Not logged in [Login - Register]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites ตั้งหัวข้อใหม่
[*] posted on 5/4/08 at 14:21 [ QUOTE ]

ประวัติเจ้าอาวาส วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตอนที่ 3


« ตอนที่ 1 « ตอนที่ 2 » ตอนที่ 4 »



ผลงานของหลวงพ่อฯ


ตลอดระยะเวลาที่อุปสมบทอยู่ หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ

ทางด้านชาติ ได้สร้างโรงพยาบาล, สร้างโรงเรียน, จัดตั้งธนาคารข้าว, ออกเยี่ยมเยียน ทหารหาญของชาติและตำรวจตระเวณชายแดนตามหน่วยต่าง ๆ เพื่อ ปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ และ แจกอาหาร, ยา, อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัตถุมงคลทั่วประเทศ

ทางด้านพระศาสนา ได้สั่งสอนพุทธบริษัทศิษยานุศิษย์ให้มุ่งพระนิพพานเป็นหลัก โดยให้ประพฤติปฏิบัติสำรวมกาย, วาจา, ใจ, มุ่งในทาน, ศีล, สมาธิ และปัญญา ทั้งในทางกรรมฐาน 40 และมหาสติปัฏฐานสูตร ได้พิมพ์หนังสือคำสอนจำนวนมากและบันทึกเทปคำสอนกว่า 1,000 ม้วน นอกจากนี้ยังได้แสดงธรรมเทศนาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยังเดินทางไปสงเคราะห์คณะศิษย์ในต่างจังหวัดและต่างประเทศทุก ๆ ปี

ทางด้านวัตถุ ท่านได้ช่วยสร้างพระพุทธรูปและถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนามากกว่า 30 วัด รวมทั้งการบูรณะฟื้นฟูวัดท่าซุงด้วยเงินกว่า 600 ล้านบาท ได้สร้างพระไตรปิฎก และถวายผ้าไตรแก่วัดต่างๆ ปีละไม่ต่ำกว่า 200 ไตร

ทางด้านพระมหากษัตริย์ท่านได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งศูนย์ฯ นี้ได้ดำเนินการสงเคราะห์ราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520

ทั้งการแจกเสื้อผ้า, อาหาร และยารักษาโรคแก่ราษฎรผู้ยากจน, การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ, การจัดแพทย์เคลื่อนที่ออกรักษาพยาบาลราษฎรผู้เจ็บป่วย, การให้ทุน นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน, การบริจาคทุนทรัพย์ให้แก่มูลนิธิและโรงพยาบาลต่าง ๆ ฯลฯ

นับได้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นปูชนียบุคคลผู้อยู่ด้วยความกรุณา เป็นปกติ พร่ำสอนธรรมะและสิ่งทีเป็นประโยชน์และสงเคราะห์เกื้อกูลมหาชนด้วยเมตตามหาศาลสมกับเป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรสแท้องค์หนึ่ง หากท่านไม่ลาพุทธภูมิ จะต้องเกิดไปอีก 7 ชาติ บารมีก็จะเต็ม แล้วจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต่อจากพระศรีอารย์ องค์ที่ 20 (เอกสารอ้างอิง บันทึกไว้เมื่อ 8 ก.พ. 2512)

มีคำจารึกใน "แผ่นทอง" ซึ่งบรรจุใต้แท่นพระประธาน ณ พระอุโบสถ เมื่อ วันที่ 25 เมษายน ปี พ.ศ. 2520 หลังจาก "ในหลวง" ทรงตัดลูกนิมิตแล้ว ในแผ่นทองได้จารึกไว้ดังนี้

"เรา..พระมหาวีระ มีพระราชานามว่า ภูมิพล เป็นผู้อุปถัมถ์ ร่วมด้วยพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ สร้างวัดนี้เป็นพุทธบูชา เมื่อศักราชล่วงไปแล้ว 2700 ปีปลาย จะมีพระเจ้าธรรมิกราช นามว่า ศิริธรรมราชา สืบเชื้อสายมาจากเชียงแสนและสุโขทัย ร่วมกับพระอรหันต์ จะมาบูรณะวัดนี้ สืบพระศาสนาต่อไป คณะของเราขอโมทนา แต่อยู่ช่วยไม่ได้ เพราะไปพระนิพพานหมดแล้ว"

คำสัตยาธิษฐาน

สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านยังได้ตั้งสัตยาธิษฐานฝากลูกหลานของท่านไว้ดังนี้
"..ฉันขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดและพระพรหม และเทพเจ้าทั้งหมด ขอทุกท่านจงกำหนดจิต จดจำลูกหลานของฉันไว้ ว่าบุคคลใดก็ตาม เมื่อเวลาจะตายขอให้สติสัมปัชัญญะสมบูรณ์ มีจิตน้อมไปในกุศลกรรม และขอให้ได้รับผลที่ฉันได้ทำไปแล้วทุกประการแก่ลูกหลานของฉันทุกคน

เวลานี้ฉันมองดูแล้วนะ ตรวจดูแล้ว สิ่งที่ฉันต้องการมันสมใจนึกแล้ว ฉันมีความอิ่มใจบอกไม่ถูก ปลื้มใจที่ความปรารถนาสมหวัง ที่ฉันตั้งใจไว้นาน ปรารถนาไว้นานคิดว่าจะทำไม่ได้ แต่เวลานี้ทำได้แล้ว ลูกหลานของฉันทุกคน มีศรัทธาเป็นอจลศรัทธาแล้ว มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาแล้ว มีความดีพอสมควรแล้ว.."

ประวัติการจัดงานของวัด
สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เริ่มแรกได้มีการจัดงานสำคัญ 3 ครั้ง โดยเฉพาะพระอุโบสถหลังใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา ได้เสด็จเนื่องในงานพระราชพิธีเททองหล่อรูปหลวงพ่อปาน, งานพระราชพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ, และ งานพระราชพิธีทรงตัดลูกนิมิต ในช่วงปี พ.ศ. 2518, 2519, 2520 เป็นลำดับติดต่อกัน



เป็นอันว่า งานครบรอบ ๓ ปีนี้จึงมีงานพิธีเป็นกรณีพิเศษ ทั้งเป็นการจัดงานเพื่อสมโภช “ฐานแก้ว” ที่วางอยู่บนบุษบก อันเป็นที่ประดิษฐานร่างกายของท่านที่เป็นอมตะ คือยังไม่ตาย ด้วยการที่ท่านอธิษฐานทิ้งร่างไว้ไม่ให้เน่าเปื่อย โดยที่มิได้ฉีดยา “ฟอร์มาลีน” เข้าไปแต่อย่างใด

เพราะฉะนั้น คำที่ท่านเล่าไว้ในตอนใกล้จะมรณภาพว่า ท่านขอพรแด่องค์สมเด็จพระ ผู้มีพระภาคเจ้าไว้ว่า เมื่อตายแล้ว ๗ วันขอให้เป็นอย่างนั้น ๑๕ วันให้เป็นอย่างนี้ แต่ท่านก็มิได้บอกรายละเอียดว่าท่านขอไว้อย่างไร

ครั้นถึงกาลมรณภาพของท่าน จึงได้จัดงานบำเพ็ญกุศล ณ ศาลา ๑๒ ไร่ วันเวลา ได้ผ่านพ้นไปจนครบ ๗ วัน พวกเราทุกคนเห็นสภาพศพของท่านแล้ว เหมือนกับคนนอน หลับ ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะเน่าเปื่อย จนข่าวนี้ถึงกับเล่าลือไปในจังหวัดอุทัยธานีว่าหลวงพ่อฟื้น แล้ว ต่างก็พากันมาที่วัดนับร้อยคน

หากเป็นเพราะว่า หลวงพ่อเคยตายแล้วฟื้นมาหลายครั้งแล้ว พวกเราจึงมีความหวังว่า ครั้งนี้หลวงพ่ออาจจะฟื้นคืนกลับมาเล่าให้ฟังกันอีก มีบางคนถึงกับย้ายมานอนที่ศาลา ๑๒ ไร่กันเลย รอเวลาผ่านไปจนถึง ๑๕ วัน ร่าง ของหลวงพ่อยังคงนอนสงบเงียบอยู่ในหีบศพ ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาอีก ความหวังของทุกคนเริ่มเลือนลาง แล้วร่างของท่านก็เริ่มแห้งลง จีวรที่ห่อหุ้มชุ่มไปด้วยน้ำที่มีกลิ่นคล้ายเหงื่อเท่านั้น ไม่มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลออกมาจากทวารทั้งหลาย อันมีตา หู จมูก ปาก เป็นต้น

เวลาผ่านไปเป็นเดือนจนถึงกำหนดทำบุญครบ ๑๐๐ วัน จึงทำให้นึกถึงคำของท่าน ที่ได้เล่าไว้ก่อนตายว่าได้ขอพรแด่องค์สมเด็จฯ ไว้ ครั้นท่านสิ้นไปแล้วจึงได้คำตอบว่า ท่านคงขอพรไว้ให้ร่างคงสภาพเดิมไม่เน่าเปื่อยไป จนครบ ๗ วัน ถึง ๑๕ วัน ให้เหมือนกับคนนอนหลับไป นับเป็นที่อัศจรรย์ใจจริงๆ

เพราะฉะนั้น งานนี้จึงได้มีพิธีกล่าวคำ สดุดีเทิดพระคุณของท่าน โดย ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย ได้กล่าวนำเป็นบทกลอน โดยมีผู้ร้อง ตามก้องพระวิหาร เสียงร้องพ้องกับเสียงสะอื้นตื้นอุรา เหมือนนกกาที่ขาดพ่อแม่เหลียวแลดู บทประพันธ์ที่ประทับใจในครั้งนั้นมีว่าดังนี้

ราชพรหมยานบูชา

พระเอยพระพ่อเจ้า จอมใจ ลูกเอย
พระจากเหล่าลูกไป ก่อนแล้ว
ลูกเหลือหักอาลัย สลัดโศก
ระลึกพระคุณพ่อแก้ว จากแล้วสามปี

มีธูปบุปผมาศพร้อม เทียนถวาย
ประณตหัตถ์ระยอบกาย กราบไหว้
วจีมุ่งมโนหมาย บูชิต พระพ่อ
พระราชพรหมยานไท้ ท่านผู้เพ็ญบุญ

ผองคุณพระท่วมท้น ดวงใจ
ลูกตระหนักพระคุณใน พ่อแก้ว
จักเอื้อนเอ่ยคำไข มิจบ
นับพระคุณฤาแล้ว ยิ่งพ้นประมาณ

ประสานกรจรดเกล้า อัญชลี
ด้วยมนัสกตเวที เปี่ยมร้อย
ลูกถวายสัตย์วจี สนองบาท พ่อนา
จักประพฤติตามถ้อย ที่ให้สัญญา

จะรักษาคำสอนบวรสวัสดิ์
จะปฏิบัติกายใจให้ผ่องศรี
จะเทิดทูนคุณงามและความดี
จะเพิ่มพูนสามัคคีมีเมตตา
จะทรงอภิญญาจารวัตร
จะปกป้องสมบัติพระศาสนา
จะสืบทอดสาธารณะปฏิปทา
จะยังประโยชน์ปวงประชาสืบไป

ขอพระไตรรัตน์ผู้ เพ็ญคุณ
ขอพระโปรดการุณย์ แก่ข้า
ขอพระประทานพรหนุน สำเร็จ ประสงค์นา
ขอพระเพิ่มพละห้า แก่ข้าโดยธรรม์

สัญญาวาระนี้ ถวายสนอง พระคุณเอย
ลูกจักทำตามลอง แบบถ้วน
ขอพ่อจุ่งคุ้มครอง กายจิต ลูกนา
ให้อยู่ในดีล้วน ตราบเข้านิพพาน ฯ


ครั้นสิ้นเสียงร้องพรรณนาเทิดพระคุณความดีของท่านแล้ว ทุกคนก็กราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง พร้อมกับได้นำเอาเครื่องบูชาของตนที่ถือ ไว้ในมือ ลุกเดินออกมาข้างหน้าบุษบก แล้ว วางไว้บนโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ จิตใจต่างก็มีความ อาลัยรักและคิดถึงท่านอย่างมิรู้ลืม แล้วกลับมานั่งฟัง “ผู้เขียน” กล่าวคำสดุดีต่อไปอีกว่า...

คำสดุดีเทิดพระเกียรติคุณ


“ตามที่ได้ทราบกันแล้วว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิ มาก่อน นับตั้งแต่สมัย สมเด็จองค์ปฐมฯ เป็นต้นมา เมื่อเห็นว่าองค์สมเด็จพระพุทธบิดาเป็น พระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ ที่เลิศประเสริฐกว่าใครในโลก ทรงมีพระรูปพระโฉมงดงามสมพระพุทธลักษณะมหาบุรุษ พระพุทธองค์ทรงประดับประดาด้วยฉัพพรรณ รังสีรัศมี ๖ ประการ พวยพุ่งออกมาจากพระวรกาย เมื่อเสด็จไปที่ใดจะมีเหล่าพระสาวก ทั้งหลายแวดล้อมเป็นบริวาร

ด้วยเหตุนี้เอง หลวงพ่อจึงได้บำเพ็ญ พระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ประเภทวิริยาธิกะ ต้องใช้ “ความเพียร” ตลอด ๑๖ อสงไขย กำไรแสนกัป นับชาติไม่ถ้วน ซึ่งกำลังจะเต็มครบถ้วนในชาตินี้

แต่ด้วยน้ำใจอันเสียสละของท่าน จึงได้อธิษฐานลงมาเพื่อขอลาจากพุทธภูมิ หวังที่จะช่วยสืบสานต่ออายุพระพุทธศาสนา ในระยะเวลากึ่งพุทธกาล ณ บัดนี้ พระพุทธศาสนาได้ รุ่งเรืองอีกวาระหนึ่ง ท่านได้ทำให้ชาวพุทธทั้ง หลายได้รู้จักคำว่า “พระสุปฏิปันโน” “การถวายสังฆทาน” และ “ชำระหนี้สงฆ์” เป็นต้น อีกทั้งได้ยืนยันด้วยตัวของท่านเองว่า “นรกสวรรค์มีจริง นิพพานไม่สูญ” ดังที่เขาสอนกัน พร้อมกับวางหลักสูตรไว้เพื่อปฏิบัติ ซึ่งจะสามารถพิสูจน์จากวิชา “มโนมยิทธิ” นี้ได้

นอกจากจะสงเคราะห์พระภิกษุสามเณร และญาติโยมพุทธบริษัทในด้านธรรมะ ทั้งใน ประเทศและต่างประเทศแล้ว ในทางโลกท่านก็ได้สร้างสาธารณประโยชน์นานัปการ เช่น สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน ขุดบ่อน้ำ ตั้งธนาคารข้าว สงเคราะห์คนยากจนในถิ่นทุรกัน ดาร และเยี่ยมเยียนทหารตำรวจชายแดน ท่านได้ปฏิบัติศาสนกิจอันเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกมานานนับสิบปี จนถึงวาระสุดท้าย ของสังขาร ท่านก็ได้จากลูกหลานอันเป็นที่รัก ยิ่งทั้งหลาย ไปสู่ดินแดนที่เป็นเอกันตบรมสุข

เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตของท่าน ทั้งในชาติปัจจุบันนี้ หรือที่จะย้อนกลับไปถึงใน อดีตชาติ ท่านก็ได้สร้างชาติสร้างแผ่นดิน หวังให้ชาวไทยที่เป็นลูกหลานทั้งหลายได้อยู่อย่าง สงบสุข ไม่เป็นข้าทาสของชาติใด ได้สละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่ออุทิศให้ นับตั้งแต่สมัยโยนกบุรีศรีเชียงแสน มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นี้

ครั้นมาถึงชาติปัจจุบันอันเป็นชาติสุดท้ายนี้ พระพรหมโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง ผู้ ประทับนั่งอยู่เหนือบัลลังก์ในวิมานแก้ว อันสถิตแล้วอยู่ในพรหมโลก เมื่อเห็นว่าพระพุทธ ศาสนาในระยะนี้ จำต้องมีพระโพธิสัตว์ลงมาช่วยกอบกู้สถานการณ์

พระองค์จึงได้รับอาสา พร้อมทั้งกับได้รับการอาราธนาจาก ท้าวผกาพรหม จุติลงมา เกิดในโลกมนุษย์อีก เพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และหวังที่จะลาพระโพธิญาณ ปรารถนา ช่วยนำบรรดาลูกหลานทั้งหลายในอดีต ที่ได้เคยร่วมทัพจับศึกและบำเพ็ญบารมีติดตามกัน มานานนับ ๑๖ อสงไขย กำไรแสนกัป ให้ได้พบหนทางอันเป็นแดนอมตมหานฤพาน



พระพรหมโพธิสัตว์พระองค์นี้ เป็นผู้ ที่ได้สร้างสมอบรมบารมีมาดีแล้ว จนกระทั่งจวนจะเต็มครบถ้วนทั้ง ๓๐ ทัศ จัดอยู่ในระดับ ปรมัตถบารมี หวังที่จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ในอนาคตกาลพระองค์หนึ่ง จนได้รับพระพุทธพยากรณ์ในสำนักพระพุทธเจ้ามาแล้วหลายพระองค์ อันปรากฏอยู่ใน บันทึกพิเศษ ของท่านตอนหนึ่งว่า

“ถ้าเธอยังไม่ละพุทธภูมิ จะได้เป็นพระพุทธเจ้า มีนามว่า “พระพุทธอริยมุนี” ต่อ จากพระศรีอาริย์ไปเป็นองค์ที่ ๒๐ แต่สงสัย ว่าจะคลายตัวเสียตั้งแต่พระสมณโคดม ถ้าคลายตัวตอนนั้น ก็จะเป็นกำลังใหญ่ของลูกหลาน ให้เข้าถึงธรรมได้อย่างแน่นแฟ้น คือ “พระโสดาบัน” เป็นต้น ทั่วกันทุกคนเพราะผลที่ตนบรรลุ...”

ผลสุดท้ายการลาพุทธภูมิก็เกิดขึ้นจริงๆ แล้วท่านก็เร่งรัดปฏิบัติตน จนสามารถจบกิจ ในพุทธศาสนา ตามที่ท่านบันทึกไว้เมื่อ วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๖ ว่าองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มาแจ้งว่า

“...เจ้าเจริญธรรมให้แจ้ง ถึงไม่รัก..ใน ฐานะที่ควรรัก ไม่เกลียด..ไม่โกรธ..ในฐานะ ที่ควรโกรธ ไม่ขัดเคือง....ในฐานะที่ขัดเคือง อย่างนี้ชื่อว่า..ได้อริยผลบริบูรณ์แล้ว เจ้าเป็น “พระขีนาสพ” ตั้งแต่เวลา ๔ นาฬิกา..วันนี้ ซึ่งตรงกับกลางเดือน ๙ พอดี...”

ท่านจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะในที่สุด สม ความปรารถนาที่ได้อธิษฐานลงมา การออกบวช ของท่านในชาตินี้ จึงถือว่าได้เลือกทางเดินเป็นพระอริยสาวกอย่างแน่นอน ด้วยการกำจัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน

แต่ถึงจะหมดภาระสำหรับตนเองแล้ว ท่านก็ยังต้องมีภารกิจสำหรับลูกหลานที่ติดตาม กันมา ที่เรียกว่า “เป็นผู้ที่เคยช่วยสนับสนุนพระโพธิญาณกันมาในกาลก่อน” จึงมีข้อแม้ว่า จะต้องอยู่เพื่อทำกิจของพระโพธิญาณต่อไปอีก ๑๒ ปี ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๕๑๕ หนังสือประวัติ หลวงพ่อปาน ก็ปรากฏออกมาพร้อมกับอาการ ป่วยหนักของท่าน เมื่อจะขอลาเข้าสู่แดนพระนิพพาน ท่านปู่พระอินทร์ ก็มายับยั้งว่า

“ก่อนลงมาเกิด คุณตั้งใจจะมาช่วยบรรดาลูกหลาน อย่างน้อยก็ไปสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ เวลานี้คนของคุณก็ยังมาไม่หมด คนของโยมก็ยังไม่ครบ แล้วยังมีคนของสมเด็จ องค์ปัจจุบัน และของหลวงพ่อปานอีก...”

หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ก็รอมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังไม่มาอีกล่ะ นับตั้งแต่นั้นมา การหลั่งไหลมาตาม “ใบสั่ง” ก็เกิดขึ้นอย่าง มากมายดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ (แต่ก่อนมรณภาพ พระศรีอาริย์ มาแถมฝากไว้อีกไม่มาก ประมาณ ๓ แสนคน เวลานี้มีคนมาเล่าให้ฟังหลายรายว่า หลวงพ่อไปเข้าฝันให้มาวัด ทั้งที่ไม่เคยรู้จักวัด และไม่รู้จักหลวงพ่อมาก่อน)

ครั้งนั้นจึงมีการต่อสัญญาอีก ๑๐ ปี เพื่อใช้หนี้ลูกหลานที่ติดตามกันมา จนถึงเวลา ครบ ๑๐ ปีตามสัญญา ท่านก็ต้องมาตายชั่ว คราวในปี พ.ศ.๒๕๒๓ เพื่อตัดตอนก่อนที่จะ ครบในปี พ.ศ.๒๕๒๕ ซึ่งมีการยืดเวลาไปอีก ๑๐ ปี ถึงปี พ.ศ.๒๕๓๕ ท่านก็ได้ทำกิจพระศาสนาครบถ้วนตามมโนปณิธาน จนถึงวาระสุดท้ายของสังขาร

เป็นอันว่า หน่อเนื้อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์พระองค์นี้ ที่ได้จุติลงมาเพื่อปฏิบัติภารกิจ พระศาสนา หวังที่จะได้สนองคุณองค์สมเด็จ พระบรมศาสดา ท่านจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความ กตัญญูเป็นเลิศ ในระหว่างที่ทรงชีวิตอยู่ ท่าน ก็มีความเคารพต่อบิดามารดา ดังที่ท่านเล่าไว้ ในเทปชุดสุดท้ายเรื่อง “โปรดโยมบนสวรรค์” เป็นต้น

ส่วนครูบาอาจารย์นั้น หลวงพ่อท่านมีความเคารพหลวงปู่ปานเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นป้ายที่ซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ ซึ่งเป็นการ สร้างวัดครั้งแรก ท่านก็ยังตั้งชื่อไว้ว่า “ศูนย์ศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค”

เพราะการสร้างคุณประโยชน์ต่อชาวโลกเป็นอันมาก ท่านจึงเป็นที่รักและเคารพของ เหล่ามนุษย์และเทวา โดยเฉพาะเหล่าเทพเจ้า ทั้งหลายต่างขนานนามท่านว่า “พ่อปู่” ทั้งองค์ สมเด็จพระบรมครูทรงตรัสเรียกหน่อเนื้อพุทธางกูรพระองค์นี้ ตามที่พวกเราได้ทราบกันดี แล้วว่า “ท่านสัมพเกษีพรหม” นั่นเอง...”



ครั้นจบการกล่าวคำ “สดุดีเทิดพระคุณหลวงพ่อ” ดังนี้แล้ว ชุดฟ้อนรำ “สัมพเกษีพรหม” ก็ได้ร่ายรำออกมาในชุดสวยงาม ฟ้อนรำไปตามเสียงเพลง “สัมพเกษีจุติกาล” จึงทำให้ผู้ชมบางท่าน ถึงกับน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม เพราะมีผู้แต่งกายสมมุติเป็น “สัมพเกษีพรหม” ร่ายรำออกมานั่งอยู่ตรงบัลลังก์ ซึ่งได้จัดเตรียมไว้หน้าบุษบกของหลวงพ่อ

ผู้ร้องได้ขับร้องไปตามทำนองเพลงไทยเดิม ได้เอื้อนเอ่ยบรรยายความไปตามประวัติ ผสมผสานกับการบรรเลงของปี่พาทย์ สร้าง ความประทับใจไปกับการฟ้อนรำ จบแล้วจึง เป็นการฟ้อนรำชุดที่หลวงพ่อเคยโปรดปราน มากที่สุด นั่นก็คือชุด “พุทธานุภาพ” ทั้งหมด เป็นการแสดงของคณะ “นกยูง” จากหาดใหญ่ ซึ่งเคยเป็นศิษย์เก่า ร.ร.พระสุธรรมยานฯ


หลังจากการฟ้อนรำจบลงแล้ว ท่านพระ ครูปลัดอนันต์ จึงได้กล่าวอนุโมทนากถาแด่ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ที่ได้อุตส่าห์ร่วมแรงร่วมใจกันสมทบทุนสร้าง “ฐานแก้ว” และ “ผ้าห่มทองคำ” เพื่อเป็นที่ประดิษฐานรองรับสรีระศพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ต้องใช้ งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๑๑ ล้านบาท ทั้งนี้ ด้วยความสามัคคีและความกตัญญูที่มีต่อท่าน การจัดสร้างและการจัดงานครบรอบ ๓ ปี ในครั้งนี้ จึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

อนึ่ง การอัญเชิญมานั้น ก็ได้จัดขบวนแห่อย่างสมเกียรติยศ ถึงแม้จะยากลำบากเพียง ใด จากกระแสน้ำที่ยังท่วมท้นอยู่ พวกเราก็ สามารถอัญเชิญมาสู่พระวิหารแก้วได้เป็นผลสำเร็จ นับว่าลูกศิษย์หลวงพ่อทุกคน ต่างมีความรักและเคารพท่านอย่างจริงใจ แม้ท่านจะจากไปแล้ว พวกเราก็ยังมาร่วมแรงร่วมใจกันด้วยความมีน้ำใจที่ดีต่อกัน

ท่านก็ได้กล่าวเนื้อความอีกหลายประการ นับเป็นที่ปลาบปลื้มปีติยินดีแก่ผู้รับฟัง ในวันนั้นอย่างมากมาย จึงเป็นการสร้างขวัญ สร้างกำลังใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีตลอดไป เพราะท่านมีภาระหน้าที่แทนหลวงพ่อต่อไป เพื่อรักษาสมบัติของพระศาสนาที่หลวงพ่อสร้างไว้ โดยมีพวกเราเหล่าพุทธบริษัท ต่างก็ได้ช่วยกันบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธา ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์ให้วัดมีสภาพสวยสดงดงามต่อไป

ต่อมาเวลา ๒๑.๐๐ น. พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม เมื่อเจ้าภาพถวายผ้าบังสุกุลแล้ว จึงถวายไทยทาน เสร็จแล้วถวายพระกุศลแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระสงฆ์ให้พร เป็นอันเสร็จพิธี จึงขอยุติไว้เพียงแค่นี้ ต่อไปจะเป็นประวัติของเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันนี้ คือ พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ ท่านได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา..

« ตอนที่ 1 « ตอนที่ 2 » ตอนที่ 4 »


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]
ตั้งหัวข้อใหม่

Go To Top