Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 4/5/18 at 09:09 [ QUOTE ]

"มโนมยิทธิญาณ" มีอยู่ในพระไตรปิฎกหรือไม่..?


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[01]
ตอนที่ ๑
[02] ตอนที่ ๒
[03] ตอนที่ ๓
[04] ตอนที่ ๔
[05] ตอนที่ ๕
[06] ตอนที่ ๖ ประวัติโดยย่อก่อนบวช
[07] ตอนที่ ๗ ว่าด้วยบุพกรรมของพระจุลปันถกเถระ
[08] ตอนที่ ๘ วัดท่าซุงปฏิบัติตามหลักมหาปเทส ๔
[09] ตอนที่ ๙ "พระมหาชนก" ทรงเห็นนางมณีเมฆขลาได้อย่างไร ?
[10] ตอนที่ ๑๐ "ในหลวง" ทรงถวายเครื่องถ่ายเทป
[11] ตอนที่ ๑๑ หลวงพ่อฯ ก็เจอโลกธรรม

[12] ตอนที่ ๑๒ พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร


ตอนที่ ๑


...เนื่องจากมีบุคคลบางกลุ่มกล่าวว่า "มโนมยิทธิ" หรือ "มโนมยิทธิญาณ" ไม่มีในพระไตรปิฎก ไม่ใช่เป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้า

ซึ่งอาจจะเป็นที่ข้องใจหรือสับสนในเรื่องดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงใคร่ขอยกเอา "พระพุทธพจน์" ที่กล่าวไว้เป็นหลักฐานมาอ้างอิง ดังนี้

มโนมยิทธิญาณ


(http://pratripitaka.com/09-074/)

[๑๓๒] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้

ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิต รูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก

...๑. ญาณทัสสนะ เป็นชื่อของญาณชั้นสูง คือมรรคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ ปัจจเวกขณญาณ และวิปัสสนาญาณ ฯ

...๒. ได้แก่ธาตุ ๔ คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม ฯ

ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว

อย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง

ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.


อ้างอิง - http://www.84000.org/tipitaka/read/?9/132
- พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๙
- พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/5/18 at 05:48 [ QUOTE ]


ตอนที่ 2

พระจูฬปันถกเถระ
เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ


...พระจูฬปันถก เป็นน้องชายร่วมมารดาบิดาเดียวกันกับ "ท่านพระมหาปันถก" เมื่อพระมหาปันถก สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วได้รับความสุขจากการหลุดพ้นสิ้นกิเลสาสวะทั้งปวง

แล้วมีความปรารถนาจะให้ "จูฬปันถก" น้องชายมีความสุขเช่นนั้นบ้างจึงไปขออนุญาตจาก "ธนเศรษฐี" ผู้เป็นคุณตา ซึ่งก็ได้รับอนุญาตและให้ความร่วมมือด้วยดี เพราะคุณตาก็เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว

เมื่อจูฬปันถกได้รับการอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว ท่านพระมหาปันถก ผู้เป็นพี่ชายได้สอนคาถาพรรณนาพุทธคุณหนึ่งคาถา ความว่า...

ปะทุมัง ยะถา โกกะนุทัง สุคันธัง
ปาโต สิยา ผุลละมะวีตะคันธัง
อังคีระสัง ปัสสะ วิโรจะมานัง
ตะปันตะมาทิจจะมิวันตัลเข ฯ

“ดอกปทุมชาติที่ชื่อว่าโกกนุท ขยายกลีบแย้มบานตั้งแต่เวลารุ่งอรุณยามเช้า กลิ่นเกษรหอมระเหยไม่รู้จบเธอจงพินิจดูพระสักยมุนีอังคีรส ผู้มีพระรัศมีแผ่ไพโรจน์อยู่ ดุจดวงทิวากร ส่องสว่างอยู่กลางนภากาศ ฉะนั้น”


...ด้วยคาถาเพียงคาถาเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าพระจูฬปันถก เรียนอยู่นานถึง ๔ เดือนก็ยังจำไม่ได้ ท่านพระมหาปันถกพี่ชาย พยายามเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

ในที่สุดก็เห็นว่าท่านเป็นคนโง่เขล่าปัญญาทึบ เป็นคนอาภัพในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถจะบรรลุคุณพิเศษเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาได้ จึงตำหนิประณามท่านแล้วขับไล่ออกจากสำนักไป ด้วยคำว่า

“...จูฬปันถก เธอใช้เวลาถึง ๔ เดือน ยังไม่อาจเรียนคาถาแม้เพียงบาทเดียวได้ นับว่าเธอเป็นคนอาภัพ ไม่สมควรอยู่ในพระศาสนานี้

เพียงคาถาเดียวยังเรียนไม่ได้ แล้วจะทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอจงออกไปเสียจากที่นี้เถิด...”


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/5/18 at 06:17 [ QUOTE ]


ตอนที่ 3

ปัญญาทึบพี่ชายไล่สึก


...ในวันนั้น "หมอชีวกโกมารภัจ" ได้กราบอาราธนาพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ไปเสวยและฉันภัตตาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้น

ในฐานะที่พระมหาปันถก ผู้มีหน้าที่เป็นภัตตุทเทศก์ ได้จัดนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ ทั้งหมดในพระอาราม ในฉันภัตตาหารที่บ้านของหมอชีวกโกมารภัจ นั้น เว้นเฉพาะพระจูฬปันถก เพียงรูปเดียวเหลือไว้ในพระอาราม

พระจูฬปันถก เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตและวาสนาของตนเอง คิดว่าตนเองเป็นอาภัพบุคคลในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถที่จะบรรลุโลกุตรธรรมได้

จึงตัดสินใจที่จะสึกออกไปเป็นฆราวาส แล้วทำบุญสร้างกุศลต่างๆ ตามควรแก่ฐานะ จึงได้หลบออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นเธอเดินมาจึงตรัสถามว่า

“จูฬปันถก นั้นเธอจะไปไหนแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ?”

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระมหาปันถกได้ขับไล่ข้าพระพุทธเจ้าออกจากอาราม ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจะไปลาสิกขา พระเจ้าข้า”

“...จูฬปันถก เธอมิได้บวชเพื่อที่ชาย เธอบวชเพื่อตถาคตต่างหาก เมื่อพี่ชายขับไล่เธอ เหตุไฉนเธอจึงไม่มาหาตถาคต การกลับไปอยู่ครองเรือนจะมีประโยชน์อะไร มาอยู่กับตถาคตจะประเสริฐกว่า...”

พระบรมศาสดา พาเธอไปที่พระคันธกุฏี ประทานผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนเล็ก ๆ ให้เธอผืนหนึ่ง แล้วทรงแนะนำให้เธอบริกรรมด้วยคาถาว่า

"...ระโชหะระณัง ระโชหะระณัง..." พร้อมกับใช้มือลูบคลำผ้าผืนนั้นไปด้วย

เธอรับผ้ามาด้วยความเอิบอิ่มใจ แสวงหาที่สงบสงัดแล้วเริ่มปฏิบัติบริกรรมคาถา ลูบคลำผ้าที่พระพุทธองค์ประทานให้เธอบริกรรมได้ไม่นาน ผ้าขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ผืนนั้น ก็เริ่มมีสีคล้ำเศร้าหมองเหมือนผ้าเช็ดมือ จึงคิดขึ้นว่า

“ผ้าผืนนี้เดิมทีมีสีขาวบริสุทธิ์ แต่อาศัยการถูกต้องสัมผัสกับอัตภาพของเรา จึงกลายเป็นผ้าสกปรก เศร้าหมอง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ”

แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานยกผ้าผืนนั้นขึ้นเปรียบเทียบกับอัตตภาพร่างกายเป็นอารมณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ คือปัญญาอันแตกฉานมี ๔ ประการคือ

๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติคือภาษา
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/5/18 at 06:18 [ QUOTE ]


ตอนที่ 4

พระจูฬปันถกประกาศความเป็นอรหันต์


...ความเดิมตอนที่แล้ว "พระมหาปันถก" ไม่พอใจ "พระจูฬปันถก" น้องชายที่มีปัญญาทึบ จึงได้ไล่ให้ออกไปจากวัด ท่านเองก็น้อยใจจึงคิดจะสึก ภายหลังพระพุทธเจ้าทรงโปรด จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ...

"...ครั้งรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังเรือนของหมอชีวกโกมารภัจ เพื่อเสวยภัตตาหารตามที่หมอชีวกกราบอาราธนาไว้

เมื่อหมอชีวกน้อมนำภัตตาหารเข้าไปถวายพระบรมศาสดา พระองค์ทรงปิดบาตรแล้วตรัสว่า

“ยังมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง อยู่ที่วัด”

หมอชีวกจึงส่งคนไปนิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหาร

...ขณะนั้น พระจูฬปันถก เพื่อจะประกาศความเป็นพระอรหันต์ของตน ให้ปรากฏ จึงได้เนรมิตพระภิกษุขึ้นถึงจำนวน ๑,๐๐๐ รูป ในพระอารามอยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ กัน บ้างก็สาธยายพุทธคุณ บ้างก็ซักจีวร บ้างก็ย้อมจีวร เป็นต้น

เมื่อคนรับใช้มาถึงวัดได้เห็นพระภิกษุจำนวนมากมายอย่างนั้น จึงรีบกลับไปแจ้งแก่หมอชีวก พระพุทธองค์ทรงสดับอยู่ด้วย จึงรับสั่งให้คนใช้นั้นไปนิมนต์ท่านที่ชื่อจูฬปันถก

คนรับใช้ไปกราบนิมนต์ตามพระดำรัสนั้น ด้วยคำว่า
“ข้าแต่พระคุณเจ้า พระบรมศาสดารับสั่งให้มานิมนต์พระจูฬปันถก ขอรับ”

ปรากฏว่าพระภิกษุทุกรูปต่างก็พูดเหมือนกันว่า
“อาตมา..ชื่อพระจูฬปันถก”

คนรับใช้ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องกลับไปกราบทูลพระบรมศาสดา ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก พระพุทธองค์ตรัสแนะว่า

“ถ้าพระภิกษุรูปใดพูดขึ้นก่อน เธอจงจับมือภิกษุรูปนั้นไว้แล้วนำท่านมา ส่วนพระภิกษุที่เหลือก็จะหายไปเอง”

คนรับใช้ ปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำนั้นแล้ว ได้นำพระจูฬปันถก สู่ที่นิมนต์ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดาทรงมอบให้ท่านเป็นผู้กล่าวภัตตานุโมทนา อันเป็นการเสริมศรัทธาแก่ทายกทายิกาต่อไป..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 3/6/18 at 05:26 [ QUOTE ]


ตอนที่ 5

บุพกรรมของ "พระจูฬปันถก"


...พระจูฬปันถก ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้า "ปทุมุตตระ" ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นน้องชายของกุฎุมพี ชาวเมืองหงสวดี (คือพระมหาปันถกในชาติปัจจุบัน)

วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพี่ชาย และพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง "เอตทัคคะ"

ด้านชำนาญใน "เจโตวิมุติ" และด้านชำนาญใน"มโนมยิทธิ" (การใช้ฤทธิ์ทางใจ) แล้วปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏ ด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน

และได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า "โคดม" ในอีกแสนกัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล

พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง "เอตทัคคะ" ด้านชำนาญใน "เจโตวิมุติ" และชำนาญใน "มโนมยิทธิ"

เมื่อท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้ว เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ท่านตายจากชาตินั้น บุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพระพุทธเจ้าพระนามว่า "กัสสปะ" พระจูฬปันถกได้บวชเป็นพระภิกษุในครั้งนั้นด้วย

ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาดี ทรงจำหลักธรรมคำสอนได้มากและแม่นยำ ท่านเห็นเพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งปัญญาทึบท่องสาธยายหัวข้อธรรมผิดๆ ถูกๆ แล้วหัวเราะเยาะ

จนทำให้ภิกษุรูปนั้นเกิดความอับอาย เลิกท่องจำเล่าเรียนพระพุทธพจน์นั้นต่อไป เพราะกรรมเก่าในครั้งนั้น จึงเป็นผลติดตามให้ท่านมีปัญญาทึบโง่เขลาในอัตภาพนี้

พระจูฬปันถก สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เป็นกำลังช่วยกิจการพระศาสนาตามความสามารถของท่าน และโดยที่ท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญใน "มโนมยิทธิ"

พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่ง "เอตทัคคะ" เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้ชำนาญ "มโนมยิทธิ" ท่านดำรงอายุสังขาร สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน ดังนี้


อ้างอิง - http://84000.org/one/1/35.html



(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 14/6/18 at 08:04 [ QUOTE ]


ตอนที่ 6

ประวัติโดยย่อก่อนบวช


...เดิมชื่อว่า "ปันถกะ" แปลว่า "ทาง" เพราะมารดาได้คลอดในระหว่างเดินทางกลับจากเมืองราชคฤห์

ท่านเป็นบุตรคนที่สอง จึงได้คำนำหน้าว่า "จูฬปันถกะ" แปลว่า "ทางเล็ก" ส่วนพี่ชายของท่านมีชื่อว่า "มหาปันถกะ" แปลว่า "ทางใหญ่"

บิดาของท่านเกิดใน "วรรณะศูทร" ไม่ปรากฎนาม ส่วนมารดาเป็นลูกสาวเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ เป็นคนวรรณะแพศย์ หรือ "ไวศยะ"

ต่อมาทั้งสองได้เกิดความรักต่อกัน จึงได้หนีออกจากบ้านไปอยู่ในป่า ซึ่งไกลจากเมืองราชคฤห์ และได้กำเนิดบุตรชายสองคน คือ "มหาปันถกะ" และ "จูฬปันถกะ"

บิดามารดาจึงได้นำลูกทั้งสองไปให้เศรษฐีเมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นตากับยายเลี้ยงดู แต่ด้วยการที่ท่านเศรษฐีมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้พาเด็กทั้งสองไปฟังธรรมที่วัดด้วยเป็นประจำ

เด็กทั้งสองจึงมีใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และได้ขออนุญาตตากับยายบรรพชา ท่านได้อนุญาตให้มหาปันถกะบวชได้ ส่วนจูฬปันถกะยังไม่อนุญาตให้บวช เพราะยังเด็กจึงให้อยู่กับตายายไปก่อน


อ้างอิง - https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/expert/21.html

...ต่อมาท่านก็ได้บวชตามพระพี่ชาย ตอนบวชใหม่ๆ บาปกรรมที่เคยหัวเราะเยาะพระปัญญาทึบตามมาให้ผล โดยทำให้ท่านไม่ได้กัลยาณมิตรแนะนำการปฏิบัติธรรม จึงไม่สามารถท่องจำคาถาแม้เพียงบทเดียวได้

จนถูกพระมหาปันถกขับไล่ให้สึก แต่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้เจริญกรรมฐาน จึงได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนา มาแต่อดีตชาติ

ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วมีความชำนาญในการเข้าสมาธิ และชำนาญในการใช้ฤทธิ์ทางใจเนรมิตร่างกายท่านได้ตั้ง ๑,๐๐๐ ร่างในขณะจิตเดียว

พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง "เอตทัคคะ" ด้านชำนาญในการเข้าสมาธิ (เจโตวิมุติ) และชำนาญในการใช้ "มโนมยิทธิ" คือเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ดังนี้แล


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 25/6/18 at 06:46 [ QUOTE ]


ตอนที่ 7

ว่าด้วยบุพกรรมของพระจุลปันถกเถระ


...จาก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ (จุลลปันถกเถราปทานที่ ๔) ว่าด้วยบุพกรรมของ "พระจุลปันถกเถระ" คือเป็นคำกบอกเล่าตัวท่านเอง ดังนี้

[๑๖] ...เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์.

แม้เวลานั้นเราก็อยู่ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ผู้เสด็จมาไม่นาน.

เราถือเอาฉัตรอันประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้าพระนราสภ เราได้ทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งกำลังเข้าสมาธิ.

เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสองถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ามหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระทรงรับแล้ว.

เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบาน เข้ามาสู่ภูเขาหินวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจักษุทรงอนุโมทนา.

ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าวเช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ.

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรดอกบัวให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.

ดาบสนี้จักเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัป และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๕ ครั้ง. จะท่องเที่ยวสู่กำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ จักทรงไว้ซึ่ง อกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ.

ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.

เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้นี้จักได้ความเป็นมนุษย์ เขาจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้วด้วยฤทธิ์อันสำเร็จด้วยใจ.

จักมีพี่น้องชายสองคนมีชื่อว่า ปันถก แม้ทั้งสองคนเสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว จักยังพระศาสนาให้รุ่งเรือง.

เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต เรายังไม่ได้คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร.

เรามีปัญญาเขลา เพราะเราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้.

เราถูกพระพี่ชายขับไล่แล้วน้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ไม่หวังในความเป็นสมณะ.

ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะเราทรงจับเราที่แขน พาเข้ารูปในสังฆาราม.

พระศาสดาคุ้มทรงอนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราว่า จงอธิฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้วจึงระลึกถึงดอกบัวได้ จิตของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุพระอรหัต.

เราถึงที่สุดในฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้วแต่ฤทธิ์อันสำเร็จด้วยใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่.

คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.

ทราบว่า ท่านพระจุลปันถกะได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบจุลลปันถกเถราปทาน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/7/18 at 17:09 [ QUOTE ]


ตอนที่ 8

วัดท่าซุงปฏิบัติตามหลัก "มหาปเทส ๔"


...เป็นอันว่า หลักฐานทางพระไตรปิฎกได้ปรากฏชัด จึงนำมายืนยันเพื่อความมั่นใจ โดยเฉพาะแนวทางการฝึก "มโนมยิทธิ"

ซึ่งตามแบบฉบับของแต่ละวัดอาจจะไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็มีผลอันเดียวกัน ตามคำแนะนำของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ดังนี้


พระพุทธานุญาตมหาปเทส ๔

...เมื่อสงสัยคำหรือข้อความใดแม้ในพระไตรปิฏก ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อทันทีอย่างผูกขาด แต่สามารถตรวจสอบก่อน ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักทั่วไปไว้แล้ว

ซึ่งสำหรับพวกเราบัดนี้ ก็คือการใช้คำสั่งสอนในพระไตรปิฏก ตรวจสอบแม้แต่คำสั่งสอนในพระไตรปิฏกด้วยกันเอง กล่าวคือ หลักมหาปเทส ๔

ได้แก่ที่อ้างอิงใหญ่ หรือหลักใหญ่สำหรับใช้อ้างเพื่อสอบสวนเทียบเคียง เริ่มแต่หมวดแรก ที่เป็นชุดใหญ่ ซึ่งแยกเป็น...

๑. พุทธาปเทส (ยกเอาพระพุทธเจ้าขึ้นอ้าง)
๒. สังฆาปเทส (ยกเอาสงฆ์ทั้งหมู่ขึ้นอ้าง)
๓. สัมพหุลัตเถราปเทส (ยกเอาพระเถระจำนวนมากขึ้นอ้าง)
๔. เอกเถราปเทส (ยกเอาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นอ้าง)
(ที.ม. ๑๐/๑๑๓/๑๐๔)


...ส่วนใครที่เข้าใจว่าเป็นนิมิตบ้าง เป็นโอภาสบ้าง หรือเป็นการสะกดจิตบ้างนั้น บางคนเห็นเป็นเรื่องเดรัจฉานวิชาไปเลย ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะปฏิบัติในแนวทางต่างกัน ที่เรียกว่า "สุขวิปัสสโก"

สำหรับผู้ที่ฝึกตั้งแต่ "เตวิชโช" เป็นต้นไป ก็สามารถปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันได้ ไม่โต้แย้งกัน แต่ถ้าเอาเรื่องแนวทาง "สุขวิปัสสโก" กับ "เตวิชโช" มาคุยกันก็สับสนเป็นธรรมดา

เพราะถ้า "นิมิต" หรือ "โอภาส" เกิดในการฝึกแบบ "สุขวิปัสสโก" นั้น ท่านไม่ให้ยึดถือเอา เพราะนั่นเป็น "อุปกิเลส" ใน "วิปัสสนาญาณ ๑๐ อย่าง"

ครูบาอาจารย์ท่านเป็นผู้สั่งสอน จึงมีวิธีแนะนำให้ลูกศิษย์เข้าใจในเรื่องนี้ นับเป็นเวลา ๔๐ ปีแล้ว ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เป็นผู้ฝึกวิชานี้

นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ เป็นต้นมาก็ไม่เห็นผู้ที่ฝึกแล้ว จะเกิดสติวิปลาสไปแต่อย่างใด เพราะผู้ที่จะฝึกได้นั้น จะต้องประกอบด้วยศีล สมาธิ วิปัสสนาญาณ จึงจะสามารถฝึกได้

นี่เป็นวิชาที่สามารถพิสูจน์ได้จากกาลเวลาที่ผ่านมา วิชานี้จึงเป็นวิชาเร่งรัด ทำให้คนเชื่อในบุญบาป นรกสวรรค์มีจริง

เมื่อรู้และพิสูจน์จนเชื่อถือแล้ว ท่านก็สอนให้ปฏิบัติตามหลักสูตรของ "พระโสดาบัน" ต่อไป ไม่ได้ไปเที่ยวนรกสวรรค์กันเล่นๆ เท่านั้น

จึงไม่เห็นว่าจะเป็นโทษแต่อย่างใด ไม่เห็นว่าสอนนอกพระพุทธศานาแต่อย่างใด เว้นไว้แต่คนทำไม่ถึง จึงไม่เข้าใจ แล้วบอกปัดไปเลยว่า ไม่มีในพระไตรปิฎก...ด้วยประการฉะนี้


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/7/18 at 05:17 [ QUOTE ]


ตอนที่ 9

พระมหาชนกทรงเห็นนางมณีเมฆขลาได้อย่างไร ?


...นอกจากวิชา "มโนมยิทธิ" จะเป็นเรื่องของการพบเห็นเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ได้นั้น ซึ่งได้ยกตัวอย่าง "พระจุฬปันถก" ตามที่ได้นำมายืนยันแล้วว่า

เป็นเรื่องที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาจริง แต่อยู่นอกเรื่องของผู้ที่ปฏิบัติไม่เข้าถึง จึงได้ปฏิเสธคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้คนบางคนพลอยเข้าใจผิดไปด้วย ถึงกับกล่าวโจมตีในเรื่องนี้

บางท่านก็มีการบอกว่า พระพุทธศาสนาไม่มีเทพเจ้า..เป็นงั้นไป บางท่านก็ยอมรับไม่ได้ในบท "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" จากพระไตรปิฎก ที่กล่าวถึงสวรรค์และพรหมทั้งหลาย

เรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นความเชื่อ ที่ถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมานานแล้วว่า เทวดานางฟ้า หรือ นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่

ความจริงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะตัดสินใจ เว้นไว้แต่ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเท่านั้น เหมือนกับผู้ที่อยู่ในโคลนตมก็ไม่ต้องพูดถึง พวกนี้จะไม่ยอมรับเหตุผลอะไรทั้งสิ้น

แต่ในที่นี้ ต้องการจะพูดถึงผู้ที่ยอมรับฟังเหตุผล โดยเฉพาะจากบุคคลที่เชื่อถือได้ และเป็นบุคคลที่คนไทยให้ความเคารพอย่างสูงสุด นั่นก็คือ..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

ถ้าคนไทยยังจำได้ย้อนหลังไปเมื่อ ๒๐ กว่าปี ก่อนที่พระองค์จะสวรรคต ในตอนนั้นพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ซึ่งพระองค์ทรงเน้นเรื่องของ "ความเพียร" โดยยก "พระมหาชนก" เป็นตัวอย่าง ที่มีความเพียรว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรนานถึง ๗ วัน ๗ คืน

ถ้าเป็นคนธรรมดาก็จมน้ำตายไปแล้ว แต่ด้วยบุญบารมีของความเป็นพระโพธิสัตว์ ทำให้ "นางมณีเมฆขลา" มาช่วยชีวิตเอาไว้ได้


ในตอนนี้ จะขอเน้นย้ำถึงเรื่อง "พระมหาชนก" ทรงเห็นนางมณีเมฆขลาได้อย่างไร ?
จะไม่ไปค้านกับความเชื่อของคนบางคน หรือพระบางรูปอย่างนั้นหรือ ?


แต่การที่ในหลวงไม่ทรงตัดทอนในเรื่องนี้ นั่นแสดงว่าพระองค์ก็ทรงยอมรับว่าเป็นไปได้จริง การเห็นเทวดานางฟ้าของพระโพธิสัตว์ เท่ากับยืนยันความเชื่อของพระองค์โดยแท้

สำหรับชาดกที่กล่าวถึง "นางมณีเมฆขลา" ไม่ได้มีแค่นี้ ยังมีกล่าวอยู่ในชาดกรวมเป็น ๓ เรื่อง คือ
๑. พระมหาชนก
๒. สังขพราหมณ์ชาดก (บาลีว่า สังขชาดก)
๓. สมุทรโฆสชาดก


ในตอนท้ายของชาดก พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องของพระองค์ในชาติก่อนๆ เพราะบุพกรรมอะไร จึงต้องว่ายน้ำถึง ๗ วัน ๗ คืน แล้วทรงประชุมชาดกว่า นางมณีเมฆขลา คือ "นางอุบลวรรณา" ดังนี้

นั่นแสดงว่าท้องเรื่องของชาดกทั้ง ๓ เรื่อง เป็นปรากฎการณ์ที่พบเห็นนางฟ้าได้ด้วยตาเนื้อจริง แต่อาจจะมีใครบางคนบอกว่า เป็นบุญญาธิการของพระโพธิสัตว์

ส่วนคนธรรมดาอย่างเราๆ ว่ายน้ำแบบนั้น วันเดียวก็หมดแรงตายอยู่กลางทะเลแล้ว การที่จะเห็นนางมณีเมฆขลาแบบจะๆ ในขณะนั้นคงยากมาก

แล้วจะทำอย่างไร จึงจะสามารถฝึกให้เกิดทิพจักขุญาณ หรือวิชามโนมยิทธิ เพื่อพิสูจน์ว่าพระมหาชนกเห็นนางฟ้าได้จริงหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่อยากจะนำมาวิเคราะห์กันอีกครั้ง หากปฏิเสธว่า "นางมณีเมฆขลา" เป็นเรื่องจินตนาการที่แต่งขึ้นให้เป็นนิยาย แสดงว่าผู้นั้นก็ดูหมิ่นพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ด้วย


พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน

...ในเรื่องพระมหาชนกนี้ พระองค์ได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพด้านทัศนศิลป์ไว้ด้วย นั่นคือ..ภาพประกอบฝีพระหัตถ์ของพระองค์


โดยทรงใช้คอมพิวเตอร์วาดภาพแสดงเส้นทางเดินเรือของพระมหาชนก รวม ๔ ภาพ คือภาพวันที่ควรออกเดินทาง, ภาพวันเดินทาง, ภาพวันที่เรือล่ม

รวมทั้งแผนที่ฝีพระหัตถ์ แสดงสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณบางแห่ง และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม

โดยมีแผนที่อากาศแสดงเส้นทางพายุจริงๆ และภาพพระมหาชนกทรงว่ายน้ำ โดยมีนางมณีเมขลาเหาะอยู่เบื้องบน

นั่นแสดงถึงความเชื่อถือในพระสูตรนี้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเห็นนางฟ้ามาลอยตรงหน้าพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงได้ทรงวาดภาพนี้ประกอบไว้ด้วย


นอกจากนี้ยังทรงกำหนดวันเดินทะเลตลอดจนจุดอัปปางของเรืออับโชค โดยทรงคาดคะเนโดยอาศัยข้อมูลทางโหราศาสตร์

แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาในด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และโหราศาสตร์ไทย ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2539

พระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ก็ออกจำหน่าย และเป็นที่ชื่นชมโดยทั่วไป จึงมีพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2539

ครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตัวหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต โดยความในตอนหนึ่งระบุ

"..หนังสือเรื่องนี้..เป็นที่รักของข้าพเจ้าเอง..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 2/8/18 at 05:37 [ QUOTE ]


ตอนที่ 10

"ในหลวง" ทรงถวายเครื่องถ่ายเทป

...คำว่า "มโนมยิทธิ" ตามหลักฐานจากพระไตรปิฎก พอสรุปได้ว่า "พระจุฬปันถก" เป็นผู้เลิศในทางด้านนี้

ตามที่วัดท่าซุงได้ฝึกสอนวิชานี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ โดยถือแนวทางการสอนของหลวงพ่อ "พระราชพรหมยาน" เป็นแบบอย่าง ซึ่งผู้ที่จะเป็นครูฝึกสอนต่อได้นั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากวัดท่าซุงด้วย


พร้อมทั้งได้ประกาศ "สถานที่ฝึก" อย่างเป็นทางการ จากเจ้าอาวาสวัดท่าซุงองค์ปัจจุบันนี้ คือ ท่านพระครูปลัดสมนึก สุธัมมถิรสัทโธ เพื่อป้องกันการฝึกสอนที่นอกแนวทางออกไป

หากมีสถานที่หนึ่งที่ใดที่ทางวัดท่าซุงไม่ได้ระบุไว้ ยังมีการฝึกสอน "มโนมยิทธิ" (ฤทธิ์ทางใจ) โดยอ้างว่าเป็นการฝึกแบบของวัดท่าซุง หรือแบบของหลวงพ่อพระราชพรหมยานก็ตาม ขณะนี้ทางวัดท่าซุงประกาศแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด

วัดท่าซุงยังคงรักษาประเพณีเดิม

...แม้แต่การทำพิธีบวงสรวง ทางวัดท่าซุงก็ยังถือประเพณีเดิม คือเปิดเทปเสียงหลวงพ่อฯ บวงสรวง เพราะการกล่าวคำบวงสรวงเอง ท่านอนุญาตให้กล่าวได้ตั้งแต่ "สัคเค.." แค่นั้น

สมัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านบอกว่าการกล่าวบทบวงสรวงตั้งแต่ต้นคือ "ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา.." เป็นการเรียกใช้พระอริยเจ้า (ขอย้ำว่า นี่เป็นคำพูดของท่านจริงๆ)

ท้าวมหาราชไม่อนุญาตให้ใครทำ นอกจากหลวงพ่อฯ และ พล.ต.ศรีพันธ์ (พี่แดง) วิชชุพันธ์ เท่านั้น ปัจจุบันนี้ถ้าหากยังมีใครทำพิธีบวงสรวงเอง ก็เป็นการทำนอกเหนือคำสั่งของท้าวมหาราชด้วย ส่วนที่อ้างว่าหลวงพ่อมาสั่งในสมาธิ นั่นให้รู้ว่าอุปาทานแน่นอน

และขอประกาศเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ทางวัดท่าซุงยังรักษานโยบายเดิมของท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาโกศล คือจะไม่จัดงานพิธีเป่ายันต์เกราะเพชร (หรือเป่ายันต์มหาลาภ ตามที่สำนักบางแห่งกล่าวอ้างด้วย)

คงทำแค่ "พิธีพุทธาภิเษก" ในพระอุโบสถวัดท่าซุงเท่านั้น แต่ใครต้องการรับยันต์เกราะเพชรไปด้วย ทางวัดก็มิได้หวงห้ามแต่อย่างใด เพราะสมัยหลวงพ่อท่านทำพิธีปลุกเสกก่อนงานเป่ายันต์เกราะเพชร ท่านบอกให้ทุกคนตั้งใจรับยันต์เกราะเพชรก่อนได้เลย

ฉะนั้น ผู้ใดที่ปฏิญาณตนเป็นศิษย์ของท่าน จึงควรรักษาจารีตประเพณีที่ถูกต้อง และไม่ควรสนับสนุนกับผู้ที่กระทำเช่นนี้ มิเช่นนั้นเท่ากับร่วมกันปรามาส หรือเหยียบย่ำทำลายครูบาอาจารย์ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปด้วย ทั้งผู้ทำและผู้ร่วมงานทั้งหลาย

ส่วนเรื่องการบ้านการเมือง ทางวัดท่าซุงก็ยังถือนโยบายเดิม คือไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง โดยไม่ฝักไฝ่หรือแสวงหาผลประโยชน์กับกลุ่มใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ยังคงรักษาคำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยานไว้ ด้วยการช่วยกันจรรโลงสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้มั่นคงสืบไป


(ในหลวงพระราชทาน ส.ค.ส.พระมหาชนก ประจำปี ๒๕๕๘)

...ฉะนั้น เมื่อตอนที่แล้วได้อ้างถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ตามที่พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ไว้เป็นแบบอย่าง

อีกทั้งมีภาพวาดฝีพระหัตถ์ตอนที่พระมหาชนกเห็น "นางมณีเมฆขลา" ลงมาช่วย แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของพระองค์ว่า

มิได้ทรงคัดค้าน "พระไตรปิฎก" ที่ได้กล่าวไว้ว่า นรกสวรรค์มีจริง เทวดานางฟ้ามีจริง พระมหาชนกสามารถมองเห็น "นางฟ้า" ด้วยตาเนื้อได้ ไม่ใช่เรื่องนิยายปรำปราที่แต่งขึ้นแต่อย่างใด

เรื่องนี้ก็ตรงกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ "พระราชพรหมยาน" ตามที่เล่าประสบการณ์ของท่านไว้มากมาย อีกทั้งยังฝึกสอนให้ผู้อื่นได้รู้เห็นตามอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดท่าซุงเมื่อปี ๒๕๒๐

พระองค์จึงทรงขอให้หลวงพ่อฯ ตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดาร พร้อมทั้งทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ และพระราชทานวัตถุสิ่งของต่างๆ มากมาย


ประการสำคัญ..การที่พระองค์ทรงเห็นคุณประโยชน์ ในการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพราะสมัยนั้นต้องบันทึกเสียงด้วยเทปคาทเซท

เนื่องจากแนวทางคำสอนธรรมะของหลวงพ่อฯ มีบันทึกเสียงไว้มากมายหลายหมวด ตามสารบัญ "รายการเทป" ที่พิมพ์เผยแพร่ไว้ที่วัดท่าซุงและที่บ้านสายลม เช่น

โทษละเมิดพระวินัย, อุทุมพลิกสูตร, มหาสติปัฏฐานสูตร, กรรมฐาน ๔๐, บารมี ๑๐ ทัศ และวิปัสสนาญาณ ๙, การฝึกเป็นพระอริยเจ้าแบบสุกขวิปัสสโก, เตวิชโช, ฉฬภิญโญ, ปฏิสัมภิทัปปัตโต เป็นต้น

พระองค์ทรงเห็นว่าถูกหลักตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงได้ทรงบริจาคเครื่องถ่ายเทปไว้ ๒ เครื่อง

เพื่อให้หลวงพ่อได้เผยแพร่ธรรมะไปอย่างกว้างขวาง จะได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามพระราชประสงค์ต่อไป


ส่วนเทปธรรมะบางเรื่องที่หลวงพ่อฯ บันทึกถวายพระองค์ จึงเรียกเทปชุดนี้ว่า "ชุดทูลถวาย" เช่น หมวดจริต ๖ เป็นต้น คนไทยทั้งหลายก็พลอยได้รับฟังไปด้วย

เหล่าพสกนิกรชาวไทยที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อฯ ในเวลานั้น จึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเป็นพระราชกุศลในด้าน "ธรรมทาน" ตลอดมาถึงปัจจุบันนี้

เพราะฉะนั้น คำสอนตามแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อฯ ท่านสอนไว้ตรงตามพระไตรปิฎก และตามหลักสูตรนักธรรมตรี, โท, เอก ทั้งหมวด "พระวินัย" และ "พระสูตร" (บุคคลตัวอย่าง) ครบถ้วน

มีใครบ้างไหม..ในบ้านเมืองนี้ หรือผู้ที่จะเข้ามาบริหารคณะสงฆ์คิดว่า วัดท่าซุงสอนไม่ถูกต้อง หรือสอนไม่ตรงตามพระไตรปิฎก

หากบังเอิญมีผู้ที่ไม่เข้าใจ ท่านสามารถตรวจสอบคำสอนได้จาก "รายการเทปธรรมะ" ซึ่งมีมากมายหลายหมวด ตามที่ทาง "เว็บวัดท่าซุง" จัดทำไว้นานแล้ว

http://www.watthasung.com/kitti/TAPE_CD.pdf

ซึ่งมีทั้งการฝึกแบบปกติคือ "สุกขวิปัสสโก" และฝึกแบบ "มโนมยิทธิ" ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชประสงค์ให้บันทึกเสียงไว้เผยแพร่มานานหลายสิบปีแล้ว

อึกทั้งพระองค์ก็ทรงมีความเลื่อมใสในปฏิปทาของหลวงพ่อฯ เป็นอันมาก ได้ทรงนิมนต์เข้าไปสนทนาธรรมในพระราชวังบ่อยๆ

โดยเฉพาะตามที่พระองค์ได้ทรงเล่าถวายหลวงพ่อฯ ว่า พระองค์ทรงสนพระทัยในการปฏิบัติธรรมมาก ได้เคยศึกษาแนวทางจากครูบาอาจารย์หลายรูป

พระองค์จึงทรงพระสติปัญญาเป็นเลิศ เข้าใจในธรรมปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง มิใช่ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางโลกอย่างเดียว แม้ในทางธรรมก็ทรงพระปรีชาสามารถด้วย

เมื่อได้รับเทปธรรมะที่หลวงพ่อฯ บรรยายถวายมานั้น พระองค์ได้ทรงสดับอย่างตั้งพระทัย บางครั้งทรงดำเนินจงกรม ๑ ชั่วโมง พระองค์ก็สามารถฟังเทปนั้นได้ ๑ ตลับ คือ ๑ ชั่วโมง ดังนี้เป็นต้น


ณ โอกาสนี้ ขอนำ "การปฏิบัติธรรม" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บันทึกโดย พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร ได้เล่าไว้ว่า


"...การศึกษาสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงศึกษาอย่างละเอียดลออจริง ๆ เท่าที่ท่านจำได้ในสมัยโน้น พระผู้ใหญ่ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษา

พระองค์จะทรงนิมนต์ให้เข้าไปในวัง ที่เรียกว่า "ถวายกรรมฐาน" นอกจากที่รู้ ๆ กันอยู่ ก็มีท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ, พระอาจารย์วัน อุตตโม, หลวงพ่อชา สุภัทโท เป็นต้น

นอกจากจะนิมนต์เข้าไปหรือเสด็จไปหา พระองค์ท่านยังเอาเทปบันทึกคำสอนของครูบาอาจารย์เหล่านี้มาฟังเอง ฟังเสร็จแล้ว พระองค์ท่านก็พระราชทานให้พวกเรา.."




(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 17/8/18 at 09:48 [ QUOTE ]


ตอนที่ 11

หลวงพ่อฯ ก็เจอโลกธรรม

...ตามที่ได้ลำดับความเป็นมาในคำสอนของ "หลวงพ่อพระราชพรหมยาน" แล้วว่า คำสอนของวัดท่าซุงตรงตามพระไตรปิฎกทุกหมวด

แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ยังทรงพระราชทานเครื่องถ่ายเทปจำนวน ๒ เครื่อง อีกทั้งหลวงพ่อฯ ก็ยังได้บันทึกเสียงถวายพระองค์ด้วย โปรดเปิดฟังหลวงพ่อพูดเรื่องนี้ (แบบฉบับเต็ม)


แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ทางวัดจะชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องแนวทางการสอนของวัดท่าซุงไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มบางคณะที่มีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนา

นำประเด็นที่ตนเองไม่เห็นด้วยมาคัดค้าน กล่าวโจมตีด้วยการปรับอาบัติปาราชิกบ้าง สบประมาทด้วยการเรียกว่า "ลิง" บ้างก็ตาม

ขอพวกเราที่เป็นลูกหลานของท่าน อย่าได้ไปตำหนิติเตียนหรือเกลียดชังบุคคลกลุ่มนี้ ด้วยการโต้ตอบให้เป็นเรื่องขัดแย้งกันเลย

เพราะเจตนาก็เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา เพียงแค่มองต่างมุมกันเท่านั้นเอง มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมโหฬารแต่ประการใด

เพียงแค่วางอารมณ์อคติลงไปบ้าง แล้วหันมาทบทวนคำสอนของวัดท่าซุงทุกหมวด (ขอย้ำว่า "ทุกหมวด") แล้วท่านจะเข้าใจได้ดีว่า พวกเราต่างก็หวังดีต่อพระพุทธศาสนาด้วยกัน

(นี่คือภาพตัวอย่าง ที่หลวงพ่อฯ มีทั้งคนรักและคนชัง)


ส่วนที่มองว่า "เป็นการสอนผิดๆ กุเรื่องขึ้นมา" หรือกล่าวหาว่า "อวดอุตริ" กับการที่ไปพบพระพุทธเจ้าได้นั้น นั่นเป็นเรื่องของปัจจัตตัง

คือเป็นเรื่องเฉพาะตน ใครทำได้ก็บอกว่ามี ใครทำไม่ได้ก็บอกว่าไม่มี เป็นเรื่องธรรมดา แม้จะกล่าวดูหมิ่นว่าเป็นลิงนั่นเป็นลิงนี่ พวกเราก็ไม่โกรธที่เขาสบประมาทครูบาอาจารย์

แต่เสียดายอยู่ที่ท่านมรณภาพไปแล้ว ไม่สามารถมาแก้ต่างได้ในฐานะจำเลย ถือว่าเป็นการถูกล่วงละเมิดสิทธิ์ หรือถูกโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว

พวกเราในฐานะเป็นศิษย์ ไม่ได้หมายความว่าเคารพรักครูบาอาจารย์ จนใครจะแตะต้องไม่ได้ ค้านหัวชนฝาทุกเรื่อง ไม่ใช่อย่างนั้น

ความจริงก็คือความจริง แต่ใครละจะรู้ความจริงนั้นได้ แม้กลุ่มต่อต้านนี้จะอ้างว่า "การทำน้ำมนต์" ไม่ได้มีในพระไตรปิฎก เป็นแค่อรรถกถาจารย์แต่งเท่านั้น

แต่พวกคนกลุ่มนี้ก็ยังอ้างคำสอนจากอาจารย์ของตัวเองอยู่ดี นั่นหมายถึงการตำหนิผู้อื่นว่าไม่ให้เชื่ออาจารย์ แต่ก็เอาถ้อยคำอาจารย์ของตัวเองมาย่ำยีข่มขี่ผู้อื่น

โดยกล่าวหาว่าเป็นเดรัจฉานวิชาบ้าง เป็นไสยศาสตร์บ้าง แต่คำสอนที่วัดท่าซุงสอนได้ถูกต้อง คือการปฏิบัติเพื่อเป็นพระโสดาบันถึงพระอรหันต์ กลับไม่เอามากล่าวถึงเลย

คณะนี้หวังดีต่อพระพุทธศาสนาจริงๆ ปฏิเสธทุกอย่างแม้แต่บทสวดมนต์ต่างๆ ว่าเป็นการแต่งภายหลังไม่น่าเชื่อถือ แต่ตัวเองกลับเชื่อถืออาจารย์ของตนเองที่สอนนรกสวรรค์ไม่มี

ถ้าอย่างนั้น พวกเราที่อยู่ตรงกลางจะทำอย่างไรดี ระหว่างอาจารย์ที่สอนว่านรกสวรรค์มีจริง พบเห็นนางฟ้าเทวดาได้ กับอาจารย์ที่สอนตรงข้ามกับพระพุทธเจ้า..?



ตอนที่ 12

พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร

...จะทำอย่างไรดี กับความเห็นของชาวพุทธ ระหว่างอาจารย์ที่สอนว่านรกสวรรค์มีจริง กับอาจารย์ที่สอนตรงข้ามกับพระพุทธเจ้า..?

เรื่องนี้ไม่มีอะไรยาก นอกจากจะสังเกตบุคคลที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ ฉลาดแม้ทางโลกและทางธรรม พระองค์ทรงเป็นผู้มีพระอัจฉริยภาพทุกด้าน

โดยเฉพาะทางธรรมพระองค์ได้ทรงสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ต่างๆ มากมาย พระองค์จึงมีความรู้ในทางธรรมอย่างลึกซึ้ง ตามที่ท่าน พล.ต.อ.วิศิษฐ์ เดชกุญชร ได้ตอบคำถามนี้ไว้


"...ท่านวสิษฐ์พอจะทราบไหมครับว่า พระองค์ท่านได้ทรงเรียนเรื่องนี้ หรือว่ามีครูบาอาจารย์ท่านใดบ้าง ?"

"...พระเจ้าอยู่หัวมีอาจารย์เยอะครับ พระอาจารย์สำคัญๆ สมัยนั้น พระองค์ท่านทรงนิมนต์ให้เข้ามาถวายกรรมฐานในวังหลายรูปด้วยกัน เช่น

ท่านเจ้าคุณพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวะโร หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) เจ้าอาวาสวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปัณโณ ท่านอาจารย์ชา สุภัทโท จากวัดหนองป่าพง วารินชำราบ แล้วก็อาจารย์ฝั้น อาจาโร

พระอาจารย์เหล่านี้ล้วนรับนิมนต์เข้ามาในวังทั้งนั้น และถ้าไม่มา เวลาพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินออกไป

ก็จะเสด็จไปหาครูบาร์อาจารย์เหล่านี้ อย่างหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู

นอกจากจะนิมนต์เข้าไปหรือเสด็จไปหา พระองค์ท่านยังเอาเทปบันทึกคำสอนของครูบาอาจารย์เหล่านี้มาฟังเอง

ฟังเสร็จแล้ว พระองค์ท่านก็พระราชทานให้พวกเรา ทำนองเดียวกัน เวลาเราไปได้อะไรมา เราก็ถวายพระองค์ท่าน ทั้งหนังสือ ทั้งเทปแลกกันระหว่างเจ้ากับข้า..."


...นั่นเป็นคำให้สัมภาษณ์ของท่าน เรื่องนี้สมัยก่อนผู้เขียนเองก็ได้เคยอ่านหนังสือ "ประวัติหลวงปู่มั่น" ฉบับหลวงตามหาบัว และฉบับหลวงพ่อวิริยังค์มาแล้ว

แม้สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ท่านก็ยังนำลูกศิษย์ไปกราบพระสายหลวงปู่มั่นมาแล้ว เช่น หลวงปู่แหวน และหลวงปู่สิม เป็นต้น

อนึ่ง ผู้เขียนเคยไปฝึกธุดงค์ทางภาคอีสาน ก่อนไปได้เข้าไปกราบขออนุญาตท่าน เพื่อให้ท่านแนะนำว่าควรจะไปหาพระองค์ไหนบ้าง

พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ท่านไม่ขัดข้อง พร้อมกับแนะนำไปกราบหลายองค์ เช่น หลวงปู่ฝั้น, หลวงปู่ขาว, หลวงปู่เทสก์ และหลวงพ่อชา เป็นต้น

โดยเฉพาะ "หลวงพ่อชา" ขณะที่ท่านป่วยอาพาธอยู่ที่กรุงเทพฯ ท่านก็ให้ลูกศิษย์ติดต่อเพื่อขอพบกับหลวงพ่อฯ ที่บ้านสายลมด้วย

สรุปได้ความว่า "ในหลวง" ของปวงชนชาวไทย กราบไหว้และสนทนาธรรมกับพระอาจารย์รูปไหน พวกเราชาวไทยก็กราบไหว้พระอาจารย์รูปนั้นก็แล้วกัน..หมดเรื่อง !!!


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 17/8/18 at 10:03 [ QUOTE ]




[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/8/18 at 06:05 [ QUOTE ]


.



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 21/9/18 at 05:35 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top