Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 5/7/12 at 13:31 [ QUOTE ]

"บทความ" จาก..หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่มพิเศษ (ตอนที่ 7 )




ลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๕


จัดพิมพ์โดย..คุณมาลิดา ปานทวีเดช และคุณทวีทรัพย์ ศรีขวัญ

( ลิขสิทธิ์เป็นของ "ทีมงานเว็บวัดท่าซุง" )



สารบัญ

27.
สุวรรณี อัศวกุลชัย
28. ปิโยรส พยางพัฒนาไพศาล
29. จิติมนต์ สกลภาพ
30. วันเพ็ญ ชัยบุญญลักษณ์
31. วันชัย โสภณสกุลรัตน์
32. ปริญญา นุตาลัย



27

รู้จักพระพุทธศาสนา


สุวรรณี อัศวกุลชัย


เป็นลูกศิษย์รุ่นหลัง คือ มาวัดท่าซุงหลังจากหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว ๑ ปี นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา ๙ ปีแล้ว ขอย้อนอดีตความเป็นมาของการมาวัดท่าซุงแห่งนี้ เริ่มจากพี่ที่รู้จักซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อมานานแล้ว แนะนำว่าการฝึกมโนมยิทธิ สามารถเห็นนรกสวรรค์ได้ ถ้าอยากพิสูจน์ต้องไปฝึกเอง ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดถึงพ่อ แม่ พี่สาวที่เสียชีวิตไปแล้ว

อยากรู้ว่าท่านทั้ง ๒ และพี่สาวเป็นอย่างไรบ้าง ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ลำบากหรือเปล่า มีอะไรที่อยากคุยด้วยเยอะแยะมากมาย ก็เลยไปฝึกที่ซอยสายลม แต่ไม่ได้ เพราะสงสัยมากไปหน่อย แต่คิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะฝึกใหม่ ประจวบกับช่วงนั้นใกล้วันอาสาฬหบูชา พี่คนเดิมก็เลยชวนไปวัด จึงไปกับเพื่อนอีกหนึ่งคนซึ่งสนิทกัน ไปไหนไปด้วย โดยนั่งรถบัสที่ทางสายลมจัดไปวัด

สะดวกดี ไปเจอน้องทำงานที่เดียวกัน เป็นเจ้าหน้าที่คุมรถของสายลมก็เลยคุยกัน น้องคนนี้มาวัดนานแล้ว ขอให้ช่วยสอนให้หน่อย น้องก็รับอาสาจะช่วยฝึกมโนมยิทธิให้ที่วัด (กลายเป็นครูฝึกจำเป็น) ก็สอนกันคือวันอาสาฬหบูชานั่นเอง ขณะที่กำลังฝึกในห้องพักที่ ๑๒ ไร่นั้น ข้างนอกก็มีการแสดง เสียงค่อนข้างดัง แต่ในขณะที่ฝึกนั้นไม่ได้ยินเสียงเลย (มานึกได้ตอนหลัง)

เนื่องจากเป็นคนขี้สงสัยเป็นทุนเดิม การฝึกครั้งนี้แปลกกว่าครั้งแรก กล่าวคือ ครูฝึกจำเป็นของข้าพเจ้านำไปๆ ถามว่าสว่างไหม ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ตอนนี้มืด แต่อยากให้สว่างก็สว่าง เป็นอย่างนี้สัก ๒ – ๓ ครั้ง จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง เห็นเป็นแสงสว่างเป็นสีเขียวทั้งหมด แปลกมากเลย ซึ่งมาสอบถามครูฝึกจำเป็นในภายหลัง ได้ความว่า “ท่านปู่พระอินทร์ท่านมาสงเคราะห์”

ตอนนี้มีอะไรก็จะนึกถึงท่าน นึกถึงแสงสีเขียวนั่นแหละ แล้วอีกครั้งในขณะที่ฝึก รู้สึกว่าพระมาลูบหัว แต่ด้วยความคิดที่ว่า พระถูกตัวผู้หญิงไม่ได้ ก็ตอบครูฝึกจำเป็นไปว่าเห็นพระเฉยๆ ไม่ได้ตอบว่าพระมาลูบหัว ครูฝึกจำเป็นจึงพูดว่า “เอ้า พระมาลูบหัวทำไมไม่บอก ท่านไม่ได้มายืนเฉยๆ” เอ๊ะ ทำไมครูฝึกจำเป็นถึงรู้ ก็นึกแปลกในใจ แต่ก็ไม่ว่าอะไร จนฝึกเสร็จ ข้าพเจ้าก็เลยหายสงสัยไปเลย

พอฝึกเสร็จ พี่ๆ ที่อยู่ในห้องบอกว่า “ครูฝึกจำเป็น อดทนดีนะ ถ้าเป็นพี่ๆ คงถีบข้าพเจ้าไปนานแล้ว” เนื่องจากข้าพเจ้ากวนประสาทมากในขณะฝึก เนื่องจากเป็นคนขี้สงสัยมากๆๆ นั่นเอง เวลาตอบคำถามเลยดูเหมือนกวนๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ ถ้าฝึกประจำคงจะได้ดี แต่เนื่องจากภาระทางโลกเยอะ (เป็นข้ออ้างที่ไม่ควรเอาเป็นตัวอย่าง) ก็เลยขาดๆ หายๆ ไปบ้าง

แต่ก็ยังช่วยงานวัดอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ เช่น ช่วยทำหนังสือบ้าง ช่วยงานต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เช่น งานธุดงค์ งานบุญต่างๆ เป็นต้น สำหรับงานธุดงค์ พยายามไปให้ได้ทุกปี ปีไหนดีหน่อย (ช่วยงานวัดเยอะ) เช่นปีหนึ่งช่วยทำพระคาถาใหม่ หลังขดหลังแข็งจนเสร็จ พอฝึกเต็มกำลังก็จะได้ดีหน่อย ได้เห็นสมเด็จองค์ปฐมเสด็จมา สว่าง สวยมาก เป็นครั้งแรกที่เห็น

แต่ก็ยังไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนถ้าปีไหนขี้เกียจก็ไม่ได้อะไร นิ่งๆ สบายๆ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าไม่คิดอะไรเลยท่านก็จะมาสงเคราะห์ให้ แต่ถ้าอยากเห็นก็เป็นกิเลส ก็จะไม่เห็นอะไรเลย ดังนั้นไม่ใช่จะเห็นทุกครั้ง อย่างที่บอก ถ้าดีก็เห็นเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจดี สิ่งที่ได้จากการมาวัดท่าซุง ได้ทำบุญให้กับพ่อ แม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว ได้รู้จักการเป็นคนดี มีศีลธรรม

มีธรรมประจำใจก็คือ “อภัยทานัง อามิสทานัง ชินาติ” ซึ่งแปลว่า การให้อภัยทานย่อมชนะเสียซึ่งอามิสทานทั้งปวง “บุญกุศลอันใดที่ข้าพเจ้ากระทำมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบัน และอนาคต ข้าพเจ้าขอน้อมถวายผลบุญนี้เป็นเครื่องบูชาพระคุณอันไพศาลหาประมาณมิได้

ขอพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ผู้เป็นบูรพาจารย์ ขอพระเดชพระคุณหลวงพ่อโปรดโมทนาผลบุญนี้ ขอจงโปรดอภิบาลรักษาคณะศิษย์ทั้งหลาย ให้ตั้งมั่นและเจริญอยู่ในความดี ตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด”

ll กลับสู่สารบัญ


28

ลูกคิดถึงหลวงพ่อจัง หลงคิดว่าหลวงพ่ออายุ ๑๒๐ ปี


ปิโยรส พยางพัฒนาไพศาล


พริบตาเดียว หลวงพ่อก็จากพวกเราลูกหลานไป ๑๐ ปีแล้ว ยังจำได้ไม่ลืมเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๕ เป็นวันทอดกฐินที่วัด ข้าพเจ้าได้เข้าไปถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ พอข้าพเจ้าเดินถือสังฆทานเข้าไปถวายกับหลวงพ่อ สังเกตหลวงพ่อมองมาทางข้าพเจ้า จนข้าพเจ้าถวายเสร็จ นึกแปลกใจว่า หลวงพ่อไม่ได้มองหน้าข้าพเจ้ามาหลายเดือนแล้ว

นึกในใจว่ามาวัดคราวนี้ ทำไมหลวงพ่อถึงมองจังเลย และไม่ได้ทักด้วย ปกติเวลาวัดมีงาน หรือหลวงพ่อไปงานต่างจังหวัด พวกเราคุมรถสายลมตามหลวงพ่อไปทุกครั้ง บางงานที่วัดหลวงพ่อจะทักว่า “มาแล้วหรือ สายลมกี่คันละ” บางครั้งท่านจะทัก “มาแล้วเหรอลูกชาย” ไม่ว่าไปต่างจังหวัดหรือที่วัด หลวงพ่อจะทักข้าพเจ้าเป็นปกติ บางครั้งที่สายลมเวลาเข้าไปถวายสังฆทาน

หลวงพ่อจะมองลอดแว่น แล้วก็พยักหน้ายิ้มให้ คิดไม่ถึงว่า พอทอดกฐินที่วัดเสร็จแค่ ๑๒ วัน หลวงพ่อก็จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ ข้าพเจ้ายังจำได้ เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๓๕ หลวงพ่อมาสอนกรรมฐานที่สายลม ท่านบอกว่า “เวลาใกล้เข้ามาแล้วนะ” ท่านพูดอยู่สองหน ข้าพเจ้าโทรศัพท์ไปบอกพวกที่ไม่ได้มานั่งกรรมฐาน

หลวงพ่อบอกว่า “เวลาใกล้เข้ามาแล้วนะ เวลาใกล้เข้ามาแล้วนะ” พรรคพวกว่า ถ้าหลวงพ่อมาสอนกรรมฐานที่สายลมไม่ได้ เพราะว่าท่านป่วย พวกเราก็จะไปทำบุญกับหลวงพ่อที่วัดนั้น นี้เพราะความโง่ของข้าพเจ้า คิดว่าหลวงพ่อจะอยู่กับพวกเราถึงอายุ ๑๒๐ ปี จำได้ว่า สมเด็จวัดสามพระยามางานที่วัดเรา ท่านยังบอกว่า ท่านเจ้าคุณอายุ ๑๒๐ปี ที่ศาลา ๒ ไร่

ปีไหนก็จำไม่ได้แล้ว คิดแล้วก็ใจหาย คิดถึงหลวงพ่อจังเลย เมื่อ ๒๙ – ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ เอาวันที่ ๒๙ ประมาณบ่ายๆ เพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่า หลวงพ่อเข้าโรงพยาบาลป่วยหนัก ฟังว่าล้มในห้องน้ำ ได้ยินว่าล้มในห้องน้ำก็คิดตำหนิท่านผู้มีคุณว่าดูแลหลวงพ่ออย่างไร ให้ล้มในห้องน้ำได้ (แล้วขอขมาท่านผู้มีคุณแล้วด้วยครับ) ตอนค่ำข้าพเจ้าไปที่โรงพยาบาล

ไปถึงก็พบพวกเราหลายคนรู้จักมั่ง ไม่รู้จักมั่ง เห็นพระที่วัดก็หลายองค์ เจอพี่สามารถและเอี้ยง ถามว่าเป็นอย่างไร อาการของหลวงพ่อ คำตอบ เป็นหนักกว่าทุกครั้ง หมอบอกว่าต้องการเลือด เอาไปสกัดอะไรก็ไม่รู้ พี่สามารถบอกว่าพรุ่งนี้มาใหม่ มาให้เลือด ให้บอกพรรคพวกด้วย ตอนนี้มืดแล้ว หมอไม่รับ พอข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้าน ก็ได้โทรศัพท์ตามพรรคพวกว่า

หลวงพ่อป่วยอยู่โรงพยาบาลศิริราช ต้องการเลือดด่วนให้มาบริจาคด้วย และบอกต่อๆ ไปด้วย เพื่อนข้าพเจ้าโทรศัพท์เข้า จ.ส.๑๐๐ ใครเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อให้มาให้เลือดด้วยที่ศิริราช คิดว่าพวกเราลูกศิษย์หลวงพ่อขับรถที่อยู่บนถนนก็มาก ถ้าฟัง จ.ส.๑๐๐ ประกาศจะได้มาช่วยกัน เสร็จแล้วก็นั่งคิดว่า ต้นปีมีนาคม หลวงพ่อก็ได้มาตรวจที่ศิริราชครั้งหนึ่งแล้ว

ข้าพเจ้าก็ได้ไปเยี่ยม หลวงพ่อก็ได้มานั่งรับแขก เวลาหลวงพ่อเดินออกมาจากห้อง ข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อสวยสดสว่าง เหลืออร่ามไปหมด คิดว่าหลวงพ่อสวยสดกว่าทุกครั้ง ได้ยินหมอว่า ตรวจไม่พบอะไร ก็นึกในใจว่า ครั้งนี้ไม่เป็นอะไรมาก หลงคิดว่าหลวงพ่อจะอยู่ถึง ๑๒๐ ปี
พอรุ่งขึ้น ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ไปที่โรงพยาบาลแต่เช้า เจอพรรคพวกหลายคน

ต่างคนต่างมาให้เลือดกัน พอข้าพเจ้าให้เลือดเสร็จแล้วก็โทรศัพท์ตามพวกที่ยังไม่เห็นหน้า เสร็จก็เดินไปที่ตึกหน้าห้อง เห็นมีสมุดเซ็นเยี่ยม ข้าพเจ้าได้เซ็นกับเขาด้วย เห็นหมอเดินออกมาจากห้อง ยืนพูดกับใครก็ไม่รู้จัก ได้ยินว่า ๕๐ – ๕๐ ข้าพเจ้าได้ยินว่า ๕๐ – ๕๐ รู้สึกตัวชาจาหัวถึงปลายเท้า น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลออกมา มือไม้สั่นไปหมด ไม่จริงหรอก หลวงพ่อจะต้องอยู่อายุ ๑๒๐ ปี

จะเข้าไปดูก็ดูไม่ได้ ได้แต่มองผ่านกระจกหน้าห้อง เห็นมีวงกลมอยู่ ๒ วง มองเข้าไปเห็นจีวรหลวงพ่อเหลืองอร่าม นึกว่าเห็นแค่นี้ก็ดีแล้ว เสร็จแล้วก็ลาพรรคพวกกลับไปทำงานต่อ ถึงที่ทำงานมองดูบนท้องฟ้าก็มืดครึ้มไปหมด รู้สึกว่าท้องฟ้ามืดปิดมาเป็นอาทิตย์แล้ว ฝนก็ตกปรอยๆ ออกมายืนกลางแจ้ง ฝนเจ้ากรรมโดนตัวเหมือนเข็มทิ่มถึงกระดูก

หนาวเย็นเยือกอย่างไรก็บอกไม่ถูก นึกถึงหนังสือหลวงพ่ออยู่เล่มหนึ่ง เขียนเล่าว่า สมัย ร.๕ สวรรคต ท้องฟ้าปิดมืดมิดไปหมด คิดในใจว่า ไม่ใช่หรอก หลวงพ่อต้องอยู่ถึงอายุ ๑๒๐ หลวงพ่อเคยบอกว่า ท่านมหากัสสปะมาบอกหลวงพ่อว่า อายุจะอยู่เท่ากับท่านถึงจะไปได้ พวกเราลูกหลานก็คิดอย่างนั้น ทีนี้พอตอนเย็นประมาณ ๔ โมงกว่านิดหน่อย

เพื่อนก็ได้โทรศัพท์มาบอกว่า หลวงพ่อท่านสิ้นแล้ว พอรับโทรศัพท์เสร็จก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว บอกผู้จัดการ ลาไปธุระ จะไม่กลับเข้ามาแล้ว วิ่งออกมาที่ถนนใหญ่ คิดว่าเราจะไปอย่างไรดี ตอนนั้นทำงานอยู่ห้าแยกพลับพลาไชย นั่งมอเตอร์ไซค์ไปดีกว่า บอกว่าไปท่าพระจันทร์ บิดให้เร็วที่สุด นั่งไปก็ร้องไห้ไป พอไปถึงก็เจอะกับสมชาย บอกว่า “หลวงพ่อจากพวกเราไปแล้ว”

ไอ้คำว่าจากหรือตาย ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ เพราะว่าพ่อข้าพเจ้าได้ตายไป จากไปก่อนหน้านั้น ตายคือตลอดชีวิตจะไม่เห็นหน้ากันอีกเลย ยิ่งคิดยิ่งทำใจไม่ได้ ได้ยินคนข้างๆ พูดว่า สมเด็จวัดสามพระยาให้เอาโลงและรูปหลวงพ่อไปบังสุกุลและเผา และสมเด็จฯ ท่านก็ขึ้นไปตามท่านว่า หลวงพ่อไม่ลงมาแล้ว ได้ยินเท่านี้ มือที่เกาะอยู่กับเสาเหล็กชาไปหมด

ร่างกายสั่นไปหมด เท่านั้นแหละก็กลั้นไม่อยู่เลย ทั้งน้ำตาและเสียงดังออกมา ตอนนี้ไม่อายใครแล้ว ทีนี้ทั้งผ้าเช็ดหน้าและกระดาษ ใครต่อใครส่งมาให้ก็ไม่รู้ เป็นของใครมั่ง มารู้อีกทีว่าเราเป็นต้นเสียง จำได้ว่าพี่สั้นเข้ามาปลอบว่า เราเห็นแก่ตัวจัง หลวงพ่อท่านไปสบายแล้ว และคำอื่นๆ อีกที่ข้าพเจ้าจำได้มั่งไม่ได้มั่ง เท่าที่รู้ว่าพักหลังนี้ สุขภาพหลวงพ่อไม่ค่อยจะแข็งแรง

องค์ท่านบวมขึ้น รับแขกที่นวราชก็ต้องนั่งเก้าอี้แบกขึ้นแบกลง ทีนี้ก็เริ่มทำใจได้หน่อยหนึ่ง
ได้ยินว่าจะพาหลวงพ่อกลับวัด เจ้าหน้าที่ก็เข็นหลวงพ่อออกมา รถปู่ใหญ่คอยอยู่หน้าตึก ข้าพเจ้าก็ไปช่วยเข็น เห็นหน้าหลวงพ่อชัดๆ โอ้... หลวงพ่อท่านยิ้ม ยิ้มที่มุมปาก ดูเหมือนท่านจะมีความสุขมากๆ เห็นแล้วก็อดทำใจไม่ได้ ก็ปล่อยโฮอีก โฮใหญ่ พวกที่กำลังสวดอิติปิโสก็สวดไม่ได้แล้ว

พาปล่อยโฮกันใหญ่ จนส่งหลวงพ่อขึ้นรถกลับวัด ข้าพเจ้าได้กลับบ้าน บอกไม่ถูกว่ามีความรู้สึกอย่างไร ว่าเรานี้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว เราขาดหลวงพ่อแล้วจะอยู่ไปทำไม หลวงพ่อไม่อยู่แล้ว รู้สึกร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง หมดกำลังใจ บอกไม่ถูกใจคอห่อเหี่ยว บอกไม่ถูก กลับถึงบ้านแม่บอกว่า “หลวงพ่อท่านสิ้นแล้ว ออกโทรทัศน์ด้วย” ตอบว่า “รู้แล้ว” ขึ้นห้องนอนเลย

ทีนี้เวลานอนก็เอาผ้าเช็ดหน้ากัดไว้ในปาก เวลาร้องไห้ เสียงจะได้ไม่ดังเล็ดลอดออกไป กลัวพี่น้องได้ยิน กว่าจะทำใจได้ก็นานพอดี รุ่งขึ้นพวกเราก็ไปวัด ตอนเย็นรดน้ำหลวงพ่อ เดือนพฤศจิกายนข้าพเจ้าได้ทำงานไม่กี่วัน นอกนั้นมาวัดเป็นส่วนใหญ่ ดีที่เจ้าของบริษัทเป็นญาติกัน ไม่อย่างนั้นตกงานแน่ ตอนหลวงพ่อครบ ๗ วัน พวกเราก็ไปวัดกัน มาวัดทีไรก็มีความหวังว่าหลวงพ่อจะฟื้น

พวกที่อยู่วัดก็มีความหวังว่าหลวงพ่อเข้าสมาบัติ พวกเราก็ฝากเงินไว้ บอกว่าหลวงพ่อฟื้นสมาบัติเมื่อไร ก็ถวายเงินให้ด้วย ๕๐ วันก็แล้ว หลวงพ่อก็ไม่ฟื้น มาถึง ๑๐๐ วัน ทำบุญใหญ่ เห็นร่างกายของหลวงพ่อขึ้นฝ้าสีขาวที่หน้า และส่วนอื่นๆ ทีนี้รู้แล้วว่าท่านไม่ฟื้นแล้ว หมดความหวังแล้ว ไม่ถึง ๑๒๐ ปีแล้ว พอทำใจได้มั่งแล้ว แต่ยังคิดถึงหลวงพ่ออยู่ และฝันถึงหลวงพ่อบ่อย

ฝันว่าข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงพ่อที่ศาลา ๑๒ ไร่ เข้าไปถึงโลงหลวงพ่อขยับได้ หลวงพ่อฟื้นแล้ว ไชโย... หลวงพ่อฟื้นแล้ว ในฝันข้าพเจ้าตะโกนดังๆ ว่า หลวงพ่อฟื้นแล้ว แต่ไม่เห็นใครสักคนเข้าไปหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็เข้าไป หลวงพ่อก็ขี่หลัง ข้าพเจ้าก็แบกหลวงพ่อรอบศาลา ๑๒ ไร่ ปากก็ตะโกนว่า หลวงพ่อฟื้นแล้ว หลวงพ่อฟื้นแล้ว แต่ทำไมยิ่งแบกยิ่งหนัก หนักจนตกใจตื่นขึ้นมา

ก็มานั่งนึกว่าเราฝันไปเอง แสดงว่าหลวงพ่อไม่ให้ติดขันธ์ ๕ ท่าน จากทำบุญ ๑๐๐ วัน มาถึง ๑ ปี จาก ๑ ปี ก็มาปีที่ ๑๐ แล้ว วันเวลารวดเร็วเหลือเกิน เหตุการณ์เหมือนจะเกิดขึ้นไม่นาน ยังอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ส่วนตัวข้าพเจ้ายังรักและคิดถึงหลวงพ่ออยู่ทุกวัน

ll กลับสู่สารบัญ


29

กำลังใจ... จากพ่อ


จิติมนต์ สกลภาพ


เนื่องในวาระครบรอบวันมรณภาพ ๑๐ ปี ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เหล่าบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ล้วนสำนึกและนึกถึงในมหากรุณาธิคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างหาประมาณมิได้ และนับเป็นความกรุณาอย่างยิ่งของท่าน ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย ที่เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วมในการเขียน

เพื่อรำลึกถึงและทดแทนพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่มีต่อข้าพเจ้า อีกทั้งเพื่อเป็นประโยชน์กับบรรดาลูกหลานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ในปัจจุบันและอนาคต ข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาที่จะอวดอ้างความดีของตัวเองแต่อย่างใด เพราะตราบที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่มันไม่มีอะไรดี ดังพุทธภาษิตบทหนึ่ง ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพร่ำสอนเสมอว่า “อัตตนา โจทยัตตานัง”

พบหลวงพ่อ
ภาพหลวงพ่อหัวเราะยังติดอยู่ในใจข้าพเจ้าตลอดมา แม้ว่าจะเคยพบท่านตั้งแต่เด็กๆ ประมาณ ๕ ขวบ โดยมีคุณยายและแม่พาข้าพเจ้าและน้องๆ ไปวัดท่าซุงหลายครั้งที่เดียว รวมทั้งไปงานเป่ายันต์เกราะเพชรหลายครั้งเช่นกัน เวลาต่อมาแม่พาไปกราบหลวงพ่อ และถวายสังฆทานที่ซอยสายลม ยิ่งตอนที่คุณตาป่วยและเสียงชีวิตไป แม่พาไปทำสังฆทานบ่อยมาก

แม่พาไปนั่งสมาธิด้วย แต่ทุกครั้งที่เริ่มนั่งจะต้องปวดท้องมาก จนต้องเลิกนั่งกลางคัน บ่อยครั้งต้องไปหาหมอ รู้สึกทรมานมากจึงไม่ได้นั่งอีก แต่ใช้วิธีสวดมนต์ทั้งเล่มแทน เนื่องจากไปเรียนต่างประเทศหลายปี พอกลับมาหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่ได้ศึกษาจากหนังสือหรือเทปคำสอนของหลวงพ่อแทนองค์ท่าน ฉะนั้น คำสอนต่างๆ ที่ท่านได้ถ่ายทอดไว้ให้พวกลูกหลานนั้น

เป็นสิ่งที่วิเศษสุด มีคุณค่า และมีประโยชน์มากอย่างหาที่เปรียบมิได้ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งมหัศจรรย์หรือปาฏิหาริย์มักเกิดขึ้นกับลูกหลานหลวงพ่อเสมอ เช่น ไม่ว่าคิดหรือสงสัยอะไรอยู่ และเมื่อหยิบเทปหรือเปิดหนังสือคำสอนต่างๆ ของท่าน เราก็จะพบกับคำตอบที่ติดอยู่ในใจเสมอ เป็นต้น ดังนั้น เราก็สามารถพิสูจน์ได้ถึงคำพูดของหลวงพ่อที่ว่า

“พ่ออยู่กับลูกตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร่างกายกายาของพ่อจะสบายไป แต่ใจของพ่อยังอยู่กับใจของลูก ลูกจะไปไหนก็ชื่อว่าพ่อไปด้วย ช่วยลูกทุกประการ” เป็นความจริงทุกประการ

หลวงพ่อพาชมวัด
เมื่อประมาณ ๔ ปีที่แล้ว แม้ว่าข้าพเจ้าจะเคยไปวัดท่าซุงหลายครั้งก็ตาม แต่ยังไม่เคยได้ไปกราบและชมตามสถานที่สำคัญต่างๆ ของวัด นอกจากไปกราบสมเด็จองค์ปฐม และกราบสรีระหลวงพ่อที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตรเท่านั้น ต่อมาเพื่อนของข้าพเจ้าอยากที่จะไปให้อาหารปลาที่วัดท่าซุง จึงขอให้ข้าพเจ้าพาไป แต่ว่าเขาตั้งใจที่จะอยู่ที่แพปลาทั้งวัน ดังนั้นก่อนจะออกเดินทางไปวัด

ตั้งจิตอธิษฐานขอให้หลวงพ่อเมตตาพาชมวัดท่าซุงด้วย เมื่อถึงวัดได้พาเพื่อนไปที่แพปลาตามความต้องการของเขา แล้วข้าพเจ้าไปชมรอบๆ ตามที่ได้ตั้งใจไว้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อไปด้วยหรือไม่ เนื่องจากทิพจักขุญาณไม่ค่อยแจ่มใส และขณะที่ก้มลงกราบพระที่พระจุฬามณีฯ นั้น ก็เห็นหลวงพ่อยืนถือไม้เท้าอยู่ข้างๆ ทำให้รู้สึกดีใจมากที่ท่านพาชมวัดจริงๆ

ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้ไปกราบครบทุกแห่งตามที่ได้ตามความตั้งใจ ซึ่งทำให้มีจิตใจผ่องใสและเบิกบานไปหลายวัน ในเวลาต่อมา คราใดที่จิตเศร้าหมอง แต่กลับผ่องใสขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เมื่อนึกเห็นภาพสถานที่ต่างๆ ของวัดในวันนั้น ปรากฏขึ้นในจิตอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับได้ไปเที่ยวอีกครั้ง จึงทำให้เข้าใจว่าทำไมหลวงพ่อถึงต้องสร้างวัดท่าซุงให้สวยงาม

พ่อและพ่อครู
พระเดชพระคุณหลวงพ่อเปรียบเสมือนพ่อและพ่อครูของข้าพเจ้าจริงๆ เพราะท่านเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้กับชีวิตข้าพเจ้า หากชีวิตนี้ไม่ได้พบและได้รับคำสั่งสอนจากท่าน ข้าพเจ้าคงจะจมอยู่ในกองทุกข์ ที่เต็มไปด้วยความมืดมนและเศร้าหมองของจิต ขาดกำลังใจ ไร้จุดหมายของชีวิต แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงพ่อเมตตาถ่ายทอดไว้ให้ลูกหลานนั้น

ได้ช่วยโน้มน้าว กล่อมเกลาจิตใจ และเพิ่มพูดสติปัญญาของข้าพเจ้า ให้เกิดความเชื่อ ศรัทธา และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและจูงใจ น้อมเอาพระธรรมคำสั่งสอนนั้นมาประพฤติปฏิบัติ จนเข้าใจว่าธรรมะของพระพุทธองค์นั้น ท่านมีหลักมีเกณฑ์ มีเหตุและมีผลทุกประการ ถ้าเราสามารถเข้าใจจากการปฏิบัติของเราเอง เราจะมีความรักและเลื่อมใสพระพุทธเจ้า

พระธรรม และพระอริยสงฆ์ จะเกิดความปีติขึ้นในใจ จนมีความรักในพระพุทธเจ้ามากขึ้น โดยอาศัยการปฏิบัติพระกรรมฐาน และวิชามโนมยิทธิ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นผู้ริเริ่มสั่งสอนพวกเรา ในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือและฟังเทปคำสอนของหลวงพ่อทุกวันไม่มีเว้น อีกทั้งยังได้ติดบารมี ๑๐ ศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ไว้บนหัวเตียงนอน

เพื่อตรวจตราตัวเอง ก่อนที่จะได้ยินคำแนะนำนี้จากเทปหลวงพ่อ ข้าพเจ้ายังแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า มีอะไรดลใจให้ทำแบบนั้น ในเวลาต่อมาเริ่มติดหัวข้อธรรมะอื่นๆ เพิ่มขึ้น เริ่มจากพรหมวิหาร ติดไว้ที่ห้องทำงาน พร้อมกับติดรูปหลวงพ่อ และทุกครั้งที่มีปัญหา เช่นเรื่องงาน ข้าพเจ้าจะรีบเดินกลับเข้าห้อง เพื่อจะขอบ่นกับรูปหลวงพ่อและก็จะตรวจดูพรหมวิหาร ๔ ทันที

มักจะพบว่า เหตุทุกอย่างเกิดจากตนเองที่มีพรหมวิหาร ๔ ไม่ครบ ตอนแรกๆ นึกว่าง่าย แต่พอเอาเข้าจริงๆ กว่าจะผ่านได้แต่ละข้อนี่ก็น่าดูเหมือนกัน เล่นเอาสอบตกบ่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าปัจจุบันจะครบ แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง ต่อมาก็เพิ่มบารมี ๑๐ สังโยชน์ ๑๐ ซึ่งไปติดตามฝาผนังห้องนอน ห้องน้ำและห้องทำงาน ใครจะว่าบ้าก็ช่างเถอะ แต่ขอให้ได้เตือนตัวเองเสมอๆ ก็พอแล้ว เพราะว่าเป็นคนไม่ค่อยมีสติ

ไปกราบองค์ปฐม
การฝึกมโนมยิทธิ ทำให้ข้าพเจ้าได้พิสูจน์ว่า “นิพพาน” มีจริง และได้ไปกราบสมเด็จองค์ปฐมเป็นครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๓๙ โดยมีครูฝึกเป็นผู้นำไป และเมื่อข้าพเจ้ากราบแทบเท้าพระองค์ท่าน ได้เห็นองค์ท่านเป็นแก้วใส สมเด็จองค์ปฐมเริ่มตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พ่อรอลูกมานานมากแล้วนะ” และท่านก็อุ้มข้าพเจ้าขึ้นไปนั่งบนตักท่าน

ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อย นั่งกอดพ่อไว้แน่น ราวกับจากกันมานานมากเหลือเกิน และท่านก็ตรัสต่อไปว่า “พ่อรักลูกมาก พ่อให้ลูกได้ทุกอย่าง แม้ดวงจิตของพ่อ พ่อก็ให้ลูกได้” ขณะนั้นท่านก็ยื่นดวงจิตที่สว่างไสว มีประกายมากมายนั้นให้ข้าพเจ้า จำได้ว่าขณะนั้นครูฝึกเริ่มร้องไห้แล้ว เพราะเกิดปีติมากจนเกือบพูดไม่ออก

แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจเขาเท่าไรนัก เพราะมัวแต่จ้องดูดวงจิตที่สว่างจ้านั้น แล้วข้าพเจ้าก็รับดวงจิตนั้นไว้บนมือทั้ง ๒ ข้าง โอบไว้ตรงหน้าอก สักพักท่านก็ตรัสอีกว่า “เมื่อใดที่ลูกรู้สึกหดหู่ใจ ขอให้ลูกนึกถึงพ่อเป็นคนแรก” ทันใดนั้นไม่ทราบว่าน้ำตานั้นมาจากไหนมากมาย ไหลทะลักออกมาไม่หยุดเลย พร้อมกับกอดองค์ท่านไว้แน่นกว่าเดิม คราวนี้ทั้งครูฝึก ทั้งลูกศิษย์

(ข้าพเจ้าฝึกคนเดียว) ต่างก็ร้องไห้กันใหญ่ ท่านก็ตรัสกับข้าพเจ้าต่อว่า “อย่าให้พ่อต้องรอลูกอีกเลยนะ” ก็ได้แต่กราบทูลท่านไปคำเดียวว่า “เจ้าค่ะ” จากนั้นจึงกราบลาท่านเพราะหมดเวลา นับตั้งแต่นั้นมา ภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จองค์ปฐมจึงอยู่ที่กลางอกของข้าพเจ้า เหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้แนะนำ

และสั่งสอนลูกหลานไว้ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติทำสมาธิ ขอย้อนกลับไปสักนิดว่า ก่อนไปกราบองค์ปฐม ตอนที่สมาทานพระกรรมฐาน ได้เปล่งวาจาจะขอมอบกายถวายชีวิต ขณะนั้นได้ตั้งจิตว่า จะขอช่วยงานพระพุทธศาสนา และร่วมทำงานเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ด้วยความจริงใจ เพราะถือว่าได้มอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแล้วจริงๆ

ต่อจากนั้นก็เริ่มที่จะค่อยๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้นถึงความหมายของคำที่องค์ปฐมได้ตรัสกับข้าพเจ้าครั้งนั้น และยังมีเหตุการณ์ที่แปลกๆ เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการทำงานที่ต้องตกอยู่ในสภาพที่กดดัน ถูกบีบบังคับ เอาเปรียบและใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา แบบไม่มีทางออก หรือทางอื่นให้เลือก จนทำให้เกิดความหดหู่ใจ

และท้อแท้ใจมากในการทำงาน แต่มักจะได้รับกำลังใจจากองค์ท่านเสมอ อย่างเช่นมีอยู่วันหนึ่ง ท้อแท้ใจมาก ไม่อยากไปทำงาน แต่ก็จำทนต้องไป ก่อนออกจากบ้าน เดินเข้าไปห้องพระ ขณะที่กำลังจะนั่งลงเพื่อกราบพระ ก็ได้ยินเสียงพูดว่า “อย่าท้อนะลูก” แค่นั้น น้ำจากตาด้านขวาก็หยดลงพื้นแบบไม่รู้ตัว พร้อมกับหันซ้ายหันขวามองหาว่าเสียงใคร แต่พอเงยขึ้นมาองไปที่พระประธานเท่านั้น ก็เกิดปีติ

ร้องไห้ขณะที่ก้มกราบลง ๓ ครั้งทันที และเช้าวันนั้นก็กลับกลายเป็นวันที่มีจิตใจเบิกบาน ผ่องใสอย่างปาฏิหาริย์ ดังคำที่ว่า “เมื่อใดเห็นทุกข์ เมื่อนั้นเห็นธรรม” เพิ่งจะประจักษ์แก่ใจก็ตอนนี้เอง ประกอบกับการที่ได้ศึกษาและเข้าใจในคำสอนที่หลวงพ่อได้ถ่ายทอดไว้ จึงได้เห็นทางพ้นทุกข์ และตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อ เพื่อจะได้ไปอยู่กับพ่อ

พิสูจน์คำตอบของหลวงพ่อ
นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คิดได้ว่า จะไม่ขอเกิดอีกต่อไปแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย จากการที่พบกับความทุกข์ จึงได้เห็นทุกข์ต่างๆ ที่เป็นธรรมของโลกมากขึ้น และทุกข์ของการเกิด ฯลฯ เลยทำให้เห็นและเข้าใจในธรรมะหลายข้อได้ชัดเจนแจ่มใสมากขึ้น โดยเฉพาะข้อไตรลักษณ์
ต่อจากนั้น ก็มาคิดได้ว่า... ก็เราดันเกิดมาเองนี่นา งั้นก็ใช้กรรมไปก็แล้วกัน...

หลังจากนั้นก็ได้แต่แผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้นทุกวันตั้งแต่นั้นมา และยิ่งไปกว่านั้นยังได้พิสูจน์คำตอบของหลวงพ่อด้วย ที่เคยอ่านเจอในหนังสือธัมมวิโมกข์.... หลวงพ่อบอกว่า “ถ้าเราโกรธหรือเกลียดใคร ก็ให้นึกว่าเขาตายไปแล้ว และอุทิศบุญกุศลและแผ่เมตตาให้วิญญาณเขา... เพราะว่าหลวงพ่อท่านเคยทำแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ลองทำดูซิ” ข้าพเจ้าจึงเริ่มทดลองทำไปเรื่อยๆ

และก็ทำอยู่นานพอสมควร และมีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็พบคำตอบนั้นว่า... ที่แท้พวกเขาได้ตายไปจากความคิดของเรานั่นเอง... เหตุที่รู้ก็เพราะว่ามีเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า คนๆ นั้นเขากำลังได้รับกรรมอะไรบ้าง ก็เพราะเขาเคยทำไว้กับข้าพเจ้า... ซึ่งก็แปลกตรงที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าเขาเคยทำอะไรไว้กับข้าพเจ้าหรือ... จึงถามเพื่อนกลับไป แล้วเขาก็แจงให้ฟังว่ามีเรื่องอะไรบ้าง จนนึกออก แล้วปัญญา (คำตอบนั้น) ก็ผุดขึ้นมาในใจ ณ บัดนั้นทันที

รักตัวเองให้มากๆ
เมื่อประมาณ ๔ ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นข้าพเจ้ามัวแต่คิดจะทำหน้าที่ลูกให้ดีของพ่อแม่ไปหมดทุกอย่าง จนลืมนึกถึงตัวเองก่อน และหลังจากที่ได้พยายามทำหน้าที่ทุกอย่าแบบทุ่มเทใจแล้ว ก็ไม่เห็นมีใครเขาเข้าใจ หรือรู้สึกอะไรทุกอย่างดูมีแต่ทำให้เราเสียใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนพระเดชพระคุณหลวงพ่อเมตตามาเตือนข้าพเจ้า

ให้ “รักตัวเองให้มากๆ ไม่งั้นจะต้องตกนรกไปอยู่กับท่านลุง เพราะว่าชอบตำหนิตัวเองจนเกินไป” คือ หาความดีไม่ได้เลย ขณะนั้นสภาพจิตใจแย่มากจริงๆ ท่านก็บอกว่า “ต้องช่วยตัวเราเองให้ได้เสียก่อน ไม่งั้นจะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม” และในขณะเดียวกันนั้น ข้าพเจ้ากำลังมีปัญหาทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ยังสามารถตัดสินใจอะไรไม่ได้

รู้สึกสับสนและวิตกกังวลไปหมด จึงได้ถามท่านว่า “ลูกมีความจำเป็นต้องย้ายจากบ้านไปอยู่ที่ทำงาน เนื่องจากจะต้องทำงานล่วงเวลา แต่ก็ห่วงพ่อแม่มาก กลัวว่าไม่มีคนดูแล เพราะน้องๆ ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศกันหมด” ท่านตอบว่า “ให้ปล่อย ช่างมัน! เพราะทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตน เราก็มีกรรมเป็นของเรา เขาก็มีกรรมของเขา” ท่านเมตตาสั่งสอนว่า “ต่อไปนี้ จะต้องรักตัวเองและคิดถึงตัวเองก่อน

และก็รักตัวเองให้มากกว่านี้ จงอย่าตำหนิหรือลงโทษตัวเองอีก” จากนั้นข้าพเจ้าก็รับปากท่านว่า จะทำตามที่ท่านบอกมา และกราบขอบพระคุณท่านที่มีเมตตามาตักเตือนและสั่งสอนข้าพเจ้า ในยามที่ไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้วในชีวิต ข้าพเจ้าก็ย้ายออกมา และเวลาใดที่จิตเริ่มมีอาการเดิม คือ ห่วงและกังวลเรื่องพ่อแม่จนเกินไป มักจะมีเสียงก้องดังขึ้นว่า “จำไว้นะว่า ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตน”

นี่แหล่ะ ธรรมะ
ธรรมะของพระพุทธองค์ ก็คือธรรมชาติต่างๆ ของโลกนั่นเอง และยังสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเราเองจริงๆ ถ้าไม่ปฏิบัติแล้วมันไม่เข้าใจลึกซึ้ง แต่ถ้าเราได้ปฏิบัติเอง คิดเอง ได้ผลเอง ได้รู้เอง ความสุขๆใดๆ ในโลกนี้ ก็ไม่เท่ากับความสุขใจที่ได้การปฏิบัติจากพระกรรมฐาน และฝึกมโนมยิทธิ และสามารถทรงอารมณ์พระนิพพานได้ นับเป็นิ่งที่วิเศษสุดที่สามารถสัมผัสได้

*** สุดท้าย***
ข้าพเจ้าคิดว่าจากประสบการณ์ชีวิตที่เล่ามานี้ อาจจะเป็นประโยชน์ และจะเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังที่ประสบชะตากรรม ทำให้ชีวิตอับเฉา ทำให้มีกำลังใจขึ้นบ้าง เพราะว่าเวลากฎของกรรมให้ผลนั้น ต้องใช้ธรรมะข้อขันติ คืออดทน อดกลั้นอย่างมากเลย และที่สำคัญข้าพเจ้าได้รับกำลังใจจากพระพุทธองค์ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อ กอปรกับการที่ได้มีส่วนร่วมทำงานให้พระพุทธศาสนา

และพยายามปฏิบัติตามคำสั่งสอน จึงมีกำลังใจที่เข้มแข็งขึ้นมาได้บ้าง ถึงแม้จะยังไม่ดีเท่าที่ควรก็ตาม แต่ก็สามารถที่จะดำรงชีวิตได้ ซึ่งนับเป็นมหากรุณาธิคุณอย่างหาประมาณมิได้ และเป็นที่สุดในชีวิตข้าพเจ้า ถึงแม้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อจากพวกเราไปครบ ๑๐ ปีแล้วก็ตาม แต่ในความรู้สึกของข้าพเจ้า คิดว่านั่นเป็นการจากกันเพียงแต่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตและอทิสสมานกายขององค์ท่านยังอยู่ในใจของลูกหลานตลอดเวลา

อีกทั้งคำสอนต่างๆ ที่ท่านได้ถ่ายทอดไว้มีให้เลือกสรรกันอย่างมากมาย ตามความชอบใจและยังเป็นธรรมะที่ไม่ยากนัก ถ้าอ่านหรือฟังบ่อยๆ แล้ว รู้สึกเข้าใจง่าย และปฏิบัติตามได้ การตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ท่าน คือ ทรงอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา และความไม่ประมาทในชีวิต

และต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าจะพยายามปฏิบัติตามคำสั่งสอนด้วยความจริงใจ และขอเป็นกำลังในพระพุทธศาสนาต่อไป ข้าพเจ้าขอน้อมถวายบุญกุศลความดีที่ได้ทำมาทั้งหมด แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขอพระเดชพระคุณหลวงพ่อโปรดโมทนาผลบุญนี้ และได้โปรดเมตตาช่วยเป็นกำลังใจให้ลูกยึดมั่นอยู่ในความดีทุกประการตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ

ll กลับสู่สารบัญ


30

ตั้งใจรักษาศีล


วันเพ็ญ ชัยบุญญลักษณ์


เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ ปีที่แล้วนี่เอง ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนไม่แน่ใจนัก ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้รู้จักกับหลวงพ่อ โดยทางหนังสือตอบปัญหาธรรมะ เล่ม ๑ ซึ่งขอยืมมาจากเพื่อน เมื่อได้อ่านไปรู้สึกชอบ เพราะลีลาสนุกไม่น่าเบื่อ แถมยังได้ความรู้ทางธรรมได้ง่าย ซึ่งเราไม่เคยทราบมาก่อนอีกด้วย ก็เลยออกปากขอยืมหนังสือเล่มนี้จากเพื่อน

(ซึ่งก็มีเล่มอื่นอีก ๒ เล่ม มีของหลวงพ่อชา กับอีกเล่มจำไม่ได้) เพื่อนก็ใจดี บอก “ก็ได้” ให้เลย ต่อมาภายหลัง เพื่อนบอกมีคนอยากได้หนังสือหลวงพ่อชา ขอคืนได้ไหม ข้าพเจ้าตอบว่า “ให้แล้วมาขอคืน” แต่คิดอีกทีเขาให้เราได้ เขาได้บุญจากธรรมทาน ข้าพเจ้าก็เลยบอกว่า “ก็ได้จะให้คืน แต่เล่มเดียวนะ ส่วนเล่มของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ขอนะ ห้ามเอาคืน” เขาก็บอกว่าได้

เพราะข้าพเจ้าคิดว่าเราอ่านเราได้ความรู้ ได้ธรรมะ มีคนอยากได้ธรรมะเหมือนกัน เราควรแบ่งให้เขาด้วย เท่ากับเราได้ทำบุญเป็นธรรมทานเหมือนกัน หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็อ่านหนังสือเล่มอื่นๆ อีก (เพราะว่าตอนนั้นไม่ได้ทำงานอะไรจึงมีเวลามาก) ขณะที่อ่านหนังสือ (เล่มอื่น) อยู่ หนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม เล่ม ๑ ของหลวงพ่อวางไว้ข้างโต๊ะ

มองไปทีไรก็เห็นหลวงพ่อยิ้มให้ทุกที (ความรู้สึกเป็นอย่างนั้นจริงๆ หลายหนด้วยกัน) จึงหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอีก (เป็นครั้งที่ ๒ หลังจากอ่านจบไปหนึ่งเที่ยวแล้ว) ก็รู้สึกติดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อได้อ่านซ้ำ จากนั้นมีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าจะต้องไปเก็บเงินค่าเช่าบ้านที่กระทุ่มแบน ซึ่งอยู่ใกล้บ้านพ่อสามี พอทำธุระเรียบร้อยก็เข้าไปที่บ้านพ่อสามี ได้นั่งคุยกัน

บังเอิญข้าพเจ้ามองไปเห็นหนังสือธรรมะที่มีอยู่บนหัวโต๊ะอยู่หลายเล่ม จึงออกปากขอยืมได้มา ๒ เล่ม คือ ประวัติหลวงปู่มั่น และก็ประวัติหลวงพ่อปาน พอมาถึงบ้านก็หยิบหนังสือประวัติหลวงปู่มั่น มาอ่านก่อน เพราะรูปเล่มเล็กกว่า ขนาดเท่าหนังสือนิยายแต่บางกว่ามาก คิดว่าอ่านไม่นานคงจบ อยากให้จบเป็นเล่มๆ ไป เพราะเปิดดูคร่าวๆ ท่าทางอ่านง่าย

เป็นเหมือนบทคนสนทนากัน อ่านไปได้หน่อย ไม่มาก งง! ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง (ตอนนั้นยังไม่ได้คิดถึงธรรมะเลย ตอนนี้เริ่มบ้างแต่ก็ยังเอาดีไม่ได้) เลยวาง หยิบหนังสือประวัติหลวงพ่อปานมาอ่าน ทีแรกก็งง พอได้อ่านมาหน่อยจึงรู้ว่าหน้าแรกๆ รู้สึกจะเป็นเรื่องของหลวงพ่อ เพราะเห็นลงชื่อ “พระมหาวีระ ถาวโร” จากนั้นจึงเป็นเรื่องของหลวงพ่อปาน

แต่เขียนโดย “พระมหาวีระ ถาวโร” กลับมาดูชื่อนี้อีกที เลยรู้ว่าเป็นองค์เดียวกันกับหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม เล่ม ๑ ที่เราได้มา (หลวงพ่อตอบปัญหาธรรมะ) ทีนี้พอได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปานวางไม่ลง ง่วงขนาดไหนยังอยากถ่างตาให้มากที่สุด อ่านจนคิดว่าประสาท สมองรับไม่ได้แล้ว ต้องนอนพักก่อน พรุ่งนี้รุ่งขึ้นค่อยอ่านใหม่ หลังจากอ่านจบ ข้าพเจ้ารีบหาทาง ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ได้อ่านหนังสือหลวงพ่ออีก

ตอนนั้นคิดว่ายังไงหลวงพ่อก็ต้องมีหนังสือเล่มอื่นๆ อีกเป็นแน่ กลับไปดูด้านหลังของหนังสือ ตอนนั้นรู้สึกจะลงที่อยู่ของทางโรงพิมพ์ แล้วมีเบอร์โทรศัพท์ของทางวัดด้วย เผื่อใครจะติดต่ออยากให้เพื่อเป็นธรรมทานก็สามารถสั่งได้ ข้าพเจ้าได้โอกาสจึงโทรศัพท์ไปที่วัดท่าซุง พระที่รับสายสอบถามได้ความว่า ข้าพเจ้าโทรศัพท์จากกรุงเทพฯ ท่านบอกว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ให้ติดต่อที่บ้านสายลมจะสะดวกกว่า

พอรู้อย่างนั้น ข้าพเจ้าไม่รอช้า หาโอกาสไปบ้านสายลมทันที พอไปถึง โอ้โห! ถูกใจมาก หนังสือมากมายมีให้เลือก และราคาถูกมากด้วย (เพราะเงินไม่ค่อยมี) ดีใจจนบอกไม่ถูก ไม่รู้จะซื้อเล่มไหนก่อน เพราะจะว่าไปไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรกที่อ่านอย่างจริงจัง (ปกติอ่านนิยาย วรรณกรรม หนังสือแปล ซึ่งก็แพงมาก ต้องค่อยๆ ทยอยเก็บเงินซื้อ) เลยคิดว่าซื้อเล่มที่มันถูกๆ ไว้ก่อน เพราะเอาเงินติดไปน้อย

แต่ได้จำนวนมากๆ ก็ซื้อหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม เล่ม ๒, ๓, ๔ ฯลฯ ที่เล่มราคาแค่ ๑๐ บาทเท่านั้น แล้วซื้อหนังสือฝึกมโนมยิทธิติดมาด้วย (ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นราคาถูก ๑๐ บาทเหมือนกัน ซื้อไว้ก่อน) จากนั้น (ที่ได้อ่านประวัติหลวงพ่อปาน) ไม่นานสักอาทิตย์หนึ่งได้รึไม่ก็ไม่รู้ ทนไม่ได้ อยู่ไม่ไหว อยากไปที่วัด อยากไปกราบหลวงพ่อ จังหวัดอุทัยธานีก็ไม่เคยไป

วัดท่าซุงก็เพิ่งจะเคยได้ยิน (อ้อ แต่ชื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ข้าพเจ้าเคยได้ยินตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กนักเรียนอยู่มัธยมต้นอยู่เลย) แม่ของข้าพเจ้ายังเคยฝากหลวงพี่ที่วัดใกล้บ้านไปบูชาลูกแก้วของหลวงพ่อ มีของข้าพเจ้าด้วย ๑ องค์ แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กไม่สนใจ เห็นแต่ว่าลูกแก้วสวย ก็ใส่ เบื่อแล้วก็เก็บไม่สนใจ ปัจจุบันนี้องค์ลูกแก้วของข้าพเจ้าหายไป แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามีคนเอาไปมากกว่า

แต่ช่างเถอะ ก่อนมาพบหลวงพ่อ คุณแม่อยู่ๆ ก็หยิบลูกแก้วที่บูชามาให้ข้าพเจ้าแทน ข้าพเจ้าบอกว่า เอ้า! นี่มันลูกแก้วของหลวงพ่อฤาษีนี่ แม่บอกใช่ “แม่ให้” (ของแม่องค์ใหญ่ ตอนนี้เก็บอย่างดีเลย ประมาณ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว) ทำยังไงล่ะทีนี้ จับแท็กซี่ (เพื่อนกัน) บอกฉันเหมาไปวัดท่าซุง ที่อุทัยธานี ไปกัน ๒ คน ข้าพเจ้ากับคนขับ ทั้งคู่ไม่เคยไปเลย คลำทางไปตามทางบอก

อ่านไปเรื่อยว่าถึงไหน ไม่รู้ก็จอดถามคนเขา ก็ไปจนรอดนี่แหละ ขอบารมีท่านด้วยไปถึงวัดจนได้ ต่อจากนั้นก็ไปหาซื้อหนังสือที่บ้านสายลมแล้วก็เริ่มรู้ว่า ท่านเจ้าอาวาสจะลงมารับสังฆทานทุกเสาร์และอาทิตย์แรกของเดือนเป็นประจำ ยังจำได้ว่าไปซื้อหนังสือที่สายลมครั้งแรกพบกับคุณจิ๊ ยังคุยกันเลยว่า ข้าพเจ้าอยากนั่งสมาธิเป็น คือรู้วิธี หรือหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง

แต่ไม่ต้องการเห็นอะไร เพียงแต่อยากทำให้ใจสงบ (แต่ถ้ารู้เห็นอะไรได้ก็ดี แต่ตอนนั้นไม่กล้าพูด กลัวใครเขารู้จะหมั่นไส้) ก็ทราบว่าที่นี่ก็มีสอน แต่ไม่ทราบว่าเป็นแบบมโนมยิทธิ
พอหลังจากนั้นต้นเดือนก็มาใหม่ ตั้งใจมาถวายสังฆทานและจะฝึกนั่งสมาธิด้วย พอได้เวลาเขาก็ถามว่า ใครมาใหม่ให้ขึ้นข้างบน ข้าพเจ้าก็ขึ้นด้วย (รอบแรกเลย) ตอนสมาทานพระกรรมฐาน

ก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ก็พูดตามบ้าง เงียบบ้าง ในวงตอนนี้มีประมาณ ๕ – ๖ คน จำไม่ได้ ปรากฏว่าไม่มีใครไปได้ (อ้อ! ข้ามไปหน่อย) พอขึ้นไปเห็นเขาติดป้ายว่าฝึกมโนมยิทธิก็แปลกใจ คิดในใจว่า เอาละ ไหนๆ ก็ขึ้นมาแล้ว มันก็เหมือนกันคงใช้ได้ ปรากฏว่าไปกันไม่ได้ทั้งวง เลยไม่มีใครอายใคร เพราะตอนนั้นเราไม่ทราบว่าพอครูถาม เราต้องหยุดภาวนาทันที

ตอนนั้นพอครูถาม ก็ภาวนาตลอดไม่รู้ว่าถามใคร ครูต้องคอยจับหน้าตักจึงรู้ว่าถามเรา ตอบเสร็จภาวนาต่อเลย ตอนนั้นรู้สึกมาไม่ทันฟังเทป หลวงพ่อบอกวิธีก่อนปฏิบัติว่าต้องทำอย่างไร วงอื่นเขาฝึกกันร่วมชั่วโมง วงเราประมาณ ๑๕ – ๒๐ นาที ครูฝึกบอกลืมตาได้ กลับไปฝึกต่อที่บ้าน พวกเราก็งงกัน เอ... ฝึกที่นี่ยังไม่ได้แล้วจะกลับไปฝึกต่อที่บ้านยังไงหว่า

ก็ไม่กล้าถามเพราะต่างคนต่างมา ก็เงียบกันไป ข้าพเจ้าก็กลับบ้าน บังเอิญวันนั้นติดหนังสือมโนมยิทธิไปด้วย พอรู้ว่าตัวเองฝึกแบบนี้ก็เลยเปิดอ่าน ไม่กี่หน้าถึงบางอ้อ โง่อยู่ตั้งนาน ทีนี้เอาใหม่กลับถึงบ้านอีกไม่กี่วัน เรียกรถแท็กซี่ (คันเดิม) ไปวัด ช่างโชคดี เพราะกำลังจะปิดวิหาร ๑๐๐ เมตร เพื่อจะให้ผู้ที่จะไปฝึกกรรมฐานพอดี เลยได้โอกาสเหมาะชนิดที่ไม่ได้ตั้งตัว

ก็บอกให้แท็กซี่คอย เข้าไปถึงเจ้าหน้าที่ก็ถามว่า เคยเจริญพระกรรมฐานหรือยัง บอกเคยค่ะ แต่ไปไม่ได้ บอกไม่เป็นไรให้นำดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ และขึ้นกรรมฐานใหม่ ก็ทำตาม ทีนี้ก็ฟังเทปหลวงพ่อ ขึ้นสมาทานพระกรรมฐาน วิธีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างที่เราๆ ท่านๆ ได้ฟังและทราบกันแล้ว และเข้าใจ เจ้าหน้าที่จัดให้อยู่ในห้องที่แบ่งไว้ภายในวิหาร ๑๐๐ เมตร

พอภาวนาทำตามคำที่หลวงพ่อแนะนำ ครูฝึกมาถึงสอนวิธีตัดร่างกาย ตอนนั้นรู้สึกทำได้ น้อมใจได้ ตอบตามความรู้สึกจริงๆ ไม่ห่วงอะไรทั้งสิ้น ตายเป็นตาย เห็นภาพชัดเจนแจ่มใสมาก แต่ภาพที่เห็นอาจไม่เหมือนกัน กับครูก็ไม่เป็นไร ครูพาไปไหนไปได้หมด ถึงพระนิพพาน กราบพระพุทธองค์ เข้าวิมานของเราที่นิพพาน กราบผู้มีคุณ ท่านปู่พระอินทร์ไปได้ไม่ติดขัด พอหมดเวลาลืมตา

โอโห มีเรากับครูฝึกตัวต่อตัว ถามชื่อครูฝึกคือคุณแม่สุมนา ขออนุญาตเรียกท่านว่าแม่นะคะ แต่ไม่ทราบนามสกุลเพราะไม่ได้ถามไว้ แม่สุ บอกว่าคราวหน้ามาฝึกให้ออกไปข้างนอก (คือไม่ต้องเข้ามานั่งในห้อง ให้อยู่กับพวกข้างนอก) ฝึกท่องเที่ยวได้เลย แต่ใจจำและทำอารมณ์ให้ได้อย่างวันนี้ ก็งง รู้สึกดีใจ งง คำถามติดในใจมากมาย อย่างที่คนที่เคยทำได้ใหม่ๆ

ครั้งแรกๆ คงมีบ้างที่เป็นเหมือนเรา ตอนนั้นไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่แปลกใจว่าเราดีขนาดไปนิพพานได้เชียวหรือ ไปกราบพระพุทธองค์ ได้เห็นพระพุทธองค์ มีวิมานในนิพพานด้วย นั่งได้ นอนได้ ทั้งดีใจ แปลกใจ สับสนไปหมด แต่หลังๆ มานี้ก็ได้คำตอบอะไรๆ มากขึ้น ว่าเพียงขณะที่เราเจริญพระกรรมฐาน ถ้าเราระงับนิวรณ์ได้ อารมณ์อยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ

เราก็สามารถทำได้และก็มีการรักษาศีลให้เป็นปกติ ตัวเองแต่ก่อนก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย แต่ตั้งแต่มาพบหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็เริ่มที่จะรักษาศีล ๕ แรกๆ ก็ระวังบ้าง แต่หลังๆ ก็รู้สึกไม่หนักใจ คอยเช็คดูก่อนนอนว่าวันนี้เรามีอะไรผิดศีลไหม ถ้ามีจะรู้สึกไม่ดีเลย แต่พยายามไม่เกาะความรู้สึกนั้น ตั้งแต่วันที่ได้พบหลวงพ่อจนปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าตั้งใจฆ่าสัตว์ด้วยความจำเป็นเพียงหนเดียว

(รู้จักหลวงพ่อไปที่วัดปี ๔๔ ขณะที่เขียนปี ๔๕) คือฆ่าปลวก เอายาฆ่าแมลงฉีด นอกนั้นถ้าเจตนารู้สึกจะไม่มี หรืออาจจะมีแต่นึกไม่ออก ไม่เคยบอกว่าตัวเองถือศีลห้าได้และบริสุทธิ์ด้วย เพียงแต่จะพูดว่าเรากำลังรักษาศีลห้า แต่จะบริสุทธิ์เพียงใดนั้นไม่ทราบ ถ้ามีเพื่อนๆ มาชวนให้ผิดศีล เช่น กินเหล้า กินไวน์ ก็จะบอกปฏิเสธไปเลยว่า ไม่ได้ รักษาศีลอยู่ แต่ไม่เคยบอกว่าถือศีล


อีกอย่างที่ประทับใจในองค์หลวงพ่อ อย่างที่บอกไว้คือ อ่านหนังสือของหลวงพ่อมาหลายเล่ม เช่น ประวัติหลวงพ่อปาน ขณะที่อ่านมาถึงช่วงปลายชีวิตของหลวงปู่ปานที่จะมรณภาพ ท่านได้บอกกับหลวงพ่อว่า “ลิงดำเอ๊ย บอกทุกคนว่าพ่อลาละนะ” แล้วก็ “ใครที่ทำความดีมากไม่ได้ ก็ขอให้ทำความดี ที่พ่อขอ ๒ อย่างคือ ไม่ให้เป็นโจรลักขโมยกับอย่าดื่มสุรา”

๒ ข้อนี้พบในหนังสือเล่มอื่นอีกด้วย ที่พูดถึงหลวงปู่ปาน แล้วหลวงปู่ยังบอกอีกว่า “ทุกคนถ้าตายแล้ว ขอให้ไปสวรรค์ ไปพรหม ไปนิพพาน” (จากหนังสือเล่มอื่น) อ่านแล้วรู้สึกอยากจะร้องไห้ มันตื้นตันใจ บอกไม่ถูก ความรู้สึกตอนนั้นมันอธิบายไม่ได้ ครั้งที่สอง ก็ตอนที่อ่านประวัติของหลวงพ่อ ตอนที่ใกล้มรณภาพอีกเหมือนกัน ท่านช่างเหมือนหลวงปู่คือ

ห่วงลูกหลาน หวังดี พร่ำสอน อบรมทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ท่านเองเจ็บหนัก ทุกขเวทนามาก (ขณะอ่านภาพความรู้สึกมันออกมาหมด แต่ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด เพราะตัวเองยังเลวอยู่มาก และไม่ค่อยได้ฝึกกรมฐาน แต่นั่นมันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ) และครั้งที่สาม ได้อ่านประวัติของหลวงพ่อเล่มใหญ่ ที่ท่านบอกถึงวิธีตามศิษย์ของท่านครั้งนี้เก็บไม่อยู่จริงๆ น้ำตาไหลออกมาเลย

ร้องไห้เหมือนมันเก็บกดไว้นาน ดีใจที่หลวงพ่อได้มาตามลูก และดีใจมากที่ข้าพเจ้าก็ได้เป็นลูกหลานของหลวงพ่อ แต่ก็ยังเลวมากๆ ทุกวันนี้ก็พยายามทำตามที่องค์หลวงพ่อสั่งสอนตักเตือน ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามทำไป อย่างน้อยที่สุดเราก็ใฝ่หาดี จะได้ดีหรือไม่แค่ไหนนั้นไม่ทราบได้ ก็ขอจบคำบันทึกไว้เท่านั้น ก็คิดว่าคงพอมีสาระบ้าง

สิ่งใดที่ลูกได้บันทึกไว้นี้ควร มิควร ผิดพลาดหรือไม่เหมาะสมอย่างไร ลูกต้องขอขมาพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระธรรมและพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย มีหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นที่สุด ขอได้โปรดอดโทษให้กับลูกด้วย สิ่งใดที่เป็นสาระบ้างเล็กๆ น้อยๆ ลูกขอน้อมถวายกุศลนี้แด่พระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อเป็นที่สุด ขอได้โปรดโมทนากุศลนี้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
[*] posted on 18/7/12 at 13:58 [ QUOTE ]


31

หัวล้านนอกครู


วันชัย โสภณสกุลรัตน์

พบกับหลวงพ่อ

ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงพ่อที่วัด เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ โดยท่านอาจารย์ ดร.ปริญญา นุตาลัย เป็นผู้พาไป วันที่ไปที่วัดครั้งแรก มีความประทับใจในวัดเป็นพิเศษ เพราะไม่เคยเห็นวัดที่สวยอย่างนี้มาก่อน ด้วยข้าพเจ้าเติบโตมาในครอบครัวพ่อค้าชาวจีน วันวันขายแต่ตะปู ขายสกรูน็อตกับแป๊บน้ำ ไม่ได้ใกล้ชิดกับวัด หรือพูดให้ถูกก็คือพระพุทธศาสนามากนัก วันเทศกาลทำบุญก็ไปแต่ศาลเจ้า จะไปวัดนับได้น้อยครั้งมาก

จนกระทั่งได้ไปเรียนหนังสือที่เชียงใหม่ จึงได้รู้จักไปเที่ยวตามวัดบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ประทับใจอะไรนักหนา จนได้มาเห็นวัดท่าซุงนี่แหละ ความจริงข้าพเจ้าเคยได้ยินชื่อหลวงพ่อมาก่อน จำได้ว่าอยู่สมัยเรียนมัธยม วันหนึ่งขณะขายของที่ร้าน ลูกจ้างในร้านได้เอาวารสารพระเล่มหนึ่งมาอ่าน ประเภทโลกทิพย์หรืออะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้ ก็เอาของเขามาเปิดพลิกดู พบเรื่องของหลวงพ่อกับเรื่องยันต์เกราะเพชร

สะดุดตากับชื่อสมญาของท่าน จึงลองอ่านดู ลูกจ้างเห็นก็ยังมาพูด้วยทำนองว่า พระองค์นี้ดังนะ ลูกศิษย์เยอะแยะเลย ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่คิดว่า พระอะไรชื่อแปลกๆ การคิดของข้าพเจ้านั้น น่าจะมีผล แต่จะเป็นผลดีหรือผลร้าย เดี๋ยวข้าพเจ้าจะเล่าต่อไป หลังจากไปที่วัดครั้งนั้นแล้ว ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ไปกราบหลวงพ่อและไปทำบุญกับท่านอีก เนื่องจากข้าพเจ้าทำงานกับ ดร.ปริญญา

ส่วนใหญ่จึงเป็นการติดตามอาจารย์ไปหาท่าน ไปทำบุญกับท่านหรือไปช่วยงานวัดต่างๆ แต่จะไม่ได้เข้าไปรับใช้ใกล้ชิด ด้วยสำนึกตนว่า เป็นสานุศิษย์รุ่นหลัง แถมยังเป็นลูกศิษย์ชั้นเลว ศีล ๕ พร่องบ้างเต็มบ้างอยู่เสมอ แต่กระนั้นก็ยังเคารพนับถือหลวงพ่อท่านอยู่ตลอดเวลา ต่อมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสบวชถวายหลวงพ่อ เมื่อคราวบวชพระ ๑๘๐ องค์ ปี ๒๕๓๒ เนื่องจากเป็นการบวชครั้งแรกในชีวิต

จึงมีแต่ความตื่นเต้น ประหม่า แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาและกำลังใจบริบูรณ์ ก่อนบวชได้เข้าไปรับไตรจากหลวงพ่อ ซึ่ง ดร.ปริญญา ท่านอยู่ข้างๆ ด้วย ท่านได้พูดหยอกข้าพเจ้ากับหลวงพ่อทำนองว่า “หลวงพ่อครับ มาแล้วครับ คนนอกครูมาแล้วครับ” (ข้าพเจ้ามีผมด้านหน้าน้อย ขนาดเวลาโกนหัวบวช หลวงพี่ที่โกนหัวให้ ท่านยิ้มเลย บอกว่าโกนง่าย เดี๋ยวเดียวเกลี้ยง)

หลวงพ่อท่านก็พยักหน้าหัวเราะว่า “เออๆ เขาเรียกพวกหัวล้านนอกครู” ข้าพเจ้าก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ แต่กำลังใจฟูขึ้นมาทันที เพราะรู้สึกได้ถึงความเมตตาปรานีน้ำเสียงของหลวงพ่อท่าน ทำให้ลดความตื่นเต้นประหม่าลงไปได้มาก ในวันสึก พระบวชใหม่ทั้งหมดก็ไปรับโอวาทจากหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็ให้โอวาท และท่านก็ถามพระสุวิทย์ (คุณสุวิทย์ สวรรค์กสิกร)

ที่บวชพร้อมกันกับข้าพเจ้าว่า “สุวิทย์จะสึกหรือ” ซึ่งท่านสุวิทย์ก็ตอบว่า “สึกครับ” แต่เมื่อถึงเวลาสึกจริงๆ ข้าพเจ้าเห็นท่านสุวิทย์ร้องไห้น้ำตานองหน้าเต็มไปหมด ข้าพเจ้าตอนนั้นยังเฉยๆ แต่เมื่อกลับมาเก็บของที่ที่พัก ข้าพเจ้าเหมือนได้ยินเสียงหลวงพ่อที่ท่านถามท่านสุวิทย์ว่าจะสึกหรือ ขึ้นมาในใจ ข้าพเจ้าก็มานึกว่า เราบวชเป็นพระอยู่ดีดี ใจมีแต่ความสุข ความสงบ

ได้ฟังหลวงพ่ออบรมสั่งสอนทุกวัน แล้วจะมาสึกทำไมเสียเล่า เท่านั้นเองความอาลัยในผ้าเหลือง ทำให้ข้าพเจ้าปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ยังคงได้มาช่วยงานวัด ได้มากราบทำบุญกับหลวงพ่ออยู่เรื่อยๆ ได้ช่วยงาน ดร.ปริญญา จัดพิมพ์หนังสือให้หลวงพ่อ หลังจากหลวงพ่อท่านมรณภาพไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังได้ช่วยงานวัด งานพิมพ์หนังสือมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ความประทับใจที่มีต่อหลวงพ่อ
เรื่องที่เล่ามาตั้งแต่ต้น เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าได้มารู้จัก มาพบกับหลวงพ่อ ได้มากราบเป็นลูกศิษย์ท่าน ได้มาพบความเมตตากรุณาของท่านที่จะช่วยสงเคราะห์ลูกศิษย์ หรือเจริญศรัทธาพุทธศาสนิกชน อย่างไม่เห็นแก่ความยากลำบากส่วนองค์ ทั้งการอบรมสั่งสอน ทั้งการก่อสร้างวัด ทั้งการสงเคราะห์ศิษย์ บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อต้องลุกพรวดพราด ให้ลูกศิษย์ช่วยพยุงไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างงานทำบุญของวัด

เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้าท่าน และหลายครั้งที่ข้าพเจ้าเห็นลูกศิษย์ต้องช่วยกันประคับประคองท่าน ที่เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากลับที่พักหลังจากเสร็จงานหรือรับแขก แต่ทุกครั้ง แม้ท่านจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เจ็บป่วยเพียงไหน สิ่งที่ลูกศิษย์หรือศรัทธาทั้งหลายจะได้เห็น ก็คือ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาของท่านเท่านั้น ครั้งหนึ่ง ดร.ปริญญา ได้ถวายพรมปูพื้นห้องนอนให้หลวงพ่อ

สมัยนั้นหลวงพ่อพักอยู่ที่ตึก ๔ ชั้นข้างศาลาร้อยเมตร ซึ่งการจะปูพรมติดตั้งในห้องนั้น จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายสิ่งของในห้องออกมาทั้งหมดก่อน เมื่อปูพรมเสร็จแล้วจึงจะขนย้ายข้าวของเข้าไปไว้ดังเดิม และเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนหลวงพ่อ จึงต้องกระทำกันในช่วงที่หลวงพ่อลงรับแขก ซึ่งมีเวลาไม่มากนัก ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปช่วยอาจารย์กับพวกขนย้ายข้าวของดังกล่าวด้วย ข้าพเจ้าได้พบว่า

ห้องนอนหลวงพ่อมีข้าวของท่านเกะกะเต็มไปหมด หนาแน่นมาก อีกทั้งยังมีฝุ่น มีหยากไย่แมงมุมหลายแห่ง ใจข้าพเจ้าขณะนั้นคิดขึ้นมาว่า โอ หนอ หลวงพ่อท่านเมตตาดูแลสงเคราะห์ศิษย์มากมาย มีภาระต้องดูแลวัดใหญ่โต แต่ตัวท่านเองท่านไม่สนใจดูแลเลย ท่านไม่ปรารถนาความสุขสบายส่วนองค์เลย ห้องนอนของท่าน ท่านก็ปล่อยปละ ใช้เฉพาะเวลาพักผ่อน และเวลาทำงานของท่านเท่านั้น

นี่แสดงให้เห็นถึงพระคุณอันใหญ่ยิ่งของท่าน ที่อุทิศตนให้กับการสงเคราะห์ศิษย์ อบรมสั่งสอน โดยไม่ใส่ใจกับความสะดวกสบายขององค์ท่านเอง สิ่งที่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นอีกประการคือ หลวงพ่อท่านให้ความเมตตากับศิษย์หรือศรัทธาต่างๆ คณะต่างๆ เสมอกัน ท่านปฏิบัติกับทุกคนเท่าเทียมกัน บรรดาเหล่าศิษย์ของหลวงพ่อ จะมีทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ หลายคนมียศสูงเป็นนายพล นายพัน

อีกทั้งคุณหญิงคุณนายมากมาย ไปจนถึงชาวบ้านร้างช่อง ตาสีตาสา ยายมายายมีทั่วไป ซึ่งหลวงพ่อท่านก็ให้ความรักและความเมตตา และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหมด เหมือนพ่อรักลูกเท่ากันทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไร งานบุญของวัดทุกครั้งทุกท่านก็จะเห็นผู้คนมาทำบุญหลากหลายไปหมด ทั้งแต่งตัวสวยงาม หรือแต่งตัวธรรมดา มีผ้าถุงผ้าซิ่นต่างๆ สีสันลวดลายตามสบาย ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ

ทำให้ข้าพเจ้ารักและภาคภูมิใจในองค์หลวงพ่อท่าน ข้าพเจ้าเคยไปทำบุญที่วัดวัดหนึ่ง วัดนี้โด่งดังเรื่องการประชาสัมพันธ์ ชักจูงให้คนรุ่นใหม่มาเข้าวัดได้มาก เวลาทำป้ายโฆษณาวัด จะมีรูปถ่ายลูกศิษย์ใส่ชุดขาวเต็มไปหมด เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปในวัด ก็รู้ได้ทันทีถึงความแปลกแยกเพราะข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ชุดขาวเข้าไป หลายสายตาที่มองมา เหมือนจะเป็นการติเตียนว่า ทำไมไม่ใส่ชุดให้เข้ากับพวกเขา

อีกทั้งยังมีการชี้ชวนให้ดูจุดที่จะซื้อชุดขาวมาใส่เสียอีก เหมือนกับว่า ถ้าไม่ใส่ชุดขาวมาไม่ควรมาทำบุญที่วัดพวกฉัน ซึ่งหลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเข้าวัดแห่งนั้นอีกเลย นอกจากนี้ วัดท่าซุงของหลวงพ่อจัดงานบุญเพื่อบุญอย่างแท้จริง ทุกคนที่มาวัดก็เพื่อมาทำบุญกับหลวงพ่อ มากราบหลวงพ่อเท่านั้น เวลามีงานวัด จะไม่มีมหรสพใดใดทั้งสิ้น ยกเว้นวงดุริยางศ์ของโรงเรียนวัดเท่านั้น

หลายครั้งที่ข้าพเจ้าเห็นป้ายเชิญชวนผู้คน ไปทำบุญตามวัดต่างๆ จะมีการบรรยายอย่างละเอียดว่า ในวันนั้นวันนี้จะมีนักร้องคนไหนบ้าง มีดาราคนใดมาบ้าง หรือมีลิเกดนตรีคณะใดมาบ้าง ทำให้เกิดความสงสัยว่า จะเชิญชวนไปทำบุญ เพื่อบุญหรือเพื่อการบันเทิงกันแน่ แต่ที่วัดท่าซุงของหลวงพ่อจะไม่มีสิ่งเหล่านรี้เลย

สานุศิษย์ทั่วทุกทิศที่มา ก็มาเพื่อทำบุญกับวัด มากราบหลวงพ่อทั้งนั้น ช่างเป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา และน่าตื้นตันใจนัก อีกประการหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย นั่นคือ คำสอนของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านมีลูกศิษย์หลายระดับ ทั้งระดับความรู้ (ทางธรรมะ) ขั้นด็อกเตอร์หรือศาสตราจารย์ ทั้งระดับมัธยม หรือประถม ก-กา อย่างข้าพเจ้า แต่ท่านก็มีคำสอนคำอบรมให้กับศิษย์ได้ทุกระดับเช่นกัน

จะเอาความรู้ด้านธรรมะล้วนๆ ทานก็สอนให้ได้จะเอาเรื่องกรรมฐาน ๔๐ หรือจะเอาเรื่องมหาสติปัฏฐาน ๔ ท่านก็เล่าให้ฟังได้ หรือจะเอาแค่เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องเทวดา ท่านก็ไม่ว่า มีให้ครบ แล้วแต่ลูกศิษย์คนไหนจะมีสติปัญญาเกี่ยวเกี่ยวไปได้เท่าใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถกระทำได้เลย หาครูผู้สอนคือหลวงพ่อของเรา ไม่ได้มีความรู้แจ้งเห็นจริง มิได้มีความรู้เจนจบครบถ้วนในทุกๆ ด้าน

ดังคำของพระคุณเจ้าหลวงพ่อดาบส สุมโน ที่อารามไผ่มรกต เชียงราย ที่ท่านได้ละสังขารไปแล้ว เล่าให้หลวงพี่ที่วัดฟังว่า “หลวงพ่อของเราเปรียบเสมือนต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขาใหญ่ที่สุดในโลก มีผลไม้สุกเต็มต้น เพียงแต่นั่งใต้ต้นไม้แล้ว ก็เด็ดผลลงมากินได้สบาย” แต่ข้าพเจ้ากลับคิดมากไปกว่านั้นว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อไม่ได้แค่มีผลไม้ (ธรรมะ) ให้ลูกศิษย์เด็ดกินเท่านั้น ท่านยังมีให้เลือกอีกด้วยว่า

จะเอาผลใหญ่หรือผลเล็ก รสหวานมากหรือหวานน้อย หากศิษย์คนใดมีกำลังปัญญามากอยากได้ผลใหญ่ ก็เอาผลใหญ่ไป หากคนไหนกำลังน้อยไม่ชอบผลใหญ่ ก็เอาผลเล็กไป แต่สุดท้ายก็จะต้องอิ่มเหมือนกัน เพียงแต่กินผลเล็กก็ต้องกินมากหน่อย นานหน่อยเท่านั้น นอกจากนี้ คำสอนของหลวงพ่อท่านจะชัดเจน แจ่มเจ้ง ตรงไปตรงมาอยู่ตลอด จะไม่มีการยืดเยื้อ อ้อมค้อม

เวลาอ่านหรือฟังคำสอนของท่าน ก็จะคิดตามได้ทันที ไม่ต้องมีการตีความ เรื่องนรกท่านก็บอกนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องนิพพาน ท่านก็บอกสวรรค์นิพพานได้ตรงๆ เรื่องถ้าทำอย่างนี้แล้วจะเป็นอย่างไร ขึ้นสวรรค์หรือตกนรกชั้นไหน ท่านสอนหมด ไม่มีปิดบัง ไม่ต้องอ้อมค้อม กระมิดกระเมี้ยน กลัวเกรงผู้คนจะติฉินนินทาอย่างท่านอื่นๆ หลวงพ่อท่านถือว่า ท่านสอนศิษย์ของท่าน

ใครอยากรู้ก็มาฟังเอาไป ข้าพเจ้าเองเมื่อมาสนใจในพระพุทธศาสนา ก็ไปค้นคว้าหาหนังสือมาอ่าน ตามประสาคนชอบอ่านหนังสือ ได้อ่านของพระอาจารย์อื่นๆ อีกหลายท่าน แต่ก็ไม่มีท่านใดที่อ่านแล้ว จะชัดเจนจับจิตจับใจเหมือนกับของหลวงพ่อได้ จนเดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าก็เลิกสนใจที่จะไปหาคำสอนหรือตำราของท่านอื่นๆ มาอ่านอีกเลย

ประสบการณ์ของข้าพเจ้า
แม้ข้าพเจ้าจะไม่ใคร่ได้ใกล้ชิดหลวงพ่อ แต่ก็มีประสบการณ์บางอย่างที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง ในช่วงสองสามปีแรกที่ข้าพเจ้ามาหาหลวงพ่อ หรือแม้แต่มางานบุญของวัด ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า ข้าพเจ้าได้ยินเสียงหลวงพ่อไม่ชัด เหมือนกับว่าหูจะอื้ออยู่เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่หูข้าพเจ้าก็ปกติดี แต่ทำไมเวลาฟังเสียงหลวงพ่อออกลำโพงหรือแม้แต่ฟังจากปากท่านเองก็ยังไม่ค่อยชัด ได้ยินน่ะได้ยิน แต่ได้ยินอู้อี้

บางทีไม่รู้ว่าท่านพูดอะไร แรกๆ ก็นึกว่าลำโพงของวัดไม่ดี หรือเสียงก้องมากไป แต่ก็บ่อยมากจนข้าพเจ้าสงสัย แต่ก็เก็บเอาไว้ในใจอยู่นาน ต่อมาปรึกษาผู้รู้ ท่านก็บอกให้ขอขมาพระรัตนตรัยและหลวงพ่อ ซึ่งข้าพเจ้าก็ทำตาม หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อเหมือนคนอื่นปกติทั่วไป นับเป็นเรื่องแปลก แต่สิ่งนี้ข้าพเจ้าคิดว่าอาจเป็นเพราะการนึกปรามาสชื่อท่านเมื่อสมัยก่อนก็เป็นได้

จนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าได้ช่วย ดร.ปริญญา จัดทำหนังสือให้วัดมากมายหลายเล่มแล้ว เช่น ลูกศิษย์บันทึก สมบัติพ่อให้ และที่มีจำนวนมากที่สุดคือชุดรวมคำสอน ที่ปัจจุบันได้จัดพิมพ์ถึงเล่มที่ ๑๖ แล้ว ซึ่งข้าพเจ้าเองก็มีประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ในการช่วยจัดพิมพ์หนังสือรวมคำสอนนี้มาเล่าให้ฟัง ข้าพเจ้าขอเท้าความสักนิดหนึ่ง หนังสือรวมคำสอนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากท่าน ดร.ปริญญา นุตาลัย ประสงค์จะรวบรวมคำสอนอบรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ

ที่ท่านได้อุตส่าห์เหนื่อยยากลำบาก อัดใส่เทปไว้ให้พวกเราเหล่าศิษยานุศิษย์และผู้สนในในธรรมะทั่วไปได้ฟัง รวมทั้งเทปที่ทางวัดได้อัดเสียงหลวงพ่อไว้ในการเทศนาอบรมในวาระต่างๆ กัน เทปที่อัดไว้ทั้งหมดนี้มีหลายพันม้วน และครอบคลุมเนื้อหาทางพระพุทธศาสนาเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะหลักปฏิบัติที่จะทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากห้วงวัฏฏสงสาร

เข้าสู่พระนิพพานอันเกษม ท่าน ดร.ปริญญา ด้วยความสนับสนุนจากท่านพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ ท่านเจ้าอาวาส ซึ่งต้องการจัดรวบรวมคำสอนของหลวงพ่อท่านเป็นหมวดหมู่ จัดพิมพ์เป็นตำราอันคงทนถาวร เพื่อสะดวกแก่ผู้สนใจสามารถมาค้นหาหรืออ้างอิงและนำไปปฏิบัติตามได้ ในการจัดพิมพ์นั้น เริ่มแรก ดร.ปริญญา ท่านจะนำเทปที่ได้มาจากทางวัด แจกจ่ายให้เหล่าศิษย์ผู้สนใจไปทำการถอดเทปลงมาเป็นตัวหนังสือ

แล้วส่งคืนมาให้ท่าน เมื่อใกล้ถึงเวลาจัดพิมพ์ออกมาตามวาระงานบุญต่างๆ ของวัด ท่าน ดร. ก็จะทำการคัดแยกเรื่อง จัดเรียง เป็นหมวดหมู่ และส่งให้ผู้ช่วยพิมพ์ พิมพ์เป็นต้นฉบับในคอมพิวเตอร์ แล้วท่านก็จะอ่านกลั่นกรองเองก่อนหนึ่งรอบ เพื่อแก้ไขตัดต่ออีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วจึงอ่านทวนเพื่อตรวจแก้คำผิดอีกหนึ่งหรือสองรอบแล้วแต่โอกาส จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าในการช่วยตรวจทานแก้ไขอีกหนึ่งหรือสองรอบ

จากนั้นจึงจะส่งไปยังโรงพิมพ์เพื่อจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมา สิ่งที่ข้าพเจ้าประสบก็อยู่ตรงนี้เอง นั่นคือ ทุกครั้งที่ ดร.ปริญญา คัดเลือกเรื่องที่จะนำมาพิมพ์นั้น ท่านจะกระทำเองทั้งหมด ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนร่วมช่วยด้วยเลย ข้าพเจ้าจะได้ทราบว่า เล่มนี้พิมพ์เรื่องอะไรบ้างก็เป็นเวลาที่ข้าพเจ้าต้องอ่านทวนเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่อ่านตรวจทาน ข้าพเจ้าจะพบว่า มีคำสอนของหลวงพ่อมาปรากฏและสอนข้าพเจ้าในเรื่องที่ติดค้างในใจข้าพเจ้าอยู่ในขณะนั้นเสมอๆ หลายๆ ครั้ง

ในขณะนั้นข้าพเจ้ามีความทุกข์ใจในเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน เรื่องครอบครัว ความเป็นอยู่ เมื่อมาอ่านตรวจแก้ ข้าพเจ้าก็จะพบคำสอนของหลวงพ่อ ปรากฏอยู่ในเล่มทุกครั้ง บางครั้งก็ไม่ใช่คำสอนแต่เป็นคำอบรมหรือคำตักเตือนห้ามในเรื่องความเลวที่ใจข้าพเจ้ากำลังคิดอยู่ก็มี ราวกับว่าเวลานั้น ข้าพเจ้าได้ไปนั่งเล่าเรื่องความกังวลหรือความในใจของข้าพเจ้าให้หลวงพ่อท่านฟัง แล้วท่านสั่งสอนตักเตือนข้าพเจ้าต่อหน้า

บางทีอ่านอ่านไปก็ตื้นตัน น้ำตาซึมออกมาว่า หลวงพ่อท่านช่างรู้ใจข้าพเจ้าจริงๆ แต่บางทีอ่านอ่านไปก็ต้องสะดุ้ง เพราะถูกหลวงพ่อด่าเอาก็เคยมี เหตุที่ประสบนี้ ข้าพเจ้ามิเคยได้แพร่งพรายปริปากให้ท่าน ดร.ปริญญา ทราบเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งได้มาเขียนเรื่องในครั้งนี้ และก็เป็นไปไม่ได้เลยที่อาจารย์จะมาล่วงรู้ถึงความในใจของข้าพเจ้าในขณะนั้น แล้วมาเลือกเรื่องให้ตรงใจ บางท่านอาจจะว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์และถือเป็นเพราะอานุภาพความรัก ความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ไพศาลของหลวงพ่อ ที่ได้มาโปรดสั่งสอนลูกศิษย์ปลายแถวอย่างข้าพเจ้า และสิ่งเหล่านี้มิใช่ข้าพเจ้าประสบอยู่แต่เพียงผู้เดียว ข้าพเจ้ามีพยานยืนยันมากมาย เพราะหลายท่านก็เคยได้มาปรารภกับข้าพเจ้าในเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ทั้งผู้อ่าน ผู้พิมพ์ หรือแม้แต่ผู้ถอดเทปเอง โดยเฉพาะผู้พิมพ์บางท่านมาบอกกับข้าพเจ้าว่า

บางทีพิมพ์พิมพ์ไป ต้องหยุดร้องไห้เพราะกำลังพิมพ์เรื่องที่ตรงกับเรื่องในใจก็มี ผู้อ่านบางท่านบอกว่า เวลากลุ้มใจหรือทุกข์ใจ หยิบหนังสือมาเปิดมาอ่านปุ๊บ ก็จะเจอเรื่องที่หลวงพ่อสอน หรืออบรมแก้ไขให้ทันทีเสมอ ท่านที่มีหนังสืออยู่ลองหยิบมาเปิดอ่านดูสิครับ อาจจะเจอเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างข้าพเจ้าก็เป็นได้ ข้าพเจ้ามีประสบการณ์อีกเล็กน้อย ข้าพเจ้ามีบ้านอยู่ปากน้ำ ทำงานอยู่รังสิต ทุกวันต้องขับรถไปกลับวันละเกือบ ๑๖๐ กม.

อีกทั้งข้าพเจ้าเป็นคนขับรถเร็ว รถคันที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ซื้อมาได้ ๕ ปี เลขไมล์ขึ้นเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ กม. แล้ว วันที่อกรถมาจากห้าง ข้าพเจ้าก็อาราธนาน้ำมันชาตรีมาเจิมหน้ารถ (ข้าพเจ้าไม่ชอบลงยันต์ เจิมแป้งในรถเลอะเทอะ) แล้วก็อัญเชิญรูปเหมือนหลวงพ่อองค์เล็กมาประดิษฐานอยู่หน้ารถ ตลอด ๔ ปีกว่าที่ขับรถคันนี้มา ข้าพเจ้าไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ เลย จะมีก็เพียงรถจักรยานยนต์มาชนท้ายหนึ่งครั้ง

และหลับในขับรถไปเฉี่ยวนั่งร้านสีถลอกเล็กน้อยอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น ข้าพเจ้ายังเคยกล่าวอวดกับคนเตือนไม่ให้ข้าพเจ้าขับรถเร็วเลยว่า “ไม่กลัว ต้องรู้สิว่า ใคร (หมายถึงหลวงพ่อ) นั่งคุมรถอยู่” ซึ่งเหตุการณ์ก็ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น แต่เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมานี้เอง กรอบพลาสติกเลี่ยมองค์หลวงพ่อหลุด ข้าพเจ้าจึงเชิญหลวงพ่อลงจากรถ เพื่อจะนำไปเลี่ยมกรอบใหม่ แต่ด้วยความขี้เกียจก็ยังไม่ได้หากรอบให้ท่านทันที ผัดผ่อนมาเรื่อย

เท่านั้นเอง อาทิตย์เดียวได้เรื่อง วันนั้น ข้าพเจ้าขับรถกลับจากที่ทำงาน เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ขับมาบนทางด่วนถึงแยกท่าเรือ กำลังจะแยกไปทางบางนา รถค่อนข้างติด ขับตามๆ กันมา ความเร็วก็ไม่มาก ประมาณ ๖๐ กม./ชม. เท่านั้น กำลังจะขึ้นแยก ข้าพเจ้ารู้สึกจะวูบไปนิดหนึ่ง ชั่วขณะจิตเท่านั้น พอรู้สึกตัว ก็เห็นรถกระบะข้างหน้าหยุด แล้วรถข้าพเจ้าก็พุ่งเข้าชนท้ายรถคันนั้น ตอนชนรู้สึกว่าชนเบามาก ไม่แรงเลย แต่พอลงมาดู ข้าพเจ้าถึงกับเข่าอ่อน

เพราะรถข้าพเจ้าด้านหน้ายุบเข้าไปจนเกือบถึงเครื่องยนต์ หม้อน้ำยุบพัง ฝากระโปรงเปิดงอ ไฟหน้าแตกหมดเลย ส่วนรถที่ข้าพเจ้าชน กันชนท้ายยุบ แต่ตัวรถไม่เป็นอะไรมาก แม้ว่ารถข้าพเจ้าจะมีประกัน แต่ก็ต้องไปเข้าอู่ร่วมเดือน ถามอู่ดู เขาว่าค่าซ่อมถ้าจ่ายเองไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นบาทแน่นอน จึงนับว่าเป็นความโชคดีบนความโชคร้ายของข้าพเจ้า เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ใส่กรอบให้องค์หลวงพ่อ

เพราะไปที่ร้านเขาไม่ยอมทำให้ แต่ให้ฝากทิ้งไว้ แล้วให้มาเอา ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ยอม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เชิญท่านทั้งที่ไม่มีกรอบนี่แหละ มานั่งเป็นที่พึ่งให้ข้าพเจ้าต่อ ทันทีที่รถอกจากอู่มาข้าพเจ้าก็ยังนึกตัดพ้อในใจเลยว่า “แหม ท่านนั่งคุมมาตั้งสี่ปี เชิญลงแป๊บเดียวได้เรื่องทันทีเลย”

ลูกศิษย์คนนี้ไม่มีวันนอกครู
แม้ว่าข้าพเจ้าจะเป็นลูกศิษย์ชั้นหางแถว แต่ข้าพเจ้าก็มีความรัก ความศรัทธาในองค์หลวงพ่อ ยึดมั่นในคำสอนของท่านอย่างมั่นคง ทุกวันนี้ คำสอนของท่านที่ว่า “อัตตนา โจทยัตตานัง” อยู่ในจิตในใจของข้าพเจ้าตลอด และข้าพเจ้าก็มีความเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่า ข้าพเจ้าจะมีสุคติเป็นที่ไปอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าเชื่อในหลวงพ่อ เชื่อในคำสอนของท่าน

ข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยผลบุญบารมีที่ข้าพเจ้าได้สร้างสมมาตลอดนั้น ได้ทำให้ข้าพเจ้าได้มาพบกับหลวงพ่อ มาเป็นศิษย์ของท่าน และทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเกาะชายผ้าเหลืองท่าน ไปสู่จุดหมายอันนิรันดร์ ที่ท่านได้พากเพียรสั่งสอนพวกเราตลอดมา ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ลูกศิษย์หัวล้านคนนี้ จะไม่มีวันนอกครูอย่างแน่นอน

ll กลับสู่สารบัญ


32

หลวงพ่อของเรา


ปริญญา นุตาลัย


ผู้เขียนได้พยายามบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ประสบมาเกี่ยวกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเจริญศรัทธาลูกหลาน และศิษยานุศิษย์ของท่าน และเพื่อประโยชน์ของท่านสาธุชนคนดีทั้งหลาย เรื่องบางเรื่องอาจเกินสายตาไปบ้าง แต่ผู้เขียนก็หวังประโยชน์สำหรับท่านพุทธศาสนิกชนคนรักดีทั้งหลาย ดังนั้นเพื่อมิให้เรื่องนี้เป็นโทษแก่ผู้ใด กติกาของการอ่านเรื่องนี้ก็คือ คนพาลห้ามอ่าน

ขออนุญาตหลวงพ่อสร้างรูปหลวงปู่ปานและรูปหลวงพ่อไว้หน้าโบสถ์
วันหนึ่ง เห็นจะเป็นราวๆ เดือนกรกฎาคม ๒๕๑๗ ผู้เขียนลงมาจากเชียงใหม่ มาหาพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่วัดท่าซุง หลังจากฉันเพลเสร็จแล้ว ท่านชวนไปที่ตลาดชัยนาท เพื่อหาซื้อลูกแก้วมาทำแก้วมณีรัตนะ ผู้เขียนก็พาท่านไป ระหว่างเดินหาซื้อลูกแก้ว (สมัยนั้นมีแต่แบบแก้วใส และมีกลีบมะเฟืองบิดสีต่างๆ อยู่ภายใน ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก) ท่านชี้ให้ดูทุกข์ของคนขายของ

ท่านบอกว่าเงินแต่ละบาทเขาหามาได้ด้วยความยากลำบาก ดังนั้นพระจึงควรระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเงินทองของชาวบ้าน หลังจากซื้อลูกแก้วก็เดินทางกลับมาข้ามแพที่อำเภอมโนรมย์ ในระหว่างอยู่ในแพ พวกเราลงจากรถมายืนอยู่บนแพ ผู้เขียนได้โอกาสจึงกราบเรียนท่านว่า “หลวงพ่อครับ ผมขออนุญาตปั้นรูปหลวงพ่อกับหลวงปู่ปานไว้หน้าโบสถ์นะครับ”

ท่านตอบว่า “เออ คุณคิดเหมือนใจฉัน” ผู้เขียนจึงกราบเรียนท่านต่อว่า “ผมขอปั้นรูปหลวงพ่อกับหลวงปู่ ขนาด ๕ นิ้ว กับ ๙ นิ้ว เพื่อให้คนได้บูชาด้วยนะครับ” ท่านตอบว่า “เอาซิ” เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผู้เขียนและน้องสาว (ชาลินี เนียมสกุล) ก็ไปดำเนินการติดต่อช่างปั้น และโรงหล่อ ช่างปั้นรูป ๕ นิ้ว และ ๙ นิ้วของหลวงปู่ปาน คือ อาจารย์ปฐม พัวพันสกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ส่วนช่างปั้นรูป ๕ นิ้ว และ ๙ นิ้วของหลวงพ่อคือ อาจารย์กนก บุญโพธิ์แก้ว จากโรงเรียนช่างศิลป์ กรมศิลปากร อาจารย์ปฐมได้ลงมาจากเชียงใหม่ มาถ่ายรูปหลวงพ่อเป็นแบบปั้นหลวงปู่ปาน หลวงพ่อบอกว่า รูปร่างของท่านกับของหลวงปู่ปานคล้ายกัน ท่านเล่าว่า หลวงปู่ปานเคยให้ท่านใช้เชือกวัดขนาดรอบศีรษะเหนือใบหู และเท่ากับขนาดของหน้าตัก และจะเท่ากับระยะจากบ่าขวาถึงเข่าซ้าย และระยะจากบ่าซ้ายถึงเข่าขวา

ท่านว่านี่เป็นลักษณะของผู้ปรารถนาพระโพธิญาณบารมีเต็ม หลวงพ่อท่านนั่งสมาธิให้ถ่ายด้วย ถ้าท่านผู้อ่านเป็นลูกศิษย์วัดท่าซุง จะสังเกตได้ว่า รูปหลวงพ่อนั่งสมาธินั้น แทบจะหาไม่ได้เลย เพราะท่านบอกว่า ท่านั่งสมาธิดูไม่งาม เพราะเหมือนกับจะอวดว่าฉันนั่งสมาธิเก่ง ท่านจึงไม่นิยมให้ใครถ่ายรูปท่านในท่านี้ แม้เมื่อปั้นรูปท่านนั่งสมาธิแล้วมาถวายให้ท่านดู ท่านก็สั่งให้แก้โดยให้เอามือขวามาจับเข่าแทน

อาจารย์ปฐม ปั้นรูป ๙ นิ้วของหลวงปู่ปานเสร็จก่อน ก็นำมาให้ท่านดูที่วัดทุกคนที่ได้เห็นลงความเห็นว่าเหมือน (รูปถ่ายของท่านที่นั่งกับพัด) แต่หลวงพ่อท่านว่าศีรษะด้านหลังของหลวงปู่ปานไม่ทุยอย่างรูปปั้น แต่ค่อนข้างเรียบเหมือนท่าน หลวงพ่อบอกว่าอาจารย์ปฐมเป็นช่างของหลวงปู่ปานมาก่อน ชาติที่แล้วเป็นพรหม หลังจากนั้นรูปปั้นหลวงพ่อ ๙ นิ้วของอาจารย์กนกก็เสร็จ

รูปนี้ทุกคนก็บอกว่าเหมือน รูปเหมือนขนาด ๙ นิ้ว ของหลวงพ่อและหลวงปู่ มีให้ชมได้ที่บ้านสายลม ตรงบริเวณโต๊ะหมู่พระบูชานั่นแหละ เมื่อซักไซ้ไล่เลียงประวัติของอาจารย์กนก ก็ปรากฏว่าเป็นญาติกับหลวงพ่อทางสายยายของท่าน เป็นคนคลองบางระมาด เขตตลิ่งชันนี่เอง เมื่อปั้นรูปขนาด ๙ นิ้วและ ๕ นิ้วของหลวงปู่และหลวงพ่อเสร็จแล้ว ก็นำไปให้ช่างหล่อที่สามแยกไฟฉายหล่อให้

แล้วนำมาทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดท่าซุงเป็นรุ่นๆ ไป หลวงพ่อท่านคงเห็นว่า การขนพระขึ้นมาวัดเพื่อทำพิธีพุทธาภิเษก แล้วก็นำกลับลงไปกรุงเทพฯ ให้ผู้ที่สั่งจองไว้ได้บูชาคงจะยุ่งยาก ท่านจึงสั่งว่า “คราวต่อไปพอพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว แกก็จุดธูปบอกข้า แล้วข้าจะทำให้” ผู้เขียนจึงใช้วิธีพุทธาภิเษกทางธูปตั้งแต่นั้นมา เมื่อดำเนินการสร้างรูปบูชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงเรื่องงานปั้นรูปเหมือนไว้หน้าโบสถ์

งานนี้อาจารย์กนก บุญโพธิ์แก้ว เป็นช่างปั้นทั้งสองรูป รูปหลวงพ่อปั้นยากกว่ารูปหลวงพ่อปู่มาก เพราะทุกคนยังเห็นท่านอยู่ หลวงพ่อเองท่านเมตตามานั่งเป็นแบบให้ปั้นที่โรงหล่อถึง ๓ ครั้ง กว่าจะแล้วเสร็จ เมื่อท่านได้มาเห็นหุ่นครั้งแรกแล้วท่านกลับไปเล่าให้น้านวลน้อย โลพันธ์ศรี ฟังว่า “ไอ้สองตัวนั่นมันปั้นรูปฉันกับรูปหลวงพ่อปานใหญ่กว่าพระประธานในโบสถ์อีก”

รูปหลวงพ่อปานเมื่อปั้นเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานเททองหล่อรูปหลวงปู่ปาน เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ ส่วนรูปหลวงพ่อนั้น เททองที่โรงหล่อ และลงรักปิดทองแล้วเสร็จ จึงอัญเชิญมาที่วัด รูปหลวงพ่อปานนั้นนั่งสมาธิ มือขวาจับเข่าขวา มือซ้ายวางหน้าตักแบบรูปถ่ายของท่าน

ส่วนรูปหลวงพ่อท่านเอามือคว่ำประสานไว้ที่หน้าตัก มือขวาอยู่บนมือซ้าย หลวงปู่ปานมาสั่งให้เอารูปของท่านไว้ด้านซ้ายของอุโบสถ ส่วนรูปหลวงพ่อให้เอาไว้ด้านขวา หลายปีต่อมา ผู้เขียนได้ร่วมงานกับอาจารย์กนก บุญโพธิ์แก้ว อีกครั้ง ในงานแกะสลักพระเขาชีจรรย์ ช่วงนั้นอาจารย์กนกมีตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมศิลปากร และเป็นผู้ออกแบบหลวงพ่อเขาชีจรรย์ (พระพุทธวชิรอุตโมภาสศาสดา) ส่วนผู้เขียนเป็นผู้ควบคุมงานแกะสลักพระ จนสำเร็จเรียบร้อย

หลวงพ่ออ่านกระเบื้องจาร
ท่านเจ้าคุณพระราชกวี (อ่ำ ธัมมทัตโต) วัดโสมนัสวิหาร ได้รวบรวมโบราณวัตถุ (พระพุทธรูปต่างๆ รูปสำริดกษัตริย์และขุนนางโบราณ, กระเบื้องจาร, รูปปั้นดินเผา ฯลฯ) จากเขางู และคูบัว ราชบุรี เพชรบุรี นครสวรรค์ ชัยนาท ปราจีนบุรี นครราชสีมา ไว้มากจนเต็มกุฏิ ๒ ชั้นของท่าน และท่านได้พยายามอ่านกระเบื้องจาร ซึ่งจารึกไว้เป็นภาษาโบราณ จนสามารถอ่านได้

ลักษณะของกระเบื้องจารเป็นแผ่นหินหรือดินดิบ ส่วนใหญ่สีเทาถึงเทาดำ ที่เป็นสีดินแห้งและสีน้ำตาลอ่อนก็มีอยู่ ขนาดทั่วๆ ไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างยาวประมาณ ๒๕ x ๒๕ ซม. ถึง ๒๕ x ๓๕ ซม. และหนาประมาณ ๓ ซม. แต่ที่หนาถึง ๑๐ – ๑๒ ซม. ก็มีอยู่ และมีตัวหนังสือหรือลายเส้นเต็มไปหมด บางแผ่นเขียนด้วยตัวหนังสือไทย

ปัจจุบันก็มีกระเบื้องจารทั้งหมดที่ท่านรวบรวมไว้ มีประมาณ ๑,๒๐๐ แผ่นหลังจากท่านได้เพียรพยายามอ่านกระเบื้องจารจนสำเร็จแล้ว ท่านจึงเขียนหนังสือขึ้นมา เพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ไทยในมุมใหม่ สิ่งที่น่าตื่นเต้นและควรบันทึกไว้เป็นความรู้ใหม่ ที่พบจากจารึกกระเบื้องจารมีหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น

๑.รูปพระแกะสลักที่ถ้ำเขางู ถ้ำนี้อยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดราชบุรี ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ที่เคยสันนิษฐานกันว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี และศาสตรจารย์จอร์จ เซเดซ อ้างว่า จารึกที่ฐานพระพุทธรูปเป็นอักษรคฤนถ์ของอินเดียใต้ ท่านเจ้าคุณพระราชกวี ท่านว่าเป็นภาษาไทย และอ่านว่า บุญวระ ฤษีงู คิรฺ สมาธิ คุปฺต แปลว่า บุญพระฤษีรักษาสมาธิ ณ เขางู พุทธพัสสา ๔๔

๒.สมณฑูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาประกาศพระศาสนาที่สุวรรณภูมินั้น มี ๕ องค์ด้วยกัน นอกจากพระโสณะ และพระอุตตระแล้ว ยังมีพระฌานียะ พระภูริยะ และพระมูนียะ อีก ๓ องค์ (แผ่นสร้างวัดศรีมหาธาตุแดนลว้า)

๓.พระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิเพชร สูงประมาณ ๙ นิ้ว พระหัตถ์ขวาจับพระชานุ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลาตรงกลาง บนฝ่ามือมีดอกบัวตูมขนาดใหญ่ ประภามณฑลมีตัวหนังสือจารึกว่า เดือนเด่นฟ้า สุวัณณภูมิ ที่ฐานมีอักษรขอมจารึกว่า เดือนพัสสาบงศีล

๔.กระเบื้องจารแผ่นที่ ๑๗๗ หน้าแรกอ่านว่า “เดือนเด่นฟ้า ลงคำโสณ เมื่อเดือนดาวแลตะวันงามตัว ส้างกุสลแล้วดี เพราะทะนุบำรุงอรหันตสงฆ ออกคำของพุทธแพร่หลายให้ถึงสุคติหมื่นชาติเทียว” หน้าสองอ่านว่า “ตะวันต่อคำโสณ เดือนไปเกิดเป็นภูมิพลเลกราชา กรุงเทพมหานคร เมื่อนั้นสุวัณณภูมิฟื้นชื่อมีคนรู้ทั่ว” ฯลฯ

เรื่องกระเบื้องจารของท่านเจ้าคุณพระราชกวี (อ่ำ) นี้ กรมศิลปากรแถลงว่าเป็นของปลอม ที่คนบ้านคูบัวและบ้านบางขุนเทียน จังหวัดราชบุรีทำขึ้นด้วยซีเมนต์ แต่ทางท่านเจ้าคุณพระราชกวีท่านแจ้งว่า ไม่เคยมีสถาบันใดได้นำกระเบื้องจารหรือวัตถุอื่นใดของท่านไปศึกษาเลย และของที่ท่านมีอยู่ทำด้วยหินทราย และบางแผ่นลงรักลงทองผง ฯลฯ

ผู้เขียนเคยดำริจะพิมพ์หนังสือที่มีรูปโบราณวัตถุต่างๆ และกระเบื้องจารทั้งหมดที่ท่านเจ้าคุณพระราชกวีท่านสะสมไว้ จึงไปขออนุญาตท่าน ท่านก็อนุญาต และช่วยจัดของให้เป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกในการถ่ายรูป ปรากกว่าต้องใช้เวลา ๒ วันเต็มจึงถ่ายได้หมด หลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระราชกวีท่านเมตตาถึงขนาดบอกเลิกกิจนิมนต์และจะไม่ฉันเพลอีกด้วย เพื่อช่วยจัดของ

จนผู้เขียนต้องกราบเรียนท่านว่า นิมนต์หลวงพ่อไปฉันเถอะครับ ทางนี้ผมจัดการได้ ในขณะที่ถ่ายรูปกระเบื้องจารอยู่นั้น ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า กระเบื้องจารบางแผ่นดูเหมือนซีเมนต์หล่อ เพราะยังมีรอยใบเลื่อยวงเดือนติดอยู่ จึงเรียนถามท่าน ท่านบอกว่า เลื่อยแบบนี้โบราณก็มีใช้ และท่านยังเล่าอีกว่า กระเบื้องบางแผ่นยังมีกระดาษติดอยู่เลย พอผู้เขียนได้ฟังก็สะดุดใจ

เพราะกระดาษนั้นทำจากเยื่อไม้ อยู่เป็นพันปีไม่ได้แน่ จะสลายไปหมด ในสภาพดินฟ้าอากาศอย่างบ้านเรา ต่อมาเมื่อมีงาน ๗๐๐ ปีลายสือไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่ หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี (ท่านจันทร์) ได้ทรงขอยืมกระเบื้องจารจากท่านเจ้าคุณพระราชกวี ๒ แผ่น ไปแสดงในนิทรรศการที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย หลังจากเสร็จนิทรรศการแล้ว ท่านจันทร์ก็เอากระเบื้อง ๒ แผ่นนี้

มาให้อาจารย์สุจิตร พิตระกูล ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทดสอบดูว่าทำจากอะไรแน่ อาจารย์สุจิตร ก็นำไปตัดตรงขอบ เพื่อทำแผ่นใส (Thin Section) จะได้ตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ได้ (ที่จริงไหนๆ ก็จะตรวจกันแล้ว น่าจะนำไปหาอายุโดยวีคาร์บอนโฟรทีน (C14) เสียเลย ก็จะรู้อายุได้) อาจารย์สุจิตรได้นำกระเบื้องจารทั้ง ๒ แผ่น พร้อมทั้งแผ่นใสมาให้ผู้เขียนดู ผู้เขียนส่องกล้องจุลทรรศน์ดูแล้วก็เหมือนซีเมนต์

ตัวหนังสือบนกระเบื้องจารก็เป็นตัวหนังสือไทยสมัยใหม่ ภาษาก็เป็นภาษาสมัยใหม่ เช่น สวัสดีองค์หญิงก้านตาเทวี (คำว่าสวัสดีนั้นเป็นคำทักทายสมัยใหม่ของไทย เพื่อให้ตรงกับภาษาฝรั่งว่า good day พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) บัญญัติขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๘๗ สมัยเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย) แต่ตัวตัดสินของผู้เขียนไม่มี ผู้เขียนจึงบอกอาจารย์สุจิตรไปว่า ไปวัดท่าซุงกันดีกว่า

แล้วผู้เขียนก็พาอาจารย์สุจิตรไปกราบหลวงพ่อ เราไปถึงวัดขณะที่ท่านกำลังรับแขกอยู่ที่ตึกรับแขกพอดี พอไปถึงกราบท่านเสร็จเรียบร้อย ก็เอากระเบื้องจารออกมาถวายให้ท่านดู พอท่านเห็นแล้ว ท่านก็ชวนคุยเรื่องอื่น ผู้เขียนรู้แกวแล้วว่า เรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องแน่ เพราะถ้าเป็นของแท้ แค่กราบเรียนท่านโดยไม่ต้องควักกระเบื้องจารออกมาถวาย ท่านก็จะตอบยืนยันแล้ว ที่ท่านเปลี่ยนเรื่องคุย

แสดงว่าท่านกำลังคิดว่าจะตอบอย่างไรดี เพราะถ้าท่านตอบว่าไม่ใช่ก็จะเป็นเรื่องยาวแน่ ในที่สุดท่านก็บอกว่า “แกไปตัดเรื่องของท่านเจ้าคุณอ่ำมาเป็นตอนๆ แล้วข้าจะเล่าให้ฟัง” ท่านตอบแค่นี้ผู้เขียนก็เก็บกระเบื้องกลับบ้านได้

ผู้เขียนได้อะไรจากหลวงพ่อ
เกริ่นหัวข้อนี้ไว้ เพื่อให้ท่านผู้เป็นลูกศิษย์วัดท่าซุงทุกท่านถามตนเองด้วยว่า ท่านได้อะไรจากหลวงพ่อ สำหรับผู้เขียนแล้ว ท่านเป็นทุกอย่างของผู้เขียน แต่ถ้าจะบรรยายมากไป เรื่องนี้จะกลายเป็นประวัติผู้เขียน แทนที่จะเป็นประวัติหลวงพ่อ ขอลำดับให้ฟังว่าผู้เขียนได้อะไรจากท่านบ้าง

๑.อย่าคบคนพาล สำหรับลูกศิษย์แล้ว หลวงพ่อท่านแสดงให้เห็นชัดเจนมากว่า ท่านไม่คบคนพาล ใครจะดีจะชั่ว ท่านจะแสดงให้ปรากฏ และท่านจะบอกให้ลูกศิษย์ของท่านได้รู้ว่า ใครดี ใครเลว ใครควรคบ ใครควรบูชา ใครไม่ควรคบอย่างไร จะขอยกตัวอย่างให้อ่านสัก ๒ – ๓ เรื่อง
เมื่อครั้งที่ท่านพาคณะฯ ไปเยี่ยมหลวงปู่องค์หนึ่งที่ภาคเหนือครั้งแรก ท่านปรารภขึ้นมาว่า วัดนี้นอกจากหลวงปู่แล้ว ฉันไม่เห็นมีพระดีสักองค์

เมื่อคราวที่คุณประชา สิกวานิช นิมนต์หลวงพ่อ หลวงปู่บุดดา และพระองค์อื่นๆ ไปฉันเพลที่บ้าน มีพระองค์หนึ่งเอาบาตรติดตัวไปด้วย เมื่อถึงเวลาฉันก็ตักเอาอาหารที่เจ้าของบ้านจัดถวายมาใส่ในบาตรของตนเองก่อนแล้วจึงฉัน หลวงพ่อบอกว่า ไอ้นั่น ฤาษีกินเหี้ย เรื่องฤาษีกินเหี้ยนี้ ความมีมาในโคธชาดก ว่า ฤาษีทุศีลคนหนึ่ง สร้างบรรณศาลาอยู่ไม่ไกลจากพระโพธิสัตว์ ที่เสวยชาติเป็นเหี้ยอาศัยอยู่

พระโพธิสัตว์เห็นบรรณศาลาแล้วก็คิดว่า จักเป็นของฤาษีผู้มีศีล จึงไปไหว้ฤาษีนั้นแล้วกลับไปอยู่ที่อยู่ของตน อยู่มาวันหนึ่ง ฤาษีได้เนื้ออร่อยที่เขาทำมาถวาย จึงถามว่านี่เนื้ออะไร อุปัฏฐากตอบว่า เนื้อเหี้ย ฤาษีจึงคิดว่า เราจักฆ่าเหี้ยที่มาไหว้เราเป็นประจำ แล้วเตรียมเครื่องปรุง มีเนยใส และเครื่องเทศ เป็นต้น เตรียมไว้ เอาผ้าย้อมฝาดปิดท่อนไม้ไว้ รอพระโพธิสัตว์อยู่ ทำทีเป็นสงบ เคร่งครัด ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นฤาษีมีท่าทางส่อพิรุธ

คิดว่าฤาษีคงได้กินเนื้อเหี้ยมา จึงหลบไปใต้ลม ได้กลิ่นตัวฤาษีก็รู้ว่า ฤาษีนี้ได้กินเนื้อสัตว์ผู้มีชาติเสมอกับเรา จึงไม่เข้าไปหาฤาษีแต่ถอยออกไป ฝ่ายฤาษีเห็นดังนั้น จึงขว้างท่อนไม้ไป ท่อนไม้ไปถูกปลายหางเหี้ย เหี้ยจึงว่า “ท่านขว้างพลาดเรา แต่จะไม่พลาดอบายทั้ง ๔ เราสำคัญว่าท่านเป็นสมณะ แน่ะ ท่านผู้โง่เขลา ประโยชน์อะไรด้วยชฎาประโยชน์อะไรด้วย หนังเสือที่ท่านใส่ ภายในของท่านรกรุงรัง เกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก”

ในอุทุมพริกสูตร พระบรมศาสดาของเราได้กล่าวถึงอุปกิเลสของผู้รังเกียจบาปด้วยตบะ ตอนหนึ่ง ดังนี้ “นิโครธะ ข้ออื่นยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะเป็นผู้นั่ง (สมาธิ) ในทางที่มนุษย์เห็น แม้ข้อนี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ นิโครธะ ข้ออื่นยังมีอยู่อีก บุคคลผู้มีตบะย่อมเที่ยวแสดงตนไปในสกุลทั้งหลายว่า กรรมแม้นี้ (ฉันในบาตรในวัตร) ก็เป็นตบะของเรา แม้ข้อนี้แล ย่อมเป็นอุปกิเลสแก่บุคคลผู้มีตบะ”

มีเรื่องในพระสูตรว่า พระอรหันต์เถระรูปหนึ่ง ท่านถือเอกาสนิกังคธุดงค์ (ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร) มา ๔๕ ปี วันหนึ่งพระน้องชายของท่านได้น้ำอ้อยมาจึงนำมาถวายท่าน ท่านบอกว่า “คุณนำไปถวายรูปอื่นเถิด” พระน้องชายจึงเรียนถามท่านว่า “หลวงพี่ฉันมื้อเดียวหรือ” เพื่อจะปกปิดเอกาสนิกังคธุดงค์ของท่าน ท่านจึงตอบว่า “เอามาเถิด ผมจะฉัน”

หลังจากท่านฉันน้ำอ้อยแล้ว ท่านจึงสมาทานธุดงควัตรใหม่ พระดีนั้น ท่านปกปิดความดีของท่าน ท่านที่ยังยกดีอวดตนนั้น ยังห่างไกลความดีมาก ท่านเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง ชอบปรามาสหลวงพ่อของเราต่อหน้าอันเตวาสิกของท่านว่า “พระมหาวีระ ชอบอวดฤทธิ์อวดเดช....” วันหนึ่ง หลวงพ่อของเราได้รับกิจนิมนต์ เข้าไปในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วยลูกศิษย์ของสมภารเจ้าวัดนี้และพระเถระอื่นๆ อีกมาก

ในระหว่างนั่งรอพระราชพิธีอยู่นั้น หลวงพ่อของเรานั่งอยู่ติดกับพระลูกศิษย์สมภารนี้ พระองค์นั้นได้กราบเรียนถามหลวงพ่อของเราว่า “หลวงพ่อ ผมขออะไรหลวงพ่ออย่างหนึ่งได้ไหม” หลวงพ่อก็ถามตอบว่า “จะขออะไรล่ะ กระโถนใบหนึ่งรึ” พระองค์นั้นเลยเงียบไป ผู้เขียนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เพราะกำลังนั่งพัดให้หลวงพ่ออยู่

ต่อมาลูกศิษย์ของสมภารวัดนี้อีกตนหนึ่ง ก็ไปโจมตีปรามาสหลวงพ่อต่างๆ นานาที่วัดไทยที่ชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้อัดเทปมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ได้ตอบเสียงจากอเมริกาลงในธัมมวิโมกข์ ท่านที่เป็นสมาชิกธัมมวิโมกข์คงได้อ่านกันแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า การที่สมภารปล่อยพระลูกวัดเที่ยวไปจ้วงจาบพระวัดอื่นนั้น นอกจากจะผิดสมณวิสัยแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความสามัคคีของพุทธบริษัททั้งหลายโดยตรงอีกด้วย

บ้านเมืองจะระส่ำระสายไปหมด ถ้าพระผู้น้อยจะออกมาจ้วงจาบหยาบคายกับพระผู้ใหญ่ต่างวัดได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงเขียนจดหมาย พร้อมเทปไปต่อว่าสมภารวัดนี้ พร้อมทั้งส่งสำเนาจดหมายและเทปไปให้สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จวัดสามพระยา ท่านผู้ใหญ่ลูกศิษย์วัดท่าซุงบางคน เห็นจดหมายของผู้เขียนแล้วก็ร้อนใจ ไปฟ้องหลวงพ่อ ให้เรียกผู้เขียนมาตักเตือน ท่านก็ให้คนโทรศัพท์มาตามผู้เขียนไปพบ ผู้เขียนจึงรีบไปหาท่าน เมื่อไปพบท่าน

ท่านได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า สมเด็จวัดสามพระยาได้อ่านจดหมายแล้ว ท่านก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สมภารและสมเด็จพระสังฆราชเห็นจดหมายแล้วหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่พระใหญ่ท่านบอกว่า “ดีแล้ว เขาจะได้รู้ตัวเสียบ้าง”

ในการไปประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนครั้งสุดท้าย หลังจากที่นักบวชจากประเทศไทยไปปรามาสหลวงพ่อไว้ที่วัดไทยในชิคาโกแล้ว เมื่อคณะของหลวงพ่อเดินทางถึงชิคาโก ท่านเจ้าอาวาสวัดไทยในชิคาโกก็มารับที่สนามบินด้วยความนอบน้อมและอาราธนาให้หลวงพ่อไปที่วัด แต่หลวงพ่อปฏิเสธอย่างหนักแน่น ถึงแม้ว่าท่านเจ้าอาวาสจะพยายามอ้อนวอนโดยยกเหตุผลต่างๆ อยู่นาน

แต่หลวงพ่อก็ยืนกรานว่า รับนิมนต์ไม่ได้ และออกจากสนามบินไปบ้านคุณหมอสุภรณ์ทันที พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านทรงปฏิสัมภิทาญาณ ดังนั้น การตัดสินใจใดๆ ของท่านจึงถูกต้องสมบูรณ์และเด็ดขาด เพราะท่านไม่ได้มองเฉพาะปัจจุบัน แต่มองย้อนไปในอดีต และมองเลยไปถึงคติของบุคคลนั้นๆ ในอนาคตด้วย ถ้าท่านเอ่ยปากว่าใครไม่ดีแล้ว คนนั้นเอาดีไม่ได้

เรื่องไม่คบคนพาลนี้ ผู้เขียนรับเอามาได้อย่างจุใจทีเดียว เพราะเหมาะกับอุปนิสัยบ้าๆ บวมๆ ของตนเองอยู่แล้ว เรื่องนี้ยังคงไม่จบ ให้ติดตามอ่านในลูกศิษย์บันทึกเล่มต่อไป

ll กลับสู่สารบัญ


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top