Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 16/12/17 at 08:20 [ QUOTE ]

(ประวัติท่านสัมพเกษีพรหม) งานพิธีฉลองชัย ณ อาณาจักรศรีอยุธยา ปี 2542


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[01]
ตอนที่ ๑ จัดเตรียมงาน
[02] ตอนที่ ๒ จัดเตรียมงาน (ต่อ)
[03] ตอนที่ ๓ การจัดริ้วขบวน
[04] ตอนที่ ๔ การจัดริ้วขบวน (ต่อ)
[05] ตอนที่ ๕ ขบวนช้าง ๓ ขบวน
[06] ตอนที่ ๖ พิธีตัดไม้ข่มนาม
[07] ตอนที่ ๗ งานพิธี “ตัดไม้ข่มนาม” ๓ ครั้ง
[08] ตอนที่ ๘ ตามรอย “ท่านพ่อท่านแม่”
[09] ตอนที่ ๙ วงศ์พระเจ้าพรหมมหาราช
[10] ตอนที่ ๑๐ สัมพเกษีพรหมโพธิสัตว์
[11] ตอนที่ ๑๑ ไตรภูมิพระร่วง
[12] ตอนที่ ๑๒ พระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์
[13] ตอนที่ ๑๓ คำอธิษฐาน "พิธีตัดไม้ข่มนาม
[14] ตอนที่ ๑๔ พิธีฟ้อนรำบวงสรวง
[15] ตอนที่ ๑๕ พิธีถวายราชสดุดีเทิดพระเกียรติแด่ "พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา"
[16] ตอนที่ ๑๖ ถวายราชสดุดีเป็นบทกลอน
[17] ตอนที่ ๑๗ พิธีเปิดป้ายขึ้นสู่ท้องฟ้า
[18] ตอนที่ ๑๘ ประวัติท่าน "สัมพเกษีพรหม"
[19] ตอนที่ ๑๙ ประวัติท่าน "สัมพเกษีพรหม" (ต่อ)

[20] ตอนที่ ๒๐ ประวัติท่าน "สัมพเกษีพรหม" (จบ)

งานพิธีฉลองชัย ณ อาณาจักรศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๒


.....ท่านผู้อ่านทุกท่าน...ที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มานาน คงจะทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดี เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานพิธีกรรม "พิธีตัดไม้ข่มนาม" ที่ผ่านมา เพื่อสืบชะตาของประเทศ แต่ทว่ากว่าจะอ่านข้อเขียนในแต่ละเรื่อง เวลาก็ผ่านนานไปเป็นปี

ยกตัวอย่างเช่นเกี่ยวกับงานในครั้งนี้ ถ้าจะย้อนเล่าเรื่องเมื่อปีที่แล้ว ผู้ที่เคยร่วมเดินทางคงจะจำได้ว่า ผู้จัดได้แจก “กำหนดการเดินทาง” ก่อน ซึ่งข้อความในแผ่นนั้น อาจจะกล่าววาจารุนแรงไปบ้างก็ต้องขออภัย เพราะต้องการให้งานพิธีที่จะจัดขึ้นนี้มีประสิทธิภาพ เพราะมิใช่เป็นงานธรรมดา แต่เป็น “งานพิธีตัดไม้ข่มนาม” ตามประเพณีโบราณ


แต่ก่อนจะถึงวันงานนั้น จะขอย้อนเล่าเรื่องเตรียมการก่อนงาน โดยขอข้อมูลทางประ วัติศาสตร์จาก คุณนนทยา นาคะสิงห์ ซึ่งเป็นพยาบาลอยู่ที่อยุธยา ต่อมาผู้จัดก็เดินทางไปตรวจดูสถานที่ด้วยตนเองก่อน ภายหลังจึงได้นำเจ้าหน้าที่จัดงานไปด้วย

โดยกำหนดสถานที่จอดรถ หาจุดที่จะจัดตั้งขบวน และจุดที่จะทำพิธีบวงสรวง ตลอดถึงมีการประสานงานกับลูกศิษย์หลวงพ่อที่อยุธยา อันมี อ.ทวีศักดิ์ รักดนตรี เป็นผู้ประสานงาน

เพื่อติดต่อกับ ผอ.อุทยานประวัติศาสตร์, ปลัดเทศบาล, เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ อพ.ปร. ตลอดถึงติดต่อผู้ที่จะมาเลี้ยงน้ำ และเลี้ยงขนมแบบไทยๆ ในเวลาตอนเย็น


โดยมีคณะศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ที่อยุธยาอีกหลายท่าน เช่น พ.จ.อ. โกวิท นวลปลั่ง พร้อมทั้งลูกสาวและลูกเขย ของ อ.สันต์ - อ.เกษริน ภู่กร จ.พิษณุโลก ที่เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่อยุธยาอีกด้วย นอกจากนั้นก็รู้จักกันอีกหลายท่าน ขออภัยด้วยที่จำชื่อได้ไม่หมด

ฉะนั้น เดิมทีคิดว่างานนี้เป็นงานสุดท้าย จึงอยากจะทำสิ่งที่เป็นมงคลเป็นที่ระลึก พอดี คุณอธิก แจ้งมาว่า คุณชาญวิทย์ - คุณลักษมี (แมว) มโนธีรวัฒน์ ขอเป็นเจ้าภาพในการจัดทำ โดยมี คุณเกศิณี จาติกวณิช (หลี) และ "คณะลูกหลวงพ่อสัมพเกษี" เป็นผู้ประสานงาน

ผู้เขียนจึงได้ออกแบบเป็นพุทธลักษณะ พระพุทธเจ้าประทับรอยพระพุทธบาท เหมือนกับสร้างไว้ที่ เกาะแก้วพิสดาร จ.ภูเก็ต อีกทั้งทำ ตาลปัตร และ ย่าม เพื่อถวายพระในวันงานด้วย มีมูลค่ารวม ๕๖๗,๕๑๐ บาท พร้อมทั้งพิมพ์หนังสือเป็นที่ระลึกแจกที่ วัดสระเกศ อีกด้วย ซึ่งมี อ.ศรีลักษณ์ (หมู) และคณะ ช่วยกันจัดทำ


ส่วนเจ้าหน้าที่จัดงานก็มีการประชุมปรึกษาหารือกัน ผู้จัดได้มอบหมายให้แต่ละคณะทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน คณะถาวร โดย คุณเมฆ และ คณะรวมใจภักดิ์ โดย คุณพิณทิพย์ ไทรงาม เป็นผู้จัดรถบัสจากกรุงเทพฯ

ส่วน คณะพุฒตาล (จเร) มีหน้าที่จัดสิ่งของในขบวน นอกนั้นก็ช่วยกันจัดแถวเตรียมอุปกรณ์สำหรับแห่ ส่วนผู้ร่วมเดินทางก็มีการเตรียมชุดแต่งกายที่จะร่วมพิธีในครั้งนี้ บางคนก็เช่าจากร้าน บางคนก็ลงทุนตัดเย็บเอง ซึ่งมีทั้งชุดพื้นบ้าน ชุดชาวเมือง และชุดชาววัง เป็นต้น

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/12/17 at 08:39 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2 ]

(Update 23 ธันวาคม 2560)


จัดเตรียมงาน (ต่อ)


....ครั้นถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ก่อนวันงาน ๑ วัน พวกเราก็เดินทางออกมาจากวัด มีทั้งรถตู้และรถกระบะ ช่วยขนของกันมา ๒-๓ คัน ได้เลยไปจัดสถานที่ ณ วัดสระเกศ กันก่อน แต่ก็ยังเตรียมอะไรไม่ได้มาก นอกจากแจ้งกับทางวัดให้กางเต็นท์ไว้ด้วย โดยมี พระเอกภพ (ต้า) เป็นผู้ประสานงานอยู่ที่นั่น

หลังจากฉันเพลกันแล้ว พวกเราก็ย้อนกลับมาที่อยุธยา ระหว่างเดินทางมาที่ "พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย" ณ วัดสบสวรรค์ นั้น ฝนก็ตกลงมามากมาย จึงได้เข้าไปกราบไหว้อธิษฐาน ขอให้วันจัดงานอย่าได้มีอุปสรรคจากดินฟ้าอากาศทั้งหลายอย่างนี้เลย








(คณะญาติโยมแต่งชุดไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาเสร็จแล้ว ต่างก็มายืนรอเข้าขบวนแห่กัน)

ต่อจากนั้นก็ไปที่ วัดมหาธาตุ พระที่มาจากวัดท่าซุง ๔-๕ องค์ ช่วยกันจัดตั้งเครื่องขยายเสียง ส่วนฆราวาสก็ช่วยกันขนโต๊ะบวงสรวง ขนอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในพิธี

สำหรับคณะบายศรีก็มี คุณแดง (พรรณรัตน์) เป็นต้น ก็ช่วยกันขนมาทำที่ วัดมเหยงค์ ซึ่งเป็นสถานที่พักแรมของพวกเราทั้งหมดด้วย



ในเวลากลางคืน ผู้จัดก็ได้ถวายทานกับ เจ้าอาวาสวัดมเหยงค์ เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท แล้วเข้าพักผ่อนหลับนอน ประมาณตี ๓ ฝนตกลงมาอย่างหนัก จนกระทั่งรู้สึกตัวตื่นขึ้น

แต่ก็นอนปลงอนิจจังว่า งานนี้คงจะพังเพราะฝนแน่ ทั้งๆ ที่เราก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานขอท่านไว้แล้ว ท่านคงจะช่วยเราไม่ได้ จึงนอนต่อด้วยความไม่สบายใจเท่าใดนัก

ตอนเช้าของวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๒ คณะเจ้าหน้าที่บางคนได้ออกจากวัดไปก่อน เพื่อไปจัดเตรียมสถานที่ ณ วัดมหาธาตุ ได้เล่าให้ฟังภายหลังว่า ขณะที่กำลังจะออกจากวัด ในตอนที่ใกล้สว่างแล้ว เห็นแสงสีรุ้งขึ้นเหนือท้องฟ้า ผู้จัดได้ยินเช่นนั้น จึงรู้สึกมีกำลังใจยิ่งขึ้น คิดว่างานนี้คงจะจัดได้


เมื่อทานข้าวต้มเช้าที่ทางวัดมเหยงค์จัดเลี้ยงแล้ว พวกเราทุกคนทั้งพระและฆราวาส ซึ่งมีหลายคนตามมาสมทบค้างคืนด้วย เช่น คณะหาดใหญ่ เป็นต้น พร้อมทั้ง คุณหลี และ คุณก๊วยเจ๋ง ก็ได้ขนเอาพระพุทธรูปและตาลปัตรมาส่งให้ถึงวัด

ขณะที่ผู้เขียนออกจาก วัดมเหยงค์ เพื่อเดินทางไปที่ วัดมหาธาตุ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก คิดว่าจะไปดูว่าฝนตกลงมามากขนาดไหน พอไปถึงก็ปรากฏว่าไม่มีฝนตกเลย แสดงว่าฝนตกแค่วัดที่เราพักแค่นั้น

นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากทีเดียว ทำให้พวกเราทุกคนมั่นใจยิ่งขึ้น งานครั้งนี้ถึงแม้จะเสี่ยงขนาดไหน วันนี้คงจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จึงช่วยกันจัดสถานที่จนเป็นที่เรียบร้อย ทันเวลาตามที่นัดหมายไว้กับผู้ร่วมเดินทางทั้งหลายว่า จะเริ่มเดินขบวนเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.

แต่ก็ได้แจ้งให้ทราบไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าใครมาถึงในตอนเช้า ก็ไปชมสถานที่สำคัญที่อื่นก่อน แล้วมารวมตัวกันที่ วิหารพระมงคลบพิตร ในตอนบ่ายกัน

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า รถบัสจากกรุงเทพจำนวน ๙ คัน และ รถบัสจากพิษณุโลก ๒ คัน พร้อมทั้งรถตู้ และรถเก๋งอีก ๑๐๐ กว่าคัน เดินทางมาถึง


ทุกคนต่างก็เดินลงจากรถด้วยชุดแต่งกายอันสวยงาม ทั้งหญิงและชาย สร้างความแปลกใจให้แก่ชาวบ้านร้านค้าที่อยู่ในบริเวณนั้น บางคนถึงกับถามว่ามาถ่ายหนังหรือ เพราะ ระหว่างนี้มีผู้สร้างหนังเรื่อง "สุริโยทัย" พอดี

ฉะนั้น ถ้ามองดูภาพโดยรวมแล้ว ก็เหมือนกับย้อนยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจริง ๆ ทั้งผู้ใหญ่และเด็กอยู่ในชุดสมัยนั้น บางคนก็แต่งในสมัยตอนต้น บางคนก็เป็นสมัยตอนปลาย คือมีทั้งนุ่งโจงกระเบน ทั้งนุ่งผ้าจีบหน้านาง

ส่วนผู้ชายก็แต่งชุดทหารมหาดเล็ก โดยเฉพาะ คุณอนันต์ รับบทอยู่ในชุดเจ้าเมืองตามเดิม พร้อมทั้ง คุณแสงเดือน (ตุ๋ม) พร้อมพันธุ์ และลูกสาวทั้งสองคนด้วย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/12/17 at 04:38 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 3 ]

(Update 30 ธันวาคม 2560)


การจัดริ้วขบวน


....สำหรับงานครั้งที่แล้ว ณ กรุงสุโขทัย ขบวนแห่ในครั้งนั้น เรามีวัวเทียมเกวียนด้วยพอมาถึงงานอยุธยาคราวนี้ ทางปางช้างอยุธยาให้ช้างมาร่วมขบวนด้วย ๕ เชือก จึงทำให้งานมีสีสันยิ่งขึ้น แต่กว่าที่จะขึ้นไปนั่งบนหลังช้างได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยทั้งคนทั้งช้างเลยก็ว่าได้

แต่ก็มีอุปสรรคบ้างนิดหน่อย พอถึงเวลาจริง ๆ ช้างที่ร่วมขบวนยังมาไม่ครบ เนื่องจากกำลังพานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินชมรอบๆ เมืองโบราณ ฉะนั้นกว่าจะจัดขบวนให้เป็นที่เรียบร้อย ก็เสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง

สำหรับการจัดขบวน แบ่งเป็น ๓ ขบวน คือ

๑. ขบวนราษฎร์
๒. ขบวนพระ
๓. ขบวนหลวง




ขบวนที่ ๑ ผู้ที่แต่งชุดไทยเดินถือป้ายอักษร ที่ด้านหน้าวิหารพระมงคลบพิตร

ขบวนที่ ๑ คือ "ขบวนราษฎร์" เริ่มขบวนโดยคณะกลองยาว เดินเลี้ยวซ้ายไปตามถนนโดยมีสตรีแต่งชุดไทย ๒ คน ถือป้ายอักษร "คณะศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" ติดตามด้วยขบวนธงชาติและธงธรรมจักรอยู่สองข้างขบวน โดยมีช้างอัญเชิญเสลี่ยงบายศรี

ส่วน ขบวนที่ ๒ เป็น ขบวนพระ มีฉัตรเงินและฉัตรทองนำหน้าขบวน โดยมีช้างทรงอัญเชิญเสลี่ยง สมเด็จองค์ปฐม เป็นประธาน ตามติดด้วยผู้อัญเชิญรูป หลวงพ่อ และ ท้าวมหาราช ภายใต้สัปทนสีทอง

ขบวนนี้จะเป็นพระภิกษุสามเณรจากวัดต่าง ๆ มาร่วมขบวนกันมากมายประมาณ ๗๐ กว่าองค์ เดินถือพานขอขมาบ้าง ถือพุ่มเงินพุ่มทองบ้าง เป็นต้น โดยมีฆราวาสอยู่ในชุดนักรบ เดินถือธงชาติและธงธรรมจักรอยู่สองข้างขบวนเช่นกัน


(ขบวนที่ ๒ "ขบวนพระ" เดินเป็นลำดับต่อไป)

เมื่อ ขบวนราษฎร์, ขบวนพระ ผ่านไปทางวิทยาลัยเทคนิคอยุธยา ก็มองเห็น ขบวนที่ ๓ ติดตามมา แต่เสียงกลองยาวเริ่มห่างไกลออกไป ยังคงได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องไปตลอดทาง เรียกความสนใจแก่ผู้คนในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก ต่างก็รอดูอยู่สองข้างทางด้วยความประทับใจ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 30/12/17 at 08:06 [ QUOTE ]


.

[ ตอนที่ 4 ]

(Update 6 มกราคม 2561)


การจัดริ้วขบวน (ต่อ)


....พวกเราที่เดินอยู่ในขบวน ต่างก็หันมองแล้วยิ้มให้เพื่อเป็นการทักทาย เนื่องจากมีชาวต่างชาติมายืนดูด้วยความสนใจกันเป็นจำนวนมาก ต่างคนต่างก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกบางคนก็บันทึกภาพวีดีโอไว้ด้วย เพราะคงเห็นเป็นเรื่องแปลกดี ระหว่างนั้นก็มีนักข่าวจากหนังสือพิมพ์และทีวีหลายช่องมาทำข่าวด้วย

ตามข่าวในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ฉบับ วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ลงข่าวพาดหัวไว้ว่าดังนี้ (ขอนำมาโดยย่อ)



(ภาพมุมขวาของเรา จะเห็นคุณแม่กำลังเข็นลูกสาวแต่งชุดไทยนอนอยู่ในรถเข็นด้วย)

"ศิษย์ฤาษีลิงดำ ๓ พัน บวงสรวงสู้ภัย ศก."

...เมื่อเวลา ๑๔.๐๐ น. วันที่ ๒๒ พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณหน้าวิหารหลวง พ่อมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีกลุ่มประชาชนรวมกว่า ๓,๐๐๐ คน

นำโดย พระชัยวัฒน์ อชิโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าซุงอ.เมือง จ.อุทัยธานี และพระภิกษุกว่า ๕๐ รูป ศิษย์พระราชพรหมยานเถระ หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เกจิชื่อดังในอดีต มีทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ชายหญิงและวัยรุ่น

ได้พร้อมใจกันแต่งกายในชุดนักรบ โบราณ เดินทางมาทำ พิธีบวงสรวง หรือพิธี “ตัดไม้ข่มนาม” สร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า

จากนั้นจัดริ้วขบวนสวยงาม นำรูปถ่าย “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” พานบายศรี เครื่องเซ่นสังเวย แห่รอบเกาะเมืองนานกว่า ๒ ชั่วโมง ท่ามกลางความสนใจของชาวไทยและชาวต่างประเทศหยุดดูกันเนืองแน่น



พระชัยวัฒน์เปิดเผยว่าพิธีกรรมนี้ เป็นความตั้งใจของ “คณะศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ที่ต้องการทำพิธีบวงสรวงแบบโบราณ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ คล้ายพิธีการสร้างกำลังใจของทหารโบราณ หรือเรียกกันว่า “ตัดไม้ข่มนาม”

โดยมีวัตถุประสงค์ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองประเทศไทยให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้าย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน และทำให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศมีความสุข ซึ่งพิธีดังกล่าวมีประจำทุกปี

คณะศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำจากทุกจังหวัดทั่วสารทิศ ได้ประสานใจกันจัดขึ้น ที่ผ่านมาได้จัดที่ จ.สุโขทัย ส่วนชุดทหารโบราณของผู้ร่วมพิธี ทุกคนจัดหามากันเอง เพื่อให้พิธีมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น..


เนื้อความเหล่านี้ที่เขาลงเป็นข่าว แต่เรื่องราวจะมีรายละเอียดอย่างไร ขอได้โปรดติดตามต่อไปเรื่องของริ้วขบวนในวันนั้นต่อไป...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/1/18 at 07:42 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 5 ]

(Update 13 มกราคม 2561)


ขบวนช้าง 3 ขบวน


ขบวนที่ ๓ คือ ขบวนหลวง แต่งกายชุดชาววัง มีผู้เดินถือป้ายอักษร นำหน้าแถวขบวนช้าง


....ถ้าเราจะย้อนดูภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ "ขบวนหลวง" นั้น การแต่งกายจะดูวิจิตรตระการตามาก เป็นการนำขบวนด้วยสตรีชุดไทย ๒ คน ถือป้ายอักษรคำว่า "คณะตามรอยพระพุทธบาท" ติดตามด้วยขบวนทหารมหาดเล็กเดินถือเครื่องสูงต่างๆ

ขบวนทั้งหมดได้เดินเลี้ยวเข้าถนนชีกุน แล้ววกกลับมาเข้าประตูทางเข้าวัดมหาธาตุ ทุกคนต่างมองดูซึ่งกันและกัน เสียงกลองยาวบรรเลงได้อย่างเร้าใจ สลับกับเสียงไชโยโห่ร้องไปตลอดทาง สร้างความสนใจให้แก่ชาว อยุธยาเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ขบวนเดินผ่านไป ตำรวจจราจรจึงต้องหยุดรถไว้ชั่วคราว

ทุกคนต่างมองดูขบวนช้างที่อยู่กลางขบวน ตั้งแต่ขบวนที่ ๑ ขบวนที่ ๒ และขบวนที่ ๓ อย่างสวยเด่นเป็นสง่า ท่ามกลางผู้อัญเชิญธงทิวทั้งสองข้างได้โบกปลิวสบัดไปตลอดเวลา

ทุกคนเดินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ตลอดระยะทางประมาณกิโลเมตรครึ่ง ถึงแม้แดดจะร้อนสักหน่อย แต่ทุกคนก็สร้างภาพรวมได้เป็นอย่างดี เพราะมีกระแสลมพัดผ่านพอคลายร้อนได้ จึงเกิดบรรยากาศเหมือนจะย้อนกลับเข้าไปสู่อดีตกาลอีกครั้งหนึ่ง

นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงเราถูกข้าศึกมารุกรานย่ำยีลูกหลานไทยไม่มีชิ้นดีแต่เราก็ยังมีพระมหากษัตริย์และนักรบไทยผู้กล้าหาญ สามารถกู้ชาติกลับคืนมาได้จากพม่าเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แต่คนไทยผู้รักชาติกลุ่มนี้ ยังไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำ ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำตลอดมาและตลอดไป



ขบวนช้างทรงนี้ สมมุติเป็นพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยา

...วันนี้จึงเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่พวกเราลูกหลาน หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ต่างมารวมตัวกันทั่วทุกภาคของประเทศไทยจำนวนหลายพันคน เพื่อเดินทางมาเยือนอาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง และเป็นสมรภูมิรบมาก่อน ในการที่จะมาย้อนอดีตรำลึกกันอีก

...เหตุการณ์ในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้น เป็นการจำลองภาพประวัติศาสตร์ ในตอนที่ไทยรบกับพม่า จนได้ชัยชนะแล้วกลับมาฉลองชัยกันในเมืองหลวง

นับเป็นการประกาศศักดาว่า ไม่มีชาติไหนคนใดที่จะมาเป็นเจ้าเหนือหัวได้ เราไม่เคยก้มหัวให้ศัตรูหน้าไหน แม้เลือดเนื้อและชีวิตก็ยอมพลีด้วยความสามัคคีอันดี เราจึงกอบกู้อิสรภาพมาได้จนถึงทุกวันนี้


...ฉะนั้น เสียงกลองยาวจึงเสมือนเสียงกลองศึกของผู้มีชัยชนะ เสียงไชโยโห่ร้องแสดงถึงความดีใจที่เราพ้นจากการเป็นทาส ของพม่า การแต่งตัวสวยงามทั้งหญิงชายย้อนยุคสมัยนั้น เป็นการแสดงออกถึงความ มั่งคั่งเกษมศรี มีความกินอยู่ดีมีความสุข ก็จะเกิดขึ้นกับคนไทยทั้งหลาย

ยิ่งมีการแต่งกายสวยงามหลายหลากสี พร้อมกับประดับตกแต่งด้วยอัญมณีทั้งหลายนี้ ก็จะเป็นเคล็ดของพิธีกรรม เพื่อส่งผลจะทำให้คนไทยที่ดีมีศีลธรรมไม่ตกต่ำ ต่อไปจะประสบกับความร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี จะมั่งมีด้วยแร่ธาตุธรรมชาติที่อุบัติขึ้นมาในแผ่นดินทองของไทย... ...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/1/18 at 05:38 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 6 ]

(Update 21 มกราคม 2561)


พิธีตัดไม้ข่มนาม


...ด้วยเหตุการจัดงานในครั้งนี้ คือ "พิธีตัดไม้ข่มนาม" จึงได้จัดทำด้วยความร่วมมือของท่านทั้งหลาย ถือเป็นการเสี่ยงทายถึงดวงชะตาของประเทศในอนาคตว่า

ถ้าจัดทำไปแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ ก็เป็นอันว่า ประเทศชาติคงจะต้องตกต่ำลงอย่างแน่นอน แต่ถ้าจัดได้สำเร็จ คงจะสรุปได้ว่า คนไทยจะ มีความสุขต่อไปในอนาคต



ขบวนตามเสด็จพร้อมกับพระมเหสีและข้าราชบริพารทั้งหลาย

ดังจะสังเกตุได้ว่า ผู้ที่ร่วมขบวนทุกคนต่างก็เดินด้วยความจงรักภักดีในคุณของชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นขบวนกอง เกียรติยศ ที่ให้ความเคารพแก่สถานที่นี้

ในฐานะที่เป็นราชธานีมานาน ๔๐๐ กว่าปี ซึ่งพวกเราอาจจะเคยเป็นคนสมัยนั้นกันมาก็เป็น ได้ จึงได้มารวมตัวแสดงพลังความสามัคคี กันอีกครั้งหนึ่ง


ซึ่งขบวนแถวทั้งหมด ต่างก็เดินเลี้ยวเข้ามาที่ "วัดมหาธาตุ" เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูคุณงามความดีของท่าน อันมี "สมเด็จองค์ปฐม" ทรงเป็นประธานของงานนี้



ขบวนช้างชุดนี้อัญเชิญบายศรี

พวกเราได้อัญเชิญลงมาจากเสลี่ยงบนหลังช้าง แล้วมาสถิตอยู่บนโต๊ะหมู่บูชา พร้อมด้วยรูปภาพพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่ามกลางบายศรี ๙ ชั้น และเครื่องบูชาทั้งหลายที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่อยู่ด้านหน้าของโต๊ะหมู่บูชา ภายใต้สัปทนหลายหลากสีที่แวดล้อมอย่างสวยงาม

ฝ่ายพระภิกษุสามเณรต่างก็เดินเข้ามานั่งด้านขวามือ ส่วนญาติโยมทั้งหลายก็เข้ามานั่งข้างหน้า โดยมีตั่งของผู้สมมุติอยู่ในชุดกษัตริย์เป็นประธาน ภายในพระวิหารหลวงที่คงเหลือแต่ซากปรักหักพัง อันมีองค์พระมหาธาตุเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลาง ซึ่งคงมีเหลือแต่ฐานพระเจดีย์เท่านั้น



หมู่เสนาอำมาตย์และข้าราชบริพารทั้งชายหญิง เดินถือธงปลิวสบัดอย่างงามสง่า

ท่ามกลางความร้อนอบอ้าวพอสมควรทุกคนต่างก็เข้ามานั่งรายล้อมบริเวณที่จะ กระทำพิธี บ้างก็หลบเข้าร่มไม้ หรือร่มเงาของพระเจดีย์ในบริเวณนั้น

แต่ส่วนใหญ่จะอยู่กลางแจ้ง ถึงแม้แดดจะร้อนก็ตามที แต่มิได้ทำให้พวกเราย่อท้อ ทุกคนมาร่วมงานด้วยความเต็มใจ เพราะถูกคัดมาด้วยกลไกของสายใยแห่งอดีต คือบุพกรรมเดิมได้ชักนำมานั่นเอง...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 21/1/18 at 19:47 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 7 ]

(Update 29 มกราคม 2561)


งานพิธี “ตัดไม้ข่มนาม” ๓ ครั้ง


...สำหรับพิธีการในครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นเกียรติประวัติในชีวิตของแต่ละคน นับเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งใหญ่ ที่ได้มายืนอยู่เหนือพื้นปฐพีในพิธีครั้งนี้

เพื่อวิงวอนขอให้พระภูวไนยทั้งหลาย ที่รักษาอาณาจักรศรีอยุธยา ช่วยกันรักษาผู้ที่อาศัยอยู่ในร่มเงาของประเทศไทย ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลาย






งานนี้จึงมีเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น ที่พวกเราจะได้จัดพิธีกรรมกัน ทุกคนจึงต้องเสียสละการงานภาระหน้าที่ต่าง ๆ เดินทางไกลหลายร้อยกิโล เพื่อมาร่วมงานในครั้งนี้

ถ้าประเทศชาติพ้นภัยไปได้ ก็ถือว่าพวกเราคณะหนึ่งมีส่วนร่วมในชะตากรรมของประเทศด้วย คือร่วมกันจัดพิธีบวงสรวงตามโบราณประเพณี

ต่อไปนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่จัดเครื่องสังเวย ทุกคนซึ่งอยู่ในความสงบแล้ว ท่ามกลางอากาศที่แจ่มใส ทั้งๆ ที่เป็นเวลาที่พระพิรุณกระหน่ำอยู่ตลอดเวลา

แต่ก็มาสะดุดหยุดให้พวกเราได้กระทำพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ภายในเมืองโบราณแห่งนี้ เมื่อทุกคนพร้อมกันแล้ว ผู้เขียนซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าก็ได้ออกมาเล่าเรื่องราวความเป็นมา ท่ามกลางผู้ที่ร่วมพิธีดังนี้ว่า...



พระปรางวัดมหาธาตุที่เหลือแค่ฐาน พวกเราได้จัดทำพิธี ณ สถานที่แห่งนี้

“...การจัดงานพิธีฉลองชัยในครั้งนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งสุดท้าย โดยเริ่มตั้งแต่ ครั้งแรก ณ อาณาจักรเชียงแสน เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ คือก่อนที่เศรษฐกิจจะ ทรุดตัวลงไป จนคนไทยเป็นหนี้กันทั่วทุกตัวคน

แล้วได้จัดงานพิธี ณ "อาณาจักรสุโขทัย" เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นการทำพิธี “ตัดไม้ข่มนาม” อีกเช่นกันเป็นครั้งที่ ๒ เพื่อเป็นเคล็ดพิธีให้บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤตกาลไป ได้ในระยะนี้ เพราะต่อไปท่านว่าประเทศไทยจะก้าวหน้าเป็นมหาเศรษฐี

ดังที่จะเห็นได้ว่า หลังจากมีการแต่งกายสวยงาม พร้อมไปด้วยเครื่องประดับ เช่น แก้วแหวน เงินทอง เป็นต้น จนเป็นผลให้ได้ค้นพบแร่ธาตุทองคำภายในประเทศเป็นจำนวนมาก ตามที่เป็นข่าวอยู่ในเวลานี้

สำหรับปีนี้อาจจะเป็นปีสุดท้ายของการจัดงาน “ตามรอยพระพุทธบาท” ซึ่งได้กำหนด ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๖ ว่าจะจัดงานฟื้นฟู "รอยพระพุทธบาท" พร้อมทั้ง "พระบรมธาตุ" ที่สำคัญของแต่ละภาค

และได้ "รณรงค์วัฒนธรรมไทย" เดินทางไปกราบไหว้บูชาบรรพบุรุษไทย ที่ท่านเคยสร้างชาติสร้างแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรืองมาแล้วในอดีต ทุกราชอาณาจักรไทยเป็นลำดับไป


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/1/18 at 04:48 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 8 ]

(Update 6 กุมภาพันธ์ 2561)


ตามรอย “ท่านพ่อท่านแม่”


(พานบายศรี ๕ ชั้น ได้จัดทำเตรียมไว้พร้อมแล้ว)


...บัดนี้ พวกเราก็ได้จัดงานผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จลุล่วงด้วยดี นับตั้งแต่..

- ภาคเหนือ เมื่อปี ๒๕๓๖
- ภาคใต้ ปี ๒๕๓๗
- ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ปี ๒๕๓๘
- งานรวมภาค ปี ๒๕๓๙

แล้วก็มีการถวายราชสดุดีเทิดพระเกียรติคุณแด่บรรพบุรุษไทย ที่ท่านได้ดำรงเอกราชสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น ในแต่ละยุคแต่ละสมัย

พวกเราก็ได้กราบไหว้กันทุกสมัย เริ่มกันมาตั้งแต่ต้นที่ได้จัดงานย้อนยุคสมัยพุทธกาล คืองานถวายพระเพลิง ณ "วัดพระแท่นดงรัง" จ.กาญจนบุรี

แล้วไปที่ราชบุรี ณ "อาณาจักรสุวรรณภูมิ" สมัย "พระเจ้าตะวันอธิราช" (พ.ศ. ๓๐๐) จนกระทั่งถึงยุค "อาณาจักรโยนกเชียงแสน" ในสมัย "พระเจ้าพรหมมหาราช" (พ.ศ.๙๐๐)

พวกเราก็ได้ไปทำพิธีกรรมตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยกระทำมาแล้ว ฉะนั้น การตามรอยพระพุทธบาท จึงเป็นการตามรอย “ท่านพ่อ” และ “ท่านแม่” อีกด้วย

นั่นก็คือได้ตามมาทำพิธีสักการะ ณ แผ่นดินของแม่ ได้แก่ "อาณาจักรหริภุญชัย" อันมี "พระแม่เจ้าจามเทวี" ที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน (พ.ศ. ๑๒๐๐)


(ภาพนี้เป็นขบวนแห่ที่สุโขทัยเมื่อ ๑๔ ก.พ. ๒๕๔๑ ได้นำมาย้อนให้ชมอีกครั้งหนึ่ง)

พวกลูกหลานชายหญิงจึงไม่เคยลืมพระคุณของแผ่นดิน ที่ตัวเองอาศัยเป็นแดนเกิดมาแล้วหลายวาระ ต่างก็แสดงความกตัญญูรู้คุณต่อบรรดานับรบไทย ที่ท่านได้กู้ชาติกู้แผ่นดินกลับคืนมาจากขอม

จึงได้จัดงานพิธีฉลองชัย ณ "อาณาจักรสุโขทัย" (สมัยเมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๘๐๐) ซึ่งพวกเราเหล่าลูกหลาน "หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" ต่างก็ย้อนรอยตามลำดับอาณาจักร ดังที่กล่าวมาแล้วนี้

จนกระทั่งบัดนี้ ถึงปี พ.ศ.๒๕๔๒ ผู้จัดไม่เคยทราบมาก่อนว่า ปีนี้จะเป็นปีมิ่งมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และเมื่อ ๗ ปีก่อน ก็ไม่ทราบว่าปีนี้จะเป็นปี “อเมซิ่งไทยแลนด์” อีกด้วย

และจะเป็นการบังเอิญหรือไม่ประการใด แผ่นดินที่เราจะมาจัดงานนี้ ก็กำลังเป็นที่โจษขานกันอยู่ในเวลานี้ นั่นก็คือเรื่องราวของ "พระพี่นางสุพรรณกัลยา"

จึงเป็นปัญหาว่า ทำไมจึงจะต้องมาดังในระยะที่เรากำลังจะจัดงาน ณ สถานที่นี้ ที่เรียกว่า "อาณาจักรศรีอยุธยา" ซึ่งได้เริ่มก่อตั้งโดย "พระเจ้าอู่ทอง" เมื่อปี ๑๘๙๓ ดังจะนำไปเล่าในตอนต่อไป..สวัสดี


(ภาพพระพี่นางสุพรรณกัลยา ตามจินตนาการของผู้วาด)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/2/18 at 05:01 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 9 ]

(Update 14 กุมภาพันธ์ 2561)


วงศ์พระเจ้าพรหมมหาราช



.....สำหรับประวัติศาสตร์ชาติไทยในตอนนี้ พวกเราต่างก็ได้เคยเล่าเรียนมาแล้วว่า ถึงแม้เราจะเสียกรุงให้แก่พม่าตั้ง ๒ ครั้ง แต่เราก็มีพระมหากษัตริย์ไทยทรงกู้ชาติกลับมาทุกครั้ง

จนกระทั่งได้รับเอกราชจนตราบเท่าทุกวันนี้ เราก็ไม่เคยตกเป็นทาสของชาติใดตลอดมา แต่ปัจจุบันนี้ถึงแม้เราจะไม่เป็นเชลยเขา แต่เราก็เหมือนกับตกเป็นทาสของชาติอื่นอยู่ดี

เพราะสงครามสมัยนี้มิได้รบกันด้วยอาวุธ แต่เขายึดประเทศไว้ทางด้านเศรษฐกิจ คนไทยจึงตกเป็นทาสของต่างชาติโดยไม่รู้ตัว เปรียบเสมือนกับการเสียกรุงให้แก่พม่า

ในครั้งนั้น เราเสียทั้งเลือดเนื้อและชีวิต เสียทั้งทรัพย์สินส่วนตัว เสียบ้านเมืองและวัดวาอาราม เสียทั้งเอกราชอำนาจอธิปไตย

คนไทยต้องหลั่งน้ำตากันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเป็นอิสรภาพมาจากการเป็นทาสขอม นับตั้งแต่ "พระเจ้าพรหมมหาราช" เป็นต้นมา โดยการรับอาสาลงมาเกิดจาก "พระพรหมโพธิสัตว์" องค์หนึ่ง ที่ได้สั่งสมพระบารมีมานับชาติไม่ถ้วน

พระองค์ได้เป็นต้นตระกูลของชาวไทยทั้งมวล นับตั้งแต่ราชวงศ์เชียงแสนและสุโขทัย จนกระทั่งถึงราชวงศ์ของพระเจ้าอู่ทอง หรือจะนับเนื่องลงมาถึงราชวงศ์จักรี ก็ถือเป็นการสืบสันตติวงศ์มาจากพระเจ้าพรหมมหาราชทั้งสิ้น

เพราะพระองค์ทรงเป็นวีรบุรุษของชาวไทย ที่รักษาวงศ์ตระกูลที่เสียไปให้กับขอม แล้วนำกลับคืนมาให้แก่ลูกหลานไทย จนสืบเชื้อสายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

ครั้นมาถึงสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี พระพรหมโพธิสัตว์พระองค์นี้ ก็ได้รับอาสาลงมากู้ชาติจากขอมอีก โดยลงมาเป็น "พ่อขุนศรีเมืองมาน" ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ของพ่อขุนทั้งสอง คือ

"พ่อขุนผาเมือง" และ "พ่อขุนบางกลางท่าว" ฝึกฝนอบรมสั่งสอน สร้างความสามัคคี เพื่อรวบรวมคนไทยที่ดี ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับขอมจนได้รับชัยชนะในที่สุด คนไทยก็ได้เป็นอิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้น พระพรหมโพธิสัตว์มองดูคนไทยสมัย "พ่อขุนรามคำแหง" ยาวเหยียด ไทยด้านเหนือพ่อขุนรามคำแหงก็วางแผนดี เป็นมิตรกับ "พ่อขุนเม็งราย" ฝ่ายใต้ตีไปจนถึงสิงคโปร์

การตีคราวนั้นไม่ยาก เพราะเป็นการรวมไทยที่ "พ่อขุนศรีเมืองมาน" ไปวางรากฐานแห่งความสามัคคีไว้แล้ว รวมกันก็ง่าย เพราะคนไทยด้วยกันที่ขัดคอ ก็มีที่ "กระบี่" เท่านั้น ที่เขาสู้หนัก นอกนั้นไม่เสียเลือดเนื้อ


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 14/2/18 at 08:02 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 10 ]

(Update 22 กุมภาพันธ์ 2561)


สัมพเกษีพรหมโพธิสัตว์


...พระชัยวัฒน์ได้บรรยายอีกว่า...ต่อมาไม่ช้าไม่นานคนไทยเกิดแบ่งเป็น ๒ พวก ไทยสุโขทัยก็ยังอยู่ดี แต่เกิดอู่ทองขึ้นมาอีกแล้ว ท่านพรหมโพธิสัตว์เห็นไทยแยกเป็น ๒ พวกแบบนี้ เห็นท่าจะไม่ดีซะแล้ว

ลูกหลานไทยนี่มันไม่รู้จักประสานกัน ไม่มีความสามัคคี การบ้าลาภ บ้ายศนี่ มันเป็นของไม่ดี บ้าความเป็นใหญ่ มองมามองไปบนพรหมโลก เกิดความรำคาญใจถ้าจะอยู่ไม่ได้

พอดี "ท้าวผกาพรหม" ท่านก็มาบอกว่า ในฐานะที่ปรารถนาพุทธภูมิ พระพุทธศาสนาจะทรงอยู่ในประเทศไทย

แต่ถ้าไทยยังแตกกันอยู่อย่างนี้เพียงใด พระพุทธศาสนาจะทรงอยู่ไม่ได้ ฉะนั้น ท่านต้องกลับลงไปรวมไทยเดิมให้เป็นไทยตามเดิม

จึงถามว่า "จะไปลงที่ไหนล่ะ ?"

ท่านผกาพรหมบอกว่า "โน่น..ไปลงที่อู่ทอง ไปหาทางเข้าครองเมืองให้ได้ เป็นกำลังใหญ่ของเมือง อย่าเพิ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน"

ถามว่า "จะจัดใครลงไปบ้าง ?"
ท่านบอกว่า "จะจัดเทวดาพรหมลงมาช่วยพอสมควร"

ครั้นถึงกำหนดเวลา "ท่านสัมพเกษีพรหมโพธิสัตว์"จึงได้ลงมาเกิดในเมืองอู่ทอง พร้อมด้วยบรรดาเทพยดาเหล่านางฟ้าที่เป็นบริวารทั้งหลาย ที่เคยร่วมทัพจับศึกกันมา และตั้งใจที่สนับสนุนพระโพธิญาณ ตามคำอาราธนาของท่านผกาพรหม เขาให้นามท่านว่า “ขุนหลวงพะงั่ว”

ตอนนี้ก็หาทางรวมไทยเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้วิธีการทั้งสองอย่าง คือ "รบด้วยอาวุธและรบด้วยลิ้น"

การรบด้วย “ลิ้น” ถือว่ามีความสำคัญมากกว่าการรบด้วย “อาวุธ” เมื่อหาทางไปตีสุโขทัยเข้ามารวมกันไม่ได้ ก็เจรจาเป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะตอนนี้ "พระเจ้าอู่ทอง" สร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีที่หนองโสนแล้ว


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/2/18 at 05:07 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 11 ]

(Update 2 มีนาคม 2561)


ไตรภูมิพระร่วง


.....ในตอนนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ "พระราชพรหมยาน" เล่าต่อไปอีกว่า "ขุนหลวงพะงั่ว" เข้าไปหา "พระเจ้าลิไทย" เจรจากันว่าคนไทยเรานับถือพระพุทธศาสนา

และเวลานี้พระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระจอมไตรกระจัดกระจายไป เราควรจะรวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่ จนได้เป็นหลักฐานในการสร้างความดีของคนไทย

ต่อมาก็มีการนิมนต์พระสงฆ์มาร่าง “ไตรภูมิพระร่วง” ขึ้น เพื่อให้คนไทยรู้จักบาป รู้จักบุญ การร่างไตรภูมิพระร่วงนี้ ความจริง "พระร่วง" ไม่ได้ทำ ท่านเป็นเพียงศาสนูปถัมภ์ มีขุนหลวงพะงั่วไปร่วมกับบรรดาพระสงฆ์ที่นิมนต์มาด้วย เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา

ท่านยังเล่าต่อไปอีกว่า ต่อมาภายหลัง ขุนหลวงพะงั่วก็มีโอกาสรวมไทยให้เป็นไทยเดียวกัน สุโขทัยกับกรุงศรีอยุธยาก็รวมเป็นประเทศเดียวกันแล้ว "พระราเมศวร" ก็ได้ถวายราชสมบัติให้ ท่านจึงได้ครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑"

เรื่องนี้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา แต่หลวงพ่อกลับมีความเห็นว่า การที่พระราเมศวรให้ขุนหลวงพะงั่วผู้เป็นลุงเสวยราชย์แทนนั้น คิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องชิงราชสมบัติ

เพราะตามปกติ ถ้ามีการชิงราชสมบัติได้แล้ว จะต้องฆ่าผู้ครองราชย์คนเดิม แต่เรื่องนี้เมื่อพระองค์ครองราชย์ แล้ว พระราเมศวรยังอยู่เป็นปกติ แต่ต่อมาก็ได้เสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

ดังนั้น เรื่องนี้คิดว่าคงมีการตกลงกันเป็นการภายใน เพราะคิดว่าขณะนั้นอาจจะมีข้าราชการบางคนที่ไม่สนับสนุนพระราเมศวร แต่สำหรับขุนหลวงพะงั่วเคยคุมกำลังและรบมาโชกโชน ผู้ที่คิดจะล้มล้างอาจจะเกรงบารมี จึงเห็นควรให้เสวยราชย์ เป็นการป้องกันเอาไว้ก่อนก็ได้

รวมความว่า ท่านทำงานเพื่อชาติ โดยยอมเสียชื่อ แต่ไม่ยอมเสียชาติ คือพระราเมศวรเสียชื่อ เพราะเขาจะหาว่าอ่อนแอเกินไป ส่วนขุนหลวงพะงั่วก็เสียชื่อ โดยถูกกล่าวหาว่าแย่งสมบัติหลาน

สุดแล้วแต่จะพูดกัน แต่สำหรับทั้งสองท่านนั้น ทำไปเพื่อความปลอดภัยและชาติอยู่รอดเท่านั้น ที่เรียกว่า “ยอมเสียชื่อ..ดีกว่าเสียชาติ”


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 2/3/18 at 03:56 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 12 ]

(Update 10 มีนาคม 2561)


พระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์



...ต่อมาหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) และ "พระมหาเถรธรรมกัลญาณ" ก็ได้ทรงสร้าง "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ" แห่งนี้ เมื่อปีขาล พุทธศักราช ๑๙๑๗ ด้วยเหตุที่หลังจากพระองค์เสร็จศึกทางเหนือ และเสด็จกลับสู่พระนครแล้ว

วันหนึ่งเสด็จออกทรงศีลยังพระที่นั่งมังคลาภิเษก ทอดพระเนตรไปทางทิศตะวันออก เห็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จปาฏิหาริย์ จึงทรงเรียกปลัดวังให้เอาพระราชยานเสด็จออกไป

แล้วโปรดให้ปักหลักไว้ตรงที่ซึ่งพระบรมธาตุเสด็จปาฏิหาริย์ แล้วสถาปนาพระมหาธาตุขึ้นที่นี่สูง ๑๙ วา ยอดสูง ๓ วา ให้ชื่อว่า "วัดมหาธาตุ"

......พระปรางค์ของวัดนี้ เดิมทีเดียวสร้างด้วยศิลาแลง ปรากฏว่าในรัชสมัยของ "พระเจ้าทรงธรรม" ได้พังลงมาจนถึงชั้นที่มีรูปครุฑปูนปั้น แต่ก็มิได้ซ่อมแซม

จนถึงแผ่นดิน "สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง" จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ แล้วก็ได้พังลงมาอีกในสมัยรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น

เมื่อปี ๒๔๙๙ กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้ พบโบราณวัตถุบรรจุไว้มากมาย คือผอบศิลาภายในมีสถูป ๗ ชั้น แบ่งออกเป็นชิน เงิน นาค ไม้ดำ ไม้จันทน์แดง แก้วโกเมน และทองคำ ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเครื่องสักการบูชาที่ทำด้วยทองคำอีกมากมาย

เพราะฉะนั้น ผู้จัดจึงได้เลือกสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่สำคัญและเก่าแก่กว่าที่อื่นๆ ให้เป็นจุดศูนย์กลางในการกระทำพิธีสักการบูชา

จึงขอให้ทุกท่านตั้งใจกราบไหว้สถานที่นี้ และสถานที่ทุกแห่งที่อยู่ในเขตแดน "อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา" มาก่อน เพื่อจะได้เกิดผลบุญมหาศาล

....ซึ่งหลังจากพิธีบวงสรวงแล้ว จะสมาทานศีล พระสงฆ์เจริญพระปริตร เพื่อเป็นการบูชา "พระเคราะห์ ๑๐๘" ด้วย แล้วจะเป็นการบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศผลให้แก่ผู้วายชนม์ทั้งหลาย ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า

เพื่อเป็นการอโหสิกรรมกัน และอย่าลืมพิธีบวงสรวงครั้งนี้ จะมีพระพุทธรูป “ปางประทับรอยพระพุทธบาท” ขนาดเล็ก มอบให้เป็นที่ระลึกแก่ท่านทั้งหลายอีกด้วย

...ก่อนที่จะกล่าวคำอธิษฐานพร้อมกัน ขอให้ "คุณอนันต์" และ "คุณแสงเดือน" (ตุ๋ม) ผู้แต่งกาย สมมุติตนเป็น "พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา" ตามโบราณประเพณี

ท่านทั้งสองนี้ได้เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน จุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรี พร้อมกันนี้ขอให้ทุกท่านพนมมือรวมจิตใจให้ตั้งมั่น เพื่อผลแห่งพิธีกรรมตามที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวไว้แล้วว่า

“...พวกขอมเก่ามาเกิดในประเทศไทย แล้วมันก็หวังความเป็นใหญ่ เวลาพูดก็พูดดี แต่เวลาทำมันทำเลว ชอบกอบ ชอบโกย ชอบโกง ชอบกิน

เขาประกาศว่าเชื้อชาติไทย แต่เขาขายชาติ นี่คือขอมเก่ามาเกิด มันจึงมุ่งทำลายชาติ ทำลาย เศรษฐกิจ ทำลายความมั่นคงของชาติ...”

ฉะนั้น "ท่านสัมพเกษีพรหม" จึงได้จุติลงมาในประเทศไทย โดยเฉพาะสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านได้มาเกิดมากกว่าสมัยใดๆ ซึ่งจะได้นำไปกล่าวต่อไป ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ "พระเจ้าอู่ทอง"

....จึงคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้ น่าจะถึงเวลา เสียทีที่คนชั่วจะต้องถูกทำลายด้วยภัยของตนเอง เราไม่ได้สาป เราไม่ได้แช่ง เราเป็นแต่เพียงกล่าวว่า ถ้าไม่กลับตัวกลับใจ ไม่ช้าเขาก็จะบรรลัยไปในที่สุด

ต่อไปขอให้ทุกท่านสมมุติเหมือนกับ ย้อนเข้าไปในเหตุการณ์ตอนที่เราเอาชนะข้าศึก แล้วมาเฉลิมฉลองชัยชนะกัน ด้วยการแต่งกายย้อนยุค เพื่อเป็นพิธีตัดไม้ข่มนาม

ตามที่ "สมเด็จพระนเรศวร" เคยกระทำพิธีที่ "ตำบลหล่มพลี" มาแล้ว ณ โอกาสนี้ จึงขอให้ทุกท่านรวมจิต เพื่อตั้งสัตยาธิษฐานพร้อมกัน...”


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/3/18 at 06:55 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 13 ]

(Update 19 มีนาคม 2561)


คำอธิษฐาน "พิธีตัดไม้ข่มนาม"


"คุณอนันต์และคุณแสงเดือน ได้สมมุติตนเป็นพระเจ้ากรุงศรีฯ และพระมเหสี ได้ออกมาเป็น
ตัวแทนของพวกเราทุกคน เพื่อจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และพระสยามเทวาธิราชที่โต๊ะบายศรี"


...เหตุการณ์ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องราวที่เล่ากันในวันนั้น ณ วัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะที่ "พระครูสมุห์พิชิต (หลวงพี่โอ)" จุดเทียนที่ขันน้ำมนต์ หลังจาก "คุณอนันต์" และ "คุณแสงเดือน" จุดธูปเทียนเสร็จแล้ว

ท่ามกลางสายตาของผู้ร่วมพิธี อันมีพระภิกษุสามเณรและญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายที่นั่งอยู่โดยรอบ พร้อมกับเปล่งคำอธิษฐานร่วมกันดังนี้

“...ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขออาราธนา พระบารมีองค์สมเด็จพระชินสีห์ผู้มีพระภาคเจ้า ทุกๆ พระองค์ อันมี สมเด็จองค์ปฐม ทรงเป็นประธาน และสมเด็จองค์ปัจจุบันเป็นที่สุด พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์

พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆ กันมา มี "หลวงปู่ปาน" และ "หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" เป็นที่สุด

พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย เทพพรหมทุกท่าน ที่รักษาพระพุทธศาสนาทั้งอาณาเขตนี้ และผู้รักษาทรัพยากรใต้ดิน ผู้รักษานภากาศ รักษาป่าเขา รักษามหาสมุทร จนกระทั่งสุดพื้นปฐพี

โดยมี "ท่านปู่ ท่านย่า และ ท่านแม่" ทรงเป็นประธาน มีท้าวจตุโลกบาลเป็นที่สุด พระมหากษัตริย์เจ้าทั้งหลาย อันมี "พระเจ้าอู่ทอง" เป็นต้น ตลอดจนถึงดวงวิญญาณนักรบทั้งหมด ที่มีคุณต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

"ขอได้โปรดเสด็จมาเป็นสักขีพยาน ณ สถานที่นี้ เพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอได้โปรดคุ้มครองป้องกันภัย อุปสรรคอันตรายใดๆ อย่าได้มากล้ำกราย การค้าการขาย อาชีพการงาน ขอให้คล่องตัว โรคภัยไข้เจ็บ อย่าได้เบียดเบียน

ถ้าสงครามใหญ่เกิดขึ้นในโลก ตามพุทธทำนายไว้ว่า ยักษ์ร้ายนอกพระศาสนา จะรบราฆ่าฟันกัน ด้วยอาวุธอันทันสมัย

หากเป็นจริงตามนั้นไซร้ ขอได้โปรดอภิบาลชาวไทย ผู้อยู่ในศีลธรรมทั้งหลาย ให้พ้นจากภัยพิบัติเหล่านั้น ครั้นจะย่างก้าวไปสารทิศใด ขอเทพไท้เทวาแต่ละทิศ จงมีจิตคิดเมตตา โปรดจำหมู่ข้าพเจ้าไว้..."


"หมู่พระสงฆ์ที่ได้เดินทางมาร่วมพิธีหลายสิบรูป"


"...ขอทั้งศาสตราและสรรพาวุธ ทั้งอุบัติเหตุ อาเพทภัย ทั้งคุณไสยยาพิษ ผู้คิดเป็นศัตรูหมู่พาล จงอย่าได้ทำอันตรายทั้งหมด

หากมีผู้คิดคดทรยศต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โปรดกำจัดให้สิ้นไป อย่าให้ทำการณ์สิ่งใดสำเร็จ และขอจงแพ้ภัยไปในที่สุด

ขอให้พ้นจากทุพภิกขภัย คือภัยจาก ความอดอยาก และภัยธรรมชาติทั้งหลาย คือ ฟ้าผ่า ลมแรง ไฟไหม้ น้ำท่วม และแผ่นดินไหว เป็นต้น สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจังไร จงพินาศหมดสิ้นไป

เมื่อกาลเวลามาถึงไซร้ ขอให้ราชาธิปไตยจงได้คืนกลับมา มีข้าราชสำนักที่ทรงธรรม ภายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าชาวไทย ดังเช่นกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพื่อให้ไทยเป็นมหาเศรษฐี มีความอยู่ดีกินดี พืชไร่ในนาอย่าได้เสียหาย ค้าขายให้ได้กำไรดี

อีกทั้งแร่ธาตุทองคำและน้ำมันทั้งหลาย อันเป็นทรัพยากรของชาติ ขอจงได้ปรากฏโดยเร็วพลัน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชาวไทย จนถึงยุค "ชาวศรีวิไล"

ขอมีความเจริญรุ่งเรืองไปในอาณาประเทศ เพื่อจะสืบอายุพระพุทธศาสนา อันจะแผ่ไปในกาลข้างหน้า ตามพุทธพยากรณ์ไว้ว่า หลังกึ่งพุทธกาลแล้วพระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองอีกวาระหนึ่ง

บัดนี้ครบกำหนดตามที่หลวงพ่อบอกไว้ จะเข้ายุคอภิญญาใหญ่ หากเป็นบุญวาสนาบารมี ขอให้มีผู้ปฏิบัติได้ เพื่อช่วยกันประกาศพระศาสนา และขอให้พวกอลัชชี และผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ จงแพ้ภัยไปในที่สุด

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ...ด้วยอำนาจ สัตยาธิษฐานนี้ ขอพระบารมีทุกพระองค์ ได้ทรงโปรดประทานพร ให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นเผ่าพงศ์ของพระองค์

ถ้าหากคงไม่เกินวิสัย ขอให้เป็นไปตามนั้น และให้สามารถปฏิบัติตนจนได้ผล ทั้งสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ และปฏิสัมภิทัปปัตโต โดยฉับพลันนั้นเทอญ...”


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/3/18 at 07:55 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 14 ]

(Update 27 มีนาคม 2561)


พิธีฟ้อนรำบวงสรวง


คณะรวมใจภักดิ์ออกมาร่ายรำบวงสรวงชุด "ดาวดึงส์"


...เมื่อสิ้นเสียงกล่าวคำอธิษฐานพร้อมกันจบแล้ว ซึ่งมีความหนักแน่นและมั่นคง แสดงถึงพลังจิตที่มีความเข้มแข็ง

ในอันที่กระทำพิธีนี้ให้ศักดิ์สิทธิ์ทุกคน จึงกำหนดจิตตามเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ "พระราชพรหมยาน" ในขณะที่บวงสรวงเป็นการอัญเชิญท่านทั้งหลายให้ปรากฏ เพื่อเป็นสักขีพยานในการกระทำพิธี "ต้นไม้ข่มนาม"

ส่วนผลจะมีประการใดก็ไม่ทราบได้ ต่อจากนั้นก็ได้กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย และขอขมากรรม สวดอิติปิโสและคาถาเงินล้านจบแล้ว ก็เชิญ "คณะรวมใจภักดิ์” ออกมารำบวงสรวง ชุด "ดาวดึงส์" ต่อไป

เสียงร้องเสียงบรรเลงได้เอื้อนเอ่ยถึง เหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย ผู้สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ ชั้นฟ้า พอใกล้จะจบก็มีเสียงพลุดังขึ้น ๒๑ นัด เพื่อเป็นการประกาศต่อเทพยดาผู้อารักข์ทั้งหลาย


เมื่อจบพิธีบวงสรวงแล้ว ต่อไปเป็นพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่ออุทิศผลให้แก่ผู้ที่วายชนม์ทั้งหลาย โดยมีพระภิกษุ ๕-๖ องค์มาช่วยรับปัจจัยที่ญาติโยมเข้ามาทำบุญ มีการมอบพระพุทธรูป “ปางประทับรอยพระพุทธบาท” ให้เป็นที่ระลึกด้วย

"คณะถาวร" เป็นผู้นับเงินรวมทั้งหมด ๓๔๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะแบ่งถวายให้พระภิกษุสามเณรที่มาร่วมงานทุกรูป แต่พระองค์ไหนเป็นเจ้าอาวาส และมีการก่อสร้าง หรือกำลัง บูรณะวัดวาอารามอยู่ ก็จะถวายให้มากหน่อย

จากนั้นเริ่มพิธีสงฆ์ โดย "คุณทนงฤทธิ์" เป็นทายกอาราธนาศีล และพระปริตร เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต แด่ผู้ที่มาร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งจัดเป็นกิจกรรมเสริมเป็นกรณีพิเศษ คือ "พิธีบูชาพระเคราะห์เสวยอายุทั้ง ๑๐๘" โดย "คณะหนูเล็ก" เป็นผู้จัดทำกระทงรวม



"ผู้ร่วมพิธีเตรียมสดับรับฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ประเทศไทย"

...ฉะนั้น พระสงฆ์ทั้งหลายอันมี พระครูสมุห์พิชิต (หลวงพี่โอ) เป็นประธาน จึงได้เจริญพระปริตร ตามบทที่ หลวงพ่อท่านเคยกระทำพิธีมาแล้ว พอถึงบท "ชะยันโต" พระที่มีหน้าที่ปะพรมน้ำพุทธมนต์ ก็ได้มาสงเคราะห์ญาติโยมที่มาร่วมพิธีทั้งหลาย

จนกระทั่งพระสวดมนต์จบแล้ว จึงถวายปัจจัยและเครื่องไทยธรรม อันมีพระพุทธรูป “ปางประทับรอยพระพุทธบาท” สูงขนาด ๙ นิ้ว ซึ่งมี "คุณประสงค์ จินตนพันธ์ " เป็นเจ้าภาพ เพื่อถวายให้แก่พระที่เป็นเจ้าอาวาส รวม ๒๓ องค์ พร้อมกับ "ตาลปัตร" ด้วย

ส่วน "ย่าม" และพระพุทธรูป “ปางประทับรอยพระพุทธบาท” (องค์เล็ก) ได้ถวายให้พระเณรทุกองค์ รวมทั้งสิ้น ๗๔ องค์ พร้อมถวายปัจจัยร่วมเป็นค่าก่อสร้างแต่ละวัดด้วย รวมทั้งหมด ๓๔๐,๐๐๐ บาท ด้วย



"หลวงพี่โอกำลังเดินประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่ผู้มาร่วมงานโดยรอบ"

...เมื่อถวายปัจจัยไทยธรรมหมดสิ้นแล้ว ผู้จัดก็ได้กล่าวอนุโมทนาแด่พระภิกษุสามเณรและญาติโยมทั้งหลายที่มาร่วมงาน และผู้ร่วมประสานงานทางอยุธยาทั้งหลาย มี "อ.ทวีศักดิ์ รักดนตรี" เป็นต้น แล้วจึงอุทิศส่วนกุศล

ครั้นพระสงฆ์ให้พรแล้ว จึงเป็นอันเสร็จพิธี ต่อมามีผู้เล่าให้ฟังภายหลังว่า ในขณะที่กระทำพิธีกรรมอยู่นั้น ได้มี "ผึ้ง" ฝูงใหญ่บินอยู่มากมาย แล้วก็ปล่อยขี้ผึ้งออกมา มีหลายคนที่ขี้ผึ้งตกลงมาถูกศรีษะ ไม่ทราบว่ามีความหมายอะไรกัน

แต่เท่าที่ทราบจากเหตุการณ์ภายหลังอีก ๑ เดือนต่อมา ก็มีการจับกุมผู้ขโมยวัตถุโบราณได้มากมายตามที่เป็นข่าวไปนั้น ปรากฏว่าเขาทำกันมานานหลายสิบปีแล้ว.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 27/3/18 at 05:30 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 15 ]

(Update 5 เมษายน 2561)


พิธีถวายราชสดุดีเทิดพระเกียรติ
แด่พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา


ขบวนแถวเดินไปที่ "พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง"


...เป็นอันว่าพิธีกรรมได้ผ่านพ้นไป สิ่งที่เป็นอัปมงคลทั้งหลายในบ้านเมือง ผู้คิดคดทรยศต่อผืนแผ่นดินไทย คงจะถูกกำจัดไปในที่สุด ด้วยผลกระทำของตนเอง

"พิธีการบวงสรวงสักการบูชา, พิธีบำเพ็ญกุศล, พิธีบูชาพระเคราะห์ " พิธีการทั้งหมดก็จบลงด้วยการนำกระทง "พระเคราะห์ทั้ง ๑๐๘ ไปลอยลงใน "บึงพระราม"

ซึ่งอยู่ด้านหลังวัดมหาธาตุ ประมาณ ๕๐๐ เมตร โดยมีผู้สมมุติเป็นพระเจ้ากรุงศรีฯ และพระมเหสี เป็นประธานในการลอยกระทงพระเคราะห์ไปสู่พระแม่คงคา

จากนั้นทุกคนก็เริ่มทยอยเดินกันมาที่บริเวณ "พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง" ปฐมบรมกษัตริย์ของอาณาจักรนี้

โดยที่ทุกคนต่างก็นั่งอยู่รอบ ๆ ส่วนพระภิกษุสามเณรก็นั่งอยู่ในศาลา และด้านหน้าอนุสาวรีย์ก็มี การจัดโต๊ะบายศรีและพานพุ่ม ซึ่งมีหลายคนได้จัดเตรียมมาเข้าร่วมขบวนแห่

คือหลังจากถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว จึงนำมาถวายเป็นเครื่องสักการะด้วยพานพุ่มพานขอขมา จึงถูกวางเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะ พร้อมด้วยบายศรีดอกไม้ ในตอนนี้มีคณะของ "หนุ่ม - โอฬาร" แห่งไทยรัฐ และ "คณะพิษณุโลก" ได้ช่วยกันแจกเอกสารให้แก่ผู้ร่วมงานต่อไป.....


(บริเวณพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง)

รวมความว่าผู้เขียนได้เล่าเรื่องการจัด "งานพิธีฉลองชัย ณ กรุงศรีอยุธยา" อันเป็นพิธีการ “ตัดไม้ข่มนาม” ตามโบราณกาล ด้วยการตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอันสวยงาม

หลังจากทำ " พิธีบวงสรวง, พิธีบูชาพระเคราะห์ ๑๐๘, และ พิธีบำเพ็ญกุศล" เพื่ออุทิศผลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว ทุกคนจึงได้เดินมาที่บริเวณ "พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง เพื่อทำ "พิธีถวายราชสดุดี" กันต่อไป


เมื่อเจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ ผู้จัดลองเสียงลำโพง ด้วยมีผู้เตรียมการจากคณะ" คุณปรีชา พึ่งแสง, คุณสุพัฒน์ และ คุณลือชัย ระหว่างนั้นญาติโยมทานอาหารว่างกัน จากการต้อนรับของ “คณะศิษย์ชาวอยุธยา”

หลังจากทุกคนฟังได้ยินเสียงชัดเจนแล้ว จึงได้เริ่ม "พิธีถวายราชสดุดีเทิดพระเกียรติแด่พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา" กันต่อไป

ในเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. โดยเชิญ "คุณอนันต์" และ "คุณแสงเดือน" ตลอดถึงผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหลาย ที่ได้แต่งกายสมมุติย้อนยุคสมัย จะได้ออกมาจุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรี ในขณะที่ทุกคนพนมมือถือเครื่องราชสักการะ


ท่ามกลางบรรยากาศในยามเย็น ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้น ที่มองเห็นพวกเรายังอยู่ในชุดสวยงามย้อนยุค นับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นจนถึงตอนปลาย

ส่วนใหญ่เครื่องแต่งกายประดับด้วยเพชรนิลจินดาระยิบระยับ วิจิตรตระการตางดงามทั้งหญิงและชาย บางคนก็แต่งกายให้ลูกๆ ด้วย จนต้องไปปรากฏอยู่ใน “สะเก็ดข่าว” ของช่อง ๗ สีในคืนวันนั้น

ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าลงไปบ้างแต่พวกเราก็ภูมิใจที่ได้มายืนอยู่ ณ ที่นี้ ซึ่งมีเครื่องบายศรีประดิษฐานอยู่ข้างหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์

ส่วนด้านข้างก็มีป้ายผ้าสีชมพูอ่อน ผูกกับลูกโป่งนับร้อยลูกสลับกัน เป็นสีธงชาติ เพื่อเตรียมที่จะปล่อยขึ้นบนอากาศ

เมื่อผู้ที่เป็นตัวแทนของพวกเราชาว กรุงศรีอยุธยาในอดีตทั้งหลาย คือ คุณอนันต์ และ คุณแสงเดือน ได้ออกมาจุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรีแล้ว

ซึ่งจัดทำโดย "คณะคุณหมู" อันมีลักษณะคล้ายบายศรีพรหม ในขณะที่ทุกคนพนมมือ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณของบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าทั้งหลายแล้ว ต่อจากนั้นจึงได้เชิญ "คณะพิษณุโลก" ออกมากล่าวบทกลอนกันต่อไป...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 5/4/18 at 07:49 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 16 ]

(Update 22 เมษายน 2561)


ถวายราชสดุดีเป็นบทกลอน


...ในตอนที่ผ่านมา ผู้จัดได้เล่าถึงพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้จัดงานฉลองชัย ณ อาณาจักรศรีอยุธยา ผู้ร่วมงานต่างก็แต่งกายย้อนยุค โดยมีขบวนช้างเดินแถวกันหลายขบวน

หลังจากทำพิธีบวงสรวง ณ วัดมหาธาตุ โดยมีผู้สมมุติเป็นพระเจ้ากรุงศรีฯ และพระมเหสี เป็นประธานในการ" ลอยกระทงพระเคราะห์" ไปสู่พระแม่คงคา

จากนั้นทุกคนก็เริ่มทยอยเดินกันมาที่บริเวณ "พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง" เพื่อทำพิธีถวายราชสดุดีเทิดพระเกียรติ แด่พระเจ้ากรุงศรีอยุธยากันต่อไป

ต่อจากนั้นจึงได้เชิญ "คณะพิษณุโลก" ออกมากล่าวบทกลอน เพื่อเป็นการถวายราชสดุดีพระเกียรติ โดยมีพวกเรากล่าวตามไปด้วย เป็นใจความว่า...


"...อภิวาทสดุดีวีรกษัตริย์
โสมนัสเทิดพระคุณอุ่นเกศี
ลูกหลานไทยร่วมใจสามัคคี
บวงสรวงพลีบรรพบุรุษสุดเปรียบปาน

พระเจ้าอู่ทองปฐมบรมกษัตริย์
พระเจนจัดการปกครองรองรากฐาน
มีเวียงวังคลังนาตราหลักการ
ทรงเชี่ยวชาญชำนาญงานอนันต์

รัชกาลสามนามขุนหลวงพะงั่ว
ขยายรั้วอาณาประชาสันต์
อยุธยาสุโขทัยร่วมใจกัน
พุทธศาสน์พลันช่วงโชติรุ่งมา

อยุธยามหานครย้อนความหลัง
งดงามดั่งสรวงสวรรค์อันหรรษา
เจดีย์สูงเรียงรายเคียงเมฆา
อลังการ์อร่ามเรืองเหลืองอุไร

ปราสาทแก้วเนาวรัตน์จรัสศรี
พิณพาทย์เภรีทุ้มนุ่มเกินไข
ประสานขับลำนำดื่มด่ำใจ
โคมไฟในราตรีสีละลาน

เสียงระฆังกังวานหวานเสนาะ
แสนไพเราะเกราะกระดึงอึงสนาน
กลองย่ำค่ำตุมตุมชุมนุมลาน
เพลงพื้นบ้านแสนสนุกทุกวันคืน

ปวงประชาไพร่ฟ้าสัมมาชีพ
มีประทีปธรรมชีวีที่เริงรื่น
พุทธศาสน์สงบพบยั่งยืน
ความขมขื่นเมื่อพม่ามารุกราน

หลงอำนาจวาสนาล่าเมืองขึ้น
ดำทมึนจากนรกฉกล้างผลาญ
เกณฑ์ไพร่พลด้นดั้นอันธพาล
ส่อสันดานสาธารณ์มารจิตใจ

พระมหาจักรพรรดิ์สวัสดิราช
เสด็จยาตราทัพรับศึกใหญ่
มเหสีเทวีศรีสุริโยทัย
ภักดีไท้ยิ่งนักนงลักษณ์ตาม

ปลอมพระองค์เป็นชายละม้ายเหมือน
ไม่คลาดเคลื่อนงามสง่าน่าเกรงขาม
เข้าปะทะทัพหน้าพม่าทราม
ปะเหมาะยามจำเพาะเคราะห์ราวี

ถูกของ้าวน้าวฟาดสะพายแล่ง
ซบตะแคงชีพดับลงกับที่
สุดสลุดรันทดพระภูมี
ปิ้มฤดีนี้จะขาดราชจาบัลย์

เป็นนางแก้วแม่แก้วแล้วลาลับ
ดังเดือนดับสรรพสิ่งนิ่งโศกศัลย์
เสียงร่ำให้ไม่รู้หยุดสุดรำพัน
ทุกคืนวันชาวพาราแสนอาดูร

สองพันหนึ่งร้อยสิบสองเป็นรองเขา
ศัตรูเข้าครอบครองต้องเสื่อมสูญ
ประเทศราชชาติพม่าคร่าประยูร
มิสมบูรณ์พูนพงศ์ปลงเจรจา

พระองค์ดำค้ำประกันขั้นอุกฤษ์
อย่าหมายคิดอิสระผละทาสา
เชลยศักดิ์ประจักษ์จิตฤทธิ์ลือชา
ชนไก่กล้าท้าพนันเดิมพันเมือง

เพียงวัยเด็กเล็กอยู่สู้เพียงนี้
ชายชาตรีหรือจะไม่กระด้างกระเดื่อง
ความระแวงแคลงจิตคิดขัดเคือง
คอยหาเรื่องว่าเปรื่องปราชญ์พลาดทำลาย

พระสุพรรณกัลยามาแทนน้อง
ยอมเกี่ยวดองบุเรงนองปองมั่นหมาย
ทรงเสียสละเพื่อชาติเป็นทาสกาย
แล้วเบี่ยงบ่ายให้น้องชายได้กลับเมือง

สงครามยุทธหัตถีที่เกริกก้อง
เทพแซ่ซ้องฉลองชัยให้ลือเลื่อง
เจ้าพระยาตกมันหุนหันเคือง
มิยอมเชื่องเตลิดไปไล่ไม่ทัน

วิปริตหมอกมัวสลัวหมด
พระประณตเทพไทอยู่ไหนนั่น
ให้เกิดในเศวตฉัตรสัตยาบัน
มุ่งมั่นบำรุงศาสน์กู้ชาติไทย

ไฉนฟ้ามืดดำก่ำเพียงนี้
สิ้นสุรสีห์ฟ้าสว่างกระจ่างใส
เห็นศัตรูรายรอบปลอบปลุกใจ
พระโอภาปราศัยอุปราชา

พระเจ้าพี่ประทับไยใต้ร่มไม้
เชิญชิงชัยยุทธหัตถีครั้งนี้หนา
ให้ปรากฏเกียรติยศพจน์โลกา
สืบเบื้องหน้าคงไม่เห็นเช่นสองเรา

พระแสงง้าวท้าวฟาดไพรีสยบ
เอนกายซบคชาธารมารเงียบเหงา
เผด็จศึกในบัดดลจนซบเซา
พระผ่านเผ้าเดชาหาเทียมทัน

แสนสงสารพระสุพรรณกัลยา
วายชีวาเพราะพม่าฆ่าอาสัญ
ด้วยเคืองแค้นลูกชายวายชีวัน
ทรงประกันแผ่นดินสิ้นชีพพลี

อภิวาทวีรสตรีวีรบุรุษ
ประเสริฐสุดประดุจทองละอองศรี
ขอนอบน้อมกราบกรานสดุดี
โลหิตทาปฐพีนี้เพื่อไทย

น้อมเทิดทูนวีรกรรมนำจารึก
จะผนึกกำลังมิหวั่นไหว
จะรักษาชาติศาสน์กษัตริย์ไทย
จะสู้จนขาดใจใครย่ำยี

ขอบารมีพระคุ้มครองปกป้องรัฐ
ช่วยกำจัดขจัดภัยทุกถิ่นที่
เศรษฐกิจร่ำรวยรวยทบทวี
คราดับจิตสถิตที่นิพพานเทอญ..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/4/18 at 07:59 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 17 ]

(Update 30 เมษายน 2561)


พิธีเปิดป้ายขึ้นสู่ท้องฟ้า


...ในตอนที่แล้ว เป็นถ้อยคำที่ตัวแทน “คณะพิษณุโลก” ทั้ง ๕ ท่าน ซึ่งมี "อ.วิบูลย์, อ.สนองเนตร, อ.อุบล" และอีก ๒ ท่านนึกชื่อไม่ออก ต้องขออภัยด้วย ที่ออกมากล่าวนั้น

ฟังแล้วไพเราะเสนาะโสต และได้ความหมายลึกซึ้งเหลือเกิน ขณะที่ได้ยินเสียงพวกเรากล่าวตามไปด้วยกันนั้น ครั้นมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นแสงสุริยาเริ่มลับขอบฟ้าแล้ว

แต่พวกเราก็ยังไม่เสร็จภาระหน้าที่ ยังคงจะต้องกระทำพิธีเพื่อเป็นสิริมงคลต่อไป หลังจากผู้สมมุติพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา นำเครื่องราชสักการะไปวางบนโต๊ะด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์แล้ว ทุกคนจึงถวายความเคารพโดยพร้อมเพรียงกัน


ต่อจากนั้น "คุณอนันต์ และ คุณแสงเดือน จึงปล่อยป้ายเปิดงานทันที พวกเราทุกคนปรบมือดีใจ ท่ามกลางเสียงเพลงมหาฤกษ์มหาชัยบรรเลง ทุกคนแหงนมองดูป้ายขึ้นสู่ท้องฟ้า เห็นมีข้อความปรากฏว่า...


" “งานพิธีฉลองชัย ณ กรุงศรีอยุธยา”
โดยคณะตามรอยพระพุทธบาท
ศิษย์พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๒” "

"คุณสัมพันธ์ กันฟัก และ คณะพิษณุโลก เป็นผู้จัดทำทั้งที่อยุธยาและวัดสระเกศ ในขณะที่ป้ายกำลังลอยขึ้นไปนั้นเอง เสียงพลุดังสนั่นก้องท้องฟ้า

ท่ามกลางหมู่ประชา ต่างแหงนดูลูกโป่งจำนวน ๑๐๐ ลูก ซึ่งผูกรวมกันเข้าเป็นสีธงชาติไทย ที่ได้นำป้ายอักษรลอยขึ้นไปอย่างรวดเร็ว (สำหรับพลุที่จุดขณะเปิดผ้านั้น "อ.ทวีศักดิ์ รักดนตรี เป็นผู้ติดต่อ)

ครั้นมองดูป้ายขึ้นสู่ท้องฟ้าจนลับตาแล้ว ท่ามกลางความปลาบปลื้มยินดี เหมือนกับเป็นการบอกเหตุแห่งความสำเร็จ และความมีชัยชนะทุกประการ ลูกหลานหลวงพ่อทุกคนต่างเปล่งเสียงไชโยโห่ร้องพร้อมกัน จนเสียงพลุหมดไปแล้ว

จากนั้นผู้จัดก็เชิญ "คณะรวมใจภักดิ์" ออกมารำสมโภชถวายในชุด “รำอยุธยา” เสียงปรบมือเป็นกำลังใจได้ดังขึ้น เหล่าหนุ่มสาววัยรุ่นประมาณ ๑๐ กว่าคน แต่งกายอยู่ในชุดไทยสมัยอยุธยาเมืองเก่า ต่างก็ออกมาร่ายรำประกอบคำร้องที่มีความหมายอย่างลึกซึ้ง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/4/18 at 08:29 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 18 ]

(Update 9 พฤษภาคม 2561)


ประวัติท่าน "สัมพเกษีพรหม"


"คณะรวมใจภักดิ์" ออกมารำสมโภชถวายในชุด “รำอยุธยา” เสียงปรบมือเป็นกำลังใจได้ดังขึ้น เหล่าหนุ่มสาววัยรุ่นประมาณ ๑๐ กว่าคน แต่งกายอยู่ในชุดไทยสมัยอยุธยาเมืองเก่า เมื่อผู้ร่ายรำทั้งหมด ต่างก็แสดงลีลาท่ารำไปตามทำนองจบแล้ว ผู้จัดก็กล่าวคำถวายราชสดุดีว่า...

“...เมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว เขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปรากฏอยู่ใน ปัจจุบันนี้ยังเป็นทะเลอยู่ ต่อมาแผ่นดินงอกออกไป และเมื่อขอมได้เป็นใหญ่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จึงตั้งเมืองด่านขึ้นที่ริมทะเล เรียกว่า “อโยธยา”

สมัยนั้นเมืองอโยธยาเป็นแต่เพียงเมืองด่านเมืองหนึ่ง ซึ่งไม่มีผู้คนมากนัก เนื่องจากบริเวณเมืองเป็นที่ลุ่ม เพราะอยู่ใกล้ทะเล คงจะทำนาทำไร่ไม่ได้มากนัก แต่พอคนไทยมาเป็นใหญ่ในแถบนี้ สมัยราชวงศ์พระร่วง ราชธานีตั้งอยู่ ณ เมืองสุโขทัย ห่างไกลจากทะเลออกไป

เมืองอโยธยาและเมืองลพบุรี จึงเป็นเขตของ "เมืองอู่ทอง" ซึ่งเป็นประเทศราชขึ้นกับ กรุงสุโขทัย ครั้นต่อมาแผ่นดินเมืองอโยธยา ค่อยดอนขึ้น ราษฎรจึงทำเรือกสวนไร่นาได้มาก เพราะเป็นทำเลที่เรือค้าขายผ่านไปมาอยู่เสมอ เนื่องจากอยู่ตรงแม่น้ำร่วม จึงมีคนมาตั้งภูมิลำเนามากขึ้น จนกลายเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง

ครั้นเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๐ ได้เกิดโรคระบาด ขึ้นในเมืองอู่ทอง มีผู้คนล้มตายมาก "พระเจ้าอู่ทอง" จึงได้ย้ายมาสร้างพระนครใหม่ที่ "หนองโสน" ขนานนามว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา”

และทรงสถาปนาขึ้นเป็น "พระรามาธิบดีที่ ๑" พระองค์ทรงเสวยราชสมบัติ ๒๒ ปี จึงได้เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๑๙๑๒

ลำดับนั้น "พระราเมศวร" ผู้เป็นพระราชโอรสก็ได้ครองราชย์สืบต่อมา แล้วได้ ถวายราชสมบัติให้ "ขุนหลวงพะงั่ว ผู้เป็นลุง จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๑๙๓๑ ขุนหลวงพะงั่วก็ได้ สวรรคตในระหว่างทางที่ “เกยชัย” ขณะยกทัพ จะไปตีเชียงใหม่

ในตอนนี้ "ท่านผู้เฒ่า" เล่าว่า ในขณะที่ ดำรงพระชนม์อยู่ เกือบไม่มีเวลาว่างเว้นจากสงคราม แต่ในสมัยนั้นมีการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา มีการถวายสังฆทาน จำศีล ภาวนา เพราะมีพระอรหันต์อยู่ ตายไปจึงเป็นพรหมตามเดิม

แต่ไม่นานนักก็ต้องลงมาเกิดอีกเป็นลูกชาวบ้าน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงศรีอยุธยา ท่านเกิดเป็นลูกมหาเศรษฐีมีเนื้อที่ประมาณ แสนไร่เศษ แม่ชื่อ "ปิ่นทอง" พ่อชื่อ "กองแก้ว" ท่านเองเป็นลูกชาย ชื่อ "อำไพ"

แล้วได้สละทรัพย์สินสงเคราะห์แก่บรรดาประชาชนทั้งหลาย จนกระทั่งคนในประเทศไทยมีความสุข ในการเกิดเป็น “เศรษฐีอำไพ” นี่มีอายุไม่นานนักก็ตาย อาศัยการสร้างบุญบารมีดี ก็เป็นปัจจัยให้ไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 30/4/18 at 05:56 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 19 ]

(Update 18 พฤษภาคม 2561)

ประวัติท่านสัมพเกษีพรหม (ต่อ)


...ท่านผู้เฒ่าเล่าต่อไปว่า "สัมพเกษีพรหม" ลงมาเกิดเป็น “เศรษฐีอำไพ” แล้ว ท่านไปนอนสบายอยู่พรหมไม่เท่าไร

มีผู้มารายงานอีกแล้ว พม่ามันกินเข้ามาอีกแล้ว มะริด ทวาย ก็ไม่ได้เรื่อง จึงถามท่าน "ท้าวผกาพรหม" ว่าจะให้ไปเกิดที่ไหน

ท่านบอกว่าลงไปเกิดเป็นลูกของแม่ทัพของสมเด็จพระพันวษา คือ "สมเด็จพระอินทราธิราช" แล้วก็จะจัดพรหมและเทวดาร่วมไปตามสมควร ท่านจึงได้มาเกิดเป็นลูก "ขุนไกร มีนามว่า “ขุนแผน”


ชาตินี้ขุนแผนต้องมารวบรวมไทย อาศัยที่มีวิชาการมาก เป็นนักรบเก่ง ล่องหนหายตัวได้ สะเดาะกลอนได้ ทำหุ่นยนต์ได้

การยกทัพไปก็ไม่ต้องใช้กำลังคนมาก ก็สามารถจะสู้ข้าศึกได้ บั้นปลายชีวิตก็ไปเป็น "เจ้าพระยากาญจนบุรี" ก็ไปจำศีลภาวนาอยู่ที่ "เขาชนไก่" ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม

อาศัยมีใจห่วงใยพระพุทธศาสนา มองดูคนไทยคิดว่าถ้าจะไม่ค่อยดีอีกแล้ว ต้องลงไปช่วยพยุงทั้งชาติ พระพุทธศาสนา และประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ดีกว่านี้สักหน่อย


ท่านจึงได้ลงมาเกิดเป็นลูกกษัตริย์ มีนามว่า "สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ" แล้วก็กลับมาเกิดอีกเป็น "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ"

ต่อจากนั้นก็มาเป็น "พระยาโกษาเหล็ก" จนกระทั่งปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ได้มาเป็นนักรบคู่พระทัยของ "พระเจ้าตากสิน" แล้วร่วมกันก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะได้นำไปเล่ากันในวันต่อไปที่วัดสระเกศ...”


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/5/18 at 07:46 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 20 ]

(Update 1 มิถุนายน 2561)


ประวัติท่านสัมพเกษีพรหม (จบ)


...ในขณะที่บรรยายก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว ผู้จัดจึงขอให้ "คณะของเอ้" ออกมาแสดงศิลปะป้องกันตัว คือการต่อสู้กันด้วยดาบ และง้าวก่อน เพราะถ้าปล่อยให้ต่อสู้ตอนที่ มืดแล้ว สงสัยคงจะฟันกันเละแน่

เสียงปี่เสียงกลองคล้องกับเสียงดาบกระทบกัน มองเห็นผู้ที่แต่งกายคล้ายนักรบสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่างหลบต่างหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว สร้างความตื่นเต้นเร้าใจแก่ผู้ชมโดยรอบพอสมควร

บางคนรู้สึกอยากจะออกไปรำดาบกับเขาบ้าง คงจะเป็นอารมณ์เก่าที่มีอยู่ บางคนก็มีความแค้นใจพม่าที่มารุกราน เป็นต้น

แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ ก็คือ "อาจารย์อารี" ภรรยาของ "อาจารย์ทวีศักดิ์" ที่คอยประสานงานอยู่ที่อยุธยา ได้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า


...ในขณะทำพิธีที่หน้าพระบรมราชาอนุสาวรีย์นั้น ได้เห็น "พระเจ้าอู่ทอง" อย่างชัดเจน ส่วน "คุณวีณา" (แต๋ว) อยู่กรุงเทพฯ ก็ได้เห็นพระองค์เช่นกัน เห็นในขณะลืมตา..ไม่ใช่หลับตานะ

และก็มีโยมอีกคนหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะถึงวันงานเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากไป ขณะที่ล้มตัวนอนลงไปก็ได้เห็น "พระเจ้าอู่ทอง" และ "พระเจ้ามหาจักรพรรดิ" มายืนให้เห็น

ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าผู้จัดจะมาทำพิธีที่อนุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง เพราะรายละเอียดพิธีกรรม จะไม่แจ้งให้ใครทราบ ในขณะนั้นพระเจ้าอู่ทองได้ตรัสว่า “งานนี้มีความสำคัญมากนะ ทำไมไม่ไปล่ะ” ด้วยเหตุนี้โยมจึงตัดสินใจมาร่วมงานทันที

ส่วน" คุณมงคล จากการบินไทย" ได้เล่าว่า ในขณะที่ทำพิธีอยู่นั้นลูกร้องหิวข้าว จึงพาออกมาข้างนอก ปรากฏว่าเจอฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ในพิธีกลับไม่มีฝนตกเลย



(ภาพนี้มีผู้ถ่ายได้มีแสงประหลาดส่งมาให้ดูด้วย)

นับเป็นเรื่องแปลก แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องต่อไป จะขอนำเรื่องจาก “ตำนานเมือง” ที่ "คุณนนทยา นาคะสิงห์" ได้รวบรวมไว้อีกดังนี้...

“การตั้งนาม “กรุงศรีอยุธยา” เอาอย่างมาจากเมืองอยุธยาของ “คัมภีร์รามายณะ” ในประเทศภารตะ ตามเรื่องมีว่า

"พระอิศวร" รับสั่งให้พระอินทร์ไปสร้างเมืองให้ "พระอโนมาตัน" อยู่ที่ชมพูทวีป มีชื่อว่า "ทวารวดี" พระฤาษี ๔ ตนที่บำเพ็ญพรตอยู่ที่นั่นบอกว่า

“...ป่านี้ประเสริฐนัก ชื่อว่าทวารวดี พนาสนฑ์ ต้นฉัตรพระศุลีเป็นหลักอยู่บูรพ์ หน้าศาลเทพารักษ์ ต้องด้วยลักษณะธานี รูปจะบอกนามไว้ให้เป็นมงคลเฉลิมศรี

จงเอาสมญาป่านี้นับนามเราทั้งสี่ประสมกัน เรียกว่า "กรุงศรีอยุธยาทวารวดีเขตขัณฑ์" จะเป็นที่สาม โลกอภิวันท์ พระเกียรตินั้นจะทั่วแดนไตร”

พระฤาษี ๔ ตนนั้นมาบำเพ็ญอยู่ที่ป่า “ทวารวดี” ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี และมีนามว่าดังนี้

“อันนามกรเราสี่คน รูปชื่อ “อจนคาวี” องค์นี้ชื่อ “ยุคอัคระ” องค์นั้นชื่อ “ทหะฤาษี” องค์โน้นชื่อ "ยาคะมุนี” มีตะบะ พิธีเสมอกัน”


@ ดูอัลบัมภาพทั้งหมดในเฟซบุค.. คลิกที่นี่

(โปรดติดตามตอน "อาณาจักรสุโขทัย" ต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/5/18 at 08:02 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 1/6/18 at 06:44 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top