นตอนหลัง ๆ ก็ช่างเถอะ แต่ว่าเรื่องมันสืบกัน

คือก่อนที่ท่านจะตาย ๑ ปี ปรากฏว่า "ท่านอาจารย์แจง" ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน ลงมาจากเมืองสวรรคโลก มาบอกท่านบอกว่า ท่านต้องการตำราเล่มสำคัญ

คือตำราของท่านอาจารย์แจง ที่มอบให้หลวงพ่อปานไว้น่ะมี ๓ เล่ม ( เป็นตำราสมุดข่อย ) ต้องการตำราเล่มสำคัญเล่มนั้น เอาไปเพื่อจะทบทวนความรู้ ท่านว่าอย่างนั้น แล้วท่านก็จะส่งให้ หลวงพ่อปานท่านก็มอบให้ไป

พอมอบให้ไปแล้ว ก็ปรากฏว่าพอไปถึงบ้าน ภายในระยะปีนั้น อาจารย์แจงก็ตาย แล้วหลวงพ่อปานก็ตายเหมือนกัน เรียกว่าตายปีเดียวกัน ต่างคนต่างไม่รู้

ที่รู้ว่าอาจารย์แจงตายก็เพราะว่า ให้คนไปบอกว่าเวลานี้หลวงพ่อปานตายแล้ว ให้ท่านลงมา หรือว่าท่านจะทำอย่างไรก็ช่าง ในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์

พอไปทางโน้น ภรรยาของท่านอาจารย์ ก็บอกว่า ท่านอาจารย์ก็ตายแล้วเหมือนกัน อายุท่านไล่เลี่ยกัน แต่เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้ว พวกเราทำศพหลวงพ่อแล้ว ก็คิดถึงตำราเล่มที่ ๓ ขึ้นมา

ว่าตำราเล่มนั้นฉันเอง ก็เคยอ่านว่ามี "ธงมหาพิชัยสงคราม" คือธงออกรบ ซึ่งตำราของอาจารย์อื่น ๆ ฉันไปดูแล้วไม่มี ถึงจะมีก็ไม่เหมือน ไม่ละเอียดละออเหมือน

เพราะธงมหาพิชัยสงครามนั้น เขากล่าวว่าเฉพาะด้ามธง ถ้าทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครถือด้ามธงนั้นไป ไปนอนในป่า รับรองว่าจะไม่อดข้าว

ทั้งๆ ที่ไม่มีบ้านมีช่องเลย ก็จะไม่อดข้าว ถ้าหากว่าบุคคลนั้นอดข้าวล่ะก็ เจ้าของตำราบอกว่าให้แช่ง และในตำราบอกไว้ด้วยว่าเป็น "พระร่วง" ( ชื่อพระร่วง )


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/4/18 at 06:38 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 10/1 ]

(Update 28 เมษายน 2561)


เดินทางไปขอตำราคืน


"...ทีนี้ฉันก็นึกถึงตำราขึ้นมา แล้วคิดว่า " เอ๊ะ..เราอยากจะได้ตำราของหลวงพ่อคืน ทั้ง ๆ ที่เป็นตำราของท่านอาจารย์ แต่ท่านอาจารย์ก็มอบให้หลวงพ่อปานแล้ว

แล้วท่านก็บอกว่าท่านจะคืนให้นี่ เราก็ต้องไปเอากัน ผลที่สุดก็ยกขบวนขึ้นไป ๓ องค์ ไปบ้านท่านอาจารย์ที่เมืองสวรรคโลก ไปขอตำราคืน

ภรรยาของท่านหยิบหนังสือขึ้นมาดู บอกว่าก่อนที่อาจารย์จะตาย อาจารย์เขียนหนังสือนี้ไว้ ในหนังสือบอกว่าใครก็ตาม ถ้าจะมารับตำราเล่มนี้ ให้นำดาบคู่ (๒ เล่ม) กับตำรานี่ ออกไปรำที่กลางแจ้ง ถ้ามีฟ้าผ่าลงมาเมื่อไร ก็ให้มอบตำราให้แก่บุคคลนั้น

ตอนนี้มันชักยุ่ง ก็ถามภรรยาของท่านอาจารย์ว่า เมื่อท่านอาจารย์ตายแล้ว มีคนอยากได้ตำรานี้ไหม ท่านบอก โอ้โห.. มีมาเยอะ เมื่อตอนต้น ๆ มีมาทุกวัน วันละหลายเจ้า

เมื่อเอาดาบนี้ให้รำไม่เห็นมีฟ้าผ่าสักคน ฟ้าไม่ผ่าลงมาใกล้ ๆ ฉันก็เลยไม่ให้ เพราะอาจารย์สั่งไว้อย่างนั้น พวกเราก็นึกรู้เลยทีเดียวว่า

อาจารย์ต้องรู้ว่า หลวงพ่อปานจะตาย แล้วตำราเล่มนี้ ต้องไม่เหมาะสมกับบุคคลทั่วไป ต้องเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง


หาคนครอบครองตำรา

...ทีนี้ทั้ง ๓ คน ก็พากันมองหน้า ๓ คนนี้ไม่ใช่ใครล่ะ ฉันคนหนึ่ง ฤาษีโพธิวัตร กับฤาษีพนมไพร ตัวแก่นแก้ว คู่แก่นแก้ว พระแก่นของหลวงพ่อปานท่าน คือพระขั้นแก่น ไม่มีกระพี้ พวกเราก็มองหน้ากันถามว่าใครจะเป็นคนรำดาบ ทั้งสองคนเขาบอกว่า

"..แกสิ.. เพราะหลวงพ่อปานบอกไว้แล้วนี่ว่า ก่อนที่ท่านจะตายให้แกรับภาระทุกอย่าง รับงานก่อสร้าง รับงานทะนุบำรุงพระศาสนา งานทุกอย่างที่ท่านทำให้แกเป็นคนรับภาระ ท่านไม่ได้สั่งฉันนี่.."

หลวงพ่อปานบอก พวกฉันนี่เมื่อบวชถึง ๑๐ พรรษาแล้วท่านให้เข้าป่า นี่แกต้องควรเป็นคนครองตำราเล่มนี้ เมื่อฉันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันก็เอา ก็ลองรำมันดูที เกิดมาก็ไม่เคยรำเลย รำดาบรำเดิบนี่ เคยแต่เล่นกลองยาวกับเขาเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยรำ ไม่รู้เขารำกันอย่างไร..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/4/18 at 06:13 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 10/2 ]

(Update 8 พฤศภาคม 2561)


เจ้าของตำราตัวจริง


...ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากหลวงพ่อปานมรณภาพแล้ว หลวงพ่อก็เดินทางไปที่บ้านอาจารย์แจง สวรรคโลก เพื่อขอ "ตำราพระร่วง" คืน

แต่เมียของอาจารย์แจงบอกว่า จะต้องเสี่ยงอธิษฐานด้วยการรำดาบ หลวงพ่อจึงขอทำพิธีบวงสรวงก่อน ท่านเล่าต่อไปอีกว่า..

"...ก่อนที่จะเข้าไปหยิบดาบ ก็ขอธูปขอเทียนเขา ทำพิธีบวงสรวงตามแบบที่หลวงพ่อปานสอนไว้ บวงสรวงก็ตามที่ฉันสวดในตอนต้น ว่า " ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ " คือเชิญ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มาเป็นพยาน ว่า

ตำราเล่มนี้ถ้าเป็นของคู่ควรแก่ข้าพเจ้า ก็ขอให้ฟ้าผ่าลงมาใกล้ ๆ ให้ข้าพเจ้าได้ตำราสมความปรารถนา ถ้าหากตำราเล่มนี้เป็นของไม่คู่ควรกับบารมีของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ารำไปสัก ๑๐ นาที จงอย่ามีเสียงฟ้าผ่า และข้าพเจ้าก็จะเลิก

เมื่ออธิษฐานเสร็จ ก็บอกให้เขาตั้งนาฬิกา บอกฉันจะรำ ๑๐ นาที ถ้าไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียงฟ้าผ่าลงมา ฉันก็ถือว่าตำราเล่มนี้ไม่เหมาะสมกับฉัน ฉันก็จะเลิก จะไม่ต้องการต่อไป เขาก็ตั้งนาฬิกา คุมนาฬิกากันไว้

พอหยิบมีดดาบ ๒ เล่มนั้นออกมากลางนอกชานกลางแจ้ง ไม่ทันจะรำเลย เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาใกล้ ๆ ฝุ่นตลบ แก้วหูอื้อไปตาม ๆ กัน ไม่ทันรำ ภรรยาของท่านอาจารย์ยกมือขึ้นไหว้บอก

"...ท่านเจ้าค่ะ ท่านมีบุญแน่ ตำรานี้คู่ควรแก่ท่าน นี่ท่านไม่ทันรำ คนอื่นเขามารำจนเหงื่อแตกเหงื่อแตน ยังไม่มีเสียงฟ้าผ่า นี่ตำรานี่ต้องเป็นของคู่ควรแก่ท่าน..."

เป็นอันว่าฉันก็ได้รับตำรามา ทีนี้เมื่อได้รับตำรามาแล้ว ตอนนั้นฉันก็กลับไปอยู่กรุงเทพ ฯ สักพักหนึ่ง ไปเรียนหนังสือภาษาบาลี และต่อมาเมื่อพรรษาที่ ๕ ย่างเข้าพรรษาที่ ๖. ก็กลับขึ้นมา

เพราะว่าตอนนั้นวัดทรุดโทรม วัดหงอยเหงามาก รายได้ของวัดตกตํ่า ปีหนึ่งมีรายได้ไม่ถึง ๒๐๐ บาท นี่เฉพาะงานปี เขาขอให้ขึ้นมาแก้สถานการณ์ ฉันก็มานอนกุฏิหลวงพ่อปาน บังเอิญอย่างยิ่งกุฏิหลวงพ่อปานนี่ ตั้งแต่ท่านตายไปแล้ว ไม่มีใครเขายอมนอน เขากลัวกัน ก็แปลก

เมื่อฉันมาแล้ว ฉันถือว่าเป็นกุฏิที่ฉันเคยอยู่ ฉันก็เข้าไปอยู่ เมื่อเข้าไปอยู่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งฉันนอนอยู่บนเตียง กลางคืนตามธรรมดาฉันไม่อยากจุดไฟ ฉันอยากนอนมืด ๆ ฉันมีวิทยุเครื่องหนึ่ง ฉันก็เปิดวิทยุไว้ แต่หูฉันไม่ได้ฟัง

ฉันนอนภาวนา ถ้าขณะใดที่หูฉันได้ยินเสียงวิทยุ ฉันถือว่าสมาธิฉันดีไม่พอ ฉันต้องทำจนกระทั่ง ฉันไม่ได้ยินเสียงวิทยุ ความจริงฉันไม่ได้ติดวิทยุ แต่ฉันสู้กับวิทยุ คือสู้กับเสียงด้วยสมาธิ..."


มีพรหมมาบอกให้ทำยันต์

เวลาประมาณสัก ๒ ทุ่มเศษ ๆ ฉัน กำลังนอนภาวนาข้าง ๆ วิทยุ ประตูหน้าต่างฉันปิดหมด กุฏิมีลูกกรงล้อมรอบ คนเข้าไม่ได้เมื่อปิดแล้ว

ฉันเห็นคนเดินมาคนหนึ่ง แต่งตัวนุ่งขาวห่มขาว เดินมาถึงแล้วนั่งบนเตียงที่ฉันนอน นั่งข้างๆ ฉัน

ฉันก็หันไปถามว่าใคร ?
ท่านก็บอกว่า ฉันเป็นพรหมชั้นที่ ๘ ฉันนี่เป็นเจ้าของตำราท่านปาน( แหม..ตกใจ )

ก็ถามว่า มาทำไม ?
ท่านบอก จะมาบอกให้เธอนี่ท่องคาถาในตำราบ้างสิ มีตำราอยู่แต่ไม่เคยท่องอะไรเลย


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/4/18 at 07:37 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 10/3 ]

(Update 17 พฤศภาคม 2561)


มีตำราแต่ไม่อยากทำ


"...ฉันก็เลยบอกว่า ฉันขี้เกียจน่ะ ไอ้คนน่ะ ฉันไม่อยากสงเคราะห์ หลวงพ่อปานทำให้มันดีแสนจะดี แต่ไอ้คนมันก็ยังอกตัญญูไม่รู้คุณท่าน

ท่านตายไปแล้วบางคนก็มานินทาท่านให้ฟังว่า ท่านบกพร่องอย่างนั้นบ้าง ท่านไม่ดีอย่างนี้บ้าง ทั้ง ๆ ที่ท่านมีความเมตตาปรานีขนาดนั้น คนก็ยังไม่รู้คุณท่าน

แต่ว่าฉันมันดีไม่เท่าหลวงพ่อนี่ ฉันไม่เอาหรอก ไม่ทำให้มันเหนื่อย ไอ้ชาวบ้านประเภทนี้ ไม่สงเคราะห์มัน ฉันเอาตัวฉันรอดก็แล้วกัน

ไอ้เรื่องคาถาคงกระพันชาตรี อะไรต่ออะไร ฉันไม่เอาล่ะ ไม่สงเคราะห์ใคร ไม่อยากจะเกื้อกูลใคร

ท่านก็นั่งเฉย แล้วก็บอกว่า เอาเถอะคุณ ถ้าคุณจะไม่ทำอะไร คุณก็เสกธงเสกยันต์ ทำยันต์นี้สักยันต์ เขาเรียกว่า "ยันต์ใหญ่"

มีผลทั้งในทางป้องกัน ขับสิ่งที่เป็นเสนียดจัญไรออกไปด้วย แล้วก็ดึงดูดความดีสิ่งที่เป็นมงคล เข้ามาหาแก่บุคคลผู้ได้ผ้ายันต์นั้นด้วย


ฉันก็เลยบอกว่า ยันต์ใหญ่อย่างนี้ไม่เอาหรอกท่องไม่ไหว ใครจะไปท่องได้เยอะแยะ เขียนเอาตั้งเต็มหน้ากระดาษ

ท่านบอก ไม่ต้อง แค่ท่องคาถา ๔ ตัวข้างล่างนี้ คาถา ๔ ตัวนี้เป็นคาถาปลุกยันต์ อันนั้นเป็นตัวยันต์ เธอไม่ต้องท่อง จะเขียนไปให้ใครเขาพิมพ์ก็ได้ แล้วก็มาว่าคาถา ๔ ตัวนี้ปลุกเสกก็ใช้ได้

ฉันก็บอกว่า ไม่เอาล่ะ ขี้เกียจน่ะไม่ทำ ถึง ๔ ตัวก็ไม่ท่อง.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 8/5/18 at 06:08 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 10/4 ]

(Update 31 พฤษภาคม 2561)


ลูกคนสุดท้ายของตระกูล "พระร่วง"


"...ท่านก็นั่งนิ่งเฉย ประเดี๋ยวสัก ๑๐ นาที แล้วท่านก็บอกว่า ไอ้ลูกฉันนี่นะ มันหมดแค่แกนี่ เผ่าพันธ์ของฉัน

ตำรานี่ถ้าพ้นจากแกไปแล้ว คนอื่นเอาไปทำได้ผลไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซนต์ เพราะฉันไม่ช่วย นี่เผ่าพันธ์ของฉันเป็นคนสุดท้ายแค่แก มาท่านปาน แล้วก็แก ดังนั้นแกควรจะทำเป็นคนสุดท้าย

บอกว่า ไม่เอา ไม่ทำแน่ ไม่สงเคราะห์คนประเภทนี้

ท่านก็บอกว่า ไอ้แกนี่..มันดื้อมาหลายร้อยหลายพันชาติแล้ว นี่ลูกฉันมีแกคนเดียว ดื้อที่สุด หัวแข็งที่สุด มีคนเดียว

แต่เอาเถอะมันจะเสียเผ่าเสียพันธุ์ เสียพืชเสียพันธุ์ เสียเปล่า ใครมาหาอะไรมันจะไม่ได้ มันจะเสียวงศ์ตระกูลเดิม

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าใครเขามาหาแกนะ ถ้าเขาจะให้แกทำอะไรล่ะก็ ให้แกปูผ้าขาวเข้า เอาธูปเทียนจุด แล้วฉันจะมาช่วยทำ

เอาเถอะ...ฉันจะทำให้ทุกอย่าง เอาละ..แกมันดื้อมานานแล้ว ฉันก็ทำยอมแพ้แก ผลที่สุดท่านก็กลับ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งวันนี้ฉันจะทำอะไร ฉันก็ต้องอาราธนาให้ท่านมาช่วย ครูองค์นั้นท่านบอกว่า ท่านเป็น "พรหมชั้นที่ ๘"

อันนี้ก็เป็นเรื่องส่วนหนึ่งของตำรา พอเล่าเรื่องตำรามาแล้ว ก็จะขอย้อนกลับไปต้น นี่มันปลายสุด มาเล่าเรื่องของหลวงพ่อปานตายเลยทีเดียว

ไอ้ที่เล่าต่อกันมาอย่างนี้ ก็เพราะเรื่อง มันสืบเนื่องกัน จะได้ฟังกันคราวเดียว จะได้ฟังไม่เป็นท่อนไม่เป็นตอน.."


...หมายเหตุ : หลวงพ่อบอกว่า ท่านเป็น "พรหมชั้นที่ ๘" เท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าท่านชื่ออะไร ส่วนคำว่า "ตำราพระร่วง" มีหลวงพ่อเป็นคนสุดท้าย ในเวลานี้ หากมีผู้ใดไปเลียนแบบตำราของท่าน คงต้องเอาคำของท่านมาย้ำกันอีกครั้งดังนี้ว่า...

"...ตำรานี่ถ้าพ้นจากแกไปแล้ว คนอื่นเอาไปทำได้ผลไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซนต์ เพราะฉันไม่ช่วย นี่เผ่าพันธ์ของฉันเป็นคนสุดท้ายแค่แก มาท่านปาน แล้วก็แก ดังนั้นแกควรจะทำเป็นคนสุดท้าย..."

...นี่คือคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ ซึ่งถือเป็นคำสั่ง ลูกศิษย์ที่ดีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คือไม่ตีเสมอ หรือไม่แอบอ้างท่าน จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

...ผู้ที่มาภายหลังต้องศึกษาจริยาวัตรของผู้ที่เป็นศิษย์ด้วย เพื่อที่จะได้แยกแยะถูก แล้วจะกล่าวหาภายหลังว่า ไม่เตือนไม่บอกกันไม่ได้นะ


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 17/5/18 at 05:18 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 11 ]

(Update 8 มิถุนายน 2561)


หลวงพ่อปานไปเรียนต่อกับหลวงพ่อเนียม


"...ทีนี้กลับไปอีกทีหนึ่ง ท่านเล่าถึงวิธีการที่ท่านเจริญพระกรรมฐาน เมื่อท่านเจริญพระกรรมฐานกับ "หลวงพ่อสุ่น" กับ "หลวงปู่คล้าย" กับ "หลวงพ่อปั้น" แล้ว

ต่อมาหลวงพ่อปั้น หลวงพ่อสุ่น หลวงปู่คล้ายตาย ท่านก็คิดว่า โอหนอ..นี่เราหมดที่พึ่งเสียแล้วหรือ อาจารย์ของเราตายนี่เราก็ยังดีไม่พอ ขึ้นชื่อว่ากรรมฐานยังไม่ถึงที่สุด ก็ต้องแสวงหาความดีต่อไป

ในขณะนั้นก็ได้ยินชื่อพระอยู่องค์หนึ่งอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ชื่อ "หลวงพ่อเนียม" อยู่วัดน้อย ใต้ตัวเมือง จ.สุพรรณบุรี ไปใกล้ อ.บางปลาม้า

หลวงพ่อเนียมได้ยินข่าวว่า ท่านเก่งนักเป็นพระกรรมฐานเก่งมาก มีวิชาการเก่งทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรเก่งหมด คนเขารํ่าลือกันเหลือเกินหลวงพ่อเนียม ท่านก็ไม่รู้จัก ท่านก็เลยตัดสินใจไปหาหลวงพ่อเนียม

คือไปเวลานั้นน่ะ ไอ้รถยนต์เรือยนต์ก็ไม่มี จะไปไหนถ้าไปเรือก็ต้องแจว ต้องแจวเรือไปพายเรือไป ถ้าจะแจวเรือ หรือพายเรือไปจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ต้องเสียเวลาถึง ๒ - ๓ วัน มันก็ต้องรบกวนชาวบ้านเขา

ท่านก็เลยบอกว่า ท่านธุดงค์ ใช้กลดธุดงค์ไป ออกจากวัด มุ่งหน้าตัดเข้าสู่เขตอำเภอบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เดินทาง ๒ วันก็ถึงวัดของหลวงพ่อเนียม เมื่อเข้าไปในวัดของท่าน จะไปหาหลวงพ่อเนียม

ปรากฏว่าหลวงพ่อเนียมเดินนุ่งผ้าอาบลอยชาย ผ้าอาบก็เห็นจะคล้าย ๆ กับไอ้ที่ฉันใส่ไปเที่ยวดาวดึงส์น่ะแหละ เก่า ๆ อีกผืนหนึ่งท่านก็คล้องคอแบบฉัน ท่านว่าอย่างนั้น หลวงพ่อเนียมท่าทางจะเป็นพระผอม ๆ เดินเกะกะ ๆ อยู่กลางลานวัด

ท่านเข้าไปถึง ท่านก็กราบ เห็นว่าพระแก่นี่ก็กราบ จะเป็นหลวงพ่อเนียมหรือไม่ใช่ก็ตาม เป็นพระแก่ก็แล้วกัน เป็นเจ้าของถิ่น เมื่อท่านกราบลงไปแล้ว ก็ถามว่าหลวงพ่อเนียมอยู่ไหมครับ

ท่านก็บอก อืม..ท่านเนียมเขาอยู่บนกุฏิ ท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็เลยคิดว่าพระองค์นั้นไม่ใช่หลวงพ่อเนียม ท่านก็เลยไปนั่งคอยบนกุฏิ..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 31/5/18 at 06:11 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 11/1 ]

(Update 17 มิถุนายน 2561)


ถูกหลวงพ่อเนียมทดสอบ


"...สักครู่ใหญ่ ๆ ปรากฏว่าเป็นพระองค์เดียวกัน ท่านขึ้นทางด้านหลังกุฏิ เข้าในกุฏิแล้วก็ห่มผ้า ออกมารับ

- ถามว่า แกมาจากไหน เห็นทีแรกก็ปั้นหน้ายักษ์ใส่เลย ทั้ง ๆ ที่ห่มผ้าเรียบร้อย แต่ไม่พูดดี ปั้นหน้ายักษ์ทำท่าทางดุดัน

- ถามว่า มาจากไหน ( ถามห้วนๆ )
- ท่านก็เลยบอกว่า ผมมาจากเมืองกรุงเก่า ( สมัยนั้นเขายังไม่เรียกอยุธยา เขาเรียกกรุงเก่า )

- ถามว่า มาทำไม !
- บอก จะมาเรียนกรรมฐาน
- เรียนกับใคร !
- บอก เรียนกับหลวงพ่อเนียมครับ

นี่หลวงพ่อปานว่าอย่างนั้น หลวงพ่อเนียมบอก ข้านี่แหละ อ้าว..ก็องค์เดียวกับคนเมื่อกี้ใช่ไหมครับ

ท่านก็เลยบอกว่า "ไอ้แกมันอยากเซ่อนี่ ท่านก็เลยให้ขึ้นมานั่งคอย"

ในที่สุดก็ขอเรียนกรรมฐาน แทนที่ท่านจะรับสอน หรือไม่รับสอน ท่านด่า ด่าโคตรพ่อล่อแม่ บอกอย่ามาเรียนกับท่าน คนแถวนี้เขาหาว่าท่านบ้าทั้งนั้น ท่านเป็นคนบ้าไม่ใช่คนดี จะมาเรียนกับท่านทำไม

ท่านไม่ยอมสอน แถมด่า แถมไล่ด้วย ไล่สารพัด บอกไม่เอา ไอ้คนเมืองกรุงเก่า กรุงใหม่กูไม่คบ ไอ้คนทุกคนนี่กูไม่คบหรอกนะ มันไม่มีใครดี ทุกคนมันว่ากูบ้า กูไม่เอากับใครไม่คบใคร

ท่านก็บอกว่า ผมไม่ได้ว่าหลวงพ่อบ้าครับ ผมจะมาขอเรียนด้วย
บอก มึงก็เหมือนกันกูไม่สอน เรียนไปแล้วทีหลังมึงก็หาว่ากูบ้า เอาเข้านั่น

ผลที่สุดท่านไม่ยอมพูดด้วย ท่านเข้าไปนอนในกุฏิ หลวงพ่อปานก็ต้องไปหาพระลูกวัด ไปอาศัยนอน พระลูกวัดก็บอกว่า ทน ๆ เข้าเถอะคุณ มีหวัง ใครมาเรียนกับท่านไม่ว่าเรียนอะไร ก็โดนอีแบบนี้ทุกราย

ผลที่สุดท่านถูกด่า พอรุ่งเช้าท่านก็ไปหาใหม่ แล้วก็โดนด่าอีก ด่าถึง ๓ วันซ้อน ด่าชนิดไม่คบเลยก็มี เมื่อวันที่สามล่วงไปแล้วเป็นวันที่สี่ ..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 8/6/18 at 08:07 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 12 ]

(Update 2 กรกฎาคม 2561)


ประวัติหลวงพ่อโหน่ง


"...เป็นอันว่า "หลวงพ่อปาน" ก็ไปสอบทานกรรมฐานกับ "หลวงพ่อโหน่ง" เรื่องนี้เห็นจะไม่ต้องเล่า เป็นเรื่องธรรมดา ไอ้เรื่องการสอบทาน เป็นเรื่องของท่าน วิธีสอบทานกรรมฐาน เขาไม่มีอะไร

...เขานั่งหลับตากันไป หลับตากันมา ต่างคนต่างหลับตา แล้วบอกว่า กองนี้นะ ก็กองนี้ กองนั้นนะ ก็กองนั้น

แล้วก็หลับตาภาวนาตามกอง เข้าสมาธิตามกอง พอเข้าครบถ้วนหมด ทุกกองที่หลวงพ่อปานได้ หลวงพ่อโหน่งก็บอกข้าก็ได้เท่านี้แหละ เป็นอันว่าไม่ต้องเรียนจากกันอีกได้เท่านี้

...ทีนี้จะเล่าถึง ประวัติของ "หลวงพ่อโหน่ง" สักเล็กน้อย เพราะท่านเป็นพระอัศจรรย์ ที่ควรจะรู้เหมือนกัน

เมื่อสมัยก่อนมีพระดีมาก ไม่ใช่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้ดีกันแค่ปาก ไอ้อย่างฉันก็เหมือนกัน ฉันก็ดีแค่ปาก แต่ส่วนจิตใจหรือร่างกายนี่มันไม่ดีน่ะ

...ที่ใครเขา คิดว่าดี บางทีเขาเข้าใจผิด ไอ้ฉันมันก็เก่งแค่ปากนะ พูดให้ฟังได้ แต่ว่าไอ้การทำมันก็แย่ เหมือนกัน ก็แย่เหมือนกับพระอื่น ๆ ในสมัยนี้นะแหละ จะเข้าใจว่าฉันดีวิเศษนะ เข้าใจผิด

...ฉันมีดีอยู่อย่างเดียว คือจำตำรา จำขี้ปากครูบาอาจารย์มาพูด ให้ท่านทั้งหลายฟัง ใครฟังแล้ว ก็นึกว่าฉันเป็นนักจำก็แล้วกัน อย่านึกว่าฉันเป็นนักปฏิบัติ ที่ได้มรรคได้ผลอะไร อย่าเข้าใจผิด จะหลงใหลไปเปล่าๆ

...สำหรับ "หลวงพ่อโหน่ง" นี้ประวัติเดิมของท่านเป็นพระที่ไม่มีความรู้อะไรมาก รู้หนังสือพอเขียนได้อ่านออก

เมื่อท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา พอบวชแล้ว อยู่วัดบ้านนอกได้พรรษาหนึ่ง ท่านก็เข้าไปกรุงเทพ ฯ เข้าไปที่ วัดโพธิ์ท่าเตียน


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 17/6/18 at 05:08 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 12/1 ]

(Update 16 กรกฎาคม 2561)


หลวงพ่อโหน่งไปหาพระน้าชาย


...เมื่อตอนที่แล้ว หลวงพ่อโหน่งบวชแล้วก็เข้าไปหาพระน้าชายที่กรุงเทพฯ หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า...

"...เพราะปรากฏว่า น้าชายของท่านองค์หนึ่ง เป็น เปรียญ ๙ ประโยค แล้วก็เป็นพระราชาคณะที่เขาเรียกกันว่า "ท่านเจ้าคุณ"

เมื่อท่านไปถึงพระน้าชาย พระน้าชายก็ถามว่า คุณจะมาทำไม ?
ก็บอกว่า อยากจะมาเรียนหนังสือครับ

พระน้าชายก็ดีอกดีใจว่า หลานจะเป็นนักเรียน มีความสนใจพระพุทธศาสนา ก็เลยรับปากว่า

ถ้าอย่างนั้น ก็อยู่กับหลวงน้าเถอะ เรื่องอาหารการบริโภค ความเป็นอยู่ทุกอย่าง หลวงน้าจะสงเคราะห์ ถ้าจะเรียนอะไรหลวงน้าจะสอนทุกอย่าง จนกระทั่งถึงประโยค ๙

ท่านได้ฟังหลวงน้าอธิบายถึงอานิสงส์การ ศึกษาก็พอใจ มีตอนหนึ่งท่านคิดขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ ท่านถามว่า

หลวงน้าครับ พระที่เรียนถึงประโยค ๙ แล้วก็เป็นเจ้าคุณอย่างหลวงน้านี่ สำเร็จอะไร บรรลุมรรคผลได้ไหมครับ ตัดกิเลสได้หมดหรือยังครับ ?

หลวงน้าท่านพอได้ยินอย่างนั้นท่านไม่ตอบ ท่านบอกว่า โหน่ง..เดินเข้าไปในกุฏิฉันสิ ท่านก็เดินเข้าไปในกุฏิ ปรากฏว่าข้าวของของท่านเต็มไปหมด ของที่มีค่ามากๆ แล้วก็เดินออกมา

ท่านก็เลยถามว่า โหน่งเห็นอะไรบ้าง ?
บอกเห็นครับ เห็นอะไรต่ออะไรก็ตาม อธิบายตามของที่เห็นว่าของมีราคามาก

ถามว่าของเหล่านี้เป็นของหลวงน้าหรือ ของใครครับ ?
หลวงน้าก็เลยบอกว่า เป็นของของฉัน แล้วท่านก็เลยบอกว่า

โหน่ง..พระที่ละอะไรได้แล้วนะ สมบัติที่มีค่ามาก ไม่มีอย่างนี้ นี่ฉันละอะไรไม่ได้ ฉันจึงได้มีสมบัติ

หลวงพ่อโหน่งก็เลยย้อนถามว่า พระที่ เรียนถึงประโยค ๙ เป็นเจ้าคุณนี่ ไม่ได้เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์หรือครับ ?

ท่านก็เลยบอกว่า ป่าว..ไม่ได้เป็น
ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นละก็ วันพรุ่งนี้ผมลากลับครับ

หลวงน้าบอก ทำไมไม่เรียนหนังสือเหรอ ?
บอก ไม่เรียนหรอกครับ เรียนแล้วมัน เหนื่อยเปล่า ๆ เรียนแล้วใช้เวลาตั้งหลาย ๆ ปี ตั้ง ๑๐ ปี กว่าจะเรียนจบ ๙ ประโยค บางองค์ก็เรียน ๑๐ ปีกว่า แล้วมรรคผลอะไรก็ไม่ได้ ละกิเลสไม่ได้ เสียเวลาเปล่า

ผลที่สุดวันรุ่งขึ้น ท่านก็ลากลับ เหตุที่ท่านลากลับเพราะอะไร เพราะในสมัยนั้นพระที่เขาเข้ามาบวชแล้ว เขาเจริญกรรมฐานกัน ไม่ใช่เป็นพระไม่ว่างอย่างสมัยนี้

สมัยนี้บางทีปาฐกถาสอนใคร ๆ ได้ตั้งเยอะแยะ แต่พอไปถามเข้า บางองค์ก็ออกทางวิทยุทุกวัน มีคนไปถามเข้าว่า ท่านเจริญกรรมฐานได้อันดับไหนครับ ?

ท่านก็ตอบว่า ไม่มีเวลา ไอ้เรื่องเจริญกรรมฐาน อาตมาไม่มีเวลา เที่ยวปาฐกถาค้นคว้าตำรา จนไม่มีเวลาเจริญกรรมฐาน นี่เป็นอย่างนั้นไปเสียอีก

แต่ว่าสมัยเก่าเขาไม่อย่างนั้น เมื่อบวชเข้ามาแล้ว เมื่อท่องหนังสือสวดมนต์ได้ หรือ ขณะที่กำลังท่องอยู่นั่นแหละ ก็ต้องเจริญกรรมฐาน เพื่อให้พื้นฐานแห่งความเป็นพระ

อันนี้มีความสำคัญมาก คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจ พอท่านกลับมา ท่านจึงได้กลับมาวัด มาเพื่อปฏิบัติเพื่อบรรลุ นี่ท่านเล่าให้หลวงพ่อปานฟัง..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 2/7/18 at 06:38 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 12/2 ]

(Update 26 กรกฎาคม 2561)


พระมาบอกให้สร้างวิหาร


ซุ้มประตูวัดและมณฑปหลวงพ่อโหน่ง
วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี


...ในตอนที่แล้ว หลวงพ่อโหน่งบวชแล้วก็เข้าไปหาพระน้าชายที่กรุงเทพฯ แต่ท่านก็ไม่อยากเรียนหนังสือ ตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรมต่อไป จึงเดินทางกลับมาที่บ้านเดิม หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า...

"...เมื่อกลับมาแล้วท่านก็ไปนั่งเจริญกรรมฐานอยู่ชายวัด คือในป่าช้าแห่งหนึ่ง ที่ตรงนั้นน่าอัศจรรย์ คือฤดูแล้งที่อื่นเป็นหัวระแหงดินแตก แต่ที่ตรงนั้นเป็นนํ้าชุ่มอยู่เสมอ

วันหนึ่งที่ท่านกำลังเจริญกรรมฐานอยู่นั้น เห็นเป็นพระสงฆ์องค์หนึ่ง รูปร่างสวยงามมาก มายืนอยู่ข้างหน้าท่านบอกว่า

"คุณโหน่ง...ตรงที่นํ้าชุ่มเป็นดินชุ่มอยู่ตรงนี้ มีพระบรมสารีริกธาตุ เป็นขันทองคำใหญ่ มีนํ้าและเป็นเรือสำเภาลำน้อย ๆ ลอยอยู่ในขัน แล้วมีเป็นมณฑป

ในมณฑปนั้นมีพระบรมสารีริกธาตุ เธอจงสร้างวิหารทับตรงนี้ บรรดาประชาชนคนทั้งหลาย จะได้ไม่เดินผ่านไปผ่านมา

เพราะเดินผ่านไปผ่านมา มันก็เป็นโทษ เพราะไม่เคารพในพระรัตนตรัย ไอ้โทษที่เขาจะเป็น ก็เป็นเพราะโทษแห่งการไม่รู้"

หลวงพ่อโหน่งก็ถามว่า ผมจะสร้างได้อย่างไรครับ ผมเพิ่งบวชได้พรรษาเดียวเข้าสองพรรษา ๆ นี้ ยังเป็นพระเด็ก

ท่านบอกไม่เป็นไร วันพรุ่งนี้ (เป็นวันพระ) เวลาฉันข้าวแล้ว พูด ๆ กันก็แล้วกัน ชาวบ้านเขาจะช่วยเอง ท่านก็รับคำ ท่านก็พูดไป พอฉันข้าว เวลาพระฉันข้าว คนก็มาทำบุญมากๆ ท่านก็บอก

อยากจะสร้างวิหารสักหลังหนึ่ง สำหรับเจริญพระกรรมฐานในป่าช้า ตรงที่ท่านไปทำกรรมฐานนั้น พอพูดเข้าเท่านั้น คนทั้งศาลาเขารับคำ

พากันไปหาไม้ ไปหาอิฐหาปูน หาอะไรต่อมิอะไรจนเสร็จ ช่วยกันทำวิหารนั้นจนเสร็จเรียบร้อย ปีหนึ่งเสร็จ

พอปีหนึ่งผ่านไปแล้วเสร็จ ปรากฏว่าฉันไปดูเหมือนกัน วิหารหลังนั้นก็โบสถ์เราดี ๆ นี่ แหละ สร้างหลังใหญ่สวยงาม อยากจะพาคนฟังไปดู

แต่ว่าไปลำบากเหลือเกิน วัดมันอยู่ในดอนมาก เดี๋ยวนี้รถก็ยังไปไม่ถึง รถไปถึงแค่อำเภอสองพี่น้องเท่านั้น แล้วเราต้องเดินไปอีกต้อง ๒ ชั่วโมง รู้สึกว่าแย่เหมือนกัน ถ้าจะไปต้องฤดูมีนํ้า


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/7/18 at 07:35 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 12/3 ]
(Update 8 สิงหาคม 2561)


หลวงพ่อโหน่งสร้างพระ



"...เมื่อสร้างวิหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระท่านก็ไปเจริญกรรมฐานที่นั่น แล้วพระก็มาบอกให้ปั้นพระพุทธรูปองค์ ท่านก็บอกจะหาช่างที่ไหน

พระองค์นั้นก็บอกว่า วันพรุ่งนี้เธอจงธุดงค์ไปจังหวัดอยุธยา ตอนนั้นเขาเรียกว่าเมืองกรุงเก่า บอกให้ธุดงค์ไปที่กรุงเก่า ไปถึงหลัง วัดประดู่ทรงธรรม ไปปักกลดที่นั่น

แล้วถ้าคนไหนถือขันข้าวนุ่งขาวหุ่มขาว ถือขันข้าวมาแต่เช้ามาก่อนเพื่อน ให้บอกคนนั้นน่ะ คนนั้นเป็นช่างปั้นพระ ท่านก็ปฏิบัติตามนั้น

รุ่งขึ้นเช้าก็สมาทานธุดงค์ แบกกลดไปหลังจังหวัดอยุธยา พอตอนรุ่งขึ้นเช้า มีคนนุ่งขาวห่มขาว เป็นคนมีอายุมากแล้ว

ถือขันข้าวลูกเดียว ไม่มีกับไม่มีเกิบ เอามาใส่บาตรมาทำบุญ พอท่านเห็นเข้า ท่านก็บอกมีความประสงค์ว่าจะปั้นพระพุทธรูปสักองค์

ช่างคนนั้นก็รับคำ พอรับคำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ลืมบอกวัดบอกสถานที่อยู่ พอฉันข้าวเสร็จท่านก็ถอนกลดกลับ บอกชาวบ้านลากลับ

พอกลับมาถึงวัด นึกในใจบอก อ้าว...ตายจริง เราลืมบอกช่างไปได้ว่าวัดเราอยู่ที่ไหน ช่างจะมาถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้

พอนึกอยู่ประเดี๋ยวเดียว ช่างก็ไปถึงพร้อมด้วยลูกน้อง พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือเสร็จใส่เกวียนไป พอไปถึงรู้ว่าท่านจะปั้นพระที่ไหน

เขาก็ลงมือปั้นพระทันที เมื่อปั้นพระเสร็จเรียบร้อยแล้วช่างกลับหมด ค่าจ้างยังไม่ได้รับ ค่าจ้างยังไม่ได้ว่ากัน ไม่ได้ลาเสียด้วย กลับเฉยๆ

ท่านก็เลยนึกสงสัยว่า ตายจริง! ใช้เขานี่ยังไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเขาเลย เงินทองไม่ได้ให้ ก็ต้องไปตามช่างใหม่ ไปก็ต้องไปแบบธุดงค์ ไปแบบนั้น ไปหลังวัดประดู่ทรงธรรม ไปปลักกลดที่นั่น

ตอนเช้าคนเขามาทำบุญก็ถามหาช่างว่า ช่างคนนั้นน่ะอยู่ที่ไหน เขาถามว่าใคร

ท่านบอกว่า จำได้ไหม ตอนที่ฉันมาปักกลดครั้งแรก คนที่นุ่งขาวห่มขาว ถือขันข้าวลูกเดียวมาใส่บาตรคนนั้นแหละ เขาไปทำพระให้ฉัน เขาทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันยังไม่ได้ให้ค่าจ้างเขา ฉันอยากจะให้ค่าจ้างเขา

ชาวบ้านก็บอกว่า คนนั้นไม่ใช่คนบ้านนี้ครับผมเองก็ไม่รู้จักเหมือนกัน เพราะเห็นแกครั้งนั้นครั้งเดียว ต่อจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย


...เป็นอันว่าท่านก็ไม่ได้ให้ค่าจ้างช่างเลย สงสัยว่าช่างคนนั้น จะไม่ใช่คนธรรมดา อาจจะ เป็นเทวดาเสียก็ได้ นี่เป็นข้อสงสัย

แล้วก็หลวงพ่อโหน่งเอง ท่านก็คงไม่ได้วิจัยว่าคนนั้น จะเป็นมนุษย์หรือเทวดา ตามธรรมดาพวกเรา ถ้าไม่มีการสงสัยอยู่ก่อน ย่อมไม่วิจัย

เพราะตามธรรมดา จิตที่มีความรู้ในพระกรรมฐานจะวิจัยจะใช้ ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 26/7/18 at 05:35 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 12/4 ]
(Update 21 สิงหาคม 2561)


ผู้รู้ทั้งหมดมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว

(วัดคลองมะดัน หรือวัดอัมพวันในปัจจุบันนี้)


"...เพราะตามธรรมดา จิตที่มีความรู้ในพระกรรมฐานจะวิจัยจะใช้ ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น...

คนที่รู้อะไรทั้งหมดทุกประการทุกขณะ ก็คือพระพุทธเจ้าองค์เดียว พระอรหันต์ทั้งหลาย แม้แต่ "พระมหากัสสป" ซึ่งเป็นสาวกผู้ใหญ่ก็ยังเสียท่าเทวดา

เทวดาเขามาจัดสถานที่ ให้ตั้ง ๓ วันไม่รู้ว่าใคร ทั้ง ๆ ที่ท่านเองท่านก็ได้อภิญญาสมาบัติ เป็นพระปฏิสัมภิทาญาณ มีจิตเป็นทิพย์

ต่อมาวันหลัง ท่านจึงรู้ ในเมื่อท่านสงสัยเข้า ท่านจึงได้พิจารณาด้วยจิตอันเป็นทิพย์ จึงได้รู้ว่าคนนี้เป็นเทวดา นี่หลวงพ่อโหน่งก็เหมือนกัน หรือว่าพระองค์อื่นก็เหมือนกัน

ถ้าไม่มีจิตสงสัยก็คิดเสมอว่า เขาเป็นคน คิดว่าเขาเป็นคน ก็เลยไม่สงสัย ว่าเขาเป็นเทวดา เทวดาอะไร จะมารับปั้นพระ คงจะคิดอย่างนั้น ท่านบอกกับหลวงพ่อปานว่า เป็นอันว่าไม่ได้ให้ค่าจ้างช่าง


ถือการรับบิณฑบาตเฉพาะขาไปเป็นวัตร

...อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสิ่งพิเศษของหลวงพ่อโหน่งก็คือ ท่านถือธุดงค์ บิณฑบาตรับบาตร เฉพาะเวลาเดินไป เวลาเดินกลับไปรับบาตร

นี่ถือธุดงค์อันนี้เป็นปกติ รับทางเดียวเฉพาะขาไป ให้เขาใส่บาตรกี่เจ้า ก็ตามท่านก็กลับมาวัด ขากลับใครจะเรียกอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมรับ

เมื่อเวลามารดา หรือโยมผู้หญิงท่านแก่ โยมผู้ชายตายไปแล้ว ท่านก็เอาไปเลี้ยงไว้ที่วัด เมื่อท่านได้อาหารมา ท่านก็ไปแบ่งให้โยมบริโภค พอโยมกินข้าวเสร็จ พอท่านฉันข้าวเสร็จ ท่านก็เทศน์โปรดโยมกัณฑ์หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่เคยเรียนนักธรรมมาเลย


พระบรมสารีริกธาตุเสด็จอยู่ในสมอง

...ได้ถามหลวงพ่อปานว่าหลวงพ่อโหน่งเทศน์ได้อย่างไร ท่านบอกว่า พระบรมสารีริกธาตุเสด็จอยู่ในสมอง นี่หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงโปรด

ถ้าพระบอกให้เทศน์ ท่านถึงจะเทศน์ พระบอกให้ทำอะไร ท่านถึงจะทำ อะไรก็ตาม ถ้าใครเขามานิมนต์ไปเทศน์หรือนิมนต์ไปไหนก็ตาม

ท่านบอกเดี๋ยว ถามพระก่อน แล้วท่านก็เข้าไปนั่งสมาธิในห้อง ( ในห้องสมาธิของท่าน ในห้องพระ ) แล้วก็กลับออกมา หากท่านบอกว่า พระท่านบอกไปไม่ได้ ท่านก็ไม่รับ

ถ้าพระบอกเทศน์ไม่ได้ ท่านไม่รับ ถ้าพระบอกไปเถอะ ท่านรับ ท่านบอกต้องอาศัยพระ นี่เป็นพิเศษ สำหรับพระในสมัยโบราณ.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 8/8/18 at 06:04 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 12/5 ]
(Update 3 กันยายน 2561)


เหตุที่ไม่ไปงานฝังลูกนิมิต


"...มีเรื่องปรากฏในครั้งหนึ่ง ในสมัยที่เจ้าคุณพิมลธรรม ( คนอุทัยนี่เอง ) เป็นเจ้าคณะมณฑลอยู่ที่วัดมหาธาตุในกรุงเทพฯ

ครั้งหนึ่งที่ วัดบางสะแก อำเภอสองพี่น้อง เขาจะฝังลูกนิมิต ก็กำหนดกันเรียบร้อยแล้ว ว่าวันไหนเป็นวันฝังนิมิต เป็นวันสวดนิมิต

แต่ว่าในจำนวนพระที่ถูกนิมนต์ก็มี "หลวงพ่อโหน่ง" อยู่องค์หนึ่ง "เจ้าคุณพิมลธรรม" ขอโทษ..สมัยหลังท่านเป็น "สมเด็จพระวันรัต"

สมเด็จพระวันรัตก็ไปตามกำหนด แล้วก็ปรากฏว่า ถึงวันนัดจริงๆ หลวงพ่อโหน่งไม่ยอมมา ท่านสมเด็จพระวันรัตก็บอกว่า ถ้าหลวงพ่อโหน่งยังไม่มา พวกเราก็ยังทำไม่ได้

สมเด็จพระวันรัตองค์นี้ ก็รู้สึกว่าท่านเป็นพระที่มีดี อยู่มากเหมือนกัน หมายความว่าท่านไม่ถือในตำแหน่ง ในฐานะที่ท่านเป็นสมเด็จ หรือไม่ถือว่าท่านเป็นเจ้าคณะมณฑล

ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อโหน่งเป็นแต่เพียงเจ้าอาวาสธรรมดา แต่ว่าเป็นพระที่ชาวบ้านยอมรับนับถือ ว่าเป็นพระผู้ทรงคุณความดีมาก

(วัดคลองมะดัน หรือวัดอัมพวันในปัจจุบันนี้)

เมื่อหลวงพ่อโหน่งยังไม่มาตามวันกำหนดนัด ท่านก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็งดไว้ก่อน รอจนกว่าหลวงพ่อโหน่งจะมา

พอวันรุ่งขึ้น หลวงพ่อโหน่งก็มาแต่เช้า ท่านสมเด็จพระวันรัตก็ถามว่า หลวงพ่อเมื่อวานนี้ ทำไมจึงไม่มา ท่านก็เลยบอกว่า

"..มาไม่ได้ พระไม่ให้มา เพราะว่าพิธีกรรมที่กำหนดไว้นั้น พระท่านบอกว่าทำไม่ถูก ทำผิด ถ้าทำแล้วสีมาเสีย ไม่เป็นโบสถ์ ทำสังฆกรรมไม่ได้"

สมเด็จพระวันรัตจึงถามต่อไปว่า พระท่านสั่งให้ทำอย่างไร ท่านก็บอกตามที่พระสั่ง แล้วสมเด็จพระวันรัตก็อนุโลมตาม

นี่แสดงถึงความดีของสมเด็จวันรัต (เฮง) ที่ท่านไม่ฝืน ไม่ถือว่าท่านเป็นคนมียศสูง มีตำแหน่งสูง เป็นผู้บังคับบัญชา ท่านถือเอาธรรมะเป็นสำคัญ นี่พระโบราณท่านมีดีอย่างนี้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 21/8/18 at 06:11 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 12/6 ]
(Update 14 กันยายน 2561)


หลวงพ่อเนียมกับอาจารย์แสง


"...ทีนี้จะเล่าเรื่องของ "หลวงพ่อเนียม" อีกสักนิด เทปมันจวนจะหมด อีกสักเรื่องหนึ่ง คือหลวงพ่อเนียมนี่ท่านเป็นนักเทศน์

ท่านเทศน์กับ "อาจารย์แสง" วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม อาจารย์แสงนี่ก็เป็นพระที่มีความรู้ทางไสยศาสตร์เก่งมาก แต่ว่าไม่เก่งกรรมฐาน เป็นนักเทศน์เก่งคล่อง มีชื่อเสียงมาก

วันหนึ่งท่านบอกว่าท่านไปก่อน ไปนั่งอยู่หัวอาสนสงฆ์ ชาวบ้านเขาก็มาหาท่าน เอานํ้าเอาท่ามาถวายท่าน เอาหมากพลูมาถวายท่าน ตามพิธีโบราณ

แล้วอาจารย์แสงมาทีหลัง เขาก็นั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ แล้วก็คุย พวกทายกทายิกาก็เข้าไปล้อมรอบ เพราะเขาคุยเก่ง

แล้วอ้าว..ขอโทษสิ ไอ้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลวงพ่อโหน่ง เป็นเรื่องของ "หลวงพ่อเนียม" ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องหลวงพ่อเนียมก็แล้วกันนะ นี่ไอ้เล่ามันก็อดเผลอ ๆ ไปไม่ได้ เพราะเรื่องมันนานแล้ว

เรื่องหลวงพ่อโหน่งเป็นอันว่าหมดไปเพียงนั้น นี่เรื่องของหลวงพ่อเนียม เป็นเรื่องเทศน์หลวงพ่อเนียมเป็นนักเทศน์ เทศน์กับอาจารย์แสง

หลวงพ่อเนียมนี่ หลวงพ่อปานบอกว่าเป็น พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ นี่ท่านเป็นคนรู้กฎของกรรม ใครตายแล้วไปเกิดที่ไหน ๆ ท่านเคยพูดให้ชาวบ้านฟัง

ไอ้เพราะพูดให้เขาฟังแล้ว เขาไม่รู้เรื่องด้วยนี่แหละ เขาจึงหาว่าท่านเป็นพระบ้า ๆ บอ ๆ ชาวบ้านใกล้เคียงไม่ค่อยจะนับถือเท่าไหร่นัก

นี่เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะ พระเขาถึงได้พูดกันไม่ได้ รู้อะไรแล้ว ก็ต้องหุบปากเฉยไว้ ถ้าขืนพูดไป เขารู้ด้วยไม่ได้ เขาหาว่าบ้า และคนที่หาว่าหลวงพ่อเนียมบ้าน่ะ ไม่ดีสักคน บ้าไปตาม ๆ กัน

มันเป็นอย่างนั้นเสียด้วย คนที่ดูถูกดูหมิ่นท่าน ก็ซวยไปตาม ๆ กันเหมือนกัน หลวงพ่อเนียมเล่าให้หลวงพ่อปานฟังว่า

ไอ้วันนั้นท่านแสงมันหาว่าข้าอวดอุตริมนุสธรรม รู้ว่าคนนั้นตายแล้ว ไปเกิดที่นั่นที่นี่ ไม่รู้จริงหรอก พระอย่างนี้ไม่ใช่พระไม่ใช่เจ้า อวดอุตริมนุสธรรม

ท่านบอกว่า ท่านนอนฟังเฉย ฟังหนัก ๆ เข้ารำคาญก็เลยลุกขึ้นมา เรียกบอก แสง..มาหาข้านี่ อาจารย์แสงก็มาหา บอกว่า แกว่าข้าอวดอุตริมนุสธรรมเหรอ ?

อาจารย์แสงก็บอกว่า ใช่
แกนึกว่าข้าไม่รู้เรื่องของแกหรือ ?

อาจารย์แสงก็บอกว่า ถ้ารู้จริงก็บอกมาสิว่า เวลานี้ผมมีสุขหรือมีทุกข์ ?

หลวงพ่อเนียมก็เลยบอกว่า แกน่ะมีทุกข์ แกจะสร้างโบสถ์ ขอยืมเรือมาด ๔ แจว ของชาวบ้านเขาไปบรรทุกทราย เรือเขาหายไป เวลานี้แกกำลังหนักใจใช่ไหม เรือเขาซื้อมา ๘๐๐ บาท

อาจารย์แสงก็กราบ บอกใช่ครับ
ท่านบอก แกมันโง่นี่ ถ้าแกมันฉลาดนิดเดียว แกก็ต้องไม่ลำบากใจ ไอ้เงิน ๘๐๐ บาท วันเดียวก็หาได้

อาจารย์แสงก็ถามว่าจะหาได้ด้วยวิธีไหนครับ ?

ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าแกกลับไปนะ ตอนเช้าแกบอกชาวบ้านเขา บอกว่าเวลานี้เรือขอยืมเขามา ชาวบ้านเขาก็รู้ทุกคน เรือมาด ๔ แจว เรือใหม่ ราคา ๘๐๐ บาท ของเขาหายไปจะต้องใช้เขา

ขอให้ชาวบ้านช่วยใช้เพราะว่าเรือลำนี้มาบรรทุกของสร้างโบสถ์ เมื่อช่วยใช้ค่าเรือแล้ว ก็จะได้มีอานิสงส์ร่วมกัน นึกว่าเป็นการช่วยกันในการสร้างโบสถ์ คราวนี้เงินจะเหลือ

ท่านบอกว่า พอบอกมันเท่านั้นแหละ อีวันนั้นเคยไปเทศน์กับมันคราวไร มันไล่เสียเกือบแย่ แต่ข้าก็ตอบมันได้ แต่วันนั้นมันไม่ไล่มาก คือว่าซักไม่มาก รู้สึกเกรงใจ

เมื่อกลับไปถึงวัดแล้ว ก็ไปพูดอย่างนั้น วันเดียวได้เงิน ๑,๐๐๐ บาทกว่า เกิน ๘๐๐ บาท ทีหลังมันเจอะข้าที่ไหน ก็ตามมันไหว้ข้าทุกที

นี่หลวงพ่อเนียมเล่าให้หลวงพ่อปานฟัง เรื่องมันข้ามกันไป เพราะเผลอไปคิดว่าเป็นเรื่องของหลวงพ่อโหน่ง.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/9/18 at 09:13 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/1 ]
(Update 27 กันยายน 2561)


บำเพ็ญบารมีมาดีย่อมพบครูดี


"...เอาละ..สำหรับเรื่องของอาจารย์ของหลวงพ่อปานก็จะระงับไว้เพียงเท่านี้ ความจริงครูบาอาจารย์ท่านมีอยู่อีก ที่นำมาพูดกันไว้ให้ฟัง ก็หมายความว่า พระที่มีบุญบารมีตามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น

คนที่มีบารมีมาเกิด ย่อมจะพบคนที่บรรลุมรรคผล ถ้าจะได้ครูบาอาจารย์ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่ดี

ถ้าปรารถนาฌานสมาบัติ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่มีฌานสมาบัติจริง ๆ
ถ้าอยากได้มรรคผล ก็ได้ครูบาอาจารย์ที่ได้มรรคได้ผลจริง ๆ.

...คนที่มีบารมีมาเกิด ย่อมจะพบคนที่บรรลุมรรคผล ถ้าจะได้ครูบาอาจารย์ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่ดี

ถ้าปรารถนาฌานสมาบัติ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่มีฌานสมาบัติจริงๆ ถ้าอยากได้มรรคผลก็ได้ครูบาอาจารย์ที่ได้มรรคผลจริงๆ เพราะมีบารมีเดิมส่งเสริม

คำว่า "บารมี" นี่หมายความว่า เราทำให้เต็มในความดีมาแล้ว ความดีส่วนใดส่วนหนึ่งทุกอย่างใน ๑๐ ประการ

ถ้าเต็มครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้าจะพบครูบาอาจารย์ก็พบไม่ผิด ซึ่งมันมีคติตรงกันข้ามกับ คนที่มีบารมียังไม่สมควร ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผลใด ๆ หรือแม้แต่ฌานโลกีย์

ถ้าจะพบครูบาอาจารย์ที่จะสอนสมาธิ หรือวิปัสสนาญาณ ก็ไปพบประเภทที่เรียกว่า "สุกเอา..เผากิน"

คือรู้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ไอ้ตัวเองก็ยังไม่ได้อะไร แต่ก็อยากจะเป็นครูบาอาจารย์เขา ตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์ สอนไปตามความเห็น ไปตามความเข้าใจของตนเอง

มันก็อาจจะผิด ๆ พลาด ๆ ไปบ้าง แต่บางทีก็ไม่บ้างหรอก เพราะไอ้ตัวไม่ได้ ถ้าสิ่งใดที่เกินวิสัยที่ตัวไม่ได้ไม่ถึงแล้ว

ก็ถ้าหากว่าลูกศิษย์ไปได้ไปเห็นเข้า ก็อาจจะคัดค้านว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จริง สิ่งเหล่านี้ไม่ควร หรืออาจจะเห็นว่า

ถ้าลูกศิษย์ทำอะไรได้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาจจะคิดว่าลูกศิษย์บรรลุมรรคผลแล้ว จบกันแค่นั้น อย่างนี้เป็นการทำลายความดีของลูกศิษย์

เจออาจารย์สอนผิด

...เรื่องแบบนี้เคยพบมา เพราะเคยไปเทศน์ที่ "เขาสนามแจง" อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี (เมื่อ ๔ - ๕ ปีแล้ว) พ.ศ. ๒๕๐๙

ปีนั้นเดินเข้าไปเที่ยวบนเขาไปเจออุบาสิกา ๒ คน คือผู้หญิงแก่ๆ ๒ คนบอกว่าอยู่ "โพธิ์นางดำ" ไปนั่งคราง..หึ่มๆ

ก็เลยสงสัยว่าแกเป็นอะไร ก็เลยเข้าไปหา เข้าไปถามว่าโยมเป็นอะไร ( คิดว่าแกไม่สบาย )
แกบอกว่าเปล่าค่ะ กำลังอัดขันธ์

ถามว่า "อัดขันธ์" เขาทำอย่างไร
แกบอก อัดขันธ์..เขาให้กลั้นลมหายใจ

ถามว่าใครสอน
แกบอกว่า ครู

ถามว่า ครูชื่ออะไร
แกบอกว่า ชื่อ "ชื้น"

ถามว่า "ชื้น" นี่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย
แกบอกว่า ผู้หญิง

ถามว่า เวลานี้ครูไปไหน
แกก็บอกว่า ครูไปตลาดจังหวัดสิงห์บุรี ไปซื้อของ

พอฟังแล้วก็ตกใจ เพราะว่าวิธีนี้ พระพุทธเจ้าทรงทำมาแล้วมันไม่บรรลุมรรคผล แล้วพระองค์ก็ทรงประกาศห้ามว่าอย่าปฏิบัตินะ มันไม่เกิดผล แต่นี่ยังแอบมีคนเอามาใช้อีก มันเป็นอย่างนี้

แล้วต่อมาก็พบลูกศิษย์ของ "อาจารย์ชื้น" คือผู้หญิงคนนั้นอีกหลายคน เขามาหาฉัน

เขาถามว่า ท่านเจ้าค่ะ ลองตรวจดูสิว่าธรรมะของฉันที่ได้นี่ มันเสื่อมไปหรือยัง

จึงถามว่า เป็นไงล่ะโยม
ถามว่า เมื่อปฏิบัติโยมได้อะไรมา

เขาบอกว่า เมื่อปฏิบัติอาจารย์บอกว่าได้องค์ธรรมแล้ว
ถามว่า องค์ธรรมมันเป็นอย่างไร

บอกว่า เวลานั่งไป บางครั้งก็เห็นรูปพระบ้าง บางครั้งก็เห็นสีเขียวสีแดงบ้าง เห็นภาพอะไรก็อะไร อย่างนี้อาจารย์บอกว่า จบหลักสูตรสำเร็จแล้ว

พอฟังแล้วก็ตกใจ เพราะว่านี่มันเป็นสมาธิต้น เป็นเพียงแค่ ขณิกสมาธิ (สมาธิเล็กน้อย)

ถ้าจะกล่าวถึงฌาน ก็ยังไม่ได้หนึ่งในสิบของฌานเลย แล้วทำไมอาจารย์จึงได้กล่าวว่า ได้มรรคผลจบหลักสูตรในพระพุทธศาสนา

นี่แหละ..ท่านผู้ฟัง คนที่มีบารมียังไม่เต็ม มีบารมียังไม่สมควร นี่ย่อมได้อาจารย์ที่มีความรู้ไม่สมควร

มีความรู้ไม่เต็ม มีความเข้าใจไม่ถูก ตามหลักสูตรตามความเป็นจริงของพระพุทธศาสนา.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 14/9/18 at 05:36 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/2 ]
(Update 11 ตุลาคม 2561)


ต้องหาอาจารย์ที่ปฏิบัติได้จริง


"...ข้อนี้ขอบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย ถ้ามีความสนใจในสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อฌานสมาบัติ หรือเพื่อมรรคผลใดๆ ก็จงพยายามสอดส่องค้นคว้าดูอาจารย์เสียก่อน

ถ้าอาจารย์ได้มรรคได้ผล ถ้าเราปรารถนามรรคผล ก็ไปปฏิบัติกับอาจารย์ที่ได้มรรคได้ผล ถ้าหาอาจารย์ที่ได้มรรคได้ผลจริงๆ เป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ ก็หาอาจารย์ที่ได้ฌานโลกีย์

เพียงให้ได้ฌานสมาบัติเพียงอันดับต้นเสียก่อน อย่างน้อยที่สุดเราก็จะยับยั้งชั่งอยู่เพียงแค่พรหมโลก เพียงเท่านี้ก็เป็นความดี

สำหรับความดีขั้นสวรรค์กามาวจรน่ะ ไม่จำเป็นต้องดิ้นทุรนทุราย แค่เราใส่บาตร หรือเราให้ทาน หรือทำบุญไหว้พระ เราก็มีโอกาสได้อยู่แล้ว

แต่ว่ากรรมฐานที่จะพึงปฏิบัติอย่างน้อย มันจะต้องได้มรรคผล อย่างตํ่าที่สุดก็ "ฌานโลกีย์" นั่นแหละ จึงเป็นการสมควร

ฉะนั้นขอบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย ถ้ามีความสนใจอย่างนี้ ก็จงแสวงหากฎตามนี้ เรียกว่าหาอาจารย์ที่เขาได้..ที่เขาถึง..ที่เขาทำเป็น..ที่เขาทำได้

จึงจะสมควรแก่การมานะพยายามอุตสาหะวิริยะบากบั่น มิฉะนั้นแล้วก็จะเหนื่อยเปล่า


เรื่องราวหลวงพ่อโหน่ง

...สำหรับเรื่องราวของหลวงพ่อโหน่งนี้ ก็รู้สึกว่ายังไม่หมดทีเดียว จะขอนำเรื่องที่ยังค้างอยู่มาเล่าให้ฟัง พอให้บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายจะได้พึงฟังไว้เป็นการรับรู้

สำหรับหลวงพ่อโหน่งนั้น ปฏิปทาของท่านเท่าที่กล่าวมาโดยย่อ ท่านทั้งหลายก็ได้รับฟังไว้แล้ว ก็คงจะรู้ว่าสำหรับนักปฏิบัติกรรมฐาน ถ้าเข้าถึงลำดับเขาเรียกกันว่า "พระสิงอยู่ในจิต"

คำว่า "พระสิงอยู่ในจิต" ก็หมายความว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วเจริญวิปัสสนาญาณได้ผ่องใส จิตใจปราศจากกิเลส สภาวะสิ้นตัณหา ปราบตัณหาได้โดยสิ้นเชิงแล้ว จิตของท่านผู้นั้น ก็ชื่อว่าเป็นจิตของพระ

เมื่อจิตเป็นพระ พระก็ย่อมสิงในจิต คือมีอารมณ์จิตเป็นทิพย์ สภาพของคนที่มีอารมณ์จิตเป็นทิพย์นั้นย่อมรู้อะไรต่ออะไรได้ทุกอย่างตามความประสงค์

ตัวอย่างเช่นที่หลวงพ่อโหน่งท่านกล่าวว่า ถ้าบุคคลใดจะไปนิมนต์ท่าน ท่านจะถามพระว่าพระจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต

ที่เป็นอย่างนี้ท่านผู้ฟังอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะคิดว่าพระนี่มาจากไหน ก็จะขอบอกว่าคำว่าพระไม่ใช่ใคร แต่เป็นบารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

หรือว่าเป็นบารมีของพระอัครสาวก หรือพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่งที่เป็นพระอริยเจ้า คอยบอกเล่าให้ทราบ ตอนนี้ท่านอาจจะสงสัยว่าเขาจะทราบกันได้อย่างไร ในเมื่อท่านทั้งหลายเหล่านั้นไปนิพพานแล้ว

คราวนี้คำว่า "นิพพาน" มันเป็นเรื่องที่จำจะต้องคิด สำหรับนักศึกษาใหม่ ๆ มักจะเคยฟังจากครูบาอาจารย์ทั้งหลายว่า "พระนิพพานมีสภาพสูญ"

หมายความว่า "สูญจากสภาวะทั้งหมด" และจะไม่ปรากฏเป็นกาย โดยกล่าวแต่เพียงว่าถ้ายังมีการเกิดอยู่เพียงใด ความทุกข์ก็ย่อมมีอยู่ตราบนั้น ถ้าขณะใดความเกิดไม่ปรากฏ ขณะนั้นก็สิ้นทุกข์


นิพพานคือไม่เกิดแล้ว

...ฉะนั้นท่านจึงหมายความว่า "พระนิพพาน" นี่หมายถึงไม่เกิด ตามที่เรียนกันมาในหลักสูตรนักธรรมโท ครูอธิบายว่า

มีสภาพเหมือนควันไฟลอยขึ้นไปในอากาศ จะหาที่หมายที่ใดที่หนึ่งก็หาไม่ ความจริงคำอธิบายอย่างนี้อาตมาเองหรือฉันเอง ก็ต้องขอประทานอภัยต่อครูผู้สอน ถึงอย่างไรก็ดีท่านก็เป็นผู้มีพระคุณให้ความรู้เบื้องต้นแก่ฉัน

แต่สำหรับคำอธิบายที่กล่าวว่า พระนิพานมีสภาพสูญ มีอุปมาเหมือนควันไฟที่ลอยไปในอากาศ ย่อมไม่มีที่หมายปลายทางฉันใด

ข้อนี้ฉันจะต้องขอกล่าวว่าที่ท่านอธิบายอย่างนั้น ท่านอาจจะอธิบายเข้าใจพลาดไปจากคำสอนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ได้

เมื่อท่านเองเป็นผู้ยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว อาจจะค้นคว้าตำรับตำราทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อฟังมาอย่างนั้น ดูตำรามาอย่างนั้น

ตำราก็เขียนมาอย่างนั้นท่านก็พูดไปอย่างนั้น จะไปเหมาเอาว่าท่านทำผิด หรือว่าพูดผิดโดยเจตนาก็หามิได้

เพราะว่าการที่พูดตามตำราก็ดี หรือพูดตามที่ครูบาอาจารย์สอนสืบเนื่องกันมาก็ดี ก็ถือว่าเป็นการพูดถูก ตามที่ท่านรับฟังกันมา

อันนี้จะไปโทษท่านว่าเป็นผู้ผิดเพราะ การอธิบายโดยเจตนาก็ไม่ถูก แต่ว่าการกล่าวว่า พระนิพพานมีสภาพสูญ อย่างนั้น

พระพุทธเจ้าจัดว่าเป็น "อุทเฉททิฏ"ฐิ คือเป็น "มิจฉาทิฏฐิ" อย่างหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ก็อยากจะพูดให้ฟังว่าพระนิพพานเป็นอย่างไร..?


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/9/18 at 04:33 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/3 ]
(Update 23 ตุลาคม 2561)


นิพพานเป็นทิพย์อันละเอียด


"...คำว่า "พระนิพพาน" นี้เป็นสภาพละเอียดเป็นทิพย์อันหนึ่ง สำหรับผู้ถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมจะพูดอย่างนี้

คือว่าพระนิพพานนี้เป็นทิพย์อันละเอียดที่สุด คือนอกเหนือจากกามาวจรสวรรค์ หรือพรหมโลก

สำหรับกามาวจรสวรรค์ หรือพรหมโลกอันเป็นส่วนฌานโลกีย์ อันนี้ย่อมตกอยู่ในวิสัยของโลก ก็เมื่อสิ้นวาสนาบารมีแล้ว ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเปรตเป็นอสูรกาย ตามอำนาจบุญบารมีที่เหลือของท่านนั้น ๆ

หากว่าท่านบำเพ็ญกุศลไว้น้อย ถ้าตายจากความเป็นมนุษย์ เพราะอำนาจของสิ่งที่เป็นกุศลในตอนต้น กุศลก็จะดลบันดาลให้ท่านไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง ไปเกิดเป็นพรหมบ้าง และอำนาจกุศลนั้นสิ้นไป

แล้วเหลือกรรมที่เป็นอกุศล กรรมที่เป็นอกุศล ก็จะดึงดูดท่านทั้งหลายเหล่านั้น ให้ตกลงในอบายภูมิ คือเกิดในนรกบ้าง เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์

เพราะสภาพการเกิดเป็นมนุษย์ย่อมทำทั้งความดีและความชั่ว ทั้งนี้ยกเว้นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ย่อมไม่สร้างเวรสร้างกรรมให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลายเหล่าอื่น

สิ่งใดที่เป็นโทษเป็นอกุศล พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ย่อมไม่กระทำให้ปรากฏ

นิพพานอยู่เหนือวัฏฏะ

ทีนี้เมื่อกล่าวโดยสภาวะของพระนิพพาน พระนิพพานท่านกล่าวว่า มีอำนาจนอกเหนือจากอำนาจของวัฏฏะ คือความวน

วัฏฏะ แปลว่า วน คือมันวนไปวนมา เกิดเป็นมนุษย์แล้วก็เกิดเป็นเทวดา หรือเกิดเป็นสัตว์นรก หรือเกิดเป็นพรหม หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็วนไปวนมาอย่างนี้ไม่สิ้นสุด ถ้ายังตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสและตัณหา

เมื่อท่านผู้ใดมีอำนาจกิเลส และตัณหาสิ้นไปแล้ว หมายความว่าทำกิเลส และตัณหาให้สิ้นไป เช่นพระอรหันต์ ท่านทั้งหลายเหล่านี้มีแดนเป็นที่เกิดอีกอันหนึ่ง เขาเรียกกันว่า "นิพพาน"

ดับจากตัณหา ๓ ประการ

นิพพานตัวนี้แปลว่าสภาพดับ คือดับอำนาจของความทุกข์ทั้งหมด อำนาจของความทุกข์ที่จะมีเกิดขึ้นได้ก็เพราะอาศัยตัณหา ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

กามตัณหา มีสภาวะอยากได้ สิ่งที่ไม่เคยมี อยากจะให้มีขึ้น

ภวตัณหา สภาพสิ่งใดที่หามาได้แล้วมีแล้วก็อยากจะให้ทรงสภาพอย่างนั้นไม่ให้เปลี่ยนแปลง

วิภวตัณหา สภาพใดเมื่อเข้าถึงความเปลี่ยนแปลง ของความทรุดโทรม กำลังจิตของบุคคลประเภทนั้นที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ "วิภวตัณหา" ก็อยากจะฝืนกฎธรรมดา เช่น

เป็นคนแก่แล้วก็ไม่อยากแก่ ร่างกายทรุดโทรมไม่อยากจะทรุดโทรม ถึงเวลามันจะตายก็ไม่อยากตาย หาทางป้องกันด้วยประการต่าง ๆ

ถึงแม้จะรู้อยู่ว่าการป้องกันนั้นไม่ได้ผล ก็พยายามจะทำทุกอย่างเท่าที่จะพึงกระทำได้ อย่างนี้เรียกว่าอำนาจของ "วิภวตัณหา"

ในเมื่อตัณหาทั้ง ๓ ประการนี้ไม่สามารถจะครอบงำจิตของท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นเรียกกันว่าพระอรหันต์

แล้วก็พระอรหันต์นี่แหละ เข้าถึงสภาพของพระนิพพาน พระนิพพานอยู่ที่ไหนก็ตอบไม่ยาก ว่าพระนิพพานอยู่นอกสภาพของโลก

คำว่า "โลก" จะเป็นมนุษยโลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี อันนี้ยังอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส และตัณหา

พระนิพพานมีดินแดนอีกอันหนึ่งเป็นทิพย์ ที่ละเอียดกว่าพรหมโลก อยู่ไกลจากพรหมโลกขั้นสูงสุดไม่มากนัก นี่คือวัดระยะของความเป็นทิพย์

แล้วดินแดนอันนั้น ถ้าท่านผู้ใดไปแล้ว ต้องไม่กลับเวียนว่ายตายเกิด ไม่วนไปวนมา มีสภาพอยู่แน่นอน

หมายความว่าเกิดในที่นั้นแล้ว ไม่มีการตายอีก สภาพของการเกิดไม่มีขันธ์ ๕ อย่างมนุษย์ แต่มีสภาพเป็นทิพย์ อย่างเทวดาหรือพรหม

แต่ว่าละเอียดกว่านั้น ผ่องใสกว่านั้น สวยสดงดงามกว่านั้น มีความสุขอย่างเดียวไม่มีความทุกข์ ขึ้นชื่อว่าความขัดข้องนิดหนึ่ง ในอารมณ์ของจิตของท่านผู้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานไม่มี


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/10/18 at 08:14 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/4 ]
(Update 10 พฤศจิกายน 2561)


ปฏิบัติถึงจะรู้ซึ้งซึ่งนิพพาน


"...พระนิพพาน..ถ้าหากจะถามว่าจะรู้ได้อย่างไร อันนี้ตอบได้ไม่ยาก คือจะรู้ได้ด้วยการปฏิบัติถึง

ถ้าจะถามว่า ผู้พูดนี่ปฏิบัติถึงแล้วหรือยัง ก็ขอตอบได้ไม่ยากว่า ถ้าปฏิบัติถึงเมื่อไร ก็ถึงเมื่อนั้น

ถ้ายังไม่ถึงมันก็ไม่ถึง แล้วเวลาพูดนี่เอาหลักเกณฑ์ที่ไหนมาพูด หลักเกณฑ์ในการพูดก็คือ

๑. ได้จากพระที่เข้าถึงมรรคผล
๒. ได้จากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏมีในพระไตรปิฎก

อันนี้มีมากมายในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระนิพพานมีสภาพไม่สูญ อย่างที่ "ท่านพระโมฆราช" ถามพระพุทธเจ้าว่า พระนิพพานมีสภาพสูญใช่ไหม ?

พระองค์ทรงตอบว่า พระนิพพานกิเลสดับตัณหาดับ ดับกิเลสตัณหาและขันธ์ ๕ ได้สิ้นเชิง พระองค์ทรงตอบเท่านี้

ท่านทรงคัดค้านว่า การกล่าวว่านิพพานเป็นสภาพสูญ ไม่เป็นความจริง เมื่อกิเลสดับ ตัณหาดับ แล้วก็ขันธ์ ๕ ดับอะไรมันเหลือ

ถ้าฟังกันให้ดีคิดกันให้ดีแล้วจะต้องรู้ว่า จิตมันยังเหลืออยู่ จิตไม่ได้ดับ ไอ้สภาพของจิตคือ สิ่งที่เป็นทิพย์แท้มันไม่ได้ดับ มันเข้าไปสู่พระนิพพานอันนี้

และที่พระนิพพานมีตัวมีตนไหม ก็ตอบว่ามี ตัวเป็นทิพย์ ตัวละเอียด ถ้าใครอยากจะรู้พระนิพพานจริงๆ ก็ขอให้ปฏิบัติอย่างนี้ ปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์ ทำสมาธิให้ตั้งมั่น ทำกันอย่างดีที่สุดไปถึงสมาบัติ ๘

เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้ว ก็กลับมาเจริญวิปัสสนาญาณให้แจ่มใส เมื่อได้วิปัสสนาญาณแจ่มใส แล้วชำระจิตให้เป็นทิพย์ เมื่อทำจิตให้เป็นทิพย์แล้ว

ตอนนี้จะรู้สภาวะของพระนิพพานอย่างไม่สงสัย ทำจิตให้เป็นทิพย์สามารถเห็นผีได้เห็นเทวดาได้ เห็นพรหมโลกได้ เห็นสภาวะของอรูปพรหมได้ แล้วก็จะเห็นพระนิพพานได้

ถ้าใครสงสัยเรื่องพระนิพพาน ให้ปฏิบัติอย่างนี้ อย่ามัวเอาตำรามาเถียงกัน คนที่ใช้ตำรา ถ้าพูดอะไรก็อ้างตำรา ๆ อย่างนี้ก็ชื่อว่าคนนั้นไม่มีสมรรถภาพในตัวเอง คือว่าไม่มีความสามารถในการปฏิบัติ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การปฏิบัติคือคุณงามความดีในพระพุทธศาสนา เป็น "ปัจจัตตัง" เมื่อใครปฏิบัติถึงแล้วมันรู้เองเห็นเอง ความสุขมันจะเกิดขึ้น

แม้แต่การปฏิบัติเข้าถึงพระพุทธศาสนาในขั้นเล็ก ๆ แค่มีศีลบริสุทธิ์ก็จะรู้สึกว่า คุณงามความดีของพระศาสนาให้ผลเป็นสุข

ถ้ามีสมาธิตั้งมั่นถึงฌานสมาบัติ จะรู้จักความเยือกเย็นของจิต รู้ว่าจิตมีกำลังมาก จิตมีอานุภาพมาก มีอารมณ์จิตสงบมาก มีความสบายยิ่งกว่าศีล

เมื่อเข้าถึงขั้นวิปัสสนาขั้นสูงสุด จะเห็นว่าโลกทั้งโลกไม่มีอะไรดี แต่ก็ไม่รำคาญชาวโลก เพราะรู้สภาพตามความเป็นจริง

จิตของท่านผู้นี้ย่อมเข้าถึงความสุขอย่างละเอียดที่สุด นี่เป็นสภาพของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาได้ผล


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/10/18 at 04:32 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/5 ]
(Update 19 พฤศจิกายน 2561)


อย่าถือตำรามากกว่าปฏิบัติ


"...เราอย่าเถียงกันด้วยการอ้างตำรา อย่าเถียงกันด้วยการอ้างขั้นความรู้ ที่เรียนมาตามลำดับชั้นตามตำรา และอย่าเถียงกันด้วยอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ นี่มันเป็นเหตุของอบายภูมิทั้งสิ้น

เพราะว่าการยึดถือตำราเกินไปก็ดี อะไร ๆ ก็เอาแต่ตำรา ตำราท่านว่าอย่างนั้น หรือว่าฉันเรียนมาถึงชั้นนั้นชั้นนี้แล้วฉันยังไม่พบ หรือว่าฉันมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ฉันยังไม่พบ

เพราะไอ้การเกาะตำราก็ดี การถือขั้นอันดับการเรียนก็ดี การถือยศถือศักดิ์ก็ดี อันนี้มันเป็นโลกียวิสัย เขาเรียกกันว่าโลกธรรมเป็นกฎของโลก ไม่ใช่กฎของความเป็นพระอริยะ

แล้วคนยังติดด้วยอำนาจของกิเลสและตัณหา จะมองเห็นอะไร ดวงตาของสัตว์และบุคคลมีสภาพผ่องใส หรือว่าดวงตาของบุคคลและสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น

โดนใครเขาเอาโคลนเข้ามาปิดเสียหนาเลอะเทอะ ไม่สามารถจะมองอะไรเห็น สภาพของตาที่ผ่องใสจะสามารถเห็นอะไรได้

ก็ไม่สามารถจะเห็นได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด แต่ดีอยู่อย่างเดียวที่ประสาทจักษุยังดีอยู่

ถ้าสามารถลอกโคลนตม ที่พอกนัยน์ตาออกมาได้ให้หมดเมื่อไร เมื่อนั้นดวงตาก็จะแจ่มใสสามารถจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ตามความประสงค์

ข้อนี้มีอุปมาฉันใด แม้แต่จิตของคนก็เหมือนกัน จิตของคนก็ประกอบไปด้วยอำนาจของกิเลสและตัณหาพอกพูน ย่อมมีสภาพเหมือนคนตาบอด


เราต้องปฏิบัติให้รู้ยิ่งเห็นจริง

...คนที่เกาะตำราอ้างตำรับตำรา คุยเก่งโดยอาศัยตำราเป็นเกณฑ์ แต่รวมความว่าสิ่งที่รู้มาทั้งหมดไม่ใช่รู้เอง รู้แต่เพียงเขาว่า

ไอ้ตำราน่ะคนอื่นเขาเขียนเขาว่าไว้ ไม่ใช่รู้เอง ไม่ใช่ปัจจัตตัง ที่พระพุทธเจ้าบอกจะต้องรู้เอง ทำให้ถึงเอง

คนรู้เองทำให้ถึงเองเท่านั้น จัดว่าสาวกของพระพุทธเจ้าจริง ๆ หรือจัดว่าเป็นพุทธศาสนิกชนจริง ๆ

คนใด..ถ้ายังเก่งเพียงแค่ตำราท่านว่าหรือเขาว่ามา บุคคลประเภทนั้นก็เอาปูนวงหัว ได้เลยทีเดียวว่าบุคคลประเภทนี้ยังเอาตัวไม่รอด

จะป่วยกล่าวไปใยถึงพระนิพพาน แม้แต่หลังตนเองเขาก็ยังมองไม่เห็น อันนี้พูดมากไปเสียแล้ว ขอโทษท่านผู้ฟัง ท่านอาจอยากจะฟังเรื่องของ "หลวงพ่อโหน่ง" กันต่อไป.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/11/18 at 05:50 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/6 ]
(Update 28 พฤศจิกายน 2561)


หลวงพ่อโหน่งมีจิตเป็นทิพย์


"...ทีนี้สำหรับ "หลวงพ่อโหน่ง" ท่านชำระจิตได้ละเอียด หากจะถามว่าเอาอะไรเป็นเครื่องรู้ คนพูดเป็นพระศาสดาเอง หรือไม่ใช่เป็นศาสดาเอง

แต่อ้างเอาเหตุของท่านนั่นแหละ ที่ท่านอ้างว่าพระท่านว่าอย่างนั้น พระว่าอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปตามความจริงอย่างนั้น นี่ชื่อว่าท่านเป็นผู้รู้จริง ไม่ใช่เป็นผู้อ้างตำรา

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อโหน่งไม่เคยเรียนตำรับตำรา ไม่เคยศึกษาพระปริยัติธรรม ก็สามารถเทศน์ได้ทุกอย่าง

แม้แต่ปรมัตถธรรมที่ละเอียดก็สามารถเทศน์ได้ ทั้งนี้เพราะว่า "จิตท่านเป็นทิพย์" และกรรมวิธีต่างๆ เช่นผูกโบสถ์ ฝังลูกนิมิต เป็นต้น

พิธีกรรมนี้ถูกหรือผิดท่านก็รู้ แม้แต่สมเด็จพระวันรัต (เฮง) ท่านกล่าวว่าเป็นนักตำรับตำรา ที่คนทุกคนพระทุกองค์เกรงใจท่าน เรื่องตำรานี้สู้ท่านไม่ได้

พระไตรปิฎกนี่ชํ่าชอง แต่ถึงกระนั้นก็ดีหลวงพ่อโหน่งยังค้านเสียได้ ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัตยังยอมรับนับถือการแนะนำของหลวงพ่อโหน่ง

ที่ท่านกล่าวว่าพระว่าอย่างนั้น พระว่าอย่างนี้ เพราะตามที่หลวงพ่อโหน่งว่าน่ะ ไม่ได้ค้านกับตำราแต่ว่าละเอียดกว่า มีความเข้าใจดีกว่าคนที่อ่านตำรา

นี่เป็นอย่างนี้ เหตุผลอย่างนี้แหละ ที่กล่าวว่าหลวงพ่อโหน่งมีจิตอันเป็นทิพย์ คือไม่ใช่ทิพย์อย่างกามาวจร เป็นทิพย์ขั้นละเอียดทีเดียว ไม่ใช่ทิพย์ขั้นกามาวจรต้องเป็นทิพย์ที่สูงไปกว่านั้น

หลวงพ่อโหน่งเป็นผู้มีจิตอันเป็นทิพย์อันละเอียด ทีนี้เมื่อกาลที่ท่านมรณภาพ มีอาการแปลกอยู่อย่างหนึ่ง

คือเมื่อเวลาที่ท่านมรณภาพ ท่านนอนตะแคงขวาตามแบบสีหไสยาสน์ แล้วมือทั้งสองของท่านพนมอยู่เสมออย่างนั้นจนกระทั่งสิ้นใจ.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/11/18 at 04:45 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/7 ]
(Update 16 ธันวาคม 2561)


หลวงพ่อโหน่งมรณภาพ


"...เมื่อท่านตายแล้วมรณภาพไปแล้ว เขาเก็บศพของท่านไว้ถึง ๑๓ เดือน ทีนี้เมื่อถึงเวลาวันเผา ถึงกำหนดการเผามาถึง เขาก็มาตามหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

ไอ้ตอนนั้นฉันยังอยู่ ฉันอยู่กับหลวงพ่อปาน ก็พอดีหลวงพ่อปานมีงานยกช่อฟ้าศาลาที่ วัดช่องลม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

เพราะท่านไปสร้างศาลาหลังนั้น เป็นศาลาคอนกรีตทั้งหลัง ทั้งข้างบนข้างล่าง ทั้งหลังคาเสร็จ บนหลังคาตั้งใจจะทำสระบัว หมายความว่า จะเอาดินใส่เอานํ้าหล่อ เอาบัวปลูกบนนั้น

แต่ว่าบังเอิญ "พระสาโรจน์" ในสมัยนั้นเป็นอธิบดีกรมศิลปากรคัดค้าน บอกว่ากำลังไม่พอ

ทำอย่างนั้นต่อไปศาลาอาจจะเป็นอันตราย จะหักลงมาจะพังลงมา จะทรุดโทรมได้ง่าย ขอให้ยับยั้ง ท่านจึงยับยั้งไว้

ศาลาหลังนั้นเมื่อท่านสร้างท่านกำหนดวันยกช่อฟ้า ตรงกับที่คณะกรรมการของหลวงพ่อโหน่งจัดการที่จะเผาหลวงพ่อโหน่งพอดี

เมื่อเขามานิมนต์ให้ท่านเป็นประธาน ท่านก็บอกว่าฉันก็กำหนดงานยกช่อฟ้าเสียแล้ว แล้วเวลาก็ใกล้เข้ามาแล้ว เรียกว่ากลับไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้

แล้วท่านก็สั่งว่า ฉันไปไม่ได้ ก็ให้ทำกันเท่าที่ตกลงกันไว้ แต่ข้อแม้มีอยู่ว่า ถ้าร่างกายของท่านมีสภาพไม่ทรุดโทรม

หมายความว่ามีสภาพเป็นปกติขอให้รักษาศพไว้ จงอย่าเผา คนที่มาตามท่านเขาก็รับคำ

แต่ครั้นกลับไปถึงแล้วจริง ๆ เมื่อเปิดหีบศพขึ้นมาดู ก็ปรากฏว่าสภาพร่างกายของท่านเมื่อเวลาที่ท่านนอนเจ็บ

คือตายลงไปใหม่ๆ มีสภาพเป็นอย่างไร ท่านก็เป็นอย่างนั้น อาการจะเปลี่ยนแปลงสักนิดเดียวก็ไม่มี การขึ้นการอืดการเปลี่ยนแปลงน้อยหนึ่งก็ไม่ปรากฏ

คราวนี้ คนที่มาบอกหลวงพ่อปานเขาก็บอกว่า หลวงพ่อปานสั่งไว้อย่างนั้น แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วย จะเผาก็ตกลงเผา

ทีนี้คนน้อยนี่ก็คัดค้านเขาไม่ได้ก็จำยอม เมื่อวันเผา แต่ว่าฉันไม่ได้ไป แต่ว่ามีคนเขามาเล่าให้ฟัง เล่าให้หลวงพ่อปานฟัง

คนที่มาบอกให้ฟังน่ะมีจำนวนมาก แต่ว่าคนสำคัญมีคนหนึ่งคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี สมัยนั้นคือ "พระยาพิศาลสารเกษตร" ท่านมาบอกให้หลวงพ่อปานฟังว่า

เมื่อคราวที่เผาหลวงพ่อโหน่ง คนทั้งวัดที่มาเผาจำนวนมากเหลือเกิน เต็มวัดเต็มวา เพราะมีคนเคารพนับถือมาก พากันเห็นเทวดากลางวัน เขาว่าอย่างนั้น

หลวงพ่อปานท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ท่านเจ้าคุณตาฝาดไปละมั้ง อะไรกันเทวดาจะให้คนเห็น

พระยาพิศาลสารเกษตรท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ผมเห็นคนเดียวนะครับ ถ้าใครเขามาเล่าให้ผมฟังน่ะผมไม่เชื่อเด็ดขาด แต่นี่ผมเห็นด้วยตาของตนเอง ลูกเมียผมเห็น คนที่เขาไปเห็นหมด

หลวงพ่อปานก็ถามว่า เทวดามีรูปร่างเป็นอย่างไร ?

พระยาพิศาลสารเกษตรก็บอกว่า รูปร่างสวยจริงๆ ครับเทวดา มีรูปร่างสะโอดสะอง มีรัศมีกายออกมา มีเครื่องประดับแพรวพราว

หลวงพ่อปานก็ถามว่า เห็นกี่องค์ ?

พระยาพิศาลสารเกษตร ก็ตอบว่า เท่าที่เห็นประมาณ ๑๒ - ๑๓ องค์ มาลอยอยู่รอบเมรุที่จะเผาท่าน

แล้วท่านก็ถามว่า แล้วมีอะไรอีก ?

ท่านพระยาพิศาลสารเกษตรก็บอกว่า ไม่มีอะไรอีก เห็นกันจนกว่าเวลาใกล้คํ่า ทุกคนที่ใส่ไฟเผาหลวงพ่อโหน่งนี่ ต่างคนต่างก็ไม่ไปไหน ต่างยืนชมบารมีของเทวดา ความสวยสดงดงามของเทวดา.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/11/18 at 05:24 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/8 ]
(Update 27 ธันวาคม 2561)


เทวดามางานเผาศพหลวงพ่อโหน่ง


"...ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี สมัยนั้นคือ "พระยาพิศาลสารเกษตร" ท่านมาบอกให้หลวงพ่อปานฟังว่า

เมื่อคราวที่เผาหลวงพ่อโหน่ง คนทั้งวัดที่มาเผาจำนวนมากเหลือเกิน เต็มวัดเต็มวา เพราะมีคนเคารพนับถือมาก พากันเห็นเทวดากลางวัน เขาว่าอย่างนั้น

หลวงพ่อปานท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ท่านเจ้าคุณตาฝาดไปละมั้ง อะไรกันเทวดาจะให้คนเห็น

พระยาพิศาลสารเกษตรท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ผมเห็นคนเดียวนะครับ ถ้าใครเขามาเล่าให้ผมฟังน่ะผมไม่เชื่อเด็ดขาด แต่นี่ผมเห็นด้วยตาของตนเอง ลูกเมียผมเห็น คนที่เขาไปเห็นหมด

หลวงพ่อปานก็ถามว่า เทวดามีรูปร่างเป็นอย่างไร ?

พระยาพิศาลสารเกษตรก็บอกว่า รูปร่างสวยจริงๆ ครับ เทวดามีรูปร่างสะโอดสะอง มีรัศมีกายออกมา มีเครื่องประดับแพรวพราว ประมาณ ๑๒ - ๑๓ องค์ ลอยอยู่รอบเมรุที่จะเผาท่าน

แล้วหลวงพ่อปานก็ถามว่ามีอะไรอีก ?

ท่านพระยาพิศาลสารเกษตรก็บอกว่า ไม่มีอะไรอีก เห็นกันจนกว่าเวลาใกล้คํ่า ทุกคนที่ใส่ไฟเผาหลวงพ่อโหน่งนี่ ต่างคนต่างก็ไม่ไปไหน ต่างยืนชมบารมีของเทวดา ความสวยสดงดงามของเทวดา

เมื่อเวลาใกล้จะมืดสนิท หมายความว่าพอเริ่มจุดเทียนจุดไฟให้แสงสว่าง เทวดาก็กลับ เวลากลับก็เห็นแสงสว่างไปลิ่วจนสุดสายตาคล้าย ๆ กับดาวเคลื่อนที่

นี่เป็นอานุภาพความดีของหลวงพ่อโหน่ง แม้แต่ท่านตายไปแล้วเวลาที่เขาจะเผาเทวดาก็ยังมาร่วมงาน

แต่ว่าเทวดาองค์นั้นจะเป็นใครนี่ ฉันก็ไม่ได้ถามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านได้ฟังจาก พระยาพิศาลสารเกษตรพูดอย่างนั้น

ท่านก็ยิ้ม ท่านก็บอกว่าเป็นไปได้..เจ้าคุณ เพราะว่าหลวงพ่อโหน่งท่านเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง

พอท่านพูดแบบนี้รู้สึกว่า พระยาพิศาลสารเกษตรทำท่าตกใจ ถามว่าหลวงพ่อทราบหรือครับ ท่านบอกทราบ

เพราะอาตมาเคยสัมผัสกันอยู่ใกล้ชิดกัน เคยคบหาสมาคมกัน เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน แล้วก็หลวงพ่อโหน่งเมื่อเขาเอาศพออกมา เพื่อจะเผาแล้วไม่เน่า อาตมาก็รู้

แต่ความจริงคนที่นั่นเขาโง่ ถ้าเขาเก็บศพไว้วัดจะกลายเป็นทองคำ เพราะคนจะบูชากันเสมอ อาตมาได้เตือนไปแล้วบอกคนที่เขามาตามไปแล้วว่า

ถ้าศพไม่เน่ามีสภาพปกติให้เก็บรักษาไว้ แต่เขาไม่เชื่อ พระยาพิศาลฯ ตกใจถามว่าหลวงพ่อรู้ก่อนแล้ว บอกเขาไปก่อนหรือ

ท่านบอกว่า ได้บอกเขาไปก่อน เป็นอันว่าสำหรับคนในจำนวนที่มาบอกท่าน มาพร้อมกับพระยาพิศาล ฯ ก็ปรากฏว่าเป็นคนเคยมาหาท่านมานิมนต์ท่าน

เขาก็บอกว่าหลวงพ่อสั่งไปอย่างนั้นจริง แต่ว่าคนอื่นเขาไม่เชื่อนี่ แม้แต่ท่านเจ้าคุณเองก็ยังไม่เชื่อ

พระยาพิศาลสารเกษตรก็เลยบอกว่า ผมน่ะไม่มีอำนาจครับ ถ้าคนอื่นเขาจะทำผมก็ปล่อยทำ ผมเป็นคนนำไฟหลวงไปเท่านั้น ไม่มีอำนาจอย่างอื่น หลวงพ่อปานก็เลยบอกว่า เรื่องนั้นเป็นอันยกกันไป..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/12/18 at 04:14 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 13/9 ]
(Update 10 มกราคม 2562)


เป็นพระอริยเจ้าขั้นสูง


"...เป็นอันว่าท่านทั้งหลายได้เผาศพ พระอริยเจ้าขั้นสูง คือพระอรหันต์ จัดว่ามีบุญมาก พอท่านพูดเท่านั้นทุกคนพากันตกใจ บอกว่ากลับไปจะไปเอากระดูก

หลวงพ่อปานบอกว่าป่วยการ เรื่องกระดูกไม่สำคัญ สำคัญมีอย่างเดียวคือจำไว้ว่า หลวงพ่อโหน่งปฏิบัติอย่างไรปฏิบัติตนแบบนั้นนั่นแหละ สมควรอย่างยิ่ง

การไปเอากระดูกมาเก็บไว้แล้ว ก็ไม่สนใจอะไรกระดูก รักษาแต่เพียงกระดูกอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์

ถ้าจะทำให้เกิดประโยชน์ ก็ต้องรักษาความดีของท่าน บูชาด้วยปฏิบัติบูชาเสีย พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

การบูชาด้วยเอากระดูกมาเก็บไว้ แล้วก็หาดอกไม้ธูปเทียนเป็นเครื่องสักการะ การบูชาอย่างนี้มีผลเหมือนกัน แต่ว่าน้อยเต็มที

บูชาพันครั้งสู้การปฏิบัติบูชา คือปฏิบัติตามที่ท่านปฏิบัติมาแล้วครั้งเดียวไม่ได้ คือจะมีอานิสงส์มากกว่า เพราะว่าการปฏิบัติตามท่านถ้าทำบ่อย ๆ อาจจะถึงอริยมรรคอริยผลอย่างท่านก็ได้

อันนี้เป็นเรื่องราวของ "หลวงพ่อโหน่ง" ที่ฉันเล่าค้างไว้ จึงนำมาเล่าให้จบเรื่อง แล้วก็จบอย่างย่อๆ พอที่ฉันรู้

ส่วนประวัติต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านี้ฉันไม่รู้ เพราะว่าฉันยังเล็กมาก คำว่าเล็กนี่หมายความว่า ฉันยังเป็นพระรุ่นเล็ก ๆ พรรษาน้อย ๆ

แต่ความสนใจยังมีน้อยในประวัติของคนอื่น เพราะตอนนั้นฉันก็สนใจอยู่แต่หลวงพ่อปานเท่านั้น

เพราะฉันเป็นคนใกล้ชิด ฉันจะดูท่านทุกอย่าง มองท่านทุกอย่าง อยากจะลอกแบบปฏิปทาของท่านเข้าไว้ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ทำได้เหมือนกัน แต่ก็ได้เป็นบางอย่าง ไม่ได้ทุกอย่าง บางประการที่ฉันได้ ไอ้ที่ฉันได้ก็คือ

๑. ไม่ติดสถานที่
๒. ไม่ติดบุคคล
๓. ไม่สะสมในทรัพย์สมบัติ
๔. ชอบการก่อสร้างเป็นสาธารณะ
๕. การปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
๖. มีจิตเมตตาปรานีแก่บุคคลที่ควรเมตตา

อันนี้ฉันต้องขอยกเว้นนะ คนใดที่พอที่ฉันจะพูดหรือฉันจะแนะนำให้เป็นประโยชน์ได้ฉันก็เมตตา แต่ว่าคนใดถ้าพูดแล้วไม่เกิดประโยชน์

ฉันแนะนำอย่างมาก ๓ ครั้ง แล้วถ้าไม่เอาด้วย ฉันก็ไม่เอาด้วยตลอดไป เพราะอะไร ? เพราะฉันถือว่าฉันเอาตัวฉันรอดพอ เรื่องที่จะให้ฉันรักคนอื่นยิ่งกว่าเขารักเขาเองน่ะ ฉันไม่รัก ทั้งนี้เพราะอะไร

ทั้งนี้ก็เพราะว่าฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์หมอ ที่จะรักษาไข้ของคนไข้ให้หายจากโรคได้ ก็คนไข้นั้นต้องเป็นคนรักตัวเอง

ถ้าหมอแนะนำว่าควรปฏิบัติอย่างไร ควรบริโภคยาอย่างนี้ควรฉีดยาอย่างนั้น ควรอดอาหารอย่างนี้ ควรบริหารกายอย่างนั้น

ถ้าคนไข้ไม่ปฏิบัติตามแล้ว ให้หมอเทวดาที่ไหนรักษาก็ไม่หาย แล้วเรื่องอะไรของหมอที่จะเข้าไปรับผิดชอบ กับชีวิตของคนไข้ประเภทนั้น

ขืนเข้าไปรับผิดชอบหมอก็ซวย เพราะว่าตัวเขาเองเขาไม่รักตัวเอง แล้วเรื่องอะไรที่หมอจะเข้าไปยุ่ง เมื่อเขาอยากจะตายเมื่อเขาป่วยไข้เขาไม่กินยา ก็แสดงว่าเขาอยากตาย

แล้วเรื่องอะไรที่หมอจะยื่นมือเข้าไปแก้ไข นี่หมออย่างฉันนะ หมออย่างฉันเป็นอย่างนั้น

ทีนี้พอมาเป็นพระก็เหมือนกัน คนทุกคนฉันถือเป็นระเบียบมาตั้งแต่เด็ก ทุกคนฉันจะลองดู ๓ วาระ ไม่ว่าแบบไหนทั้งหมดทุกแบบ ถ้าหากว่าสอนให้จำ สอน ๓ ครั้ง เขาไม่จำฉันก็ไม่ยอมสอนอีก

แต่หากว่าถ้าสอนแล้ว ๑ - ๒ ครั้งเขาจำฉันก็สอนต่อไป อันนี้ถือว่าเป็นระเบียบระบบประจำใจของฉัน และก็ปฏิบัติมาตลอดกาล.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/12/18 at 05:41 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/1 ]
(Update 18 มกราคม 2562)


ตำราของพระร่วง


"...ตอนนี้จะกล่าวถึง ปฏิปทาของหลวงพ่อปานต่อไป ปฏิปทาที่ทำให้หลวงพ่อปาน มีชื่อเสียงฟุ้งขจรไปในสถานที่ต่าง ๆ

นอกจากความเป็น "หมอ" นอกจากเป็น "ครูสมถะ" และ "วิปัสสนา" นอกจากการก่อสร้าง แล้วก็ยังมีอีก ๒ อย่าง ซึ่งมาจากตำราเล่มเดียวกันกับเรื่องที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง

นั่นก็คือ "การเป่ายันต์เกราะเพชร" และ "การทำนํ้ามันสังคโลก" ทั้งวิชาทำยันต์เกราะเพชร และนํ้ามันสังคโลก นี้ตามตำราก็บอกว่า เป็น "ตำราของพระร่วง" คือท่านบอกว่าเป็นตำราของพระร่วงทั้ง ๒ อย่าง

ยันต์เกราะเพชร

...สำหรับยันต์เกราะเพชรนั้นก็ได้จาก บทอิติปิโสฯ ว่า อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโณ สุคโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภควาติฯ

อันนี้ถ้าอ่านลงอย่างแบบหนังสือเจ๊กนะ ถ้าอ่านขวางตัวก็ได้เป็นใจความว่า

อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา
ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง
ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท
โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ
ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ
คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ
วา โธ โน อะ มะ มะ วา
อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ

แล้วก็ชักเป็นตาข่าย จัดเป็นสูตร

วิธีเป่ายันต์เกราะเพชร

เวลาจะเป่ายันต์เกราะเพชรท่านก็เขียนใส่กระดานดำ เขียนใส่กระดานดำแล้วก็ให้คนที่จะรับยันต์เกราะเพชรจุดธูปเทียนบูชา รับศีลแล้วก็ภาวนาว่า "พุทโธ" หายใจเข้าว่า "พุท" หายใจออกนึกว่า "โธ"

ถ้ามีลูกอยู่ในท้อง ก็ให้จุดธูปแทนลูกในท้อง ๑ ดอก เวลาคลอดบุตรออกมา ยันต์จะเต็มตัวไปทั้งตัวคือมียันต์เกราะเพชรทั่วทั้งตัว และภายใน ๗ วัน ยันต์ก็จะหายเข้าไปในตัว สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่นั้น ย่อมไม่เห็นยันต์

ถ้าใครรักษาไว้ได้ด้วยดี เวลาตาย เมื่อเวลาเขาไปเผา ที่กะโหลกจะเห็นรูปยันต์ติดอยู่ แต่ว่ายันต์เกราะเพชรของหลวงพ่อปานนี้ ท่านกล่าวว่าได้มาจาก "ยอดธงมหาพิชัยสงคราม"

ซึ่งเป็นธงออกศึก ท่านตัดท่านเขียนเอามาโดยเฉพาะ แบ่งมาเป็นยอดของธง คือธงนั้นน่ะมียันต์มาก ทีนี้เอายันต์ๆ หนึ่งในยอดธงมหาพิชัยสงคราม ท่านให้ชื่อว่า "ยันต์เกราะเพชร"

อานุภาพของยันต์เกราะเพชร

เวลาที่ท่านจะเป่าให้ ท่านอธิบายว่าของ ๆ ท่านไม่รับรองเรื่องคงกระพันชาตรี รับรองแต่เพียงว่าใครรับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว

๑. จะไม่ตายโหง
๒. จะไม่ถูกคุณผี คุณคน จะป้องกันสรรพอันตราย ที่บุคคลทั้งหลายทำมา ด้วยวิชาการต่าง ๆ
๓. จะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์พิษ อย่างนี้เป็นต้น

แล้วบุคคลทั้งหลาย ถ้าได้รับยันต์เกราะเพชรไปแล้วถ้าบูชาไว้ได้ด้วยดี ถ้าบุคคลใด หรือใครก็ตามกลั่นแกล้ง บุคคลที่ได้รับยันต์เกราะเพชรแล้ว ท่านห้ามไม่ให้โกรธตอบ ให้ทำเฉยๆ

แล้วบุคคลประเภทนั้น จะรับผลกรรมที่ตัวทำนั้นเองโดยเฉพาะ หมายความว่าเราไม่ต้องทำตอบ เมื่อเขาแกล้งเราด้วยวิธีใดก็วิธีนั้นแหล่ะจะลงโทษเขา

ถ้าเขาคิดจะฆ่าเราเขาก็ตายเอง จะกลั่นแกล้งเราให้ย่อยยับ เขาก็ย่อยยับเอง ถ้าทำให้เรา ลำบากเขาก็ลำบากเอง อันนี้เป็นวิธีการอันหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำเขาให้ลำบาก ถ้าเขาทำก็ผลนั้นเขาจะพึงรับเอง เราไม่บาป

แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าใครจะรับยันต์เกราะเพชรกับท่านก็ตามจะต้องรักษาศีล ๒ ข้อ คือ

๑. ห้ามดื่มสุราเมรัยเด็ดขาด เว้นไว้แต่เป็นกระสายยา
๒. ห้ามทุจริต โดยการลักขโมย ฉ้อโกง อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าใครปฏิบัติในศีล ๒ ประการได้ ยันต์เกราะเพชรก็จะคุ้มครองบุคคลนั้น ถ้าเขารักษาศีล ๒ ประการไม่ได้ยันต์เกราะเพชรก็ไม่คุ้มครอง อันนี้เป็นความจริง

อาการที่เกิดขึ้นหลังเป่ายันต์

ทีนี้วิธีเป่ายันต์ของท่าน ไม่ใช่เป่าทีละคน ท่านเป่าทีละศาลา คือนั่งกันเต็มศาลา และท่านให้จุดธูปตามที่กล่าว แล้วภาวนาว่า "พุทโธ"

ท่านก็นั่งภาวนาอยู่หลังกระดาน จนกระทั่งปรากฏว่า บางคนมีอาการหนักที่ศีรษะบ้าง เหมือนไรไต่ที่ศีรษะบ้าง มีการร้อนหูร้อนหน้าบ้าง

อย่างนี้ชื่อว่ายันต์เกราะเพชรเข้าถึงตัว และอาการอย่างนี้จะทรงอยู่ ๒ - ๓ วันจึงจะหาย

ทั้งนี้เพราะว่ายันต์เกราะเพชรจะค่อย ๆ ซึมไปจนกระทั่งทั่วร่างกาย และอาการอย่างนั้นจึงหาย ถ้าหากว่ายันต์เกราะเพชรยังไหลไปไม่ทั่วร่างกายเพียงใด

ความรู้สึกหนักหรือร้อนหน้าร้อนร้อนตา หรือมีคล้ายๆ ไร ไรไต่หน้าไต่ตาตอมหน้าตอมตาอย่างนี้ ก็ยังปรากฏอยู่

ไม่มีค่าตอบแทน-ไม่มีค่าครู

ทีนี้การเป่ายันต์เกราะเพชรของท่าน แต่ละคราว ต้องเป่าเฉพาะวันเสาร์ ๕ คือ วันเสาร์ตรงกับขึ้น ๕ คํ่า จะเป็นเดือนอะไรก็ได้

การเป่ายันต์เกราะเพชรของท่านไม่มี "ค่าครู" ไม่มีค่าวิชา ไม่มีค่าป่วยการณ์ เพราะหลวงพ่อปานทำอะไรทุกอย่างไม่หวังผลตอบแทน ทำเพื่อเป็นเมตตาสาธารณประโยชน์ทั้งสิ้น


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/1/19 at 07:42 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/2 ]
(Update 29 มกราคม 2562)


วันไหว้ครูของหลวงพ่อปาน


"...การเป่ายันต์เกราะเพชรของท่านไม่มี "ค่าครู" ไม่มีค่าวิชา ไม่มีค่าป่วยการณ์

เพราะหลวงพ่อปานทำอะไรทุกอย่างไม่หวังผลตอบแทน ทำเพื่อเป็นเมตตาสาธารณประโยชน์ทั้งสิ้น

และโดยเฉพาะในวันเป่ายันต์เกราะเพชรของท่าน ก็เป็นวันไหว้ครู ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็จะต้องมาพร้อมกัน

เวลาก่อนเพล หรือก่อนเที่ยง ตั้งแต่เช้าประมาณสองโมงเช้า จะรวบรวมสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่บรรดาศิษยานุศิษย์นำมา เป็นการคารวะครู แล้วก็ทำพิธีไหว้ครูเสร็จภายในเพล

ตอนนั้นใครจะลง ตะกรุด พิสมร หรือ ผ้ายันต์ ก็เขียนเอาไป ใครชอบใจยันต์อะไร ใครชอบใจตะกรุดอะไรก็เขียนลงไป แล้วเอาไปไว้ในสถานที่ที่ท่านไหว้ครู

เมื่อท่านอัญเชิญครูเสร็จ ท่านก็จะปลุกเสก ของเหล่านั้นเสร็จไปด้วยกัน และต่างคนต่างก็นำกลับ อันนี้ไม่มีค่าครูเหมือนกัน ไม่มีค่าป่วยการ

และบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ท่านก็ไม่บังคับ ใครจะมา หรือไม่มา มาแล้วใครจะนำอะไรมาบ้าง หรือไม่นำมา ท่านไม่บังคับ

สิ่งของสิ่งใดที่จำเป็นในการไหว้ครู ท่านจะทำของท่านเสร็จครบถ้วนบริบูรณ์ ถือว่าเป็นกิจของท่าน

ถ้าบรรดาศิษย์ทั้งหลาย จะร่วมในการไหว้ครู ก็ถือว่าเป็นกิจของศิษย์ ที่มีความคารวะในครูบาอาจารย์

และก็เวลาไหว้ครูนี่ ท่านเลี้ยงอาหารด้วย เวลาเป่ายันต์คนนับเป็นหมื่น ท่านก็เลี้ยงอาหาร หุงข้าวเลี้ยง หุงด้วยกะทะ ต้มแกงตามที่ท่านจะพึงทำได้ หรือท่านพึงหาได้

ท่านไม่เลือกว่าบุคคลผู้ใด ใครจะกินอย่างไรท่านไม่รู้ ท่านรู้แต่เพียงว่า ท่านมีอาหารให้บริโภค เพราะท่านถือตามแบบพระว่า พระต้องทำตนเป็นคนเลี้ยงง่าย

ถ้าใครเป็นคนกินยาก กินอาหารมนุษย์ธรรมดากินไม่ได้ ก็ไปหากินเอาเอง ท่านทำอาหารตามที่มนุษย์ธรรมดากินได้ คือเอาชาวบ้านมาทำครัว มาต้มมาแกง

แหม..ไอ้เรื่องคนกินยากนี่ มันสงสารไม่ได้ ชาวบ้านเขากินอะไรเขากินกันได้ เขาอยู่มีชีวิตอยู่ได้ แต่ว่าตัวเองกินไม่ได้ เลือกอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้เขาไม่ได้เรียกคน เขาเรียกมนุษย์ช่างเลือก

เพราะกินแล้วมันก็ตาย ไอ้คนเลือกกินจนเกินพอดี ของที่มนุษย์กินได้แต่ตัวกินไม่ได้ คนประเภทนี้เป็นเหยื่อของอบายภูมิ

เพราะไอ้กิเลสและตัณหามันติดอยู่ที่ปลายลิ้น มันอยากไม่รู้จักจบ มันเลือกไม่รู้จักจบ คนประเภทนี้ไม่ใช่คนดี มันจะดีได้อย่างไร

ในเมื่อเขายังเป็นเหยื่อของวัฏฏะ เดี๋ยวเขาก็เป็นมนุษย์ เดี๋ยวก็เป็นเทวดา เดี๋ยวก็เป็นพรหม เดี๋ยวก็เป็นสัตว์นรก

เดี๋ยวก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเปรต เป็นอสุรกาย มันจะดีได้อย่างไร คนประเภทนี้ไม่ใช่คนดี

อัตภาพร่างกายมีความต้องการอาหาร ที่มีเผ็ดบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง รสหวานบ้าง รสขมบ้าง รสเค็มบ้าง มันก็ต้องการแค่รสเท่านี้

เพราะไอ้ลิ้นน่ะมันเลือก ลิ้นจริง ๆ มันก็ไม่เลือกมันไม่มีชีวิตจิตใจแต่กิเลสมันเข้าไป สิงอยู่ในลิ้น ตัณหาเข้าไปสิงอยู่ในลิ้น

คนตามใจลิ้นก็แสดงว่าคนตามใจตัณหาตามใจ กิเลส คนประเภทนี้ไม่มีความสุข ฉันเองก็ถืออย่างหลวงพ่อปานเหมือนกัน

ถ้าฉันมีอะไรให้ใครกินได้ ใครจะกินได้ หรือไม่ได้ ถ้ามนุษย์ธรรมดากินได้ ฉันถือว่าพอแล้ว แล้วใครจะเลือกอาหารยิ่งไปกว่านั้น ก็เชิญหากินเอาตามอัธยาศัย

ไอ้ฉันรับรู้ด้วยไม่ได้ คนประเภทนี้ฉันไม่อยากคบ เพราะคบแล้วมันยุ่ง ไอ้ตัวของตัวเองก็สร้างความยุ่งพอแล้ว

ถ้าเราจะไปคบเข้าก็มาสร้างความยุ่งของเราไปอีก นี่ฉันไม่ยุ่งด้วยคนประเภทนี้ ฉันไม่สนใจ.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/1/19 at 05:13 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/3 ]
(Update 6 กุมภาพันธ์ 2562)


รายชื่อ "พระวัดท่าซุง" ที่ได้รับมอบวิชา
"เป่ายันต์เกราะเพชร" จากหลวงพ่อฯ


...ก่อนเล่าเรื่อง "ประวัติหลวงพ่อปาน" ต่อไป ในตอนนี้ขอแทรกเรื่อง "รายชื่อพระวัดท่าซุงที่ได้รับมอบวิชา "เป่ายันต์เกราะเพชร" จากหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

โดยมีหลักฐานจากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" เพราะหลังจากหลวงพ่อฯ มรณภาพแล้ว มีการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

มีการกล่าวถึงบุคคลที่ได้เคยรับการครอบครู "เป่ายันต์เกราะเพชร" มีทั้งลาสิกขาไปและอยู่นอกวัด ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป






อานุภาพของยันต์เกราะเพชร


"เอ้า.. เล่าต่อไปว่า ยันต์เกราะเพชรของท่าน เป่าคราวหนึ่งเป็นพันๆ คน ศาลาของท่านจุคนประมาณ ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ คนแต่ละคราว

และก็ต้องเป่าเป็นรุ่น ๆ อย่างน้อยที่สุดก็ต้อง ๕ - ๖ รุ่นต่อหนึ่งคราว หรือต่อหนึ่งวาระ หมายความว่าเสาร์ ๕ ครั้งหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่าคนรับ "ยันต์เกราะเพชร" ของหลวงพ่อปานน่ะ ประมาณตั้งหมื่น

ครั้งหนึ่งก็ไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ดียิ่งกว่างานวัดที่เขามีกันเสียอีก ไม่ต้องลงทุน ท่านไม่มีปี่พาทย์และตะโพน ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่มีมหรสพ ถ้างานส่วนตัวแล้วไม่มี ถ้างานวัดท่านไม่ว่า

ทีนี้จะพูดถึงยันต์เกราะเพชร ฉันจะเล่าย่อ ๆ ให้ฟังถึงอานุภาพของยันต์เกราะเพชร เพื่อนฉันเป็นพระชื่อ "พระผล" บ้านเดิมอยู่ที่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ท่านรับยันต์เกราะเพชรเข้าไปแล้ว (รับไปแล้ว) วันรุ่งขึ้น หลังจากรับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว ๓ วันก็ออกไปเดินเที่ยวกลางทุ่ง ก็ถูกงูเห่ากัด

เห็นตัวชัดว่างูเห่า เพราะเดินเข้าไปข้างหลังมัน มันอยู่ที่ในซังข้าว ตอนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นฤดูเดือนยี่ปลายเดือน ถ้าจะนับเป็นเดือนหลวงก็ประมาณเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อเจ้างูมันกัดเขาเห็นตัว เขาเป็นพระเขาก็ไม่กล้าตี ก็เดินกลับมาวัด ไอ้ตอนเดินกลับเข้ามา ก็ปรากฏว่าพิษงูมันวิ่งไปจนถึงเข่า ปวดถึงเข่า และมันก็ถอยลงไปถึงข้อเท้า

และประเดี๋ยวมันก็วิ่งไปถึงเข่า และก็ถอยลงไปถึงข้อเท้า มันก็วิ่งซู่มาถึงเข่าปูดขึ้นมา แล้วก็ถึงข้อเท้า แล้วก็เลยออกปลายเท้าหายไปเลย

กว่าจะเดินกลับมาถึงวัด ก็ปรากฏว่าพิษงูหายแล้ว เมื่อเข้ามาแล้ว เขาก็มาหาหลวงพ่อ บอกว่าผมถูกงูกัดครับ

หลวงพ่อปานก็ถามว่า คุณผลคุณรับยันต์เกราะเพชรไปหรือเปล่า ?

พระผลก็บอกว่า รับครับ

ท่านถามว่า พิษงูมันแสดงอย่างไรบ้าง ?

พระผลก็บอกว่า มันปวดมาถึงหัวเข่าและก็ถอยลงไปถึงข้อเท้า ทำอย่างนั้น ๓ ครั้งแล้วก็ถอยออกถึงปลายนิ้วหายไปเลย

ท่านบอกไม่ต้องรักษา ยันต์เกราะเพชรของฉัน ป้องกันอันตรายได้ เรื่องงู เรื่องสัตว์พิษไม่มีความหมาย ท่านพูดเท่านั้น

ท่านผลก็เลยไม่ได้รักษา ไม่ได้ทำอะไร ทั้งนั้นก็ไม่เห็นเป็นอะไร ท่านเห็นตัวกันชัดนะ และถ้าดูแผลแล้วก็รู้สึกว่า เป็นแผลที่มีอันตรายจริง ๆ เพราะถูกกัดเข้าช่องประตูลมเป็นแผลลึก นี่เป็นอันดับหนึ่ง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/1/19 at 05:19 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/4 ]
(Update 16 กุมภาพันธ์ 2562)


เรื่องเล่าที่วัดเขาสะพานนาค


"...และอีกอันดับหนึ่งฉันจะเล่าให้ฟัง นี่เล่าไม่ได้อวดตัวฉันนะ ฉันถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อปาน

เมื่อสมัยที่หลวงพ่อปานไปสร้างมณฑป สร้างบันไดที่เขาวงพระจันทร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ทางที่จะเข้าเขาวงพระจันทร์ก็คือทาง...วัดเขาสะพานนาค

วัดเขาสะพานนาคเดี๋ยวนี้ ถ้าใครไปรถยนต์จะไปทางลพบุรี ก็ผ่านโคกสำโรงแล้วทางซ้ายมือจะเห็นวัดเขาสะพานนาค

วัดนั้นแหล่ะหลวงพ่อปานมาสร้างไว้ โดยทุนของ นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ห้างขายยาตราใบโพธิ์เป็นคนทำ คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นคนแรก

เมื่อคาถาปรากฏว่าให้ผล ก็ได้เอาทุนของคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า มาสร้างวัดนั้นเป็นวัดแรก

เวลาที่สร้างวัดตามปกติหลวงพ่อปาน ท่านสร้างวัดแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาท่านเป็นช่างมาก พระเจ้าเป็นช่างกันทั้งวัด

ฉันก็พลอยเป็นกับเขาด้วย ไอ้ฉันน่ะไม่เป็นช่างอะไร เป็นช่างยกคือประเภทยก ตอนนั้นฉันไม่ผอมอย่างนี้นะ ฉันอ้วนร่างกายแข็งแรง

ฉันมาผอมเมื่ออายุ ๔๐ ปี โรคมันเล่นงานฉัน เมื่อตอนร่างกาย แข็งแรงไอ้ความหนาวความร้อน ฉันไม่ค่อยรู้

หน้าหนาวใครเขาหนาวกันสั่นงัก ๆ ฉันบุกนํ้าโครมคราม ๆ ฉันไม่รู้จักหนาว เพราะกำลังร่างกายมันดี ฉันก็มาสร้างกับเขาด้วย

ตอนนั้นกำลังทำศาลาการเปรียญ พวกพระก็ขึ้นไปอยู่บนหลังคาหมด ฉันก็ขึ้นไป ไปทำกันบนหลังคา ถ้าจะถามว่าทำอะไรน่ะไม่ต้องเล่า ไอ้เรื่องบนหลังคามันไม่มีอะไรมาก ก็รู้ ๆ กันอยู่

ทีนี้พอดีมีเจ้าลาวคนหนึ่ง เขาเดินผ่านมา ไอ้เจ้าลาวนี้ เป็นลาวคงแก่เรียนมีวิชา เป็นนักทำคุณไสยน่ะ ซึ่งตอนนั้นมีเยอะแถวนั้น

ทีนี้เมื่อเดินผ่านมาก็บอกว่า หลวงพี่ครับระวังจะหล่นลงมานะ พระแกได้ยินแกก็โมโห พระที่ถือโชคถือลางมี ชื่อ ท่านผาด แกก็ด่าเอาหาว่า

ไอ้ลาวขี้แกล้ง ไอ้ลาวกินปลาร้า มึงจะทำอะไรก็ทำ มึงจะทำอะไรกูก็ทำ ไอ้ลาวอย่างมึงไม่มีความหมายอะไร

ด่าเอา..ด่าเอาหนัก ๆ หนา ๆ แกเป็นคนขี้โมโหนี่ พวกเราก็ห้าม แกกลับมาโกรธพวกเราเสียอีก หาว่าไปกลัวมันทำไมนะ

ไอ้ลาวขี้แกล้งอย่าไปกลัวมันนะ เราเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน ใครจะมาทำอะไรเราได้

ไอ้เจ้าลาวโมโห ก็เลยเดินขึ้นไปหลังเขา มันเดินหายไปทางหลังเขา เขาไปทำอะไร ฉันก็ไม่ทราบ และไม่มีใครทราบ พวกเราก็ทำงานกันตลอดไป

พอถึงเวลาเพลก็ลง ลงมาอาบนํ้าอาบท่าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ฉันข้าว พอฉันข้าวแล้วก็นอนพัก ตามบัญชาของหลวงพ่อปานที่เคยบอกว่า

ตอนเช้าฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ขึ้นทำงาน เมื่อฉันข้าวเพลเสร็จ ให้นอนพักชั่วครู่หนึ่ง สักบ่ายสองท่านกะไว้เลย

ก่อนบ่ายสองโมงไม่ให้ขึ้นทำงานเพราะแดดกำลังกล้า แต่ท่านไม่ได้มาคุม พวกเรามากันตามลำพัง ทำกันเอง เมื่อท่านสั่งแล้วต้องเป็นผล

เมื่อนอนไปสักครู่หนึ่ง ก็ยังไม่ทันจะถึงเวลาบ่ายสองโมง มีชาวบ้านวิ่งเข้ามาบอกว่า ท่านครับมีลาวหนุ่ม ๆ คนหนึ่งมันไปนอนตัวบวมทั้งตัว อยู่หลังเขา มันร้องครางฮือ ๆ มันอยากจะพบพระ

พวกเราก็สงสัยพากันไปดู ไปทั้งหมดหลายองค์ด้วยกัน ๗ - ๘ องค์ เห็นไอ้เจ้าลาวคนนั้นเอง ไอ้ที่มันบอกว่าพวกเราจะหล่นจากหลังคา มันนอนร้องคราง

ก็ถามว่ามันเป็นอะไร ถามว่างูกัด หรือตะขาบกัด มันบอกว่าเปล่า มันก็ยกมือไหว้บอกผมขออภัยด้วยครับ จึงถามว่าทำไม

ลาวบอกว่า พอพวกท่านด่าผมแล้ว ผมโกรธ จึงไปหาเอาตะปู มาเยอะผูกไขว้เป็น ๔ มุม

หมายความว่าไขว้กลางเป็นแหลน ๔ ทาง ผมจะทำตะปูนี่เข้าท้องพวกท่านครับ ผมจะให้ท่านหล่นศาลา แล้วจึงถามว่าทำไมไม่ทำ

แกบอกทำแล้วครับ เริ่มทำพอตะปูเล็กลงไปเท่านั้นแหล่ะครับ ตะปูกระดอนเข้ามาถูกตัว ปั๊บเดียวผมก็หงายท้องแล้วก็ไม่รู้สึกตัว

เพิ่งจะมารู้สึกตัวนี่แหล่ะครับ มันปวดไปหมดทั้งตัวเลยครับ แล้วก็บวมไปทั้งตัวเนี่ย ผมเห็นว่าพวกท่านมีดีจริง ๆ ผมขออภัยด้วยครับ ผมขอให้ท่านสงสารผมเถิด

ท่านผาดแกเป็นคนเจ้าโมโห แกบอกกูจะสงสารอะไรมึง มึงตายเสียได้ก็ดี กูจะได้บังสุกุล กูไม่ค่อยมีสตางค์ใช้อยู่แล้ว

นี่ไปเล่นกับพระเข้าซิ มองเห็นคนตายเป็นแหล่งทำมาหากิน ใครจะไปตายให้พระเห็นไม่ได้ ชาวบ้านเขากลัวการตาย

ชาวบ้านรู้ข่าวคนตายเสียสตางค์ พระได้ยินข่าวคนตายได้สตางค์ อย่าไปพูดกับท่านเข้านะเรื่องสตางค์


(ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อ วันที่ 8 มิถุนายน 2524 เป็นภาพคณะหลวงพ่อและหลวงพี่ทั้งหลาย และแม่ครัววัดท่าซุง หลังจากเดินกลับลงมาจาก "เขาวงพระจันทร์" กันแล้ว


จึงลงมายืนถ่ายร่วมกันเป็นอนุสรณ์ ณ ด้านหน้า "ถังน้ำคอนกรีต" ที่วัดเขาสะพานนาค ซึ่งหลวงปู่ปานท่านเคยมาสร้างไว้ เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ )

พวกเราก็เลยสงสารบอกท่านผาด ให้อภัยเขาเสียเถอะ เขาผิดไปแล้ว เขาก็ทำแล้วโทษก็ถึงตัวเขาแล้ว แกก็แสดงท่าทางพิโรธโกรธเคืองอยู่พัก ผลสุดท้ายแกก็ใจอ่อน

บอก เอ้า..ในเมื่อมันมาขอให้อภัยก็ให้มัน แต่ต้องสัญญาไว้ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าหายจากโรคแล้ว จะต้องมาช่วยทำงาน ๑ เดือน ถ้าไม่งั้นข้าไม่ให้อภัย ไอ้เจ้านั่นยอมทุกอย่าง

แต่ว่าโรคทั้งหลายแหล่ มันก็ไม่หาย มันก็ยิ่งปวดใหญ่ ผลที่สุดพวกเราไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีใครเป็นหมอเลย ไอ้หมออย่างฉันก็ใช้อะไรไม่ได้

เพราะนั่นมันเรื่องของวิชาอาคม มันไม่ใช่หมอรักษาโรคด้วยยา ไอ้ฉันเองก็ไม่ได้เป็นหมอ เป็นขี้ข้าหมอ เรียนวิชาปรุงยาตามหมอสั่ง หมอเขาต้องการยาอะไร เราก็ให้อย่างนั้น

ทีนี้ไอ้ยาประเภทที่เรารู้ ก็ไม่มีในป่า เอามาทำอะไรไม่ได้ ถึงจะรู้ว่าทำได้ เครื่องสกัดก็ไม่มี ถ้ามัวไปนั่งสกัดตัวยาอยู่ ก็พอดีคนไข้ตาย ก็เลยหมดทาง

ต้องนำไปวัดบางนมโค ให้หลวงพ่อปานแก้ไข ให้ตาช่วยเป็นคนนำไป และทางไปวัดบางนมโคสมัยนั้น

จากเขาสะพานนาค มันก็แสนระกำ ต้องเดินมาขึ้นรถไฟที่ สถานีหนองเต่า ที่ ตลาดหนองเต่า นี่พระมาเป็นลูกเขยเสียตั้งหลายคน..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/2/19 at 06:20 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/5 ]
(Update 25 กุมภาพันธ์ 2562)


เรื่องเล่าที่ตลาดหนองเต่า


"...ทางไปวัดบางนมโคสมัยนั้น จากเขาสะพานนาค มันก็แสนระกำ ต้องเดินมาขึ้นรถไฟที่ สถานีหนองเต่า ที่ ตลาดหนองเต่า นี่พระมาเป็นลูกเขยเสียตั้งหลายคน

เขามาสร้างวัดที่วัดเขาสะพานนาคบ้าง เขาวงพระจันทร์บ้าง แล้วต้องเดินไปขึ้นรถที่สถานีหนองเต่า เมื่อไปก็ต้องไปพักที่ตลาดหนองเต่าก่อน

ไป ๆ มา ๆ ก็ไปชอบพอกันเข้า ก็ใครต่อใครรู้จักกันเข้า หนัก ๆ เข้าเขามีลูกสาว ไอ้เจ้าของลูกสาว ก็ไม่หวงลูก

ไอ้เจ้าพระก็ไม่ห่วงผ้าเหลือง ผลที่สุดก็เลยเป็นผัวเป็นเมียกันที่นั่นหมด แต่ว่าเขาไม่ได้เป็นระหว่างเป็นพระนะ เขาสึกก่อน นั่นเป็นเรื่องของเขา

ไอ้ฉันน่ะไม่มีล่ะ เพราะฉันหาคนสวยกับเขาไม่ได้ ฉันมองใครทีไร ก็เห็นสวยสู้แม่ศรีไม่ได้สักคน ฉันเอาไปเทียบกับแก แกเป็นนางฟ้า ไอ้ฉันจะไปแคร์อะไรกับมนุษย์

ในเมื่อคู่ครองของฉัน เป็นนางฟ้ารูปร่างออกสวย แล้วฉันจะไปต้องการคนที่สวยไม่เท่า เพื่อประโยชน์อะไร

ถ้าหากว่าฉันต้องการคนสวยอย่างนั้นจริง ฉันก็รีบตายไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ฉันก็ไปอยู่กับคู่ครองฉันหมดเรื่อง นี่ฉันโม้ให้ฟังนะ

ทีนี้เมื่อนำเจ้าลาวคนนั้น มาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็รู้ บอกว่าไม่ไหวไอ้หนู เอ็งมาที่นี่ข้ารักษาไม่หาย เพราะเป็นของที่เอ็งทำเอง

เอ็งต้องกลับไปใหม่ กลับไปที่วัดเขาสะพานนาค เอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพระพวกนั้นเสียเท่านั้นแหล่ะ แล้วตาช่วยก็บอกว่า พระให้อภัยแล้ว ต้องขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย

ท่านบอกยังไม่ถูก การให้อภัยด้วยวาจาอย่างนั้นไม่ถูก เพราะว่าการคุ้มครองพระพวกนั้นเป็นพระรัตนตรัย และเทวดา

ต้องให้คนนี้จัดดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพระรัตนตรัย เทวดาและครูบาอาจารย์เจ้าของยันต์เกราะเพชร แล้วจะหาย

ผลที่สุดก็ต้องนำไป คือนำกลับมาอีก ไอ้การเดินทางกว่าจะไปกว่าจะมานี่ ทรมานไปตั้ง ๗ วัน ไอ้เจ้านั่นก็บวมตาปิดอยู่แบบนั้น นอนครางแบบนั้น ๗ วัน ผลที่สุดเขากลับมาขอขมาก็หาย

เมื่อหายเสร็จเรียบร้อยแล้ว แกก็รักษาสัจจะจริง ๆ แกอยู่ช่วยทำงานอยู่เดือน เมื่อครบเดือนเข้า แกรำคาญแกก็เลยขอบวช บวชเป็นพระช่วยสร้างวัดตลอดไป

นี่เป็นอานิสงส์ ผลที่สุดหลวงพ่อปานก็ให้เลิกวิชานั้น และท่านก็ให้เจริญกรรมฐาน ผลที่สุดแกก็ได้อภิญญา

เอ้า..ดีกว่าเราไปเสียอีก พวกนี้ถ้ากลับเข้ามาแล้วเป็นผลอย่างนี้ นี่เป็นอานุภาพของยันต์เกราะเพชรนะ เล่าให้ฟัง

ฉันก็โม้เรื่องอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อยไปอีก มันอดเติมไม่ได้ อดต่ออดเติมไม่ได้ !!!"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/2/19 at 04:30 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/6 ]
(Update 4 มีนาคม 2562)


นํ้ามันสังคโลก


"...ต่อแต่นี้ไปก็จะได้พูดถึงเรื่องนํ้าสังคโลก นํ้ามันสังคโลกที่เขาเรียกว่านํ้ามันมนต์ของหลวงพ่อปาน อันนี้ทำลำบากเหมือนกัน ฉันทำไม่ได้

แต่ว่านํ้ามันมนต์ของท่านนี่มีความดีพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ใครได้ไปสักช้อนหนึ่งก็ตาม เอาไปเติมกี่ร้อยกี่พันปี๊บก็ใช้ได้ คือใช้ได้ผล ขอให้อาราธนาเสียให้ถูกให้ต้อง

วิธีจะใช้ก็มีอยู่ว่า ให้บูชาพระรัตนตรัยเสียก่อน นึกถึงครูบาอาจารย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วก็ปลุกด้วยคาถาบทนี้ว่า

"อิทธิฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะเดชัง ขอเดชเดชะ จงเป็นที่พึ่งแก่มะอะอุเถิด"

ว่าเท่านี้สัก ๓ ครั้ง แล้วเอานํ้ามันนั้นทา โรคอะไรก็ตามลองทาดูก่อน ทาแล้วถ้าร้อน ไม่ต้องทาต่อไป นํ้ามันรักษาโรคนั้นไม่หาย

ถ้าทาแล้วเย็นจะเป็นอะไรก็หาย กินก็ได้หยอดตาก็ได้ ถ้าคนเป็นนิ่ว กินเพียงแค่ช้อนคาว หรือ ช้อนโต๊ะ ไม่เกิน ๓ ช้อน

คือไม่เกิน ๓ วันนิ่วออก นี่อานุภาพของนํ้ามัน คนเป็นแผลไฟลวกอะไร ๆ ก็ตามรักษาได้ทุกอย่างถ้าทาลงไปแล้วเย็น


เป็นเจ้าอาวาสที่วัดบางนมโค

...ฉันจะเล่าต่อไปถึง ตอนที่หลวงพ่อปานตายแล้ว ตอนหลังฉันไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนั้น เมื่อฉันเป็นเจ้าอาวาส ก่อนจะเข้าไปวัดมันทรุดโทรม

ฉันเข้าไปฉันก็อาศัยบารมีหลวงพ่อปาน ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็ตาม ฉันก็อ้างหลวงพ่อตะพรึด อาศัยบารมีหลวงพ่อ บูชาคุณหลวงพ่อประกาศเป็นเรื่องราวของหลวงพ่อว่า

ฉันรับบัญชาจากหลวงพ่อ ก็เพราะตอนก่อนที่ท่านจะตายปีหนึ่ง ท่านไปไหนท่านก็เอาฉันไปด้วย แล้วท่านก็เที่ยวบอกเขาด้วยว่า

เมื่อท่านตายไปแล้วน่ะ พระองค์นี้จะแทนท่าน ท่านประกาศเขาหมด บอกลูกศิษย์ลูกหาหมด

ในเมื่อเวลาที่ฉันกลับเข้าไปเป็นเจ้าอาวาส ตอนนั้นมาอยู่กรุงเทพ ฯ สักพักหนึ่ง ฉันจะทำอะไรก็ตามฉันก็อ้างหลวงพ่อซิ ว่าหลวงพ่อทำอย่างนั้น หลวงพ่อทำอย่างนี้

เวลานี้ฉันจะทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ก็อาศัยเสริมบารมีของ หลวงพ่อ งานที่หลวงพ่อทำมันยังไม่เสร็จ ฉันก็ต่อให้เสร็จ งานที่ฉันทำใหม่ ฉันก็อ้างว่านี่ ทำเพื่อเป็นการบูชาเสริมบารมีของหลวงพ่อ เพราะฉะนั้นปัญหามันไม่มี

การก่อสร้างที่ฉันทำนี่ ไม่ได้ทำเฉพาะวัดบางนมโค เพราะว่าที่วัดบางนมโคน่ะ ไม่ได้ทำอะไรมากเพราะท่านสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว

จะไปเสริมใหม่ ก็หอสวดมนต์หลังหนึ่ง เป็นหอสวดมนต์ ๒ ชั้น แต่ว่าฉันก็ปั้นรูปของท่านไว้ที่หน้าจั่ว ปั้นรูปหลวงพ่อปาน ไม่เอารูปฉันเข้าไปตั้งหรอก

รูปฉันเข้าไปตั้งก็ซวยไม่ช้ามันก็พัง นี่ฉันเอารูปหลวงพ่อไปไว้ที่หน้าจั่ว ปั้นไว้เลย แล้วก็อย่างอื่นที่บกพร่องก็เสริมนิดๆ หน่อยๆ

แต่ส่วนใหญ่สำคัญก็คือ วัดที่ขึ้นด้วยประมาณ ๑๕๖ วัด คือวัดในสังกัดของฉันจริงๆ นะ คือวัดที่ขึ้นสังกัดโดยตรง

สำหรับวัดที่ไม่ใช่สังกัด ก็มีวัดในจังหวัดสุพรรณบุรีบ้าง จังหวัดสมุทรสาครบ้าง จังหวัดสมุทรสงครามบ้าง จังหวัดราชบุรีบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

นี่ฉันก็ต้องไปสร้างอีกตั้งเยอะแยะ รวมความแล้วไอ้งานก่อสร้างของฉันมันเยอะ

ทีนี้เวลาที่ฉันจะไปสร้างที่ไหน เมื่อฉันไปทำงาน ฉันก็เอาพระหลวงพ่อปานไปด้วย ฉันเปิดกรุเล็กนะ ฉันเป็นลูกนี่ เป็นลูกแก่นแก้ว เป็นพระบวชองค์สุดท้าย

ท่านบวชให้ฉัน ฉันก็เอาพระของท่านไปด้วย เอานํ้ามันมนต์ไปด้วย แล้วก็เอารูปหล่อท่านไป เอาขันนํ้ามนต์ตั้งไว้หน้ารูปท่าน

ใครอยากได้นํ้ามนต์ก็ไปตักเอา ก็ให้หลวงพ่อท่านทำให้ ฉันไม่ทำไม่เทิมหรอก ฉันเอาเทียนปักไว้อย่างนั้น

แล้วก็แปลกนํ้ามนต์ของท่านทุกครั้ง ที่เขานำไปรักษาโรคหายหมด คนตกเลือดก็หาย คนลงท้องก็หาย เป็นอะไรก็หายก็น่าอัศจรรย์ คนคลอดบุตรก็คลอดบุตรง่าย..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 25/2/19 at 08:54 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/7 ]
(Update 11 มีนาคม 2562)


อานุภาพนํ้ามันสังคโลก


"...ทีนี้มาเรื่องนํ้ามันมนต์ นํ้ามันมนต์น่ะ ในหนังสืออธิบายของท่านน่ะ ท่านพิมพ์ไว้เยอะ มาสมัยฉันยังไม่ต้องพิมพ์อีกนาน

ท่านอธิบายว่าโรคที่รักษาไม่ได้คือ "โรคกระดูกหักต่อกระดูกไม่ติด" กับ "โรคไข้หัด" รักษาไม่ได้ นอกนั้นนํ้ามันมนต์ก็รักษาได้หมดใช้กินก็ได้ ทาก็ได้ หยอดตาก็ได้

ก็พอดีแจกไปแจกมา ไอ้เจ้าคริสเตียนแถวนั้น คริสเตียนมีมากแถวบางนกแควก มันก็ย่องมาขอกัน เมื่อขอไปแล้วมันก็เอาไป

ฉันก็ไม่รู้มันเอาไปทำอะไรบ้าง มาเที่ยวหลังฉันกลับไปอีก เขาก็มาหาฉัน เอาเด็กอายุประมาณสัก ๘ ขวบเห็นจะได้มาด้วยคนหนึ่ง เขาถามว่านํ้ามันมนต์ของหลวงพ่อปานน่ะประสานกระดูกได้ไหมครับ ?

ก็เลยบอกว่าในคำอธิบายของท่านว่าไม่ได้นะ หนังสือที่แจกโยมไปก็เป็นชื่อของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อท่านก็พิมพ์เองท่านก็ลงชื่อของท่าน ไม่ใช่ลงชื่อฉันนะ ในหนังสืออธิบาย

ทีนี้เขาก็เอาเด็กของเขาขึ้นมาดูบอกว่า ลูกชายผมเนี่ยหล่นบ้านแขนหัก ๒ ท่อน คือท่อนข้อศอกและก็ท่อนแขน หัก ๒ ท่อนไปโรงพยาบาลเขาสั่งตัด

แต่ว่าแกไม่ต้องการจะตัด ก็กลับมาบ้านมาดึงให้เข้าดี แล้วเข้าเฝือกเอานํ้ามันหลวงพ่อทา เพียง ๗ วัน พอเปิดออกมาแขนหายเป็นปกติ ยกอะไรต่ออะไรได้

แกก็บอกว่าอานุภาพของนํ้ามันมากมายถึงเพียงนี้ ทำไมท่านมาเขียนลดความดีของนํ้ามัน เอาเข้าแล้ว นั่น.เราเป็นพระรับบาปเข้าแล้วฉัน

เขาบอกว่า ท่านนี่ไม่ไหว ทำลายความดีของครูบาอาจารย์ นํ้ามันรักษาต่อกระดูกได้ แต่ท่านมาเขียนว่าต่อกระดูกไม่ได้ อย่างนี้น่ะใช้ไม่ได้

ไอ้ฉันก็หมดท่า จึงบอกว่า โยม..นี่มันไม่ใช่นะ คำอธิบายนี่ฉันไม่ได้เขียน ฉันไม่ได้พิมพ์ โยมดู พ.ศ. สิว่า พ.ศ. ที่พิมพ์มันเมื่อไหร่ กระดาษก็เก่าแล้ว

เขาก็หันไปดู พ.ศ. โน่น..พิมพ์ไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๖ เพราะฉันไปแจกนํ้ามันก็ พ.ศ. ๒๔๙๐ กว่าแล้ว

เขาก็ตกใจถามว่า นี่เป็นคำอธิบายของหลวงพ่อหรือ ? ก็บอกว่า ใช่

เขาก็เลยพูดว่า บางทีท่านจะพยายามลดความดีลงไปบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่เป็นการโอ้อวด พอพูดถึงหลวงพ่อเขาว่าดี จึงถามเขาว่า โยมบ้านอยู่ที่ไหน ?

ไอ้ฉันน่ะไม่รู้ ก็เขามาหาฉันที่วัด เขาบอกว่า ผมอยู่บางนกแขวกครับ

จึงถามว่า อยู่บางนกแขวก โยมไม่นับถือคริสเตียนกับเขาหรือ ? เขาบอกว่า ใช่..ผมเป็นคริสตัง

เอาเข้านั่น! จึงถามว่า เป็นคริสตังแล้วทำไมมาขอของพระ ?

เขาบอกว่า เรื่องผมนับถือนี่ใครจะห้ามไม่ได้ พระอื่นน่ะผมไม่นับถือแต่หลวงพ่อปานผมนับถือ

เอาเข้านั่น! นี่ไอ้หมอนี่มันก็แปลก

แล้วเขาก็เอาพระหลวงพ่อปานมาให้ดูอีก เขารับไปเหมือนกัน คือพระห้อยคอ

ไอ้เจ้าพวกนี้แปลก พวกคริสตังคริสเตียน จึงถามว่า แกเอาพระห้อยคอน่ะไม่กลัวพระบาทหลวงเขาว่าหรือ ?
แกบอก เขาว่าแล้วครับ แต่ผมไม่กลัว

จึงถามว่าทำไม แกบอก เขาว่าพวกผมเข้า แต่พวกผม ๒๐๐ กว่าคนห้อยพระหลวงพ่อปานทั้งนั้น ตอนที่ท่านเอามาแจกนี่ผมรับไปเป็นคนแรกครับ

คืออานุภาพทางอื่นของพระหลวงพ่อปานนี่ผมไม่รู้ แต่ผมรู้อย่างเดียวว่าพระของหลวงพ่อปานนี่แก้ไข้จับสั่นได้เด็ดขาด ก็เลยอยากจะถามว่าคำอธิบายในหนังสือท่านทำไมไม่เขียนลงไปด้วย

เอ้า! อีกแล้ว ไอ้ฉันนี่เป็นอย่างนั้น จึงบอกว่า คำอธิบายนี่ฉันไม่ได้เขียนเองนะ หลวงพ่อท่านเขียน พิมพ์ใหม่ก็จริงแต่ว่าพิมพ์ลอกจากเนื้อความเดิม

และถ้อยคำต่างๆ ฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงนะ คงสภาพไว้หมด รักษาถ้อยคำเดิมหมดทุกคำ

เขาบอกว่า อืมม์..แปลก หลวงพ่อทำไมไม่เขียนไว้
จึงถามว่า มันเป็นอย่างไรล่ะโยม ?

เขาบอกว่า ผมเอาไปทีแรก ไอ้ลูกผมคนนี้แหละมันเป็นไข้จับสั่น หมอฉีดยาก็ไม่หยุด ผมก็เลยอาราธนาพระหลวงพ่อปาน ผูกคอประเดี๋ยวเดียวหายจับสั่น และก็หายเด็ดขาด

ต่อมาคนอื่นคือคนในหมู่บ้านผม เขาเป็นไข้จับสั่นผมก็นำพระไปผูก หายหมดทุกคน ขอยืมกันไปขอยืมกันมา ผมต้องพยายามติดตามพระเพราะกลัวว่าจะหาย

และต่อมาผมจึงได้พาพรรคพวกของผมทั้งหมด ที่เอาพระหลวงพ่อปานไปผูกคอแล้ว หายจากไข้จับสั่น มารับพระไปจากท่าน ในหมู่ผมพวกผมนี่ ๒๐๐ หลังคาเรือนกว่า มีพระหลวงพ่อปานคล้องคอทุกคน

แหม..ท่านผู้ฟัง นี่ความอัศจรรย์ของ หลวงพ่อปานเป็นอย่างนี้ในหมู่คริสเตียน พระของท่านกลายเป็นพระแก้ไข้จับสั่น

และนํ้ามันมนต์ที่ท่านเขียนเองว่ารักษา โรคแขนหักไม่ได้ ก็กลายเป็นนํ้ายาประสานโรคกระดูกไป รักษาโรคแขนหักได้

นอกจากคุณงามความดีส่วนอื่น ตามที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อปานมีชื่อเสียงฟุ้งขจรไกล ก็อาศัยยันต์เกราะเพชรและนํ้ามันสังคโลกให้ผลเป็นส่วนใหญ่..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 4/3/19 at 06:41 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 14/8 ]
(Update 20 มีนาคม 2562)


โชคดีไปพบนํ้ามันสังคโลก


"...สำหรับนํ้ามันสังคโลก เวลานี้หาไม่ได้เสียแล้ว อยู่ที่วัดบางนมโค น่าเสียดายพอหลังจากฉันออกมาจากวัดแล้ว ในวัดก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับไก่อยู่กับพลอย พวกนี้ไม่รู้คุณค่าของนํ้ามัน ปล่อยให้สูญพันธ์ไปเสียแล้ว น่าเสียดายมาก

แต่ก็บังเอิญอย่างยิ่ง เมื่อคราวที่หลวงพ่อเล็กมรณภาพ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ฉันได้ไปเผาหลวงพ่อเล็ก บังเอิญทีเดียวฉันไปค้นดู พบกากนํ้ามันอยู่ในกุฏิเดิมของฉัน มีอยู่ขวดหนึ่ง

ความจริงกากนํ้ามันนี้เป็นของหายาก ถ้าใครได้กากนํ้ามันไปนิดหนึ่งแล้ว ก็เติมกี่ตุ่มก็ใช้ได้ แล้วฉันก็ได้พยายามแคะก็ได้มาประมาณหนึ่งขวด เวลานี้ก็เอามาผสมนํ้ามันมะพร้าวไว้พอสมควร

ทีนี้ถ้าใครอยากจะได้นํ้ามันมนต์ของหลวงพ่อปานเอาไปใช้ ก็จะให้ทุกคน แต่ว่าต้องเอานํ้ามันมะพร้าวมา คือเอานํ้ามันมะพร้าวมาหนึ่งขวด แล้วก็เติมลงไปในโหลนํ้ามัน แล้วฉันก็จะตักนํ้ามันที่ผสมแล้วนั่นแหละให้ไปอีกหนึ่งขวด

แต่ว่าถ้ามาขอเฉยๆ ทำให้นํ้ามันของฉันแห้งนี่..ฉันไม่ให้นะ จะหาว่าฉันขี้เหนียวน่ะไม่ได้ เพราะว่าฉันไม่ใช่หลวงพ่อปานนี่ ฉันทำไม่ได้

แต่ว่านํ้ามันที่เหลืออยู่นี่ ถ้าหากว่าท่านได้ไปแล้วสักขวดหนึ่ง แล้วท่านจะเอาไปผสมอีกสักกี่ร้อยปี๊บ อานุภาพและคุณภาพของนํ้ามัน จะไม่เสื่อมคลายลงเลย

อันนี้ไม่ใช่โฆษณานะ..บอกให้ฟัง เพราะว่าเทปอันนี้มันคงไม่สาธารณะไปไกล เพราะไม่ได้เข้าเครื่องขยายเสียง เอาแต่เพียงคนควรรู้

แต่ว่าบอกไว้ด้วยว่า ถ้าเคารพนับถือท่านจริง ๆ นะ ถึงค่อยเอา ถ้าเอาไปเพื่อลองไม่เกิดประโยชน์หรอก เสียของเปล่า เสียสตางค์ซื้อนํ้ามันมะพร้าว แล้วก็เสียของของฉันด้วย ฉันก็เสียดายของฉัน เพราะฉันทำไม่ได้.."

อานุภาพมาจากสมาธิ

อันนี้แหละท่านผู้ฟังทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าคุณงามความดีที่หลวงพ่อปานมีอยู่ คือ ยันต์เกราะเพชรก็ดี หรือว่า นํ้ามันสังคโลกก็ดี

ไอ้ผลอันนี้มาจากไหน ทำไมคนอื่นจึงทำเหมือนท่านไม่ได้ อันนี้ถ้าจะกล่าวว่าทำเหมือนไม่ได้ นี่อาจจะไม่จริง คนที่ทำเหมือนได้ก็อาจจะมีเยอะ แต่ว่าเราไม่ค่อยจะพบกัน

แต่ถ้าพูดถึงความดีว่าอานุภาพอย่างนี้มาจากไหน ก็ตอบได้ไม่ยากว่าอานุภาพอย่างนี้ มาจากอำนาจของสมาธิโดยตรง

ท่านผู้ใดได้สมาธิมาก ก็สามารถจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยพลังของจิตให้ได้รับผลสมบูรณ์ สมความมุ่งหมายทุกประการ

ทีนี้ถ้าบุคคลใด ถ้าเจริญสมถภาวนาจน ถึงระดับ ฌาน เมื่อได้ฌานแล้วเวลาจะทำอะไรทั้งหมด ก็ให้เจริญสมาธิจนเข้าถึงระดับฌานสูงสุดเท่าที่จะพึงได้ และก็ถอยหลังจิตเข้ามาถึงขั้นอุปจารสมาธิ แล้วก็อธิษฐาน

อธิษฐานหรือว่าคาถาก็เหมือนกัน คาถา แปลว่า วาจาเป็นเครื่องกล่าวพลังของสมาธิ คืออธิษฐานจิตจะให้สิ่งใดเป็นอะไร ก็เป็นได้สมตามความปรารถนาทุกประการ

อันนี้กล่าวด้วยอำนาจพลังของสมาธินะ ถ้าจะทำนํ้ามนต์จะเสกของอะไร ต่ออะไรต่าง ๆ ไม่รู้ล่ะก็ทำสมาธิให้ถึงขั้นถึงระดับ

ถ้าจะเหาะเหินเดินอากาศ จะแผลงฤทธิ์แผลงเดชอะไรต่าง ๆ ก็ทำสมาธิของท่านให้เข้าดุลจริง ๆ คือให้เข้าถึงระดับจริงๆ

ถ้าระดับของอภิญญา ก็ได้แก่เจริญ กสิณ ๑๐ ให้ครบถ้วน แล้วเข้าฌานตามลำดับของฌาน เข้าฌานสลับฌาน เข้าฌานตามลำดับ หรือสลับฌานได้ทุกขณะจิต ที่ปรารถนาจะพึงเข้าฌาน

ถ้าทำได้อย่างนี้นะทุกท่าน อย่าว่าแต่เพียงเหาะเหินเดินอากาศเลย แม้แต่เพียงว่าเราต้องการจะไปเยือนสวรรค์ จะไปเยือน พรหมโลกขณะใดก็ไปได้สมความปรารถนา หรือจะท่องเที่ยวแดนนรก แดนเปรต แดนอสุรกาย เราก็ไปได้

เราจะพิสูจน์คนตายว่าตายแล้ว ไปเกิดที่ไหน เพราะอาศัยกรรมอะไร เราก็สามารถจะไปดู ดินแดนที่เขาเกิดได้ นี่พลังสมาธิมีอำนาจอย่างนี้

เอาละ...สำหรับวันนี้ เทปนี้จะหมดแล้ว เรื่องราวลำดับต่อไปขอได้โปรดฟังอีกหน้าถัดไปอีก.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 12/3/19 at 05:13 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/1 ]
(Update 28 มีนาคม 2562)


ปฏิปทาด้านการสอนกรรมฐาน


"...ก็ได้เล่าถึงปฏิปทาอื่น ๆ มามากแล้ว สำหรับเทปหน้านี้ ก็จะได้เล่าถึงปฏิปทาด้านการสอนสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

เพราะว่าสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นปฏิปทาหลัก ของท่านเลยทีเดียว

เพราะว่าโดยอัธยาศัยแล้ว ท่านมีกฎอยู่ข้างหนึ่ง สำหรับพระที่เข้าไปบวชในสำนักของท่าน ในสมัยนั้นเวลาที่จะเข้าไปบวช ท่านจะถามก่อนว่า

จะบวชเพื่อท่องหนังสือสวดมนต์โดยเฉพาะ หรือว่าจะสวดมนต์เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม หรือว่าบวชเพื่อศึกษาในด้านสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

ถ้าหากว่ามีท่านใดไปบอกท่านว่า บวชเพื่อท่องหนังสือสวดมนต์ธรรมดา ท่านก็บอกว่า บวชได้สำหรับวัดนี้ แต่ว่าอยู่ที่นี่ไม่ได้

เพราะที่นี่ไม่ต้องการคนที่บวชเข้ามาแล้ว กินกับข้าว กินอาหารของชาวบ้านที่เขาเลี้ยง เพื่อประโยชน์แห่งความอ้วนพีโดยเฉพาะ

เพราะทั้งนี้ท่านถือว่า พระที่บวชเข้ามาแล้ว ก็หวังที่จะท่องหนังสือสวดมนต์ เพื่อไปสวดมนต์เพื่อมาติกา เพื่อเอาทรัพย์มาเลี้ยงตัวนั้น เป็นคนที่อาศัยบุญของชาวบ้าน ไม่ใช่บวชให้เกิดบุญเกิดกุศล

เพราะการกระทำอย่างนั้น ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นนักบวชที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย อันนี้ท่านผู้ฟังอาจจะยังไม่เข้าใจ จะพูดให้ฟังเพราะว่าการจะเป็นพระได้

พระในพระพุทธศาสนานี้อันดับต้น คือ
๑. ศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อให้เข้าใจแนวปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และระหว่างที่ศึกษาพระปริยัติธรรมนั่นแหละ ก็ต้องปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ ปฏิบัติสมาธิจิตให้ตั้งมั่น และก็เจริญวิปัสสนาญาณให้ควบคู่กันไป

ไม่ใช่ว่าบวชเข้ามาแล้วตั้งใจว่า จะเรียนนักธรรมถึงนักธรรมชั้นเอก เป็นเปรียญถึงเปรียญ ๙ ประโยค แล้วก็รอตำแหน่งพระครู รอตำแหน่งเจ้าคุณ

จนกว่าจะแก่เฒ่าทำอะไรไม่ถนัด แล้วจึงจะศึกษาในสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ถ้านักบวชเป็นแบบนี้เขาเรียกว่า "อุปสมชีวิกา"

หมายความว่า บวชเพื่ออาศัยศาสนาเลี้ยงชีวิต ไม่ได้ทำตนให้เข้าถึงพระพุทธศาสนา นี่ท่านพูดอย่างนี้นะนี่พูดตามของท่าน

เพราะว่านักบวช ถ้าจะบวชเข้ามาเพียงท่องคำสวดมนต์ หรือบทสวดมนต์ แล้วก็หวังจะสวดมนต์เช้า สวดมนต์เย็น มาติกา บังสุกุล การท่องหนังสือสวดมนต์เท่านั้น

ยังไม่รู้พระธรรมวินัย คำที่ว่ารักษาศีล ๒๒๗ ยังไม่รู้ว่าศีลมีรูปร่างเป็นอย่างไร อะไรเป็นศีล ในเมื่อคนถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นศีลล่ะก็ จะรักษาศีลได้อย่างไร

เหมือนกับเราจะเลี้ยงควาย ถ้าเราไม่รู้จักว่าควายมันเป็นอย่างไร เขาบอกให้ไปเลี้ยงควาย หรือเอาควายออกไปเลี้ยง ดีไม่ดีก็จะจับเอาแพะ เอาแกะ เอาสุกร เอาหมูหมาอะไร ไปเลี้ยงแทนควายเข้าก็ได้

ฉะนั้นประโยชน์ที่จะพึงเลี้ยงควาย ก็ไม่ได้เอาควายไปเลี้ยง ผลที่สุดก็เอาสัตว์ที่เขาไม่สั่ง หรือไม่พึงปรารถนาไปเลี้ยง

ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ก็เหมือนกับพระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ที่ท่านไม่ต้องการพระประเภทท่องหนังสือสวดมนต์อย่างเดียว ก็เพราะว่าท่านหาว่าพวกนี้บวชเข้ามาทำลายพระศาสนา เพราะการไม่ศึกษาพระปริยัติธรรม


บวชเพื่อเรียนบาลี

...ทีนี้ถ้ามีบุคคลบางคนบอกว่า บวชเพื่อจะเรียนบาลี บวชเพื่อจะเรียนนักธรรม ท่านก็ถามอีกว่า จะเรียนเฉพาะบาลี หรือนักธรรมเท่านั้น หรือจะศึกษาสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ไหม ?

ถ้าผู้นั้นบอกว่า ยังก่อน จะเรียนเฉพาะบาลีนักธรรมก่อน ท่านก็บอกว่า บวชได้ แล้วก็เรียนได้ด้วย แต่ว่าต้องไปอยู่วัดอื่น พายเรือมาเรียน หรือเดินมาเรียนได้ อันนี้มีคนเคยถามท่านว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้พระประเภทนั้นได้อยู่บ้าง

ท่านบอกว่า อยู่เปลืองวัด เพราะว่าอยู่เปลืองสถานที่ คนที่หวังปฏิบัติความดีเขาจะได้อยู่บ้าง พวกนี้ก็มาอยู่กันซะเต็มหมด คนที่หวังปฏิบัติความดีก็ไม่มีโอกาสจะได้อยู่

ฉะนั้นพระที่จะบวชกับท่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่หวังอย่างอื่นทั้งหมด ก็ต้องหวังในการเจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

โดยเฉพาะ เมื่อพวกนี้เข้ามาบวชแล้ว ท่านก็พยายามจะอบรมพระธรรมวินัยหลัง จากทำวัตรเช้า - ทำวัตรเย็นแล้ว

ทำวัตรเช้าเสร็จท่านก็อบรมวินัย ๑๕ นาที ทำวัตรเย็นเสร็จ ท่านก็อบรมวินัยอีก ๓๐ นาที ท่านพูดให้ฟังย่อ ๆ เข้าใจง่าย ดีกว่าเราดูหนังสือเสียอีก

และเมื่ออบรมวินัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อบรมธรรมะส่วนอื่น ที่มีความจำเป็นเรื่อยไป ควบคู่กันไปกับการอธิบายในสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

พระในวัดเต็มไปด้วยฌานโลกีย์
...ฉะนั้น ในสมัยที่ท่านอยู่ในตอนนั้น ปรากฏว่าวัดทั้งวัดของท่าน มีพระที่เต็มไปด้วยฌานโลกีย์ นี่หมายความว่าอย่างย่อนะ คืออย่างเด็ก ๆ ฌานโลกีย์น่ะเยอะ

ฉันเข้าไปบวชพร้อมกับเพื่อนฉัน ๔ คน ขณะที่เข้าไปบวชรู้สึกว่า ถ้าทางโลกฉันกับเพื่อนรวมด้วยกัน ๔ คน รู้สึกเอาตอนนั้นนะไม่ใช่อวดตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะรู้เรื่องโลก ๆ มากกว่าเขาหน่อย

เพราะว่าผ่านในดินแดนที่เจริญมาแล้ว เพราะเคยอยู่ในกรุงเทพ ฯ เคยอยู่ในสำนักงานที่มีความสำคัญ เคยอยู่ในวังเจ้าวังนายมาด้วยกัน แต่ว่าฉันเบ่งไม่ได้เลย พวกฉันเบ่งไม่ขึ้น

เมื่อไปคุยกันเข้ากับท่านเรื่องทางโลก นี่เอาพระลูกวัดนะ ไม่ใช่ตัวหลวงพ่อเอง สำหรับหลวงพ่อเองไม่มีทางจะเบ่ง หาที่เบ่งไม่ได้ จะคุยทางโลกก็ได้ จะคุยทางธรรมก็ได้

ท่านทันเราหมด แล้วก็เหนือออกไปข้างหน้าเสียด้วย รู้สึกว่าท่านเป็นพระทันสมัยจริง ๆ เพราะสังคมของท่านสูง ท่านสังคมตั้งแต่เจ้านายชั้นสูง ลงมาถึงทาสกรรมกร หรือคนขอทาน

ท่านไม่เคยรังเกียจใคร คนทุกคนที่เข้าไปหาท่าน ท่านไม่รังเกียจ ทักทายปราศรัย โอภาปราศรัยสมํ่าเสมอกัน จะเป็นเจ้านายหรือยาจกเข็ญใจ ก็เหมือนกัน ท่านไม่รังเกียจ ท่านเห็นคนเป็นคนเท่ากัน นี่เป็นคติของท่าน.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/3/19 at 09:59 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/2 ]
(Update 5 เมษายน 2562)


พระไม่ควรคุยเรื่องทางโลก


"...เมื่อไปคุยกันเข้ากับท่านเรื่องทางโลก นี่เอาพระลูกวัดนะ ไม่ใช่ตัวหลวงพ่อเอง สำหรับหลวงพ่อเองไม่มีทางจะเบ่ง หาที่เบ่งไม่ได้ จะคุยทางโลกก็ได้ จะคุยทางธรรมก็ได้

ท่านทันเราหมด แล้วก็เหนือออกไปข้างหน้าเสียด้วย รู้สึกว่าท่านเป็นพระทันสมัยจริง ๆ เพราะสังคมของท่านสูง ท่านสังคมตั้งแต่เจ้านายชั้นสูง ลงมาถึงทาสกรรมกร หรือคนขอทาน

ท่านไม่เคยรังเกียจใคร คนทุกคนที่เข้าไปหาท่าน ท่านไม่รังเกียจ ทักทายปราศรัย โอภาปราศรัยสมํ่าเสมอกัน จะเป็นเจ้านายหรือยาจกเข็ญใจ ก็เหมือนกัน ท่านไม่รังเกียจ ท่านเห็นคนเป็นคนเท่ากัน นี่เป็นคติของท่าน

อันนี้เพียงแค่พระลูกวัด มีพระอยู่หลายองค์อ่านหนังสือไม่ค่อยออก ฉันก็ไปคุยกับท่านก็ทำท่าจะเบ่ง ๆ สักนิด เพราะไอ้ตัวกิเลสตัณหามันยังท่วมหัวอยู่

พอไปคุยกับท่านเรื่องโลก ท่านบอกว่าเวลานี้พวกเราห่มจีวรกันนะ โกนหัวโกนคิ้ว เท่านี้พวกเราขนตั้ง นั่นแสดงว่าไอ้เรื่องโลกนี่ไม่ควรจะไปพูดกับพระ นี่ท่านพูดเท่านั้นนะ ขายหน้ากันไปหลายสิบวัน

ท่านบอกว่า พวกเราน่ะเวลานี้ห่มจีวร โกนหัวโกนคิ้ว ท่านพูดเท่านี้ ท่านผู้ฟังผู้อ่านจะรู้สึกเจ็บไหมถ้าเป็นท่าน ถ้าท่านไปพบพระแล้ว

ท่านก็เอาเรื่องของบ้าน ๆ เอาเรื่องของโลก ๆ เข้าไปพูดที่มันไม่เกี่ยวกับพระ ถ้าพระเขาพูดอย่างนั้น ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร

สำหรับท่านจะมีความรู้สึกอย่างไรไม่สำคัญ แต่ฉันสิ พวกของฉันรู้สึกละอายท่านมาก ในฐานะที่บวชเข้ามาแล้ว ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นพระ

นี่มันเป็นเรื่องของความเลวที่ให้อภัยอะไรไม่ได้ เลวมาก นี่ฉันว่าฉันเลวนะ ฉันไม่ได้ว่าชาวบ้าน

สำหรับชาวบ้าน ถ้าโดนเข้าอย่างนั้น จะรู้สึกตัวว่าเลว หรือไม่รู้สึกตัวนี่ ฉันไม่รู้ คือคนสมัยนี้นะ ฉันเบื่อ เบื่ออะไรรู้ไหม

เข้ามาหาพระแล้ว ทำท่าเป็นคนอวดดี เป็นคนอวดรู้ เป็นคนอวดวิเศษกว่าพระ ทำท่าว่าฉันเป็นไอ้นั่น ฉันเป็นไอ้นี่ ฉันมีศักดิ์ศรีสูง

คนประเภทนี้ฉันไม่อยากคบ เพราะคนไม่รู้ตัว เขาไม่รู้ว่าเขาเลวขั้นไหน ยิ่งเบ่งเท่าไรมันเลวเท่านั้น

คนเรา.. มันเกิดมา มันแค่ตายด้วยกันทุกคน ขี้เหม็นเหมือนกัน ตดเหม็นเหมือนกัน เยี่ยวของตัวเอง ก็หยิบไม่ได้เหมือนกัน นํ้าลายของตัวเอง บ้วนออกมาแล้ว เอามือแตะไม่ได้รังเกียจเหมือนกัน แล้วมันจะเอาอะไรมาดีกว่ากัน

ไอ้ที่ว่าทำตัวดี มันก็ไอ้ตัวกิเลสตัณหา ถ้าไอ้คนไหนพองตัวมาก ไอ้คนนั้นกิเลสตัณหาหนัก จำไว้ให้ดี ! ถ้าพองมากถือว่าตัววิเศษกว่าเขา ฉันประเสริฐกว่าเขา ฉันมีความรู้ดีกว่าเธอ ฉันมีศักดิ์ศรีดีกว่าเธอ

ฉันมีเงินเดือนมากกว่าเธอ ฉันมียศถาบรรดาศักดิ์มากกว่าเธอ นี่คือไอ้ตัวบ้าทั้งนั้น ไม่ใช่ตัวดี ไอ้ตัวพวกนี้มันห้ามตายได้หรือเปล่า มันห้ามป่วยไข้ไม่สบายได้หรือเปล่า..ก็เปล่า

ผลที่สุดเมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วเอาอะไรดีไม่ได้เลย ไอ้นู้นก็ไม่มี ไอ้นี่ก็ไม่พอ อยากได้ไอ้นู้น อยากได้ไอ้นี่ หาจุดจุบไม่ได้ มีความทุกข์ท่วมหัว

แต่เมื่อเวลาไปคุยกับคนอื่น ก็อวดวิเศษ คนประเภทนี้เป็นยอดของคนเลว จำไว้ให้ดีนะ! อันนี้ฉันพูดไม่เกรงใจใคร เพราะเวลานี้ฉันไม่เกรงใจคนแล้ว

ฉันเกรงใจท่านเดียวคือ "พระ" พระก็ไม่ใช่พระโกนหัวโกนคิ้ว ที่เห็นเดินกันไปเดินกันมาธรรมดา ฉันเกรงใจพระอริยเจ้า

พระอริยเจ้าเท่านั้นที่ฉันเกรงใจ พระพวกอื่นฉันไม่เกรงใจใคร เพราะพระอื่นนอกจากพระอริยเจ้าแล้ว พวกนี้ยังไม่พ้นนรก ถ้าฉันขืนคบมาก ฉันก็ลงนรกตามพวกนั้น

ทีนี้ฉันก็คบไม่ใช่ไม่คบ แต่ก็คบผิวเผิน ฉันไม่อยากคบสนิทสนม ฉันไม่อยากสุงสิงกับใคร ไม่ใช่ฉันถือตน แต่ฉันระวังตัวฉัน เกรงว่าฉันจะดีเท่าเขา จะดีจนกระทั่งพระยายมจดไม่หวาดไม่ไหว

อันนี้ฉันไม่อยากดี ฉันเข็ดเต็มที เพราะฉันพอจะรู้อะไรได้บ้างแล้ว ไอ้นรกนี่ขี้เกียจไปอีก ไปหลายหนแล้วพอ ไม่อยากเที่ยว ใครจะชวนไปทัศนาจรนรก

หมายความว่า ไปเป็นเจ้านรกขุมใดขุมหนึ่ง ไปนอนให้ไฟดิ้นไฟเผา พรึ่บ..พรึ่บ..ถูกสับถูกแทงถูกฟัน อันนี้ฉันไม่เอา ฉันไม่ปรารถนามันอีก ก็เพราะว่าฉันไม่ปรารถนามันอีก

ฉันจึงต้องระวัง และไอ้ความระมัดระวังของฉันนี่แหละ ที่ทำให้จะต้องเลือกคบคนเลือกคบพระ คนก็ดีพระก็ดี ที่เข้ามาไม่ถูกจังหวะจะโคน ปรามาสพระรัตนตรัย พวกนี้ฉันไม่คบ ฉันไม่เอาด้วย

บอกตรง ๆ คนที่จะมาหาฉันแล้วจะได้ยินฉันพูดดี ๆ สักหน่อย เรียกว่าพูดอย่างกันเองอย่างนี้ ต้องเป็นคนที่เห็นท่าทางดีพอเหมาะพอควร

ถ้าวางท่าปั้นปึ่งเข้ามาล่ะ ฉันก็เอามั่ง นายปึ่งได้ฉันก็ปึ่งได้ ดีไม่ดีวันนั้นไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกัน หลายรายแล้วปีนี้ ทำท่าใหญ่โตขึ้นมา ฉันให้นั่งเฉย ๆ

ฉันเทศน์ให้ฟังหนึ่งชั่วโมง สวดนะไม่ใช่เทศน์ ต้องสวดให้เข็ด เพราะคนประเภทนี้ฉันไม่อยากคบ เมื่อไม่มาอีกฉันก็ไม่เชิญ

ถ้ามาบ่อยเท่าไรฉันรำคาญเท่านั้น มาบ่อยเท่าไรมันก็เกิดความยุ่งยากเท่านั้น มาบ่อยเท่าไรทำลายความดีเท่านั้น คนประเภทนี้ไม่คบ เอ้า..นี่พูดมากไปแล้ว แล้วกันคนแก่น่ะมันเลอะเทอะอย่างนี้

คือสมัยนั้นพระที่ไม่ค่อยจะรู้อะไรมีหลายองค์ ฉันก็ไปเบ่งกับท่านเข้า ท่านก็นวดฉันเข้าอีแบบนั้นแหละ ฉันก็หูตั้งมาเลย ผลที่สุดก็ต้องมาปรับปรุงกันเองว่า

พวกเราโดนท่านว่าอย่างนั้น พระที่ว่าอย่างนี้ยังจำได้เลยคือ "พระอาจารย์ฉัตร" นี่ฉันไม่ได้โกรธท่านหรอก เดี๋ยวนี้ฉันไปพบท่านเข้า ฉันยังกราบท่านเสมอ

ถ้าหากว่าท่านไม่พูดอย่างนั้น ฉันก็เป็นคนไม่รู้สึกตัว ไม่รู้จักตัวเอง พอโดนท่านสวดเข้าแบบนั้นก็มาบอกพวกเราว่า

ถ้าจะต้องถอนหนวดทิ้งเสียแล้วโว้ย ขืนเก็บหนวดนี่มันไม่ไหว ไอ้คำว่า "หนวด" ก็หมายถึง กิเลส ไอ้ตัวมานะทิฏฐิ ไอ้ตัวทะนงตัว เพื่อนๆ เขาก็เห็นชอบด้วย

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกเราก็ถอนหนวดทิ้ง หมายความว่า เรื่องทางโลกทั้งหมดไม่สนใจ เรียกว่าไม่ยอมสนใจทั้งหมด

เรื่องอะไรก็ตามมันเป็นภาระของชาวบ้าน ใครจะเป็นใครจะตาย ใครจะยังไง ฉันไม่รู้ล่ะ ไม่เอา เอาอย่างเดียวเรื่องพระ นี่เป็นอย่างนั้น

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าในวัดทั้งวัด ถ้าพรรษาหนึ่งผ่านไปแล้ว ไม่ต้องไปถามหรอก เว้นไว้แต่เขาจะพูดให้ฟัง หรือไม่พูดให้ฟังเท่านั้นแหละ

แล้วก็มีบางคนนักปราชญ์ภายนอกเยอะแยะ เข้าไปแล้วก็อวดดี เห็นพระบางองค์ท่านซึม ๆ ทำท่าจะเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น ก็ไปอธิบายธัมมะธัมโมกันเป็นคุ้งเป็นแคว

ถ้าเป็นพระที่ขี้คร้านก็แล้วไป ท่านก็เฉย ๆ พยักเพยิด ปล่อยให้เขาฟุ้งไป ถ้าเป็นพระที่มีความฉลาดนิดหน่อย บังเอิญทีเดียวไปได้พบกับพระที่ได้ทิพจักขุญาณบ้าง หรือพระที่ได้อภิญญาบ้าง

เมื่อคุยไปคุยมา ท่านก็จะถามถึงเรื่องสวรรค์นรก พอเจ้าหมอนั่นคุย ท่านถามว่าเห็นไหม หรือเคยเห็นบ้างไหม ถ้าบอกว่าไม่เคยเห็น หรืออ่านแต่ตำรา

ท่านจะบอกว่า ไอ้คนที่เอาขี้ปากชาวบ้านเขามาพูด มันไม่ใช่คนดี มันเป็นคนระยำ ตัวเองทำอะไรดีไม่ได้ แต่ว่าจำคนอื่นเขามายังทะนงตน โดนเข้าแบบนี้หลายราย เสร็จ..เปิดหมด และผลที่สุดบางคนถ้าโดนเข้าไปแบบนี้ ก็ไปฟ้องหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานท่านก็ถามว่า ที่พระเขาถามน่ะแกเห็นหรือยังล่ะ แล้วที่แกคุยให้พระฟังน่ะ แกได้หรือยัง แกเห็นหรือยัง แกไปถึงไหม ไปถึงสวรรค์ไปถึงนรกไหม อีตานั่น..ก็มักจะบอกว่าไม่ถึง รู้จากตำรา

ท่านก็พูดแบบนั้นอีกว่า ไอ้แกนี่มันดีแต่แค่ริมฝีปาก เป็นนักปราชญ์แค่ริมฝีปาก แต่ว่าพระพวกนั้นน่ะเขาได้ เขารู้ เราเห็น

ทำไมไปคุยกับเขาอย่างนั้น เขาก็เลยรำคาญน่ะสิ ไอ้คนดีแค่ริมฝีปากน่ะ ที่วัดนี้เขาไม่สรรเสริญ เสร็จ..เปิดทุกรายถ้าโดนเข้าแบบนี้.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/3/19 at 07:37 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/3 ]
(Update 13 เมษายน 2562)


งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เสีย


"...นี่เพราะอาศัยปฏิปทา ที่ท่านต้องการพระให้เป็นพระจริง ๆ คือ เวลาบวชเข้าไปแล้วงานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เสีย

สำหรับงานหลวงก็คือ การเจริญสมถกรรมฐาน - วิปัสสนากรรมฐาน และปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ ทั้ง ๓ อย่างนี้ ถือว่าเป็นงานหลวงขาดไม่ได้ เพราะเป็นงานของพระศาสนาโดยตรง

นี่ท่านอบรมพระทุกวัน ท่านพูดอย่างนี้ทุกวัน เรื่องงานราษฎร์ไม่เสียก็หมายความว่า งานสงเคราะห์อนุเคราะห์ ใครเขาจะไป ใครเขาจะมาหาหลวงพ่อ

ถ้าหลวงพ่อยังไม่ตื่น หรือยังไม่ว่างพวกเราก็ออกมาต้อนรับโอภาปราศรัย ให้ความสุขความสบายใจแก่บุคคลผู้มา อันนี้มันเป็นงานราษฎร์

และกิจการอันใด หรืองานก่อสร้างก็ดี งานทุกอย่างของวัดที่เกิดขึ้น พวกเราจะไม่นิ่งดูดาย จะไม่นอนดูเฉย ๆ ทุกคนพร้อมกันทำทุกอย่าง เท่าที่ความสามารถจะพึงทำได้ ใครถนัดทางไหนไปทางนั้น ทำอย่างนั้นตามความถนัด งานของท่านพร้อมเพรียงดี

ทีนี้การก่อสร้างวัดทุกวัดของท่านจะมี พระไปช่วยทำ และก็พระที่ทำงานทั้งวันนั่นแหละทุกองค์ ไม่มีใครละกรรมฐาน พอตกกลางคืนเขาเจริญสมถกรรมฐาน - วิปัสสนากรรมฐานกันเป็นปกติ

นี่เป็นปฏิปทาของท่าน เพราะท่านสนใจในกรรมฐาน ท่านจึงมีขอบเขตจำกัด วางระเบียบตายตัวว่า พระในวัดของท่านทุกองค์ จะต้องเจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ฌานโลกีย์ ก็ปฏิบัติเพื่อความเป็นผู้ได้ฌานโลกีย์

เพราะการปฏิบัติอย่างนั้น ต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ อย่างน้อยก็มีสมาธิพอสมควร มีวิปัสสนาญาณบ้างพอสมควร ดีกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย

ยังชื่อว่าพอเป็นพระกระจุ๋มกระจิ๋ม ไม่เป็นพระใหญ่ คือยังไม่ได้พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ก็ยังเป็นพระเล็ก ๆ

ถ้าเป็นทองก็เป็นทองเนื้อหก ถึงแม้ไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังชื่อว่าเป็นทอง ยังมีราคาดีกว่าตะกั่ว ถ้านํ้าหนักเท่า ๆ กัน

บวชแล้วไม่ทำอะไร มีค่าเหมือนตะกั่ว
...และพระที่บวชเข้าไปแล้ว ถ้าไม่เอาอะไรเลย จึงมีค่าเหมือนตะกั่ว ไอ้ตะกั่วบางทีก็เป็นขี้ตะกั่วเสียนี่ ไม่ใช่เนื้อตะกั่ว เพราะเนื้อตะกั่ว ยังขายพอมีค่า

สำหรับพระที่เข้าไปแล้ว เอาแต่สวดมนต์อย่างเดียว หวังเพียงแต่ปัจจัยและลาภ เวลาเขาสวดมนต์ฉันเช้าฉันเพล หรือว่า มาติกา บังสุกุล เพื่อชาวบ้านเขาจะได้ให้เงิน แล้วเอาเงินมาใช้สอย

กลายเป็นพระบวชเพื่อการหากินไป เพื่อหวังความรํ่ารวย อย่างนี้มีค่าเท่า ๆ กับขี้ตะกั่ว เพราะจะเอาคุณค่าของพระ แม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้

ทีนี้เมื่อท่านเห็นคุณค่าของความเป็นพระอย่างนี้ หลวงพ่อปานจึงได้พรํ่าสอนในสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เฉพาะเรื่องนี้ท่านสอนถึง ๒ ทุ่มของทุกคืน ถ้าท่านอยู่

เวลา ๒ ทุ่ม ก่อน ๒ ทุ่ม "พระอาจารย์เจิม" ซึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิสมัยนั้น ต้องจัดนํ้าร้อนนํ้าชามีนมมีกาแฟไว้ตามอัธยาศัย เพราะว่าในกุฏิของท่านไม่มีอะไรขาด ของเหล่านี้ไม่ขาดเพราะชาวบ้านเขาถวายเยอะแยะ ฉันไม่ไหว พระทั้งวัดฉันกันทุกวันก็ฉันไม่ไหว

เวลานั้นเป็นเวลาฉัน ตอนฉันนั่นแหละ ท่านก็จะออกมาอธิบายอะไรต่ออะไรให้ฟัง นี่จะพูดถึงกรรมฐานหลักที่ท่านสอนลูกศิษย์ ขอบรรดาท่านผู้ฟังจะได้จำไว้ จะได้รู้ว่าพระโบราณท่านสอนลูกศิษย์ของท่านอย่างไร

สอนกรรมฐาน ๔๐
...การสอนของท่าน ท่านยึดกรรมฐาน ๔๐ เป็นสำคัญ หรือมหาสติปัฏฐานสูตร อย่างใดอย่างหนึ่งนี่แหละ แต่ว่าส่วนใหญ่ท่านใช้กรรมฐาน ๔๐ เพราะว่าเป็นกรรมฐานละเอียด

สำหรับ "มหาสติปัฏฐานสูตร" นี้เป็นกรรมฐานเฉพาะบุคคล คือเฉพาะเหล่า เฉพาะอัธยาศัย ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจัาทรงแสดง

เพราะว่ามหาสติปัฏฐานสูตรนี้พระพุทธเจ้าแสดง เฉพาะชาวแคว้นกุรุรัฐเท่านั้น เพราะพวกนี้มีอัธยาศัยละเอียดจึงได้สอนเฉพาะ

แต่ยังไม่เคยปรากฏในสถานที่ใด นอกจากแคว้นกุรุรัฐที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศน์มหาสติปัฏฐานสูตร แต่ในที่อื่นส่วนใหญ่ท่านสอนกรรมฐาน ๔๐ เพราะเป็นกรรมฐานละเอียด

กรรมฐาน ๔๐ ถ้ายังไม่เข้าใจก็ดูในคู่มือกรรมฐานที่ฉันแจกไว้ ฉันจะไม่อธิบายเพราะไม่ใช่เวลาที่จะอธิบาย

จริต ๖
...ฉันจะอธิบายอย่างย่อๆ ว่ากรรมฐาน ๔๐ พระพุทธเจ้าทรงแยกอัธยาศัยบุคคลไว้ ๖ อย่าง ที่เรียกว่า "จริต" จริต คือ อารมณ์เป็นที่เที่ยวไปของจิต

๑. ราคะจริต คนรักสวยรักงาม คำว่าราคะจริตนี่ไม่ใช่มักมากในกามคุณ อย่าเข้าใจผิด เป็นเพียงคนรักสวยรักงาม
๒. โทสะจริต คนเจ้าโมโหโทโส
๓. โมหะจริต คนโง่ คนหลง
๔. วิตกจริต คนช่างคิด ตัดสินใจไม่เด็ดขาด
๕. ศรัทธาจริต เป็นคนเชื่อง่าย
๖. พุทธจริต เป็นคนเฉลียวฉลาด..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/4/19 at 05:29 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/4 ]
(Update 19 เมษายน 2562)


ใช้กรรมฐานเป็นเครื่องฆ่าจริต


"...อันนี้หลวงพ่อปานพูดเสมอว่า พระพุทธเจ้าท่านมีความรู้ละเอียด ท่านเป็นสัพพัญญูวิสัย แยกอารมณ์ของจิตไว้ ๖ อย่างเป็นส่วนใหญ่ ๆ

แต่ส่วนย่อย ๆ ก็มีมากกว่านี้ เอาเฉพาะส่วนใหญ่ ตอนนี้จริตอะไรถ้าเกิดกับบุคคลใดมาก ก็ให้ทำกรรมฐานเป็นเครื่องฆ่าจริตนั้น ๆ เป็นการปราบปราม

ดูอารมณ์ของเราว่าเวลานี้ เรามีราคะจริตรักสวยรักงาม เห็นคนนั้นก็สวย เห็นคนนี้ก็สวย เป็นความพอใจในเพศ เห็นสีสันวรรณะ

เห็นสีติดสี เห็นเสียงติดเสียง ได้ยินเสียงติดเสียง กินอาหารติดในรส ถูกต้องหรือสัมผัสติดใจในโผฏฐัพพะ คืออารมณ์ที่กระทบกระทั่ง หรือสิ่งที่มากระทบกระทั่ง

พอใจในอารมณ์ที่ชอบใจ อย่างนี้เรียกว่าราคะจริต เขาเรียกว่าติดสวย พูดง่าย ๆ อะไรก็ต้องสวย อะไรก็ต้องมีระเบียบ

อสุภกรรมฐาน
...คนที่ติดสวยอย่างนี้มันเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องถ่วงจิตไม่ให้เข้าถึงฌาน และก็ไม่ให้เข้าถึงพระนิพพาน คือความเป็นพระอริยเจ้า

ท่านก็สอนตามที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ คือให้เจริญ อสุภกรรมฐาน พิจารณาทุกอย่างว่ามันไม่สวย ตามความเป็นจริง

ในการพิจารณาว่าไม่สวยนี่ไม่ใช่ฝืนนะ ไม่ใช่ของสวยแล้วหาว่าไม่สวย แต่ความจริงของในโลกนี้ไม่มีอะไรมันสวย ลองไปดูชายงามหญิงงามอะไรที่ว่าสวย ๆ น่ะ ไปดูสิมันมีขี้มีเยี่ยวไหมในท้อง

เอาเท่านี้แหละไม่ต้องดูมาก ยิ่งดูมากยิ่งเลอะมากเข้าไปทุกที รวมทั้งตัวนี่หาสวยไม่ได้ ถ้ามันมีขี้มีเยี่ยวมันก็ไม่สวยจริง ไอ้ผิวพรรณที่ผุดผ่อง มันต้องขัดสีฉวีวรรณ ให้ลองทิ้งไว้สัก ๗ วันโดยไม่อาบนํ้าไม่อาบท่า

ผมเผ้าไม่หวีมันจะเป็นอย่างไร ผลที่สุดเราเห็นเข้าก็ต้องถอยหลังกรูด เพราะไอ้สิ่งที่เป็นของจริงมันปรากฏ ของภายในมันหลั่งไหลออกมาภายนอก ไอ้เหงื่อไคลมันอยู่ในกายที่เราว่ามันสกปรก

ทีนี้การสวยสดงดงามมันเป็นการแต่ง และความผ่องใสของผิวพรรณมันตลอดกาล ตลอดสมัยหรือเปล่า นานวันเท่าไรมันก็ทรุดโทรมลงมาทุกที ๆ

หาของจริงอย่าไปหาของหลอก คนเราเกิดมาสมัยนี้ชอบหลอก อะไรของจริงน่ะไม่ยอมรับนับถือ ใครพูดอะไรจริง ๆ หาว่าบ้า ๆ บอ ๆ

ไอ้ฉันก็เหมือนกัน ฉันนี่เป็นคนบ้าสำหรับชาวโลกมาเยอะ บ้าจนกระทั่งไม่รู้สึกอะไร เมื่อก่อนใครเขาว่าบ้าก็ชักสะเทือน บางทีก็ชักโมโหโทโส

แต่ตอนนี้เขาหาว่าบ้า ฉันก็รู้ว่าฉันบ้าแน่ รู้ตัวมานานแล้ว เพราะบ้าอย่างไร ก็เพราะว่าชาวบ้านเขาชอบอย่างนั้น ก็ฉันไม่ชอบ มันก็บ้าเท่านั้นก็คนมันไม่เหมือนชาวบ้าน มันจะเป็นคนดีได้อย่างไร

คนที่มาหาพระ
...ตอนนี้ฉันบ้าเข้าแล้วฉันก็สบายใจ ไม่ต้องไปรับเลี้ยงใคร ไม่ต้องไปรับภาระใคร อยู่ตามอัธยาศัยสบาย ใครมาหาฉันถูกจังหวะจะโคนฉันก็รับ

ถ้าไม่ถูกจังหวะจะโคน ฉันก็นอนอ่านหนังสือส่งเดช ให้นั่งอยู่นั่นแหละ ถ้าทำท่าเก้ ๆ กัง ๆ ทำอวดวิเศษอวดรู้ ให้นั่งอยู่นั่นแหละ

หากว่ามาหาแบบคนมาหาพระรัตนตรัย ฉันรับ วันทั้งวันคืนทั้งคืน ฉันคุยได้ ไม่มีโมโหโทโส ฉันไม่เหนื่อยด้วย

ถ้ามาแบบคนเป็นเจ้าพระรัตนตรัยอย่างนี้ฉันไม่รับหรอก รับก็รับแบบหน้ายักษ์ พูดเฉย ๆ ไม่ยิ้มไม่เยิ้มหรอก ยิ้มก็ไม่ยิ้ม บึ้งก็ไม่บึ้งทำเฉยซะ พูดคำตอบคำ ทำเฉย ๆ ประเดี๋ยวก็เผ่นไปเอง

นี่คนประเภทนี้ อ้าวพูดเลยเถิดไปอีกแล้ว นี่คนแก่มันเป็นอย่างนี้ เลอะเทอะเอาดีไม่ได้ ความแก่ไม่ดีใครอย่าแก่นะ แก่แล้วมันเป็นอย่างฉัน มันเลอะ เอาดีไม่ได้ ถ้าราคะจริตท่านให้เห็นทุกอย่างตาม ความเป็นจริงว่ามันสกปรก

โทสะจริต ให้เจริญเมตตา หรือกสิณ ๔
...ถ้าโทสะจริต ท่านให้เจริญเมตตาพรหมวิหาร หรือกสิณ ๔ คือปฐวีกสิณ ธาตุดิน วาโยกสิณ ธาตุลม อาโปกสิณ ธาตุนํ้า เตโชกสิณ ธาตุไฟ อย่างใดอย่างหนึ่งในจำนวน ๑๘ อย่างนี้

หรือว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพรหมวิหาร หรือกสิณ ๔ อย่าง อันนี้เป็นเครื่องฆ่าโทสะจริต ทำให้จิตใจสงบสงัด

ถ้าหากว่าคนเป็นวิตกจริตกับโมหะจริต ไอ้วิตกคือความโง่ คิดตัดสินใจไม่ออก โมหะจริตก็โง่ หลงว่าไอ้นั่นก็ของกูไอ้นี่ก็ของกู ขี้ก็ของกูเยี่ยวก็ของกู เศษไม้เศษไร่เศษ ผ้าเศษผ่อนก็ของกู ของกูทั้งนั้น

ไม่รู้จักว่ามันจะทำลาย ไม่รู้ตามความเป็นจริง คนคิดพล่านแบบนี้ตัดสินใจไม่เด็ดขาด หวงแหนแบบนี้ ท่านให้เจริญอานาปานุสสติกรรมฐาน กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวอันนี้ตามแบบพระพุทธเจ้า

คนมีศรัทธาจริตเชื่อง่าย เชื่อง่ายถ้าเจริญพุทธานุสสติ ระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ธัมมานุสสติ นึกถึงคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์ สังฆานุสสติ นึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อย่างนี้เป็นต้น

ให้เจริญอนุสสติ ๖ คือนึกถึงความดีของท่านที่ทำความดีไว้แล้ว จะได้ปฏิบัติความดีเพราะพวกนี้เชื่อง่าย ถ้าเชื่อแล้วใครพูดอะไรก็เชื่อ ในเมื่อเชื่อแล้วก็ให้เชื่อในทางดี จับความดีเข้ามาใช้

ตอนนี้ถ้าเป็นพุทธจริตท่านก็ให้เจริญ "อาหาเรปฏิกูลสัญญา" เป็นกรรมฐานที่ละเอียดกว่า เพราะพวกนี้เป็นพวกฉลาด อันนี้ท่านสอนตามแนวของพระพุทธเจ้าจริงๆ

นี่พูดถึงตามแนว วิธีสอนท่านก็บอกไม่ให้เคร่งเครียดเกินไป ให้ใช้อิริยาบถตามสมควร พอมาดูพระไตรปิฎกทีหลังก็รู้สึกว่าท่านตามแบบคือไม่ ฝ่าฝืนพระพุทธเจ้าจริงๆ ทีนี้เมื่อสอนตามแบบตามหลักตามเกณฑ์ไปแล้ว

ทีนี้มาว่ากันตอนขึ้นกรรมฐาน ตอนขึ้นกรรมฐานก็ใช้ธูป ๕ เทียน ๕ ข้าวตอก ๕ ดอกไม้ ๕ กระทง ไปสมาทานกับท่าน ท่านก็ให้สมาทานกับพระพุทธ ท่านรับเป็นอาจารย์

แต่ท่านบอกว่ากรรมฐานเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของฉัน ฉันเอาวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาบอกอีกต่อหนึ่ง เธอจะมาสมาทานกับฉันถือฉันเป็นสรณะโดยตรงไม่ได้ ต้องพระพุทธเจ้า

เอาเข้านั่น..นี่ไม่ค่อยจะเหมือนคนอื่นเขา ไอ้ที่อื่นเขาต้องมุ่งเฉพาะอาจารย์ ขึ้นกับอาจารย์นี้แล้วอาจารย์อื่นจะสอนไม่ได้ แต่ท่านไม่ห่วง

เมื่อขึ้นกับท่านแล้วคนปฏิบัติกับท่านแล้ว เมื่อท่านเห็นอาจารย์องค์ไหนดีท่านมักจะ แนะนำบอกไปหาองค์นู้นบ้างไปหาองค์นี้บ้าง

ฉันก็ไปหามาได้ตั้ง ๑๐ องค์กว่า แต่ผลที่สุดก็ลงอรรถอันเดียวกัน ท่านก็แบบเดียวกัน เมื่อไปเล่าให้ท่านฟังว่าครูบาอาจารย์สอนอย่างไร

ท่านก็เลยบอกว่าอาจารย์แกสอนถูกแล้วนี่ แกมาหาฉันทำไม มันเหลือแต่แกเท่านั้นแหละ ทำยังไม่ถึงที่อาจารย์จะพึงให้ นี่เป็นอย่างนี้..ท่านไม่ได้ปิดบัง

เห็นว่าอาจารย์องค์ไหนมีความเฉลียวฉลาดมาก และโดยเฉพาะอย่างหรือวิชาอย่างใดอย่างหนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ ที่อาจารย์องค์นั้นมีความเชี่ยวชาญกว่าท่าน ท่านมักจะแนะนำลูกศิษย์ให้ไปหา

ตอนนี้มาพูดกันถึงการขึ้นกรรมฐาน ไม่ได้ขึ้นเฉย ๆ นะ พอสมาทานเสร็จ ท่านก็แนะนำขั้นแรกให้จับลมหายใจเข้าออก ภาวนาหายใจเข้าว่า "พุท" หายใจออกว่า "โธ" ก่อนเป็นอันดับแรก

หลวงพ่อปานบอกกรรมฐาน
...ทีนี้เราก็นั่งหลับตา ท่านก็หลับบ้าง พอหลับสัก ๕-๑๐ นาที ท่านก็บอกให้ลืมตา พอลืมตาขึ้นท่านจี้เลย บอกองค์นี้หรือคนนี้นะ มีกิเลสอย่างนั้น เป็นเครื่องเผาผลาญจิตมีกำลังมาก ให้ปฏิบัติกรรมฐานกองนั้น

ท่านอธิบายละเอียดเลย องค์นี้มีกิเลสอย่างนั้นเป็นเครื่องเผาผลาญจิตมีกำลังใหญ่ ให้ใช้กำลังกรรมฐานอย่างนี้ ท่านใช้กรรมฐานเฉพาะเข้าไปหักล้างเลย

แต่ว่ากรรมฐานทั้งหมดทุกกอง ก็ต้องอาศัยอานาปานุสสติเป็นพื้นฐาน นี่ท่านอธิบาย ถ้าทิ้งอานาปานุสสติแล้วจิตจะเป็นสมาธิได้ยาก

ฉะนั้นจะทำกรรมฐานกองไหนก็ตามต้องขึ้น อานาปานุสสติก่อน คือกำหนดลมหายใจเข้าออก ทีนี้พอลืมตาขึ้นมาแล้วท่านมักจะพยากรณ์

แต่ดูเหมือนไม่ทุกครั้งนะ เป็นบางพวก แต่พวกฉันนี่โดนเข้า พอท่านนั่งหลับตาปี๋ ฉันก็ปี๋ของฉัน ก็หายใจเข้า "พุท" หายใจออก "โธ" ก็ว่ากันตามอารมณ์.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/4/19 at 06:38 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/5 ]
(Update 27 เมษายน 2562)


หลวงพ่อปานพยากรณ์


"...พอลืมตามาแล้วท่านบอกลืมได้ แล้วท่านก็ยิ้ม ยิ้มบอกว่า ฤๅษีโพธิวัตรกับฤๅษีพนมไพร เธอหันหน้าเข้าเจริญกสิณ ๑๐ ประการนะ เพราะเป็นความรู้เก่าเอาเลย

บอกอย่างนี้ด้วย เพราะเป็นกรรมฐานเก่าที่เธอได้มาแล้ว เธอสามารถจะทำจบภายใน ๓ เดือนเป็นอย่างช้า กสิณ ๑๐ ประการนี่เธอได้มาแล้วในชาติก่อน ว่าเข้านั่น เราก็นึกแปลกใจบอกหลวงพ่อนี่รู้ได้อย่างไร

แล้วก็เมื่อเธอได้กสิณ ๑๐ แล้ว ได้อภิญญาแล้ว หมั่นฝึกให้คล่องแล้วก็เจริญวิปัสสนาญาณนะ เมื่อหลวงพ่อตายแล้วเธอจงเข้าป่า อย่าอยู่ในบ้านเมือง

เพราะพระที่ทรงอภิญญาจะอยู่กับพระธรรมดาไม่ได้ ต่อไปเขาจะเบียดเบียนเธอ เขาจะหาว่าพวกเธออวดอุตริมนุสสธรรม

หมายความว่าอวดว่าตัวรู้ยิ่งรู้วิเศษ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ แต่ความจริงได้ แต่ว่าเขาไม่ได้ คนพูดว่าเขาไม่ได้ เขานึกว่าตัวเขาเองไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำไม่ได้ ฉะนั้นพวกเธอจะอยู่ไม่ได้เมื่อหลวงพ่อตายแล้ว ให้เข้าป่า เขาก็รับคำ

ทีนี้ฉันก็นึกในใจว่า ทำไมท่านไม่พยากรณ์ฉันบ้าง ฉันก็เข้าป่าเหมือนกัน ก็เพื่อนเขาเข้านี่ฉันก็เข้าได้ เขาเหาะเหินเดินอากาศได้ เขาแผลงฤทธิ์แผลงเดชได้ ฉันก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นได้บ้าง

พรรษาที่ ๒๐ ไปแล้ว จะพบบุตรหลานเก่า ๆ
...ท่านก็หันมาหาฉัน แล้วบอกคุณ คุณนี่เอาอย่างเพื่อนเขาไม่ได้นะ ( แล้วกัน ) คุณนี่ช้ากว่าเขา ไอ้เพื่อนหันมายิ้ม

ไอ้เราที่เป็นตัวตั้งตัวตี กลับมาเสียท่าเพื่อน ก็นึกในใจมันจะเป็นอย่างไรหนอ ฟังท่านต่อไป ท่านบอก คุณจะต้องสัมผัสอยู่กับมนุษย์อยู่ตลอดไป จะแยกตัวเข้าป่าไม่ได้

เพราะชาติก่อนหลายชาติมาแล้ว เธอปรารถนาพุทธภูมิมา คนที่ปรารถนาพุทธภูมิมา เพื่อหวังในความเป็นพระพุทธเจ้า จำจะต้องบำเพ็ญบารมีทั้งหมดให้ครบถ้วน ถึงขั้นปรมัตถ์บารมีทุกอย่าง

เพราะฉะนั้นเธอจะหลีกลี้หนีเข้าป่าหลบคนไม่ได้ เธอต้องอยู่กับคน ต้องสงเคราะห์คนไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับว่าเป็นการฝึกการสงเคราะห์

ฉะนั้นกรรมฐานใด ๆ ทั้งหมดที่เธอมีความปรารถนาอยู่ในเวลานี้ ภายในพรรษา ๒๐ ยังจะเอาดีนักไม่ได้ ก็พอจะเอาตัวรอดได้บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก

เมื่อถึงพรรษาที่ ๒๐ ไปแล้ว นับแต่พรรษาที่ ๒๐ ไป ทุกอย่างที่เธอปรารถนาจะสมหวัง จำคำของหลวงพ่อไว้นะ

พอพรรษาที่ ๒๐ ไปแล้วทุกอย่างที่เธอปรารถนาจะสมหวัง แล้วพรรษาที่ ๒๐ เธอจงออกจากวัด อย่าอยู่วัดนี้ต่อไป ถ้าขืนอยู่ที่วัดนี้เธอจะไม่ได้ดี เธอจงออกจากวัด

และอีกประการหนึ่งภาระของเธอที่ลงมาเกิดในคราวนี้ เธอต้องรับภาระในการสงเคราะห์อนุเคราะห์บุตรหลานเก่าๆ

ฉะนั้นเมื่อพรรษาที่ ๒๐ ไปแล้วเธอจงหันหน้าขึ้นเหนือ จังหวัดภาคเหนือ เธอจะพบบุตรหลานเก่า ๆ ทุกคนตามที่ให้สัญญาเขาไว้

สัญญาเดิมกับลูกหลานเก่าๆ
...ตอนนี้ฉันสงสัยจึงถามว่า ผมให้สัญญากับใครครับหลวงพ่อ ?

ท่านบอกว่า ให้สัญญากับลูกกับหลานเก่า ๆ ไว้นะซิว่า จะตามสงเคราะห์อนุเคราะห์เขาตามสมควร แต่ว่าเวลานี้เธอยังหนุ่มนักยังไปไม่ได้

ต้องพรรษาที่ ๒๐ ไปแล้วถึงความเป็นคนแก่ คือจิตใจสงบระงับดับจากความปรารถนาจากการต้องการความดีทั้งหมดเมื่อไรนั่นแหละ

เมื่อจิตถึงขั้นที่สุด คือจิตไม่ปรารถนาความดีเมื่อไร เมื่อนั่นแหละ..จะพบลูกพบหลานครบถ้วนบริบูรณ์ แล้วก็ทำกิจที่เธอควรจะทำได้ครบถ้วน

ฉะนั้นเธอจึงยากกว่าเขา เธอจะเข้าป่าอย่างกับเพื่อนทั้งสองคนไม่ได้ เธอจะต้องต่อสู้ไปกับโลกจนกว่าจะสิ้นชีวิต แต่ทว่าเธอก็จะสบายเมื่อแก่

แล้วท่านก็หันไปหาหลวงประธานถ่องวิจัย บอกพระคุณหลวงฯ ก็เหมือนกันนะ ไอ้การอยู่เป็นพระเห็นจะอยู่นานไม่ได้ เพราะคุณหลวงมีครอบครัว

แต่เพียงพรรษาเดียวคุณหลวงก็เอาดีได้ไม่แพ้เพื่อน ในกาลต่อไปเมื่อต้องสึกออกจากพระ คุณหลวงก็อย่าทิ้งเสียนะความดีอันนี้ ขอให้ทรงเอาไว้

แล้วต่อไปเมื่อเสร็จกิจจากการรับราชการ ก็หันเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาใหม่ ตอนนี้แหละคุณหลวงจะได้ทุกอย่างตามที่ตั้งใจ

เอาแล้ว..นี่การเจริญกรรมฐานพอขึ้นกับท่านนี่ พอลืมตาขึ้นมาแล้วท่านพูดอย่างนี้ แต่ก็บางคนนะ บางคนถ้าเป็นพวกผู้หญิงไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ท่านก็ไม่พูด ท่านเฉย ๆ

แต่ว่าเมื่อท่านอยู่กับฉันท่านก็มักจะมากระซิบกับฉันว่า คนนั้นจะเป็นอย่างนั้นนะ คนนี้จะเป็นอย่างนี้นะ แต่ว่าอย่าพูดไป เพราะเขายังไม่รู้อะไรด้วยยังพูดไม่ได้

นี่พวกฉันได้รับพยากรณ์มาอย่างนี้ และท่านก็ทำอย่างนั้น ก็แสดงเมื่อหลับตาแล้วพอลืมตาขึ้นมา ท่านรู้หมด ตอนที่รู้หมดของท่านนี่ มันเป็นคุณเป็นประโยชน์มาก

และทุกวันที่ท่านเลี้ยงอาหารในเวลา สองทุ่ม ท่านมักจะอธิบายกรรมฐานที่เราสงสัยทุกอย่างให้เข้าใจชัดถึงวิธีการปฏิบัติและการรักษาอารมณ์ และอีกเวลาหนึ่งก็คือฉันข้าวเช้าเสร็จแล้ว

ระเบียบของที่วัดบางนมโคมีอย่างนี้ ถึงเวลาตีระฆังเป๊ง พระเข้านั่งก่อน หลวงพ่อท่านฉันรวม ไม่เหมือนหลวงพ่อเนียม ( หลวงพ่อเนียมท่านไม่ฉันรวม )

หลวงพ่อปานท่านฉันรวม ท่านนั่งหัวแถว ท่านมาทีหลัง พอพระตีระฆังเป๊ง พอเข้านั่งปุ๊บไม่มีเสียงพูด รับรองเสียงพูดคำเดียวไม่มีเลย

ถ้าจะเอาอะไรก็ต้องสะกิดกัน หยิบโน่นให้ทีหยิบนี่ให้ที เบาที่สุด เรียกว่าคนนั่งข้างๆ ใกล้ ๆ ห่างไปอีกองค์หนึ่งเกือบจะฟังไม่รู้เรื่อง นี่เป็นระเบียบนั่งตัวตรง มีอาการสงบ แล้วหลวงพ่อเองท่านก็ไม่พูด มาถึงปั๊บท่านก็ถวายข้าวพระ

การถวายข้าวพระ
...ถวายข้าวพระนี่เป็นการบูชาคุณพระรัตนตรัยก่อนกินข้าว คือก่อนกินนึกถึงพระ ก่อนนอนนึกถึงพระ ก่อนทำงานนึกถึงพระ แต่สมัยนี้ล้มถวายข้าวพระเสียหมดก็ใช้ไม่ได้ เหมือนกัน เป็นลูกอกตัญญูไม่รู้คุณพ่อคุณแม่

พระพุทธเจ้าท่านมีคุณ เราบวชมาในพระศาสนาไม่อดข้าว ไม่อดปลา ไม่อดสถานที่อยู่ และมีผ้าห่ม ก็อาศัยบารมีของพระพุทธเจ้า

อันนี้สมัยนี้ทิ้งกันเสียแล้ว..ใช้ไม่ได้ ใครเขาว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ฉันว่าใช้ไม่ได้ ไอ้ลูกไม่รู้คุณพ่อคุณแม่นี่..ใช้ไม่ได้ จะเป็นใครบ้างก็ตามฉันไม่รู้ ใครทำใครก็ถูก

หรือเมื่อเสร็จจากการฉันแล้ว ท่านมักจะมองหน้าพระองค์นั้นองค์นี้ ท่านพูดองค์เดียว แล้วท่านก็บอกเลยว่า

"เออ..คุณ คุณองค์นั้น เมื่อคืนนี้คุณปฏิบัติกรรมฐาน ถึงตรงนี้วางอารมณ์อย่างนั้นมันยังไม่ถูกนะ คุณต้องปฏิบัติอย่างนั้นสิ..อย่างนี้สิ

เรียกว่าท่านแก้อารมณ์ในตอนกลางคืนให้เสร็จ ทั้ง ๆ ที่พวกเราอยู่ในป่าช้าบ้าง อยู่ในกุฏิไหนต่อกุฏิไหนบ้าง บางองค์ก็ไปนั่งที่ศาลาบ้าง ไปอยู่ในโบสถ์บ้าง เพราะตอนเช้ายังไม่มีใครคุยให้ฟัง แต่ว่าท่านจี้จุดถูกหมดถ้าเราปฏิบัติผิด

พบโครงกระดูกลอยมา
...คืนหนึ่งสำหรับฉันนะ ฉันจะเล่าให้ฟัง คนอื่นน่ะอย่าเอาเรื่องเขามาเล่าให้ฟังเลย เมื่อฉันเจริญกสิณไปแล้วประมาณ ๓ - ๔ กอง ก็พอดีฉันพบอสุภกรรมฐานลอยขึ้นมา เป็นกระดูกคนนะ ลอยไปทีละชิ้น ๆ

ฉันก็มองดูมันเรื่อย มันลอยทั้งคืน กระดูกแขนกระดูกขากระดูกซี่โครงกระดูก อะไรต่ออะไร มันลอยผ่านหน้าเรื่อยไป ฉันก็ดูเรื่อยไป

ฉันไม่รู้ว่าทำอย่างไร เพราะไม่รู้วิธีปฏิบัติ ความจริงกระดูกเป็นอสุภกรรมฐานเป็นการตัดราคะจริต ตัดความรักในเพศ

ถ้าใครปฏิบัติกรรมฐานกองนี้ได้แล้ว ได้พระอนาคามีอย่างไม่ยาก นี่บอกให้ก็ได้ เพราะผลของกรรมฐานไม่เหมือนกันแต่ละกอง

แต่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้มีความหมายมาก ไม่ใช่ตรัสส่งเดช ไม่ใช่มีกรรมฐานอย่างเดียว คนที่มีกรรมฐานอย่างเดียวสอนให้คนปฏิบัติ ใคร ๆ มาก็ปฏิบัติอย่างนั้น

นั่นไม่ใช่นักกรรมฐานที่ได้มรรคได้ผลแล้ว เขาเรียกว่านักเดาสวด มีอะไรก็ให้เขาทำส่ง อึกอักอะไรก็บอกอย่างนี้สำเร็จ ทำไปเถอะไม่ต้องเอาอะไรมากอย่างนี้ใช้ได้ ไอ้อย่างนี้มันใช้ไม่ได้เพราะอัธยาศัยของคนไม่เหมือนกัน

ทีนี้ฉันเห็นกระดูกลอยลิ่ว ๆ ฉันก็ดูส่งเดช พอตอนเช้า พอฉันข้าวอิ่มเสร็จท่านก็มองหน้า (พวกเราไม่รู้ว่าใคร) ท่านบอก

"เออ..คุณ ไอ้ลิงดำน่ะ เอาเข้านั่น นี่ฉันท่านเรียกไอ้ลิงดำ คำว่าไอ้ลิงดำนี่เรียก บางทีเผลอ เรียกต่อหน้าแขก ศัพท์ไอ้ลิงดำกันเลย ฉันก็ไม่ว่าอะไร

ฉันนึกชอบใจเสียอีกหลวงพ่อเรียกไอ้ลิงดำ มันตรงกับอัธยาศัย เพราะตอนเด็ก ๆ ฉันก็ไต่มะม่วง กินมะม่วงกินฝรั่ง ขึ้นยอดไม้เรื่อยคล้าย ๆ ลิงอยู่แล้ว

ถึงโตมาเป็นพระก็เกือบเผลอหลายหน จะย่องขึ้นยอดมะม่วง มันชอบไอ้มะม่วงมัน ๆ มะม่วงสุก ๆ มะม่วงหวาน ๆ มะม่วงท้องร่องไม่ชอบ ถ้ามะม่วงมันล่ะก็ชอบ เห็นก็ไม่ได้นํ้าลายมันไหล

ท่านบอกไอ้พระลิงดำ เมื่อคืนนี้เป็นอย่างไรล่ะ ไอ้ตอนตี ๒ กระดูกมันลอยมาทำไมไม่บังคับให้มันกองอยู่ล่ะ เขาต้องบังคับให้มันกอง

พอมันกองครบแล้ว มันจะกลายเป็นกระดูกครบถ้วน คือเรียงกันเข้าเป็นตัวเลย เรียงเป็นร่างกระดูกครบถ้วน แล้วให้พิจารณา

อัฏฐิกัง ปฏิกูลัง..หมายความว่า กระดูกเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด ร่างกายเราเมื่อสภาพกาลหมดไปแล้วก็คงมีโครงกระดูกเป็นเรือนร่าง เป็นแก่นของร่างกาย

คนและสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ไม่มีสภาพจะคงที่ได้ ถ้ามีร่างกายบริบูรณ์สมบูรณ์ เมื่อสิ้นลมปราณแล้ว ร่างกายก็จะผุจะพัง นํ้าเหลืองจะไหล ธาตุดินไปส่วนหนึ่ง ธาตุนํ้าไปส่วนหนึ่ง ธาตุไฟไปส่วนหนึ่ง ธาตุลมไปส่วนหนึ่ง

ผลที่สุดเนื้อหนังก็ละลายไป เหลือแต่กระดูก และกระดูกก็จะเป็นโครงอย่างนี้ หาความสวยหาความงามไม่ได้ หาความคงที่ไม่ได้ อันนี้เป็นอสุภกรรมฐานในด้านสมถะ

นิจจัง สุขัง อัตตา
...เมื่อจิตใจเยือกเย็นแล้วให้พิจารณาต่อไปว่า อัตภาพร่างกายอย่างนี้มันเกิดขึ้นในเบื้องต้นมันเป็น อนิจจัง หรือเปลี่ยนแปลงมาในระหว่างกลาง แล้วต่อไปก็ผุพัง ทำลายในที่สุด อนัตตา

อย่างนี้ความเกิดนี่มีสภาพคงที่ ก็ไม่ควรจะยึดถือความเกิดต่อไป เมื่อขณะใดที่เกิดมาก็จะพบกับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ไม่มี นิจจัง สุขัง อัตตา นิจจัง มีสภาพคงที่ สุขัง ไม่มีทุกข์ อัตตา มีสภาพเป็นตัวตน ยืนตลอดกาลตลอดสมัย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ซึ่งไม่มีสำหรับอัตภาพที่มีขันธ์ ๕ เพราะมันต้องเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยงอยู่เรื่อยไป เพราะความไม่เที่ยงมันจึงเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์นี่แหละสภาวะอนัตตาจึงปรากฏ

คือความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันพังมันทำลาย ร่างกายคือกระดูกที่เราเห็นอย่างนี้มาก่อน เพราะมีเรือนร่างครบถ้วนบริบูรณ์อย่างเรา มีลมปราณเหมือนกัน มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน

แต่ว่านี่เนื้อหนังมังสามันหมดไปแล้วเหลือแต่กระดูก อันเป็นส่วนแก่นแท้ภายในร่างกาย เมื่อพิจารณาไปส่วนไหนมันก็ไม่น่ารักไม่น่าดู ไม่น่าชม มันน่าเกลียด

ท่านบอกว่า ต้องทำอย่างนี้เมื่อกระดูกมันลอยมา ต้องบังคับให้มันลงมากองอยู่ข้างหน้าเรา แล้วมันจะกลายเป็นตัวของมันขึ้นมาเอง อันนี้พูดถึงอารมณ์ที่ท่านรู้นะ อย่างนี้ทุกองค์โดนหมด

ถ้าใครจับจังหวะผิดปั๊บท่านบอกเลย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ต้องบอก ท่านนอนอยู่ที่กุฏิของท่านแท้ ๆ เราอยู่ในป่าช้า แล้วสภาพอย่างนั้น เมื่อเราเห็นแล้วเราก็ไม่ได้บอกกับใคร แล้วท่านรู้ได้อย่างไร

แต่อันนี้ไม่ต้องพูดกัน เพราะว่าท่านเป็นฝ่ายพุทธภูมิ แล้วก็กรรมฐานครบถ้วน แล้วก็เป็นพระได้อภิญญา และทรงสมาบัติ ๘ เสียด้วย อันนี้เรื่องการรู้ไม่ต้องห่วง รู้จริงๆ ถ้ารู้ไม่จริงท่านก็พูดให้ตรงกับที่เราเห็นไม่ได้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/4/19 at 07:54 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/6 ]
(Update 3 พฤษภาคม 2562)


หลวงพ่อปานรู้อารมณ์ใจลูกศิษย์


"...ถ้าคืนไหนถ้าเราทำถูก ถ้าใครทำถูกทำความเหมาะสมรักษาอารมณ์ถูก ท่านก็พูดเหมือนกัน บอก

เออ..คุณองค์นั้นน่ะ เมื่อคืนนี้ดี วางอารมณ์อย่างนั้นน่ะถูก ( เอาเข้านั่น ) แต่ว่าถูกมันอาจจะน้อยไปนิด ควรต่อวิปัสสนาญาณเลยสิคุณ

เมื่ออารมณ์จิตเรียบร้อยคืออารมณ์จิตตั้งมั่นในสมาธิดีแล้วมีความเยือกเย็น ต่อวิปัสสนาญาณเลยหวังมรรคผลซิ เราอย่าทำเพื่อฌานโลกีย์

โดยเฉพาะต้องหวังมรรคหวังผล หวังหนีนรกมันให้ได้ ศาสนาเราไม่มีการล้างบาป แต่ว่าศาสนาของเราก็มีการหนีบาปได้

ในการทำความดีถึงที่สุด บาปไม่สามารถจะลงโทษเราได้ ท่านผู้ฟังถ้าสมมุติว่าเป็นท่านบ้าง ท่านจะครึ้มใจไหม จะดีอกดีใจไหม จะเชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ของท่านไหม ปฏิปทาที่ท่านสอนเป็นอย่างนี้

แล้วก็ความรู้ทางอื่น ในเรื่องต้องการรู้อย่างอื่น เราไปหาท่านน่ะต้องเลือกเวลา แต่ว่าถ้าขัดข้องในธรรมวินัยก็ถามได้ทุกเวลานี่ ท่านอนุมัติไว้

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าเกิดขัดข้องอะไรขึ้นมาก็ถามได้ทุกเวลา จะเป็นกลางวันมืดคํ่าดึกดื่นไม่เป็นไร

หรือมีแขกเหรื่อมากมายอย่างไรก็ไม่เป็นไร แขกที่มานี่ท่านรับแขกคนป่วยบ้าง ไม่ป่วยบ้าง มากันเรื่อย แต่ว่าถ้าแขกคนไหนพูดเรื่องกรรมฐาน ขึ้นมาคำเดียว ท่านจะทิ้งเรื่องอื่นทั้งหมด

ท่านบอกว่าเรื่องนี้เรื่องสำคัญ ต้องพูดกับเขาให้จบเสียก่อน ถึงแม้ว่าคนนั้นมาทีหลังท่านก็จะให้โอกาสก่อนถ้าเป็นเรื่องกรรมฐาน นี่ท่านสนใจจริงๆ

ปฏิปทาของหลวงพ่อในการสอนกรรมฐาน ท่านสอนแบบนี้คือท่านจี้จุด คือว่ารู้จิตใจท่านอธิบายให้ชัดเจนให้เข้าใจทุกจังหวะทุกวัน

แล้วถ้าลูกศิษย์องค์ไหนถ้าอยากได้อภิญญา หรือสนใจเรื่องอภิญญา พอตอนกลางคืนเวลา ๒๐.๐๐ น. ท่านก็สอนแล้ว

คุยกันถึงเรื่องอภิญญาสมาบัติ ว่าการเจริญทิพจักขุญาณต้องทำอย่างนั้นนะ เราจะเห็นสวรรค์ได้ เราจะเห็นนรกได้ ถ้าเราต้องการจะไปนรกไปสวรรค์ทั้งตัวเป็นอภิญญา ๖ เราต้องทำอย่างนี้นะ

ถ้าอยากจะฟังในหนังสือก็มีแล้วนี่ อยากจะดูให้ชัดก็ดูในหนังสือซิ แต่เมื่ออยากจะฟังก็จะพูดให้ฟังสักนิด หนึ่งเพราะมันพูดละเอียดไม่ได้ เวลาเล็กน้อย

ถ้าเราอยากจะได้ทิพจักขุญาณ ถ้าเป็นอธิกัมมิกบุคคล คือบุคคลประเภทนั้นไม่เคยได้ทิพจักขุญาณมาในชาติก่อน มาเริ่มต้นกันในชาตินี้ทีเดียว ว่ากันอย่างนี้นะ

เราก็จับกสิณ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว คืออาโลกสิณ กสิณแสงสว่าง โอทาตกสิณ กสิณสีขาว เตโชกสิณ กสิณไฟ

ทั้ง ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเจริญกสิณตามแบบ ให้ไปเปิดดูในคู่มือกรรมฐานจะไม่อธิบายในที่นี้ เพราะเปลืองเวลาเทปมีน้อย

คือเจริญกสิณให้ถึงอุปจารสมาธิ หมายความว่า จิตหลับตาแล้วเห็นภาพที่เรากำหนดได้ตามความประสงค์ บังคับภาพให้สูงได้ให้ใหญ่ได้

หนัก ๆ เข้าเมื่อจิตเป็นสมาธิสูงขึ้นภาพแสงสีคือสีขาว แสงสว่างก็ดี แสงไฟก็ดี จะเปลี่ยนสีเป็นประกายพฤกษ์ ระยิบระยับแพรวพราว อย่างนี้ชื่อว่าอุปจารสมาธิถึงที่สุด

พอได้อุปจารสมาธิถึงที่สุดอย่างนี้แล้ว ตอนนี้ถ้าเราอยากจะเห็นนรก พอมองดูภาพจะเห็นภาพใสสว่างขนาดไหนและเห็นชัดขนาดไหน

แล้วอธิษฐานว่าขอภาพนี้จงหายไป ขอภาพนรกจงปรากฏแทน (เห็นทางใจนะ ไม่ได้เห็นทางตา ) อย่างนี้เรียกว่า ทิพจักขุญาณมีความรู้เหมือนตาทิพย์ ไม่ใช่ลูกตาเป็นทิพย์

คราวนี้ภาพนรกก็จะปรากฏ ต้องการดูสวรรค์ ต้องการดูนรก แต่ละขุม ๆ หรือต้องการเห็นอะไรภายในโลกนี้ก็ได้

อยากจะเห็นเมืองนอกเมืองนาว่า เวลานี้ประธานาธิบดีอเมริกันนั่งขี้หรือนั่งเยี่ยวอยู่ หรือคุยกับใคร หรือว่ากินข้าว

หรือว่านายกรัฐมนตรีเมืองอังกฤษไปเข้าซ่องที่ไหน หรือว่าประธานาธิบดีฝรั่งเศสกำลังคิด ญาณอะไรต่ออะไร อันนี้ได้ทั้งนั้น อยากจะรู้อะไรก็ได้หมดมันเห็นชัด เห็นเหมือนกับเราเห็นภาพยนตร์

อาการอยากรู้อยากเห็นอย่างนี้ ถ้าอยู่ในระหว่างฌานโลกีย์แล้วมันรู้จริง ๆ เห็นจริง ๆ มันอยากรู้จริง ๆ ไอ้ตัวอยากมีมาก เพราะตัณหามีมาก

แต่พวกที่ได้ฌานโลกุตตระเบื้องสูงแล้ว หมดอยาก (คือสูงสุดนะ) ถ้าสูงยังไม่สุดก็ยังมีอยาก มันยังอยากอยู่ แต่ว่าอยากในสิ่งที่เป็นบุญ ท่านไม่ตำหนิ

สำหรับทิพจักขุญาณนี้ ถ้าบางคนที่เคยได้มาในชาติก่อน อันนี้เจริญไม่ยาก พอทำไป ๆ พอถึงอุปจารสมาธิปั๊บ ไม่ว่ากรรมฐานกองไหน

ถ้าเคยได้มาในชาติก่อนนะ ไม่ว่ากรรมฐานกองไหน พอทำจิตเป็นสมาธิถึงอุปจารสมาธิ มันมีความรู้ขึ้นมาเอง เพราะของเก่ามันเข้ามาถึง

นี่ท่านอธิบายให้ฟังชัด ท่านอธิบายละเอียดกว่านี้ นี่พูดให้ฟังย่อ ๆ ไม่ใช่อธิบายเรื่องของท่านให้ฟัง ถ้าอธิบายอย่างท่านล่ะก็หลายชั่วโมง

ท่านพูดเพราะ ท่านพูดดี จี้มุมโน้น จี้มุมนี้ แก้ไขมุมโน้น แก้ไขมุมนี้ พูดให้ฟัง พูดจนกระทั่งเราอยากได้ทิพจักขุญาณ

นี่ไอ้ฉันนี่ ตะเกียกตะกายเข้ามาก็เพราะเรื่องที่ท่านพูดให้ฟัง แล้วเราก็ย่องถามท่านว่า หลวงพ่อได้ไหมครับ

ท่านบอก ไม่แน่..ข้าได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่นรกสวรรค์ข้าเห็นทุกวัน

เอาเข้านั่น..อย่าไปจี้ท่านเข้านะ ว่าท่านได้หรือไม่ได้ ท่านไม่รับ แต่ท่านบอกท่านเห็น เป็นอย่างนั้นด้วย

ท่านสอนอภิญญาด้วย
...ทีนี้พวกที่ได้อภิญญา พวกที่ทรงอภิญญาท่านก็คุยเรื่องอภิญญาอีก ท่านบอกเรียนกับครูบาอาจารย์ที่ได้รอบ ๆ มันดีอย่างนี้..เพลิน

คุยกับท่านน่ะเพลิน ท่านบอกว่าอภิญญาทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ อยากจะไปไหนลัดนิ้วมือเดียวมันก็ถึง ถามว่า หลวงพ่อไปไหนทำไมต้องใช้เรือ ?

ท่านบอก ฮึ..นั่นมันงานธรรมดานี่หว่า เหาะไปได้หรือ พระพุทธเจ้าห้ามแสดงฤทธิ์ต่อหน้าคน ไอ้ที่เขาทำให้ได้อย่างนั้น ไม่ใช่เขาทำเพื่อเหาะอวดชาวบ้าน ไม่ใช่ดำดินดำทรายอวดชาวบ้าน

ทำเพื่อรักษาอารมณ์สมาธิ เพื่อให้จิตตั้งมั่นจริง ๆ มีกำลังกล้า เพื่อเอากำลังอันนี้แหละไปส่งเสริมวิปัสสนาญาณ เพื่อให้ได้มรรคผล อย่าไปทำเพื่อเล่นกล อย่าไปอวดชาวบ้านเขา ผิดพระพุทธบัญญัติ

พระพุทธเจ้าทรงห้ามแสดงฤทธิ์โดยไม่จำเป็น..เอาเข้าแล้ว แต่เดี๋ยวท่านก็เลี้ยวมาอธิบายถึงองค์อื่น แต่ตัวท่านน่ะ..ท่านไม่พูดหรอก

อย่างหลวงพ่อโหน่ง, หลวงพ่อเนียม, พระครูสุวรรณพิทักษ์บรรพต วัดสระเกศ, หลวงพ่อพริ้ง วัดมะกอก, หลวงพ่อสุ่น, หลวงพ่อปั้น ท่านมีฤทธิ์ท่านมีเดช ท่านทำไอ้นั่น ท่านทำไอ้นี่ ท่านทำไอ้โน่น..คุยเพลิน

ทีนี้พวกเราก็ชอบถามว่าหลวงพ่อทำได้ไหมครับ ?
ท่านบอก ถามอะไรข้า

บอก ผมอยากจะทราบครับ ถ้าหลวงพ่อทำได้ ผมก็จะได้ฝึกบ้าง ถ้าหลวงพ่อทำไม่ได้ผมก็ไม่ฝึก

ท่านบอก ฝึกไปเถอะ ข้าสอนได้ ข้าสอนให้ทำอย่างเขาได้ ขอให้แกทำกันจริงๆ ตั้งใจ แต่ว่าไอ้ลิงดำนี่ไม่ได้ พูดไปพูดมาก็หันมาล่อไอ้ลิงดำ (ไอ้ลิงดำนี่เป็นขี้ปากเขา เรียกกระโถนท้องพระโรง)

ไอ้ลิงดำนี่..ไม่ได้ฝึกอภิญญาสมาบัติไม่ได้ แกมันยังหนีคนไม่ได้ อย่างไอ้ ๒ คนนี่ ไอ้ลิงขาวกับไอ้คุณน้อม (เรือตรีน้อม ) หรือฤๅษีพนมไพร ทั้ง ๒ คนนี่ เขาจำจะต้องฝึก

แล้วก็จี้ไปถึงพระลาว องค์นี้เห็นไหมเขามา ๒-๓ วันไม่ถึงเดือนเขาได้อภิญญา ทำอะไรก็ทำได้ อันนี้ความจริงเขามีสมาธิดีมาแล้ว (สรรเสริญเสียด้วย)

แต่ว่าครูบาอาจารย์เขาสอนผิด สอนให้สร้างสมาธิลงนรก ไม่มีประโยชน์ แต่ก็เป็นความดี นี่เป็นบุญของเขานะ เขาถึงมาพบฉัน เป็นบุญของเขาและก็บุญของฉันด้วย

ถ้าฉันไม่มีบุญล่ะ พระไม่ช่วยฉัน ฉันก็ไม่มีลูกศิษย์ดี ๆ อย่างนี้ ท่านพูดไปพูดมาก็ยอเสียอีก ไอ้พวกเราก็ยิ้ม ตัวยอมันก็ทำให้ยิ้ม

เพราะคนที่ไม่ชอบยอมันไม่มี ไอ้ตอนนั้นชอบยอ แต่ตอนนี้อย่ายอมาก เดี๋ยวเกลียดขี้หน้าเอา เดี๋ยวนี้ใครมาเจ้าขาเจ้าค่ะ มาขอพึ่งบารมี ขอชมบารมีล่ะ แหม..อยากจะดีดเป๊ง..ให้ออกไปนอกกุฏิ..เจอบ่อย

ถามว่ามาทำไม บอกว่าอยากจะมาชมบารมีเจ้าค่ะ มาอีท่านี้ อยากจะอ๊อกๆๆ อาเจียนออกมาให้มันหมดท้อง มันคลื่นไส้

เพราะคำว่า "บารมี" นี่มันไม่มีสำหรับฉัน พระนี่เขาเลิก อย่าไปชมไปเชิมไม่ต้อง ใครมาหาฉันต้องพูดตรงไปตรงมาฉันชอบ

ถ้าพูดอ้อมๆ ค้อมๆ ฉันถือว่าเสียเวลานอน ฉันจะทำงานบ้าง หรือจะนอนขึ้นมาก็มีประโยชน์ ไอ้พูดเอาเรื่องเอาราวไม่ได้นี่..ไม่ชอบ

เพราะตอนนี้มันแก่แล้ว มันใกล้จะตาย มันใช้เวลามากไม่ได้ เพราะมันห่วง ห่วงงาน งานอะไรรู้ไหม เตรียมตาย !

เอ..นี่พูดเรื่องอะไร พูดเรื่องกรรมฐาน นี่คนแก่มันเลอะเทอะ พูดถึงวิธีฝึกกรรมฐานของหลวงพ่อ ท่านใช้ญาณพิเศษ ไอ้ญาณพิเศษของท่าน โดยมากท่านจะใช้เป็นปกติทีเดียว ถ้าไม่เช่นนั้นท่านก็อาจจะรู้ไม่ได้ ฉันจะเล่าให้ฟัง..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/4/19 at 07:48 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/7 ]
(Update 9 พฤษภาคม 2562)


พบสาวชุดสีชมพูที่เชียงใหม่


"...เมื่อออกพรรษาคราวหนึ่ง ท่านให้สตางค์ฉันไปเที่ยว โน่น..ที่เชียงใหม่ ฉันก็ไป ๓ เสือ ๓ เสือออกพร้อมกัน ให้สตางค์คนละ ๒๐๐ บาท สมัยนั้น ๒๐๐ บาทไม่ถือว่าเล็กน้อย

เงิน ๒๐๐ บาทนี่ต้องเป็นพันตรีนะ พันตรีอันดับแรกยัง ๙๕ บาทแล้ว ๒๐๐ บาทนี่พันตรีเต็มขั้นนะ ๒๕๐ บาทนี่พันโท เป็นอย่างนั้น เงินเดือนนายพันตรี ท่านให้คนละ ๒๐๐ บาทไปเที่ยวเชียงใหม่

ฉันก็ไปเที่ยว..ไปเที่ยวไปตามอารมณ์ เพราะเพื่อนฝูงก็มี ไปเจอพวกนายทหารเพื่อนเก่าๆ ก็ไป ไปกันอีโลงโทงเลง พากันขึ้นไป "ดอยสุเทพ" ขึ้นไปนั่งกรรมฐานกัน

แหม..อีตอนขึ้นไปอยู่ดอยสุเทพนี่สิ ไปเจออีหนูเข้า..อีหนูไปเยอะ อีหนูข้างล่างชอบขึ้นไปหา เป็นงั้นเสียด้วยสำหรับพระ

แต่มันมีอีหนูอยู่คนหนึ่ง รูปร่างหน้าตา แหม..มันตรงกับอัธยาศัย เรียกว่าตรงกับอุดมคติ หน้ารูปไข่ ท้วม ๆ น้อยๆ เนื้อเต็ม

ไอ้คนเนื้อไม่เต็มนี่ฉันไม่ชอบ ถ้าใครเห็นแม่ศรีของฉันนะ ไปดูสิ..เนื้อเต็มบริบูรณ์สมบูรณ์ไม่ใช่อ้วนตุ๊

แต่นี่ไม่ใช่ฉันไปฝันให้ได้รูปอย่างนั้นนะ คือพูดให้ฟังถึงตอนนั้น เพราะจิตใจฉันชอบอย่างนั้นและ มันคงจะเป็นมาหลายร้อย หลายพันชาติ

ไอ้แบบผอมอีโลงโทงเลงมันนี่ไม่เอา ไอ้อ้วนแบบตะโพนฉันก็ไม่มอง ต้องเป็นคนรูปร่างดี ไอ้ที่เจอ ๆ มาแล้วต้องรูปร่างดี ท่าทางสงบเสงี่ยม

รูปร่างดีแล้วก็ต้องมารยาทดีด้วย จริยาต้องดี วาจาต้องไพเราะ มีท่าทางนิ่มนวล อย่างนั้นซะด้วย..เลือกคน มันถึงได้หากับเขาไม่ได้

แล้วพอเจอยายคนนั้นเข้าให้ แหม..มันเป็นอย่างนั้นเสียด้วย ไม่รู้มันเป็นอย่างไร แต่ก็นึกในใจว่า ยายคนนี้ถ้าเราไม่ใช่พระก็น่ากลัวจะจมปลักอยู่ที่นี่แหละ

แต่นี่เราเป็นพระเสียแล้วก็ช่างเถอะ จะมาอย่างไรก็ช่าง ก็ไปพักอยู่บนดอยสุเทพ ๑๕ วัน แกก็ขึ้นมาได้ แต่ว่าไปพักอยู่แล้วประมาณสัก ๕ วันแกก็ขึ้นมา

หลังจากแกขึ้นมาวันแรกแล้ว แกก็ขึ้นมาทุกวัน เอาอาหารการกินมาให้ รู้สึกว่าจะเป็นลูกคนมีสตางค์สักหน่อย ก็สืบทราบจากพวกว่าเป็นเจ้าหน่อยๆ เป็นเจ้าเชียงใหม่ ไม่รู้เจ้าอะไร ลืมชื่อเสียแล้ว แต่ชื่อเพราะ จำไม่ค่อยได้ เพราะไม่สนใจ

ทีนี้พอคุยกันไปคุยกันมา ถามว่าความรู้สึกไปรักเขาไหม บอกว่าเปล่า ก็ขณะนั้นไม่เอาล่ะ ห่วงกรรมฐาน จะไปทำบนยอดเขาให้สบาย

แต่เมื่อแกจะมาคุยก็ไม่ขัดอัธยาศัย ในฐานะที่เราไปบ้านเขา เขาเอาอาหารมาเลี้ยง เขารู้ว่าเราเป็นคนเมืองใต้กลัวจะกินอาหารชาวเหนือไม่ได้ เขาก็จัดอาหารเมืองใต้จากร้านเจ๊กไปเลี้ยง ก็ตามใจเขา เราก็โอภาปราศัยตามปกติ

ทีนี้ตอนจะกลับวัด แกก็ยกขบวนมาส่ง วันที่กลับวัดนี่ แกแต่งตัวแบบไหน..แกแต่งเสื้อผ้าสีชมพูเข้าให้ แหม..มันเข้ากับเนื้อ..เด่นคนขาวเหลือง เสื้อก็สีชมพู ผ้านุ่งก็สีชมพู และแถมผ้าคาดผมก็สีชมพูเข้าอีก

ไอ้สีชมพูนี่แปลก..ฉันชอบสีอยู่ ๒ สีนะ ตอนนั้นมันบ้าสีนะจะพูดให้ฟัง เดี๋ยวนี้ไม่เอาถ่านแล้วนะ สีเขียวอ่อน ๆ กับสีชมพู และสีเหลืองด้วย คือ ๓ สีนี้มันจับใจจริง ๆ

ถ้าคนใช้ผ้า ๓ สีนี้มันถูกอกถูกใจ ไม่รู้ทำไมแกไปแต่งตัวสีนั้นเข้าให้ แต่ว่าฉันก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้วนี่

ฉันก็เอา "อสุภกรรมฐาน" เข้ามาตัด มันจะมีอารมณ์หวั่นไหวอยู่บ้างก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ฉันก็ไม่คิดไม่ฝัน เมื่อนั่งมาในรถแล้วเพื่อนเขาถามว่า เป็นไงโว๊ย นึกถึงแม่สีชมพูไหม ?

ก็เลยบอกว่า ถ้าอั๊วกลับไปเชียงใหม่อีก อั๊วอาจจะนึกถึงแกว่ะ เพราะแกเอาอะไรมาให้กิน ถ้าหากว่าไม่กลับไปเชียงใหม่อั๊วไม่นึก อั๊วอยากได้อย่างเดียวฌานสมาบัติ

แต่เพื่อนเขาก็ยิ้ม ๆ บอกว่าไอ้หมอนี่น่ะโกหก ก็บอกว่าไม่โกหกหรอก..เป็นความจริง นี่เป็นเรื่องของเพื่อนกับฉัน

หลวงพ่อปานทักถูก
...จะเล่าถึงเรื่องหลวงพ่อปาน พอฉันกลับมาถึงวัด ท่านก็นั่งยิ้มแปร้..อยู่หน้ากุฏิ ฉันเคยพูดมาแล้วว่า ลูกศิษย์ที่ดีจะเลี้ยวเข้ากุฏิก่อน ในเมื่ออาจารย์ยังอยู่ข้างนอกไม่ได้

เมื่อถึงแล้วต้องเข้าไปหาท่านก่อน ไปไหว้ก่อน ไม่ใช่ไปนอนพักสักตื่นแล้วค่อยไปหาครูบาอาจารย์ อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ระเบียบของพระ

เมื่อเห็นท่านนั่งอยู่หน้ากุฏิก็วางอัฏฐบริขาร ไม่ใช่ธุดงค์นะ คือกระเป๋าเดินทาง วางแล้วก็เข้าไปกราบท่าน ท่านก็นั่งยกมือรับไหว้ แล้วก็ยิ้มแก้มแทบปริ พอเดินเข้าไปท่านก็ยิ้ม

พอกราบ ๓ หน พอเงยหน้าขึ้นมาท่านถามเลยว่า เป็นอย่างไรคิดถึงแม่สีชมพูไหม ?

โอ้ะ..ไม่ไหว ดูเถอะ..ท่านอยู่วัดบางนมโค อำเภอเสนา..โน่นนะ เลยจังหวัดอยุธยาไปอีก นี่เขตอยุธยาเหมือนกัน

แต่ยายคนนั้นอยู่เชียงใหม่ ท่านแอบรู้ไปโน่น นี่คนแก่สายตายาว นี่แหละท่านพุทธบริษัทฟังแล้วก็จำให้ดีนะ เล่าให้ฟังนี่เป็นนิทาน

สำหรับหลวงพ่อปานนี่ ท่านสนใจในกรรมฐานและวิธีสอน และก็รู้จักเจโตปริยญาณ ไม่ใช่ตามหนังสือบางเล่มที่ว่ารู้จักดักใจคน ทายใจคน ไม่ใช่อย่างนั้น ไอ้เรื่องสีนี่..มันทายกันไม่ได้หรอก นั่นท่านเห็นแล้วบอกสีชมพู

"...คนแต่งตัวสีชมพู ความจริงมันสวยเด่นจริง ๆ คนนี้ ฉันนั่งอยู่ที่นี่ฉันเห็นฉันยังนึกชอบ" เอาเข้านั่น..!

"ไอ้แก้มอูม ๆ เนื้อหน้ารูปไข่ มีผิวเนื้อขาวเหลือง มันตรงกับอัธยาศัยของไอ้ลิงดำจริงฮึ..แล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก..."

แล้วในที่สุดท่านก็พูดไปพูดมา ท่านก็ล่อด้วยอสุภกรรมฐาน พูดไปพูดมาท่านก็บอกไม่ช้ามันก็แก่ มันก็ตาย มันก็ยานเถิกถาก ๆ ผลที่สุดก็หลังหง่อมเป็นผีหมดทุกคน ไปลงอสุภกรรมฐาน

อันนี้เป็นเรื่องราวในปฏิปทาในการสอนกรรมฐานก็พูดให้ฟังแต่เพียงย่อๆ พอเท่านี้นะ สำหรับเทปต่อไป ก็จะเล่าประวัติเรื่องกรรมฐานอีกสักเล็กน้อย

ตามที่จำเรื่องกระจุ๋มกระจิ๋มมาได้ สำหรับเป็นนิทัศนะสำหรับท่านผู้ฟัง จะได้รู้ว่าปฏิปทาของหลวงพ่อปานในการสอนกรรมฐาน และผลของการปฏิบัติบางประการของลูกศิษย์เป็นประการใด

เอาละ เทปหน้านี้หมดแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทั้งหลายทุกท่าน..สวัสดี"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/5/19 at 07:45 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/8 ]
(Update 15 พฤษภาคม 2562)


หลวงพ่อปานได้พัดยศ


"...สำหรับต่อไปนี้ก็จะเว้นถึงปฏิปทาสำหรับการเจริญกรรมฐานของลูกศิษย์ที่ได้ผลอะไรบ้างไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะว่าถ้าจะเล่าเรื่องราวไปจริง ๆ แล้วมันก็ไม่รู้จักจบ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหลวงพ่อปานนี้ กำหนดไว้ว่าจะพูดให้ฟังเพียงแค่เทป ๔ ม้วน เพราะเทป ๔ ม้วนก็ใช้เวลาถึง ๘ ชั่วโมงแล้ว

ถ้าจะเล่าให้ฟังกันจริง ๆ เท่าที่ฉันจะพึงจำได้นะ อย่าว่าแต่เทป ๔ ม้วนเท่านี้เลย ถ้าเราจะเอาเทปมาสัก ๕๐ ม้วน มันก็ไม่พอจะเล่าให้ฟัง ก็จะขอคัดเอาเรื่องบางเรื่องเท่าที่พอจะนึกได้

เพราะการพูดฉันไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ได้เรียบเรียงไว้ ก็พูดตามความรู้สึกเท่าที่จำได้จริง ๆ มาเล่าให้ฟัง

ต่อไปนี้จะนำปฏิปทาบางอย่างของหลวงพ่อปาน ที่ไม่เหมือนกับใครมาเล่าให้ฟังเป็นบางเรื่อง เท่าที่พอจะนึกออกในเวลานี้

มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุด ที่ท่านผู้ฟังจะพึงเห็นได้โดยยากสำหรับพระ หลวงพ่อปานท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระครู คือ "พระครูวิหารกิจจานุการ"

ตอนที่ท่านรับสมณศักดิ์ก็ตอนแก่มากแล้ว เพราะว่าท่านเกรงใจ "กรมพระนครสวรรค์" สมัยนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

แล้วท่านมีหนังสือมานิมนต์ให้ไปกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้บอกว่าจะขอสมณศักดิ์หรือจะแต่งตั้งอะไรให้

เพียงแต่เคยมาทาบทามท่านหลายครั้งแล้วว่า จะให้ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอบ้าง จะให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บ้าง แต่ท่านไม่ยอมรับ

ท่านบอกว่า แค่หลวงพ่อเท่านี้ก็พอแล้ว คนถ้าเป็นหลวงพ่อเขาได้ เป็นพ่อคนทั้งเมืองได้นี่มันโตที่สุด ดีกว่าพระครูหรือเจ้าคุณอีก การรับยศถาบรรดาศักดิ์มันเป็นทาสของกิเลสและตัณหา

ทีนี้กรมพระนครสวรรค์ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ในที่สุดเมื่อถึงเวลาใกล้จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา คือเขาจะตั้งสมณศักดิ์กัน

ท่านก็ให้มหาดเล็ก คือ พระยาศรีสงคราม (อีตาหนวดโง้ง ๆ ตัวผอม ๆ นี่ใช่) ฉันจำได้ คือให้ถือหนังสือมานิมนต์หลวงพ่อปานแล้วให้บอกว่า กรมพระนครสวรรค์ขออาราธนาให้ไปกรุงเทพฯ เพราะมีธุระสำคัญ ท่านไม่ทราบ ท่านก็ไป

เมื่อไปถึงแล้ว ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา กรมพระนครสวรรค์ก็นิมนต์ไปในโบสถ์วัดพระแก้ว

บอกว่าวันนี้เขาจะตั้งสมณศักดิ์กัน ขออาราธนาหลวงพ่อไปเป็นประธานในพิธี ท่านว่าอย่างนั้น พอเข้าไปถึงแล้ว ในที่สุดเขาก็ถวายพัดท่าน ถวายผ้าไตรท่าน

ท่านก็ถามว่า ถวายทำไม?
เขาก็บอกว่า พระที่เข้ามาในโบสถ์ถ้าไม่มีพัดก็เข้ามาในโบสถ์วัดพระแก้วไม่ได้ ก็เลยต้องมีพัดยศ

ท่านถามว่า แต่งตั้งหรือ ?
กรมพระนครสวรรค์ก็บอกว่า..เปล่า !

ในที่สุดเมื่อท่านรับพัดแล้ว เวลาจะรับพัดนี่สมเด็จพระสังฆราชเป็นคนมอบ แล้วกรมพระนครสวรรค์ถวายผ้าไตรกับเครื่องอัฏฐบริขาร อีกเยอะแยะมากมายไม่เหมือนกับพระครูธรรมดา

พอท่านรับพัดและรับผ้าไตร พระก็ชยันโตฯ เป็นอันว่าหลวงพ่อเสียท่าเขา เขาประกาศแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ท่านมองหน้ามองหลังไม่รู้จะว่าอย่างไร

ผลที่สุดสมเด็จพระสังฆราชในเวลา นั้นท่านก็บอกว่า เอาเถอะ..หลวงพ่อ (ท่านก็เรียกหลวงพ่อเหมือนกัน) เมื่อพระมหากษัตริย์ถวายก็รับเถิด

ทั้ง ๆ ที่เห็นว่ามันจะไม่เป็นประโยชน์ก็รับไว้ เพื่อเป็นการรักษานํ้าใจซึ่งกันและกัน ท่านก็เลยรับ เมื่อท่านกลับออกมา ท่านก็ต่อว่ากรมพระนครสวรรค์ว่า จะแต่งตั้งอะไรก็ให้บอกท่านก่อน

กรมพระนครสวรรค์ก็ตอบว่า ถวายหลวงพ่อมาหลายครั้งแล้วหลวงพ่อไม่รับ คราวนี้ผมถวายเอง ไม่ใช่หลวงพ่อต้องการ ขอให้หลวงพ่อรับไว้เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ท่านก็ไม่ว่าอะไร

พอท่านกลับมาวัด ท่านก็คุยกับชาวบ้านว่า เวลานี้เขาเอาหัวโขนมาให้ข้าหัวหนึ่งแล้ว แต่หัวโขนนี้ข้าไม่ได้ใส่นะ ข้าเก็บไว้ที่กุฏิ

แกไม่ต้องมาเรียกข้าว่า..พระคงพระครูนะ ถ้าใครเรียกข้าพระครูข้าไม่พูดด้วยนะ ต้องเรียกข้าว่า..หลวงพ่อ เวลานี้ข้าใหญ่โตมาก

มีคนถามว่าหลวงพ่อใหญ่อย่างไร ?

ท่านบอกว่า ข้าไม่ได้ใหญ่เพราะเป็นพระครูนะ แต่เวลานี้ข้าไม่กลัวใครนะ ตาข้าไม่เห็น หนามเหนิม..ข้าเหยียบทั้งนั้น ร่องข้าไม่กลัว เดินไปขาแหย่ร่องเสียก็ยังได้ ข้าเก่งมากเวลานี้ ชาวบ้านเขาก็พากันหัวเราะ

แทนที่ท่านจะอวดว่าท่านมียศถาบรรดาศักดิ์ ท่านกลับไปคุยว่าตาท่านไม่ดี แต่ความจริงตาท่านก็ไม่ค่อยเห็นจริง ๆ

แต่ความจริงเรื่องนี้ไม่ประหลาด แต่ประหลาดอยู่นิดตรงที่ว่า เขาต้องการให้ยศท่าน แต่ว่าท่านไม่ปรารถนาจะพึงรับ

ทั้งๆ ที่ตัวแทนของพระเจ้าแผ่นดินมานิมนต์มาถวายที่วัดให้ท่านไปรับ ท่านก็ไม่ยอม ท่านบอกท่านไม่ต้องการ

แต่ในที่สุดท่านก็ต้องรับในเมื่อเขาอาราธนาไปในประเภทอื่น แต่ว่าเขาไม่ได้บอกว่าจะถวายยศท่าน ถ้าบอกว่าถวายยศก็คงจะไม่สำเร็จ

ก็แปลกอยู่นิด คือแปลกที่ไม่เหมือนชาวบ้านหรือพระต่าง ๆ ที่เขาปรารถนายศถาบรรดาศักดิ์กัน

ต่อมาปรากฏว่าเขาจะเลื่อนให้อีก แต่ท่านไม่เอา คราวนี้ไม่เอาแน่ รู้ท่าเสียแล้ว เขานิมนต์ท่านไปใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา หลวงพ่อปานไม่ไปเด็ดขาด

ท่านบอกขืนไปก็เสียท่าเขา ไม่เอาแล้วเท่านี้ก็พอ ไม่ใช่พออะไรหรอก พอที่ฉันไม่ต้องการเท่านั้น เอามาทำไมไอ้พัดไอ้เพิดนี่..สู้พัดมาติกา..พัดบังสุกุลไม่ได้ มันหาสตางค์ได้ พัดอย่างนี้เอามาก็ไม่มีประโยชน์

อันนี้เป็นความประสงค์ของท่านที่ไม่เหมือนคนอื่น และปฏิปทาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครทำได้เหมือน ที่กล่าวว่าไม่มีใครทำได้เหมือน ก็เพราะเห็นพระมามากแล้ว จะเป็นพระผู้หลักผู้ใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ไม่เคยทำอย่างท่าน.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/5/19 at 03:07 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/9 ]
(Update 20 พฤษภาคม 2562)


หลวงพ่อปานไหว้ศพ


"...ปฏิปทาอันนี้ก็คือ 'การไหว้ศพ' การไหว้ศพท่านอาจจะคิดว่า ถ้าเรื่องของชาวบ้านนี่มันเป็นของธรรมดา ถ้าเขาเชิญไปในงานศพ

บางทีชาวบ้านกันเองฆราวาสเหมือนกันก็ไม่ไหว้ศพ ไปในฐานะเป็นผู้ได้รับเชิญเฉย ๆ อย่างนี้เห็นจะพบแล้ว ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์

คนที่จะเข้าไปไหว้ศพจริง ๆ ก็ต้องเป็นลูกหลานว่านเครือ หรือคนที่เคารพนับถือเป็นพิเศษ แต่หลวงพ่อปานท่านไม่อย่างนั้น

เวลาที่ใครเขานำศพมาที่วัด ถ้าเขาจะเผา เขามาตั้งเครื่องที่วัด รอการเผา ท่านไหว้ทุกศพ เมื่อมีใครเขานำศพมาถึงวัด

พอตั้งเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ต้องห่มผ้าจีวรเรียบร้อย พาดผ้าสังฆาฏิ ถือดอกไม้ธูปเทียน ลงไปที่ศาลาไปถึงหน้าศพ ท่านก็นั่งคุกเข่า จุดดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็กราบศพ ๓ ครั้ง

แล้วก็นั่งเฉยอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็กราบอีก ๓ ครั้ง แล้วท่านก็กลับ ทีนี้พิธีกราบศพของท่านเป็นเหตุให้ พวกเราเหล่าบรรดาลิงเล็กทั้งหลายต้องไปกราบด้วย

ไม่ว่าจะเป็นลิงเล็กหรือลิงใหญ่ บางทีลิงใหญ่ ๆ ตั้ง ๓๐ พรรษาก็มี ก็ต้องไปกับท่าน เมื่อเห็นท่านห่มผ้า

อย่างที่วัดนั้น (วัดบางนมโค) เขามีระเบียบ เขาคอยดูอย่างเดียวว่า หัวหน้าวัดจะทำอย่างไร ไม่ใช่พระเหมือนสมัยนี้ หัวหน้าจะทำอย่างไรก็ช่าง พ่อนอนตีพุง

มึงจะทำงานทำการ มึงจะเหนื่อยมึงจะยากอย่างไร ฉันนอนสบายก็แล้วกัน แต่ว่าสมัยโบราณแต่ก็ไม่โบราณมากนัก ถอยหลังไปสัก ๓๐ ปีนี่เขามีระเบียบ ระเบียบพิเศษอย่างที่ไม่ต้องบอกกัน ก็คือ

๑. พระที่ทรงสมณศักดิ์จะเป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะจังหวัด หรือว่าเจ้าคณะมณฑล หรือว่าผู้ใหญ่อะไรก็ตามถ้ามา

ถ้าพระผู้ใหญ่ของวัดจะต้องลงไปรับ พระลูกวัดต้องพร้อมเสมอ ที่จะติดตามพระผู้ใหญ่ไปตั้งแถวรับ

เมื่อมาถึงที่รับรองแล้ว ท่านนั่งลงไปแล้ว ถ้าพระผู้ใหญ่กราบ พระทั้งหมดจะต้องกราบตาม แล้วก็นั่งอยู่ที่นั่นเฉย ๆ คอยฟังคำบัญชา คอยให้สั่งกลับ

อันนี้เป็นประเพณีที่ไม่ต้องบอกกัน เขาดูผู้ใหญ่กัน ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เลอะเทอะ ฉันเห็นมาเยอะแยะแล้ว พระราชาคณะผู้ใหญ่ขนาดเท่าเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ไปวัดไหน

เจ้าอาวาสดีไม่ดีเขาก็ไม่ลงมารับ มันเสียระเบียบ นี่เป็นประเพณีของพระพุทธศาสนาที่มีมาดั้งเดิม ควรจะปฏิบัติ แต่เขาก็เลยลืมกันไปเสียแล้ว

อันนี้ฉันไม่ได้หมายว่าพระองค์นั้นจะต้องเป็นพระอรหันต์หรือไม่พระอรหันต์ หมายความว่าพระองค์นั้นเป็นผู้ปกครองหมู่คณะ ก็ควรจะปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสท่านสั่งสอนไว้

ทีนี้มาพูดกันถึงเรื่องการไหว้ศพ หลวงพ่อปานท่านทำอย่างนั้นเป็นประเพณี ความจริงท่านทำเป็นสัจธรรม แต่อย่างฉันมันไม่รู้นี่ ฉันก็เลยว่าเป็นประเพณี

ทีนี้ท่านไปไหว้ทีไร พวกเราก็ต้องตามไปไหว้ ไหว้มาหลายศพ เป็นสิบศพกว่า ฉันก็นึกอยู่เสมอว่า ไอ้ศพนี่มันเป็นศพฆราวาส ผู้หญิงบ้างผู้ชายบ้าง ถ้าเป็นคนแก่กว่าท่านก็น่าไหว้ แต่นี่บางทีก็เป็นเด็ก คือศพเด็กท่านก็ไหว้.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 15/5/19 at 06:30 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/10 ]
(Update 25 พฤษภาคม 2562)


ศพยายฟู


"...คราวหนึ่งฉันจำได้ว่ายายฟูแกตาย 'ยายฟู' เป็นคนเหนือวัด เขาก็เอาศพมาตั้งที่วัด พอมาตั้งแล้วหลวงพ่อปานท่านก็ถือดอกไม้ธูปเทียน

แต่ท่านไม่บอกใครหรอก เราต้องคอยดูกัน คอยจับตาดู ถ้าศพมาแล้วเตรียมพร้อม พระเก่า ๆ นี่ถ้าเห็นแห่ศพมาเขาจัดแจงครองจีวรพาดสังฆาฏิกันแล้ว เพราะเขารู้ว่าเดี๋ยวหลวงพ่อจะไป

แล้วเขาก็นั่งจ้องมองอยู่ตรงหน้ากุฏิ พอหลวงพ่อเดินลงมาจากกุฏิท่าน เขาก็พร้อมเลยทีเดียว คอยท่าน เดินตามหลังไปเป็นระเบียบเงียบสงัด

สำรวมทุกอิริยาบถ น่าเลื่อมใสน่าไหว้น่าบูชา ไม่แสดงอาการเป็นลิงเป็นค่าง ทำหน้าตาล่อกแล่ก มองนู้นมองนี่ ถ้าเห็นสาว ๆ ก็มองเหลียวหน้าเหลียวหลัง แต่พระสมัยนั้นไม่มี พระของท่าน

เมื่อเวลาไปกราบศพยายฟูเสร็จ ไอ้ฉันมันเป็นคนขี้สงสัยน่ะ แล้วก็เป็นคนออกจะพูดมากสักนิดหนึ่ง ชาวบ้านถ้าใครเขาไม่พูดฉันก็พูด

แต่ว่าจะมีใครเขาสงสัยเหมือนฉันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเขาอาจจะรู้ แต่พระเก่า ๆ ท่านรู้แน่ ไอ้ฉันมันเป็นพระใหม่ พอกราบเสร็จ ท่านนั่งนิ่งไปเดี๋ยว ฉันก็นิ่งบ้าง

อย่างไรก็ไม่รู้ก็หลับตาปี๋หลับส่ง หลับแล้วก็นึกสงสัยว่าหลวงพ่อมาไหว้ยายฟูทำไม ยายฟูคนนี้แกอายุประมาณ ๓๐ ปี แต่หลวงพ่อปาเข้าไปตั้ง ๖๐ กว่า

แล้วสมัยที่ยายฟูยังอยู่ หลวงพ่อท่านก็เรียกอีฟูแต่ว่าเวลาตายกลับมาไหว้ยายฟู พอท่านลืมตามาท่านกราบ ฉันก็กราบบ้าง พระท่านก็กราบ ก็ดูหลวงพ่อ ดูจังหวะ ไอ้การทำแบบนี้สมัยโบราณเขาเรียกว่าทำ แบบเถรส่องบาตร

เถรส่องบาตร
...คืออย่างพวกฉันนี่ไม่ใช่หลวงพ่อ ไอ้ฉันน่ะทำแบบเถรส่องบาตร นิทานเรื่องเถรส่องบาตรนี่มีนิทานในพระพุทธศาสนาจะเล่าให้ฟังสักนิด ตามธรรมดาเถรมันมีอยู่ ๒ เถร

เถร แปลว่า ท่านผู้ใหญ่ เถน แปลว่า หัวขโมย ตามภาษาบาลีมันแปลไม่เหมือนกัน

สำหรับเรื่องเถรส่องบาตรเป็นเถรผู้ใหญ่ เพราะบาตรท่านแตกอยู่นิดหนึ่ง ตามธรรมดาในพระวินัยถ้าบาตรแตกพอนิ้วลอดได้ต้องเปลี่ยนบาตรใหม่ บาตรอันนั้นจะใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าปรับเป็นอาบัติเพราะข้าวรั่ว

ทีนี้เถรผู้ใหญ่ บาตรท่านแตก เวลาท่านเช็ดบาตรเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ส่องดู ส่องดูรอยร้าวว่ามันจะแตกมากไปหรือไม่มาก ถ้ามันยังไม่มากก็ใช้ต่อไป

ทีนี้ลูกน้องท่านสิ ไม่รู้ว่าท่านส่องทำไม เห็นท่านส่องก็ส่องบ้าง ส่องส่งเดช ไอ้บาตรของตัวน่ะไม่แตก เห็นอาจารย์ส่องก็ส่องตาม แล้วก็ไม่ถามด้วยว่าท่านส่องทำไม ส่องตามท่าน เรียกว่าส่องแบบโง่ ๆ

ข้อนี้ฉันใด ตัวฉันในเวลานั้นก็เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เถรส่องบาตร คือกราบตามเถร แต่ไม่รู้ว่าท่านกราบเพื่ออะไร ฉันสงสัย พอท่านกราบครั้งที่ ๒. เสร็จ พอท่านจะลุกกลับ

ฉันก็หันไปถามยกมือพนม เวลาฉันพูดกับท่านต้องพนมมือ แต่ท่านไม่ได้บังคับ บางทีท่านบอกว่าเอามือลงเถอะ แต่ว่าไม่มีใครเขาปฏิบัติหรอก เพราะเขา เคารพท่านมาก ถือว่าเป็นผู้ใหญ่

จึงถามว่า หลวงพ่อครับ หลวงพ่อมากราบยายฟูทำไม ยายฟูแกเป็นเด็กกว่าหลวงพ่อ เวลาแกอยู่หลวงพ่อก็เรียกอีฟูๆ แล้วเวลาแกตายแล้วหลวงพ่อมากราบ แล้วไอ้ศพนี่มันก็เป็นศพผู้หญิงหลวงพ่อมากราบทำไม ?

ท่านหันมายิ้ม แล้วบอกว่า เจ้าลิงดำยังไม่หมดโง่อีกหรือนี่
บอกครับ ผมยังไม่หมดโง่ โง่แน่ล่ะครับ ผมโง่มา ๑๐ ศพกว่าแล้ว

ท่านก็หัวเราะชอบใจ แล้วบอกว่าไอ้ลิงดำมันโง่มันก็ดีมันยังถาม แต่ว่าไอ้คนโง่แล้วถาม หรือไม่รู้แล้วถามมันก็เกิดความฉลาดได้ แต่ไอ้คนโง่แล้วไม่ถามมันโง่ดักดาน มันโง่แบบเถรส่องบาตรตามที่เล่าเมื่อกี้

ท่านก็เลยบอกว่า ฉันไม่ได้กราบอีฟูนะ อ้าว..แล้วกัน !
จึงถามว่า หลวงพ่อไม่ได้กราบยายฟู แล้วหลวงพ่อกราบใครครับ เพราะศพนี้มันศพยายฟู ?

ท่านบอก ศพนั่นก็ศพอีฟูแหละ แต่ข้าไม่ได้กราบอีฟู ข้ากราบสัจธรรมของพระพุทธเจ้า

ถามว่าสัจธรรมหมายความว่าอะไรครับ ?

ท่านบอกว่า "สัจจะ" แปลว่า ความจริง "ธรรมะ" แปลว่า "วาจาที่พระพุทธเจ้าทรงไว้" การกล่าววาจาของพระพุทธเจ้านี่ ตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน

ฉะนั้นที่ฉันมากราบนี่ฉันกราบธรรมะ คือสัจจะความจริงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส มันเป็นความจริงทุกครั้งเมื่อพบศพ

เอ๊ะ...ตอนนี้ชักสงสัย ก็เลยบอกว่า ขอหลวงพ่อโปรดอธิบายครับ

พระเก่าๆ ท่านมองแล้วท่านก็ยิ้ม แต่พระใหม่ๆ ไม่ยิ้มหรอก น่ากลัวว่าจะเหมือนฉันหลายองค์ คือกราบส่งเดช

ท่านก็เลยบอกว่า ที่มากราบสัจธรรมมันเป็นอย่างนี้.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/5/19 at 05:19 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/11 ]
(Update 3 มิถุนายน 2562)


อนิจจัง ความไม่เที่ยง


"...พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า สัตว์ก็ดี บุคคลก็ดี สิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ดี เมื่อมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในระหว่างกลาง ในที่สุดมันก็แตกสลายหมด

ถ้าเป็นสัตว์หรือคนก็ตายในที่สุด ถ้าเป็นของหรือวัตถุธาตุก็แตกต้องทำลายในที่สุด ไม่ว่าบ้านเรือนโรง ภูเขาลำเนาป่า มันก็เหมือนกัน

ภูเขามันเป็นหินแข็งนะ แต่ว่านานๆ เข้ามันก็เป็นหินผุกลายเป็นดินไป ทีนี้คนหรือสัตว์ก็เหมือนกันเมื่อเกิดขึ้นมาในตอนต้นมันตัวเล็กๆ แล้วมันค่อยเปลี่ยนแปลง มันเปลี่ยนสภาพขึ้นมาทุกที

ถึงความเป็นคนใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็แก่ และในระหว่างนั้นสภาพของร่างกายก็ไม่ปกติ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงจัดเป็น..อนิจจัง

ทีนี้ไอ้ตัวอนิจจัง มีความไม่เที่ยง มีความทุกข์ มันก็ปรากฏมันก็เกิดขึ้น ไอ้ที่ความทุกข์มันเกิดก็เพราะตัวอนิจจังนี่แหละไม่มีใครต้องการ

ต้องการให้เป็นนิจจัง คือมันเที่ยงแท้แน่นอนมีสภาพปกติ แต่ว่าอนิจจังมันขับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เคลื่อนไปจากความปกติ ให้มีความเปลี่ยนแปลง และแปรสภาพเสื่อมโทรมลงไปเป็นธรรมดา

ในเมื่อความเสื่อมโทรมมันปรากฏ ความทุกข์ใจของเจ้าของร่างกายก็ปรากฏ มีโรคภัยไข้เจ็บมันเกิดขึ้น ความทุกข์ใจของเจ้าของร่างกายก็ปรากฏ นี่มันเป็นตัวทุกข์ อนิจจังมันทำให้ทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น

ทีนี้คนเราทุกคนมันก็มีสภาพเปลี่ยนแปลงเหมือนเธอ คือเมื่อก่อนก็เป็นเด็ก แล้วก็มาเป็นหนุ่ม เมื่อหนุ่มแล้วเป็นคนยังไม่พอ ก็มาแปรสภาพเป็นพระ นี่มันก็เป็นตัว..อนิจจัง

และในที่สุด "อีฟู" นี่มันเด็กกว่าฉันมันก็ตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอนัตตา คือไม่มีใครจะห้ามความตาย ไม่มีใครจะห้ามความเสื่อมความสูญความสลายตัวได้ "อีฟู" ก็เป็นอย่างนี้ ศพอื่นก็เป็นอย่างนี้ ตัวพวกเราเองก็จะเป็นอย่างนี้

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ไม่ผิด คนทุกคนเกิดมาแล้วเป็นอย่างนั้น สัตว์ทุกตัวเกิดมาแล้วเป็นอย่างนั้น สภาพของวัตถุธาตุต่างๆ เป็นอย่างนั้น

ตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง ซึ่งมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาแล้วในโลก ยากนักที่จะคิดอย่างนี้ ที่จะเห็นตามความ เป็นจริงอย่างนี้

พระพุทธเจ้าทรงสอนกฎของธรรมดา ซึ่งคนทั้งหลายที่เกิดมาแล้วด้วยอำนาจของกิเลสและตัณหาเข้าปิดบังใจ ไม่ยอมรับนับถือกฎธรรมดา

เวลาไปกราบศพกราบกันแบบไหน ?
...นี่ลิงดำ ท่านไม่เรียกชื่อ ท่านเรียกลิงดำ ท่านบอกว่าฉันกราบสัจธรรมแบบนี้แล้วเธอกราบแบบไหน ?

ก็บอกท่านว่าผมก็กราบยายฟูเข้าให้

ท่านก็หันไปหัวเราะก้ากๆ ๆ แล้วบอกว่า นี่น่ากลัวจะล่อเข้าหลายศพแล้วสิ

ก็บอกท่านว่า ครับ หลายศพแล้ว ทุกศพครับ จนกระทั่งศพยายฟูนี่เป็นศพสุดท้าย ผมกราบศพเข้าให้แล้วครับ
จึงถามว่าบาปไหม ?

หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ไม่บาปหรอก เรากราบนี่ ไม่มีใครเขาบังคับให้กราบ หรือไม่มีใครเขามาจ้างให้เรากราบ ถ้าเขาจ้างให้เรากราบ ถ้าเราไปกราบเพื่อรับจ้างเขาอันนี้บาป

อันนี้เรากราบไม่มีอะไรจะบาป การกราบการไหว้ไม่ใช่ของบาป ทำไปเถอะ แต่ว่าเธอกราบผิดนี่ ต้องกราบใหม่ละมั๊ง กราบให้ถูก

บอกเอาครับ ผมจะกราบใหม่ กราบให้ถูก ก็เลยกราบไปอีก ก่อนที่จะกราบท่านก็ถามว่าใครกราบผิดบ้างล่ะ ให้กราบใหม่ กราบให้มันถูก

ก็มีพระอยู่ ๑๐ องค์กว่า กราบผิดเหมือนกัน ผลที่สุดก็ต้องกราบกันใหม่ พอกราบลงไปแล้ว พอกราบลงไป ๓ ครั้ง ปี่พาทย์เขาก็บรรเลงเพลงมอญร้องไห้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 25/5/19 at 04:13 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 15/12 ]
(Update 15 มิถุนายน 2562)


ได้อากาสานัญจายตนะ เพราะศพยายฟู


"...มีพระอยู่ ๑๐ องค์กว่า กราบผิดเหมือนกัน ผลที่สุดก็ต้องกราบกันใหม่ พอกราบลงไปแล้ว พอกราบลงไป ๓ ครั้ง ปี่พาทย์เขาก็บรรเลงเพลงมอญร้องไห้

ไอ้เพลงนี้มันโหยหวน ฉันก็เลยนั่งนิ่ง ตอนนี้เข้าเป็นสมาธิ พิจารณาธาตุของยายฟูว่า สภาพของยายฟูมันเป็นตัวสลาย ในที่สุดยายฟูวันพรุ่งนี้เขาก็จะเผา ร่างกายทั้งร่างที่เราเคยเห็นมันก็จะเป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวไม่มีตน มีสภาพว่าง

จิตยกเข้าสู่ระดับฌาน ๔ เลยได้ "อากาสานัญจายตนะ ในอรูปฌาน" แต่ได้อรูปฌานเบื้องต้น พอได้อรูปฌานเบื้องต้น พอปี่พาทย์เขาบรรเลงจบ ฉันก็ลืมตาขึ้น

หลวงพ่อท่านก็ยิ้ม แล้วบอกว่ามีประโยชน์อย่างนี้ไอ้ลิงดำ อรูปฌานเป็นของยาก นี่เพราะอาศัยแกเจริญกสิณ เอาภาพของยายฟูมาจับให้ติดตา ทั้ง ๆ ที่แกมองไม่เห็น แกก็วาดภาพได้ชัดเจนแจ่มใส

แล้วพิจารณาเห็นสภาพที่สูญเสียไป ในวันพรุ่งนี้ที่ร่างกายของยายฟูจะไม่ปรากฏ จะเป็นอากาศธาตุสูญไป จิตตกอยู่ในอารมณ์ของฌาน ๔ ประเภทนี้ ท่านเรียกว่าได้ "อากาสานัญจายตนะ"


คำพยากรณ์วาระที่ ๒
...ฉะนั้นก็เหลืออีก ๓ อัน คือ วิญญาณัญจายตนะ, อากิญจัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญายตนะ เธอจงทำกรรมฐานอีก ๔ กองนี้ ซึ่งจัดว่าเป็นอรูปฌานให้ได้เสร็จภายในหนึ่งเดือนนะ แล้วประโยชน์ใหญ่ในวันข้างหน้าในการเจริญวิปัสสนาญาณจะให้ผลใหญ่สำหรับเธอ

แต่ว่าผลใหญ่อันนี้จะปรากฏได้แก่เธอถึงที่สุด ในเมื่อเธอผ่านพรรษาที่ ๒๐ ไปแล้ว อันนี้เป็นคำพยากรณ์วาระที่ ๒

ไหว้ศพถูกก็สามารถไปนิพพานได้
...ท่านผู้ฟังเห็นไหมว่าปฏิปทาของพระที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือ หลวงพ่อปานไหว้ศพ ท่านทั้งหลายถ้าไปไหว้ศพก็จงไหว้ตามนี้นะ อย่าไหว้ตามประเพณีมันจะไม่เกิดประโยชน์

ไหน ๆ เราจะลงทุนไหว้ทั้งที ก็ไหว้ให้มันเกิดประโยชน์เกิดผล ให้เป็นปัจจัยของตนต่อไปในภายหน้า ดีไม่ดีท่านไหว้ เป็นอย่างนี้อาจจะถึงซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ก็ได้ใครจะรู้

ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ฉันอวดวิเศษ ไม่ใช่ฉันอวดรู้ หรือไม่ใช่ฉันเป็นผู้เข้าถึงพระนิพพาน ถ้าท่านทั้งหลายจะนึกว่าท่านไม่ใช่พระ คนฟังนี่ก็ไม่ใช่พระ อะไร ๆ ก็ดีสู้พระไม่ได้อย่างนั้นรึ ถ้าคิดอย่างนี้มันก็ผิด

ฉันจะเล่าเรื่องผู้หญิงที่เก่งกว่าพระให้ฟัง เอาไหมล่ะ..ฟังไหม ไม่ต้องถามนะ พูดคนเดียวนี่ จะไปถามชาวบ้านที่ไหน คนฟังถ้าตอบมาอีตอนนี้ฉันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะเสียงมันอยู่ในเทป ฉันจะเล่าให้ฟัง มีคนหนึ่งชื่อ "เขียน"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/6/19 at 07:38 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 16/1 ]
(Update 22 มิถุนายน 2562)


ยายเขียน..เก่งกว่าพระ


"...ฉันจะเล่าเรื่องผู้หญิงที่เก่งกว่าพระให้ฟัง จะเล่าให้ฟังคนหนึ่งชื่อ "เขียน" แต่ว่าแกเขียนหนังสือไม่เป็น แต่ทำไมพ่อแม่ดันไปตั้งชื่อเขียนให้

ยายเขียนแกอยู่ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี หลังจากพวกฉันขึ้นกรรมฐานกันแล้ว ประมาณเดือนเศษแกก็มาขึ้นกรรมฐานซึ่งเป็นวันพฤหัส

วันพฤหัสนี่เป็นวันครู ถ้าในพรรษาแล้วมีคนมาขึ้นกรรมฐานไม่ขาด พวกต่างจังหวัดมักจะมากันเรื่อยๆ เมื่อมากันแล้วขึ้นกรรมฐานแล้ว ก็จะอยู่ฝึกกับหลวงพ่อปานประมาณ ๗ วันบ้าง หรือ ๑๕ วันบ้าง หรือบางคนก็ถึง ๑ เดือนบ้าง

เรื่องภาระในการกินอยู่หลับนอนก็เป็นเรื่องของหลวงพ่อปาน ท่านรับเลี้ยงคนทุกประเภท คนเจ็บไข้ได้ป่วย คนไปเยี่ยมท่าน คนไปศึกษาพระกรรมฐาน คนทำงาน ท่านเลี้ยงทั้งนั้น

ข้าวของท่านมีเป็นฉาง ๆ ท่านไม่มีนาแต่ว่าชาวบ้านเขาให้ท่าน เพราะเขารู้ว่าท่านเลี้ยงพระและเลี้ยงคนทุกประเภท

กับข้าวและของทะเลก็มาจากจังหวัดสมุทรสาครบ้าง มาจากสะพานปลาที่กรุงเทพฯ บ้าง มาเป็นลำเรือเลยทีเดียว นํ้าปลาอย่างดี รินลงไปใส่ถ้วย ติดข้างถ้วย เป็นคราบติดข้างถ้วย

อย่างหัวนํ้าปลาแท้ ๆ เขาให้ ให้เป็น ๑๐ ไห เพียงแค่ไม่มีกับข้าวอะไร เอานํ้าปลาเหยาะลงไปกับข้าวร้อน ๆ เท่านี้ก็กิน อร่อย คือเขาให้เขาให้อย่างดี หมายความว่าต้องของที่เขากินกัน ไอ้ของอะไรก็ตาม ถ้าเขาทำกินเองน่ะมันก็ดี

อย่างฉันเคยไปที่ จ.สมุทรสาคร เขาบอกให้นํ้าปลา ลูกเขยยายพ่วงนำไป แต่ว่าบ้านทำนํ้าปลา พอขึ้นไปบนบ้านถามเขาว่า เฮ้ย..นํ้าปลาอย่างดีที่มึงทำกินเองมีไหมว่ะ ?

ไอ้เพื่อนเขาก็บอกว่า มีไหเดียวว่ะ ถามว่าทำไม แกบอกจะถวายหลวงพ่อ เขาก็เลยบอกว่าเอาอย่างดีที่ขายละกัน บอกไม่ได้ มึงต้องเอานํ้าปลาอย่างดีที่มึงทำกินมา มีไหเดียวก็เอาไหเดียว มึงทำกินใหม่ดีกว่า

นี่หลวงพ่อนาน ๆ จะมาเอาสักที ท่านก็ไม่ได้มาเรี่ยไรแต่กูจะถวายท่าน บ้านกูมี ๔ ไหกูถวายหมด พวกมึงก็ต้องถวายบ้าง

ถามเขาว่า นํ้าปลาอย่างดีที่เขาขายนี่ก็ดีแล้ว
เขาบอกว่า ไม่ดีหรอกครับ สู้นํ้าปลาที่มันทำกินเองไม่ได้ มันทำอย่างดีจริง ๆ ได้เนื้อได้หนังมาก นี่มันเป็นอย่างนี้ ไอ้ของที่เขาทำกินเอง ไอ้นํ้าปลาที่เขาถวายหลวงพ่อ

ของมาจากบางช้าง พวกมะพร้าวเยอะแยะ ข้าวก็มาจากสุพรรณบุรีบ้าง อ่างทองบ้าง อยุธยาบ้าง ปีละหลายสิบเกวียน เขาถวายให้ท่าน และมีข้าวเปลือก

โดยเฉพาะชาวจังหวัดสุพรรณบุรีถ้าเป็นงานวัดเขาให้ปีละ ๑๐ เกวียน (เฉพาะข้าวสาร) เฉพาะงานวัดนะ เพราะท่านตั้งโรงครัวเลี้ยงนี่

อันนี้เป็นปฏิปทาอันหนึ่ง ท่านเลี้ยงไม่อั้น จ่ายเท่าไหร่ไม่สำคัญ ไม่รู้ท่านเอาเงินมาจากไหน ท่านบอกว่าท่านก็ได้มาจากทานบารมี

การทอดกฐิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฐินท่านทอดทุกปี ท่านแนะนำฉันว่าเงินอย่าเก็บนะลูกนะ พยายามทอดกฐินทุกปี สงเคราะห์การบวชพระทุกปี เราจะใกล้พระนิพพาน และถึงพระนิพพานได้รวดเร็ว

การทอดกฐินนี่อานิสงส์มาก ท่านบอกว่าการทอดกฐินโดยเฉพาะ ถ้าตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา ๕๐๐ ชาติ ถ้าหมดอายุจากเทวดาแล้วก็เกิดเป็นเทวดาอีก ๕๐๐ วาระ

แล้วตายจากเทวดามาได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ แล้วเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นมหาเศรษฐี เป็นอนุเศรษฐี และเป็นคฤหบดี อย่างละ ๕๐๐ ชาติ

ท่านบอกว่าอานิสงส์ทอดกฐินนี้ให้ประโยชน์มาก คนที่เขารํ่ารวยเขาทอดกฐินกันทั้งนั้นแหละ คนที่ไม่ได้ทอดกฐินนี่รวยก็ไม่มาก แค่คฤหบดีก็เต็มกลืนแล้ว

แต่คนที่มีทรัพย์สมบัติมาก ๆ มหาศาลส่วนมากมาจากอานิสงส์กฐิน ฉันก็เลยถือเป็นประเพณีปฏิบัติมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ฉันชอบทอดกฐิน ถ้าทอดคนเดียวไม่ไหว ฉันก็ชวนชาวบ้าน

ชอบบวชพระ
...แล้วฉันก็ชอบบวชพระ ใครเขามาขอให้ฉันบวช ฉันก็บวชให้ คือเป็นเจ้าภาพเท่าที่ฉันจะพึงทำได้ ฉันทำมาก่อนที่จะป่วยถึง ๑๔ ปี ปีสุดท้ายฉันบวชพระ ๕๐ องค์ เยอะ ปีแรกสตาร์ท ๗ องค์ คือบวชพระหน้าศพ ทำบุญเผาโยม เผาโยมผู้ชาย

ต่อจากปีนั้นมาฉันก็บวชพระเรื่อยและทวีขึ้นทุกปี เป็น ๑๐ องค์บ้าง ๑๕ องค์บ้าง ปีสุดท้ายที่ฉันจะพักเพราะป่วย คือ๕๐ องค์ บวชเต็มคราบเลย ตอนนั้นมันหาเงินหาทองง่าย แต่เวลาจะบวชจะทำงานฉันก็ไม่มีทุน บางทีฉันก็มี ๑๐๐ บาท

เมื่อทำเข้าจริง ๆ ชาวบ้านเขารู้ว่าฉันทำ ฉันได้เท่าไหร่ฉันประกาศเรื่อยในบัญชี ถวายพระเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ เงินเหลือจะเอาไปทำอะไร

นี่ฉันประกาศ ไอ้ปีต้น ๆ ก็รู้สึกว่าหนักใจอยู่บ้าง แต่พอปีสุดท้ายน่ะดีจริง ๆ ต่อมาก็เบาใจเพราะเขาช่วยกันเต็มไม้เต็มหน่วย ข้าวปลาอาหารไม่ต้องหาเพราะเขาหากันมาเสร็จ

ลิเกและละครบางปีก็มี แต่ฉันไม่ได้หาหรอกเขามาช่วยกัน เงินทองเขาไม่เอา เขาช่วยจริง ๆ แต่ความจริงฉันไม่ปรารถนาลิเกหรือละคร

แต่เขาจะมาเล่นก็ไม่รู้จะว่า อย่างไรเขา ถ้าให้เขาช่วยเป็นอย่างอื่นเขา บอกเขาไม่มีความรู้ เขาต้องการช่วยอย่างนั้น ฉันก็ตามใจ อันนี้ก็จัดว่าเป็นปฏิปทาของหลวงพ่อ

เรื่องยายเขียนต่อ
..เอาละ..ฉันจะเล่าเรื่องยายเขียนต่อไป เลอะเทอะมาเยอะ ออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ ไอ้คนแก่มันเป็นอย่างนี้เลอะเทอะ

ยายเขียนแกมาเจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ให้แกเจริญอานาปานุสสติกรรมฐาน ควบพุทธา
นุสสติกรรมฐานและควบกสิณ (ควบ ๓ อย่าง)

อานาปานุสสติกรรมฐาน คือพิจารณาลมหายใจเข้าออก ให้รู้ว่าลมเข้าลมออก หายใจสั้นหรือหายใจยาว
พุทธานุสสติกรรมฐาน คือเวลาหายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" หายใจออกภาวนาว่า "โธ" อันนี้เป็นพุทธานุสสติกรรมฐานควบกรรมฐาน ๒ อย่าง

ความฉลาดของพระโบราณ
แล้วก็พิจารณาเพ่งรูปของพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งให้จับตา มองให้จำได้ หลับตาไปเวลาภาวนาให้นึกถึงภาพพระองค์นั้นอยู่ อันนี้เป็นกสิณ อันนี้ท่านฉลาด โบราณท่านฉลาด

แต่โดยมากท่านสอนกรรมฐานแบบนี้ คือถ้าคนมีอัธยาศัยไม่เฉพาะท่านให้กรรมฐานคราวเดียว ๓ อย่างร่วมกัน และเป็นเหตุให้ได้สมาธิได้ง่าย เพราะการเพ่งภาพกสิณหรือการจับลมหายใจเข้าออก

เพราะทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นสภาพของฌาน ๔ ทั้งคู่ เมื่อยายเขียน อ.บางปลาม้า แกมาขึ้นกับหลวงพ่อปานแล้ว พอหลับตาตอนต้น สมาทานแล้วก็หลับตา แล้วก็ลืมตาขึ้น

ท่านก็บอกว่า แม่เขียน..พยายามเข้านะแม่เขียนจะได้ดีภายในไม่ช้านี้ ท่านรู้ด้วย รู้จริง ๆ

แล้วยายเขียนคนนั้นแกมาเจริญกรรมฐานร่วมกับหลวงพ่อปานคือฝึกอยู่ที่วัด ๓ วัน หลวงพ่อปานก็บอก แม่เขียนกลับบ้านได้แล้ว เพราะทำเองได้แล้ว

แล้ววันหลังถ้ามีอะไรสงสัยข้องใจล่ะก็แม่เขียนมาถามฉันได้ หรือให้ลูกเขียนหนังสือมาถามก็ได้ เป็นอันว่าฉันจะอธิบายให้ แม่เขียนไม่ต้องไปมาบ่อย ๆ เพราะมันไปมาลำบาก

ไอ้สมัยนั้นเรือยนต์ไม่ค่อยจะมีหรอก จะไปทีก็มีเรืออยู่เวรเดียว และออกแต่เช้า ถ้าไม่ทันลำนั้นก็ต้องพายเรือไป หรือไม่งั้นก็ต้องเดิน ถ้าพายเรือไปก็หมายความว่า ตั้งแต่เช้าตรู่จนกระทั่งคํ่านั่นแหละ จึงจะถึงอำเภอบางปลาม้า

ถ้าเดินตั้งแต่เช้ากว่าจะถึงก็บ่าย เพราะเดินลัดทุ่งได้ นี่มันเป็นอย่างนั้นสมัยนั้น เพราะรถเรือหายาก ยายเขียนก็กลับ บ้านแกอยู่ในตลาดอำเภอบางปลาม้า พอกลับมาแล้ว ผ่านไปสัก ๗ วันเศษ ๆ ปรากฏว่าลูกเขามาตามหลวงพ่อปาน เขามาเล่าให้ฟังว่า

ยายเขียนนั่งสมาธิ เกือบไม่หายใจ
...ตอนเช้าเห็นแม่ไม่ออกมาจากห้อง เขาเรียกเท่าไหร่แม่ก็ไม่ได้ยิน แกก็เลยช่วยกันงัดประตูเข้าไป ปรากฏว่าแม่นั่งสมาธิเฉย หายใจก็เกือบไม่หายใจ หายใจลมระรวยน้อย ๆ

หลวงพ่อปานก็ถามว่า มีใครไปแตะต้องร่างกายบ้างหรือเปล่า เขาบอกว่าเปล่า ท่านบอกว่า ดีแล้ว ท่านก็บอกให้กลับกัน แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ฉันจะไป

วันนั้นท่านก็เป่าหมู่เทวฤทธิ์บอกว่า วันนี้ยายเขียนไปเที่ยวพระจุฬามณี คนขึ้นกรรมฐานผู้หญิงไปเที่ยวได้แล้ว ไปพระจุฬามณี ใครจะไปดูยายเขียนเที่ยวบ้าง เอาเข้าแล้ว

ทุกคนอยากรู้ ทั้งพระทั้งฆราวาสติดตามท่านไปประมาณสักร้อยเศษ เป็นอันว่าเจ้าของบ้านไม่มีสถานที่รับรอง ต้องไปพักที่วัดสวนหงษ์ตรงกับอำเภอบางปลาม้า

และท่านก็พักอยู่ที่นั่น ท่านบอกว่า ตั้งแต่วันที่เธอเห็นว่าแม่เธอไม่ตื่น คือนั่งไม่ตื่นและไม่รู้สึกตัว ถ้าครบ ๗ วันเมื่อไหร่ให้เธอมาบอกฉันแต่เช้า ท่านบอกแก่คณะลูก (ของยายเขียน)


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 15/6/19 at 05:12 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 16/2 ]
(Update 22 มิถุนายน 2562)


ยายเขียนนั่งสมาธิครบ ๗ วัน


"...ท่านไปพักที่ไหนก็มีลาภเกิดแก่วัดนั้น คนไปหามากมาย วัดนั้นกำลังจะสร้างศาลา ท่านก็เลยโปเปบอกบุญสร้างศาลาส่ง กว่าจะกลับก็ได้เงินให้วัดนั้นหมื่นเศษ

สมัยนั้นหมื่นหนึ่งก็เรียบร้อย ศาลาสร้างไม่เหลือ หมายความว่าไม่มีอะไรจะเหลือสร้างอีกแล้ว เงินหมื่นหนึ่งเยอะแยะเหลือแหล่ ไม่เหมือนสมัยนี้ศาลาหลังต้องหลายแสน

สมัยโน้นๆ จริงๆ ศาลาบางหลังเขาสร้าง ๒-๓ พันก็เสร็จ แต่หลังนั้นเมื่อหลวงพ่อปานไปเข้า แล้วเขาก็เลยขยายแปลนไปหลายแบบ ขยายหน้าขยายหลังกลายเป็นเงินหมื่นบาทพอดี

เมื่อถึงวันที่ ๗ ลูกชายของยายเขียนก็เข้ามาบอกหลวงพ่อปานว่า วันนี้ครบวันที่ ๗ แล้วครับ

ท่านก็บอกพวกเราไปดูกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าไปดูอะไร เมื่อท่านข้ามเรือไปพวกเราก็ข้ามตาม ฉันก็ไปด้วย ทุกคนก็ไป พระที่นั่นก็ไป พระเจ้าของวัดก็ไป ชาวบ้านเยอะแยะ ไปกันล้นหลาม

วันนั้นตลาดบางปลาม้า ข้าวแกงขายรวย คนมายิ่งกว่าดูงานวัดเสียอีก เขาบอกว่าที่อำเภอบางปลาม้านี่ไม่เคยมีคนมากเท่านี้

มีงานประจำปีอะไรก็ไม่เคยมีคนมาก คราวนั้นคนมากจริง ๆ ยิ่งรู้ว่าหลวงพ่อปานไปด้วยอย่างนั้น ไปกันใหญ่

ยายเขียนท่องสวรรค์
...เมื่อท่านข้ามไปแล้วท่านก็สั่งให้ลูกสาวต้มข้าวต้มไว้ให้เละทีเดียว แล้วอาหารก็อย่าใช้เป็นชิ้น เอาอาหารอ่อนๆ ปลาตายแล้วก็ได้ต้มเข้าไปด้วยให้เป็นอาหาร ที่เรียกว่าต้มข้าวต้มปลา แล้วเครื่องปรุงที่เหนียว ๆ แข็ง ๆ ห้ามใส่เด็ดขาด

เขาก็ถามว่า โจ๊กได้ไหมครับ ลูกชายเขาถาม ท่านบอก มีโจ๊กก็ดี เขาก็เลยไปจัดโจ๊กเข้าไว้

พอประมาณบ่ายสักหนึ่งโมง ยายเขียนก็รู้สึกตัว..ลืมตาขึ้น พอเห็นหลวงพ่อปานแกก็ก้มลงกราบ
หลวงพ่อก็บอกว่า

โยมรับประทานข้าวต้มเสียก่อนร่างกายจะได้มีกำลัง เพราะร่างกายมันขาดอาหารมา ๗ วันแล้ว

แกก็บอกว่า ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อีชั้นอิ่ม..อิ่มใจเหลือเกิน ท่านก็ไม่ยอม ท่านให้รับประทานโจ๊ก แกก็รีบกิน เพราะแกกลัวจะไม่ได้คุยกับหลวงพ่อปาน ก็รีบกินจนเสร็จ

หลวงพ่อปานก็ถามว่า โยม..เรื่องราวมันไปอย่างไรมาอย่างไร จึงได้นั่งหลับตาไปถึง ๗ วันอย่างนี้ ความจริงแล้วไม่ใช่ท่านไม่รู้..ท่านรู้ แต่ก็อยากจะให้โยมเล่าให้ฟัง แล้วคนอื่นจะได้รู้ตามความจริงจากปากคำของแกเอง

ยายเขียนแกก็เล่าให้ฟังว่า ฉันก็มาปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสั่งเจ้าค่ะ พิจารณาลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" หายใจออกภาวนาว่า "โธ" แล้วก็เพ่งรูปพระพุทธเจ้า หรือรูปพระพุทธรูป จำเข้าไว้

อีตอนวันนั้นรู้สึกว่ารูปน่ะแจ่มใส รูปที่เพ่งไว้หลับตาก็เห็นภาพแจ่มใสกลายสภาพเป็นประกายพรึก แพรวพราวสวยสดงดงาม มีอารมณ์ตั้งมั่น อย่างนี้เขาเรียกกันว่า ฌานนะ เข้าถึงระดับฌาน

เมื่อมีอารมณ์ตั้งมั่นดีแล้วก็ปรากฏว่ามีพระสงฆ์องค์หนึ่งรูปร่างสวยมาก อายุประมาณ ๓๐ ปี เดินถือดอกบัวมา ๓ ดอก มาถึงก็มาชวนว่า โยมจะไปไหว้พระจุฬามณีไหม

แกก็บอกว่า อยากจะไปเจ้าค่ะ แต่ว่าไปไม่ได้ พระท่านก็บอกว่า ถ้าโยมจะไปแล้ว อาตมาจะพาไป
แกก็ตกลง แกก็จับมือ พาจูงไป จูงไปตามทาง

แกบอกว่า ทางใหญ่ ทางสะอาด ขึ้นไปเขตพระจุฬามณี พอขึ้นไปถึงแล้วก็พาเข้าไปภายในพระจุฬามณี ภายในเจดีย์ เข้าไปในที่นั้น

ท่านบอกว่า จะเข้าไปไหว้พระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า พอเข้าไปแล้วแทนที่จะเห็นพระเขี้ยวแก้วเป็นเขี้ยวธรรมดา

กลับไปเห็นพระพุทธเจ้า และท่านมีฉัพพรรณรังสีรัศมีทั้ง ๖ ประการแจ่มใส สวยสดงดงาม ดูแพรวพราวสวยงามมาก ดูแล้วไม่อิ่มไม่เบื่อ

จึงเข้าไปถวายนมัสการรูปพระพุทธปฏิมากรหรือรูปเปรียบของพระพุทธเจ้า หรืออาจจะเป็นบารมีของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ก็ได้ และเห็นท่านทรงแย้มพระโอษฐ์

แกบอกว่า สวยงามมากเหลือเกิน เมื่อเห็นรูปพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จึงนั่งชมพระบารมีอยู่พักหนึ่ง และเห็นบรรดาพระทั้งหลายเข้าไปนมัสการ พระแต่ละองค์มีเนื้อเป็นแก้ว สดใสมีรัศมีกายสว่าง

สักพักหนึ่งพระองค์ที่พาไปก็ชวนออกมาข้างนอก บอกว่าประเดี๋ยวบรรดาพรหมและเทวดาทั้งหลายจะเข้ามานมัสการ โยมออกไปชมข้างนอกเถอะ ก็พาแกมานั่งอยู่ที่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระจุฬามณี

แกบอกว่า พระจุฬามณีสีหลากสวยสดงดงามประดับประดาแพรวพราวไปด้วยแก้ว พื้นก็เป็นแก้ว
สักประเดี๋ยวเดียวเทวดาและพรหมทั้งหลายต่างก็มากันเป็นกลุ่มๆ มานมัสการพระพุทธเจ้า

รู้สึกว่ารัศมีกายสว่างไสวมาก เครื่องประดับกายก็สวยสดงดงาม มองดูก็เพลิดเพลินเจริญตาเจริญใจ มองไม่อิ่มไม่เบื่อ แต่ละคนสวยสดงดงามจริง ๆ ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส

ทุกคนเดินมาเฉียดแกใกล้ๆ แกก็หันมายิ้ม ทุกคนยิ้มเหมือนกัน แต่แกก็บอกว่า แกไม่อยากมองดูตัวแก เพราะตัวแกมันสวยไม่เท่าเขา มองแล้วก็เพลิดเพลินทั้งผู้หญิงผู้ชาย หาคนแก่ไม่ได้ มีแต่คนหนุ่มทั้งนั้น

พอนั่งอยู่สักครู่เดียว พระองค์นั้นก็บอกว่าโยมกลับเถอะ เวลานี้ที่เมืองมนุษย์ ๗ วันแล้วร่างกายจะทนไม่ไหว แกขออยู่อีกสักประเดี๋ยวหนึ่ง

พระองค์นั้นท่านก็บอกว่า ไม่ได้หรอกโยม อยู่ไม่ได้ร่างกายจะทนไม่ไหว เวลานี้มัน ๗ วันเข้าไปแล้ว ต้องรีบไป แล้วท่านก็พาจูงกลับมา

อันนี้ท่านทั้งหลายผู้ฟังคงจะสงสัยว่าพระทำไมจูงมือผู้หญิงได้ แต่ความจริงภาพที่เป็นทิพย์อันนั้นไม่เป็นอาบัติ เพราะว่าจิตใจที่จะเกิดราคะจริต มีความกำหนัดในระหว่างเพศย่อมไม่ปรากฏ

อันนี้ขอให้เข้าใจไว้ อย่านึกว่าอะไรๆ ที่เขาห้ามในเมืองมนุษย์นี่ เวลาสภาพเป็นผีแล้วเขาห้ามน่ะเขาไม่ได้ห้าม พระองค์นั้นท่านไม่ได้มีจิตกำหนัด และพระองค์นั้นจะเป็นใครก็ทราบไม่ได้

ผู้หญิงปฏิบัติกรรมฐานได้เร็ว
เป็นอันว่าการปฏิบัติพระกรรมฐานไม่ใช่ว่าจะทำได้ดีแต่พระ แต่ความจริงแล้วถ้าวัดกันตามความจริงคนที่ได้ความดีรวดเร็วจริง ๆ นั่นก็คือผู้หญิง

พวกผู้หญิงนี่รู้สึกว่าได้เปรียบจริงๆ พวกฉันเวลาเห็นผู้หญิงมาขึ้นกรรมฐาน พวกเราก็พากันยกนิ้วบอกว่า

ตัวเด่นมาอีกแล้ว เพราะแต่ละคนที่เป็นผู้หญิงโดยมากนำไปปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูก ตามแบบตามแผน เพราะกรรมฐานถ้าจะปฏิบัติได้ดีจริงๆ ต้องปฏิบัติแบบโง่ๆ ไม่ใช่คนอวดฉลาด

ผู้ชายมักชอบอวดฉลาด
...พวกผู้ชายโดยมากมักจะเป็นคนโง่ แกมหยิ่ง เป็นคนอวดฉลาด ถือว่าตัวได้บวชบ้าง มีความรู้ เรียกว่ายาวไม่แค่หางอึ่ง

แต่คิดว่ารู้มาก อวดวิเศษ คิดโน่นคิดนี่ ครูสอนอย่างนี้ก็ทำอย่างโน้น ครูสอนอย่างนู้นก็ไปอย่างนั้น มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน

อย่างนี้เขาเรียกว่าไปไม่ได้ไกล คล้ายกับการเดินทางน่ะ ถ้าเดินไม่ตรงก็แวะโน่นแวะนี่แล้วมันจะไปถึงปลายทางได้อย่างไร

ข้อดีของอารมณ์ผู้หญิง
...สำหรับพวกผู้หญิงมีอารมณ์ดีอยู่ ๒ อย่างคือ
๑. ผู้หญิงไม่รู้อะไรมามาก เมื่อครูสอนอย่างไรปฏิบัติตามนั้น

๒. การตัดสินใจโดยฉับพลัน การตัดสินใจเด็ดขาด ผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย นี่เป็นปกตินะ ตามธรรมดาเป็นปกตินะ คือว่าการตัดสินใจเฉพาะหน้าฉับพลัน ผู้หญิงรวดเร็วกว่าผู้ชายมาก อ

าจจะตัดสินอะไรก็ตามอย่างเด็ดขาด คิดอยากจะฆ่าตัวตาย จะฆ่าตัวตายเสียก็ยังได้ คิดอยากจะด่าใคร บางทีกลางถนนหนทางก็ด่า อย่างนี้ก็ทำได้ ผู้ชายทำไม่ได้

ไอ้ที่ว่าอย่างนี้ไม่ได้ประณามผู้หญิงว่าเป็นคนเลว แสดงถึงว่าผู้หญิงตัดสินใจได้รวดเร็วฉับพลัน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะการที่ไม่ทะนงตน ไม่อวดรู้ ไม่อวดวิเศษนั่นแหละ

ครูสอนอย่างไรปฏิบัติตามนั้น อย่างนี้เป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมะสูงได้อย่างรวดเร็ว อันนี้เป็นอารมณ์อันหนึ่งที่ผู้หญิงจะพึงได้

ฉะนั้นโดยส่วนมากการปฏิบัติพระกรรมฐานผู้หญิงมักจะได้ดีกว่าผู้ชาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมถะด้านฌาน และวิปัสสนาญาณผู้หญิงเองก็มีความทุกข์มากกว่าผู้ชาย

เพราะภาระทางบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิง การเลี้ยงลูก การดูแลความเป็นอยู่ พอกินหรือไม่พอกินภายในบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิง

ผู้หญิงจิตเป็นทุกข์อยู่เป็นปกติ และเมื่อให้พิจารณาตามทุกข์ในทุกข์ของอริยสัจ ผู้หญิงก็จะเห็นทุกข์ได้ง่าย

อันนี้เป็นความดีของผู้หญิงที่เป็นกำไรอย่างยิ่งในการปฏิบัติพระกรรมฐาน ไอ้ที่พูดอย่างนี้มันก็จะไปยกย่องสรรเสริญเกินพอดี ที่ประสบมาน่ะมันเป็นอย่างนั้น อันนี้เล่าถึงปฏิปทาของลูกศิษย์ของท่านตอนหนึ่ง..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/6/19 at 05:49 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 17/1 ]
(Update 9 กรกฎาคม 2562)


พระศรีอาริย์ วัดไลย์ จ.ลพบุรี


"...ทีนี้ต่อไปฉันจะเล่าเรื่องอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องอัศจรรย์อยู่สำหรับปฏิปทาของหลวงพ่อปาน เล่ากันแต่เพียงบางเรื่องนะ เพราะว่าเทปมันจะหมดเสียแล้ว เหลืออีกประมาณ ๒ หน้าครึ่งก็จะหมด

ทีนี้ก็จะเล่ากันบางตอน ถ้าเล่ากันไปจริง ๆ มันไม่จบหรอก เพราะเรื่องของหลวงพ่อปานเยอะแยะ ทีนี้ปฏิปทาอีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อสมัยฉันบวช เห็นจะเป็นย่างเข้าพรรษาที่ ๒ ฉันจำได้

ระหว่างนั้นเป็นเวลาตีสอง คือในตอนต้นทางวัดไลย์ จ.ลพบุรี มีรูปหล่อพระศรีอาริยเมตไตรย เขากล่าวกันว่าพระศรีอาริย์มาเกิด แล้วเวลาตายก็กระดูกเป็นทองแดง

เขาก็เลยตั้งใจจะหล่อรูปปั้นท่าน หล่อเท่าไหร่หลอมเท่าไร ๆ ทองแดงก็ไม่ละลายจนกระทั่งถึงเวลาฉันเพล พระก็ไปฉันเพล

ก็มีช่างคนหนึ่งมาอาสาหล่อ พอพระไปฉันเพลกลับลงมาปรากฏว่ารูปท่านหล่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาว่าอย่างนั้นตามประวัตินะ

แล้วนายช่างที่รับอาสานี้ท่านกล่าวว่าเป็น 'วิษณุกรรมเทพบุตร' เป็นนายช่างของพระอินทร์ ข้อนี้จะเป็นข้อเท็จจริงประการใดฉันไม่ทราบ ประวัติเขาเขียนไว้อย่างนั้น

ทีนี้เขานำรูปพระศรีอาริยเมตไตรยไปที่วัดบางนมโค รูปหล่อของพระศรีอาริย์นี่หนักมาก เฉพาะแท่นต้องยกถึง ๔ คน ๔ คนนี่ก็หลังยืดไม่ไหว เพราะเขาหล่อเป็น ๒ ตอน องค์ท่านเขาก็หามไปถึง ๔ คน คนเดียวไม่มีทางจะขยับ


อธิษฐานยกพระศรีอาริย์
...แต่คืนวันนั้นเวลาตีสอง หลวงพ่อปานให้ตาเชิดคนรับใช้ไปปลุกฉัน เพราะว่าตอนนั้นฉันอยู่ในป่าช้า ตาเชิดบอกว่าหลวงพ่อปานต้องการพบตัว

เวลานี้ท่านนั่งอยู่ที่ศาลาการเปรียญที่เขาตั้งพระศรีอาริยเมตรไตร ฉันก็ไปหาท่าน ห่มสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิเรียบร้อย พอไปถึงก็ไปกราบท่าน ท่านก็ถามว่า เอาธูปเทียนมาหรือเปล่า

บอกว่า เอามาครับ เพราะว่าสงสัยถ้าหลวงพ่อสั่งเวลาดึกๆ ฉันมักจะถือดอกไม้ธูปเทียนมาด้วย เท่าที่พึงจะหาได้ ท่านก็บอกจุดธูปบูชาพระรัตนตรัยสิ ฉันจะทำอะไรให้ดู เมื่อจุดธูปเสร็จท่านก็อธิษฐานว่า

ด้วยเดชะบารมีที่ข้าพระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ ถ้าหากต่อไปข้าพเจ้าจะได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลแล้ว

ขออำนาจพระศรีรัตนตรัยและเทพเจ้าทั้งหลาย จงบันดาลให้ข้าพระพุทธเจ้ายกพระศรีอาริย์นี้ขึ้นและให้เบา รู้สึกเบา (ไม่หนัก)

และถ้าข้าพเจ้าจะไม่ได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ขออย่าให้ยกพระศรีอาริย์นี้ขึ้นเลย

พอท่านอธิษฐานเสร็จท่านก็นั่งคุกเข่า ใช้สองมือช้อนแท่น ยกขึ้นได้ เบาที่สุดคล้าย ๆ กับยกหมอนนุ่นเบา ๆ เมื่อท่านอธิษฐานเสร็จท่านก็บอกให้ฉันอธิษฐานบ้าง ให้อธิษฐานตามแบบท่าน

ฉันอธิษฐานแล้วฉันก็นั่งช้อนแต่ไม่ขึ้น พอยกไม่ขึ้นท่านก็บอกว่าลุกยืนขึ้นบารมีแกมันยังตํ่ากว่าข้า พอลุกยืนขึ้นพอจับสองมือนิดเดียวก็ขยับขึ้นมาเบาเหวง ชูขึ้นชูลงได้ตามสบาย

ท่านก็บอกว่า เอ้า..แกปรารถนาพระโพธิญาณอีกครั้งหนึ่งเพื่อความมั่นใจ ฉันก็ว่าตามท่าน แล้วท่านก็บอกว่า เอ้..ไอ้แกอายุเท่าไรมันจะตาย

นี่แกลองอธิษฐานยกพระศรีอาริย์สิ ความจริงท่านรู้แต่ว่ามันยังไม่มีเหตุที่จะบอกว่าฉันจะต้องตาย

แต่แล้วในที่สุดท่านก็ให้อธิษฐานเมื่ออธิษฐานแล้วก็ยกขึ้นไปตั้งแต่ ๑, ๒, ๓ จนกระทั่ง ๒๑, ๒๒, ๒๓, ๒๔, ๒๕, ๒๖ ยกไม่ขึ้น

ถ้าจะตายปีไหนอายุเท่าไรให้ยกขึ้น พอถึงอายุ ๒๗ ยกขึ้นเบาเหวงเลยทีเดียว ปรากฏว่าต้องตายอายุ ๒๗ แน่
ท่านก็ถามว่า เสียดายชีวิตไหม?

ก็บอกว่า ไม่เสียดายครับ ผมพอใจแล้ว ผมคิดว่าอายุ ๒๗ ก็พอแล้ว อีกตั้งหลายปี เวลานี้ผมได้ฌานสมาบัติพอ สมควรแล้วครับ ผมพอใจ

ท่านก็บอกว่ามันยังน้อยนัก ยังไม่ควรจะตาย ถ้าเรามีชีวิตมากขึ้นไปอีกเราก็สามารถบำเพ็ญบารมีขึ้นสูงกว่านี้

การบำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิเราจะหวังไปบำเพ็ญบารมีต่อในการเกิดเป็นเทวดา หรือว่าพรหมน่ะไม่มีทาง ไม่เหมือนกับสาวกภูมิ

สาวกภูมิสามารถบำเพ็ญบารมีต่อบนสวรรค์หรือพรหมโลกได้ แต่ว่าถ้าบำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิแล้ว จะบำเพ็ญบารมีนอกจากความเป็นมนุษย์ไม่ได้

ฉะนั้นก่อนที่เราจะตายถ้าบารมีใดที่ยังอ่อนอยู่ ก็ควรจะส่งเสริมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ถึงแม้ว่าจะไม่เต็มก็ให้ใกล้เต็มเข้าไป ทนลำบากเอา เพื่อพระพุทธภูมิ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า

เพราะการปฏิบัติเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าก็เพื่อทำลายความทุกข์ บำรุงสุขให้แก่บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก หรือชี้ช่องบอกทางให้พ้นอบายภูมิเป็นอย่างน้อย แล้วก็แนะนำให้เข้าถึงพระนิพพานเป็นที่สุด

ในที่สุดก็อธิษฐานตามท่าน คือไม่ใช่อธิษฐานนะ ตั้งใจจะปฏิบัติตามท่าน ท่านก็บอกว่าเอาอย่างนี้ พออายุ ๒๗ แกต้องตายแน่

ความจริงฉันรู้ แต่มันไม่มีเหตุที่จะพึงบอก แต่พอดีเขาเอาพระศรีอาริย์มา ฉันก็ให้แกยก ถ้าจะบอกเฉย ๆ เธออาจจะไม่เชื่อก็ได้

ทีนี้วิธีต่ออายุทำอย่างนี้นะ ให้ปล่อยปลา เพราะกรรมมันไม่หนักนัก ให้ปล่อยปลา ปลาที่จะถูกฆ่านี่ เขาเอามาขาย เขาจับมาแล้วเขาจะมาแกง เราก็ซื้อปล่อย ตัวหนึ่งต่อชีวิตได้ ๑ ปี ท่านว่าอย่างนั้น

พอรุ่งขึ้นเช้าฉันก็ไปซื้อปลามา ๑๐ ตัว ฉันว่า ๑๐ ปีก็พอแล้ว เพราะ ๓๗ มันก็ชักแก่เต็มทีแล้ว ฉันไม่เอาหรอก มากเกินไปฉันไม่ต้องการ ก็ปล่อยไป ๑๐ ตัว"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/6/19 at 06:15 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 17/2 ]
(Update 19 กรกฎาคม 2562)


เล่าเรื่องความตาย


"...ตอนนี้ก็จะขอเล่าถึงเรื่องตายเลยทีเดียว มันเป็นเรื่องติดต่อกัน ทีนี้ต่อมาเมื่ออายุ ๒๗ ปี อีตอนนั้นฉันไปอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส ไปเป็นเจ้าคณะ ๔ สมเด็จฯ ท่านย้ายไปก็เป็น พ.ศ. ๒๔๘๗ ปีนั้นญี่ปุ่นขึ้นมาแล้ว ลูกระเบิดลงตูมตาม ๆ กำลังหนัก

ฉันก็ป่วย ป่วยอยู่วันเดียวไม่ได้ป่วยนาน ป่วยตอนเช้าเป็นโรคท้องร่วง รู้สึกว่าไม่ใช่อหิวาต์ แต่เป็นโรคท้องร่วงธรรมดา โรคทางท้องเขาเรียกว่าโรคท้องร่วง

แต่พอถ่าย ๓ ครั้งก็รู้สึกว่าหมดสิ้นแรง ฉันก็นอน สมเด็จฯ รู้ข่าวก็มาเยี่ยม พระเยี่ยมกันมาก มีเณรของฉัน ๒ องค์นั่งอยู่ข้าง ๆ

ไอ้คนจะตายนี่มันเป็นอย่างนี้คือสายตามันก็สั้นเข้ามา มันฟางน่ะ มองเห็นไกลมันสั้นเข้ามา ๆ จนกระทั่งเณรของฉัน ๒ องค์ที่นั่งข้าง ๆ นี่ฉันไม่เห็นตัว

แต่ว่าเวลาป่วยตอนนั้นจิตใจของฉันเป็นอย่างไร ฉันเคยตายมาแล้ว ๒ วาระ เห็นจะไม่ต้องอธิบายกัน เพราะว่าตามปกติฉันจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามเรื่องกรรมฐานนี่ฉันไม่ลดตัว ฉันพยายามทำเป็นปกติ อารมณ์ของฉันเป็นฌาน

ในที่สุดฉันก็รู้สึกตัวว่าฉันมานั่งอยู่ในโพรง ๆ หนึ่ง มันใหญ่โตเหลือเกินเหมือนกับถํ้า มองไปดูว่าไอ้ถํ้านี้มันถํ้าอะไร มองไปมองมาเห็นซี่โครง เห็นอะไรต่ออะไร เอ้า..ก็มันร่างกายนี่เอง

ไอ้นี่มันร่างกายเดิมของเรานี่ เราเข้ามานั่งอยู่ เอ๊ะ..ทีแรกทำไมมันไม่โตนี่ ทำไมถึงโตอย่างนี้ แล้วไปดูตัวก็เห็นตัวเหลืองอร่าม มีเครื่องประดับเหลืองอร่ามผิวเนื้อเป็นแก้ว แต่อาศัยรัศมีของ เครื่องประดับเข้าไปจับกายแลดูเป็นทองคำไปหมด

ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าฉันตาย ถ้าฉันไปจากร่างกายเวลานี้ฉันก็เป็นพรหม ร่างกายฉันเป็นพรหมครบถ้วนบริบูรณ์ มีชฎา สวยสดงดงาม


อธิษฐานจิต
...แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจที่จะไป นั่งมันกำลังสบาย โปร่ง สบายมาก ก็นึกในใจว่านี่เราควรจะไปหรือควรจะอยู่ และการจะตัดสินใจเองก็ยังไม่ดีนัก ก็จึงอธิษฐานถึงบารมีพระพุทธเจ้าว่า

"..เดชะบารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบรมครูของข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าควรจะละอัตภาพนี้ก็ขออย่าให้มีอะไรปรากฏขึ้น

ถ้าหากข้าพระพุทธเจ้ายังไม่ควรจะละอัตภาพนี้ขอให้เห็นฉัพพรรณรังสีรัศมีทั้ง ๖ ประการขององค์สมเด็จพระพิชิตมารพวยพุ่งมาเป็นเพดานให้ข้าพระพุทธเจ้าได้นมัสการ.."

พออธิษฐานเสร็จก็ปรากฏว่ามีสี ๖ สี เป็นรัศมีของพระพุทธเจ้าพุ่งพรืดมา แผ่เป็นเพดานอยู่ประมาณ ๕ นาที ฉันก็นมัสการ แล้วก็หายไป

ทีนี้ฉันยังไม่แน่ใจว่าการอยู่นี่มันจะดีกว่าเก่าหรือเท่าเก่า ถ้าเท่าเก่านี่ฉันไม่เอา อันนี้หมายถึงสมณธรรมนะ ยศถาบรรดาศักดิ์ฉันไม่ต้องการ ถ้าฉันต้องการฉันได้นานแล้ว

ฉันอธิษฐานต่อไปว่า ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ต่อไปจะเจริญสมณธรรมได้ดีกว่านี้ เพราะเวลานั้นก็ได้ฌาน ๘ แล้วจบฌานโลกีย์

ก็ขอให้ฉัพพรรณรังสีรัศมีทั้ง ๖ ประการ ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพุ่งมาและวนเป็นทักษิณาวัตร ให้ข้าพระพุทธเจ้าได้นมัสการอีกวาระหนึ่ง

แต่ว่าถ้าข้าพระพุทธเจ้าอยู่ไปแล้วจะไม่ได้ดีกว่านี้ เสมอนี้หรือตํ่ากว่านี้ ขอฉัพพรรณรังสีรัศมีทั้ง ๖ ประการจงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า

พออธิษฐานเสร็จก็ปรากฏว่ารัศมีทั้ง ๖ ประการพุ่งมาอีก วนเป็นทักษิณาวัตร ก็นมัสการ เลยตัดสินใจอยู่ คิดว่าถ้าอยู่แล้วดีกว่าจะอยู่ ถ้าอยู่แล้วไม่ดีกว่าก็จะไป จะมีประโยชน์อะไรในการอยู่

เพราะสภาพเมืองมนุษย์ไม่มีอะไรดีมีแต่ของเลว พบคนก็คนเลว พบวัตถุก็วัตถุเลว เพราะมันมีสภาพไม่คงทนถาวรมีความเปลี่ยนแปลงและมีการสลายตัวไปในที่สุด

แม้แต่อารมณ์ของคนวันนี้ดีพรุ่งนี้เขาอาจจะรัก วันนี้เขาด่าเราพรุ่งนี้เขาอาจจะชม วันนี้เขาชมเราพรุ่งนี้เขาอาจจะนินทาเรา เอาดีอะไร

วันนี้เขาเป็นมิตรพรุ่งนี้อาจจะเป็นศัตรู เรื่องของคนเอาอะไรแน่นอนไม่ได้ รวมความว่าอารมณ์ของคนธรรมดามีแต่ความเลว ไม่มีความดี

สิ่งที่ปรารภก็ปรารภความเลว อยากจะฆ่าคนนั้น อยากจะฆ่าสัตว์ตัวนี้ อยากจะกินอย่างนู้น อยากจะรวยอย่างนี้ อยากจะยื้อแย่งทรัพย์สมบัติ

อยากจะยื้อแย่งความรัก อยากจะพูดปด อยากจะดื่มสุราเมรัย อะไรต่ออะไรอย่างนี้เป็นต้น หาความดีไม่ได้ นี่เรื่องของโลกจริง ๆ

แต่คนที่ปนความดีนี่หมายถึงคนที่เข้าถึงธรรมะ คนประเภทนี้น่าคบ น่าเลื่อมใส น่าไหว้น่าบูชา แต่เราไม่ค่อยจะพบนัก ส่วนมากเราก็ไปพบคนจัญไรประเภทนั้นน่ะมากที่สุด

ทีนี้ความเบื่อหน่ายมันเกิดขึ้น เมื่อตัดสินใจจะอยู่ ถึงแม้ว่าคนเขาจะเลวเขาจะดีประการใดก็ช่างเขา เราจะสร้างตัวของเราให้ดี เราจะสร้างที่พึ่งของเราให้มั่นคง หมายความว่าเราจะทำตนของเราให้ดีกว่านี้ สร้างบุญบารมีให้ดีกว่านี้


พบพระอินทร์
..พอตัดสินใจเท่านี้แล้วก็ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่ง นุ่งขาวห่มขาว ถือยามาก้อนหนึ่ง คล้าย ๆ ก้อนดิน พอเดินเข้ามาใกล้ก็จำได้ว่าเป็นโยมนั่นเอง คือ "พระอินทร์" เข้ามาส่งยาให้ แล้วบอกว่า คุณ! ฉันยาอันนี้เสีย แล้วร่างกายจะปกติ

จึงรับยามาฉัน รสชาติเหมือนดินแต่หอม พอฉันยาเสร็จแล้ว ท่านก็บอกว่าเทศน์วันมะรืนนี้ที่รับไว้ที่ จ.สมุทรสงคราม คุณไม่ต้องให้ใครไปแทนนะ คุณไปได้ร่างกายจะปกติ แล้วท่านก็ลากลับ

เมื่อลากลับแล้วฉันก็รู้สึกตัว ลืมตาแล้วก็เห็นสมเด็จฯ (สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดอนงค์) อยู่ที่ด้านศีรษะ ท่านถามว่า กลับแล้วหรือ คุณไม่ไปหรือ?

บอกว่า ไม่ไปขอรับ
ถามว่า หลวงพ่อรู้หรือขอรับ ?

ท่านบอก ทำไมฉันจะไม่รู้ ท่านเก่งเหมือนกัน โดยมากฉันก็เป็นคนโชคดี เมื่อออกจากหลวงพ่อปานแล้วก็ไปพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดอนงค์

ท่านเก่งกรรมฐานอย่างเดียวกับหลวงพ่อปานไม่ผิด ปฏิปทาทุกอย่างเหมือนกัน เหมือนกับลอกแบบกันไว้ทีเดียว นี่เป็นโชคดีของฉัน

แต่ว่าท่านก็เป็นพระปกปิด หมายความว่าท่านไม่เปิดเผย ถ้าใครไม่เข้าถึงท่านจริง ๆ ย่อมจะไม่รู้อะไรจากท่านเลย

เมื่อกลับมามีชีวิตคราวนั้นแล้ว ฉันก็ไม่เห็นจะต้องเล่าเรื่องอะไรมาก ก็จะเล่าต่อไปเลยถึงเรื่องท้าย ๆ เพราะมันมีตายอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นตายครั้งที่ ๓ ฉันก็เร่งรัดปฏิบัติในกรรมฐานหนักขึ้น


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/7/19 at 13:45 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 17/3 ]
(Update 28 กรกฎาคม 2562)


พบพระนิพพานเป็นครั้งแรก


"...ตอนนี้ว่ากันเรื่องตายอีกทีหนึ่งมันจะได้ติดต่อกันไปซะ นี่ฟังเรื่อย ๆ พอถึงอายุ ๓๙ ปลายปี ปีนั้นฉันสร้างโบสถ์ ๒ หลังซ้อน

หมายความว่าสร้างควบกัน ๒ หลัง วางศิลาฤกษ์เดือนเมษายน เมื่ออายุ ๓๘ พออายุ ๓๙ เดือนเมษายน ฉันก็ฝังลูกนิมิตทั้ง ๒ หลัง

โบสถ์คราวนั้นสร้างหลังหนึ่งราคา ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ที่ จ.ราชบุรี หลังหนึ่ง จ.สมุทรสาครหลังหนึ่ง เมื่อฝังลูกนิมิตโบสถ์เสร็จ ฉันป่วย เมื่อกำลังสร้างโบสถ์หลังนั้นฉันป่วยหนักแล้ว

หลวงพ่อปานเคยมาเตือนฉันบอกว่าอีก ๓ ปีนะคุณ..จะทนไม่ไหว คือร่างกายจะทนไม่ไหว ให้พักก่อสร้าง ฉันก็พักไม่ได้

ในที่สุดมันป่วยหนัก เมื่อฝังลูกนิมิตเสร็จฉันก็ต้องเดินเข้าโรงพยาบาล คือเข้ากรมแพทย์ทหารเรือ

ทำไมจึงเข้าที่นั่น ก็เพราะว่ามันเป็นที่เก่าของฉัน หมอก็ยังรู้จักกันมาก ไอ้เพื่อนเก่า ๆ ก็ยังพออยู่ เดี๋ยวนี้ก็ไปกันหลายคนแล้ว เหลือแต่เด็ก ๆ แต่มันก็รู้จักกัน

ไอ้รุ่นเดียวกันเขาก็เป็นนายพลไปหลายคนเต็มที ที่ออกไปแล้วก็มี เป็นผู้ชำนาญการไปเสียบ้างก็มี เพราะว่าต้องหลีกทางให้หลังขึ้น

เพราะว่าแพทย์ในสมัยนั้นถ้าเป็น พลตรีแล้วก็ไปไม่ได้อีก ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้เขาขยับขึ้นเป็นพลโท นี่ใครเป็นพลตรี พลโท พอกินเงินเดือนเต็มขั้นก็ลาออกไป

ถ้าขืนอยู่บำนาญมันก็ไม่ได้มากไปกว่านี้ ออกดีกว่า จะได้เพิ่มไปก็นิดหน่อยไม่มีความหมาย จึงเข้าไปในกรมแพทย์ทหารเรือ

เข้าไปทีแรกก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร พอตกกลางคืนเข้าสิอาการมันหนัก พอดีก็ยังไปพบหลวงสุวิชาญ แล้วก็หลวงประกอบ

ซึ่งเป็นคนเก่า ๒ คนนี้ฉันนับถือท่านเหมือนน้า เพราะว่าเป็นเพื่อนเก่าของน้า เพราะน้าก็เป็นนายทหารหมอเหมือนกัน ท่านรับเป็นอุปการะ

พบท่านสหัมบดีพรหม
...อาการมันแน่นขึ้นมา พอถึงตี ๓ ฉันตัดสินใจเจริญวิปัสสนาญาณเข้าฌานเต็มที่แล้วเจริญวิปัสสนาญาณ ปรากฏการณ์พิเศษ

คือพอเข้าฌานเต็มที่ด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณเบื้องต้นแล้ว พอฌานเข้าถึงระดับสูงสุด ปรากฏว่าเห็นพรหมองค์หนึ่ง เป็นพรหมไม่ใช่เทวดา

แต่งตัวสวยมาก ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน มายืนอยู่ข้างหน้า แล้วเรียกว่า "สัมพเกษี..ไปกับฉัน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เธอไปเยี่ยม"

ฉันแปลกใจ คำว่า "สัมพเกษี" นี่เป็นชื่อพรหม ฉันเป็นพรหมนี่เขาเรียกกันว่า "สัมพเกษี" ฉันก็เดินตามท่านไป

สภาพของฉันที่ไปเวลานั้นก็ไปแบบเป็นพระ ผิวกายผ่องใส เนื้อละเอียดอ่อนมาก เป็นแก้วบางที่สุด ท่านพาไปตามลำดับถึงสวรรค์ ๖ ชั้นแล้วก็กลับย้อนมาขึ้น พรหมชั้นที่ ๑ ถึงพรหมชั้นที่ ๑๖ พอถึงพรหมชั้นที่ ๑๖

ท่านก็บอกว่าเธอไปคนเดียวเถิด ฉันไม่ไปด้วยแล้ว
จึงถามว่า ทำไมไม่ไปล่ะ ?

ท่านบอก ไม่ไป
ถามว่า ไปไหน ?

ท่านบอก ไปทางนี้ ท่านชี้ทางให้ เป็นทางสวยระรื่น น่าเดิน เป็นแก้วระยิบระยับ แพรวพราว ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ก็ไปตามทางนั้น

ฉันไม่รู้ว่าไปไหนหรอก ทีแรกฉันรู้แค่พรหม แต่นิพพานนี่ฉันไม่เคยเห็น เห็นแค่พรหมชั้นที่ ๑๖ ไอ้เรื่องพรหมนี่ฉันเที่ยวเป็นปกติฉันรู้

สภาวะพระนิพพาน
...เมื่อเห็นทางสวยระรื่นฉันก็เดินไป เดินไปแล้วก็ไปเข้าวัด ๆ หนึ่ง ซึ่งกำแพงก็เป็นแก้ว คล้าย ๆ แก้วผสมทอง แลดูเหลืองเลื่อมอร่าม พื้นที่ก็เหมือนแก้วผสมทอง ไปดูก็เจอะหอระฆังหลังหนึ่ง

แต่ว่ามีกุฏิอยู่ ๓ หลังแต่ว่าไม่เหมือนกุฏิ แต่มันสวยเหลือเกิน มียอดระยิบระยับแพรวพราว แต่ละหลังสวยงามมาก มองเท่าไรก็สวยงาม แต่ฉันรู้สึกว่าอ่อนเพลียมาก ไปอย่างคนไม่มีแรง

เมื่อไปถึงที่ตรงนั้นแล้วก็เลยนั่งพักอยู่ที่หอระฆัง รู้สึกว่าอากาศมันเย็นสบาย ก็เลยเอนกายลงนอน เมื่อนอนลงไปแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

เห็นพระองค์หนึ่งมีฉัพพรรณรังสีรัศมีทั้ง ๖ ประการผ่องใส เดินมาทางด้านทิศตะวันออก พอถึงกำแพง ท่านไม่ได้ลอดประตู

พอถึงกำแพง กำแพงมันแยกออกไป เปิดเป็นช่องให้ท่านเดินเข้ามา เมื่อท่านเดินเลยมาแล้ว กำแพงมันก็ติดกันเข้าไป ท่านก็เดินตรงมาหาฉัน

ฉันรู้เลยทีเดียวว่าองค์นี้คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าเห็นแล้วย่อมไม่เหมือนใคร มีรัศมีทั้ง ๖ ประการ พวยพุ่งจากพระวรกาย พระอื่นไม่มี

ท่านเดินเข้ามาหาฉัน ฉันก็เลยลุกจากที่นอน มานั่งพื้นข้างล่าง ท่านก็นั่งไปบนเชิงของหอระฆัง หน้าบริเวณที่อยู่ แล้วพระองค์ตรัสว่า

สัมพเกษี รู้ไหมว่าที่นี่เขาเรียกว่าอะไร ?
ฉันบอกว่า ฉันไม่รู้

ท่านบอกว่า สัมพเกษี..รู้ไหมว่าสถานที่นี้เป็นที่ของใคร ?
ฉันก็บอกว่าฉันไม่รู้

ท่านก็เลยบอกว่า สัมพเกษี..ที่นี่เป็นที่ของเธอ (ความจริงไม่มีคนเลย ฉันขึ้นไปเงียบหาคนไม่ได้) เพราะอาศัยบุญบารมีที่เธอถวายวิหารทานไว้ในพระพุทธศาสนา

สร้างกุฏิวิหารการเปรียญ นี่เป็นผลให้สถานที่ในที่นี้บังเกิดขึ้น จึงได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ที่นี่เขาเรียกว่าอะไรพระพุทธเจ้าข้า ?

พระองค์ทรงตอบว่า ที่นี่เขาเรียกกันว่า "นิพพาน"

พอท่านตอบว่าที่นี่เป็นพระนิพพาน ฉันตกใจมาก เพราะตามที่ฉันเรียนมาแล้วนั้น ครูบาอาจารย์สอนว่าพระนิพพานไม่มีสภาพ

ไม่มีที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีอัตภาพใด ๆ มีสภาพเหมือนควันไฟที่ลอยไปบนอากาศ จะไม่ปรากฏรูปร่างใด ๆ เลย

ท่านบอกว่าถ้ายังมีความเกิดอยู่แล้ว ความทุกข์มันย่อมปรากฏ อันนี้เป็นการเข้าใจผิดของคนสอน หรือตำราที่ท่านเรียนมา หรือครูที่สอนท่านมา ฉันไม่โทษครูฉัน

เพราะครูที่สอนนักธรรมให้แก่ฉัน ท่านไม่ได้อะไร แม้แต่ฌานโลกีย์ท่านก็ไม่ได้ เขาสอนกันมาอย่างไร ท่านจำมาได้ ท่านก็ว่าไปตามนั้น จะไปโทษครูไม่ได้

เมื่อเป็นอย่างนี้ เมื่อฉันได้ฟังท่านบอกว่าที่นี่เป็นนิพพานฉันก็ตกใจ ก็ทูลถามว่า ภันเต ภควา ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า

เขากล่าวกันว่าพระนิพพานย่อมไม่ปรากฏรูปร่าง พระนิพพานย่อมไม่ปรากฏสถานที่ ข้าพระพุทเจ้ามาพบอย่างนี้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกแปลกใจว่าคำสอนเหล่านั้น ไม่เป็นการผิดหรือพระพุทธเจ้าข้า

พระองค์ก็ตรัสว่า สัมพเกษี..เธอพบนิพพานแล้วไม่ใช่หรือ ?
ก็ตอบว่า พบแล้วพระเจ้าข้า

แล้วทำไมมาถามตถาคตอีก ก็สถานที่นี้เป็นนิพพาน วิมานที่อยู่นี้เป็นวิมานของเธอ เธอคงจะมองเห็นว่าไม่มีใครอยู่เลย

เป็นวิมานที่เงียบสงัด นี่แหละเป็นสมบัติของเธอ ถ้าเธอละอัตภาพจากความเป็นมนุษย์เมื่อไหร่ เธอจะถึงนิพพานนี้ได้ทันที

เมื่อฉันฟังอย่างนั้นก็ปลื้มใจ แต่ก็นึกไม่ออกว่าฉันจะไปนิพพานได้อย่างไร เวลานั้นกำลังใจของฉันไม่มีจริง ๆ มันรู้สึกอิดโรย

ทั้งนี้ไม่ใช่อะไร เป็นเพราะวิปัสสนาญาณยังอ่อน ความจริงฉันคิดไม่ออกว่า ฉันเจริญวิปัสสนาญาณเมื่อไร เพราะขณะที่เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานบอกจะสอนวิปัสสนาญาณให้

แต่ฉันบอกว่าฉันต้องการแต่เพียงฌานโลกีย์ ทั้งนี้เพราะว่าฉันคิดว่าวิปัสสนาญาณเป็นของยาก ฉันเจริญไม่ไหว แต่ว่าหลวงพ่อปานท่านก็สอนสมถะควบวิปัสสนา

คือทำจิตให้เป็นสมาธิแล้วให้ปลงสังขารไปด้วย ฉันก็เข้าใจว่าเป็นสมถะล้วน ๆ แต่ความจริงเป็นวิปัสสนาญาณด้วย ฉันไม่เข้าใจ นี่เป็นความฉลาดของครูบาอาจารย์ของฉัน

ในเมื่อท่านเห็นฉันโง่ ท่านก็เลยใช้ความฉลาดของท่านสอนฉัน เอาวิปัสสนาเป็นสมถะไปในตัวเสร็จ นี่ถ้าหากฉันไปได้ครูโง่กว่านี้

ฉันอาจจะไม่มีความดีได้ขนาดนั้น ไม่มีโอกาสจะได้เห็นนิพพาน ป่านนี้ฉันก็คงจะโง่ตามคนที่เคยบอกเล่าเก้าสิบฉัน และคนที่กำลังพูดอยู่

สมัยนี้คนพูดถึงนิพพานว่าเป็นสภาพสูญยังมีอีกเยอะ แต่ว่าฉันก็ไม่ว่าเขาโง่ เพราะเขายังไม่ได้เห็น แต่คนไหนที่เห็นแล้ว ไม่มีใครพูดหรอกว่านิพพานมีสภาพสูญ

เอาละ..เรื่องอื่นจะยกไว้ จะขอพูดถึงเรื่องราวที่สนทนากับพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงชี้ให้ดูแล้วว่าสภาพพระนิพพานและสถานที่นั้นเป็นที่อยู่ของฉัน

ฉันมองไปรอบ ๆ มันมีของสวยสดงดงาม มีบริเวณปราสาทใหญ่ วิมานใหญ่อยู่ถึง ๓ หลัง แล้วมองไปทางด้านทิศตะวันออก เห็นมีต้นไม้ต้นหนึ่ง

แต่ก็แพรวพราวไปด้วยแก้ว ไม่เหมือนกับต้นไม้ธรรมดา ระยิบระยับสวยงามมาก มีแท่นใต้ต้นไม้นั้นแถมมีสระโบกขรณีสวยสดงดงาม นํ้าก็แพรวพราว มองไปด้านรอบ ๆ ยังไม่เห็นมีอะไร

องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า สัมพเกษี..พอใจไหม อาคารอย่างนี้ ก็บอกท่านว่า พอใจพระพุทธเจ้าข้า เป็นสถานที่ที่มีความสุขมาก.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/7/19 at 05:52 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 17/4 ]
(Update 5 สิงหาคม 2562)


มีวิมานรออยู่บนพระนิพพานแล้ว


"...องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า สัมพเกษี..พอใจไหม อาคารอย่างนี้ ก็บอกท่านว่า พอใจพระพุทธเจ้าข้า เป็นสถานที่ที่มีความสุขมาก

แล้วก็ทูลถามท่านว่า ข้าพระพุทธเจ้าทำการก่อสร้าง ทุนรอนของข้าพระพุทธเจ้าเองก็ไม่มี ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้นำ

ท่านบอกว่า หลายๆ ชาติเธอเป็นเจ้าของก็มี และก็เฉพาะในชาตินี้เธอเป็นผู้นำ ผลรายได้ที่เธอได้มาจากการเทศน์ เธอไม่ได้นำไปใช้ที่ไหน เธอนำมาลงทุนในการก่อสร้าง นำชาวบ้านด้วย

ปีหนึ่งเป็นเงินเรือนหมื่น คือหลายๆ หมื่นเกือบแสนบาท เธอไม่สะสมเพราะเธอได้อาจารย์ดี อาจารย์ของเธอสอนถูก

เธอทำไมจึงกล่าวว่า เธอไม่มีทรัพย์สมบัติเล่า ก็ได้กราบทูลว่า ทรัพย์สมบัติส่วนนั้นเป็นทรัพย์สมบัติของชาวบ้านที่เขาให้หา

พระองค์ก็ตรัสว่า เขาให้มาเพื่อให้เธอใช้สอย และมันก็เป็นสิทธิของเธอแล้ว เขาให้มาเขาก็ได้อานิสงส์ส่วนหนึ่งในการบูชาธรรม แต่เธอนำมาในฐานะเป็นวัตถุก่อสร้าง ก็เป็นอานิสงส์ส่วนหนึ่งที่เธอจะพึงได้รับ

จึงได้ทูลถามว่า ถ้าอย่างนั้นในเมื่อชาวบ้านที่เขาให้เงินแก่ข้าพระพุทธเจ้ามาเพื่อในการใช้สอย แล้วข้าพระพุทธเจ้าเอาเงินเขามาก่อสร้าง อย่างนี้เจ้าของจะมีอานิสงส์ในด้านการก่อสร้างด้วยไหม

พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ถ้าเขารู้ข่าวว่าเธอนำเงินมาก่อสร้าง แล้วเขาโมทนาเขาก็มีสิทธิ์ได้ วิมานของเขาก็ปรากฏ

อันนี้ก็รู้สึกภูมิใจ แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า สัมพเกษี..เธอคิดไหมว่าเธอจะมานิพพานในชาตินี้ ก็ได้ทูลตอบท่านว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยคิดพระพุทธเจ้าข้า

พระองค์จึงตรัสถามว่าเป็นเพราะอะไร ก็ตอบท่านว่า เป็นเพราะข้าพระพุทธเจ้ามีวิปัสสนาญาณอ่อน ข้าพระพุทธเจ้าเห็นจะไม่มีโอกาสได้มาพระนิพพานแล้วในชาตินี้

พระองค์ก็ตรัสว่า สัมพเกษี..เวลานี้เธอนั่งอยู่ที่นิพพานนะ ทำไมเธอจึงกล่าวอย่างนั้น

อันนี้ขอผู้ฟังจงเข้าใจว่า เวลานั้นกำลังใจของฉันไม่มีจริงๆ เพราะการเดินขึ้นไป มันเดินอย่างชนิดคนที่กำลังเป็นไข้หนัก เรี่ยวแรงไม่มี มันโผเผสิ้นกำลังใจ

ก็กราบทูลท่านบอกว่า ข้าพระพุทธเจ้ายังไม่มีกำลังจะมาได้พระพุทธเจ้าข้า

พระองค์ก็ตรัสว่า ใช่..สัมพเกษี วิปัสสนาญาณของเธอยังอ่อน แต่ถ้าเธอกลับไปปรับปรุงวิปัสสนาญาณให้เข้าระดับแล้ว เธอจะมานิพพานได้ในชาตินี้ เธอพอใจไหม

ก็บอกว่าข้าพระพุทธเจ้ามาได้ ข้าพระพุทธเจ้าพอใจมาก เป็นสิ่งที่ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์

พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วตรัสถามว่า แต่เธอไม่แน่ใจหรือว่าจะมาได้ในชาตินี้
ก็เลยทูลตอบท่านว่า แน่ใจว่าจะไม่ได้มาพระพุทธเจ้าข้า เพราะกำลังวิปัสสนาอ่อน

หยิบท่อนไม้อธิษฐาน
...ท่านก็เลยบอกว่า สัมพเกษีดูตามนี้นะ แล้วพระองค์ก็ทรงเนรมิตไม้ขึ้น ๑๐ ท่อน เป็นท่อนแค่ศอก เป็นไม้ลำธรรมดา แต่บางจัด

บอกว่าพระที่จะมานิพพานได้นี่ต้องแบกไม้นี่ไหว ถ้าคนไหนแบกไม่ไหวมานิพพานไม่ได้ แล้วพระองค์ทรงให้สัญญาณเรียกพระมา ๙ องค์ พระ ๙ องค์นั้นปรากฏว่า "หลวงพ่อปาน" มีอยู่ด้วย เป็นองค์ที่ ๔

เมื่อพระแต่ละองค์มาก็หยิบไม้แบกขึ้นบ่า เดินหายไป หลวงพ่อปานหยิบไม้ หันหน้ามาดูฉัน แล้วก็ยิ้ม ๆ

แหม..ฉันรู้สึกว่าเป็นพระคุณเหลือเกิน เห็นท่านเข้าแล้ว ไม่รู้จะพรรณาอย่างไรถูกถึงความดีของท่าน ถ้าฉันไม่ได้ท่านแล้วฉันไม่มีโอกาสได้เห็นพระนิพพาน ฉันยังจะโง่ไปอีกนาน

แล้วท่านก็ถือไม้ผ่านไป ๙ องค์ เหลืออีกชิ้นหนึ่ง เป็นอันที่ ๑๐ พระองค์ก็ตรัสว่า สัมพเกษี..ลองลุกขึ้นหยิบไม้นี่ดูสิ

กำลังใจฉันตอนนั้นฉันคิดว่าฉันแบกไม่ไหว ไอ้ตัวเองก็ทรงกายไม่ค่อยอยู่ มันเพลียเหลือเกิน เป็นเพราะวิปัสสนาญาณอ่อน จะไม่ลุกไปยกไม้ก็กลัวท่าน ก็เลยลุกไปหยิบไม้ ทำท่ายักแย่ยักยันเสียเกือบแย่

พอหยิบขึ้นมามันก็เบาไม่หนักตามที่คิด พอวางบ่าได้รู้สึกกำลังมันมาทันที จิตใจมันดีขึ้นเดินลิ่วจะตามพระไป พอเดินได้ไม่กี่ก้าวท่านก็เรียกกลับ

บอกว่า สัมพเกษี..ยังก่อน ที่ตถาคตให้เธอทำอย่างนี้ก็เพื่อให้เธอรู้ว่า ถ้าเธอกลับไปเจริญวิปัสสนาญาณ เธอจะมีโอกาสมานิพพานได้ สถานที่นี้เป็นของเธอน่ะ..จำให้ดี

แต่ว่าสัมพเกษีต้องกลับไปก่อน ไปเจริญวิปัสสนาญาณให้แจ่มใส สัญญาใดที่ให้ไว้เมื่อก่อนที่จะลงไปเกิด ลูกหลานยังมีอยู่เบื้องหลัง เธอยังละอัตภาพนี้มาไม่ได้ ต้องสงเคราะห์ลูกหลานก่อน

ลูกของเธอยังมีอยู่ บริวารบางคนที่ยังมีความสนใจยังมีอยู่ เธอจงไปสงเคราะห์ให้เขาเห็นเหตุเห็นผล ให้เข้าข่ายแห่งพระนิพพาน

อย่างน้อยที่สุดก็ให้เขารู้ว่าความทุกข์มีจริง เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์คือตัณหามีจริง แล้วก็รู้จักระงับนิวรณ์ ๕ ประการ ทำสังโยชน์ให้ปรากฏ พอเป็นทุน คือเป็นกำลังป้องกันอบายภูมิของลูกหลานได้เสียก่อน สัมพเกษีจึงจะมา

จึงได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีโอกาสได้สงเคราะห์ลูกหลานได้เพียงนั้นเชียวหรือพระพุทธเจ้าข้า

ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าลูกหลานแต่ละคนเป็นคนไม่ค่อยจะเอาถ่าน ( ความจริงในตอนนั้นก็คิดว่าลูกหลานในชาตินี้ )

ท่านบอกว่า สัมพเกษี..เข้าใจผิด คำว่าลูกหลานนี้ ตถาคตหมายถึงลูกของเธอในชาติก่อนๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกผู้หญิง แล้วก็ยังกระจัดกระจายอยู่คนละทิศ ๒ ทิศ แล้วก็ยังมีบริวารอื่นอีก พอที่จะสงเคราะห์ได้ มีอยู่

คนใดที่เขาเป็นเผ่าพันธุ์เธอ เป็นพวกพ้องเธอ เป็นบริวารของเธอเดิม เธอจะสงเคราะห์เขาได้ ถ้าคนใดไม่ใช่เผ่าพันธุ์ไม่ใช่พวกพ้องของเธอ เธอก็อาจจะไม่ได้สงเคราะห์ หรือว่าจะสงเคราะห์เขาไม่เกิดผล

อันนี้ตถาคตก็ไม่ปรารถนาอะไรมาก นอกจากว่าเธอให้เธอปฏิบัติตามสัญญาเดิมที่ให้ไว้ว่า จะไปสงเคราะห์บุตรหลานให้เข้าถึงเขตแห่งพระนิพพาน

กล่าวคือมี "อจลศรัทธา" มีจิตมั่นมีศรัทธามั่นตั้งตรงต่อพระศาสนา เพื่อเป็นการป้องกันอบายภูมิ จะพึงเกิดแก่ลูกหลานของเธอ เพื่อเป็นทุนต่อไป

เอาละ สัมพเกษี..ฉันจะลาเธอแล้วนะ สัมพเกษีจงกลับไป ตั้งหน้าบำเพ็ญบารมีเพื่อประโยชน์โสติผลแก่ประโยชน์ของตน และลูกหลานต่อไป แล้วท่านก็ส่งกลับ

ฉันไปตอนนั้นประมาณ ๒ ทุ่ม กลับ ๓ โมงเช้า แต่ว่าทางนี้เขาไม่ว่าฉันฝันไปนี่ เขาว่าฉันตาย หมอเต็มห้องหมด ประตูถูกพังเข้ามา

แต่ว่าฉันได้ยินแว่วๆ ตอนนั้น เมื่อฉันกลับมาถึงร่าง มีหมอคนหนึ่งบอกว่าเจาะคอให้ออกซิเจน เจาะหลอดลมให้ออกซิเจน เห็นได้ยินเสียงหลวงสุวิชาบอกไม่ต้องหรอก กลับได้

หลวงสุวิชาท่านได้วิปัสสนาญาณ ได้สมถะสูง พอดีฉันลืมตาขึ้น พวกหมอดีใจกันใหญ่ เขาก็คิดว่ายาที่เขาให้เป็นประโยชน์ แต่ความจริงมันไม่ใช่ นี่มันเรื่องฉันกลับของฉันเอง พระพุทธเจ้าให้ฉันกลับ

ภาพแห่งพระนิพพานนี่ ฉันยังจับอกจับใจ เวลานี้ที่ฉันเข้าฌานคราวใดฉันก็ไปที่พระนิพพานแห่งเดียว ฉันขี้เกียจเที่ยว หมดแล้วนรกสวรรค์หรือพรหมโลก

เมื่อก่อนนี้ฉันเที่ยวปรุ อยากเห็น อยากไปนรกบ่อย ๆ เป็นการข่มขู่ตัวเอง แล้วก็ไปดูสวรรค์ ดูพรหมโลก ฉันคิดว่าสวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี ที่ใดที่หนึ่งฉันอาจจะอยู่ เพราะว่าฉันเห็นว่ามันสวยสดงดงาม

พอเห็นสวรรค์ก็รู้สึกว่าลืมมนุษย์ เห็นพรหมแล้วก็ลืมสวรรค์ แต่พอเห็นนิพพาน ฉันลืมหมดทั้งหมด ฉันต้องการแค่พระนิพพานอย่างเดียว

เวลานี้จิตใจของฉันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าฉันตายไปจากชาตินี้แล้ว ฉันจะไปนิพพานหรือไม่ไป นั่นก็เป็นเรื่องบุญบาปที่ฉันจะพึงทำ

อันนี้เล่าไว้เพื่อเป็นนิทัศนะสำหรับบรรดาบุตรหลานทั้งหลาย ที่ตั้งใจปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน จัดว่าเป็นปฏิปทาและความดีของหลวงพ่อปานอันหนึ่งที่ฉันจะลืมไม่ได้

เพราะกฎอันนี้คนทั้งหลายเขาคัดค้านแล้วว่า พระนิพพานไม่ปรากฏ แต่ท่านเองท่านก็ยืนยันว่าปรากฏ มีอัตภาพมีที่อยู่ที่อาศัย

แต่บรรดาท่านทั้งหลายที่เขียนตำรับตำรา ท่านอาจจะลืมไปก็ได้ว่า พระที่จะไปนิพพานไม่เหมือนคนตายธรรมดา เพราะมีสมาธิเข้มข้นแก่กล้าเข้มแข็งและมีวิปัสสนาญาณแจ่มใส

พระที่จะไปนิพพานแต่ละองค์ เขาไม่ได้ตายอย่างเคลิบเคลิ้ม คือตั้งใจไปโดยเฉพาะ คล้ายๆ กับคนเดินออกจากบ้านนี้แล้วก็ไปบ้านโน้น เขาไม่ได้มีความเศร้าโศกเสียใจ ไม่มีความอาลัยในชีวิต

ถ้ารู้ข่าวว่าจะไปนิพพานเมื่อใด เขาก็พยายามยิ้มแย่มแจ่มใสว่า โอหนอ...เวลานี้สิ่งที่เราปรารถนาที่สุดจะถึงเราแล้ว เราต้องการที่สุดก็คือพระนิพพาน

อันนี้เป็นคติของบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนั้นขอบรรดานักตำราทั้งหลาย ควรจะวิจัยกันไว้บ้างว่า พระนิพพานนั่นคืออะไร.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/7/19 at 09:45 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 17/5 ]
(Update 12 สิงหาคม 2562)


หลวงพ่อปานบวงสรวง


"...ต่อแต่นี้ไปก็จะขอย้อนหลังกลับมาเล่าเรื่องของหลวงพ่อปานกับฉันอีกวาระหนึ่ง คือเรื่องของ 'วัดเขาสะพานนาค' ที่เล่ามายังไม่จบ

ความจริงเรื่องที่จะเล่ามันมีมากนะ แต่ว่าเอาแต่พอสมควร เอาแต่เรื่องที่น่าคิด แต่ความจริงเรื่องมันก็น่าคิดทุกอย่าง เพราะว่าท่านเป็นพระที่มีปฏิปทาไม่เหมือนกับพระอื่น ๆ

เป็นพระไม่เห็นแก่ตัว เป็นพระที่ไม่ทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นพระที่ทำเพื่อสาธารณประโยชน์ เวลาตายแล้วท่านมีเงินแค่ ๘๐ บาท แต่ว่าหนี้ของท่านเยอะแยะ

ตอนนี้จะเล่าเรื่องวัดเขาสะพานนาค วัดเขาสะพานนาคเมื่อสร้างพระอุโบสถเสร็จก็ไม่มีพระประธาน ฉันจำได้ว่า 'หลวงวิริยะ' กับใครอีกคนหนึ่งไม่ทราบไปขอรูปพระพักตร์

คือว่าหน้าของพระพุทธรูปนี่ หลวงพ่อปานท่านปั้นไว้มาก เมื่อใครเขาจะสร้างพระประธานก็ไปขอหน้าจากท่าน แล้วท่านก็กะส่วนสัดมาให้เสร็จว่า ต้องสูงเท่านั้นตักเท่านั้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น

แล้วก็ยังมีส่วนสัดสมบูรณ์สวยสดงดงามเป็นพระที่น่าเลื่อมใส พอใครเห็นเข้าแล้วก็น่าเลื่อมใสน่าไหว้น่าบูชาเพราะส่วนสัดดี

"...วันนั้นเป็นเวลาตอนเย็นใกล้คํ่า ท่านก็เรียกฉันไปหาแล้วบอกว่าไปตามพระมา ๔ องค์ไป

ถามว่าตามมาทำไมครับ ท่านบอกว่ามาเชิญท้าวมหาราชมาบวงสรวง ถามว่าหลวงพ่อบวงสรวงทำอะไรครับ

...ท่านบอกว่า เขามาขอหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ฉันจะให้เขาไป แต่ว่าท้าวมหาราชเขาสั่งว่า ถ้าทำงานใหญ่ละก็ให้บอกเขา เขาจะมาช่วย

...ก็เลยบอกว่าหน้าพระพุทธรูปนะบางนิดเดียวครับ หลวงพ่อผมแบกคนเดียวก็ไหว ทำไมหลวงพ่อจึงจัดว่าเป็นงานใหญ่

...ท่านก็หันมายิ้มบอกว่า โอ้โห..อีตาลิงดำนี่ แกยังโง่ไม่หายนะ งานอะไรจะใหญ่กว่างานที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าน่ะมีหรือ เธอเคยเห็นหรือว่าอะไรโตกว่าพระพุทธเจ้า

....ฉันตกใจ! ท่านหมายเอาบารมี ไอ้ฉันหมายเอาถึงงานที่ทำ มันก็คนละทาง ไอ้ฉันนี่มันไม่หมดโง่หรอก จำไว้เชียวว่า ไอ้คนที่ยังไม่ถึงอรหัตผลเพียงใดมันยังโง่นะ เดี๋ยวนี้มันก็ยังโง่บัดซบอยู่นั่นแหละ

แล้วฉันก็ไปตามพระมา ไปบอกท่านว่าเวลาสองทุ่มหลวงพ่อให้มาหาในที่รับแขก เพราะท่านจะเชิญจตุรทิศ ท่านก็รับ

แล้วฉันก็กลับมาใหม่ถามว่าหลวงพ่อครับ เวลาหลวงพ่อเชิญเขามาหรือเปล่าครับ เอาเข้านั่น..ท่านหัวเราะยกใหญ่

แล้วท่านก็บอกว่าอีตาลิงดำนี่มีเรื่องมาก แต่ก็ดีไอ้คนมีเรื่องมากนี่มันฉลาด ท่านบอกถ้าเชิญแล้วเขาไม่มา ฉันจะไปเชิญให้มันเหนื่อยทำไมล่ะ

เอาเข้าแล้ว..ถามว่าเมื่อเวลามาหลวงพ่อเห็นตัวไหมครับ แน่ะ..ยังโง่อีก เห็นไหมล่ะ ไม่น่าจะถาม แต่ท่านก็ไม่ว่าอะไร

ท่านบอกว่าเห็นสิ ไม่เห็นแล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเขามาหรือไม่มา ท่านก็เลยถามว่า แกนี่เห็นฉันเชิญหลายหนแล้วนี่ แล้วแกยืนอยู่ข้าง ๆ นี่ แกเห็นไหม

บอกว่าไม่เห็นครับ เอ้า..วันนี้แกขออธิษฐานเห็นก็ได้ อยากจะเห็นองค์ไหน ถามว่าถ้าไม่สำเร็จล่ะครับ

คืออีตอนนั้นทิพจักขุญาณฉันไม่ค่อยดี มันอีโหลกโขลกเขลกมันไม่เห็นอะไรต่ออะไรได้เหมือนเดี๋ยวนี้
เดี๋ยวนี้เดินไปลืมตาอยากจะเห็นผีก็เห็น

เห็นผีเห็นสางเห็นอะไรก็เห็นได้ แต่เมื่อก่อนมันไม่อย่างนี้ มันยังอีโหลกโขลกเขลก มันยังไม่ได้ฝึกทิพจักขุญาณ

พอฝึกแล้วมันก็ได้บ้าง แต่มันอีเหละเปะปะ มันหยาบเหลือเกิน เทวดาละเอียดเข้าไปหน่อยก็มองไม่เห็น..เห็นยาก

เห็นผีแล้วยังเห็นเทวดาไม่ได้ เห็นเทวดาแล้วยังเห็นพรหมไม่ได้ เห็นพรหมแล้วยังเห็นพระอรหันต์ไม่ได้ นี่ความละเอียดเป็นชั้น ๆ จำไว้ให้ดีนะ ไม่ใช่ว่าคนที่ได้ทิพจักขุญาณแล้ว จะเห็นอะไรจะรู้อะไรเสียหมด อย่าเข้าใจผิด


พบท้าวเวสสุวัณ
...ท่านก็เลยบอกว่าถ้าตอนที่ฉันเชิญมาไม่เห็นนะ พอฉันสวดจบไป ๕ ครั้งละก็ให้แกอธิษฐานต้องการพบคือนัดพบเขา แล้วท่านก็ถามว่าแกเจริญกรรมฐานเวลาเท่าไร

ตอบท่านว่าตีสองตรงทุกวัน ท่านถามว่าแกตื่นตีสองหรือ บอกว่าไม่ใช่ครับ ตีหนึ่งครึ่งผมตื่นแล้ว ถามแกนอนกี่ทุ่ม บอกนอน ๔ ทุ่มครับ ท่านบอกว่า อือดี

พอตีสองตรงแกนัดให้พบ จะพบกับองค์ไหนก็ได้ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรุฬปักข์ ท้าวเวสสุวัณ ใจฉันต้องการพบ 'ท้าวเวสสุวัณ' เพราะชินหูมาก และตามหนังสือก็พูดถึงท้าวเวสสุวัณบ่อย ๆ

พอท่านสวด ๕ จบฉันก็อธิษฐานว่า วันนี้ขอเชิญท่าน อาจารย์ท้าวเวสสุวัณ ขอให้อาตมาได้พบสักครั้งหนึ่งในสถานที่เจริญกรรมฐานเวลาตีสองตรง

พอเวลาตีหนึ่งครึ่ง ฉันตั้งนาฬิกาปลุก ฉันกลัวมันจะไม่ตื่นนี่ ตามธรรมดาฉันตื่นแต่วันนั้นฉันกลัวจะไม่ตื่น จึงลุกขึ้นทำวัตรทำวาสวดมนต์เรียบร้อย เหลืออีก ๕ นาทีจะตีสอง ฉันก็เริ่มนั่งกรรมฐาน พอนาฬิกาเริ่มแก๊กเป๊งแรกของตีสอง

ฉันเห็นเทวดาองค์หนึ่งทางทิศเหนือ นุ่งขาวห่มขาวถือกระบองยาวยังกับพลองลูกเสือมาลิ่ว ๆ มองแล้วก็เหมือนคนธรรมดา

มาถึงปับ..ยืนเข้าที่หน้าต่าง หัวยันหลังคา แต่ประเดี๋ยวก็แอบมายืนข้าง ๆ ใกล้ ๆ ฉัน เหลืออีกวาเดียวถึงตัวฉันฉันมองดูแล้วก็รู้ว่าท้าวเวสสุวัณ

มองไปมองมาในใจก็บอกว่าท้าวเวสสุวัณ แต่ทำไมไม่เหมือนรูปที่เขาเขียน รูปที่เขาเขียนนี่เป็นยักษ์เขี้ยวแง๊งเชียว แต่เปล่าเลยตัวท่านจริง ๆ สวยสดงดงาม นุ่งขาวห่มขาวถือกระบอง

พอฉันนึกแน่ใจว่าท้าวเวสสุวัณ ฉันเกิดกลัวขึ้นมาแล้ว กลัวท้าวเวสสุวัณ ฉันก็เชิญท่านมาบอกว่า ท่านอาจารย์อาตมาได้รับทราบแล้ว

ขอขอบพระคุณ ขอเชิญท่านอาจารย์กลับเถิด ท่านก็ยิ้ม ท่านรู้ใจฉันนี่ ในใจฉันนึกกลัวท่านน่ะ

ท่านบอก คุณ..ก็ต้องการพบผมนี่ จะกลัวทำไม ผมไม่ได้มาทำอันตรายแก่คุณ มานี่ก็เพื่อให้คุณรู้จักและก็จะได้รู้จักกันไว้ แล้วต่อไปผมจะส่งยักษ์มาอารักขา

คุณไม่ต้องกลัวอันตรายอะไรนะ ภูตผีปีศาจหรือวิชาการต่าง ๆ ที่ใครเขาจะทำอันตรายคุณ จะไม่มีอันตรายแก่คุณ บรรดายักษ์คือทหารของผมจะอารักขาให้คุณอยู่ เป็นปกติ แล้วท่านก็กลับ

นี่เห็นไหม..คนเราอย่าอวดทะนงตนเลยว่าได้ฌานสมาบัติมันก็ยังกลัวตายอยู่นั่นล่ะ นี่ทั้ง ๆ ที่เห็นแล้วรู้แล้วว่านั่นคือท้าวเวสสุวัณ

การเชิญท่านมาท่านมาในฐานะเป็นมิตร แต่ฉันก็ยังคิดกลัวอยู่นั่น ขึ้นชื่อว่าความกลัวนี่ คนถ้ายังไม่ถึงอรหัตผลเพียงใด ก็ยังอดที่จะมีความหวาดกลัวไม่ได้เพียงนั้น

ถ้าคนใดที่เขายังไม่ถึงอรหันต์แล้ว บอกว่าไม่กลัวตายน่ะอย่าไปเชื่อเขา เขาหลอกตัวเอง ไอ้หลอกคนอื่นน่ะไม่เป็นไร แต่หลอกตัวเองนี่มันระยำมาก นี่พูดถึงเรื่องของคนน่ะ.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/8/19 at 09:36 [ QUOTE ]


[ ภาค 5 ตอนที่ 17/6 ]
(Update 19 สิงหาคม 2562)


เรื่องผีเจ้าอ้วน


"...ต่อไปนี้จะได้เล่าเรื่องของหลวงพ่อปานเกี่ยวกับผี ไอ้เรื่องเกี่ยวกับผี ๆ น่ะมันมีอยู่มาก คือว่าในสมัยหนึ่งมีคนเขามารักษาที่วัดบางนมโค มันเป็นเจ๊กจากกรุงเทพฯ ร่างกายอ้วนใหญ่มากแล้วก็ตาย

พอมาถึงท่าน ท่านก็บอกตายแล้ว หมอนี่รักษาไม่หาย แต่เขาก็รักษาโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลแต่มันไม่ลดตัวลง เขาก็เลยบอกว่าถ้าจะตายก็ตาย ตายอยู่กับหลวงพ่อก็ดี

ท่านก็ไม่ว่าอะไร ทีนี้เมื่อเขาตายลงไปแล้ว วันหนึ่งท่านจะไปเขาวงพระจันทร์ท่านก็เรียกฉันมาบอกว่า

"ลิงดำ..เธออยู่ข้างหลังแล้วก็บอกพระด้วยนะ พระบวชใหม่ ๆ นี่ ไม่ค่อยจะรู้อะไรกัน จะไปล้อจะไปเล่นกันเรื่องผีเรื่องสางนะ ผีที่วัดนี้มันดุมาก

แล้วก็ที่มันไม่ทำอันตรายแก่พวกเธอหรือพวกใคร เพราะว่าฉันขอร้องเขา อำนาจเขามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าที่นี่แรงเหลือเกิน ทำอะไรเขาไม่ลงหรอกนอกจากจะให้เขาเป็นมิตร"

ฉันก็รับปากท่าน ฉันก็บอกพระ แต่ทีนี้พวกพระหนุ่ม ๆ บวชใหม่ ๆ นี่แกเป็นคนคะนองยังไม่รู้อะไร แกก็อดล้อเล่นกันไม่ได้

ล้อเล่นเรื่องผีหลอกบ้าง เรื่องอะไรต่ออะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ตอนนั้น แกก็เอะอะโวยวายคุยเฮฮาไปตามเรื่อง

พอหลวงพ่อปานไปเขาวงพระจันทร์สักประมาณ ๓-๔ วัน วันหนึ่งเดือนหงาย ไอ้ชิงช้าสำหรับเด็กเล่นนี่เขาแขวนอยู่กลางลานวัดสำหรับโรงเรียน ฉันก็ไปนั่งอยู่ที่นั่น เดือนมันหงายนั่งดูพระจันทร์ นั่งภาวนา นั่งตามอารมณ์ปล่อยอารมณ์สบาย

ฉันไม่อยากจะไปรวมกับพระพวกนั้นเพราะแกบวชมาใหม่ ๆ แกยังทำตนไม่เป็นพระ ทำตนเหมือนลิง เอะอะโวยวายคะนองปาก ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่อยู่ใครว่าใครเตือนก็ไม่ได้ ฉันรำคาญ

ฉันก็มานั่งอยู่ที่ชิงช้าเห็นเดือนมัน หงายใสสว่างฉันก็สบายใจ สักประเดี๋ยวเดียวฉันหันไปข้างหลังเห็นไอ้เจ้าเจ๊กคนนั้นมันเดินมา ตัวมันใหญ่ พอมันมายืนข้าง ๆ ฉัน

ฉันก็ถามว่ามายืนทำไม..ตาอ้วน (ฉันเรียกมันเจ้าอ้วน) บอกเปล่าครับ ท่านมาอยู่ที่นี่หรือครับ ถามว่าเอ็งมาทำไม

บอกว่า แหม..พระพวกนั้นลิงเหลือเกิน ก็บอกว่าไม่ไหว ฉันก็เตือนแล้วแต่ไม่เชื่อ แกบอกว่าท่านเตือนแล้วไม่เชื่อ เดี๋ยวผมปราบเอง ถามว่าจะทำอย่างไร..บอกว่าเดี๋ยวผมปราบเอง

หมอเดินหายไปสักประเดี๋ยว เสียงพระวิ่งครื่นคร่าน ๆ โครมคราม ๆ ไอ้ฉันก็เลยลืมว่าเจ้าอ้วนมันขึ้นไป คิดว่าพระชกกันต่อยกันไล่ตีกันล่ะมั๊ง เป็นพระหนุ่ม ๆ ด้วย

ก็เลยวิ่งขึ้นไปดู ที่ไหนได้ พอขึ้นไปเอาไฟเข้าไปฉาย หาพระไม่ได้สักองค์ หาไม่พบ หาพระไม่ได้ ฉายไปฉายมา มองไปดูใต้ตู้พระประธานที่หอสวดมนต์ ไปนอนขดกันเป็นแถว

ก็เลยเรียกให้ออกมา พอเข้ารู้ว่าเป็นฉันเขาก็ออกมา จึงถามว่าเข้าไปนอนทำไม บอกว่าผีครับ ถามว่าผีมันทำอย่างไร

บอกว่าตัวมันใหญ่ครับ ไอ้อ้วนครับ ที่มันตายที่โรงพยาบาล (โรงพักคนไข้นี่เขาเรียกโรงพยาบาล) ถามว่ามันทำอย่างไร

บอกว่ามันขึ้นมาตวาดเอา มันเรียก ทีแรกผมนึกว่าท่าน เพราะเสียงมันเหมือนท่าน เมื่อหันไปดูเห็นเป็นไอ้อ้วนผมเลยวิ่งหนี มันก็ไล่จับใหญ่ หนีไปทางไหนมันก็ไล่จับ พอเข้ามานอนใต้ตู้พระมันก็ไม่มาจับ

ก็เลยบอกว่าดีแล้วนี่เธอ ไอ้พวกเธอมันซน สิ่งที่ดี ๆ ไม่ทำ ฉันเตือนแล้วเธอไม่เชื่อมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ นั่นเป็นเรื่องของพระท่าน ทีนี้มาเรื่องของฉัน

เรื่องผีที่กุฏิ
...ไอ้อารมณ์ของฉันนี่เป็นเด็กหัวดื้อ ก็รู้กันอยู่แล้ว มีวันหนึ่งฉันไปหาหลวงพ่อปาน มีกุฏิหลังหนึ่งที่ฉันไปทำนํ้ามันโป

กุฏิหลังนั้นต่อมาปรากฏว่าคนอยู่กันไม่ได้ พระอยู่กันไม่ได้ ถ้าอยู่ขึ้นไป ๒-๓ วันก็ต้องลง มันเป็นกุฏิ ๒ ชั้น อยู่หน้าศาลา เป็นสถานที่สงัด

ฉันเห็นว่ามันเย็นดีและก็อยู่สูง ไอ้เสียงจ้อกแจ้กจอแจมันไม่ดี ฉันก็ขออนุญาตหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็เลยบอกว่า

ไปอยู่ได้เหมือนกันแต่ว่ามันลำบากนะ แต่ทางที่ดีฉันคิดว่าอย่าไปอยู่เลยดีกว่า ก็เรียนถามท่านว่าเป็นอย่างไรครับ?

ท่านบอกว่าผีเขาขนทรัพย์มาจากโคกโขนด ไอ้โคกโขนดนี่มันอยู่หน้าวัดบางปลาหมอ ไกลจากวัดไปประมาณสัก ๒ กิโลเมตร

เขาขนทรัพย์มาอยู่ใต้นั้น พระขึ้นไปอยู่แล้วก็ทนไม่ไหว เขาอาละวาดอยู่ไม่ได้ต้องหนีมา ถ้าเธอขึ้นไปอยู่อาจจะได้รับอันตราย

ก็เลยเรียนท่านว่าไม่เป็นไรครับ ผมจะขอขึ้นไปอยู่ ถ้าหากว่าทนไม่ไหวจริง ๆ ก็จะกลับ

ท่านก็เลยบอกว่าเอา ถ้าอย่างนั้นละก็เอาหวายตีผีไปด้วย เอาไปกันตัวนะ แต่ก็อย่าประมาทนะถ้าให้สมาธิเคลื่อน ถ้าสมาธิเคลื่อนแล้วละก็จะเป็นอันตราย

ฉันก็นึกดีใจว่า ไอ้สถานที่ใดที่สมาธิเคลื่อนไม่ได้ สถานที่นั้นก็น่าจะไปอยู่เพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นเขตบังคับตัวอยู่แล้ว

ถ้าหากว่าเราไปอยู่สถานที่ดี ๆ แล้วอาจเป็นคนประมาท ถ้าในสถานที่นั้นเป็นอย่างนั้นก็เป็นการเหมาะ จะได้รักษาสมาธิให้ทรงตัว

แต่อาการมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอขึ้นไปอยู่เข้าจริง ๆ พอตอนหัวคํ่าประมาณสัก ๒ ทุ่ม กุฏิมันเป็น ๒ หลังคู่ห่างกันไม่ถึง ๒ วาหรือประมาณ ๒ วาเท่านั้น แล้วมีชานคอนกรีตล้อมรอบ

ฉันได้ยินเสียงคนคุยกันสักหลายสิบคน เสียงคุยกันอ้าว ฉันก็สงสัยคิดว่าเจ๊กทำงานเขื่อนขึ้นมาคุยกันละมั๊ง ก็นึกในใจว่าเจ้าพวกนี้ไม่น่าเลย รู้แล้วว่าเราอยู่บนนี้ไม่น่าจะมาคุยกันเสียงดัง ไอ้เจ้าพวกนี้ไม่มีมารยาท ฟังไป ๆ มันเหลือทนก็เลยไปดู

พอไปส่องดูไม่มีคนสักคน หน้าต่างประตูก็ปิดหมดมันอัศจรรย์ใจ นึกว่าเอาเข้าแล้วที่หลวงพ่อว่าเอาเข้าแล้ว กลับมาอีก

เขาก็คุยกันอีก ฉันก็เลยปล่อยให้เขาคุย ฉันก็ดูหนังสือตามสบาย พอ ๔ ทุ่มฉันก็นอนหลับ ฉันไม่วิตกกังวลอะไร

แต่พอตื่นขึ้นตีหนึ่ง อีตอนนี้เองเริ่มอาละวาด แกกระโดดกันปึงปัง ๆ เปิดหน้าต่างไปดู ไอ้ชานมันล้อมรอบนี่เห็นคนแต่ไม่มีหัวโดดกัน โดดกันอยู่นั่นเอง

ฉันกลับเข้ามาบูชาพระแผ่ส่วนกุศลให้แก แกก็ไม่เลิกโดดแกก็โดดตามสบายของแก ฉันก็เลยปล่อย พอถึงเวลาเจริญกรรมฐานฉันก็เจริญ

พอเจริญกรรมฐานแกย่องเข้ามาโดดในกุฏิ แต่โดดห่างตัวประมาณสัก ๑ วา ตามระบบการเจริญกรรมฐานเป็น อย่างนั้น ถ้าผีจะเข้ามาได้ก็ไม่เกิน ๑ วา

เมื่อแกโดดไปโดดมาฉันก็ปล่อย จากตี ๒ ถึงตี ๔ ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้ พอถึงตี ๔ ฉันก็คลายกรรมฐาน
พอคลายกรรมฐานแกก็ไปโดดกันข้างนอก

แล้วฉันก็จุดตะเกียงเพื่อจะดูหนังสือเรียนคือธรรมวินัย เมื่อดู ๆ วันนั้นก็รู้สึกว่ามันเพลียจัดก็รู้สึกแปลกใจว่า เอ๊ะ..นี่มันยังไงหว่า

ผลที่สุดพออ่านหนังสือมันชักเพลียก็เลยคิดว่า ประเดี๋ยวเหอะพักสักประเดี๋ยว ประเดี๋ยวค่อยดู จะนอนสักหน่อยแล้วกันให้มันหายเพลีย ก็เลยวางหนังสือ ชักผ้าห่มขึ้นห่ม

พอชักผ้าห่มขึ้นห่ม อีตอนนี้ไอ้ตัวนั้นมีหัวแฮะ ปล่อยผมเผ้ารุงรัง หน้าเสี้ยม ๆ นุ่งผ้าลอยชาย แล้วก็เอาผ้าคล้องคอผืน โดดขึ้นมาพร้อมผ้าทับอก

อีกมือหนึ่งก็กดแขนขวา พอแกโดดคํ้าอกแกจะเอามือบีบคอ ฉันก็เลยเอื้อมมือจะไปหยิบไม้หวายตีผี แกก็เอามือซ้ายแกกดแขนขวาฉันไว้ กดตอนท่อนแขนท่อนบน

ทีนี้แกกดแขนขวาฉัน ฉันก็เอามือซ้ายจะหยิบ แกก็กดมือซ้ายฉันไว้ ผลที่สุดแกก็ทำอะไรฉันไม่ได้ เพราะมือแกบีบคอฉันไม่ได้

ถ้าแกปล่อยมือเมื่อไหร่ฉันก็จะเอา หวายตีแกเมื่อนั้น อีตอนนี้ยุ่ง พอเขานั่งทับอกอยู่อย่างนั้นก็รู้สึกว่าไม่หนักนัก ฉันก็ภาวนาอยู่ นึกในใจว่าถ้าปล่อยให้นั่งอยู่อย่างนี้เราก็แย่


คาถาไล่ผี
...คาถากันผีขับผีน่ะ เรียนจากอาจารย์ต่าง ๆ มาเยอะ ๒-๓ บท ฉันก็ว่าคาถาแล้วก็เป่า แกบอกคาถาแบบนี้กูไม่กลัว..แล้วกัน

บางบทพอว่าไปแล้วก็เป่า แกบอกว่า เฮ้อ..คาถาบทนี้มันมีอีกครึ่งนี่ เอ็งได้ครึ่งหนึ่งข้าไม่กลัว

เป็นอันว่าชักหมดท่า นึกจะทำอย่างไรกันดีหนอ ถ้าจะไม่ได้การ นึกในใจว่าคาถาที่เรียนมากี่บท ๆ มันไม่ได้ผลนี่ก็หมดท่าแล้วจนแต้ม

เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าโอ้หนออะไรจะดีกว่าบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บารมีสูงยิ่งกว่าพรหมยิ่งกว่าเทวดาใด ๆ ทั้งหมด ถ้างั้นเราขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าช่วยเถอะ

พอนึกอย่างนี้ก็ภาวนาว่า พุทโธ..พุทโธ..พุทโธ ๓ ครั้งแล้วเป่าพรวด เจ้าหมอนั่นหกคะเมนตึง แล้ววิ่งหนีหายไปเลย

เมื่อสู้กันอย่างนั้นมันเพลียอยู่แล้วก็เลยเพลียมากขึ้น ก็เลยนอนหลับเผลอไป พอใกล้จะหลับหมอโดดเข้ามาทางหน้าต่างมือคว้าคอมั๊บเข้าให้ เจ็บไปทั้งตัว หันไปจะเป่ามันก็หนีอีก

อีตอนเอามือคว้าคอนี่เองเจ็บไปทั้งตัวไปบิณฑบาตไม่ได้ เช้าต้องกระย่องกระแย่งเข้าไปหาหลวงพ่อปาน ตามธรรมดาประตูท่านเปิดโมงเช้า แต่เวลานั้นเวลา ๖ โมงเช้าท่านบอกอาจารย์เจิมให้เปิดประตู

อาจารย์เจิมบอกว่ายังไม่สว่างครับ ยังไม่ถึงโมงเช้า ท่านบอกเปิดเถอะ เดี๋ยวไอ้ตัวดีมันก็มา เมื่อคืนนี้ผีเล่นงานมันเข้าแล้ว

ผลที่สุดพออาจารย์เจิมเปิดประตู ประเดี๋ยวเดียวฉันก็มาถึง ท่านก็โผล่ออกมาถามว่าอย่างไรโดนดีเข้าแล้วหรือ บอกครับ

ท่านก็บอกว่าเอ้า..ก้มหัวมา พอก้มหัวลงไปท่านเป่า ๓ ครั้ง เหมือนกับยกเอาไปทิ้ง ไม่มีอะไรเหลือเลย..สบาย แล้วท่านก็ถามว่า นี่เข็ดหรือยัง จะกลับไหม?

บอกว่ายังครับ ถามว่าไม่เข็ดหรือ บอกว่าไม่เข็ดครับ นี่เป็นปฏิปทาของฉัน ไอ้คนดื้อนี่ ผลที่สุดฉันก็ไปอยู่อีก

รวมความว่าฉันไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่วันนั้นมาครบ ๓ เดือนพวกหลอกทุกคืน เรียกว่าหลอกจนเชื่อง จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกอะไร

แต่ก็ดูเหมือนว่าไอ้การหลอกแบบนั้น เขาคงจะไม่จงใจทรมานหรือแกล้งฉันหรอก เขาอาจจะลองใจฉันก็ได้ อันนี้ฉันมารู้ทีหลังนะ

เพราะเมื่อหลังจากออกพรรษามาแล้ว คืนหนึ่งฉันตื่นขึ้นตี ๔ ตามธรรมดาน่ะฉันตื่นขึ้นตี ๒ แต่วันนั้นฉันนอนเผลอไปอย่างไรไม่ทราบ ก็ตื่นมาตี ๔ ก็เลยคิดในใจว่ามันยังดึกอยู่ละมั๊งจะนอนอีกประเดี๋ยว

แต่ว่าพอนอนสักประเดี๋ยวเสียงหน้าประตูคุยกันเสียงดังเสียงใหญ่มาก เสียงดังอ้าว แต่พูดไม่รู้เรื่อง คิดว่าเขาพูดภาษาไทย เขาพูดเหมือนภาษาไทยเรานี่แต่ฟังไม่รู้เรื่องสักคำ

แต่ไปรู้เอาตอนท้ายคนหนึ่งเขาบอก เฮ้ย ๆ มันใกล้สว่างแล้วว่ะเดี๋ยวกูจะกลับแล้ว อีกคนบอกว่า ฮึ..กูก็จะกลับเหมือนกันล่ะหว่า

แต่พระเพื่อนกูทำไมเขานอนไม่ตื่นก็ไม่รู้ว่ะ บอกเดี๋ยวกูปลุกเพื่อนกูก่อน เขาเคาะประตูปัง ๆ ๆ ท่าน ๆ ตื่นเถอะนี่มันตี ๔ แล้วนะ ไม่ใช่ตี ๒

ฉันได้ฟังอย่างนั้นก็นึกว่าคน เลยคว้าไฟฉายโดดทางหน้าต่างไปดักหน้า ถ้าเขาจะลงทางบันไดเขาออกทางหน้าต่างได้ เพราะหน้าต่างมันรอบตัวเหมือนกับที่ฉันทำหอสวดมนต์หลังนี้ หน้าต่างรอบตัวแล้วมีชานรอบ

พอคว้าไฟฉายไปฉายเข้าไม่เห็นอะไร เสียงหัวเราะข้างล่าง ฮา ๆ ๆ มันจะเห็นอะไร ฉายมันไม่เห็นหรอก แล้วก็หายไป

ตอนเช้าฉันไปถามหลวงพ่อปานว่า เสียงอะไร หลวงพ่อปานบอกว่าเสียงยักษ์ที่ "ท้าวเวสสุวัณ" ส่งให้มาเฝ้า เขาช่วยป้องกันอันตราย ท่านรู้ทุกอย่างสมกับที่เป็นครูบาอาจารย์จริง ๆ

การรู้อย่างนี้รู้ได้ด้วยอำนาจ "ทิพจักขุญาณ" อย่างหนึ่ง แล้วก็สามารถจะรู้ได้เพราะอาศัย "อตีตังสญาณ" ก็ได้

หมายความว่าเวลานั้นท่านอาจจะไม่รู้ แต่ว่าพอนึกอยากจะรู้ขึ้นอำนาจของ "อตีตังสญาณ" ก็บันดาลให้ท่านรู้ นี่ความรู้อาจจะมีขึ้นได้อย่างนี้

ทิพจักขุญาณ อตีตังสญาณก็ดี ก็มาจากอำนาจของสมถภาวนา คนที่จะปฏิบัติให้ได้ต้องทำสมถภาวนาให้เข้าดุลย์

พอถึงระยะแล้วก็ฝึก "ทิพจักขุญาณ" โดยเฉพาะญาณต่าง ๆ ก็จะปรากฏบังเกิดได้กับบุคคลนั้นโดยครบถ้วนเมื่อได้ทิพจักขุญาณ.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 12/8/19 at 06:09 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/8/19 at 05:22 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top