Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 7/5/18 at 10:54 [ QUOTE ]

คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า (คาถาเงินล้าน) โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[01]
ตอนที่ ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า
[02] ตอนที่ ๒ ปัจเจกพุทธาปทาน
[03] ตอนที่ ๓ อรรถกถา ปัจเจกพุทธาปทาน
[04] ตอนที่ ๔ กาลอุบัติของพระปัจเจกพุทธเจ้า
[05] ตอนที่ ๕ ข้อกำหนด และ ปกิณณกะ
[06] ตอนที่ ๖ เหตุแห่งการบรรลุปัจเจกโพธิญาณ
[07] ตอนที่ ๗ สถานที่สถิตของพระปัจเจกพุทธเจ้า
[08] ตอนที่ ๘ การทำพระอุโบสถ
[09] ตอนที่ ๙ ทรงสงเคราะห์ พระโพธิสัตว์
[10] ตอนที่ ๑๐ ทรงสงเคราะห์ พระโพธิสัตว์ (จบ)
[11] ตอนที่ ๑๑ ประวัติการสร้าง "พระปัจเจกพุทธเจ้า"
[12] ตอนที่ ๑๒ ประวัติคาถา "พระปัจเจกพุทธเจ้า"
[13] ตอนที่ ๑๓ คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า (คาถาเงินล้าน)
[14] ตอนที่ ๑๔ ใครปฏิบัติคาถาเงินล้าน + พระคำข้าว - หางหมากแล้วได้ผล
[15] ตอนที่ ๑๕ ใครปฏิบัติคาถาเงินล้าน + พระคำข้าว - หางหมากแล้วได้ผล (๒)

[16] ตอนที่ ๑๖ ใครปฏิบัติคาถาเงินล้าน + พระคำข้าว - หางหมากแล้วได้ผล (๓ จบ)

พระปัจเจกพุทธเจ้า


โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิ งดำ) วัดท่าซุง


...ก่อนที่จะติดตามเรื่องราวของท่านต่อไป ใคร่จะชี้แจงวัตถุประสงค์กันก่อนว่า จากกระแส "คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า" ตั้งแต่สมัยหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค

จนถึงปัจจุบันนี้ ความนิยมหรือความศรัทธาของคณะศิษย์ก็ยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสภาวะของเศรษฐกิจสมัยนี้ด้วย จำเป็นต้องช่วยกันในด้านของกำลังใจเป็นสำคัญ

ณ โอกาสนี้ จึงขอนำประวัติความเป็นมาของ "พระปัจเจกพุทธเจ้า" เพื่อเป็นการศึกษากันอย่างละเอียดต่อไป โดยขอเริ่มการ "ถามตอบปัญหา" ของหลวงพ่อฯ กันเป็นปฐมฤกษ์ก่อน



พระพุทธรูป "พระปัจเจกพระพุทธเจ้า" มีลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้าทุกอย่าง
แตกต่างที่พระเกตุมาลาทำเป็นแฉกออกไปด้านหลัง (คือเป็นสองแฉกนั่นเอง)

- ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ท่านต้องบำเพ็ญบารมีนานไหมครับ จึงจะตรัสรู้ได้..?

- หลวงพ่อ : พระปัจเจกพระพุทธเจ้า ท่านบำเพ็ญบารมีเท่ากับพระอัครสาวก คือ ๒ อสงไขยกับแสนกัป

- ผู้ถาม : ท่านตรัสรู้เองใช่ไหมครับ..?

- หลวงพ่อ : ใช่..ลงคำว่า "พุทธเจ้า" ต้องตรัสรู้เอง คือไม่ต้องรับคำสอนจากคนอื่น

- ผู้ถาม : มีเฉพาะตอนที่มีพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ..?

- หลวงพ่อ : เจ๊ง...พระปัจเจกพระพุทธเจ้าจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อว่างจากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มีพร้อมพระพุทธเจ้า
อย่างศาสนานี้สิ้นไป ในช่วงว่างก่อนจะถึง "พระศรีอาริย์" ในช่วงนี้มีพระปัจเจกพระพุทธเจ้า

สมัยพระปัจเจกพระพุทธเจ้าเวลานั้นไม่มีสาวก ก็มีพระปัจเจกพระพุทธเจ้าทั้งหมด เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้บรรลุเพียงองค์เดียว อย่างพระพุทธเจ้าก็มีได้เป็นหมื่นเป็นแสน แต่พระพุทธเจ้าจะต้องมีองค์เดียว มีซ้อนไม่ได้

- ผู้ถาม : แล้วทำไมพระปัจเจกพระพุทธเจ้า เมื่อท่านตรัสรู้แล้วจึงไม่สอนเหมือนกับพระพุทธเจ้าครับ..?

- หลวงพ่อ : เกิดทันรึ...รู้เหรอว่าท่านไม่สอน เคยพบหรือเปล่า..?

- ผู้ถาม : ?....?....?

- หลวงพ่อ : ท่านสอน..จะว่าไม่สอนเลยนั้นไม่ใช่ แต่ว่าไม่สอนถึงอริยสัจ ถ้าไปศึกษากับท่าน ท่านก็สอนแค่อภิญญาโลกีย์ ส่วนที่ตัดเข้าถึงมรรคผลนั้นเป็นเรื่องของบุคคลนั้นเอง

"ปัจเจก" เขาแปลว่า "รู้เฉพาะตน" ความจริง คำว่า "เฉพาะ" ก็มีเฉพาะส่วนที่เป็นอริยสัจเท่านั้นเองนะ

- ผู้ถาม : ถ้าอย่างนั้นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าก็รู้หมดทุกอย่างใช่ไหมครับ..?
- หลวงพ่อ : รู้หมด....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซิ รู้ไม่หมด

- ผู้ถาม : อ้าว...ทำไมยังงั้นล่ะครับ..?

- หลวงพ่อ : ถ้าถามปัญหาพระพุทธเจ้า ท่านรู้ทุกอย่าง รู้ไม่หมดสักที พระปัจเจกพระพุทธเจ้าถามไปถามมาหมด นี่เขาเรียกว่า "รู้หมด"

- ผู้ถาม : อ๋อ...แหมศัพท์ภาษาไทยนี่ไม่รู้เรื่อง อยู่ห่างวัดเป็นอย่างนี้

- หลวงพ่อ : เป็นอันว่า..พระปัจเจกพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องสวรรค์ เรื่องพรหม แต่เรื่องนิพพานท่านไม่สอนใคร เพราะไม่ใช้หน้าที่ของท่าน

ฉะนั้น พระถ้าเข้าถึงจุดหมายปลายทาง ท่านจะรู้หน้าที่ของท่าน อย่างพระที่ยังไม่เป็นอรหันต์ เป็นหมอดู เป็นหมอรักษาโรค เราใช้ได้ทุกอย่าง ท่านจะทำให้ทุกอย่าง

พอถึงอรหันต์ปั๊บ ท่านรู้เลยว่า ท่านเกิดมานี่เพื่อทำกิจอะไร...อย่างอื่นที่ไม่ใช่ของท่าน ท่านจะไม่ทำ จะงดหมด ท่านทำเฉพาะกิจ

พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ท่านสอนเรื่องสวรรค์ เรื่องพรหม แต่เรื่องนิพพานท่านไม่สอน.."


- อ.วีระ งามขำ (อ.ยกทรง) ผู้ถามปัญหา
- จากหนังสือตอบปัญหา เล่มที่ ๔ (เรียบเรียงโดย พระชัยวัฒน์ อชิโต)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 8/6/18 at 10:19 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2 ]

(Update 18 มิถุนายน 2561)


ปัจเจกพุทธาปทาน


...ในตอนนี้ขอนำหลักฐานจาก "พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒" มาอ้างอิงไว้ โดยปรากฏอยู่ใน "อปทาน" หมายความว่าเป็น "คำกล่าวจากตัวท่านเอง"

คือในขณะที่กระทำสังคยานา พระมหากัสสปเถระถามพระอานนท์ว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสเรื่อง "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ไว้ที่ไหนบ้าง

ท่านถามในขณะที่ทำสังคายนา "พุทธาปทาน" คือเรื่องของพระพุทธเจ้าผ่านไปแล้ว คำว่า "พระพุทธเจ้า"ในที่นี้ จึงมีอยู่ ๒ ประเภท ดังนี้

- พุทธาปทานที่ ๑. ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
- ปัจเจกพุทธาปทานที่ ๒ ว่าด้วยการให้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

"...พระอานนท์เถระเมื่อจะสังคายนา "อปทาน" ต่อจาก "พุทธาปทาน" นั้นต่อไป อันท่านพระมหากัสสปเถระถามว่า

นี่แน่ะ..ท่านอาวุโสอานนท์ "ปัจเจกพุทธาปทาน" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน จึงกล่าวว่า ลำดับนี้ ขอท่านทั้งหลายจงฟัง "ปัจเจกพุทธาปทาน" ดังนี้.


อานนท์นี้..เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกของเรา ผู้มีสติ มีธิติ มีคติ เป็นพหูสูต เป็นผู้อุปัฏฐาก ดังนี้ น้อมองค์ลง (น้อมองค์คือกาย) กระทำอัญชลี ได้กราบทูลถามว่า

"...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร พระเจ้าข้า ?

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมมี..คือย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร คือการณ์อะไร. ?"


"...ดูก่อนอานนท์ผู้เจริญ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่าใด กระทำบุญญาธิการไว้ คือกระทำบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อนทั้งหลาย

คือในอดีตพุทธเจ้าทั้งหลายปางก่อน ยังไม่ได้ความหลุดพ้นในศาสนาของพระชินเจ้า คือยังไม่บรรลุพระนิพพาน

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนักปราชญ์ กระทำบุคคลผู้หนึ่งให้เป็นประธานโดยมุขคือความสังเวช จึงได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าในโลกนี้.

ผู้มีปัญญากล้าแข็งดี คือมีปัญญากล้าแข็งด้วยดี. แม้เว้นจากพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือแม้เว้นจากโอวาทานุสาสนีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมบรรลุคือย่อมรู้แจ้งปัจเจกสัมโพธิ

คือโพธิเฉพาะผู้เดียว ได้แก่โพธิอันต่อเนื่อง (รอง) จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยอารมณ์แม้นิดหน่อย คือแม้มีประมาณน้อย.

ในโลกทั้งปวงคือในไตรโลกทั้งสิ้น เว้นเรา (คือพระพุทธเจ้า) คือละเว้นเราเสีย บุคคลผู้เสมอคือแม้นเหมือนพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มี.

เราจักกล่าว อธิบายว่า จักบอกคุณนี้ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนีเหล่านั้น เพียงบางส่วนคือเพียงสังเขป ให้สำเร็จประโยชน์ คือให้ดีแก่ท่านทั้งหลาย.

ท่านทั้งปวงผู้ปรารถนา คืออยากได้พระนิพพาน คือเภสัช ได้แก่โอสถอันยอดเยี่ยม คือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า มีจิตผ่องใส คือมีใจใสสะอาด..." ดังนี้


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 8/6/18 at 10:41 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 3 ]
(Update 7 กรกฎาคม 2561)


อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน
ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค
๒. ปัจเจกพุทธาปทาน


... เนื้อความใน "อรรถกถา" ขอนำมาโดยย่อ ดังนี้

...ณ กรุงสาวัตถี พระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเกิดความปริวิตกว่า ความปรารถนาและอภินิหารของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดของพระสาวกทั้งหลายได้ปรากฏไปแล้ว

อานิสงส์ ๕ ประการ

แต่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายยังไม่ปรากฏ จึงได้ทูลถามถึงเรื่องราวนั้นโดยลำดับ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ อานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้ คือ

๑. บรรลุพระอรหัตผลในปัจจุบัน
๒. ถ้ายังไม่ให้บรรลุพระอรหัตผลในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมให้บรรลุพระอรหัตผลในเวลาจะตาย
๓. ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น จะเป็นเทวบุตรบรรลุพระอรหัตผล
๔. ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น จะตรัสรู้ได้เร็ว ในเมื่ออยู่ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
๕. ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น จะเป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าในกาลสุดท้ายภายหลัง


คุณสมบัติ ๕ ประการ

อนึ่ง ความปรารถนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นไป ๒ อสงไขยแสนกัป ไม่อาจต่ำกว่านั้น แต่ผู้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ ดังนี้

๑. ความเป็นมนุษย์
๒. ความถึงพร้อมด้วยเพศชาย
๓. การได้เห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ
๔. การกระทำอันยิ่งใหญ่
๕. ความเป็นผู้มีฉันทะ


...อธิบายคำว่า "ท่านผู้ปราศจากอาสวะ" คือการได้เห็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านใดท่านหนึ่ง

ตระกูลของพระปัจเจกพุทธเจ้า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย บำเพ็ญบารมีทั้งหลายตลอดกาลตามประเภทแล้ว ด้วยความปรารถนานี้ และด้วยอภินิหารนี้ อย่างนี้แล้วเมื่อจะเกิดในโลก ย่อมเกิดใน "สกุลกษัตริย์" หรือ "สกุลพราหมณ์"

แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเกิดในสกุลกษัตริย์ สกุลพราหมณ์ หรือ สกุลคหบดี สกุลใดสกุลหนึ่ง

ส่วนพระอัครสาวก ย่อมเกิดขึ้นเฉพาะในสกุลกษัตริย์ และ สกุลพราหณ์เท่านั้น เหมือนอย่างพระพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/6/18 at 07:45 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 4 ]
(Update 17 กรกฎาคม 2561)


กาลอุบัติของพระปัจเจกพุทธเจ้า


... เนื้อความในอรรถกถา "ปัจเจกพุทธาปทาน" ขอนำมาต่อจากตอนที่แล้ว ดังนี้

"...พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่เกิดขึ้นใน "วัฏกัป" คือ "กัปเสื่อม" ย่อมเกิดขึ้นใน "วิวัฏฏกัป" คือ "กัปเจริญ" แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เหมือนกัน

- 1. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จะไม่เกิดขึ้นในกาลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คือเกิดขึ้นช่วงว่างพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่าระหว่าง "พุทธันดร"

- 2. พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และยังให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วย. ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้เฉพาะตนเอง แต่ไม่ยังให้ผู้อื่นรู้.

- 3. พระปัจเจกพุทธเจ้าย่อมแทงตลอดอรรถรสเท่านั้น ไม่แทง ตลอดธรรมรส. เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่อาจยกโลกุตรธรรมขึ้นสู่บัญญัติแล้วแสดง.

- 4. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นมีการตรัสรู้ธรรม เหมือนคนใบ้เห็นความฝัน และเหมือนพรานป่าลิ้มรสกับข้าวในเมืองฉะนั้น.

- 5. ท่านบรรลุประเภทแห่งความแตกฉานในอิทธิฤทธิ์และสมาบัติทั้งปวง เป็นผู้ต่ำกว่าพระพุทธเจ้า สูงกว่าพระสาวกโดยคุณวิเศษ.

- 6. ให้คนอื่นบวชไม่ได้ แต่ให้ศึกษาอภิสมาจาริกวัตรได้ กระทำอุโบสถด้วยอุเทศนี้ว่า พึงทำการขัดเกลาจิต ไม่พึงถึงอวสานคือจบ หรือกระทำอุโบสถโดยเพียงกล่าวว่า

วันนี้เป็นวันอุโบสถ และเมื่อจะทำอุโบสถ ย่อมประชุมกันทำที่ "รัตนมาฬกะโรงแก้ว" ณ ควงต้นไม้สวรรค์ บนภูเขาคันธมาทน์ แล.

...พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกความปรารถนาและอภินีหารอันบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แก่ท่านพระอานนท์ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว


....นับว่าเป็นโชคมหาศาลของผู้ที่เกิดในยุคนั้น เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าย่อมมาสงเคราะห์สัตว์โลก ให้ตั้งอยู่ในทาน ในศีล

เมื่อละร่างกายไปแล้ว ย่อมสู่สุคติภูมิ มีสวรรค์เป็นต้น ให้บุคคลที่ตกยากแต่มีศรัทธาเต็มเปี่ยมได้เป็นมหาเศรษฐี ด้วยการออกจาก "นิโรธสมาบัติ" แล้วมาสงเคราะห์บิณฑบาต

พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเป็นผู้สมควรได้รับ "ไทยทาน" ที่เขานำมาถวาย หรือจะเรียกว่า "อัครทักขิไณยบุคคล" ในยุคพุทธันดรอย่างแท้จริง

เพราะยุคนั้นไม่มีใครเปรียบเสมอ สมดังที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า...

..."ในโลกทั้งปวงเว้นจากเราเสียแล้ว ไม่มีใครเสมอกับพระปัจเจกพุทธเจ้าได้เลย..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/6/18 at 04:53 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 5 ]
(Update 28 กรกฎาคม 2561)




ข้อกำหนด และ ปกิณณกะ : พระปัจเจกพุทธเจ้า
โดย Sittha Intachai


- ๑) พระปัจเจกพุทธลักษณะ

...ในพระบาลีและอรรถกถาไม่ได้แสดงพระปัจเจกพุทธลักษณะไว้ชัดเจนว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ามีลักษณะอย่างไร

ในอรรถกถาได้กล่าวไว้ว่า พราหมณ์ยุคนั้นมีคัมภีร์มหาปุริสลักษณะว่า บุคคลผู้นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา

แต่ก็ไม่ได้กล่าวว่าลักษณะเช่นไรเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า...ในอรรถกถาปัจเจกพุทธาปทาน และชาดกแสดงเพียงลักษณะของเพศบรรพชิตว่า ...

... "มีพระเกศาและพระมัสสุยาว ๒ องคุลี ครองผ้าสองชั้นที่ย้อมแล้ว คาดรัดประคตเช่นสายฟ้า มีจีวรเฉวียงบ่ามีสีดังแผ่นครั่ง

ห่มเฉวียงบ่าไว้ข้างหนึ่ง มีผ้าบังสกุล จีวรสีเมฆพาดอยู่เบื้องขวา มีบาตรดินสีเหมือนแมลงภู่คล้องอยู่ที่บ่าเบื้องซ้าย"

... และถ้าหากท่านบรรลุปัจเจกโพธิญาณในเพศคฤหัสถ์ เมื่อท่านทรงบริขาร ๘ แล้วแลดูเหมือนพระเถระ ๑๐๐ พรรษา หรือ ๖๐ พรรษาฉะนั้น


- ๒) พระรัศมีของพระปัจเจกพุทธเจ้า

... พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นก็มีรัศมีเหมือนกัน ในอรรถกถาปัจเจกพุทธาปทานท่านแสดงไว้ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า มีรัศมีสุกสกาวแห่งทองสีแดงและทองชมพูนุท

... ส่วนอรรถกถาประวัติของ "พระโสณโกฬิวิสะ" แสดงไว้ว่า พระรัศมีที่สรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นเช่นกับสีของ ผ้ากัมพลแดง


- ๓) อายุ และ ระยะเวลาบำเพ็ญเพียร ของพระปัจเจกพุทธเจ้า

...อายุของพระปัจเจกโพธิสัตว์ที่บรรลุโพธิญาณ มิได้กำหนดชัดเจน แต่ตามที่ปรากฏในอรรถกถา ท่านได้แสดงไว้น้อยที่สุด ๑๖ พรรษา มากที่สุดมิได้แสดงไว้

ระยะเวลาการบำเพ็ญเพียรของพระปัจเจกโพธิสัตว์ ที่ปรากฏในอรรถกถาท่านแสดงไว้นานที่สุด ๗ พรรษา

และมีพระปัจเจกโพธิสัตว์อยู่หลายองค์ ที่ท่านบรรลุปัจเจกโพธิญาณในเพศคฤหัสถ์ โดยมิได้ออกบำเพ็ญเพียรเหมือนอย่างพระสัพพัญญูโพธิสัตว์


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 7/7/18 at 04:56 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 6 ]
(Update 9 สิงหาคม 2561)


ข้อกำหนด และ ปกิณณกะ : พระปัจเจกพุทธเจ้า
โดย Sittha Intachai


- ๔) เหตุแห่งการบรรลุปัจเจกโพธิญาณ

...พระปัจเจกโพธิสัตว์แต่ละองค์ได้ความสังเวชไม่เหมือนกัน แล้วบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ในคัมภีร์อปทาน และขัคควิสาณสูตร

ได้กล่าวถึงเหตุแห่งการบรรลุปัจเจกโพธิญาณของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔๑ พระองค์ ไว้เป็นพิเศษ จะขอยกตัวอย่างมาแสดงสัก ๒ เรื่องตามลำดับ ดังนี้

ธรรมที่บรรลุ

- ๑. พระปัจเจกพุทธเจ้าในปัจฉิมภพ (พระชาติสุดท้าย) ก็ไม่มีใครๆ เป็นอาจารย์เช่นเดียวกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

- ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยอัตตุกกังสิกญาณ คือ ญาณที่รู้เฉพาะตนเอง แต่มิได้บรรลุพระสัพพัญญุญาณ และ ทศพลญาณเหมือนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


- ๕) พระปัจเจกพุทธเจ้ายังมีวาสนาอยู่

...วาสนา คือ "การทำด้วยอำนาจความเคยชิน" เช่น การกล่าวเป็นคำพูดว่า "จงมาซิคนถ่อย" หรือ "จงไปซิคนถ่อย"

...แม้ท่านละกิเลสได้แล้ว แต่ยังมีวาสนาอยู่ ในพระไตรปิฎกก็มีปรากฏ เช่น เรื่องของ "พระสารีบุตร" ตอนหนึ่ง เมื่อเดินผ่านลำห้วย ท่านก็ขัดคะเมนกระโดดข้ามลำห้วยไป

ทำให้ภิกษุบางรูปคิดว่า ทำไมเป็นถึงอัครสาวกแล้วยังทำกริยาอย่างนี้ พระพุทธเจ้าได้กล่าวว่า เป็นเพราะจริตเดิม (วาสนา) ที่เคยเกิดเป็น "ลิง" มาหลายชาติ จึงได้ทำกริยาอย่างนี้

...ในอรรถกถา คำว่า "วาสนา" นี้ ท่านกล่าวว่า คือ "อธิมุตติ" ปานประหนึ่งสักว่าความสามารถ อันกิเลสที่เธออบรมมาตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้ติดอยู่

อันเป็นเหตุแห่งความประพฤติ เหมือนความประพฤติของคนผู้ยังละกิเลสไม่ได้ในสันดาน แม้ของท่านผู้เว้นกิเลสได้แล้ว

... ก็ว่าด้วยการละกิเลสเครื่องกางกั้นไญยธรรมด้วยความสมบูรณ์แห่งอภินิหาร เหตุแห่งความประพฤตินี้นั้น ไม่มีในสันดานของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ละกิเลสได้แล้ว

แต่ยังมีในสันดานของพระสาวก และ พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ยังละกิเลสอย่างนั้นไม่ได้ เพราะพระตถาคตเท่านั้นทรงเห็น "อนาวรญาณ" (ญาณไม่มีเครื่องกั้น)


- ๖) อริยาบถที่บรรลุ

...พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งหลายบรรลุโพธิญาณในอริยาบถต่างๆ กัน ยืนก็มี นั่งก็มี นอนก็มี มีแม้แต่นั่งประทับบนคอช้าง แล้วบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 17/7/18 at 07:36 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 7 ]
(Update 22 สิงหาคม 2561)


ข้อกำหนด และ ปกิณณกะ : พระปัจเจกพุทธเจ้า
โดย Sittha Intachai


- ๗) สถานที่สถิตของพระปัจเจกพุทธเจ้า

...โดยปกติแล้วเมื่อพระปัจเจกโพธิสัตว์บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็จะไปประทับอยู่ที่ภูเขา "คันธมาทน์"

แต่ใน "อิสิคิลิสูตร" พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ พระองค์ บุตรของ "พระนางปทุมวดี" อาศัยอยู่ในถ้ำของภูเขาอิสิคิลิ

ต่อมาพระราชาสร้างบรรณศาลา ในพระราชอุทยานถวาย เพื่อเป็นการอนุเคราะห์ท่านก็อยู่ในที่นั้นจนตราบปรินิพพาน

ส่วนภูเขา "คันธมาทน์" ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายประทับอยู่ประจำนั้น อยู่เลยภูเขา ๗ ลูก ณ ภูเขาคันธมาทน์ มีเงื้อมเขาชื่อ "นันทกะมูลกะ"

เป็นสถานที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เงื้อมเขานันทกะมูลกะ แห่งภูเขาคันธมาทน์นี้มีถ้ำอยู่ ๓ ถ้ำ คือ

๑. มณีคูหา (ถ้ำแก้วมณี)
๒. สุวรรณคูหา (ถ้ำทองคำ)
๓. ชตคูหา (ถ้ำเงิน)

บรรดาถ้ำทั้ง ๓ นั้น ที่ประตูคูหา มีต้นไม้ชื่อ "มัญชูสกะ" เป็นต้นไม้สวรรค์ สูง ๑ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์ ต้นไม้นั้นจะเผล็ดดอกบานสะพรั่งทั่วไปในน้ำ และบนบกเป็นพิเศษ

ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้ามาถึง ข้างหน้าต้นไม้นั้นมีศาลาประชุมอยู่หลังหนึ่ง ชื่อว่า "รัตนมาฬกะ" เป็นศาลาประชุมใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยแก้วมณีทั้งหลัง

ที่นี่เป็นที่ประชุมสันนิบาตแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ภายในบริเวณศาลานี้มีลมพิเศษพัดประจำอยู่ ๖ ชนิด คือ

๑. สัมมัชนกวาต มีหน้าที่สำหรับพัดกวาดปัดหยากเยื่อทิ้ง
๒. สมกรณวาต มีหน้าที่พัดทรายแก้วที่บริเวณให้ราบเรียบสม่ำเสมอ
๓. สิญจนวาต มีหน้าที่พัดพาเอาละอองน้ำในสระอโนดาด มาประพรหมบริเวณศาลาให้ชุ่มฉ่ำเย็น
๔. สุคันธกรณวาต มีหน้าที่พัดเอากลื่นหอมของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งหมด มาจากภูเขาหิมวันต์
๕. โอจินกวาต มีหน้าที่พัดดอกไม้ทั้งหลายมาโปรยลง
๖. สันถรกวาต มีหน้าที่ปูลาดในที่ทั้งปวง


ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้น และวันอุโบสถ พระปัจเจกพุทธเจ้าจะมานั่งประชุมกันในที่นี้ อาสนะทั้งหหลายจะปูลาดไว้เรียบร้อยเป็นประจำ นี่เป็นปกติในที่นี้

เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาใหม่ ได้เสด็จไปในที่นั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ อาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว ถ้าในเวลานั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าอื่นๆ อยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นก็จะประชุมกันในทันที แล้วต่างก็นั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว

และครั้นนั่งแล้ว จะพากันเข้าสมาบัติหน่อยหนึ่ง แล้วจึงออกจากสมาบัติ แต่นั้นเพื่อที่จะให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงอนุโมทนา

พระปัจเจกเถระจะถามกรรมฐานกับพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาใหม่อย่างนี้ว่า "ท่านบรรลุอย่างไร?"

พระปัจเจกพุทธเจ้าที่มาใหม่นั้น ก็จะกล่าว "อุทานคาถา" และ "พยากรณ์คาถา" ของตน (หมายถึงรับรองความเป็นผู้สำเร็จแห่งพระปัจเจกโพธิญาณแล้วด้วยตนเอง)


- ตัวอย่าง "อุทานคาถา" และ "พยากรณ์คาถา"

...พระปัจเจกโพธิสัตว์กุมาร ๕๐๐ องค์ บุตรของ "พระนางปทุมวดี" ได้เล่นในสระบัวในอุทยาน นั่งดอกบังคนละดอก เห็นความสิ้นและความเสื่อม ทำปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น ได้พยากรณ์คาถาของท่านว่า...

"...ดอกบัว กอบัว เกิดขึ้นในสระ บานแล้วถูกหมู่แมลงภู่เคล้าคลึง ก็เข้าถึงความร่วงโรย บุคคลรู้แจ้งข้อนี้แล้ว พึงเป็นผู้เที่ยวไปเหมือนนอแรด "


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/7/18 at 04:45 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 8 ]
(Update 4 กันยายน 2561)


ข้อกำหนด และ ปกิณณกะ : พระปัจเจกพุทธเจ้า
โดย Sittha Intachai


- ๘) การทำพระอุโบสถ

...ธรรมดาแล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าทำอุโบสถที่ศาลาโรงแก้ว "รัตนมาฬกะ" ณ ภูเขาคันธมาทน์ ในอรรถกถาบางแห่งกล่าวว่า แม้ที่ป่าอิสิตนทายวันก็ทำอุโบโสถ


- ๙) การสงเคราะห์โลก

... พระสารีบุตรท่านกล่าวใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ว่า โลกัตถจริยา (การประพฤติเป็นประโยชน์ต่อชาวโลก) เป็นจริยาส่วนเฉพาะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เฉพาะในพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วน และเฉพาะในพระสาวกทั้งหลายบางส่วน...

...จริงอย่างนั้น การสงเคราะห์ต่อชาวโลกของพระปัจเจกพุทธเจ้าปรากฏในที่หลายแห่ง เช่นว่าเมื่อท่านออกจากนิโรธมาบัติแล้วย่อมตรวจดูศรัทธา แล้วจึงไปสงเคราะห์

ธรรมดาผู้ที่ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมส่งผลเป็นเศรษฐี หรือเสนาบดีภายในวันนั้น แล้วยังให้คนถวายเกิดความโสมนัส โดยการเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ ทั้งที่ยังแลเห็นอีกด้วย

... ในอรรถกถาปัจเจกพุทธาปทานได้พรรณนาว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเป็นใหญ่ คือ เป็นประธานเป็นเจ้าของ เพราะรับอาหารประมาณน้อย ของเหล่าทายกมากมายแล้วให้ได้บรรลุถึงสวรรค์ และนิพพาน

จากข้อความในพระไตรปิฎกกล่าวว่า พระปัจเจกพระพุทธเจ้าเมื่อท่านได้ตรัสรู้ด้วยตนเองแล้วนั้น ท่านไม่ได้สอนผู้ใด เนื่องจากคำแปลที่เราอ่านจากพระไตรปิฎกนั้นแปลมาจากภาษาบาลี

ซึ่งบางคำเป็นการแปลตรงตัว ซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลายหรือผู้ที่เข้าใจธรรมะด้วยปัญญาญาณ เมื่อได้อ่านแล้วย่อมเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง

ประเด็นที่ ๑ ที่บอกว่าไม่ได้สอนเพราะไม่มีใครให้สอน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สอนอะไรใครเลย (ที่ไม่สอนคือไม่สอนเกี่ยวกับเรื่องมรรคผล นิพพาน เรื่องอริยสัจ เพราะเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง

คนที่เกิดในสมัยนั้นไม่มีบารมีพอที่จะสามารถบรรลุธรรมได้ คือไม่มีภูมิธรรมสูงพอที่จะฟังท่านเข้าใจ แต่ท่านจะสอนเกี่ยวกับการทำทาน การถือศีล การทำความดีทั่วๆไปที่คนในยุคนั้นพอจะทำได้ )

และอีกความความหมายหนึ่งคือ ไม่สามารถสอนได้เหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องจากบำเพ็ญบารมีน้อยกว่าพระพุทธเจ้า

แต่บางคนเข้าใจเอาเองและตีความหมายผิดไปว่า ที่ไม่สอนเพราะท่านไม่สามารถสอนใครได้ ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

อย่าลืมว่าพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ท่านมีบารมีมากกว่าอรหันต์สาวก และสามารถบรรลุธรรมได้ โดยไม่ต้องมีผู้ใดสอน ลองพิจารณาดูว่า

เมื่อตรัสรู้ได้เองนั้นก็หมายความว่า ท่านรู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้หนทางแห่งการดับทุกข์ รู้ผลแห่งการดับทุกข์ ในเมื่อท่านรู้ด้วยตนเองอย่างนี้แล้ว ทำไมท่านจะสอนคนอื่นไม่ได้

ขนาดพระอรหันต์สาวกในสมัยพุทธกาลหรือในปัจจุบัน ยังสามารถสอนฆราวาส สอนพระลูกศิษย์ให้บรรลุธรรมได้เลย

เช่น "พระอัสสชิ" กล่าวธรรมะเพียงสั้นๆ ให้พระสารีบุตรได้ฟัง ทำให้บรรลุเป็นพระโสดาบัน หลังจากได้ฟังธรรม อย่างนี้ทำไมพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ซึ่งมีบารมีมากกว่าจะทำไม่ได้

ประเด็นที่ 2 ในพระไตรปิฎกยังกล่าวถึงคุณของพระปัจเจกพระพุทธเจ้าไว้หลายแห่งด้วยกัน


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/8/18 at 05:51 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 9 ]
(Update 15 กันยายน 2561)



ข้อกำหนด และ ปกิณณกะ : พระปัจเจกพุทธเจ้า
โดย Sittha Intachai


- ทรงสงเคราะห์ พระโพธิสัตว์

... พระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต ได้สงเคราะห์พระโพธิสัตว์หลายครั้งหลายหนด้วยกัน ดังเรื่องตัวอย่างที่มาในชาดกนี้

... พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ได้ให้โอวาท "พระเจ้าพรหมทัต" ชักชวนให้ทรงผนวช โดยตรัสถึงโทษของกาม คุณของบรรพชา

แสดงถึงทุกข์ทั้งที่มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลฐาน ทั้งที่มีการบริหารครรภ์เป็นมูลฐาน ทั้งที่มีการออกจากครรภ์เป็นมูลฐาน...

... พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์ เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลถามถึงอารมณ์ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว จึงประพฤติภิกขาจาริยวัตร (ข้อวัตรการบิณฑบาต)

พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นได้ตรัสบอกเรื่องราวการออกบวชของตนแก่พระโพธิสัตว์ ภายหลังพระโพธิสัตว์ได้ออกบวชเป็นฤาษี

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น "คนยากจน" ได้ถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์ ท่านเสวยทันที ทรงทำอนุโมทนา แล้วได้ทรงเหาะไปสู่เงื้อมเขา นันทมูลกะ

พระโพธิสัตว์ประคองอัญชลี แล้วเอาปิติที่ไปในพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ แล้วรำลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นตลอดอายุจนถึงแก่กรรม แล้วไปเกิดเป็นพระราชา

พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์ ได้พิจารณาเห็น "สังขพราหมณ์" จะเดินทางไปหาทรัพย์เพื่อจะให้ทาน จักมีอันตรายในมหาสมุทร

ถ้าสังขพราหมณ์เห็นท่านแล้วจักถวาย ร่ม และรองเท้าแก่ท่าน เมื่อเรือแตกกลางมหาสมุทร สังขพราหมณ์ได้ที่พึ่งด้วยอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า

พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น จึงได้อนุเคราะห์ "สังขพราหมณ์" ได้เหาะมา ณ ที่ใกล้สังขพราหมณ์ เดินเหยียบทรายร้อนเช่นกับถ่านเพลิง เพราะลมแรงแดดกล้า ตรงมายังสังขพราหมณ์

สังขพราหมณ์ได้นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า เข้าไปที่โคนต้นไม้ แล้วพูนทรายขึ้น แล้วเอาผ้าห่มปูลาด นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า

แล้วล้างเท้าด้วยน้ำที่อบกรองใสสะอาด ทาเท้าด้วยน้ำมันหอม แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวายร่มและรองเท้าด้วยวาจา

พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เพื่อจะอนุเคราะห์สังขพราหมณ์ จึงรับร่มและรองเท้า และเพื่อให้ความเลื่อมใสเจริญยิ่งขึ้น จึงเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ให้สังขพราหมณ์เห็น...ดังนี้


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/8/18 at 05:52 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 10 ]
(Update 28 กันยายน 2561)



ข้อกำหนด และ ปกิณณกะ : พระปัจเจกพุทธเจ้า
โดย Sittha Intachai


- ทรงสงเคราะห์ พระโพธิสัตว์ (จบ)

...พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทราบความที่ "ดาบสพระโพธิสัตว์" มีมานะ เพราะอาศัยชาติ (กำเนิด) ของตน ไม่สามารถจะยังฌานให้เกิดขึ้นได้ จึงไปข่มมานะดาบส โดยไปนั่งเหนือกระดานหินของดาบส

ดาบสขุ่นใจเพราะความมีมานะ ปรี่เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อตวาดท่าน พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวกะท่านว่า

"พ่อคนดี..เหตุไฉนพ่อจึงมีมานะ อาตมาบรรลุพระปัจเจกพุทธญาณแล้วนะ ในกัปนี้เอง พ่อจักเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า พ่อเป็นหน่อเนื้อพระพุทธเจ้านะ

พ่อบำเพ็ญบารมีมาแล้ว รอเวลาเพียงเท่านี้ ข้างหน้าผ่านไปจักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พ่อดำรงในความเป็นพระพุทธเจ้า จักมีชื่อว่า "สิทธัตถะ"

เมื่อบอกนาม "ตระกูล" "โคตร" และ "อัครสาวก" เป็นต้นแล้ว ได้ประทานโอวาทว่า

"...พ่อยังจะมัวเอาแต่มานะ เป็นคนหยาบคาย เพื่ออะไรเล่า นี้ไม่สมควรแก่พ่อเลย"

ดาบสนั้นแม้พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่ไหว้ท่านอยู่นั่นเอง...มิหนำซ้ำไม่ถามเสียด้วยว่า ข้าจักเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไร

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า "เธอไม่รู้ความใหญ่หลวงแห่งชาติ (กำเนิด) และความใหญ่โตแห่งคุณของเรา หากเธอสามารถก็จงเที่ยวไปในอากาศเหมือนเรา"

แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศ โปรยฝุ่นที่เท้าตนลงไปใน "มณฑลชฏา" ของดาบสนั้น แล้วไปสู่หิมพานต์ตอนเหนือดังเดิม (ฝุ่นที่เท้าตกลงบนศีรษะ เหมือนกับดูถูกกัน)

พอท่านไปแล้วดาบสนั้นจึงสลดใจ สมาทานอุโบสถ ข่มมานะ เจริญกสิณ ยังอภิญญาและสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น เมื่อหมดอายุขัยจึงได้ไปบังเกิดยังพรหมโลกแล

ประเด็นที่ 3 พระปัจเจกพระพุทธเจ้าท่านมักจะเข้านิโรธสมาบัติ เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ท่านจะดูด้วยญาณว่า

ใครที่ท่านสามารถโปรดได้บ้าง หรือใครมีศรัทธาใส่บาตรท่านบ้าง ท่านก็จะไปยังที่นั้นในทันที

ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ได้ทำบุญ หรือใส่บาตรกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติ จะได้รับผลบุญมหาศาลภายใน 7 วัน

คือถ้าเป็นยาจก คนยากจนจะเป็นมหาเศรษฐีในทันที หรือผู้ที่ขัดสนติดข้องในเรื่องอะไร จะได้รับผลมีความสุขในทันที

ซึ่งผลบุญที่ได้ไม่ได้มีเพียงชาติเดียว แต่ยังให้ผลข้ามชาติด้วย ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากนิโรธสมาบัตินั่นเอง..."


...สุดท้ายหวังว่าผู้อ่านคงจะได้ความรู้ความเข้าใจ มีความศรัทธาและมีความเคารพในองค์พระปัจเจกพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น..

Cr. http://dharmaxp.blogspot.com/2017/02/blog-post_23.html

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 4/9/18 at 05:28 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 11 ]
(Update 10 ตุลาคม 2561)


ประวัติการสร้าง "พระปัจเจกพุทธเจ้า"
โดย พระราชพรหมยานมหาเถระ


(มณฑปพระปัจเจกพุทธเจ้า วัดท่าซุง)


"...มณฑปพระปัจจเจกพุทธเจ้านี้ จะตั้งอยู่หน้าวิหาร ๑๐๐ เมตร ประดับกระจกและก็พื้นปูด้วยหินอ่อน ภายในเป็นที่ประดิษฐานของรูปพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านได้มาทำภาพให้เห็น

เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๓๒ เวลาตอนประมาณสัก ๔ ทุ่ม ขณะนั้นไม่ค่อยจะสบาย ก็นอนภาวนา จับลมหายใจเข้าออกตามปกติ และก็มานึกถึงร่างกายว่า มันไม่ดี

พอจิตสงบ อารมณ์สงัดก็ปรากฏว่า มีพระองค์หนึ่งห่มจีวรสีกรัก ห่มคลุมอายุยังไม่แก่นักนั่งอยู่บนเตียงข้างขวา เมื่อเห็นพระท่านแล้วก็มีความรู้สึกว่าพระท่านมาเยี่ยม

แต่ว่าเวลานี้ เราก็เพลียเต็มที เรื่องพระท่านมาเยี่ยม ก็ขอเป็นเรื่องของพระท่าน ขอบคุณท่าน แต่การต้องการรู้อะไรทั้งหมดไม่มีแล้ว ต้องการจะหลับก็ตั้งใจจับลมหายใจเข้าออกภาวนาต่อไป โดยไม่สนใจกับภาพพระ

ต่อมาสักครู่หนึ่งก็ปรากฏว่า ท่านปรากฏขึ้นด้านซ้าย ตอนนี้เป็นเวลาดึก มองดูนาฬิกาเห็นว่าเวลาตีสองเห็นท่านชัด ตอนนี้นอนตื่นขึ้นมาแล้ว เริ่มมีแรง ก็ลุกขึ้นนมัสการท่าน ถามว่า

"ท่านเป็นใครขอรับ ?"

ท่านก็เลยบอกว่า ฉันคือ "พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่ช่วยสงเคราะห์เธออยู่"

แล้วก็ถามท่านว่า ที่มาอย่างนี้ต้องการให้ปั้นรูปเหมือนอย่างนี้ใช่ไหมขอรับ ?

แต่ความจริง มณฑปด้านทิศตะวันออกนี้ ตั้งใจจะปั้นรูปพระปัจเจกพุทธเจ้า แบบพระพุทธรูป

ท่านก็เลยบอกว่า ฉันตั้งใจให้เธอเห็นภาพฉันก่อนนิพพาน แล้วก็ให้ปั้นตามนี้

แต่ความจริงที่พูดนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัทเป็นเวลาที่ตื่นจากที่นอน ไม่ใช่นั่งเข้าฌาน แล้วเวลากราบท่าน ก็ไม่ได้หลับตาเข้าฌาน เป็นการเห็นสภาพเวลาปกติ

แต่ว่า ท่านก็สามารถบันดาลให้เห็นชัดๆ และก็พูดกันรู้เรื่องๆ จึงได้จัดสินใจว่า ให้เขาปั้นและหล่อรูปพระปัจเจกพุทธเจ้าแบบนี้ คล้ายคลึงกัน

จึงได้ให้ "ช่างประเสริฐ" ปั้นแล้วก็มาให้ดู บอกลักษณะให้เธอ แล้วเธอก็ปั้น แต่ความจริง "ช่างประเสริฐ" นี้ก็เจริญกรรมฐานพอสามารถจะดึงภาพต่างๆ มาให้เห็นได้ เธอปั้นได้แบบใกล้เคียงมาก...



พระปัจเจกพุทธเจ้ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร

...ในสมัยที่ว่างจากพระพุทธศาสน คือ ศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งว่างลง ระหว่างนั้นเป็นระหว่างพุทธธันดร คือช่วงระยะหนึ่ง

ในช่วงนั้นในเมื่อ พระพุทธเจ้าไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ตรัส ตรัสคราวเดียว ในระยะนั้น จะมีพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นหมื่นองค์หรือแสนองค์..มีมาก

แต่ละองค์ก็บรรลุเองเหมือนกัน ที่เรียกว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้า" หมายความว่าพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้โดยเฉพาะ เฉพาะท่าน

ท่านไม่ตามไปสอนใครนัก ไม่เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าใครต้องการฟังจากท่าน ท่านก็เทศน์สอน และก็ทำให้บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นมีความเข้าใจ

แต่ว่าประวัติความเป็นมาจริงๆ ในสมัยนี้เรานิยมกันว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้า" เป็นพระให้ลาภ อย่าง "คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า" ที่หลวงพ่อปานท่านเรียนมาจาก "ครูผึ้ง"

คาถาบทนี้ ช่วยให้คนมีความสุขเสียเยอะ คือคนที่ตั้งใจทำจริง และมีใจเยือกเย็น ไม่เร่งรัดแต่ก็มีหลายคนเหมือนกัน ที่ปฏิบัติไม่ได้ผล

ที่เขามาต่อว่าก็มีเยอะ..ในเมื่อคุณทำไม่มีผล แต่คนอื่นทำมีผล ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาของทุกคนนะ..!!!"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 15/9/18 at 05:17 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 12 ]
(Update 22 ตุลาคม 2561)


ประวัติคาถา "พระปัจเจกพุทธเจ้า"
โดย พระราชพรหมยานมหาเถระ


"...ก่อนที่อยู่วัดท่าซุงนะฉันอยู่กระต๊อบ เงินร้อยก็หายากสำหรับเงินทำบุญ "คาถาวิระทะโย" ก็ทำเรื่อยๆ ไป

ต่อมาท่านก็มาหา ก็บอกว่า คาถาบทนี้นะที่เขาทำพระ "วัดพนัญเชิง" องค์แรก มีเจ้าอาวาสองค์แรกท่านไป นั่งกรรมฐาน และเสกด้วยคาถาบทนี้สามปี ท่านให้ดูตัวอย่าง "วัดพนัญเชิง" เงินขาดไหม..ฉันก็ทำมาเรื่อย

มาอีกปีหนึ่ง กำลังบวงสรวง ท่านบอกว่า "คาถาบทนี้เป็นคาถาเงินแสนนะ" ก็ใช้คาถาบทนั้นมาประมาณครึ่งปี คนมาทอดกฐินผ้าป่าได้เงินเป็นแสน นี่เห็นชัดนะ

แล้วต่อมาอีกปีหนึ่ง ท่านบอกว่า "คาถาบทนี้เป็นคาถาเงินล้านนะ" ให้ว่าต่อเนื่องกันไป แล้วไปลง "คาถาวิระทะโย"

ต่อมาก็จริงๆ เพราะปี ๒๕๒๗ ก็ใช้เงินล้านเป็นเดือน ซึ่งไอ้อย่างนี้เราก็คิดไม่ออก ต้องค่อย ๆ ใจเย็น ๆ

เวลาว่าไป อย่าไปว่าหวังเอาลาภ คือ ต้องภาวนาด้วยนะ ถ้าทางที่ดี เวลาภาวนากรรมฐาน พอจิตสบายน่ะ ต่อเลย

เพราะเวลากรรมฐานนี่จิตเป็นฌาณใช่ไหม เอาอย่างนี้ดีกว่า เวลาฝึกมโนมยิทธิออกไปให้ได้นั้น ออกไปเดี๋ยวเดียวก็ได้

ออกไปได้นี่ จิตเป็นฌาณ ๔ เข้าเขตพระนิพพานได้ จิตสะอาด ถึงที่สุด กลับลงมาด้วยคาถาบทนี้เลย มากน้อยก็ช่าง ให้หลับไปเลย คือ ถ้าจิตสะอาดมาก..ผลก็เกิดเร็ว

ก็สงสัย เหมือนกันนะ เมื่อปี ๒๕๒๖ ท่านบอกว่าปี ๒๕๒๗ มีอะไรบ้างก็ตุน ๆ ไว้บ้างนะ ๒๕๒๘ จะเครียดมาก การค้าของใคร ถ้าทรงตัวได้ก็ถือว่าดีไว้ก่อน

อันนี้ท่านบอกว่า "ถ้าลูกเราจะจนก็จนไม่เท่าเขา"

ถ้าพูดถึงผล ฉันก็นั่งดูเรื่อยๆ มาว่า เอ๊ะ! เงินแสนมันจะมีมาอย่างไร ภายในปีนั้นปรากฏว่า สมัยนั้นวัดต่าง ๆ เขายังไม่ถึงหมื่นเลย แล้วต่อมาคาถาเงินล้านก็ต้องว่าต่อ เพราะต่อไปข้างหน้าต้องใช้เงิน

พระพุทธเจ้าบอกนี่ต้องเชื่อ ต้องใจเย็นๆไม่ใช่ไปเร่งรัดถ้าไปว่าแล้วคิดว่าเราต้องรวยนี่เสร็จ..พัง ต้องว่าด้วยจิตเคารพ

นานหลายปี ท่านไม่ยอมเปิดกับใคร ก่อนจะเข้าถึงดี มันต้องเครียด ไอ้ปี ๒๕๒๘ ความจริงมันน่าจะดี แต่ไป ๆ มา ๆ ก็มีจุดสะดุด

จุดสะดุดนี่..เป็นชะตาของชาติ แต่ยังไงๆ ก็ต้องไปเจอะจุดรวยแน่ ถ้าพวกนี้รวยนะ วัดท่าซุงไม่เป็นไร คือว่า หนี้นี่นะ..อย่าคิดว่ามันโล๊ะกันได้

เมื่อปี ๒๕๓๐ นะ มันเกินค่าใช้ จ่ายเดือนละ ๒ ล้านเศษ อันนี้ต้องคิด เดือนนี้ก็ตกเกือบ ๓ ล้าน คือ ๒ ล้าน ๙ แสนเศษ

ตอนนี้ ท่านให้ฉันเขียนโครงการที่จะทำให้เสร็จในปี ๒๕๓๐ โครงการของท่านจริง ๆ มีมาก "ท่านย่า" ก็เคย บอก ท่านบอกว่า

"ท่านไม่บอกคุณตรง ๆ หรอก ท่านรู้ใจคุณ ถ้าบอกโครงการทั้งหมด คุณไม่ทำแน่"

พระพุทธเจ้าก็รู้คอนะ ไป ๆ มา ๆ ท่านให้นั่งเขียน ตามนี้นะ ๑๒ รายการ ให้เสร็จภายในปี ๒๕๓๐ เลย คิดว่า เงินที่ต้องใช้เป็นพ้อมๆ

รายการมากนะ..ลูก ถ้าหากจะถามว่า ๑๐ ล้านพอไหม ก็ต้องบอกว่า มันไม่ได้ครึ่ง หลังที่ท่านสั่งทำหรอก


"พระคาถาเงินล้าน" เป็นของพระพุทธเจ้าตรง

...วันนั้นก็ขึ้นไปที่กระต๊อบฉัน ไปถึงกระต๊อบก็ปรากฏว่า "สมเด็จองค์ปัจจุบัน" ท่านประทับอยู่ที่นั่น และท่าน พระเจ้าแม่ให้นามว่า "มัทรี" หรือ "พิมพา"

ไปที่อเมริกา ท่านบอก "ฉันแม่คุณเหมือนกัน ฉันเคยเป็นแม่คุณ" ถามว่าชื่ออะไร "ชื่อมัทรี" แล้วคุมมาตั้งแต่อเมริกา

เวลานี้ก็ยังคุมอยู่ ก็ไปกราบเรียนถามท่านว่า คำสั่งที่สั่งให้ทำมันเกินวิสัย แค่อาคาร ๓๐๐ ห้อง จาก พ.ศ. นี้ไปจนถึง ๒๕๓๐ มันก็เสร็จยากเหลือเกิน และอีกหลายรายการมันก็ใหญ่ทั้งนั้น

ท่านแม่มัทรีก็บอกว่า "เอาอย่างนี้ซิลูก..ขออำนาจพระพุทธานุภาพ" ก็เลยหันไปกราบพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า "ได้...ฉันต้องช่วยเธอ"

แล้วต่อมาเดินเล่นในบริเวณกระต๊อบของฉันเล็ก ๆ มันมีถนนหนทางใช่ไหม ก็ปรากฏว่าเดินไปเดินมา "สมเด็จองค์ปฐม" ก็เสด็จมาเดินด้วย ท่านบอกว่า

"..สภาพของพระนิพพานมันเป็นอย่างนี้นะ คนที่ถึงพระนิพพานแล้วกิจอื่นที่ทำไม่มี มันเป็นอย่างนี้นะ เวลานี้ เราเดินกลางบริเวณ พวกเราทั้งหมดลองนั่งดูซิ มันจะมีอะไรไหม..?"

ที่มันเป็นที่นั่งไม่มีเลย พอนั่งปุ๊บ..ไอ้เตียงตั่งมันเสือกมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ เลยคุยไปคุยมา ท่านก็เลยบอกว่า "งานที่ฉันสั่งต้องเสร็จทัน ๒๕๓๐"

ท่านย่ากับแม่ศรีก็ขึ้นไป ท่านย่าบอกว่า อำนาจพุทธานุภาพก็มีแล้ว สังฆานุภาพก็มีแล้ว พรหมานุภาพกับเทวานุภาพก็ช่วยแล้ว

แต่ว่าถ้าบรรดาลูกหลานมันยากจน และปี ๒๕๒๘ มันจะเครียด ขอพรพระพุทธเจ้า ขอคาถาสักบท (ที่ท่านให้ฉันไว้นี่) ขอให้ลูก ๆ หลาน ๆ ใช้เถอะ...ให้อนุมัติ"

ความจริงคาถาเฉพาะนี่..จะให้ใครไม่ได้เลย ท่านก็เลยบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นไปพิมพ์แจก และก็ให้มันทำด้วยความเคารพ"

"..ฉันไม่ยืนยันว่า คนที่ไม่เคารพฉันจะมีผล จำให้ดีนะจึงขอให้ทุกคนถ้าได้รับคาถานี้ ให้ตั้งใจปฏิบัติด้วยความจริงใจ ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า

ต่อนี้ไปก็อ่านคาถาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน และให้ทุกคนตั้งใจนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คิดว่าคาถาทั้งหมดนี้ จงปรากฏอยู่ในจิตของเรา ลาภผลต่างๆ ให้ปรากฏแก่เรา ตามที่พระองค์ทรงต้องการนะ..นึกถึงท่านนะ.."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/9/18 at 04:48 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 13 ]
(Update 9 พฤศจิกายน 2561)


คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า (คาถาเงินล้าน)


ตั้งนะโม ๓ จบ

สัมปจิตฉามิ (คาถาสนองกลับ)
นาสังสิโม (คาถาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธกัสสป)
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม (คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น) เคยได้ฟังหลวงพ่อพูดที่สายลม ท่านออกเสียงว่า "สัมปติฉามิ"
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ

(บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)



คำอธิบาย

...หลวงพ่อได้คาถาบทเหล่านี้โดยตรงจากองค์สมเด็จฯ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นเวลา ๔ ปีจึงจะได้ครบถ้วน ท่านบอกว่าคาถาที่ได้จากกรรมฐานเขาจะไม่บอกใคร

เมื่อวันที่ ๓๑ ธ.ค.๒๕๒๗ เวลา ๒๓.๕๙ น. องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อนุญาตให้ลูกหลานและพุทธบริษัทใช้ได้เป็นสาธารณะ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

อีกทั้งการก่อสร้างของวัดท่าซุง จะต้องเร่งรัดให้เสร็จทันฉลองวัดในปี ๒๕๓๒ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คาถาเหล่านี้ช่วย เพื่อพุทธบริษัทและลูกหลานของหลวงพ่อมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น


สัมปจิตฉามิ (คาถาสนองกลับ)

...คาถาบทนี้ พระองค์ที่มาบอกหลวงพ่อ ในขณะที่หลวงพ่อพักอยู่ที่เมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๙ เวลา ๐๕.๐๐ น.

ก่อนนอนหลวงพ่อนอนภาวนาเป็นปกติ ตื่นขึ้นมามีอาการปากขยับไม่ได้ มือขยับไม่ได้ รู้สึกอึดอัด คล้ายเป็นอัมพาต แต่ใจสบาย "พระองค์ที่ ๑๐" ให้ภาวนา "สัมปจิตฉามิ" จึงคลายตัว

คาถาบทนี้ไม่ได้ให้ใช้เฉพาะหลวงพ่อเท่านั้น อนุญาตให้พุทธบริษัทศิษยานุศิษย์และลูกหลานหลวงพ่อใช้ได้ด้วย

ก่อนนอนภาวนาให้ตั้ง นะโม ๓ จบ และต่อด้วย พุทธัง สรนัง คัจฉามิ ธังมัง สรนัง คัจฉามิ สังฆัง สรนัง คัจฉามิ และสวด "อิติปิโสฯ" ๓ จบ จึงภาวนาเรื่อยๆไป

ในขณะที่ภาวนาให้ทำใจสบายๆ ผลของคาถานี้ จะมีผลต่อผู้สั่ง ผู้รับคำสั่ง ผู้ร่วมมือ และผู้กระทำไสยศาสตร์มายังเราโดยฉับพลัน

ผลพิเศษ

...ถ้าตั้งใจรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ หรือตั้งใจรักษากรรมบถ ๑๐ ได้ครบถ้วน สามารถระงับนิวรณ์ ๕ ได้ ภาวนาวันละ ๑ ชั่วโมง เป็นเวลา ๓ เดือน ติดต่อกันจะมีผลคล้ายอภิญญา

"สัมปจิตฉามิ" (อ่านว่า สัม-ปะ-จิต-ฉา-มิ) คาถาบทนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เป็น "สัมมาทิฏฐิ" เท่านั้น ไม่มีผลสำหรับผู้เป็น "มิจฉาทิฏฐิ"

พระโมคคัลลาน์ท่านมายืนยัน ว่าคาถาบทนี้เป็น "คาถาอภิญญา" บอกว่าคนที่ได้อภิญญามาในชาติก่อน ถ้าใช้คาถาบทนี้ของเก่าจะรวมตัว คือว่าทำไปๆ ถ้าเข้าถึง "ผรณาปีติ" จะรู้สึกว่าตัวไม่มี เหลือแต่หน้า

ต่อไปก็ไม่มีอะไรเหลือเลย หน้าก็ไม่มี ถ้าทำได้เช่นนี้บ่อยๆ ไม่ช้าก็รวมตัวจะไปไหนก็ได้ เที่ยวต่างประเทศเรื่องเล็ก

ฆราวาสทำได้ทุกอย่าง แต่พระห้ามแสดงต่อหน้าคน อย่าง "ท่านปิณโฑลภารทวาชะ"เป็นต้นบัญญัติ ถูกห้ามเพราะอะไร

เพราะถ้าทำไปอย่างนั้น คนไม่ต้องการธรรมะ ต้องการพระแสดงปาฏิหาริย์ ถ้าขอให้พระแสดงปาฏิหาริย์ พระทำให้

คนนั้นตายแล้วเกิดใหม่ต้องไปเป็นทาสเขา ๕๐๐ ชาติ ถ้าพระไม่ทำให้แล้วโกรธก็เลยลงนรก พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม

แต่ว่าพระที่อยู่ในป่าท่านมีความจำเป็นก็ใช้ได้ แต่ต้องไม่ให้คนเห็น อย่างพระที่เข้านิโรธสมาบัติ ออกมาแล้วปั๊บร่างกายต้องการอาหารก็ต้องดูเราจะไปหาที่ไหน

เห็นหน้าคนที่จะให้ปั๊บ ก็เหาะไปทันที แต่ต้องไม่ให้คนเห็น พอเห็นว่าคนจะเห็นก็ต้องลงเดิน ถ้าเหาะจริงๆ แล้วไวมากตามบาลีว่า

ที่พระโมคคัลลานน์ขึ้นไปดาวดึงส์ในคราวนั้น บอกว่าแค่ลัดนิ้วเดียว ความจริงไวกว่านั้น แต่ศัพท์ภาษาไทยไม่รู้จะใช้อะไร ความจริงนึกถึงก็ถึงเลย


สรุปพระคาถาทั้งบท

- สัมปจิตฉามิ คาถาสนองกลับ
- นาสังสิโม คาถาพระพุทธกัสสป

- บทแรก "พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ" อันนี้ตัดอุปสรรคที่ลาภจะมาแต่เขามาบอกว่ามีผลแน่นอน คือว่าแกจะไม่ยอมให้ลูกแกจน พูดง่ายๆก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันบอกว่าให้หมด

- บทที่สอง "พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม" คาถาบทนี้เป็นคาถาเงินแสนของท่าน

- บทที่สาม "มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม" บทนี้เป็นคาถาปลุกพระวัดพนัญเชิง

- บทที่สี่ "มิเตพาหุหะติ" เป็นคาถาเงินล้าน

- บทที่ห้า "พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม" เป็นคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

- บทที่หก "สัมปติจฉามิ" บทนี้เป็นบทเร่งรัดบทสุดท้าย (หลวงพ่อออกเสียง "สัมปติฉามิ")

- บทที่เจ็ด "เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ" พระปัจเจกพุทธเจ้ามาบอกหลวงพ่อเมื่อ พ.ย. ๒๕๓๓ เป็นภาษาโบราณ แต่เทียบกับภาษาไทยอ่านได้อย่างนี้ เป็นคาถามหาลาภ มีผลยิ่งใหญ่มาก

ทั้งหมดนี้ต้องสวดเป็นบทเดียวกัน บูชาเรื่อย ๆ ไป การบูชาถ้าบูชาเฉย ๆ มันเป็นเบี้ยต่อไส้


"...อย่าลืมนะ เวลาสวดมนต์แล้วให้สวดคาถานี้ ๙ จบเท่าเดิมนะ และเวลาภาวนานอนภาวนาก็ได้ ว่าเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งหลับไปเลย

ตื่นขึ้นมา ต่อจากกรรมฐาน นอนก็ได้ ใจสบาย ๆ นะ บางทีเผลอ ๆ ฉันก็ต้องว่าของฉันเรื่อย ๆ ไป คาถาเงินล้านนี่มาให้เมื่อปี "ฝังลูกนิมิต" (ปี ๒๕๒๐)

ท่านบอกว่า งานข้างหน้าจะหนักมาก หลังจากนี้เป็นต้นไป เงินจะใช้มากกว่าสมัยที่สร้างโบสถ์

อย่าลืมนะ..เวลาว่าง ๆ นั่งนึกก็ได้ เดินไปก็ได้ ไม่ห้ามเลยนะ ให้มันติดใจอยู่อย่างนั้น ให้ถือว่า เป็นกรรมฐานไปในตัวเสร็จ

เพราะ คาถาที่พระพุทธเจ้าบอกทุกบทก่อน จะทำต้องนึกถึงท่าน ถือว่าเป็น "พุทธานุสสติกรรมฐาน..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/10/18 at 08:59 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/10/18 at 05:16 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 14 ]
(Update 29 พฤศจิกายน 2561)


ใครปฏิบัติคาถาเงินล้าน + พระคำข้าว - หางหมากแล้วได้ผล
ตามที่หลวงพ่อท่านสอนบ้างครับขอวิธีแบบละเอียดหน่อย..?




"... กระทู้ทั้งหมดนี้ เป็นการสั่งสนทนากันภายในเว็บไซด์อื่น คำถามคำตอบและความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่นำมาให้อ่านนี้ ได้เกิดมีขึ้นก่อนที่ "เว็บวัดท่าซุง" จะเปิด

การนำเรื่องราวเหล่านี้มาย้อนอ่าน นับว่าทำให้ได้รู้ลึกถึงจิตใจของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้น ยังไม่มีข้อมูลของวัดโดยตรง ดังที่นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างเช่นปัจจุบันนี้

ฉะนั้น ถึงแม้วัดท่าซุงจะเปิดเว็บไซด์ช้าไป แต่ก็ถือตามคติโบราณว่า "ช้าเป็นกาล..นานเป็นคุณ" ทำให้ได้สะท้อนถึงจิตใจของผู้คนที่อยู่ภายนอก

ว่ามีความรู้สึกกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ หรือกับวัดท่าซุง หรือกับคำสอนของท่าน และสุดท้าย..วัตถุมงคล ตลอดจนถึง...พระคาถาทั้งหลาย

ที่ท่านให้ไว้พอที่จะช่วยผ่อนคลายชีวิตที่อยู่ในโลก เป็นการบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง นับว่าเป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังสืบต่อไปหรืออย่างไร..?"


...กระทู้ถาม : ไม่ทราบว่าลูกศิษย์ของหลวงพ่อท่านใดปฏิบัติ "พระคาถาเงินล้าน" ร่วมกับ "พระหางหมาก-คำข้าว" แล้วได้ผลบ้างครับ

จากนาทีที่หลวงพ่อฤาษีท่านจากไปก็เป็นเวลาร่วมสิบกว่าปีแล้ว อยากทราบว่าลูกศิษย์ที่ปฏิบัติคาถาบทนี้อยู่ มีใครปฏิบัติแล้วได้ผล ผมว่าป่านนี้เป็นเวลา 10-20 ปีแล้ว น่าจะมีคนพลิกชีวิตได้แล้วครับ

เพราะคนที่ทำได้คนแรกไม่อยู่แล้วคือ นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ลูกศิษย์ ล.ป. ปาน วัดบางนมโค แล้วลูกศิษย์หลวงพ่อ ใครทำได้บ้างครับ ผมอยากทราบว่าคนต่อๆๆ ไปมีใครทำได้บ้าง ช่วยกรุณาบอกวิธีการปฏิบัติด้วยครับ

ขอความรู้ล่ะนะครับ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเเก่ลูกศิษย์รุ่นหลัง บอกแบบละเอียดได้ดีครับ ผมก็ทำมานานแล้ว ขันติในการปฏิบัติเริ่มอ่อนแล้วผลของมันคือ ได้เงินแบบต่อชีวิตครับ ไปเรื่อยๆๆ ครับ ช่วยลงโพสต์หน่อยครับ

กราบโมทนาบุญทุกท่านครับ


โพสต์โดย : Golf9000 [ 2007-03-07 03:20:34 ]
www.212cafe.com/freewebboard/view.php


ความคิดเห็นที่ : 1

คนที่เขาทำได้นี่บังเอิญก็ไม่กล้าบอกเสียด้วยครับ ถ้าผมจะบอกว่าผมทำได้ผลชีวิตจากหน้าเท้าเป็นหน้ามือ มันก็เหมือนอวดตัวเอง

ขนาดผมพูดเรื่องประสบการณ์ต่างๆ ตามข้อเท็จจริงนี่ อาจมีคนหมั่นใส้หาว่าเวอร์อีก อาจจะมีบาปต่อกันได้ครับ

- จากประสบการณ์ผมเห็นมาเยอะครับ
แต่การเปลี่ยนนี่ต้องดูกฏแห่งกรรมด้วยครับ แต่เป็นการผ่อนหนักเป็นเบา อย่างเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อนผมเป็นนายทหารท่านหนึ่งผมให้พระคำข้าว พระหางหมากไปคู่หนึ่ง

แกใช้คาถาเงินล้านควบจนเป็นกสิณ แกบอกว่าทุกครั้งที่ทำได้ทุกอย่างจะคล่องตัวหมด มีคนถูกรางวัลใหญ่แกมีเงินทำบุญเยอะๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

- บางคนก็แบบเบี้ยต่อใส้ครับ (ภาวนาเช้าเย็น)
ผมเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันสมัยไปพบหลวงพ่อใหม่นี่ทำบุญเดือนหนึ่งร้อยบาทก็เดินตัวปลิวแล้วครับ
ปัจจุบันก็มีบ้าน มีรถ มีตำแหน่ง (แบบไม่เป็นหนี้) ไปวัดท่าซุงจากไปรถประจำก็ขับไปเอง

- ตัวผมเองนี่ ก็เช่นเดียวกันครับ แต่อย่าลืมว่าท่านที่ปรารถนาพุทธภูมินี่ยากครับ (จากประสบการณ์) เพราะต้องเก็บละเอียดทุกอย่าง ต้องทุกข์มากกว่าชาวบ้านครับเพื่อบารมี (กำลังใจเกิดจากการต่อสู้กับความทุกข์)

- คุณไม่ต้องห่วงครับ..ผมรับรอง ทำให้อย่างน้อยแค่อุปจารสมาธินี่ก็เริ่มเกิดผลแล้ว คุณต้องพิสูจน์ด้วยตัวก่อนครับ


โดย : 8686676 [ 2007-03-07 07:36:05 ]


ความคิดเห็นที่ : 2

กราบขอบพระคุณ คุณลุงมากครับ ผมว่าสงสัยจะเป็นจริงที่ว่า ใครทำได้ก็ไม่ค่อยเปิดเผยตัวกันหรอกครับ แต่ถ้าใครมีประสบการณ์ และวิธีปฏิบัติแปลกใหม่มาบอกกันบ้างนะครับ


โดย : Golf9000 [ 2007-03-07 20:29:50 ]

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 9/11/18 at 06:59 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 15 ]
(Update 18 ธันวาคม 2561)


ใครปฏิบัติคาถาเงินล้าน + พระคำข้าว - หางหมากแล้วได้ผล
ตามที่หลวงพ่อท่านสอนบ้างครับขอวิธีแบบละเอียดหน่อย..?


"... กระทู้ทั้งหมดนี้ เป็นการสั่งสนทนากันภายในเว็บไซด์อื่น คำถามคำตอบและความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่นำมาให้อ่านนี้ ได้เกิดมีขึ้นก่อนที่ "เว็บวัดท่าซุง" จะเปิด

การนำเรื่องราวเหล่านี้มาย้อนอ่าน นับว่าทำให้ได้รู้ลึกถึงจิตใจของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้น ยังไม่มีข้อมูลของวัดโดยตรง ดังที่นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างเช่นปัจจุบันนี้

ว่ามีความรู้สึกกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ หรือกับวัดท่าซุง หรือกับคำสอนของท่าน และสุดท้าย..วัตถุมงคล ตลอดจนถึง...พระคาถาทั้งหลาย

ที่ท่านให้ไว้พอที่จะช่วยผ่อนคลายชีวิตที่อยู่ในโลก เป็นการบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง นับว่าเป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังสืบต่อไปหรืออย่างไร..?"


...จากกระทู้ถามของคุณ Golf9000 มีผู้แสดงความคิดเห็นไปตอนที่แล้ว (ความคิดเห็นที่ 1-2) มีดังนี้

กระทู้ถาม : ไม่ทราบว่าลูกศิษย์ของหลวงพ่อท่านใดปฏิบัติ "พระคาถาเงินล้าน" ร่วมกับ "พระหางหมาก-คำข้าว" แล้วได้ผลบ้างครับ ?

ความคิดเห็นที่ : 3

- การใช้คาถาเงินล้านนี่ หลวงพ่อเคยบอกว่าถ้าใช้ได้ผล เช่น ถ้าในกระเป๋าเงินเพิ่มโดยไม่มีสาเหตุ อย่าบอกใครเด็ดขาด เพราะถ้าพูดเงินจะหดตัวไปอีก ๒-๓ เดือน

ดังนั้นผมเข้าใจว่ามีคนทำได้ผลมากแต่ก้ไม่กล้าแสดงตัว หรือกล้าพูด...เพื่อเป็นกำลังใจของท่านที่เพิ่งเริ่มใช้คาถานี้

ผมขอยกตัวอย่างบางตอนของ คุณสมถวิล คุ้มวงค์ จากหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓ หน้า ๓๐๖ เพื่ออานิสงส์ทั้งเจ้าของเรื่องและคนอ่าน ดังนี้ครับ...


"...ไปทำบุญที่ซอยสายลมทุกเดือน แรก ๆ ไม่ค่อยมีเงิน ก็คนละร้อยบาท ถวายสังฆทานประจำไม่ยอมให้ขาด ต่อมาได้คาถาเงินล้านจากท่าน ก็เพียรท่องทุกวัน ๙ จบก่อนนอน

แถมเวลาว่าง ๆ ก็ท่องไปเรื่อย ๆ พยายามจับศีล ๕ ให้อยู่ แรก ๆ ก็ครบบ้าง ขาดบ้าง ล้มๆ ลุกๆ ก็ยังดี ผิดไปแล้วก้ตั้งใจใหม่

ทำให้เงินไม่ค่อยขาดมือ มีช่องทางได้เรื่อย ปัจจุบันพอจะถวายชุดละ ๕๐๐ บาท ได้บ้างแล้ว ไปวัดท่าซุงก็ไม่ต้องเหมารถแล้ว สามารถมีรถยนต์เป็นของตัวเอง ที่เล่ามาไม่ใช่อวดอ้าง แต่อยากให้ทุกคนได้ "ทึ่ง" บ้าง


...ส่วนอีกรายหนึ่งเล่าว่า ต่อไปนี้ ดิฉันและครอบครัว จะเชื่อทุกคำที่หลวงพ่อพูด โดยไม่ต้องถามเหตุผล ดิฉันมีอาชีพเป็นครู เงินเดือนน้อย งานหนัก

ถ้าไม่มีธรรมะเล็กๆ น้อยๆ ยึดเหนี่ยวไว้บ้าง คงอยู่ไม่ได้ ธรรมะที่วัดไหนก็เหมือนกัน เพราะพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ในศาสนาพุทธ

แต่ดิฉันรักและบูชาหลวงพ่อวัดท่าซุง อาจเพราะถูกกับนิสัยเรา เป็นคนง่ายๆ ไม่ชอบเคร่งครัดนัก ไม่ยากนุ่งขาวห่มขาว สะอาดไม่พอ ไม่อยากกินแต่ผัก เพราะอยากกินอาหารอื่นอีก

ค่อยเป็นค่อยไปจนได้ไม่รู้ตัว มาคิดๆ ดู เราก็ได้อะไรๆ จากหลวงพ่อเยอะทีเดียว คำตอบของท่านที่เราต้องจำไปปฏิบัติด้วยความเต็มใจ

เคยกระทั่งชอบดื่มเบียร์ทั้ง ๒ คน เราก็เลิกมันได้ โดยไม่ต้องฝืนใจ รู้สึกว่าชีวิตค่อยๆ ดีขึ้นจริงๆ ถึงทุกวันนี้...(ถ้าเราทำควบพระคำข้าว พระหางหมาก หรือลูกแก้ว จะดีมาก)


โดย : 8686676 [ 2007-03-09 10:22:47 ]

ความคิดเห็นที่ : 5

กราบขอบพระคุณ คุณลุงมากนะครับ พร้อมกับโมทนาบุญทั้งหมดเลยทำให้ใจสบายขึ้นเยอะเลยครับ


โดย : Golf9000 [ 2007-03-09 15:31:20 ]

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/11/18 at 08:15 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 16 ]
(Update 29 ธันวาคม 2561)


ใครปฏิบัติคาถาเงินล้าน + พระคำข้าว - หางหมากแล้วได้ผล
ตามที่หลวงพ่อท่านสอนบ้างครับขอวิธีแบบละเอียดหน่อย..?


"... กระทู้ทั้งหมดนี้ เป็นการสั่งสนทนากันภายในเว็บไซด์อื่น คำถามคำตอบและความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่นำมาให้อ่านนี้ ได้เกิดมีขึ้นก่อนที่ "เว็บวัดท่าซุง" จะเปิด

การนำเรื่องราวเหล่านี้มาย้อนอ่าน นับว่าทำให้ได้รู้ลึกถึงจิตใจของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้น ยังไม่มีข้อมูลของวัดโดยตรง ดังที่นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างเช่นปัจจุบันนี้

ว่ามีความรู้สึกกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ หรือกับวัดท่าซุง หรือกับคำสอนของท่าน และสุดท้าย..วัตถุมงคล ตลอดจนถึง...พระคาถาทั้งหลาย

ที่ท่านให้ไว้พอที่จะช่วยผ่อนคลายชีวิตที่อยู่ในโลก เป็นการบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง นับว่าเป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังสืบต่อไปหรืออย่างไร..?"


...จากกระทู้ถามของคุณ Golf9000 มีผู้แสดงความคิดเห็นไปตอนที่แล้ว ตั้งแต่ความคิดเห็นที่ 1-5 ต่อไปจะเป็นความคิดเห็นสุดท้ายมีดังนี้

ความคิดเห็นที่ : 6

ขออนุโมทนาสาธุ แด่ ท่าน 8686676 และ ท่านGolf 9000 ที่ได้นำกระทู้นี้มาสนทนาธรรม เพื่อประโยชน์แด่ชนหมู่มากที่ปฏิบัติธรรมได้พบกับคำว่า เกิดขึ้นได้จริงหากมีบารมี (กำลังใจ) ในการปฏิบัติ สาธุ สาธุ สาธุ


โดย : รัตนวโย [ 2007-03-11 08:13:06 ]

ความคิดเห็นที่ : 7

"คาถาเงินล้านให้ผล" โดย คุณประพัฒน์ เหลืองประเสริฐ / ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๕๓๐

- คาถาวิระทะโยให้ผล...การมาวัดท่าซุงของผม ส่วนมากจะมาเวลามีงานเป่ายันต์ หรือสะเดาะเคราะห์ มีไม่กี่ครั้งที่ตั้งใจมาค้างคืน เพื่อฝึกมโนมยิทธิ

และผมชอบจัดทัวร์ พาคนมานมัสการหลวงพ่อ เพื่อเขาจะได้มีความสุขความเจริญอย่างผมบ้าง ผมคิดว่าผมได้ดีมีความสุข ก็เพราะได้คาถาของหลวงพ่อ

- ตอนมาครั้งแรกๆ ก็ได้คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าคือ พุทธะ มะอะอุ ฯ ไปท่อง ท่องไปๆ ก็ได้ตึก ๓ ชั้น ๑ หลัง ตอนที่ตกลงให้ผู้รับเหมาทำก็คิดว่า

เงินที่มีอยู่คงพอสร้างได้ ถ้าอย่างไรก็คงมีพอดีค่าก่อสร้าง พอสร้างไปเงินก็หาได้ ขายของได้เรื่อยๆ จนกระทั่งเสร็จ ก็ปรากฏว่าเงินเก่ายังอยู่ แถมงอกเพิ่มขึ้นอีก

เคยคิดว่า จะตั้งชื่อตึกเป็นชื่อ "ตึกวิระทะโย" ดีไหม แต่ก็นึกเกรงว่าจะมีคนว่าเราบ้าก็เลยไม่ได้ใช้ เปลี่ยนชื่อเป็นนามสกุลแทน... สาธุ

- คาถาเงินล้านให้ผล...สำหรับคาถาวิระทะโยนั้น ผมใช้มาตลอดตั้งแต่ได้มาจากหลวงพ่อ จนเมื่อ ๔-๕ ปีนี้ หลวงพ่อได้คาถาเงินล้านมาแจกพวกลูกๆ

ผมก็ได้กับเขาด้วย และก็ท่องมาเรื่อยๆ ก็ปรากฏว่าเงินก็มาเป็นล้านอย่างหลวงพ่อให้จริงๆ จนเดี๋ยวนี้ผมพอจะคุยได้ว่า ผมได้มีเงินล้านก็เพราะหลวงพ่อ

และหลวงพ่อไม่ได้แจกคาถา ที่จะเป็นที่มาของเงินอย่างเดียว หลวงพ่อยังให้ธรรมะแก่ลูกหลาน เพื่อผลไปให้ถึงพระนิพพานอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ไม่ถึง อย่างน้อย หลวงพ่อก็จะช่วยให้ถึงสวรรค์ได้ ผมหมายถึงคนที่เป็นลูก และผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงพ่อ ซึ่งเป็นสาวกสุปฏิปันโนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

- กระผมขอถวายกุศล ที่ได้ทำมาแล้วในอดีต และที่จะทำต่อไปในอนาคต แด่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

และขออาราธนาหลวงพ่อ จงอยู่เพื่อโปรดสั่งสอนธรรมแก่ลูก - หลาน และสาธุชน เพื่อบรรลุมรรคผล สวรรค์ นิพพาน ตามควรแก่เวลาด้วยเถิด

- กระผม นายประพัฒน์ เหลืองประเสริฐ เจ้าของกิจการมะขามแก้วสี่รสแห่งจังหวัดพิจิตร จะยินดีมากหากลูกศิษย์ ลูก- หลานหลวงพ่อได้แวะเยี่ยม เมื่อผ่านทางนี้ ขอต้อนรับด้วยความยินดี ขอให้ทุกคนเป็นสุข


โดย : 868 [ 2007-04-14 09:42:13 ]


ความคิดเห็นที่ : 9

กราบขอบพระคุณในรายละเอียดที่โพส์ไว้มา ณ.ที่นี้ด้วยครับ พร้อมกับโมทนาบุญทั้งหมดมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ


โดย : Golf9000 [ 2007-04-22 13:20:39 ]

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/12/18 at 07:44 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 29/12/18 at 05:56 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top