Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 21/11/08 at 09:49 [ QUOTE ]

ความรู้เรื่อง "ศาลพระภูมิ" ตามที่มีผู้นำไปโพสต์ตามเว็บต่างๆ


www.ranthong.com/smf/index.php?topic=7225.0;wap2
www.banfun.com/buddha/phume-angel1.html
//g5.buildboard.com/viewtopic.php/955/2352/7562/0/ โพสต์โดย..Max Webmaster


เรื่อง "ศาลพระภูมิ" นี้ เว็บส่วนใหญ่อ้างว่าคัดจากหนังสือ " สมบัติพ่อให้ " แต่ในหนังสือเล่มนี้ก็คัดมาจากหนังสือ "หลวงพ่อตอบปัญหา" เล่มที่ ๕ บ้าง แต่มีการคัดลอกไม่ละเอียด มีการคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องเครื่องบวงสรวง จึงขอนำเรื่องนี้มาจาก หนังสือตอบปัญหา เล่มที่ ๕ โดยตรง

พร้อมกันนี้ก็ได้สอบถามพระเจ้าหน้าที่พิธีการเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้ว เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการกระทำพิธี จะได้ไม่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงกันต่อไป คิดว่าน่าจะเป็นความรู้และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับชีวิตของคนเรา หากตั้งศาลผิดทิศผิดทาง หรือทำพิธีกรรมไม่ถูกต้อง อาจจะสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไปในที่สุด บางคนก็พลาดไปใช้พระภูมิ เพราะไม่รู้ว่าบางองค์ท่านก็เป็นอริยเจ้าอย่างนี้ เป็นต้น จึงควรน่าจะศึกษาหาความรู้ไว้ดีกว่า หากผิดพลาดไปก็จะเสียใจไปจนวันตาย...



สารบัญ

ปัญหาเรื่อง "ศาลพระภูมิ"
ความเป็นมาของการตั้งศาลพระภูมิ
การตั้งศาลพระภูมิ
ตั้งศาลบนดาดฟ้า
ตั้งศาลพระภูมิเอง
วันเวลาที่เป็นมงคล
ตั้งศาลไว้ในบ้าน
เจ้าที่
เทวดาต้องการ 4 เสา
เจ้าที่เจ้าทาง
ตั้งศาลพระภูมิไว้ในใจ
ตั้งศาลพระภูมิสองหลัง
เครื่องบรวงสรวงแบบย่อ
เครื่องบรวงสรวงสำหรับตั้งศาลพระภูมิ และศาลอากาศเทวดา
ผู้ที่บนแล้วจำไม่ได้
แก้บนท้าวมหาราช
การบนหลวงพ่อ ๕ พระองค์ที่วัดท่าซุง





ปัญหาเรื่อง "ศาลพระภูมิ"


ผู้ถาม..อ.วีระ (ยกทรง) งามขำ
ผู้ตอบ..หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี


จาก..หนังสือตอบปัญหาธรรม เล่มที่ ๕

รวบรวมโดย..พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต



สำหรับพระภูมิในปัจจุบัน ก็มีหลายท่านที่โจมตีพระภูมิ หาว่าการตั้งศาลพระภูมิไม่เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็มีอนุศาสนาจารย์ ของกองทัพบกท่านหนึ่ง ท่านเคยออกอากาศเมื่อสมัยเป็นร้อยตรี เคยโจมตีพระภูมิเหมือนกัน แล้วต่อมาเห็นค่าของศาลพระภูมิ เวลานี้เลยเป็นหมอตั้งศาลพระภูมิไป อันนี้ผลอย่างนี้จะปรากฏขึ้นเพียงใด ก็เป็นเรื่องของท่านผู้อ่าน หรือท่านผู้ฟัง ให้ค่อยๆพิจารณากันไปเอง

สำหรับพระภูมินี้ อาตมาเองผู้พูด แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ค่อยจะเชื่อเหมือนกันแล้วก็เป็นเอามากๆด้วย ทีนี้พระภูมิก็มาประสบ เข้ากับตนเอง คือสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2492 ปีนั้น ไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในตอนต้นที่อาตมาไปถึง กุฏิของหลวงพ่อปานไม่มีพระอยู่ ก็ไปเรียนถามว่า "อาจารย์ฉัตร" ในสมัยนั้นที่เป็นพระอาวุโส และทรงพระกรรมฐานอย่างเลิศ คำว่าเลิศนี่..เลิศในคณะ ไม่ใช่เลิศสำหรับคนอื่น ในกลุ่มนั้นท่านเลิศถามว่า ไม่อยู่กุฏิหลวงพ่อปาน นิมนต์ท่านไปอยู่ ท่านบอกว่าท่านไม่รับรอง ท่านไม่ไปอยู่ ถ้าหากว่าท่านไปอยู่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ใครจะช่วยเหลือท่าน เมื่อหาพระไปอยู่ไม่ได้ อาตมาเคยเป็นลูกศิษย์มา ก็เลยบอกว่า ถ้ายังงั้น ถ้าไม่มีคนอยู่ผมจะอยู่เอง

ตอนเย็นก็หอบเสื่อหอบหมอนเข้าไปไม่มีอะไรมาก แบบเจ๊กมาจากเมืองจีน มีหมอนลูกเสื่อผืนมุ้งหลัง พออีตอนที่จะเข้าไปหลวงพ่อเล็กเห็นเข้าบอกว่า ทำไมไม่บวงสรวง ขออนุญาตเสียก่อน ก็เลยบอกว่าสมัยก่อนผมนอน ผมไม่ได้บวง สรวงผมก็นอนได้ มาอีตอนนี้ ผมไปนอนอีกจะต้องบวงสรวง ก็เห็นจะไม่เป็นเรื่องละ ไม่ยอมบวงสรวง มันจะเป็นไร ก็อยากรู้กันสักที วัดนี้เขามีความสำคัญ มากแค่ไหน ผมไม่เคยรู้ รู้บ้างก็ไม่หนักนัก เป็นแต่เพียงผีหลอก ถือกันสมัยก่อนก็ไม่เห็น เป็นเรื่องหนัก

หลวงพ่อเล็ก ท่านก็ไม่ว่าอะไร ก็ไอ้คนมันบ้าๆบอๆ เสียแล้วนี่ จะไปว่าอะไรกันได้ ท่านก็นิ่งเมื่อท่านนิ่งก็เลยเดินเข้าไปทำความสะอาดพอสมควร มันไม่สะอาดนักแหวกๆที่นอนเอา จัดที่นอนภายในห้องในกุฏินั้นเป็นกุฏิฝาเฟี้ยมปิดตลอดแต่มีกั้นอยู่ 1 ห้อง คือห้องที่หลวงพ่อปานเคยจำวัด เดินเข้าไปจัดสถานที่เรียบร้อยแล้ว ประมาณ 2 ทุ่ม ก็ออกมาบูชาพระที่หน้าพระ ก็อยู่ภายในประตูปิดเหมือนกัน ขณะที่บูชาพระตั้ง "นะโม" ปรากฏว่ากุฏิห้องที่นอนอยู่นั้นแหละทั้งๆ ที่ไม่มีใครก็มีลูกกรงเหล็ก เข้าไม่ได้เสียงประตูเปิดอ๊าดดังสนั่น แล้วก็มีคนเดินขย่มไม้หนามากนะ

ความจริงคนเดินยังไม่ค่อยจะยุบตัวเลยคนเดินไม้ สะเทือนกุฏิหวั่น แสดงว่ามีน้ำหนักมาก ขณะนั้นกำลังตั้งใจบูชาพระหลับตาอยู่ เห็นนุ่งขาวห่มขาวมือสีแดง มือขวามีสีแดง จัด ยืนอยู่ข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร ลืมตาขึ้นมา ทั้งๆที่เทียนจุดสว่างอยู่หลายเล่มก็เห็นเป็นคน หลับตาก็เห็น ก็นึกใน ใจว่า เอ๊ะ..มันคนอะไรของมัน ไอ้คนตามธรรมดาลืมตาเห็นได้ หลับตาไม่เห็น แต่อีตาคนนี้ลืมตาก็เห็นหลับตาก็เห็น

ก็เลยถามว่า แกเป็นใคร เขาก็รายงานบอกว่า ผมคือ "ภูมิเทวดา" หรือพระภูมิรักษาพื้นที่ของวัดนี้ ถามว่า มาทำไม แกก็บอกว่าจะมา เตือนท่านท่านเป็นเจ้าอาวาสทำไมจึงไม่ตั้งศาล "ศาลพระภูมิ" ก็เลยบอกแกว่าศาลหน้าวัดข้างศาลาน่ะเยอะแยะใครเขาเป็น เจ้าอาวาสคนนั้นเขาก็ตั้งศาลกัน ทีนี้วัดนี้โดยมากเจ้าอาวาสมีชีวิตไม่ยืนยาว หลายองค์มาแล้วเป็น 2-3 ปีก็ตายไม่ทราบว่า เป็นเพราะอะไร

หลวงพ่อปานเองท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ตอนหลังท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาส 2 ปีก็มรณภาพ ก็ถามว่าไม่ไปอยู่ล่ะ ศาลน่ะเยอะแยะไป เลือกเอาตามใจชอบ แกบอกว่าไม่ได้หรอก ท่านเป็นเจ้าอาวาสท่านต้องตั้งใหม่ ถามว่า ศาลเก่าน่ะอยู่ไม่ได้เรอะ แกก็เลยบอกว่า

ไอ้เรื่องตั้งศาลนี่ไม่ใช่ให้เป็นที่อยู่นะ ภูมิเทวดาเขามีวิมานเป็นที่อยู่การตั้งศาลนี่นะ เป็นการแสดงว่า ยอมรับนับถือกันและกันเท่านั้นนะ หมายความว่า เป็นสักการะบูชา เมื่อแกบอกอย่างนั้นก็เลยนึกในใจ ว่าแปลก เลยบอกกับแกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ยังไม่ตั้งหรอก ถ้าไม่ตั้งศาลจะเกิดอะไรขึ้น แกบอกว่า

หลวงพ่อปานน่ะเป็นอาจารย์ท่านนะยังเคารพในผม แล้วท่านทำไมไม่เคารพล่ะ เราเกรงใจกันนะ ผมไม่ใช่บังคับให้ท่านเคารพผมหรอก แต่ว่าเราเกรงใจกันอาศัยซึ่งกันและกัน ก็เลยบอกแกยัง ยังไม่เกรงใจหรอก เพราะว่ายังไม่เห็นฤทธิ์เห็นเดชนี่ ไม่เก่งจริงก็เกรง ใจกันไม่ได้ คนที่จะเกรงใจ ต้องเป็นคนเก่ง แสดงคุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่งให้ปรากฏ แกก็เลยบอกได้ ถ้าต้องการอย่างนั้น ละก็ได้

เอาอย่างงี้ก็แล้วกันนะ วันพรุ่งนี้เวลา 5 โมงเย็น หากว่าท่านไม่ยัดสินใจตั้งศาล จมูกข้างซ้ายจะหายใจไม่ออก วันมะ รืนนี้ 5 โมงเย็น ถ้าหากว่า ท่านยังไม่ตัดสินใจที่จะตั้งศาล จมูกข้างขวา จะหายใจไม่ออกอีกข้างหนึ่ง ต่อไปต้องหายใจทางปาก พอวันต่อไปวันมะเรื่อง ถ้าหากว่า ท่านยังไม่คิดตั้งศาล หลอดลมจะใช้ไม่ได้ ลมจะไม่มีออกได้เลย ก็เลยบอกว่า ตกลง ให้ความจริงปรากฏเสียก่อน ถ้ามีความจริงจะยกศาลเรื่องเล็ก แต่ว่าถ้ายังไม่จริง ไม่ทำ

พอวันรุ่งขึ้นเวลาฉันเช้าหลวงพ่อเล็กถามว่า มื่อคืนพระภูมิไปหาใช่ไหม แหมท่านรู้เสียด้วย แบบหลวงพ่อปาน ก็บอกว่าใช่ ตกลงกับเขาว่าอย่างไรก็เล่าให้ท่านฟัง ท่านบอกว่า เขาเอาจริงนะ หลวงพ่อปานก็เกรงใจเขา ฉันเองก็เกรงใจเขา เขามีอานุภาพมาก มือขวาเขาแดงจัด ก็เลยกราบเรียนถามว่า พระภูมิมีมือแดงทุกองค์

ท่านตอบว่ามี แต่ว่าองค์ไหนมีมือแดง จัดองค์นั้นมีอานุภาพมาก มีสีแดงน้อยมีอานุภาพน้อย ก็เลยบอกว่า ลองก่อน ผมอยากจะลองดีเขา ถ้าเขามีดีจริงก็เคารพ พอเวลา 5 โมงเย็นท่านผู้ฟัง หายใจไม่ออกจริงๆตามธรรมดาเป็นหวัด ถ้าเราปิดข้างหนึ่งดันลมอีกข้างหนึ่งมันออกง่ายแต่ ตอนนี้ไม่ยอมออกทั้งหมดแน่นจริงๆพอรุ่งขึ้นวันที่ 2 ข้างขวาล่อเข้าอีก

ตอนนี้เป็นยังไงกลายเป็นหนุมานไปเลย..อ้าปากหวอ หายใจทางปากยอมแพ้ เลยใช้เด็กให้ไปบอกตาโต๊ะ เขาบอกแล้วนี่ว่าคนยกศาลต้องตาโต๊ะคนเดียว คนอื่นยกไม่ได้เขาไม่ ยอมรับนับถือ เพราะกินเหล้าเมายา ก็จดหมายไปบอกตาโต๊ะให้ยกศาล แต่พอเด็กไปเรียกตาโต๊ะ แกอยู่บ้านไกลประมาณสักกิโล ไปเรียกบอกว่า ท่านมหาให้เอาจดหมายมาให้

แกก็ร้องบอกมาไม่ต้องหรอกรู้แล้ว จะตั้งศาลรึรู้แล้วไปบอกท่านมหาเถอะว่า ศาลนี้กำลังทำ พรุ่งนี้จะเอาไป ให้ไปรับรองเขาเมื่อจะตั้งก็แล้วกัน เมื่อคืนนี้เขามาบอกแล้วว่า แพ้เขาน่ะ เป็นอันว่า รู้เรื่องกัน พอรุ่งขึ้นเช้าโยมโต๊ะก็มาตั้งศาลให้ตามพิธีกรรมที่หลวงพ่อปานสอน เรื่องก็เป็นอันว่าเสร็จกันไป

<<< กลับสู่สารบัญ


ความเป็นมาของการตั้งศาลพระภูมิ

ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ เทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ที่ศาลพระภูมิ เป็นเทวดาชั้นไหนครับ?

หลวงพ่อ : ไม่มี..ที่ศาลนี่ไม่มีจริงๆ นะ ศาลเป็นที่สักการะเฉยๆ ใช่ไหม.. แต่วิมานเขามีอยู่ และการยกศาลเป็นการแสดงยอมรับนับถือ จะให้เข้าไปนั่งในศาลพระภูมิต้องทำตัวเล็กซินะ (หัวเราะ) อันนี้เป็นการแสดงการยอมรับนับถือ ยอมรับนับถือซึ่งกันและกันจึงตั้งศาลขึ้น

เรื่องนี้เคยถามภูมิเทวดาท่าน เมื่อก่อนนี้เคยยกศาลบ่อยๆ สงสัยก็เชิญท่านมา ท่านก็มาจึงถามว่า

"..ความเป็นมาของการตั้งศาลพระภูมิเป็นมาอย่างไร ท่านบอกว่า จริงๆ มันไม่มีแบบ เดิมทีชาวบ้านยังไม่มีพุทธศาสนา ใช่ไหม.. ก็นับถือเจ้าที่เจ้าทาง เทวดาประจำถิ่นบ้าง.. อะไรบ้าง.. การแสดงความเคารพก็ไม่มีอะไรมาก เอาไม้กระบอกปักเข้าจูดธูปบอก ต่อมาก็คิดว่าเราอาศัยเทวดามาก ก็ควรจะมีอะไรถวายเทวดาบ้าง ก็ทำเป็นศาลเพียงตาขึ้นมา เอาของวางข้างล่าง ก็คิดว่าเทวดานั่งข้างบน

ต่อมาก็เห็นใจเทวดานั่งตากแดดนั่งตาฝนก็ทำร่มให้ แล้วต่อมาก็ทำเป็นแล้ว แล้วต่อมาก็ทำเป็นตึก เวลานี้เป็นปราสาทนะ สวยงามมาก แสดงว่าพระภูมินี่ร่ำรวยขึ้น คือบ้านสวย อันนี้เป็นภุมิเทวดา แต่ว่าถ้าเป็นศาลสี่เสา หรือ หกเสา เป็น "อากาศเทวดา" นะ

แต่ถ้าถามว่าในสถานที่ไหน..ควรจะใช้สี่เสาหรือหกเสาก็ต้องดูก่อนว่า ที่นั่นมีอากาศเทวดารักษาหรือเปล่า..เพราะอากาศเทวดาก้เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช องค์หนึ่งก็คิมพระภูมิหลายสิบองค์ เหมือนกับเจ้าเมืองนะ เจ้าเมืองก็มีคนเดียวใช่ไหม.. นอกนั้นก็มีกำนันผู้ใหญ่บ้านเยอะ นี่ตามที่ถามท่านมานะ ที่พูดนี่ไม่มีตำรานะ เป็นเพียงถามภูมิเทวดาท่าน ตำรามถามนี้ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องเขียน..!

<<< กลับสู่สารบัญ


การตั้งศาลพระภูมิ

ผู้ถาม : เรื่องตั้งศาลพระภูมิขอให้หลวงพ่อแนะนำหน่อยค่ะ

หลวงพ่อ : เวลาจะตั้งศาลพระภูมินะ อันดับแรกขุดหลุมก่อน แล้วเอาเสาแหย่ลงไป..

ผู้ถาม : (หัวเราะ)
หลวงพ่อ : พิธีกรรมฉันไม่มีกับเขาหรอก เพราะเรื่องนี้ฉันไม่ได้ศึกษากับใครเขา ถ้าเมื่อก่อนฉันตั้งให้ ฉันใช้เชิญท้าวมหาราช เพราะท้าวมหาราชท่านเป็นนายพระภูมิ เมื่อเชิญมาแล้ว ท่านก็สั่งให้ลูกศิษย์ท่านรักษา ดีกว่าเราขอร้อง ฉันทำแบบนี้ไม่เกี่ยวกับคำถามนะ สตางค์..หวานคอแน่ ก็ตั้งใจปล้นนะ

ก่อนหน้านั้นบังเอิญอาตมาไปธุระ เห็นบอกว่ามีข่าวไม่ดีมีคนมาบอก ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยให้เขาใช้เครื่องบวงสรวงเชิญท้าวมหาราช ถ้าหากว่าท่านช่วยก็พ้น ถ้าท่านไม่ช่วยก็แล้วไปหมูเสียกินเอง พอทำเข้าไปแล้วปรากฏว่า ๑ ปีผ่านไปขโมยไม่ได้เข้าบ้าน พวกโจรพวกนั้นแหละเขาไปคุยในร้านเหล้าว่า

"อีรอดนี่...มันมีสองคนเท่านั้นกับลูกสาวเวลากลางวัน แต่เวลาจะเข้าไปทีไร มันเอาผู้ชายที่ไหนมา ๑๐ คนตัวใหญ่ๆ เต็มไปหมด" เข้าไม่ได้ พอเข้าใกล้เขตบ้าน พวกนั้นจะมาเล่นงาน ไอ้พวกนี้ก็ถอย

ทีนี้บ้านน้องสาวแกอีกคนหนึ่ง อยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน เขาถามพี่สาวว่าทำยังไง...แกก็บอกไม่รู้ หลวงพ่อท่านมา ท่านให้บูชา ฉันก็บูชาตามท่านว่า รายนั้นก็เอาบ้างขอคำบูชาไป พอบูชาได้ ๒ วันนอนไม่ได้เลย พวกขว้างบ้านปังๆ ตลอดคืนเข้าก็เข้าใจว่าคนอ่นมาขว้าง พวกผู้ชายเขาก็เอาปืนไปนอนในบ้านบ้าง นอนนอกบ้านบ้าง ถ้าใครมาขว้าง ถ้าไม่ยิงก็ไล่จับกันก่อน ถ้าสู้ก็๖้องยิงกันละนะ

ปรากฏว่าก็ยังมีคนขว้างอีกแต่ก็ไม่เห็นตัว ไปๆ มาๆ ก็เอาคำบูชามาคืนให้ยายรอดตามเดิม จึงได้เลิกขว้าง ไอ้ที่ขว้างปังๆ น่ะ เช้าขึ้นไปดูวัตถุเป็นหินเป็นกรวด เป็นไม้ไม่มีเลยนะ ไอ้ฝาสังกะสีหน้าบ้านหลังคารั่วแต่ไม่มีวัตถุ นี่เรื่องท้าวมหาราชต้องทำให้ถูกนะ ถ้าทำไม่ถูกมีเรื่องแน่

<<< กลับสู่สารบัญ


ตั้งศาลบนดาดฟ้า

ผู้ถาม : แล้วการตั้งนี่ ถ้าคนที่จะตั้งบนดาดฟ้านี่ สมควรไหมครับ ?

หลวงพ่อ : คนตั้งไม่แน่ แต่พระตั้งได้ เพราะฉันเคยไปตั้งได้ไม่เป็นไรนะ ฉันเคยไปตั้งเมื่อก่อน ยังตั้งศาลอยู่ ก็ไปที่จังหวัดชัยนาท มันหาที่ไม่ได้ ที่ข้างๆ ที่ติดกับตึก ตึกเขาเป็นดาดฟ้านะ ไล่ไปไล่มาก็ถามเทวดา (ไปเชิญเทวดาชั้นจาตุฯ เป็นศาล สี่เสา) หาที่ไม่เหมาะก็ถามท่านเวสสุวัณว่าเอาตรงไหนดี ท่านก็บอกว่า เอาบนหลังคาก็แล้วกัน ก็ให้เขาย้ายขึ้นหลังคา เป็นอันว่าพอเชิญท่านเสร็จ เขาหุ้นกับพวกตึกแถวนะ แถวเดียวกันนี่ เข้าหุ้นกันได้

ขณะอัญเชิญท่านมา ท่านก็บอกว่า ที่นี่จะมีไฟนะ ไฟจะไหม้ บอกเจ้าของบ้านเขาด้วยนะ ประเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่พูด ถ้าเป็นปกติแบบนี้ ก็ช่วยไม่ได้ ถามท่านอีกที วิธีช่วยได้เป็นอย่างไร ต้องถามท่าน ท่านบอกให้เขาทำอีกครั้งหนึ่ง ศาลไม่ต้องทำใหม่แต่ของเชิญทำอีกครั้ง วันหลังก็ได้หมู ใช้สีแดงทา ไก่ก็เหมือนกันแล้วใช้กระดาษแดงใส่ถาดรองหมูไก่ เขาก็ตามนั้น

เมื่อเชิญท่านเสร็จ ท่านก็บอกว่า ไฟนี้ต้องไหม้นะ..แล้วกัน! ถามว่าไหม้ที่ไหน .. ท่านบอก ไหม้ที่โรงแรม ถามว่าไหม้มาก ไหม ไหม้ผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ติดฝา แต่ต้องไหม้ ไงๆ ก็ต้องไหม้ จะลดเลยไม่ได้ ทีแรกจะต้องไหม้ทั้งหมดเลยนะ ไหม้หมดแถว เขาก็ทำตามนั้น ฉันเลยให้เขาระวังกัน เป็นจริงตามนั้นไม่ถึง ๑๐ วัน ชั้นสองของโรงแรมมีไฟขึ้นมา เขาวิ่งไปดูกันไหม้ผ้า ขี้ริ้วจริงๆ แบบขโมยเข้าบ้านแล้วต้องเอาหน่อยใช่ไหม .. ไม่งั้นเสียศักดิ์ศรีขโมย

<<< กลับสู่สารบัญ


ตั้งศาลพระภูมิเอง

ผู้ถาม : พวกลูกๆ จะตั้งกันบ้างนี่ ขอบารมีหลวงพ่อช่วยแนะนำบ้างครับ

หลวงพ่อ : พวกนี้ช่วยเก็บบารมีไว้ซิ ทำไง.. เอายังงี้วิธีง่ายๆ ใช้ "เทปบวงสรวง" ใช้ได้นึกเอาตามนั้นนะ

อันดับแรกจุดธูปเทียน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าก่อน ทีหลังก็เปิดเทปแล้วน้อมใจไปตามเสียงนั้นนะ ในเทปนั้นเขาอัญเชิญ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มี ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวสสุวัณ พร้อมด้วยอินทกะและบริวาร ขอมาช่วยคุ้มครองว่า เรื่อยเฉื่อยไป ก็แล้วกัน แต่ว่าถ้าจะตั้งแบบนั้นยังมี ปลาแป๊ะซะ เติมนะ เรื่องของพระภูมิพอจะใช้ได้นะ ตั้งไว้เยอะแล้ว

ผู้ถาม : หลวงพ่อครับหลังจากวันตั้งแล้วนี่นะครับ ปลาแป๊ะซะจะมีถวายอีกไหมครับ? 

หลวงพ่อ : ท่านไม่ว่าหรอก เอาอย่างนี้ดีกว่า เวลาตรุษสารทนะ ถวายให้ครบถ้วนดีกว่านะ เพื่อความสบายใจของเรา คือว่า - ท่านไม่ทวงเราแน่ แต่เพื่อความสบายใจของเราเอง เพราะเราทำครบแล้วใช่ไหม .. เอายังงั้นดีกว่านะ 



ผู้ถาม : ของคาวและเหล้า ก็หมายถึงว่าสมควรตั้งอย่างเดียว อย่างหลังไม่ต้องตั้งใช่ไหมครับ? 

หลวงพ่อ : ถมเถิดไป ฉันก็เคยใช้ เทวดาไม่เคยต่อว่า เหล้านะของคาวนะมีได้แต่เหล้าไม่ควรจะมี เทวดาเขาเลิกแล้ว ไอ้ที่ ต้องใช้เหล้าน่ะ เทวโด่ไม่ใช่เทวดา จริงๆนะฉันไม่ใช้เลยนะ


ผู้ถาม : ถ้าสมมติจะตั้ง ควรจะหันหน้าศาลไปทางทิศไหนครับ? 

หลวงพ่อ : หน้าศาลเขาไม่จำกัด เอาแค่เราเข้าบูชาสะดวกแต่ว่าทิศที่ตั้งศาลนี่จำกัด ที่ว่าพระภูมิก็ไม่ควรตั้งทิศตะวันตกถ้า ตั้งทิศตะวันตกเอาจริงๆ หลวงพ่อปานท่านเคยบอกว่า ทิศนี้ฉิบหายแล้วตายโหง ฉันเคยไปพบที่จังหวัดอุทัยธานี กับจังหวัดชัยนาท เป็นความจริงตามนั้น เศรษฐีนะพังไป ๒ รายและพังไปในเหตุไม่ควรจะพัง ไม่น่าจะพัง และอีกทิศหนึ่งก็ทิศใต้ ไม่ควรตั้งนะ

ทิศใต้นี่ก็เป็นแต่เพียงท่านบอกว่า จะเก็บสตางค์ไว้ไม่อยู่ ทิศที่ควรตั้งคือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศเหนือ หรือทิศตะ วันออก ๓ ทิศนี้นะ แต่ว่าถ้าบ้านมีดาดฟ้า ตั้งดาดฟ้าเลยดีกว่า สบายใจนะ

ผู้ถาม : หมายถึงส่วนของดาดฟ้านี่นะครับเราก็ตั้งช่วงที่อยู่ด้านทางทิศตะวันออก

หลวงพ่อ : ใช่ๆ ให้ถูกทิศ


ผู้ถาม : หันหน้าไปทางไหนก็ได้ ใช่ไหมครับ? 

หลวงพ่อ : หันหน้าไม่จำเป็น หันหน้าแค่เราบูชาได้สบายนะ แต่ว่านึกถึงตำราแต่ก็ไม่มีตำราเขียน หลวงพ่อปานท่านเคยสั่ง ก็เลยบอกคนเขาเขียนไว้ พอถึงปีจริง มีเรื่องตัวเองก็ต้องตาย เงินทองก็เสียหายมากเสียอย่างมากเลยนะ ไม่ใช่อย่างน้อย

<<< กลับสู่สารบัญ


วันเวลาที่เป็นมงคล

ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ เวลาเช้าจะยกศาลดีไหมครับ

หลวงพ่อ : ตั้งศาลก็อย่าให้ถึงเที่ยงนะตั้งแต่เวลาเช้าอย่าให้ถึงเที่ยง ใช้เวลาตั้งแต่เช้าไปถึงสายดีกว่า ถ้าถึงเที่ยงเทวดาไป ประชุมหมด ความจริงภูมิเทวดาตั้งก็มีผล คำว่า "มีผล" เขามีกันมาแล้วนะ

ผู้ถาม : วันที่เป็นมงคล ควรจะเป็นวันไหนครับ? 
หลวงพ่อ : วันที่มีหมูมีไก่ มีบายศรี มีไข่ มีข้าว มีกล้วย มีมะพร้าวอ่อน มีขนมต้มแดงต้มขาว ข้าวตอกดอกไม้.. เสร็จมีศาล มีคนตั้ง วันนี้เป็นมงคล เอายังงี้ซิ เอาฤกษ์พรหมประสิทธิ์ ต้องหาประจำปี เอาฤกษ์หลวงพ่อปานก็ได้ ต้องนั่งไล่เบี้ย ไม่ได้
ทำตารางไว้นี่ เอางี้ดีกว่า ฤกษ์ไหนที่เขาว่าดี ที่เราชอบใจ เราชอบใจ ฤกษ์ที่เขามีอยู่ วันไหนเขาว่าดี ทำวันนั้นนะ จะไม่ลำ บากใจ

ผู้ถาม : ดูตามตำราใช่ไหมครับ? 

หลวงพ่อ : ใช่ .. ดูตามตำรา คือว่าถ้าเราฝืนตำรา เดี๋ยวคนโน้นพูด คนนี้พูดฝืนตำรา ไม่ทำตามตำรา วันนี้ไม่ดีไม่เป็นมงคล บ้าง .. อะไรนี่ ยุ่งไปใจไม่สบาย



ตั้งศาลไว้ในบ้าน

ผู้ถาม : ถ้าตั้งไว้ในบ้านเลยได้ไหมครับ?

หลวงพ่อ : ไม่เป็นไรๆ คุณนี่ถามดี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันยังตั้งศาลอยู่นะ เจ๊กที่จังหวัดอุทัยธานี แกก็นิมนต์ไปตั้งศาล พอไปถึง บ้านแล้วก็หาที่ตั้งไม่ได้ ร้านค้าในตลาดนี่นะ ด้านหลังมันชนกัน เรียกว่าเป็นห้องแถวทั้งสองด้านนะสมัยก่อนเขามุงจากมุง สังกะสีชนกัน ข้างหลังก็มีหลังคาปิด ด้านหน้าเป็นฟุตบาทก็ตั้งไม่ได้

พอไปถึงเข้าแล้วก็ปรากฏว่าฉันก็อั้นเหมือนกัน แกถามว่าตั้งที่ไหน .. ฉันก็นิ่งเขาถามว่าที่นั่นได้ไหม ... ที่นี่ได้ไหม .. มันก็ไม่ได้ ไปๆ มาๆ ก็ไม่มีตำราจะพลิก ก็ถามพระภูมิที่นั่นว่า จะตั้งไหนดี .. นี่เขาเคารพนับถือ เขาจะตั้งศาลเป็นเครื่องบูชา แล้วก็สถานที่มันไม่เหมาะสม ท่านจะเอาตรงไหน ท่านตัดสินใจเอาหัวนอนก็แล้วกัน ได้เรื่องเลย ก็ตั้งศาลที่หัวนอน

เมื่อเชิญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเจ๊กคนนี้ ก็ถูกนินทา เจ๊กคนนั้นบ้า ไม่มีใครเขาตั้งศาลในบ้าน ใช่ไหม .. ตั้งไว้บนที่นอน พระภูมิโมโห งวดนั้นเลยให้ตานั่น ถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่สอง แหม..น่าโมโหบ่อยๆนะ เจ๊กคนนั้นแกขายหมู ต่อมาเวลาบวง สรวงหัวหมูกี่หัวก็ตามแกเอาให้ฟรีหมด เวลานี้แกตายไปแล้ว ลูกชายแกทำต่อได้ผลแล้วก็รวยขึ้นนะ ก็เป็นอันว่า ถ้าจะเป็นที่ไหนก็ได้นะใช่ไหม เป็นการแสดงความยอมรับนับถือกัน..ใช้ได้

<<< กลับสู่สารบัญ


เจ้าที่

ผู้ถาม : เจ้าที่กับภูมิเทวดาต่างกันไหมครับ? 

หลวงพ่อ : เจ้าที่ต่างกับพระภูมิแน่ เพราะเจ้าที่เป็นคนก็ได้ เป็นสัตว์ก็ได้ เพราะเป็นเจ้าของที่ ใช่ไหม .. คำว่า เจ้าที่ หมาย ถึง อากาศเทวดา หมายถึงเทวดาชั้นจาตุมหาราช ถ้าอากาศเทวดาต้องใช้ศาล ๔ เสา หรือ ๖ เสา ภูมิเทวดาเขาใช้ศาลเสา เดียว ถ้าถามว่ากำลังอำนาจแตกต่างกันไหม ก็ต้องตอบว่า เจ้าที่คือเทวดาชั้นจาตุมหาราช คุมพระภูมิ พระภูมิหลายสิบจุด ขึ้นกับจาตุมหาราชจุดหนึ่ง เหมือนกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน เอาตามนั้นนะ

เมื่อตะกี้ตอนอุทิศส่วนกุศล ท่านลุงพระยายม มาบอกว่า เวลาที่เราเลิกบูชาพระ ตอนอุทิศส่วนกุศล ให้พระภูมิเขาบ้าง ท่าน อารักขาอยู่ ควรให้ท่านโมทนาบ้าง ท่านบอกว่า ภูมิเทวดา ท่านอยู่ใกล้ที่สุด ตามคอยอารักขา ช่วยเหลืออยู่ ไม่บอกให้ท่าน ท่านก็โมทนาไม่ได้

<<< กลับสู่สารบัญ


เทวดาต้องการ ๔ เสา

ผู้ถาม : คือลูกตั้งใจจะตั้งศาลพระภูมิที่บ้าน พอตั้งใจปุ๊บปรากฏว่า ตอนกลางคืนมีเทวดามาบอกว่า ข้าคือเจ้าพ่อพระภูมิ ถ้า เอ็งไม่เชื่อให้ไปถามหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง ที่จะเรียนถามก็คือว่าพระภูมิท่านสั่งว่า "ศาลของฉันให้เอาเสา ๔ ต้น" แต่เห็น ที่อื่นมีต้นเดียว จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?  

หลวงพ่อ : นั่นไม่ใช่ภูมิเทวดาแล้วเป็นอากาศเทวดาดินแดนตรงไหนถ้าท่านพวกนี้อยู่นะ ถ้าเราไม่รับรองท่าน ๒ ปีแรกท่าน ให้คุณ ถ้าปีที่ ๓ ไม่รับรองเริ่มเจี๊ยะแล้ว แต่ถ้ารับรองแล้วจะดีมาก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าตามแบบฉบับฉันมี ๖ เสาเพราะ บางแห่งเขากลัวล้มลงมา เขาใส่ ๖ เสาแต่แบบ ๔ เสานี่เป็นอากาศเทวดานี่สำคัญมากนะ เคยเจอหลายรายการแล้ว

บางทีไปนั่งๆ คุยๆ แกก็ย่องมา เขาบอกว่าแกทำมาหากินดีมาก แล้วเทวดาท่านก็มาบอกผมอยู่ที่นี่ครับ เขตนี้เป็นเทวดาชั้นจาตุ มหาราช ทีนี้เจ้าของบ้านกับเรา ไม่ได้ชอบพอกันมา ไปแนะนำให้เขาตั้งศาล เขาจะหาว่า บ้าๆ บวมๆ น่ะซิ พูดไปพูดมา ก็ ถามว่า โยมตั้งศาลรับเขาบ้างหรือเปล่า .. เขาบอกเจ้าเจ้อวไม่สำคัญ พอปีที่ ๓ ชักเริ่มแล้วขายของขาดทุน ไปๆ มาๆ ของ เก่าขาดด้วย ตรงกันข้ามบ้านอีกหลังหนึ่งมีสภาพเช่นเดียวกันเขาก็ถาม จึงบอกว่า
"ไอ้หนู..อากาศเทวดาที่คุมพระภูมิท่าน อยู่ตั้งศาลรับท่านเสีย" บ้านนั้นรับเดี๋ยวนี้รวยใหญ่

ผู้ถาม : ฉะนั้นรายนี้เขาบอก ๔ เสาก็ต้อง ๔ เสาตามเขานะครับ 

หลวงพ่อ : ต้องตามเขา ไม่แน่นะรายการนี้ดุมาก ถ้าเฮี้ยวขึ้นมาละน่าดู ใครยั้งไม่อยู่หรอก นั่นท่านตั้งใจช่วยอยู่แล้วนะ ถ้าเขาไม่ตั้งใจช่วยเขาไม่บอกหรอก เธอรับฉันฉันก็ช่วยเธอ เธอไม่รับฉันฉันก็ไม่ช่วย แต่สงสัยว่าเทวดาองค์นี้กับคนที่พบใน อดีต คงจะเป็นพวกกัน ไม่ยังงั้นไม่บอก

ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ถ้าจะตั้งศาลพระภูมิที่บ้าน จะตั้ง ๔ เสา ได้ไหมเจ้าคะ ? 

หลวงพ่อ : ตั้งศาล ๔ เสาก็อากาศเทวดา จะตั้งก็ได้

ผู้ถาม : แล้วศาลเสาเดียวสำหรับภูมิเทวดา จะตั้งด้วยได้ไหมเจ้าคะ

หลวงพ่อ : ได้...เพราะบางทีท่านอาจเกรงๆ เหมือนกัน


<<< กลับสู่สารบัญ


เจ้าที่เจ้าทาง

ผู้ถาม :  มีคนบอกว่าบ้านลูก สาเหตุที่วุ่นวายและมีตายไม่ดีเกิดขึ้น เขาบอกว่ามาจากเจ้าที่ไม่ตั้งศาลให้ ไม่ทราบว่า เจ้าที่มี อิทธิพลกับเจ้าของบ้านด้วยหรือคะ? 

หลวงพ่อ : ไม่ยาก .. โทษผีนี่ไม่ยาก ไม่เห็นตัว โทษเจ้าที่ท่านแน่หรือไม่แน่ดูก่อน ! เจ้าที่ความจริงเขาไม่ทำใครถึงตายถ้าเอาจริงๆ นะ จะเอาแค่ป่วยหนาวๆ ร้อนๆ ผิวเนื้อผิวตัวจะร้อนเทวดาทำคนตายไม่ได้ เจ้าที่เขาเป็นเทวดาย่อมมีลูกน้องเป็น สัมภเวสี คนที่ลงโทษเราต้องเป็นสัมภเวสีไม่ใช่เทวดา รายการนี้มันผิดที่ไม่ใช่เจ้าที่ แต่เป็นเจ้าทาง



ตั้งศาลพระภูมิไว้ในใจ

ผู้ถาม : ลูกฟังเรื่องศาลพระภูมิจากหลวงพ่อก็มีความศรัทธาอยากจะตั้งบ้าง ก็บังเอิญที่บ้านเป็นที่ทรัพย์สิน บอกสามี สามีก็ บอกว่า ที่ทรัพย์สินในหลวงท่านเป็นพระภูมิใหญ่อยู่แล้ว ลูกก็เลยตั้งไม่ได้ เพราะความขัดคอกัน อยากเรียนถามว่า ถ้าหาก ตั้งไม่ได้แต่จิตระลึกดีอยู่เสมอ และอยากจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เทวดาที่เป็นพระภูมิที่นั่นจะทำได้ไหมคะ? 

หลวงพ่อ : (หัวเราะ) เอาอย่างนี้ซิ เวลาบูชาพระก็ตาม หรือกราบพระก็ตาม จิตใจยอมรับนับถือใช้ได้เลย



ตั้งศาลพระภูมิสองหลัง

ผู้ถาม : คือว่ากระผมมีความจำเป็นต้องตั้งศาลพระภูมิและศาลอากาศเทวดา ในที่ใกล้เขตกันจึงอยากเรียนถามว่าความสูง ต่ำระหว่างศาลพระภูมิและอากาศเทวดานี้ จะต้องจัดการอย่างไร

หลวงพ่อ : สูง .. ต่ำ .. จะเสมอกันไม่ได้นะ ต่ำตั้งแต่ ๑ เซ็นต์ลงมาใช้ได้ เพราะภูมิเทวดาเป็นลูกศิษย์อากาศเทวดาอยู่แล้ว


<<< กลับสู่สารบัญ


เครื่องบวงสรวงแบบย่อ

ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา..เครื่องบวงสรวงแบบย่อๆ พอสมควรแก่ฐานะของลูก จะใช้อะไรบ้างเจ้าค่ะ ?

หลวงพ่อ : ถ้าหัวหมูกับไก่ ๑ ตัว เขาใช้กับวัด, สถานที่ราชการ, บริษัทห้างร้าน, หรือโรงงาน ถ้าชาวบ้านเขาใช้หมูชิ้น แต่อย่าให้ต่ำกว่าครึ่งกิโล เพราะเคยไปพบที่ตำบลมะขามเฒ่า เขานิมนต์ไปบวงสรวง ท้าวเวสสุวัณมาถึงท่านถามว่า "หมูแบบนี้นะหรือที่เขาเชิญเทวดา" ถาม "ทำไม?"

ท่านบอก "หมูเซ่นผีแบบนี้อย่าทำให้เขาเลย" ไม่เอาเลย..เปิดฉิบ... ก็ถามว่าต้องการเท่าไหร่ ท่านบอก "อย่างต่ำต้องไม่น้อยกว่าครึ่งกิโล" ไม่แพงนี่นะ

สำหรับเครื่องบวงสรวงแบบครบถ้วน ซึ่งใช้กับ วัด สถานที่ราชการ, บริษัทห้างร้าน, หรือโรงงาน หรือบ้านที่มีฐานะพอทำได้ หลวงพ่อท่านแนะนำไว้ดังนี้



(สมัยก่อนที่หลวงพ่อเริ่มสร้างวัด ประมาณปี 2519 จะเห็นว่าเครื่องบวงสรวงมีแค่นี้เอง
ภาพนี้ท่านกำลังบวงสรวงหน้าพระอุโบสถ ด้านหลังคือศาลาจตุรมุข หรือพลับพลาอนุสรณ์
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยประทับ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินครั้งแรก ปี 2518)



เครื่องบรวงสรวงสำหรับตั้งศาลพระภูมิ และศาลอากาศเทวดา

๑. จัดโต๊ะแล้วปูผ้าขาวตั้งไว้กลางแจ้ง (จะมีรูปหลวงปู่ปานและหลวงพ่อด้วยก็ดี) พร้อมกระถางธูปเทียนด้วย
๒. บายศรีปากชาม (ทำเป็นชั้นๆ ต้องไม่น้อยกว่า ๑ ชั้น) มีไข่ต้มเสียบยอดบายศรีด้วย
๓. ไก้ต้ม ๑ ตัว (วางไว้ด้านทิศเหนือ)
๔. หัวหมู ๓ หัว (วางทางทิศตะวันออก, ทิศตะวันตก, ทิศใต้)
๕. ขนมต้มแดง และ ขนมต้มขาว(จัดวางไว้ทั้ง ๔ ทิศ)
๖. ข้าวปากหม้อ (ตักใส่ในกรวยยอดบายศรี)
๗. กล้วยน้ำว้าสุก ๔ หวี (จะเพิ่มส้มโอไปด้วยก็ได้)
๘. มะพร้าวอ่อน ๔ ลูก เปิดฝา (ผลไม้จัดวางรวมกันไว้ในถาด ๔ ทิศ)
๙. ถั่วเขียวคั่ว (ใส่กระทงเล็กๆ วางไว้ ๔ ทิศ)
๑๐. ถ้าเป็นบ้านก็ควรจะมี ปลาแป๊ะซะอีก ๑ ตัว เพื่อพระภูมิเจ้าที่
๑๑. ดอกไม้ ๔ สี วางใส่กระทงเล็กๆ ละ ๕ กระทงทั้ง ๔ ทิศ (ทิศเหนือสีแดง ทิศใต้สีม่วง ทิศตะวันออกสีเหลือ ทิศตะวันตกสีขาว)
๑๒. ข้าวตอก (ใส่กระทงเล็กๆ ละ ๕ กระทง ไว้ ๔ ทิศเช่นกัน)
๑๓. สัปทน ๕ อัน สำหรับท้าวมหาราช ๔ อัน (วางที่มุมโต๊ะบวงสรวงตามสีของดอกไม้) และหลวงพ่ออีก 1 อัน
๑๔. หมากพลู, ยานัตถ์ (จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้)
๑๕ ครื่องเปิดซีดี "หลวงพ่อบวงสรวง"


(หมายเหตุ : เมื่อจุดธูปเทียนเสร็จแล้ว ขอให้อธิษฐานตามความปรารถนา แต่ถ้าต้องการให้ท่านช่วยเรื่อง "ไฟไหม้" และ "ฟ้าผ่า" ให้ทาสีแดง (สีที่ใช้กับอาหาร) ที่ไก่และหัวหมู และใช้กระดาษสีแดงรองไก่และหัวหมูด้วย)


(ปัจุบันผู้ทำบายศรีนิยมทำกันสูงใหญ่ ๕ ชั้นบ้าง ๙ ชั้นบ้างเป็นต้น แต่ความจริงหลวงพ่อบอกว่า สมัยหลวงปู่ปานทำแค่บายศรีปากชามก็พอ เขานับเป็นชั้นๆ นั่นหมายถึงนับกลีบบายศรี ไม่ใช่นับชั้นแบบสูงๆ อย่างสมัยนี้ ทำให้ทำยากและลงทุนลงแรงสูง ต้องอดหลับอดนอนกันทั้งคืน แต่จริงๆ แล้วได้บุญพอๆ กัน แต่ถ้าทำหนักแรงเกินไปใจไม่สบาย บุญอาจหดตัวไปเหมือนกันนะ)

แล้วหลวงพ่อก็บอกต่อไปอีกว่า..
แต่ถ้าชาวบ้านธรรมดา มีฐานะพอสมควรตั้งแต่จนถึงปานกลางนะ ใช้หมูชิ้นหนึ่ง แต่ชิ้นหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าครึ่งกิโล อย่าลืมนะ ต้องมีปลาแป๊ะซะอีกตัวนะ เพื่อพระภูมิเจ้าที่ เพราะพิธีตั้งเป็นเรื่องท่านท้าวมหาราชท่าน

ผู้ถาม : ทีนี้ก็มีคำถามต่อไปว่า เวลาทำพิธี จะยืนหันทั้ง ๔ ทิศก็ไม่สะดวก ก็หันไปทางทิศตะวันออกทิศเดียว แต่ว่าทั้ง ๔ ท่าน เหมารวบยอดเลย จะมาครบไหมเจ้าคะ ?

หลวงพ่อ : ได้ๆ ไม่เป็นไร ตามที่เดินรอบๆ ไป นั่นทำตามพิธีกรรม บางทีก็ไม่เชื่อ เคยถามหลวงพ่อปานว่ามีความจำเป็นไหม ท่านบอกไม่จำเป็น แต่เป็นพิธีกรรม ฉันก็เคยหันหน้าทิศเดียว ถ้ามีความจำเป็นนะ


ผู้ถาม : เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าการบวงสรวงสะดวกขึ้น ใช้เทปหลวงพ่อแทน

หลวงพ่อ : สบายมาก.. เทวดามาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ใช่ได้ยินเสียงฉัน เทวดาเปิดไปวัดท่าซุง นึกว่าฉันเรียก..!
(หัวเราะ)

<<< กลับสู่สารบัญ



ผู้ที่บนแล้วจำไม่ได้

เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมานี้ (๘ พ.ค. ๓๓) หลวงพ่อได้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ ท่านได้เตือนผู้ที่เคยบนไว้แต่ลืมแก้บน และจำไม่ได้ว่าบนอะไรไว้บ้าง ต่อมามีผู้มาถามกันมากว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร หลวงพ่อท่านได้แนะนำไว้ว่า ให้จัดแก้บนดังนี้

๑. บายศรีปากชาม ๗ ชั้น (ยอดเสียบด้วยไข่ต้ม)
๒. ข้าวปากหม้อ (ใส่ในกรวยยอดบายศรี)
๓. ไก่ต้ม ๑ ตัว
๔. หัวหมู ๑ หัว


ท่านให้ปูผ้าขาวตั้งเครื่องสังเวยเหล่านี้บนโต๊ะกลางแจ้ง จุดธูปเทียนอธิษฐานว่า
"ขอให้ท่านผู้มีพระคุณได้โปรดรับเครื่องสังเวยที่ข้าพเจ้าได้เคยบนไว้ และขอให้อดโทษแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด"

((( โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนวิธีแก้บนท้าวมหาราช )))

<<< กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 20/1/09 at 14:55 [ QUOTE ]


(Update 20/01/09)


แก้บนท้าวมหาราช



ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าคะ วิธีที่จะแก้บนท้าวมหาราชทั้ง ๔ ให้ถูกต้องนั้นจะทำอย่างไรดีคะ...?

หลวงพ่อ : แก้บนหรือ...ก็สังเกตเวลาท่านโพกผ้า ก็ไปแก้ผ้าที่โพกออก คือแก้บนผ้าที่โพกออก คือแก้บน ถ้าแก้ล่างก็แก้กางเกงออก!


ผู้ถาม : (หัวเราะ)

หลวงพ่อ : ไปบนอะไรท่านไว้ล่ะ ฉันไม่เคยบนท่านนี่ ถ้าเราบนอะไรท่านไว้ เราก็แก้ถวายท่านตาปกติ ตั้งโต๊ะกลางแจ้งใช่ไหม จุดธูปเท่ากับบูชาพระนะ เพราะท้าวมหาราชทั้ง ๔ นี่เป็นพระอริยเจ้าทั้งหมด และเทวดาชั้นนี้เป็นพระอริยเจ้ามาก ก็ต้องบูชาเหมือนพระ เพราะท่านเป็นพระจริงๆบนอะไรไว้ ถ้าบนหัวหมูก็ต้องเอาหัวหมูจริงๆ ไม่ใช่เอาหมูมาทำเถือๆ ให้หน้าตาคล้ายหมู โกงเขาเอาแน่ ตัวท่านไม่เอา แต่บริวารเขาเอาแน่ มีคนเขาเคยโกงมันมี


ผู้ถาม : โกงแก้บนนี่หรือครับ..?

หลวงพ่อ : โกงแก้บนน่ะซิ..!

ผู้ถาม : แล้วให้โทษภายหลังไหมครับ..?

หลวงพ่อ : สบายมาก...ป่วยไม่หาย อีตอนจะบนไม่กลัวเสีย เสร็จเรียบร้อยแล้ว แหม...กลัวเสียทุกอย่าง พยายามจะลดนั่นลดนี่ ใช่ไหม...แบบนี้ดีมาก ต่อไปต้องเพิ่มหลายเท่า

ผู้ถาม : ทีนี้เวลาจะบนอะไร ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน

หลวงพ่อ : คิดเสียก่อนว่า ถ้าเราจะบนไก่ท่าน ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าไก่เนื้อ หรือไก่พลาสติก หรือไก่กระดาษ บอกให้ชัดๆ อย่างเจ้าแม่ทับทิมเขาแก้บนละคร ๑ โรง เป็นละครกระดาษ ทีนี้เวลาเขาบน เขาก็บอกอย่างนั้นนะ เขาจึงถวายละครเป็นโรงๆ คือละครกระดาษที่เขามีอยู่ นี่เขาบอกตรงไปตรงมา คือ เทวดานี่ไม่โกงไปโกงมา ว่าอะไร...คำเดียว อย่างนี้แปรไม่ได้

ผู้ถาม : ทีนี้ตอนเช้าถึงตอนเที่ยงไม่สะดวกในการแก้บน เพราะไม่ว่าง อยากจะให้ตอนบ่าย หรือตอนเย็น หรือตอนค่ำ พอจะได้บ้างไหมครับ..?

หลวงพ่อ : เอาอย่างนี้ดีกว่า..ก่อนนอนนิดหนึ่งจะดีไหม..?

ผู้ถาม : เอ๊ะ..ทำไมครับ..?

หลวงพ่อ : ตอนนั้นว่างอยู่แล้ว จะว่าไปการแก้บนก็แล้วแต่ แต่ที่เขาต้องการตามเวลาเขาสั่งนะ ถ้าเวลาเขาสั่งเขารับบนเวลานั้น ถ้าเกินเวลาเขาไม่รับ เรื่องของเทวดาและผีนะ ต้องปฏิบัติตามเขา ไม่ยังงั้นจะไม่มีผล อย่างเรื่องของ กรมหลวงชุมพรฯ เรื่องนี้ท่านเคยสั่ง ท่านบอกว่า

"..ถ้าใครจะแก้บนให้ผม ต้องก่อน ๒ โมงเช้า ๑๐ นาที (ระหว่าง ๐๗.๕๐ - ๐๘.๐๐ น.) ถ้าตอนเย็นก็เป็นก่อนบ่าย ๓ โมง ๑๐ นาที (ระหว่าง ๑๔.๕๐ - ๑๕.๐๐ น.)

ถามว่า..ทำไม ท่านบอกว่า ถ้าใช้เวลาไม่ตรง ไอ้ไปล่..เพื่อนกันมันมาเอาไปหมด มีเพื่อนกันขัดคอกันขนาดเดียวกันสมัยนั้น คือต้องเป็นไปตามเวลา ถ้าเขาสั่งนะ ถ้าเขาไม่สั่งว่าเวลาไหน เราก็ทำเวลาไหนก็ได้ เขาไม่มีจำกัด

(สำหรับเครื่องบวงสรวงของท่านมีดังนี้ คือ ข้าวปากหม้อ, หมูต้ม ๑ ชิ้น, ไก่ต้ม ๑ ตัว, ทองหยิบฝอยทอง และขนมจีนน้ำพริก ก่อนจะบนต้องตั้งเครื่องบวงสรวงครั้งหนึ่ง เมื่อได้ผลแล้วจะต้องตั้งเครื่องบวงสรวงอีกครั้งหนึ่ง)

เพิ่มเติมข้อมูล

สำหรับเรื่อง "การบนท้าวมหาราช" นี้ ต่อมาภายหลังมีการอุปสมบท (หมู่) ก่อนหลวงพ่อมรณภาพ ในขณะที่ทำพิธีบวงสรวง ณ มณฑปท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น ท่านได้มาสั่งหลวงพ่อว่า

"..ถ้าลูกหลานต้องการจะบนให้พวกผมช่วย จะต้องบนด้วยการปฏิบัติเป็น "พระโสดาบัน" คือ

๑. นึกถึงความตายไว้เสมอ
๒. รักษาศีล ๕ บริสุทธิ์
๓. เคารพพระรัตนตรัยด้วยความจริงใจ
๔. มีพระนิพพานเป็นอารมณ์


ถ้าใครปฏิบัติแบบนี้ได้ ผมจะช่วยตลอดชีวิตเลย.."

<<< กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 21/1/09 at 17:32 [ QUOTE ]


(Update 21/01/09)


การบนหลวงพ่อ ๕ พระองค์ที่วัดท่าซุง



เนื่องจากมีผู้สนใจในการบนท่านมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยมีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ต้องการจะทราบวิธีบนว่า ควรจะทำอย่างไรบ้าง หลวงพ่อท่านได้แนะนำไว้ดังนี้

หลวงพ่อ : การบนจะมาบนที่วัด หรือจะบนที่บ้านก็ได้ ให้นึกถึงบารมี พระพุทธเจ้า, หลวงพ่อใหญ่ วัดท่าซุง, หลวงพ่อสุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค, (ปัจจุบันหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว จึงเพิ่ม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง ไปด้วยอีกองค์หนึ่ง) ให้บนคราวเดียวทั้ง ๕ พระองค์

สำหรับการบนมีไว้ให้เลือก ๔ ข้อ จะต้องการแก้บนข้อหนึ่งข้อใดก็ได้ ตามกำลังที่จะกระทำได้ เมื่อได้ผลเป็นประการใดแล้ว ขอให้รักษาสัจจวาจาตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนรายละเอียดมีดังนี้

๑. ถวายทองคำเปลว ๑๐๐ แผ่น และ ผ้าห่มสไบ องค์ละ ๑ ผืน (ไม่ต้องปิดทองที่องค์พระ ให้วางถวายไว้เท่านั้น)

๒. ถวายสังฆทานชุดใหญ่ (ใช้ชุดเดียวรว ๕ พระองค์)

๓. รักษาศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ตามความสามารถ จำนวน ๗ วัน และเจริญกรรมฐาน ๗ วัน (การแก้บนในข้อ ๓ นี้ ถ้าอยู่ปฏิบัติที่วัดไม่ครบ ๗ วัน จะอยู่รักษาศีลและเจริญกรรมฐานคราวละ ๒ - ๓ วัน แล้วกลับบ้าน เมื่อมีโอกาสมาปฏิบัติต่อให้ครบ ๗ วันก็ได้ หรือจะไปทำต่อที่บ้าน หรือที่วัดใกล้บ้านจนครบ ๗ วันก็ได้)

๔. ถ้าเรื่องที่จะบนเป็นเรื่องใหญ่ร้ายแรงากให้บนตามนี้ คือ บวชเณรเอง หรือจ้างให้คนอื่นบวชแทน ถ้าได้เณรหรือคนที่จะบวชเณรเจริญพระกรรมฐานได้มโนมยิทธิแจ่มใส จะมีผลรวดเร็ว ถ้าบวชเองขอให้ปฏิบัติตนให้เคร่งครัด เจริญพระกรรมฐานให้แจ่มใส ถ้าจ้างใหคนอื่นบวชแทน ขอให้บำรุงวันละ ๕๐ บาท ขึ้นไปหรือถวายภัตตาหาร เครื่องใช้สอยตามสมควรครบ ๗ วัน เวลาบนให้ใช้คำว่า

"...ถ้าไม่เกินวิสัยที่จะช่วยได้ ขอได้โปรดช่วยให้มีผลโดยเร็วพลัน.." ทั้งนี้เพราะว่ากรรมบางอย่าง พระก็แก้ไขไม่ได้นั้นมีอยู่.



<<< กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top