Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 17/6/11 at 16:10 [ QUOTE ]

"บทความ" จาก..หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม 4 (ตอน 3 )





ลูกศิษย์บันทึก เล่ม๔

ในหนังสือเล่มนี้มีภาพเหตุการณ์หลังจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ มรณภาพได้เพียงวันเดียว คือหลวงพ่อมรณภาพเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 แล้วอัญเชิญจากโรงพยาบาลศิริราชมาที่วิหารแก้วร้อยเมตร วันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 31 ตุลาคม 2535 จึงได้จัดขบวนแห่เคลื่อนย้ายศพของท่านออกจากพระวิหารร้อยเมตร เพื่ออัญเชิญไปจัดงานพิธีสรงน้ำและบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 12 ไร่ นับเป็นเวลา 100 วัน ซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียด โดยท่าน ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย และคณะ พร้อมกับพิมพ์ภาพประกอบลงในหนังสือ ซึ่งในขณะนั้นกำลังจัดพิมพ์หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๔ พอดี

ซึ่งพระมหาเถระหลายรูปที่เคยเดินทางไปในคราวนั้น ท่านได้มรณภาพไปแล้วหลายรูป เช่น หลวงปู่บุดดา ถาวโร เป็นต้น ท่านได้มาร่วมงานบำเพ็ญกุศลครบ 100 วันเท่านั้น หลังจากนั้นท่านก็ได้อาพาธที่โรงพยาบาลศิริราชแล้วได้มรณภาพไปในที่สุด เหตุการณ์เหล่านี้เป็นความทรงจำที่ผ่านมานาน 18 ปีแล้ว ทีมงานเวปวัดท่าซุงจึงได้นำมาย้อน เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านอีกครั้งหนึ่ง.

สารบัญ

51.
"เด็กหญิงจารุณี มณี ฝึกอภิญญา"
52. "เด็กชายบัญชา กันทะวงศ์ ฝึกอภิญญา"
53. "เด็กหญิงพัชราภรณ์ ขอดแก้ว"
54. "เด็กหญิงสุมาลี ปัญโญ"
55. "เด็กหญิงอำพร ภูเขา"
56. "เด็กชายดนตรี บุญเพิ่มพูน"
57. "เด็กหญิงสุนทรีย์ ชัยดารา"
58. "เด็กชายธีรยุทธ จันทร์แดง"
59. "เด็กชายนพดล ต่อกัน"
60. "บุษพร (จำปี) คืนคงดี"
61. "เด็กหญิงวิมลศรี เปรมวัฒนะ"
62. "ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย"



51

เด็กหญิงจารุณี มณี ฝึกอภิญญา


เด็กหญิงจารุณี มณี


....วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๕.๑๒ น. เป็นวันแรกที่หนูเรียนสมาธิ ได้เห็นอะไรได้หมดทุกอย่าง วันนั้นครูนฤมลพานักเรียนชั้น ป.๖ ชั้นเดียวเท่านั้น ตอนแรกครูนฤมลพาไปที่จุฬามณี แล้วก็ไปสวรรค์ชั้นที่ ๑ – ๖ ไปที่ชั้นไหนมีแต่เทวดานางฟ้ามาต้อนรับกัน

...พอไปสวรรค์เสร็จก็ลงมาที่พระจุฬามณี ลงมากราบพระพุทธเจ้า พูดอะไรกันนิดหน่อย เพราะไม่มีเวลามาก จึงขอลากลับมา ครูนฤมลถามว่าไปกันได้ไหม นักเรียนชั้น ป.๖ ตอบว่าไปกันได้ มีความสุขดีค่ะ

...วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๕.๔๕ น. วันนั้นหลวงปู่ปานท่านมาที่ห้องเรียน มาบอกให้ไปเรียนวิชากับปู่ หนูก็ขึ้นไป ท่านสอนวิชาฌาน หนูเรียนกับท่านสนุกมาก ท่านบอกอะไรหนูก็ทำทุกอย่าง หนูได้ฌาน ๑ หนูดีใจมาก ท่านบอกว่าพรุ่งนี้ปู่จะไปรับนะ หนูจึงขอลาท่าน

หลวงปู่สอนเหาะ

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. ตอนที่หนูขึ้นไปที่พระจุฬามณีไปหาหลวงปู่ปาน ท่านถามว่า วันนี้จะเรียนวิชาอะไรหนูบอกว่าเรียนวิชาเหาะดีกว่า เพราะจะได้เหาะไปไหนมาไหนได้ พอพูดจบหลวงปู่พาหนูเหาะไปที่ป่าหิมพานต์ ท่านเริ่มสอน หลวงปู่ท่านเดินขึ้นไปข้างบน ไม่ไกลเท่าไร

ลงแล้วท่านก็บอกว่า เจ้าเรียนถึงขั้นที่ ๑ แล้ว ท่านก็พูดว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน เพราะปู่จะต้องไป เจ้าก็ต้องไปด้วย ท่านก็พาหนูเหาะไปที่วิมานของท่าน แล้วก็ไปที่เจ้าแม่กวนอิมนะ หนูก็ไปที่ท่าน ท่านมอบพลังให้แก่หนู พอท่านให้เสร็จท่านก็พูดกันนิดหน่อย แล้วจึงขอลาท่าน

เรียนวิชาตาทิพย์

วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๕ หนูขึ้นไปเรียนวิชาเหมือนเดิม แต่วันนี้หลวงปู่กำหนดให้เรียนวิชาตาทิพย์ หนูดีใจมากที่ฉันจะได้เห็นสิ่งที่เป็นทิพย์ พอเริ่มเรียนจริงๆ ก็รู้สึกว่ามีขั้นตอนมาก ไม่ใช่ของง่ายๆ เลย คือหลวงปู่ให้ “เพ่งแสงสว่าง” ที่อยู่ข้างนอก แล้วกำหนดให้แสงนั้นเข้าไปอยู่ในตา นึกอยากจะเห็นอะไรก็มองเห็นได้เลย ตอนนี้หนูกำลังเรียนถึงขั้นที่ ๓ แล้ว ยังต้องเรียนอีกหลายขั้นตอน

วันที่ได้แหวนจากหลวงปู่ปาน

ตามปกติหนูจะต้องขึ้นไปเรียนวิชาต่างๆ กับหลวงปู่ปานทุกวัน วันนั้นตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๕ หนูก็ขึ้นไปเรียน “วิชาดำดิน” เหมือนเดิม พอเรียนวิชาเสร็จหนูก็นึกสนุกจึงเล่นกลและเล่นแสดงตลกให้หลวงปู่ดู ท่านชอบใจหัวเราะจนท้องแข็ง

แล้วท่านก็หันไปเอากล่องเล็กๆ กล่องหนึ่ง ท่านเปิดกล่องก็มีแหวนอยู่ ท่านหยิบแหวนขึ้นมาแล้ว
ท่านก็พูดว่า “ปู่ขอมอบแหวนให้แก แกมันเก่งจริงๆ ปู่ขอชม หลานของข้าใครอย่าแหยม... นะ จะบอกให้”
หลวงปู่บอกอีกว่า “วันนี้ปู่จะไปส่งแกที่บ้านนะ”

แล้วท่านก็ลงมาส่งหนูที่บ้าน พอกลับถึงบ้านหลวงปู่บอกว่า “ปู่ส่งแกแค่นี้นะ”
พอท่านพูดจบ หนูจึงกราบขอบพระคุณและกราบลาท่าน แล้วท่านก็หายแว้บไป แหวนที่หนูได้เป็นแหวนจริง โดยตัวแหวนมาสวมอยู่ที่นิ้วของหนู เป็นแหวนทองเหลือง มีพระพุทธรูปอยู่รอบตัวแหวน และมีอักขระอยู่ด้านในตัวแหวนด้วยค่ะ

เรียนวิชาล้างจานและดำน้ำ

วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๕ คืนนี้หลวงปู่ให้เรียน ๒ วิชา คือ ๑.วิชาล้างจาน ๒. วิชาดำน้ำ
เรียนวิชาล้างจานทำได้ง่าย โดยใช้มือชี้ที่จานที่ยังไม่ได้ล้าง น้ำจะพุ่งออกจากมือเหมือนมือไปล้างจานแทนมือเรา

แล้วเรียนวิชาดำน้ำ หลวงปู่พาไปเรียนที่สระโบกขรณี โดยหลวงปู่บอกให้ลงไปใต้น้ำ ตอนแรกก็กลัวเหมือนกัน แต่ตอนหลังดำลงไปใต้น้ำ มี ปลา กุ้ง หอย ปู พอลงไปสักพัก (๒ ชั่วโมง) ก็ขึ้นมา
หลวงปู่ก็บอกว่า “วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ”
หนูกราบขอบพระคุณท่านแล้วก็ลงมา

ll กลับสู่สารบัญ


52

เด็กชายบัญชา กันทะวงศ์ ฝึกอภิญญา


เด็กชายบัญชา กันทะวงศ์



วันที่ฝึกมโนมยิทธิวันแรก

...วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. วันนี้คือวันแรกที่คุณครูนฤมล ได้สอนมโนมยิทธิให้แก่นักเรียนชั้น ป.๖ ชั้นเดียว เพราะชั่วโมงนี้ว่าง ครูนฤมลจึงบอกให้นักเรียนชั้น ป.๖ นั่งสมาธิ พวกนักเรียนชั้น ป.๖ ก็นั่งสมาธิอย่างที่ครูนฤมลบอก

...พอได้สักครู่ครูนฤมลจึงให้เปลี่ยนคำพูดจาก “พุทโธ” เป็น “นะมะพะธะ” ไปสักครู่
...แล้วก็ถามว่า “ตอนนี้มีใครอยู่ข้างหน้านักเรียนบ้าง”
...นักเรียนชั้น ป.๖ บอกว่า “มีแล้ว”

ครูนฤมลจึงบอกว่า “พระองค์คือพระพุทธเจ้า”
แล้วครูนฤมลก็พาไปที่พระจุฬามณี ไปกราบพระพุทธเจ้า หลวงปู่ปาน หลวงปู่ฤาษี แล้วก็พาไปที่สวนจิตรลดา แล้วก็ไปที่สวนนันทวัน ไปสระโบกขรณี แล้วไปสวรรค์ชั้น ๑ – ๖ แล้วก็กลับมาที่พระจุฬามณี มากราบลาพระพุทธเจ้า หลวงปู่ปาน หลวงปู่ฤาษี แล้วก็กลับ

หลวงปู่สอนให้เข้าฌาน

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๕.๑๕ น. วันนั้นตอนนั่งสมาธิอยู่กับครูนฤมล ตอนที่ไปกราบพระจุฬามณี หลวงปู่ปานท่านเรียกผมไปหาท่าน แล้วท่านก็บอกว่า ให้ผมตามท่านไปที่ป่าหิมพานต์ พอไปถึงที่ป่าหิมพานต์ ท่านก็ไปนั่งที่แท่นหิน ท่านบอกให้ผมนั่งสมาธิสงบจิตใจสักพัก

พอได้สักครู่ท่านก็ถามผมว่า “อยากได้ฌานไหม?”
ผมก็ตอบว่า “อยากได้ครับผม”
แล้วท่านก็สอนเข้าฌาน พอผมเข้าฌานก็พูดธรรมะให้ฟังหลายอย่าง พอได้สักประมาณ ๒๐ นาที ท่านก็บอกให้ออกจากฌาน หลวงปู่ปานบอกว่า ยังไม่ถึงฌาน ๑ เลย แล้วผมก็กราบลาท่าน

วันที่หลวงปู่ปานพาไปสอนเข้าฌาน ๑

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๗.๔๐ น. หลวงปู่ได้เรียกให้ไปหาท่านที่วิมานก่อน แล้วท่านจะพาไปที่แห่งหนึ่ง แล้วพอไปถึงวิมานของท่าน หลวงปู่ก็พาไปที่ถ้ำมรกต พอไปถึงถ้ำมรกต ท่านบอกว่า ให้นั่งสมาธิสงบจิตใจสักพักก่อน... หลวงปู่บอก

พอได้สักครูท่านก็บอกให้เข้าฌาน ๑ พอผมเข้าฌานหลวงปู่ปานท่านให้คติเตือนใจหลายอย่าง พอได้เน ๑ หลวงปู่ปานท่านจึงให้ออกจากฌาน หลังจากนี้ไปหลวงปู่ปานท่านบอกว่า “ทุกวันเจ้าจะได้วันละครึ่งของฌานนะ จะบอกให้รู้เสียก่อนนะ แกรู้ไหม...”

เรียนวิชาดำดิน

วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ ผมได้ไปเรียนกับหลวงปู่ปานอย่างเดิม
แต่วันนี้หลวงปู่ปานท่านบอกว่า “วิชาที่เรียนพวกนั้นให้หยุดไปสักพักนะ ปู่จะสอนวิชาใหม่ให้ คือ วิชาดำดิน เจ้าจะเรียนไหม?”
ผมก็ตอบว่า “อยากเรียนขอรับ”

หลวงปู่ปานบอกว่า “ไม่ต้องมาพูดขอรับ ทุกวันทำไมไม่พูดอย่างนี้ เอ้า! แกจะเรียนหรือไม่เรียน”
ผมก็บอกว่า “เรียนครับ”
เรียนแล้วหลวงปู่ก็พาผมไปที่แดนสนธยา

แดนสนธยาสวยมากเลยครับ ผมชอบแดนสนธยามากเลยครับ ผมแอบไปเที่ยวนิดหน่อยแล้วกลับมาเรียน พอมาถึงหลวงปู่ปานเตรียมไม้ตะพด เขกหัวผมเรียบร้อยเลยครับ หลวงปู่เขกหัวผมตั้ง ๕ ที ผมหัวปูด ๕ ลูก แล้วก็ไปเรียนต่อ

คือหลวงปู่ให้ทำจิตให้นิ่ง และท่องคาถาแล้วดำดินไปในดิน บางทีก็ดำไปชนเอารากไม้ หลวงปู่ให้ดำขึ้นดำลง ไปทางซ้ายทางขวา พอเรียนเสร็จผมก็กลับลงมา

เรียนวิชาทำให้ของลอยได้

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ ผมก็ขึ้นไปเรียนกับหลวงปู่ปานอย่างเดิม พอไปถึงท่านก็พาผมไปที่แห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน ผมคิดว่าหลวงปู่จะสอนวิชาดำดิน
แต่หลวงปู่บอกว่า “วันนี้ข้าจะสอนวิชาใหม่ให้เจ้า”
ท่านบอกว่า “เอ้า! เรียนกันได้แล้ว”

พอเรียนเสร็จก็จะบอกว่า วิชานี้ชื่ออะไร ที่เขาเรียกว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”
แล้วหลวงปู่ก็เริ่มสอน โดยหลวงปู่ให้เอามือชี้ไปที่ก้อนหินก้อนที่ไม่ใหญ่ (หรือจะใช้จิตเพ่งก็ได้) ก้อนหินก็ลอยตามนิ้วมือ ลอยสูงได้ประมาณ ๑ ศอก ก็หล่นลงที่เดิม พอเรียนเสร็จ หลวงปู่ก็พาผมไปที่วิมานของพระพุทธเจ้า แล้วไปหาท่านแม่ศรี

ไปหาท่านปู่ท่านย่า แล้วไปที่วิมานของหลวงปู่ ท่านบอกว่า “ที่แกเรียนไปเมื่อกี้ ปู่จะบอกให้ว่า เขาเรียกว่า วิชาทำให้ของลอยได้” ผมไปเรียนอีกหลายครั้ง พอคนไม่อยู่บ้านผมก็ทดลองทำดู โดยทำให้เครื่องครัวให้ลอยขึ้น เช่น เตาแก๊ส จาน ชาม ต่างๆ แล้วก็ทำให้กลับที่เดิม

เมื่อเหาะมาวัดท่าซุง

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ หลังจากผมอาบน้ำ รับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว เวลาประมาณ ๑ ทุ่ม ผมไหว้พระและนั่งสมาธิ โดยนัดหมายกับ “จารุณี” และ “ไพลิน” นั่งสมาธิในเวลาใกล้เคียงกัน ผมได้เหาะไปวัดท่าซุงเป็นครั้งแรก ซึ่ง “วิชาเหาะ” นี้ หลวงปู่ปานท่านเป็นผู้สอนให้ผมกับจารุณีและไพลินด้วย

พวกผมทั้ง ๓ คน ได้ไปเล่นบนหลังคาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร ไปเล่นเป็นพระเอกขี่ม้าขาว มีไพลินเล่นเป็นปีศาจ จารุณีเล่นเป็นเจ้าหญิง ซึ่งถูกกักขังอยู่ในคุก ส่วนตัวผมเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเจ้าหญิง ให้พ้นจากนางปีศาจ พอไปช่วยเจ้าหญิง ตอนนั้นพอดีท่านท้าวจาตุมหาราชมาพบเข้าจึงสั่งห้ามไม่ให้เล่น

พวกผมไม่เชื่อ ท่านจึงเอาก้อนหินปามาที่พวกผมเป็นการสั่งสอน เพราะความซนของพวกผม ผมจึงเลิกเล่นและกลับบ้าน พอกลับมาถึงบ้าน ปรากฏว่าแต่ละคนหัวโนขึ้นมาคนละลูกสองลูก ผมคิดว่า ท่านท้าวจาตุมหาราชคงไม่อยากให้พวกผมเล่นซนแบบนั้นอีก ผมจึงกราบขอพระคุณท่าน ท่านเมตตาต่อพวกผม

(ในคืนนั้นผมกำลังนอนหลับสนิทอยู่ ท่านท้าวจาตุมหาราชไปปลุกถึงที่บ้าน
บอกว่า “ตื่น... ลุกขึ้นๆ ไปวัดท่าซุงกัน”
ผมเลยรีบลุกขึ้นมาที่วัดทันทีครับ ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที ก็มาถึงวัดท่าซุง)

หลวงปู่ปานสอนดำน้ำในทะเล

วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ เวลาประมาณ ๒๐.๔๕ น. ผมไหว้พระสวดมนต์และนั่งสมาธิ โดยนัดหมายกับจารุณีและไพลิน นั่งสมาธิเวลาใกล้เคียงกัน ผมได้ไปเรียนวิชากับหลวงปู่ปาน หลวงปู่ปานท่านบอกว่า “ข้าจะสอนให้เจ้าดำน้ำ แกจะได้ดำน้ำเก่งๆ”

แล้วหลวงปู่ปานท่านก็พาพวกผมเหาะไปที่ทะเลที่ภูเก็ตตรงกลางทะเลพอดี ก่อนที่หลวงปู่ปานสอนดำน้ำ ท่านบอกว่า ใครดำลงไปถึงพื้นทะเลใต้ จึงจะเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ได้ วันแรกผมดำลงไปได้นิดเดียว ก็ต้องขึ้นมา ปรากฏว่าจารุณีดำขึ้นมา จึงถูกหลวงปู่เอาไม้เท้ายันกลับลงไปอีก

แล้ววันต่อมาก็ดำลงไปอีก แต่ก็ยังไม่ถึง และวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๕ พวกผมก็ดำน้ำถึงใต้พื้นทะเลภูเก็ต พอเรียนเสร็จหลวงปู่ปานบอกว่า ไปเรียนต่ออีกเร็วเข้า ชักช้าไม่ได้ จะเสียเวลาเรียน เร็วตามมา หลวงปู่ปานท่านบอก พวกผมตามหลวงปู่ไปเรียนต่อจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

เมื่อผมขึ้นไปดูบรรยากาศชั้นโอโซน

วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ผมขึ้นไปหาหลวงปู่ปาน
ผมบอกหลวงปู่ปานว่า “ผมอยากไปดูโอโซนครับ ผมดูทีวีเขาบอกว่า โอโซนในโลกเราเริ่มน้อยลง ผมก็เลยนึกอยากไปดูว่า โอโซนจริงๆ เป็นอย่างไร”

หลวงปู่ท่านบอกว่า “โอโซนเดี๋ยวนี้บางลงมา เพราะพวกคนเดี๋ยวนี้ ทิ้งขยะเผาขยะ และส่งกลิ่นเหม็นควันดำต่างๆ แล้วขึ้นไปทำลายก๊าซโอโซน ทำให้โอโซนบางลง เพราะโอโซนบังแสดแดดที่ส่งมายังโลกไม่ให้ร้อน แต่นี่โลกของพวกเธอร้อนขึ้นเรื่อยๆ ฉันเสียใจที่พวกมนุษย์ทำอย่างนี้”

ท่านแม่ศรีให้หอยสังข์

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๘.๔๕ น. ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาที่จะไปเรียนวิชากับหลวงปู่ปาน ขณะนั้นผมกำลังอ่านหนังสือเรียนอยู่
ท่านแม่ศรีก็เรียกผมว่า “ขึ้นมาข้างบนเดี๋ยวนี้ แม่จะเอาของให้เจ้า ให้รีบขึ้นมาเลย เพราะเดี๋ยวเจ้าจะต้องไปเรียนกับหลวงปู่ปาน”

ผมก็ขึ้นไป พอไปถึงวิมานของท่านแม่ศรี ท่านแม่รีบไปเอาตลับ ในตลับมีหอยสังข์ ลักษณะของหอยสังข์สวยมาก
ท่านหยิบมาให้ผมแล้วท่านก็บอกผมว่า “จงรักษาไว้ให้ดี เพราะสิ่งของสิ่งนี้เปรียบเสมือนตัวแทนแม่ และเจ้าจงรีบกลับลงไปเร็วๆ พ่อของเจ้ากำลังจะเรียกกินข้าว”

ผมกราบขอบพระคุณท่าน แล้วกราบลงท่านแม่ศรีออกจากสมาธิ ผมก็รีบไปกินข้าวทันที เพราะคุณพ่อผมเรียกกินข้าวพอดี (หมายเหตุ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๕ เด็กชายบัญชาได้นำหอยสังข์นี้มาให้หลวงพ่อและทุกคนได้ชมไปแล้วด้วย)

วันที่ร่างเป็นพรหม

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ หลังจากอาบน้ำและรับประทานข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว ผมก็กลับขึ้นไปที่พระจุฬามณีอีก ไปกราบพระพุทธเจ้า หลวงปู่ฤาษี หลวงปู่ปาน แล้วก็ไปสวรรค์ชั้นที่ ๑ – ๖ ไปชั้นพรหม พอไปถึงชั้นพรหม ร่างผมก็เปลี่ยนเป็นพรหม

แต่วันนี้ร่างพรหมผมมีสี่หน้า มีแขนสี่แขน มีอาวุธสี่อย่าง คือ สังข์ จักร กระบอง และดาบ ร่างพรหมของผมเป็นอย่างนี้ ไปจนถึงชั้นพรหมที่ ๑๖ แล้วผมก็ไปป่าหิมพานต์ แล้วก็ไปพระนิพพาน พอเที่ยวเสร็จก็กลับมาที่พระจุฬามณี หลังจากกราบพระพุทธเจ้าและหลวงปู่ปานแล้วผมก็กลับ

คืนที่พญานาคมานอนกับผม

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ผมเข้านอน ขณะที่ผมกำลังหลับอยู่นั้น ผมรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างมามัดตัวผม ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาดูว่าอะไรมามัดตัวผม พอผมลุกจากที่นอน ผมก็ตกใจ เมื่อเห็นเป็นงูตัวอ้วนขนาดแขนของผมนอนอยู่ในเตียง ผมจึงตั้งสมาธิแล้วใช้จิตถามท่าน

พอรู้ว่าเป็น “พญานาค” ผมจึงเข้าไปกราบท่าน ท่านบอกว่า “ไม่ต้องกลัวฉัน ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก”
ผมจึงกลับเข้าไปนอนใหม่ ท่านก็นอนอยู่ข้างผมตลอดทั้งคืน พอประมาณตี ๔ ท่านบอกว่าท่านจะกลับแล้ว ท่านก็กลับไปที่วิมานของท่าน พอท่านกลับไปแล้ว

ผมก็ใช้จิตตามท่านไปจนถึงวิมานของท่าน แล้วผมก็กลับมาสวดมนต์ แล้วผมก็ลุกไปแปรงฟันอาบน้ำ แต่งตัว และรับประทานอาหารเช้า แล้วก็เตรียมตัวไปโรงเรียนครับ

ll กลับสู่สารบัญ


53

เมื่อฉันฝึกมโนมยิทธิกับคุณครู


เด็กหญิงพัชราภรณ์ ขอดแก้ว



หลวงปู่ปานและหลวงปู่ฤาษีให้เงิน

...หลังจากที่ฝึกสมาธิกับคุณครูแล้ว ฉันก็ไปเที่ยวดูบนสวรรค์ทุกวันเพราะสนุกดี ฉันไม่ชอบนรก เพราะมันอึดอัดและน่ากลัว ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสวรรค์และนรกจะมีจริง นึกว่าครูเล่าเป็นนิทานเท่านั้น แต่พอฉันฝึกสมาธิแล้วฉันเห็นจริงๆ เหมือนฉันอยู่บนโลกเรานี่แหละ

...พี่นางฟ้าพี่เทวดาก็รู้จักคุ้นเคยกับฉัน วันที่ฉันได้เงินครั้งแรก พี่นางฟ้าชั้นที่ ๑ ชื่อว่า กุมารี ให้เงินฉัน ๑ บาท วันต่อมาพี่เทวดาชั้นที่ ๕ ชื่อว่า เทพสุทธิทอง ให้เงินหลายบาท วันต่อมาหลวงปู่ปานให้ใบสิบบาท ๑ ใบ และหลวงปู่ฤาษีให้อีก ๑๐ บาท รวมแล้ว ฉันได้เงินตั้งแต่ฝึกมโนมยิทธิ

เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๕ จนถึงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ได้ ๓๐๐ กว่าบาทแล้ว และฉันยังได้ของเล่นอื่นๆ อีก ฉันนึกอยากได้อะไร พอฉันไหว้พระแป๊บเดียว ฉันก็ได้แล้ว เพราะเทวดานำมาให้ฉัน ทุกวันนี้ฉันมีความสุข อยากรู้อะไรนั่งสมาธิเดี๋ยวเดียวก็ทราบ บางทีไม่ต้องหลับตาฉันก็รู้ฉันก็เห็น

เมื่อฉันไปวัดท่าซุง

วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๕ ฉันได้ฝึกสมาธิกับคุณครูอำไพ ฉันเห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ หลายอย่าง น้ำตาฉันไหลออกมามากมาย แต่ฉันไม่ได้ร้องไห้นะ มันไหลเอง คุณครูว่าไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ปล่อยให้ไหล และฉันก็เห็นเทวดา นางฟ้ามากมาย

ฉันเห็นพระพุทธเจ้า เห็นหลวงปู่ปาน หลวงปู่ฤาษี ท่านปู่ท่านย่า และแม่ศรี ทุกท่านดีใจหมดเลย คุณครูว่าหลวงปู่ฤาษียังมีชีวิตอยู่ที่วัดท่าซุง ฉันอยากเห็นตัวท่านจริงๆ แล้วฉันก็ได้ไปวัดท่าซุง เมื่อวันที่ ๑๔ – ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ฉันเห็นคนมากมาย เทวดา นางฟ้า ก็มากเหมือนกัน

ท่านทักว่า สวัสดี ทุกๆ คน ดีใจที่พบกันอีก คุณครูพาฉันไปกราบหลวงปู่ใหญ่ มีผู้ใหญ่บางคนบอกว่าเป็นรูปปั้น ฉันเถียงเบาๆ ว่า “ใช่รูปปั้นที่ไหน ดูซิหลวงปู่ขยับตัวไปมายิ้มให้ฉัน ยื่นมือมาลูบหัวและพูดว่า ดีใจที่ลูกหลานมากันเยอะแยะ”

แล้วจึงไปกราบหลวงปู่ปาน หลวงปู่ปานใจดีมาก ทักทายฉันกับเพื่อนๆ และพูดอะไรหลายอย่าง แล้วไปกราบหลวงปู่สีวลี ท่านก็ทักทายเหมือนหลวงปู่ปาน แล้วจึงไปกราบหลวงปู่ขนมจีน ท่านใจดีมาก ให้เงินฉันหนึ่งบาท แต่ก็มีคนขอไป คุณครูขอน้ำมนต์ของหลวงปู่ด้วย

ฉันก็เห็นหลวงปู่พรมน้ำมนต์ให้พวกเราทุกตน จากนั้นก็พากันเดินไปเรื่อยๆ พบพระพุทธรูปในวัดก็เคลื่อนไหวได้ทุกองค์ ทักทายฉันทุกองค์ ฉันยกมือไหว้หมด ฉันไปที่ท้าวมหาราช ท่านก็ทักทายฉัน และให้เงินฉันอีก ๑ บาท

ท่านว่าตัวท่านจะไปไหนท่านเดินเสียงดัง เพราะท่านตัวใหญ่ ใครทำอะไรให้ลูกหลานเป็นอะไรได้เห็นดีแน่ๆ ฉันจึงขอบคุณท่าน ต่อมาหลวงปู่ฤาษีลงมารับแขก ฉันได้อยู่ใกล้ๆ หลวงปู่ฤาษี

ฉันเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ด้านซ้ายหลวงปู่ฤาษี แม่ศรีนั่งอยู่ด้านขวา หลวงปู่ปานคอยดูแลหลวงปู่ฤาษี ตอนที่หลวงปู่ปานให้เงินฉันนั้น ฉันนั่งสมาธิอยู่ หลวงปู่ปานใช้เทวดานำเงินมาให้ฉันครั้งแรก ๑ บาท ครั้งที่ ๒ ได้อีก ๒ บาท

บางคนว่าฉันเสกเงินได้ แต่ฉันว่าไม่ใช่ ฉันนั่งเฉยๆ หลวงปู่ใช้คนมาให้ ฉันขอของอื่นๆ ก็เหมือนกัน มีคนมาให้ฉันเอง ท่านแต่งชุดเทวดา เรื่องราวของวัดท่าซุงยังมีอีกเยอะแยะ แต่ฉันเล่าไม่หมด ตอนนี้ฉันเมื่อยมือแล้ว ฉันขอจบเพียงเท่านี้ค่ะ

เมื่อฉันลอยได้

ตั้งแต่ฉันไปกราบหลวงปู่ฤาษีที่วัดท่าซุงมา ฉันทำสมาธิทุกวันและขึ้นไปฟังเทศน์ข้างบนด้วย พอฟังเทศน์จบก็มีหลวงปู่หลายองค์มาสอนวิชาความรู้ให้ สอนหนังสือที่พระพุทธเจ้าองค์ปฐมให้ ท่านสั่งว่าให้เรียนตั้งแต่หน้า ๑๒ ไปถึงหน้าหนึ่ง วิชาแรกที่ฉันเรียนจบคือการเรียกเงิน

สอนโดยหลวงปู่ปาน วิชาที่สองคือการเรียกของต่างๆ สอนโดยหลวงปู่สด และวิชาที่สามกำลังเรียนอยู่คือการลอยไปในที่ต่างๆ สอนโดยแม่ศรีกับหลวงปู่ฤาษี วิชาลอยตัวนี้ ตอนแรกเรียนกันหลายคน ต่อมาเหลือ ๓ คน คือ ฉัน ด.ญ.พัชรภรณ์ ขอดแก้ว, ด.ญ.สุมาลี, ด.ญ.อำพร

ขณะที่กำลังเรียนอยู่ฉันลอยได้เป็นคนที่หนึ่ง ครั้งแรกที่ฉันลอยได้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร ลอยขึ้นต้นไม้ที่โรงเรียน เพื่อนๆ ของฉันตกใจหมด ต่อมาครั้งที่ ๒ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ประมาณ ๘ โมงเช้า ฉันกำลังเล่นอยู่ในบ้าน ไม่มีใครเห็น

แต่ฉันเห็นแม่ศรีมาชวนฉันไปและจับมือฉันพาลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า มองเห็นหมู่บ้านของฉันเป็นหลังเล็กๆ สักครู่แม่ศรีก็พาฉันลงมาที่บ้าน พอดีกับแม่ฉันเรียกกินข้าว ครั้งที่ ๓ เมื่อเช้าวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๓๕ ประมาณ ๖ โมงเช้า ฉันกำลังจะลุกจากที่นอนอยู่แล้ว

แม่ศรีก็มาหาและพูดว่าไปเถอะ ท่านจับมือฉันแล้วก็พาลอยลิ่วๆ อย่างรวดเร็วขึ้นไปบนท้องฟ้า คราวนี้ลอยสูงมากจนเห็นตกในเชียงใหม่หลังเล็กนิดเดียว และลอยไปเรื่อยๆ จนถึงวัดท่าซุง ลอยอยู่เหนือวัดท่าซุงสักครู่ แม่ศรีก็พากลับบ้าน พอดีถึงบ้านฉัน

มีเพื่อนชื่อว่า ยุ้ย ยืนมองฉันอยู่ เขาบอกว่าตอนไปซื้อของเดินผ่านมาเห็นลอยขึ้นหายไปเลย พอซื้อของเสร็จเดินกลับมาก็เห็นฉันลอยลงมาจากฟ้าแว้บเดียวยืนอยู่บนดินแล้ว เขาก็ไปเล่าให้คนอื่นๆ ฟัง มีผู้ใหญ่คนหนึ่งขอถ่ายรูปและให้ฉันลอยให้ดู แม่ศรีไม่อนุญาต

ถึงแม้จะถ่ายไว้ก็จะไม่มีภาพออกมาให้เห็น และฉันก็ไม่กล้าลอยไปเองไกลๆ เพราะฉันกลัวและยังเรียนไม่จบบทเรียน แต่ถ้าลอยในระยะใกล้ๆ ก็ได้ เช่น ฉันลองจับมือของ ด.ญ.อำพร ลอยขึ้นจากพื้นสูง ๑ เมตร แล้วข้ามสระปลาที่บ้านของ ด.ญ.อำพร ไปมา ๒ – ๓ รอบ มีเพื่อนๆ ของฉันยืนดู

ความจริงแล้ว ฉันเห็นคนหลายคนไปฝึกวิชากับหลวงปู่เหมือนกัน แต่ก็เรียนไม่จบเพราะอ่านตำราไม่จำ บางคนก็อ่านผิดๆ ถูกๆ เลยเรียนไม่จบ อย่างเช่น ด.ช.วัชชิรพล เขาเรียนได้แต่การเรียกเงิน เพราะเรียนง่ายกว่าวิชาอื่น มีคาถาอยู่ไม่กี่คำ

พอเขาไปเรียนวิชาอื่น อ่านตะกุกตะกักอยู่นั่นแหละ เขาจึงเลิกเรียนไปเลย วิชาที่เรียนทั้งหมดจะเขียนด้วยภาษาบาลีหรือภาษาพระตัวงอๆ คดไปคดมา ก็ไม่รู้ว่าฉันอ่านได้อย่างไร ฉันรู้แต่เพียงว่า พอฉันขึ้นไปข้างบน ตำราอะไรฉันก็อ่านออกหมด บางทีฉันอยากอ่านหนังสือที่พระพุทธเจ้าให้หมดทั้งเล่ม

เรื่องราวของบนสวรรค์นั้นมีมากมาย ที่ฉันเขียนขึ้นนี้เพียงนิดเดียว บางเรื่องก็ไม่สมควรบอกให้ทราบ เพราะหลวงปู่บอกว่าคนยังมีกิเลสมากเดี๋ยวเขาจะบาปมากขึ้น ฉันจึงขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อนคะ

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 28/6/11 at 14:11 [ QUOTE ]


54

หลวงปู่ฤาษีของฉัน


เด็กหญิงสุมาลี ปัญโญ


....วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๕ คุณครูอำไพบอกว่าใครอยากไปเที่ยวสวรรค์บ้าง ฉันยกมือทันที เพื่อนอีกหลายคนก็ยกมือ คุณครูบอกว่า สวดมนต์ไหว้พระก่อน แล้วบอกให้ทุกคนอย่ารังแกคนอื่น ไม่ลักขโมยใคร ไม่แย่งของรักของชอบคนอื่น ไม่พูดโกหก ไม่กินของที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วคุณครูก็ถามว่า “เห็นใครบ้าง?” ฉันเห็นหลายๆ คนแต่งตัวแปลกๆ แต่ไม่รู้จัก

...ครูจึงแนะนำว่าองค์ใหญ่คือพระพุทธเจ้า มีหลวงปู่ปาน หลวงปู่สด หลวงปู่ฤาษี ท่านปู่ ท่านย่า แม่ศรี ทุกท่านมีร่างกายเป็นแก้วหมด ท่านพาเหาะไปตามสวรรค์ชั้นต่างๆ พาไปดูสถานที่ท่องเที่ยวบนสวรรค์ สิ่งที่ไม่ได้พบก็ได้พบได้เห็น บางวันบนสวรรค์ก็จัดงานสนุกๆ มีของเล่นมากมายเยอะแยะไปหมด ฉันไปเที่ยวทุกวัน บางวันหลวงปู่ฤาษีก็เล่านิทานตลกให้ฟัง หลวงปู่ใจดีมาก

...บางวันหลวงปู่สดก็เล่านิทานให้ฉันฟัง และเสกยาให้ฉันด้วยเวลาไม่สบาย หลวงปู่ฤาษีสอนฉันหลายอย่าง เช่นไม่ให้ทำความชั่วทุกอย่าง เพราะจะทำให้เสียสมาธิ หลวงปู่พาฉันไปเที่ยวแดนเนรมิตด้วย พอกลับหลวงปู่ก็ยังให้รางวัลเป็นเงินเป็นของบ้าง ฉันดีใจมากที่สุดที่หลวงปู่สอนฉันและช่วยเหลือฉันมาตลอดเวลา จะทำอะไรนึกถึงหลวงปู่ก็มาหาทุกครั้ง ฉันรักหลวงปู่มากและจะทำแต่ความดีตลอดไป

หลวงปู่ปานสอนวิชาเรียกเงิน

ฉันได้ฝึกมโนมยิทธิกับคุณครู ไปเที่ยวภพต่างๆ ตลอดจนดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ตามท้องฟ้าจนเบื่อแล้ว หลวงปู่ปานก็บอกฉันกับเพื่อนๆ ว่า “พวกเธอต้องไปเรียนวิชาความรู้กับฉัน”
แล้วพาไปที่เขาไกรลาส ซึ่งอยู่ห่างจากเขาพระสุเมรุมาก เขาไกรลาสสูงไม่เท่าเขาพระสุเมรุ แต่เขาไกรลาสมีความสวยงามกว่า มีดอกไม้ มีที่เล่นมากมาย เทวดานางฟ้าเต็มไปหมด

หลวงปู่ปานพาฉันเข้าไปในวิหารแก้ว เห็นคนนั่งรออยู่เต็มวิหาร หลวงปู่นำกราบพระ ๓ ครั้ง แล้วให้ทุกคนสวดมนต์ แบบที่พระสวดกันยาวๆ น่าแปลกมาก ฉันและเพื่อนๆ สวดได้เต็ม และพร้อมเพรียงกันกับคนอื่นๆ ด้วย พอสวดจบหลวงปู่ปานก็แนะนำให้รู้จักคุณครูทั้งหมด

มีมากมาย เช่น หลวงปู่ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่ฤาษีของเรา หลวงปู่สด หลวงปู่แหวน หลวงปู่วัดพระบาทตากผ้า หลวงปู่ฤาษีขาว แม่ศรี ทุกๆ ท่าน และอีกหลายท่านบอกไม่หมด ทุกๆ ท่านเก่งๆ ทั้งนั้นเลย แล้วนักเรียนที่มาเรียน ก็ไม่ได้เป็นเด็ก กลับเป็นผู้ใหญ่ตัวเท่าๆ กันหมด

แยกไม่ออกว่าใครเด็กใครผู้ใหญ่ เป็นพระ เป็นคนธรรมดา หรือเทวดาที่มีกายทิพย์ รู้แต่ว่าเป็นผู้หญิงผู้ชายเท่านั้น ตัวฉันเป็นเด็กในโลกมนุษย์ แต่พอขึ้นไปอยู่ข้างบนก็เป็นผู้ใหญ่หมด ต่อจากนั้นหลวงปู่ปานก็สั่งให้ทุกคนที่มาเรียนทำสมาธิ ภาวนาว่า “นะมะพะธะ” หรือ “พุทโธ” ก็ได้

ด.ญ.พัชราภรณ์ใช้ “พุทโธ” แต่ฉันใช้ “นะมะพะธะ” ภาวนะไปจนใจสงบ หลวงปู่ปานจึงให้อ่านหนังสือวิชาที่จะเรียน เริ่มจากวิชาที่ฝึกง่ายๆ เช่น วิชาเรียกเงินและสิ่งของต่างๆ จากครูบาอาจารย์ พอเริ่มอ่านฉันก็อ่านไม่ออกเสียแล้ว หลวงปู่สดจึงมาสอนอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ

พออ่านใหม่บางคำก็ยังติดอยู่ อ่านยาก หลวงพ่อองค์หนึ่งก็มาช่วยสอนอ่านอีก ท่านว่าให้มีสติ มีสมาธิ จึงจะจำได้แม่นยำ ภาษาที่เรียนเป็นตัวหนังสือโบราณเก่าแก่มาก ดูคล้ายๆ ภาษาจีน ต้องอ่านจากข้างหลังมาหาข้างหน้า หลวงปู่ปานสั่งให้ท่องจนขึ้นใจ

ใครดื้อมากๆ หลวงปู่ก็ใช้ไม้เท้าเคาะหัว ฉันเห็นหลวงปู่ที่เป็นครูสอน เข้าไปประกบนักเรียนคนอื่นอีก บางคนไม่มีความอดทน ก็แอบหนีไปเที่ยวตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะพวกเด็กผู้ชาย พอกลับมาหลวงปู่ก็จะลงโทษ จนบางคนหนีไปเลยเรียนไม่จบ ตามปกติหลวงปู่เป็นคนใจดีมาก แต่ในเวลาเรียนท่านจะดุมาก

หัดทดลองวิชา

เมื่อทุกคนท่องพระคาถาได้แล้ว หลวงปู่ก็ให้ฝึกทดลองวิชา ตอนทดลองวิชานี่นะคะ คุณครูทุกท่านมาช่วยกันลุ้นให้กำลังใจ พอไม่สำเร็จท่านก็บอกให้เริ่มต้นใหม่ ให้ตั้งใจ มีสติ ทำใจให้มีสมาธิ อย่าหวั่นไหว อย่ากลัว

ฉันเห็นทุกท่านมีเมตตา คอยเอาใจช่วยอยู่ใกล้ๆ ก็มีกำลังใจอีก ทั้งมีเพื่อนๆ มาช่วยปรบมือเชียร์อยู่ข้างๆ ฉันจึงตั้งใจมากขึ้น และขึ้นไปฝึกอยู่ ๓ วันจึงสำเร็จวิชานี้ ท่องพระคาถายาวตั้ง ๓ หน้า เวลาหลวงปู่นัดให้ไปเรียนต้องให้ตรงเวลา ถ้าผิดเวลาไป ๕ – ๖ นาที ต้องถูกลงโทษไม่มียกเว้น

ไม่ว่าคนหรือเทวดา บางวันฉันเผลอลืมขึ้นไป หลวงปู่ยังมาตามถึงบ้านเลย ต่อมาหลวงปู่ให้ทดลองวิชาในโลกมนุษย์ ฉันทำได้ทุกครั้งที่มีสมาธิดี วันไหนสมาธิไม่ดีก็ไม่ได้ ฉันลองดูแล้วถ้าไม่มีสมาธิ ลองขอเงินหลวงปู่ใช้ หลวงปู่มาเหมือนกัน ก็ขอท่าน พอท่านหย่อนเงินลงมาที่มือฉัน เงินก็เด้งกลับ ท่านให้อีกเด้งกลับอีกอยู่ ๒ – ๓ ครั้ง

หลวงปู่ว่า “อย่าเอาเลย โง่อย่างนี้ ปล่อยให้อดตายไปเลย นี่แนะ... เอาไม้ตะพดไป๊!” แทนที่จะได้เงิน ฉันกลับได้มะกรูดลูกเบ้อเร่อ... ในตอนต่อไปฉันจะเล่าเรื่องเรียนวิชาที่ ๒ วิชาตัวเบา สามารถลอยไปที่ไหนก็ได้ ด้วยตัวดิบๆ ของเรานี่แหละค่ะ

ฝึกเหาะกับหลวงปู่ปาน

เมื่อเรียนวิชาเรียกเงินเรียกของจบแล้ว หลวงปู่ปานบอกว่า “ยังมีวิชาต่างๆ อีกมากมาย พวกเธอจะเรียนไหม?”
ฉันกับเพื่อนๆ รีบยกมือขึ้นตอบว่า “เรียนค่ะ”
หลวงปู่ว่า “งั้นไปกันเลย จะได้ไม่เสียเวลา”

หลวงปู่พาไปที่ภูเขาหิมาลัย เป็นสถานที่ไกลมากที่สุดที่ฉันเคยไป และอยู่ห่างไกลจากเขาพระสุเมรุกับเขาไกรลาสมาก เป็นภูเขาแก้วพื้นผิวเรียบ สูงมาก มีสวนดอกไม้เป็นหย่อมๆ สงบเงียบ ไม่มีคนพลุกพล่านเหมือนเขาไกรลาส พอไปถึงหลวงปู่ก็ให้ทุกคนนั่งลงกราบพระ กราบครูบาอาจารย์ชุดเดิม

แล้วสวดมนต์ นั่งสมาธิ ท่องพระคาถา จนจำได้อย่างแม่นยำ ยาวประมาณ ๔ – ๕ หน้า เมื่อท่องพระคาถาจนจำได้หมดแล้ว จึงเริ่มฝึกกระโดดจากขั้นบันได มีทั้งหมด ๒๕ ขั้น
เริ่มกระโดดตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ก่อน ต่อไปก็ขั้น ๒ – ๓ – ๔ – ๕ จากขั้น ๑ – ๕ นี้รู้สึกว่าง่ายมาก กระโดดได้ ๑ ครั้งก็ผ่าน พอขั้นที่ ๖ – ๙ ต้องซ้ำหลายครั้งจึงจะผ่าน

พอขั้นที่ ๑๐ ขึ้นไปเริ่มยากขึ้น ต้องใช้ความอดทนและใช้สมาธิมากขึ้น จนกว่าจะไปถึงขั้นที่ ๒๐ ใครที่ผ่านมาถึงขั้นที่ ๒๐ นี้ได้นับว่าเก่งมาก เพราะจากจำนวนผู้ที่ไปฝึก ๑๐๐ คน จะผ่านขั้นนี้ได้อย่างมากประมาณ ๑๕ คน ส่วนมากพอถึงขั้นที่ ๒๐ ก็จะถอยกลับกันหมด เพราะฝึกหนักมาก ต้องยอมตายกันเลย

ฉันว่า “เอ้า... ตายเป็นตาย”
หลวงปู่ก็บอกว่า “ต้องควบคุมกำลังใจให้มีสติอยู่ตลอดเวลา”
จึงไม่มีเวลาคิดถึงอย่างอื่นเลย ไม่สนใจใครทั้งนั้น เหมือนกับว่าเราอยู่คนเดียวอย่างนั้นแหละ ทั้งๆ ที่ผู้คนอยู่รอบๆ ตัวเรามีมากมาย

ถึงเวลาฝึกนี่มันมองไม่เห็นใครเลย ตั้งหน้าตั้งตาฝึกอย่างเดียว พอกลับจากการฝึกทุกครั้ง ฉันจึงนอนหลับปุ๋ย... ไปเลย ด้วยความอ่อนเพลีย การไปฝึกกับหลวงปู่ในวันธรรมดา ฉันกลับจากโรงเรียนรีบทำการบ้าน รับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ประมาณ ๑ ทุ่ม หลวงปู่มารับ

พอ ๒ ทุ่มหลวงปู่มาส่ง ถ้าเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์ ฝึกเกือบตลอดวัน คือตั้งแต่ ๘.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น. แต่พอถึงพักเที่ยง หลวงปู่ก็ให้มารับประทานอาหาร
แม่ฉันยังบอกว่า “ระยะนี้ทำไมกินจุจังเลย”
ฉันบอกว่า “ทำงานหนักจ้ะแม่”

แม่ฉันว่า “เอ๊ะ! วันๆ หนึ่งก็ไม่เห็นทำอะไรนี่นา”
ฉันก็ได้แต่ยิ้มลูกเดียว

ทดลองวิชาเหาะ

ฉันเรียนอยู่ได้ ๑๕ วันก็ผ่านวิชานี้ ฉันภูมิใจมาก นึกไม่ถึงว่าฉันผ่านมาได้อย่างไร ตัวเบามาก วันต่อมาหลวงปู่ให้เหาะ ระหว่างเขาหิมาลัยกับเขาไกรลาส ได้ ๒ เที่ยว แล้วฉันก็มาทดลองฝึกด้วยตัวดิบๆ ของฉันบนโลกมนุษย์

ฉันฝึกเหาะที่บ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้าน เพราะเงียบดีและไม่มีคนเห็น ปรากฏว่าข้ามได้สบายมาก ต่อมาลองนึกดูว่า ถ้าฉันขึ้นบ้านชั้นบนโดยไม่เดินขึ้นบันไดจะได้ไหม ฉันก็ยืนอยู่สักครู่ กำลังยกขาขึ้นหนึ่งก้าว แว้บเดียว... ฉันก็ยืนอยู่ชั้นบน ฉันนึกจะลงไปชั้นล่าง พอก้าวขาปั๊บ! ก็ลงมาอยู่ชั้นล่างอีก

วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ประมาณ ๖ โมงเช้า ฉันตื่นนอนแล้วมานั่งตัดกระดาษเล่น หลวงปู่ปานมาชวนไปเที่ยว ฉันบอกว่า “ไปค่ะ”
ตัวฉันก็ลอยขึ้นในท่านั่งทะลุหลังคาบ้าน ขึ้นไปสูงมาก จนเห็นบ้านหลังนิดเดียว และเห็นเมืองเชียงใหม่หมดเลย

ลอยไปพบกับ ด.ญ.พัชราภรณ์ กับแม่ศรี จับมือกันอยู่บนอากาศ หลวงปู่ปานบอกว่า จะพาไปดูวัดท่าซุง แว้บเดียว... ก็มาถึงเหนือวัดท่าซุง มองลงมาเห็นยอดวิหารลิบๆ ส่องแสงว้อบแว้บๆ เต็มไปหมด แล้วหลวงปู่ก็พากลับ เกือบจะถึงบ้านอยู่แล้ว หลวงปู่พาฉันลงหลังคาบ้านใครไม่รู้

ฉันบอกหลวงปู่ว่า “นี่ไม่ใช่บ้านหนูค่ะ”
หลวงปู่ว่า “อ้อ... ลืมไป”
แล้วก็พาฉันลงมาที่บ้านตามเดิม ไปกลับประมาณ ๕ – ๖ นาที

แม่ฉันถามว่า “ตะกี้แม่เรียกทำไมไม่ตอบ”
ฉันเงียบเพราะฉันไม่อยู่ จะตอบได้ยังไง แม่จึงว่า “ต่อไปให้ตอบดังๆ จะได้รู้ว่าอยู่ที่ไหน”
วันต่อมาหลวงปู่บอกฉันว่าให้ไปตรงโน้นนะ และเหาะนำไปเห็นหลังไวๆ

ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ฉันก็เหาะตามไป เห็นหลวงปู่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้กวักมือให้ลง พอฉันลงปั๊บ! หลวงปู่ว่า “ไปละนะ ขอให้โชคดี”
ฉันตกใจหมด ตายล่ะ... ทิ้งเราอยู่คนเดียวหรือนี่ ไม่เห็นคนสักคน แล้วเราจะกลับบ้านยังไง

ฉันจะร้องไห้อยู่แล้ว ก็ได้ยินเสียงแม่ศรี แว่วๆ มาว่า “ใช้สมาธิสิลูก”
ฉันได้สติก็นั่งลงหลับตา ทำสมาธิจนนิ่งแล้วนึกถึงบ้าน แป๊บเดียว... ฉันก็ลอยกลับมาลงที่บ้านของฉันได้อย่างปลอดภัยค่ะ

ll กลับสู่สารบัญ


55

เมื่อฉันฝึกมโนมยิทธิ


เด็กหญิงอำพร ภูเขา


....ครูให้ฉันกับเพื่อนๆ ฝึกสมาธิเวลาพักตอนบ่าย คุณครูเล่าเรื่องการทำความดีต่างๆ แล้วให้หลับตาทำสมาธิ สักครู่หนึ่งครูก็ถามว่า “เห็นใครบ้าง?” ฉันเห็นหลายคนแต่งชุดแก้วหมด แต่มีอยู่คนหนึ่งตัวใหญ่กว่าใครและมีแสงออกรอบๆ ตัวมาก คุณครูบอกว่าพระพุทธเจ้า แล้วให้กราบทุกๆ คน

...คุณครูแนะนำให้ฉันรู้จักหลวงปู่ปาน หลวงปู่ฤาษี ท่านปู่ท่านย่า ท่านแม่ศรี ท่านพาฉันไปดูสวรรค์ชั้นต่างๆ ชั้นพรหมและไปเมืองพระนิพพาน
...คุณครูถามว่า “ชอบใจที่ไหนมากที่สุด”
...ฉันตอบว่า “ชอบพระนิพพาน”

...เพราะฉันดูชั้นต่างๆ ที่ผ่านมาถึงจะสนุกมาก มีสถานที่ท่องเที่ยวมา ก็ยังสู้ที่แดนนิพพานไม่ได้ ดูมีความสงบร่มเย็น มีความสุขกายสุขใจมาก ทุกๆ ท่านบนนี้ก็ใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ศรีของฉัน สวยงามที่สุดไม่มีใครเท่า และยังเก่งอีกด้วย แม่ศรีแปลงร่างเป็นเจ้าหญิงก็ได้ เวลาแม่ศรีแปลงร่างก็ยืนอยู่บนดอกบัว

บางทีแม่ศรีก็มีไม้วิเศษไว้ปราบผีที่ไม่ดี ส่วนหลวงปู่ฤาษีนั้นบางครั้งก็ใจดี บางครั้งก็ดุ ฉันเห็นหลวงปู่ดุเทวดาแล้ว เสียงดังมาก ฉันตกใจหมดเลย แต่กับฉันหลวงปู่ยังไม่เคยดุ ท่านสั่งสอนให้ฉันนั่งสมาธิและเล่านิทานของจริงให้ฟัง สนุกมาก นิทานของหลวงปู่เป็นเรื่องจริง เห็นภาพด้วย ฉันรักหลวงปู่มาก

ถึงหลวงปู่จะดุคนอื่นฉันก็ไม่กลัว ฉันจดจำทุกอย่างที่หลวงปู่สอนฉันได้หมด และฉันก็จะทำแต่ความดีเพื่อจะไปอยู่ที่พระนิพพาน ฉันรักพระนิพพาน แม่ศรีบอกฉันตลอดเวลาว่า “อดทนนะลูกนะ” ฉันยังจำได้ดีและจะอดทนตามที่แม่ศรีบอก

ll กลับสู่สารบัญ


56

เรียนวิชาแพทย์


เด็กชายดนตรี บุญเพิ่มพูน


....ผมชื่อเด็กชายดนตรี บุญเพิ่มพูน เป็นนักเรียนชั้น ป.๔ ของโรงเรียนบ้านบวกเปา อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ครูใหญ่ชื่อนายเกตุ เขื่อนจินดาวงศ์ ผมได้ไปฝึกมโนมยิทธิครั้งแรกโดยคุณครูวิไลพรพาไปฝึกกับคุณครูอำไพ สุจนิล ที่โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนของผมประมาณ ๑๐ กิโลเมตร

...ครั้งแรกที่ไปฝึก เพื่อนและพี่ๆ ตั้งแต่ชั้น ป.๒ ถึง ป.๖ เขาได้กันเยอะ แต่ผมก็ไม่เห็นอะไรเลย แต่ผมก็ไม่ย่อท้อ พยายามฝึกอีกโดยนั่งสมาธิเองที่บ้าน และที่โรงเรียนในตอนเช้าและกลางวันที่ห้องพระของโรงเรียน และในวันศุกร์ชั่วโมงจริยะ ส่วนในวันเสาร์วันอาทิตย์คุณครูพานักเรียนที่ฝึกได้ ไปฝึกทบทวนที่วัดโขงขาว

...ผมก็ไปด้วย เวลาผมเห็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เขาฝึกได้ เขาคุยกันอย่างสนุกสนาน ถึงสิ่งที่เขาได้ไปพบไปเห็น และเขานำเพชร พลอย เงินเหรียญบาท ล้อคเก็ตกระดิ่งที่เขาเสกได้ เขาก็นำมาให้คุณครูและเพื่อนๆ ดู ยิ่งทำให้ผมตั้งใจฝึกมากยิ่งขึ้น รวมเวลาที่ผมใช้ความพยายามตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม เกือบสี่เดือนเต็ม

ผมก็สามารถฝึกวิชามโนมยิทธิได้ คุณครูชมผมว่าเป็นตัวอย่างของความมานะพยายาม ทำให้เพื่อนผมที่ท้อเพราะยังฝึกไม่ได้ ก็พยายามฝึกใหม่จนได้อีกหลายคน โดยดูผมเป็นตัวอย่าง เมื่อผมฝึกได้ประมาณ ๑ อาทิตย์ ผมกำลังขายขนมในห้องสหกรณ์ของโรงเรียน ผมกำลังยืนพิงหน้าต่าง แบมือออกไป พอผมหุบมือเข้ามา ปรากฏว่า เป็นเงินใบละสิบบาท ๑ ใบ

เพื่อนๆ และผมนั่งสมาธิตรวจดู ปรากฏว่าหลวงปู่ปานท่านให้ผม ผมดีใจมาก วันที่ ๒๕ สิงหาคม คุณครูจะพาพี่ ป.๔ ป.๖ ไปกราบหลวงปู่ฤาษีที่วัดท่าซุง ผมก็อยากไป พอดีพี่บางคนเขาไม่ได้ไป คุณครูเลยให้ผมไปแทน ตอนนั้นผมฝึกได้อาทิตย์กว่าๆ จิตใจยังส่ายสมาธิยังไม่ค่อยดี ผมก็ได้มากราบหลวงปู่ที่วัด

ตอนลงรถคุณครูพาผมไปกราบพระรูปครูบาอาจารย์หลายองค์ พอผมกราบหลวงพ่อขนมจีน หลวงพ่อพรมน้ำมนต์ให้ผมจนหยดน้ำติดเสื้อผ้าเป็นจุดๆ ๒ คนกับพี่เอ็ด แต่คนอื่นไม่เป็น ภาพซ้อนของครูบาอาจารย์ทุกๆ องค์ท่านยิ้ม และทักทายผมและทุกคนที่มา ผมดีใจมาก ไปกราบพระ ๔ พระองค์ด้วย เมื่อผมได้กราบตัวจริงของหลวงปู่ฤาษี ผมดีใจมากที่สุดในชีวิต

ผมได้ถวายสังฆทานกับท่าน และที่นี่ผมได้พบกับท่านแม่ศรี ซึ่งผมนั่งสมาธิดูทราบว่าท่านเป็นแม่ของผมในสมัยพุทธกาล และผมยังได้พบกับเพื่อนในสมัยพุทธกาลอีกท่านหนึ่ง ท่านทั้งสองได้ให้เงินผมคนละ ๑๐๐ บาท และผู้ใจบุญให้เงินผมอีก ๒ ท่านๆ ละ ๑๐๐ บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน ๔๐๐ บาท ผมได้นำเงินนี้ไปให้แม่และพ่อที่บ้าน

พ่อและแม่ผมดีใจมาก ส่วนเงิน ๑๐ บาทที่หลวงปู่ปานท่านให้ แม่ผมก็นำไปใส่กรอบเก็บไว้บูชาที่บ้าน ตอนที่ผมนั่งรถมาวัดท่าซุงขามาคุณครูอำไพนั่งข้างหน้า ผมเห็นเทวดามากันเต็มรถ และเห็นสัมภเวสีเกาะอยู่ข้างๆ หน้าต่างประตู และตามถนนก็มีแต่สัมภเวสี ผมก็แผ่เมตตาให้ สัมภเวสีไม่กล้าทำอะไร ขากลับคุณครูอำไพไม่ได้กลับด้วย

แต่ผมเห็นกายทิพย์ของหลวงปู่ฤาษีนั่งขัดสมาธิลอยอยู่ในรถ ตั้งแต่วัดท่าซุงจนถึงเชียงใหม่ พอถึงประตูบ้านคุณครู หลวงพ่อก็หายไปเลยครับ ทีแรกผมไม่ทราบว่าเป็นใคร เพราะแสงสว่างจากท่านจ้ามากจนผมแสบตา ไม่สามารถมองดูด้วยตาเนื้อได้ และผมก็หลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง จนกระทั่งคราวหลังผมกลับไปเที่ยววัดท่าซุงอีกด้วยกายทิพย์ ไปกราบท่าน

ท่านว่าทำไมไม่ทักทายกันบ้างในวันนั้น หลวงปู่คงเป็นห่วงพวกผมที่เป็นนักเรียนและคุณครูทั้ง ๒ ท่านที่กลับด้วยกันก็ยังไม่ได้มโนมยิทธิเลย ท่านเลยมาส่งจนถึงบ้าน ผมกราบขอบพระคุณมากครับ เมื่อผมมาถึงบ้านผมก็ฝึกมโนมยิทธิทุกวัน ผมได้ขึ้นไปฝึกวิชากับครูบาอาจารย์บนสวรรค์ ผมขึ้นไปฝึก ๔ แห่ง คือที่หลวงปู่ปาน พระอุปคุต แม่ศรี และพระปัจเจกพุทธเจ้า

ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านเคยเป็นพ่อของผม ผมได้ลูกแก้วจากท่านแม่ศรี แหวนจากพระพุทธเจ้า ลูกปัด ดาบพรหมเพชร พรหมพลอย หลวงปู่ปานบอกว่า ถ้าผมเรียนจบแล้วให้ไปฝึกวิชากับพระพุทธเจ้าต่อ ตอนเช้าของวันที่ ๗ กันยายน คุณครูให้นั่งสมาธิก่อนเรียนหนังสือ พอแผ่เมตตาเสร็จ

ผมขอให้คุณครูให้เพื่อนๆ นั่งสมาธิต่ออีก เพื่อไปรับของวิเศษจากครูบาอาจารย์บนสวรรค์ เพราะแม่ศรีท่านสั่งผมมาบอก เพื่อๆ ผมก็ได้ของวิเศษกันทุกๆ คน มีแตกต่างกันไป เช่น ลูกแก้ว ๑ สี ๒ สี ๓ สี ถ้ามีหลายสีก็หลายประโยชน์ มีอาวุธต่างๆ เช่น ดาบ หอก กระบอง คทา กริช ดาบคู่ จักรเงิน จักรทอง พัดทอง ดอกบัววิเศษ ฯลฯ บางคนได้ของวิเศษไว้ทีท้องตั้ง ๕ อย่าง บางคนก็เอาไว้ที่หน้าผาก

ครูบาอาจารย์ท่านให้ไว้เพื่อปราบมาร แต่เพื่อนผมในห้องทุกคนรวมทั้งผมที่ได้เหมือนกันหมดคือ ผ้าสบงจีวรจากพระพุทธเจ้า จากการที่ฝึกมโนมยิทธิได้ทำให้ผมสามารถเห็นได้ว่า คุณครูประจำชั้นของผมป่วยมีหลายโรค ผมเลยขอพระ ๔ พระองค์ท่านช่วยรักษา คือที่ปอดมีตัวสีขาวๆ ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นมะเร็ง พระท่านก็ผ่ากายทิพย์ของคุณครูและใช้มีดอันเล็กๆ ค่อยๆ ขูดตัวสีขาวๆ ออกจากปอด

และลำไส้ที่ใกล้จะเน่าเป็นสีดำ ท่านก็ตัดออกและต่อกันในกายทิพย์ แต่กายเนื้อของคุณครูไม่เป็นอะไร เมื่อผมบอกคุณครู คุณครูก็บอกว่า ความจริงที่ปอดของคุณครูมีจุดสีดำๆ เคยฉายเอ็กซเรย์ และเคยรักษาดูแล้ว แต่แพ้ยาก็เลยเลิกรักษา ผมก็เลยบอกว่าคืนนี้ ๓ ทุ่ม ให้คุณครูนั่งสมาธิ ผมจะขอแพทย์สวรรค์ไปรักษาให้

พอ ๓ ทุ่ม แพทย์ท่านก็ผ่ากายทิพย์คุณครู แหวะเอาปอดไปจุ่มน้ำสีเหลืองๆ ที่นำมาจากนรก และนำปอดของคุณครูไปย่างไฟ แล้วนำกลับไว้ที่เดิม ผลปรากฏว่าคุณครูอ่อนเพลียและอยากจะอาเจียน หลังจากนั้นคุณครูก็สบายดี คุณครูก็ขอให้ผมช่วยลูกสาวคุณครูที่ผ่าไส้ติ่ง แต่เจ็บแผลไม่รู้จักหายสักที

ผมนั่งสมาธิตรวจดูปรากฏว่ามีสัมภเวสีใช้เล็บยาวๆ ทิ่มแทงเกือบ ๑๐ ตัว ผมเลยของหลวงปู่ปานช่วย หลวงปู่ท่านส่งเทวดาชั้น ๕ มา ๕ องค์ มาคอยช่วยเหลือจนกว่าเหตุการณ์จะปกติ ปรากฏว่าเทวดาทั้ง ๕ องค์ท่านไม่ยอมเข้าไปในโรงเรียนของพี่ อยู่นอกโรงเรียนรอ เพราะที่โรงเรียนนั้นเป็นโรงเรียนของคริสตัง ไม่มีเทพอยู่เลย

มีแต่เจ้าที่และสัมภเวสี ตอนนี้เทวดาทั้ง ๕ องค์ท่านกลับไปแล้ว แต่ผมเห็นพี่เขาตับอ่อนเริ่มแข็ง มีอาการเจ็บชายโครงเวลาวิ่ง ผมเห็นในสมาธิ ผมเลยขอแพทย์สวรรค์ไปช่วยรักษาให้ตอนเย็น แล้วตอนนี้พี่เขาก็แข็งแรงและสบายดี

ต่อมาคุณครูเทียมตามีอาการปวดทั่วตัว ให้ผมตรวจดู ผมมองเห็นเส้นเอ็นของคุณครูเป็นสีเขียวหมดทั้งตัว คืนนั้นผมก็เลยขอพระ ๔ พระองค์ ไปช่วยรักษา ผมก็พาท่านไปที่บ้านคุณครูแต่ไม่พบ เจ้าที่บอกว่าคุณครูไปนอนเฝ้าคุณแม่ที่ป่วยปวดท้องเป็นก้อนๆ ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ผมก็พาท่านไป

พอไปถึงพระ ๔ พระองค์ท่านก็รักษาคุณแม่ก่อน ท่านผ่ากายทิพย์เอาก้อนเนื้อและนิ่วในถุงน้ำดีออก แล้วรักษาคุณครูทีหลัง ตอนนี้คุณแม่และคุณครูก็หายดี และกลับมาอยู่บ้าน โดยคุณแม่ไม่ต้องผ่าตัดแล้วครับ คุณครูเทียมตาท่านถามว่า แม่ของคุณครูป่วยบ่อยจะมีอายุยืนยาวไหม

ผมบอกว่าสบายมากครับ เพราะเทียนชีวิตของคุณแม่ยังเหลืออีกตั้งครึ่งกิโลกรัม อยู่ได้อีกเป็นสิบปีเลยครับ ตอนนี้คุณแม่อายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว
พอตอนเช้าคุณครูให้นั่งสมาธิผมได้ชวนเพื่อนๆ หลายคนพากันไปดูที่เก็บเทียนชีวิตของแต่ละคน ซึ่งอยู่สุดแดนสวรรค์ต่อเขตกับนรก ผมและเพื่อนๆ จะเข้าไปดูทำยังไงก็เข้าไม่ได้ เด้งกลับมาทุกที

แถมยังถูกแสงเจ็บปวดรวดร้าวไปหมด แม้จะใช้อาวุธที่ครูบาอาจารย์ให้มาก็ยังเข้าไม่ได้ เพื่อผมใช้ลูกแก้วจากแม่ศรีจนร้าวไปหมด พลังก็ไม่มีเหลือ จากที่เหาะได้ก็เลยต้องคลานกลับมาเข้าร่างตัวเอง ต้องใช้เวลาอยู่หลายวันพลังจึงจะกลับคืน และร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม ผมเลยไปกราบเรียนถามท่านย่ามาว่า ทำไมผมเข้าไปดูที่เก็บเทียนชีวิตใกล้ๆ ไม่ได้ แม้ผมจะใช้อาวุธทุกอย่างที่มีอยู่

จนกระทั่งแหวนที่พระพุทธเจ้าให้ก็เข้าไปไม่ได้ ท่านบอกว่าที่นั่นเป็นเขตหวงห้ามใครๆ จะเข้าไปไม่ได้ แต่ท่านให้ผมยืมอาวุธ คือโล่ห์เงินโล่ห์ทอง จึงจะสามารถเข้าไปได้ แต่ผมไม่ได้ใช้หรอกครับ จึงนำไปคืนท่าน ท่านบอกว่ายังไม่เอาคืนฝากผมไว้ก่อน คุณครูเคยถามผมว่า ผมเข้านอนแต่หัวค่ำทุกวัน

แล้วพาครูบาอาจารย์และแพทย์สวรรค์ไปช่วยรักษาคุณครูและคุณแม่ได้อย่างไรในตอนดึกๆ ความจริงแล้วผมสามารถบังคับจิตของผมด้วยญาณแปด ถึงแม้ผมจะหลับแล้ว แต่จิตก็สามารถทำตามที่กำหนดไว้ได้ และผมสามารถเข้าฝันเพื่อนๆ ที่ยังฝึกมโนมยิทธิไม่ได้ เพื่อฝึกสอนเขาในฝันพาเพื่อนไปเที่ยวสวรรค์ เที่ยวนรกได้ ทั้งๆ ที่ผมก็หลับ เพื่อนก็หลับ

จากการที่ผมสามารถช่วยเหลือเพื่อนๆ และคุณครูได้ ก็เพราะผมมีครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐเป็นที่เคารพสักการะสูงสุด คือ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ หลวงปู่ปาน หลวงปู่ฤาษี หมอชีวก ครูบาอาจารย์ทั้งหลายคอยช่วยเหลือ และอบรมสั่งสอน ตัวผมเองไม่มีอะไรดีหรอกครับ นอกจากความดื้อและซน

ผมทำหน้าที่เพียงแต่ว่าคล้ายๆ รถยนต์บรรทุกพาครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปรักษาคนป่วยเท่านั้นเองครับ แต่ผมก็แอบจดจำตัวยา และวิธีรักษาไว้ด้วยทุกครั้ง ผู้ที่ผมจะช่วยเหลือได้นั้นต้องเป็นคนดีนะครับ ถ้าเป็นคนไม่ดี พระท่านก็ไม่ช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคนชั่วทำแต่ความไม่ดีแล้วยังขี้ขออีก ท่านแม่ศรีไม่ชอบ

ถ้าเป็นกฎแห่งกรรม ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็ช่วยไม่ได้ครับ จากการที่ผมฝึกมโนมยิทธิได้ ทำให้ผมสามารทำความดีได้แผ่นทองคำเพิ่มมากขึ้น วิมานของผมก็หลังใหญ่เพิ่มขึ้น หลวงปู่ปานท่านก็ชมผมว่าได้ช่วยชีวิตคนที่เกือบตาย คือครูเทียมตา เพราะว่าวันที่ ๑๔ กันยายน หลังวันเลือกตั้ง คุณครูมาโรงเรียนและบอกผมว่าไม่สบาย หายใจไม่ออก ปวดไปหมดทั้งตัว หน้าตาดำคล้ำ

หัวใจเหมือนถูกบีบใจจะขาดอยู่แล้ว ขอให้ผมช่วย ผมเห็นวิญญาณปอบหลายตัวดุร้ายมาก กำลังรุมกระหน่ำคุณครูด้วยเหล็กแหลมและอาวุธต่างๆ บางตัวไม่มีหัวหิ้วหัวที่ขาด บางตัวควักไส้ออกมา บ้างทำหน้าตาน่ากลัวหลอกหลอน จนน้อง ป.๒ ห้องของคุณครู ซึ่งมีตาทิพย์เหมือนผมวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง

ผมเจรจาขอให้พวกมันออกไปก็ไม่ยอม ตัวหัวหน้าไปพาพวกมันมาอีกเกือบ ๒๐ คน เพราะมันถือว่ามันก็มีวิชาอาคมเหมือนกัน ผมก็เลยขอเพื่อนๆ และพี่ๆ ที่มีอาวุธประจำตัวมาช่วยกัน และผมก็จุดเทียนขอครูบาอาจารย์มาช่วย หลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีก็มาช่วยไล่มันก็ไม่ไป จะเอามีดมาฟันผมและเพื่อนๆ

หลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีเลยจับมัดไว้ บางตัวก็จะเอามีดมาฟันผมและเพื่อน ผมเลยเอาสมเด็จโต้ ...แช่ทำน้ำมนต์ให้คุณครูดื่มและใช้สมเด็จโต้สู้จนพวกมันตายไป ๔ คน ที่เหลือมันก็วิ่งหนีไป ผมก็ส่งวิญญาณโดยแผ่เมตตาให้ บางคนก็มาขอบคุณที่พ้นจากสภาพปอบได้ไปเป็นเทวดา บางคนก็ต้องส่งไปนรก จากการที่คุณครูเทียมตาหายป่วย หายจากถูกปอบทำร้าย

คุณแม่สบายดีไม่ต้องผ่าตัด และคุณครูยังมีโชคจากการขายที่ดิน คุณครูเลยซื้อจักรยาน BMX ให้ผมหนึ่งคันครับ จากการที่ผมฝึกมโนมยิทธิได้ ทำให้ผมระลึกชาติได้หลายสิบชาติ เคยตกนรก เคยอยู่บนสวรรค์ ชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาเกิด ผมเคยอยู่บนสวรรค์ชั้นที่ ๓ ชั้นยามา วิมานของผมบนชั้น ๓ ก็ยังมีครับ และมีอยู่ที่ชั้นพระนิพพานอีก

เมื่อผมไปพบท่านยามา ท่านบอกว่าให้ไปทำความดีมาใหม่ แล้วท่านจะให้ผมขึ้นมาอยู่สวรรค์เหมือนเดิม แต่ผมคงไม่เอาแล้วครับ ชาตินี้ผมขอเป็นชาติสุดท้าย และจะไปพระนิพพานแล้วครับ เพราะชั้นพระนิพพาน วิมานของผมใหญ่โตสวยงามสว่างกว่าของชั้นที่ ๓ ครับ

จะเห็นได้ว่าผมไม่ได้ไปเรียนวิชาเหาะเหิน ล่องหน หายตัว ดำดิน เสกของ ฯลฯ อะไรต่างๆ เพราะผมไม่มีเวลา ส่วนใหญ่ผมเอาเวลาไปเรียนวิชาแพทย์แขนงต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ได้วิชาเหล่านั้นนะครับ ผมได้หมดทุกวิชา เพียงแต่ผมไม่มีเวลาฝึกซ้อมเท่านั้นเอง

หลังจากที่ผมรับอาสาพาครูบาอาจารย์ของผมไปช่วยรักษาคนเจ็บป่วยหลายราย ทำให้ผมได้เลื่อนตำแหน่งจากเทวดาธรรมดาไปเป็นเทพวารุต ที่แปลว่าไวปานลมกรด มีอยู่คืนหนึ่งผมไปตามหาพระอาจารย์ปู่โกมารภัจจ์ เพื่อช่วยรักษาคนไข้ ท่านไม่อยู่ท่านไปที่วัดท่าซุง เพื่อรักษาดูแลหลวงปู่ฤาษีผมก็ตามไป

พอเข้าเขตวัดก็มีจักรขว้างมาเกือบถูกตัวผม หลบเกือบไม่ทันปรากฏว่าเป็นท้าวมหาราช ผมรีบกราบขออนุญาตเข้าเขตวัด พอจะเข้าไปห้องหลวงปู่ก็เหมือนถูกไฟดูดอย่างแรง ผมก็ขออนุญาตอีกถึงเข้าไปได้ ผมรอจนพระอาจารย์ปู่เสร็จธุระ ผมพาท่านไปเชียงใหม่ ท่านว่าเดี๋ยวคนโน้นเรียก เดี๋ยวคนนี้เรียก คนในโลกมนุษย์เจ็บป่วยกันมาก เพราะในอดีตทำบาปกรรมไว้ โดยเฉพาะผิดศีลข้อที่ ๑

พระอาจารย์ถ่ายทอดวิชาแพทย์ทุกอย่างให้ผมจนหมด อ้อ! มีคนอื่นๆ ไปเรียนกับผมด้วย พอเรียนจบผมก็เริ่มรักษาคนที่อยู่ใกล้ตัวก่อน เช่น คุณแม่เจ็บเข่าก็หาย คุณยายก็หาย และผมก็ไปที่วัดโขงขาวก็มีคนเขียนชื่อที่อยู่ พร้อมกับบอกโรคให้ ผมไปรักษาให้ในสมาธิ ส่วนมากจะหายเว้นแต่โรคบางโรครักษาไม่หาย

วันหนึ่งกลับจากวัดก็ไปแวะบ้านคุณครูประจำชั้นของผม พบหลานชายครูถูกตะกรุดสลักชื่อผู้หญิงฝังอยู่ในสมองและมีวิญญาณกำกับอยู่ ผมถามคุณครูว่าจะเอาออกไหม คุณครูว่าเอาออกเถอะ ผมจึงใช้แสงที่มีอยู่ในตัวทำลายลง วิญญาณที่สิงอยู่ก็ออกไปบอกหมอที่ทำ คนทำเขาโกรธมากที่เอาคนมาทำลายอาคมของเขา เขาจึงคิดแก้แค้น

กลางคืนเขาจะมาที่บ้านอีก ผมบอกให้ทุกคนในบ้านคุณครูสวดมนต์ พอถึงเวลาหมอผีมาพร้อมกับอสุรกาย ๘ ตัว จะเข้ามาในบ้าน ผมกับลูกชายครูดันไว้อสุรกายมีแรงมาก กระแทกประตูหลายครั้งก็เข้าไม่ได้ สู้กันประมาณ ๑๐ นาทีก็กลับไป

คืนที่ ๒ หมอร้ายส่งควายธนูมาอีก ตัวโตเท่ารถบรรทุก ตาแดง มีแรงมาก วิ่งมากระแทกประตู แต่กระดอนกลับ เพราะคุณครูเอายันต์เกราะเพชรมาปิดไว้ตรงประตู พอเข้าประตูบ้านไม่ได้มันก็หันมาจะเข้าประตูข้างๆ ผมคอยทีอยู่แล้วก็ใช้ดาบที่ได้มาฟันคอขาดเลย วิญญาณที่เป็นควายเขาก็เป็นอิสระ

เขาขอบคุณผมที่ช่วยให้เขาพ้นจากอำนาจของหมอผี วิญญาณเขาบอกว่าเขาไม่อยากทำ แต่ถ้าไม่ทำก็ร้อนไปทั้งตัวจึงต้องทำ
คืนที่ ๓ หมอร้ายมาเองเลย พร้อมกับกุมารแดง รูปร่างคล้ายกุมารทอง แต่เครื่องทรงเป็นสีแดง แรงมากกว่าควายธนู กระแทกประตูหลายครั้ง

ผมจึงใช้วิชาที่เรียนมาจากพระสุริยเทพ ใช้นิ้วชี้ไปที่กุมารแดงซึ่งทำมาจากหุ่นฟาง ไหม้หมดเลย เจ้าหมอร้ายแพ้กลับไป แต่คุณครูประจำชั้นจิตใจแย่ลงมาก ผมจึงไปกราบขอหลวงปู่ปานช่วยเจรจาสงบศึก หลวงปู่ก็ไปตอนกลางคืน เจรจาอยู่นาน หมอร้ายไม่ยอม เ

ขาบอกว่าเขาไม่เคยแพ้ใครมาก่อน และไม่เชื่อว่าคนอย่างผมจะทำลายอาคมของเขาได้
คืนที่ ๔ มาอีก ผมก็ไปขอท่านท้าวมหาราชมาช่วย ท่านก็มาแต่ท่านยืนดูเฉยๆ ปล่อยให้ผมรบกับหมอร้ายคนเดียว จนเกือบจะเสียท่าแล้ว ผมฮึดสู้จนมันแพ้กลับไป

คืนที่ ๕ ผมมีความรู้สึกว่าพลังของผมเกือบหมดแล้ว ผมก็ไปขอความช่วยเหลือจากคุณครูที่ฝึกสมาธิให้ผม ท่านให้ของที่มีพุทธานุภาพมาก ผมจึงปราบบริวารของหมอร้ายตายหมด และผมก็เห็นคุณครูที่ฝึกสมาธิให้ผมมาช่วยด้วย จนหมอผีร้ายแพ้กลับไป

คืนที่ ๖ ผมรอจนดึก ประมาณตี ๒ ทุกคนหลับหมด หมอผีก็มา มันใช้อาคมสะกดเพื่อนผมและเทวดาที่บ้าน ปล่อยให้ผมสู้คนเดียว ผมแพ้ครับ ถูกตีที่หัว หมอผีเกือบจะเข้าบ้านอยู่แล้ว พอดีดาวเหนือขึ้นเสียก่อน หมอผีจึงกลับไป ผมเสียท่าคลานไปที่วิทยาลัยพละเชียงใหม่ ไปขอพลังจากท่านพระวิษณุเทพ

ซึ่งท่านแบ่งภาคมาที่นั่น ผมจึงมีแรงกลับถึงบ้าน ตื่นขึ้นมาหัวผมบวมปูดเป็นลูกมะกรูดและเป็นไข้ตลอดวัน
คืนที่ ๗ ผมให้ครูประจำชั้นของผมจุดเทียนเป็นค่ายกล ที่ผมไปกราบเรียนถามพระอุปคุตมา และผมก็ไปตามเพื่อนผมเป็นเทพ ลูกศิษย์พระสุริยเทพมาช่วยกันหลายท่าน คราวนี้หมอผียกมาเป็นกองทัพเลย

มีหมดทั้งกุมารแดง อสุรกาย วิญญาณต่างๆ ผมรีบไปเพิ่มพลังจากท่านเอราวัณข้างบน กำลังผมดีขึ้นมากจึงได้ต่อสู้กับพวกนั้นอย่างดุเดือด เทวดานางฟ้าก็มาดูกันเยอะแยะ ผมคิดว่าท่านคงมาให้กำลังใจผม ที่ไหนได้จะมาดูว่าถ้าผมแพ้จะมาเอาเครื่องบรรณาการคืน ผมเสียดายของมีค่าเหล่านั้น

เลยฮึดสู้จนหมอนั่นแพ้ แต่ผมไม่ฆ่าเขา ปล่อยกลับไป และได้ส่งวิญญาณอสุรกาย ภูตผีต่างๆ ไปตามทาง บางคนก็ไปสวรรค์ บางคนก็ไปผุดไปเกิด บางคนก็ไปรับกรรมในนรก ทุกคนมาขอบคุณที่ผมช่วยให้พวกเขาให้เป็นอิสระจากหมอร้ายตัวนั้น การที่ผมไปสู้รบกับพวกเหล่าร้ายนั้นมันเหนื่อยมากครับ ผมเพิ่งทราบว่ามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น

คือให้คนป่วยที่ถูกคุณไสยไปรดน้ำมนต์กับพระที่มีคุณธรรมสูงก็ได้ อาคมต่างๆ ก็จะถูกทำลาย คนป่วยก็จะหาย การที่ผมรักษาคนและรบชนะ บนสวรรค์ก็เลื่อนตำแหน่งให้ผม จากเทพวารุตเป็นเทพเจ้าอัตตารุต เมื่อวันที่ ๑๗ – ๑๘ ตุลาคม ผมได้ไปร่วมทำบุญทอดกฐินที่วัดท่าซุง

ผมเห็นพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ เทพเจ้าทั้งหลาย พากันมาร่วมทำบุญในงานกฐินมากมาย ผมได้พบกับเพื่อนๆ ที่เป็นเทวดาชั้นต่างๆ และเล่นด้วยกันสนุกสนานมาก มีผู้ใจบุญมอบเงินให้เป็นทุนการศึกษาของผมกับเพื่อน มีหลวงลุงที่วัดให้พระแก้วไว้บูชา ได้น้ำมันชาตรี ได้มีดหมอชาตรีไว้รักษาคนด้วย รายชื่อผู้ป่วยที่ผมได้รับ ผมก็ไปรักษาให้ในสมาธิ

ระยะแรกในต่างจังหวัดนี่ยังหลงทางหลงซอยอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้ชำนาญเส้นทางแล้วครับ ตอนที่ผมมาวัดท่าซุง ผมรู้จักกับพี่บัญชา นักเรียนบ้านแม่เตาไหชั้น ป.๖ ขอให้ผมช่วยรักษาให้แม่ที่เป็นโรคปวดหัว ผมก็ไป พอตอนกลางคืนผมไปด้วยกายทิพย์ ตอนเป็นกายทิพย์นี่เป็นร่างของเทพผู้ใหญ่

พี่บัญชาก็เป็นร่างเทพผู้ใหญ่ ต่างคนก็ต่างจำกันไม่ได้ เลยสู้กันใหญ่ เข้าบ้านพี่บัญชาไม่ได้ พี่บัญชาไม่ให้ผมเข้า เจ้าที่ก็มาห้ามบอกว่าคุณสองคนจำกันไม่ได้หรือ คนนี้ชื่อดนตรี คนนี้ชื่อบัญชา แล้วเราสองคนก็หัวเราะกัน แต่แหมพี่บัญชานี่มีกำลังมาก ทำเอาผมเกือบแย่...

เวลาผมมีปัญหาอะไรผมก็ไปกราบเรียนถามพระอาจารย์ของผมบนสวรรค์ ท่านก็จะแนะนำให้คำตอบหมด มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมรักษาคนไข้ที่จำเป็นต้องใช้สมุนไพรบนสวรรค์ ซึ่งผมไม่มี ผมเห็นของพระอาจารย์ปู่โกมารภัจจ์มีมาก ท่านกำลังคิดค้นยารักษาโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งอยู่ ผมไปที่ไว้สมุนไพรของท่านและไม่มีใครอยู่

ผมจึงถือโอกาสหยิบเอามารักษาคนไข้ของผม วันต่อมาท่านเรียกผมไปพบ และจับตัวผมส่งไปให้หลวงปู่ปาน หลวงปู่เทศนาอบรมผมเรื่องการหยิบยืมของโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของตั้ง ๒ วัน ๒ คืน จนผมเข็ด หลังจากที่ผมได้ตำแหน่งเทพเจ้าอัตตารุตแล้ว ผมก็ทำหน้าที่ของผม

อีกไม่นานก็จะได้เลื่อนเป็นตำแหน่งเทพเจ้าสิงหรุต เดี๋ยวนี้ผมทราบแล้วว่า เทพเจ้าทั้งหลายจะได้เข้าชั้นพระนิพพานนั้นยากเท่าๆ กับเทพธรรมดา เพราะเทพเจ้ามีภาระหน้าที่ช่วยเหลือมนุษย์และมีภาระอื่นๆ อีกหลายอย่างตามตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละท่าน ถ้าผมรับตำแหน่งใหม่ก็ต้องเลิกรักษาคน เพราะตำแหน่งใหม่งานหนักขึ้น คงไม่มีเวลารักษาคน

ผมก็ไปกราบขอคำปรึกษาจากหลวงปู่ปาน หลวงปู่บอกว่าเป็นถึงเทพเจ้าแล้วจะต้องคิดและตัดสินใจเอาเอง ผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อนเพราะโรคภัยไข้เจ็บก็ยังมีมากอยู่ ผมจึงได้ความคิดขึ้นมาแล้วว่าจะทำอย่างไรดี ต่อมาผมทราบข่าวที่ทำให้เสียใจมากๆ จนแทบตกจากเก้าอี้

คือการมรณภาพของหลวงปู่ฤาษีของผม ผมรีบไปกาบร่างหลวงปู่ที่วัดท่าซุงทันที เห็นทั้งคนทั้งเทวดากำลังร้องไห้ ผมเองก็กลั้นไว้เกือบไม่อยู่ ในงานบำเพ็ญกุสลทุกๆ คืนที่ผ่านมาผมก็ไปทุกวัน มีพระพุทธเจ้าองค์ปฐมเสด็จมาเป็นประธานทุกๆ วัน บนสวรรค์ไม่ค่อยมีใครอยู่ เงียบเหงาผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังพบหลวงปู่ทุกวันบนพระนิพพาน

ระยะนี้พวกผมก็โดนพวกผีปีศาจร้ายเล่นงานหนัก มาท้าตีท้าต่อย ต่อสู้กันอยู่ทุกวัน เขาต้องการทำลายคนดี และไม่ต้องการให้ใครทำความดี อยากให้ไปเป็นพวกเขา คอยกลั่นแกล้งทำร้ายผู้คน พวกบริวารของหัวหน้าปีศาจมีฤทธิ์มากเหมือนกัน ผมก็สู้ได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก แต่ตัวหัวหน้าผมยังสู้ไม่ได้ รอให้ผมได้ตำแหน่งเทพเจ้าสิงหรุตก่อน ฝีมือจึงจะเท่ากัน

ถ้าผมรับตำแหน่งใหม่เมื่อใด ผมต้องเลิกรักษาคน เพราะผมจะต้องทำหน้าที่อื่น เพื่อป้องกันพระพุทธศาสนา ตามหน้าที่ของบนสวรรค์ท่านจะกำหนดให้ ครูบาอาจารย์ของผมมีหลายท่านคือ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย และเทพเจ้าอีกหลายท่าน

ทีแรกผมคิดว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ อีก ผมจะสร้างบารมีเพื่อไปรออยู่ที่ชั้นดุสิต แต่เหตุการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไป ตัวผมเองก็คงจะต้องเปลี่ยนไปด้วยครับผม

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 6/7/11 at 16:05 [ QUOTE ]


57

การฝึกมโนมยิทธิ


เด็กหญิงสุนทรีย์ ชัยดารา


...เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๓๕ คุณพ่อของหนูได้พาหนูไปฝึกมโนมยิทธิที่วัดโขงขาว โดยมีคุณครูอำไพ สุจนิล เป็นผู้ฝึกให้ มีผู้ใหญ่และเด็กๆ ฝึกกันหลายคน หนูฝึกได้ คุณครูพาหนูไปเที่ยวสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น และพรหมอีก ๒ – ๓ ชั้น แล้วคุณครูก็พาขึ้นนิพพาน

...จากนั้นมาหนูก็มาฝึกกับคุณครูทุกเสาร์ – อาทิตย์ ผลจากการฝึกมโนมยิทธิ หนูขอเล่ารวมๆ กันเป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ จากที่ไปพบมามากมาย หนูไปเที่ยวสวรรค์เขตที่ ๑ จาตุมหาราชา หนูได้ไปกราบท่านปู่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านปู่ทั้ง ๔ นี้รูปร่างของท่านออกสีทองอ่อนๆ สวยสดงดงามมาก เขตที่ ๒ ดาวดึงส์ โดยไปกราบพระพุทธเจ้าที่พระจุฬามณีเจดียสถาน กราบท่านปู่ท่านย่า หลวงพ่อ ท่านแม่

...และขอชมพระเขี้ยวแก้วและพระเกศาของพระพุทธเจ้า ลักษณะของพระเขี้ยวแก้วและพระเกศาเป็นเพชรระยิบระยับสวยสดงดงามมาก พระเขี้ยวแก้วจะมีมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าประสูติมาแล้ว เขตที่ ๔ ดุสิต หนูไปกราบหลวงปู่ปาน ท่านปู่พระศรีอาริยเมตไตรย (คือองค์เดียวกับท่านปู่ครูบาศรีวิชัย) ซึ่งจะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ วิมานของท่านปู่ทั้งสองสวยงามมาก เป็นมณฑปประดับด้วยแก้ว

ต่อจากนั้นหนูไปพรหมเขตที่ ๑๖ คือ เขตอกนิษฐ์สุทธาวาส ไปเที่ยวแดนเนรมิต หนูไปเล่นชิงช้าสวรรค์ทองคำ ต่อจากนั้นหนูก็ไปที่วิมานของหลวงพ่อพระราชพรหมยานที่บนพระนิพพาน วิมานของหลวงพ่อท่านสวยสดงดงามมาก มากกว่าที่วิหารร้อยเมตรเป็นล้านๆ เท่า ต่อจากนั้นหนูก็ไปนั่งสมาธิที่วิมานของหนู

และสมเด็จองค์ปฐมท่านบอกว่า อย่าโลภมากเพราะทำให้มีกิเลสมาก และยังทำให้ตกนรก แล้วหนูก็ขอบพระคุณท่าน กราบขอขมาและลาท่านลงมา

หลวงปู่ปานสอนฌาน ๑ – ๔ และญาณ ๘

หลวงปู่ได้พาหนูไปฝึกฌาน ๑ – ๘ ที่ป่าหิมพานต์ ซึ่งอยู่ในเขตพรหมชั้นที่ ๕ โดยหลวงปู่ให้หนูไปนั่งสมาธิที่สะดือน้ำตก ใกล้ๆ กับท่านปู่อุปคุต โดยใช้เวลา ๘ วัน หนูก็ฝึกฌาน ๑ – ๔ สำเร็จ แล้วหลวงปู่ท่านก็ให้หนูฝึกเข้า-ออกฌาน ๑ – ๔ ให้คล่อง เมื่อคล่องดีแล้ว หลวงปู่ท่านก็สอนญาณ ๘ คือ

๑. ทิพจักขุญาณ มีตาทิพย์
๒. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์
๓. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ใด ที่มาเกิดนี้มาจากไหน
๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่เกิดมาแล้วในกาลก่อนได้

๕. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตที่ล่วงมาแล้วได้
๖. อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในกาลข้างหน้าต่อไปได้
๗. ปัจจุบันนังสญาณ รู้เหตุปัจจุบันของคนสัตว์สิ่งของสถานที่ได้ตามความเป็นจริง
๘. ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลกรรมของคนและสัตว์ได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต
หลวงปู่ให้ทบทวนใช้ให้คล่องอยู่เสมอ

หลวงปู่สอนวิชาอภิญญา

ต่อมาหลวงปู่ปานได้สอนวิชาอภิญญาให้หนูมากมาย ขอยกตัวอย่างเช่น วิชาเสกของ เหาะ สลาตัน ดำดิน ทะลุกำแพง เป็นต้น วิชาต่างๆ นี้จะต้องได้รับอนุญาตจากหลวงปู่เสียก่อนจึงจะใช้ได้ หนูขอยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อน ไว้คราวหน้าหนูจะเขียนมาอีก

การฝึกวิชาต่างๆ กับหลวงปู่ปาน

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ หนูได้ไปเรียนวิชาเหาะกับหลวงปู่ปาน โดยหลวงปู่พาหนูไปฝึกที่ป่าหิมพานต์ โดยหลวงปู่ให้หนูท่องคาถา แล้วหลวงปู่ก็ทำให้ดู และหลวงปู่ก็บอกว่าให้เอ็งลองไปทำที่บ้านดู หลังจากนั้นหนูได้ลองเหาะ โดยใช้กายเนื้อของหนูเหาะจากที่บ้านไปยังวัดโขงขาว

๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ หนูได้ใช้กายเนื้อของหนูเหาะไปประเทศอินเดีย โดยมีหลวงปู่พาไป ประเทศอินเดีย บางที่ที่หนูไปเจอะสกปรกมาก หลวงปู่ได้พาหนูเหาะไปลงที่วิหารมหาโพธิ ซึ่งมียอด ๓ ยอด มียอดใหญ่ ๑ ยอด ยอดเล็ก ๒ ยอด และหนูก็เหาะไปชมสถูปชื่อ ธัมเมกขสถูป ซึ่งมีลักษณะไม่มียอดแหลมๆ

คือยอดข้างบนคล้ายกับบาตรคว่ำ แล้วหนูก็เหาะไปดูปรินิพพานวิหารที่เมืองกุสินารา แล้วหลวงปู่ก็พาหนูเหาะไปดูประตูเมืองเก่าของเมืองนิวเดลีด้วย ประตูนี้มีเสาเหล็กสีดำอยู่ใกล้ๆ สุดท้ายหลวงปู่พาหนูเหาะไปที่โคนต้นโพธิ์ที่ลุมพินีที่ประเทศเนปาลด้วย แล้วจึงกลับบ้าน

๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ วันนี้หนูนึกว่าหลวงปู่จะพาไปฝึกวิชาเหาะ แต่หลวงปู่สอนวิชาเสกของให้ โดยหลวงปู่ทำให้ดูซ้ำๆ กันหลายครั้ง แล้วหนูก็ทำได้ มีวันหนึ่งหนูลืมเอาเงินไปโรงเรียนเลย ไม่มีค่ากับข้าว หนูเลยเสกเงิน ๓๒ บาท โดยหนูเอาออมทรัพย์ ๒๒ บาท กิน ๕ บาท แล้วเอามาใส่บาตรพระที่บ้าน ๕ บาท แล้วหนูก็ขอบพระคุณหลวงปู่

๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ หลวงปู่พาหนูไปฝึกวิชาดำน้ำที่สระอโนดาต แล้วหลวงปู่ให้นั่งสมาธิ พอนั่งเสร็จหลวงปู่ก็พาเหาะด้วยกายเนื้อไปที่แม่น้ำฮวงโหในประเทศจีน แล้วหลวงปู่ได้เนรมิตเด็กผู้หญิงตัวขนาดเท่าหนู แล้วหลวงปู่บอกว่า ถ้าใครดำถึงพื้นก่อนกันข้าจะให้รางวัล ปรากฏว่าเสมอกัน หลวงปู่จึงให้พระคำข้าวเป็นรางวัล

๓ มิถุนายน ๒๕๓๕ หนูได้ฝึกวิชาดำดินกับหลวงปู่ โดยหลวงปู่พาหนูไปฝึกดำดินที่สวนมิสกวัน และสวนปารุสกวัน เสร็จแล้วหลวงปู่ให้หนูไปลองทำที่บ้าน หนูได้ลองดำดินดูจากที่บ้านของหนูไปถึงที่น้ำแม่กลาง ซึ่งห่างจากบ้านหนูประมาณ ๑ กิโลเมตร ตอนไปโผล่ตอนแรกหนูไม่รู้ว่าเป็นแม่น้ำ หนูรู้สึกเย็น พอไปอีกหน่อยก็ถึงแม่น้ำหนูตกใจ จึงกลืนน้ำไป ๓ อึก หลวงปู่หัวเราะและพูดว่า ดูดีๆ สิเอ็ง ก่อนจะโผล่ควรดูให้ดีๆ สิแล้วเอ็งค่อยโผล่

๖ มิถุนายน ๒๕๓๕ หลวงปู่สอนวิชาเดินบนน้ำ หลวงปู่พาไปที่แม่น้ำเจ้าพระยา หลวงปู่ทำให้ดูก่อน หนูบอกหลวงปู่ว่าน้ำตรงนี้เหม็น ไปแม่น้ำอื่นดีกว่า หลวงปู่พูดว่า ข้าให้เอ็งเรียนที่นี่เอ็งอย่าบ่น ถ้าเอ็งบ่นเดี๋ยวโดนดีแน่ หนูยังบ่นต่อไป หลวงปู่เลยยันหนูตกลงแม่น้ำเจ้าพระยา หนูก็เลยใช้วิชาดำน้ำ

พอขึ้นมาหลวงปู่ถามว่าเอ็งเข็ดไหม หนูบอกว่ายังไม่เข็ด พอหลวงปู่ได้ยินจะเอาเท้ายันอีก หนูพูดว่าเข็ดแล้วจ้า เข็ดแล้วจ้า หลวงปู่พูดว่า เออ ดีแล้ว ข้าปราบเอ็งมาทุกชาติ ชาตินี้เอ็งยังซนอยู่หรือ แล้วหลวงปู่ก็ลองให้หนูเดินบนน้ำ หนูก็ทำได้ หนูดีใจมาก แล้วหลวงปู่ก็พากลับบ้าน

๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ หนูได้ขึ้นไปฝึกวิชาสลาตัน หลวงปู่ให้หนูทำดูตามตัวอย่างที่หลวงปู่ได้ทำให้ดู หนูก็ทำได้ วิชาสลาตัน เวลาหมุน ตัวของเราก็หมุนด้วย ตัวของหนูหมุนขึ้นหมุนลงหมุนซ้ายหมุนขวา เมื่อฝึกเสร็จแล้วหลวงปู่บอกว่าอีก ๒ วัน ให้มาทบทวนวิชาสลาตันพร้อมวิชาเหาะ แล้วหนูก็ลาหลวงปู่ลงมา

๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ หนูได้ขึ้นไปทบทวนวิชาเหาะก่อน วันนี้เหาะได้รวดเร็วกว่าเดิม หลวงปู่บอกว่าแกก้าวหน้ามาขึ้น ดีนะ หลวงปู่ก็ให้ทบทวนวิชาเหาะ สลาตัน วิชาดำดิน หลวงปู่พูดว่า วันนี้พอแค่นี้ก่อน เพราะข้าทบทวนให้แกมากกว่าทุกวัน แกไปพักผ่อนได้ หนูลงมาก็ง่วงนอน แล้วตอนนั้นหนูเป็นหวัดหายใจไม่สะดวก หายใจทางปาก

พอดีจิ้งจกถ่ายอุจจาระเข้าปากหนู หนูก็แปลกใจว่า เอ๊ะ ที่อื่นก็มีทำไมต้องถ่ายอุจจาระใส่ปากเราด้วย หนูก็ใช้จิต ไปถามจิ้งจก จิ้งจกพูดว่าหมั่นไส้แกว่ะ หนูเลยไม่สนใจอะไร เลยขึ้นไปหาหลวงปู่แทน เห็นหลวงปู่นั่งหัวเราะก๊ากๆ อยู่ที่วิมานของหลวงปู่

๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ หลวงปู่พาไปทบทวนวิชาเหาะโดยหลวงปู่ไม่คุม โดยให้เหาะจากบ้านไปถึงยุโรป ๓ เที่ยว แล้วหลวงปู่พากลับบ้าน และบอกให้งดฝึกชั่วคราว
๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ หลวงพ่อ (หลวงพ่อฤาษี) ได้สอนวิชาเสกใบไม้ให้เป็นตะขาบ โดยหลวงพ่อทำให้ดู ๑ รอบ แล้วหลวงพ่อพูดว่าเอ็งลองทำดูซิ หลวงพ่อบอกให้หนูเสก ๓ ครั้ง

ครั้งแรกและครั้งที่ ๒ หนูทำได้ พอครั้งที่ ๓ หนูก็เสกตะขาบไล่หลวงพ่อ หลวงพ่อกระโดดตั้ง ๓ ที แล้วหลวงพ่อพูดว่า เอ็งพอก่อน เดี๋ยวข้าทำให้ดูอีกครั้ง หนูคิดเอาในใจว่าเอาแล้วล่ะกู เจ็บตัวจนได้ แล้วหลวงพ่อก็เสกตะขาบไล่หนู หนูก็กระโดดโหย่งๆ แล้วหนูก็วิ่งไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ หนูโดนตะขาบต่อยที่ก้น

หลวงพ่อพูดว่า ข้าเก็บตะขาบใบไม้ไว้แล้ว แต่ที่เจ้านั่งทับมันแล้วมันกัดเอ็ง นั่นมันเป็นตะขาบจริงๆ พอรู้หนูขนลุกหมดเลย พอดีว่าเป็นตะขาบตัวเล็ก ตอนอยู่ข้างบนก็ไม่รู้สึกเจ็บ พอลงมาก้นเจ็บและบวมไปหลายวัน

ll กลับสู่สารบัญ


58

วันที่เทวดาไม่อยู่บนสวรรค์


เด็กชายธีรยุทธ จันทร์แดง


...เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ เวลาประมาณ ๑๐ โมงเช้า เป็นวันหยุดโรงเรียนเพราะเป็นวันมาฆบูชา ผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ก็ขึ้นไปบนสวรรค์เหมือนทุกครั้ง ผมกำหนดใจไปที่พระจุฬามณี ผมแปลกใจมากเพราะไม่มีใครมารับผมเลย เพราะทุกๆ ครั้งจะมีพระและพี่เทวดา พี่นางฟ้ามารับผม ผมจึงไปที่สวรรค์ชั้นที่ ๑ ก็ไม่มีใครอยู่ มีแต่วิมาน

...จึงไปที่ชั้นที่ ๒ ที่ ๓, ๔, ๕, ๖ และชั้นพรหมทุกชั้นก็ไม่มีใครเหมือนกัน เอ... ท่านเทวดา ท่านพรหม คงไปอยู่บนพระนิพพานกันหมดแน่ๆ จึงตามขึ้นไปบนพระนิพพานก็ไม่มีใครสักคน ท่านพากันอยู่ที่ไหนกันนะ ผมว่างเหงาจังเลย ไปเล่นกับพี่ช้าง พี่ลิงและลุงครุฑที่ป่าหิมพานต์ดีกว่า

พอไปถึงพี่สัตว์ต่างๆ กำลังวิ่งไปไหนกันไม่รู้เป็นแถวๆ เลย แป๊บเดียวในป่าก็เงียบเชียบ ผมจึงไปเที่ยวแดนนรก ไปเห็นปู่พระยายมราชนั่งอยู่คนเดียว
ผมก็เข้าไปกราบแล้วถามว่า “วันนี้ทำไมเงียบกันหมดทั้งบนสวรรค์และผู้คุมนรก”
ท่านปู่บอกว่า “โน่น ไปวัดท่าซุงกันหมด”

ผมถามว่า “วัดท่าซุงที่ไหนครับ?”
ท่านปู่ก็ว่า “วัดหลวงปู่ฤาษีของแกนั่นไง”
ผมจึงตามไปดูที่วัดท่าซุง โอโฮ พากันมาอยู่ที่วัดหมดเลย ผมเห็นหลวงปู่ฤาษีทำพิธีอะไรอยู่ที่เจดีย์แก้วสวยงามมาก นางฟ้าโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองเยอะแยะไปหมด ลงมาถูกคนข้างล่าง

แต่ดูแล้วคนข้างบนมากกว่าที่อยู่ข้างล่างหลายเท่า คือ ข้างบนเต็มเอี๊ยดหมดเลย แม้แต่บนต้นไม้ก็อยู่เต็มไปหมด ผมเกิดมายังไม่เคยเห็นที่ไหนมีพระ มีเทวดา นางฟ้า และคนจริงๆ มากมายอย่างนี้มาก่อนเลย ผมจึงอยากเห็นวัดท่าซุงจริงๆ พอคุณครูอำไพบอกว่าจะพาพวกผมไปกราบหลวงปู่ฤาษีในวันที่ ๑๔ – ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕ นี้ ผมและเพื่อนๆ ดีใจมากที่สุดเลยครับ

ll กลับสู่สารบัญ


59

เรียนวิชาดำดิน


เด็กชายนพดล ต่อกัน


...เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นวันหยุดเรียน เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ผม ด.ช.นพดล ต่อกัน (โจ) นักเรียนชั้น ป.๕ โรงเรียนดอนไชยวิทยา อ.งาว จ.ลำปาง ได้ไปทำงานเพื่อหารายได้พิเศษที่บ้านคุณครูใบบุญ พร้อมกับเพื่อนๆ ๑๐ กว่าคน พอทำงานไปสักระยะหนึ่ง คุณครูสั่งให้หยุดทำงานก่อน จะให้ไปฝึกสมาธิ คุณครูพาไปบนบ้าน แนะนำให้รู้จักกับคุณครูที่จะสอนฝึกสมาธิ ชื่อคุณครูอำไพ

...พอสวดมนต์จบก็ฝึกสมาธิไป จนรู้สึกว่าตัวผมหมุนติ้วๆ พอหยุดหมุนปั๊บ ผมก็เห็นคนเป็นแก้วเยอะแยะเต็มบ้าน ครูบอกว่าตัวใหญ่มากๆ คือพระพุทธเจ้า ต่อมาก็หลวงปู่ปาน หลวงปู่ฤาษี และคนอื่นๆ อีก พอครูบอกให้ไปที่ไหน ก็เห็นตัวอีกตัวหนึ่งของตนเองและเพื่อนๆ แยกออกจากตัวจริงๆ ที่นั่งอยู่

ตัวที่ออกไปนั้นสวยงามเป็นแก้วใสๆ แต่งตัวเหมือนพระเอกลิเก ตัวเบามาก พอนึกจะไปไหนก็ไปเลยเร็วมาก พอไปชั้นที่ ๑ พบเทวดานางฟ้ามากมายยิ้มให้ พบปู่ที่เคยเลี้ยงผมมาตอนเด็กๆ ท่านเพิ่งตาย เข้ามากอดผมแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น บอกขอโทษผมที่ไม่ได้ดูแลให้ดีตอนผมเล็กๆ

ท่านบอกว่า ถ้าผมไม่บวชหน้าศพให้ท่านๆ คงต้องตกนรกแน่ๆ เพราะท่านไม่เคยไปวัด ไม่เคยทำบุญที่ไหน เก็บเงินไว้อย่างเดียว แม้แต่ขนมก็ไม่ยอมซื้อให้กิน และเวลาผมร้องไห้ก็ทุบตีแรงๆ ท่านขอบคุณผมและอีกไม่นานท่านก็จะเลื่อนไปอยู่ที่ชั้นที่ ๒ เพราะว่าผมฝึกสมาธิแล้วท่านก็ได้บุญด้วย

ไปที่ชั้นที่ ๒ ได้พบพ่อของผมที่ตายไปหลายปีแล้ว ตายในประเทศไต้หวัน เพราะไปเป็นคนงานที่นั่น พ่อว่าตายแบบทรมาน เขาส่งแต่กระดูกมาให้ ระยะแรกพ่อว่าท่านร่อนเร่ไปในที่ต่างๆ เพื่อหาของกิน แต่ถูกวิญญาณของชาวต่างชาติรังแกไม่ให้กิน ทรมานมากจนกระทั่งมีเจ้าแม่กวนอิมพาส่งกลับประเทศไทย

กลับมาก็ไม่ได้ไปไหนวนเวียนอยู่แถวๆ บ้าน พอญาติพี่น้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ จึงได้มาอยู่ที่สวรรค์ชั้นที่ ๒ ท่านดีใจที่ผมฝึกสมาธิเพราะท่านได้บุญด้วย ผมได้ไปเที่ยวที่ป่าหิมพานต์อยู่ที่พรหมชั้นที่ ๕ ที่หน้าประตูแก้วจะเข้าป่าหิมพานต์จะมีโต๊ะเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ ๒ – ๓ คน ใจดีมาก คอยแจกบัตร คนที่จะเข้าไปได้ต้องมีบัตรไปเสียบไว้ที่ข้างประตู แล้วประตูก็จะเปิดให้เข้าไปได้

แต่ถ้าไปกับคุณครูหรือไปกับหลวงปู่ก็ไม่ต้องไปรับบัตร ผ่านเข้าไปได้เลย หลวงปู่เส้นใหญ่มาก คุณครูก็เส้นใหญ่เหมือนกันครับ ที่ป่าแห่งนี้สวยงามมาก ต้นไม้มีแสงระยิบระยับ ในป่าหิมพานต์มีสัตว์ทุกชนิดที่โลกมนุษย์ มีท้องฟ้าเป็นสีทองสว่างไสว ก้อนเมฆเป็นแก้วระยิบระยับ ทุกท่านพูดกันด้วยภาษาใจ

ตอนที่ผมกับเพื่อนๆ ไปถึงครั้งแรก สัตว์ต่างๆ พากันวิ่งหลบกันเป็นแถว และมีเสียงร้องออกมาว่า กลัวคนใจร้ายพกอาวุธมาด้วย ไปดีกว่า เป็นเสียงของนกแก้ว พอออกจากสมาธิครูให้ค้นตัวผมและเพื่อน พบหนังสะติ๊กเหน็บที่เอวเพื่อน ๔ คน

รอบบ่าย คุณครูฝึกสมาธิอีก พาไปแดนนรก เห็นคนถูกลงโทษลักษณะต่างๆ กัน สาเหตุที่ถูกลงโทษเพราะได้ทำความผิดไว้สมัยที่เป็นคน พอออกจากสมาธิ เพื่อนๆ ของผมพากันนำหนังสะติ๊กไปทิ้งกันหมด เพื่อนผมคนหนึ่งเดินร้องไห้กลับบ้านไปตลอดทาง บอกว่าสงสารตามาก เพราะพบตาถูกทรมานในนรก

ตอนเย็นคุณครูพาไปพบหลวงปู่ปานที่ชั้น ๔ เพื่อขอเรียนวิชา หลวงปู่ว่าวันนี้ยังไม่สอน เพราะทุกคนใช้สมาธิมาเกือบตลอดวัน วันพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ วันต่อมาหลังจากเลิกเรียน ทำการบ้านและรับประทานอาหารเย็นแล้ว พวกผมนัดทำสมาธิที่บ้านเพื่อน

หลวงปู่ปานกับหลวงปู่ฤาษีมารับขึ้นไปที่แห่งหนึ่งสงบเงียบมาก ชื่อภูเขาหิมาลัย เป็นภูเขาแก้ว สวยงามมาก ไม่มีในโลกมนุษย์ ไปพบกับผู้ที่มาเรียนคนอื่นๆ เข้ามาทักผมว่า หน้าใหม่นี่ มาจากไหน ผมว่ามาจากลำปาง ครูอำไพ ฝึกสมาธิให้ เขาว่า อ๋อ อาจารย์เดียวกัน เขาว่าเขาเป็นนักเรียนบ้านบวกเปา อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ อยู่ชั้น ป.๔

ผมว่าผมอยู่ ป.๕ เขาว่าอยู่ ป.๔ แต่เป็นรุ่นพี่นะ แล้วเราก็รู้จักคุ้นเคยกัน หลวงปู่ดุว่าคุยกันอยู่นั่นแหละ รีบมาเรียนเถอะ แล้วหลวงปู่ก็บอกชื่อครูบาอาจารย์ทั้งหมดที่มาช่วยฝึกให้มีมากมาย ผมกับเพื่อนเรียนวิชาไม่เหมือนกัน หลวงปู่ปานว่าคนนี้อ่านหนังสือไม่คล่อง ท่องพระคาถาไม่เก่ง ไปเรียนวิชาที่ง่ายๆ ก่อน คนนี้ซนมากไปเรียนวิชาเหาะ

ส่วนเจ้าโจพูดมาก ไปเรียนวิชาถอดหัวใจใส่รูปภาพ หรือวัตถุสิ่งของ แล้วทำให้ของมีชีวิตสามารถเคลื่อนที่ไปไหนๆ ก็ได้ พอผมเรียนจบหลวงปู่ก็สอนวิชาต่างๆ ให้อีกหลายวิชา แต่ที่ผมชอบมากๆ คือ วิชาดำดิน ผมจะเล่าถึงขั้นตอนการเรียนนะครับ คือก่อนจะเรียนวิชาจะถูกทดสอบก่อนจากครูฝึก ผมเพิ่งรู้ทีหลังว่าถูกทดสอบ เพื่อนๆ ของผม ๑๐ กว่าคนขึ้นไปพร้อมกับผม

ก็ถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่แห่งหนึ่ง แล้วท่านก็หายไป สักพักก็มีพายุพัดมาแรงมาก มีก้อนหิน ก้อนหินมายังกับห่าฝน ทุกคนพากันหลบ บางคนร้องไห้ไม่ยอมออกมาจากที่หลบซ่อน ขนาดหลบซ่อนอยู่ก็ยังโดนก้อนหินจนหัวปูดหัวโน ตั้งตัวไม่ทันเลย ใจผมฮึดฮัดขึ้นมาทันที เอาซิวะ มาถึงตรงนี้แล้วถอยไม่ได้แล้วนี่

ผมกำหมัดแน่นตะโกนออกไปว่า มีอีกไหมมาเลยเอาให้ตายไปเลย
สักครู่ลมสงบทุกอย่างเป็นปกติ เห็นครูบาอาจารย์โผล่มาจากไหนไม่รู้ ปรบมือว่าไอ้หมอนี่มันเอาจริง เอ้าไปเรียนได้ มองหาเพื่อนๆ หลบหายไปหมด มีแต่ผมคนเดียว หลวงปู่จึงพาไปสมทบกับชุดอื่น หลวงปู่ให้กราบพระ สวดมนต์ ท่องคาถายาวมาก แล้วให้ทำสมาธิรวมกัน

แล้วผมได้ทำสมาธิซ้อนสมาธิ คือก่อนจะขึ้นมาเรียนผมก็ทำสมาธิ พอมาเริ่มเรียนครูที่สอนก็ให้นั่งสมาธิอีก ครูบอกว่าต้องทำสมาธิเพื่อให้มีกำลังใจเข้มแข็งไม่วอกแวก และทำให้มีสติมั่นคงพบกับเหตุการณ์อะไรจะไม่สะดุ้งกลัว พอทำสมาธิไปจนนิ่งมากๆ ครูสั่งให้หยุด ออกมายืดเส้นยืดสาย คล้ายๆ กับกายบริหารในโรงเรียน แล้วให้ทุกคนยืนนิ่งๆ สูดลมเข้าลึกๆ ๒ – ๓ ครั้ง ชูมือขึ้น

กระโดดขึ้นให้ตัวลอยไปในอากาศ ลำตัวตรง แล้วกลับหัวลงในท่าชูมือ พอถึงพื้นใช้มือยันพื้นไว้ ๒ ข้าง ลำตัวตรง ซ้อมท่านี้จนคล่องหลายๆ เที่ยว ต่อไปเริ่มต้นใหม่ หลวงปู่สั่งต่อไปนี้เอาจริงนะ ทำใจให้นิ่ง กลั้นลมหายใจรวบรวมพลังทั้งหมด แล้วปล่อยพลังไปที่ฝ่ามือทั้งสอง เอา ๓...๒...๑... ผมกระโดดลอยตัวขึ้น กลับหัวลง กลั้นลมหายใจ ปล่อยพลังไปที่ฝ่ามือสองข้าง

เห็นพื้นดินแยกออกเป็นหลุมลึกลงไปเรื่อยๆ เริ่มอึดอัด ลมหายในที่กลั้นไว้ไม่อยู่แล้ว เริ่มหายใจ ผมดำลงไปจนมิดตัว ดินถล่มกลบตัวผม ครูที่สอนช่วยกันดึงผมออกมา เนื้อตัวดำมอมแมม วันนี้ไม่ผ่านครับ วันต่อมาหลวงปู่ให้เริ่มต้นใหม่ ให้สูดลมเข้าออกจนตัวเบา ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น แล้วเริ่มกระโดดขึ้นพลิกหัวกลับอย่างรวดเร็ว

มือยันพื้นไว้นึกในใจว่า เราจะถูกฝังกลางทางหรือเปล่านะ
เท่านั้นแหละ หลวงปู่ปานใช้มือตบเท้าผมป๊าบ แรงมาก จนตัวผมเห็นช่องในดินเป็นรูกลวงลึกลงไปในดิน ดำลงไป พบด่านข้างหน้าเป็นก้อนหินใหญ่มากขวางทางไว้ ผมว่าหินก็หินใช้หัวชนเข้าไปดีกว่าถูกฝัง แล้วตัวผมก็ทะลุก้อนหินไปได้ ใจดีขึ้นมาก

ดำต่อไปเจอด่านงูมาขวางทางไว้ตัวเบ้อเร่อ แถมยังคอยพ่นน้ำใส่หน้าอีก มาทราบทีหลังว่าเป็นพญานาค ผมว่าไหนๆ ก็มาแล้ว ตายช่างมัน หลับหูหลับตาชนเลย จนงูล่าถอยไป จึงดำต่อไปอีก เจอด่านปูอีกแล้ว ไม่ใช่ปูธรรมดา ตัวใหญ่กว่าคนมาก คอยเอาคีมยักษ์ไล่หนีบ ถึงตอนนี้ใครที่ไม่แน่จริงไม่มีทางผ่าน ส่วนตัวผมนั้นผ่านไปได้ชนิดที่หวาดเสียวที่สุดที่เคยฝึกมา

ดำไปเรื่อยๆ พบอีกแล้วด่านท่องน้ำมาขวางไว้หลายสิบท่อง หนาๆ ทั้งนั้นเลย จะผ่านได้ยังไง ผมนึกถึงคำสอนของครูที่เริ่มฝึกมาตั้งแต่ต้นว่า ถ้าพบเหตุการณ์อะไรขอให้มีสติ ควบคุมใจอย่าให้หวั่นไหว เท่านั้นแหละผมใช้หัวชนทีเดียวท่อน้ำแตกกระจาย ผมผ่านได้สบายมาก ทีนี้คงโผล่เสียที ที่ไหนได้เจออีกแล้ว รากไม้ยักษ์ทั้งนั้น ทึบไปหมด ผมเกือบหมดแรงแล้วนะ

ถ้าหมดแรงตรงนี้คงไม่มีใครพบเห็นเราแน่ ผมว่าทนต่อไปเถอะในวินาทีสุดท้ายพุ่งตัวชนรากไม้อย่างแรง ทะลุโผล่ขึ้นมารีบสูดลมหายใจ เอ๊ะ ที่ไหนกันนี่ มีเสียงปรบมือ เสียงเชียร์ดังเจี๊ยวจ๊าว มีผู้หญิงหรือนางฟ้านำน้ำเย็นมาให้ดื่ม นำผ้าเย็นมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ นางฟ้าว่าที่นี่ดาวดึงส์สวรรค์ชั้นที่ ๒ หายเหนื่อยหมดเลย ลืมความตายที่ผ่านมาชนิดเลือดตาแทบกระเด็น

หน้าตาบวมปูด ตัวก็เลอะเทอะมอมแมม อ่อนเพลียทั้งกายและใจ โล่งอกที่รอดชีวิตมาได้ พอผ่านการฝึกคราวนี้ผมเริ่มสนุก ทดลองดำอยู่บนสวรรค์จนคล่องอยู่หลายรอบ แล้วหลวงปู่ปานก็ทำพิธีมอบเหรียญให้ทุกคนที่ผ่านวิชานี้ เมื่อทุกคนเรียนจบแล้ว ก็มีการแข่งขันดำดิน มีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากมายจากโลกมนุษย์ก็มี จากสวรรค์ก็มี เมืองลับแลก็มี

แข่งขันกันหลายระดับ ตามกำลังของผมอยู่รุ่นกลาง ยังมีรุ่นจิ๋วอีก ทางร่างกายนี่โตเท่ากัน แต่กำลังของแต่ละรุ่นจะไม่เท่ากัน กำหนดให้ดำจากภูเขาหิมาลัยไปยังเขาพระสุเมรุ ดูซิครับว่าระยะทางไกลขนาดไหน ผมกำลังใจดีเพราะมีกองเชียร์เยอะ กลุ่มอื่นก็มีเหมือนกัน พวกใครพวกมัน หลวงปู่ปานเป็นประธาน

เทพเจ้าชั้นต่างๆ เป็นกรรมการ การแข่งขันจบลงและตัดสินแล้ว ผมชนะชาวลับแลอย่างหวุดหวิด ติดตามมาที่ ๓ ชาวนวราช ถ้วยรางวัลใบใหญ่มาก สวยกว่าของโลกมนุษย์อีกด้วย ผมดีใจมาก ต่อมาผมทดลองดำดินบนโลกบ้านเรา พอค่ำผมเริ่มแอบไปดำที่หลังบ้าน เที่ยวแรกหัวผมปักลงดินถูกก้อนหินรวบเลย ลงไปได้แค่มือสองข้าง ผมลองใหม่ ดำได้แค่คอ ลองใหม่อีกหลายๆ ครั้งก็ยังไม่มิดตัว

หลวงปู่ว่าดำอย่างนี้ทั้งปีก็ไม่ได้ ถอยมาตั้งหลักก่อน ใช้สมาธิให้มากๆ รวมจิตให้เป็นหนึ่ง ลองใหม่อีกทีซิ! ผมลองดูใหม่ ทบทวนที่ครูบาอาจารย์ถ่ายทอดให้ทั้งหมด จนสมาธิดีเนื้อตัวเบาหวิว ผมกระโดดขึ้นพลิกหัวลงปรื้ดเดียว ผมทะลุผ่านอะไรเยอะแยะทั้งดิน ทั้งหิน ทั้งรากไม้ ทั้งไส้เดือน ทั้งน้ำ โผล่พรวดขึ้นมาพบหลวงปู่ปานรออยู่ เออ! ใช้ได้ เอ้ กลับบ้านได้ละเดี๋ยวผู้ใหญ่ตามหา

ผมไปโผล่ห่างจากบ้านผมประมาณ ๒ กิโลเมตรที่ริมแม่น้ำใต้สะพาน ขากลับผมเดินกลับครับ พลังหมดดำดินกลับไม่ไหว ดีที่เป็นวันเสาร์นะครับ ไม่งั้นไม่ได้ไปโรงเรียนแน่ เพราะเพลียจัดเลยนอนตื่นสาย

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 16/7/11 at 16:13 [ QUOTE ]


60

เด็กอภิญญามาหา


บุษพร (จำปี) คืนคงดี


...สิ่งที่ข้าพเจ้าจะเขียนต่อไปนี้ เป็นการแนะนำจากท่านพระปลัดวิรัช โอภาโส เพราะท่านทราบว่าเด็กชายบัญชา เด็กหญิงจารุณี มาหาข้าพเจ้า จะเรียกว่าฝันก็ได้ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๓๕ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับเด็กทั้งสอง คือเด็กชายบัญชา เด็กหญิงจารุณี แห่งโรงเรียนแม่เตาไห จังหวัดเชียงใหม่ เธอเป็นเด็กที่ฝึกอภิญญาได้ เธอมากราบหลวงพ่อที่ตึกรับแขก และเธอได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เธอได้ไปเที่ยวมา

...มีหลวงปู่ท่านได้นำไปตามที่ต่างๆ และวันนั้นเธอยังไม่กลับ น้องพรนุชจึงชวนเธอทั้งสองมานอนที่วิหารร้อยเมตร และเราได้คุยถึงการปฏิบัติกรรมฐาน เธอบอกว่าหลวงปู่มาสอนการปฏิบัติให้เธอ ถึงการฝึกจิต เธอบอกว่าหลวงปู่มาแนะนำให้เธอตอนกลางคืน ข้าพเจ้าก็ถามว่าทำจิตอย่างไรจึงไปแบบเต็มกำลังได้ เธอบอกหลวงปู่มาสอนให้เธอทำจิตให้ว่างจากกิเลสทั้งปวง และรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ให้ได้ แล้วภาวนา

...เธอบอกว่าตัวเธอภาวนา พุทโธ ก่อนสักครู่ แล้วก็ภาวนา นะมพะธะ เอาจิตจับอยู่ที่ปลายจมูก ไม่สนใจสิ่งใด ตัดทิ้งให้หมดแล้วจิตจะไปได้ พอรุ่งเช้าเธอก็ลากลับเชียงใหม่ และหลังจากที่เธอกลับไปแล้ว ถ้าจำไม่ผิดในราววันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒ค๓๕ คืนนั้นข้าพเจ้าหลับอยู่ จะว่าหลับสนิทก็อาจจะไม่เชิง เพราะมีความรู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้องของข้าพเจ้าทั้งๆ ที่ห้องปิดใส่กลอนอยู่ ข้าพเจ้าก็พลิกตัวกลับมาก็เห็นเด็กผู้ชายวิ่งแวบเข้าไปแอบอยู่ใต้โต๊ะเขียนหนังสือ ข้าพเจ้าก็มีความรู้สึกว่าต้องเป็นเด็กชายบัญชาแน่

ก็เลยถามเธอว่า จารุณีไม่มาด้วยหรือ ก็พอดีจารุณีก็เดินผ่านประตูเข้ามา ในความรู้สึกว่าข้าพเจ้าชวนเธอไปหาน้องพรนุช พอไปถึงเห็นน้องพรนุชกำลังคุยอยู่กับใครอยู่ก็ไม่ทราบ พอหันมาเธอก็กลับไปแล้ว หลังจากนั้นต่อมาเธอก็เขียนจดหมายมาคุยกับเด็กนักเรียนที่เลี้ยงหมา เธอบอกว่าเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๓๕ เธอมาหาเด็กเลี้ยงหมา และเธอบอกมาแหย่และปลุกเรียกเด็กเลี้ยงหมา แต่ไม่มีใครตื่นเลย เธอก็เลยกลับไป

๗ กันยายน ๒๕๓๕
สวัสดีครับพี่อ้อย

พี่อยู่ทางนี้สบายดีหรือเปล่า ส่วนผมสบายดี ผมนึกว่าจะไม่ได้รับจดหมายของพี่เสียแล้ว พอนึกไปนึกมา ครูเด็กเล็กก็เอาจดหมายมาให้ผม พี่ครับทีนี้ พี่ไม่ต้องส่งซองจดหมายมาให้ผมอีก เปลืองเงินพี่ วันที่ ๕ กันยายน ผมก็ไปเที่ยวหาพี่ๆ ผมยังไปยืนข้างๆ พี่เลย ผมเลยจับแขนพี่ พี่ก็ยังเฉย คงหลับสนิทซิท่า แล้วผมยังบีบจมูกพี่ตื่น ผมอยากให้ถึงเดือนตุลาไวๆ ที่พี่เขียนมาว่ารบกวนหรือเปล่า ผมขอตอบว่าไม่รบกวนเลย ฉบับนี้ผมได้ส่งรูปมาให้ด้วย

รักและคิดถึงมากๆ
น้องบัญชา
สุดท้ายนี้น้องขอให้พี่สอบตกก็แล้วกัน จะได้พบกันนานๆ หรือว่าพี่จะไม่ตกก็ตามใจ สวัสดี ตอบมาด้วย

ll กลับสู่สารบัญ


61

เรื่องมโนมยิทธิ


เด็กหญิงวิมลศรี เปรมวัฒนะ


หลวงพ่อแห่งวัดท่าซุง มีพระคุณต่อข้าพเจ้ามากที่นำวิชามโนมยิทธินี้มาสอนแก่ข้าพเจ้า จนทำให้ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวไหนต่อไหนได้ และคุณครูอา ศวิตชาต ก็นำวิชามโนมยิทธินำพวกข้าพเจ้าและเพื่อนของข้าพเจ้า ไปเที่ยวที่พระจุฬามณี ได้กราบพระเขี้ยวแก้วและพระเมาลี ไปเที่ยวสระโบกขรณี สวนนันทวัน สวนจิตรลดาวัลย์ สวนดุสิต ป่าหิมพานต์ และไปดูนารีผล

ไปดูนรกของผู้ผิดศีล ข้อ ๑ – ข้อ ๕
ไปเที่ยวสวรรค์เขตแรก ไปกราบท่านท้าวมาลัย สวรรค์ชั้นต่อไป คือ นิมมานนรดี ไปกราบหลวงปู่ปาน และไปกราบพระศรีอาริยเมตไตรยที่สวรรค์ชั้นดุสิต ไปกราบท่านท้าวยามาที่คุมสวรรค์ชั้นยามา ไปกราบพระอินทร์ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
ไปเที่ยวบ้านตัวเอง (ขณะฝึกที่โรงเรียน) ไปสำรวจในร่างกายตัวเอง

ระลึกชาติว่าก่อนที่จะมาเกิดเป็นคนในชาตินี้เคยเกิดเป็นอะไรมาก่อน
ขอดูชาติที่เคยรวยที่สุด จนที่สุด ขอดูว่าชาติก่อนที่จะมาเกิดเป็นคนรวยที่สุด จนที่สุดเราเคยทำบุญอะไรไว้บ้าง
ดูเหตุการณ์ในอดีตตอนพระนเรศวรกระทำยุทธหัตถี ขอบารมีพระพุทธเจ้าขอเห็นภาพชาวบ้านบางระจัน ขอรับสัมผัสว่าใครได้เกิดในสมัยนั้นบ้าง
ขออาราธนาบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอดูสภาพประเทศไทยในอีก ๑๐ ถึง ๒๐ ปีข้างหน้า ว่าจะเจริญเพียงใด ขอบารมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไดโปรดช่วยให้เห็นภาพอาชีพของแต่ละคนเมื่อโตขึ้นว่าควรจะประกอบอาชีพอะไร

ขอบารมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วยให้เห็นภาพตามความเป็นจริงว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะตายเมื่ออายุเท่าไร เป็นอะไรตาย ก่อนตายมีอารมณ์ใจอย่างไร ถ้าของใครก่อนตายมีความทรมานมากๆ ก็ขอบารมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วยขออย่าให้มีความทุกขเวทนา ให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระนิพพานได้ก่อนตาย
เมื่อเรียนเกี่ยวกับเรื่องจักรวาลและอวกาศ ก็ได้ขอบารมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไปสำรวจดวงจันทร์ ไปดูยานอวกาศของสหรัฐที่ทิ้งไว้บนดวงจันทร์ ไปดูธงชาติของสหรัฐ ไปดูพื้นผิวของดวงจันทร์ ดูสิ่งที่อยู่ในพื้นผิวของดวงจันทร์

ไปดูดวงดวงอาทิตย์และดวงดาวอื่นๆ ว่า ดาวดวงใดมีคนอยู่บ้าง ไม่มีคนอยู่เลยบ้าง
ไปดูรอบๆ โลกของเราว่ามีประเทศอะไรบ้าง แล้วก็ไปอินเดียว ไปดูสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าจะฝึกมโนมยิทธินี้ให้เก่ง เพื่อจะได้ไปเที่ยวให้ได้มากกว่านี้

ll กลับสู่สารบัญ


62

รู้คุณท่านยิ่งรู้ บูชา


ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย


ความตายเป็นธรรมดาโลก อย่าเศร้าอย่าโศก พิโยคพิรี้พิไร
จงหมั่นคิดนึกตรึกไป ให้เห็นจริงใน พระไตรลักษณะสัญญา
จิตเลิกยึดมั่นขันธา เมื่อดับชีวา จะผาสุกในนิพพาน
ท่านพ่อพร่ำสอนลูกหลาย ทุกคืนทุกวาร รักท่านอย่ายึดร่างกาย

พลันท่านจากไปใจหาย สุดแสนเสียดาย มิคลายอาลัยคิดถึง
เฝ้าครุ่นเฝ้าคิดคำนึง ถวิลหาที่พึ่ง ที่หนึ่งในใจเสมอมา
คุณท่านยิ่งกว่าบิดา ผู้ก่อกายา จะหาใดเปรียบเทียบทัน
สุดห้ามวิโยคโศกศัลย์ น้ำตาฝืนกลั้น ท้นถั่นท่วมในใจนอง

ผองคุณพระท่วมท้น ธรณินทร์
ซึมซาบอาบใจจินต์ จรดเกล้า
ตั้งจิตคิดถวายชีวิน บำรุงบาท พระเอย
แทนพระคุณท่านเฝ้า สั่งเช้าสอนเย็น

ยังเห็นหลัดหลัดโอ้ ใจหาย
พระด่วนมาดับสลาย ต่อหน้า
เสียใจมิทันถวาย แทนทด
สนองพระคุณยิ่งฟ้า จิตข้าเสียดาย

คลายโศกค่อยคิดได้ พระจากไปเพียงร่างกาย
คำสอนพร้อมอุบาย ถ่ายทอดไว้ให้บริบูรณ์
ท่านพ่อให้สมบัติ สารพัดมีพร้อมมูล
ทำบุญได้ตรีคูณ พูนเพิ่มต่อก่อบารมี

ท่านเสร็จภาระการ ขนลูกหลานข้ามโลกีย์
นับศิษย์ครบพอดี พ่อจึงลี้หนีสงสาร
วารนี้ท่านมีสุข นิรทุกข์ในนิพพาน
เหล่าศิษย์จักสืบสาน งานด้วยมั่นกตัญญู

รู้คุณท่านยิ่งรู้ บูชา
ลูกกราบอาราธนา พระพุทธเจ้า
พระธรรมอีกสังฆา นุภาพ
เป็นประจักษ์พยานเฝ้า ลูกให้สัญญา

จะรักษาคำสอนบวรสวัสดิ์ จะปฏิบัติกายใจให้ผ่องศรี
จะเทิดทูนคุณงามและความดี จะเพิ่มพูนสามัคคีมีเมตตา
จะทรงอภิญญาจารวัตร จะปกป้องสมบัติพระศาสนา
จะสืบทอดสาธารณะปฏิปทา จะยังประโยชน์ปวงประชาสืบไป

ขอไท้ไตรรัตน์ผู้ เพ็ญบุญ
ขอพระโปรดการุณ แก่ข้า
ขอประสาทพรหนุน สำเร็จ ประสงค์นา
ขอพระเพิ่มพละห้า แก่ข้าโดยธรรม์

สัญญาสาระนี้ ถวายสนอง พระคุณเอย
ลูกจักทำตามลบอง แบบถ้วน
ขอพ่อจุ่งคุ้มครอง กายจิต ลูกนา
ให้อยู่ในดีล้วน ตราบเข้านิพพาน

หลวงพ่อของเรา


ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย


ความตั้งใจที่จะบันทึกประสบการณ์เกี่ยวกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ที่ผู้เขียนได้พบมานั้นมีอยู่บริบูรณ์ และเรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังก็ยังมีอีกมาก แต่เวลาไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าใดนัก เนื่องจากได้ใช้ไปในการจัดทำหนังสือ พระราชพรหมยาน เสียมาก จนกระทั่งเมื่อมาเริ่มทำหนังสือเล่มนี้ก็พบว่า ไม่มีเวลาเสียแล้ว เวลาส่วนแรกนั้นผู้เขียนต้องใช้ในการอ่านแก้ตัดต่อ และปรบปรุงเรื่องต่างๆ ที่บรรดาศิษย์ทั้งหลายส่งมา

แล้วจึงส่งให้คุณนภารัตน์ พิมสาลี เลขาฯ ผู้เขียนพิมพ์ เมื่อเธอพิมพ์เสร็จก็เป็นหน้าที่ของผู้เขียน และคุณวันชัย โสภณสกุลรัตน์ ผู้ช่วยอีกคนหนึ่งของผู้เขียนอ่านแก้คำผิดอีก แล้วจึงจัดรูปเล่ม ลำดับเรื่อง และคัดเลือกรูปใส่ในส่วนหน้าออกแบบปก ทำสารบัญ และดรรชนีผู้บันทึก แล้วจึงเก็บความเรียบร้อย ดังนั้นเวลาที่จะเขียนเรื่องจึงไม่มีเหลือจริงๆ ต้องขอผลัดเป็นเล่มหน้าก็แล้วกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในเล่มนี้

ผู้เขียนขอปรารภเรื่องการเรียกชื่อของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออีกครั้ง ผู้เขียนเคยเขียนลงธัมมวิโมกข์เมื่อหลังวันวิสาขบูชา ปี ๒๕๓๐ ความว่าดังนี้

การเรียกชื่อท่าน

ทุกครั้งที่มีคนเอ่ยถึง หรือเรียกชื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า “ฤาษีลิงดำ” ผู้เขียนไม่เคยชอบใจเลย ชื่อ “ลิงดำ” นั้น เป็นชื่อที่หลวงปู่ปานเรียกลูกศิษย์ของท่าน ก็พวกเราเป็นใครกันเล่าจึงจะไปเรียกท่านอย่างนั้นบ้าง ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง หลวงพ่อบางครั้งก็เรียกผู้เขียนว่า ไอ้เบื๊อกบ้าง ไอ้ด๊อกบ้าง ผู้เขียนมีความรู้สึกปลื้มใจว่าท่านเมตตาเป็นพิเศษทุกครั้งที่ท่านเรียก แต่ถ้าคนอื่นมาเรียกผู้เขียนอย่างนั้นบ้าง อาจจะถูกไล่เตะเอา

เวลานี้หลวงพ่อของเราท่านเป็นเจ้าคุณทรงสมณศักดิ์ ที่ พระราชพรหมยาน พวกเราจะเรียกท่านว่า หลวงพ่อวัดท่าซุง หลวงปู่วัดท่าซุง ก็เรียกตามอัธยาศัย แต่ชื่อที่หลวงปู่ท่านเรียกหลวงพ่อ คนอื่นขออย่าใช้เลยครับ ดูก้ำเกินจริงๆ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ปรารภเกี่ยวกับชื่อ “ฤาษีลิงดำ” ไว้เมื่อ “๑๐ กันยายน ๒๕๑๙ ความว่าดังนี้

เกี่ยวกับชื่อ “ฤาษีลิงดำ”

“มีคนเป็นจำนวนมาก ไม่ทราบประวัติของคำ “ฤาษีลิงดำ” แล้วใช้ความเข้าใจของตนเอง แปลไปในทางที่ตนชอบ เช่น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเขียนลงไปว่า “พระสัปดนมีชื่อเหมือนสัตว์” อย่างนี้ก็มี ความจริงมีอยู่ว่าศิษย์ของอาตมาขอร้องให้อาตมาเขียนบันทึกพฤติการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่ออาตมาบันทึกให้แล้ว เขาก็เอาไปพิมพ์โรเนียวแจกกันอ่าน ต่อมาคุณอรอนงค์ คุณเกษมมาขอไปพิมพ์แจกงานศพคุณหลวงอรรถไกรวัลวที บิดาของเธอ อาตมาก็อนุญาต แต่เนื่องจากบันทึกนี้มีเรื่องของฤทธิ์ต่างๆ ของหลวงพ่อปานผู้มีวิสัยอภิญญา ๖ อยู่ด้วย จึงอาจทำให้เกิดผลร้าย ๒ ประการ คือ

ประการแรก ถึงแม้ว่าฤทธิ์จะเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ และเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกว่าสมควรทำให้เกิดมี เพื่อความเลื่อมใสของผู้อื่น (แต่ไม่ใช่เอาไปเที่ยวแสดงอวดชาวบ้าน) พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็มักจะมีความเคลือบแคลงว่าไม่เป็นของจริง เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะหาว่าอาตมาโกหก ก็ถ้าอาตมาพูดตามความเป็นจริงที่ประสบมา แต่ผู้อ่านหาว่าพระโกหก ผลร้ายก็ย่อมจะเกิดแก่ตัวเขา

ประการที่สอง สำหรับผู้ที่เชื่อ ต่างก็จะพากันมาหาอาตมาด้วยหวังจะให้ช่วยเขาให้เกิดลาภสักการะต่างๆ บ้าง ให้ทำนายทายทักบ้าง ถามถึงบรรดาญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วบ้าง เป็นการลำบากต่ออาตมาเป็นอันมาก

ดังนั้นคณะศิษย์จึงขอไม่ให้ใช้ชื่อจริง ซึ่งอาตมาก็ระลึกถึงหลวงพ่อปาน อาจารย์ของอาตมาที่ท่านเคยเรียกอาตมาจนติดปากว่า “ไอ้ลิงดำ” ส่วน “ฤาษี” นั้นก็ใส่นำหน้าสำหรับแสดงเครื่องหมายว่า เป็นคนและเป็นผู้บำเพ็ญ

โดยสรุป คำนี้เป็นนามปากกาเท่านั้น มิได้ตั้งขึ้นมาเพื่อความหมายอื่นเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความเด่นแก่ตัวเองแต่ประการใด อันที่จริงกลับเป็นเครื่องให้คนเอาไปว่าเสียด้วยซ้ำ ถ้าเจตนาของอาตมาในการใช้นามปากกานี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ ถูกแปลเป็นอย่างอื่น ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้”

ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้ขอร้องอีกครั้งเถิดนะครับว่า ลูกหลานศิษยานุศิษย์ และท่านที่เคารพนับถือในองค์หลวงพ่อพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานทุกๆ ท่าน ขอความกรุณาอย่าเรียกท่านว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ถ้าไม่รู้จะกล่าวถึงท่านอย่างไร ขอให้เรียกท่านว่า หลวงพ่อวัดท่าซุง นะครับ

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top