Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 29/6/08 at 17:08 [ QUOTE ]

ประวัติการสร้าง "พระเจดีย์พุดตาน" วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[01]
ตอนที่ ๑
[02] ตอนที่ ๒
[03] ตอนที่ ๓
[04] ตอนที่ ๔
[05] ตอนที่ ๕
[06] ตอนที่ ๖
[07] ตอนที่ ๗
[08] ตอนที่ ๘
[09] ตอนที่ ๙
[10] ตอนที่ ๑๐
[11] ตอนที่ ๑๑

[12] ตอนที่ ๑๒ (ตอนจบ)

ประวัติการสร้าง "พระเจดีย์พุดตาน"

โดย..หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ


......ท่านสาธุชนทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เมื่อตอนเช้ามืด เวลาประมาณ ๙ นาฬิกาเศษๆ หลังจากทำงานจากหนังสือแล้ว ก็นอนพัก พอเริ่มภาวนา ก็มีพระท่านมาบอกว่า

เรื่องการสร้างเจดีย์ก็ดี สร้างองค์พระปฐมก็ดี สร้างวิหารองค์พระปฐม ทั้งหมดนี้ ควรจะทำเป็นหนังสือไว้ เพื่อลูกหลานทั้งหลายจะได้มีความเข้าใจว่า สร้างทำไม ก็ขอนำเรื่องนี้มาคุยกันอันนี้ไม่มีตำรานะ คุยกันแบบธรรมดาๆ

การสร้างเจดีย์ พุทธบริษัทและลูกหลานทุกคน โปรดทราบว่าเมื่อตอนต้นปี ๒๕๓๔ ตอนนั้นกำลังป่วยมาก เวลานี้ก็ป่วย

แต่ว่าการป่วยคราวนั้นต่างกับเวลานี้ ถ้าถึงเวลา ๔ โมงเย็น มันจะเริ่มอาเจียน แล้วก็อาเจียนเรื่อยไป จนถึง ๔ ทุ่ม หลังจาก ๕ ทุ่มแล้วจึงนอนได้

เป็นอย่างนี้ทุกวัน การฉันอาหารก็ไม่ได้ฉันมาก บางทีพอกินน้ำไปหนึ่งแก้วก็อาเจียนออกมา ๓ แก้ว ท้องก็ผูก

แล้วต่อมาก็มีโรคความดันสูงถึง ๑๖๐ และก็มีน้ำในปอด หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ อย่างนี้เป็นต้น ได้รับการทรมานทางร่างกายอย่างหนัก

แต่ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ไม่มีใครเคยคิดว่าเนื้อแท้จริงๆ แล้ว เบื่อจริงๆ เวลานี้อยากจะหยุดทุกอย่าง ที่ทำเพราะว่าทั้งแก่และทั้งป่วย

แต่ว่าในขณะนั้น มีวันหนึ่งตอนต้นปี ขณะที่เจริญภาวนาอยู่ ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เป็นที่พอใจ เป็นที่สบายแล้วก็กลับพื้นที่

เมื่อกลับพื้นที่ พอจะถอนสมาธิ ก็พอดีเห็นพระท่านมา ท่านบอกว่า คุณยังตายไม่ได้นะ ความจริงเวลานั้น หรือเวลานี้ก็ตาม อยากตายเต็มที่

ถ้าตายเมื่อไร ก็มีความสุขเมื่อนั้น เพราะมีบ้านอยู่ แต่ก็ลองอยู่คราวหนึ่งถอยหลังจากนี้ไป ๒๐ วันเศษๆ จะไปจริงๆ ประตูบ้านถูกปิดเข้าเขตบ้านไม่ได้

เขาบอกว่า ยังไม่ถึงเวลา ก็ลำบากเหมือนกัน ก็ต้องกลับมานั่งทรมาน คุยกันอยู่นี่แหละ...


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 11/1/17 at 19:14 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 2 ]

[ Update 23 เมษายน 2561 ]


...ก็เป็นอันว่า พระท่านบอกว่า วัดยังไม่เสร็จ ยังตายไม่ได้ ประการที่สอง ทุนสำหรับบำรุงวัดและพระสงฆ์ภายหลัง ถ้ายังมีไม่พอ ยังตายไม่ได้ อย่างอื่นไม่สำคัญ

แต่เรื่องทุน จะไปเกณฑ์ใครเขาต่างคนต่างก็มีทุกข์ ทุกคนต่างหากิน พอบ้างไม่พอบ้าง ที่เหลือกินเขาก็มี เขาจำเป็นต้องกิน ต้องเก็บไว้ใช้บ้างและท่านบอกว่า วัดยังขาดเจดีย์ คุณอย่าคิดนะว่า วัดนี่ทำครบถ้วนแล้วตามความประสงค์ของฉัน

อย่าลืมนะ บรรดาท่านพุทธบริษัท วัดท่าซุงที่สร้างขึ้นนี้ไม่ได้สร้างตามความประสงค์ของอาตมา อาตมาเองหนีการก่อสร้างมาจากวัดบางนมโค เบื่อการก่อสร้าง หวังจะหาที่อยู่สงัด

เมื่อเห็นวัดท่าซุงมีสภาพเหมือนวัดร้าง ก็คิดว่า วัดอย่างนี้ไม่ค่อยมีคนมา เราจะสร้างกุฏิสักหลังเดียวแบบกระต๊อบเล็กๆ ก็สบายใจแล้ว นั่นเป็นความประสงค์ของอาตมา

แต่ที่ไหนได้ ต่อมาก็กลายเป็นความประสงค์ของพระ พระท่านมากะเนื้อที่ว่าต้องสร้างให้เต็มตามบริเวณนี้ มีเนื้อที่เท่านั้น สร้างรูปอย่างนั้น สร้างรูปอย่างนี้

เวลานั้นสตางค์ก็ไม่มี เงิน ๑๐๐ บาท ยังไม่เคยติดกระเป๋า จึงได้ถามท่านว่า จะสร้างได้อย่างไร ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ฉันจะช่วยหาสตางค์ ในเมื่อท่านรับปากจะช่วยก็ยอมรับทำ

เมื่อทำมาถึงขั้นนี้ มันก็ใกล้จะเสร็จยังขาดอยู่ วิหาร ๒๕ ไร่ยังไม่ได้ทาสี ทางเดินรอบ ๑๐๐ ไร่ยังไม่บรรจบกัน ถึงอย่างไรก็ดี ก็ต้องพบกันจนได้ ค่อยๆ ทำไปจนเสร็จ ถ้ายังไม่ตาย

ท่านบอกว่า ที่คุณคิดว่าเสร็จ มันก็ยังไม่เสร็จ กุฏิไม้ที่สร้างไว้ในครั้งก่อน หลังโบสถ์ ให้รื้อขึ้นมาเป็นคอนกรีตให้หมดจะได้ไม่พัง

และอีกประการหนึ่ง วัดต้องมีเจดีย์ เลยชี้ให้ท่านดูยอดวิหารว่า วิหารหรือมณฑปทุกหลัง มียอดทั้งหมด คล้ายเจดีย์อยู่แล้ว ท่านบอกว่า นั่นมันยอดวิหาร ยอดมณฑป ไม่ใช่ยอดเจดีย์ คุณต้องสร้างเจดีย์จึงจะครบถ้วน

ก็เลยถามท่านว่า จะสร้างที่ไหน ผมไม่มีที่จะสร้าง ท่านบอกว่า สร้างที่ ๑๐๐ ไร่ก็ได้ เลยกราบเรียนท่านบอกว่า ถ้าที่ ๑๐๐ ไร่ไม่สร้าง

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าที่ ๑๐๐ ไร่ ปลูกต้นไม้ไว้เต็ม ต้องการให้เป็นป่า เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของคน และสัตว์ วันแรกตกลงกันไม่ได้ ท่านกำหนดสร้างพระเจดีย์ใหญ่มาก และก็สูงมาก


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/4/18 at 07:57 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 3 ]

[ Update 1 พฤษภาคม 2561 ]


...ต่อมาวันที่สองท่านมาใหม่ ในเวลาเดียวกันคือเวลาประมาณเกือบตีสี่ เลิกเจริญกรรมฐาน ท่านก็มาพูดอีก อาตมาก็ไม่ยอมรับว่า

ถ้าจะให้ผมซื้อที่ใหม่ ผมไม่ซื้อ ที่ที่เหมาะที่จะสร้างเจดีย์ไม่มี ถึงอย่างไรก็ตาม เจดีย์ใหญ่ขนาดนั้นผมไม่ทำแน่นอน ท่านก็นิ่ง แล้วท่านก็กลับไป

คืนที่สาม พระท่านก็มาใหม่บอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน องค์ใหญ่ไม่ต้องทำ แต่ให้ทำองค์เล็กๆ แต่ต้องราคาแพง ถามพระท่านว่าราคาประมาณเท่าใด พระท่านก็ตอบว่า ไม่รู้ละ ฉันหาให้ทันก็แล้วกัน

เรื่องราคามันไม่แน่นอน เพราะของมันจะขาด ของมันจะขึ้นราคาภายหน้า ไม่ช้าของจะขาดมือลง ในท้องตลาดราคาจะสูงขึ้น ถ้ากำหนดราคาเวลานี้ก็ใช้ไม่ได้

ก็เป็นอันว่าท่านยอมรับว่า ท่านจะหาเงินให้ทัน แล้วท่านก็สั่งบอกว่า ถ้าจะสร้าง เอาที่ตรงนี้นะ เอาที่ใกล้ๆ พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร ต้องทำให้สวย แล้วก็มีดอกไม้ แล้วดอกไม้ก็ปิดทอง

ถามท่านว่าทำไมจึงต้องสวย ท่านบอกว่าเป็นการเจริญศรัทธา ทุกอย่างที่ให้ทำนี่ ไม่ต้องการโอ้อวด ไม่ต้องการแข่งขันกับใคร จึงทำไม่เหมือนใคร

ต้องการอย่างเดียว ให้ทุกคนที่มองเห็นแล้ว ติดตาติดใจว่า วัดท่าซุงมีอะไรบ้างที่เราชอบใจ ถ้าเวลาก่อนเขาจะตาย จิตเขานึกขึ้นมาว่า เราเคยเห็นวัดท่าซุงชอบใจตรงนั้นตรงนี้ ในขณะนั้นพร้อมกับเขาตายไป เขาจะไปสวรรค์ทันที

อันนี้เป็นลีลาของพระท่าน ที่ต้องการให้คนไปสวรรค์ โดยใช้รูปแบบสวยๆ จึงเรียกนายช่างประเสริฐ กับจำเนียร แก้วมณี สองสามีภรรยาเป็นช่างประจำวัด ช่างปั้นพระ

เรื่องความสวยงามต้องยกให้สองคนนี้ ก็มาปรึกษาหารือ ให้กะสถานที่ว่า ถ้าที่ตรงนี้จะสูงขนาดไหน เธอกะสถานที่แล้วก็บอกว่าที่ตรงนี้ จะสูงได้ก็ประมาณไม่ต่ำกว่าพระยืน เฉพาะยอดนะเอาถึงยอด ก็เป็นที่พอใจ

ก็บอกกับเธอว่า เจดีย์นี้ต้องมีดอกพุดตานทั้งหมดปิดทองคำ ร่องพุดตานก็ปิดกระจกเงาขาวใส ห้ามใช้กระจกสีเพราะว่าไม่สวยเวลาสะท้อนแสงแดด ก็ตกลง เธอก็ใช้เวลาผ่านมานาน ใกล้ฤดูฝน เห็นจะเป็นเดือน พฤษภาคม ๒๕๓๔ ก็ลงมือทำ

ก่อนที่จะทำก็มี คุณอภิชาติ สุขุม รู้ข่าว ก็ไปถ่ายภาพเจดีย์มาจากวัดต่างๆ วัดโพธิ์บ้าง วัดไหนบ้างก็ตาม เอามาหลายภาพเอามาให้เลือก

เมื่อเลือกแล้ว ไม่เป็นที่พอใจของพระท่าน ทีนี้จึงให้ประเสริฐเขียนภาพมาสองภาพ แบบเรียบๆ กับแบบมีขั้นตอน เธอก็เขียนขึ้น พระท่านก็เป็นที่พอใจ

ต่อมาเขาก็ลงมือสร้าง ส่วนล่างทั้งหมดจนถึงคอระฆัง เป็นเรื่องของประเสริฐกับจำเนียร ด้านคอระฆังเป็นเรื่องของเขา "พระสามารถ" ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางนี้อยู่พอสมควร การก่อสร้างเจดีย์ก็เป็นอันเริ่มขึ้น


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 1/5/18 at 06:09 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 4 ]

[ Update 10 พฤษภาคม 2561 ]


พระเจดีย์นี้มีความสำคัญอย่างไร


...พระเจดีย์นี้มีความสำคัญอย่างไร ก็ต้องขอตอบว่า ถ้าเฉพาะเจดีย์จริงๆ ก็มีความสำคัญ เพราะว่า พระเจดีย์เป็นองค์แทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็น "พุทธานุสสติ"

ถ้าเราเห็นพระเจดีย์ เรานึกถึงพระสงฆ์ผู้สร้าง ก็เป็น "สังฆานุสสติ" เห็นพระเจดีย์ ภาพสวยงามเป็นภาพกุศล ตายก็ไปสวรรค์ทันที ถ้าจิตใจดีมีความมั่นคงมาก ก็ไปพรหมได้ นี้เฉพาะเจดีย์

การก่อสร้าง ทุนไม่มี บรรดาท่านพุทธบริษัท คงจะมีคนมาทำบุญรวมแล้วทั้งหมดไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท เพราะไม่ได้โฆษณา เมื่อจะเริ่มการก่อสร้าง คุณอภิชาติ สุขุม ที่อยู่กรุงเทพฯ ก็นำทุนมาให้หนึ่งแสนบาท

ต่อมาให้อีกแสนบาท ต่อมาให้อีกหนึ่งแสนบาท รวมแล้วเป็นสามแสนบาท เป็นทุนสำรอง ไม่ใช่ให้ยืมนะ คุณอภิชาติให้เลย ให้ทำเลย ก็ทำเรื่อยไปจนกระทั่งจบ

ไอ้จบนี้ก็ไม่รู้ว่าราคาเท่าไร เพราะวัดนี้การก่อสร้างไม่ค่อยรู้ราคาแน่นอน เพราะเวลาทำงานทำร่วมกันหมด ทำคราวละหลายสถานที่ ซื้อของมาพร้อมกัน


การบรรจุสิ่งของมีค่าในพระเจดีย์

ถ้าจะให้ตีราคาคร่าว ๆ เรื่องของเจดีย์ ทั้งองค์เจดีย์ด้วย ของในเจดีย์ด้วย ให้ตีราคาสัก ๕ ล้านก็ไม่พอ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าคุณอภิชาติ สุขุม กับคุณแสงเดือน แม้นวงศ์ ไปซื้อแก้วเจียระนัยจาก ฝรั่งเศส

ไม่ใช่แก้วลูกเดียวนะ เขาสวยงามมาก มีกิ่งมีก้าน มีเครื่องประดับประดาสวยสดงดงาม เป็นแก้วใหญ่มาก ราคาเรือนแสน เอามาเป็นที่ใส่พระบรมสารีริกธาตุ

และในนั้นก็จะมี พระที่มีคุณค่าสูง อย่าง พระทองคำ เป็นทองคำบุ คณะคุณสันต์ ภู่กร พิษณุโลก นำมาถวาย พร้อมด้วยเครื่องประดับ เอาบรรจุใส่กล่องไว้ในนั้น

และก็พระสมัยรุ่นโน้น เขาลือกันว่า เป็นสมัยพระเจ้าศรีธรรมปิฎก "พระเจ้าศรีธรรมปิฎก" ก็คือ "พระเจ้าพรหมมหาราช" เราเรียกกันว่า "พระเจ้าพรหมมหาราช" เป็นชื่อเดิม แต่เนื้อแท้จริง ๆ เมื่อท่านเป็น พระเจ้าแผ่นดิน ชื่อ "พระเจ้าศรีธรรมปิฎก"


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/5/18 at 08:20 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 5 ]

[ Update 19 พฤษภาคม 2561 ]


พระเจ้าศรีธรรมปิฎก สร้างเมืองพิษณุโลก


...ในตอนนี้ ผู้เรียบเรียงขอแทรกเพิ่มเติมว่า "เมืองพิษณุโลก" เคยเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาต (สันนิษฐานว่า น่าจะตรงบริเวณ "พระพุทธชินราช")

...ตามประวัติใน "พงศาวดารเหนือ" กล่าวว่า "พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก" รู้ในพระทัยว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตทางตะวันตก ตะวันออก แล้วเสด็จไปฉันจังหันใต้ต้นสมอ

จึงควรไปสร้างเมืองไว้ในสถานที่นั้น จึงตรัสสั่งให้ จ่านกร้อง จ่าการบูรณ์ ให้ทำเป็นพ่อค้าเกวียน นำเกวียนไปคนละ ๕๐๐ เล่ม

จากเมืองเชียงแสนมาถึงเมืองน่าน เมืองลิหล่ม พักพลไหว้พระบาทธาตุพระพุทธเจ้า จึงข้ามแม่น้ำตรอมตนิม, ข้ามแม่น้ำแควน้อยแล้วจึงถึง "บ้านพราหมณ์" ที่พระพุทธเจ้าไปบิณฑบาต บ้านพราหมณ์ข้างตะวันออก ๑๕๐ เรือน ข้างตะวันตก ๑๐๐ เรือนมีเศษ

จ่านกร้องกับจ่าการบูรณ์คิดอ่านกันเห็นว่า ที่ดังกล่าวราบคาบทั้งสองฟาก มีบ้านพราหมณ์อยู่ทั้งสองฟาก ควรสร้างเมืองถวายแก่เจ้าของเรา

ดังนั้นจึงให้พ่อค้าเกวียน ๕๐๐ เล่ม ข้ามไปข้างตะวันตก ตั้งทับประกับเกวียนไว้แล้ว ต่างทำสารบาญชีชะพ่อพราหมณ์ และไพร่พลของตน

รวมกันเป็นคนฝ่ายละ ๑๐๐๐ คนทำอิฐ ให้พราหมณ์ชักรอบทิศตั้งเมือง แล้วจึงเป็นหน้าที่ยาว ๕๐ เส้น สะกัดสิบเส้นสิบวา ปันหน้าที่ไว้แก่พราหมณ์ จะได้เท่าใด ไทยจะได้เท่าใด ลาวจะได้เท่าใด

พอได้ ณ วันพฤหัสบดีเดือนสามขึ้นค่ำหนึ่ง ปีฉลู นพศก เวลาเช้า ต้องกับเวลาเมื่อพระพุทธเจ้าฉันจังหันใต้ต้นสมอ แต่ก่อนเรียก พนมสมอ บัดนี้เรียก "เขาสมอแครง"

จ่านกร้องสร้างข้างตะวันตก จากการบูรณ์สร้างข้างตะวันออก แข่งกันสร้าง ทำอยู่ปีเจ็ดเดือนจึงแล้วรอบบ้าน พราหมณ์ทั้งหลายฟังดูก็รอบ

เมื่อทำเมืองแล้วทั้งสองฟาก จึงสั่งชีพ่อพรามหมณ์ให้รักษาเมือง แล้วนำเกวียน และคน ๕๐๐ เล่ม ขึ้นไปเมืองเชียงแสนใช้เวลาเดินทางสองเดือน แล้วถวายรายงานให้พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงทราบ



(หมายเหตุ : สถานที่พระพุทธเจ้าฉันภัตตาหาร ปัจจุบันเรียกว่า วัดพระพุทธบาทเขาสมอแครง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก)

พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมีความยินดียิ่งนัก จึงตรัสสั่งให้ชุมนุมท้าวพระยาทั้งหลาย ยกกำลังไปยังเมืองที่สร้างใหม่ดังกล่าว แล้วตรัสถามชะพ่อพราหมณ์ว่าจะให้ชื่อเมืองอันใดดี ก็ได้รับคำตอบว่า พระองค์เจ้ามาถึงวันนี้ใน ยามพิศณุ จึงได้ชื่อว่า "เมืองพิศณุโลก"

ถ้าจะว่าตามพระพุทธเจ้ามาบิณฑบาตก็ชื่อว่า "โอฆบุรีตะวันออก" ทางด้านตะวันตกชื่อ "จันทบูร" พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกจึงตรัสสั่งท้าวพระยาทั้งหลาย ชวนกันสร้างพระธาตุ และพระวิหารใหญ่ ตั้งพระวิหารทั้งสี่ทิศ ดังนี้


@ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่...
http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=769

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 10/5/18 at 08:33 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 6 ]

[ Update 2 มิถุนายน 2561 ]


หลวงพ่อยืนยัน
พระเจ้าศรีธรรมปิฎก คือ พระเจ้าพรหมมหาราช


... "พระเจ้าศรีธรรมปิฎก" หรือ "พระเจ้าพรหมมหาราช" มาสร้างวัดวัดหนึ่ง ใกล้เขตพิษณุโลกกับเพชรบูรณ์ติดต่อกัน ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนแน่ และก็สร้งพระเจดีย์ บรรจุพระพุทธรูป เทวรูปไว้มาก

คณะคุณโยมสันต์ ภู่กร ทราบข่าวว่ามีคนเขาไปขุด ก็ไปติดต่อขอซื้อ เขาก็ให้ เป็นอันว่า ชาวคณะนี้ลงทุนไปหลายหมื่นบาท

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลับใส่พระบรมสารีริกธาตุ เขาคิดหมื่นบาท ความจริงเป็นตลับไม้ ท่านก็ซื้อมา คณะนี้ศรัทธาสูงมาก

แต่ก่อนที่จะซื้อมา ท่านบอกว่า ก่อนที่จะทำการขุดว่าคนที่เขาขุดพบ เขาขายเอกสิทธิ์ เขาขุดพบ เขาได้อะไรไปบ้างก็ไม่ทราบ

ทีนี้คณะนี้ต้องการจะขุดต่อจากเขา เขาขายเอกสิทธิ์ของเขา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ของเขา เขาขายให้ในราคาหลายหมื่นบาท จำไม่ได้ว่าสามหมื่นหรือสี่หมื่น ก่อนที่จะลงมือขุดก็ทำพิธีบวงสรวง

เมื่อทำพิธีบวงสรวงเสร็จ เสียงใต้ดิน มีเสียงคึ่กคั่กๆ คล้ายๆ กับคนขนของจะหนี เสียงดังสะท้านขึ้นมาเหนือดิน คุณสันต์ ภู่กรบอกว่า ไม่ได้เอาไปไหนหรอก

จะขุดไปถวายหลวงพ่อที่วัดท่าซุง เพราะว่าหลวงพ่อท่านเป็นพระ ท่านก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ เพราะของนี้เป็นของสงฆ์ ก็ถือว่าไปถวายหลวงพ่อก็แล้วกัน

พอบอกเพียงเท่านี้เสียงนั้นก็เงียบ แล้วก็ขุดได้ตามความประสงค์ เมื่อขุดๆ ไปแล้ว เธอก็มาแจ้งข่าวให้ทราบว่า ยังไม่ได้พระบรมสารีริกธาตุ ก็บอกว่าให้ไปบูชาใหม่ว่า

พระบรมสารีริกธาตุอยู่ทางไหน ให้ตั้งใจขุดทางนั้น ก็เป็นอันว่าได้พระบรมสารีริกธาตุ ได้พระพุทธรูป เทวรูปมามาก


ฉะนั้น เจดีย์องค์นี้จึงบรรจุของทั้งหมด ที่คณะคุณโยมสันต์ ภู่กร พิษณุโลก คณะของท่านนำมาเอาไว้ในเจดีย์องค์นี้ และก็ยังมีของอื่นอีกมาก ที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทบูชา ที่เป็นแก้วแหวนเงินทองบูชาพระรัตนตรัย

ถ้าจะคิดราคาจริงๆ ราคาทั้งในเจดีย์และเจดีย์ ถ้าใครให้ ๕ ล้านหรือ ๑๐ ล้านก็ไม่ขาย ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะพระไม่มีอาชีพขายเจดีย์ พระไม่มีอาชีพขายพระพุทธรูป

ก็รวมความว่า เจดีย์มีค่าสูงสุด ที่มีความสำคัญจริงๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่พระท่านมาจัดการสร้างเอง ท่านเคี่ยวเข็ญให้สร้าง เป็นความประสงค์ของท่าน เป็นการยากที่เราจะได้พบ

และที่ท่านชี้ว่าต้องสร้างตรงนี้ เพราะบริเวณนี้เป็นที่มีพระสารีริกธาตุมาก สร้างทับลงไป กับวิหารพระพุทธเจ้าองค์ปฐมอีกหลังหนึ่งทับที่พระบรมสารีริกธาตุ ท่านขึ้น (เสด็จลอยขึ้นมาบนพื้นดิน)

เวลาขึ้นมาลอยสวยอร่ามเหมือนกับดาวดวงใหญ่ ลอยเหนือยอดไม้อยู่บ่อยๆ ลอยวนไปวนมาแล้วก็กลับที่เดิม วิหารท่านก็สั่ง ต้องสร้างตรงนั้น

ตรงนั้นก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ รถแทรกเตอร์ เวลาเกรดที่อยู่ดีๆ ถึงตรงนั้นดับ ไปไม่ได้ แต่ถอยสตาร์ทเครื่องติดเหมือนเดิม ทำงานอื่นได้พอถึงตรงนั้นเครื่องดับ ห้ามผ่าน..!!!


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่ด้านบน



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 19/5/18 at 08:02 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 7 ]

[ Update 13 มิถุนายน 2561 ]


หลวงพ่อกำหนดวันทำพิธี


"...บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เจดีย์หลังนี้สร้างเสร็จ กำหนดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ตรงกับวันกลางเดือนสาม เป็นวันมาฆบูชา

ถ้านับอายุอาตมา ตามใบสุทธิ ก็ ๗๕ ปี ครบอายุขัย เพราะเวลานี้ เป็นเวลาอายุขัยมีแค่ ๗๕ ปี ไม่ใช่ ๑๐๐ ปี ก็ถือว่า เป็นเวลาที่ควรจะตาย..อยู่มานานแล้ว

แต่ว่า ทั้งนี้ก็สุดแล้วแต่พระท่าน พระท่านจะให้ตายหรือไม่ให้ตายเป็นเรื่องของท่าน ถ้ายังอยู่..ทำงานไหว..ก็ทำ ทำงานไม่ไหว..ก็เลิกกัน..!

เพราะอะไร..เวลานี้มันเบื่อทุกอย่าง งานที่ไม่เบื่ออยู่อย่างเดียว คือ "สอนกรรมฐาน" สอนกรรมฐานเท่านั้นที่ไม่เบื่อ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่

ฉะนั้น ขอบรรดาลูกหลานทุกคน เงินที่ทำการก่อสร้างนี้ นอกจากเงินสามแสนของ "คุณอภิชาติ สุขุม" แล้ว นอกจากนั้นทั้งหมด เป็นเงินที่ลูกหลานทุกคนให้มาใช้เป็นส่วนตัว

เงินใช้เป็นส่วนตัวนี้ ใช้ทุกจุด พระพุทธรูปองค์ละ ๕๐,๐๐๐ ไม่พอ เอาเงินส่วนตัวใช้ ห้อง..ห้องละ ๕๐,๐๐๐ ไม่พอ ก็เติมด้วยเงินส่วนตัว

เป็นอันว่า ขอญาติโยมลูกหลานทุกคน ที่มาที่วัดท่าซุง เมื่อเห็นเจดีย์องค์นี้เข้า จงคิดว่า..เจดีย์นี้เป็นของเรา เราเป็นเจ้าของพระเจดีย์ กำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทจะมีธรรมปีติ

เมื่อตั้งใจนึกถึงเจดีย์ที่วัดท่าซุง เห็นเข้าแล้ว..จำภาพได้ นึกถึงไว้ทุกวันทุกคืน ตื่นใหม่ ๆ นึกนิดหนึ่ง ก่อนจะหลับนึกหน่อยหนึ่ง

เพียงแค่นี้จะมีอารมณ์ติดใจเป็นฌาน จิตจะจับในภาพของกุศล เพียงเท่านี้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน เมื่อเวลาท่านตาย..ท่านจะหลีกอบายภูมิได้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 2/6/18 at 19:49 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 8 ]

[ Update 23 มิถุนายน 2561 ]


ทำไมถึงต้องทำให้สวย


...การทำบุญที่วัดนี้ ทำไมถึงต้องทำให้สวย มีบางคนเขาบอกว่า ทำเกินหน้าชาวบ้านเขาบ้าง ทำชอบเอาเด่นบ้าง มีคนเขามาเล่าให้ฟังว่า

คนคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ว่า อาตมาชอบเอาเด่น ความจริงคำว่า "ดี" หรือคำว่า "เด่น" มันไม่รู้อยู่ตรงไหน ที่ทำนี่ ทำตามใจพระ ไม่ได้ตามใจคนพูด

คนพูดไม่มีส่วนในการทำ และไม่มีส่วนในการทำบุญ สตางค์บาทหนึ่งก็ไม่เคยให้ แล้วจะไปตามใจทำไม ถ้าถามว่า ตามใจพระมีประโยชน์อย่างไร ก็ต้องขอตอบว่า


...ในเมื่ออาตมาบวชเป็นพระ บวชมาเพราะพระท่านสอน ก็ต้องตามใจท่าน
- มีชีวิตได้ก็เพราะอาศัยพระ
- มีข้าวกินก็เพราะพระ
- มีผ้านุ่งผ้าห่มเพราะพระ
- มีที่อยู่เพราะพระ
- มียารักษาโรคเพราะพระ
- มีเครื่องใช้ไม้สอยทุกอย่างก็เพราะพระ

พระท่านสงเคราะห์ ปฏิบัติตามใจท่าน ญาติโยมก็ชอบใจ เมื่อญาติโยมชอบใจ มีศรัทธา ญาติโยมก็ให้ นี่อาศัยบารมีของพระ ถ้าเราบวชมาเพราะอาศัยพระ แต่เราไม่เชื่อ พระบอกว่า...

- นรกมีจริง
- สวรรค์มีจริง
- พรหมโลกมีจริง
- นิพพานมีจริง

ตายแล้วยังไม่สิ้นกิเลส ต้องเวียนว่ายตายเกิด เราไม่เชื่อ แสดงว่า เราเป็นเดียรถีย์ เป็นคนนอกพระศาสนา

เวลาบวชอาศัยพระ อาศัยบารมีของพระ ถ้าบวชเข้ามาแล้ว กลับไปเปลี่ยนแปลงคำสอนของพระ อาตมาก็ยอมทำตามนั้นไม่ได้..."


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 13/6/18 at 08:06 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 9 ]

[ Update 12 กรกฎาคม 2561 ]


ทำไมสร้างอะไรใหญ่มาก


...อีกประการหนึ่ง เขาบอกว่า สร้างอะไรก็ใหญ่มาก มีคนผู้น่ารังเกียจ ไม่ใช่ผู้ทรงเกียรติ เมื่อสร้างศาลา ๒ ไร่ได้สองปี เสร็จไป ๒ ปี แกมานั่งเคาะพื้นว่า สร้างทำไม มันใหญ่โต จะเอาผู้คนที่ไหนมา..?

แต่ความจริง การสร้างศาลา ๒ ไร่ ช้าไปหนึ่งปี การสร้าง สร้าง ๑ ปี ๖ เดือนเสร็จ มันก็ไม่ช้า แต่ว่าที่ช้าเพราะว่า มีปีหนึ่ง พอกฐินทอดเสร็จ พระท่านก็สั่งว่า

ปีนี้..ต่อไปนี้ต้องสร้างศาลาถึง ๑ ไร่ ให้แล้วเสร็จภายในกฐินปีหน้า บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท มันเป็นคอนกรีต จะสร้างเสร็จได้อย่างไร ก็ยังสร้างไม่เสร็จ

พอถึงกฐินปีหน้า ปีนั้นปรากฏว่า เฉพาะรถบัสมา ๕๐ คัน ศาลาพระพินิจไม่พอ..ล้น รถเก๋งอีกต่างหาก รถตู้อีกต่างหาก พอสร้างเสร็จ กฐินปีที่สร้างเสร็จ คนล้นศาลาไม่ใช่พอดีกับคน..คนล้นศาลา

โดยเฉพาะปีนี้..หลายล้น ๒๕๓๕ นี่..หลายล้นศาลา เป็นอันว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นไป จะรับกฐินที่ศาลา ๑๒ ไร่

ศาลา ๑๒ ไร่ นี่ไม่ใช่คนอื่น อาตมาเองคิดว่า ท่านสั่งสร้างทำไม ทีแรกก็คิดไม่ออก คิดว่าถ้าเป่ายันต์เกราะเพชร ศาลา ๒ ไร่ก็พอ

ต่อมาไม่พอ..ใช้ศาลา ๔ ไร่ รวมเป็น ๖ ไร่ ก็ไม่พอ..ต่อมาศาลา ๑๒ ไร่ ต้อง ๓ รอบ เอาละ..บรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องประวัติการสร้าง "พระเจดีย์พุดตาน" ก็ยุติกันเพียงเท่านี้...สวัสดี


...พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ เล่าจบแต่เพียงแค่นี้ "พระเจดีย์พุดตาน" สร้างเสร็จและได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ อันเป็น "วันมาฆบูชา"

ท่านได้เป็นองค์ประธานการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สำเร็จตามพุทธบัญชาของ "สมเด็จองค์ปฐม" ทุกประการ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 23/6/18 at 16:23 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 10 ]

[ Update 22 กรกฎาคม 2561 ]


"ความทรงจำ" โดย รัชนีพร ภู่กร
(หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๑)


...ณ โอกาสนี้ ขอนำบันทึกของ อ.รัชนี ภู่กร มาให้อ่านปิดท้าย ทำไมจึงเรียกว่า "อาจารย์" เป็นเพราะตระกูล "ภู่กร" นี้เป็นครูกันทุกคน

นับตั้งแต่ อ.สันต์ - อ.เกศริน ภู่กร ซึ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่ของ อ.รัชนี ภู่กร ครอบครัวนี้มีความเคารพนับถือพระเดชพระคุณหลวงพ่อทุกคน

อีกทั้งได้ชักชวนญาติมิตรในจังหวัดพิษณุโลก ให้หันเข้ามาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานับจำนวนเป็นร้อยคน จนถึงกับได้จัดตั้งเป็น “คณะสัมมาปฏิบัติ”

พร้อมกับได้มีความศรัทธาอาราธนาหลวงพ่อและพระสงฆ์วัดท่าซุง เดินทางไปฉันภัตตาหารเพลและรับสังฆทานที่บ้านเป็นประจำทุกปี เวลามีงานสำคัญที่วัดท่าซุงเกิดขึ้น ก็ได้จัดรถบัสไปร่วมกิจกรรมเกือบทุกครั้ง

ประการสำคัญ พวกเราโชคดีที่ได้อ่านจดหมายที่หลวงพ่อเขียนถึง จะเห็นว่าท่านมีความเมตตาจริงๆ อุตส่าห์ตอบจดหมายให้แก่ลูกทุกคนที่อยู่ห่างไกล พร้อมกับได้อบรมสั่งสอนธรรมะไปด้วย

จดหมายทุกฉบับที่ผู้ได้รับเก็บเอาไว้ ถือว่าเป็น "มรดกธรรม" หรือ "อริยทรัพย์" ที่มีคุณค่าหาประมาณมิได้ แม้แต่ผู้จัดทำก็เช่นกัน ได้เก็บจดหมายของท่านไว้ ๒-๓ ฉบับ มานานนับสิบปีแล้ว

ในตอนนี้ ขอเชิญอ่านจดหมายที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ เขียนถึง อ.รัชนี ภู่กร ก่อน พร้อมกับขอแสดงความอาลัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยที่อาจารย์ได้จากโลกนี้ไป ๔-๕ ปี ปานนี้คงสุขสมหวังในสัมปรายภพแล้ว


....ลูกหมีจ๋า

....เงินที่ส่งมาทำบุญ พระออกใบอนุโมทนามาให้แล้ว คิดว่าคงได้รับนานแล้ว ใจความตามจดหมายที่เขียนมานั้น เป็นความรู้สึกที่ถูกต้อง คนเห็นทุกข์ ท่านเรียกว่า “คนเห็นอริยะสัจจะ”

เป็นความรู้สึกที่เกิดยากแก่คนทั่วไป ต้องมีอารมณ์หรือกำลังใจ หรือที่ทางพระท่าน เรียกว่า “บารมี” มีกำลังใจสูงจึงจะเห็นทุกข์

ส่วนใหญ่เขามีแต่จะเพิ่มทุกข์ ยังไม่มี ต้องหาให้มี มีหนึ่งแล้ว ก็ต้องการมีสองหรือมากกว่านั้น เป็นการเพิ่มทุกข์เรื่อยๆ ขึ้นไป

ส่วนคนที่เห็นอริยะสัจจะนั้น มีความต้องการตัดรอนให้น้อยลง ได้แก่ ภาระทางโลก เมื่อไม่มีทางตัด ก็ยับยั้งเพียงคำว่า “พอ”

ไม่ดิ้นรนสะสมมากเกินไป การหากินต้องหา แต่ใจไม่ต้องการเกิดต่อไป อย่างนี้ท่านถือว่า เห็นอริยะสัจจะอย่างแรง

เมื่อเห็นแล้ว พยายามละ..ละแค่อารมณ์ งานทางกายปล่อยไปตามปกติ แต่ใจไม่ต้องการมันอีก โดยคิดว่า ชำระหนี้เป็นทาสให้มันใช้ชาติสุดท้าย ใจจะสบายตายแล้วมีสุข

...ที่สุดนี้...ขอลูกหมีที่พ่อรัก และเพื่อนครูที่ร่วมทำบุญมา จงมีผลสมความปรารถนาตามที่ต้องการทุกประการเถิด.

(พระมหาวีระ ถาวโร)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 12/7/18 at 14:05 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 11 ]

[ Update 1 สิงหาคม 2561 ]


"ความทรงจำ" โดย รัชนีพร ภู่กร
(หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๑)


...จากข้อความในจดหมายข้างต้น แสดงถึงความเมตตากรุณาอย่างมากมาย ที่หลวงพ่อให้กับข้าพเจ้า ทำให้มีกำลังใจต่อสู้กับปัญหาชีวิตที่กำลังรุมเร้าในขณะนั้น

การที่หลวงพ่อเรียกข้าพเจ้าว่า “ลูกหมี” ก็เพราะว่าข้าพเจ้าสวมหมวกกันหนาวไหมพรมสีขาวไปกราบหลวงพ่อ เพื่อฝึกมโนมยิทธิและญาณแปด ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงทหารอากาศ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9-14 มกราคม 2525

ในวันนั้น หลวงพ่อท่านเรียกข้าพเจ้าว่า “หมีขาว” ท่านได้แสดงธรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าทั้งสิ้น บางคราวข้าพเจ้าถามคำถามไว้ในใจ หลวงพ่อก็หันมาตอบคำถามทางข้าพเจ้าทุกครั้ง

ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ว่าท่านรู้ได้อย่างไร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลวงพ่อสามารถรู้ความในใจของผู้อื่นที่เรียกว่า “เจโตปริยญาณ” นั้นเอง

หลวงพ่อได้เมตตาต่อข้าพเจ้ามาก ถึงกับคุณพรนุช คืนคงดี ครูฝึกมโนมยิทธิ ได้มาพูดกับข้าพเจ้าว่า “หลวงพ่อโปรดคุณมากนะ” ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจมากจนยากที่จะบรรยาย

ข้าพเจ้าไปกราบหลวงพ่อครั้งแรกที่วัดท่าซุงในปี พ.ศ. 2518 โดยไปกับคุณแม่และน้องชาย คุณแม่เป็นผู้ชักจูงคนในครอบครัวให้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ด้วยขบวนการ “เริ่มที่แม่..แก้ที่พ่อ..ก่อที่ลูก” คุณพ่อจึงนำลูกๆ ทุกคนให้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 โดยมีคุณป้าหนู เกตุอนงค์ เป็นครูฝึกแบบ “สุกขวิปัสสโก” และให้รักษาศีลห้า

ข้าพเจ้านั้นค่อนข้างจะเป็นคนหัวอ่อน คุณพ่อคุณแม่ว่าดีอย่างไรก็ทำตาม แต่มีความรู้สึกว่า การปฏิบัตินั้นหนักเหมือนอุ้มช้างอาบน้ำ

ต่อเมื่อมาฝึกมโนมยิทธิที่วัดท่าซุง ก็รู้สึกว่าถูกกับอารมณ์ เพราะเกิดผลในการปฏิบัติ ทำให้คิดว่าเราเดินถูกทางแล้ว


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 22/7/18 at 05:12 [ QUOTE ]


[ ตอนที่ 12 ตอนจบ ]

[ Update 15 สิงหาคม 2561 ]




"ความทรงจำ" โดย รัชนีพร ภู่กร
(บุตรีอาจารย์สันต์ - เกศริน ภู่กร จ.พิษณุโลก)


(อ.รัชนี ยืนถือถุงสีขาวกับคุณแม่ อ.เกศริน)


"...เมื่อมาฝึกมโนมยิทธิที่วัดท่าซุง ก็รู้สึกว่าถูกกับอารมณ์ เพราะเกิดผลในการปฏิบัติ ทำให้คิดว่าเราเดินถูกทางแล้ว

ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือธรรมะจากหลายสำนัก แต่ไม่กระจ้างแจ้ง แจ่มชัด เหมือนกับข้อเขียนของหลวงพ่อ ซึ่งเข้าใจง่าย ชัดเจนและตอบคำถามที่เราสงสัยอยากรู้ได้หมด

ครอบครัวของข้าพเจ้าจึงไปทำบุญที่วัดท่าซุง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา ในที่สุดวันที่ทุกคนดีใจมากก็คือ หลวงพ่อได้ไปรดคณะศรัทธาจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งหลวงพ่อเรียกว่า “คณะสัมมาปฏิบัติ” ที่บ้านของเราเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2532

ในวัยเด็กอายุประมาณ 7 ขวบ ข้าพเจ้ามักจะครุ่นคิดอยู่คนเดียวว่า คนเราเกิดมา ทำไมต้องตาย ? ตายแล้วไปไหน ? ถ้าเราตายจะมีใครร้องให้คิดถึงเราบ้างไหม?

คิดขึ้นมาคราวใด ก็ให้รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงถึงความตายทุกที แต่ก็มักปลอบโยนตนเองว่า “ ไม่มีใครอยู่ค่ำฟ้า แม้แต่พระพุทธองค์ซึ่งวิเศษสุด ก็ยังหนีไม่พ้น” “เราต้องตายแน่นอน ตอนตายจะรู้สึกอย่างไรบ้างหนอ”

ก็ปลอบใจอีกว่า “ตอนเกิดเรายังไม่รู้เรื่องเลย ตอนตายก็คงเหมือนกัน” ข้าพเจ้าคิดวนเวียนอยู่อย่างนี้หลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจจะทราบคำตอบได้

ข้าพเจ้าพ้นช่วงวิกฤตของชีวิตมาได้ก็ด้วยธรรมะของพระพุทธองค์ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาสงเคราะห์ชี้แนะให้ลดความโกรธ ความพยาบาท

ซึ่งในขณะนั้น มีความรู้สึกเคียดแค้น ชิงชัง เจ็บช้ำ ร้าวรานใจ แทบว่าหัวใจจะแตกสลาย “ทุกคนมีกรรมเป็นของตน เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” หลวงพ่อได้แสดงธรรมชี้ให้เห็นว่า


“...ที่เราต้องทนทุกข์ก็เพราะว่าวิบากกรรมในอดีตชาติ เคยทำเขามา จึงต้องมารับกรรมที่ตนเองเคยทำไว้ ความทุกข์ที่ได้รับเป็นเพียงการใช้หนี้กรรมแค่ดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นยังไม่ได้ใช้เลย ได้เปรียบกว่าเยอะ...”

ข้าพเจ้าจึงแก้ปัญหาด้วยการเอาธรรมะเข้าข่ม เป็นที่พึ่งทางใจ ไม่แก้ปัญหาด้วยการทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น หลวงพ่อได้ชี้ให้เห็นหนทางสว่าง หนทางสู่พระนิพพาน

ข้าพเจ้าไม่ได้เดินทาง “สายเปลี่ยว” อีกต่อไป ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นที่จะเดินตามรอยพระพุทธองค์ โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน นำทางสู่พระนิพพาน..."


...จดหมายบทสุดท้ายนี้ อ.รัชนีพร ภู่กร ได้เขียนทิ้งท้ายไว้แค่นี้ พร้อมกับชีวิตได้จากลาโลกนี้ไปอย่างถาวร และคงไปสู่แดนพ้นทุกข์สมประสงค์แล้ว

จึงขออนุโมทนาอาจารย์ด้วย ที่ได้พบเห็นอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย ณ วัดสิริเขตคีรี (วัดพระร่วง) อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

ซึ่งเป็นวัดที่คุณพ่อและคุณแม่ของอาจารย์ พร้อมกับ "คณะพิษณุโลก" สร้างไว้เป็นอนุสรณ์แห่งการเกิดบนโลกใบนี้เป็นชาติสุดท้าย...!!!



◄ll กลับสู่สารบัญ



[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 1/8/18 at 05:56 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/8/18 at 06:03 [ QUOTE ]


.

[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top